Stay with STAYC!: พูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับวงเกิร์ลกรุ๊ปที่กำลังมาแรงในตอนนี้

อ่านเสียงความคิดสุดเอ็กซ์คลูซีฟของหกสาววง STAYC กับการคัมแบ็กใหม่พร้อมอัลบั้ม STAYDOM ในช่วงเวลาที่ไม่ง่ายเช่นนี้

Interview by: Pacharee Klinchoo

Production by: MAXPERIENCE (MPE)

รู้สึกอย่างไรกับการที่เพลงเดบิวต์ของพวกคุณได้ยอด 15 ล้านวิวในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้

ซูมิน (Sumin): ฉันคิดว่าฉันรู้สึกขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจกับวงเรามากขนาดนี้นะคะ และฉันอยากจะพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่านี้ เพื่อที่จะได้ออกเพลงใหม่ๆ และไลฟ์ใหม่ๆ ที่ดีกว่านี้ให้ได้ค่ะ

เมมเบอร์แต่ละคนนิยามตัวเองด้วยคำสามคำหน่อยสิ

ซูมิน (Sumin): อดทน อดทน อดทนค่ะ

ซีอึน (Sieun): นุ่มนวล ช่างไตร่ตรอง ซื่อสัตย์ค่ะ

ไอซา (ISA): อ่อนหวาน สงบนิ่ง ใจดีค่ะ

เซอึน (Seeun): มีเสน่ห์ มีเสน่ห์ มีเสน่ห์ค่ะ

ยุน (Yoon): มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ทำให้คนรอบข้างมีความสุข ไม่ค่อยจะเต็มบาทค่ะ

เจ (J): พิเศษ เรียบง่าย ผมบ็อบค่ะ

มีไอดอลคนไหนที่พวกคุณชอบเป็นพิเศษไหม

ซีอึน (Sieun): รุ่นพี่ไอยูเลยค่ะ ฉันเป็นแฟนของเธอมานานมาก และเธอเป็นเหมือนรูปเคารพของฉันเลยค่ะ ฉันเคารพเธอมาก และอยากจะเรียนรู้จากเธอว่าเธอดูแลคนรอบข้างตัวเธอได้ดีขนาดนั้นได้อย่างไร เวลาเธอเข้าหาแฟนคลับของเธอต่อหน้าคนอื่นก็ดูจริงใจมากๆ แถมเธอยังพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลาอีกด้วยค่ะ วง STAYC เองก็อยากจะส่งอิทธิพลดีๆ ให้กับสังคมนี้ผ่านเพลงของวงเราเองด้วยนะคะ

เซอึน (Seeun): ส่วนตัวฉัน รุ่นพี่แทยอนจากวง Girls’ Generation เป็นไอดอลค่ะ ฉันคิดว่ารุ่นพี่แทยอนมีอิทธิพลมากๆ ในตอนนี้ และฉันยังคิดว่าฉันอยากจะเป็นนักร้องที่ทรงอิทธิพลต่อคนรอบข้างได้แบบเธอค่ะ

พวกคุณคาดหวังอะไรจากตัวคุณเองในวงการบันเทิงนี้

ซีอึน (Sieun): ฉันหวังว่าจะเป็นเมมเบอร์วง STAYC ที่สามารถนำเสนอดนตรีที่แท้จริงออกสู่สายตาทุกคนได้ นอกจากนั้น ฉันหวังอยากให้ STAYC สร้างผลงานของตัวเองได้อย่างโดดเด่น สีสันในตัวของพวกเราจะได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเราหวังที่จะเป็น STAYC ผู้ส่งอิทธิพลด้านบวกไปสู่เด็กรุ่นใหม่ๆ ค่ะ

ในความเห็นของคุณอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนเข้าหาพวกคุณ

เซอึน (Seeun): ฉันคิดว่าเสน่ห์ของวง STAYC ก็คือเสียงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของเมมเบอร์แต่ละคนค่ะ

ถ้าคุณย้อนเวลากลับไปได้คุณจะให้กำลังใจตัวเองในฐานะเด็กฝึกก่อนเดบิวต์ว่าอย่างไรบ้าง

ไอซา (ISA): ฉันอยากจะให้กำลังใจตัวเองให้มีความมั่นใจมากกว่านี้ และเชื่อมั่นในตัวเองให้มากๆ เลยค่ะ

มองอนาคตตัวเองในอีก 10 ปีไว้อย่างไรบ้าง

ยุน (Yoon): ในอีกสิบปี พวกเราจะพัฒนาความเป็นทีมเวิร์คของพวกเรา รวมถึงความสามารถ และไลฟ์บนเวทีด้วยค่ะ อีกสิบปีต่อมา ฉันแอบหวังว่าพวกเราจะได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ ของเราผ่านคอนเสิร์ต และอยากจะสนิทกับเมมเบอร์คนอื่นให้มากกว่านี้ด้วยค่ะ

เจ (J): พวกเราจะพัฒนาตัวเองให้ได้กว่านี้มากๆ และเราจะยังคงร่วมงานกันอยู่ในฐานะ STAYC ค่ะ (หัวเราะ)

บอกอะไรแฟนๆที่รอเจอคุณอยู่หน่อยสิ

STAYC: สวิท (SWITH) ทุกคนคะ STAYC คัมแบ็กพร้อมกับอัลบั้ม STAYDOM แล้วนะคะ พวกเราจะแสดงเสน่ห์อันล้นเหลือใหม่ๆ ของพวกเราผ่านกิจกรรมโปรโมทในครั้งนี้ ดังนั้น พวกเราขอให้พวกคุณรักและสนใจเรามากๆ นะคะ อยากให้ทุกคนที่ได้ฟังเพลงของพวกเรามีวันดีๆ ทันทีที่ฟังจบค่ะ ทุกคนกรุณารักษาตัวนะคะ พวกเรารักทุกคนมากค่ะ ขอบคุณนะคะ

POTATO จับมือต่อ – ธนภพ ส่งเอ็มวี ‘หมดความหมาย’ เพื่อให้คนพ่ายแพ้กับความรักโดยเฉพาะ

นอกเหนือไปจากห้าสมาชิกหนุ่มจากวง POTATO แล้ว ซิงเกิ้ลที่สอง ‘หมดความหมาย’ จาก ‘FRIENDS’ อัลบั้มชุดที่ 8 ของวงก็ได้สองนักแสดงหนุ่มขวัญใจแม่ยกอย่างต่อ – ธนภพ ลีรัตนขจร และเกรท – สพล อัศวมั่นคง มาร่วมแสดงเอ็มวีดราม่าเข้มข้นไม่แพ้ตัวเพลงเลยครับ

สาส์นจากปั๊บ: “หมดความหมาย มาจากการที่เราพยายามทำอะไรดีที่สุด แต่ต่อให้เราทำดีที่สุดแล้ว ถ้าเขาไม่ต้องการ เราก็เป็นคนแพ้ที่ไม่เคยชนะ  แพ้แต่ไม่ได้ยอมแพ้ คือคนที่ยอมรับความจริงว่าความรักในรูปแบบของแฟน  มันไม่ได้เกิดจากคนๆ เดียว  ถ้าวันนึงเราหมดคุณค่ากับใครสักคนเท่ากับเราก็หมดความหมาย   เรายอมรับมันแต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่เจ็บปวด ส่วนมิวสิกวิดีโอได้น้อง ต่อ – ธนภพ มาเล่นให้ ผมชื่นชมผลงานการแสดงของเขามานานแล้ว รู้สึกว่าเขารักการแสดงจริงๆ ไลฟ์สไตล์การทำงานเขาเหมือนกับโปเตโต้ที่จริงใจ และเหมือนกับว่า เพลงนี้เลือกเขาด้วยส่วนหนึ่ง คือ เราจะให้เขาฟังเพลงก่อนว่า เขาโอเคไหม คิดว่าเขาสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีโดยไม่ต้องพูด เราอยากเห็น ต่อ ในมุมนี้ อยากร่วมงานด้วยมานานแล้วครับ”

สาส์นจากต่อ: “นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับพี่ๆ โปเตโต้ ผมไม่เล่นเอ็มวีมานานมากแล้วครับ พี่เขาก็จะส่งเพลงมาให้ฟังก่อน ผมฟังเพลงชอบเลย รู้สึกว่าฟังแล้ว เราก็พร้อมที่จะถ่ายทอดมัน เป็นเอ็มวี.ที่ดราม่ามาก เป็นครั้งที่ผมรู้สึกว่าเราได้กลับมาเล่นเอ็มวี.ก็ไม่น่ายาก แต่มันกลายเป็นคิดผิดหมดเลย โห่ว… ไม่ใช่ไม่ยากเลย นี่มันยากนะเนี่ย แต่ผมรู้สึกประทับใจ คือเอ็มวี.มันออกมาสวย ผมชอบมู้ดของเอ็มวี. ครับ และเป็นการได้ร่วมงานกับ พี่หนุ่ย-ศุทธสิทธิ์ เดชอินทรนารักษ์  ผกก.เอ็มวี.คนแรกในรอบ 10 ปีของผมด้วย ก็อยากจะฝากทุกคนติดตามเพลงนี้ด้วยครับ”

ติดตามเพลง ‘หมดความหมาย’ ได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

อยู่บ้านกันนานๆ มาร่วม ‘เบื่อ’ ไปกับซิงเกิ้ลใหม่ของ ‘ฟองเบียร์’ นักร้องสาวเสียงใสดีกรีแอร์โฮสเตสกันดีกว่า

Jidy Entertainment เปิดตัว ‘ฟองเบียร์ – ชนากานต์ ขุนวัง’ นักร้องสาวเสียงใสดีกรีอแอร์โฮสเตสในบทบาทศิลปินกับซิงเกิ้ล ‘เบื่อ (Bored)’ เพื่อเอาใจคนที่ต้องหยุดอยู่บ้านแบบเบื่อๆ

ซึ่งเพลงนี้ได้ ‘จั้ม Colorpitch’ (เจ้าของเพลง ‘หมอก’ และ ‘ขัดใจ’) มาช่วยเรียบเรียงให้ เธอได้เล่าถึงการทำงานเพลงครั้งแรกในชีวิตไว้ว่า “สำหรับเพลง ‘เบื่อ’ เป็นเพลงที่พี่จั้มเขียนไว้เมื่อนานมากแล้ว พี่จั้มเลยไปลองเอามาฟังดูใหม่แล้วรู้สึกว่าเพลงค่อนข้างจะติดหู เลยคิดว่าน่าจะเหมาะกับเรา พี่จั้มเลยเอามาให้ฟัง เราฟังแล้วก็ชอบมาก เพราะเพลงค่อนข้างเศร้า แล้วเราเป็นคนที่ชอบฟัง ชอบร้องเพลงเศร้าอยู่แล้วด้วย เลยได้เพลงนี้มาเป็นซิงเกิลแรกค่ะ แต่เพลงนี้โจทย์แอบยากตรงที่ต้องสื่อความหมายเพลงออกมายังไง ให้ได้อารมณ์เบื่อมากที่สุด ก็ได้พี่จั้มช่วยแนะนำให้ไปฟังเพลง R&B เยอะๆ พยายามเก็บเสียง รักษาเสียง วอร์มเสียงก่อนเข้าห้องอัดมาตลอด พอถึงวันที่เข้าห้องอัดก็รู้สึก Relax ไม่ได้เครียดมาก เพราะพี่ๆทีมงานมีการพูดคุยเรื่องวิธีการร้อง การถ่ายทอดอารมณ์เพลงกันตั้งแต่แรกๆ ทำให้การทำงานค่อนข้างโฟลว์ เลยใช้เวลาอัดร้องไม่นานเท่าไหร่ค่ะ อยากฝากซิงเกิลแรกเพลง ‘เบื่อ(Bored)’ ของเบียร์ด้วยนะคะ เพลงนี้เป็นเพลงแรกในชีวิตก็ตั้งใจทำมาให้ดีที่สุด หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ” 

รับฟังเพลง ‘เบื่อ (Bored)’ ได้ทุกช่องทางสตรีมมิ่งออนไลน์

จาก Post Traumatic สู่ Happy Ending กับหนึ่งคำถามถึงไมค์ ชิโนดะ

ในบางครั้ง เราเคยสงสัยว่า อะไรกันแน่นะที่ทำให้แฟนคลับของวงดนตรีใดวงดนตรีหนึ่งอยู่กับศิลปินที่พวกเขารักมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีทางเลือกมากมายเกิดขึ้น เราเคยคิดว่ามันเป็นเพราะผลงานที่ถูกจริต แต่ถ้าเกิดว่าศิลปินคนเดิมที่เปลี่ยนแนวเพลงไปเรื่อยๆ หากยังสามารถรักษาฐานแฟนคลับไว้ได้ล่ะ คำตอบคืออะไรกันแน่

และหลังจากที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลนด์ได้รับโอกาสสัมภาษณ์ Mike Shinoda แห่งวง Linkin Park ผ่านโปรแกรมซูมร่วมกับสื่อหลากหลายชีวิตจากทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องในโอกาสที่เขาเพิ่งออกซิงเกิ้ลใหม่ Happy Ending ในฐานะศิลปินเดี่ยวโดยไม่เกี่ยวข้องกับวงหลักใดๆ ของเขา เราก็พอจะเข้าใจแล้วว่า นอกเหนือไปจากความตั้งใจทำงาน และพลังใจของเขาที่ส่งมาถึงแฟนคลับในช่วงเวลาที่ยากลำบากของทั้งวงและแฟนเพลงแล้ว ตัวตน และความจริงใจที่นักข่าวโนเนมอย่างพวกเราสัมผัสได้ยามที่เขาตั้งใจตอบทุกคำถามอย่างเอาใจใส่ก็คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เขาเป็นที่รักมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสองทศวรรษแล้ว

แม้ว่าเราจะมีโอกาสถามเขาเพียงแค่หนึ่งคำถามสั้นๆ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ใจเรา โดยตอบคำถามที่เรายังไม่มีโอกาสได้ถามเพิ่ม ในเรื่องบทบาทในอนาคตของเขาในฐานะโปรดิวเซอร์ ว่าจะเป็นอย่างไร เรารู้ว่านี่คือเรื่องบังเอิญ แต่เราก็อดอมยิ้มในความบังเอิญอันเกิดมาจากความใส่ใจในการตอบคำถามนักข่าวที่เขาไม่รู้จักนี้ไม่ได้ และนี่คือคำถามและคำตอบเพียงหนึ่งเดียวที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้มีโอกาสถามไมค์​ ชิโนดะในครั้งนี้

ยินดีด้วยสำหรับซิงเกิ้ลใหม่ที่เพิ่งออกมา ฉันเชื่อว่าแฟนๆ รู้สึกโล่งออกมาเลยที่คุณออกซิงเกิ้ลนี้ รู้สึกอย่างไรคะ ตั้งแต่อัลบั้ม Post Traumatic มาจนถึงซิงเกิ้ล Happy Ending ในวันนี้

ผมรู้สึกว่า Post Traumatic มันดูนานมาแล้วมากๆ เลยนะ พอจะเข้าใจที่ผมพูดใช่ไหม เหมือนนานมากแล้วจริงๆ อย่างที่ผมพูดไปนั่นแหละว่า ปีที่แล้วผมลงมือทำอะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด ได้สร้างสรรค์นั่นนี่ และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ สิ่งที่ผมทำอาจจะไม่ใช่ซิงเกิ้ลใหญ่ๆ หรืออะไรที่สำคัญขนาดนั้น มันไม่มีแรงกดดันใดๆ เลย ผมก็แค่ลงมือทำ และสนุกไปกับมัน เท่านั้นเองครับ 

เอาอย่างนี้… ขอยกตัวอย่างนะครับ แอคเคานท์ของผมใน Twitch จะมีโปรแกรมที่เรียกว่า ‘ถ้วยแห่งโชคชะตา’ นี่เลย ใบนี้เลย (เอื้อมมือไปหยิบออกมาชูใส่กล้อง) แฟนๆ ที่ชมช่องบ่อยๆ จะมีแต้ม และพวกเขาสามารถรีดีมแต้มได้โดยการใส่สไตล์ของเพลงที่ตัวเองชอบลงในถ้วยใบนี้ และผมก็มีหน้าที่ที่จะหยิบสไตล์เหล่านั้นขึ้นมาแมชอัพ ยำรวมกัน ผมยำสไตล์ของเพลงสารพัดแบบ ตั้งแต่ฮิปฮอป หนังสยองขวัญ แอนิเมะ โพลก้า และก็พวกเพลงพื้นบ้านของชาวฮังกาเรียน มีสไตล์บ้าๆ บอๆ เยอะแยะไปหมด อย่างเมื่อวันก่อนก็เป็นเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่นกับวงอย่าง The Stroke กับ The Doors อะไรแบบนี้ล่ะครับ มันบ้าบอมาก แต่ก็สนุกมากด้วย นี่เป็นเรื่องที่ผมทำมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ครับ

ผมว่าแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ผมมีพื้นที่ให้ไอเดียใหม่ๆ โอ้… ผมลืมไป ผมควรจะเล่าเรื่องโปรแกรมที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้เลย มันชื่อว่า #shinodaproduceme โดยผมจะเปิดโอกาสให้ศิลปิน และแฟนเพลงที่เขียนเพลงของตัวเองให้ใส่ #shinodaproduceme ไว้ในแทร็กเพลงเหล่านั้น ทั้งแพลตฟอร์ม Tiktok, Instagram และ Twitter ผมก็จะไปเช็คแฮตช์แท็กนั้นตลอดเวลา ถ้าเกิดว่าผมหรือแฟนๆ จากแพลตฟอร์ม Twitch เห็นเพลงที่ผมอยากทำ ผมก็จะติดต่อเจ้าของเพลงไป เอาเพลงนั้นมาโพรดิวซ์สดตอนผมไลฟ์ และหลังจากที่ผมโพรดิวซ์เสร็จ ผมก็จะจัดการมิกซ์เสียง และอัดมาสเตอร์ให้เรียบร้อย ก่อนจะส่งกลับไปให้พวกเขาเอาไปปล่อยในช่องทางของตัวเอง บางคนมีฐานแฟนคลับอยู่หลักหมื่นอยู่แล้ว และพวกเขาก็จะมีเพลงที่ผมโปรดิวซ์ให้ออกไป นั่นล่ะครับ

เห็นไหมล่ะว่า เขาตอบราวกับรู้ใจเรา แม้ว่า #shinodaproduceme จะไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แฟนพันธ์แท้ของเขารู้กันหมดแล้วล่ะว่าเขามีโปรเจ็กต์นี้อยู่ แต่การได้ยินจากปากเขาเองว่าเขามีความสุข และสนุกเพียงไรในฐานะโปรดิวเซอร์และศิลปินเดี่ยวในระหว่างที่วงหลักของเขายังมองไม่เห็นอนาคตแบบนี้ เราก็รู้เลยว่าเพลง Happy Ending นี้อาจจะถูกส่งออกมาเพื่อปลอบประโลมแฟนๆ ว่า เขามีความสุขแล้วจริงๆ 

สตรีมเพลง Happy Ending ของไมค์ ชิโนดะได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

ชวนไอดอลวง WEi คุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลนด์

Arranged by: MAXPERIENCE (@maxperience.asia)

Interview by: Pacharee Klinchoo

บอกแฟนๆ หน่อยว่าพวกคุณตื่นเต้นกับการออกมินิอัลบั้มที่สองขนาดไหน ทำงานหนักกันมากไหม และรู้สึกอย่างไรที่ได้ปล่อยอัลบั้มที่สองในสถานการณ์แบบนี้

จังแดฮยอน: เรื่องแรกเลยคือ ด้วยความที่มันเป็นมินิอัลบั้มที่สองแล้ว ผมว่าพวกเราทำงานหนักขึ้นนะครับ และภาพลักษณ์กับคอนเซ็ปต์ก็แตกต่างจากอัลบั้มแรกเป็นอย่างมาก ดังนั้น ผมจึงตั้งหน้าตั้งตารอที่จะทำกิจกรรมที่น่าสนใจร่วมกับเหล่ารูไอ (RUi) แฟนๆ ของพวกเราน่ะครับ โชคไม่ดีเลยนะครับที่พวกเราไม่สามารถเจอหน้ากันได้เพราะสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้ หวังว่าไวรัสจะหยุดระบาดเร็วๆ นี้ พวกเราจะได้เริ่มแสดงบนเวทีและได้ยินเสียงทุกคนอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากโชว์สเต็ปแดนซ์ของผมใจจะขาดแล้วครับ

คิมดงฮัน: ผมอยากจะขอบคุณรูไอทุกคนที่ยังรอพวกเราอยู่นะครับ มันอาจจะยากสำหรับทุกคน แต่ผมอยากจะบอกทุกคนว่า เราจะผ่านจุดนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอนครับ

ยูยองฮา: จริงอยู่ที่พวกเราไม่สามารถขึ้นแสดงบนเวทีสดๆ ให้แฟนๆ ดูได้นะครับ แต่ผมก็ยังมีความสุขที่ได้แสดงให้แฟนๆ ดูอยู่ดีนั่นล่ะครับ

คิมโยฮัน: ผมอยากให้ทุกคนเห็นแง่มุมที่ดีของพวกเราทันทีที่เป็นไปได้ครับ เพราะผมรู้ว่ารูไอทุกคนรอพวกเราอยู่

คังซอกฮวา: อย่างแรกเลยก็คือ ผมอยากจะโปรโมทเพลงของพวกเรา แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ลำบากแบบนี้ก็ตาม และผมอยากจะขึ้นเวทีแสดงให้แฟนๆ ชมทันทีที่เป็นไปได้แล้วครับ ผมตื่นเต้นมากจริงๆ

คิมจุนซอ: มันไม่ยากเลยครับ เพราะพวกเรามีรูไอรออยู่นี่นา

จังแดฮยอน

วงของพวกคุณเดบิวต์ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก (ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 พอดีเลย) รู้สึกแปลกๆ ไหมที่ไม่ได้ขึ้นเวทีแสดงต่อหน้าแฟนๆ เคยจินตนาการไหมว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรเวลาได้ขึ้นเวทีจริงๆ น่ะ

จังแดฮยอน: ไม่ใช่ว่าผมรับรู้ไม่ได้นะว่าพวกคุณส่งเสียงเชียร์ผมอยู่อย่างเงียบๆ น่ะ แต่ผมก็อยากจะสนับสนุนวัฒนธรรมการมาสนุกร่วมกันในฮอลล์คอนเสิร์ตเดียวกันอยู่ดีนั่นล่ะครับ เป็นครั้งแรกที่ผมขึ้นแสดงในฐานะสมาชิกวง WEi ผมตื่นเต้น ประหม่า และกังวลมากจริงๆ ครับ ผมแทบจะรอขึ้นแสดงต่อหน้ารูไอไม่ไหวแล้วจริงๆ

คิมดงฮัน: มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนก็จริง แต่ผมก็พยายามคิดมาตลอดว่าผมอยู่กับแฟนๆ ของผม แม้กระทั่งตอนนี้ ผมก็ยังเชื่อแบบนั้นอยู่ดี ถึงแม้ว่าผมจะเศร้าที่ผมไม่สามารถเห็นและสัมผัสทุกคนได้ก็ตามเถอะ

ยูยองฮา: ผมว่าผมรู้สึกแปลกๆ อยู่นะ ผมว่าผมจะต้องขนลุกแน่ๆ เวลาได้ยินเสียงแฟนๆ แบบตัวต่อตัว แต่นี่ก็เป็นช่วงเวลาที่ผมเฝ้ารอมานานแสนนาน ดังนั้น ผมคงจะจดจำมันไปตลอดกาลอย่างแน่นอน

คิมโยฮัน: ผมค่อนข้างหัวเสียและเศร้านะ ถ้าผมสามารถอยู่กับรูไอบนเวทีได้จริงๆ จะมีอะไรที่พิเศษไปกว่านั้นได้อีกล่ะ

คังซอกฮวา: แฟนๆ เข้ามาชมเดบิวต์สเตจของเราไม่ได้ มันค่อนข้างน่าผิดหวังนะครับ เวลาผมจินตนาการถึงแฟนๆ ของพวกเราเต็มฮอลล์คอนเสิร์ต ผมว่าผมน้ำตาไหลแน่ๆ

คิมจุนซอ: จริงๆ แล้วผมรู้สึกกระตือรือร้นมากเลยนะเวลาผมเห็นคนอื่นขึ้นแสดงน่ะ แต่ผมก็เศร้าที่ผมไม่สามารถแสดงแบบนั้นได้ ผมคิดถึงการขึ้นเวทีทุกวันเลยครับ ยิ่งคิดถึงมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

แนะนำอัลบั้มใหม่และเพลงไตเติ้ลหน่อย

จังแดฮยอน: อัลบั้มนี้เป็นซีรีส์ที่สองของความเป็น WEi เป็นอัลบั้มที่แสดงถึงการท้าทายตัวตนของ WEi ผู้ซึ่งผ่านบททดสอบและอุปสรรคต่างๆ จนโตขึ้น ส่วนเพลงไตเติ้ล All Or Nothing (Prod. JANG DAE HYEON) นั้นก็เป็นเพลงที่ทรงพลังที่เต็มไปด้วยความท้าทายในการขึ้นแสดงของวง ในเพลงนั้นเต็มไปด้วยท่อนแรปและท่อนร้อง รวมเอกลักษณ์ความเป็นดนตรีเอเชียเข้ากับแนวเพลงแทร็ปแบบผสมผสานน่ะครับหวังว่าแฟนๆ ทุกคนคงจะชอบนะครับ

คังซอกฮวา

แต่ละคนช่วยบอกอะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวเองที่คุณคิดว่าแฟนๆ น่าจะอยากรู้หน่อยสิ

จังแดฮยอน: ผมชอบช็อปปิ้ง แล้วก็ชอบแช็ตมากๆ เลยครับ

คิมดงฮัน: ผมเพิ่งเริ่มต้นดู Netflix เมื่อเร็วๆ นี้เองครับ

ยูยองฮา: จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่น่ารักที่สุดในโลกเลยนะ

คิมโยฮัน: ผมกลับมาสนใจตัวต่อนาโนบล็อคอีกแล้วแหละ

คังซอกฮวา: ช่วงนี้ผมฝันว่าจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากโรคโควิด-19 เท่านั้นเลยครับ

คิมจุนซอ: ผมว่ารูไอรู้เรื่องของผมมากแล้วนะครับ ผมไม่รู้ว่ามีอะไรน่าสนใจอีกไหม แต่ถ้าให้เลือกล่ะก็ ผมคงตอบว่าผมชอบเทียนหอมครับ

ยูยองฮา

ความฝันของแต่ละคนในฐานะไอดอลคืออะไร มีเวทีไหนที่อยากจะขึ้นแสดงบ้างไหม

จังแดฮยอน: เป้าหมายของผมคือประสบความสำเร็จในฐานะสมาชิกวง WEi และผมอยากจะเป็นนักร้องและโปรดิวเซอร์ที่เก่งและมีชื่อเสียงน่ะครับ ถ้าผมสามารถเจอแฟนๆ ได้ ให้ขึ้นเวทีไหนผมก็เอาหมดนะครับ ในสถานการณ์แบบนี้

คิมดงฮัน: เป้าหมายสูงสุดในฐานะไอดอลของผมคือการเป็นที่รักเป็นระยะเวลานานๆ น่ะครับ และผมอยากจะออกทัวร์คอนเสิร์ตด้วย

ยูยองฮา: ผมอยากขึ้นแสดงต่อหน้าแฟนๆ บนเวทีไหนก็ได้แล้วครับในตอนนี้ และผมก็อยากจะเป็นเมมเบอร์ของวง WEi ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมากกว่าการตั้งเป้าหมายอื่นๆ น่ะครับ

คิมโยฮัน: ผมอยากจะเป็นสมาชิกวง WEi ที่โด่งดังไปทั่วโลก และได้ไปแสดงคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศครับ

คังซอกฮวา: จุดมุ่งหมายของผมคือ ผมอยากเป็นที่รู้จักในฐานะไอดอลที่ร้องเพลงเพราะน่ะครับ

คิมจุนซอ: เป้าหมายของผมคือการได้อยู่กับเมมเบอร์คนอื่นๆ และเหล่ารูไอไปนานๆ และผมอยากจะคัฟเวอร์เพลง Euphoria ของวง BTS ด้วยครับ

คิมโยฮัน

บอกอะไรกับรูไอชาวไทยที่รอพวกคุณอยู่หน่อยสิ

จังแดฮยอน: แฟนๆ ชาวไทยครับ ขอบคุณมากที่สนับสนุนพวกเรามาตลอด ผมจะกลับไปแสดงต่อหน้าพวกคุณอย่างยิ่งใหญ่แน่นอนครับ ผมรักพวกคุณมาก สู้ๆ นะครับ

คิมดงฮัน: ผมหวังว่าพวกเราจะเป็นกำลังใจให้กันและกันได้ในเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ และถ้าทุกอย่างดีขึ้น ผมแทบรอที่จะไปประเทศไทยไม่ไหวเลยครับ

ยูยองฮา: แฟนๆ ชาวไทยครับ ผมคิดถึงรูไอชาวไทยมากๆ เลยนะครับ เดี๋ยวเราจะได้เจอกันและมีเวลาดีๆ ร่วมกันนะครับ สัญญา

คิมโยฮัน: ขอบคุณทุกคนนะครับที่ยังรัก WEi อยู่ แม้ว่าสถานการณ์จะยากลำบากขนาดนี้ ผมจะตอบแทนพวกคุณทุกคนอย่างแน่นอนครับ

คังซอกฮวา: แฟนๆ ชาวไทยครับ ขอบคุณทุกคนที่ส่งความรักมาให้ผมมากมายขนาดนี้ พวกเราจะทำงานหนักจนกว่าเราจะได้เจอกันนะครับ ผมรักคุณ เป็นกำลังใจให้เสมอนะครับ

คิมจุนซอ: พวกเราจะไปหาพวกคุณที่ประเทศไทยแน่นอนครับ รอพวกเรานะครับ รูไอไทยแลนด์ ผมรักคุณนะ

คิมดงฮัน

เพลงโปรดของแต่ละคนในอัลบั้มใหม่นี้คือเพลงอะไร เพราะอะไร

จังแดฮยอน: เพลงไตเติ้ล All Or Nothing (Prod. JANG DAE HYEON) ครับ มันเป็นเพลงประเภทที่ผมชอบที่สุด และผมคิดว่าเพลงนี้เหมาะกับสมาชิกทุกคนในวงเลยครับ

คิมดงฮัน: ผมชอบเพลง Winter, Flower ครับ เพราะว่ามันอ่อนหวานมากๆ

ยูยองฮา: ผมคิดว่าเพลงที่ดึงดูดผมมากที่สุดคือเพลง All Or Nothing (Prod. JANG DAE HYEON) นะครับ เป็นเพลงที่ให้พวกเราปล่อยพลังได้มากที่สุดเลยครับ

คิมโยฮัน: เพลง Diffuser เกิดมาเพื่อผมเลยครับ

คังซอกฮวา: แน่นอนว่าต้องเป็นเพลงไตเติ้ลอยู่แล้วครับ และผมก็ชอบเพลง Winter, Flower อีกด้วย ผมคิดว่าทำนองบัลลาดที่พิเศษและเนื้อร้องที่อบอุ่นทำใจผมละลายได้เลยแหละ

คิมจุนซอ: แน่นอนสิ ผมชอบ All Or Nothing (Prod. JANG DAE HYEON) มากที่สุด ทักษะการแต่งเพลงของจังแดฮยอนโดดเด่นมากในเพลงนั้น

คิมจุนซอ

พวกคุณมีใครเป็นไอดอลวัยเยาว์บ้าง หรือใครเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณอยากเป็นไอดอลในวันนี้

จังแดฮยอน: รุ่นพี่ ZICO (วอน จี-โฮ) อยู่แล้วครับ

คิมดงฮัน: ผมมีรุ่นพี่จองกุกแห่งวง BTS เป็นไอดอลครับ

ยูยองฮา: ผมว่าผมเรียนรู้อะไรได้เยอะเลยจากการดู MONSTA X แสดงสดนะ

คิมโยฮัน: ก็ต้องเป็นรุ่นพี่วง BTS สิครับ

คังซอกฮวา: ผมชื่นชอบเสียงของรุ่นพี่ยังโยซอบ (วง Highlight) มากๆ และเคารพนักร้องนำคนอื่นๆ ทั้งจองอึนจิ (วง Apink) ซออึนควาง (วง BTOB) และแบคฮยอน (วง EXO) รวมทั้งรุ่นพี่นักร้องคนอื่นๆ อีกเยอะแยะไปหมด ผมคิดว่านักร้องรุ่นพี่ทุกคนที่ผมนับถือเรื่องการแสดงสดนั้นเป็นทั้งไอดอลและแรงบันดาลใจให้กับผมเป็นอย่างมากเลยครับ

คิมจุนซอ: ผมไม่รู้จักคนเยอะเท่าไหร่ เพราะผมไม่ได้ติดตามวงการบันเทิง แต่ตอนที่ผมฝันอยากเป็นนักร้อง BTS มีอิทธิพลกับผมเยอะเลยครับ

สตรีมอัลบั้ม IDENTITY : Challenge ของ WEi ได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

SWIPE and Match!: มัจฉา โมซิมันน์ ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ SWIPE และได้โต้ง TWOPEE มาร่วมงานด้วย

หลังจากปล่อยซิงเกิ้ลแรกอย่าง ‘So What’ ไปจนยอดวิวในยูทูบทะลุ 14 ล้านวิวไปแล้ว มัจฉา โมซิมันน์ ศิลปินเบอร์แรกของค่าย White Fox ในเครือ GMM Grammy ก็ได้ฤกษ์ปล่อยซิงเกิ้ลที่สอง ‘SWIPE’ ที่ได้โต้ง TWOPEE มาช่วยแรปอย่างสนุกสนาน

ซึ่งสำหรับเพลงนี้ มัจฉาได้ออกอาการตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด “สำหรับเพลงนี้ฉาชอบมากๆค่ะ ซึ่งคำว่า SWIPE จะมาจาก Dating App ค่ะ ซึ่งท่อนฮุคของเพลงก็มีท่าเต้นให้ทุกๆคนเต้นตามได้ง่าย น่ารักๆ ความพิเศษของเพลงนี้ ก็ได้ฟีทเป็นเพลงแรกกับพี่โต้ง TWOPEE ฉาดีใจมากๆ ซึ่งฉาเคยไปเล่นมิวสิกวิดีโอ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ฉาเลยรู้สึกไม่เกร็ง ทำงานสนุก และเราก็มีส่วนในการออกแบบชุดในเอ็มวีด้วยค่ะ เพราะเราเรียนแฟชั่นดีไซน์อยู่ด้วยตอนนี้ค่ะ ฉาจะชอบแนววินเทจ ยุค 90 บวกกับยุค 2000 มิลลิเนียม เอ็มวีเลยจะออกมาย้อนยุคนิดๆ ส่วนเรื่องท่าเต้น ตอนแรกเราเต้นไม่ได้เลย เพราะห่างไปนาน ก็ได้ครูอู๋ D Dance (เปรมจิตต์ อำนรรฆมณี) มาสอนและคิดท่าเต้นให้ทั้งหมดด้วยค่ะ ยังไงฉาก็ขอฝากเพลง SWIPE ด้วยนะคะ หวังว่าทุกคนจะชอบเพลงนี้นะคะ (ยิ้ม) หรือใครซ้อมเต้นแล้วแท็กวิดีโอมาให้ฉาชมบ้างนะคะที่ @matcha_cha หรือ @whitefoxgmm ค่ะ

ส่วนโต้ง TWOPEE เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน “เพลง SWIPE พี่เวย์ทาบทามมาร่วมงานครับ (หัวเราะ) วันที่เข้าห้องอัด น้องมืออาชีพมากๆ เราเห็นน้องทำหลายอย่างมากๆ เป็นคนมีความสามารถรอบด้าน เราเชื่อในตัวน้อง ฝากด้วยนะครับ มัจฉา ฟีทเจอริ่ง TWOPEE นะครับ เป็นเพลงที่ฟังสบายๆ เชื่อว่าทุกคนร้องตามได้ ยิ่งท่าเต้นแล้วเนี่ย ต้องรีบไปเต้นตามกันทั้งเมือง ก็ฝากไว้ด้วยเพลงนี้ น้องตั้งใจทำมาก ผมตั้งใจแร๊ปมากครับ”

สตรีมเพลง SWIPE ของมัจฉาและ TWOPEE ได้ในทุกช่องทางออนไลน์

Stamp ft. Young K.: แมตช์หยุดโลกระหว่างยอดฝีมือจากสองประเทศในเพลง ‘ใจอ้วน / Sugar High’

จากที่เคยสัญญากับแฟนๆ ไว้ในลอฟฟีเซียล ออมส์​ มิวสิคอิชชู่เมื่อปลายปีที่แล้วว่าปีนี้แสตมป์ – อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข จะคัมแบ็กอย่างยิ่งใหญ่ ผู้ชายยิ้มตาสระอิคนนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เมื่อเขาเปิดปีด้วยเพลง ‘ใจอ้วน (Sugar High)’ แห่งค่าย 123Records (นึง-ส่อง-ซั่ม เรคคอร์ดส์) ซึ่งความพิเศษสุดๆ ในครั้งนี้ เขาได้ Young K. ไอดอลตัวจี๊ดแห่งวง Day6 ของ JYP Entertainment มาร่วมแต่งและร้องท่อนแร็ปภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารถึงอาการ Sugar High หรือเมาน้ำตาล อันเกิดขึ้นเมื่อร่างกายคนเราได้รับน้ำตาลมากเกินไป

ซึ่งก็ตรงกับเนื้อหาเพลงโรแมนติกที่เล่าถึงความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ดูจะเกินกว่าคำว่าเพื่อน แต่ก็ไม่มีคำยืนยันที่แท้จริง และทุกครั้งที่ใจได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ มันก็จะพองโตจนเกือบจะระเบิด อันเป็นที่มาของชื่อเพลง ‘ใจอ้วน’ ที่แสตมป์เล่นกับคำว่า ‘ใจบาง’ ศัพท์วัยรุ่นที่หมายถึงอาการหวั่นไหวเมื่อได้เจอคนที่ถูกใจนั่นเอง

ในส่วนของเอ็มวี เขาก็ร่วมมือกับผู้กำกับที่รู้ใจกันอย่าง หมู – ชยนพ บุญประกอบ ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วในเพลง ‘แอบดี’ ของเขานั่นเอง และเพื่อการันตีว่าสาวๆ ที่ชมเอ็มวีนั้นจะเกิดอาการ ‘ใจอ้วน’ กันโดยพร้อมเพรียง แสตมป์จึงเลือกนาย – ณภัทร เสียงสมบุญ มาเป็นพระเอกเอ็มวี เพราะมั่นใจในความเป็นสุภาพบุรุษสุดละมุนที่รับประกันว่าตัวเลือกของสาวๆ มีเพียงแค่ใจอ้วนมาก กับใจอ้วนน้อย เท่านั้นเอง

เพลง ‘ใจอ้วน / Sugar High’ สตรีมมิ่งแล้วทุกช่องทางออนไลน์

The Groovy Friends: ทำความรู้จักกับเสียงดนตรีที่ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังถูกโอบล้อมด้วยทรายดูดตัวอันแสนสบายของ quicksand bed และความฝันระยะสั้นที่สมาชิกวงพร้อมใจกันเดินไปให้ถึงอย่างพร้อมเพรียง

Photographer: Panupong Banluesin

Stylist: Napat Roongruang

Author: Pacharee Klinchoo

“ปกติผมเล่นแบ็คอัพเบสให้กับน้องพลอย (วาเลนติน่า พลอย) อยู่แล้วครับ” เจสัน โสตางกูล มือเบสประจำวง quicksand bed ตอบเมื่อเราถามถึงความเป็นมาเป็นไปในความร่วมมือกับนักร้องสาวเสียงใสในเพลง Road of Vacation ที่เพิ่งจะปล่อยออกมาหมาดๆ ในวันที่เรานัดสัมภาษณ์กับพวกเขา “เป็นเพื่อนกันอยู่แล้วครับ รู้สึกว่าประทับใจในตัวตน และโทนเสียงของเขาอยู่แล้ว รู้สึกได้เลยครับว่าเสียงเขาเข้ากับเพลงของเรามากๆ เลยได้มาร่วมงานกันครับ” 

ถ้าเข้ากันได้ขนาดนี้นี่ การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไรบ้างล่ะ เราถามต่อ “ผมชอบมากตั้งแต่วันลงเสียงอัดแล้วครับ”​ เจสันตอบทันที “จริงๆ คือผมโอเคตั้งแต่เทคแรกเลยครับ โอเคทันทีเลย” เพื่อนๆ รอบวงต่างพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง “แต่คนที่ไม่โอเคคือตัวพลอยนั่นล่ะครับ เขารู้สึกว่าตัวเองยังร้องไม่โอเค แต่สำหรับพวกเราเทคแรกคือได้ทันที ใจชื้นไปเลยครับ เพราะทุกอย่างตรงกับภาพที่คิดกันไว้ในหัวทั้งหมดเลย” 

“ใช้คำว่าสะใจได้เลยครับ” พัด – บริพัตร แสงสิริ มือคีย์บอร์ดพูดด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความ ‘สะใจ’ อย่างแท้จริง ก่อนที่เกม – สรวิชญ์ วงศ์ปิยะ นักร้องนำและมือกีตาร์จะอธิบายถึงกระบวนการการทำอัลบั้มเต็มที่มีกำหนดจะวางในอีกไม่นานนัก (ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลา

ที่นิตยสารเล่มนี้ออกพอดีก็เป็นได้) “การทำงานอัลบั้มคือมีการกดดันเรื่องเวลาครับ จำนวนเพลงเยอะขึ้น ความกดดันก็มากขึ้น แต่ในส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ทุกอย่างก็สนุกเหมือนเดิมครับ พวกเราแค่ทดลองเปลี่ยนวิธีการทำงานจากอีพีแรก จากการที่ทำงานกันเพลงต่อเพลง คือจบเพลงหนึ่งแล้วค่อยขึ้นเพลงใหม่ ก็เปลี่ยนเป็นทำเดโม่ไว้หมดเลยสิบเพลงยี่สิบเพลง แล้วค่อยมาคัดอีกทีครับผม นี่คือความแตกต่าง” 

ถ้าการทำงานเป็นอย่างนี้ แล้วความต่อเนื่องในเรื่องเนื้อหาจะเป็นอย่างไรล่ะ เราอดสงสัยต่อไม่ได้ “พวกเราไม่ได้วางแผนให้เนื้อหาในอัลบั้มนี้มันต่อกันขนาดนั้นครับ”​ เกมตอบเกือบจะทันที “แต่ผมเชื่อว่า เมื่อมันเสร็จออกมาแล้ว มันคงมีความต่อเนื่องในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ เพราะแต่ละเพลงที่เขียนออกมาก็คือเขียนออกมาจากตัวของเกมและเจสันอยู่แล้วครับ” 

“ส่วนใหญ่ก็เขียนจากเรื่องที่พวกเราเจอมา ณ ขณะนั้นอยู่แล้วครับ” เจสันรีบเสริม “ผมเลยคิดเหมือนเกมครับว่าสุดท้ายเนื้อหาก็จะต่อกันเองตามธรรมชาติของพวกเราที่เดินทางไปด้วยกันพร้อมกับเสียงเพลง” ซึ่งเกมก็รับช่วงต่อทันทีราวกับนัดกันไว้ “track ชีวิตของผมกับเจสันนี่ก็โตมาคล้ายๆ กันอยู่แล้วครับ วัยก็ใกล้กัน ถึงจะเจออะไรที่แตกต่างกันมาบ้าง แต่ก็เชื่อว่ามีอะไรที่เป็นจุดเชื่อมโยงกันอยู่แล้วครับ

“อีพีที่แล้วกับอัลบั้มที่กำลังทำกันอยู่นี่คือต่อกันเลยครับ” เกมเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน “ไม่มีเว้นระยะพักเลยครับ ผมว่า

ความเปลี่ยนแปลงด้านเนื้อเพลงอาจจะมีไม่มากนัก ถ้าจะให้คิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงก็คือ ในอีพีแรกเราไม่มีเพลงอกหักเลยเนอะ” เพื่อนร่วมวงพยักหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง “ไม่มีเพลงเศร้าเลยครับ เป็นเพลงตกหลุมรัก หรือมีความสุขกับความรักกันหมดเลย แต่พอมาเป็นอัลบั้มเต็ม เราเลือกที่จะหยิบแง่มุมบางอย่างของความเศร้า และความไม่สบายใจในตัวเองออกมาเขียนบ้าง ซึ่งสาเหตุก็คือ ในอีพีแรกเราเลือกหยิบอารมณ์ใกล้ตัวมาถ่ายทอด ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้ผิดหวังกันขนาดนั้นไงครับ พอมาเป็นอัลบั้มเต็ม ก็เลยคิดว่า

จะลองขุดแง่มุมอะไรบางอย่างในตัวเรา หรือในความทรงจำออกมาถ่ายทอดดูบ้าง เท่านั้นเองครับ” 

ก่อนเราจะบอกลากับนักดนตรีทั้งสี่ชีวิต เราอดถามคำถามสามัญประจำเล่มของเราไม่ได้ บอกตรงๆ ว่าเราชอบฟังความคาดหวังและความทะเยอทะยานของแต่ละศิลปินที่เราคุยด้วยอยู่แล้ว “ความคาดหวังของวงเราจะเป็นความคาดหวังระยะสั้นครับ” เกมตอบทันที ในขณะที่เพื่อนร่วมวงเพียงนั่งอมยิ้ม “พอทำตามความคาดหวังสำเร็จแล้ว ถึงจะมีความคาดหวังอื่นๆ ต่อไปครับ บางวงเขาอาจจะมีความคาดหวังว่าจะต้องไปอยู่ในจุดนี้ให้ได้ วงพวกผมจะไม่ใช่อย่างนั้นเลย ตอนแรกสุดพวกเราก็หวังอยากทำเพลงที่ตัวเองชอบ พอได้ทำเพลงที่ตัวเองชอบออกมา ก็อยากมีอีพีอัลบั้มเป็นของตัวเอง พอมีอีพีแล้ว ก็อยากมีอัลบั้มเต็ม อะไรอย่างนี้ครับ ค่อยๆ ไปด้วยกัน ความคาดหวังของพวกเราในช่วงนี้ก็คือ ทำอัลบั้มเต็มนี้ให้สำเร็จให้ได้ และได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศครับ”

วงบอกกับเราว่าเวทีคอนเสิร์ตในฝันของพวกเขาคือเทศกาล Primavera Sound ที่ประเทศสเปน ซึ่งก็ตรงใจเราแบบไม่น่าเชื่อ ดังนั้น ก่อนเราจะเอ่ยคำลา เราเพียงบอกกับพวกเขาสั้นๆ ว่า ทริปไปสเปนครั้งหน้าของเรา เราจะได้มีโอกาสไปเจอพวกเขาบนเวทีที่เราเองก็ชอบมากเช่นกันนะ

เพลง Road of Vacation ของ quicksand bed ft. Valentina Ploy สตรีมมิ่งแล้วทุกช่องทางออนไลน์

LOVE POTION No.9: จากบทบาทของ ‘กรณ์’ ใน ‘ด้ายแดง – Until We Meet Again the Series’ ที่ส่งให้เก้า – นพเก้า เดชาพัฒนคุณ โด่งดังเปรี้ยงปร้างในช่วงข้ามคืน วันนี้เขาได้ก้าวไปอีกสเต็ปหนึ่งกับการตามความฝันในฐานะศิลปินใน Boyfriends Project

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Chanond Mingmit 

Author: Pacharee Klinchoo

 

      “ตอนเซ็นสัญญาครั้งแรกผมยังอายุไม่ถึง 20 ปีเลยครับ” เก้า – นพเก้า เดชาพัฒนคุณ ตอบคำถามเราด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ไร้การเสแสร้งใดๆ เมื่อเขามาปรากฏตัวที่สตูดิโอของเราในวันถ่ายแฟชั่น และก็เป็นดังคาด… ทีมงานของเราวิ่งมากระซิบว่ามีแฟนคลับกลุ่มหนึ่งนั่งรอเขาอยู่ด้านล่างสตูดิโออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเมื่อมองรูปลักษณ์ภายนอกของเขาที่ดูเหมือนจะเป็นรูปปั้นเทพบุตรกรีกเดินได้ เราก็ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย “เริ่มจากงานถ่ายโฆษณาเป็นส่วนใหญ่ครับ มีถ่ายแบบบ้าง แต่เดินแบบนี่ยังไม่เคยเลยครับ”

      ด้วยคำตอบนั้น ทำให้เรารู้ว่าเก้าไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ เขาอยู่คู่กับวงการบันเทิงมาเข้าปีที่ 7 แล้ว “ถ้าไม่ได้ก้าวเข้ามาในวงการบันเทิงด้วยตัวเองเลยนะครับ ผมคิดว่าผมอยากเป็นนักร้อง เป็นศิลปิน มากกว่าเป็นนักแสดง” ความซื่อของเก้าที่ส่งผ่านน้ำเสียงมาเรียกรอยยิ้มของทีมงานที่รายล้อมเขาอยู่ได้ทันที “แต่พอได้มาลองทำจริงๆ ผมรู้สึกว่าผมเป็นนักแสดงแล้วสนุกกว่า ท้าทายตัวเองมาก แต่จริงๆ เป็นนักร้องก็ท้าทายตัวเองเหมือนกันนะครับ แต่การเป็นนักแสดงผมรู้สึกว่ามันคือการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะผมได้รับบทบาทใหม่ๆ เสมอ

      “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าคนอื่นเขาเป็นอย่างไร” เก้าตอบอย่างลังเลนิดหน่อยเมื่อเราถามถึงกระบวนการเข้าถึงบทบาทที่เขาได้รับ “ผมก็หน้าใหม่นะครับ เพิ่งมีผลงานการแสดงไม่นาน ผมต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเลยในการขลุกกับตัวละคร ต้องลองใช้ชีวิตเป็นเขา แล้วผมจะกลายเป็นตัวเขาเองโดยธรรมชาติไปได้ครับ” แล้วมีปัญหากับการเอาตัวเขาออกจากตัวเราตอนจบวันบ้างไหม เราอดสงสัยไม่ได้ “ผมไม่ได้อะไรขนาดนั้นนะครับ ผมเป็นคนที่กดสวิตช์ตัวเองไวมาก ด้วยพื้นฐานผมเป็นคนเฮฮาด้วยมั้งครับ เวลาเข้าบทที่เป็นซีนเค้นอารมณ์มากๆ ผมจะกลับมาไวเสมอ ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรเลยครับ แต่…” เขานิ่งคิดไปสักพัก “ผมอาจจะยังไม่เคยเจอบทอะไรที่หนักมากจริงๆ ก็ได้มั้งครับ ที่ผ่านมาเหมือนเป็นการเรียนรู้เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากกว่าครับ”

      เก้าเล่าว่าเขาเคยอยากเล่นบทดราม่ามากๆ แต่ในเมื่อเปิดตัวงานละครแรกด้วยบทดราม่าเบอร์นั้น เขาก็อยากลองเล่นบทประเภทรักคอมเมอดี้ดูบ้าง “เพราะบทแบบนี้ต้องใช้ความเป็นธรรมชาติของตัวละครสูงมากครับ ซึ่งผมว่าผมยังหาจุดในการแสดงได้ไม่มากนัก ได้ลองหลายๆ บทก็ดีนะครับ ถ้าเลือกเล่นอะไรก็ได้เหรอ” เก้าทวนคำถามเราก่อนจะตอบทันที “ผมอยากเล่นเป็นตัวร้ายครับ ตัวร้ายธรรมดา ไม่ใช่แบบตัวร้ายในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่นะครับ ผมว่าในละครหลายๆ เรื่องบทของตัวร้ายจะโฟกัสกับเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นตัวเดินเรื่องเลยนะครับ ยิ่งกว่าพระเอก อินเนอร์ตัวร้ายจะมาเต็มมาก ดูใช้พลังงานเยอะมากเลยนะพี่”

      เอาล่ะ… แม้ว่าเก้าจะดูตื่นเต้นกับบทบาทนักแสดงเป็นอย่างมาก แต่เราก็อดที่จะวกไปถึงบทบาทศิลปินที่เขาเพิ่งจะร่วมงานกับ Boyfriends Project ที่รวบรวม 10 หนุ่มฮ็อตที่สาวๆ อยากได้เป็นแฟนมากที่สุดมาจับคู่ออกเพลงพิเศษ ทำอัลบั้มพิเศษ ซึ่งเก้านั้นก็ได้จับคู่กับเกรท – สพล อัศวมั่นคง ในเพลง ‘คิดได้’ และก็แน่นอนว่าทำเอาสาวๆ ใจละลายกันถ้วนหน้า “อินเนอร์ในการร้องเพลงกับอินเนอร์ในการแสดง สำหรับผม ไม่ต่างมากหรอกครับ” เก้าตอบทันทีแบบแทบจะไม่หยุดคิด “มันเป็นการสื่อสารเหมือนกัน ตอนร้องเพลงแรกๆ ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ร้องไปเฉยๆ แต่พอเริ่มเห็นคนอื่นร้องแล้วเขาอิน ผมก็รู้ว่าต้องใส่อารมณ์ ต้องสื่อสารกับคนดูให้มากผ่านบทเพลง ถ้าเกิดว่าผมไม่ใส่อารมณ์ไปในเพลงเลย ก็จะเหมือนกับการท่องบทโดยพูดไปเรื่อยๆ คนดูก็จะไม่มีอารมณ์ร่วม และจะไม่รู้สึกอินกับเนื้อหาในเพลงนั้นหรอกครับ”

      แม้ว่าบุคลิกภายนอกของเก้าจะค่อนข้างนิ่งเงียบ แต่เราเดาอาการเขาได้ว่าเขาดูตื่นเต้นกับการถ่ายแฟชั่นเซ็ตกับเราไม่น้อย เราจึงขอคำถามสุดท้ายสั้นๆ ว่า เขาหวังอะไรกับวงการบันเทิงที่เขาอยู่มานานขนาดนี้แล้วบ้าง เก้าเพียงยิ้มซื่อๆ ตามสไตล์ และจบบทสนทนากับเราด้วยคำตอบง่ายๆ “ผมก็ไม่กล้าหวังอะไรมากหรอกครับ อยากจะทำงานไปเรื่อยๆ แต่คนเราก็ต้องมีความหวังนิดหนึ่งใช่ไหมครับ ผมอยากลองเป็นพระเอกเต็มตัวดูสักครั้งครับ เล่นบทอะไรก็ได้ แค่อยากเป็นพระเอกดูครับ”

My Life, My Dream: เพราะเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากความรักเซ้นต์ – ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนาจึงเลือกถ่ายทอดความเป็นตัวตนเพื่อตอบแทนความรักที่ได้รับ และส่งต่อความรักของเขาไปให้ทุกคนที่รอคอยอยู่เสมอ

Photographer: Virunan Chiddaycha

Stylist: Napat Roongruang

Author: Pacharee Klinchoo

“ผมคิดว่าแต่ละงานที่ผมทำมีเสน่ห์ไม่เหมือนกันเลยครับ” เซ้นต์ – ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา ตอบเราด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า “ผมตอบไม่ได้จริงๆ ครับว่าผมถนัดงานอะไรมากที่สุด เพราะเวลาทำงานเพลง ผมก็เอ็นจอยไปกับงานเพลง เวลาทำงานแสดง ผมก็รู้สึกว่าอยากเล่าเรื่องตัวละครที่ผมรับบทอยู่ ผมแค่รู้สึกว่าทุกอย่างที่ผมทำคือความสุขหนึ่งก้อน มันคือก้อนที่เป็นการเล่าเรื่องราว ทั้งผ่านการร้องเพลง และผ่านการแสดงครับ

“อินเนอร์ที่ผมใช้ในการแสดงกับการร้องเพลงนี่ต่างมากเลยครับ” คำตอบกระตือรือร้นของเซ้นต์ทำเอาเราขมวดคิ้วบางๆ เพราะมันตรงข้ามกับคำตอบอื่นๆ ที่เราเคยได้รับมาอย่างสิ้นเชิง “ในแง่ของการแสดง มันคือการเอาตัวละครหนึ่งมาทำอย่างไรก็ได้ให้คนอื่นเข้าใจเขาให้ได้ ซึ่งผมอาจจะเป็นคนเดียวบนโลกเลยก็ได้ที่ได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจเขา แต่โจทย์ในการทำงานตรงนี้คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้คนทั้งโลกที่ดูเขา เข้าใจเขาให้ได้ แต่เวลาร้องเพลง มันเหมือนกับว่าผมได้มานั่งล้อมวงอยู่ในกลุ่มเพื่อน ได้มาสนุก นั่งร้องเพลงกับเพื่อน เป็นฟีลนั้นมากกว่าครับ”

เซ้นต์บอกกับเราโดยไม่ลังเลเลยว่า จริงๆ แล้วเขาอยากจะเป็นนักธุรกิจ แต่งานด้านบันเทิงนั้นก็ติดอยู่กับกิจกรรมประจำวันของเขาจนกระทั่งแทบจะแยกไม่ออก เขาจึงเลือกเดินเส้นทางนี้อย่างไม่ลังเล “มันเป็นความฝันแหละ ผมว่า” ดวงตาเขาเหม่อไปไกล “มันคือการตามหาตัวเองของเด็กคนหนึ่ง ผมเคยอยากเป็นหมอตามเพื่อน แต่ต่อมาก็รู้สึกว่าไม่ใช่ อยากทำธุรกิจมากกว่า เลยไปลงเรียนด้านธุรกิจ ก็รู้สึกว่าชอบนะแต่งานวงการบันเทิงมันสอดแทรกอยู่ในทุกกิจกรรมที่ผมทำอยู่แล้ว ทั้งเรื่องงานอาสาที่ทำกับเพื่อน หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนๆ ผมก็เลยคิดว่าอยากจะลองไปในเส้นทางนี้ดู และก็ลองทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็คิดได้แล้วครับว่าอยากทำทั้งงานธุรกิจและงานในวงการบันเทิง”

ในวันที่เรานัดถ่ายแฟชั่นกับเขา เซ้นต์กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวงานแฟนมีต SOLO SAINT 2020 Race to Bangkok ซึ่งแม้ว่าจะจัดมาหลายครั้งแล้ว เขาก็ยังดูตื่นเต้นแบบปิดอาการไม่มิดอยู่เลย “ตื่นเต้นทุกครั้งครับ”เขายอมรับ “ผมอยากจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่างทุกครั้งที่มีโอกาส ทุกอย่างเกิดจากความรักครับ งานแฟนมีตทุกครั้งผมมีเป้าหมายว่าผมอยากจะทำให้แฟนคลับภูมิใจ

ว่าศิลปินของเขาทำในสิ่งที่เขาอยากจะให้ทำได้ ในโชว์นี้ผมใส่ความเป็นตัวเองไปเยอะมาก ส่วนตัวผมชอบรถมากๆ ซึ่ง Ferrari คันที่เอามาถ่ายในโปสเตอร์เป็นคันแรกที่ผมได้มีโอกาสได้ลงไปนั่งในชีวิตนี้ มันเคยเป็นความฝันของผม ในวันนี้ผมสามารถเอาความฝันนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม ส่วนหนึ่งในการทำงาน ส่วนหนึ่งในความรัก ผมว่าทุกอย่างมันเกิดจากความรักทั้งหมดนั่นล่ะครับ ผมรักที่จะทำมัน และผมก็จะทำมันตลอดไปครับ”