Life After Death “ตายแล้วไปไหน”

หากพูดถึงวงการดนตรี มีวงดนตรีหลายวงที่โด่งดังขึ้นมาและสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยอะไรก็ตาม เช่น อุบัติเหตุ ความขัดแย้ง หรือความตาย ที่วงเหล่านั้นต้องเผชิญในระหว่างที่กำลังอยู่ลมบน ล้วนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วงหรือศิลปินเหล่านั้นต้องยุติบทบาทลงอย่างน่าเสียดาย หากย่อหน้าที่แล้วกล่าวว่า เราไม่สามารถพิสูจน์เรื่องตายแล้วไปไหน แต่ที่แน่ๆ เราสามารถบอกคุณได้ว่า วงที่เจอกับจุดจบแต่ละวงนั้นสามารถพลิกกลับมา ‘เกิดใหม่’ กันได้ในทิศทางไหนบ้าง 

Author: Chaya Chomchuen

Photographer: Virunan Chiddaycha

ตายแล้วเกิดใหม่

เมื่อวงดนตรีที่มีชื่อเสียงถูกยุบ ทางเลือกยอดนิยมของสมาชิกที่เหลือคือการไปทำวงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุ่ง เนื่องจากแฟนเพลงมักติดภาพของวงเก่า มีหลายวงที่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมที่ส่งผลให้วงจำเป็นต้องเผชิญจุดจบ กรณีที่เห็นได้ชัดคือ การฆ่าตัวตายของ Kurt Cobain นักร้องนำวง Nirvana ก่อนอื่นต้องเกริ่นกันก่อนว่า ด้วยความที่เคิร์ตเป็นนักแต่งเพลงและนักร้องนำ รวมถึงเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย เขาจึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ Nirvana ที่ขาดมิได้ ดังนั้นการฆ่าตัวตายของเขาจึงเปรียบเสมือนจุดจบของ Nirvana ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามการสิ้นสุดของ Nirvana กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของวงที่มีชื่อว่า Foo Fighters วงที่ถูกสร้างขึ้นใหม่โดย Dave Grohl อดีตมือกลองของ Nirvana ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขาเลือกที่จะทำอีกวง แทนที่จะทิ้งชื่อไปกับ Nirvana ปัจจุบัน Foo Fighters ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในวงร็อกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เดฟและผองเพื่อนสามารถคว้ารางวัลแกรมมี ขึ้นเป็นเฮดไลน์เฟสติวัลระดับโลกอย่าง Glastonbury รวมถึงมีเพลงฮิตประจำตัวอย่าง Everlong, Walk และ Best Of You ทุกอย่างล้วนเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีในฐานะวงร็อกชั้นนำของวงการ มันอาจเป็นเรื่องปกติ หากวงเก่าต้องยุบลง แล้วสมาชิกที่เหลือไปฟอร์มวงใหม่ แต่จะมีใครสักคนแบบเดฟที่กล้าสร้างเส้นทางของตัวเอง แล้วสามารถประสบความสำเร็จท่วมท้น จนศักดิ์ศรีและบารีมีเกือบสูสีเท่ากับวงเก่า การสร้างตำนานบทใหม่ของ Foo Fighters จึงถูกเรียกว่าการตายแล้วเกิดใหม่ราวกับนกฟินิกซ์ ที่ยังคงผงาดความยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

ตายแล้วตายเลย

หากคุณฟอร์มวงดนตรีแล้วล้มเหลว อย่างน้อยสมาชิกที่เหลือก็ยังมีทางเลือกในการทำวงใหม่ แต่ถ้าหากเป็นศิลปินเดี่ยวแล้วต้องยุติบทบาท ยิ่งถ้าเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงอย่างการเสียชีวิต นั่นก็หมายความว่า ชื่อเสียงของศิลปินรายนั้นๆ มาถึงจุดจบเพียงแค่นี้ อย่างเช่นในกรณีของ Amy Winehouse, Jimi Hendrix และ Avicii ที่ล้วนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และไม่สามารถมีโอกาสสร้างเส้นทางในฐานะศิลปินอีกต่อไป ในขณะวงดนตรีก็เจอสถานะนี้เช่นกัน อย่างเช่น การปิดตำนานของยอดวงระดับตำนาน Led Zeppelin วงร็อกอังกฤษระดับตำนานเจ้าของบทเพลง Stairway To Heaven ที่ยุติบทบาทลงเนื่องจากการเสียชีวิตของ John Bonham มือกลองของวง หลายคนอาจสงสัยว่า มือกลองไม่ใช่สัญลักษณ์สำคัญของวงเสียหน่อย ทำไมสมาชิกคนอื่นๆ ถึงไม่เดินหน้าต่อ ไม่ใช่มาหยุดเดินเพราะมือกลองคนเดียว เพราะวงสายเมทัลอย่าง Avenged Sevenfold ก็ให้มือกลองคนใหม่มาแทนคนเก่าที่เสียชีวิต ซึ่งวงก็สามารถผลิตงานต่อได้ ซึ่งในหลักทฤษฎีแล้ว Led Zeppelin ก็ทำผลงานเพลงต่อได้ แต่วงยินกรานว่าไม่อยากไปต่อ ด้วยเหตุผลสั้นๆ แต่หนักแน่น โดยวงบอกว่าหากไม่มีจอห์น บอนแฮม ก็ไม่ใช่ Led Zeppelin เท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพ่อต่อการยุติบทบาท ถึงแม้การยุติบทบาทก่อนเวลาอันควรของ Led Zeppelin อาจเป็นเรื่องนี่น่าเสียดายที่สุดของประศาสตร์ดนตรี แต่อย่างน้อย Led Zeppelin ก็ฝากผลงานชิ้นโบแดงประดับโลกไว้มากมาย เพื่อให้ผู้คนจดจำในแบบที่พวกเขาอยากให้จดจำ

เกือบตายแต่อยู่รอดอย่างสมศักดิ์ศรี

จากที่ยกตัวอย่างด้านบนหลังจากที่วงดนตรีเหล่านั้นยุบตัวลงไปบ้างก็ฟอร์มวงใหม่จนประสบความสำเร็จบ้างก็เลือกให้จบลงเหลือแค่เพียงตำนานคงมีหลายคนสงสัยว่ามีวงไหนบ้างที่นักร้องลาออกจากวงไปหรือเสียชีวิตแล้วมีคนใหม่ขึ้นมาแทนแล้วกลับทำได้ดีกว่าหรือเทียบเท่าเคสนี้ต้องยกให้วงฮาร์ดร็อกชื่อดังอย่าง AC/DC เจ้าของบทเพลง Back In Black หนึ่งในเพลงร็อกที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล รวมถึงยังเป็นเพลงที่ถูกใช้ในภาพยนตร์ชื่อดังมากมาย โดยเรื่องมีอยู่ว่า AC/DC เคยมีนักร้องคนหนึ่งที่ชื่อว่า Bon Scott ผู้มีเสียงร้องแผดเกรี้ยวกราดยากที่จะมีใครลอกเลียนแบบ รวมถึงเป็นฟรอนต์แมนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น แต่แล้วโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นกับ AC/DC เมื่อบอนต้องจากโลกไปก่อนวัยอันควรด้วยโรคพิษสุราเรื้อรัง การสูญเสียบอนเปรียบได้กับการสูญเสียเครื่องหมายการค้าสำคัญของวง เส้นทางของ AC/DC ถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย เพราะไม่รู้ว่าวงจะไปในทิศทางไหนต่อดี จนกระทั่งวงตัดสินใจเลือกนักร้องชาวอังกฤษ  Brian Johnson เข้ามาแทนที่ ความกดดันก็เข้ามาถามโถมนักร้องใหม่เต็มที่ เพราะคนยังติดภาพของบอนอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามไบรอันก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ หลัง Back in Black อัลบั้มชุดแรกที่เขาร้องให้กับ AC/DC ประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างท่วมท้น รวมถึงสามารถติดหนึ่งในอัลบั้มที่ขายดีตลอดกาล อีกทั้งยังมีส่วนร่วมที่ทำให้ AC/DC สานต่อตำนานในฐานะวงร็อกที่ได้รับความนิยมที่สุดตลอดกาล ถึงแม้ปัจจุบันไบรอันต้องลาออกจากวงไปเพราะปัญหาด้านสุขภาพก็ตาม

จากหัวหน้าวงกลายเป็นศิลปินเดี่ยว

เมื่อกลางปี 2017 ที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่ช็อกวงการเพลงทั่วโลกเห็นจะไม่มีอะไรเกินไปกว่าข่าวการฆ่าตัวตายของ Chester Bennington นักร้องนำวง Linkin Park ที่เพิ่งจะออกสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 7 อย่าง One More Light และอยู่ในระหว่างการออกเดินสายเล่นคอนเสิร์ตไปทั่วโลก ซึ่งการจากไปของเขานั้น นอกเหนือไปจากความระส่ำระสายของสถานะวงที่ดูเหมือนจะเคว้งคว้างจากการจากไปของเขาแล้ว เขายังสามารถกระตุ้นความตื่นตัวให้โลกหันมาเห็นอันตรายและภัยเงียบของโลกซึมเศร้าได้อีกด้วย หลังจากมรณกรรมของเขา ดูเหมือนภาระทั้งหมดจะตกอยู่บนบ่าของ Mike Shinoda หัวหน้าวงอีกคนหนึ่งที่ก็ไม่สามารถตอบคำถามของทั้งนักข่าวและแฟนเพลงได้ว่าวงจะเป็นอย่างไรต่อไปได้ เขาพูดแต่เพียงสั้นๆ ว่า “จะแจ้งข่าวทันทีที่มีข่าวอะไรก็ตาม”

ในระหว่างที่แฟนเพลง Linkin Park ทั่วโลกกำลังเคว้งคว้างอยู่กับสถานะอันง่อนแง่นของวงอยู่นั้น ไมค์ก็ประกาศวางแผงอัลบั้มใหม่ของเขา Post Traumatic ภายในระยะเวลาไม่ถึงปีหลังจากเกิดโศกนาฏกรรม และตารางเวิลด์ทัวร์โปรโมทอัลบั้มที่ใช้ชื่อศิลปินว่า ‘Mike Shinoda of Linkin Park’ ก็ตามออกมาติดๆ เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาผงาดอีกครั้งในระยะเวลาอันสั้นกว่าที่ใครๆ ก็คิดไว้เยอะมากทีเดียว “อัลบั้มนี้ส่วนตัวมากๆ เลยครับ” ไมค์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งที่เขามาแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “ย้อนกลับไปเมื่อกว่าปีที่แล้ว การสูญเสียเชสเตอร์ถือเป็นหายนะสำคัญในชีวิต ผมไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป แค่ใช้ชีวิตประจำวันก็ยากแล้ว ผมมีสตูดิโอเล็กๆ อยู่ที่บ้าน ที่ผมใช้อัดเพลงร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมวงคนอื่นๆ รวมถึงเชสเตอร์ด้วยครับ ตอนที่เกิดเหตุใหม่ๆ ผมกลัวมาก กลัวที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกว่า… ความทรงจำอะไรต่อมิอะไรมันอยู่ในห้องนั้นหมดเลยน่ะครับ แต่ในที่สุด ผมก็บังคับให้ตัวเองเดินกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง เขียนเพลง เล่นดนตรี อัดดนตรี เพื่อที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งในตัวเอง และเลิกกลัวความทรงจำเก่าๆ ที่ไหลวนอยู่ในห้องนั้นเสียที และบทเพลงที่มารวมเป็นอัลบั้มนี้ก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจากจุดนั้นนั่นล่ะครับ จะว่าไป มันก็เป็นเหมือนไดอารี่ เหมือนประวัติชีวิตส่วนตัวของผมในช่วง 6-9 เดือนแรกหลังจากเกิดเหตุนั่นล่ะครับ”

นอกเหนือไปจากการเอาชนะตัวเองเพื่อให้เดินกลับไปทำงานในห้องอัดอันเต็มไปด้วยความหลังอีกครั้งแล้ว การตัดสินใจปล่อยอัลบั้มดังกล่าวออกมาสู่สายตาสาธารณชนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก “จริงๆ แล้วมันน่ากลัวมากนะครับที่จะเอาเพลงเหล่านี้ออกมาแชร์กับแฟนๆ เพราะเนื้อหามันส่วนตัวมากจริงๆ แต่พอผมเอาทุกอย่างมารวมกันเป็นภาพใหญ่แล้ว ผมก็เห็นว่านี่เป็นหนทางที่จะสื่อสารกับแฟนๆ ว่าตัวผมจัดการกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตนี้ได้อย่างไร และถ้าหากว่าบทเพลงเหล่านี้จะสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียของตัวเองได้ มันก็จะดีมากเลยครับ ผมเลยตัดสินใจปล่อยมันออกมา เพราะอัลบั้มนี้มันเริ่มต้นจากความดิ่งดาร์ก และค่อยๆ ก้าวเข้าสู่แสงสว่างในการใช้ชีวิตต่อไปทีละนิด นั่นทำให้ผมเลือกเพลง Crossing A Line ออกมาเป็นซิงเกิ้ลแรก เพราะมันเป็นเพลงที่อยู่ระหว่างการมองกลับไปหาอดีต และการมองไปสู่อนาคตข้างหน้า สารหลักๆ ที่ผมต้องการจะสื่อผ่านอัลบั้มนี้คือ ‘ความหวัง’ นั่นคือ การเคารพในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ยอมรับมันในแบบที่มันเป็นให้ได้ และใช้ชีวิตในฐานะการเดินทางให้สนุกที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสติอยู่กับปัจจุบัน และมีความสุขกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เท่านั้นเองครับ”

ในตอนที่ไมค์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เขาเพิ่งจะประกาศทัวร์อเมริกาเหนือไปหยกๆ ดังนั้นเมื่อเราถามว่าแฟนๆ จะคาดหวังอะไรได้หลังจากที่เขาจบเวิลด์ทัวร์ครั้งนี้ เขาจึงตอบได้เพียงสั้นๆ ว่า “ผมคงจะพักผ่อนหน่อยนะครับ ตอนออนทัวร์ ผมอยากทุ่มเทกับมันให้ได้มากที่สุด เพราะนั่นคือชีวิตของผม หลังจากนั้น ผมตอบไม่ได้จริงๆ ครับว่าจะมีแรงบันดาลใจไปทำอะไรต่อ อาจจะวาดรูป หรือทำเพลง อาจจะทำให้ตัวเอง หรือโปรดิวซ์งานให้คนอื่น ตอบไม่ได้จริงๆ ครับ ผมพยายามจะเปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอเองครับ”

แน่นอนว่าทุกอาชีพมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น ศิลปินเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น การสูญเสียเส้นเลือดหลักของวงในระหว่างที่วงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้นถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่มีใครควบคุมได้ แต่การรับมือกับเหตุการณ์พลิกโชคชะตาต่างหากที่จะนิยามได้ว่า ศิลปินคนไหนกันแน่ที่จะก้าวข้ามผ่านความสูญเสียดังกล่าว และผงาดเป็นตำนานต่อไปได้ ซึ่งเราก็แอบเชื่อว่า หลังจากมรณกรรมของเชสเตอร์ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาแทนที่ได้แล้วนั้น ไมค์เองก็คงวางแผนที่จะกลับมาผงาดในวงการดนตรีอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพื่อตัวเขาเอง หรือเพื่อแฟนๆ ที่รออยู่ แต่เราจะปล่อยให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่า ตำนานแต่ละบทนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่ววูบไหวเท่านั้น

Related Post

The Rebel – KHAN THAITANIUM [Official Music Video]

The Rebel – KHAN THAITANIUM [Official Music Video]

Related Post

ข่าวดีสำหรับสาวกอิเล็กทรอนิกดูโอ้อย่าง HONNE พวกเขากลับมาแสดงสดในประเทศไทยอีกเป็นครั้งที่สามแล้ว

HONNE (อ่านว่า ฮอนเน่) คือชื่อวงดนตรีคู่หูจากลอนดอนที่มี James Hatcher และ Andy Clutterbuck เป็นสมาชิกหลัก เคยทำสถิติบัตรคอนเสิร์ต sold out ในกรุงเทพฯ จนต้องประกาศเพิ่มรอบ (และก็ sold out ตามไปอีก) เราได้มีโอกาสทาบทามพวกเขามาถ่ายแฟชั่นให้กับฉบับพิเศษของเราในครั้งนั้น ซึ่งพวกเขาก็ตอบรับคำชักชวนของเราเป็นอย่างดี

รู้ตัวใช่ไหมว่าคุณเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ ชาวเอเชียมากเลยนะ

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจนะครับ บางครั้งผมก็แอบสงสัยเหมือนกันว่ามีใครรู้หรือเปล่าว่าพวกเรามาจากประเทศไหนกันแน่ เพราะอาร์ตเวิร์กบนปกอัลบั้มของพวกเราก็ไม่ได้มีหน้าพวกเรา เราใช้นางแบบจากประเทศจีน และยังมีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นด้วยครับ

วัฒนธรรมเอเชียมีอิทธิพลต่อการทำเพลงของคุณมากน้อยแค่ไหน

แอนดี้ : ผมไม่แน่ใจเรื่องอิทธิพลด้านดนตรีนะ แต่อิทธิพลทางอารมณ์น่ะชัดเลย เราใช้เอเลเมนต์ต่างๆ ในอัลบั้มเรา อย่างตัวอักษรญี่ปุ่นบนปกอัลบั้มแรก และนางแบบชาวจีนบนปกอัลบั้มที่สอง มันแทรกซึมเข้ามานะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเพราะว่าวัฒนธรรมเอเชียต่างจากสิ่งที่เราคุ้นชินมาก อะไรๆ มันก็เลยน่าสนใจและเป็นแรงบันดาลใจได้ทั้งหมด คิดว่าไง

เจมส์ : ผมว่าในทางกลับกัน ถ้าคนเอเชียมาที่กรุงลอนดอนและเห็นสิ่งที่พวกเราเห็นจนชินตา พวกเขาก็คงได้รับแรงบันดาลใจกลับไปที่บ้านเขาเหมือนกันล่ะครับ

บอกความหมายของ HONNE หน่อยสิ

เจมส์ : มันแปลว่าความรู้สึกที่แท้จริงครับ เป็นภาษาญี่ปุ่น เราต้องการจะสื่อสารว่า มนุษย์เราควรจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และแชร์ความรู้สึกเหล่านั้นกับคนที่เราไว้ใจที่สุด ด้วยความเป็นมนุษย์เราก็คาดหวังให้อีกฝ่ายทำแบบเดียวกับเรา ดังนั้นเราก็อยากจะแสดงความรู้สึกแบบนั้นให้ทุกคนได้รับรู้น่ะครับ

แอนดี้ : ส่วนที่มาก็คือ ตอนที่เราเริ่มฟอร์มวงใหม่ๆ ผมอยู่ที่โตเกียว ส่วนเจมส์อยู่ที่ลอนดอน เราเลยคิดตรงกันว่าเราน่าจะหยิบคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นมาตั้งชื่อวงกันไหม เลยช่วยกันหาไปเรื่อยๆ จนเจอคำนี้ ซึ่งเห็นตรงกันว่าลงตัวครับ

สำหรับอัลบั้ม Love Me / Love Me Not คุณต้องการสื่อสารอะไรเป็นพิเศษไหม

แอนดี้ : เราต้องการส่งพลังงานในแง่บวกออกมาน่ะครับ พวกเราเก่งเรื่องอะไรแบบนี้ เพราะแม้แต่เวลาแต่งเพลงเศร้าเราก็จะยังหาแง่มุมบวกๆ ใส่เข้าไปจนได้ แฟนๆ ของพวกเราชอบอะไรแบบนั้น ผมเลยอยากให้พวกเขารู้สึกดีหลังจากฟังเพลงของพวกเราน่ะ

เจมส์ : ผมอยากให้คนฟังรู้สึกว่าตัวเองสามารถคอนเน็กต์กับเพลงได้น่ะครับ ไม่ว่าจะผ่านพลังงานด้านบวกแบบที่แอนดี้ว่าไป หรือผ่านเนื้อร้องที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากพวกเขาไม่ได้อยู่ตามลำพังนะ อะไรแบบนั้น

พวกเราเซนส์ได้ว่าอัลบั้มนี้ดูสดใส ไม่ดาร์กเท่าอัลบั้มแรก เราเข้าใจถูกไหม

แอนดี้ : สถานการณ์ชีวิตพวกเราเปลี่ยนไปน่ะ ตอนทำอัลบั้มแรกพวกเรายังมีงานประจำทำอยู่ เลยต้องกลับมานั่งเขียนเพลงที่บ้านกันตอนกลางคืน มันเลยมีกลิ่นอายของเวลากลางคืนอยู่ ส่วนอัลบั้มนี้เราอยากส่งพลังงานด้านบวกออกมา เราเลยแต่งเพลงกันตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่

เจมส์ : เดี๋ยวสิ มันมีความแตกต่างระหว่างความดาร์กกับเวลากลางคืนนะ ถึงอัลบั้มแรกจะแต่งตอนกลางคืน แต่ในอัลบั้มนี้มันมีเอเลเมนต์ของความดาร์กในแง่ของเนื้อหาโดยรวมอยู่นะ ไม่ได้เกี่ยวกับเวลากลางคืนหรอก นี่ผมพูดจารู้เรื่องไหมเนี่ย

ยังไงกัน

แอนดี้ : เอาอย่างนี้ พวกเราไม่เคยนั่งคุยกันจริงจังว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรนะ ทุกอย่างไหลออกมาตามธรรมชาติ แต่พอจะรวมเป็นอัลบั้มเราก็มาคิดคอนเซ็ปต์ให้มัน อัลบั้ม Love Me / Love Me Not เลยแบ่งออกเป็นสองพาร์ต หกเพลงว่าด้วยเรื่องราวของ Love Me ส่วนอีกหกเพลงว่าด้วยเรื่อง Love Me Not อธิบายแบบนี้พอจะเข้าใจกว่าไหม

โอเค มาเรื่องของคุณสองคนบ้าง มีหลายคนบอกว่าคุณสองคนดูเข้ากันได้ดี เคมีตรงกันมาก พวกคุณว่าไง

เจมส์ : ผมกับแอนดี้ชอบทำแบบทดสอบจิตวิทยาต่างๆ น่ะ พวกเราเคยทำอะไรบางอย่างที่เรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator ผลออกมาว่าพวกเราไม่เหมือนกันเลย ถ้าจำไม่ผิดนะ ผมเป็นคนเอ็กซ์โทรเวิร์ต ออกสังคมเก่ง ส่วนแอนดี้เป็นอินโทรเวิร์ต เก็บเนื้อเก็บตัว แอนดี้ลงมือทำอะไรง่ายกว่าผม เพราะผมเอาแต่คิดจนไม่ลงมือเสียที อะไรประมาณนั้นนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดคือพวกเราแบ่งบทบาทหน้าที่กันค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการทำงานและการดำเนินชีวิต เราส่งเสริมกันและกันในทุกแง่มุม เวลาคนหนึ่งขาดอะไรไป อีกคนก็จะคอยเสริม เหมือนบาลานซ์กันและกันน่ะครับ อย่างเวลามีเรื่องบางอย่างที่ผมไม่พร้อมรับมือ แอนดี้ก็จะรับฟังและจัดการให้เรียบร้อย พวกเราไม่ค่อยทะเลาะกันนะ เรื่องเคมีก็สำคัญนะ เพราะเวลาคุณตั้งวงดนตรีที่มีแค่คุณสองคน ถ้าพวกคุณเข้ากันไม่ได้ เป็นเพื่อนกันไม่ได้จริงๆ มันก็คงไปไม่รอดหรอกครับ

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ชาวไทยหน่อยสิ

เจมส์ : ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ พวกเราน่าจะได้กลับไปที่เมืองไทยอีกครั้งตอนช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนะครับ ผมสัญญาว่าจะจับมือกับทุกคนที่มาเจอเราเลยครับ

แอนดี้ : ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอดตั้งแต่อัลบั้มแรก พวกคุณเปิดโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับประเทศของคุณ พวกคุณน่ารักมาก พวกเรารักคุณมากจริงๆ ครับ

Related Post

ชาวอีดีเอ็มพร้อมลุย!! KULOV Present WARP Music Festival 2018 วันที่ 2-3 พ.ย. การกลับมาของงาน EDM ริมหาดอันดับ 1 ของไทย

Related Post SIWILAI Tour X The Avalanches เมื่อเทรนด์เปลี่ยน ช… Heineken® Presents Sensation Rise 2018 The Rebel – KHAN THAITANIUM ข่าวดีสำหรับสาวกอิเล็กทรอนิกดูโอ้อย่าง HONNE พวกเข… Staycation#1 ปาร์ตี้ให้สนุกแล้วจะต้องห่วงเรื่องขับ… Alternative Music เปิดประสบการณ์ทางดนตรีแบบไร้ขีดจ… 10 Greatest Bluffs in Pop Culture Volvo Ocean Race: ความท้าทายของการอยู่กลางทะเลนาน …

Related Post

Alternative Music เปิดประสบการณ์ทางดนตรีแบบไร้ขีดจำกัดที่จะทำให้คุณต้องร้อง HUH ?


เพจคนรักดนตรีอย่าง HUH? ร่วมกับ Asahi Super Dry Beer เลี่ยงกฎหมายห้ามโฆษณาแอลกอฮอล์อย่างโจ่งแจ้งไปจัดงานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ทางเลือก Beat and Beyond ที่เลือกศิลปินอย่าง Coucou Chloe และ Chad Valley มาประเดิมโปรเจ็กต์นี้เป็นคู่แรก

ซึ่งโปรเจ็กต์ HUH? นี่ก็ถือเป็นไซด์โปรเจ็กต์ที่แตกหน่อมาจากผู้จัดคอนเสิร์ตนอกกระแสอย่าง Have You Heard? ที่ต้องการนำเสนอประสบการณ์ทางดนตรีใหม่ๆ นอกเหนือจากไลฟ์แบรนด์อย่างงานดีเจและโปรดิวเซอร์ดนตรีต่างๆ ให้เป็นตัวเลือกในบ้านเรา (ซึ่งเราแอบดีใจนะที่บ้านเราจะมีผู้จัดที่แหวกแนว กล้าเสี่ยง และไม่ฟัดกับคนอื่นไปทั่วมาสร้างสีสันให้กับคนรักคอนเสิร์ตอย่างพวกเราบ้าง)

โดยโปรเจ็กต์ Beat and Beyond by Asahi Super Dry สองครั้งแรกจะจัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน ที่ De Commune โดยพบกับ Coucou Chloe และวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ NOMA BKK โดยพบกับ Chad Valley

รอลุ้นว่าการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในรอบนี้จะปังหรือจะแป้กไปด้วยกัน (แต่เราเชียร์ให้ปังนะ เพราะเราแอบรักความกล้าหาญและ boldly do things other can’t do before ของพวกเขา)

รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญที่ https://www.facebook.com/HUHBKK/

Related Post

SIWILAI Tour X The Avalanches เมื่อเทรนด์เปลี่ยน ช็อปจึงต้องขายมากกว่าเสื้อผ้า

Text: Patsaya Ch.

แม้ SIWILAI มีจุดกำเนิดจากการเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบรด์ดังจากทั่วโลก แต่ด้วยพฤติกรรมการช้อปปิ้งที่เปลี่ยนไปของคนยุคนี้ การรอให้คนเข้าเดินเข้าห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อสินค้าในราวแขวนอาจไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นหลายแบรนด์เปลี่ยนทิศทางจากการเป็น selected shop คัดของเท่ๆ คูลๆ เข้ามาวางขายในร้าน ด้วยการสร้างแบรนดิ้งที่ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์เพื่อดึงกลุ่มคนที่มีความชอบเดียวกันจนเกิดเป็น SIWILAI CITY CLUB หรือแหล่งแฮงเอาท์ของคนที่หลงใหลในดนตรี ศิลปะ และแฟชั่น ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 5 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

บริเวณด้านนอกของ SIWILAI CITY CLUB

 

 

หลังจากความสำเร็จของ SIWILAI CITY CLUB จึงต่อยอดเป็น SIWILAI Tour งานดนตรีร่วมสมัยที่แปลกและไม่เหมือนใคร ที่ผ่านมาพวกเขาได้ดึงเอาศิลปินระดับโลกมาแสดงบ่อยครั้ง เช่น A$AP Rocky, Hot Chip & Holy Ghost และ The Cool Kids ซึ่งล้วนเป็นสายแข็งทางดนตรีร่วมสมัย มาปีนี้ SIWILAI Tour ขอพรีเซ็นต์ DJ Set ของ Robbie Chater และ Tony Di Blasi ศิลปินและโปรดิวเซอร์ชื่อดังหรือที่รู้จักกันในนาม The Avalanches ซึ่งดังสุดๆ จากเพลง Since I Left You ในปี 2000 ล่าสุดในปีที่ผ่านมา พวกเขายังขึ้นเล่นในเทศกาลดนตรีระดับโลกอีกถึงสามรายการ อาทิ Coachella, Glastonbury และ St. Jerome’s Lane Way Festival

 

ดูโอ Robbie Chater และ Tony Di Blasi หรือ The Avalanches

 

Wildflower งานเพลงชิ้นที่ 2 ซึ่งออกมาในปี 2016

 

และเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศเอาท์ดอร์ของ SIWILAI CITY CLUB ที่ตั้งอยู่บนชั้น 5 ธีมของงานนี้จึงยกความสนุกของ ‘ฟูลมูนปาร์ตี้’ มาไว้บนหาดทรายลอยฟ้า ที่ต่างจากการเล่นในคลับหรือสถานที่จัดคอนเสิร์ตอื่นๆภายในงานเราจะเห็นคนที่ตั้งใจมาฟังดนตรีจริงๆ เพราะความชอบส่วนตัว และกลุ่มคนที่มาเพราะเชื่อในเทสต์ของ SIWILAI ว่าพวกเขาเองก็น่าจะชอบฟังเพลงแนวนี้ได้เหมือนกัน และแม้แต่ละคนจะมาด้วยแรงกระตุ้นที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ SIWILAI สามารถหลอมทุกคนในงานให้สนุกกับปาร์ตี้ได้อย่างไร้พรมแดน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะปลื้มวงหรือเป็นแฟนขาประจำของ SIWILAI ลองไปพิสูจน์ด้วยกันในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2018 ใครสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.ticketmelon.com/siwilai/theavalanches

Related Post

7 คนดังที่คลั่งไคล้สาวๆ BNK48 อย่างออกนอกหน้า

กลายเป็นเพลงที่ฮิตติดปากที่ร้องตามกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง สำหรับ ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ เพลงป็อปจังหวะสดใสจากวงเกิร์ลกรุ๊ป BNK48  ที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ แต่เชื่อเถอะว่าคุณเดาไม่ออกหรอกว่าหนุ่มๆ คนไหนบ้างที่เป็นแฟนคลับของน้องๆ วงนี้!

บอย – ตรัย ภูมิรัตน

นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดังแห่งค่าย Spicydisc ก็เป็นหนึ่งใน ‘โอตะ’ เช่นกัน โดยบอยได้มีโอกาสร่วมงานกับสาวๆ BNK48 ในการเขียนเนื้อร้องเพลงซิงเกิ้ลรองอย่าง Skirt, Hirari หรือ พลิ้ว เพลงจังหวะหึกเหิมของเด็กสาวที่อยากจะแสดงความรู้สึกออกไปให้คนที่ชอบได้รู้ตัว

เมฆ – จิรกิตต์ ถาวรวงศ์

นักแสดงหนุ่มจาก GMM TV ที่กำลังจะมีผลงานซีรีส์เรื่องใหม่ให้ได้ชมในปี 2018 คนนี้ก็ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบ ‘Queen แก้ว’ หรือ ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ  หนึ่งในสมาชิกวงเป็นพิเศษ แถมยังแวะเวียนไปให้ได้เห็นหน้าค่าตาที่งานจับมือเป็นประจำ

 

รูปจากโปรไฟล์ในเฟสบุ๊คของเจ้าตัว

 

เอม – นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

นักข่าวหนุ่มที่ล่าสุดมีโอกาสได้ไปเป็นพิธีกรในการสัมภาษณ์สามสาว เฌอปราง อร และ ปัญ สมาชิกวงที่ไปร่วมรายการปริศนาฟ้าแลบด้วยข้อมูลวงที่แน่นปึ้กจนได้รับการชื่นชมจากแฟนๆว่า ‘ทำการบ้านมาดี’ แต่แท้จริงแล้ว หนุ่มเอมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบ BNK48 อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

โย่ง อาร์มแชร์ 

แม้แต่โย่ง อาร์มแชร์ ก็เป็นหนึ่งในหนุ่มๆ ที่ตกหลุมรักในสเน่ห์ของสาวๆ BNK48 แถมยังเคยได้ไปร่วมไลฟ์ผ่าน Digital Live Studio ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์มาแล้วด้วย แต่ก็ออกตัวไว้ก่อนนะว่างานนี้หนุ่มโย่งเขาขออนุญาตสาวก้อย ภรรยาสุดที่รักมาแล้ว แถมยังชวนก้อยมาเป็นโอตะด้วยกันอีกด้วย

 

จ๋อง – พงษ์นรินทร์ อุลิศ

เจ้าของคลื่นวิทยุสุดแนว Catradio ที่สืบต่อมาจาก FATRadio คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่หลงรักสเน่ห์ของน้องๆ BNK48 และเรียกเสียงฮือฮาเมื่อมีการเพิ่มวง BNK48 อยู่ในรายชื่อศิลปินที่ร่วมแสดงในงาน Cat Expo ที่ดูเหมือนจะเป็นงานสำหรับวงการเพลงอินดี้ชัดๆ! และสมาชิกคนโปรดของจ๋องก็คือ ‘แคปเฌอ’ หรือ เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันของวง

 

วง Mild

เมื่อไม่นานมานี้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เหล่าโอตะได้ขำขันกัน เมื่อวง Mild ได้อัพไอจีสตอรี่ผ่านแอคเคาท์วง เนื้อความว่า “วงมี 6คน” แต่กลับมีจำนวน following อยู่ 11 แอคเคาท์ โดย 5 แอคเคาท์ที่เพิ่มมาจากสมาชิกวง Mild ก็เป็นสาวๆ BNK48 จนต้องเอามาสืบหากันเลยทีเดียวว่าสมาชิกวงคนไหนนะ ที่ลั่นใช้แอคเคาท์วงกดติดตามน้องๆ

 

สแตมป์ – อภิวัชร เอื้อถาวรสุข 

สแตมป์เคยเป็นหนึ่งใน commentator ที่เคยไปให้คำแนะนำด้านการโชว์และการร้องของวงสมัยที่น้องๆ BNK48 อยู่ในช่วงฝึกซ้อมมาแล้ว (ซึ่งออกอากาศผ่านรายการ BNK Senpai ที่มีให้ชมย้อนหลังทางยูทูป)  นอกจากสแตมป์จะทั้งเต้นและร้องเพลงฮิต คุกกี้เสี่ยงทายในงานโชว์ของตัวเองอยู่เป็นประจำ หนุ่มสแตมป์ยังเคยร่วมกับนักแต่งเพลงคนอื่นๆเ ขียนเพลงแปลงของ คุกกี้เสี่ยงทายออกมาด้วย!

Related Post

5 สิ่งที่คุณ (อาจจะยัง) ไม่รู้เกี่ยวกับ Liam Gallagher

เราไม่แน่ใจว่าเลียมเลิกปากหมาแล้วหรือยัง หรือยังคงแซะทุกคนไปเรื่อย แต่ที่แน่ๆ ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับหมอนี่ ยกตัวอย่างเช่น โตจนป่านนี้แล้วยังว่ายน้ำไม่เป็น!

  1. เขาเป็นแฟนตัวยงของ The Beatles

นอกเหนือจากการพ่นไปทั่วแล้วว่าเพลงของ Oasis ได้รับอิทธิพลอย่างหนักมาจากสี่เต่าทองนี้ มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เลียมคุยโอ่ไปทั่วว่าตัวเองเป็น John Lennon กลับชาติมาเกิด และยืนยันให้เพื่อนร่วมวงเรียกเขาว่าจอห์น (จอห์นถูกลอบสังหารในค.ศ. 1980 ส่วนเลียมเกิดในค.ศ. 1972 อืม… คุณคิดว่าไงกัน?)

  1. แถมยังมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง

แบรนด์ Pretty Green เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อค.ศ. 2006 เลียมบอกว่าสไตล์เสื้อผ้าของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงของวง The Jam บวกกับสไตล์ความชอบของตัวเขาเอง

 

  1. หนังโปรดก็มีกับเขาเหมือนกัน

อังกฤษจ๋าขนาดนี้ หนังโปรดย่อมหนีไม่พ้น Quadrophenia ภาพยนตร์อินดี้สัญชาติอังกฤษที่กำกับโดย Franc Roddam ที่บอกเล่าเรื่องราวของร็อกเกอร์และความวุ่นวายในช่วงยุคเซเว่นตี้ส์ ซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากอัลบั้มชื่อเดียวกันของ The Who

 

  1. เขาว่ายน้ำไม่เป็น

เอาจริงๆ คือทั้งเขาและโนล (พี่ชายคู่กัด) ว่ายน้ำไม่เป็นทั้งคู่ เลียมเปิดเผยความลับนี้ตอนที่ไปปรากฏตัวในรายการเรียลลิตี้โชว์ Gogglebox ของประเทศอังกฤษ

 

 

  1. เลียมมาเมืองไทยแล้วสามครั้ง

รวมครั้งนี้ซึ่งเขาจะมาเปิดคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวหลังจากที่วงแตกและเลิกใช้ชื่อใต้ชายคา Oasis โดยคอนเสิร์ตจะจัดขึ้นในวันที่ 12 มกราคมนี้ ที่ BITEC Bangna ฮอลล์ 106

ใครยังไม่มีตั๋ว ซื้อได้ที่: https://www.ticketmelon.com/event/liamgallagher

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: TicketMelon.com

Related Post

N.E.R.D กลับมาแล้วพร้อมหัวหอกอย่างฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์  

Text: Patsaya Ch.

บอกตามตรงว่าเราเป็นแฟนตัวยงของ N.E.R.D มากกว่างานเดี่ยวของฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์เองเสียอีก ทันทีที่เขาโพสหน้าปกอัลบั้มชุดใหม่ลงไอจีและทวิตเตอร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางเราก็ได้แต่ตั้งตารอคอยที่จะฟังซาวด์ดนตรีอันคุ้นเคย หลังห่างหายไปนานกว่า 7 ปี นับตั้งแต่อัลบั้มที่ออกมาตั้งแต่ปี 2007 อย่าง “Nothing”

No_One Ever Really Dies เป็นอัลบั้มชุดที่ 5 ของวงดนตรีสามนาย อันประกอบไปด้วย ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์, ชัด ฮูโก้ และเชย์ ฮาเลย์ ทั้งสามเป็นอดีตคนทำงานเบื้องหลังที่หันมาทำเพลงของตัวเองจนโด่งดังเป็นพลุแตก ด้วยการผสมผสานแนวดนตรีที่พวกเขาชอบๆ อย่างแร็ป ร็อค ฟังก์ อาร์แอนด์บี เพลงของเนิร์ดจึงจะว่าฮิปฮอปก็ไม่ใช่ ร็อกก็ไม่เชิง เอาเป็นว่ามันคือซาวด์แบบเนิร์ดๆ ที่แปร่งหูแต่ฟังแล้วมัน (ส์) ดี


             N.E.R.D. แท้จริงแล้วได้มาจากชื่อของอัลบั้มชุดนี้ No_One Ever Really Dies    

 

แน่นอนว่าเมื่อหายไปสั่งสมประสบการณ์ บารมี และความเก๋า (โดยเฉพาะฟาร์เร็ลล์ที่พอโก mainstream ก็กลายเป็นขวัญใจสายสตรีทขึ้นมาทันทีเพราะมือขึ้นทั้งงานเพลงและแฟชั่น) เมื่อกลับมาหนทีจึงขนเอาเพื่อนศิลปินมาร่วมงานเพียบ แต่ละคนก็ไม่ใช่ระดับที่สามารถเรียกมาร่วมงานได้ง่ายๆ เริ่มตั้งแต่ Rihanna ที่มาพร้อมซิงเกิ้ลแรกในเพลง ‘Lemon’ นักร้องผิวหมึก Kendrick Lamar สาวแสบ M.I.A. ต่อด้วย Gucci Mane, Andr3000, Wale และ Ed Sheeran ที่น่าจะไปจีบมาตั้งแต่สมัยที่เคยทำเพลงให้

ถามว่าทำไมถึงตั้งชื่ออัลบั้มว่า No_One Ever Really Dies ? ถามได้ ก็นี่แหละคือชื่อเต็มของวง N.E.R.D หาอัลบั้มเต็มของพวกเขามาฟังได้แล้วที่ Spotify และ Apple Music ลองดูว่าจะชอบเหมือนเพลงเก่าๆ ของพวกเขาไหม

Related Post

10 โชว์ที่น่าประทับใจที่สุดจาก Billboard Music Awards

1 ต้องยิ่งใหญ่และเป็นที่น่าจดจำเสมอสำหรับโชว์ของตะละแม่ Britney Spears เพลง ‘Slave 4 U’ ในปี 2001 สำหรับการแสดงกลางแจ้งใน ‘โป๊ะ’ กลางน้ำที่ฉากหลังเป็นน้ำพุ Bellagio กลางเมืองลาสเวกัส ในจังหวะการแสดงน้ำพุแบบเข้าจังหวะในสมัยที่แม่ยังท็อปฟอร์มอยู่

2 หนึ่งเดียวของโลกและตำนานในใจทุกคนกับโชว์ในเพลง ‘I Have Nothing’ ของ Whitney Houston ในปี 1993 ที่เรียกได้ว่าสะกดทุกลมหายใจกันตั้งแต่โน้ตแรกที่เธอเปล่งออกมา ที่ไม่ต้องรอให้ร้องจบเพลงทุกคนก็พร้อมใจยืนขึ้นปรบมือให้กับเธอ

3 ไม่มีใครทำได้อย่างเธอคนนี้อีกแล้วกับการโชว์ในเพลง ‘Run the World (Girls)’ ของ Beyonce เมื่อปี 2011 เพราะทันทีที่จบโชว์ครั้งนั้น โชว์นี้ก็ขึ้นแท่นหนึ่งในการแสดงสดที่ดีที่สุดตลอดกาลทันที ด้วยการเล่นกับเทคนิค Holographic ที่ฉากหลังพร้อมกับกองทัพแดนเซอร์กว่า 100 ชีวิต

4 หลังจาก 5 ปีของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของตำนานอย่าง Micheal Jackson เขาก็ได้กลับมาขึ้นโชว์อีกครั้งในปี 2014 ในเพลง ’Slave to the Rhythm’ ในรูปแบบของภาพแอนิเมชั่นด้วยเทคนิคแบบ Holographic เสมือนจริง ที่ทำให้หลายคนคิดถึงเขาและเสียน้ำตาไปกับโชว์นี้ได้ทีเดียว

5 เอาใจสาวกสาวลูกทุ่งมากความสามารถอย่าง Taylor Swift กันสักนิดนึงกับโชว์เปิดในเพลง ’22’ เมื่อปี 2013 ที่เธอขนเอาความใส่ซื่อ น่ารักแบบบ้านๆ ในแบบเธอขึ้นโชว์เรียกคะแนนได้มากทีเดียวกับความ ’เป๊ะ’ ของทีมโคโนกราฟของทีมงาน ที่เรียกได้ว่าต้องซ้อมกันหลายรอบเลยทีเดียว

6 ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้ชายคนนี้ Bruno Mars ที่ในปี 2013 เขาได้ไปขึ้นโชว์ในเพลง ‘Treasure’ ในบรรยากาศของคลับดิสโก้ในยุค ’70s ในชุดสูทสีแดงพร้อมกับทีมแบ็กอัพแบบฟูลคอร์ส ก่อนที่เขาจะขึ้นรับรางวัลศิลปินแห่งปี สร้างความประทับให้กับหลายคนแบบไม่รู้ลืม

7 ห้ามลืมว่าในปี 2015 นั้นเป็นปีท็อปฟอร์มของนักร้องอินดี้จากไอร์แลนด์อย่าง Hozier ที่ส่ง Take Me to Church เข้ามาฮิตติดทุกชาร์ตทั่วโลก และขอบอกว่าโชว์ของเขาในงาน BBMA 2015 นี้ทำให้ยัยเทเลอร์ลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นแบบเก็บอาการไม่อยู่เลยทีเดียว

8 ในปี 2012 วงร็อคนูเมทัลอย่าง Linkin Park ขึ้นแสดงเพลง Burn It Down ในงานนี้ด้วยภาพลักษณ์สุดร็อค … ราวกับเป็นการทิ้งท้ายภาพนี้ครั้งสุดท้าย เพราะอัลบั้มหลังๆ นี่เรานึกว่าวงเปลี่ยนชื่อเป็นลิงกิ้งป๊อปไปแล้วเสียอีก

9 อีกหนึ่งโชว์เอาใจสายแดนซ์ Moves Like Jagger จาก Maroon 5 VS Christina Aguilera ที่ควรจะสนุกสุดๆ (แบบที่อดัมขึ้นโชว์ในแฟชั่นโชว์ของ Victoria’s Secret ไงล่ะ) แต่ก็ออกมา … โอเคนะ … โอเคแหละ … เนอะ

10 ปิดท้ายอันดับสุดท้ายด้วยโชว์ที่เราประทับใจสุดๆ (เสียงสูง) จากงานปีล่าสุด ได้แก่เพลง Believer จาก Imagine Dragons วงมังกรมโนทำเราตื่นเต้นกับโชว์สุดร็อคที่ผ่านๆ มา (จากเพลง Demons และ Radiocative) แต่พอมาปีนี้ … นี่ก็แอบสงสัยว่า พี่ๆ อาจจะมาสายป๊อปเต็มตัวแล้วล่ะมั้ง

Related Post