Linkin Park ไลฟ์สดโชว์จากช่วง Hybrid Theory พร้อมกันทั่วโลกคืนนี้!

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี อัลบั้มในตำนานของ Linkin Park อย่าง Hybrid Theory เพจออฟฟีเซียลของวงได้ประกาศรวบรวมฟุตเทจและสิ่งอื่นใดในยุคนั้นที่แฟนๆ ครอบครองอยู่เพื่อมาทำเซอร์ไพรส์อะไรบางประการไปตั้งแต่ต้นปี

และในวันนี้ (24 มีนาคม) เวลาตีหนึ่งประเทศไทย วงประกาศจะไลฟ์สดฟุตเทจในยุคนั้น พร้อมสมาชิกวงมาร่วมดูพร้อมหน้ากับแฟนๆ ทั่วโลก

ใครคิดถึงพี่เชส ใครเป็นแฟนเดนตายของวง และคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ในยุคนั้น ตั้ง reminder ไว้ในลิงก์นี้ได้เลยครับ

ไปร่วมคิดถึงความหลังกับวงดนตรีร็อกในตำนานพร้อมกัน อย่าเพิ่งนอนเร็วกันล่ะ เหล่าทหารทุกคน

The Era of Five Tones

ในวันที่ดนตรีโอเปร่าไม่จำเป็นต้องปีนบันไดฟัง

Author: Pacharee Klinchoo

Photographer: Napat Gunkham

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ออฟฟิศของลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้ทำความรู้จักกับกลุ่มนักร้องป็อปโอเปร่า FIVERA ที่มาเยี่ยมเยือนและอวยพรวันเกิดเราถึงออฟฟิศด้วยการร้องเพลงโอเปร่าสดๆ โชว์พลังเสียง แม้ว่าจะได้ฟังเพียงสั้นๆ เราก็อดประทับใจในความสามารถของนักร้องโอเปร่าทั้งห้าชีวิตไม่ได้ และเมื่อสบโอกาสเราก็ไม่ลังเลเลยที่จะนั่งล้อมวงสัมภาษณ์สมาชิกทั้งห้าอันประกอบไปด้วยตุลย์ – ตุลานันท์ นรเศรษฐ์พิศาล นักร้องเสียงเบส-บาริโทน, แป้ง – ณัฐทิดา กำชัย นักร้องเสียงโซปราโน, ฟิล์ม – ธนพรรษ ญาติเจริญ นักร้องเสียงเทเนอร์, คิมิโกะ – มัชฌิมา มีบำรุง นักร้องเสียงโซปราโน และเต้ – บดินทร์ ปิยะธนะศิริกุล นักร้องเสียงบาริโทน เพื่อทำความเข้าใจศิลปะแขนงนี้ให้มากขึ้นอีกนิด

ยุคสมัยของนักร้องห้าเสียง

ฟิล์ม : วงเราเริ่มมาเกือบสิบปีแล้วครับ ช่วงแรกๆ ที่เราทัวร์ต่างประเทศกันเป็นหลัก เราใช้ชื่อวงว่า VIVA มีผู้จัดการและค่ายเป็นต่างชาติ พอจบสัญญา พวกเราก็ย้ายกลับมาทำงานในประเทศไทยครับ ตอนนั้นยังไม่มีค่าย ก็ไปร้องตามโรงแรมต่างๆ หรือรับงานไพรเวทปาร์ตี้ จนกระทั่งมีผู้ใหญ่ของทาง BEC-Tero Music ไปเจอเข้า ก็เลยได้เซ็นสัญญา และได้ชื่อใหม่เป็น FIVERA ซึ่งมาจากคำว่า FIVE รวมกับคำว่า ERA เป็นยุคสมัยของนักร้องห้าคน-ห้าเสียงนี่ล่ะครับ

ตุลย์ : อธิบายก่อนนะครับว่าวงโอเปร่าไม่จำเป็นต้องมีสมาชิกห้าคนนะครับ แต่พวกเราเลือกที่จะมีห้าคน-ห้าเสียง เพราะจะได้เสียงที่หลากหลาย มีผู้หญิงเสียงสูง ผู้หญิงเสียงต่ำ ผู้ชายเสียงสูง ผู้ชายเสียงกลาง และผู้ชายเสียงต่ำ เวลาร้องเพลงโอเปร่าจะได้ประสานเสียงกันกลมกล่อม เพราะพอดี เต็มเรนจ์เสียง เป็นส่วนผสมที่ดีในการร้องเพลงลักษณะนี้ครับ

โอเปร่าที่เข้าถึงได้

ตุลย์ : ป็อปโอเปร่าคือการนำเพลงโอเปร่าที่ฟังง่ายมาร้องให้คนฟัง โดยเราจะเลือกเพลงโอเปร่าที่มีเมโลดี้ติดหูเป็นที่รู้จักของคนอยู่แล้วมาปรับดนตรีนิดหน่อย ปรับสไตล์การร้องให้ฟังง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็จะเลือกเพลงป็อปที่มีคนรู้จักอยู่แล้วมาดัดแปลงดนตรีและวิธีการร้องให้เป็นโอเปร่ามากขึ้นด้วยครับ

ฟิล์ม : ให้เพลงป็อปเหล่านั้นฟังดูอลังการมากขึ้น ให้ดนตรีโหมมากขึ้น เป็นลักษณะที่ใช้วงออร์เคสตรามาเล่นดนตรีป็อป โดยใช้เสียงโอเปร่าในการร้อง ปรับแต่งภาษาด้วยนิดหน่อย อย่างบางเพลงก็จะเริ่มต้นมาเป็นป็อปใสๆ พอกลางๆ เพลงก็เริ่มโหมดนตรีให้หนักขึ้น เปลี่ยนเสียงร้องเป็นโอเปร่ามากขึ้น ประสานกันห้าคนน่ะครับ อีกหนึ่งคาแร็กเตอร์ก็คือ ปกติวงโอเปร่าจะไม่ใช้เครื่องดนตรีประเภทกลอง เบส หรือกีตาร์ แต่เราก็ใช้เครื่องดนตรีเหล่านั้นเป็นหลักเพื่อให้เข้าสู่คนได้ง่ายขึ้นครับ

ถึงเวลาขยายฐานกลุ่มผู้ฟัง

ตุลย์ : สิบปีที่ผ่านมากลุ่มคนฟังก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างนะครับ แต่ไม่มากในระดับเห็นได้ชัด ในสมัยก่อนคนฟังเพลงโอเปร่าจะค่อนข้างมีอายุ ได้เดินทางไปฟังโอเปร่าจริงๆ ที่ต่างประเทศมา แต่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มคนที่กำลังจะแต่งงาน อยากได้วงของพวกเราไปร้องในงานแต่งเพื่อสร้างความหรูหราให้กับงานของเขา หรือมีคนรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นเด็กๆ เลย บอกว่าชอบวงของเราน่ะครับ แต่ก็เป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้กว้างขวางในระดับเพลงป็อปนะครับ เพราะในปัจจุบันวงเรายังคงความเป็นโอเปร่าไว้เยอะ แต่เราพยายามทำเพลงใหม่ๆ โดยผสมเพลงป็อปไทยที่เป็นที่รู้จักเข้าไปให้เยอะขึ้น นำมา mash up กับเพลงต่างชาติ เพื่อให้คนฟังรู้สึกว่าเพลงป็อปที่คุ้นหูอยู่แล้วเมื่อเติม element ความเป็นโอเปร่าเข้าไป มันก็แปลกดีเหมือนกันนะ

เต้ : จริงๆ แล้วพวกเราพยายามทำตลาดให้ขยายกว้างมากขึ้น เพราะคนที่ชอบฟังเพลงโอเปร่าพอมีอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจะหาฟังได้ที่ไหนในประเทศไทย เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขารู้ว่าสามารถฟังเพลงแบบนี้ในประเทศไทย

วงป็อปโอเปร่าเพียงหนึ่งเดียวในสยามประเทศ

ฟิล์ม : ถ้าถามว่าแนวเพลงประเภทนี้จะสามารถโตไปได้มากกว่านี้ไหมในประเทศไทย เรามองว่ามันอาจจะไม่ได้โตไปมากกว่านี้หรอก เพราะการแข่งขันในประเทศไทยไม่ค่อยสูงมากเท่าต่างประเทศ เลยไม่มีการแข่งขันกันทำเพลงออกมา ถ้าพวกเราไม่ผลักดันตัวเองกันเองก็ไม่มีใครมาคอยผลักดันพวกเราหรอก

แป้ง : หนึ่งหน้าที่ของเราในวงคือ arrange เพลงให้คนอื่นร้อง ร่วมกับตุลย์น่ะค่ะ เราจะคอยดูความสามารถของแต่ละคนตลอดเวลาว่าดร็อปลงไปหรือเปล่า และเราพยายาม arrange เพลงใหม่ๆ ออกมาตลอดในทุกเทศกาล เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสซ้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ร้องเฉพาะเพลงที่เราร้องกันจนชินอยู่แล้ว ซึ่งตอนเรา arrange เราก็จะใส่อะไรเข้าไปเยอะๆ เพื่อให้ทุกคนได้ซ้อมร้องให้ดีๆ ค่ะ

ฟิล์ม : วงเราอยู่กันมาเกือบสิบปี ได้ไปทัวร์มาประมาณ 19 ประเทศรอบโลกแล้ว ซึ่งงานส่วนใหญ่จะเป็นการร้องในโรงแรมหรู หรืองานไพรเวท พอเราโตขึ้น ได้เจอศิลปินมากขึ้น เราอยากทำอะไรที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น อยากขยายงานของเราไปอีก อยากร่วมมือกับศิลปินคนอื่นๆ ในส่วนของงานจ้าง เราก็ต้องพัฒนาวงของตัวเองไปมากขึ้น นอกจากจะเป็นวงที่ร้องเพลงดีในด้านเสียงแล้ว เราต้องเอนเตอร์เทนแขกได้ เปิดฟลอร์ได้ ทุกคนในวงต้องมีความสามารถในการเอนเตอร์เทนแขก เพื่อที่จะเริ่มต้นได้แบบแกรนด์ๆ และจบแบบสนุกสนาน ให้แขกทุกคนประทับใจได้ครับ

Special Thanks: BEC-Tero Music

Exclusive Interview with Miss Foster

เธอคือใคร? เธอคือดีเจมืออาชีพที่สร้างฐานแฟนเพลงในกรุงเทพฯ ได้อย่างเหนียวแน่น และเธอคือหนึ่งในศิลปินไลน์อัพคนสำคัญที่จะมาจุดความมัน(ส์)ในงาน Kolour in the Park แบบไม่กลัวทั้งไวรัส ฝุ่น และความบ้าบอของสถานการณ์ในประเทศ ณ เพลานี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์ มีบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟของเธอมาให้แฟนๆ ได้อ่าน ก่อนจะไปพบกับเธอเล่นสดๆ ได้ในวันที่ 7 มีนาคมนี้ ณ Thai Wake Park

คุณเคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไหมว่าวงการดีเจมีแต่ดีเจผู้ชายเป็นหลัก

ตอนที่ฉันเริ่มงานดีเจในกรุงลอนดอนไม่ค่อยมีดีเจผู้หญิงเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่แทนที่ฉันจะมารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจใดๆ ฉันตัดสินใจที่จะใช้โอกาสนี้ทำให้ตัวเองโดดเด่น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีคิดจริงๆ ค่ะ! ฉันเชื่อว่าถ้าคุณมีสกิลล์ในการเป็นดีเจที่แข็งแรงพอ เพศสภาวะของคุณก็ไม่เกี่ยวอะไรหรอกค่ะ นั่นทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าสมัยที่เริ่มอาชีพดีเจใหม่ๆ ฉันรู้สึกอะไรนิดๆ หน่อยๆ บ้างนะคะ แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะฉันยังใหม่ในวงการนี้เท่านั้นเองล่ะค่ะ ฉันเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ มากมายหลังจากที่อยู่ในวงการมาเป็นสิบปี ซึ่งปัจจุบันผู้จัดมิวสิกเฟสติวัลเองก็พยายามใช้ดีเจทุกเพศแล้วล่ะค่ะ อย่างงาน Kolour in the Park นี่เห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว ฉันภูมิใจมากค่ะที่ได้เป็นหนึ่งในดีเจผู้หญิงของงานนี้

คุณมีศิลปินคนไหนที่อยากร่วมงานด้วยเป็นพิเศษไหมหรือใครก็ได้ที่คุณชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กๆ

ตอนนี้ฉันกำลังคลั่งไคล้ Dimmish และ Toman มากเลย มีเพลงเฮาส์ดีๆ ให้ฟังแล้วในที่สุด ฉันมั่นใจมากว่าพวกเราจะต้องทำเพลงที่ดีมากแน่ๆ ถ้าได้ร่วมงานกัน คงเป็นการร่วมงานที่ฉันจะมีความสุขมากแน่ๆ และฉันยังเป็นแฟนตัวยงของ Inland Knights พวกเขาทำเพลงได้คลาสสิกมาก ฟังที่ไหนเมื่อไหร่ก็ไม่เบื่อเลย แต่ฉันก็ไม่ได้ฟังแต่เพลงอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นนะ ช่วงที่โตๆ มาฉันก็ฟังเพลงของ Jamiroquai, Foo Fighters, Madonna, Crowded House และ Counting Crows ด้วยค่ะ เป็นอัลบั้มที่ฉันฟังต่อจากพี่ชายคนโตของฉันเองน่ะ อ้อ… มีอีกเรื่องที่คุณอาจจะไม่รู้นะ ฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Fleetwood Mac ด้วยค่ะ

มองอนาคตตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้าไว้อย่างไรบ้าง

ตอนนั้นฉันก็เข้าหลักสี่แล้วสินะ เดาว่าฉันคงจะรบกับครอบครัวของตัวเอง และพยายามทำงานเพลงต่อไป มีโฮมสตูดิโอ อะไรแบบนี้ และฉันอยากจะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงสักแห่ง เพื่อที่จะได้มีซีนในวงการดนตรีอย่างต่อเนื่อง ฉันอยากจะสนับสนุนเด็กเลือดใหม่ด้วย การได้เซ็นสัญญากับค่ายคงช่วยเรื่องนี้ได้อีกเยอะ ตอนนั้นฉันคงกลับไปอยู่ที่ยุโรปแล้ว แต่ก็หวังว่าจะได้กลับมาออกทัวร์ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งช่วงฤดูหนาว ฉันอยากจะทำสิ่งที่ฉันรักไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ร่างกายและจิตใจของฉันยังสู้ไหว นั่นคือจุดประสงค์หลักของฉันเลยล่ะค่ะ

บอกอะไรกับแฟนๆชาวไทยหน่อย

ประเทศไทยได้ใจฉันเสมอค่ะ ที่นี่มีบรรยากาศอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกพิเศษตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะความน่ารักและอัธยาศัยดีของคนไทยก็ได้ค่ะ คนไทยชอบการสร้างสรรค์ ซึ่งนั่นก็เป็นผลดีกับเราชาวดีเจ ตั้งแต่มาที่นี่เมื่อสองปีที่แล้วฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากคนไทยและจากแฟนๆ ชาวไทยแบบล้นทะลักเลยทีเดียว ฉันดีใจมากที่ได้ทำงานดีเจในกรุงเทพฯ จริงๆ ค่ะ

www.kolourinthepark.com

Kolour in the Park 2020 Full Lineups Announced

ประกาศรายชื่อศิลปินครบ 15 วงทั้งหมด 3 เวทีกันแบบไม่กลัวทั้งไวรัสและรัฐประหารกับงาน Kolour in the Park 2020 ที่จะจัดขึ้น ณ Thai Wake Park ลำลูกกา ในวันที่ 7 มีนาคมนี้ มาดูไลน์อัพศิลปินและดีเจสุดเจ๋งไปพร้อมๆ กัน ใส่หน้ากาก พกเจลล้างมือแอลกอฮอล์ และพร้อมไปเกาะขอบเวทีพร้อมกันเลยดีกว่าครับ!

PARK STAGE

LEISURE

LEISURE: วงดนตรีห้าชีวิตที่เหมือนเอากลุ่มคนที่มีความสามารถไม่เหมือนกันมารวมๆ กันเป็นแกงโฮะรสดี การันตีด้วยยอดสตรีมมิ่งกว่า 50 ล้านครั้งสำหรับอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขา ทำให้เกิดปรากฏการณ์บัตรการแสดงสดขายหมดติดๆ กันเป็นประวัติการณ์ของประเทศนิวซีแลนด์เลยทีเดียว

Oddisee

Oddisee: แรปเปอร์และโปรดิวเซอร์มากความสามารถจากกรุงวอชิงตันดี.ซี. อัลบั้มเปิดตัวของเขาอย่าง People Hear What They See ได้รับรางวัล The Best Hip-Hop Album จาก Apple iTunes Music Award 2012 การันตีมาแล้ว

Running Touch

Running Touch: จากศิลปินท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลีย ในตอนนี้เขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของ Ocean Grove วงดนตรีฮาร์ดคอร์ขวัญใจแดนจิงโจ้ ทำให้ผลงานดนตรีของเขาคือส่วนผสมอันสมดุลระหว่างดนตรีหลากหลายสไตล์

ATMA

ATMA: เขาเป็นผู้ที่ทำให้บทเพลงสไตล์ Fun-House เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และรู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรให้คนดูคอนเสิร์ตยักย้ายส่ายสะโพกไปกับบทเพลงของเขาได้อย่างแท้จริง

Pyra

Pyra: ผู้บุกเบิกเส้นทางวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยด้วยตัวเอง เธอนำผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับเมโลดี้ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ก่อเกิดเป็นบทเพลงสไตล์ Solar Soul อันเป็นเอกลักษณ์ เธอเคยได้ขึ้นแสดงในงานเทศกาล Burning Man มาแล้ว ทั้งยังมีรางวัลการันตีจากอีกหลากหลายเวทีในฐานะศิลปินหน้าใหม่ดาวรุ่งอีกด้วย

Mae Happyair

Mae Happyair: จากอาชีพผู้ช่วยสไตลิสต์นิตยสารแฟชั่นหัวหนึ่งในประเทศไทย เธอได้ค้นพบความสามารถของตัวเองยามเปิดเพลย์ลิสต์ระหว่างทำงานในกองถ่าย วันนี้ เธอก้าวออกจากวงการแฟชั่น มาพร้อมเปลี่ยนแปลงทั้งตัวตนและวงการดนตรีไทยอย่างยิ่งใหญ่แล้ว


SHELTER STAGE

Black Coffee

Black Coffee: ผู้ก่อกำเนิดสไตล์ดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชื่อว่า Afropolitan House เขามีโชว์มากกว่า 250 โชว์ต่อปี ซึ่งนั่นหมายรวมถึงเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Coachella และ Tomorrowland ซึ่งแฟนๆ ชาวไทยไม่ต้องถ่อไปไกลถึงที่นั่น ไปแค่ลำลูกกาก็พอแล้วนะเออ

Artbat

Artbat: คือคำสมาสระหว่างคู่หูเพื่อนสนิทและดีเจฝีมือเยี่ยมอย่าง Artur และ Batish ในวันนี้ทั้งคู่โผล่ออกมาจากแวดวงดนตรีใต้ดินของเมืองเคียฟ กลายมาเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่มีผู้ชมรอคอยซื้อบัตรมากที่สุดในโลก

Giolì & Assia

Giolì & Assia: แม้จะเปิดตัวในวงการดนตรีในฐานะผู้จัดการและศิลปิน ในตอนนี้ สองสาวดูโอ้ได้รับการยอมรับทั้งในฐานะศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี เจ้าของค่ายเพลง และดีเจ ซึ่งการแสดงสดของพวกเธอนั้นนับได้ว่าตื่นตาตื่นใจเพราะมีการนำเครื่องดนตรีใหม่ๆ มานำเสนอตลอดเวลา

Bonita Everitt

Bonita Everitt: ศิลปินสัญชาติไทยที่เดินสายแสดงในเวทีใหญ่ระดับประเทศมาแล้ว เธอเติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติ จึงนำธรรมชาติที่รายล้อมตัวอยู่มาสร้างสรรค์บทเพลงให้คนลุกขึ้นมาเต้นรำได้อย่างมีความสุข

Miss Foster

Miss Foster: หนึ่งในดีเจที่ได้รับความนิยมที่สุดในดูไบเมื่อปี 2019 เธอได้ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2018 และกลายมาเป็นขวัญใจขาแดนซ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


DISCO DIARIES (WATER STAGE)

Mousse T.

Mousse T.: บ่มเพาะประสบการณ์ในประเทศเยอรมนีบ้านเกิดมากว่ายี่สิบปี บัดนี้ เขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานแห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์ของโลกไปแล้ว จุดเด่นของเขาคือการจับจุดคนดูได้ถูกต้อง ทำให้ทุกคนพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับเขาได้ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด (นั่นหมายรวมถึงสถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ ของทั้งไวรัสมรณะ และฝุ่นพิษในกทม. ด้วยนะเออ)

Dark White

Dark White: ส่วนผสมกันลงตัวระหว่าง Sir Walt และ Spencer ที่ท้าทายขีดจำกัดของดนตรีสไตล์เดิมๆ อย่างเฮ้าส์และดิสโก้ โดยการผสมผสานดนตรีสไตล์อื่นๆ เข้าไปแบบไม่ยั้ง หรือเกรงกลัว เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทุกคนที่มาชมดนตรีของพวกเขานั่นเอง

Panna

Panna: จากความคลั่งไคล้ในแผ่นไวนิล ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สไตล์ดนตรีที่เป็นของตัวเองจากแผ่นไวนิลที่เธอสะสมนั่นเอง มาร่วมตื่นเต้นไปกับการผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊ส และดนตรีนอกกระแสของเธอไปพร้อมกันได้

Rabbit Disco

Rabbit Disco: ดีเจสาวเอกลักษณ์กับบทเพลงสไตล์ deep house ที่พร้อมจะกระชากวิญญาณของคุณให้ออกมาโลดแล่นบนแดนซ์ฟลอร์

เตรียมพร้อมพบกับความมันบท 3 เวทีกับ 15 ศิลปินได้ในงาน Kolour in the Park วันที่ 7 มีนาคมนี้ ณ Thai Wake Park ลำลูกกา

www.kolourinthepark.com

HOMESHAKE is Back!

สาวกของ Homeshake หรือ Peter Sagar เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง? ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม เพราะเขากลับมาอีกครั้งแล้ว… และครั้งนี้จะใกล้ชิดสุดๆ ด้วยบัตรเพียง 170 ใบเท่านั้น!!!

ยังจำความล่องลอยครั้งที่ Homeshake มาเยือนเมืองไทยเมื่อปี 2018 กันได้อยู่ไหม? ครั้งนี้เขากลับมาพร้อมกับทัวร์ของอัลบั้ม Helium กับงาน HAVE YOU HEARD? : Homeshake Live! + Soft Pine ที่จะจัดขึ้นที่ De Commune (Liberty Plaza) ในวันที่ 2 มีนาคมนี้ โดยจำกัดบัตรเพียงแค่ 170 ใบเท่านั้น รับประกันความใกล้ชิดแบบถึงเนื้อถึงตัวแน่นอน

**งานนี้จำกัดอายุ 20 ปีขึ้นไป**

ซื้อบัตรได้ที่ Ticketmelon.com/hyhbkk/homeshake2020

Let’s Hit the Road TOGETHER!

กาปฏิทินวันที่ 3 เมษายน 2563 รอไว้เลย เพราะ DJ Snake นำทีมดีเจแน่นๆ มาเปิดความมันส์อุ่นเครื่องเตรียมพร้อมงานใหญ่กลางปี กับงาน Road to Together Festival ให้เหล่าสาวกอีดีเอ็มชาวไทยให้ครื้นเครงกันอย่างแน่นอน

หลังจากการประกาศวันจัดงาน Together Festival 2020 ไปอย่างเป็นทางการ (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-2 พฤษภาคม 2563) ผู้จัดก็เปิดเซอร์ไพรส์งานปาร์ตี้สุดมันส์ Road to Together Festival 2020 ในวันที่ 3 เมษายน 2563 ณ ไบเทค บางนา เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องให้สาวกอีดีเอ็มขยับสะโพกรองานใหญ่ในเดือนถัดมา

ซึ่งงานนี้ได้ไลน์อัพตัวจี๊ดอย่าง DJ Snake มาการันตีความมันส์ รับประกันความดุเดือดเลือดพล่านอย่างแน่นอน

กดซื้อบัตรรอได้เลย ไป! >>> www.togetherfestival.net 

Of Monster and Men Live in BKK 2020

ชาวกรุงเทพฯ เมืองคอนเสิร์ตพร้อมต้อนรับคอนเสิร์ตแรกแห่งปีค.ศ. 2020 ของ Of Monsters and Men ในวันที่ 12 มกราคมนี้กันหรือยัง?

เรียกว่าสมหวังกันถ้วนหน้ากันเลยทีเดียวสำหรับแฟนเพลงของ Of Monsters and Men หลังจากรอคอยมานานนับ 10 ปี ในที่สุดวงก็มีโอกาสได้เดินทางมาแสดงสดให้ชมกันถึงเมืองไทยแบบเต็มๆ เป็นครั้งแรก โดยผู้จัดคอนเสิร์ตนอกเจ้าประจำอย่าง The Very Company ซึ่งโชว์จะเกิดขึ้น ณ Moonstar Studio ในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2020

Of Monsters and Men เป็นวงดนตรีชื่อดังจากประเทศไอซ์แลนด์ที่ก่อตั้งวงขึ้นในปี 2010 และกลายเป็นขวัญใจมหาชนแทบจะในทันทีจากซิงเกิ้ลแรก “Little Talks” ที่ทำยอดขายไปกว่า 2 ล้านก็อปปี้ ขึ้นชาร์ตเพลงดังประสบความสำเร็จทั้งในฝั่งอังกฤษ และอเมริกา เช่นเดียวกับ “Dirty Paws” อีกหนึ่งเพลงสร้างชื่อของวง ที่ฮิตจนถูกนำไปใช้เป็นซาวด์แทรคประกอบภาพยนตร์ฟีลกู้ดของ เบน สติลเลอร์ เรื่อง The Secret Life of Walter Mitty กระทั่งกลายเป็นเพลงที่แฟนเพลงทั่วโลก ต่างคาดหวังจะได้ฟังแบบสดๆ สักครั้ง 

รวมถึงเพลงชั้นยอด อาทิ “King and Lionheart” “I of the Storm” “Six Weeks” “Wild Roses” และอีกหลายต่อหลายเพลง จากผลงานอัลบั้มเต็มทั้งสามชุดของวง My Head Is an Animal (ปี 2011) My Head Is an Animal (ปี 2015) Fever Dream (ปี 2018) ที่ไม่เพียงโดดเด่นด้วยท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังอัดแน่นไปด้วยรายละเอียด ความอ่อนไหวทางอารมณ์ ซึ่งถูกนำเสนอด้วยเซนส์ดนตรีที่มีความป็อปอยู่ในตัวสูง จนสามารถเข้าไปอยู่ในใจของคนฟังได้อย่างกว้างขวาง ทุกเพศวัย การมาเยือนเมืองไทยครั้งนี้จึงถือเป็นประสบการณ์อันยอดเยี่ยมที่คอเพลงสากลไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

คุณ สมิทธิ เพียรเลิศ บอสใหญ่แห่ง The Very Company ผู้จัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้กล่าวว่า “Of Monsters And Men ถือเป็นวงที่พิเศษมากๆ ครับ พวกเขามาจากไอซ์แลนด์ แต่สามารถสร้างผลงานที่สามารถชนะใจคนฟังทั้งฝั่งอเมริกา และอังกฤษ ซึ่งมีรสนิยมที่แยกขาดออกจากกันได้สำเร็จ อันที่จริง ต้องบอกว่าผลงานของพวกเขาสามารถชนะใจคนฟังเพลงในทุกประเทศทั่วโลกเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในเมืองไทยซึ่งแฟนๆ รอกันมานานหลายปี แต่ยังไม่เคยได้สัมผัสการแสดงสดของวงเสียที และครั้งนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้วครับกับคอนเสิร์ต Of Monsters And Men Live In Bangkok ในวันที่ 12 มกราคม ซึ่งถือเป็นคอนเสิร์ตแรกของ The Very Company ต้อนรับปี 2020 ที่เราค่อนข้างเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ทั้งในส่วน performance และ production ของวง จะทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นการประเดิมทศวรรษใหม่ ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกคนได้อย่างแน่นอน”

OF MONSTERS AND MEN LIVE IN BANGKOK จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2020 ณ Moonstar Studio บัตรราคา: 2,500 บาท ซื้อบัตรได้แล้วทาง Ticketmelon www.ticketmelon.com/very/omam

#OMAMliveinbangkok

#TheVeryCompany

Way to End Your Year Crazily at ‘Sound Check Party’

มีแผนไปเที่ยวพัทยากันก่อนสิ้นปีไหม? Fat Coco ชวนคุณมาสนุกสุดเหวี่ยงกับกองทัพดีเจและศิลปินกับ Sound Check Party ส่งท้ายปีก่อนเคานท์ดาวน์

DJ GRAMOPHONEDZIE

สุดสัปดาห์ที่ 27-29 ธันวาคม โค้งสุดท้ายก่อนเคานท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ Fat Coco ณ โรงแรมเอวัน เดอะรอยัล ครูส ร่วมจัดปาร์ตี้ส่งท้ายปีสามวันรวดที่ยกทัพศิลปินชั้นแนวหน้าทั้งไทยและเทศมากันอย่างคับคั่ง

DJ ZIGGY PHUNK

โดยไลน์อัพสำคัญของทั้งสามวันนั้นเรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร ทั้ง DJ Gramophonedzie, DJ Ziggy Phunk, T-Bone, Srirajah Rockers, DJ Superlover และอื่นๆ อีกคับคั่ง

บัตรเข้างานหนึ่งวันราคา 500 บาท และ 1,300 บาทสำหรับสามวัน

จองได้ที่ www.hatcha.live / แฟนเพจ A-One The Royal Cruise Hotel / 038-259-999

#Fatcoco #SoundCheckParty #qccommsPR

PARCELS DJ SET LIVE IN BANGKOK

Parcels เป็นวงอิเล็กโทรป็อปสัญชาติออสเตรเลียสังกัดค่ายเพลงสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Kitsuné โลกได้รู้จักพวกเขาเป็นครั้งแรกผ่านซิงเกิ้ล ‘Overnight’ ที่ได้ตัวพ่อวงการอิเล็กโทรป็อปอย่าง Daft Punk มาช่วยโปรดิวซ์ให้

ไม่แปลกใจกันใช่ไหมที่เพลงนี้ผงาดจนได้รับการยอมรับว่าเป็นคลาสสิกไปได้ในระยะเวลาอันสั้นมากๆ เช่นนี้? และเมื่อปีที่แล้ว วงก็ได้ปล่อยอัลบั้มเต็ม ‘Parcels’ ออกมาประดับวงการอิเล็กโทรป็อปรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด… พวกเขาคือความหวังของวงการอิเล็กโทรป็อปรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

แฟนๆ ซาวด์อิเล็กโทรป็อปชาวไทยเตรียมตัวกรี๊ดกันได้กับ Parcels DJ Set Live in Bangkok: Exclusive Party ที่วงส่งสองสมาชิกอย่างแพทริค (นักร้องนำและมือคีย์บอร์ด) กับอนาโตเล่ (มือกลอง) มารับบทดีเจเล่นเพลย์ลิสต์สุดโจ๊ะสไตล์ Parcels เรียกน้ำย่อยให้กับแฟนๆ ในเวนิวใกล้ชิดสนิทสนมอย่าง BEAM Thonglor ซึ่งดูจากสถานที่แล้ว คาดว่าคงจะไม่มีใครได้ใกล้ชิดกับศิลปินมากไปกว่านี้ได้อีกแล้วล่ะ

และเพื่อเป็นการตอกย้ำความใกล้ชิด เราแอบกระซิบว่าครั้งนี้ บัตรมีจำนวนจำกัดอยู่เพียง 300 ใบเท่านั้น เปิดปฏิทินเคลียร์คิวของคุณในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคมนี้ ให้พร้อม แล้วไปสนุกด้วยกันตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

บัตรราคา 650 บาท จำหน่ายที่ www.ticketmelon.com

แล้วพบกันครับ

How Hot is Calvin Harris?

Calvin Harris หนึ่งใจชายหนุ่มที่เคยครองหัวใจของนักร้องสาวอย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์ และเจ้าของรายได้กว่า 2.3 พันล้านบาท (66 ล้านดอลลาร์) ในปี 2015 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟร์บส์ดีเจที่มีรายได้มากที่สุดในโลกในปีนั้น และในปีนั้นเองที่ทั้ง แคลวินและเทเลอร์ ออกเดทพากันทำรายได้โค่นบัลลังก์ของเจย์ ซีและบียอนเซ่ ในฐานนะคู่รักที่ทำเงินสูงสุดอีกด้วย โดยรายได้จากการเป็นดีเจของแคลวิน แฮร์ริสนั้นสูงกว่าอันดับ 2 ถึง 2 เท่า อย่างเดวิด กูเอตต้าอีกด้วย โดยหลังจากการเลิกลากับเทย์เลอร์ สวิฟต์แบบจบกันไม่ค่อยสวยแล้ว แคลวินยังให้สัมภาษณ์ว่า “มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เมื่อเรื่องที่ผมเคยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวกลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปรับรู้” และถ้านั้นยังดราม่าไม่พอ หนึ่งในเพลงดังของแคลวินที่ชื่อว่า ‘This Is What You Came For’ ที่เทย์เลอร์อ้างว่ามีส่วนในการแต่งเพลงนี้แต่เธอไม่เคยได้รับเครดิต แคลวินก็ออกมาตอบโต้ผ่านทวิตเตอร์ทันทีว่า “ผมคิดว่า ถ้าหากคุณมีความสุขกับความรักครั้งใหม่ คุณก็ควรจะสนใจเรื่องความรักของคุณ แทนที่จะพยายามย่ำยีแฟนเก่าด้วยการกระทำบางสิ่งบางอย่างจะดีกว่า” นั้นทำให้ความเดือดของคู่เคยรักคู่นี้ปะทุความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเท่าตัว 

นอกจากนั้นแคลวิน แฮร์ริส ยังกวาดรางวัลกว่า 20 รางวัลจากเวทีต่างๆ ทั้ง MTV มิวสิค อวอร์ด, อเมริกัน มิวสิค อวอร์ด, บิลบอร์ด มิวสิค อวอร์ด และรางวัลในบ้านเกิดตัวเองอย่าง บริตอวอร์ด อีกด้วย แคลวินแฮร์ริสไม่เพียงแต่เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงเขายังเป็นโปรดิวเวอร์อีกด้วย โดยเขาออกอัลบั้มแรกในปี 2007 (I Created Disco) และดังเป็นพลุแตกในซิงเกิ้ล ‘I’m Not Alone’ ที่ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในอังกฤษในปี 2008 โดยศิลปินเบอร์ใหญ่อย่างไคลีย์ มิโนก คือศิลปินคนแรกๆ ที่มาร่วมงานกับเขาทั้งยังเขียนเพลงเป็นโปรดิสเซอร์ให้ในอัลบั้ม X ในเพลง ‘In my Arms’ และ ‘Heart Beat Rock’ และนั้นก้เป็นจุดเริ่มตั้นการการเป็นเจ้าพ่อฟีดเจอริ่งอีกด้วย อย่าง Ne-Yo, Pharrell Williams’ Kety Perry, Sam Smith, John Newman และเพลงที่ดังเป็นพลุแตกที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง ‘We Found Love’ ที่ได้รีฮันน่ามาร่วมแจม 

และก็สิ้นสุดการรอคอยกันสักทีที่แคลวิน แฮร์ริส จะบินลัดฟ้ามายังเมืองไทยเพื่อเปิดคอนเสิร์ตในงานเทศกาลดนตรี 808 Festival 2019 โดยถือว่าเป็นมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกของเขาอีกด้วย ในวันที่ 6-8 ธันวาคมนี้ พร้อมด้วยทัพดีเจชื่ออย่าง Dyro , Generik , Ofenbach , KSHMR , Blasterjaxx , Keanu Silva , SKRILLEX ณ ไบเทค บางนา แฟนตัวจริงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง