คุยกับ กีเยร์โม เดล โตโร กับหนังสยองขวัญเรื่องใหม่ “Scary Stories to Tell in the Dark”

“Scary Stories to Tell in the Dark” และเจ้าของรางวัลออสการ์ กีเยร์โม เดล โตโร (The Shape of Water) มีความผูกพันกันมานานหลายปีนับตั้งแต่ช่วงที่เขายังคงเป็นวัยรุ่น เดล โตโร หลงรักหนังสือเหล่านั้นทันทีที่เขาเห็นหน้าปกในร้านหนังสือ ความหลงไหลจากวัยเด็กยังคงมีอยู่ในตัวของเขาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อภาพวาดจากหนังสือที่อยากได้ เขาก็ยอมที่จะเอารถส่วนตัวของเขาไปจำนอง ยอมเป็นหนี้เป็นสินเพื่อนำภาพเหล่านั้นที่มีความหมายกับตัวเขาในวัยเด็กมาไว้ในครอบครอง แต่การกระทำทั้งหมดของเขาก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เพราะท้ายที่สุดเขาก็ได้นำความชอบของเขามาใส่เข้าไปในหนังเรื่องนี้ หนังที่สร้างจากหนังสือที่เขารัก

“ผมคิดว่าเสน่ห์ของหนังสือ Scary Stories คือการที่เรื่องทุกเรื่องมีการจบในตอน แต่เสน่ห์เหล่านั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้การสร้างภาพยนตร์เป็นเหมือนฝันร้าย” เดล โตโร กล่าว “ดังนั้นผมจึงต้องคิดหาวิธีที่ทำให้เรื่องเหล่านั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้ พวกเราพยายามหาช่วงเวลาที่เคยมีผลกระทบกับคนทุกคนในอเมริกา จากนั้นเราจึงค่อย ๆ วางโครงเรื่องลงไปให้เข้ากับเรื่องราวที่พวกเราต้องการเล่า” ช่วงเวลาที่พวกเขาเลือกก็คือปี 1968 มันเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ยังไม่มีการเซลฟี่ และเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อยากในอเมริกากีเยร์โม เดล โตโร เคยได้พูดคุยกับผู้กำกับชาวนอร์เวย์ อังเดร โอเวรดัล (Trollhunter) มาแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2010 เดล โตโร มีความเห็นว่าเขาคนนี้ล่ะที่ “เหมาะสมที่สุด” สำหรับโปรเจกต์ชิ้นนี้ โอเวรดัลเป็นตัวเลือกแรกและตัวเลือกสุดท้ายของเดล โตโร แต่ทว่าในขณะที่ เดล โตโร มีความคุ้นเคยกับ Scary Stories ชนิดเข้ากระดูกดำ โอเวรดัลกลับไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับมันเลยแม้แต่สักนิดเดียว “ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าพวกหนังสือพวกนี้เลย จนกระทั่งผมได้รับบทภาพยนตร์นี่ล่ะ” เขากล่าว “และนั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่เคยตีพิมพ์หนังสือเหล่านี้ในนอร์เวย์ พอผมได้อ่านพวกมันจากบทภาพยนตร์ ผมก็ตกหลุมรักผลงานเหล่านั้นทันที”

เรื่องมันเป็นยังไง

“นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เล่าแบบแยกเรื่องครับ” โอเวรดัล กล่าว “มันเป็นภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมงที่มีเส้นเรื่องเพียงเส้นเดียว เราได้มัดรวมทุกอย่างให้อยู่ในเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน” มันเป็นเรื่องราวที่มีต้นกำเนิดมาจาก ซาร่าห์ เบลโลวส์ หญิงสาวในเมืองเล็ก ๆ ชื่อมิลวัลเลย์ เธอได้นำประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัวของเธอมาบันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป บ้านของเธอได้ถูกทิ้งร้าง หนังสือของเธอได้หลับไหลอยู่ในบ้านหลังนั้น จนกระทั่งเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้มาเจอกับมัน “เด็กเหล่านั้นนำหนังสือของเธอติดกลับบ้านไปด้วย และหนังสือก็เริ่มเขียนเรื่องราวสยองขวัญด้วยตัวของมันเอง โดยมีตัวละครเป็นเด็กเหล่านั้นที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวมากที่สุดในชีวิต” เดล โตโร กล่าว


พวกคุณเอาเรื่องสยองจากหนังสือมากี่เรื่อง
“เราได้คัดกรองมาประมาณ 5 หรือ 6 เรื่องที่พวกเราชอบมากที่สุด บางเรื่องเราได้นำโครงเรื่องของมันมาใช้ทั้งหมดเลย” เดล โตโร กล่าว “บางเรื่องเราแค่นำมาใช้เป็นอ้างอิงเท่านั้น คนที่เคยอ่านหนังสืออาจจะสังเกตเห็นอ้างอิงเหล่านั้นได้ เพราะมันจะมาแค่ชื่อเรื่อง หรือถูกผสมผสานเข้ากับเรื่องสยองเรื่องอื่น หรือไม่ก็ถูกนำมาใช้เพียงรูปแบบของเสียง แต่หลัก ๆ แล้วเราก็เลือกมาแต่เรื่องที่ทุกคนมักจะจำกันได้ แน่นอนว่าหนังสือมันมีเรื่องเล่าเยอะมาก แต่พวกเราก็ได้ตัดสินใจกันแล้วว่า มันคือ ‘หนังรวมฮิตเรื่องเล่าสยองขวัญ’ ครับ”

โอเวรดัลเผยว่าเรื่องสยองหลัก ๆ ที่พวกเขานำมาใช้ในภาพยนตร์คือ “นิ้วโป้งเท้า The Big Toe”, “หุ่นไล่กา Harold”, “จุดสีแดง The Red Spot”, “ความฝัน The Dream” และ “ผีหัวขาด Me Tie Dough-ty Walker”

ทำไมสัตว์ประหลาดในตัวอย่างถึงดูสมจริงขนาดนั้น

หากคุณเคยเห็นตัวอย่างภาพยนตร์ คุณอาจจะรู้สึกได้ว่าสัตว์ประหลาดที่ปรากฏนั้นมีรูปร่างคล้ายคลึงกับภาพวาดในหนังสือ จนอาจจะเรียกได้ว่าพวกมันเดินออกมาจากภาพเหล่านั้นเลยก็ว่าได้ และนั่นก็เป็นเพราะผลของความพยายามของ เดล โตโร นั่นเอง “ผมก็ทำเหมือนกับที่ผ่าน ๆ มาครับ ผมสร้างพวกมันด้วยการใช้สเปเชียลเมคอัพเอฟเฟค” เดล โตโร กล่าว “ในเมื่อผมอยากจะสร้างสัตว์ประหลาดเหล่านี้โดยสเปเชียลเอฟเฟค ผมก็ต้องมีทีมที่สามารถปั้นและแต่งเติมสีสันให้กับสัตว์ประหลาดพวกนั้น พวกเราจึงได้รวบรวมเหล่าปรมจารย์ด้านสเปเชียลเอฟเฟคมาเพื่อปลุกชีวิตให้กับสิ่งเหล่านั้น”

และดูเหมือนว่าความน่าขยะแขยงในตัวสัตว์ประหลาดจะไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ทำให้สัตว์ประหลาดตัวนั้น ๆ โดดเด่นที่สุด เพราะสัตว์ประหลาดที่ทำให้ เดล โตโร รู้สึกหวาดกลัวมากที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ หญิงผิวซีด หรือ Pale Lady “เหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงต้องการจำลองสัตว์ประหลาดจากภาพของ สตีเฟน แกมเมล (ผู้วาดภาพประกอบหนังสือ Scary Stories) นั้นเป็นเพราะความท้าทายและความยากในการปั้นสิ่งเหล่านั้นครับ” เดล โตโร กล่าว “สิ่งที่ทำให้หญิงผิวซีดดูน่ากลัวจริง ๆ นั้นคือ ใบหน้าที่ดูสงบและมีความสุขของเธอครับ เธอมีใบหน้าแบบนั้นในขณะที่นัยน์ตาของเธอที่ดูว่างเปล่ากลับมีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่ ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะปั้นให้ได้ถึงระดับนั้น คุณจะต้องใส่บุคลิกของเธอเข้าไปด้วย สิ่งที่ทำให้มันยากไม่ใช่ปีก ไม่ใช่เขี้ยว มันเป็นเรื่องของบุคลิกนิสัยของตัวละครนั้น ๆ ต่างหาก ดังนั้นมันเลยเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ สำหรับพวกเราครับ”

อะไรที่ทำให้คุณเลือก อังเดร โอเวรดัล มากำกับหนังเรื่องนี้

ในขณะที่ เดล โตโร ต้องสร้างหนังหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน เขาจำเป็นต้องมีผู้กำกับที่สามารถควบคุมทิศทางของหนังให้เป็นไปตามเป้าหมายที่เขาต้องการได้ โอเวรดัลเป็นผู้กำกับคนแรกและคนสุดท้ายที่เขาเลือก และนั่นก็เป็นเพราะว่า เขาเป็นคนที่ทุ่มเทและเอาใจใส่ต่อสิ่งที่เขาได้รับมอบหมาย เขามีความมั่นใจตั้งแต่เริ่มแรกแล้วว่าเขาสามารถทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมาได้ “ผมยังจำตอนที่ผมนำหนังไปเสนอให้สตูดิโอ CBS ได้” เดล โตโร กล่าว “เขาพูดกับทางสตูดิโอว่า ‘พวกคุณต้องเชื่อมั่นว่าผมสามารถทำเรื่องนี้ได้ ผมโตมากับหนังเรื่องนี้ แม้ก่อนหน้านี้ผมจะไม่เคยอ่านมันมาก่อน แต่เมื่อผมได้อ่าน ผมก็สามารถเข้าใจมันได้ถึงแก่นแท้ ผมเข้าใจว่าผมจะต้องตัดสินใจอย่างไรเพื่อไปในทิศทางที่ถูกต้องครับ’”

เดล โตโร ได้อธิบายต่อว่า ทำไมโอเวรดัลถึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา

“อังเดรมีคุณสมบัติ 2 สิ่งที่ผมชอบ อย่างแรกคือ เขาเป็นคนที่พิถีพิถันมาก วิธีการสร้างเรื่องราวผ่านเลนส์กล้องของเขานั้นเป็นอะไรที่ดูคลาสสิคมากครับ และอย่างที่สองก็คือ เขาเป็นคนสนุกครับ หนังของเขาแต่ละเรื่องมีแต่หนังที่ทำให้ผมรู้สึกเพลิดเพลิน ผมรู้สึกสนุกมากตอนที่ผมได้ดู ‘Trollhunter’ และ ‘The Autopsy of Jane Doe’ มันให้ความรู้สึกที่ผมไม่ค่อยได้พบครับ นอกจากความสยองขวัญและความระทึกขวัญแล้ว มันก็จะยังทำให้คุณรู้สึกดูแล้วสนุกมาก ๆ ด้วย แม้ว่าพวกมันจะเป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันคนละขั้วก็ตามที”

สำหรับ “Scary Stories to Tell in the Dark” เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1968 ถ่ายทอดความสยองผ่านเหตุการณ์อันน่าสะพรึงที่เกิดขึ้นในเมืองมิดวัลเลย์ สหรัฐอเมริกาปี 1968 เมื่อเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้พบกับหนังสือของ ซาร่าห์ เบลโลวส์ ที่ได้บันทึกเรื่องเล่าสยองขวัญที่ราวกับหลุดออกมาจากความกลัวที่ซ่อนอยู่ภายในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจ แต่ในเวลาต่อมาพวกเขากลับพบว่าเรื่องที่บันทึกในหนังสือเล่มนั้นกลับกำลังกลายเป็นเรื่องจริงที่กำลังจะคร่าชีวิตของพวกเขาไปทีละคน! และเป็นสาเหตุให้ความชั่วร้ายกลับมาเยือนเมืองแห่งนี้อีกครั้ง

เรื่องเล่าคืนนี้จะสยองกว่าทุกเรื่องที่คุณเคยฟัง สยองพร้อมกันได้ ใน “Scary Stories to Tell in the Dark คืนนี้มีสยอง” เข้าฉาย 8 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

อ้างอิง: https://www.slashfilm.com/scary-stories-to-tell-in-the-dark-interviews/

โลกอนาคตที่มนุษยชาติมี “แม่” เป็น “หุ่นยนต์” ตัวอย่างซับไทย “I AM MOTHER” ไซไฟ-ทริลเลอร์พล็อตแหวก

เป็นอีกหนึ่งผลงานที่คอหนังสายไซไฟ-ทริลเลอร์ต่างให้ความสนใจและจับตามองสำหรับ “I AM MOTHER” ด้วยการมาพร้อมกับพล็อตสุดล้ำโคตรแหวก เมื่อในโลกอนาคต มนุษยชาติมี “แม่” เป็น “หุ่นยนต์” เพราะเกิดวิกฤติการณ์สูญพันธุ์ของมนุษย์ ทำให้ “มาเธอร์” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนามาเพื่อทำหน้าที่เพาะพันธุ์มนุษย์ ถือกำเนิดขึ้นมา และ ดอว์เทอร์ (คลาร่า รูการ์ด) เป็นมนุษย์รุ่นแรกที่ถูกเลี้ยงขึ้นมาในศูนย์หลบภัยใต้ดิน

เธอถูกปลูกฝังมาตลอดว่าบนพื้นผิวโลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ทำให้ดอว์เทอร์ไม่เคยได้ขึ้นไปบนพื้นโลกสักครั้ง ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมี ผู้หญิงเลือดโชก (ฮิลารี สแวงก์) มาเคาะประตูขอความช่วยเหลือ หญิงแปลกหน้าผู้นี้ทำให้ความเชื่อของดอว์เทอร์ที่มีต่อโลกภายนอกเปลี่ยนไป ความเชื่อมั่นที่เคยมีต่อมาเธอร์ของเธอถูกสั่นคลอน การเริ่มต้นค้นหาความจริงสุดระทึกจึงเริ่มขึ้น

ผลงานโดยผู้กำกับโฆษณาระดับรางวัล แกรนด์ สปูโทเร่ แท็กทีมกับทีมซีจีขั้นเทพจาก 2 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง WETA Workshop (Avatar, The Lord of The Rings) และ Rising Sun Pictures (Logan, Gravity) ผ่านการนำแสดงโดยดาราเจ้าของสองรางวัลออสการ์ ฮิลารี่ สแวงค์ จาก Boys Don’t Cry, Million Dollar Baby และดาราหญิงมากฝีมือ โรส เบิร์น จาก Insidious, X-Men: First Class ที่มาให้เสียงพากย์เป็นหุ่นยนต์มาเธอร์

Mother

“I AM MOTHER” เข้าฉายต้อนรับวันแม่ : 8 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ตัวอย่างเต็มสุดหลอนจาก “SCARY STORIES TO TELL IN THE DARK”โปรเจกต์หนังสยองน่าจับตามองแห่งปี

ถือเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์หนังสยองขวัญที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้ สำหรับ“SCARY STORIES TO TELL IN THE DARK” ภาพยนตร์ที่สร้างโดยดัดแปลงจากงานนิยายสยองขวัญแห่งยุค 80 ที่สร้างความสะพรึงแก่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จนกระทั่งเก็บไปฝันร้ายมาแล้วทั่วอเมริกา ที่ครั้งนี้เรื่องสยองเหล่านั้นกำลังจะกลับมาอีกครั้งโดยฝีมือผู้สร้างดีกรีเจ้าของรางวัลออสการ์ อย่าง กีเยร์โม เดล โตโร (The Shape of Water) ที่เจ้าตัวนั่งแท่นอำนวยการสร้างควบคู่กับการเขียนบทภาพยนตร์ และได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง อังเดร โอเวรดัล (Trollhunter) มารับหน้าที่กำกับภาพยนตร์

จากตัวอย่างที่ปล่อยออกมา CBS Films เผยให้แฟนๆได้เห็นถึงเหล่าสัตว์ประหลาดจากเรื่องเล่าสุดสยองที่ทุกคนในอเมริกาต่างคุ้นเคยจากหนังสือนิยาย Scary Stories ปรากฏเป็นขึ้นในแบบฉบับภาพยนตร์ โดย 4 เรื่องสยองที่ปรากฏขึ้นในตัวอย่างหนังได้แก่ “เดอะ ดรีม” (ผีอ้วน และ ความฝัน) “เดอะ เรดสปอต” (ตุ่มแดง) “เดอะ บิ๊กโท” (นิ้วหัวแม่โป้งที่หายไป) และ “ฮาโรลด์”(หุ่นไล่กาเขย่าขวัญ) ที่พวกมันจะคอยตามหลอกหลอนกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เผลอไปอ่านหนังสือเล่มนี้…จนวันตาย!

“เรื่องเล่าคืนนี้จะสยองกว่าทุกเรื่องที่คุณเคยฟัง พร้อมหรือยังที่จะเผชิญหน้าหนังผีโคตรเฮี้ยนแห่งปี”

” SCARY STORIES TO TELL IN THE DARK คืนนี้มีสยอง ”

8 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

MIDSOMMAR ผลงานเรื่องใหม่ของผู้กำกับ อารีย์ แอสเตอร์

บรรยากาศช่วงฤดูร้อน ไม่มีอะไรจะผ่อนคลายไปกว่าการท่องเที่ยว ดานี่, คริสเตียน, จอช และเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย เดินทางมายังหมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในรอบ 90 ปี แต่ยิ่งพวกเขาคลุกคลีอยู่กับดินแดนที่เหมือนจะสดใสแห่งนี้ ก็ยิ่งค้นพบเรื่องราวสุดแปลกประหลาด และชวนขนหัวลุกขึ้นเรื่อยๆ และกว่าจะรู้ตัวก็แทบจะสายเกินไป

– Midsommar เป็นผลงานการกำกับเรื่องที่ 2 ของ อาริ แอสเตอร์ ผู้กำกับ Hereditary หนังสยองขวัญ-ครอบครัวสุดหลอนที่เข้าฉายเมื่อปี 2018 แล้วได้รับคำชมมหาศาล ติดอันดับหนังยอดเยี่ยมแห่งปีจากหลายสำนัก

– หนังได้นักแสดงดาวรุ่งหลายคนมารับบทนำ ไม่ว่าจะเป็น ฟลอเรนซ์ พิวจ์ จาก Fighting With My Family (2019), วิล โพลเตอร์ จาก The Maze Runner (2014) และ แจ็ค เรย์นอร์ จาก Transformers: Age of Extinction (2014) โดยนอกจากทั้ง 3 รายนี้แล้ว หนังแทบจะรายล้อมไปด้วยนักแสดงเชื้อสายสแกนดิเนเวีย อาทิ ลิฟ โยนส์ จาก Kiss Me (2011), อันนา แอสตรอม จากมินิซีรี่ส์ Systrar 1968 (2018) และเฮนริค นอร์เล่น จากซีรี่ส์ Modus (2015-2017) เป็นต้น 

– ด้วยเรื่องราวว่าด้วยคนจากที่หนึ่งหลุดเข้าไปอยู่ในพื้นที่อันแปลกประหลาด ไม่มากไม่น้อยอาจทำให้หลายๆ คนคิดถึงหนังในตำนานเรื่อง Wizard of Oz (1939) ขึ้นมา ทาง อาริ แอสเตอร์ ก็ให้คำนิยาม Midsommar เองเลยว่าหนังคือ Wizard of Oz เวอร์ชั่นหลอนสุดขั้ว

– จากการเปิดเผยของผู้กำกับแอสเตอร์ หนังเรื่องนี้จะเป็นหนังสยองขวัญแนว Folk-Horror หรือแนวสยองขวัญตำนานพื้นบ้าน โดยหนังที่ถือเป็นแบบอย่างให้กับ Midsommer นั้นประกอบด้วย Black Narcissus (1947), Hard to Be a God (2013), Macbeth (1971) และ Tess (1979) เป็นต้น ถึงอย่างนั้น อย่าคิดว่า Midsommar จะดำเนินซ้ำรอยกับหนังเหล่านี้หรือเรื่องอื่นใด เพราะเขาการันตีเลยว่าผู้ชมจะได้พบและตกตะลึงกับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนแน่นอน

– สำหรับหนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องอย่าง แจ็ค เรย์เนอร์ ผู้รับบทเป็น คริสเตียน กล่าวถึงตัวละครชาวบ้าน ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า “คนพวกนี้โคตรน่าขนลุกสุดๆ” และแทบจะเป็นอีกด้านหนึ่งของหนังสยองขวัญคลาสสิค The Wicker Man (1973) ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของคนนอกที่เข้าไปพัวพันกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านเช่นกัน

– ด้านของ ฟลอเรนซ์ พิวจ์ ซึ่งรับบทเป็น ดานี่ เธอกล่าวถึงตัวละครของเธอไว้ว่าเป็นแฟนสาวของ คริสเตียน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังร่อแร่ เธอตกอยู่ในสภาวะที่ไม่มั่นคงเท่าไหร่ ซึ่งไม่มากไม่น้อย จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญของเรื่องที่สร้างความสยองขวัญให้เกิดขึ้น

– ส่วน วิล โพลเตอร์ อีกหนึ่งนักแสดงนำของเรื่องผู้รับบทเป็น จอช กล่าวชื่นชมเลยว่า Midsommar คือหนังที่ดีกว่า Hereditary เสียอีก! 

– หนึ่งในฉากสำคัญของ Midsommer คือฉากรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย หรือ The Last Supper แต่กว่าจะได้มาซึ่งฉากนี้ผู้กำกับ อาริ แอสเตอร์ ให้สัมภาษณ์ว่าการถ่ายทำฉากนี้ฉากเดียว น่าจะทำให้ทีมงานและนักแสดงในเรื่องหัวเสียพอสมควร เนื่องจากต้องถ่ายทำท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด ตัวของ เรย์นอร์ เองก็เล่าถึงบรรยากาศที่ไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่ “อุณหภูมิตอนนั้นน่าจะอยู่ 40 องศาได้ แล้วเราต้องนั่งอยู่กลางแสงแดดเปรี้ยงๆ แถมบนโต๊ะอาหารก็มีแต่พวกน้ำตาล เราเลยโดนพวกต่อพวกผึ้งเล่นงานอีก มันไม่ใช่การถ่ายทำที่สบายนัก แต่ผมคิดว่าผลที่ออกมาได้ตรงตามโทนของเรื่องเลย”

– มีการคาดการณ์ไว้ว่า Midsommar จะมีความเชื่อมโยงในทางใดทางหนึ่งกับ Hereditary แต่จะเป็นจริงหรือไม่ นี่คือสิ่งที่คุณต้องไปพิสูจน์ด้วยสายตาตัวเอง หนังมีกำหนดเข้าฉายในสหรัฐอเมริกา 3 กรกฎาคม ส่วนที่ประเทศไทยนั้น หนังมีกำหนดฉาย 15 สิงหาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

PARASITE ชนชั้นปรสิต

แม้จะเป็นครอบครัวจนๆ แทบจะไม่มีกิน อาศัยอยู่ในชั้นใต้ดินรกๆ แต่สมาชิกทุกคนในบ้านตระกูลคิมของ คิมกีแท็ค ก็อยู่กันอย่างสนิทสนมแน่นแฟ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง กีวู ลูกชายของกีแท็คถูกเพื่อนทาบทามให้ไปทำงานเป็นติวเตอร์ในบ้านของตระกูลปาร์ค ตระกูลใหญ่โตที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังโอ่อ่า และแตกต่างกับบ้านของเขาเองราวฟ้ากับเหว 

แต่หลังจากคนของทั้ง 2 ตระกูลร่วมงานกันได้ไม่นาน เหตุการณ์แปลกๆ ก็ถาโถมเข้าใส่ ความลับดำมืดที่ซุกซ่อนมานานกลับปรากฏขึ้น และพวกเขาไม่อาจหวนกลับเป็นเช่นเดิมได้อีกต่อไป

หลังจากผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ บงจุนโฮ หันไปทำหนังฟอร์มใหญ่ ร่วมทุนสร้างกับฮอลลีวู้ด 2 เรื่อง ได้แก่  Snowpiercer (2013) และ Okja (2017) ได้ร่วมงานกับนักแสดงชื่อดังไม่ว่าจะเป็น คริส เอฟเว่นส์, ทิลด้า สวินตัน, เอ็ด แฮร์ริส, จอห์น เฮิร์ท, เจมี่ เบลล์ และ เจค จิลเลนฮาน เป็นต้น หลายคนต่างเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่เขาจะกลับมาทำหนังที่ประเทศบ้านเกิดอย่างเต็มตัวอีกครั้ง และหลังจากรอคอยกันมานานหลายปี ล่าสุด เขากลับมาแล้วกับหนังเรื่องใหม่ Parasite (2019) หนังดราม่าตลกร้ายที่จะตีแผ่ความโสมมของเกาหลีใต้ให้ผู้คนได้ตราตรึง

ขึ้นชื่อว่าหนังของผู้กำกับ บงจุนโฮ รับประกันได้ว่าต้องมาพร้อมคุณภาพคับแก้ว หนังเด่นๆ ที่ผ่านมาของเขาสร้างความปวดตับให้กับคนดูทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Barking Dogs Never Bite (2000), Memories of Murder (2003), The Host (2006) และ Mother (2009) แต่ละเรื่องได้คำชมในระดับโลก กวาดรางวัลมาครองมากมาย ด้านของ Parasite เองก็เช่นกัน แถมไปไกลกว่าหนังทุกเรื่องที่กล่าวมาด้วยการคว้ารางวัล ปาล์มทองคำ (Palme d’or) จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุดมาครอง เป็นหนังเกาหลีใต้เรื่องแรกที่ได้รางวัลสูงสุดนี้ และยังได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังซิดนี่ย์ ที่ประเทศออสเตรเลียด้วย

แม้จะตั้งชื่อเรื่องว่า Parasite หรือ ปรสิต ซึ่งดูมีความเชื่อมโยงกับหนังสัตว์ประหลาดเรื่อง The Host แต่ บงจุนโฮ ให้สัมภาษณ์ว่านี่ไม่ใช่หนังแนวนั้น ไม่มีอสุรกายที่ไหนออกมาอาละวาดฆ่าล้างผู้คนแน่นอน แต่ชื่อเรื่องเปรียบเปรยและแฝงความนัยถึงความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่อง ว่าเป็นความสัมพันธ์ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ แต่อีกฝ่ายเสียประโยชน์

หลังเก็บประสบการณ์การทำหนังกับคนในฮอลลีวู้ด ทำให้ บงจุนโฮ ปรับตัวเข้ากับการทำงานในระดับโลก เมื่อจะสร้างหนังเรื่อง Parasite เขาให้ทีมงานทุกคนเซ็นสัญญาการทำงานร่วมกัน ตกลงเรื่องของเวลาการทำงาน ค่าจ้างหากมีการทำงานนอกเวลา และอื่นๆ โดยข้อตกลงเบื้องต้นคือจะทำงานไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการทำหนังของเกาหลีใต้ให้มีความเป็นมืออาชีพมากกว่าที่เป็นอยู่ เขาถือเป็นคนทำหนังที่กำลังรณรงค์เรื่องนี้อย่างหนัก พร้อมหวังว่าวิธีนี้จะช่วยยกระดับการทำงานในเกาหลีใต้ให้มีความเป็นมืออาชีพ และเป็นสากลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน 

Parasite ใช้เวลาในการถ่ายทำนานทีเดียวถึง 77 วัน และยังใช้ทุนสร้างสูงถึง 13,500,000 ล้านวอน หรือประมาณ 11 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงมากสำหรับหนังเอเชีย แต่ผลที่ได้ถือว่าค่อนข้างคุ้มค่า นับจนถึงตอนนี้ Parasite ทำเงินมากกว่า 60 ล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดอันดับ 3 ของประเทศเกาหลีใต้ประจำปี 2019 และยังมีโอกาสไต่ขึ้นไปเป็นหนังทำเงินสูงสุดอันดับ 1 โดยเจ้าของสถิติตอนนี้อยู่ที่ Extreme Job หนังเกาหลีที่ทำได้ราย 125 ล้านดอลลาร์หลังจากเข้าฉายมาตั้งแต่เดือนมกราคม 

หากติดตามหนังเกาหลีใต้มาตลอดจะพบว่า หนังที่ได้รับคำชมอย่างมาก แทบทุกเรื่องต้องนำแสดงโดย ซงคังโฮ (Song Kang-Ho) เจ้าของฉายา เจ้าแห่งหนังรางวัล (Award Fairy) เขาเคยเล่นหนังของ บงจุนโฮ หลายเรื่อง ได้แก่ Memories of Murder, The Host และ Snowpiercer และเมื่อ บงจุนโฮ ต้องการตัวเขาใน Parasite แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ปฏิเสธ โดยเขาถูกทาบทามตั้งแต่ตอนบทหนังยังเขียนไม่เสร็จด้วยซ้ำ และเมื่อเขาได้แสดงจริงในบท คิมกีแท็ก (Kim Ki-Taek) ก็มอบการแสดงที่นักวิจารณ์ชื่นชมว่า ควรค่าแก่รางวัลอย่างยิ่ง

นอกจาก ซงคังโฮ จะตกลงเล่น Parasite ตั้งแต่บทยังเขียนไม่เสร็จดี ชเว วู-ชิค (Choi Woo-Shik) นักแสดงหนุ่มหน้าหล่อผู้เคยร่วมงานกับ บงจุนโฮ มาก่อนใน Okja ก็เป็นอีกคนที่โดนทาบทามให้มารับบทเด่นตั้งแต่บทหนังยังไม่สมบูรณ์ เขารับบทเป็น กีวู ลูกชายของ กีแท็ก ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตของทุกตัวละครเปลี่ยนไป

Parasite ได้ผู้กำกับภาพ อเล็กซ์ ฮง (Kyung-pyo Hong) ผู้กำกับภาพประจำตัวของ บงจุนโฮ มากำกับภาพให้เช่นเคย นอกจากจะร่วมงานกับ บงจุนโฮ แล้ว เขาเคยฝากผลงานเลื่องชื่อจากหนังเกาหลีสุดแซ่บหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Il Mare, Tae Guk Gi, The Wailing และ Burning เรื่องหลังเข้าฉายที่เทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปีที่แล้ว และได้รับเสียงชื่นชมทั้งเนื้อหาและงานด้านภาพว่ายอดเยี่ยมที่สุดของปี

PARASITE ชนชั้นปรสิต 25 กรกฎาคมนี้

“พัค ซอจุน – อู โดฮวาน – อัน ซองกิ” เปิดตัวโปรเจกต์ภาพยนตร์ “The Divine Fury” จากจุดเริ่มต้นฮีโร่เกาหลี สู่จักรวาลมือปราบปีศาจ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่อง The Divine Fury ได้ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการผ่านงานแถลงข่าว นำทีมโดยสองนักแสดงดาวรุ่งแห่งยุค พัค ซอจุน, อู โดฮวาน และปรมาจารย์ด้านการแสดง อย่าง อัน ซองกิ พร้อมด้วยผู้กำกับ เจสัน คิม หรือ คิม จูฮวาน ที่มาเปิดเผยพูดคุยถึงที่มาที่ไป และบรรยากาศการถ่ายทำที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆของทีมนักแสดง

            ผู้กำกับ เจสัน คิม ที่นั่งแท่นเขียนบทด้วย เล่าถึงที่มาและไอเดียในริเริ่มกว่าจะเป็น The Divine Fury ว่า “ผมเจอรูปปั้นนางฟ้ากำลังปราบปีศาจ เลยนึกสงสัยขึ้นมาว่า มันจะเป็นไปได้มั้ยนะ ถ้าเราจะสร้างจักรวาลหนังเกาหลีแบบ Marvel หรือ Conjuring  ที่เหล่าตัวละครสามารถต่อสู้กันได้”

            ในส่วนของนักแสดงนำ อย่าง พัค ซอจุน ที่ได้โคจรมาร่วมงานกับผู้กำกับ เจสัน คิม อีกครั้ง หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Midnight Runner และถือเป็นการกลับมาเล่นภาพยนตร์อย่างเต็มตัวในรอบ 2 ปี เล่าถึงความรู้สึกในการทำงานในครั้งนี้ว่า “ผมได้รับบทเป็นคนร่าเริงและมีพลังบวกมาหลายครั้ง แต่คราวนี้ ผมได้เป็นตัวละครแนวที่อยากลองเล่นมาโดยตลอด  นี่จะเป็นการโชว์อีกด้านของผมที่แตกต่างจากภาพเดิมไปโดยสิ้นเชิง และผมก็อยากรู้ว่าผู้ชมจะคิดยังไงกับมัน” พัค ซอจุน พูดด้วยความตื่นเต้น

            ส่วน อู โดฮวาน ดาวรุ่งแห่งวงการบันเทิงเกาหลีดวงใหม่ที่ได้เล่นภาพยนตร์เป็นครั้งแรกได้ฝากให้ติดตาม “ความร้ายแบบมีที่มาที่ไป” ของตัวละครที่เขารับบท และนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง อัน ซองกิ ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นเซียนในด้านการแสดงแล้วนั้น ก็ยังเตรียมตัวรับบทเพิ่มเติมด้วยการเรียนภาษาละตินร่วมเดือนเพื่อการเข้าถึงบทบาทที่มากขึ้น

            โดย The Divine Fury ว่าด้วยเรื่องของ “ยงฮู” (รับบทโดย พัค ซอจุน) สุดยอดนักสู้ของโลกผู้ไร้ศรัทธาในเทพองค์ใดนอกจากตัวเอง จู่ๆ เขากลับมีแผลเป็นที่ฝ่ามือเหมือนพระเยซู เขาจึงไปพบบาทหลวงเพื่อหวังจะรักษาแผลนั้น แต่กลายเป็นว่าตัวเขาเองที่เป็นฝ่ายช่วยชีวิตของ “บาทหลวงอัน” (รับบทโดย อัน ซึงกิ) เอาไว้แทน ยงฮู เริ่มเรียนรู้พลังพิเศษที่เขาได้รับจากแผลเป็นบนฝ่ามือนี้ เพื่อช่วยคนบริสุทธิ์ที่ถูกวิญญาณร้ายเล่นงาน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ของเขาคือ “จอมมารจีชิน” (รับบทโดย อู โดฮวาน) ที่หวังครอบงำจิตใจมนุษย์ด้วยความชั่วร้ายไปตลอดกาล

The Divine Fury – 22 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

คุยกับ “ไมเคิล มิทนิค” มือเขียนบทผู้ถ่ายทอดสงครามกระแสไฟฟ้าต่างขั้วของสองยอดคนอัจฉริยะ! โทมัส เอดิสัน–นิโคลา เทสลา สู่จอภาพยนตร์ “The Current War”

เตรียมเข้าสู่สงครามกระแสไฟฟ้าสองขั้วของสองนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะแห่งยุคสมัย ที่จะนำพาแสงสว่างสู่คนทั้งโลกในภาพยนตร์  “THE CURRENT WAR สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ” ผลงานดราม่าอิงประวัติศาสตร์จากผู้อำนวยการสร้าง มาร์ติน สกอร์เซซี่ (The Wolf of Wall Street) ที่มีกำหนดจ่อคิวเข้าฉาย 18 กรกฏาคมนี้  กับเรื่องราวการต่อสู้ห้ำหั่นเพื่อพิสูจน์ทฤษฏีกระแสไฟของสองยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมไฟฟ้าสหรัฐอเมริกา ระหว่าง โทมัส อัลวา เอดิสัน (รับบทโดย เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์) ผู้คิดค้นไฟฟ้ากระแสตรง  และบริษัทนายทุนคู่แข่งอย่าง เวสติงเฮาส์ อิเล็กทริก ของ จอร์จ เวสติงเฮาส์ (รับบทโดย ไมเคิล แชนนอน) ที่จับมือกับนักประดิษฐ์อัจฉริยะ นิโคลา เทสลา (รับบทโดย นิโคลัส โฮลท์) ผู้คิดค้นไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องห้ำหั่นกันเพื่อพิสูจน์ว่ากระแสไฟฟ้าของใครคือของจริง และในวันนี้เรามาคุยกับ ไมเคิล มิทนิค มือขียนบทผู้ถ่ายทอดสงครามกระแสไฟฟ้าครั้งประวัติศาสตร์ของสองยอดอัจฉริยะแห่งยุคสู่จอภาพยนตร์

สิ่งที่คุณสนใจในศึกแห่งกระแสไฟฟ้าคืออะไร?

ไมเคิล มิทนิค: องค์ประกอบของเรื่องราวนี้ถูกเรียงร้อยในวัยเด็กของผมทุกขณะ ผมเติบโตในพิตต์สเบิร์ก เพนน์ซิลวาเนีย ชื่อของเวสติงเฮ้าส์ (นักธุรกิจเจ้าของไฟฟ้ากระแสสลับที่รับบทโดยไมเคิล แชนนอน) ปรากฏทุกหนแห่ง พ่อของผมเป็นศาสตราจารย์ ดังนั้นก็เลยมีการทัศนศึกษา เราเคยเยี่ยมห้องแล็บของเอดิสัน (รับบทโดยเบเนดิกต์  คัมเบอร์แบตช์) น้ำตกไนแองการาและสนามรบ งานมอบหมายชิ้นแรกตอนจบการศึกษาคือเขียนบทโมโนล็อกที่ได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของเขา ทันใดนั้นผมก็นึกถึงเอดิสัน คืนนั้นผมก็คิดถึงช่วงเวลา 13 ปีของชีวิตเขาที่เรียกว่า “สงครามแห่งกระแสไฟฟ้า” ที่เอดิสันและเวสติงเฮ้าส์เริ่มทำศึกครั้งใหญ่ด้านกระแสไฟฟ้าซึ่งมีผลต่อโลกใบนี้ ผมไม่อาจเชื่อว่าผมไม่เคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้ โมโนล็อกชิ้นแรกที่ผมเขียนมันเกี่ยวกับเอดิสันที่ขอโทษเด็กชายคนหนึ่งจากการทำไฟฟ้าช็อตใส่สุนัขของเขา โมโนล็อกนี้กลายเป็นมิวสิคัลในโรงเรียนละคร และในปี 2011 ผมลงมือเขียนฉบับหนังขึ้นมาครับ

ฉันสงสัยว่าคุณพบว่าเอดิสันเป็นตัวละครที่น่าเห็นใจหรือเปล่า ตามแหล่งข้อมูลของนิโคลาเทสลา?

ไมเคิล มิทนิค: เขาก่อร่างสร้างสรรค์ด้วยตัวของเขาเอง ศึกษาด้วยตัวเอง ยืนหยัดด้วยตัวเองและเป็นคนดังระดับโลกคนแรกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางการเมือง เขามีแรงขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรที่เป็นไปได้และแรงปรารถนาที่จะมีชื่ออยู่ในวงการ เขาปฏิเสธที่จะล้มเหลวไม่ว่าจะทดลองในแล็บหรือหน้ากระดาษ ดังนั้นเมื่อเวสติงเฮ้าส์ท้าทายเอดิสันในสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดที่ยิ่งใหญ่นั่นคือการไฟฟ้า การสาดโคลนก็เริ่มต้นขณะที่งานลับของเอดิสันกำลังพัฒนซึ่งก็คือเก้าอี้ไฟฟ้าตัวแรกครับ

เรื่องราวของเทสลาอยู่ในบทของคุณได้อย่างไร ?

ไมเคิล มิทนิค: เราพบกับเทสลาเมื่อเขาถูกส่งจากบริษัทของเอดิสันในปารีสเพื่อทำงานในนิว เจอร์ซี่ย์เคียงข้างกับเอดิสัน เรื่องเล่าส่วนใหญ่ที่เอดิสันหลอกใช้เทสลาเป็นเรื่องโกหก จากบทบันทึกที่ผมอ่านนั้น เอดิสันจ่ายเงินเดือนให้เทสลามากกว่าลูกจ้างคนอื่นๆของเขาจริงๆ เทสลามีวิสัยทัศน์ในการตั้งบริษัทเป็นของตัวเองซึ่งล้มเหลวอย่างมากเพราะบรรดาสิบแปดมงกุฏ ภายหลังเมื่อเวสติงเฮ้าส์ไม่สามารถสร้างมอเตอร์ที่ทำงานกับกระแสไฟฟ้าสลับได้ ก็เทสลาและมอเตอร์ไฟฟ้าหลายเฟสของเขานี่แหละที่กลายเป็นฟันเฟืองให้แก่เวสติงเฮ้าส์ และทำให้เทสลามีชัยเหนือเอดิสัน มันตลกดีที่หลังจากเอดิสันพ่ายแพ้เรื่องระบบไฟฟ้า ความสำเร็จที่สร้างกำไรให้แก่เขามากที่สุดคือแบตเตอรี่เก็บประจุสำหรับรถระบบไฟฟ้า แม้ดีเซลจะมีชัยแต่มันก็สมเหตุสมผลสำหรับบริษัทของเทสลาที่จะถูกจารึกชื่อต่อจากเอดิสัน เมื่อคุณชาร์จรถโดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก นั่นคงช่วงเวลาที่ดีที่จะให้ชื่อว่าเทสลาครับ

อะไรคือแหล่งข้อมูลที่คุณหามาสำหรับการเขียนบท ?

ไมเคิล มิทนิค:  เมื่อผมเริ่มต้นเขียน The Current War ผมก็เจาะลึกสิ่งที่เป็นสาธารณสมบัติ ผมต้องการมากเท่าที่เป็นไปได้ในการใช้หลักฐานอ้างอิงจริงๆและเลียนแบบเสียงผู้ชาย ความพยายามน่าทึ่ง 40 ปีของพอล อิสราเอลและมหาวิทยาลัยรัทเกอส์ในการรักษาเอกสารของเอดิสันนั้นมันประเมินค่าไม่ได้ เอดิสันเก็บไดอารี่ที่ผมดึงมาใช้ ฟรานเซส เจห์ล หนึ่งในผู้ช่วยของเอดิสันได้เขียนบันทึกสามเล่มจากความทรงจำของเขา แหล่งข้อมูลอื่นๆก็เป็นหนังสือพิมพ์จากห้องสมุดของรัฐสภาและ New York Sun ที่มีข่าวเกี่ยวกับเก้าอี้ไฟฟ้า  เวสติงเฮ้าส์ออกจะเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมนะ เขาลบตัวเองออกจากประวัติศาสตร์ มันมีหนังสือสาธารณสมบัติหนึ่งเล่มและหลักฐานน้อยนิดที่ผมต้องเก็บมาให้ได้ทั้งหมด แอนดรูว์ มาซิคและศูนย์ประวัติศาสตร์ของเมืองพิตต์สเบิร์กมีชิ้นงานอันยอดเยี่ยมที่หลงเหลืออยู่รอด แล้วสิ่งที่ปรากฏจากหลักฐานชิ้นเหล่านี้คือภาพของชายคนหนึ่งที่แรงขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือสิ่งที่บริษัทของเขารับผิดชอบ ฟังดูเกือบงี่เง่านะที่คิดว่าเขาอาจจะเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว แต่นั่นคือสิ่งที่เขาเป็น เวสติงเฮ้าส์ได้ให้บ้านที่มีระบบประปาและระบบทำความร้อนแก่ลูกจ้างของเขา เขาตั้งโรงพยาบาลใกล้เคียงกับโรงงานของเขา เขาคือเหตุผลที่เราหยุดวันเสาร์ เวสติงเฮ้าส์คิดว่าเขาอาจทำงานได้ดีกว่าถ้าลูกจ้างของเขาได้ผ่อนคลายและปลดปล่อยอารมณ์ด้วยการเล่นเบสบอลครับ

คุณตัดสินใจใส่ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์หรือเชิงเทคนิคลงในเรื่องราวมากน้อยอย่างไร ?

ไมเคิล มิทนิค:  นั่นเป็นเรื่องยากมากและเปลี่ยนทุกวัน มันสำคัญสำหรับผมในการให้ผู้ชมเข้าใจสิ่งที่เอดิสันและเวสติงเฮ้าส์พยายามทำโดยไม่ต้องอธิบายอย่างละเอียด แต่มันก็ทำความเข้าใจชัดแจ้งให้แก่คนที่ไม่เคยมีความรู้ด้านฟิสิกส์ว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างกระแสตรงและกระแสสลับ ระบบไฟฟ้าทำงานอย่างไร ไดนาโมคืออะไร อะไรคือหม้อแปลงไฟฟ้า มอเตอร์ทำงานอย่างไร มันจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าถ้าคุณสามารถเข้าใจว่าเอดิสันและเวสติงเฮ้าส์กำลังสู้เรื่องอะไรจริงๆครับ

เบเนดิกต์  คัมเบอร์แบตช์เคยเล่นเป็นนักประดิษฐ์อัจฉริยะมาก่อน ฉันสงสัยว่าอะไรคือขอบเขตที่จะเป็นมาตรฐานสำหรับเขาในการเข้าถึงตัวละครของโทมัส เอดิสัน ?

ไมเคิล มิทนิค:  ผมไม่สามารถพูดถึงกระบวนการของเขาแต่เขาไม่ได้อ้างอิงถึงตัวละครเชอร์ล็อคหรืออลัน ทูริ่ง (จาก The Imitation Game) ตลอดการถ่ายทำเลย ผมรู้ว่าเขาต้องค้นคว้าข้อมูลอย่างมากเกี่ยวกับเอดิสัน ผมจินตนาการว่าหนึ่งในสิ่งที่ที่ดึงดูดใจเขาเกี่ยวกับ The Current War คือเขาเล่นเป็นคนอเมริกันและเล่นเป็นใครสักคนในช่วงเวลาที่แตกต่างกันนั่นคือช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง เป็นคนสวมหมวกทรงสูงและเป็นผู้อพยพครับ

ภาพยนตร์กำกับโดย อัลฟองโซ โกเมซ เรยอน (Me and Earl and the Dying Girl) เขียนบทโดย ไมเคิล มิทนิค (Sex Lives of Our Parents) นำแสดงโดย เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (Doctor Strange), ไมเคิล แชนนอน (Man of Steel), แคทเธอรีน วอเตอร์สตัน (Alien: Covenant), นิโคลัส โฮลท์ (X-Men: First Class), ร่วมด้วย ทอม ฮอลแลนด์ (Spider-Man: Homecoming) มีกำหนดเข้าฉาย 11 กรกฏาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

“2 อัจฉริยะ 1 กระแสไฟ ที่จะพลิกโลกทั้งใบ”
“THE CURRENT WAR สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ”
 
18 กรกฏาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

Cr. scienceandfilm.org

สมกับเป็นชัคกี้ 2019 “Child’s Play” ท้าคลั่งหลอนสมจริง ปล่อยเกม VR 360 องศา พาทัวร์วัดใจใครจะรอด!

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกเราทุกคนจะต้องเตรียมตัวก้าวเข้าสู่โลกใหม่ของเจ้า “ชัคกี้” การกลับมาอีกครั้งของความโหดจากเพื่อนเก่าในเวอร์ชั่นรีบูตใหม่ “Child’s Play คลั่งฝังหุ่น” มันเริ่มส่งสัญญาณท้าทายทุกคนทั่วโลก โดยเริ่มจากวัดระดับความกล้าผ่าน Child’s Play – 360 VR Experience ซึ่งถูกสร้างขึ้นสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อมอบความสนุกปนสยอง ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สุดสะพรึงในแบบที่เคยมีมาก่อน! ที่สำคัญมันยังเป็นการจำลองฉากมาจากในภาพยนตร์แทบทุกรายละเอียด ผู้ชมจะเริ่มจากการเดินไปรอบ ๆ ห้างเซดมาร์ท ราวกับว่าพวกเขามาติดอยู่ในถิ่นของชัคกี้ และท้ายสุดแล้วผู้เล่นจะเอาชีวิตรอดจากกับดักมรณะแห่งนี้ได้หรือไม่?

“แดน คลิฟตัน” ผู้กำกับ Child’s Play VR 360 องศาตัวนี้ ยังแอบกระซิบให้กับคอหนังสายโหดและเซียนเกมว่า เขามีแผนจะขยายโลกห้างเซดมาร์ทให้ผู้เล่นได้เดินเข้าไปเอง สามารถหยิบจับของได้ทุกชิ้น โดยอาจจะมีตุ๊กตาบ้าเลือดแอบซุ่มทำร้ายอยู่ในมุมมืดก็เป็นได้!

คลิกลิ้งก์ไปลองเล่นด่วน ๆ การันตีว่า “ชัคกี้” ชื่อนี้มันไม่ได้กลับมาเล่น ๆ พบเพื่อนเก่าแต่โหดกว่า มันถูกชุบชีวิตด้วยทีมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์โคตรสยองอย่าง “IT โผล่จากนรก” ท้าพิสูจน์ความโหดใน Child’s Play – 360 VR Experience  ก่อนเตรียมไประทึกกับ “Child’s Play คลั่งฝังหุ่น” 25 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

“มีผู้หญิงอีกกี่คนในตัวฉัน “ซาช่า ลุสส์” เปิดสังเวียนซุปเปอร์โมเดลแห่งโลกนักฆ่า เปิด 4 ลุค 4 แอนนา นักฆ่าสวยสะบัดสังหาร”

“ซาช่า ลุสส์” ถือว่าเป็นนางแบบตัวท๊อประดับโลก เธอมีนัยน์ตาสีฟ้า บวกกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เธอกลายเป็นนางแบบที่ฮอตที่สุดและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เธอเริ่มต้นเข้าสู่วงการโดยอาชีพนางแบบ และมีแฟชั่นโชว์เป็นของตนเองตั้งแต่อายุ16 เธอเป็นนางแบบสุดฮอตที่มีช่างภาพชื่อดังแถวหน้าของโลกสนใจร่วมงานด้วยไม่ว่าจะเป็น Steven Meisel, Peter Lindbergh, Karl Lagerfeld, Willy Vanderperre, Patrick Demarchelier, Paolo Roversi, Steven klein จนทำให้ซาช่า ลุสส์เป็นนางแบบที่ครองทุกปกนิตยสารแฟชั่นชื่อดังต่างๆจากทั่วโลกอาทิ Numéro, Vogue, W, harper’s bazaar, V และได้ร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นชั้นสูงระดับโลกมากมายอย่าง Chanel, Dior, Valentino, Lanvin, Balmain, Oscar de la Renta, Max Mara, Tommy Hilfiger, LA Perla, Karl Lagerfeld, Moschino, Carolina HerreraและMoncler จนทำให้เธอมีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นที่ใครๆก็ต่างยอมรับ 

เธอได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนางแบบหน้าใหม่อันดับต้น ๆ ของฤดูกาลโดย models.comหลังจากการปรากฏตัวของเธอบนรันเวย์ที่น่าประทับใจที่เธอได้รับเลือกให้เป็นดาราในแคมเปญโฆษณาสำหรับแคโรไลนา Herrera , Max Mara,Valentino,Tommy เธอได้ร่วมเดินในงานแฟชั่นโชว์อีก 53 รายการในช่วงฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อนปี 2014 ตอกย้ำตำแหน่งของเธอในฐานะหนึ่งในนางแบบที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดใน เธอได้รับรางวัล “โมเดลแห่งปี” จาก Glamour Russia ในปี 2013 นอกจากอาชีพนางแบบแล้ว ซาช่า ลุสส์ ยังมีผลงานโฆษณาต่างๆมากมาย ก่อนที่จะเข้ามาประเดิมงานแรกทางด้านภาพยนตร์ใน Valerian and the City of a Thousand Planets ซึ่งเธอรับบทเป็น เจ้าหญิง Liho-Minaa

และในปี 2019 “ซาช่า ลุสส์” ทิ้งแคทวอล์คแบบเต็มตัวผันตัวเองเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยเธอมารับบทเป็น “แอนนา โพเลียโทว่า”  เพชฌฆาตสาวคนใหม่แห่งโลกนักฆ่า บนเส้นทางการเป็นสายลับและนักฆ่าของหน่วยสืบราชการลับรัสเซีย (เคจีบี) แอนนา ได้รับมอบหมายภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ท้าทายสองขั้วอำนาจจากสองฝั่งโลก นั่นคือการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ซีไอเอของอเมริกา และเพื่อให้ภารกิจสังหารทุกครั้งแนบเนียนที่สุด แอนนาต้องเปลี่ยนโฉมตัวเองเพื่อสวมบทบาทเป็น “4 แอนนา” ที่เป็นผู้หญิงที่แตกต่างกันทั้งสถานะเบื้องหน้า บุคลิก และลุคที่ปรากฏกายต่อหน้าผู้คน สไตล์อาจจะแตกต่าง แต่ยืนยันอะดรีนาลีนความดุสุดขีดทุกลุคแน่นอน ซึ่งเธอทุ่มเททั้งการตีความบทบาทเป็นแอนนาทั้ง 4 บุคลิก รวมทั้งยังขอทุ่มสุดตัวโชว์ศักยภาพในการถ่ายทอดฝีมือบู๊มันส์หยดรับประกันว่าไม่น้อยหน้านักฆ่าคนไหนในโลกภาพยนตร์แน่นอน มาดูกันว่า 4 ลุคซ่อนคัวตันนักฆ่าหญิงของแอนนามีลุคไหนกันบ้าง     

“แอนนา หมายเลข 1 – สายลับ” สายลับสาวสังกัดหน่วยสืบราชการลับของรัสเซีย ปราดเปรียว ทะมัดทะแมง ฉลาดเป็นกรด

“แอนนา หมายเลข 2 – ซุปเปอร์โมเดล” ซุปเปอร์โมเดลสาวตัวแม่ของปารีสที่ทุกรันเวย์ต้องการตัว สวย สง่า จริตเริ่ดทุกฝีก้าว  

“แอนนา หมายเลข 3 – เด็กสาว” เด็กสาวที่ต้องการใช้ชีวิตอิสระ และต้องการทำตามหัวใจเธอเอง ไม่ใช่การรับคำสั่งจากใคร   

“แอนนา หมายเลข 4 – เพชฌฆาต” โคตรนักฆ่าฝีมือหัวแถว ถนัดงานลุยเดี่ยว เชี่ยวชาญการใช้อาวุธและทักษะการต่อสู้หลากหลายแนว   

ผู้ชมทั้งโลกเตรียมจับตาดูเธอให้ดีทั้ง 4 แอนนา แล้วเตรียมเผชิญหน้ากับความมันส์ทะลักจุดเดือดในภารกิจสังหารข้ามชาติมีเธอเป็นเดิมพัน หนึ่งสายลับที่สั่งคลอนมหาอำนาจ หนึ่งซุปเปอร์โมเดลที่ทั้งโลกตามล่า รับประกันระห่ำจัดเต็มนันสต๊อปโดยผู้กำกับ ลุค เบสซง จาก Lucy และ Taken ใน ANNA สวยสะบัดสังหาร 11 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

Netflix แนะนำ 6 ออริจินัลคอนเทนต์ใหม่ เอาใจแฟนซีรีส์/ภาพยนตร์เกาหลีให้ได้กรี๊ดสนั่น!

สาวกเกาหลีเตรียมตัวกรี๊ดกันอีกครั้ง เมื่อ Netflix ส่งสุดยอดซีรีส์และภาพยนตร์มากมายตรงจากเกาหลีจ่อคิวเข้ามาให้แฟนๆ ชาวไทยได้ชมกันในช่วงกลางถึงปลายปีนี้

นางสาวมินยอง คิม ผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ ประจำประเทศเกาหลี Netflix กล่าวว่า “ผู้คนในภูมิภาคนี้ชื่นชอบคอนเทนต์เกาหลีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงฮ่องกง และไต้หวัน  เมื่อสามปีที่แล้ว Netflix ได้เพิ่มคอนเทนต์เกาหลีเป็นครั้งแรกและเล็งเห็นว่าคอนเทนต์เหล่านี้สามารถดึงดูดผู้ชมใหม่ๆ ที่กำลังค้นหาประสบการณ์ในการรับชมซีรีส์/ภาพยนตร์เกาหลีบน Netflix ซึ่งซีรีส์เรื่องโปรดในหมู่แฟนๆ เกาหลีอย่าง  Korean Odyssey, Something in the Rain และ What’s Wrong with Secretary Kim ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในคลังคอนเทนต์ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของ Netflix และวันนี้เรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับนักแสดงและทีมงานผู้ผลิตชาวเกาหลีในการผลิตซีซั่นสองของซีรีส์ออริจินัล เช่น Kingdom และ My First First Love

ตั้งแต่ปี 2561 คลังคอนเทนต์เกาหลีของ Netflix เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคอนเทนต์ยอดนิยมหลากหลายประเภท  ไม่ว่าจะเป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้อย่าง Romance Is My Bonus Book ไปจนถึงแนวระทึกขวัญอย่าง Memories of the Alhambra และในปี 2562ซีรีส์และภาพยนตร์ออริจินัลของ Netflix ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากซีรีส์เรื่อง Abyss, Arthdal Chroncles และ One Spring Night ซึ่งสมาชิก Netflix ในประเทศไทยสามารถรับชมซีรีส์เหล่านี้ได้

สำหรับแฟนๆ เกาหลี นี่คือเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมลิสต์หนัง/ซีรีส์ เพราะ Netflix กำลังเตรียมปล่อยออริจินัลคอนเทนต์เรื่องใหม่อีก 6 เรื่อง  ซึ่งจะถ่ายทอดเนื้อหาหลากหลายแนว ทั้งดราม่า ไซไฟ (sci-fi) ระทึกขวัญ สยองขวัญ คอมเมดี้ และโรแมนติก

SVAHA: THE SIXTH FINGER (สวาหะ: ศรัทธามืด) 

เริ่มด้วยภาพยนตร์แนวระทึกขวัญที่ได้นักแสดงหนุ่มรุ่นใหญ่ ลีจองแจ มานำแสดง (จาก Along With the Gods: The Two Worlds และ Along With the Gods: The Last 49 Days) และปาร์คจองมิน นักแสดงที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงมาจากภาพยนตร์อินดี้อย่าง Bleak Night  และ Dongju: The Portrait of a Poet ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกร้อยเรียงกันผ่านตัวละครปาร์ค (รับบทโดย ลีจองแจ) พระนักเทศน์ที่ถูกจ้างวานเพื่อเปิดโปงลัทธิหนึ่ง โดยปาร์คได้เข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมเด็กสาว ซึ่งร่างของเธอถูกพบในอุโมงค์ภายหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุ เขาจึงได้ทำการปะติดปะต่อเรื่องราวที่นำมาสู่การสืบสวน ในขณะที่เด็กสาวอีกคนหนึ่งชื่อว่า กึมฮวา ผู้ที่คลั่งไคล้ลัทธิชื่อว่า นาฮาน (รับบทโดย ปาร์คจองมิน) ค่อยๆ สร้างความลึกลับที่ทำให้ปาร์คเสียหลักและสับสนขึ้นเรื่อยๆ

Svaha เขียนบทและกำกับโดย จางแจฮยอน ผู้เคยฝากผลงานยอดฮิตไว้ใน The Priests (2015) ที่ทำยอดขายบัตรได้มากกว่า 5.4 ล้านใบ ทั่วประเทศเกาหลี

ออกอากาศวันที่ 30 พฤษภาคม 2562

Chief of Staff

ต่อด้วย Chief of Staff  ซีรีส์แนวดราม่าที่ถ่ายทอดเบื้องหลังชีวิตของผู้ช่วยนักการเมือง ซึ่งบุคคลเหล่านี้คือผู้เล่นตัวจริงในเกมการเมือง และความกระหายซึ่งอำนาจทำให้บางครั้งพวกเขาสามารถมีอิทธิพลเหนือกว่าผู้บัญญัติกฎหมายที่พวกเขาทำงานด้วยเสียอีก

จางแทจุนรับบทโดย ลีจองแจ หัวหน้าทีมนักร่างกฎหมายสี่ภาค จบการศึกษาด้วยผลการเรียนอันดับหนึ่งจากโรงเรียนตำรวจ แต่เขาไม่ต้องการเดินในเส้นทางสายนั้น ซึ่งจางทำงานในตำแหน่งหัวหน้านักร่างกฎหมายได้ดีในทุกอย่างที่ทำเพราะเขาสามารถทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้าหากไม่ใช่เพราะสัญชาตญาณที่มั่นคงและการตัดสินใจที่เด็ดขาดของเขา เขาคงไม่สามารถกลายมาเป็นผู้นำพรรค จางจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เขามีความฝันที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเขาซ่อนมันไว้ภายใต้ร้อยยิ้มอันอ่อนหวาน

คังชยอนยอง รับบทโดย ชินมินอา (จาก Oh My Venus และ My Girlfriend Is a Nine-tailed Fox) นักร่างกฎหมายสาวผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมืองด้วยการดำรงตำแหน่งโฆษกประจำพรรคของเธอ คังมีความแน่วแน่และอ่อนโยน ในขณะเดียวกันก็มีความมั่นใจและการตัดสินใจที่เด็ดขาด ซึ่งอันที่จริงที่เธอกลายมาเป็นนักร่างกฎหมายจากการเลือกตั้งระบบสัดส่วนนั้นท้าทายอนาคตทางการเมืองของเธอไม่น้อย แต่เธอกลับไม่ได้ถูกครอบงำโดยความคิดของคนอื่น และไม่ยอมแพ้ต่อความกลัวของตัวเอง

Chief of Staff กำกับโดยกวักจองฮวาน (จากเรื่อง Ms. Hamurabi, THE K2 และ The Slave Hunters) และเขียนบทโดย ลีแดอิล (จากเรื่อง Life on Mars, Bring It On และ Ghost)

ออกอากาศวันที่ 15 มิถุนายน 2562

Designated Survivor: 60 Days (เดสซิกเนเทต เซอร์ไวเวอร์: 60 วันชี้ชะตา)

Designated Survivor: 60 Days ฉบับเกาหลี ถูกดัดแปลงบทมาจากซีรีส์ชื่อดังของอเมริกาเรื่อง Designated Survivor โดยเนื้อเรื่องยังคงเหมือนกับซีรีส์ต้นฉบับ แต่สอดแทรกเรื่องราวความจริงของสังคมเกาหลีมากขึ้น

ซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของนักการเมืองที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม และได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีหลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคร่าชีวิตรัฐมนตรีทุกคนที่ตำแหน่งสูงกว่าเขา ทำให้เขาจำเป็นต้องขึ้นมาสืบทอดตำแหน่ง

ปาร์คมูจิน (รับบทโดย จี จิน-ฮี จากเรื่องแดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง) นักวิทยาศาสตร์ที่ผันตัวเองมาเป็นนักการเมืองต้องเผชิญกับความลำบากในการพยายามทำตัวเป็นส่วนหนึ่งในแวดวงการเมือง ปาร์คต้องรับหน้าที่รักษาการประธานาธิบดีเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งในระหว่างที่ปาร์ครับตำแหน่งนี้ เขาไม่มีแม้แต่ประสบการณ์และไม่เต็มใจที่จะทำ แต่ต้องพยายามคลายปมเบื้องหลังการโจมตีให้ได้ นอกจากนี้ ยังมีลีจุนฮยอค (จากซีรีส์เรื่อง Stranger) มารับบทเป็นโอยองซอค ผู้บัญญัติกฎหมายอิสระ ที่ไม่ได้มีดีแค่ความหล่อ แต่ยังมีความมั่นใจและไฟแรง  ซึ่งตรงข้ามกับปาร์คโดยสิ้นเชิง

ซีรีส์รีเมคฉบับนี้ยังมีตัวละครใหม่ที่ได้เพิ่มเข้ามา นั้นคือ ฮันจูซึง หัวหน้าเลขาธิการประธานาธิบดี (รับบทโดย ฮอจุนโฮ  ผู้ที่แสดงในซีรีส์สุดฮิตของ Netflix อย่างเรื่อง Kingdom)  ฮันเป็นคนที่สงบและสุขุม เขามีเส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและเรื่องสาธารณะอย่างชัดเจน  ทำให้สถานการณ์ของเขาและปาร์คเริ่มตึงเครียด 

Designated Survivor: 60 Days เขียนบทโดย คิมแทฮี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดีจากซีรีส์เรื่อง Sungkyunkwan Scandal และยังได้ยูจงซอน ที่เคยฝากผลงานไว้ What’s Wrong with Secretary Kim และ Descendants of the Sun มานั่งแท่นเป็นผู้กำกับ 

ออกอากาศวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 

MY FIRST FIRST LOVE 2 (วุ่นนัก รักแรก ซีซั่น 2)

ออริจินัลซีรีส์เกาหลีกำกับโดย โอจินซอก ซึ่งซีซั่นที่ 2 จะออกอากาศวันที่ 26 กรกฎาคม นับเป็นเวลาครบ 100 วันหลังจากที่เปิดตัวซีซั่นที่ 1 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

การกลับมาของซีซั่นนี้ได้ถูกประกาศออกไปโดยนักแสดงนำทั้ง 5 คน ได้แก่ จีซู, จองแชยอน, จินยอง, ชเวริ,  และคังแทโอ ผ่านทางโซเชี่ยลของพวกเขา ซึ่งแต่ละคนได้เซลฟี่และทักแฟนๆ ก่อนที่จะประกาศข่าวดีนี้

MY FIRST FIRST LOVE 2 ยังคงถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตวัยรุ่นทั้ง 5 คน และความรู้สึกระหว่างแทโอ ซงอี และโดฮยอน ที่เดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาเริ่มแยกไม่ออกระหว่างคำว่ามิตรภาพและความรัก ในขณะเดียวกัน ฮุนและการิน ได้ใกล้อาชีพในฝันอีกก้าวหนึ่ง

ออกอากาศวันที่ 26 กรกฎาคม 2562

LOVE ALARM S1 (แอปเลิฟเตือนรัก ซีซั่น 1)

LOVE ALARM อีกหนึ่งออริจินัลซีรีส์จาก Netflix ที่เตรียมเปิดตัวในไตรมาสที่สามของปีนี้ ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนที่สับสนระหว่างสิ่งที่พวกเขาต้องการ กับสิ่งที่แอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์บอกความต้องการของพวกเขา โดยแอปพลิเคชั่นถูกออกแบบเพื่อส่งเสียง “เตือน” ให้ผู้ใช้งานได้รับทราบว่าในระยะ 10 เมตรมีใครที่รู้สึกชอบเราอยู่

เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อคิมโจโจ้ (รับบทโดย คิมโซฮยอน จากเรื่อง Who Are You: School 2015, Hey Ghost, Let’s Fight และ Radio Romance) เด็กสาวผู้มีจิตวิญญาณที่ดีงาม แม้เคยต้องเผชิญกับเรื่องราวในครอบครัวอันแสนเจ็บปวด ได้พบกับรักครั้งใหม่โดยใช้แอปพลิเคชั่น ควังซอนโอ (รับบทโดยนักแสดงหน้าใหม่ ซองคัง) ผู้ซึ่งเพรียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตาที่หล่อเสมือนนายแบบ อีกทั้งยังแถมยังเติบโตในครอบครัวที่ร่ำรวย ตกหลุมรักโจโจ้ ขณะที่เพื่อนสนิทของซอนโออย่างอีฮเยยอง (รับบทโดยอีกหนึ่งนักแสดงหน้าใหม่ จองการัม) ก็ตกหลุมรักโจโจ้เช่นเดียวกัน.. แถมยังรักเธอก่อนซอนโออีกด้วย

Love Alarm สร้างจากเว็บตูนชื่อดังของเกาหลีในชื่อเดียวกัน โดยนักเขียนชอนกเยยอง ผู้เคยฝากผลงานไว้ใน Unplugged boy และ Audition ที่มีผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นในเกาหลี

ออกอากาศวันที่ 22 สิงหาคม 2562

VAGABOND (เจาะแผนลับเครือข่ายนรก)

ซีรีส์เกาหลีแนวสายลับ-แอคชั่น นำแสดงโดย ลีซึงกิ (จาก The King 2 Heart และ A Korean Odyssey) และแบซูจี (จาก Architecture 101 และ While you were sleeping

Vagabond เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสตั๊นท์แมนนามว่า ชาดัลกอน (รับบทโดย ลีซึงกิ) ซึ่งได้เข้ามาพัวพันกับโศกนาฏกรรมเครื่องบินตก และจบลงด้วยการพบเจอเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอรัปชั่นระดับชาติ ในขณะเดียวกัน โกแฮริ (รับบทโดย แบซูจี) ลูกสาวคนโตของทหารเรือผู้ล่วงลับ ได้ตัดสินใจทำงานในหน่วยความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะหน่วยสืบราชการลับ เพื่อเลี้ยงดูแม่และพี่น้องของเธอ  แม้แฮริฝันที่จะได้ใช้ชีวิตเรียบง่าย ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐธรรมดาก็ตาม 

ซีรีส์เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ 2 ของลีและแบ ที่ได้รับบทบาทที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยรับบทนำใน Gu Family Book เมื่อปี 2556 ก่อนหน้านี้ นักแสดงทั้งสองยังมีชื่อเสียงในฐานะนักร้องอีกด้วย โดยลีซึงกิได้ฝากผลงานเพลงฮิตมากมายจนทำให้ได้รับฉายาว่า “Ballad Prince” ส่วนแบซูจีก็เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงเกิลกรุ๊ปของเกาหลีอย่าง Miss A

Vagabond นำเสนอภาพความตระการตาผ่านสถานที่ในการถ่ายทำนอกประเทศเกาหลี อย่าง ลิสบอน โปรตุเกส และอีกบางสถานที่ในโมรอคโค อีกทั้ง โปรดัคชั่นของเรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นงานคุณภาพในระดับแถวหน้า รวมถึงรายละเอียดของฉากแอคชั่นที่เทียบเท่ากับฉากในภาพยนตร์ และเทคโนโลยี Visual Effects ที่ตระการตา

ซีรีส์เรื่องนี้กำกับโดย ยูอินชิค (จาก Mrs. Cop และ Romantic Doctor Teacher Kim) และเขียนบทโดย จางยองชอลและ จางคยองซุน นับได้ว่าเป็นการร่วมงานกันเป็นครั้งที่สี่ของทั้งสามคน

ออกอากาศเดือนกันยายน 2562