Light Up The Sky with BLINK!: มาร่วมเดินทางไปกับสี่สาว BLACKPINK กับภาพยนตร์สารดคีครั้งแรกของพวกเธอจาก Netflix

BlackPink- LIGHT UP THE SKY (L to R) LISA, JENNIE, JISOO and ROSÉ from BlackPink- LIGHT UP THE SKY. Courtesy of NETFLIX/Netflix © 2020

เคยสงสัยกันไหมว่าเบื้องหลังความสำเร็จของสี่สาวแห่ง BLACKPINK นั้นมาได้อย่างไร ความโด่งดังอย่างเปรี้ยงปร้างของพวกเธอนับตั้งแต่เดบิวต์ในเดือนสิงหาคม 2016 นั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วยอย่างเดียวแน่นอน และในวันนี้ Netflix พาคุณไปสำรวจเบื้องหลังความสำเร็จของสาวๆ ในสารคดี BLACKPINK: Light Up The Sky ตั้งแต่วันที่พวกเธอเริ่มต้นในฐานะเด็กฝึกหัด จนถึงวันที่เธอกลายเป็นไอคอนของเจเนอเรชั่นนี้ไปแล้ว 

เรามีบทสัมภาษณ์ของทั้งสี่สาวและแตโรลิน เซอ ผู้กำกับในวันแถลงข่าวออนไลน์มาเรียกน้ำย่อยของบลิงก์ทุกคนด้วยนะ 

สารคดีเรื่องใหม่ล่าสุดของ BLACKPINK กำลังจะได้ฉายใน 190 ประเทศทั่วโลกผ่านทาง Netflix คุณรู้สึกอย่างไร

โรเซ่: พวกเราทุกคนดู Netflix แล้วเราก็รู้สึกเป็นเกียรติมากๆ ที่สารคดีของเราจะได้ฉายออกอากาศทาง Netflix แล้วก็ตื่นเต้นมากๆ เพราะสารคดีเรื่องนี้มีทั้งเบื้องหลัง ความกดดัน ความรักจากแฟนๆ และที่สำคัญ เรามีเซอไพรซ์ด้วย พรุ่งนี้ ทุกคนจะสามารถเลือกหน้าเราทั้ง 4 คน ตั้งเป็น profile ใน Netflix ของทุกคนได้แล้ว 

ลิซ่า: ฉันแทบอยากจะเปลี่ยนไอคอนบนโปรไฟล์ Netflix ของฉันเดี๋ยวนี้เลย

แคโรไลน์ ซอ ผู้กำกับสารคดีผู้อยู่เบื้องหลังการถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าทึ่งของ BLACKPINK

แคโรไลน์: สวัสดีค่ะทุกคน ตอนนี้ฉันอยู่ที่นิวยอร์ค ฉันตื่นเต้นมากๆ สำหรับสารคดีของ BLACKPINK เรื่องนี้ และขอแสดงความยินดีกับสาวๆ BLACKPINK ที่จะได้ปรากฎตัวบน Netflix ด้วยค่ะ

เจนนี่: สำหรับโปรเจกต์นี้ เราทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากๆ กับผู้กำกับของเรา เราตั้งตารอคอยที่จะได้ชมผลงานสารคดีชิ้นนี้อย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ สารคดีเรื่องนี้จะเป็นเหมือนของขวัญให้ BLINK ทุกคน หวังว่าสารคดีนี้ จะเป็นสะพานที่ช่วยเชื่อมระหว่างเราและแฟนๆ BLINK ไว้ด้วยกันค่ะ

จีซู: การที่ Netflix เลือกที่จะทำสารคดีของเราต่อจากศิลปินระดับโลกอย่าง Beyonce, Taylor Swift และ Lady Gaga  ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก และรอคอยจะได้เผยแง่มุมต่างๆ ของเราให้แฟนๆ ได้เห็นค่ะ

เจนนี่: เราเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นศิลปินฝึกหัด จนได้เดบิวต์ และมาถึงวันนี้ แฟนๆ BLINK จะได้เห็นการทำงาน ความทุ่มเทของเรา ความ authentic ที่ไม่เคยได้เห็นที่ไหน และเราหวังว่าพวกเค้าจะชอบค่ะ

สมาชิกของวงมาจากต่างวัฒนธรรมต่างสิ่งแวดล้อมทำให้สารคดีนี้มีความหลากหลายทางภาษามาก

โรเซ่: ตอนที่ถ่ายซีนสัมภาษณ์ เราจริงใจกันมากๆ เปิดใจ เปิดความคิด พวกเราจะพูดในภาษาที่สบายใจ มีหลายภาษาเลยค่ะ ลิซ่าพูดภาษาไทย จีซูภาษาเกาหลี ฉันกับเจนนี่โตในต่างประเทศก็จะพูดทั้งเกาหลี-อังกฤษ เราได้พูด ได้แสดงออกในภาษาที่เราถนัด ผู้ชมจะได้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ความเป็น BLACKPINK ที่ผสมผสานความหลากหลาย และมันคือตัวเราทุกคน เราเชื่อว่าแฟนๆ จะชอบค่ะ

เจนนี่: ถึงแม้เราจะสื่อสารกันหลากหลายภาษา แต่เราทุกคนเข้าใจกันเป็นอย่างดี ภาษาไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย We’re the world

การถ่ายทำสารคดีเป็นอย่างไรบ้าง

ลิซ่า: นี่เป็นครั้งแรกที่ถ่ายทำสารคดีแบบที่มีกล้องและทีมงานติดตาม 24 ชั่วโมง แรกๆ ฉันรู้สึกประหม่ามาก แต่สักพักก็เริ่มชิน ยิ่งถ่ายทำไปนานๆ เรายิ่งเป็นธรรมชาติ และสนุกไปกับการถ่ายทำ เพราะผู้กำกับน่ารัก และเป็นกันเองมากๆ เรื่องนี้ต้องขอบคุณผู้กำกับมากที่เตรียมตัวในการทำงานอย่างดี และทำให้เราได้เป็นตัวเราเองจริงๆ

ช่วยเล่าถึงความเป็น BLACKPINK ในสารคดีเรื่องนี้หน่อย

แคโรไลน์: พวกเขาเป็นเหมือนทั้งเพื่อนและครอบครัว

เจนนี่: เราอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่เป็นศิลปินฝึกหัด เห็นการเติบโตของกันและกัน แบ่งปันความรู้สึก ช่วยเหลือกัน เราเหมือนเป็นครอบครัวจริงๆ ที่มีความผูกพัน รู้สึกสบายใจ เป็นตัวของตัวเองได้เมื่ออยู่ด้วยกัน และเราดึงส่วนที่ดีของกันและกันออกมา

จีซู: Teddy Park เป็นคนที่เก่งมากค่ะ เค้ารับฟัง เข้าใจ และสามารถสะท้อนสิ่งต่างๆ ออกมาเป็น direction ของวงได้ อาจจะเรียกว่าเขาเป็นสมาชิกคนที่ 5 ของวงก็ว่าได้ เขามีความสำคัญและจำเป็นต่อวงของเรามากๆ ค่ะ

โรเซ่: การทำงานกับแคโรไลน์ เธอจะพูดคุยรายละเอียดกับเราก่อน ว่าเราสบายใจที่จะทำจริงๆ และดึงความเป็นธรรมชาติของเราออกมาได้ดีมาก เธอเจ๋งมากๆ เลยค่ะ 

การทำงานกับ BLACKPINK เป็นอย่างไรบ้าง

แคโรไลน์: เป็นโปรเจกต์ที่สนุกมาก BLACKPINK เป็นวงที่ทำงานด้วยแล้วสนุก สารคดีนี้ก็จะเป็นสารคดีที่สนุก เป็นเรื่องราวที่ดูแล้วรู้สึกถึงพลังบวก สาวๆ  BLACKPINK ก็มีเสน่ห์มาก และฉลาดมากๆ ด้วยค่ะ

อะไรที่ทำให้คุณมาทำสารคดีเรื่องนี้

แคโรไลน์: จริงๆ แล้วฉันไม่ได้คุ้นเคยกับ K-Pop เท่าไหร่ แต่ทางหลานของชั้นจะเป็นแฟน K-Pop ตัวยงเลยค่ะ แต่ฉันรู้จัก BLACKPINK นะคะ พอเริ่มทำ research เกี่ยวกับวงการนี้มากขึ้น ชั้นก็รู้สึกตื่นเต้นมากค่ะ

ไฮไลท์ของสารคดี BLACKPINK: Light Up The Sky

แคโรไลน์: สำหรับสารคดีเรื่องนี้ จะถ่ายทอดมุมมองของ BLACKPINK ในหลากหลายแง่มุม มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ไม่ได้มีเพียงมิติเดียว โดยจะเล่าเรื่องราวตั้งแต่การมารวมตัวกันของสมาชิกทั้ง 4 คน และอะไรที่ทำให้ BLACKPINK กลายมาเป็นปรากฎการณ์แห่งยุคสมัย

ในฐานะผู้กำกับคุณคงได้รับรู้และเห็นเรื่องราวเบื้องหลังมากมายพอจะเล่าให้เราฟังหน่อยได้ไหม

แคโรไลน์: ใช่เลย มันน่าตื่นเต้นมากๆ ที่ได้เห็นการทำงานเบื้องหลัง และการร่วมงานของศิลปินระดับโลกด้วยกัน โดยเฉพาะตอนที่เราไปถ่ายทำ  BLACKPINK มีโปรเจกต์กับ Lady Gaga พอดี เป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจ

BLACKPINK: Light Up The Sky สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix

Mama’s Boy: การคัมแบ็กของ LANY ที่ความหวานถูกทดแทนด้วยคราบน้ำตา

สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลายแบบนี้ งานแถลงข่าวเปิดตัวอัลบั้มใหม่แบบออฟไลน์ของศิลปินดูจะเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมเสียเหลือเกิน อย่างไรก็ดี… งานแถลงข่าวออนไลน์ที่จัดขึ้นเพื่อฉลองการเปิดตัวอัลบั้มใหม่ Mama’s Boy ของสามหนุ่ม LANY ที่มาเปิดคอนเสิร์ตในสยามประเทศถี่ยิบยุคก่อนโควิดก็ทำให้เราแอบหายคิดถึงเขาไปได้นิดหน่อย แม้ว่าความแรกของอินเทอร์เน็ตจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานครั้งนี้ของเรามากก็ตาม

หนึ่งคำถามที่เราได้ถามเขาก่อนที่อินเทอร์เน็ตของเราจะหักหลังเกิดจากความอยากรู้ของเราว่า ตัวเขาเติบโตขึ้นมากแค่ไหนในแง่ของความรักความสัมพันธ์ และเขาใส่มันลงไปในอัลบั้มใหม่ของเขามากน้อยกันแค่ไหนกันนะ

ก็ไม่รู้ว่าเราพูดจาไม่เคลียร์เอง หรืออินเทอร์เน็ตมันหักหลังเรากันแน่ พอลตอบคำถามเราแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “พวกเราพยายามปรับปรุงทุกอย่างให้ดีขึ้นในทุกๆ วันอยู่แล้วครับ ไม่มีใครอยากทำอัลบั้มเดิมๆ ซ้ำเป็นครั้งที่สองหรอกเนอะ ในอัลบั้มนี้เราเพิ่มเติมเอเลเมนต์ต่างๆ ที่เราไม่เคยใช้กับเพลงของ LANY มาก่อนเยอะแยะไปหมดเลย ทั้งริฟฟ์กีตาร์ เครื่องสายอย่างเชลโล หรือออร์แกน ซึ่งมีอยู่ทั่วทั้งอัลบั้ม Mama’s Boy  เลยครับ พวกนี้เป็นเอเลเมนต์ใหม่ๆ และเครื่องดนตรีใหม่ที่เราไม่เคยใช้มาก่อนจริงๆ ดังนั้น อัลบั้มนี้จะแตกต่างจากอัลบั้มก่อนๆ มากเลยครับ” 

ฟังจบแล้วยังไม่ทันได้ทักท้วงว่าตกลงเราถามไม่ตรงคำตอบเขา หรือเขาเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามเรากันแน่ อินเทอร์เน็ตของเราก็ทรยศเราไปเป็นที่เรียบร้อย เราจึงผ่อนคลายความหงุดหงิดกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีสายไฟระโยงระยางไปทั่วเมือง แต่คุณภาพก็ยุ่งเหยิงตามสายไฟนั่นไปด้วยโดยการเปิดสตรีมอัลบั้ม Mama’s Boy ฟัง และก็ค้นพบว่า แม้ว่าอัลบั้มนี้จะมีกลิ่นอายของความเป็น LANY แบบที่เราคุ้นชินไว้เป็นอย่างมาก แต่ซาวด์และเนื้อหาเพลง (ที่เราอยากรู้นักหนาว่ามันเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน) ก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

เครื่องสาย และออร์แกนที่เขาบรรยายมานั้นได้ยินอยู่ทั่วไปทั้งอัลบั้มจริงๆ ในส่วนของเนื้อหานั้นก็สังเกตได้เลยว่าไม่ค่อยมีเพลงฟูมฟาย หรือเพลงรักใสซึ้งแบบที่แฟนๆ เคยชอบเขาอีกแล้ว แต่เนื้อหาเติบโตขึ้น มีการพูดถึงความรักในแง่มุมอื่นๆ ทั้งครอบครัว ศาสนา และความหวังในหลายๆ เพลง อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาเติบโตขึ้นผ่านกาลเวลาไปมากแล้วจริงๆ 

ส่วนตัวเราแนะนำเพลงนี้เลย ‘anything 4 u’ มีกลิ่นอายของ LANY ที่เราคุ้นชิน แต่ก็ผ่านการเติบโตผ่านอะไรต่อมิอะไรมาเช่นกัน 

Mama’s Boy สตรีมมิ่งแล้วทุกช่องทางออนไลน์

เริงร่าริมทะเลกับคอนเสิร์ตชิลๆ Blue Wave Festival 2020 ณ เมืองพัทยา

มีใครคิดถึงอารมณ์คอนเสิร์ตตะโกนเย้วๆ เหมือนเราบ้างไหม… เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ร่างกายต้องการคอนเสิร์ตอยู่อย่างแน่นอน แต่จะให้ไปกระโดดโลดเต้นในฮอลล์ติดแอร์ ไม่มั่นใจว่าคนข้างๆ จะเหงื่อกระเซ็นมาเมื่อไหร่ ก็คงจะแอบหวั่นกันบ้างใช่ไหม ลอฟฟีเซียล ออมส์ชวนคุณไปเทศกาลดนตรีริมชายหาดพัทยา Blue Wave Festival 2020 ที่โปรโมเตอร์อย่าง Be Hear Now ร่วมมือกับ Fantastic 4 พร้อมจัดเต็มความมันแบบเปิดโล่งเต็มที่แบบไม่ต้องกลัวโควิดกันเลยทีเดียว

โดยในงานนี้เรียกได้ว่าขนศิลปินกันมาแบบคับคั่ง เปิดเทศกาลด้วยดนตรีเบาๆ เคล้าลมทะเล คลอเสียงคลื่น ต่อด้วยโชว์สุดมันจากศิลปินตัวท็อปของประเทศไทยไล่มาตั้งแต่ Tattoo Colour, Mild, Oat Pramote X Zani, Trinity, Cocktail, Lazyloxy และ Mindset ก่อนจะปิดค่ำคืนด้วยดีเจชื่อดังอีกสารพัดชีวิต ให้แดนซ์กันกระจายแบบไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

เทศกาล Blue Wave Festival 2020 จัดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2020 ที่โรงแรม Ambassador City Jomtien Pattaya ตั้งแต่เวลา 14.00 – 24.00 น. สิบชั่วโมงยาวไปครับ

เปิดจำหน่ายบัตรแล้วที่ TicketMelon ราคาบัตร Early Bird 999 บาท/คน (มีจำนวนจำกัด 1,000 ใบเท่านั้น), บัตร Regular 1,200 บาท/คน, บัตร VIP 6,000 บาท (ประกอบไปด้วยบัตร 2 ใบ + โรงแรม 1 ห้อง + อาหารและเครื่องดื่มมูลค่า 1,000 บาท), บัตร VVIP 32,000 บาท (ประกอบไปด้วยบัตร 6 ใบ + โรงแรม 2-3 ห้อง + อาหารและเครื่องดื่มมูลค่า 3,000 บาท) โดยทั้งหมดเป็นบัตรยืน สามารถเช็กผังงานและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Blue Wave Festival 

#BlueWaveFestival2020 

#Fantastic4 #BeHearNow #Ticketmelon

Gracie Abrams ศิลปินสาวสวยคลื่นลูกใหม่บอกเล่าเรื่องราว EP แรกในชีวิต “Minor” และคอนเสิร์ตจากห้องนอน

Gracie Abrams ศิลปินหน้าใหม่จาก Los Angeles ลูกสาว J.J. Abrams ผู้กำกับมือทองจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars : The Rise of Sky Walker ที่มีฐานแฟนคลับในประเทศไทยบ้านเราเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศอเมริกา

Gracie Abrams นักแต่งเพลงและนักร้องแห่งค่าย Interscope นำเสนอเรื่องราวและแนวเพลงที่แตกต่างจากประสบการณ์ส่วนตัวและความตรงไปตรงมาของเธอผ่าน EP แรกในชีวิตอย่าง “Minor” ที่เปรียบเสมือนการปลดปล่อยความอัดอั้นในใจของผู้คนที่กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์และความรัก โดยเธอได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงชื่อดังมากมาย อาทิ Joel Little, Benny Blanco, Jim-E Stack, Sarah Aarons และ Caroline Pennell 

 Gracie เริ่มสนใจและให้ความสำคัญกับดนตรีตั้งแต่ตอนเธอยังเด็ก เธอบอกกับเราว่าความสนใจด้านดนตรีเริ่มด้วยการตีกลองตอนอายุ 8 ปี หลังจากนั้นจึงเริ่มหลงใหลในการเขียนเนื้อเพลงก่อนจะควบการร้องด้วยเพื่อความสมบูรณ์ในการสื่อความหมายของเพลงที่ออกมาจากข้างใน เธอยังบอกอีกว่าตอนนี้เธอให้ความสำคัญกับการทำเพลงเหมือนการกินข้าวเช้าที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว

ในด้านการทำเพลง เธอมีศิลปินในดวงใจ อาทิ Joni Mitchell, Phoebe Bridgers และ Kid Cudi บุคคลเหล่านี้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันที่มีอิทธิพลต่อการเขียนเพลงของเธออย่างมากโดยเฉพาะในด้านการดึงความรู้สึกร่วมจากผู้ฟัง

เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 การเดบิวต์ EP “Minor” ของเธอจึงเกิดขึ้นจากห้องนอนของเธอเอง และด้วยกระแสเรียกร้องจากแฟนเพลงจึงเกิดเป็น “The Minor Bedroom Shows” คอนเสิร์ตจากห้องนอนผ่าน Zoom ที่จัดไปแล้วหลายต่อหลายรอบเพื่อตอบสนองแฟนเพลงทั้งชาวอเมริกันและชาวไทย โดย Gracie เผยว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเพราะนอกจากจะได้เล่นดนตรีแล้วยังได้พูดคุยกับแฟนเพลงอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

https://www.youtube.com/watch?v=qrJA3lZTcYc

สุดท้ายนี้เธอยังฝากบอกอีกว่าเร็ว ๆ นี้อาจจะมีผลงานใหม่ให้ได้ติดตามเพิ่มกันอีกด้วย แต่ตอนนี้ท่านผู้อ่านสามารถฟังน้ำเสียงสุดละมุนมีเสน่ห์ของ Gracie Abrams ใน EP แรกของเธอ Minor ได้ทั้งใน Youtube, Spotify และช่องทางอื่นที่สะดวกได้เลยครับ

โอบกอดบาดแผลและข้อผิดพลาดของตัวเองไปกับ Maximillian และเพลง Beautiful Scars

Maximillian หนุ่มนักร้อง นักแต่งเพลงจากโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เผยเบื้องลึกจากเพลง ​Beautiful Scars ที่มียอดสตรีมสะสมทะลุ 25 ล้าน ไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

Author: Piyapan Rungruangtipsupa

Photography: Courtesy of Universal Music 

“ตื่นเช้ามาผมอยากให้เค้ารู้สึกมั่นใจและพร้อมที่จะเผชิญทุกอย่าง” – Maximillian

Maximillian ศิลปินหนุ่มหน้าใหม่วัย 21 ปี ที่มีเอกลักษณ์ในการใช้บทเพลงเพื่อเชื่อมต่อความรู้สึกจากคนร้องสู่คนฟังได้อย่างน่าทึ่ง เปิดเผยกับเราว่าความคิดในการเป็นศิลปินของเขาเริ่มมาจากการดูคอนเสิร์ตของ Roger Waters (ผู้ร่วมก่อตั้งวงร็อคในตำนาน Pink Floyd) การไปอยู่ในบรรยากาศคอนเสิร์ตทำให้เค้าสัมผัสได้ถึงห้วงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปตามเพลง เกิดเป็นความหลงใหลในการปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกผ่านเสียงร้องและการเขียนเพลง นั้นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นศิลปินที่ผสานประสบการณ์ส่วนตัวลงในบทเพลง เพื่อถ่ายทอดความในใจผ่านเพลง Beautiful Scars

การปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกลบในอดีตไม่ใช่เรื่องง่าย การทำเพลง Beautiful Scars จึงทำให้ต้องเผชิญกับประตูในจิตใจที่คอยปิดกั้นตัวตนที่แท้จริง Maximillian บอกว่า การยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองในอดีตและการระบายความรู้สึกออกมาเป็นเนื้อเพลงทำให้รู้สึกโล่งสบายเพราะความอึดอันข้างในได้ถูกปลดปล่อย ความยากในการทำเพลงออกมาจากใจจึงทำให้ได้ผลตอบรับเกินคาด

Maximillian ยังได้ชื่นชมศิลปินระดับโลก 2 คน ให้เราฟังอีกด้วย คนแรกคือศิลปินสาวเสียงทรงพลัง Jessie J ที่ความสามารถโดดเด่นมากซะจนหนุ่มคนนี้ยกย่องให้เป็นแบบอย่างในการควบคุมและใช้เสียงเลยทีเดียว อีกหนึ่งศิลปินคือ Michael Jackson ราชาเพลงป๊อปผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่หนุ่ม Maximillian ยกให้เป็นต้นแบบในการใช้เพลงเป็นสื่อกลางในการบอกเล่าแนวความคิดต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการเมืองหรือจะเป็นการเรียนรู้และยอมรับในตัวตนเหมือนที่ Beautiful Scars พยายามสื่อ

สุดท้ายนี้หนุ่ม Maximillian ฝากบอกมาอีกว่าอยากมาทัวร์คอนเสิร์ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย พร้อมฝากขอบคุณแฟน ๆ สำหรับการตอบรับที่เกินคาดเพราะนี่ถือเป็นก้าวที่สำคัญมากในการพัฒนาตนเองและผลิตผลงานที่ดีขึ้นในอนาคต 

สามารถฟังเพลง Beautiful Scars และติดตามผลงานเพลงอื่น ๆ ของ Maximillian ได้ทั้งใน Youtube และ Spotify ครับ

BTS เปิดตัว MAP OF THE SOUL: 7 ∼ THE JOURNEY ∼อัลบั้มภาษาญี่ปุ่นที่จะมาถ่ายทอดความหมายดีๆอีกครั้งแก่เหล่า ARMY!

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน อุตสาหกรรม K-POP จากเกาหลีใต้ได้สร้างความนิยมในหมู่ผู้ฟังทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นอีกหนึ่ง pop culture ที่แข็งแรงที่สุดในยุคร่วมสมัย และก็ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเหมือนกัน หากจะบอกว่า BTS เป็นศิลปินบอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีฐานแฟนคลับชาว ARMY ทั่วโลกที่คอยสนับสนุนและติดตามผลงานของพวกเขาทั้ง 7 อย่างล้นหลาม – เห็นได้ชัดจากการเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกเพียง 62 วันในปี 2019 ทว่ามีผู้ชมเข้าร่วมงานมากถึง 2 ล้านคน หรือการได้รับเชิญให้ไปแสดงสดในงานประกาศผลรางวัล Grammy ® Awards ครั้งที่ 62 ที่จัดขึ้นไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แก่วงการเค-ป๊อปในดินแดนอุตสาหกรรมบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดของโลก

มาในเดือนกรกฎาคมนี้ BTS ได้เปิดตัวอัลบั้มใหม่ MAP OF THE SOUL: 7 THE JOURNEY ∼ ซึ่งเป็นอัลบั้มภาษาญี่ปุ่นในรอบ 2 ปีของแบนด์ [นับจากอัลบั้ม Face Yourself]  อีกทั้งเป็น chapter ต่อจากอัลบั้มระดับปรากฏการณ์ MAP OF THE SOUL: 7 ที่สามารถทะยานสู่ชาร์ตอันดับ 1 ในอเมริกาและอังกฤษได้เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอัลบั้มนี้ต้องการจะนำเสนอการเดินทางของแบนด์ตั้งแต่เดบิวต์เมื่อปี 2013 หนุ่ม ๆ ทั้ง 7 ต้องผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความสุข ความทุกข์ และความยากลำบากที่เป็นดั่งบททดสอบให้พวกเขาได้ค้นหาคำตอบในเส้นทางของตน แน่นอนว่าในอัลบั้มล่าสุดนี้ต้องมีเพลงไฮไลท์อย่าง Stay Gold ในเวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย เพื่อถ่ายทอดและเน้นย้ำความหมายดี ๆ ให้เหล่า ARMY อีกครั้งว่า โลกใบนี้อาจจะมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีแต่เราต้องไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไป 

เหมือนดั่งที่หนุ่ม ๆ จาก BTS ได้นำเสนอตัวตนและเอกลักษณ์ของตนเองผ่านบทเพลงและความสามารถ จนทำให้ครองใจเหล่า ARMY และได้รับการยอมรับจากอุตสาหกรรมเพลงในระดับสากลในที่สุด

รับฟังผลงานในอัลบั้มใหม่ MAP OF THE SOUL: 7 ∼ THE JOURNEY ∼ ของ BTS ได้ที่ลิงก์นี้ (BTSth.lnk.to/MOTS7JFP) เชื่อว่าจะถูกใจชาว ARMY และผู้ฟังในไทยไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถร่วมสนุกในกิจกรรมดี ๆ เพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษได้ทาง Facebook: Universal Music Thailand 

ห้ามพลาดกันนะครับ!

รายชื่อเพลงในอัลบั้ม MAP OF THE SOUL: 7 ∼ THE JOURNEY ∼

1. INTRO: Calling

2. Stay Gold

3. Boy With Luv -Japanese ver.-

4. Make It Right -Japanese ver.-

5. Dionysus -Japanese ver.-

6. IDOL -Japanese ver.-

7. Airplane pt.2 -Japanese ver.-

8. FAKE LOVE -Japanese ver.-

9. Black Swan -Japanese ver.-

10. ON -Japanese ver.-

11. Lights

12. Your eyes tell

13. OUTRO: The Journey

มิติใหม่ของการสร้างสรรค์ MV ระหว่างสถานการณ์ล็อกดาวน์ทั่วโลกของ Troye Sivan

เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้ Troye Sivan แต่งเพลง Take Yourself Home ขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมทั้งตัวเองและแฟนๆ ทั่วโลกที่ต้องต่อสู้กับสถานการณ์นี้ไปพร้อมกัน และเนื่องจากข้อจำกัดในการออกกองถ่าย ทำให้เขาเกิดไอเดียมิติใหม่ในการสร้างสรรค์ MV เพลงนี้ออกมาทั้งหมด 9 เวอร์ชั่นด้วยกัน

ซึ่งในแต่ละเวอร์ชั่นนั้น ทรอยจะเลือกศิลปินจาก 9 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย บราซิล เม็กซิโก จีน ไต้หวัน และไทย มาสร้างสรรค์ Lyric MV ที่แตกต่างกันตามความตีความของศิลปินแต่ละคน ซึ่งในประเทศไทย ทรอยได้เลือก Gongkan ศิลปินป็อปดาวรุ่งที่กำลังมาแรงในตอนนี้เป็นผู้ถ่ายทอดภาพในจินตนาการของเขาออกมาเป็นเอ็มวีซับไทยเพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนๆ ชาวไทยของทรอยนั่นเอง

“หลังจากที่ผมได้ฟังเพลงนี้ ผมมองเห็นภาพตัวเองตอนที่ไปอยู่ต่างประเทศ แล้วต้องใช้ชีวิตที่หดหู่เพียงลำพัง แต่เพื่อเป้าหมาย บางครั้งเราต้องยอมแลกมาด้วยความโดดเดี่ยว และความเจ็บปวด” ก้องกานเล่าในระหว่างงาน premier MV เป็นครั้งแรกให้สื่อมวลชนชาวไทยชม “งานชิ้นนี้ผมพูดถึงการเดินทางในเชิงนามธรรม เหมือนคนที่อยู่ในชีวิตที่มืดมน ต้องการที่จะกลับบ้าน เพราะบ้านคือ Safe Zone ที่ดีและสงบ อีกทั้งยังเพิ่มพลังให้กับตัวเอง ภาพเหล็กวงกลมแสดงถึงเมืองที่แข็งกร้าว สื่อสะท้อนให้รู้สึกถึงว่าเราต้องอยู่เพื่ออะไรบางอย่าง จนในที่สุดเราเดินทางกลับบ้านเพื่อเป็นการพักตัวเองจากสิ่งที่พบเจอมา แต่ในท้ายที่สุด เราก็ต้องกลับไปเผชิญปัญหาในเมืองที่วุ่นวายอีกครั้ง เพื่อแลกกับอะไรบางอย่างที่เมืองแห่งความปวดร้าวนี้ จะสนองความต้องการให้เราได้ดั่งใจหวัง

ผมดีใจ และภูมิใจมาก ทีเป็นตัวแทนของคนไทยได้ถ่ายทอดชิ้นงานนี้ โดยส่วนตัวผมมองว่า Troye คือศิลปินที่มีอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ผมติดตามงานของเขาอยู่แล้ว ชอบสไตล์งานของเขา หลังจากที่ทราบว่า Troye เลือกผมให้มาครีเอทงานให้ รู้สึกเป็นเกียรติสุดๆ และผมอยากถ่ายทอดเนื้องานออกมาให้มีความเป็นตัวเรา และสอดคล้องกับเนื้อหาเพลงไปพร้อมๆ กันครับ” ก้องกานทิ้งท้าย

รับชมมิวสิควิดีโอซับไทยฝีมือก้องกานได้พร้อมกันเลยครับ

มิวสิควิดีโอทั้งหมด 9 เวอร์ชั่น รับชมได้ ที่นี่ ครับ

Scrubb คัมแบ็กพร้อมเพลงใหม่ฟีเจอริ่ง Ben&Ben วงป็อปชื่อดังจากประเทศฟิลิปปินส์

ได้กระแสความแรงของซีรีส์ ‘2Gether The Series เพราะเราคู่กัน’ หรือ #คั่นกู ส่งให้เพลงเก่าของวง Scrubb กลับมาโด่งดังร้องตามกันทั่วบ้านทั่วเมืองอีกครั้ง เพราะ JittiRain ผู้เขียนนำแรงบันดาลใจที่เธอได้จากบทเพลงของบอลและเมื่อย วงโปรดของเธอ และด้วยความโด่งดังของซีรีส์นี้ ที่ทะลุทะลวง VPN ไปทั่วโลก Scrubb จึงโด่งดังตามไปด้วยแบบปฏิเสธไม่ได้ ยอดสตรีมมิ่งในทุกแพลตฟอร์ม และยอดวิวใน YouTube เองก็พุ่งพรวดๆ ขึ้นแบบหยุดไม่อยู่ จนไปเตะตาเตะหูสมาชิกวง Ben&Ben วงป็อปชื่อดังที่กำลังพุ่งแรงสุดๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ ณ เวลานี้

และด้วยความโลกแคบลง Ben&Ben เอ่ยชวน Scrubb มาทำเพลง ‘ทุกอย่าง’ เวอร์ชั่นพิเศษ โดยยังคงให้เมื่อยร้องเพลงเนื้อเดิม และบอลเล่นอะคูสติกกีตาร์ เพิ่มความพิเศษด้วยสมาชิกวง Ben&Ben ที่นำเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ มาขัด-ถู  (ตามความหมายของคำว่า scrubb ที่แปลว่าขัด)  จนกลายเป็นเสียงดนตรีได้อย่างสร้างสรรค์และลงตัว  จนกลายเป็นคลิปสุดฮอตที่ถูกแชร์กระหน่ำทั้งในไทย และฟิลิปปินส์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมยังมีแฟนเพลงชาวฟิลิปปินส์มาร่วมคอมเมนท์แสดงความชื่นชอบในบทเพลงของ Scrubb อีกนับพัน  จนตอนนี้ Scrubb ก็กลายเป็นอีก 1 ศิลปินไทยที่กลายเป็นขวัญใจแฟนเพลงฟิลิปปินส์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฟังพร้อมกัน ที่นี่ เลยครับ

Jeremy Zucker อัลบั้มใหม่ สตรีมแล้วทุกช่องทาง

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ยอดสตรีมเพลง comethru กว่าพันล้านครั้งไปแล้ว Jeremy Zucker ได้ฤกษ์ปล่อยผลงานอัลบั้มแรก love is not dying ออกมาให้แฟนๆ ฟังกันอย่างจุใจในทุกช่องทางออนไลน์

และเนื่องด้วยข้อจำกัดจากวิกฤติการไวรัสโคโรน่า ทำให้เขาไม่สามารถเดินสายโปรโมทตามสื่อทั่วโลกที่รอคอยเขาอยู่ได้ จึงเกิดงาน Jeremy Zucker – love is not dying Press Conference ออนไลน์ให้สื่อทุกคนได้ร่วมฟังสัมภาษณ์ และตั้งคำถามหนุ่มเจเรมี่กันอย่างครึกครื้น

ฟังเพลงของเขาได้ทุกช่องทาง ที่นี่ ครับ

ชวนคุณมาร่วม Vote for THAILAND! ในเวที Road to Yalta 2020

ในปีนี้ การแข่งขันประกวดร้องเพลง Road to Yalta 2020 ที่จัดขึ้นโดยกองทัพรัสเซียนั้นได้มีตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากประเทศไทยนั่นคือ ตุลย์ จากวง FIVERA วงป็อปโอเปร่าเพียงหนึ่งเดียวแห่งประเทศไทย แต่ในปีนี้ การแข่งขันไม่สามารถแข่งได้เนื่องจากวิกฤติไวรัสโคโรน่า ซึ่งต้องมีการจัดแข่งขันออนไลน์แทน ทั้งในรอบออดิชั่น และรอบชิงชนะเลิศ

ซึ่งในการออดิชั่นนั้น วงได้คัดเลือกนักร้องจำนวน 157 คนจาก 37 ประเทศให้เหลือเพียง 16 คน ซึ่งตุลย์ติดหนึ่งใน 16 นั้น และเขาได้เลือกเพลง The Last Battle มาร่วมร้องในการประกวด โดยเพลงนี้เป็นเพลงสงครามที่แต่งขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเขาได้เปลี่ยนเนื้อร้องจากภาษารัสเซียมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยตนเอง 

และเพื่อเป็นการดันให้ตุลย์เข้ารอบชิงชนะเลิศ ไปร่วมกันโหวตได้ที่

http://en.doroganayaltu.ru

และทำตามรูปด้านล่างเลยครับ