ประมวลภาพบรรยากาศสุดมันส์จากงาน Neon Countdown 2023

ผ่านไปแล้วกับงาน EDM สุดยิ่งใหญ่แห่งทวีปเอเชีย Neon Countdown ณ กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ตที่กินเวลาถึง 3 วัน 3 คืนติดๆ กับทัพดีเจดังกว่า 30 ชีวิต โดยมีไฮไลท์เป็นดีเจมือหนึ่งของโลกอย่าง Martin Garrix

เรียกได้ว่าจัดเต็มแบบส่งท้ายปีหลังจากอัดอั้นจากการล็อคดาวน์มาอย่างเนิ่นนาน ไปชมประมวลภาพบรรยากาศพร้อมกันเลยครับ! 

เด็กสมบัติจัดคอนฯ ใหญ่ เอาใจทึเมไทยเมษายนนี้!!!!

เด็กสมบัติ TREASURE ไอดอลกรุ๊ปตัวตึงวงการเคป็อปเจนสี่ ปักวันคอนเสิร์ตใหญ่ 2023 TREASURE TOUR [HELLO] IN BANGKOK ถึงสองวันในวันที่ 1-2 เมษายน ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และคอนเสิร์ตนี้ยังถือเป็นเอเชียทัวร์ครั้งแรกของพวกเขาอีกด้วย ทึเมไทยเตรียมบงต้อนรับเหล่าน้องสมบัติได้เลยครับ!

ทำความรู้จัก TREASURE 

TREASURE เป็นศิลปินสังกัด YG ENTERTAINMENT มีสมาชิก 10 คนได้แก่ชเวฮยอนซอก, จีฮุน, โยชิ, จุนกยู, ยุนแจฮยอก, อาซาฮี, โดยอง, ฮารุโตะ, พัคจองอู และโซจองฮวาน เดบิวต์เมื่อค.ศ. 2020 ด้วยเพลง BOY และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนได้รับฉายาว่า ‘Monster Rookies – รุกกี้ปีศาจ’ 

หลังจากนั้น พวกเขาก็ปล่อยอัลบั้มแรก [THE FIRST STEP] ที่มียอดขายกว่า 1 ล้านอัลบั้ม พวกเขาจึงเดินหน้าเดบิวต์ในประเทศญี่ปุ่นต่อในเดือนมีนาคม 2021 และต่อมา เพลง JIKJIN และ DARARI จากมินิอัลบั้ม ‘THE SECOND STEP: CHAPTER ONE’ ของพวกเขาก็กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เพลงไต่อันดับขึ้นชาร์ตเพลงระดับโลก และยอดวิวในแพลตฟอร์ม YouTube พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

————————

คอนเสิร์ต 2023 TREASURE TOUR [HELLO] IN BANGKOK เริ่มจำหน่ายบัตรตามรายละเอียดดังนี้

– รอบพรีเซลล์สำหรับแฟนคลับ TREASURE MAKER MEMBERSHIP 27 มกราคม (10.00 – 22.00 น.) 

– รอบสมาชิก Live Nation Tero 28 มกราคม (10.00 – 22.00 น.) ทาง livenation.co.th 

– รอบทั่วไปวันที่ 29 มกราคม ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป ทาง thaiticketmajor.com และ ThaiTicketMajor 11 สาขาหลัก

ในที่สุด MILLI และ Jackson Wang ได้ปล่อยผลงานร่วมกัน ‘Mind Games’

หลังจากเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วได้สร้างปรากฏการณ์ที่สนามราชมังฯ สองศิลปิน MILLI และ Jackson Wang ได้ถึงเวลาที่ทางค่าย 88rising ปล่อยเพลง ‘Mind Games’ ที่เป็นผลงานร่วมกัน ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมแล้ว 

88rising & MILLI – Mind Games (feat. Jackson Wang) [Official Music Video]

“มหรสพ เฟสติวัล” ประกาศฟูลไลน์อัพจัดเต็มกับศิลปินหลากหลายจากทั่วโลกพร้อมเซอร์ไพรส์ที่พลาดไม่ได้เอาใจสายคลับและดนตรีอิเล็กทรอนิกซ์กับ Boiler Room ครั้งแรกในประเทศไทย!

สิ้นสุดการรอคอยแล้ว สำหรับไลน์อัพสุดท้ายแบบจัดเต็มของงาน Heineken® Silver Presents  Maho Rasop Festival 2022 ที่ได้ประกาศศิลปินที่มาร่วมแสดงในปีนี้อย่างครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อย โดยทางงานได้รวบรวมศิลปินหลากหลายแนวมาให้ทุกคนได้ค้นพบความแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นไปด้วยกัน

สำหรับศิลปินที่จะมาเข้าร่วมเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการ ที่ทางผู้จัดอย่าง อย่าง HAVE YOU HEARD?, Seen Scene Space และฟังใจ ตั้งใจเลือกมาให้ทุกคนได้ชมกัน บอกได้เลยว่าจะได้พบกับโชว์ที่น่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน โดยศิลปินที่มาเข้าร่วมในประกาศครั้งสุดท้ายมีดังนี้ Cornelius, Yussef Dayes, Mild High Club, Dry Cleaning, DYGL, Srirajah Sound System, Alec Orachi, Buddha Beat, Vanthan, Foodman และ BOILER ROOM ซึ่งถือว่าทำเอาหลายๆ คนตื่นเต้นและพร้อมจะเดินทางไปพบโชว์เจ๋งๆ จากพวกเขาแล้ว 

นอกจากศิลปินที่เพิ่งเข้ามาเติมเต็มกับงานได้อย่างสมบูรณ์ ทุกคนก็จะได้พบกับ DIIV, Moonchild, Desktop Error, A Place to bury strangers, Fazerdaze, Milli, H3F, Haru Nemuri, MONO, Last Dinasaurs, Se So Neon, Death of a salesman, Tokyo Shoegazer, Matt Maltese, Crack Cloud, Dogwhine และ KIKI 

  เรียกได้ว่าขนกันมาแน่นกับโชว์ทั้งหมด 3 เวที ในสถานที่กว้างขวาง บรรยากาศดีบนพื้นที่สีเขียวที่จะทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจไปกับเทศกาลทางดนตรีอย่างแท้จริง แล้วพบกันในวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2565 ณ ESC PARK รังสิต จำหน่ายบัตรแล้วทาง TicketMelon เรียกได้ว่าสุดคุ้มที่จะได้ดูศิลปินจากหลากหลายประเทศที่ทางมหรสพจัดมาให้แบบแน่นๆ ทั้งสองวัน เตรียมไปค้นพบวงดนตรี เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ รับรองว่าไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวังแน่นอน สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดของงานต่อไปได้ทาhttps://www.facebook.com/MahoRasopFestival 
https://www.mahorasop.com/
https://www.instagram.com/mahorasopfestival/

Chanond M has

no style

rhunrun เรียบเรียง

Eminem เปิดตัวอัลบั้ม ‘8 Mile’ Deluxe Edition

‘The original 8 Mile’ นั้นเต็มไปด้วยแร็ปเปอร์รุ่นใหญ่ เช่น Nas, Rakim, Obie Trice และ 50 Cent ล่าสุดทาง Eminem ได้เปิดตัวอัลบั้ม ‘8 Mile’ Deluxe Edition เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 20 ปีนับตั้งแต่เปิดตัว โปรดิวเซอร์ของอลับั้มนี้ได้ DJ Premier, Guru, Chucky Thompson และคนอื่นๆ อีกมากมาย หนึ่งในเพลงของอัลบั้มอย่าง “Lose Yourself” ได้กลายเป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของตัว Eminem

เชิญฟังอัลบั้ม 8 Mile ฉบับครบรอบ 20 ปีของ Eminem ได้เลยครับ

Rihanna กลับมากับบทเพลง “Lift Me Up” ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Black Panther : Wakanda Forever

สิ้นสุดการรอคอย Rihanna กลับมาอีกอีกครั้งในรอบหลายปี กับเพลง “Lift Me Up” ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ Marvel Studios’ เรื่อง Black Panther: Wakanda Forever

“Lift Me Up” ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตของ แชดวิก โบสแมน เพื่อมอบให้แก่เค้า แต่งโดย Tems, Oscar winner Ludwig Göransson, Rihanna และ Ryan Coogler โปรดิวซ์โดย Göransson ทั้งนี้ตัว Westbury Label ค่ายเพลงของ Rihanna เอง ที่ได้จับมือกับ Roc Nation, Def Jam Recordings และ Hollywood Records

Baby Mic Candy (BMC) เดบิวต์ซิงเกิลแรก ‘RUN’ เจาะตลาด T-POP อย่างเป็นทางการ

โซนี่ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (เจแปน) บุกตลาดเพลงอาเซียน ปั้นฮิปฮอปป็อปลูกผสมไทย – ญี่ปุ่น ‘Baby Mic Candy’ (BMC) เดบิวต์ซิงเกิลแรก ‘RUN’

ตลาดเพลง T-POP เมืองไทยกำลังโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่ายเพลงคุณภาพจากญี่ปุ่น Sony Music Entertainment (Japan) (โซนี่ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (เจแปน)) ขอบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ด้วยการส่งศิลปินฮิปฮอปป็อปลูกผสมไทย – ญี่ปุ่นเบอร์แรก ‘Baby Mic Candy’ (BMC) (เบบี้ ไมค์ แคนดี้) ที่จะทำให้คุณหลงรักกับสมาชิก 3 หนุ่มเท่ “โมโต๊ะ” (MOTO) สมาชิกหนึ่งเดียวของวงจากไทยและ “โกลิ” (GOLI) กับ “ยูกิ” (YUKI) สองหนุ่มจากญี่ปุ่น เดบิวต์เปิดตัวซิงเกิลแรก ‘RUN’ (รัน) ที่ประเทศไทย ให้แฟนๆ ทุกคนได้รู้จักดนตรีฮิปฮอปป็อปในสไตล์ของ 3 หนุ่ม ‘BMC’ ที่มีแต่ความสนุกสนาน พวกเขาเปรียบตัวเองเป็นเพียง ‘เด็กน้อย’ (Baby) บนเส้นทางสายดนตรี ที่รักในการร้องเพลงมากๆ จึงใช้ ‘ไมโครโฟน’ (Microphone) ที่เป็นสัญลักษณ์ของนักร้องมาสื่อให้ทุกคนได้เห็นตัวตนของพวกเขา โดยมาพร้อมความสดใสเหมือน ‘ลูกกวาด’ (Candy) จึงรวมตัวกันเป็น ‘Baby Mic Candy’ (BMC) 

‘RUN’ (รัน) ซิงเกิลเดบิวต์แรก ของ ‘Baby Mic Candy’ (BMC) ที่ 3 หนุ่มโมโต๊ะ, โกลิ, ยูกิ ร่วมกันทำเพลงเองทุกขั้นตอน ซึ่งพาร์ทดนตรี โกลิเป็นคนทำ จากนั้นส่งให้เพื่อน 2 คน โมโต๊ะและยูกิ แต่งเนื้อร้องต่อ โดยได้สุดยอดดีเจจากญี่ปุ่น ดีเจแมส (DJ. MASS) มาช่วยเรียบเรียงซิงเกิลนี้ให้ออกมาสมบูรณ์แบบด้วย และเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มแฟนเพลงชาวไทยและอินเตอร์ จึงแต่งเนื้อเพลงด้วยการผสมผสานทั้ง 3 ภาษา คือ ไทย ญี่ปุ่น และ อังกฤษ เข้าไว้ในซิงเกิลนี้ ซึ่งเนื้อหาบอกเล่าเรื่องราวความทุ่มเทของ 3 หนุ่ม BMC ที่พวกเขาพร้อมจะวิ่งก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาโดยไม่มีใครจะหยุดเราได้ เพื่อให้สำเร็จตามความฝันที่ตั้งไว้ว่า… “พวกเขาจะได้มีโอกาสขึ้นไปโชว์บนเวที Big Mountain Music Festival เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยสักครั้งในชีวิต

โกลิ ศิลปินชาวญี่ปุ่นขอเป็นตัวแทน BMC กล่าวถึงการทำซิงเกิล “Run” ว่า… “ผมหวังว่าคุณจะรู้สึกถึง ‘ความเป็นไปได้’ และ ‘ความคาดหวัง’ ในคำว่า Anyone ในแง่บวกนะ รวมทั้งแพสชั่นของ BMC และความสนุกสนานร้อนแรงในแบบคนไทย ด้วยเพลงนี้เป็นเพลงที่จะทำให้ทุกคนได้รู้สึกใกล้ชิดกับพวกเรา ในแง่ของความคิดที่ว่า ‘ลุยไปข้างหน้าด้วยกัน’ โดยแน่นอนว่า เพลงนี้ถือเป็นก้าวแรกของ BMC ที่สมาชิกเหมือนเป็นตัวแทนของเด็ก “เจน Z” และจะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและการมีตัวตนของเจนนี้ในประเทศไทย”

โมโต๊ะ สมาชิกชาวไทยของวง กล่าวเสริมว่า … “จุดเริ่มต้นของพวกเราก็คือ เมื่อ 6 ปีที่แล้วพวกเราเคยทำวงไอดอลอยู่ที่เมืองฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่นด้วยกัน แล้วพวกเรา 3 คนมีความชอบหลงใหลในดนตรีฮิปฮอป เลยฟอร์มวงขึ้นเพื่อมาทำตรงนี้ ซึ่งพอได้มาคุยกับทางค่ายโซนี่ มิวสิค เจแปน เขาก็ให้โอกาสพวกเราได้ทำโปรเจกต์นี้จึงทำให้เกิดวง ‘Baby Mic Candy’ (BMC) ขึ้นมา ส่วนคำว่า ‘RUN’ ที่เป็นชื่อซิงเกิลแรกของพวกเรา  สื่อถึงทุกคนมีความฝัน และถ้าเราอยากไปถึงจุดหมายเราต้อง “วิ่ง” เพื่อให้ไปถึงยังจุดๆ นั้น ในส่วนของ MV เน้นฟีลลิ่งสนุกสนานตามสไตล์เพลง โดยนำเสนอตัวตนผ่านการ์ตูนอนิเมะ มาเล่าเรื่องราวของพวกเรา 3 คน และเพิ่มกิมมิคด้วยดีไซน์ของภาษาไทย ญี่ปุ่น อังกฤษ ในกราฟิกเพื่อให้ได้เข้าถึงแฟนเพลงทุกกลุ่มครับ”

Soft Pine กลับมาพร้อม ‘Like a Freak’ ซิงเกิ้ลใหม่จากอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 “Brainwreck”

หลังจากทยอยปล่อยซิงเกิ้ลออกมาตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์ Soft Pine กลับมาเดินหน้าเต็มสูบแล้ว ตอนนี้พวกเขาพร้อมปล่อยอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 “Brainwreck” ที่ใช้เวลาซุ่มทำกันถึง 2 ปีให้เราได้ฟังกัน ร่วมต้อนรับการคัมแบ็กด้วยซิงเกิ้ล ‘Like a Freak’ กับกลิ่นอายดนตรีคุ้นเคยที่มีทั้งส่วนผสมของเพลงเด่นจาก EP มาจนถึงงานยุคปัจจุบัน

ช่วงล็อกดาวน์จากโรคระบาดถือเป็นเวลาที่หลายคนต้องประสบกับความไม่คุ้นชินและต้องปรับตัวในการดำเนินชีวิตอย่างมาก ไม่ต่างกันกับ Soft Pine วงอินดี้ป๊อปขวัญใจสายย้วยจาก Sundae Records ที่หลังจากปล่อยอัลบั้มชุดที่ 2 “random day, yeh” ออกมาไม่นานพวกเขาก็เดินหน้าลุยอัลบั้มชุดที่ 3 กันต่อ แต่ขณะที่กระบวนการกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น วิกฤติโควิดที่ปะทะเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้ทุกอย่างพลันต้องหยุดชะงักลง 

การที่ทุกคนต้องอยู่บ้านและไม่สามารถออกไปเล่นโชว์ได้ตามเดิม ทำให้ไฟในการทำเพลงที่เคยลุกโชนค่อย ๆ แผ่วลงท่ามกลางความสับสน พวกเขาเกิดความวิตกกังวลกับความไม่แน่นอนของชีวิต การสูญเสียรายได้ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ถูกจำกัดทำให้ต้องอยู่ห่างจากเพื่อนฝูง ครอบครัว คนรัก พวกเขานำเอาเรื่องราวเหล่านี้ ไปจนถึงการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ของการใช้กัญชาในชีวิตประจำวันเพื่อจัดการกับความรู้สึกที่ถาโถม มาถ่ายทอดออกมาเป็น 10 เพลงที่ระบายความอัดอั้นอันแสนน่าเบื่อหน่ายออกมาผ่านดนตรีแบบฉบับของ Soft Pine ในภาวะสมองไหล (Brainwreck) แบบที่หลายคนน่าจะเคยรู้สึกในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมาไม่มากก็น้อย 

ชุด Brainwreck เป็นการทำงานรูปแบบโฮมสตูดิโอ ใช้อุปกรณ์ที่แต่ละคนสะสมมาทำโปรดักชันกันแบบ DIY และทดลองกระบวนการอัดแบบที่ไม่เคยทำเพื่อให้ได้ซาวด์แปลกใหม่ รวมถึงการมาสเตอริงผ่านเครื่องอัด 8-track tape เพื่อให้ได้ซาวด์ที่อุ่นและมีความอนาล็อกยิ่งขึ้น อีกความพิเศษคือพวกเขาได้นำเพลง Life In The Basement จากโปรเจกต์ Tomato Love Aus: Soothing music for Australia ของ Tomato Love Records มาอัด มิกซ์ และมาสเตอร์ใหม่ในชื่อ ‘Basement’ โดยได้พัด Folk9/ Quicksand Bed มาเป็น recording/ mastering engineer ในอัลบัมนี้อีกด้วย

จากเดิมที่พวกเขาเคยเล่าถึงการสังเกตสิ่งรอบตัวและคนในสังคมว่าตัวเองดูผิดแผกไปจากสิ่งเหล่านั้นในเพลง ‘Trippy World’ มาแล้ว แต่ในซิงเกิ้ลล่าสุด ‘Like a Freak’ ที่จะปล่อยพร้อมเปิดตัวอัลบั้ม คือความรู้สึกที่เข้มข้นขึ้นหลังจากการตระหนักได้ว่า ในชีวิตจริงบางทีก็เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้องยอมพักจากการไล่ตามความฝัน มาทำสิ่งที่ไม่ได้สนใจหรือชอบขนาดนั้นเพื่อประทังชีวิตไปวัน ๆ ซึ่งช่วงแรกก็ยังพอถูไถ แต่พอทำ ๆ ไปพวกเขาก็ได้พบว่ามันไม่ใช่เรื่องสนุกเอาซะเลย ทำไมคนอื่นถึงทำกันได้นะ หรือว่าเราเป็นตัวประหลาดของโลกใบนี้จริง ๆ ?ดนตรียังคงเล่าออกมาในสไตล์ hypnagogic pop ย้วยยานฟังสบาย แต่มีรายละเอียดของลูปกลองเท่แบบที่ห่างหายไปตั้งแต่เพลงในยุคแรก ๆ อย่าง แต่ถูกเพิ่มความอลหม่านของกีตาร์ เบสเสริมความหน่วงแบบไซเคเดลิก และจังหวะพักหยุดเป็นช่วง ๆ แทนสภาวะความคิดที่สับสนยุ่งเหยิงในหัวที่ก็มีการหยุดคิดหาทางออก ซึ่งสุดท้ายแล้วพวกเขาจะทำอย่างไรกับความรู้สึกแปลกแยกนี้ ต้องลองไปฟังกันดูใน ‘Like a Freak’ 

รับฟัง ‘Like a Freak’ และเพลงอื่น ๆ ใน “Brainwreck” ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นไป บนสตรีมมิงชั้นนำ

และพบกับ Budweiser Club presents!! งานคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม “Brainwreck” ของ Soft Pine วงอินดี้ป๊อปขวัญใจสายย้วยจาก Sundae Records
ในโชว์ครั้งนี้พวกเขาได้ศิลปินอย่าง wadfah (indie pop/alternative pop) และ Chucky Factory Land (alternative, R&B, lo-fi, ฿ hip-hop) มาร่วมแสดงด้วย เป็นอีกงานที่ไม่ควรพลาด

ซื้อบัตรได้แล้วที่ Have You Heard

Only Singer in the Building

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Direction by: Napat Roongruang

Author: Peerachai Pasutan

หลังจากปล่อยเพลงอารมณ์ออกมาสามเพลง เอย – ธนพรรษ์ ยาท้วม ก็ขอลดความเศร้าลงสักนิด แล้วใส่ความขี้เล่นสักหน่อยในซิงเกิลใหม่ ‘Only Friend’ เอยอธิบายให้เราฟังว่า “จริงๆ เพลงนี้ก็ไม่ได้เป็นเพลงคนสมหวังหรอกครับ(หัวเราะ) แต่เราก็ไม่อยากให้คนฟังฟังแล้วรู้สึกดาวน์มาก เวลาไปเล่นในคอนเสิร์ตก็น่าจะสนุกดี” เพราะซิงเกิลนี้แต่งช่วงที่เอยกักตัวอยู่ในฮอสพิเทล เนื้อเพลงจึงมีบางท่อนที่เขาโต้ตอบกับตัวเอง “เหมือนเราเป็นเพื่อนกับตัวเองครับ เช่น ‘เฮ้ย คู่นั้นเขาคบกันน่ารักมากเลย ดูดิ’ อีกคนก็จะ ‘เฮ้อ’ กลับ” จากนั้น เอยก็พูดถึงแรงบันดาลใจด้านเนื้อหา “เพื่อนผมชอบแซว [ตอนอยู่ฮอสพิเทล] ว่า ‘อยู่คนเดียวนี่ ชอบเปิดแอปอะไรสักอย่างใช่ไหม’ (หัวเราะ) แล้วช่วงนั้นก็มีข่าวเกี่ยวกับเว็บ OnlyFans พอดีเลยคิดว่าน่าจะเอาคำนี้มาแผลงเป็น Only Friend พอได้ท่อนฮุกก็ทำยาวเลยครับ” ส่วนดนตรีและเทคนิคการร้องก็ยังคงความเป็นป็อป/อาร์แอนด์บีที่เจ้าตัวถนัด

ในฐานะที่เอยเป็นศิลปินคนแรกของ Fine Find Beatเราจึงถามความรู้สึกของเขาที่ได้สังกัดค่ายนี้ครบสองปีแล้ว“จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมเป็นศิลปินในนามวงดนตรี [SummerStop] มาก่อนที่มาทำเดี่ยว ก็รู้สึกว่าเป็นการเริ่มต้นที่น่ารักดีครับ ทั้งผู้คนที่ทำงานและคนที่เริ่มติดตามเป็นแฟนเพลงของเรา Fine Find Beat เองก็มีความเป็นพี่น้องมีความเป็นบ้านมากๆ เช่น การเลือกเพลงออกเป็นซิงเกิล[ถ้า] ศิลปินมีเพลงมากองไว้หลายๆ เพลง เขาจะถามก่อนว่าอยากทำเพลงอะไรครับ”แน่นอนว่า ณ ตอนนั้น เอยก็ต้องปรับตัวไม่น้อยกับการเป็นศิลปินเดี่ยว หลังจากเคยชินกับการอยู่เป็นวงมานาน “ตอนอยู่วง เราจะมาสุมหัวกันแล้วออกความเห็นทำให้เรารู้สึกว่ามีเพื่อนร่วมทางในการตัดสินใจ แต่ตอนนี้ เราเป็นคนตัดสินใจเองคนเดียว บวกกับค่ายให้เกียรติการตัดสินใจเรามากด้วย เราจึงต้องมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ต้องชัวร์กับตัวเองก่อนว่ากำลังทำอะไรอยู่…แต่บางทีเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ เลยต้องหาตัวช่วยหาคนที่เราไว้ใจมาให้มุมมองดีๆ กลับมา ก็มีพี่ฟุ้ง BetterWeather (อัครชนช์ ราชปันดิ) โปรดิวเซอร์ มาช่วยเสริมเติมหลังจากที่เราทำเพลงเสร็จออกมาแล้วครับ” เอยเล่า

เช่นเดียวกับนักร้องนักดนตรีทุกคน โควิดพรากช่วงเวลาสนุกๆ ที่เขาควรจะมีกับแฟนเพลงไปอย่างน่าเสียดาย “ผมรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองน้อยลงเลยนะตอนนั้น เราเคยออกไปเจอผู้คนแล้วเขาชื่นชมเรา เราเคยมีประโยชน์กับพื้นที่ตรงนี้ แล้ววันหนึ่ง เราทำอะไรไม่ได้เลย [สิ่งที่พอจะทำได้คือ] ไลฟ์คุยกับแฟนๆ บ้าง ทำกับข้าว ทำเพลงแก้เบื่อเพื่อให้ได้งานไปในตัวด้วยครับ” อย่างไรก็ตาม แม้โรคระบาดเริ่มคลี่คลาย แต่ก็ยังมีเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคต่อคนในอุตสาหกรรมศิลปะโดยรวม “ผมเชื่อว่า ในเมืองที่คนมีอันจะกิน ศิลปะจะเฟื่องฟูครับ แต่ถ้าคนไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอย บางทีเรื่องพวกนี้จะถูกมองว่าฟุ่มเฟือยหากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะแก้ไขปัญหา ให้แก้เรื่องเศรษฐกิจก่อนเลยครับ” แต่อีกด้าน เอยก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นสัญญาณฟื้นตัวบางอย่างของวงการดนตรีไทย “จริงๆผู้ใหญ่บางคน อย่าง กทม. เริ่มมีการจัดงานดนตรีต่างๆหรือมีน้องๆ นักเรียนไปเล่นกันที่สยามสแควร์… นี่แค่ในเมืองหลวงนะ ถ้ามันกระจายออกไป [ตามภูมิภาค]ได้อีก ผมว่ามันน่าสนุกกว่านี้ครับ”

แม้ขณะนี้ เอยจะยังเน้นทำแนวเพลงป็อป/อาร์แอนด์บีเป็นหลัก แต่ในอนาคต หากมีแฟนเพลงที่เข้าใจผลงานของเขามากขึ้น เขาก็จะลองสำรวจแนวเพลงอื่นๆ ที่อยากทำต่อไป “เมื่อก่อน เราเคยทำแนวบริทร็อก/บริทป็อปมาก่อน ถ้าเราจะทำอย่างนั้นอีกทีในขณะที่ตัวตนเราเป็นแบบนี้แล้วมันก็จะออกมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น ถ้าเป็นเพลงร็อกก็ไม่ร็อกแบบสาดๆ หรือแนวอิเลกทรอนิกก็คงผสมการร้องแบบดึงๆ แนวอาร์แอนด์บีครับ

“ฝากเพลงใหม่ Only Friend และฝากติดตามศิลปินทุกคนของค่าย Fine Find Beat ด้วยครับ เพราะเป็นกลุ่มศิลปินที่ทำงานเองกันหมดเลย เป็นตัวตนของเขาจริงๆ” เอยกล่าวทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ “และขอให้ทุกคนออกมาใช้ชีวิตกันให้สนุกอย่างระวังได้แล้วครับ หลังจากที่พวกเราก็ห่อเหี่ยวมาสองปีกว่าแล้ว”

A Quarter Century of Believing in Music

พูดคุยกับ Sam Fogarino (แซม โฟการิโน) มือกลองจากวงโพสต์พังค์ Interpol ถึงอัลบั้มชุดใหม่ของพวกเขา ‘The Other Side of Make-Believe’ ไปจนถึงการเดินทางของแบนด์ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา

Photographer: Ebru Yildiz

 Interviewer: Peerachai Pasutan

เราทราบมาว่าพวกคุณกำลังทัวร์คอนเสิร์ตกันอยู่ในทวีปอเมริกา รู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้ออกเดินทางเล่นดนตรีอีกครั้งหลังชะงักไปช่วงโควิด

มันป่วนประสาทและค่อนข้างน่ากลัวเหมือนกันนะแต่โชคดีครับที่เราก็จัดการจนได้ หลังจากที่ผ่านเรื่องราวทั้งหมดนี่มา ก็ยังมีผู้คนมาดูเราแสดงกันเป็นวงอยู่ คือมันทั้งสนุก ขณะเดียวกันก็น่ากลัวหน่อยๆ ครับอย่างตัวผมเอง ตอนเดือนมิถุนายนก็เพิ่งติดโควิดไปที่สเปน คือมันเป็นความเสี่ยงที่คุณต้องเจออยู่แล้วในทุกวันนี้

ชื่อของอัลบั้มล่าสุดนั้นมาจากท่อนหนึ่งของเพลง ‘Passenger’ ทำไมจึงเลือกท่อนนี้มาเป็นชื่ออัลบั้ม แล้วมันสะท้อนแนวคิดหลักของอัลบั้มชุดนี้อย่างไรบ้าง

พอล [พอล แบงส์ – นักร้องนำ] เป็นคนเลือกชื่อนี้ครับผมว่าพอลเขาแค่เล่นกับแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องเล่า การเล่าเรื่อง ความเป็นนิทาน และอาจรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทางการเมืองในช่วงนี้นะ เมื่อทุกอย่างคือเฟคนิวส์ ความเป็นจริงจึงอยู่อีกด้านของการอุปโลกน์ [นี้] ผมไม่คิดว่านี่คือประเด็นแบบ ตรงเผงตามตัวอักษรแต่เป็นการครอบงำที่อยู่ในการเล่าเรื่องว่า มันไล่ระดับตั้งแต่การโกหกผิวเผินไปจนถึงการบิดเบือนเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาจริงๆ ได้อย่างไรบ้างครับ

ดูเหมือนว่าวิกฤตโรคระบาดและการสื่อสารทางไกลแทบจะไม่กระทบพวกคุณระหว่างการทำอัลบั้มนี้เลย คุณหาแสงสว่างในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนั้นได้อย่างไรล่ะ

[ที่จริง] ความหวังมันเกิดขึ้นตอนที่ผลงานออกมานะ ผมว่าสำหรับทุกคนในวงแล้ว มันน่ากลัวอยู่เหมือนกันที่ต้องเขียนเพลงจากคนละสถานที่ เพราะสมัยหนุ่มๆ เราเขียนทุกอย่างด้วยกันในห้องใต้ดินมืดๆ ในนิวยอร์กหรือในตึกซ้อมการแสดงหลังเก่าๆ อะไรเทือกนั้น…แต่ไม่นาน เราก็เห็นประโยชน์ของการทำงานแบบนี้ เพราะเรามีเวลาเยอะขึ้นในการทำงานให้ตรงตามเป้า ยิ่งผมกับพอลมีเวลาเยอะมากขณะที่ทำงานกันคนละที่ด้วยแล้ว ผมก็เห็นประโยชน์ของเรื่องนี้จริงๆ ครับ… และเราเล่นดนตรีมาด้วยกัน 20 ปีแล้ว ผมเลยเชื่อว่าตอนนี้พวกเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเดียวกันด้วยซ้ำ หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดกระบวนการทำงาน

ในบทสัมภาษณ์ชิ้นหนึ่ง พอลเคยพูดไว้ว่า อัลบั้ม The Other Side of Make-Believe นั้น “มองโลกในแง่ดี สบายๆ เปี่ยมความหวัง และปลุกใจกว่าผลงานก่อนๆ ของวง” แล้วอายุของพวกคุณส่งผลต่อการทำดนตรีที่มีความคิดบวกมากขึ้นหรือไม่

ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ การมองโลกในแง่ดีไม่ใช่การยอมแพ้ และในเชิงความคิดสร้างสรรค์ นี่ก็เป็นแค่อีกน้ำเสียงหนึ่ง[ของวง] ผมว่าในความคิดบวกนี้ มันก็ยังมีลายเซ็นสำคัญของ Interpol อยู่เล็กๆ น้อยๆ ที่ยังไม่จางหายไป ลองคิดดูนะครับ ตอนที่คุณต้องคิดบวก สิ่งต่างๆ รอบตัวคุณมักจะย่ำแย่ ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าเราจะมาอุดหู ปิดตา แล้วบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไรนะมีความสุขเข้าไว้” หรือต้องมาแบกความรับผิดชอบเอง ก็คงไม่ไปไกลถึงขั้นนั้น

ปี 2022 ก็ครบรอบ 20 ปีของ Turn On the Bright Lights สตูดิโออัลบั้มชุดแรกของ Interpol เวลาผ่านไปไวจริงๆ เลยใช่ไหม

เวลาผ่านไปไวจริงครับ บ้ามากเลย แล้วพอย้อนดูตัวเอง ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่านายคนนั้นเขาเป็นใครกันคล้ายกับผมจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นอย่างไรในตอนนั้น แต่ปัจจุบันมันก็วิเศษมากๆ และ [แนวทางของวงตอนนี้]มันฉายแสงกลับไปยังอัลบั้มชุดแรกด้วย เพราะเราไม่ได้วางมือหรือทำอะไรที่ไม่โปรดักทีฟกัน ผมยังคิด [ถึง]

ความเคารพที่คนมีต่ออัลบั้มนี้ และการที่มันอยู่ใน ‘แกรนด์แคนยอนแห่งโลกดนตรี’ ครับ ยังมีคนตื่นเต้นกับอัลบั้มนี้อยู่ พวกคุณได้เรียนรู้อะไรมากที่สุดหลังจากอยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีมา 25 ปีแล้ว

โอ้ว จัดการความคาดหวัง และอย่าเห็นอะไรเป็นของตายครับ… อีกอย่างที่ผมได้เรียนรู้ก็คือความพยายามในการทำให้ค่ายเพลงมาสนใจคุณ โดยเฉพาะตอน 20 ปีก่อน พวกเขารู้จักคุณได้จากเดโมเพลงที่ส่งไปหาเขา แล้วเดโมนั้นก็โดนโยนกองสุมไว้ คือพวกเขาเป็นค่ายเพลงและขายอัลบั้ม เขาจึงรู้ว่าใครจะปังก่อนที่คุณจะดังด้วยซ้ำ และนั่นก็เหมือนกับดับฝันวัยเด็กที่มีกันมาว่าทำเดโมเพลงส่งไป รอในความมืดจนกว่าจะมีคนมาค้นพบ แต่โดยพื้นฐานแล้ว เราต้องอยู่กับโลกตามความเป็นจริงกับมีความนอบน้อม ถึงจะนำไปสู่ความสำเร็จ [อย่างไรก็ตาม] หลังจาก 22 ปีที่ผมอยู่วงการนี้ ผมก็ดีใจนะครับที่ยังมีคนพูดถึงผลงานและไม่ว่าอะไรก็ตามที่วงทำอยู่

นักดนตรีสายร็อกบางคนในไทยแสดงความเห็นว่า นี่ไม่ใช่ยุคของเพลงร็อกอีกต่อไป เนื่องด้วยความนิยมที่ลดลง คุณคิดว่าเรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหน

มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองเรื่องนี้ไปในทางไหน และขึ้นอยู่กับแหล่งอ้างอิงทางดนตรี [รวมถึง] การเสพดนตรีของคุณด้วยนะ ในแง่หนึ่ง คุณอาจจะมองอย่างนั้นก็ได้ [แต่] อย่างผมอยู่ทางรัฐจอร์เจียตอนเหนือ แล้วรู้สึกว่าแนวคลาสสิกร็อกก็ยังอยู่ ขณะที่บางคนก็บอกว่านี่เป็นยุคของดนตรีสายโพสต์พังค์ หรือโดยรวมแล้วเป็นยุคที่กีตาร์ชูโรง – พูดแบบไม่เจาะจงแนวดนตรีนะ [อีกทั้ง] ผมว่าอินเทอร์เน็ตและการเสพข้อมูลระดับมหาศาล ก็เปลี่ยนไปมากจน [ทำให้ทุกอย่าง] ซับซ้อน และยากที่จะหาอะไรสักอย่างที่ต้องการผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง […] อย่างไรก็ตาม ผมว่ามันน่าสนใจนะที่ในสหรัฐแนวเพลงคลาสสิกร็อกได้รับความสนใจแซงหน้าดนตรีใหม่ๆ ดังนั้นนี่ก็น่าสนใจมาก ยิ่งถ้ามีคนมอง Interpol ว่าเป็นวงคลาสสิกร็อกไปแล้ว หลังจากครบรอบ 20 ปีนะ (หัวเราะ)

คุณมีแผนที่จะมาเปิดการแสดงในเอเชียและประเทศไทยบ้างไหม และอยากฝากอะไรทิ้งท้ายถึงแฟนคลับ Interpol ในไทย รวมถึงผู้อ่านของออมส์บ้าง

ครับ ผมหวังเช่นนั้น ผมบอกกับสื่อหลายๆ เจ้าไปว่าหากมีปัจจัยทุกอย่างเกื้อ ทำไมเราจะไม่มาเล่นในเอเชียกันล่ะ คือมันเป็นเรื่องของการเดินทางและจังหวะที่ถูกเท่านั้นครับ… และผมว่ามันเยี่ยมมากเลยที่ผู้คนยังให้ความสนใจต่อวงของเราอย่างต่อเนื่อง ก็หวังว่าเราจะได้พบกับพวกคุณในปีหน้านะครับ