เจ้าของรางวัล Grammy Awards 2019 DANIEL CAESAR คอนเฟิร์มคอนเสิร์ตครั้งแรกในไทย 25 กรกฎาคมนี้!!

ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับแฟนเพลงชาวไทย ที่จะได้ดูคอนเสิร์ตของศิลปินคุณภาพอย่าง Daniel Caesar ซึ่งเป็น R&B Star ที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ เจ้าของเพลงดังอย่าง “Best Part” , “Get You” , “We Find Love” และ “Street Car” การันตีรางวัล Grammy Awards ปี 2019 ในสาขา Best R&B Performance มาครอง ซึ่งนักวิจารณ์หลายสํานักได้ลงความเห็นว่าเสียงของ Daniel Caesar คือเสียงจากสวรรค์ อีกทั้งยังมีความสามารถในการแต่งเพลงที่สุดยอด ผลงานการร้องและเขียนเพลงอย่าง Best Part คืองานที่จะเป็น R&B Classic ต่อไป Daniel Caesar ประสบความสําเร็จอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องอัลบั้มแรกของเค้า Freudian (2017) ขึ้นถึงอันดับที่ 6 ใน Billboard R&B Chart รวมถึงเข้าชิง Grammy Awards สาขา Best R&B Album ปี 2018 อีกด้วย

โดยคุณ สมิทธิ เพียรเลิศ โปรโมเตอร์แห่ง THE VERY COMPANY กล่าวสรุป ถึงความเป็นสุดยอดไว้ว่า “Daniel Caesar เป็นตัวอย่างของศิลปินที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า เพลงคุณภาพ เพลงชั้นเยี่ยม ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่เคร่งเครียด ฟังยาก เสมอไป ฝีไม้ลายมือ ตลอดจนเสียงร้องของเขา มีมาตรฐานที่สูงมาก แต่ตอบโจทย์คนฟังทั่วไปได้ดี ไม่แปลกใจที่ Daniel จะกลายเป็น R&B รุ่นใหม่ที่มาแรงที่สุดในเวลาไม่กี่ปี ในอนาคตเมื่อเขาเป็นรุ่นใหญ่ของสาย R&B ตอนนั้นการจะดูเขาแสดงสดเนี่ย คงไม่ง่ายแน่ๆ อย่าลืมมาเจอกันนะครับ 25 กรกฎาคมนี้ กับการแสดงสดครั้งแรกในเมืองไทยของ Daniel Caesar”  

SINGHA CORPORATION PRESENTS DANIEL CAESAR LIVE IN BANGKOK จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562 ณ Thunder Dome เมืองทองธานี บัตรราคา 2,600 บาท จำหน่ายแล้วทาง Ticketmelon โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้ยังได้ ทอม อิศรา มาเล่นเปิดให้อีกด้วย จัดโดย Demeter Corporation และ The VERY Company

เตรียมให้พร้อมกับคอนเสิร์ต Ed Sheeran เจ้าพ่อเพลงรักที่ฮ็อตติด Top 5 บน Spotify ประเทศไทย

สำหรับใครที่ยังคิดถึงบรรยากาศคอนเสิร์ตของ Ed Sheeran (เอ็ด ชีแรน) ครั้งล่าสุดที่กรุงเทพฯ โอกาสนี้มาถึงแล้วเพราะศิลปิน เจ้าของเพลงรักหวานซึ้งชาวอังกฤษกำลังเดินทางมาทัวร์คอนเสิร์ต ÷ (ดิไวด์) ในประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะมามอบความสุขให้กับแฟนๆ ในวันที่ 28 เมษายนนี้ ความป๊อบของหนุ่ม Ed Sheeran การันตีด้วยการเป็นศิลปินชายที่มียอดการสตรีมสูงสุดอันดับ 3 บน Spotify ประเทศไทย ประจำปี 2561เตรียมตัววอร์มเสียง เพื่อร้องเพลงฮิตตาม Ed Sheeran กันแบบสดๆ ได้เลย รับรองว่าได้ฟินต่อเนื่องจากช่วงวันหยุดยาวหลังสงกรานต์แน่นอน

การกลับมาครั้งนี้ทำให้แฟนๆ คาดหวังนักร้องหนุ่มเจ้าของเสียงคุณภาพไว้สูง เนื่องมาจาก Ed Sheeran ทำสถิติยอดขายบัตรคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดเป็นอันดับสี่ รองจากศิลปินในตำนานอย่าง U2 Guns N’ Roses และ The Rolling Stones โดยหลังจากปล่อยซิงเกิลสุดฮิตอย่าง Shape of You เพลงจังหวะสนุกๆ ที่ทำให้ทุกคนอยากลุกขึ้นมาแดนซ์ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็เพิ่งครองสถิติเพลงที่ได้รับการสตรีมสูงสุดตลอดกาลบน Spotify ด้วยยอดสตรีมมากกว่า 2 พันล้านครั้ง ท็อปฟอร์มด้วยการทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบนชาร์ต 34 ประเทศทั่วโลก เพลง Shape of You ยังทำให้หนุ่ม Ed คว้ารางวัล Grammy Award สาขา Best Pop Solo Performance มาได้สำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีกระแสตอบรับที่ดีที่สุดในยุคนี้

คราวนี้ถึงตาแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้โอกาสพิสูจน์ความเป็นแฟนพันธุ์แท้ Ed Sheeran ด้วยการร้องเพลงฮิตคุ้นหู อย่าง เช่น Thinking Out Loud, The A Team หรือ Dive ให้สุดเสียง ไม่ว่าจะเป็นสายเพลงบัลลาด หรือสายแดนซ์ ที่พร้อมโยกไปกับ เพลง Galway Girl หรือ Shape of You ก็การันตีได้เลยว่าหนุ่มเจ้าของเสียงคุณภาพคนนี้จะทำให้คอนเสิร์ตตราตรึงทุกห้วงนาที ถ้าพกตั๋วในกระเป๋าไว้พร้อมแล้ว ก็อย่าลืมกดติดตามเพลย์ลิสต์ This is Ed Sheeran เพื่อเตรียมให้พร้อมสำหรับคอนเสิร์ตที่สุดแสนจะ Perfect ในวันที่ 28 เมษายนนี้ ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ แอบบอกเคล็ดลับให้ว่าตอนนี้ทุกคนสามารถดูเนื้อเพลงได้แล้วนะบน Spotify ไปฝึกร้องตามกันได้เลย รับรองว่าไปคอนฯ ครั้งนี้ เนื้อเป๊ะชัวร์

[1] ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561


“ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” ฉีกทุกประสบการณ์ในเทศกาลดนตรีแบบเหนือระดับ จัดเต็มกับความสนุกแบบไม่สะดุดตลอดงาน S2O Songkran Music Festival 2019

ไฮเนเก้น ผู้สนับสนุนหลักงานเทศกาลดนตรีระดับประเทศอย่าง “S2O Songkran Music Festival 2019” สาดความสนุกให้สุดเหวี่ยงพร้อมกับประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือระดับอีกครั้งกับ “Heineken® Star Hive” ผสานแนวคิดใหม่ของแบรนด์อย่าง “Fresh Perspective” ที่ได้ฉีกทุกโมเมนต์น่าเบื่อในงานปาร์ตี้สงกรานต์แบบเดิมๆ เติมเต็มด้วยความสนุก เฟรช และเอนจอยกว่าที่เคย ตั้งแต่ช่วงก่อนงานที่เปลี่ยนลุคให้เป๊ะปังพร้อมปาร์ตี้ หรือตามหาเพื่อนหายให้เจอแบบง่ายๆ ด้วยฟีเจอร์สนุกๆ ไปจนถึงการวอร์มอัพความสนุกในช่วง Sound Check ก่อนเบรคพักเหนื่อยระหว่างปาร์ตี้ด้วย จุดถ่ายภาพเซลฟีกับมุมที่ดีที่สุด และทิ้งท้ายความสนุกหลังงานจบสำหรับเหล่าปาร์ตี้โกเออร์ที่ติดลม ต่อเวลาปาร์ตี้แบบพิเศษๆ ที่มีเฉพาะในโซน Heineken® Star Hive ให้ทุกโมเมนต์สนุกแบบไม่สะดุดตลอดงาน

ฉีกทุกความน่าเบื่อกันตั้งแต่วันแรกของงาน “S2O Songkran Music Festival 2019”  เมื่อเหล่าปาร์ตี้ โกเออร์สาวกมิวสิคเฟสติวัลที่มีบัตรงาน S2O แล้ว ต่างพากันร่วมเปิดประสบการณ์ทางดนตรีที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างพรีเมียมและมีสไตล์กับ “ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” (Heineken® Star Hive) ที่มายกระดับประสบการณ์ทางดนตรีแบบไม่มีสะดุด พร้อมเติมเต็มอรรถรสในกิจกรรมที่จัดเต็มแบบไม่ซ้ำใคร

  • Heineken® Star Hive – Waiting Salon ติดใจและเรียกร้องให้กลับมาอีกครั้ง โดยในปีนี้ไฮเนเก้นจัดเต็มกว่าเดิมยกชุดตกแต่งทรงผม  ทั้งแฮร์เซ็ตติ้ง แฮร์สเปรย์แต่งสีผมสุดจี๊ด การถักเปียคอร์นโรลแบบฮิปๆ พร้อมกลิตเตอร์ และแทททู รวมถึงแอร์บลัชสุดคูลที่จะมาช่วยคอมพลีตลุคให้เป๊ะปังมั่นใจมากกว่าเดิม เรียกได้ว่ารอคิวอัพลุคกันแถวยาวไม่แพ้โซนใดๆ เลยทีเดียว
  • Heineken® Star Hive – Happy Hour เปลี่ยนช่วง Sound Check และ Stage Setupที่แสน
    น่าเบื่อให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งความสนุก ที่มาช่วยวอร์มอัพให้สนุกกันต่อได้ยาวๆ
  • Heineken® Star Hive – Friend Finder ประสบการณ์ใหม่ในมิวสิคเฟสติวัล ที่ตอบโจทย์เหล่าปาร์ตี้โกเออร์แบบที่ไม่มีใครทำมาก่อนกับโมเมนต์ตามหาเพื่อน เพื่อนหาย ไม่ต้องเสียเวลาหาให้ยุ่งยาก ซึ่งฟีเจอร์นี้ได้รับการตอบรับอย่างดี
  • Heineken® Star Hive – Gigantic Selfie Spot เซลฟีสปอตแห่งใหม่ที่ตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปพร้อมชาวแก๊ง ที่เรียกได้ว่ายกพลมาเยอะแค่ไหน ก็ไม่ต้องหวั่น เข้าร่วมเฟรมได้สบายๆ กับมุมที่ดีที่สุดของงาน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของ Heineken® Star Hive ในปีนี้ที่มีคนมาถ่ายรูปอวดเพื่อนๆ ให้คนที่พลาดตาร้อนกันเลยทีเดียว

Heineken® Star Hive – Extra Time ต่อเวลาความสนุกเอาใจเหล่าปาร์ตี้โกเออร์ที่งานจบแต่อารมณ์ไม่จบกับโมเมนต์ปาร์ตี้ทดเวลาแบบพิเศษ จัดให้มันกันต่อ พร้อมด้วย Heineken® 0.0 เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอลล์เสิร์ฟปิดท้ายช่วง ให้ทุกคนได้ฟินกันก่อนกลับบ้านแบบหมดห่วง

นับเป็นความมันส์และความสนุกแบบไม่สะดุด ที่ไม่เหมือนใครในปี 2019 กับ “ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” (Heineken® Star Hive) ที่เปลี่ยนทุกโมเมนต์ที่แสนน่าเบื่อเป็นความสนุก พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือระดับและคลายร้อนกันแบบเต็มๆ ด้วยกองทัพดีเจดังแถวหน้าระดับโลกที่มาสร้างสีสัน อาทิ FATBOY SLIM, TIESTO, STEVE AOKI, 1788-L, 3LAU ในวันที่ 13–15 เมษายน ณ Live Park พระราม 9

หน้าร้อนนี้ จะลุกเป็นไฟกับ TOGETHER FESTIVAL 2019

หน้าร้อนปีนี้ จะลุกเป็นไฟ เตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของ Together Festival 2019 ปาร์ตี้สุดเดือดของคอเพลงเทคโน อิเล็กทรอนิกส์ และ เฮาส์มิวสิคในกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันดีว่า เป็นเทศกาลดนตรีระดับคุณภาพ ตัวจริงของประเทศ ที่โด่งดังจนได้รับการตอบรับไปยังต่างประเทศอีกด้วย เรื่องสุดจัด เต็มที่ ในทุกปี ในเรื่องของการเป็นผู้นำ หนึ่งเดียวในเรื่อง Line Up ที่เด็ดที่สุด กว่าเฟสติวัลไหนๆ จนเป็นที่ยอมรับ และ การันตีได้ว่าแฟนๆ Together Festival จะไม่มีคำว่าผิดหวังอย่างแน่นอน ซึ่งการกลับมาของปรากฏการณ์ แห่งความมันส์ในปีนี้  พบกับที่สุดของ Line upแห่งปี!! ที่จะมาประชันกันในระดับตำนาน ไปยันดาวรุ่งพุ่งแรง  พร้อมโปรดักชั่นจัดหนักกว่าเดิม!!!  ไบเทค บางนา  ในวันที่  3-4 พค นี้

เพียงแค่เผย Line Up ดีเจแถวหน้าระดับหัวกระทิของโลกเฟสแรกที่เปิดตัว ก็เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างหนัก กับ Line Up สุดเดือด ศิลปินกลุ่มแรกของ Together Festival 2019  ปีนี้ เตรียมตัวพบกับ DJ SNAKE ขอต้อนรับเจ้าพ่อสาย Trap อย่าง “DJ SNAKE” ที่การันตีความเดือดอย่างแน่นอน เดือดจนคอหักกันไปข้างเลย! ปีนี้พี่งูของเรา จะมาพร้อมกับตัวแม่อีกคน ALISON WONDERLAND เธอคนนี้ได้เคยแสดงเอาไว้ตอนมาไทยครั้งก่อนได้อย่างดุเดือดมากๆ หลายคนถึงกับเรียกร้องอยากให้กลับมาอีก! ครั้งนี้เธอกลับมาหวดอย่างเต็มที่เลย GRYFFIN (Live) การนำพา “GRYFFIN” มาเล่นครั้งนี้แบบ Live set! รับรองเลยว่าทุกคนต้องจดจำกับความอลังการของการเล่นเครื่องดนตรีแบบสดๆให้เราได้ชมกัน , JEFFREY SUTORIUS (DASH BERLIN) ด้วยการกลับมาของ “JEFFREY SUTORIUS” หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “DASH BERLIN” กลับมาให้พวกเราหายคิดถึงกันไปเลย, และ สุดท้ายเสริมทัพด้วย 3 แสบ  KUNGS, MARLO  และ PARTY FAVOR พร้อมรอ Line Up กลุ่มที่ 2 ที่แสบไม่แพ้กันแน่นอน

ขนกองทัพดีเจมาให้ทุกคนได้มันส์กันขนาดนี้  อย่าได้พลาดกับงาน Together Festival 2019 ครั้งนี้อย่างเด็ดขาด!!! ซื้อบัตรได้แล้ว วันนี้ ทาง www.togetherfestival.net พิศษสุด เมื่อซื้อบัตรงาน Together Festival 2019  ผ่านบัตรเครดิต BANGKOK BANK ท่านจะได้รับส่วนลด 10% ทันที! ( สามารถใช้โปรโมชั่นนี้ ได้ถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น ) แล้วมาเจอกันที่ ไบเทค บางนา ในวันที่ 3-4 พฤษภาคม นี้! เตรียมร่างกายให้ดี แล้วมามันส์ด้วยกัน

ระเบิดความมันส์เข้าสู่ปีที่ 5 กับ หลากหลายแนวดนตรี ใน Kolour In The Park 2019

 กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ไม่เหมือนใคร โดยทีมผู้จัดผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานอีเว้นท์และปาร์ตี้แบบเต็มวันลำดับต้นๆของไทย คัลเลอร์ (Kolour) พร้อมเปิดประสบการณ์ความแปลกใหม่ครั้งใหม่ใน “ สิงห์ มิวสิค พรีเซนต์ : คัลเลอร์ อิน เดอะ พาร์ค 2019 ” (Singha Music Presents: Kolour In The Park 2019) ซึ่งเป็นการจัดงานในปีที่ 5 แล้ว โดยงานในปีนี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2562 ณ ไทยเวคพาร์ค ลำลูกกาคลอง 6 จังหวัดปทุมธานี

 

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของผู้จัดงานเทศกาล ดนตรีในภูมิภาคเอเชีย คัลเลอร์ อิน เดอะ พาร์ค ได้ต่อยอดและเพิ่มสีสันด้วยแนวดนตรี และรายชื่อศิลปินต่างๆ ที่หลากหลายที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกเหนือไปจากแนวเพลงเฮาส์และเทคโน อาทิ  Charlotte de Witte หนึ่งในดีเจและโปรดิวเซอร์แนวเทคโนผู้หญิงที่มากความสามารถจากเบลเยี่ยม ที่ได้รับการยอมรับและเติบโตเร็วที่สุดในวงการ Masego ศิลปินที่มาพร้อมทักษะทางดนตรีที่โดดเด่นครบ ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการเล่นแซกโซโฟน นักร้อง แร๊ปเปอร์ นักแสดง SG Lewis นักร้องและนักแต่งเพลงอิเล็กทรอนิกส์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณและยังได้รับอิทธิพลจากแนวเพลงใต้ดินอีกด้วย Floyd Lavine ศิลปินแนวอิเล็กทรอนิคชาวแอฟริกาใต้ที่ตั้งรากฐานอยู่ในเบอร์ลิน ATMA ดีเจและโปรดิวเซอร์จากประเทศ ออสเตรเลีย ที่ถ่ายทอดความเป็นมืออาชีพในการผสมผสานดนตรีเฮาส์ เทคโน และเทคโน เฮาส์  และเวทีใหม่ล่าสุด ‘Park’ ได้รวบรวมการแสดงสดจากศิลปินคุณภาพหลากหลายชีวิต ซึ่งครอบคลุมไปถึงแนวเพลงอิเล็คโทรนิกส์ อินดี้ที่ได้รับอิทธิพลจากดิสโก้ แจ๊ส เฮาส์ ฮิพฮอพ อิเล็กโทรนิกา และอินสตรูเมนทัล

 

เตรียมสร้างความทรงจำอันสุดประทับใจกันจากงานครั้งนี้ได้ โดยความร่วมมือของโปรดิวเซอร์และนักออกแบบจากทั้งในประเทศและนานาประเทศกับนวัตกรรมใหม่ๆ รวมไปถึงเทคนิคสุดพิเศษ ทั้งแสง สี เสียง จัดเต็มไม่อั้น อีกทั้งเพลิดเพลินไปกับการแสดงงานศิลปะ รูปปั้น การแสดงต่างๆ บูทิคบาร์ ฟู๊ดทรัค อาหารนานาชนิด และบริการนวดฟรีอีกด้วย ถ้าไม่อยากพลาดงานดีๆครั้งนี้ รีบจองบัตรกันได้ บัตรปกติราคา 1,500 บาท และบัตร Kolour Plus+ ราคา 2,900 บาท ช่องทางจองบัตรและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.kolourinthepark.com และ Facebook.com/kolourinthepark

5 Super Bowl Half Time Show ที่เราเลิฟ

ในวงการอเมริกันฟุตบอลนัดชิงแชมป์ซูเปอร์โบวล์นั้นถือเป็นสิ่งที่ทำเงินมูลค่ามหาศาลให้กับวัฒนธรรมป็อปบริโภคนิยมตามขนบอเมริกันดรีม ซึ่งสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งนอกเหนือจากการแข่งขันนั่นก็คือการแสดงคอนเสิร์ตฮาล์ฟไทม์นั่นเอง

ว่ากันว่า เม็ดเงินในส่วนนี้นี่สะพัดไม่แพ้กับในส่วนการแข่งขันทีเดียว

มาดู 5 อันดับโชว์ที่เราเลิฟ และมาลุ้นว่า Maroon 5 จะติดโผกับเขาในปีหน้าหรือไม่

1. Coldplay ft. Beyoncé and Bruno Mars (2016)

https://www.youtube.com/watch?v=c9cUytejf1k&feature=youtu.be

เรารักการแสดงนี้ที่สุด เพราะมันเป็นส่วนผสมที่โคตรจะลงตัวระหว่างสามศิลปินที่ดูโคตรจะไม่เข้ากันให้ออกมาดูเพลิน และสนุกมาก

2. Michael Jackson (1993)

เพราะเราจำชุดทหารที่เขาใส่ขึ้นโชว์นี้ จนกลายมาเป็นซิกเนเจอร์ของวงการดนตรีป็อปได้ไงล่ะ

3. Janet Jackson ft. Justin Timberlake (2004)

ใครๆ คงจำช็อตที่จัสตินกระชากเสื้อโชว์เต้าแจเน็ตได้ติดตาล่ะมั้ง ไม่ต้องบรรยายเยอะเนอะ มีรายงานว่า ทางสมาคมฯ ได้รับคำร้องเรียนเรื่องความไม่เหมาะสมสูงถึง 50,000 ครั้งทีเดียว

4. Madonna (2012)

แม่ขึ้นเองขนาดนี้… แม่ต้องมีผู้ช่วยอย่าง Ricardo Tisci แห่ง Givenchy (ณ ตอนนั้น) ที่มาช่วยแม่ออกแบบคอสตูมสุดอลังการที่ประกาศให้โลกรู้ว่า ไฮแฟชึ่นก็ลงสนามบอลได้นะจ๊ะ

5. U2 (2002)

ปีแห่งความดราม่า เพราะนี่คือคอนเสิร์ตระลึกถึงเหตุการณ์ 9/11 อันโด่งดังนั่นเอง 

เราไม่เลือก Whitney Houston หรือ Lady Gaga เพราะไฮไลท์ของสองนางอยู่ที่การร้องเพลงชาติอเมริกันที่จับใจสุดๆ… ขอโทษที่ไม่อินนะ 

Life After Death “ตายแล้วไปไหน”

หากพูดถึงวงการดนตรี มีวงดนตรีหลายวงที่โด่งดังขึ้นมาและสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยอะไรก็ตาม เช่น อุบัติเหตุ ความขัดแย้ง หรือความตาย ที่วงเหล่านั้นต้องเผชิญในระหว่างที่กำลังอยู่ลมบน ล้วนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วงหรือศิลปินเหล่านั้นต้องยุติบทบาทลงอย่างน่าเสียดาย หากย่อหน้าที่แล้วกล่าวว่า เราไม่สามารถพิสูจน์เรื่องตายแล้วไปไหน แต่ที่แน่ๆ เราสามารถบอกคุณได้ว่า วงที่เจอกับจุดจบแต่ละวงนั้นสามารถพลิกกลับมา ‘เกิดใหม่’ กันได้ในทิศทางไหนบ้าง 

Author: Chaya Chomchuen

Photographer: Virunan Chiddaycha

ตายแล้วเกิดใหม่

เมื่อวงดนตรีที่มีชื่อเสียงถูกยุบ ทางเลือกยอดนิยมของสมาชิกที่เหลือคือการไปทำวงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุ่ง เนื่องจากแฟนเพลงมักติดภาพของวงเก่า มีหลายวงที่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมที่ส่งผลให้วงจำเป็นต้องเผชิญจุดจบ กรณีที่เห็นได้ชัดคือ การฆ่าตัวตายของ Kurt Cobain นักร้องนำวง Nirvana ก่อนอื่นต้องเกริ่นกันก่อนว่า ด้วยความที่เคิร์ตเป็นนักแต่งเพลงและนักร้องนำ รวมถึงเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย เขาจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ Nirvana ที่ขาดมิได้ ดังนั้นการฆ่าตัวตายของเขาจึงเปรียบเสมือนจุดจบของ Nirvana ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามการสิ้นสุดของ Nirvana กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของวงที่มีชื่อว่า Foo Fighters วงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่โดย Dave Grohl อดีตมือกลองของ Nirvana ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาเลือกที่จะทำอีกวง แทนที่จะทิ้งชื่อไปกับ Nirvana ปัจจุบัน Foo Fighters ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในวงร็อกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เดฟและผองเพื่อนสามารถคว้ารางวัลแกรมมี ขึ้นเป็นเฮดไลน์เฟสติวัลระดับโลกอย่าง Glastonbury รวมถึงมีเพลงฮิตประจำตัวอย่าง Everlong, Walk และ Best Of You ทุกอย่างล้วนเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีในฐานะวงร็อกชั้นนำของวงการ มันอาจเป็นเรื่องปกติ หากวงเก่าต้องยุบลง แล้วสมาชิกที่เหลือไปฟอร์มวงใหม่ แต่จะมีใครสักคนแบบเดฟที่กล้าสร้างเส้นทางของตัวเอง แล้วสามารถประสบความสำเร็จท่วมท้น จนศักดิ์ศรีและบารีมีเกือบสูสีเท่ากับวงเก่า การสร้างตำนานบทใหม่ของ Foo Fighters จึงถูกเรียกว่าการตายแล้วเกิดใหม่ราวกับนกฟินิกซ์ ที่ยังคงผงาดความยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

ตายแล้วตายเลย

หากคุณฟอร์มวงดนตรีแล้วล้มเหลว อย่างน้อยสมาชิกที่เหลือก็ยังมีทางเลือกในการทำวงใหม่ แต่ถ้าหากเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วต้องยุติบทบาท ยิ่งถ้าเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงอย่างการเสียชีวิต นั่นก็หมายความว่า ชื่อเสียงของศิลปินรายนั้นๆ มาถึงจุดจบเพียงแค่นี้ อย่างเช่นในกรณีของ Amy Winehouse, Jimi Hendrix และ Avicii ที่ล้วนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และไม่สามารถมีโอกาสสร้างเส้นทางในฐานะศิลปินอีกต่อไป ในขณะวงดนตรีก็เจอสถานะนี้เช่นกัน อย่างเช่น การปิดตำนานของยอดวงระดับตำนาน Led Zeppelin วงร็อกอังกฤษระดับตำนานเจ้าของบทเพลง Stairway To Heaven ที่ยุติบทบาทลงเนื่องจากการเสียชีวิตของ John Bonham มือกลองของวง หลายคนอาจสงสัยว่า มือกลองไม่ใช่สัญลักษณ์สำคัญของวงเสียหน่อย ทำไมสมาชิกคนอื่นๆ ถึงไม่เดินหน้าต่อ ไม่ใช่มาหยุดเดินเพราะมือกลองคนเดียว เพราะวงสายเมทัลอย่าง Avenged Sevenfold ก็ให้มือกลองคนใหม่มาแทนคนเก่าที่เสียชีวิต ซึ่งวงก็สามารถผลิตงานต่อได้ ซึ่งในหลักทฤษฎีแล้ว Led Zeppelin ก็ทำผลงานเพลงต่อได้ แต่วงยินกรานว่าไม่อยากไปต่อ ด้วยเหตุผลสั้นๆ แต่หนักแน่น โดยวงบอกว่าหากไม่มีจอห์น บอนแฮม ก็ไม่ใช่ Led Zeppelin เท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพ่อต่อการยุติบทบาท ถึงแม้การยุติบทบาทก่อนเวลาอันควรของ Led Zeppelin อาจเป็นเรื่องนี่น่าเสียดายที่สุดของประศาสตร์ดนตรี แต่อย่างน้อย Led Zeppelin ก็ฝากผลงานชิ้นโบแดงประดับโลกไว้มากมาย เพื่อให้ผู้คนจดจำในแบบที่พวกเขาอยากให้จดจำ

เกือบตายแต่อยู่รอดอย่างสมศักดิ์ศรี

จากที่ยกตัวอย่างด้านบนหลังจากที่วงดนตรีเหล่านั้นยุบตัวลงไปบ้างก็ฟอร์มวงใหม่จนประสบความสำเร็จบ้างก็เลือกให้จบลงเหลือแค่เพียงตำนานคงมีหลายคนสงสัยว่ามีวงไหนบ้างที่นักร้องลาออกจากวงไปหรือเสียชีวิตแล้วมีคนใหม่ขึ้นมาแทนแล้วกลับทำได้ดีกว่าหรือเทียบเท่าเคสนี้ต้องยกให้วงฮาร์ดร็อกชื่อดังอย่าง AC/DC เจ้าของบทเพลง Back In Black หนึ่งในเพลงร็อกที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล รวมถึงยังเป็นเพลงที่ถูกใช้ในภาพยนตร์ชื่อดังมากมาย โดยเรื่องมีอยู่ว่า AC/DC เคยมีนักร้องคนหนึ่งที่ชื่อว่า Bon Scott ผู้มีเสียงร้องแผดเกรี้ยวกราดยากที่จะมีใครลอกเลียนแบบ รวมถึงเป็นฟรอนต์แมนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น แต่แล้วโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นกับ AC/DC เมื่อบอนต้องจากโลกไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง การสูญเสียบอนเปรียบได้กับการสูญเสียเครื่องหมายการค้าสำคัญของวง เส้นทางของ AC/DC ถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย เพราะไม่รู้ว่าวงจะไปในทิศทางไหนต่อดี จนกระทั่งวงตัดสินใจเลือกนักร้องชาวอังกฤษ  Brian Johnson เข้ามาแทนที่ ความกดดันก็เข้ามาถามโถมนักร้องใหม่เต็มที่ เพราะคนยังติดภาพของบอนอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามไบรอันก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ หลัง Back in Black อัลบั้มชุดแรกที่เขาร้องให้กับ AC/DC ประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างท่วมท้น รวมถึงสามารถติดหนึ่งในอัลบั้มที่ขายดีตลอดกาล อีกทั้งยังมีส่วนร่วมที่ทำให้ AC/DC สานต่อตำนานในฐานะวงร็อกที่ได้รับความนิยมที่สุดตลอดกาล ถึงแม้ปัจจุบันไบรอันต้องลาออกจากวงไปเพราะปัญหาด้านสุขภาพก็ตาม

จากหัวหน้าวงกลายเป็นศิลปินเดี่ยว

เมื่อกลางปี 2017 ที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่ช็อกวงการเพลงทั่วโลกเห็นจะไม่มีอะไรเกินไปกว่าข่าวการฆ่าตัวตายของ Chester Bennington นักร้องนำวง Linkin Park ที่เพิ่งจะออกสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 7 อย่าง One More Light และอยู่ในระหว่างการออกเดินสายเล่นคอนเสิร์ตไปทั่วโลก ซึ่งการจากไปของเขานั้น นอกเหนือไปจากความระส่ำระสายของสถานะวงที่ดูเหมือนจะเคว้งคว้างจากการจากไปของเขาแล้ว เขายังสามารถกระตุ้นความตื่นตัวให้โลกหันมาเห็นอันตรายและภัยเงียบของโลกซึมเศร้าได้อีกด้วย หลังจากมรณกรรมของเขา ดูเหมือนภาระทั้งหมดจะตกอยู่บนบ่าของ Mike Shinoda หัวหน้าวงอีกคนหนึ่งที่ก็ไม่สามารถตอบคำถามของทั้งนักข่าวและแฟนเพลงได้ว่าวงจะเป็นอย่างไรต่อไปได้ เขาพูดแต่เพียงสั้นๆ ว่า “จะแจ้งข่าวทันทีที่มีข่าวอะไรก็ตาม”

ในระหว่างที่แฟนเพลง Linkin Park ทั่วโลกกำลังเคว้งคว้างอยู่กับสถานะอันง่อนแง่นของวงอยู่นั้น ไมค์ก็ประกาศวางแผงอัลบั้มใหม่ของเขา Post Traumatic ภายในระยะเวลาไม่ถึงปีหลังจากเกิดโศกนาฏกรรม และตารางเวิลด์ทัวร์โปรโมทอัลบั้มที่ใช้ชื่อศิลปินว่า ‘Mike Shinoda of Linkin Park’ ก็ตามออกมาติดๆ เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาผงาดอีกครั้งในระยะเวลาอันสั้นกว่าที่ใครๆ ก็คิดไว้เยอะมากทีเดียว “อัลบั้มนี้ส่วนตัวมากๆ เลยครับ” ไมค์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งที่เขามาแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “ย้อนกลับไปเมื่อกว่าปีที่แล้ว การสูญเสียเชสเตอร์ถือเป็นหายนะสำคัญในชีวิต ผมไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป แค่ใช้ชีวิตประจำวันก็ยากแล้ว ผมมีสตูดิโอเล็กๆ อยู่ที่บ้าน ที่ผมใช้อัดเพลงร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมวงคนอื่นๆ รวมถึงเชสเตอร์ด้วยครับ ตอนที่เกิดเหตุใหม่ๆ ผมกลัวมาก กลัวที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกว่า… ความทรงจำอะไรต่อมิอะไรมันอยู่ในห้องนั้นหมดเลยน่ะครับ แต่ในที่สุด ผมก็บังคับให้ตัวเองเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง เขียนเพลง เล่นดนตรี อัดดนตรี เพื่อที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งในตัวเอง และเลิกกลัวความทรงจำเก่าๆ ที่ไหลวนอยู่ในห้องนั้นเสียที และบทเพลงที่มารวมเป็นอัลบั้มนี้ก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจากจุดนั้นนั่นล่ะครับ จะว่าไป มันก็เป็นเหมือนไดอารี่ เหมือนประวัติชีวิตส่วนตัวของผมในช่วง 6-9 เดือนแรกหลังจากเกิดเหตุนั่นล่ะครับ”

นอกเหนือไปจากการเอาชนะตัวเองเพื่อให้เดินกลับไปทำงานในห้องอัดอันเต็มไปด้วยความหลังอีกครั้งแล้ว การตัดสินใจปล่อยอัลบั้มดังกล่าวออกมาสู่สายตาสาธารณชนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก “จริงๆ แล้วมันน่ากลัวมากนะครับที่จะเอาเพลงเหล่านี้ออกมาแชร์กับแฟนๆ เพราะเนื้อหามันส่วนตัวมากจริงๆ แต่พอผมเอาทุกอย่างมารวมกันเป็นภาพใหญ่แล้ว ผมก็เห็นว่านี่เป็นหนทางที่จะสื่อสารกับแฟนๆ ว่าตัวผมจัดการกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตนี้ได้อย่างไร และถ้าหากว่าบทเพลงเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียของตัวเองได้ มันก็จะดีมากเลยครับ ผมเลยตัดสินใจปล่อยมันออกมา เพราะอัลบั้มนี้มันเริ่มต้นจากความดิ่งดาร์ก และค่อยๆ ก้าวเข้าสู่แสงสว่างในการใช้ชีวิตต่อไปทีละนิด นั่นทำให้ผมเลือกเพลง Crossing A Line ออกมาเป็นซิงเกิ้ลแรก เพราะมันเป็นเพลงที่อยู่ระหว่างการมองกลับไปหาอดีต และการมองไปสู่อนาคตข้างหน้า สารหลักๆ ที่ผมต้องการจะสื่อผ่านอัลบั้มนี้คือ ‘ความหวัง’ นั่นคือ การเคารพในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ยอมรับมันในแบบที่มันเป็นให้ได้ และใช้ชีวิตในฐานะการเดินทางให้สนุกที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสติอยู่กับปัจจุบัน และมีความสุขกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เท่านั้นเองครับ”

ในตอนที่ไมค์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เขาเพิ่งจะประกาศทัวร์อเมริกาเหนือไปหยกๆ ดังนั้นเมื่อเราถามว่าแฟนๆ จะคาดหวังอะไรได้หลังจากที่เขาจบเวิลด์ทัวร์ครั้งนี้ เขาจึงตอบได้เพียงสั้นๆ ว่า “ผมคงจะพักผ่อนหน่อยนะครับ ตอนออนทัวร์ ผมอยากทุ่มเทกับมันให้ได้มากที่สุด เพราะนั่นคือชีวิตของผม หลังจากนั้น ผมตอบไม่ได้จริงๆ ครับว่าจะมีแรงบันดาลใจไปทำอะไรต่อ อาจจะวาดรูป หรือทำเพลง อาจจะทำให้ตัวเอง หรือโปรดิวซ์งานให้คนอื่น ตอบไม่ได้จริงๆ ครับ ผมพยายามจะเปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอเองครับ”

แน่นอนว่าทุกอาชีพมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ศิลปินเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การสูญเสียเส้นเลือดหลักของวงในระหว่างที่วงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้นถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่การรับมือกับเหตุการณ์พลิกโชคชะตาต่างหากที่จะนิยามได้ว่า ศิลปินคนไหนกันแน่ที่จะก้าวข้ามผ่านความสูญเสียดังกล่าว และผงาดเป็นตำนานต่อไปได้ ซึ่งเราก็แอบเชื่อว่า หลังจากมรณกรรมของเชสเตอร์ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาแทนที่ได้แล้วนั้น ไมค์เองก็คงวางแผนที่จะกลับมาผงาดในวงการดนตรีอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพื่อตัวเขาเอง หรือเพื่อแฟนๆ ที่รออยู่ แต่เราจะปล่อยให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่า ตำนานแต่ละบทนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่ววูบไหวเท่านั้น

ข่าวดีสำหรับสาวกอิเล็กทรอนิกดูโอ้อย่าง HONNE พวกเขากลับมาแสดงสดในประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่สามแล้ว

HONNE (อ่านว่า ฮอนเน่) คือชื่อวงดนตรีคู่หูจากลอนดอนที่มี James Hatcher และ Andy Clutterbuck เป็นสมาชิกหลัก เคยทำสถิติบัตรคอนเสิร์ต sold out ในกรุงเทพฯ จนต้องประกาศเพิ่มรอบ (และก็ sold out ตามไปอีก) เราได้มีโอกาสทาบทามพวกเขามาถ่ายแฟชั่นให้กับฉบับพิเศษของเราในครั้งนั้น ซึ่งพวกเขาก็ตอบรับคำชักชวนของเราเป็นอย่างดี

รู้ตัวใช่ไหมว่าคุณเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ชาวเอเชียมากเลยนะ

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจนะครับ บางครั้งผมก็แอบสงสัยเหมือนกันว่ามีใครรู้หรือเปล่าว่าพวกเรามาจากประเทศไหนกันแน่ เพราะอาร์ตเวิร์กบนปกอัลบั้มของพวกเราก็ไม่ได้มีหน้าพวกเรา เราใช้นางแบบจากประเทศจีน และยังมีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นด้วยครับ

วัฒนธรรมเอเชียมีอิทธิพลต่อการทำเพลงของคุณมากน้อยแค่ไหน

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจเรื่องอิทธิพลด้านดนตรีนะ แต่อิทธิพลทางอารมณ์น่ะชัดเลย เราใช้เอเลเมนต์ต่างๆ ในอัลบั้มเรา อย่างตัวอักษรญี่ปุ่นบนปกอัลบั้มแรก และนางแบบชาวจีนบนปกอัลบั้มที่สอง มันแทรกซึมเข้ามานะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเพราะว่าวัฒนธรรมเอเชียต่างจากสิ่งที่เราคุ้นชินมาก อะไรๆ มันก็เลยน่าสนใจและเป็นแรงบันดาลใจได้ทั้งหมด คิดว่าไง

เจมส์ : ผมว่าในทางกลับกัน ถ้าคนเอเชียมาที่กรุงลอนดอนและเห็นสิ่งที่พวกเราเห็นจนชินตา พวกเขาก็คงได้รับแรงบันดาลใจกลับไปที่บ้านเขาเหมือนกันล่ะครับ

บอกความหมายของ HONNE หน่อยสิ

เจมส์ : มันแปลว่าความรู้สึกที่แท้จริงครับ เป็นภาษาญี่ปุ่น เราต้องการจะสื่อสารว่า มนุษย์เราควรจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และแชร์ความรู้สึกเหล่านั้นกับคนที่เราไว้ใจที่สุด ด้วยความเป็นมนุษย์เราก็คาดหวังให้อีกฝ่ายทำแบบเดียวกับเรา ดังนั้นเราก็อยากจะแสดงความรู้สึกแบบนั้นให้ทุกคนได้รับรู้น่ะครับ

แอนดี้ : ส่วนที่มาก็คือ ตอนที่เราเริ่มฟอร์มวงใหม่ๆ ผมอยู่ที่โตเกียว ส่วนเจมส์อยู่ที่ลอนดอน เราเลยคิดตรงกันว่าเราน่าจะหยิบคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นมาตั้งชื่อวงกันไหม เลยช่วยกันหาไปเรื่อยๆ จนเจอคำนี้ ซึ่งเห็นตรงกันว่าลงตัวครับ

สำหรับอัลบั้ม Love Me / Love Me Not คุณต้องการสื่อสารอะไรเป็นพิเศษไหม

แอนดี้ : เราต้องการส่งพลังงานในแง่บวกออกมาน่ะครับ พวกเราเก่งเรื่องอะไรแบบนี้ เพราะแม้แต่เวลาแต่งเพลงเศร้าเราก็จะยังหาแง่มุมบวกๆ ใส่เข้าไปจนได้ แฟนๆ ของพวกเราชอบอะไรแบบนั้น ผมเลยอยากให้พวกเขารู้สึกดีหลังจากฟังเพลงของพวกเราน่ะ

เจมส์ : ผมอยากให้คนฟังรู้สึกว่าตัวเองสามารถคอนเน็กต์กับเพลงได้น่ะครับ ไม่ว่าจะผ่านพลังงานด้านบวกแบบที่แอนดี้ว่าไป หรือผ่านเนื้อร้องที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากพวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพังนะ อะไรแบบนั้น

พวกเราเซนส์ได้ว่าอัลบั้มนี้ดูสดใส ไม่ดาร์กเท่าอัลบั้มแรก เราเข้าใจถูกไหม

แอนดี้ : สถานการณ์ชีวิตพวกเราเปลี่ยนไปน่ะ ตอนทำอัลบั้มแรกพวกเรายังมีงานประจำทำอยู่ เลยต้องกลับมานั่งเขียนเพลงที่บ้านกันตอนกลางคืน มันเลยมีกลิ่นอายของเวลากลางคืนอยู่ ส่วนอัลบั้มนี้เราอยากส่งพลังงานด้านบวกออกมา เราเลยแต่งเพลงกันตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่

เจมส์ : เดี๋ยวสิ มันมีความแตกต่างระหว่างความดาร์กกับเวลากลางคืนนะ ถึงอัลบั้มแรกจะแต่งตอนกลางคืน แต่ในอัลบั้มนี้มันมีเอเลเมนต์ของความดาร์กในแง่ของเนื้อหาโดยรวมอยู่นะ ไม่ได้เกี่ยวกับเวลากลางคืนหรอก นี่ผมพูดจารู้เรื่องไหมเนี่ย

ยังไงกัน

แอนดี้ : เอาอย่างนี้ พวกเราไม่เคยนั่งคุยกันจริงจังว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรนะ ทุกอย่างไหลออกมาตามธรรมชาติ แต่พอจะรวมเป็นอัลบั้มเราก็มาคิดคอนเซ็ปต์ให้มัน อัลบั้ม Love Me / Love Me Not เลยแบ่งออกเป็นสองพาร์ต หกเพลงว่าด้วยเรื่องราวของ Love Me ส่วนอีกหกเพลงว่าด้วยเรื่อง Love Me Not อธิบายแบบนี้พอจะเข้าใจกว่าไหม

โอเค มาเรื่องของคุณสองคนบ้าง มีหลายคนบอกว่าคุณสองคนดูเข้ากันได้ดี เคมีตรงกันมาก พวกคุณว่าไง

เจมส์ : ผมกับแอนดี้ชอบทำแบบทดสอบจิตวิทยาต่างๆ น่ะ พวกเราเคยทำอะไรบางอย่างที่เรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator ผลออกมาว่าพวกเราไม่เหมือนกันเลย ถ้าจำไม่ผิดนะ ผมเป็นคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ออกสังคมเก่ง ส่วนแอนดี้เป็นอินโทรเวิร์ต เก็บเนื้อเก็บตัว แอนดี้ลงมือทำอะไรง่ายกว่าผม เพราะผมเอาแต่คิดจนไม่ลงมือเสียที อะไรประมาณนั้นนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดคือพวกเราแบ่งบทบาทหน้าที่กันค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการทำงานและการดำเนินชีวิต เราส่งเสริมกันและกันในทุกแง่มุม เวลาคนหนึ่งขาดอะไรไป อีกคนก็จะคอยเสริม เหมือนบาลานซ์กันและกันน่ะครับ อย่างเวลามีเรื่องบางอย่างที่ผมไม่พร้อมรับมือ แอนดี้ก็จะรับฟังและจัดการให้เรียบร้อย พวกเราไม่ค่อยทะเลาะกันนะ เรื่องเคมีก็สำคัญนะ เพราะเวลาคุณตั้งวงดนตรีที่มีแค่คุณสองคน ถ้าพวกคุณเข้ากันไม่ได้ เป็นเพื่อนกันไม่ได้จริงๆ มันก็คงไปไม่รอดหรอกครับ

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ชาวไทยหน่อยสิ

เจมส์ : ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ พวกเราน่าจะได้กลับไปที่เมืองไทยอีกครั้งตอนช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนะครับ ผมสัญญาว่าจะจับมือกับทุกคนที่มาเจอเราเลยครับ

แอนดี้ : ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอดตั้งแต่อัลบั้มแรก พวกคุณเปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับประเทศของคุณ พวกคุณน่ารักมาก พวกเรารักคุณมากจริงๆ ครับ

ชาวอีดีเอ็มพร้อมลุย!! KULOV Present WARP Music Festival 2018 วันที่ 2-3 พ.ย. การกลับมาของงาน EDM ริมหาดอันดับ 1 ของไทย