Of Monster and Men Live in BKK 2020

ชาวกรุงเทพฯ เมืองคอนเสิร์ตพร้อมต้อนรับคอนเสิร์ตแรกแห่งปีค.ศ. 2020 ของ Of Monsters and Men ในวันที่ 12 มกราคมนี้กันหรือยัง?

เรียกว่าสมหวังกันถ้วนหน้ากันเลยทีเดียวสำหรับแฟนเพลงของ Of Monsters and Men หลังจากรอคอยมานานนับ 10 ปี ในที่สุดวงก็มีโอกาสได้เดินทางมาแสดงสดให้ชมกันถึงเมืองไทยแบบเต็มๆ เป็นครั้งแรก โดยผู้จัดคอนเสิร์ตนอกเจ้าประจำอย่าง The Very Company ซึ่งโชว์จะเกิดขึ้น ณ Moonstar Studio ในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2020

Of Monsters and Men เป็นวงดนตรีชื่อดังจากประเทศไอซ์แลนด์ที่ก่อตั้งวงขึ้นในปี 2010 และกลายเป็นขวัญใจมหาชนแทบจะในทันทีจากซิงเกิ้ลแรก “Little Talks” ที่ทำยอดขายไปกว่า 2 ล้านก็อปปี้ ขึ้นชาร์ตเพลงดังประสบความสำเร็จทั้งในฝั่งอังกฤษ และอเมริกา เช่นเดียวกับ “Dirty Paws” อีกหนึ่งเพลงสร้างชื่อของวง ที่ฮิตจนถูกนำไปใช้เป็นซาวด์แทรคประกอบภาพยนตร์ฟีลกู้ดของ เบน สติลเลอร์ เรื่อง The Secret Life of Walter Mitty กระทั่งกลายเป็นเพลงที่แฟนเพลงทั่วโลก ต่างคาดหวังจะได้ฟังแบบสดๆ สักครั้ง 

รวมถึงเพลงชั้นยอด อาทิ “King and Lionheart” “I of the Storm” “Six Weeks” “Wild Roses” และอีกหลายต่อหลายเพลง จากผลงานอัลบั้มเต็มทั้งสามชุดของวง My Head Is an Animal (ปี 2011) My Head Is an Animal (ปี 2015) Fever Dream (ปี 2018) ที่ไม่เพียงโดดเด่นด้วยท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังอัดแน่นไปด้วยรายละเอียด ความอ่อนไหวทางอารมณ์ ซึ่งถูกนำเสนอด้วยเซนส์ดนตรีที่มีความป็อปอยู่ในตัวสูง จนสามารถเข้าไปอยู่ในใจของคนฟังได้อย่างกว้างขวาง ทุกเพศวัย การมาเยือนเมืองไทยครั้งนี้จึงถือเป็นประสบการณ์อันยอดเยี่ยมที่คอเพลงสากลไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

คุณ สมิทธิ เพียรเลิศ บอสใหญ่แห่ง The Very Company ผู้จัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้กล่าวว่า “Of Monsters And Men ถือเป็นวงที่พิเศษมากๆ ครับ พวกเขามาจากไอซ์แลนด์ แต่สามารถสร้างผลงานที่สามารถชนะใจคนฟังทั้งฝั่งอเมริกา และอังกฤษ ซึ่งมีรสนิยมที่แยกขาดออกจากกันได้สำเร็จ อันที่จริง ต้องบอกว่าผลงานของพวกเขาสามารถชนะใจคนฟังเพลงในทุกประเทศทั่วโลกเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในเมืองไทยซึ่งแฟนๆ รอกันมานานหลายปี แต่ยังไม่เคยได้สัมผัสการแสดงสดของวงเสียที และครั้งนี้โอกาสนั้นมาถึงแล้วครับกับคอนเสิร์ต Of Monsters And Men Live In Bangkok ในวันที่ 12 มกราคม ซึ่งถือเป็นคอนเสิร์ตแรกของ The Very Company ต้อนรับปี 2020 ที่เราค่อนข้างเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ทั้งในส่วน performance และ production ของวง จะทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นการประเดิมทศวรรษใหม่ ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกคนได้อย่างแน่นอน”

OF MONSTERS AND MEN LIVE IN BANGKOK จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2020 ณ Moonstar Studio บัตรราคา: 2,500 บาท ซื้อบัตรได้แล้วทาง Ticketmelon www.ticketmelon.com/very/omam

#OMAMliveinbangkok

#TheVeryCompany

Way to End Your Year Crazily at ‘Sound Check Party’

มีแผนไปเที่ยวพัทยากันก่อนสิ้นปีไหม? Fat Coco ชวนคุณมาสนุกสุดเหวี่ยงกับกองทัพดีเจและศิลปินกับ Sound Check Party ส่งท้ายปีก่อนเคานท์ดาวน์

DJ GRAMOPHONEDZIE

สุดสัปดาห์ที่ 27-29 ธันวาคม โค้งสุดท้ายก่อนเคานท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ Fat Coco ณ โรงแรมเอวัน เดอะรอยัล ครูส ร่วมจัดปาร์ตี้ส่งท้ายปีสามวันรวดที่ยกทัพศิลปินชั้นแนวหน้าทั้งไทยและเทศมากันอย่างคับคั่ง

DJ ZIGGY PHUNK

โดยไลน์อัพสำคัญของทั้งสามวันนั้นเรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร ทั้ง DJ Gramophonedzie, DJ Ziggy Phunk, T-Bone, Srirajah Rockers, DJ Superlover และอื่นๆ อีกคับคั่ง

บัตรเข้างานหนึ่งวันราคา 500 บาท และ 1,300 บาทสำหรับสามวัน

จองได้ที่ www.hatcha.live / แฟนเพจ A-One The Royal Cruise Hotel / 038-259-999

#Fatcoco #SoundCheckParty #qccommsPR

PARCELS DJ SET LIVE IN BANGKOK

Parcels เป็นวงอิเล็กโทรป็อปสัญชาติออสเตรเลียสังกัดค่ายเพลงสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Kitsuné โลกได้รู้จักพวกเขาเป็นครั้งแรกผ่านซิงเกิ้ล ‘Overnight’ ที่ได้ตัวพ่อวงการอิเล็กโทรป็อปอย่าง Daft Punk มาช่วยโปรดิวซ์ให้

ไม่แปลกใจกันใช่ไหมที่เพลงนี้ผงาดจนได้รับการยอมรับว่าเป็นคลาสสิกไปได้ในระยะเวลาอันสั้นมากๆ เช่นนี้? และเมื่อปีที่แล้ว วงก็ได้ปล่อยอัลบั้มเต็ม ‘Parcels’ ออกมาประดับวงการอิเล็กโทรป็อปรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งก็เป็นไปตามคาด… พวกเขาคือความหวังของวงการอิเล็กโทรป็อปรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

แฟนๆ ซาวด์อิเล็กโทรป็อปชาวไทยเตรียมตัวกรี๊ดกันได้กับ Parcels DJ Set Live in Bangkok: Exclusive Party ที่วงส่งสองสมาชิกอย่างแพทริค (นักร้องนำและมือคีย์บอร์ด) กับอนาโตเล่ (มือกลอง) มารับบทดีเจเล่นเพลย์ลิสต์สุดโจ๊ะสไตล์ Parcels เรียกน้ำย่อยให้กับแฟนๆ ในเวนิวใกล้ชิดสนิทสนมอย่าง BEAM Thonglor ซึ่งดูจากสถานที่แล้ว คาดว่าคงจะไม่มีใครได้ใกล้ชิดกับศิลปินมากไปกว่านี้ได้อีกแล้วล่ะ

และเพื่อเป็นการตอกย้ำความใกล้ชิด เราแอบกระซิบว่าครั้งนี้ บัตรมีจำนวนจำกัดอยู่เพียง 300 ใบเท่านั้น เปิดปฏิทินเคลียร์คิวของคุณในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคมนี้ ให้พร้อม แล้วไปสนุกด้วยกันตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

บัตรราคา 650 บาท จำหน่ายที่ www.ticketmelon.com

แล้วพบกันครับ

How Hot is Calvin Harris?

Calvin Harris หนึ่งใจชายหนุ่มที่เคยครองหัวใจของนักร้องสาวอย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์ และเจ้าของรายได้กว่า 2.3 พันล้านบาท (66 ล้านดอลลาร์) ในปี 2015 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟร์บส์ดีเจที่มีรายได้มากที่สุดในโลกในปีนั้น และในปีนั้นเองที่ทั้ง แคลวินและเทเลอร์ ออกเดทพากันทำรายได้โค่นบัลลังก์ของเจย์ ซีและบียอนเซ่ ในฐานนะคู่รักที่ทำเงินสูงสุดอีกด้วย โดยรายได้จากการเป็นดีเจของแคลวิน แฮร์ริสนั้นสูงกว่าอันดับ 2 ถึง 2 เท่า อย่างเดวิด กูเอตต้าอีกด้วย โดยหลังจากการเลิกลากับเทย์เลอร์ สวิฟต์แบบจบกันไม่ค่อยสวยแล้ว แคลวินยังให้สัมภาษณ์ว่า “มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เมื่อเรื่องที่ผมเคยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวกลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปรับรู้” และถ้านั้นยังดราม่าไม่พอ หนึ่งในเพลงดังของแคลวินที่ชื่อว่า ‘This Is What You Came For’ ที่เทย์เลอร์อ้างว่ามีส่วนในการแต่งเพลงนี้แต่เธอไม่เคยได้รับเครดิต แคลวินก็ออกมาตอบโต้ผ่านทวิตเตอร์ทันทีว่า “ผมคิดว่า ถ้าหากคุณมีความสุขกับความรักครั้งใหม่ คุณก็ควรจะสนใจเรื่องความรักของคุณ แทนที่จะพยายามย่ำยีแฟนเก่าด้วยการกระทำบางสิ่งบางอย่างจะดีกว่า” นั้นทำให้ความเดือดของคู่เคยรักคู่นี้ปะทุความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเท่าตัว 

นอกจากนั้นแคลวิน แฮร์ริส ยังกวาดรางวัลกว่า 20 รางวัลจากเวทีต่างๆ ทั้ง MTV มิวสิค อวอร์ด, อเมริกัน มิวสิค อวอร์ด, บิลบอร์ด มิวสิค อวอร์ด และรางวัลในบ้านเกิดตัวเองอย่าง บริตอวอร์ด อีกด้วย แคลวินแฮร์ริสไม่เพียงแต่เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงเขายังเป็นโปรดิวเวอร์อีกด้วย โดยเขาออกอัลบั้มแรกในปี 2007 (I Created Disco) และดังเป็นพลุแตกในซิงเกิ้ล ‘I’m Not Alone’ ที่ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในอังกฤษในปี 2008 โดยศิลปินเบอร์ใหญ่อย่างไคลีย์ มิโนก คือศิลปินคนแรกๆ ที่มาร่วมงานกับเขาทั้งยังเขียนเพลงเป็นโปรดิสเซอร์ให้ในอัลบั้ม X ในเพลง ‘In my Arms’ และ ‘Heart Beat Rock’ และนั้นก้เป็นจุดเริ่มตั้นการการเป็นเจ้าพ่อฟีดเจอริ่งอีกด้วย อย่าง Ne-Yo, Pharrell Williams’ Kety Perry, Sam Smith, John Newman และเพลงที่ดังเป็นพลุแตกที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง ‘We Found Love’ ที่ได้รีฮันน่ามาร่วมแจม 

และก็สิ้นสุดการรอคอยกันสักทีที่แคลวิน แฮร์ริส จะบินลัดฟ้ามายังเมืองไทยเพื่อเปิดคอนเสิร์ตในงานเทศกาลดนตรี 808 Festival 2019 โดยถือว่าเป็นมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกของเขาอีกด้วย ในวันที่ 6-8 ธันวาคมนี้ พร้อมด้วยทัพดีเจชื่ออย่าง Dyro , Generik , Ofenbach , KSHMR , Blasterjaxx , Keanu Silva , SKRILLEX ณ ไบเทค บางนา แฟนตัวจริงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

The Great Come Back of Noel Gallagher!

ต้นปีที่แล้ว Very Company เอาใจสาวกอดีตวงร็อกสุดเกรียนอย่าง Oasis โดยนำเอา Liam Gallagher นักร้องนำผู้เป็นน้องชายมาเยี่ยมเยือนเหล่าอาร์คิดชาวไทย ณ ไบเทคบางนา ซึ่งก็ขอสารภาพเลยว่า ในฐานะแฟนเดนตายของวงนี้ เราไม่ประทับใจเวนิวเอาเสียเลย… ให้ตายเถอะ แต่ด้วยความจงรักภักดีต่อศาสดาคนสำคัญของเรา เราก็พร้อมลากสังขารไปยืนเย้วหน้าเวทีเพื่อรำลึกถึงอดีตโดยไม่อิดออด 

และปลายปีนี้ (เอาแน่ๆ ก็วันที่ 30 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้แล้ว) ผู้จัดเจ้าเดิมก็เทียบเชิญอดีตสมาชิกวง Oasis ผู้พี่ ที่มีอัลบั้มเดี่ยวภายใต้ชื่อ Noel Gallagher’s High Flying Birds มาแสดงคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบอีกครั้ง (หลังจากที่พี่เคยมาเยือนประเทศไทยโดยมีพี่ฮิวโก้เป็นวงเปิดมาแล้วหนึ่งครั้งเมื่อราว 7 ปีก่อนหน้านี้) โดยเปลี่ยนเวนิวเป็น Show DC Arena ที่เพิ่งต้อนรับเสี่ยโอลลี่จาก Bring Me The Horizon ที่หลายคนยกว่าเป็นหนึ่งในคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดแห่งปีนี้

เราเชื่อว่าเหล่าอาร์คิดหลายคนก็คาดหวังว่าจะได้ฟังเพลงเก่าๆ สมัย Oasis แบบสดๆ ในคอนเสิร์ตนี้บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่เชื่อเราเถอะว่า ถ้าคุณลองเปิดใจฟังเพลงใหม่ๆ จากคุณพี่โนลบ้าง คุณอาจจะมีประสบการณ์ดนตรีครั้งใหม่ที่ลบภาพเก่าๆ ในอดีตลงไปได้บ้างนะ 

เพลงแนะนำให้ซ้อมร้องก่อนไปเจอพี่โนลตัวจริง

เพลงโปรดที่สุดตลอดกาลของเรา
จิกกัดสไตล์พี่โนล
เพลงนี้ก็เลิฟที่สุดเช่นกัน

ไปรำลึกถึงอดีตอันแสนหวานของเหล่าอาร์คิด และร่วมร้องเพลงใหม่ๆ ของพี่โนลได้ในคอนเสิร์ต Noel Gallagher’s High Flying Birds Live in Bangkok ได้พร้อมกันในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่ Show DC Arena บัตรราคา 3,600 บาท (VIP 4,600 บาท) ซื้อบัตรได้ที่ TicketMelon.com

มัดรวมเพลงฮิตที่เราอยากฟังสดๆ ของทุกศิลปินในงาน Very Festival

สุดสัปดาห์นี้แล้วที่เทศกาลดนตรีน้องใหม่อย่าง Very Festival มีกำหนดจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ สารภาพว่าตอนแรกแอบหวั่นใจเล็กๆ ว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่งานเล็กงานน้อยชนกันสนั่นขนาดนี้ ไลน์อัพหรือกิจกรรมของใครแน่นไม่พอ อาจจะต้องมีม้วนเสื่อกลับบ้าน แต่พอเห็นประกาศรายชื่อศิลปินต่างๆ ในเทศกาลดนตรีครั้งนี้ เราก็อดใจชื้นขึ้นมาไม่ได้

และนี่คือเพลงสุดโปรดของเราที่ใจอยากจะฟังสดๆ ในเทศกาลดนตรีครั้งนี้ มีกี่เพลงที่โดนใจคุณกันบ้างนะ

The Kooks: Naive

Nothing But Thieves: Particles

Sticky Fingers: Cyclone

FKJ: Tadow

Pale Waves: Television Romance

The Marías: Only in My Dreams

Shame: One Rizla

The LaFontaines: Under The Storm

Tahiti 80: Hurts

FUR: If You Know That I’m Lonely

Sun Rai: San Francisco Street

joan: i loved you first

RINI: My Favourite Clothes

TELEx TELEXs: 1991-1993

Whal & Dolph: ใจเดียว (JAI 1)

Safeplanet: คำตอบ (Answer)

My Life as Ali Thomas: Winter’s Love

Getsunova: คนไม่จำเป็น

FEVER: PASSWORD

SOMKIAT: คิดถึงขนาด

BOMB AT TRACK: เจ้าหน้าที่

ไปลุ้นด้วยกันว่าแต่ละวงจะเล่นสดเพลงที่เราอยากฟังไหม ซื้อบัตรได้ที่ TicketMelon.com

Deep Down: ดำดิ่งไปกับ DABOYWAY และ Violette Wautier

Interesting Facts:

  • Deep Down คือซิงเกิ้ลลำดับที่สามที่ DABOYWAY ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อนี้
  • นี่เป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่าง DABOYWAY และ Violette Wautier
  • เนื้อเพลงถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนของ DABOYWAY ทั้งในแง่ของการทำงานและผู้นำครอบครัว
  • DABOYWAY ต้องการให้เพลงนี้เป็นพลังงานด้านบวก และแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ เหมือนกับที่การทำงานของเขาเป็นแรงผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในทุกวันนี้
Behind the Scene

Special MV Contents:

  • อยากเห็น DABOYWAY ในมุมที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนไหม?
  • ตามไปดูเลยครับ

Thanks: Universal Music Thailand

Bring Me My Horizon: ในวันที่คอนเสิร์ตไม่จำเป็นต้องอยู่ที่อารีน่าเท่านั้น

ไม่รู้ว่าทำไม โสตประสาทการรับรู้เรื่องเวนิวคอนเสิร์ตของเราสำหรับวงดนตรีใหญ่ๆ ระดับโลกนั้นจะยึดโยงอยู่กับอิมแพ็ก อารีน่า เมืองทองธานี และสนามรัชมังคลากีฬาสถานเท่านั้น ประมาณว่า ในยุคก่อน ถ้าไม่ใช่สองเวนิวนี้ ดูเหมือนจะไม่สมศักดิ์ศรีวงดนตรีระดับโลกเท่าใดนัก แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าวงดนตรีระดับโลกเหล่านั้นแฟนเพลงไม่หนา (หรือเงินไม่หนาพอ) ในประเทศไทย ภาวะความเสี่ยงจากการขายบัตรไม่หมด หรือเวนิวไม่เต็มก็ดูจะตกไปอยู่ที่ผู้จัดเต็มๆ

และก็ไม่รู้ว่าทำไมอีกเหมือนกัน ในโลกยุคใหม่ที่จู่ๆ กรุงเทพมหานครก็ดูจะกลายเป็นเมืองคอนเสิร์ตขึ้นมาภายในระยะเวลาไม่ถึงห้าปีดี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมีผู้จัดหน้าใหม่ที่กล้าเสี่ยงมากขึ้น แฟนๆ ของวงที่กล้าจ่ายมากขึ้น และอาจจะด้วยการตอบรับของวงเองที่พร้อมจะเล่นในเวนิวขนาดย่อมลงมาอีกนิด อาจจะด้วยเหตุผลในการใกล้ชิดกับแฟนเพลง หรือลดความเสี่ยงในการขายบัตรก็ได้

ในยุคก่อน สิ่งที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ วงร็อกบางสเกลจะไม่รับเล่นในเวนิวที่ความจุไม่ถึงเกณฑ์ที่วงกำหนดไว้ อาจจะด้วยเหตุและปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง (ซึ่งเราเองก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอก) ทำให้ภาระในการจัดการนั้นตกอยู่กับผู้จัดไปเต็มๆ และหลายครั้งที่เราได้เห็นวงร็อกระดับโลกในดวงใจของเราขึ้นเล่นในเวนิวระดับอิมแพ็ก อารีน่า เมืองทองธานี (ความจุ 12,000 ที่นั่ง ไม่รวมที่ยืน) ในสภาพแฟนเพลงโหรงเหรงจนน่าใจหาย ทำให้เรารู้สึกจุกอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่ถ้าวงไปเล่นในเวนิวที่น้อยกว่านี้ แฟนเพลงจะแน่นขนัดชวนใจชื้นอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี… ในโลกยุคที่วงสามารถสื่อสารกับแฟนเพลงโดยตรงได้ผ่านโซเชียลมีเดียแบบนี้ สิ่งที่เราได้เห็นคือ การรวมพลังของแฟนเพลงเรียกร้องให้มีการจัดคอนเสิร์ต ทำให้ผู้จัดสามารถต่อรองและเจรจากับศิลปินในการเลือกเวนิวที่ขนาดย่อมเยาว์ แต่การันตีความใกล้ชิด และลดความเสี่ยงจากการขายบัตรไม่หมดลงไปได้มากมาย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นวงดนตรีระดับโลกหลายต่อหลายวงรับมาเล่นในเวนิวขนาดย่อมเยาว์ลงมาอีกนิด ด้วยราคาบัตรแพงขึ้นอีกหน่อย แต่การันตีว่าแฟนๆ จะอุ่นหนาฝาคั่ง และทุกฝ่ายก็จะวิน-วินกันได้ ไม่มากก็น้อย

อีกหนึ่งในตัวอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเราเร็วๆ นี้เห็นจะได้แก่คอนเสิร์ตของวงร็อกชื่อดังจากประเทศอังกฤษ Bring Me The Horizon ที่กำลังจะมาเปิดการแสดงในกรุงเทพมหานคร เมืองแห่งคอนเสิร์ตในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ณ เวนิว Show DC Arena ซึ่งเป็นเวนิวขนาดไม่ใหญ่จนน่าตกใจกลัว แต่ก็ไม่ได้เล็กจนกระทั่งไม่สมศักดิ์ศรีวงดนตรีระดับโลกเช่นนี้ และที่สำคัญ… คอนเสิร์ตของ BMTH ครั้งนี้จะเป็นคอนเสิร์ตเดียวที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพื่อเป็นการโปรโมทคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ในเวนิวขนาดอบอุ่นเอาใจแฟนเพลงชาวไทยครั้งนี้ สมิทธิ เพียรเลิศ Music Promoter แห่ง The Very Company ผู้จัดคอนเสิร์ต BRING ME THE HORIZON Live In Bangkok 2019 ได้จัดงานแถลงข่าวพร้อมรับประกันกับแฟนๆ ไว้ว่า “ปัจจุบัน Bring Me The Horizon กลายเป็นวงร็อกแถวหน้าของโลกไปแล้ว ทาง Very รู้สึกภูมิใจมากๆ ที่ได้นำพวกเขามาแสดงให้แฟนเพลงได้ชมกัน และต้องบอกว่า ช่วงหลัง โอกาสที่วงจะมาเปิดโชว์ในเอเชีย เริ่มน้อยลง และ โชว์ในเมืองไทย วันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ถือเป็นเพียงโชว์เดียวของ Bring Me The Horizon ในเซาธ์อีสเอเชียในปีนี้ แฟนเพลงที่มาดู อาจจะไม่ได้มีแค่ชาวไทย แต่ยังมีแฟนเพลงจากประเทศเพื่อนบ้านที่บินเข้ามาดูด้วย แฟนเพลงบ้านเราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสียแต่เนิ่นๆ นะครับ ทาง Very เอามาให้ดูถึงที่แล้ว ก็ไม่อยากให้พลาดจริงๆ ส่วนตัว ผมเชื่อว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งงานที่ถูกจดจำในฐานะคอนเสิร์ตร็อกเข้มๆ ขนาดใหญ่ที่เกิดในเมืองไทย ซึ่งนานแล้วเหมือนกันที่ไม่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น”

ก็ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับแฟนๆ วงร็อกระดับโลกที่จะได้มีโอกาสใกล้ชิดศิลปินมากขึ้น โดยที่ผู้จัดก็ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากเกินไปจากเวนิวขนาดยักษ์ ซึ่งเราเองก็แอบดีใจที่ความหลากหลายของเวนิวในประเทศไทยมีมากขึ้น (แม้จะมีปัญหาขลุกขลักบางประการตามมาด้วยก็ตาม แต่ก็คงจะมองข้ามๆ ไปได้บ้าง) และวงร็อกในดวงใจของเราจะมีทางเลือกในการใกล้ชิดกับแฟนเพลงของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

พบกับ BRING ME THE HORIZON Live In Bangkok 2019 ในวันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ที่ Show DC Arena 

ซื้อบัตรได้ที่ TicketMelon.com

DABOYWAY พาฮิปฮอปไทยสู่สากล! ร่วมงานเปิดตัว DEF JAM SOUTH EAST ASIA ภายใต้บริษัทเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Group

Universal Music Group พร้อมผลักดันศิลปินฮิปฮอปไทย และฮิปฮอปเอเซียให้สู่สากลโลก จัดงานเปิดตัวค่ายเพลง DEF JAM SOUTH EAST ASIA (เดฟ แจม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) พร้อมวางแผนแนวโน้มในการผลักดันศิลปินให้ไปไกล ทั่วทุกมุมโลก ทั้งในประเทศเวียดนาม ประเทศพม่า ,ประเทศกัมพูชา และประเทศอื่นๆ ในโซนภูมิภาค โดยมีทีมการตลาดจากหลากหลายประเทศเข้าร่วมการประชุม อาทิ ประเทศมาเลเซีย ,ประเทศอินโดนีเซีย ,ประเทศฟิลิปปินส์ ,ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทยบ้านเรา ถือเป็นดินแดนที่ครอบคลุมกว่า 700 ล้านคนเลยทีเดียว

ซึ่งมีดาบอยเวย์ หรือ เวย์-ปริญญา อินทชัย เป็นตัวแทนศิลปินฮิปฮอปจากค่าย DEF JAM RECORDINGS (เดฟ แจมเรเคิดดิงส์) ประเทศไทย, Joe Flizzow ประเทศมาเลเซีย , A.Nayaka ประเทศอินโดนีเซีย Yung Raja , ALIF และ Fariz Jabba ประเทศสิงคโปร์ 6 แรปเปอร์ตัวท็อปยอดนิยมของแต่ละประเทศเดินทางเข้าร่วมประชุมและฟังนโยบายต่างๆ ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยกลยุทธ์ที่ทาง Universal Music Group เน้นหนักคือการให้ความสำคัญกับ A&R ท้องถิ่น ที่ปรับใหม่ให้แตกต่างไปจากเดิม แต่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐอเมริกา และยุโรป

ทางด้าน Adam Granite รองประธานฝ่ายการตลาดของ UMG กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “สิ่งที่เราพยายามหลีกเลี่ยงคือแนวทางการล่าอาณานิคม ความจริงคือคุณต้องการคนที่มีความเกี่ยวข้อง และเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่นในแบบที่ผมไม่เคยทำ และผมจะพัฒนาศักยภาพด้วยการใช้กลยุทธ์ เพิ่มทรัพยากรที่มีพรสวรรค์ให้มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยวิวัฒนาการของการสตรีมมิ่ง เรามีความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีการ และสิ่งที่ผู้ชมกำลังมองหา และนั่นคือการเริ่มต้นใหม่ในส่วนของท้องถิ่น”

“เป้ อารักษ์” ปล่อยเพลงใหม่ “ไม่บอก” ทดลองแนวดนตรีที่หลายคนคาดไม่ถึง

นับตั้งแต่เปิดตัวเพลงแรกจาก EP ชุด Arakochinaเป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ ก็ได้โชว์ทิศทางดนตรีใหม่ๆ ซึ่งล่าสุดเขาก็ได้มาพร้อมเพลง “ไม่บอก” ผลงานใหม่ที่นอกจากจะสะท้อนสังคมแล้ว เป้ยังได้ทดลองวิธีการร้องเพลงแบบใหม่ที่เขาไม่เคยทำมาก่อนอีกด้วย

เพลง “ไม่บอก” เป้ได้สื่อสารเรื่องราวของคนที่เลือกอยากเก็บเรื่องราวความรักของตัวเองไว้เป็นส่วนตัว ในขณะที่คนรอบตัวอยากเปิดเผยและแสดงออกความรักผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้เพลงนี้มีเนื้อหาที่พูดถึงความรักและสะท้อนสังคมยุคใหม่ไปพร้อมกัน

นอกจากเนื้อหาของเพลงแล้ว เป้ยังได้เซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยการใช้เทคนิคกึ่งร้องกึ่งแร็ปในการถ่ายทอดเพลง ประกอบกับดนตรีเสียงสังเคราะห์ ซึ่งเป้ได้นำมาใช้กับอัลบั้มชุด Arakochina เป็นครั้งแรก

ในส่วนของเอ็มวี เป้ และทีมงานก็ได้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคู่รักคู่หนึ่งผ่านการไลฟ์อินสตาแกรมของทั้งคู่ ซึ่งจะมีทั้งภาพขณะที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน และวันที่ฝ่ายหญิงไปรักษาแผลใจในวันที่อะไรต่างๆ ไม่เป็นใจอีกด้วย ซึ่งแฟนๆ สามารถชมเอ็มวีได้แล้วที่ YouTube ค่าย What The Duck

Cr. What The Duck