Mother Gamer เคาะวันฉาย พร้อมปล่อยตัวอย่างใหม่แล้ววันนี้!

หลังจากเลื่อนฉายไปหลายครั้ง ในที่สุด ‘Mother Gamer เกมเมอร์ เกมแม่’ ก็เคาะวันฉายแล้ว พร้อมเปิดแมตช์ชวนทุกคนตีป้อมในวันที่ 10 กันยายนเป็นต้นไป ทุกโรงภาพยนตร์

โดยงานนี้สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนลร่วมมือกับเสือ – ยรรยง คุรุอังกูร ผู้กำกับที่เคยฝากฝีมือไว้ในภาพยนตร์เรื่อง ‘App War แอปชนแอป’ ปล่อยตัวอย่างใหม่เอาใจสาวกอีสปอร์ตที่ตั้งตารอภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่พร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

โดยทัวร์นาเมนต์นี้เป็นการฟาดฟันกันระหว่าง ‘ทีมลูก’ ผู้หลงใหลในอีสปอร์ต และ ‘ทีมแม่’ ผู้ไม่เข้าใจลูกชายที่อยากเป็นนักกีฬาอีสปอร์ต จึงฟอร์มทีมกับเกมเมอร์สายเกรียนพร้อมไฝว้กับลูกตัวเองและสกัดดาวรุ่งให้ถึงที่สุด งานนี้รับประกันว่าอารีนาระดับประเทศต้องสะเทือน

ร่วมสัมผัสโลกการแข่งขันที่เต็มไปความร้อนแรง และน่าจับตาอย่างเต็มรูปแบบในภาพยนตร์ ด้วยนักแสดงระดับแถวหน้ามากฝีมือ “อ้อม – พิยดา อัครเศรณี” แท็กทีมวัยรุ่นสุดฮอต “เติร์ด – ลภัส งามเชวง” (เติร์ด Trinity) และ “วี – วีรยา จาง” (วี BNK48) ที่ขอแลกสกิลกับ “ตน – ต้นหน ตันติเวชกุล” (วง Mints) ร่วมด้วย “นนท์ – สุจวัจน์ ชวนรุ่งโรจน์”, “เตชินท์ – ณัฐชนน มณีน้อย” และ “บอส – ธนบัตร งามกมลชัย” (บอส AF7)

มาตีป้อมพร้อมกัน #MotherGamer #เกมเมอร์เกมแม่ เปิดแมตช์ 10 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

เตรียมระทึกขวัญกับ Netflix Original Series เรื่องใหม่อย่าง Hellbound จากผู้สร้าง Train to Busan ที่จะสตรีมในปี 2021!

หลังจากที่สร้างปรากฏการณ์ซอมบี้คลั่งไปเมื่อ 4 ปีที่แล้วจากภาพยนตร์ Train to Busan และกลับมาสร้างความคึกคักแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เอเชียในช่วงโควิด-19 ด้วยผลงานภาคต่ออย่าง Peninsula ตอนนี้ ซอนซังโฮ ผู้กำกับและเขียนบท ก็พร้อมแล้วที่จะมาสร้างความระทึกขวัญครั้งใหม่ร่วมกับ Netflix และ Lezhin Studio ในออริจินัลซีรีส์เรื่อง Hellbound 

Hellbound จะเป็นซีรีส์ทริลเลอร์ระทึกขวัญที่สร้างจากเว็บตูนอันได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2019 เรื่อง Hell โดยซเวกยูซอก บอกเล่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่จู่ๆ ได้ปรากฏกายขึ้นมาบนโลกและพิพากษาลงทัณฑ์ผู้คนไปยังนรก ในผลงานฉบับดัดแปลงนั้น ผู้กำกับซอนซังโฮ จะเป็นผู้ลงมือเขียนบทเองร่วมกับซเวกยูซอก เจ้าของผลงานดั้งเดิม เพื่อถ่ายทอดความระทึกขวัญและสะท้อนประเด็นทางสังคมต่างๆ ไปพร้อมกันตามลายเซ็นของเขา

ด้านรายนามนักแสดงก็รับประกันได้ถึงความสนุก และมีความน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน นำโดย ยูอาอิน (Burning, #Alive) ที่จะมารับบทเป็น จองจินซู ผู้นำลัทธิศาสนาหนึ่งผู้เชื่อว่า การมาของเทพเจ้าแห่งความตายนี้คือประสงค์ของพระเจ้า ซึ่ง Hellbound จะเป็นผลงานซีรีส์ของนักแสดงหนุ่มผู้นี้ในรอบ 4 ปีนับจาก Chicago Typewriter และได้ พัคจงมิน – ที่เพิ่งร่วมงานกับ Netflix ไปในภาพยนตร์ Time to Hunt – มารับบทเป็น แบยองแจ โปรดิวเซอร์ของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่ขุดประเด็นข่าวเกี่ยวกับกลุ่มศาสนาของ จองจินซู

นอกจากนี้ยังมีนักแสดงสมทบอย่าง คิมฮยอนจู (Watcher, I have a Lover) ในบท มินฮเยจิน ทนายสาวที่ลุกขึ้นมาต่อต้านลัทธิประหลาด วอนจินอา (The Age of Shadows) ในบท ฮงจียอง ภรรยาของแบยองแจที่ต้องเป็นสมาชิกลัทธิโดยจำยอม และ ยางอิกจุน (Breathless) ในบท จินกยองฮุน ตำรวจที่เข้ามาสืบสวนการเสียชีวิตปริศนาต่างๆ 

Hellbound จะเริ่มถ่ายทำในปีนี้ และมีกำหนดออกอากาศในปี 2021 สตรีมได้ทั่วโลกทาง Netflix เท่านั้น

Edited by Peerachai Pasutan

Photo: Courtesy of Netflix

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ชวนคุณพูดคุยกับ Jamsan (ชัมซัน) นักวาดภาพประกอบชาวเกาหลีที่สร้างเสน่ห์ให้ซีรีส์ ‘It’s Okay to Not Be Okay’ น่าลุ่มหลงยิ่งกว่าเคย

Zombie Boy Cover Palette

สารภาพเลยว่า นอกเหนือไปจากโปรดักชั่นสวยงามแบบที่เราไม่กดข้าม title ตอนต้นเลยสักอีพี นิทานภาพประกอบที่โกมุนยองเขียนในซีรีส์เรื่อง It’s Okay to Not Be Okay นี้ก็เป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กที่ทำให้เราตั้งหน้าตั้งตารอซีรีส์นี้ออกอากาศทุกสุดสัปดาห์ เพราะเราจะลุ้นทุกอีพีว่าจะมีนิทานดาร์คๆ อะไรมาให้เราอินอีก และเมื่อ Jamsan หรือชัมซัน ตอบรับคำสัมภาษณ์ทางอีเมล์ของเรา เราจึงดีใจแบบปิดอาการไม่มิด และนี่คือบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟที่เขามีให้แฟนๆ ของซีรีส์ผ่านเรานั่นเอง

Interview by: Pacharee Klinchoo

Illustration: Courtesy of Jamsan

ชัมซัน หรือชื่อจริงว่า Kangsan (คังซัน) เป็นนักวาดภาพประกอบและกราฟิกดีไซเนอร์ชาวเกาหลี เขาเป็นศิลปินที่เคยร่วมงานกับแบรนด์ดังๆ มาแล้วทั้ง Nike, Samsung Galaxy และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย ล่าสุดเขาเพิ่งได้จัดนิทรรศการเดี่ยวที่มีชื่อว่า Where People Gather ไปหยกๆ และนี่คือความคิดของเขาในการถ่ายทอดความเป็นตัวเองให้สอดคล้องกับเนื้อหาซีรีส์เรื่องดังที่สตรีมมิ่งไปกว่า 190 ประเทศผ่าน Netflix

ช่วยแนะนำตัวเองสั้นๆหน่อยนอกเหนือไปจากรายละเอียดที่มีในโปรไฟล์แล้วช่วยเพิ่มเติมรายละเอียดที่สามารถอธิบายทิศทางและความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานของคุณด้วย

ผมชื่อว่าชัมซัน เป็นผู้วาดภาพประกอบ และในขณะวาดภาพก็เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทำโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ไปด้วยครับ และเพราะว่าตอนเป็นหนุ่มอู้นอนหลับในระหว่างทำงาน รุ่นพี่จึงตั้งนามแฝงว่า ‘ชัมซัน’ ครับ [잠산 ในภาษาเกาหลีแปลได้ 2 ความหมายคือ นอนเยอะ และภูเขาแห่งศักยภาพ(잠재력의 산)] ความหลากหลายและการทำงานโดยไม่มีการแบ่งแยกประเภทนั้น เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นวัตถุดิบที่ดูสนุกสนานด้วยรูปภาพ

คุณมีโอกาสได้เข้าร่วมใน It’s Okay to Not Be Okay หลังจากตัดสินใจเข้าร่วมแล้วคุณเตรียมตัวอย่างไรบ้างขณะกำลังเตรียมตัวมีส่วนที่อยากลองทำมีจุดที่ยากหรือจุดที่สนุกบ้างไหม

เมื่อปีที่แล้วผมได้ทำงานกับผู้กำกับพักชินอูผ่านเรื่อง ‘หัวใจพบรัก – Encounter’ ของ tvN ตอนนั้นผมได้ทำงานย่อเรื่องสั้นละครผ่านบทนำและบทส่งท้าย มาถึงซีรีส์เรื่องนี้ลักษณะการทำงานคล้ายๆ กัน ผมเลยได้โอกาสทำงานด้วยกัน เมื่อผมได้อ่านเรื่องย่อของ ‘เด็กน้อยซอมบี้’ กับ ‘หนุ่มน้อยผู้โตมาด้วยฝันร้าย’ ถึงจะเป็นเทพนิยายแต่ผมรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่มันเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ ปกติแล้วผมกับผู้กำกับพักชินอูชอบโทนหรือภาพที่คล้ายกัน และผมอยากที่จะทำตามสิ่งที่ผู้กำกับต้องการ ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรไว้เป็นพิเศษ ผมมุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดผลงานให้สื่อสารกับกลุ่มผู้ใหญ่ได้ โดยส่วนตัวแล้วผมอยากลองทำงานภาพในโทนสีที่ดูน่ากลัวหรือภาพของซอมบี้อะไรแบบนี้อยู่แล้ว

The Boy Who Fed on Nightmares Intro

คุณคิดว่าการทำงานภาพประกอบของคุณในครั้งก่อนๆกับในซีรีส์เรื่องนี้มีความคล้ายหรือแตกต่างกันอย่างไร

ตอนนี้ผมคิดว่าการยอมรับหรือเข้าถึงผลงานศิลปะของประชาชนกว้างกว่าเมื่อก่อนมาก ผมรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมากในช่วงนี้ ซีรีส์เรื่องนี้ก็มีความแตกต่างจากซีรีส์ในแบบเก่าๆ ถึงแม้จะเป็นเทพนิยายที่ดูโหดร้ายหรือเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ มีตัวละครที่มีบุคลิกต่อต้านสังคม แต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชม ถ้าเป็นเมื่อก่อน การถ่ายทอดงานภาพประกอบนั้นมีความลำบากกว่านี้ เพราะต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มค่อนข้างแมส จึงต้องมีความระมัดระวัง ผมเลยคิดว่าผู้คนเปลี่ยนไปมากกว่าสไตล์การวาดของผมหรือผมเปลี่ยนไปเสียอีก ผมเคยคิดว่าจิตรกรต้องเปลี่ยนแปลงก่อนผู้เสพงาน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าตอนนี้ประชาชนจะมีการเปลี่ยนแปลงก่อน แม้จะเป็นไปทีละเล็กละน้อย ถ้าหากเป็นเมื่อก่อน เห็นได้ชัดว่า “ถ้าทำแบบนี้ขายไม่ออกหรอก / ไม่ชอบเลย / ไม่ดูหรอก / ใครจะไปดูอะไรที่น่ากลัวกันล่ะ” แต่ตอนนี้ถ้ามีลักษณะเฉพาะและสนุก ทุกๆ คนก็จะชอบ

ช่วยอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานของคุณในการวาดภาพประกอบของหนุ่มน้อยผู้โตมาด้วยฝันร้ายและเด็กน้อยซอมบี้หน่อยสิ

อันดับแรกผมจะได้รับต้นฉบับเนื้อเรื่องของทั้งสองเรื่อง แล้วค่อยมาพัฒนา สร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพประกอบ จุดที่ยากคือ ดูเหมือนเป็นหนังสือเทพนิยาย แต่เนื้อหากลับเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ดังนั้นผมต้องปรับแนวการวาดให้เหมาะกับกลุ่มผู้ใหญ่ ถ้าเป็นภาพประกอบสำหรับเด็ก สีและลายเส้นที่ใช้ก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่พอรู้สึกว่าอยากจะสื่อสารกับผู้ใหญ่มากกว่า เลยต้องพยายามถ่ายทอดให้กลมกลืนทั้งในความเป็นเทพนิยายสำหรับเด็กในเรื่องและสำหรับคนดูที่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ด้วย ถ้าผลงานดูเด็กหรือไร้เดียงสาเกินไป ก็จะดูไม่น่าสนใจและไม่เหมาะ ความยากอีกอย่างคือ ถึงแม้จะเป็นผลงานภาพประกอบสำหรับเทพนิยาย แต่เป็นเทพนิยายที่มีเนื้อหาโหดร้าย ดังนั้นตอนที่เลือกคอนเซ็ปต์จึงเอาสีสันออกทั้งหมดเป็นอันดับแรก และตั้งใจจะวาดภาพโมโนโทนด้วยการวาดเส้นที่เรียบง่ายเป็นหลัก ตัดเทคนิคออกทั้งหมด ลายเส้นจะดูหยาบกระด้าง ไม่ละเอียดอ่อน เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องราวที่จริงจัง ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ท้ายที่สุดแล้วได้โทนสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งโชคดีที่ได้รับการตอบสนองดีจากผู้ชม โดยส่วนตัวผมเอง ผมชอบที่ได้ลองทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม

มีใครที่ให้แรงบันดาลใจหรือมีอิทธิพลต่อคุณไหมใครคือนักวาดภาพประกอบหรือนักเขียนที่คุณยกย่องเหตุผลนั้นคืออะไรแล้วนอกจากผู้คนแล้วคุณได้รับแรงบันดาลใจจากอะไรบ้าง

ไม่มีใครเป็นพิเศษที่ให้แรงบันดาลใจหรือมีอิทธิพล แทนที่จะได้รับแรงบันดาลใจจากใครไปเรื่อยๆ ผมชอบที่จะนำสิ่งต่างๆ รอบตัวมาเก็บเกี่ยวเป็นข้อมูล เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน นอกจากนี้ผมดูหนังและละครเยอะมาก เช่นภาพยนตร์เรื่อง Godzilla ก็ได้เห็นลักษณะคาแร็กเตอร์ สีหน้าที่แสดงออกของก็อตซิลลา หรือบางครั้งผมหยิบเอาลักษณะสีหน้าที่แสดงออกของลูกสุนัขที่อยู่ในบ้าน แล้วคิดเชื่อมโยงกับสีหน้าและลักษณะของผู้คน ผมมักจะสังเกตสิ่งรอบตัวแล้วจินตนาการมันออกมา สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เชื่อมโยงกัน

The Boy Who Fed on Nightmares

คุณสนใจเรื่องราวแบบไหนและอยากบอกกล่าวข้อความอะไรถึงผู้คนผ่านผลงานของคุณเอง

ทุกวันนี้ผมสนใจในเทพนิยายที่โหดร้าย แฟนตาซี และเรื่องที่ไม่สมจริง แต่ในทางหนึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงแค่แฟนตาซี แต่เราสามารถพบเจอเรื่องราวเหล่านี้ได้ในความเป็นจริง บางครั้งความเป็นจริงก็เกินกว่าที่เราจะจินตนาการไปถึงได้ บางครั้งมีความจริงที่น่าเศร้าใจมากมาย สิ่งเหล่านี้ก็สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดแฟนตาซีได้ ตอนนี้ผมเริ่มสนใจงานในรูปแบบนี้มากขึ้น

It’s Okay to Not Be Okay ได้ออกอากาศให้ผู้ชมถึง 190 ประเทศผ่าน Netflix ทำให้ผู้ชมจากทั่วโลกมีโอกาสได้สัมผัสผลงานภาพประกอบของคุณด้วยบอกหน่อยว่าคุณคิดอย่างไรกัน

จำนวนผู้ติดตามในอินสตาแกรมของผมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากหลังจากซีรีส์เรื่องนี้ออกฉาย ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ เพราะนี่เป็นช่องทางเดียวที่แฟนๆ สามารถใช้ติดต่อกับผมได้ ผมเลยคิดว่าผลงานของผมเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นตามความนิยมของซีรีส์เรื่องนี้ ผมทั้งดีใจแล้วก็มีความกังวลนิดๆ เพราะเมื่อมีคนสนใจผลงานของคุณเพิ่มขึ้น ความคาดหวังของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ผมคิดว่าผมพยายามสร้างสรรค์งานของผมให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

It’s Okay to Not Be Okay สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix

Peninsula ฝ่าโลกร้ายด้วยความหวัง

Author: Peerachai Pasutan

Photos: Mongkol Cinema

ปี 2016 ถือเป็นอีกปีหนึ่งที่มีภาพยนตร์เอเชียเข้ามาสร้างปรากฏการณ์ในบ้านเราหลายเรื่อง หนึ่งในนั้น Train to Busan ด่วนนรกซอมบี้คลั่ง ที่ไม่เพียงแต่เล่นกับสถานการณ์การเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด จนสามารถสร้างความระทึกขั้นสุดเท่านั้น แต่ยังกะเทาะถึงนิสัยและการกระทำที่แตกต่างกันของมนุษย์ต่อหายนะที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว จนได้รับคำวิจารณ์แง่บวกอย่างท้วมท้นจากผู้ชมทั่วโลก นอกจากนี้ยังมี Seoul Station ก่อนนรกซอมบี้คลั่ง แอนิเมชั่นภาค prequel ที่ได้รับเสียงชื่นชมไม่แพ้กัน

มาในปีนี้ ยอนซังโฮ ผู้กำกับ-เขียนบทคนเดิม จะพาเราไปสำรวจคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์ใน Train to Busan ผ่านมุมมองใหม่ ตัวละครใหม่ สเกลใหญ่ขึ้น ใน Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง เป็นเรื่องราวของ จ็องซ็อก (คังดงวอน) ที่ต้องกลับไปยังเกาหลีใต้อีกครั้งร่วมกับชูมิน (คิมโดยุน) พี่เขย และเพื่อนร่วมชาติอีกสองคนหลังจากเหตุการณ์เชื้อซอมบี้ระบาดเพื่อกอบกู้เงินกว่า 20 ล้านเหรียญฯ ที่อยู่ในซากรถบรรทุกใจกลางเมือง แต่ภารกิจครั้งนี้ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อมีทหารหน่วย 631 ที่กลายเป็นพวกคนเถื่อนเข้ามาขัดขวาง อีกทั้งต้องรับมือกับฝูงซอมบี้อีก แต่ยังดีที่ได้ มินจ็อง (อีจองฮยอน) และครอบครัวผู้หนีออกมาจากหน่วย 631 เข้ามาช่วยเหลือ สุดท้ายแล้วพวกเขาทั้งหมดจะฝ่าฟันเรื่องนี้ไปได้หรือไม่

เมื่อหนังขยายสเกลใหญ่ขึ้น ทำให้เราได้เข้าไปสำรวจดินแดนคาบสมุทรเกาหลีที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง – ซึ่งว่าไปแล้วถือเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากหนังซอมบี้เรื่องอื่น ๆ ที่มักจะนำเสนอภาพความล่มสลายของโลกทั้งใบกันเสียมากกว่า ชาวเกาหลีในหนังเปรียบเสมือนเป็น “พลเมืองชั้นสองของโลก” ดี ๆ ที่แม้จะรอดออกมาจากประเทศบ้านเกิดได้ แต่ก็ใช่ว่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี พวกเขาเองต้องสูญเสียคนรักหรือสถานะดั้งเดิมของตนเองไป มิหนำซ้ำยังถูกคนชาติอื่นเหยียดหยามและมองว่าเป็นตัวแพร่เชื้อเสียด้วยซ้ำ 

ส่วนคนที่ยังติดอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ก็ต้องดิ้นรนตามอัตภาพ หากไม่ใช่คนที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกอีกครั้ง ก็กลายเป็นคนป่าเถื่อนอนารยชนไปเลย อย่างเช่นคนในหน่วยพิเศษ 631 ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธล่าพวก “คนเร่ร่อน” – หรือคนธรรมดาที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในหน่วยฯ – มาต่อสู้เอาชีวิตรอดในเกมแกลดิเอเตอร์ซอมบี้เพื่อความบันเทิง กลายเป็นการลดคุณค่าชีวิตคนกันไปเรื่อย ๆ ในบ้านเมืองที่ล่มสลายมากพอ – จากกองทัพซอมบี้ – เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

กระนั้นก็ดีตราบใดที่ยังไม่สิ้นความหวัง (แม้จะหริบหรี่ก็ตาม) ยังไม่ลดละความพยายามและยังคงมีสติที่มั่นคงคนเราก็ต้องต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าวันก่อนและเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนไม่ว่าโลกในแห่งหนใดและผู้คนในดินแดนแห่งไหนจะเป็นอย่างไรก็ตาม

เรื่องราวการต่อสู้ดังกล่าวนั้นถูกถ่ายทอดผ่านฉากแอ็คชั่นที่กระหน่ำเข้ามาเพื่อสร้างความบันเทิงแก่ผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่า ฉากแอ็คชั่นรวมไปถึงงานสร้างของ Peninsula มีความอลังการกว่า Train to Busan มากขึ้นจริง ๆ แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียบรรยากาศความระทึกและสยองขวัญแบบดั้งเดิมไป นอกจากนี้ หนังยังมีบาดแผลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับหนังภาคก่อน ทั้งจากชั้นเชิงในการนำเสนอ จังหวะอารมณ์ เหตุผลในการกระทำ และเสน่ห์ของตัวละคร มิเช่นนั้นหนังก็จะมีความเฉียบคมและน่าจดจำเข้าขั้นคลาสสิกทีเดียว – จะมีก็แต่น้องยูอิน (รับบทโดย อีเยวอน) ที่แสบและน่ารักจนขโมยซีนไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม Peninsula ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะมาสร้างความบันเทิงในยามนี้แก่ผู้ชมชาวไทยได้ไม่มากก็น้อยครับ

Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่งเข้าฉายแล้ววันนี้ทุกโรงภาพยนตร์ ในระบบปกติ, 4DX และ IMAX

แม่มาแล้ว! เจสสิกา แชสเทน เปิดตัวบทบู๊ครั้งแรกใน “AVA เอวามาแล้วฆ่า”

เปิดตัวตัวอย่างแรกของภาพยนตร์บู๊แอ็กชั่น ‘AVA เอวามาแล้วฆ่า’ ที่นำแสดงโดยเจสสิกา แชสเทน กับบทบู๊เต็มตัวเป็นครั้งแรก บอกเลยว่าดูจบแล้วอยากจะจองตั๋วล่วงหน้าไปกราบแม่กันในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเรื่องราวของ เอวา (เจสสิกา แชสเทน) มือสังหารอันดับต้นๆ ของวงการ ที่ได้รับภารกิจสังหารข้ามชาติ แต่กลับทำงานผิดพลาดจนทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของทางการ รวมถึงโลกใต้ดินที่ฝึกฝนเธอเป็นมือสังหาร เธอจึงต้องใช้ทักษะการต่อสู้ที่ฝึกฝนมา เพื่อต่อสู้ เอาชีวิตรอดและหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งตามล้างแค้นมือสังหารหนุ่ม (โคลิน ฟาร์เรล) ที่อาจเป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด นำไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งการไล่ล่าและการตอบโต้ ที่จะมาพร้อมความตื่นเต้น ลุ้นระทึกจนผู้ชมแทบลืมหายใจ

ซึ่งนอกจากได้ดาราตัวแม่อย่างเอวามาเป็นตัวดึงดูดหลักแล้ว ยังได้เทต เทย์เลอร์ ผู้กำกับมือดีจาก The Girl on the Train (2016) มากุมบังเหียนกำกับ พร้อมนักแสดงฝีมือดีทั้ง โคลิน ฟาร์เรล (Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016)) จอห์น มัลโควิช (Con Air, Unlocked, Mile 22) จีน่า เดวิส (The Long Kiss Goodnight, Thelma and Louise) และ ไดอาน่า ซิลเวอร์ส (Booksmart, Ma)

เตรียมพบกับภาพยนตร์บู๊ระห่ำ ‘AVA เอวามาแล้วฆ่า’ ในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป

คุยกับคังดงวอน และยอนซังโฮ ผู้กำกับ Train to Busan : Peninsula กันก่อนจะไปพบกับฝูงซอมบี้ในสัปดาห์นี้

เคยสงสัยไหมว่า หลังจากเหตุการณ์​ Train to Busan จบลง โลกหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ความหวังของมวลมนุษยชาติจะยังดำรงอยู่จริงหรือไม่ วันนี้ เรามีคำตอบจากคังดงวอน นักแสดงนำ และยอนซังโฮ ผู้กำกับคนเดิมมาให้คุณผู้อ่าน พร้อมเหตุการณ์ทั้งหมดหลังจาก 4 ปีผ่านไปใน Train to Busan : Peninsula

อยากให้พูดถึงความน่าสนใจของ Train To Busan : Peninsula ที่ทำให้คุณตัดสินใจร่วมงาน

คังดงวอน: ความสนุกจริงของภาพยนตร์ไม่ใช่แค่การสู้กับซอมบี้ครับ แต่คือการสร้างสถานการณ์ในหนังมากกว่า และที่ผมสนใจมาเล่นใน Train To Busan : Peninsula ก็คือในฐานะนักแสดงผมว่ามันเป็นหนังที่ดี มากกว่าที่จะคิดถึงเรื่องค่าตัวครับ        

คุณรับบทเป็นใครใน Train To Busan : Peninsula

ผมรับบท “จองซอก” ครับ ตัวละครที่ชื่อจองซอกถึงแม้ว่าจะหลบหนีจากสถานการณ์ภัยพิบัติจากเกาหลีไปได้ แต่เขาก็สูญเสียความหวังไปครับ จากนั้นเขาก็ได้กลับมาที่เกาหลีอีกครั้งหลังจาก 4 ปี พร้อมกับภารกิจเสี่ยงตาย และได้พบกับครอบครัวของมินจอง (อีจองฮยอน) และได้พบกับความหวังครั้งใหม่อีกครั้งครับ

คาแรเตอร์ของคุณมีความเป็นฮีโร่แอคชั่นมากๆ ได้มีการเตรียมตัวหรือฝึกซ้อมอย่างไรบ้างก่อนถ่ายทำ

ตอนที่เตรียมตัวถ่ายทำหนังเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการเตรียมแอคชั่นอะไรเป็นพิเศษครับ เพราะเรามีทีมแอคชั่นที่เคยร่วมงานกันมาตลอด เราจะตกลงกันก่อนตอนถ่ายทำ แต่มีฉากหนึ่งครับที่มีซีนแอคชั่นแบบลองเทค เราก็เลยตกลงกันหน้างานครับ เพื่อเขาจะได้ป้องกันได้ ซึ่งปกติผมจะออกกำลังกายตลอดอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยครับ แต่ปกติผมจะต่อสู้กับคนครับ รอบนี้ต้องเข้าซีนต่อสู้กับซอมบี้ เรื่องนี้จึงค่อนข้างยากกว่าทีคิด ผู้กำกับบรีฟว่าตัวของจองซอกต้องเข้าซีนแอคชั่นในสถานการณ์ที่สุดขั้วมากๆ ในการถ่ายทำผมจึงพยายามทำอารมณ์ให้ดูจริงจังมากๆครับ

ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ คุณเจอปัญหาอะไร มีความลำบากด้านไหน

บรรยากาศกองถ่ายดีมากๆแค่ได้เห็นความสุขในการทำงานของทีมงานก็ทำให้ผมรู้สึกอารมณ์ดีมากๆครับ แน่นอนครับว่าการถ่ายหนังเรื่องหนึ่งมันก็ต้องมีเหนื่อยบ้าง แต่มันก็มีความสุขมากๆ โดยเฉพาะเรื่องนี้ การถ่ายทำราบรื่น และเห็นทุกคนสนุกไปกับมัน ซึ่งโดยปกติของการถ่ายทำจะมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อย แต่ในกองนี้ไม่เคยมีเลย ผมไม่รู้นะว่าตอนที่ผมไม่อยู่จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่เอาจริงๆมันไม่มีเลย ผมรู้สึกแฮปปี้มากๆเลยครับ

การทำงานกับนักแสดงเป็นอย่างไรบ้าง

ผมสนุกมากๆครับ และนักแสดงทุกก็เข้ากันได้ดี และยังแสดงกันได้ดีมากครับ สำหรับน้องอีเร กับเยวอน ก็เป็นเด็กที่สดใสมาก เวลาเข้าฉากก็เลยทำให้ผมรู้สึกสนุกไปด้วยเลยครับ

เหตุผลที่ผู้ชมจะต้องไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์

คือถ้าใครที่เคยชอบ Train to Busan ก็คงจะชอบเรื่องนี้มากๆครับ แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้ดู Train to Busan ก็ยังจะสนุกไปกับหนังแน่นอนครับ เพราะมันเป็นคนละส่วนกับ Train to Busan ผมคิดว่าผู้ชมจะได้รับประสบการณ์ความสนุกแน่นอนครับ

หลังจากที่ภาพยนตร์ Train to Busan : Peninsula ถูกรับเลือกโดยเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ คุณรู้สึกเสียใจหรือไม่ ที่ไม่ได้มีโอกาสไปร่วมในงานเปิดตัวที่นั่น

 ก็เสียใจครับ แต่ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังลำบาก ถือว่าเป็นโอกาสที่ผมจะได้ทำผลงานที่ดีกว่าต่อไป ถึงแม้ปีนี้งานเทศกาลภายนตร์เมืองคานส์จะไม่ถูกจัดขึ้น แต่การที่หนังได้รับเลือกเข้าไป ก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ

ฝากผลงานภาพยนตร์ Train to Busan : Peninsula กันหน่อย

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลกลำบากกันมากครับ และเราทุกคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ก็คงจะลำบากไม่แพ้กัน ภาพยนตร์ Train to Busan : Peninsulaถือเป็นภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์เรื่องแรกที่ฉาย จึงอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทน เป็นความหวังของทุกคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมหนังทั่วโลก และขอเป็นกำลังใจให้หนังที่จะฉายต่อไปครับ


Train to Busan ถือเป็นภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ในฐานะผู้กำกับรู้สึกกดดันแค่ไหนสำหรับการทำภาพยนตร์ Train to Busan: Peninsula

ยอนซังโฮ: ถ้าจะบอกว่าไม่กดดันก็คงจะโกหกครับ ผมคิดว่าหลายคนคงอยากรู้เรื่องราวหลังจาก Train to Busan ตัวผมเองอยากจะตอบแทนผู้ชมมากกว่าเรื่องของความสำเร็จในการทำภาพยนตร์ภาคต่อให้ประสบความสำเร็จเท่ากับภาคแรกครับ ผมได้เปิดมุมมองใหม่ใน Train to Busan ไปแล้ว สำหรับใน Train to Busan: Peninsula  ผมวางแผนไว้ว่าจะขยายมุมมองให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งอันนี้คือจุดที่ผมรู้สึกเต็มที่มากๆ  การเปิดขยายมุมมองไม่ได้กดดันสำหรับผม แต่มันทำให้ผมรู้สึกสนุกมากครับ

ด้วยทุนสร้างที่สูงกว่า Train to Busan อะไรคือความแตกต่างจากภาคแรก? แล้วอะไรคือสิ่งที่คาดหวังว่าผู้ชมจะได้เห็นจาก Train to Busan: Peninsula

อย่างแรกเลยก็คือผู้ชมจะได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่ที่ไม่รู้จัก ที่เรียกว่า Peninsula ในช่วงเวลา 4 ปีผ่านไป  กับเรื่องราวของตัวละครที่ชื่อ จองซอก ครับ ใน Train To Busan ผู้ชมจะตื่นตัวไปกับจุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัสที่เราไม่รู้จัก ที่เกิดในสถานที่ที่เราใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับ Train to Busan: Peninsula จะเกิดในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย ไม่รู้จักมาก่อน และผู้ชมก็จะมีส่วนร่วมในการสำรวจโลกนี้ไปพร้อมกับตัวละครหลัก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากครับ

ตลอดระยะเวลาในการถ่ายทำ คุณมีเหตุการณ์ความประทับใจในทำงานกับนักแสดงด้านไหนบ้าง

ประทับใจมาก เพราะผมคิดว่าภาพลักษณ์และอารมณ์ของ Train to Busan: Peninsula จะถูกถ่ายทอดผ่านนักแสดงครับ โดยรวมแล้วผมคิดว่าพวกเขาเป็นนักแสดงที่เหมาะสมกับภาพยนตร์ตามที่ผมคิดไว้ครับ ในด้านการทำงาน อย่างของ คุณคังดงวอน ที่รับบท จองซอก ก็สามารถถ่ายทอดซีนแอคชั่นได้ยอดเยี่ยม ไม่แค่เฉพาะความแอคชั่น แต่ยังใส่อารมณ์ของตัวละครลงไปในการเล่นแอคชั่นแต่ละซีนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นอารมณ์ส่วนใหญ่ใน Train to Busan: Peninsula จึงเปรียบเสมือนอารมณ์ทั้งหมดของจองซอกครับ

สำหรับ คุณอีจองฮยอน ที่รับบท มินจอง หญิงสาวที่แข็งแกร่ง มีบุคลิคเหมือนกับนักรบหญิงและยังเป็นคุณแม่ที่มีหลายคาแรคเตอร์อยู่ในคนคนเดียว ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกว่าจะต้องเป็นคุณอีจองฮยอนคนเดียวเลยครับ เพราะผมคิดว่าการหาคนที่มีคาแรคเตอร์หลากหลายเหมือนคุณอีจองฮยอนยากมากครับ อย่างตอนที่ผมต้องการหา จุนอี ซึ่งเป็นตัวละครที่เป็นกุญแจสำคัญของเรื่อง และพวกเราก็ได้พบกับ คุณอีเร ตอนนั้นผมดีใจมาก ที่หาคนที่มีความเหมาะกับคาแรคเตอร์จุนอีได้ครับ คุณอีเรแสดงก็ออกมายอดเยี่ยมเป็นที่น่าพอใจมาก ไม่ว่าจะเป็นการแสดงฉากแอคชั่นหรือซีนอารมณ์ ผมรู้สึกขอบคุณมาก หลังจากที่ผมดูหนังจบ ผมจินตนาการไม่ออกเลยครับว่าถ้าเป็นนักแสดงคนอื่นหนังจะออกมาเป็นอย่างไร ผมรู้สึกโชคดีมากครับ

อะไรที่คุณให้ความสนใจมากที่สุดในการถ่ายทำ

จริงๆแล้วผมให้ความสำคัญและตั้งใจทำหนังเรื่องนี้ทุกส่วนเลยครับ ส่วนไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้จะแตกต่างจากเรื่องก่อนหน้านี้ ฉากการขับรถไล่ล่าที่อยู่ในครึ่งหลังของหนัง ผมตั้งใจมาก เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกอินเหมือนได้ขับรถไล่ล่าในดินแดนหลังวันสิ้นโลกครับ

มุมมองความเป็นมนุษย์ใน Train to Busan: Peninsula มีความแตกต่างอย่างไรกับ Train to Busan

สิ่งที่เกิดขึ้นในดินแดนหลังวันสิ้นโลก จะมีความขัดแย้งกับความเป็นมนุษย์โดดเด่นมากครับ มนุษย์ผ่านพ้นช่วงที่โลกพังพินาศ เราพยายามให้ภาพยนตร์ถ่ายทอดภาพและความหมายออกมาแบบนั้นครับ

การทำงานกับนักแสดงเป็นอย่างไรบ้าง

ก็สนุกนะครับ นักแสดงทุกคนสามารถถ่ายทอดและแสดงออกมาได้ตรงตามที่ผมตั้งใจ อย่างคุณคังดงวอนเขาใส่อารมณ์ตัวละครเข้าไปในฉากแอคชั่นได้เป็นอย่างดีอารมณ์ที่ส่งผ่านทางสายตาผมเชื่อว่าจะทำให้คุณอินไปกับเรื่องราวได้เป็นอย่างดี หรืออย่างคุณอีจองฮยอนเองก็แสดงตัวละครของมินจองออกมาได้สมจริงทุกมิติ รับรองว่าคุณจะได้เห็นฉากแอคชั่นสุดมันส์แบบที่ไม่เคยปรากฏในภาพยนตร์เรื่องไหนมาก่อน

รู้สึกอย่างไรที่หนังของคุณได้ถูกรับเลือกไปที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อีกครั้ง

เทศกาลหนังเมืองคานส์คือความฝันของผมตั้งแต่ตอนเริ่มทำหนังครับ พอทางเทศกาลหนังเมืองคานส์เลือกหนังเราไปอีกครังหลังจาก Train to Busan ผมรู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ

ปิดท้ายฝากผลงานภาพยนตร์ Train to Busan: Peninsula

หนังเรื่อง Train to Busan: Peninsula เป็นหนังที่เหมาะที่จะไปดูในโรงภาพยนตร์มากๆครับ ผมคิดว่าคงจะมีใครหลายคนที่ตื่นเต้นและรอคอยกับภาพยนตร์เรื่องนี้หวังว่าทุกคนจะได้ชมผลงานของเราในโรงภาพยนตร์อย่างปลอดภัยนะครับ

Train to Busan : Peninsula เข้าฉายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคมเป็นต้นไป

Our 30 Minute Sessions คาสเซ็ตต์เทปนั้นตัวฉันเป็นใคร

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคยฤดูร้อนไม่มีเธอเหมือนก่อนเหมือนเก่าขาดเธอ…” – ฤดูร้อน, PARADOX

Author: Peerachai Pasutan / Photos: Mongkol Cinema

แม้ว่าฤดูร้อนและช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองท้องฟ้าไม่สดใสดั่งเดิม เนื่องจากต้องอยู่ห่างจากคนรักไปเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตรในช่วงการแพร่ระบาดของโรคฯ อีกทั้งยังเทศกาลงานดนตรีต่าง ๆ ก็ถูกยกเลิกไปทั้งหมดจนไม่มีโอกาสแบ่งปันความทรงจำร่วมกับคู่รักหรือเพื่อนฝูง แต่กรกฎาคมนี้ จะมีหนังเรื่องหนึ่งที่มาชดเชยความรู้สึกที่หายไปนั้น และทำให้เราได้กลับมาใช้เวลาใกล้ชิดกับคนรักอีกครั้งหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่องที่ว่านั้นคือ Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก ผลงานโรแมนติกแฟนตาซีจาก ซาโตมิ โอชิมา ผู้เขียนบทที่สร้างความประทับใจมาแล้วใน The 100th Love with You (2017) และผู้กำกับ เคนทาโร ฮากิวาระ จากผลงานดาร์กแฟนตาซี Tokyo Ghoul (2017) 

หนังเล่าเรื่องราวของ โซตะ (คิตามุระ ทาคุมิ) ว่าที่บัณฑิตจบใหม่แสนขี้อายผู้ไม่ชอบการเข้าสังคมอย่างหนัก เขาได้พบเทปคาสเซ็ตต์ปริศนาที่เมื่อได้เปิดแล้ว อากิ (แมคเคนยู อาราตะ) นักร้องหนุ่มดาวรุ่งที่ดับไปก่อนวัยอันควรเพราะอุบัติเหตุ จะมายืมร่างของโซตะได้ครั้งละ 30 นาทีต่อการเปิดเทปหนึ่งครั้ง อากิตั้งใจยืมร่างของโซตะเพื่อกอบกู้วง ECHOLL ที่ล่มไปหลังจากการตายของตนและสานสัมพันธ์อีกครั้งกับคานะ (ซายุ คุโบตะ) จนเกิดเป็นเรื่องราวมิตรภาพ การทำตามฝัน และการตอบคำถามถึงตัวตนของตัวเอง

แน่นอนว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่คู่หูจำเป็นอย่าง โซตะ-อากิ ที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งไม่สนใจโลก ไม่สนใจใคร แถมยังมีโลกทุนนิยมและการหางานทำไปวัน ๆ บีบบังคับจนทำให้สกิลการผูกสัมพันธ์เป็นศูนย์ ส่วนอีกคน (ที่จริงคือผี) ก็ใจกล้า ฮาเฮ ออกแนวบุ่มบ่ามไปสักหน่อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งสองก็มีจุดร่วมเหมือนกัน คือ เสียงดนตรี นั่นจึงทำให้การสลับร่างแต่ละครั้งยังพอไปรอดได้ – แม้นิสัยของทั้งคู่จะต่างกันสุดขั้วก็ตามที

เมื่อคนที่ไร้ตัวตนในสังคมกับวิญญาณที่ไม่มีใครอื่นมองเห็นมาเจอกัน สองหนุ่มจึงค่อย ๆ เรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย พึ่งพากัน จนเป็นมิตรภาพและความทรงจำระหว่างกันตลอดเวลา – ไม่ใช่แค่ตอนที่อากิยืมร่างของโซตะครั้งละ 30 นาทีเพียงช่วงเดียวเท่านั้น แต่ก็อย่าลืมว่า พื้นเพนิสัยของอากินั้นตรงข้ามกับปรัชญาชีวิตของโซตะ ยิ่งโซตะได้ซึมซับ “ความเป็นอากิ” มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดคำถามชีวิตต่อโซตะว่า ตกลงแล้วเขาจะใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ เติบโตเป็นพนักงานเงินเดือนผู้ตายซาก ไร้เพื่อนฝูงคนสนิท หรือจะใช้ความเป็นอากิออกไปสนุกกับผู้คน สร้างความทรงจำดี ๆ ใหม่ ๆ ระหว่างตัวเขาเองและคนอื่น ๆ โดยที่ไม่ต้องมากังวลว่าจะไปซ้อนทับเรื่องราวของใคร

ไม่ใช่แค่โซตะที่ต้องเผชิญกับคำถามว่า “เขาจะเป็นใครต่อไปในอนาคต” เท่านั้น แม้แต่เหล่าสมาชิกในวง ECHOLL ก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันหลังจากที่ก่อนหน้านั้นพวกถอดใจไปแล้วจากความฝันในการพาวงไปสู่เวที Ringo Fes อันเป็นจุดเริ่มต้นของวงมาตั้งแต่แรก จริงอยู่ว่า พวกเขาไม่เคยลืมความทรงจำและความรู้สึกที่มีร่วมกันกับอากิ ทว่าการขาดเสาหลักของวงไปทำให้พวกเขาเคว้งคว้างไร้จุดหมาย ความเป็นนักดนตรีของแต่ละคนถูกแทนที่ด้วยงานที่พวกเขาไม่ได้รักหรือต้องทำเพื่อปากท้องเงินทองหลังเรียนจบ ฟังดูแล้วนั้นไม่ต่างจากชีวิตของคนอีกมากมาย ที่ความจำเป็นในการดำรงชีวิตและกาลเวลาอาจทำให้เขาหรือเธอต้องถอยห่างจากตัวตนลึก ๆ ภายใน อย่างไรก็ตาม การที่โซตะและวิญญาณอากิได้เข้ามา ก็ทำให้พวกเขาต้องเลือกอีกครั้งว่า จะจมอยู่กับความทรงจำอันชวนถวิลหาในอดีต หรือจะขับเคลื่อนวงต่อไปกับผู้คนใหม่ ๆ โดยยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมของวง (และของอากิ – ผู้ก่อตั้ง) ไว้อยู่ ซึ่งคนที่เผชิญกับคำถามนี้หนักที่สุดคือ คานะ ที่ไม่เพียงเป็นมือคีย์บอร์ดของวงเท่านั้น แต่ยังมีความทรงจำอันเหนียวแน่นกับคนรักอย่างอากิด้วย ยิ่งมีโซตะเข้ามาเป็นตัวละครใหม่ในชีวิตอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้ว ทำให้เธอต้องตอบคำถามเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเช่นกัน

มิตรภาพระหว่างโซตะและอากิจะดูไม่น่าเชื่อถือเลยหากไม่ได้การแสดงของทาคุมิและอาราตะ บทบาทของทาคุมิมีความท้าทายอยู่ที่ต้องสลับตัวตนระหว่างโซตะและอากิในเสี้ยววินาทีที่เทปคาสเซ็ตต์หยุดเล่น ส่วนอาราตะในบทอากินั้น แม้จะเป็นตัวละครมาดกวนผู้สร้างสีสันของเรื่อง แต่ก็ถ่ายทอดความห่วงหาอาวรณ์ของตัวละครได้ดีเช่นกัน ฉากใดที่นักแสดงชายทั้งสองได้อยู่ร่วมกันนั้นก็เกิดเป็นเคมีอันลงตัวและความโบรแมนซ์เบา ๆ ในฉากนั้น อีกคนหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือ นางเอกของเรื่องอย่างคุโบตะ ที่เสน่ห์และความสดใสของเธอช่างเข้ากันกับทั้งทาคุมิและอาราตะ นอกจากนี้ เธอยังแสดงความสับสนของตัวละครคานะได้เป็นอย่างดี ที่น่าเสียดายเห็นจะเป็นบทสมทบของสมาชิกวง ECHOLL อีกสามคนที่ยังไม่ค่อยมีพัฒนาการมากนักจนไม่ค่อยเกิดความผูกพันธ์ระหว่างตัวละครสามตัวนี้เท่ากับ โซตะ อากิ และคานะ

หนังมีโครงเรื่องที่แข็งแรงและบทที่เปี่ยมด้วยมิติความรู้สึก – ทั้งตลก ซึ้ง เศร้า – อันเป็นจุดเด่นในบทของโอชิมา แต่ช่วงจุดวิกฤตของเรื่องนั้นอาจมีเหตุผลและการกระทำของตัวละครที่เบาไปเล็กน้อย กระนั้นเราก็ยังให้อภัยแก่จุดนั้นแล้วเพลินเพลิดไปกับเหตุการณ์ของหนังได้ และอีกความดีงามหนึ่งอยู่ที่เพลงประกอบจากโปรดิวเซอร์มากฝีมือ อุชิซาวะ ทาคาฮิโตะ จังหวะทำนองของเพลงต่าง ๆ รวมไปถึงเสียงร้องของทาคุมิและอาราตะอันทรงเสน่ห์ ทำให้ซาวน์แทร็คชุดนี้โดดเด่นและติดหูผู้ฟังมากทีเดียว เมื่อบวกกับบรรยากาศแสนอบอุ่นในฤดูร้อน ณ แดนอาทิตย์อุทัยจากการกำกับภาพของ อิมามุระ เคย์สุเกะ แล้ว จึงทำให้ เทปลับสลับร่างมารัก สามารถเติมเต็มความรู้สึกของที่หายไปในช่วงฤดูร้อนอันยาวนานที่ผ่านมานี้ได้ทั้งทางเรื่องราว เสียงดนตรี และภาพของหนัง

มาร่วมกันสัมผัสบรรยากาศฤดูร้อน เสียงดนตรี มิตรภาพ และค้นหาตัวตนไปพร้อมกันได้ใน Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก 9 กรกฎาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ

ขอขอบคุณมงคลภาพยนตร์สำหรับรอบสื่อของภาพยนตร์มาณที่นี้ครับ

คอนเฟิร์มแล้วจ้า! พัคโบกอมทิ้งทวนก่อนเข้ากรมปลายปีนี้กับซีรีส์เรื่องล่าสุด Record of Youth

หลังจากคอนเฟิร์มข่าวเข้ากรมปลายปีนี้ให้แฟนๆ ใจแป้วไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พัคโบกอมก็คอนเฟิร์มข่าวดีให้แฟนๆ ใจชื้นว่าครึ่งปีหลังนี้ เขาจะมีผลงานซีรีส์เรื่อง Record of Youth (เส้นทางดาว) ที่เขานำแสดงร่วมกับพัคโซดัม จาก Parasite ลงสตรีมมิ่งพร้อมกันทั่วโลกใน Netflix อย่างแน่นอน

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องการดิ้นรนตามหาความฝันของหนุ่มสาวในวงการโมเดลลิ่ง โดยพัคโบกอมรับบทเป็นชาฮเยจุน นายแบบหนุ่มที่อยากตามความฝันในการเป็นนักแสดง ส่วนพัคโซดัม รับบทเป็นอันจองฮา ช่างแต่งหน้าสาวผู้มุ่งมั่น ร่วมด้วย บยอนอูซอก ที่รับบทเป็นวอนแฮฮโย นายแบบหนุ่มโพรไฟล์ดีที่ต้องการตามความฝันด้วยตัวเอง

นอกจากนักแสดงนำที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดแล้ว Record of Youth (เส้นทางดาว) ยังได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่างอันกิลโฮ​ (Stranger, Memories of Alhambra และ Witcher) และมือเขียนบทอย่างฮามยองฮี (Doctors และ Temperature of Love) มาอีกด้วย

เตรียมรอชมพร้อมกันทาง Netflix ได้เลยครับ

Extracurricular : เพราะผู้ใหญ่ไว้ใจไม่ได้ เป็นวัยรุ่นจึงต้องเจ็บปวด

ท่ามกลางซีรีส์รักกุ๊กกิ๊กหวานแหววขายความหล่อสวยของพระเอกและนางเอกจากประเทศเกาหลีที่สตรีมกันเกลื่อนเมืองแบบไล่ดูเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะตลาดต้องการเป็นอย่างมากแบบนี้ เราอดไม่ได้ที่จะนับถือความกล้าของทีมงานจาก Extracurricular ที่แหวกกระแสตลาดส่งซีรีส์สายดาร์กออกมาเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ชมยามที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งดูจะเป็นเพื่อนสนิทในสถานการณ์เช่นนี้ (ดาร์กจนเรานึกว่าเป็นภาคต่อของ Parasite เสียอีก)

Extracurricular

Author: Pacharee Klinchoo

Extracurricular บอกเล่าเรื่องราวของโอจีซู (นำแสดงโดย Kim Dong-hee) นักเรียนมัธยมปลายที่เลือกเส้นทางประกอบอาชีพผิดกฎหมายเพื่อทำตามความฝันของตัวเองในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่สามารถพึ่งพาพอที่ติดการพนันจนชีวิตครอบครัวล้มเหลว และแม่ก็หนีหายไปไม่ดูดำดูดีเขาได้อีกต่อไป และแพกยูริ (นำแสดงโดย Park Ju-hyun) สาวน้อยอนาคตไกลจากครอบครัวมหาเศรษฐีที่บังเอิญมารู้ความลับของจีซู และเต็มใจกระโดดเข้าร่วมวงการใต้ดินนี้อย่างเต็มใจ โดยมีซอมินฮี (นำแสดงโดย Jung Da-bin) และควักกีแท (นำแสดงโดย Nam Yoon-soo) เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการที่เข้าแล้วไม่สามารถออกนี้ได้

Extracurricular

ระบบครอบครัวที่ล้มเหลวเกินรับไหว

“ฉันมีชีวิตต่อไม่ได้ในบ้านหลังนั้น” คือคำพูดที่กยูรีแผดเสียงใส่จีซูเมื่อเขาแสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงจะต้องมาวุ่นวายกับโลกของเขา ทั้งๆ ที่ตัวเธอเองก็มีทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว และเมื่อเธอย้อนถามเขาว่า เหตุใดเขาถึงเลือกที่จะลงมาทำอาชีพสีเทาแบบนี้ เขาก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ฉันแค่อยากเรียนมหาวิทยาลัย และใช้ชีวิตอย่างพวกเธอเท่านั้นเอง” 

นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์พิลึกพิลั่นระหว่างคู่พระนางแห่ง Extracurricular ก็ว่าได้ เด็กวัยรุ่นสองคนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกันอย่างสุดขั้วกลับมีบางสิ่งอย่างที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ และบางสิ่งอย่างที่ว่านั้นก็คือ ระบบครอบครัวที่ล้มเหลวเกินรับไหวสำหรับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต

Extracurricular

ภาพครอบครัวที่ยากจน พ่อติดการพนันและขโมยเงินของลูกไปทั้งหมดอย่างครอบครัวของจีซูนั้นดูเหมือนจะเป็นภาพพื้นฐานของครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างที่พบเห็นได้ทั่วโลก ซึ่งความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเท่าใดนัก แต่บทของ Extracurricular นั้นกลับตั้งใจเพิ่มภาพครอบครัวชนชั้นกลางระดับท็อปที่ล้มเหลวไม่แพ้กันอย่างครอบครัวของยูกริเข้ามาในวงจรด้านมืดนี้ด้วย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว การจินตนาการถึงความยากลำบากของครอบครัวกยูรินั้นทำได้ยากมาก หากมองจากมุมมองของคนนอก 

เธอเป็นลูกสาวตนเดียวของครอบครัวนักธุรกิจชื่อดัง เป็นเด็กเรียนเก่ง เพื่อนเยอะ และมีความสามารถมากพอที่จะเข้าวงการได้ทันที เมื่อได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวแล้ว อนาคตของกยูรินั้นสดใสมากแน่นอน ทว่า… นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการในชีวิต พฤติกรรมอันดำมืดของจีซูกลับดูดึงดูดใจให้เธออยากจะใช้ชีวิตต่อไปมากกว่าการเป็นนกน้อยในกรงทองของบิดามารดา

Extracurricular

ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะเป็นนิยายน้ำเน่าที่จบไม่สวยเท่าใดนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว เด็กวัยรุ่นที่ถูกกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครอบครัวของตัวเอง ซึ่งควรจะเป็นหน่วยในสังคมที่ทำให้พวกเขาปลอดภัยนั้น ก็สามารถหลงทางและทำเรื่องเลวร้ายได้เทียมเทียมกัน ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างฐานะหรือชนชั้นเลยทีเดียว

‘หัวหน้าอี’ ฮีโร่นอกระบบที่พึ่งพาได้มากกว่าครอบครัวหรืออำนาจรัฐ

อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ใน Extracurricular คือความสัมพันธ์ระหว่างมินฮี เด็กสาวสปอยล์ที่มีอาชีพไซด์ไลน์ลับๆ เพื่อหาเงินมาปรนเปรอกีแท แฟนหนุ่ม กับหัวหน้าอี ชายวัยกลางคนลึกลับที่รับหน้าที่เป็นเสมือนบอดี้การ์ดให้กับสาวๆ ไซด์ไลน์เหล่านั้น 

เนื้อเรื่องไม่ได้แตะประเด็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างตัวละครทั้งคู่แบบเห็นได้ชัดเจน แต่กลับแสดงความรู้สึกห่วงใยกันและกัน และความเข้าอกเข้าใจกันยามต้องอยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียด และสังคมที่โหดร้าย เมื่อบทเผยเบื้องหลังที่มาของหัวหน้าอี ผู้ชมก็จะเห็นได้ชัดเจนถึง ‘ความนอกกฎหมาย’ ของตัวละครนี้ แต่มินฮีกลับเลือกที่จะพึ่งพิงเขามากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามเสนอความช่วยเหลือให้เธอตลอดทั้งเรื่อง

Extracurricular

เบื้องลึกเบื้องหลังครอบครัวของมินฮีนั้นไม่ได้ถูกสาธยายอย่างละเอียดเหมือนตัวละครหลักทั้งสองที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า เหตุจูงใจของเธอในการเดินเข้าสู่ธุรกิจค้ากามนี้เป็นเพียงความฟุ้งเฟ้อ และต้องการหาเงินมาปรนเปรอแฟนหนุ่มของตัวเองเท่านั้น แม้เราจะไม่รู้เบื้องหลังด้านครอบครัว แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าเธอเป็นเด็กที่เปล่าเปลี่ยวและต้องการการเติมเต็มมากแค่ไหน เมื่อบวกกับความไว้วางใจในตัวหัวหน้าอีที่ปกป้องเธอได้ โดยไม่แยแสอำนาจรัฐที่พร่ำบอกว่าจะปกป้องเธอนั้น เราก็คงเดาไม่ยากว่า แท้จริงแล้ว นักเขียนและผู้กำกับต้องการสอดแทรกคำวิพากษ์วิจารณ์อะไรไว้ในตัวละครทั้งสองคนนี้กันแน่ 

Extracurricular

Extracurricular เป็นซีรีส์สายดาร์กที่ดำเนินเรื่องแบบลุ้นระทึกตลอดทั้งเรื่อง นักเขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงนำทั้งหมดล้วนแล้วแต่เปิดตัวกับซีรีส์เรื่องนี้ทั้งหมด เราจึงอดนับถือใน ‘ความกล้าที่จะแหกกรอบ’ อะไรบางอย่างของ ‘ซีรีส์เกาหลี’ แบบที่ชาวโลกส่วนใหญ่รับรู้ไม่ได้ และในความกล้าที่จะแหกนั้น ก็ทำให้เรายอมรับได้ว่า นี่น่าจะเป็นก้าวแรกสู่ความหลากหลายทางเนื้อหาของซีรีส์เกาหลี ในแบบที่ Parasite เคยทำได้มาแล้วในวงการภาพยนตร์

Extracurricular สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix

Hyena เกมหักเหลี่ยมเฉือนคมที่บทสรุปน่าสนใจกว่า Itaewon Class

ใครที่คิดถึงซีรีส์แนวหักเหลี่ยมเฉือนคมพลิกไปพลิกมาแบบ Itaewon Class เราขอแนะนำให้คุณเปิด Hyena ว่าด้วยกลโกงเกมทนายที่เดือดกว่าธุรกิจร้านอาหาร… กับการพลิกบทบาทจนแทบจำไม่ได้ของจูจีฮุน หรือรัชทายาทอีชาง แห่ง Kingdom 

Author: Pacharee Klinchoo

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นดูซีรีส์เรื่อง Itaewon Class นั้น เราได้อ่านบทวิจารณ์หลายบทว่าด้วยเรื่อง ‘ความเป๋’ ของบทสรุปจบของซีรีส์เรื่องนี้ ทั้งในเรื่องทางออกที่มา ‘ง่ายจนเกินไป’ และความไม่คงเส้นคงวาของคาแร็กเตอร์ทั้งหลักและรองหลายต่อหลายตัว แต่ด้วยความเฉียบขาดของบทในระหว่างทาง ทำให้เราไม่อาจเลิกดูได้…​ และส่วนตัว เราก็แอบผิดหวังกับบทเฉลยในตอนจบอย่างที่บทวิจารณ์หลายบทนั้นว่าไว้จริงๆ 

อย่างไรก็ดี หลังจากเรานำเอาประเด็นนี้ไปถกเถียงกับเพื่อนสนิท และคนแวดวงเดียวกันหลายต่อหลายคน ทุกคนก็ออกความเห็นแตกต่างหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่าพวกเขาหวังความเชือดเฉือนระหว่างประธานชาและเถ้าแก่พัคมากกว่านี้จริงๆ เกือบจะเรียกได้ว่าได้ยินความผิดหวังอยู่ในกระแสเสียงของทุกคนดูตามติดซีรีส์เรื่องนี้ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ประสบการณ์และความคาดหวังของแต่ละคน 

หลังจากอะดรีนาลินหลั่งและลดอย่างรวดเร็วไปแล้ว เราก็เลยอยากหาซีรีส์อะไรที่มีความเชือดเฉือนหักเหลี่ยมกันแบบนี้มาดูให้หายหงุดหงิดค้างคาใจกันบ้าง และก็มาพบกับซีรีส์เรื่อง Hyena โดยบังเอิญจากอัลกอริทึ่มแสนรู้ของ Netflix เลยกดดูเล่นๆ และติดหนึบตั้งแต่ตอนแรกเลยทีเดียว

ซีรีส์ว่าด้วยเรื่องเกมกฏหมายเข้มข้นนี้บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างทนายยุนฮีแจ (รับบทโดยจูจีฮุน) ชายหนุ่มฐานะดี มีพ่อและพี่ชายเป็นผู้พิพากษา ส่วนตัวเองเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จสังกัดบริษัทกฏหมายที่มีลูกความเป็นกลุ่มคนรวยในสังคมเกาหลี กับทนายจองกึมจา (รับบทโดยคิมฮเยซู) ทนายสาวที่อยู่คนละขั้วกับเขา ซึ่งทั้งคู่ก็จะต้องทั้งต่อสู้กัน และร่วมมือกันเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะยามขึ้นว่าความ 

ต้องยอมรับก่อนว่า ผู้เขียนบทเรื่องนี้นั้นพัฒนาทั้งคาแร็กเตอร์ตัวละครและความสม่ำเสมอของบทได้อย่างคงเส้นคงวาตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนสุดท้าย โดยสอดแทรกเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของคู่พระนางเข้ามาได้อย่างกลมกล่อมพอเหมาะพอดี ไม่ให้เสียรสชาติของเส้นเรื่องหลักไป และเมื่อเราร่วมดูไปจนถึงจุดคลี่คลายของเรื่องแล้ว ก็ไม่เกิดปรากฏการณ์ ‘อกหัก’ หรือ ‘อิหยังวะ’ เหมือนเช่นความรู้สึกที่เรา (และใครอีกจำนวนหนึ่ง) รู้สึกกับซีรีส์เรื่อง Itaewon Class 

หากใครอกหักจากตอนจบชองซีรีส์เรื่อง Itaewon Class เราแนะนำให้คุณเปิด Hyena ดูแก้ฟกช้ำกันได้ และขอจบบทความนี้ด้วยจุดยืนว่า เราไม่ได้นำซีรีส์สองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันนะ เราแค่แนะนำตัวเลือกให้แฟนๆ เท่านั้นเอง 

Hyena (และ Itaewon Class) สตรีมแล้วที่ Netflix