พูดคุยกับบอม – ดนุภพ กมล แห่ง Muzik Move ผู้ที่คอยซัพพอร์ตในงานเบื้องหลังและเป็นดั่งลมใต้ปีกให้ศิลปินมากมายรีดศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้

– จาก sound engineer สู่ผู้บริหารค่ายเพลง

“พอผมเรียนจบ ผมก็เริ่มงานแรกที่ More Music ของพี่ป้อม (อัสนี โชติกุล – สมาชิกวงอัสนี-วสันต์) ในฐานะ sound engineer เลยครับ” บอม – ดนุภพ กมล Vice President ไฟแรงแห่ง Muzik Move เริ่มบทสนทนากับเราด้วยรอยยิ้ม “เริ่มจากการอัดเสียงให้ศิลปินในค่าย มีทั้งอัสนี-วสันต์, Zeal, Blackhead และ Instinct ตอนนั้น More Music เป็นค่ายร็อคที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง หลังจากนั้นผมก็ย้ายมาเป็นฝ่ายมิกซ์เสียงที่ GMM Studio ทำให้กับวง Potato, เอ็ม – อรรถพล, บอย Peacemaker และ Getsunova พอผมเริ่มอิ่มตัวในอาชีพนี้ แต่ยังอยากเติบโตไปอีกขั้นในสายอาชีพนี้ ผมเลยเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา Music Business Management ที่ประเทศอังกฤษครับ

“และก็จังหวะดีที่เรียนจบมา พี่ป้อมก็ย้ายมาก่อตั้งสหภาพดนตรีพอดี แกเลยชวนผมมาทำด้วยกัน” เขายิ้ม “เป็นสเต็ปแรกที่ได้ทำงานฝั่ธุรกิจในตำแหน่งการตลาด เป็นพนักงานทั่วๆ ไปเลยครับ แล้วก็ค่อยๆ เติบโต ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสหภาพดนตรีรีแบรนด์เป็น Muzik Move มีศิลปินมากขึ้น มีทีมผู้บริหารใหม่ๆ เข้ามา ทั้งพี่ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) และก็มีคุณจุ๊บ (วุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี) ขึ้นเป็นบิ๊กบอส รับตำแหน่ง MD ผมจึงได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารฝั่ง business ของบริษัทจนถึงทุกวันนี้ครับ”

– ค่ายเพลงที่ทำเพลงจากความต้องการของศิลปิน

“ทิศทางของ Muzik Move จริงๆ เริ่มต้นจากไอเดียของทั้งพี่ฟองเบียร์และคุณจุ๊บที่จะสร้างค่ายเพลงโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ศิลปินเป็นหลัก” สีหน้าเขาดูภูมิใจเมื่อพูดถึงจุดนี้ “เหมือนเราจะสร้างบริษัทโดยยึดอยู่กับศิลปิน เหมือนกับปณิธานของพี่ป้อมที่ก่อตั้งสหภาพดนตรีตั้งแต่แรกล่ะครับ เราก็ต่อยอดจากตรงนั้นมา” ถ้ามีปณิธานที่แน่วแน่ขนาดนั้นแล้ว และได้เห็น Muzik Move เติบโตขนาดนี้ ดีใจและภูมิใจมากแค่ไหนกัน เราถามทั้งๆ ที่ก็น่าจะเดาคำตอบได้ไม่ยากนัก “ก็ดีใจนะครับ จากที่รีแบรนด์วันนั้น มาจนถึงวันนี้ที่มีศิลปินในสังกัดเกือบ 50 ศิลปินแล้ว ยังนึกถึงก้าวแรกของน้องอิ้งค์ (วรันธร เปานิล) และน้องเอิ๊ต (ภัทรวี ศรีสันติสุข) ตอนนั้นอยู่เลยครับ”

นับตั้งแต่วันที่รีแบรนด์มาจนถึงวันนี้ Muzik Move ย่างเข้าขวบปีที่หก มีค่ายเพลงย่อยในสังกัดอยู่ถึง 8 ค่ายเพลง เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของคนฟังดนตรีให้ครอบคลุมที่สุด “วันแรกของเรา เราเริ่มต้นที่สามค่ายเพลงเท่านั้นครับ” บอมเล่าย้อนอดีตด้วยสีหน้าภูมิใจ “พี่ฟองเบียร์ดูแลค่าย Me Records ที่มีดีเอ็นเอเป็นเพลงร็อค ส่วนพี่พล (คชภัค ผลธนโชติ – มือกีตาร์วง Clash) ก็ดูแล Boxx Music เป็นสไตล์อินดี้ป็อปฟังสบายๆ ส่วนค่ายที่สามคือ Muzik Move Records ชื่อเดียวกับบริษัท โดยมีพี่โอ๊บ (เพิ่มศักดิ์ พิสิษฐ์สังฆการ) คอยดูแล เริ่มต้นจากตรงนี้ครับ ส่วนค่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นมานี่ผมขอเรียกว่าแตกเซ็กเมนต์ออกมาดีกว่าครับ”

บอมอธิบายว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เทรนด์การฟังเพลงของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยแยกเป็นเซ็กเมนต์อย่างเห็นได้ชัด “คนฟังเพลงในแนวที่เฉพาะมากขึ้น ความเป็น mainstream มันหายไปเยอะมาก ทิศทางของบริษัทก็เลยเลี้ยวไปในทางเดียวกัน คือแตกเป็นกลุ่มย่อยๆ มากขึ้น อย่างค่าย Home Run Music ของพี่ติ๊ก (กฤษติกร พรสาธิต – วง Playground) ก็มีน้องเบล (วริศรา จิตปรีดาสกุล) กับเพลง ‘เอาปากกามาวง’ ก็จะเป็นค่ายที่ดูศิลปินที่มีลักษณะของทีนไอดอล ส่วนพี่พลเองที่ประสบความสำเร็จกับค่าย Boxx Music แล้วก็แตกค่ายออกมาเป็น Zircle Muzik ซึ่งถ้าเทียบกับค่ายเก่า ค่ายนี้ก็จะดูมีความเป็นเด็กหลังห้อง ตามสไตล์ดีเอ็นเอชาวร็อคของพี่พลล่ะครับ”

ความฝันของบอมในฐานะคนในอุตสาหกรรมวงการดนตรีนั้นเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งใหญ่ในคราวเดียวกัน “ความฝันจริงๆ คือผมอยากสร้างค่ายเพลงร่วมกับพี่ๆ ที่ผมเคารพ และเป็นค่ายเพลงที่ตอบโจทย์ของศิลปินในค่ายน่ะครับ” อีกครั้งที่เขายิ้มอย่างมีความสุข “ความสุขของผู้บริหารอย่างพวกเราคือการได้เห็นศิลปินได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำ โดยมีเรายืนซัพพอร์ตให้กำลังใจอยู่ข้างๆ อย่างในงานคอนเสิร์ตแรกของน้องอิ้งค์ที่ชื่อว่า Just a Little Bliss concert ที่มีคนดูประมาณห้าร้อยคน เป็นเวทีแรกที่คนซื้อบัตรมาดูน้อง มาช่วยอิ้งค์ร้องเพลงในอัลบั้มแรกได้ทุกเพลง อิ้งค์ยืนร้องไห้บนเวที ส่วนทีมงานทุกคนรวมทั้งตัวผมและพี่พลก็ยืนร้องไห้อยู่ข้างเวที นี่เป็นโมเมนต์ที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เราอยากจะซัพพอร์ตให้ศิลปินได้ทำสิ่งที่เขาอยากจะทำ” ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สเกลคอนเสิร์ตของอิ้งค์ขยายจากเวนิวเล็กๆ มาจนถึง Voice Space และอิงค์ก็พร้อมจะขึ้นแสดงที่ Impact Arena เร็วๆ นี้แล้ว “ผมหวังว่าโควิดจะซาลงจนกระทั่งเราจะจัดคอนเสิร์ตให้น้องได้ภายในปีนี้ครับ” บอมกล่าวอย่างมีความหวัง

ก่อนที่เราจะปิดบทสนทนากับบอม เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาแอบคิดถึงช่วงเวลาที่เขาเป็น sound engineer อยู่บ้างไหม และคำตอบของเขาก็ทำให้เราเชื่อว่าผู้ชายคนนี้ไม่ทิ้งความฝันของเขาสักอย่างจริงๆ “ผมยังแอบทำงานมิกซ์เสียงให้กับศิลปินในค่ายบ้างครับ แอบทำในเวลาที่พอว่างบ้าง และกลายเป็นว่าสนุกกับมันมากขึ้นไปอีกครับ”

Photographer: Napat Gunkham

Author: Pacharee Klinchoo

เรียบเรียง rhunrun

กลับมาทำดนตรีทั้งที เบน – ชลาทิศ อีกหนึ่งศิลปินผู้มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นจึงขอปล่อยเพลงในอัลบั้มใหม่ให้ฟังแบบจัดเต็มตลอดปี 2022

การกลับมาในรอบเจ็ดปี

เชื่อว่าผู้อ่านที่กำลังถือนิตยสารฉบับนี้อยู่ในมือ คงจะได้ฟังเพลง ‘Destiny’ และ ‘วงกลม’ ซิงเกิลใหม่ในรอบเจ็ดปีของเบน – ชลาทิศ ตันติวุฒิ กันบ้างแล้ว ไม่เพียงแต่แฟนคลับหลายๆ คนจะดีใจกับการที่เบนกลับมาทำเพลงอีกครั้ง เจ้าตัวเองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กันตอนให้สัมภาษณ์กับเรา “ถ้าเอาความรู้สึกจริงๆ เลย ผมรู้สึกเหมือนเป็นศิลปินใหม่มากๆ” เบนเกริ่น “เพราะด้วยขั้นตอนการทำอัลบั้ม [ใหม่ชุด] นี้ มันไม่เหมือนสมัยตอนที่เราอยู่ Bakery Music ที่เราทำงานอยู่กับพี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) ซึ่งอารมณ์เหมือนกึ่งๆ สำเร็จรูปแล้ว แต่สำหรับโปรเจกต์อัลบั้มใหม่นี้ เรานับหนึ่งตั้งแต่ต้นครับ ต้องเริ่มหาลูปกลองและต้องคิดว่าเราจะทำเพลงอะไรดี เลยทำให้ผมย้อนกลับไปตอนที่ทำ Monotone กับเพื่อนๆ ครับ” และการหวนคืนสู่วงการดนตรีครั้งนี้ เบนได้ถือโอกาสมาสังกัดค่าย Tero Music ด้วย “เราอยากจะส่งเพลงไปให้ถึงคนฟังได้กว้างมากที่สุดครับ คือถ้าเรามองศักยภาพตัวเองในฐานะศิลปินอิสระ ผมไม่มีเวลาไปโฟกัสเยอะขนาดนั้น เพราะยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ต้องทำ ผมเลยรู้สึกว่าเรามีพี่ๆ ของ Tero Music ที่เราไว้ใจและเป็นมืออาชีพอยู่ แล้วเราก็มีหน้าที่แค่สร้างสรรค์เพลงของเราครับ”

จากนั้น เบนก็เล่าถึงแรงบันดาลใจของเพลง ‘Destiny’ ก่อนเป็นเพลงแรก “คือ Facebook มันขึ้นแจ้งเตือน ‘On This Day’ ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของผมกับแฟน แล้วจังหวะมันได้พอดีครับ ตอนที่ผมเขียนเนื้อเพลงนี้ ผมรู้สึกถึงเวลาที่เราแลกแหวนและมองกัน ให้คำสัญญากันว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป [อีกทั้ง] บนโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันถูกกำหนดเอาไว้ว่าจะเกิดขึ้น – ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนมาเจอกันเท่านั้น – แล้วผมก็เป็นคนคนหนึ่งที่เชื่อในโชคชะตา จึงขอมอบเพลงนี้ให้ทุกๆ คนด้วย ไม่ใช่แค่จะฉลองงานแต่งงานของผมอย่างเดียวครับ” ขณะที่เบนเล่า ทุกคนในกองนั่งฟังเงียบ ซาบซึ้งกับเรื่องราวไปพร้อมๆ กัน

“ส่วนเรื่องของเพลง ‘วงกลม’ ก็ไม่พ้นเรื่องความรักเหมือนกันครับ ในหลายๆ ครั้ง เวลาที่เราจะมีความสุขกับแฟนใหม่ หรือคิดว่าชีวิตเราสมบูรณ์แบบ มันก็จะมีอะไรสักอย่างที่ ‘แวบ’ เข้ามาถึงเหตุการณ์กับคนโน้นคนนี้ คือช่วงเวลา [เก่าๆ] เหล่านั้นก็ไม่ได้เลวร้ายนะ แม้จะไม่ได้จบลงด้วยดี แต่ ณ วินาทีนั้นที่มันแวบขึ้นมา ก็ทำเอาจี๊ดอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมเลยเขียนเพลงนี้ขึ้นเพื่อบอกตัวเองว่า บางทีความทรงจำอาจย้อนกลับมาทำให้เราเจ็บปวดได้ แต่เราก็สามารถอยู่กับมันอย่างแข็งแรงและเข้าใจมากขึ้นได้” เบนพูดถึงที่มาที่ไปของซิงเกิลที่สอง

– สองทศวรรษบนเส้นทางดนตรี

เมื่อตอนต้นการสัมภาษณ์ เบนกล่าวสั้นๆ ถึงช่วงแรกเริ่มในวงการดนตรีของเขา เราจึงนึกขึ้นได้ว่า ไม่นานมานี้ เบนก็ได้ลงโพสต์ Facebook ครบรอบ 20 ปีที่เขาขึ้นคอนเสิร์ตต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกร่วมกับวง Monotone เราจึงให้เขาสะท้อนความรู้สึกของตนในช่วงสองทศวรรษนี้ “ตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมาก็เหมือนกับว่าผมเป็นกระปุกออมสินอันหนึ่งที่คอยหยอดประสบการณ์ ความสุข และอื่นๆ เข้ามาในตัว ซึ่งแต่ละช่วงเวลานั้นก็มีคุณค่าในตัวเองครับ” ถึงแม้ว่าระยะหลังๆ เราจะเห็นเบนในบทบาทอื่นอย่างพิธีกรและนักแสดงเสียมากกว่า แต่การเป็น ‘ศิลปิน’ คือสิ่งที่เบนรักมากที่สุดไม่เคยเปลี่ยน “ผมต้องขอบคุณการเป็นนักร้องของผมนะ ที่สามารถต่อยอดไปเป็นโน่นนี่นั่นได้ และต้องขอบคุณคนที่ให้โอกาสเราด้วย แต่การร้องเพลงนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ผมรู้สึกว่า มาสิ! มันคือตัวตนของเราครับ” จากนั้น เบนก็พูดถึงปณิธานของตนในอนาคต “ผมไม่เคยวางแผนว่าพออายุ 40 แล้วจะหยุด อายุ 50 ให้อยู่บ้านทำธุรกิจ ผมแค่คิดว่าในชีวิตผมจะทำอย่างไรให้ร้องเพลงไปได้จนกว่าจะร้องไม่ไหวครับ”

– แด่ครอบครัว ความหลากหลายทางเพศ และดนตรี

เราชวนเบนพูดคุยต่อถึงชีวิตครอบครัวของเขา เนื่องจากเราเห็นว่าครอบครัวของเบนก็ช่วยทำลายมายาคติคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่เชื่อกันมายาวนานว่าจะต้องมีแค่พ่อแม่ลูกเท่านั้น “ผมว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก [ครอบครัวของตัวเอง] นะ ทุกคนมีสิทธิ์เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น และผมเชื่อว่า บางทีกรอบที่เกิดขึ้น ก็เป็นแค่กรอบของคนกลุ่มหนึ่งที่บัญญัติไว้ให้เป็นข้อห้าม หรือเป็นเพียงมุมมองความคิดของคนในยุคหนึ่งซึ่งอาจส่งผลมาถึงปัจจุบัน แต่ว่ายุคนี้ก็เป็นยุคที่คนกล้าออกมาพูดกันมากขึ้น กล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น อย่างเมื่อก่อนแค่ชายรักชายก็โดนจับแล้ว”

นอกจากนี้ เบนยังพูดถึงอิทธิพลของดนตรีที่ช่วยผลักดันชุมชน LGBTQ+ มาโดยตลอด “อย่างสมัยก่อน การที่สังคมเกย์จะเปิดกว้างขึ้น ให้นึกถึงตอนที่เพลง Vogue ของมาดอนนา (Madonna) ดังๆ จากแค่สังคมเกย์เล็กๆ ที่คนชุมนุมกันทุกวันหยุดในคลับเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก็เริ่มกระจายออกไปทั่วโลก ทุกคนรู้จักและเต้นตามเพลง Vogue ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าดนตรีก็ส่งผลต่อสังคมโลกในแต่ละยุคสมัยมานานมากแล้วครับ” เขาเล่าเสริม

“ขอฝากติดตามเพลง ‘Destiny’ และ ‘วงกลม’ กันก่อนนะครับ ส่วนระยะเวลาที่จะถึงนี้ ผมก็จะมีผลงานใหม่ปล่อยออกมาเรื่อยๆ เพราะว่าอัลบั้มนี้จะมีทั้งหมด 12 เพลงด้วยกัน หวังว่าทุกคนจะไม่เบื่อเบน – ชลาทิศ กันไปเสียก่อน เพราะไหนๆ ก็ห่างหายไปนานมากแล้วครับ” เบนกล่าวทิ้งท้าย และเราเชื่อว่า ทุกครั้งที่ศิลปินคนนี้สร้างสรรค์บทเพลงใหม่ออกมา บทเพลงนั้นก็จะมอบความสุข และจับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟังได้อยู่หมัดเสมอ

ฟังเพลง ‘Destiny’ และ ‘วงกลม’ ได้แล้วผ่านทุกช่องทางสตรีมมิง และชมเอ็มวีทางช่อง Tero Music บน YouTube

“ผมว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก [ครอบครัวของตัวเอง] นะ ทุกคนมีสิทธิ์เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น และผมเชื่อว่า บางทีกรอบที่เกิดขึ้น ก็เป็นแค่กรอบของคนกลุ่มหนึ่งที่บัญญัติไว้ให้เป็นข้อห้าม หรือเป็นเพียงมุมมองความคิดของคนในยุคหนึ่งซึ่งอาจส่งผลมาถึงปัจจุบัน”

เรียบเรียง rhunrun

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Direction by: Napat Roongruang 

Author: Peerachai Pasutan

Exclusive Interview with Eric Nam

พูดคุยกับ Eric Nam ศิลปินมากความสามารถเพื่อฉลองการออกอัลบั้มใหม่ There And Back Again ในฐานะศิลปินอิสระเป็นครั้งแรกในชีวิต

Photographer: Kwak Kigon

Stylist: Hwang Geum Nam

Interview by: Pacharee Klinchoo

Management: EN Management

Artist Coordination: Kanit Asava

ยินดีด้วยสำหรับซิงเกิ้ลใหม่ของคุณคาดหวังไว้ขนาดไหนและฟีดแบ็กเป็นอย่างไรบ้าง

ขอบคุณมากนะครับ ผมเพิ่งจะออกสองซิงเกิ้ลในฐานะศิลปินอิสระไปหยกๆ เลย เพลงแรกชื่อว่า I Don’t Know You Anymore ที่ออกไปเมื่อกลางเดือนตุลาคม ส่วนเพลงที่สอง Any Other Way ก็เพิ่งออกไปกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาครับ เอาจริงๆ คือผมค่อนข้างตื่นเต้นที่จะต้องออกเพลงในฐานะศิลปินอิสระเต็มตัวนะครับ แต่แฟนๆ ก็ให้กำลังใจผมมาตลอด และดูเหมือนว่าผมก็มีฐานคนฟังใหม่ๆ ที่มาหลังจากที่ผมเปลี่ยนทิศทางของดนตรีด้วยครับ มันสนุกและเติมเต็มผมได้มากจริงๆ ครับ

เนื้อหาของเพลง I Don’t Know You Anymore นี่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่แตกหักอย่างชัดเจนเลยนะคุณไปหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงเหล่านี้มาจากไหนกัน

ผมว่าเพลงส่วนใหญ่ที่ผมแต่งได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตส่วนตัวและประสบการณ์ของเพื่อนๆ รอบตัวน่ะครับ เรื่องก็คือ พวกเราล้วนเป็นมนุษย์ ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถเข้าใจหรือมีประสบการณ์ร่วมกับสถานการณ์บางอย่างได้อย่างเต็มที่ แต่เราก็สามารถมีความรู้สึกร่วมแบบกว้างๆ ในเรื่องที่เราประสบในระหว่างการใช้ชีวิตกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสุข ความยินดี การอกหัก ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ ความตื่นเต้นดีใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ร่วมที่มนุษย์ทุกคนจะประสบได้ระหว่างการเดินทางของชีวิตทั้งนั้นครับ ดังนั้น สำหรับผม ก็คือการจับแก่นของอารมณ์เหล่านี้และแปรเปลี่ยนมันออกมาเป็นรูปแบบของดนตรีที่เข้าถึงได้ สนุก ติดหู และเต็มไปด้วยอารมณ์ให้ได้ เท่านั้นเองครับ

เพลงของคุณพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่นะบอกหน่อยว่าคุณคิดเนื้อหาแต่ละเพลงได้อย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการเขียนเพลงของผมเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมเดินเข้าไปในห้องพร้อมนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ พวกเราจะเริ่มต้นคุยกันว่าเราทำอะไรกันอยู่ รู้สึกอย่างไร สบายตัวไหม อะไรทำให้เรามีความสุขหรือโศกเศร้าบ้าง เราเริ่มต้นจากตรงนั้น และดึงเอาคำศัพท์และวลีต่างๆ ออกมาจากบทสนทนาของพวกเราเพื่อเอามาทำต่อ มันเป็นธรรมชาติมากๆ เลยครับ เพราะพวกเราต่างก็เป็นมนุษย์ปุถุชน เพลงส่วนใหญ่บนโลกนี้ก็เกี่ยวกับความสัมพันธ์อยู่แล้ว ไม่ในทางดีก็ในทางร้าย หรืออาจจะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อตัวเองก็ได้นะครับ

คุณผ่อนคลายอย่างไรเวลาคุณไม่ต้องทำงาน

เป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ ผมว่าผมแค่พยายามทำตัวสบายๆ แบบสบายๆ เลยน่ะครับ ผมต้องบอกตัวเองว่าผมควรจะรู้สึกดีกับการไม่ทำอะไรเลยนะ มันยากมากเพราะผมชินกับการวิ่งไปวิ่งมา ทำงานแข่งกับเวลาตลอดเวลา แต่พอผมมีเวลาช่วงไหนที่ผมไม่ต้องทำ ผมก็จะบอกตัวเองว่า มันโอเคที่จะทำตัวว่างๆ นั่งดูทีวียาวๆ นอนเท่าที่ต้องการ และกินอะไรที่อยากจะกินน่ะครับ การใจดีต่อตัวเองและให้รางวัลตัวเองโดยการอนุญาตให้ตัวเองทำอะไรก็ได้ที่ต้องการคือวิธีการผ่อนคลายของผมเวลาผมไม่ต้องทำงานครับ

คุณให้ค่ากับความคิดเห็นของสาธารณชนต่อทั้งตัวคุณและต่องานคุณมากขนาดไหนและคุณรับมือกับความคิดเห็นเหล่านั้นได้อย่างไร

คงจะโกหกถ้าผมตอบว่าความคิดเห็นเหล่านั้นไม่ส่งผลอะไรกับผมนะ ผมคิดว่าคนที่บอกว่าพวกเขาไม่สนใจความคิดเห็นของคนอื่นไม่ได้พูดความจริงทั้งหมดหรอก การเข้าไปอยู่ในจุดที่คุณไม่แคร์อะไรเลยมันต้องผ่านกระบวนการที่คุณแคร์มันมากๆ มาก่อน คุณเห็นด้วยไหม พวกเราเป็นมนุษย์นะ ช่วยไม่ได้หรอกที่พวกเราจะแคร์น่ะ ผมแคร์มันนะ แต่ผมก็พยายามไม่ปล่อยให้มันส่งผลกระทบอะไรกับผม เพราะสำหรับผมแล้ว งานการและสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่ก็คือการเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดน่ะครับ ผมพยายามทำดนตรีที่ดีที่สุด สร้างสรรค์งานที่ดีที่สุด เค้นไอเดียที่ดีที่สุดออกมา เอาทุกอย่างที่ดีที่สุดในตัวผมออกมาให้ได้มากที่สุด ถ้าสิ่งเหล่านี้มันยังไม่เติมเต็มความคาดหวังของคนอื่นอีกล่ะก็ ผมก็คงต้องยอมรับมันล่ะครับ บางทีงานของผมอาจจะไม่เหมาะกับพวกเขา ซึ่งก็ไม่เป็นไรหรอก มีคนตั้งเจ็ดพันล้านคนบนโลกนี้ ผมขอโฟกัสอยู่กับคนที่ชอบผมและงานของผมมากกว่าคนที่พยายามจะทำให้ผมเสียกำลังใจดีกว่าครับ

เพลงถัดไปของคุณจะพูดเรื่องอะไร

เพลงล่าสุดของผม Any Other Way เป็นเรื่องของการตกหลุมรักและไม่สนใจสิ่งที่คนอื่นพูด มันตลกดีนะที่มันตอบคำถามที่แล้วของผมไปแล้ว เพราะมันเกี่ยวกับการไม่สนใจคนรอบข้าง และหมกมุ่นอยู่กับคนตรงหน้าแบบไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ผมคงไม่คิดจะมองสถานการณ์ต่างๆ ทั้งความรักหรือสถานการณ์ใดๆ ไปมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ ส่วนอัลบั้มใหม่ของผม There and Back Again ที่จะออกมาช่วงต้นเดือนมกราคมก็จะประกอบไปด้วยเพลงใหม่อีก 7 เพลง ซิงเกิ้ลโปรโมทคือสนุกมาก แทบจะรอให้ทุกคนได้ฟังไม่ไหวแล้วครับ สัญญาเลยว่ามันโคตรดีจริงๆ นะ อัลบั้มนี้คือดีเวอร์มาก ผมตื่นเต้นที่จะปล่อยออกมาให้ทุกๆ คนฟังจริงๆ ครับ

คุณมองภาพตัวเองในฐานะนักร้องในอีกสิบปีข้างหน้าไว้อย่างไรบ้างมีอะไรที่อยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำบ้างไหม

ผมรู้สึกขอบคุณมากๆ ที่ได้ทำสิ่งที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ มันเป็นเรื่องง่ายนะที่จะต้องการอะไรมากกว่านี้อีก ประสบความสำเร็จกว่านี้ ยอดวิวมากกว่านี้ ขึ้นเวทีใหญ่กว่านี้ อะไรแบบนี้ แต่ผมคิดว่าการเรียนรู้ที่จะอยู่ให้มีความสุขและชื่นชมกับสิ่งที่มีตรงหน้าคือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขจากภายในและอารมณ์มั่นคงมากขึ้นครับ นั่นไม่ได้แปลว่าผมเนือยหรืออะไรหรอกนะ เชื่อเถอะว่าผมนี่ทะเยอทะยานมากๆ เลย แต่การคิดแบบนี้ทำให้ผมไม่ฟุ้งซ่านกับสิ่งที่ผมอยากจะทำต่อไป ผมอยากจะให้ดนตรีและคอนเสิร์ตของผมเข้าถึงกลุ่มคนกว้างขึ้นทั่วโลกในอนาคต และอยากจะมีสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับแฟนๆ ให้มากกว่านี้ และผมยังอยากจะแต่งเพลงหรือโปรดิวซ์เพลงและทีวีโชว์ให้กับคนอื่นด้วยนะครับ ผมไม่รู้ว่าโปรเจ็กต์นี้จะเริ่มได้อย่างไร หรือเริ่มเมื่อไหร่ แต่นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะลองในอีกสิบปีข้างหน้านะครับ

มีนักร้องไอดอลหรือศิลปินคนไหนที่คุณอยากร่วมงานด้วยไหม

ให้ตายเถอะ มีศิลปินเยอะแยะที่ผมอยากร่วมงานด้วย และมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วยสิ แต่เอาลิสต์นี้ไปก่อนนะ ผมฟังเพลงของพวกเขาบ่อยมากๆ ช่วงนี้ มี Griff, Audrey Nuna, Niki, Chelsea Cutler, Stromae, Burna Boy, HER, 5SOS, Kid Laroi, LANY, Harry Styles แล้วก็ Jeremy Zucker

ฝากอะไรถึงแฟนๆชาวไทยหน่อย

สำหรับเพื่อนๆ และแฟนๆ ชาวไทยของผมนะครับ ขอบคุณมากๆ ที่ยังรอคอยผม และสนับสนุนจากที่ไกลๆ เสมอ ผมรู้ว่าพวกคุณรักและสนับสนุนผมในสิ่งที่ผมทำ และในตัวตนที่ผมเป็น ผมรู้สึกขอบคุณพวกคุณเสมอมา ผมมักจะคิดไปถึงช่วงเวลาครั้งสุดท้ายที่พวกเราได้เจอกันในกรุงเทพฯ และผมแทบจะรอให้ถึงวันที่ผมจะกลับไปเล่นดนตรีต่อหน้าพวกคุณอีกครั้งไม่ไหวเลยครับ จนกว่าจะถึงวันนั้น ขอให้ทุกคนรู้ว่าผมรักพวกคุณมาก และผมหวังให้ทุกคนร่างกายแข็งแรง มีความสุข และประสบความสำเร็จในสิ่งใดก็ตามที่คุณลงมือทำอยู่นะครับ ขอบคุณอีกครั้ง และหวังว่าจะได้เจอกันเร็วๆ นี้นะครับ

สตรีมอัลบั้ม There And Back Again ของ Eric Nam ได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

Exclusive Interview with HOT ISSUE

พูดคุยจากสาวๆ จาก HOT ISSUE เนื่องในการออกอัลบั้ม ICONS ของพวกเธอ

พวกคุณคาดหวังอะไรจากอัลบั้ม ICONS บ้าง

เยวอน: พวกเราคาดหวังที่จะแสดงเสน่ห์ของพวกเราให้มากกว่าเพลงเดบิวต์ของเราอย่าง GRATATA โดยการแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของพวกเรา และสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของ HOT ISSUE ด้วยค่ะ

เยบิน: พวกเราคาดหวังที่จะส่งแมสเสจไปถึงพวกคุณทุกคนว่าใครก็สามารถกลายมาเป็นไอคอนได้ทั้งนั้น และอยากให้ทุกคนเก็นการเติบโตของ HOT ISSUE ไปอีกระดับหนึ่งด้วยค่ะ

ฮยองชิน: เราคาดหวังว่า HOT ISSUE จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งในหมู่แฟนๆ และคนอื่นๆ ผ่านอัลบั้มใหม่ ICONS ของพวกเรานะคะ เพื่อที่คนจะได้ฟังเพลงของพวกเรา และเสริมสร้างความมั่นใจไปพร้อมๆ กับพวกเราด้วยค่ะ

ในฐานะที่พวกคุณเองก็เป็นไอคอนในวงการ คุณได้เห็นตัวเองในอัลบั้มนี้อย่างไรบ้างไหม

นายุน: อย่างน้อยเวลาขึ้นเวที ฉันอยากจะแสดงความมั่นใจของฉันให้เหมือนกับที่เนื้อเพลงว่าไว้น่ะค่ะ ฉันหวังว่าพวกคุณจะสามารถสัมผัสถึงความทะเยอทะยานของ HOT ISSUE ที่อยากจะกลายมาเป็นไอคอนของวงเคป็อปในเจเนอเรชั่นที่สี่นี้นะคะ

ดาอิน: ฉันพยายามจะแสดงความรู้สึกมั่นใจให้เหมือนกับเนื้อเพลงเลยค่ะ และเพราะว่าฉันรักตัวเองและรักวง HOT ISSUE มาก ฉันก็เลยคิดแค่ว่า ‘ฉันจะแสดงตัวตนที่แท้จริงของฉันออกมา’ เท่านั้นเองค่ะ

เยวอน: เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเราจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ด้วยสีสันของเราผ่านความมั่นใจและความจริงใจของ HOT ISSUE เราจึงเรียนรู้ และพยายามอย่างหนักที่จะแสดงสีหน้าและท่าทางบนเวทีให้ได้มากกว่าตอนที่เรานำเสนอเพลงเดบิวต์ของพวกเราอย่าง GRATATA นะคะ

ฮยอนชิน: เพื่อที่จะแสดงพลังงานที่สดใสและความมั่นใจของฉันออกมา ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของการแสดง แต่ในแง่ของการร้องเพลงด้วย ฉันใส่ใจในทุกรายละเอียดและการนำเสนอเลยค่ะ

ช่วยให้กำลังใจคนอื่นๆ หน่อยว่าพวกเขาสามารถเป็นไอคอนได้ และคุณสมบัติไหนในความคิดของคุณที่สำคัญต่อการเป็นไอคอนของคนคนหนึ่ง

นายุน: ฉันคิดว่าคุณควรรักษาความเป็นตัวเองไว้ให้มากๆ ไม่ว่าจะตกอยู่ในช่วงเวลาที่ลำบากมากแค่ไหนก็ตาม อยากล้มลงเพียงเพราะสายตาหรือคำพูดของคนอื่น และคุณจะกลายเป็นไอคอนที่มั่นใจในสิ่งที่คุณลงมือทำอยู่

ดานา: ฉันคิดว่าคุณควรเป็นไอคอนที่ตัวคุณเองภาคภูมิใจ ไม่ใช่ไอคอนที่ทำตามมาตรฐานของคนอื่นนะคะ

ฮยอนชิน: แทนที่จะพูดถึงคุณลักษณะของการเป็นไอคอน ฉันคิดว่า ‘การเป็นตัวของตัวเอง’ นี่ก็คือการเป็นไอคอนที่จะเปิดเผยสีสันของตัวคุณเองให้ไปไกลกว่ามาตรฐานที่คนอื่นตั้งไว้ หรือชื่อเสียงนะคะ

การได้อยู่ในวงการบันเทิงเคป็อปนี้ พวกคุณรู้สึกกดดันบ้างไหม ถ้าเป็นเช่นนนั้น พวกคุณรับมือกับมันได้อย่างไร

นายุน: แน่นอนว่ามันมีแรงกดดันอยู่แล้ว แต่ฉันคิดว่าความคาดหวังต่อ HOT ISSUE ในช่วงหลังๆ นี้มันมากกว่าแรงกดดันอื่นๆ เสียอีก พวกเรามีความมั่นใจที่จะแสดงดนตรีดีๆ บนเวทีดีๆ ต่อไปในอนาคต รอพวกเรานะคะ

เยบิน: แรงกดดันมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นะคะ แต่ฉันคิดว่าฉันอยากจะรับมันในฐานะพลังด้านบวกให้ได้มากที่สุด และฉันจะตั้งใจทำงานเพื่อที่จะขึ้นแสดงให้ได้ดีกว่าเดิมค่ะ

ดานา: ฉันรู้สึกถึงความรับผิดชอบมากกว่าแรงกดดันนะคะ และในกรณีนี้ ฉันเลือกที่จะปิดจุดด้อยของตัวเองผ่านการเรียนรู้ตัวเอง และฝึกซ้อมให้มากๆ เพื่อที่จะได้มั่นใจ และทำตามความรับผิดชอบของตัวเองให้ได้มากที่สุดค่ะ

เมนา: แน่นอนสิคะ ฉันรู้สึกกดดัน แต่ฉันฝึกฝน และพยายามมากขึ้นในทุกๆ วันโดยแทบไม่คิดถึงเรื่องอื่นเลยค่ะ

เยวอน: แน่นอนค่ะ มันมีแรงกดดันบางๆ อยู่แล้ว แต่มันก็มีเวทีมากมาย และมีแง่มุมต่างๆ ของพวกเราที่ฉันอยากจะแสดงออกในระหว่างที่พวกเรายังได้มีโอกาสทำงานอยู่ ฉันทำงานหนักเพื่อที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขในทุกๆ ช่วงเวลาค่ะ

ดาอิน: มันมีช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกตื่นตระหนกตอนที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงเกาหลี ฉันคิดว่าทุกอย่างเป็นไปได้ตราบใดที่ฉันยังอยู่กับเมมเบอร์คนอื่นๆ นะคะ

ฮยอนชิน: แทนที่จะมองว่ามันเป็นแรงกดดัน ฉันมองว่าฉันทะเยอทะยานที่จะนำตัวเองไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าโดยการพยายามและท้าทายสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเองในทุกๆ เวลาค่ะ

พวกคุณมีใครเป็นไอคอนบ้างไหม และทำไมถึงเป็นเขา

นายุน: แม่ฉันเองค่ะ ทุกวันนี้ ฉันรู้สึกมากๆ ว่าแม่เป็นคนเข้มแข็งที่สุด ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แม่ฉันจะหาทางออก และจัดการปัญหาได้ แทนที่จะมานั่งคร่ำครวญ ฉันเลยอยากจะเป็นคนเข้มแข็งแต่อ่อนโยนเหมือนแม่ตัวเองค่ะ

เยวอน: ฉันเคารพ IU เพราะเธอทำงานได้หลากหลาย แสดงตัวตนในทุกแง่มุม ซึ่งมันเจ๋งมากเลย และเธอยังมีแพสชั่นและความรักต่อดนตรีมากๆ ด้วยค่ะ ฉันคิดว่าเธอต้องเรียนรู้อะไรมามากๆ อย่างแน่นอนค่ะ ไม่ใช่แค่ในฐานะนักร้อง แต่ในฐานะคนคนหนึ่งด้วย

ฮยองชิน: ในฐานะคนที่สานฝันตัวเองโดยการดูการแสดงของ CL มาตั้งแต่เด็ก ฉันเคารพและเรียนรู้อะไรต่างๆ จากเธอมาเยอะเลยค่ะ

บอกเราหน่อยว่าคุณพัฒนาตัวเองมาไกลแค่ไหนตั้งแต่วันเดบิวต์มาจนถึงวันที่ ICONS เปิดตัว ในแง่มุมชองการแสดงและการร้องนะ

นายุน: ในเรื่องของการแสดงออกในบทเพลง ฉันคิดว่าฉันเรียนรู้อะไรเยอะกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยค่ะ สีสันของ HOT ISSUE ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้น และเมื่อเราพัฒนาทั้งทักษะในการแสดงและการร้องเพลงมากขึ้น ฉันคิดว่าพวกเราได้ก้าวไปอีกขั้นแล้วเมื่อเทียบกับการโปรโมทของพวกเราในรอบที่แล้ว

เยวอน: คุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพวกเรานับจากเพลง GRATATA ไม่เฉพาะเรื่องดนตรีเท่านั้นนะคะ แต่เป็นเรื่องการแสดงด้วย ในขณะที่เตรียมอัลบั้ม ICONS อยู่ สมาชิกทุกคนฝึกกันอย่างหนักทั้งร้องเพลง เต้น และแรป เป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะคะ

ดาอิน: ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนเติบโตขึ้นกันทั้งนั้น และทีมเวิร์คเราก็ดีขึ้น พวกเราเข้าขากันได้เร็วกว่าเมื่อก่อน ฉันยังคิดว่าฉันเองก็แรปได้ดีขึ้นมากเพราะฉันฝึกมาอย่างหนัก และพยายามเป็นอย่างมากที่จะแสดงออกถึงอะไรหลายๆ อย่างในท่อนแรปของฉัน

จุดมุ่งหมายใหญ่สุดของพวกคุณในวงการนี้คืออะไร

นายุน: ฉันอยากจะทำดนตรีที่คนทั่วไปและแฟนๆ นึกถึงเวลาพวกเขาพูดถึงช่วงยุค 2020s จุดหมายใหญ่คือการได้เป็นศิลปินที่มีดนตรีอยู่ในใจของผู้คน และส่งผลต่อจิตใจของพวกเขาในทางบวกค่ะ

ดานา: จุดมุ่งหมายใหญ่ของพวกเราคือการได้เผยแพร่เสน่ห์ของสมาขิกแต่ละคนไปให้กว้างๆ ค่ะ และ HOT ISSUE ได้เป็นศิลปินที่คนชอบฟังและชอบดูได้ในที่สุดค่ะ

เยวอน: จุดมุ่งหมายหลักของ HOT ISSUE คือฉันอยากจะกลายเป็นศิลปินระดับโลกค่ะ เมื่อเวลาผ่านไป ฉันอยากจะให้ HOT ISSUE กลายเป็นไอคอนของวงการดนตรีด้วยค่ะ

ดาอิน: ฉันไม่ได้ตั้งจุดมุ่งหมายยิ่งใหญ่อะไร เพราะกลัวว่าตัวเองจะเฉื่อยหลังจากไปถึงจุดนั้นแล้วค่ะ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่ฉันคิดคือฉันอยากจะเป็นคนที่ทำให้คนที่ฉันรักมีความสุขเท่านั้นเองค่ะ

บอกอะไรกับแฟนๆ ชาวไทยที่รอคุณอยู่หน่อย

นายุน: ขอบคุณมากๆ นะคะที่สนับสนุน HOT ISSUE จากที่ไกลๆ เสมอ ฉันหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นโดยเร็ว และพวกเราจะได้เจอหน้ากันอีกครั้ง เพื่อให้คุ้มกับที่พวกคุณสนับสนุนพวกเรามาตลอด พวกเราจะทำการโปรโมทครั้งนี้ให้ดีที่สุดค่ะ รอดูได้เลยนะคะ ฉันรักคุณค่ะ

เยบิน: ฉันหวังว่าสถานการณ์โควิด-19 นั้นจะดีขึ้นโดยเร็ว พวกเราจะได้เจอแฟนๆ ชาวไทยของเราได้เสียที พวกเราจะทำงานหนักนะคะ กรุณาสนับสนุนพวกเราด้วยค่ะ

เยวอน: ซูเรชาวไทยคะ HOT ISSUE กลับมาพร้อมอัลบั้มเดี่ยวแรก ICONS แล้วค่ะ พวกเราจะแสดงให้เห็นว่าพวกเราเติบโตขึ้น และเจ๋งขึ้นขนาดไหนหลังจากเดบิวต์มา กรุณารอพวกเรา และรักพวกเรามากๆ นะคะ หวังว่าทุกคนจะสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยไข้ค่ะ

ฮยอนชิน: ขอบคุณมากๆ นะคะที่ยังรอพวกเราอยู่ พวกเราทำงานหนักมากกับอัลบั้ม ICONS นี้ ขอให้ทุกคนแสดงความรักและความสนใจกับเราไม่ใช่เฉพาะเพลง ICONS นะคะ แต่ขอให้สนใจเพลงหน้าบีอย่าง Hot Candy ด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะ

สตรีมอัลบั้ม ICONS ของ HOT ISSUE ได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

l

DONDA อัลบั้มเต็มชุดที่ 10 ของ Kanye West ที่เต็มไปด้วยอารมณ์และบีทล้ำๆ ปล่อยให้ฟังแล้วพร้อมดราม่าทันทีเมื่อ Kanye แจงว่าทางค่ายเอาอัลบั้มนี้ไปปล่อยโดยไม่ผ่านการ approve

DONDA อัลบั้มเต็มชุดที่ 10 ของ kanyewest ได้ปล่อยออกมาให้ฟังกันแล้วครับโดยเจ้าตัวก็ได้ปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมดลงไป rhymes และ บีทล้ำๆและยังได้เหล่าแร็พเปอร์และโปรดิวเซอร์ตัวท็อปมากมายนำโดย Jay-Z มาแจม (credits แต่ละเพลงตามภาพครับ)


นอกจากนี้ Ye เองยังแร็พถึงสองดีไซเนอร์ระดับตำนานของญี่ปุ่นทั้ง Junya Watanabe แห่ง Comme des Garcons และ Jun Takahashi แห่ง Undercover ในเพลง Junya และ Junya pt2

รวมถึงสองนักกีฬาซุปเปอร์สตาร์ทั้ง Lionel Messi ที่เพิ่งย้ายจากสโมสรฟุตบอล Barcelona ไป PSG และ Giannis Antetokounmpo จากทีมบาสเก็ตบอล Milwaukee Bucks แชมป์ NBA ปีล่าสุด


ถือเป็นการรำลึกถึงคุณแม่ Donda West ผู้จากไปเมื่อปี 2007 ได้อย่างสมบูรณ์แบบและท่วมท้นไปด้วยความในใจของเจ้าของ 21 รางวัล GRAMMYS ครับ แต่ 💔ท่ามกลางผลตอบรับที่ท่วมท้นและคำชมเชยของแฟนๆ เจ้าตัวกลับออกมาแฉว่า Universal Music เอาอัลบั้มนี้ไปปล่อยโดยที่เจ้าตัวยังไม่ approve 100% งานนี้น่าจะมีกระแสดราม่ากันต่อ รอติดตามได้เลยครับ!

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Gadhouse X HONNE มาแล้วสำหรับแฟนๆ ของสองหนุ่มดูโอ้โดยเฉพาะ

ในวงการคนเล่นแผ่นเสียง ปฏิเสธไม่ได้ว่า Gadhouse คือผู้ผลิตแผ่นเสียงที่สามารถผสมผสานรูปลักษณ์ของเครื่องเล่นแบบเรโทรเข้ากับคุณภาพเสียงของเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ในขณะที่วงการดนตรีเอง ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า HONNE คือวงดูโอ้จากประเทศอังกฤษที่สามารถผลิตเพลงที่มีซาวด์เฉพาะตัว ทำให้ผู้ฟังได้เคลิบเคลิ้มไปกับทุกตัวโน้ตของพวกเขาได้ไม่ยาก

และในวันนี้ ความร่วมมือกันระหว่าง Gadhouse และ HONNE ก็ถือกำเนิดออกมาเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Brad Retro Record Player ของ Gadhouse ที่เชิญ HONNE มาออกแบบใหม่ ใส่ตัวตนของพวกเขาภายใต้คอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดใหม่ ‘Let’s just say the world ended a week from now. What would you do?’ สำหรับนักสะสมและแฟนๆ ของวงโดยเฉพาะ และความพิเศษยังไม่จบ เครื่องเล่นแผ่นเสียงสุดพิเศษนี้จะวางจำหน่ายพร้อมอัลบั้มชุดใหม่ในรูปแบบแผ่นเสียงเป็น ‘HONNE x Gadhouse Brad Retro Record Player Exclusive Set’ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 ชุด แต่ละชุดมีระบุหมายเลขไว้อย่างชัดเจน ภายในชุดประกอบด้วย 1) เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่น Brad Retro Record Player ลายพิเศษออกแบบโดย HONNE 2) แผ่นรองเครื่องเล่นคอนเซ็ปต์เดียวกับแผ่นเสียง 3) แผ่นเสียงอัลบั้ม ‘Let’s just say the world ended a week from now. What would you do?’ ที่เป็นแผ่น crystal clear สวยงามน่าสะสม

เปิดให้จองแล้วที่ www.gadhouse.com และตัวแทนจำหน่าย Gadhouse อย่างเป็นทางการทั่วโลกในราคา 9,790 บาท จำกัดเพียง 500 ชุดเท่านั้น อย่าได้พลาดด้วยประการทั้งปวง

Potato ผนึกกำลังหยิน-หยางกับ Slot Machine ปล่อยเพลง ‘อีกไม่ช้า (SOON)’ เล่ามุมมองความรักและมิตรภาพแล้ว

หลังจากที่ส่งเพลง ‘หมดความหมาย’ ขึ้นอันดับหนึ่งหลายชาร์ตเรียกน้ำตาจากแฟนเพลงมาแล้ว วันนี้ Potato จับมือกับ Slot Machine ปล่อยซิงเกิ้ลที่ 3 ในอัลบั้ม Friends ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 8 ของวงอย่าง ‘อีกไม่ช้า (SOON)’ แล้ว โดยปั๊บ นักร้องนำวงได้กล่าวถึงเพลงนี้ไว้ว่า “เพลง ‘อีกไม่ช้า (SOON)’ เป็นมุมมองที่เล่าถึงเรื่องของพระอาทิตย์ – พระจันทร์ ที่ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ก็มีช่วงเวลาที่ทั้งสองได้พบกัน (ช่วงโพล้เพล้) ผีตากผ้าอ้อม โดยมีเรื่องของเเสงที่เชื่อมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุด ก็เปรียบเสมือนคนที่ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ก็จะมีเวลาที่เราได้มาพบปะกับผู้อื่นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งการที่เราได้พบกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายหรือดีก็เป็นสิ่งที่น่าจดจำทั้งสิ้น ถ้าโลกนี้ยังหมุนอยู่เรายังจะได้พบกันเพื่อบันทึกเรื่องราวเอาไว้ เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมทำเพลงกับพี่ๆ Slot Machine เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ สนุกตื่นเต้นเลยครับ ทำงานด้วยกันไม่มีรูปแบบและขอบเขตทั้งเนื้อร้อง – ทำนอง ถ้าลองสังเกต ภาษาที่เล่าในเพลงของเราจะมีภาษาเพลงที่ต่างกันทั้งของโปเตโต้และสล็อต แมชชีน แต่ให้การสื่อสารและความหมายเป็นสิ่งเดียวกัน รวมถึงภาคดนตรี  ที่สำคัญเพลง “อีกไม่ช้า”  มีชื่อภาษาอังกฤษว่า SOON ซึ่งมาจาก Sun + Moon ครับ ขอขอบคุณ พี่ปู๋ – ปิยวัฒน์ มีเครือ สำหรับเนื้อเพลงนี้ด้วยนะครับ พี่เค้าต้องใช้พลังมากทีเดียว ส่วนมิวสิกวิดีโอ เราใช้คำว่า Official Visualiser  ร่วมงานกับ พี่ต้น – เรืองฤทธิ์ สันติสุข แห่ง DuckUnit เป็นผลงานสุดจินตนาการ ผมอธิบายไม่ถูกจริงๆ อยากให้ลองรับชมรับฟังกันนะครับ” 

ในขณะที่เฟิด นักร้องนำ Slot Machine ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน “รู้สึกตื่นเต้น แล้วก็ดีใจตั้งแต่พี่ปั๊บติดต่อมาครั้งแรกเลยครับ ทั้งในฐานะศิลปินที่เจอกันบ่อยมากๆ และในฐานะแฟนเพลงที่โตมากับทุกยุคของโปเตโต้เหมือนกัน เป็นการร่วมงานกันที่อบอุ่น เป็นกันเอง แล้วก็ประทับใจในผลงานที่ออกมาทั้งภาพและเสียงเข้มข้นสมกับความตั้งใจที่เห็นจากการทำงานร่วมกันเลยครับ  ฝากแฟนๆ ของพวกเรา หยินและหยาง เอ้ย! โปเตโต้และสล็อต แมชชีน กับเพลง ‘อีกไม่ช้า’ ไว้เป็นอีกหนึ่งพลังใจดีๆจากพวกเราครับ อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป แล้วเราจะกลับมาพบกันเพื่อบันทึกเรื่องราวดีๆอีกครั้งแน่นอนครับ

เก็บตัวลุยงาน! Kanye West ขังตัวเองอยู่ในห้องเล็กๆสุดแสนเรียบง่ายภายใน Mercedes-Benz Stadium ที่ Atlanta เพื่อทำอัลบั้ม Donda ให้เสร็จสมบูรณ์

หลังจากที่ Kanye West ศิลปินโปรดิวเซอร์และดีไซเนอร์ Hip-hop ชาวอเมริกันชื่อดัง ที่พึ่งจัดอีเว้นท์ Listening Party ส่วนนึงของอัลบั้มที่ 10 ของเขา “DONDA” ที่อุทิศให้กับแม่ของเขา Donda West ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2007 ด้วยวัย 58 ปี ที่ Mercedes-Benz Stadium สนามกีฬาเอนกประสงค์ที่ตั้งอยู่ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา

เพียงไม่กี่วันหลังจากการแสดงของ Kanye West ก็ดูเหมือนว่าเขาต้องการที่จะหยุดพักสักเล็กน้อยเมื่อเขาได้กลับเข้าไปสัมผัสบรรยากาศกีฬาท้องถิ่น อย่างการแข่งขันฟุตบอลของทีม Atlanta United FC ซึ่งจัดขึ้นที่เดียวกันกับที่เขาเปิดตัวอัลบั้ม DONDA โดยเหล่าแฟนๆก็ได้เห็นเขาสวมชุดสีแดงสดและหน้ากากที่บดบังกับสีหน้ายิ้มแย้มที่อยู่ภายใต้หน้ากากของเขา

ทำให้แฟนๆหลายคนต่างพากันสงสัยว่าเขาคงจะต้องพักที่ไหนสักแห่งใกล้ๆสนามเมอร์เซเดส-เบนซ์แห่งนี้อยู่แน่ๆ ซึ่งมันก็จริงเพราะเจ้าตัวก็อยู่ทำงานเพลงต่อในสนามความจุ 71,000 ที่นั่นแหละครับ!

และล่าสุด Kanye West ได้เผยภาพห้องพักชั่วคราวของตัวเองผ่านทาง Instagram ที่หลบอยู่ตรงไหนสักมุมหนึ่งเล็กๆในสนามแห่งนี้ โดยภายในห้องก็มินิมอลสุดๆมีเพียงเตียงสีขาว 1 ที่นอนสุดเรียบง่าย ทีวี น้ำดื่ม และกระเป๋าเดินทางใบเดียวกับเสื้อผ้าและรองเท้า YEEZY Collection สุดฮิตที่เจ้าตัวออกแบบ

คาดกันว่าว่าเขาคงต้องการที่จะพักผ่อนซึมซับ Moment ช่วงเวลาสำคัญที่ดีที่สุดสำหรับเขาใน Atlanta ในสถานที่แห่งนี้สำหรับเขาและเร่งทำงานอัลบั้มชุดที่ 10 นี้ให้เสร็จสมบูรณ์ทันวันที่ 10 สิงหาคมนี้หลังจากเลื่อนมาหลายรอบเพราะเจ้าตัวยังใส่ไอเดียและท่อนแรพใหม่ๆลงไปแบบไม่หยุดหย่อน

มารอดูกันครับตัดขาดและเดินหน้าขังตัวเองขนาดนี้อัลบั้มนี้จะสร้างปรากฎการณ์ได้อีกมั้ยสำหรับแร็พเปอร์เจ้าของรางวัล Grammy Awards 21 รางวัล (ทีมงานในสนามก็เอาใจช่วยถึงขนาดเปลี่ยนชื่อ Twitter ของสนามเป็น DONDA Studio at Mercedes-Benz Stadium ให้ Kanye ใช้ไปเลยด้วยครับ)

เรื่อง Eknaphat Noonwong

เรียบเรียง rhunrun

ไปชมบรรยากาศ Listening Party กับอัลบั้มเต็มชุดที่ 10 จาก Kanye West ในชื่อ Donda ที่ทั้งโลกรอคอยส่งตรงจาก Mercedes Benz Stadium ที่ Georgia!

บรรยากาศ Listening Party กับส่วนนึงของอัลบั้มเต็มชุดที่ 10 จาก Kanye West ในชื่อ Donda ตามคุณแม่ของเจ้าตัวที่จากไปเมื่อปี 2007โดยไฮไลต์นอกจากจะมีกลิ่นไอเพลงของศาสนาคริสต์ Kanye ยังได้ Travis Scott แร็พเปอร์ขวัญใจมหาชนมาร่วมงานด้วยพร้อมกับแร็พเปอร์มากฝีมือหลายคนตั้งแต่ Pusha T, Playboi Carti, Baby Keem, Don Toliver, Lil Baby, Lil Durk รวมไปถึง Pop Smoke แร็พเปอร์หนุ่มผู้ล่วงลับไปอีกด้วยครับ

และที่เซอร์ไพรส์กว่านั้นก็คือการที่ Jay-Z เพื่อนรักที่มีข่าวมาตลอดว่าแคลงใจและงอนๆกันไปพักใหญ่ก็กลับมาร่วมงานกับเจ้าตัวทวงบัลลังก์ฮิปฮอปอันดับ 1 อีกครั้งครับ! ไปชมบรรยากาศส่งตรงจาก Mercedes Benz Stadium ที่ Georgia และ Kanye ในเสื้อกันลมสีแดงจาก GAP ที่เจ้าตัวร่วมออกแบบกันได้เลยครับ! (อัลบั้มยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 100% และจะมีการปล่อยอัลบั้มเต็มออกมาหลังจากนี้ครับ)

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

เปิดตัวบอยแบนด์วงใหม่ SKYLIZE กับเพลงแดนซ์สุดมันให้ทุกคนตามเลือกเมนกันได้แล้ววันนี้

SKYLIZE วงบอยแบนด์หน้าใหม่อันประกอบไปด้วย 6 หนุ่ม อย่าง บอสบอส – พิธิวัธ รังษีนรบุตร, ป่า – อรัณย์ ธรรมธิราชเกื้อกูล, ป๊อป – ทัตพล แซ่โง้ว, หลุยส์ – ณรงค์ฤทธิ์ สุขะเสวต, ปอนด์ – ปิยะวัฒน์ วิจิตรภัทร และทอย – นรินธร เอื้อวุฒิธรรม เปิดตัวเอ็มวีใหม่พร้อมชิน – ชินวุฒ มาร่วมโชว์สเต็ปเทพพร้อมกัน เชิญทุกคนมาเลือกเมนกันได้แล้ว