Henry Golding กับบทบาทครั้งสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง The Gentleman

เฮนรี่ โกลดิง นักแสดงหนุ่มหล่อขวัญใจสาวๆ แจ้งเกิดอย่างงดงามในบทหนุ่มเจ้าเสน่ห์แสนร่ำรวยในหนังฮิต Crazy Rich Asians ก่อนจะตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้งจาการประกบกับเอมิเลีย คลาร์กในหนังรักที่เพิ่งผ่านพ้นไปอย่าง Last Christmas  ล่าสุดในปี 2020 นี้ เขาจะพลิกบทบาทครั้งสำคัญในการรับบทเป็น ดรายอาย มาเฟียหนุ่มสุดแสบ ผู้หมายฮุบกิจการค้ากัญชาจากเจ้าพ่อรายใหญ่เป็นของตัวเองในหนังแอ็คชั่นฟอร์มยักษ์ THE GENTLEMEN สุภาพบุรุษมาหากัญ และนี่คือบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับการพลิกบทบาทในครั้งนี้สำหรับดาวรุ่งชาวมาเลเซียคนนี้

ยินดีด้วยสำหรับโปรเจกต์ The Gentlemen คุณช่วยเล่าได้ไหมว่าคุณเข้าร่วมได้อย่างไร?

เฮนรี่ โกลดิง:   ผมได้รับข้อเสนอโปรเจกต์ The Gentlemen ตอนที่ผมเดินสายโปรโมทหนังเรื่อง Crazy Rich Asians ครับ ทีมงานของกาย ริชชี่กำลังมองหาใครสักคนที่สามารถเข้าถึงตัวละครดรายอายและเราก็ประชุมกัน ผมเข้าบ้านของกายในลอนดอน ดื่มวิสกี้และคุยกันเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ก็แค่ร่วมวงกินเที่ยวด้วยกันครับ ผมคิดว่ากายเป็นคนมีสัญชาตญาณในนการเลือกนักแสดงและทำหนังซักเรื่อง และนั่นแหละครับ ผมเข้าร่วมโปรเจ็กต์ มันไปด้วยกันได้ดีที่พวกเขาทำหนังเรื่อง The Gentlemen ในช่วงเวลาเดียวกันกับผมเล่นหนังเรื่อง Last Christmas ในลอนดอน มันไปด้วยกันได้สมบูรณ์แบบครับ

คุณเป็นแฟนหนังตัวยงของกาย ริชชี่มาก่อนหรือเปล่า มีแหล่งข้อมูลในการเข้าถึงตัวละครแก๊งสเตอร์ได้ดีหรืเปล่า?

 เฮนรี่ โกลดิง: ผมเป็นแฟนหนังตัวยงของกาย ริชชี่เลย ผมโตมากับการดูหนังเรื่อง Lock, Stock and Two Smoking Barrels, Revolver, RocknRolla หนังเหล่านั้นครับ การเติบโตในอังกฤษยุคปลาย 90 และต้นยุค 2000 เขาเป็นผู้กำกับที่ผู้ชายทุกคนอยากร่วมงานด้วย เขาไม่จำเป็นต้องส่งสคริปท์มาให้ผม ผมรู้สึกว่าไม่ว่าอะไรก็ตาม นั่นคือสิ่งที่กายต้องการ ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งอาชญากรเอเชียในอังกฤษ ความดิบเถื่อนและวิธีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่พวกเขาอาศัยอยู่ และสิ่งที่เข้ากับพวกเขาได้ ดังนั้นดรายอายจึงเป็นคนรุ่นเยาว์ ผมรู้ว่าเขามีความรู้สึกเข้าถึงความคิดของคนรุ่นใหม่ มันไม่จำเป็นต้องเลือดร้อน แต่มีความสุขุมบ้าง และเจ้าเล่ห์กว่าแก๊งสเตอร์ทั่วไปครับ

 ตัวละครของคุณ ดรายอาย มันรู้สึกแตกต่างจากบทรอมคอมใน Crazy Rich Asians และ Last Christmas จริงๆ นั่นเป็นเหตุผลที่คุณอยากเล่นหรือเปล่า?

เฮนรี่ โกลดิงแน่นอนครับ มันเป็นโอกาสที่จะเข้าถึงตัวละครที่ผมไม่เคยเล่นมาก่อน และการก้าวออกจากแนวรอม-คอมและดราม่านั้น มันรู้สึกสดใหม่เสมอที่จะสามารถสวมบทตัวละครซักตัวที่เกือบแตกต่างสุดขั้วจากที่สิ่งที่คุณเป็นครับ

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดดในการเล่นเป็นผู้ร้ายคืออะไร คุณเคยได้รับผลตอบรับฮาๆ จากเพื่อนหรือครอบครัวในการเห็นคุณเล่นเป็นผู้ร้ายหรือเปล่า?

เฮนรี่ โกลดิงใช่ครับ มันน่าสนใจนะที่ภรรยาผมเดินออกจากห้องและผมกำลังอ่านสคริปท์ The Gentlemen เมื่อเธอกลับมาที่ห้องเธอก็รู้สึกถึงบรรยากาศตึงเครียด และอารมณ์ผมก็เปลี่ยนไปสิ้นเชิง มันรู้สึกมืดมนและหนักหน่วง มันไม่ใช่ความท้าทายหรอกแต่มันยอดเยี่ยมมากที่จะสำรวจความรู้สึกแบบนั้น ภรรยาผมคงจำผมไม่ได้เมื่อผมอ่านสคริปท์หนังเรื่องนี้ครับ

ฉันอ่านเรื่องราวตลกๆว่าคุณไม่รู้ว่าแมทธิว แม็กคอนาเฮย์เป็นนักแสดงเจ้าบทบาทมากๆ และคิดว่าเขาเกลียดคุณตอนอยู่กองถ่าย คุณช่วยเล่าเรื่องราวเพิ่มเติมต่อจากนี้ได้หรือเปล่า?

เฮนรี่ โกลดิงมีคนบอกผมว่าแมทธิวเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทแต่ผมไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานแบบนั้นมาก่อน และมันก็ทำให้ผมประหลาดใจแน่ๆ ผมเคยคิดว่าเราน่าจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแต่นั่นคือการทำงานทั้งหมด เขายังอยู่กับตัวละครและผมก็นับถือเขา ผมประหลาดใจนะแต่ผมก็ปรับตัวได้รวดเร็วและเมื่อหยุดการถ่ายทำ เขาก็ดูเป็นคนที่อบอุ่นที่สุดเลยครับ

แล้วนักแสดงคนอื่นๆ เป็นอย่างไรโดยทั่วไป มันดูสนุกหรือเปล่า?

เฮนรี่ โกลดิง:  กายเคยร่วมงานกับกลุ่มคนเดิมๆ มาหลายครั้งตั้งแต่ Lock, Stock and Two Smoking Barrels พวกเขาจึงดูเป็นครอบครัวยิ่งใหญ่แสนครื้นเครง ดังนั้นการทำงานกับทีมงานนี้จึงดูมหัศจรรย์มากๆ     เจเรมี่ สตรองเป็นคนตลกดี ชาร์ลี ฮันแนมก็ยอดเยี่ยม มิเชลล์ ด็อกเคียรี่ คนที่ผมทำงานร่วมจอก็น่าทึ่ง และเราก็มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมด้วยครับ

 มันยอดเยี่ยมนะที่คุณกำลังทำในฐานะตัวแทนคนเอเชียในฮอลลีวูด นี่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณหรือเปล่า หรือคุณไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้จริงๆ?

เฮนรี่ โกลดิง:  ผมคิดว่ามันสำคัญนะสำหรับการเป็นตัวแทนคนเอเชีย ผมมีมุมมมองที่แตกต่างมากๆเกี่ยวกับการเป็นคนเอเชียสำหรับหลายๆ คนที่เติบโตนอกภูมิภาคเอเชีย การปรากฏตัวบนจอเงินมันถูกจำกัด แต่ผมเติบโตในมาเลเซียและสิงคโปร์ แล้วผมก็ใช้ชีวิตผู้ใหญ่ในเอเชียมากกว่า สำหรับผมแล้ว มันหมายถึงบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง แต่มันเกี่ยวกับการเลือกสิ่งที่เหมาะสมในการเล่นหนัง ทำให้ผู้คนภูมิใจที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เห็นนักแสดงชาวเอเชียทำหน้าที่ได้ดี ผมไม่อยากเอาใจใส่กับการเป็นนักแสดงเอเชียหรอก ผมแค่อยากเอาใจใส่กับการเป็นนักแสดง และการเป็นนักแสดงนำ การสวมบทบาทที่ทลายอคติเรื่องเชื้อชาติ หลากหลายตัวละครมันเป็นสิ่งสำคัญโดยไม่มีการรักษาภาพลักษณ์ครับ

บทบาทการแสดงของคุณต่อไปคือเรื่องอะไร?

เฮนรี่ โกลดิง:  ผมอยู่ในโปรเจกต์ Snake Eyes ผมเล่นเป็นสเนคอายส์ มันน่าทึ่งนะกับการทำงานร่วมกับผู้กำกับโรเบิร์ต ชเวนท์เก้ เราเอาเรื่องราวของ GI Joe ไปสร้างใหม่ ผมคิดว่าผู้คนจะประหลาดใจและตื่นเต้นกับผลงานที่ออกมา และผมก็ภูมิใจมากๆ เขาเป็นตัวละครที่ซับซ้อนมากๆ เลยครับ

ร่วมติดตามการพลิกบทบาทของหนุ่ม เฮนรี่ โกลดิง ได้ใน “THE GENTLEMEN สุภาพบุรุษมาหากัญ” กำหนดเข้าฉาย 30 มกราคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ไปชมรายชื่อผู้ชนะทั้งหมดจากงานประกาศรางวัล Golden Globe Awards ครั้งที่ 77

เป็นอีกหนึ่งรางวัลที่ยิ่งใหญ่และอยู่คู่ฮอลลีวูดมาอย่างยาวนานสำหรับ  Golden Globe Awards โดยเริ่มมอบรางวัลแก่ภาพยนตร์และทีวีซีรี่ย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1944 และสำหรับครั้งล่าสุดครั้งที่ 77 นี้ภาพยนตร์มากหน้าหลายตารวมถึงเหล่านักแสดงเช่นกัน

ซึ่งรางวัลใหญ่อย่าง Best Actor in a Motion Picture – Drama ก็ตกเป็นของ  Joaquin Phoenix จาก  Joker แบบไม่ผลิกโผเคียงข้างมาด้วย Taron Egerton ผู้รับท Sir Elton John ในภาพยนตร์ Rocketman กับรางวัล  Best Actor in Motion Picture -musical or comedy และหนุ่มเท่อย่าง Brad Pitt ผู้รับท Cliff Booth สตั๊นแมนมาดดิบในภาพยนตร์ Once Upon a Time in Hollywood  กำกับโดย Quentin Tarantino ก็คว้ารางวัล Best Actor in a Supporting Role in Any Motion Picture ไปได้ พ่วงด้วยอีกสองรางวัลใหญ่อย่าง Best Motion Picture – Musical or Comedy และ Best Screenplay – Motion Picture จากฝีมือของ Quentin Tarantino ผู้กำกับ

นอกจากนี้รางวัลอื่นๆจะตกเป็นของใครบ้างไปชมรายชื่อผู้ชนะเและผู้เข้าชิงต็มๆกันได้เลยครับ 

Best Motion Picture – Foreign Language

The Farewell (A24)

Les Misérables (Amazon)

Pain and Glory (Sony Pictures Classics)

Parasite (Neon) ชนะรางวัล

Portrait of a Lady on Fire (Neon)

Best Performance by an Actress in a Television Series – Musical or Comedy

Christina Applegate (Dead to Me)

Rachel Brosnahan (The Marvelous Mrs. Maisel)

Kirsten Dunst (On Becoming a God in Central Florida)

Natasha Lyonne (Russian Doll)

Phoebe Waller-Bridge (Fleabag) ชนะรางวัล

Best Television Series – Drama

Big Little Lies (HBO)

The Crown (Netflix)

Killing Eve (BBC America)

The Morning Show (Apple TV Plus)

Succession (HBO) ชนะรางวัล

Best Performance by an Actor in a Supporting Role in a Series, Limited Series or Motion Picture Made for Television

Alan Arkin (The Kominsky Method)

Kieran Culkin (Succession)

Andrew Scott (Fleabag)

Stellan Skarsgård (Chernobyl)  ชนะรางวัล

Henry Winkler (Barry)

Best Performance by an Actor in a Limited Series or Motion Picture Made for Television

Christopher Abbott (Catch-22)

Sacha Baron Cohen (The Spy)

Russell Crowe (The Loudest Voice) ชนะรางวัล

Jared Harris (Chernobyl)

Sam Rockwell (Fosse/Verdon)

Best Performance by an Actor in a Television Series – Musical or Comedy

Michael Douglas (The Kominsky Method)

Bill Hader (Barry)

Ben Platt (The Politician)

Paul Rudd (Living with Yourself)

Ramy Youssef (Ramy) ชนะรางวัล

Best Motion Picture – Drama

The Irishman (Netflix)

Marriage Story (Netflix)

1917 (Universal) ชนะรางวัล

Joker (Warner Bros.)

The Two Popes (Netflix)

Best Actress in a Motion Picture – Drama

Cynthia Erivo (Harriet)

Scarlett Johansson (Marriage Story)

Saoirse Ronan (Little Women)

Charlize Theron (Bombshell)

Renée Zellweger (Judy) ชนะรางวัล

Best Actor in a Motion Picture – Drama

Christian Bale (Ford v Ferrari)

Antonio Banderas (Pain and Glory)

Adam Driver (Marriage Story)

Joaquin Phoenix (Joker) ชนะรางวัล

Jonathan Pryce (The Two Popes)

Best Motion Picture – Musical or Comedy

Dolemite Is My Name (Netflix)

Jojo Rabbit (Fox Searchlight)

Knives Out (Lionsgate)

Once Upon a Time in Hollywood (Sony) ชนะรางวัล

Rocketman (Paramount)

Best Actress in a Motion Picture – Musical or Comedy

Ana de Armas (Knives Out)

Cate Blanchett (Where’d You Go, Bernadette)

Beanie Feldstein (Booksmart)

Emma Thompson (Late Night)

Awkwafina (The Farewell) ชนะรางวัล

Best Actor in a Motion Picture – Musical or Comedy

Daniel Craig (Knives Out)

Roman Griffin Davis (Jojo Rabbit)

Leonardo DiCaprio (Once Upon a Time in Hollywood)

Taron Egerton (Rocketman) ชนะรางวัล

Eddie Murphy (Dolemite Is My Name)

Best Motion Picture – Animated

Frozen 2 (Disney)

How to Train Your Dragon: The Hidden World (Universal)

The Lion King (Disney)

Missing Link (United Artists Releasing) ชนะรางวัล

Toy Story 4 (Disney)

Best Actress in a Supporting Role in Any Motion Picture

Kathy Bates (Richard Jewell)

Annette Bening (The Report)

Laura Dern (Marriage Story) ชนะรางวัล

Jennifer Lopez (Hustlers)

Margot Robbie (Bombshell)

Best Actor in a Supporting Role in Any Motion Picture

Tom Hanks (A Beautiful Day in the Neighborhood)

Anthony Hopkins (The Two Popes)

Al Pacino (The Irishman)

Joe Pesci (The Irishman)

Brad Pitt (Once Upon a Time in Hollywood) ชนะรางวัล

Best Director – Motion Picture

Bong Joon-ho (Parasite)

Sam Mendes (1917) ชนะรางวัล

Todd Phillips (Joker)

Martin Scorsese (The Irishman)

Quentin Tarantino (Once Upon a Time in Hollywood)

Best Screenplay – Motion Picture

Noah Baumbach (Marriage Story)

Bong Joon-ho and Han Jin-won (Parasite)

Anthony McCarten (The Two Popes)

Quentin Tarantino (Once Upon a Time in Hollywood) ชนะรางวัล

Steven Zaillian (The Irishman)

Best Original Score – Motion Picture

Alexandre Desplat (Little Women)

Hildur Guðnadóttir (Joker) ชนะรางวัล

Randy Newman (Marriage Story)

Thomas Newman (1917)

Daniel Pemberton (Motherless Brooklyn)

Best Original Song – Motion Picture

“Beautiful Ghosts” (Cats)

“I’m Gonna Love Me Again” (Rocketman) ชนะรางวัล

“Into the Unknown” (Frozen 2)

“Spirit” (The Lion King)

“Stand Up” (Harriet)

Best Performance by an Actress in a Television Series – Drama

Jennifer Aniston (The Morning Show)

Olivia Colman (The Crown) ชนะรางวัล

Jodie Comer (Killing Eve)

Nicole Kidman (Big Little Lies)

Reese Witherspoon (The Morning Show)

Best Performance by an Actor in a Television Series – Drama

Brian Cox (Succession) ชนะรางวัล

Kit Harington (Game of Thrones)

Rami Malek (Mr. Robot)

Tobias Menzies (The Crown)

Billy Porter (Pose)

Best Television Series – Musical or Comedy

Barry (HBO)

Fleabag (Amazon)  ชนะรางวัล

The Kominsky Method (Netflix)

The Marvelous Mrs. Maisel (Amazon)

The Politician (Netflix)

Best Television Limited Series or Motion Picture Made for Television

Catch-22 (Hulu)

Chernobyl (HBO) ชนะรางวัล

Fosse/Verdon (FX)

The Loudest Voice (Showtime)

Unbelievable (Netflix)

Best Performance by an Actress in a Limited Series or Motion Picture Made for Television

Kaitlyn Dever (Unbelievable)

Joey King (The Act)

Helen Mirren (Catherine the Great)

Merritt Wever (Unbelievable)

Michelle Williams (Fosse/Verdon) ชนะรางวัล

Best Performance by an Actress in a Supporting Role in a Series, Limited Series or Motion Picture Made for Television

Patricia Arquette (The Act) ชนะรางวัล

Helena Bonham Carter (The Crown)

Toni Collette (Unbelievable)

Meryl Streep (Big Little Lies)

Emily Watson (Chernobyl)

The Gentleman Grant is Back in ‘The Gentlemen’

เจ้าพ่อหนังรอมคอมรุ่นใหญ่ขวัญใจแฟนๆ ฮิวจ์แกรนท์ กลับมาอีกครั้งในผลงานอาชญากรรมคอเมดี้เรื่องใหม่ของผู้กำกับสายฮาสุดกวน กายริชชี่ในภาพยนตร์  “THE GENTLEMEN” หรือในชื่อไทย “สุภาพบุรุษมาหากัญ”” ที่รวบรวมเอานักแสดงแถวหน้าของวงการเอาไว้อย่างคับคั่ง กับเรื่องราวการต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อความเป็นหนึ่งของสุภาพบุรุษผู้ทรงอิทธิพลมืดแห่งอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น แมทธิว แมคคอนาเฮย์ (Interstella), ชาร์ลี ฮันแนม (Pacific Rim), เฮนรี โกลดิ้ง (Crazy Rich Asians), โคลิน ฟาร์เรล (The Lobster), มิเชล ด็อคเคอรี (Downton Abbey),เจเรมี สตรอง ( Molly’s Game) และ เอ็ดดี้ มาร์ซาน(Hobbs & Shaw 2) แต่ที่หลายคนให้ความสนใจมากที่สุดเห็นจะเป็นการพลิกบทบาทสุดขั้วของ ฮิวจ์แกรนท์ที่บทบาทที่เขาได้รับในหนังเรื่องนี้นั้นแตกต่างไปจากภาพลักษณ์เดิมๆของเขาอย่างสิ้นเชิง    

Hugh Grant กับการพลิกบทบาทครั้งสำคัญในชีวิต


  โดยในภาพยนตร์ ฮิวจ์แกรนท์ รับบทบาท เฟลตเชอร์ นักสืบเอกชนเล่ห์เหลี่ยวแพรวพราว ที่ต้องเอาชีวิตของตัวเองเข้ามาเสี่ยงในเกมการแย่งชิงอำนาจของเหล่าสุภาพบุรุษผู้ทรงอิทธิพลแห่งกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นบทบาทที่แตกต่างไปจากบทบาทที่เขาเคยแสดงไว้ใน “Four Weddings and a Funeral” และ “Notting Hill” จนดูเหมือนเป็นคนละคนเลยทีเดียว

Hugh Grant กับภาพลักษณ์อบอุ่นที่ทุกคนคุ้นชิน

นี่มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของบทและมันก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกกลัวไปด้วยในเวลาเดียวกัน แกรนท์ พูดกับนักข่าวในงานฉายรอบพิเศษของ “THE GENTLEMEN” ในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ผมคิดว่าตอนนี้ผมก็อายุ 59 เข้าไปแล้วมันจะเป็นไปได้จริงๆเหรอว่าผมจะสามารถเปลี่ยนบุคลิกไปเป็นคนอีกคนหนึ่งที่พูดสำเนียงแบบชาวลอนดอนจ๋าแต่กายริชชี่พูดกับผมว่าไม่ๆคุณต้องทำได้สิคุณต้องทำมันได้คว้าตัวละครนั้นมาซะผมก็เลยตกลงลุยไปพร้อมกับเขาครับ แกรนท์ กล่าว

  สำหรับกาย ริชชี่ เป็นผู้กำกับที่สร้างชื่อจากผลงาน “Lock, Stock and Two Smoking Barrels” และ “Snatch” ก่อนที่จะได้มาเป็นผู้กำกับ “Sherlock Holmes” และล่าสุดในภาพยนตร์ไลฟ์แอคชั่นของค่าย Disney “Aladdin” ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นการกลับมาสร้างภาพยนตร์แนวอาชญากรรมอีกครั้งของเขา โดยผู้ที่รับบทเป็นตัวเอกของเรื่องนี้ก็คือ แมทธิวแม็กคอนาเฮย์ (Interstellar) ที่ได้สวมบทเป็นเจ้าพ่อกัญชาชาวอเมริกัน มิกกี้ เพียร์สัน ที่คร่ำหวอดวงการกัญชาในประเทศอังกฤษ และความวุ่นวายก็ได้เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจที่จะขายธุรกิจนี้

ร่วมพิสูจน์การพลิกบทบาทการแสดงขั้นสุดขั้วของ ฮิวจ์แกรนท์ กับภารกิจการแย่งชิง ‘กัญ’ เพื่อความเป็นหนึ่ง! “THE GENTLEMEN สุภาพบุรุษมาหากัญ”  30 มกราคม ในโรงภาพยนตร์

Light of My Life: เพราะลูกคือดวงใจของพ่อ

คุณจะทำอย่างไรหากโลกใบนี้เกิดไวรัสประหลาดที่คร่าชีวิตมนุษย์เพศหญิงไปจนหมด เหลือเพียงลูกสาววัยแบเบาะของคุณที่ต้องสูญเสียแม่ของตัวเองไป เธอมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ปกป้องเธอจากโลกที่แทบจะไม่เหลือความหวังนี้แล้ว พบกับการแสดงสุดตราตรึงของเคซีย์ แอฟเฟล็ค กับบทบาทของ ‘พ่อ’ ที่จะทำให้คุณยิ่งเชื่อมั่นในความรักที่ไร้ข้อกังขานี้ไปยิ่งกว่าเดิมกับ ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’

คนเป็นพ่อย่อมอยากจะปกป้องลูกของตัวเองเป็นธรรมดา เคซีย์ แอฟเฟล็ค นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จาก ‘Manchester by the Sea’ ได้กล่าวขณะที่พูดถึงบทบาทของ ‘พ่อ’ ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’ ศูนย์กลางของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือเด็กอายุ 11 ขวบซึ่งเป็นวัยที่เด็กตัวน้อยกำลังจะก้าวสู่ช่วงวัยรุ่นแต่สถานการณ์ในโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสถานการณ์ที่อันตรายกับเด็กคนนี้มากและมันทำให้การตัดสินใจของเธอบางอย่างอาจจะเป็นการตัดสินว่าพวกเขาจะสามารถเอาชีวิตรอดต่อไปได้หรือไม่

ผมเป็นคนที่หลงไหลในเรื่องราวที่สื่อถึงสังคมของมนุษย์‘Light of My Life’ คือเรื่องราวของพ่อที่อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างให้กับลูกของพวกเขามันเป็นความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้แทนที่เราจะมองเห็นความสวยงามของโลกใบนี้บางครั้งพวกเรากลับมองว่ามันคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายสำหรับลูกๆครับเขากล่าว คนเป็นพ่อก็ย่อมอยากจะปกป้องลูกของตัวเองเป็นธรรมดาแม้ว่าเธอจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่กระหายอิสระจนกว่าเขารู้ว่าลูกสาวของเขาสามารถเอาตัวรอดเองได้เขาก็จะพยายามปกป้องเธออย่างสุดชีวิตแม้ว่าจะต้องแลกกับการทำให้จิตใจของพวกเขารู้สึกเจ็บปวดก็ตาม”

เคซีย์เผยว่าเขาใช้เวลากว่า 10 ปีในการพัฒนาบทประพันธ์สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมันเริ่มมาจากนิทานก่อนนอนที่เขาเล่าให้ลูกชายทั้งสองของตัวเองฟังนั่นเอง ผมได้จดนิทานเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมดผมคิดว่าผมอาจจะนำเรื่องเหล่านั้นไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกการเล่านิทานและบทบาทของนิทานที่ส่งเสริมต่อการเติบโตของลูกตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ไอเดียนั้นของผมได้มีวิวัฒนาการและมันก็ได้ทำให้ผมเริ่มเขียนบทภาพยนตร์จากมัน

LOML_D33_CC_0031.RAF

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือแม่ว่าหนังจะสร้างเสร็จแล้วผมก็ยังคงต้องหาว่ามันเป็นเรื่องของอะไรและทำไมมันถึงมีความสำคัญสำหรับผม เขากล่าวต่อ เรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถตีความหมายได้อย่างชัดเจนทันทีพวกมันเป็นสิ่งที่เรารับรู้ผ่านจิตใต้สำนึกและบางครั้งมันก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าที่เราจะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร

และเราเชื่อว่าภายหลังจากการตัดสินใจพัฒนาบทกว่าสิบปีผันตัวเองเป็นทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำของเรื่องนี้เคซีย์คงได้คำตอบกับสิ่งที่เขาสงสัยอยู่ในใจบ้าง ไม่มากก็น้อย

ไปร่วมค้นหาคำตอบในใจ และพิสูจน์ความรักอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์พ่อได้ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’ ได้ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป 

ครอบครัวพร้อมหน้า วันปริศนาฆาตกรรม! เปิด 11 ใบปิดคาแรคเตอร์ “KNIVES OUT” เมื่อทุกคนคือผู้ต้องสงสัย ใครคือฆาตกรตัวจริง?

เปิดความสงสัยให้ได้ชวนลุ้นหาความจริงกันต่อ สำหรับภาพยนตร์สืบสวนสไตล์จัดจ้านที่เพิ่งกวาดเสียงวิจารณ์ชื่นชมชนิดมาแรงสุดๆ จากเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตอย่าง “ KNIVES OUT ” ด้วยล่าสุดกับ 11 ใบปิดคาแรคเตอร์ ที่ออกมาย้ำธีม คดีฆาตกรรมในวันรวมญาติ เมื่อทุกคนตกเป็นผู้ต้องสงสัย ใครกันคือฆาตกรตัวจริง? พร้อมขนทัพนักแสดงมากฝีมือมาประชันบทบาทกันแบบคับจอทั้ง

คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เป็น “ฮาร์ลาน ธรอมบีย์” คุณปู่ของครอบครัว ผู้จัดงานเลี้ยงวันเกิดของตน เชิญทุกคนมาพร้อมหน้า แต่เขากลับกลายเป็นศพในเช้าวันนั้น, คริส อีแวนส์ เป็น “แรนซัม ดรายส์เดล” ลูกชายแกะดำของครอบครัวที่ไม่เอาใครทั้งสิ้น, ไมเคิล แชนนอน เป็น “วอลต์ ธรอมบีย์” ลูกชายคนเล็กของฮาร์ลานผู้ไม่เอาไหน, โทนี่ คอลเล็ตต์ เป็น “โจนี่ ธรอมบีย์” ลูกสะใภ้ของฮาร์ลาน กูรูด้านไลฟ์สไตล์ ผู้ใช้ชีวิตเยี่ยงฮิปปี้, แคทเธอรีน แลงก์ฟอร์ด เป็น “เม็ก ธรอมบีย์” ลูกสาวของโจนี่ เธอเป็นนักศึกษาศิลป์ศาสตร์ และละเอียดอ่อนอยู่ลึกๆ

เจมี่ ลี เคอร์ติส เป็น “ลินดา ดรายส์เดล” ลูกสาวคนโตของฮาร์ลาน เจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เธอแสนทะเยอทะยานและเชื่อมั่นในตัวเองแบบสุดๆ, ดอน จอห์นสัน เป็น “ริชาร์ด ดรายส์เดล” สามีของลินดา คอยช่วยเธอดูแลบริษัท, อนา เดอ อาร์มาส เป็น “มาร์ทา” ผู้เป็นแม่บ้าน-พยาบาลส่วนตัวของฮาร์ลานมานานหลายปี, เจเดน มาร์เทล เป็น “เจค็อบ ธรอมบีย์” เด็ก Gen Z ของจริง เล่นมือถือตลอดเวลา, แดเนียล เคร็ก เป็น “เบอนัวต์ บลังก์” นักสืบแถวหน้าผู้เข้ามารับผิดชอบคดีนี้ และ ลาคีธ สแตนฟิลด์ เป็น “เอลเลียต” อีกหนึ่งนักสืบผู้เข้ามาสมทบคดีการเสียชีวิตของฮาร์ลาน

แฟนชาวไทยปักหมุดรอเลย! เตรียมไขคดีพร้อมกันใน “KNIVES OUT” ผลงานการกำกับโดย ไรอัน จอห์นสัน จาก Star Wars: The Last Jedi และ Looper :
10 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

เตรียมพบกับการเดินทางครั้งสุดท้ายของนักรบเดนตาย จอห์น แรมโบ้ “Rambo: Last Blood”

แรมโบ้ หรือชื่อจริงของเขา “จอห์น เจมส์ แรมโบ้” เป็นตัวละครที่พวกเราทุกคนต่างรู้จักกันดีจากไฟรนไชส์ภาพยนตร์แอคชั่น Rambo (หรือในชื่อไทย นักรบเดนตาย) ที่มีมาแล้วด้วยกันถึง 5 ภาค ตั้งแต่ปี 1982 จนถึง 2019 ประกอบไปด้วย “First Blood”, “Rambo: First Blood Part II”, “Rambo III”, “Rambo” และล่าสุด “Rambo: Last Blood” ที่มีกำหนดฉายตั้งแต่วันที่ 19 กันยายนนี้

แรมโบ้ เกิดในวันที่ 6 กรกฏาคม 1947 อดีตทหารหน่วยรบพิเศษกรีนเบอเรต์ที่ได้ผ่านความโหดร้ายในสมรภูมิของสงครามเวียดนามมาแล้ว ซึ่งการเป็นสมาชิกในหน่วยนี้หมายความว่า เขาจะต้องผ่านการฝึกฝนทักษะการสู้รบเเละเอาตัวรอดรอบด้าน ทั้งฝึกกระโดดร่ม การปีนเขา ยิงธนู ขี่ม้า ฝึกการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการพรางตัวเพื่อหลบซ่อนจากข้าศึก

กรีนเบอเรต์เป็นหน่วยรบที่ทางสหรัฐฯ นิยมใช้ในการทำสงครามที่อยู่นอกตำราปกติ พวกเขาเชี่ยวชาญในด้านการแทรกซึมเข้าไปยังภูมิประเทศต่าง ๆ และใช้ยุทธวิธีแบบกองโจรเพื่อหาข้อมูลก่อนที่จะเริ่มเปิดสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งแตกต่างจากหน่วยรบพิเศษเดลต้าฟอร์ซที่มีหน้าที่ในทางสู้รบทางตรง แต่นอกจากการเป็นสมาชิกของหน่วยกรีนเบอเรต์แล้ว ตามคำบอกเล่าของนายพันเทราท์แมน ผู้เป็นทั้งเพื่อนและอดีตผู้บังคับบัญชาการของเขา แรมโบ้คือทหารที่เก่งกาจที่สุดในหน่วยนั้น เขาเป็นนักรบ และเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องจักรสังหาร

ด้วยเหตุนี้เอง แรมโบ้จึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจนอกประเทศอยู่บ่อยครั้ง ใน “Rambo: First Blood Part II” เขาได้พบและร่วมมือกับนักรบในพื้นที่ โค และร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเชลยสงครามในประเทศเวียดนาม ใน “Rambo III” เขาได้ร่วมมือกับกองกำลังปลดปล่อยในประเทศอัฟกานิสถานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนของเขา เทราท์แมน ที่ถูกจับ และใน “Rambo” เขาได้ร่วมมือกับกลุ่มทหารรับจ้างเพื่อช่วยเหลือซาร่าห์ และกลุ่มผู้เผยแพร่ศาสนาในประเทศพม่า การสู้รบของเขาไม่เคยมีแบบแผน เขาคือนักรบที่สามารถรับมือได้กับสถานการณ์ทุกรูปแบบ แทรกซึมไปได้ทุกที่ เชี่ยวชาญการใช้อาวุธทุกขนาน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นนักรบที่ไร้เทียมทาน เพราะนักรบทุกคนย่อมเคยมีบาดแผล

ในช่วงที่แรมโบ้ยังคงปฏิบัติการอยู่ในหน่วยรบพิเศษกรีนเบอเรต์ เขาถูกจับเป็นเชลยสงครามในเวียดนามและโดนทรมานด้วยวิธีการต่าง ๆ นา ๆ จนทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีบาดแผลภายในจิตใจเพราะเหตุรุนแรง หรือที่เราเรียกกันว่าโรค PTSD (Post-traumatic stress disorder) โรคชนิดนี้สามารถพบได้มากในหมู่ทหารผ่านศึก แม้ว่าร่างกายของพวกเขาจะไม่ได้อยู่ที่สนามรบ จิตใจของพวกเขาก็ไม่เคยออกมาจากสถานที่แห่งนั้น บางคนหายจากโรคนี้หลังได้รับการรักษาเพียงหกเดือน ในขณะที่บางคนจะมีอาการของโรคนี้ไปตลอดชีวิต และหนึ่งในผู้โชคร้ายที่ต้องอยู่กับโรคนี้ไปจนตลอดชีวิตก็คือ จอห์น แรมโบ้

สำหรับใน “Rambo: Last Blood” นี้ ถึงแม้ว่าแรมโบ้จะไม่ได้ปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศของเขาอีกต่อไปแล้ว เพื่อนของเขาเทราท์แมนก็เสียชีวิตไปแล้ว (ในระหว่างภาค 3 และภาค 4) และเขาก็ได้กลับมายังบ้านของเขาในรัฐอริโซนามาแล้ว 10 ปี จิตใจของเขาก็ยังคงอยู่ในสนามรบแห่งนั้น อาการของเขาไม่เคยดีขึ้น เขายังคงต้องข่มมันไว้ทุกวันด้วยการใช้ยา แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราไม่เคยมีโอกาสได้เห็นมาก่อนจนกระทั่งมาถึงในภาคนี้ก็คือ “ครอบครัว” ตลอดช่วงเวลาที่เขาอยู่บ้านหลังนั้น เขาได้อยู่ดูการเจริญเติบโตของ แกเบรียลล่า หลานสาวของมาเรียที่เป็นผู้ดูแลคนในตระกูลแรมโบ้มาตั้งแต่รุ่นที่แล้ว เธอเป็นเด็กสาวที่สูญเสียแม่ พ่อที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ทอดทิ้งเธอไปหลังจากที่ทำร้ายเธอ เธอเติบโตขึ้นมาพร้อมกับมาเรียและแรมโบ้ พวกเขาช่วยชุบเลี้ยงเธอขึ้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก เพราะฉะนั้นแกเบรียลล่าจึงเป็นเสมือนตัวแทนของความบริสุทธิ์ที่ยังคงเหลืออยู่บนโลกนี้สำหรับแรมโบ้

ทว่า ในวันหนึ่งแสงสว่างหนึ่งเดียวของแรมโบ้ก็ได้ถูกพรากจากเขาไป มัจจุราชที่ได้หลับไหลมากว่าทศวรรษจึงถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง และก็จะไม่มีใครมาหยุดการชำระแค้นของเขาได้

“แรมโบ้พยายามหาสถานที่สุดท้ายสำหรับการเดินทางของเขา” ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน กล่าว “เขารู้ว่าหน้าที่ของเขาก็คือการปกป้องครอบครัวที่เขามี มันเป็นสิ่งเดียวที่เขาเชี่ยวชาญ แต่แรมโบ้ก็รู้ตัวเองดีว่าถ้าเขาฝืนเกินไป เขาก็จะกลับกลายเป็นตัวเขาในอดีตอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาอยากจะเป็น เขารู้ดีว่าถ้าเขาถูกพรากสิ่งที่เขารักที่สุดไป เขาก็จะทำให้ผู้คนเหล่านั้นต้องชดใช้ เจ็บปวด และตายเพื่อชดใช้ความผิด”

เตรียมตัวพบกับภารกิจสุดท้ายของนักรบเดนตาย “Rambo: Last Blood แรมโบ้ 5:
นักรบคนสุดท้าย” 19 กันยายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

5 ซีรีส์ที่แฟนๆจักรวาลมาร์เวลห้ามพลาด

1. The Iron Fist

ฮีโร่ที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ เพราะเป็นการรวมเอาเสน่ห์ของเรื่องราวความเป็นโลกตะวันตกมาผสมผสานกับการต่อสู้แบบตะวันออก เหตุเกิดจาก แดนนี่ แรนด์ ประสบอุบัติเหตุเครื่องตก นอกจากจะรอดตายแล้วยังไปโผล่ที่ เทือกเขาคุนหลุน ทำให้แดนนี่มีโอกาสฝึกฝนวิชากังฟูและการใช้อาวุธทุกชนิดจนเชี่ยวชาญ เกิดเป็นครอบครัวพลังหมัดเหล็กในตำนานได้สำเร็จ ก่อนที่วันหนึ่งจะต้องกลับมาใช้ชีวิตในนิวยอร์กอีกครั้ง

2. Cloak & Dagger

เป็นเรื่องราวของฮีโร่ดูโอ้อย่าง Tyrone Johnson (Cloak) และ Tandy Bowen (Dagger) ที่มาพร้อมกับพลังหยินและหยาง ความสว่างกับความมืดที่ต้องคอยพึ่งพากันและกัน ในวัยเด็กทั้งสองคนเกิดอุบัติเหตุและอุบัติเหตุในครั้งนั้นนำพามาซึ่งพลังพิเศษ หลังจากทั้งคนดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันตลอดมาทำให้ ไทโรน ถูกพลังความมืดเข้าครอบงำ สามารถเปิดมิติมืดและเทเลพอร์ตได้ ความมืดของไทโรนสามารถลดความรุนแรงลงได้ด้วยความสว่างของแทนดี้ ที่มีพลังแสงเป็นทั้งอาวุธป้องกันตัว รวมถึงช่วยในการรักษา เยียวยาผู้คนทั้งร่างกายและจิตใจได้ เมื่อพบกันอีกครั้งในวันที่โตขึ้นทั้งสองคนจึงต้องใช้พลังที่มีร่วมต่อสู้ คอยซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน

3. Marvel Agent Of S.H.I.E.L.D

Marvel Agent Of S.H.I.E.L.D เป็นซีรีส์ชุดเรื่องยาวที่มีความเกี่ยวโยงกับโลกภาพยนตร์มากที่สุดในจำนวนซีรีส์ต่าง ๆ ของมาร์เวล อีกทั้งยังดำเนินเรื่องไปพร้อม ๆ กันกับไทม์ไลน์ภาพยนตร์อีกด้วย ซึ่งหน่วย S.H.I.E.L.D ที่เรารู้จักกันในภาพยนตร์ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ ผู้อำนวยการ นิค ฟิวรี่ เป็นองค์กรที่ริเริ่มโครงการ Avengers (รับชมได้ในภาพยนตร์ Avengers) และคืนชีพให้กับสตีฟ โรเจอร์ส หลังจากถูกแช่ในทะเลน้ำแข็งนานกว่า 70 ปี 

4. Daredevil

แมท เมอร์ด็อก สูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไปในขณะที่ยังเป็นเด็ก และเสียพ่อแท้ๆไปในเวลาต่อมา ทว่าในความสูญเสียนี้เขากลับได้ประสาทสัมผัสในส่วนต่างๆดีที่ดีขึ้น อีกทั้งยังได้รับการฝึกฝนทักษะการต่อสู้จากชายตาบอดผู้เชี่ยวชาญวิชานินจาจนเขามีความสามารถเต็มเปี่ยมและเติบโต เรียนจบจนได้เป็นทนายความที่เชี่ยวชาญ ก่อตั้งบริษัทกฎหมายกับเพื่อนซี้ แต่ในเวลาที่ตะวันลับขอบฟ้า แมทกลับสวมชุดดำโพกหน้าออกตะเวนราตรีเพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์โดยไม่สนกฎหมายใดๆ

5. Jessica Jones

ซุปเปอร์ฮีโร่สาวที่วางมือมาเป็นนักสืบอิสระเนื่องจากเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้ใจบอบช้ำ รับจ้างเป็นนักสืบไปวันๆแต่มีเหตุให้เจอปมปัญหาที่ยังค้างคาใจตั้งแต่อดีต สูญเสียครอบครัวไปจากอุบัติเหตุรถชนจนสารเคมีตกใส่รถ ก่อนจะระเบิด เจสสิก้าเป็นเพียงคนเดียวที่มีชีวิตรอดกลับมา หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้น เจสสิก้า เริ่มรับรู้ถึงความสามารถพิเศษที่เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

เตรียมพบภาพยนตร์ชุดใหม่จากโปรเจกต์ “หนังผมไม่เล็กนะครับ” ที่จะทำให้ “เสียง” ของคุณกลับมามีความหมายได้อีกครั้ง

“เพราะเรื่องหนัง ไม่เคยเล็กสำหรับเรา” เตรียมพบสามภาพยนตร์ชุดต่อไปจากโปรเจกต์ “หนังผมไม่เล็กนะครับ” SHUT THE F*CK UP เมื่อเสียงของคุณไม่เคยมีค่า เมื่อทั้งชีวิตคุณได้แต่ถูกสั่งให้เงียบ นี่คือโปรเจกต์ล่าสุดที่รวมเอาสามภาพยนตร์คุณภาพ ที่จะปลุกระดมให้ “เสียง” ของคุณกลับมามีความหมายได้อีกครั้ง

เริ่มโปรแกรมแรกกับ Official Secrets (10 ต.ค.) จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ผู้เผยความจริงกลับตกอยู่ในอันตรายเสียเอง ภาพยนตร์อิงจากเหตุการณ์จริงในช่วงสงครามอิรักที่หลายคนยังไม่รับรู้จากเรื่องจริงของเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองอังกฤษผู้หมายจะหยุดยั้งสงครามอิรัก “แคธารีน กัน” สู่ศึกครั้งใหญ่ระหว่างเธอและรัฐบาลสหรัฐ เมื่อกลุ่มผู้มีอำนาจต้องการให้เธอ “หุบปาก” ทุกวิถีทาง นำมาสู่เกมส์ไล่ล่าครั้งใหญ่ที่มีชีวิตเธอ และ ความจริง ของคนทั้งโลกเป็นเดิมพัน

ต่อด้วย Liam Gallagher: As It Was (17 ต.ค.) ภาพยนตร์สารคดีตามติดชีวิตจริงของชายผู้ไม่เคย “หุบปาก” แต่โลกทั้งใบคงไร้สีสัน หากไม่มีชายคนนี้! พบกับเบื้องหลังชีวิตตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของตำนานชาวร็อก “เลียม กัลลาเกอร์” อดีตฟรอนท์แมนตัวเจ็บแห่งวง Oasis ที่คุณจะไม่เคยพบเห็นมาก่อน ตั้งแต่การล่มสลายของวงที่เขารัก เหตุที่ทำให้วงใหม่ของเขาต้องหายไปจากวงการ และการกลับมาดุจปาฏิหาริย์ของหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการเพลง

ปิดท้ายด้วย Light of My Life (28 พ.ย.) ภาพยนตร์แนวทริลเลอร์ ดราม่า สุดบีบคั้น เรื่องราวของพ่อผู้จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ ลูกสาว ของเขารอดชีวิตจากโลกที่เต็มไปด้วยคนเถื่อน ผลงานล่าสุดของนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ เคซีย์ แอฟเฟล็ก จาก Manchester by the Sea ที่เจ้าตัวทั้งกำกับ เขียนบท และแสดงนำ กับภาพยนตร์ดราม่าในโลกที่ประชากรหญิงทุกคนบนโลกต้องตายเพราะโรคระบาด เหลือเพียงลูกสาวที่น่ารักคนเดียวของเขาเท่านั้นที่มีชีวิตรอด

“เราคัดสรรหนังทั่วทุกมุมโลก เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่”
“เพราะเรื่องหนังไม่เคยเล็กสำหรับเรา”

เอ็ด สไครน์•ลุค อีแวนส์•แพทริก วิลสัน•นิก โจนัส นำทัพ 13 ใบปิดคาแรกเตอร์โคตรเท่ ของเหล่าขุนพลสมรภูมิมิดเวย์ “MIDWAY”

7 พฤศจิกายนนี้! เตรียมตัวพบกับอีกหนึ่งโปรแกรมยักษ์ปลายปี 2019 สำหรับภาพยนตร์แอคชั่น-สงคราม “MIDWAY” โดยฝีมือผู้กำกับ โรแลนด์ เอมเมอริช ที่เคยฝากผลงานมาแล้วใน Independence Day ซึ่งครั้งนี้เขากลับมาผงาดครั้งใหญ่ ปล่อยความมันส์ยกแรกออกมาด้วยการนำทัพยกพล 13 ใบปิด 13 คาแรกเตอร์โคตรเท่ของเหล่าขุนพลสมรภูมิมิดเวย์ “MIDWAY” ถ่ายทอดยุทธการเหนือชั้นนาทีต่อนาที ที่พลิกเกมสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปตลอดกาล

“ลุค อีแวนส์” รับบท นาวาตรีเวด แม็คคลัสกี้

“เอ็ด สไครน์” รับบท นาวาตรีดิก เบสต์

“แพทริก วิลสัน” รับบท นาวาตรีเอ็ดวิน เลย์ตัน

“วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน” รับบท พลเรือเอกเชสเตอร์ เนมิตซ์

“ดาร์เรน คริส” รับบท นาวาตรียูจีน ลินด์ซีย์

“คีแอน จอห์นสัน” รับบท พลสื่อสารเจมส์ เมอร์เร่

“เดนนิส เควด” รับบท พลเรือโทบูล ฮาลซีย์

“นิค โจนาส” รับบท บรูโน่ พี ไกโด

“แอรอน เอ็คฮาร์ต” รับบท พันโทจิมมี่ ดูลิตเติ้ล

“ลุค ไคล์นแทงค์” รับบท เรือโทแคลเรนซ์ เอิร์ล ดิกคินสัน

“แมนดี้ มัวร์” รับบท แอน เบสต์

“เอทซีชิ โทโยกาว่า” รับบท พลเรือเอก ยามาโมโตะ

“ทาดาโนบุ อาซาโน่” รับบท พลเรือตรีทามอน ยามากูจิ

“MIDWAY” บอกเล่าเรื่องราวของ ยุทธนาวีมิดเวย์ ซึ่งว่ากันว่าเป็น ยุทธการที่สำคัญที่สุดในแนวรบด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ของช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการปะทะกันของกองทัพสหรัฐอเมริกาและกองทัพญี่ปุ่น เมื่อทางญี่ปุ่นมีแผนบุกเข้าโจมตีกองเรือ และเครื่องบินทั้งหมดของสหรัฐฯ ทางกองทัพสหรัฐฯ จึงต้องหาแนวทางป้องกัน และจู่โจมกลับเพื่อพลิกสถานการณ์ให้ได้

จากวีรกรรมจริงอันน่าเหลือเชื่อ หนึ่งการปะทะเปลี่ยนเกมสงครามโลกไปตลอดกาล “MIDWAY” มีกำหนดเข้าฉาย 7 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

9 คอนเทนต์ไทยๆ จาก GDH บน Netflix ที่จะพาคุณไป ฮา หลอน พร้อมหวนนึกถึงวันเก่าๆ

เดือนกันยายนนี้ ร่วมเพลิดเพลินไปกับคอนเทนต์แบบไทย ๆ บนแพลตฟอร์มบันเทิงชั้นนำระดับโลกอย่าง Netflix ที่รวบรวมคอนเทนต์จากค่ายหนังยักษ์ใหญ่ GDH มาไว้มากมายหลากหลายสไตล์เพื่อเอาใจคอหนังชาวไทย มาร่วมขำตัวสั่นความฮาสุดขั้ว ขนลุกกับความหลอนสุดขีด และอิ่มเอมกับความทรงจำครั้งเก่าที่จะถูกปลุกให้ตื่นกับ 9 คอนเทนต์บน Netflix จะมีเรื่องไหนกันบ้างนั้น..ตามไปดูกันเลย!

เริ่มกันที่ กวน มึน โฮ (Hello Stranger) ภาพยนตร์แนวโรแมนติก-คอมเมดี้ เรื่องราวความรักเกี่ยวกับคนแปลกหน้าสองคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกันและกัน พวกเขาเดินทางและแชร์ประสบการณ์ร่วมกันในประเทศเกาหลี อากาศหนาว ๆ กับความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวในต่างแดนจะนำพาความสัมพันธ์ครั้งนี้ไปในทิศทางไหน ความสัมพันธ์แบบงง ๆ ที่ก่อตัวขึ้นบนความไม่รู้จักครั้งนี้จะไปสิ้นสุดลงที่ใด ต้องติดตาม

ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ (Diary of Tootsies) ซีรีส์คอมเมดี้ที่สร้างขึ้นมาจากเรื่องราวสุดฮาในเพจเฟซบุ๊ก “บันทึกของตุ๊ด” แต่ละตอนเหล่าก๊วนเพื่อนสุดฮาจะพาคุณไปเจอกับเหตุการณ์สุดขำอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้คุณได้รู้สึกเหมือนกับมีเพื่อนสุดฮาที่พร้อมจะพาคุณไปเจอกับเรื่องราวขำ ๆ ทีเราล้วนสามารถพบเจอได้ในทุก ๆ วัน

ปิดท้ายความฮาด้วย น้ำตากามเทพ (Stupid Cupid) ซีรีส์แนวเมโลดราม่าเสียดสีสังคมและยังเสียดสีขนบของละครไทยได้อย่างเจ็บแสบ หลาย ๆ คนคงเคยนึกขำกับความไม่สมจริงของละครไทยหลาย ๆ เรื่องซึ่งน้ำตากามเทพได้หยิบประเด็นนี้มาขยี้ได้อย่างสนุกสนาน อีกทั้งได้นักแสดงหนุ่มสุดกวนอย่าง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ที่จะมาส่งต่อความฮาที่รับรองว่าไม่ซ้ำกับละครเรื่องไหนอย่างแน่นอน

ต่อกันที่ความหลอนกับภาพยนตร์แนวสยองขวัญชื่อดังของไทย 4 แพร่ง (4 Bia) ที่ประกอบไปด้วยสี่เรื่องราวจากสี่ผู้กำกับกับที่มาพร้อมกับสี่แนวทางเขย่าขวัญ จะทำอย่างไรเมื่อความกลัวมีหลายรูปแบบ กลัวเมื่อได้รับข้อความจากคนตาย กลัวเมื่อต้องโดนคนตายเอาคืน กลัวเมื่อต้องนอนติดกับคนตาย และกลัวเมื่อต้องร่วมเดินทางไปกับศพ รับรองว่า 4 แพร่งจะทำให้คุณขนลุกและนั่งไม่ติดเก้าอี้ไปกับทั้ง 4 เรื่องราว

หากพูดถึงหนังสยองขวัญของไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต (Coming Soon) ผ่านฝีมือการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของผู้กำกับ โสภณ ศักดาพิศิษฐ์ ที่ต่อมาได้ฝากผลงานระดับตำนานไว้คู่วงการภาพยนตร์ไทยอีกมากมาย โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต คือภาพยนตร์สุดหลอนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนตร์ ความอาฆาตแค้นของวิญญาณหญิงสาวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความหลอนทั้งหมด ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจทำให้หลายคนกลัวการเข้าโรงหนังไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว

หลอนกันให้สุดกับ บอดี้ศพ 19 (Body) ภาพยนตร์สยองขวัญแนวจิตวิทยา นี่คือหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ใช้ปมทางจิตวิทยามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยหนังหยิบเอาคดีฆาตกรรมสะเทือนวงการแพทย์มาเป็นโครงหลักในการเล่าเรื่อง ผู้ชมจะได้ดำดิ่งสู่โลกอันซับซ้อนชวนสยองขวัญของฆาตกรโรคจิต ซึ่งในอีกมุมหนึ่งหนังก็สะท้อนความรู้สึกอันดำมืดของผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเภทได้อย่างลึกซึ้ง

หากพูดถึงค่ายหนัง GDH คงไม่มีใครไม่นึกถึงหนังอมตะอย่าง แฟนฉัน (My Girl) ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านกระแสตอบรับและรายได้เป็นอย่างสูง นี่คือภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก-คอมเมดี้ ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักวัยเด็กในอดีตแห่งความทรงจำได้อย่างงดงาม ทุกคนคงมีภาพความทรงจำในวัยเด็กกันทั้งนั้น อาจเหมือนกันในรูปแบบแต่ล้วนต่างกันในรายละเอียด ภาพแห่งอดีตเหล่านั้นล้วนไม่เคยจากไปไหน มันแค่ซุกอยู่ที่ซอกหนึ่งในลิ้นชักแห่งความทรงจำ เพื่อรอวันเวลาที่จะถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“คุณเคยแอบรักเพื่อนสนิทไหม?” คำถามสุดแสนจะเรียบง่ายที่หลายคนอาจบ่ายเบี่ยงที่จะตอบ เพราะหลาย ๆ ครั้งราคาที่มากับความรักก็อาจจะเป็นมิตรภาพที่ต้องสูญเสียไป เพื่อนสนิท (Dear Dakanda) สะท้อนความสัมพันธ์และความรู้สึกบนความขัดแย้งระหว่างการเป็นเพื่อนและคนรักได้อย่างเรียบง่ายและงดงาม เรื่องราวของสองนักศึกษาเพื่อนสนิท ที่ตกหลุมรักกันและกันโดยไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน เติบโตและสุกงอมผ่านกาลเวลา แต่การเปิดเผยความรู้สึกต่อกันละกันอาจไม่ใช่คำตอบของความสัมพันธ์ครั้งนี้

หนังที่ถูกนำมาวนฉายหลายต่อหลายครั้งบนจอโทรทัศน์ และก็ยังคงเรียกรอบยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้อย่างสม่ำเสมอคงหนีไม่พ้นหนังสุดคลาสสิคอย่าง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ (Bangkok Traffic Love Story) หนังโรแมนติกคอมเมดี้ที่เล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯ การใช้ฉากหลังเป็นรถไฟฟ้าที่เปรียบเสมือนเส้นทางการสัญจรหลักของคนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงทำให้ผู้ชมอินกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก อีกทั้งหนังเรื่องนี้ยังถือเป็นคู่มือชั้นยอดของเหล่าสาวโสดที่จะคอยย้ำเตือนว่าการจีบผู้ชายก่อนไม่ใช่เรื่องเสียหาย