แฟนคลับห้ามพลาด ถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตระดับโลกของ COLDPLAY เฉพาะที่ SF CINEMA เท่านั้น

แฟนคลับห้ามพลาด ถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตระดับโลกในโรงภาพยนตร์
“COLDPLAY LIVE BROADCAST FROM BUENOS AIRES : LIVE VIEWING AT SF CINEMA” เฉพาะที่ เอส เอฟ เท่านั้น!!

โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ เอาใจแฟนคลับวงร็อคระดับโลก COLDPLAY (โคลด์เพลย์) เตรียมฉาย “COLDPLAY MUSIC OF THE SPHERES LIVE BROADCAST FROM BUENOS AIRES : LIVE VIEWING AT SF CINEMA” ถ่ายทอดสดการแสดงคอนเสิร์ตจากเมืองบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา มาให้ชาวไทยได้ดูพร้อมกับแฟน ๆ อีกกว่า 70 ประเทศทั่วโลก บนจอยักษ์พร้อมระบบเสียงสมบูรณ์แบบ ในวันที่ 29 ตุลาคม 2565 รอบเวลา 15.30 น. และ 19.00 น. เฉพาะที่โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ เท่านั้น
 
คุณสุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “MUSIC OF THE SPHERES ถือเป็นคอนเสิร์ต World Tour ครั้งล่าสุดของ Coldplay วงดนตรีร็อกชื่อดังสัญชาติอังกฤษ ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามกีฬา River Plate เมืองบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ในวันที่ 28 ตุลาคม 2565 (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยจะมีการถ่ายทอดสดให้แฟนเพลงได้รับชมในโรงภาพยนตร์กว่า 70 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ เป็นโรงภาพยนตร์แห่งเดียวที่ได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดครั้งนี้ หลังจากที่เราเคยประสบความสำเร็จในการฉายบันทึกการแสดงสด Coldplay Live ในปี 2012 และสารคดี Coldplay : A Head Full of Dreams ในปี 2018 มาแล้ว นอกจากนี้จากประสบการณ์ในการถ่ายทอดสดผ่านระบบสตรีมมิ่งในโรงภาพยนตร์ หรือ Live Viewing at SF Cinema ทำให้เรามั่นใจว่าแฟนๆ Coldplay ชาวไทย จะได้สัมผัสประสบการณ์ชมคอนเสิร์ตผ่านระบบภาพและเสียงที่สมบูรณ์แบบในโรงภาพยนตร์ เอส เอฟ อย่างแน่นอน”

สำหรับผู้สนใจ COLDPLAY MUSIC OF THE SPHERES LIVE BROADCAST FROM BUENOS AIRES : LIVE VIEWING AT SF CINEMA สามารถตรวจสอบสาขา พร้อมซื้อบัตรล่วงหน้าได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน SF Cinema, www.sfcinema.com และจุดจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์สาขาที่เข้าฉาย ได้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2565 เวลา 21.00 น. เป็นต้นไป ในราคาเริ่มต้นที่นั่งละ 600 บาท พิเศษ!! สำหรับสมาชิก SF+ รับส่วนลดเพิ่มที่นั่งละ 50 บาท นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารและสอบถามรายละเอียดได้ผ่านโซเชียลมีเดีย WeLoveSF และ #SFcinema

“อีจองแจ” จาก Squid Game กับก้าวสำคัญครั้งแรกในบทบาท “ผู้กำกับ” หนังแอ็กชัน-สายลับสุดเดือดแห่งปี  “Hunt ล่าคนปลอมคน”

“อีจองแจ” จาก Squid Game กับเส้นทางความสำเร็จแบบก้าวกระโดด สู่เส้นทางระดับโลกและก้าวสำคัญครั้งแรกในบทบาท “ผู้กำกับ” อุทิศตัวตนกว่า 4 ปี สู่ปฏิบัติการล่าสะเทือนคาบสมุทร ในหนังแอ็กชัน-สายลับสุดเดือดแห่งปี “Hunt ล่าคนปลอมคน” 

“อีจองแจ” นักแสดงเกาหลีชื่อดังผู้ก้าวขึ้นมาสู่ความเป็นนักแสดงระดับโลก หลังจากฝากผลงาน ในซีรี่ส์ชื่อดังอย่าง Squid Game ปี 2021 ด้วยความสามารถที่โดดเด่นทำให้เขาคว้ารางวัล SAG Awards รวมถึงถูกเสนอชื่อ เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัล  Emmy Award ทำให้เขากลายเป็นที่กล่าวขาน และถูกยกให้เป็นนักแสดง คุณภาพระดับเอลิสต์จนเป็นที่รู้จักในระดับสากล 

ในปี 2022 ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญ กับการขึ้นแท่นเป็น ผู้กำกับ เขียนบท ครั้งแรก รวมถึงแสดงนำใน ผลงานแอ็กชัน-สายลับสุดเดือดแห่งปี “Hunt ล่าคนปลอมคน” พร้อมกับสร้างปรากฏการณ์ พาผลงาน เรื่องแรกของเขา ไปฉายโชว์ในรอบ Midnight Screen ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุด ซึ่งผู้กำกับน้อยคนนักที่จะสามารถมาอยู่ในจุดนี้ได้ โดยหลังจากฉายภาพยนตร์จบเขายังได้รับเสียงปรบมือ (Standing Ovation) ยาวนานกว่า 7 นาที พร้อมกวาดคำชม มาอย่างล้นหลาม เมื่อภาพยนตร์เข้าฉายในประเทศเกาหลียังกระแสแรงจนเปิดตัวอันดับ 1 บ๊อกซ์ออฟฟิศ ของเกาหลีมีผู้ชมกว่า 2 ล้านคนอีกด้วย 

เส้นทางกว่า 30 ปีของเขาเริ่มจากผลงานเรื่องแรกตั้งแต่ปี 1993 และสามารถคว้ารางวัลนักแสดง หน้าใหม่ ยอดเยี่ยม ได้จาก The Young Man ต่อด้วย Sandglass,  City of The Rising Sun จนมาถึงผลงานภาพยนตร์ รักโรแมนติคอย่าง Il Mare ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จัก และมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็น The Housemaid, The Thieves, New World, Assaination รวมถึงหนังบล็อกบลัสเตอร์อย่าง Along with the Gods, Deliver Us From Evil และซี่รี่ส์สุดฮอต Squid Game ส่งให้เขาได้รับโอกาสมากมาย รวมทั้งมีประสบการณ์ที่ยาวนานเป็นสิบปี จนก้าว เข้าสู่อีกสเต็ป ของการทำงานที่นอกเหนือจากงานแสดง

และผลงานใหม่ของเขากับครั้งแรกของการกำกับภาพยนตร์ เขียนบท และแสดงนำในหนัง แอ็กชันสายลับสุดเดือด “Hunt ล่าคนปลอมคน” ซึ่งทำให้อีจองแจถึงขั้นนอนไม่หลับทั้งคืน “อีจองแจ” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเบื้องหลังการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาว่า

ความรู้สึกที่ HUNT ได้ถูกเชิญอย่างเป็นทางการในมิดไนท์ สกรีนนิ่ง งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 75 

“มีหลายคนที่มองเห็นความสนุกและประเด็นของเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้เราร่วม แรงร่วมใจสร้างกัน ขึ้นมาก็ต้อง ขอบคุณทั้งเหล่าทีมงานและนักแสดงทุกท่านมากๆครับ ในตอนท้ายของการฉายภาพยนตร์ ผมทั้งตกใจและเขิน ที่ได้รับเสียงปรบมือนานที่สุดที่เคยได้รับในชีวิต”

HUNT เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับอะไร

“HUNT เป็นภาพยนตร์แอ็กชันสายลับชิงไหวชิงพริบกัน มันเล่าเรื่องของคนที่ต้อง ทำอะไรขัดกับความเชื่อและ หลักการของตัวเอง เรื่องราวของการตามหาสายลับที่แฝงตัวอยู่ในองค์กร KCIAโดยผมรับบท พัคพยองโฮ และคิมจองโด รับบทโดย จองอูซอง ระหว่างการค้นหาตัวสายลับ ทำให้ทั้งสองคนเกิดความสงสัย ในกันและกันและต้องมา เจอกับคดีลอบสังหารคนสำคัญเบอร์หนึ่งของเกาหลี ทำให้เกิดเรื่องพลิกล็อคและเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆครับ”

ถ้าจะให้แนะนำตัวละคร ‘พัคคยองโฮ’ ที่รับบทในเรื่อง HUNT ในฐานะนักแสดง?

“ตัวละคร พัคพยองโฮ ที่ผมรับบทในเรื่อง HUNT ในฐานะหัวหน้าทีมหน่วยข่าวกรอง ต่างประเทศเป็นคนที่ใช้เหตุผล แล้วก็เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่ห่วงใยเพื่อนร่วมงานแต่พอได้รู้ข่าวว่ามีสายลับอยู่ในองค์กรก็ต้องมาระแวงเพื่อนร่วมงานไปจนถึงถูกสงสัยว่าตัวเขาเองก็คือสายลับแต่ก็ยังพยายามสุดตัวเพื่อจะตามหาสายลับที่ซ่อนอยู่ในองค์กรครับ”

คุณแยกระหว่างพยองโฮที่ทำงานให้  KCIA มา 13 ปี กับอดีตทหารบกอย่างจองโด ผ่านเครื่องแต่งกาย และทรงผมได้อย่างไร

“หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยตัวละครชาย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ KCIA ดังนั้นทั้งชนิดเสื้อผ้าและสีสันจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ทีมเสื้อผ้าเตรียมเนกไทวินเทจ และเครื่องประดับจากยุคนั้นไว้เพียบ เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละตัวละครออกมา พวกเขาช่วยกันออกแบบเครื่องแบบของทหารไทย, ตำรวจ, เจ้าหน้าที่รัฐ และคนจากกองทัพ”

คาแรกเตอร์ของตัวละครใน Hunt คุณวางแต่ละคนเป็นแบบไหน 

“ผมอยากให้ตัวละครทุกตัวมีคุณค่า จองโด ผมอยากให้เขาเริ่มจากการเป็นคนเยือกเย็น ไปจนถึงที่เขาบันดาล โทสะแบบไม่เลือกหน้าในช่วงท้าย    จูคยอง เป็นตัวโจ๊กตัวเดียวในเรื่อง แต่เขาจำเป็นต่อจุดหักมุมของเรื่องมาก ชอลซอง เป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของจอมทรราช ผมอยากให้เขาเป็นบัวใต้ตม ไม่เคยรู้ตัวว่าโดนล้างสมองมาตลอด  ยูจอง ไม่ได้โผล่มาบ่อย แต่เธอเป็นตัวละครที่ใกล้ชิดกับตัวละครปริศนาของเรื่องที่สุด เธอขยะแขยงในการกระทำของคนรุ่นก่อน แต่เธอได้คำตอบของชีวิตที่เฝ้าตามหาจากพยองโฮ”

HUNT มีส่วนผสมของแอ็กชันดราม่าสายลับ แต่ยังมีความเป็นสงคราม จิตวิทยาที่สองตัวละครนำ ทำใส่กัน ตลอดทั้งเรื่อง คุณถ่ายทอดประเด็นดังกล่าวลงในหนังได้อย่างไร? 

“มันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้พยองโฮและจองโด เจอกับเรื่องคอขาดบาดบาดตายเสมอ ให้พวกเขาห้ำหั่นกันตลอด เมื่อเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาถูกเปิดเผยในองก์ที่สามของเรื่อง ประเด็นมันจะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น การผูกเรื่องในองก์ แรกและองก์ที่สองมันยากพอสมควร”

ระหว่างการกำกับเรื่อง HUNT ให้ความสำคัญกับจุดไหนบ้าง?

“ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องมีความสนุกก็จริง แต่ว่าผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้พูดคุย กับหลายๆคนเกี่ยวกับ เรื่องราวต่างๆถึงแม้จะนำเรื่องที่เกิดในยุค 80 ขึ้นมาทำ แต่ผมคิดว่ายุค 80 กับตอนนี้มีจุดที่ไม่แตกต่างกันอยู่ ทั้งเรื่องราวในจุดเหล่านั้น ทั้งความคิดอื่นๆที่ตัวละครมีอยู่ การลองถ่ายทอดสิ่งที่คิดออกมา ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมากครับ จะต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนสำหรับตัวละครเพื่อให้พวกเขาปะทะกันอย่างร้อนแรง และผมหวังว่าการปะทะกันที่ ดุเดือดนี้จะเต็ม หน้าจอ พวกประเด็นที่ต้องไม่ให้เห็นเยอะไปเราก็ต้องมานั่งคิดด้วยกัน” 

คุณเองก็รับบทในเรื่องนี้เหมือนกัน เรามั่นใจว่าประสบการณ์ ในฐานะนักแสดงที่ผ่านมา ของคุณมีผลกับ วิธีที่คุณกำกับนักแสดงในเรื่อง คุณมีจุดไหนที่เน้นเป็นพิเศษหรือไม่?

“ที่ผ่านมาถ้าสถานการณ์ในบทมันน่าเชื่อและมีฉากที่เสริมกัน การแสดงของผมมันจะออกมาตามธรรมชาติ แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมพยายามถ่ายทอดสิ่งที่ผู้กำกับต้องการออกมามากที่สุดเท่าที่ทำได้ ระหว่างขั้นเตรียมงาน และการซ้อมบท มันมีบางจุดที่ผมแก้ไดอะล็อกตามฟีดแบ็กจากนักแสดง ขณะที่บางครั้งผมต้องกล่อม ให้พวกเขายอม เล่นบางซีนที่พวกเขารู้สึกไม่สบายใจบ้างเหมือนกัน”

HUNT ที่แตกต่างกับภาพยนตร์สายลับอื่นๆอย่างไร?

“ผมมองว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับกลุ่มคนที่ต่อสู้เพื่อให้อุดมการณ์ของเขา กลายมาเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าเล่าเรื่องเกาหลีเหนือและใต้ เวลาดูหนังสายลับ จะมีคดีหรือสถานการณ์ที่แต่ละตัว ละครเผชิญอยู่ ทำให้รู้สึกลุ้นระทึกมาก พวกเราเองก็คิดมาเยอะมากว่า จะทำสายลับในแบบ เกาหลียังไง ให้ต่างจากหนังสายลับอื่นๆนั้น ปกติหนังสายลับส่วนใหญ่ จะเป็นการทิ้งปริศนาให้ผู้ชมได้ปะติดปะต่อเรื่องเอา  แต่ผมเขียนบทออกมา เพราะต้องการสร้างภาพยนตร์ที่มีความเข้มข้น โดยมีการพลิกกลับทั้ง เรื่องใหญ่และเรื่องเล็กและคลี่คลายอย่าง ผมพยายามไม่ทำให้ เรื่องราวซับซ้อนเกินกว่าจะติดตามได้ และแค่หวังว่าผู้ชมจะเพลิดเพลินกับมัน”

ในเรื่อง HUNT ต้องรับหน้าที่ทั้งเขียนบท กำกับ ไปจนถึงนักแสดง คนเดียว สามตำแหน่งคงจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลย?

“ความจริงแล้วผม ซื้อลิขสิทธิ์ของเนื้อเรื่องมา ตั้งใจจะเป็นแค่ผู้จัดอย่างเดียว แต่การมานั่งรอทุกวันเป็นเรื่องยากครับ รู้สึกอึดอัดและเสียดายกับเวลาที่ผ่านไป ก็เลยเริ่มเขียนบทด้วยตัวเองครับ แล้วพอเขียนมาตลอดสี่ปี การเรียบเรียงสิ่ง ที่เขียนการทำโปรเจกต์ในแต่ละหัวข้อ การสร้างคาแรกเตอร์ให้กลมกล่อม  ผมได้รับกำลังใจจากคนรอบ ข้างที่บอกว่าน่า จะลองมากำกับเองดู จนสุดท้ายก็ได้มากำกับด้วยครับ” 

บรรยากาศในกองถ่ายที่ได้มีนักแสดง จองอูซอง ที่เป็นเพื่อนสนิท เป็นยังไงบ้าง?

“เราคุยกันเยอะมากเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หลังจากเคยร่วมงานกันใน City of the Rising Sun เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เราพยายามทำให้มันเป็นไปได้และแม้แต่เขียนบทด้วยกัน ณ จุดหนึ่ง แต่มันก็ไม่เคยปรากฏเป็น ภาพยนตร์เลย จนมาถึงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมรู้สึกกระตือรือร้นมากที่จะมีเขาในภาพยนตร์เรื่องนี้ อยากให้คนพูดว่า จองอูซอ ดูดีที่สุดบนหน้าจอเมื่อเขาถูกยิงโดย อีจองแจ 

ในกองถ่ายก็ยุ่งกับการดูแลกันและกันครับ สำหรับผมที่ต้องตั้งใจกำกับ ให้จองโดออกมาเท่มาก ที่สุดตรงกันข้ามกับคุณอูซองนั้น ที่เห็นว่ายิ่งเวลาผ่านไปผมก็ยิ่งหมดแรงคงคิดว่า “เพื่อนฉันอาจจะตายไปแบบนี้ก็ได้” ก็คอยจัดวิตามินให้ผมกิน สำหรับตอนนี้แค่อยู่ข้างๆกันก็รู้สึกอุ่นใจแล้ว ถึงวันไหนไม่มีคิวถ่าย แค่มาอยู่ข้างๆ ก็เป็นกำลังใจมากที่สุดแล้วครับ”

คุณได้การปรึกษาด้านใดเป็นพิเศษเกี่ยวกับการถ่ายทอดภาพในหัวของคุณออกมาในภาพยนตร์บ้าง?

“ผมอยากลองอะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สี, องค์ประกอบภาพ, แม้แต่สถานที่ถ่ายทำ ทีมกล้องต้องเจออุป สรรคมากมายระหว่างการถ่ายทำ ผมว่าพวกเขาเจอหนักสุดแล้วล่ะ รวมถึงทีมสตั้นท์ เพราะผมต้องการให้ฉาก แอ็กชันในเรื่องทุกฉากดูทรงพลังและสมจริง  ผมอยากผลักมันไปจนสุดขอบ แต่ยังเก็บราย ละเอียดไว้ครบถ้วน”

คุณสร้างเกาหลีใต้ยุค 80 ในเรื่องออกมาได้อย่างไร?

“ปัญหาใหญ่เลยคือมันไม่มีโลเกชันไหนที่ให้บรรยากาศแบบยุค 80 ชนิดที่ครบจบในที่เดียว แถมงบเราก็ไม่ได้ มากพอที่จะเนรมิตขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด แต่ทีมงานของเราทำได้ดีมาก พวกเขาเอาชนะอุปสรรคและหาจุดที่ลงตัวพบ โดยเฉพาะกับฉากที่เราจำลองวอชิงตัน, โตเกียว และประเทศไทย เราถ่ายทั้งหมดในเกาหลี แม้ว่าขั้นเตรียมงาน แทบจะเรียกได้ว่ารากเลือด แต่ผลที่ออกมาทำให้พวกเราลืมความลำบากในตอนนั้นไปปลิดทิ้ง”

คอนเซ็ปต์เบื้องหลังฉากต่อสู้ที่เป็นไฮไลท์ของภาพยนตร์ Hunt?

“ความเดือด ความสมจริง และรายละเอียด คือสามสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมทำสตอรี่บอร์ดกับแผนกเทคนิกพิเศษ, ทีมสตันท์ และทีมซีจี แน่นอนว่ามันไม่ใช่งานง่าย แต่มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เราถ่ายทำกันได้ราบรื่น ผมอยากให้มันมีขับรถไล่ล่า วิ่งไล่กันตามถนน, การระเบิด และการสาดกระสุนกันเหมือนกำลังอยู่ในสนามรบ ผมยังต้องการให้ทั้งหมดนั่นออกมาดูสดใหม่ ซึ่งทีมงานทุกคนไม่ทำให้ผมผิดหวัง”

เราได้ยินว่าคุณเปลี่ยนเทคนิคระเบิดในเรื่องนี้ให้ใช้ส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ คุณมีเหตุผลใดเป็นพิเศษไหม?

“ผมเป็นนักแสดงมานาน ผมเข้าใจหัวอกพวกเขาดี ผมให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และสุขภาพของ ทีมงานทุกคน เราเลยเลือกใช้ข้าวสาลีป่นแทนส่วนผสมที่เป็นเคมี ”

อยากจะพูดอะไรกับผู้ชมที่จะได้พบกับ HUNT ในโรงภาพยนตร์

“แน่นอนว่าฉากแอ็กชันตระการตาเป็นส่วนสำคัญของหนังเรื่องนี้ แต่ผมอยากให้แน่ใจว่าผู้ชมจะอินไปกับเนื้อเรื่อง อึ้งไปกับทุกจุดหักมุม และเอาใจช่วยสองตัวละครนำ  ถึงพวกเราจะบอกว่าเป็นหนังประเภท สายลับก็จริงแต่เนื้อหาไม่ได้ ซับซ้อนขนาดนั้น อาจจะคิดว่าขั้นตอนการสืบสวนหาคนร้ายไม่ได้ซับซ้อน แต่ความจริงแล้ว เราได้อธิบายไว้ให้เข้าใจแบบ ง่ายๆต่างหาก เข้าไปดูแบบสบายๆได้เลยครับ แต่ว่า เรื่องอาจจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก แค่สนุกไปกับความเร็วพวก นั้นก็พอครับ ”

พบกับผลงานเรื่องล่าสุดของนักแสดงชื่อดังระดับโลก อีจองแจ กับความทุ่มเททั้งกำกับ เขียนบท และแสดงนำในภาพยนตร์แอ็กชัน-สายลับสุดเดือดแห่งปี “Hunt ล่าคนปลอมคน” ภาพยนตร์เกาหลีที่โด่งดังทั่วโลก และได้รับกระแสการตอบรับอย่างล้นหลามจนถูกจำหน่ายไปแล้วกว่า 140 ประเทศ สำหรับประเทศไทย เตรียมมันส์ ระห่ำพร้อมกัน 1 กันยายน นี้ ในโรงภาพยนตร์

พาไปชมบรรยากาศเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ Royal Oak เรือนเวลาสุดไอคอนิกที่หลายคนอยากหามาครอบครองจาก Audemars Piguet

โอเดอมาร์ ปิเกต์แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เฉลิมฉลองการครบรอบอันยิ่งใหญ่แห่งคอลเลกชันรอยัล  โอ๊ค – เผยโฉมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1972 ณบาเซล แฟร์ (Basel Fair) – มหกรรมการจัดแสดงนาฬิการะดับโลก ซึ่งหมุนเวียนจัดขึ้นตามเมืองสำคัญต่างๆโอเดอมาร์ ปิเกต์ภูมิใจนำเสนอนิทรรศการขนาดย่อมที่จะมอบประสบการณ์เกี่ยวกับรอยัล โอ๊ค ณ ดูไบ ซูริก นิวยอร์ก และเซี่ยงไฮ้ ระหว่างเดือนเมษายนจนถึงกรกฎาคม2022 นิทรรศการขนาดย่อมที่เปี่ยมด้วยความรู้เหล่านี้จะพาผู้เยี่ยมชมเดินทางไปพบกับดีไซน์และนวัตกรรมกลไกและพัฒนาการต่างๆ ของรอยัล โอ๊คตลอด50ปีที่ผ่านมา

การเฉลิมฉลองทั่วโลก

การเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของรอยัล โอ๊ค ได้เริ่มขึ้นด้วยการสร้างประสบการณ์ทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์อันเหนือคำบรรยาย ณ ใจกลางของดูไบ มอลล์ (Dubai Mall) โดยจัดแสดงช่วง 15-24 เมษายน 2022 ที่ผ่านมาผู้เยี่ยมชมสามารถเพลิดเพลินไปกับจักรวาลแห่งวัฒนธรรมของรอยัล โอ๊ค และติดตามการเดินทางของนาฬิกาเรือนนี้ตั้งแต่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ไปจนถึงพัฒนาการแห่งยุคสมัยที่เปิดโลกนาฬิกาให้กว้างขึ้น ประวัติศาสตร์ 5 ทศวรรษของคอลเลกชันนี้ถูกนำเสนอผ่านเรื่องราวอันน่าทึ่งและดื่มด่ำไปกับสื่อที่เปี่ยมด้วยความรู้ บอกเล่าแง่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต วิสัยทัศน์ที่เด็ดเดี่ยวสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ต้นกำเนิด ในบูธจัดแสดงเรือนเวลาที่มีความร่วมสมัยผสานความดั้งเดิม เพื่อมอบประสบการณ์ที่แสนตราตรึงให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีโซนที่มอบความรู้เกี่ยวกับรอยัล โอ๊คและแบรนด์โดยรวมผ่านสื่อดิจิทัล การจัดแสดงในครั้งถัดมาจัดขึ้นที่ซูริกตั้งแต่ 6-12 พฤษภาคม ตามมาด้วยที่นิวยอร์ก ในวันที่ 19-25 พฤษภาคม และที่เซี่ยงไฮ้ในช่วงเดือนกรกฎาคม

Pop-up exhibitions จะจัดแสดงที่โตเกียว ฮ่องกง และลอนดอน ตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงกันยายน สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณอันทันสมัย นิทรรศการขนาดย่อมนี้บอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการการสร้างสรรค์รอยัล โอ๊ค และประวัติศาสตร์ของเรือนเวลาที่ร่วมสมัยผสานกับความดั้งเดิม

ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารค่ำสุดพิเศษที่จะจัดขึ้นในเมืองสำคัญต่าง ๆ เช่นสิงคโปร์ ไทเป กรุงเทพมหานคร ลอนดอน และตูริน โดยลูกค้าและนักสะสมนาฬิกามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวอันแสนล้ำค่าและคอลเลกชันรุ่นดั้งเดิมของรอยัล โอ๊ค

การเปิดตัวโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรอยัล โอ๊ค

รอยัล โอ๊ค (Royal Oak) ออกแบบโดยเจอรัล เจนตา (Gérald Genta) ให้กับโอเดอมาร์ ปิเกต์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15เมษายน 1972 ณ บาเซล แฟร์ (Basel Fair) เรือนเวลาอันล้ำยุคนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการนาฬิกาด้วยตัวเรือนขนาดใหญ่ที่ทำด้วยสแตนเลส สตีล พร้อมประกอบด้วยมือทุกขั้นตอน โดดเด่นด้วยหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยม ยึดด้วยสกรูหกเหลี่ยมอันสะดุดตา สายสแตนเลส สตีลที่ออกแบบอย่างล้ำสมัยและกลไกไขลานอัตโนมัติอันบางเฉียบ แม้จะมีกระแสต่อต้านในช่วงแรก แต่เรือนเวลานี้ก็ได้เอาชนะทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์และผสมผสานความสปอร์ตกับความเชี่ยวชาญของบรรพบุรุษได้อย่างลงตัว รอยัล โอ๊คได้จุดประกายให้เกิดยุคการผลิตนาฬิกาชั้นสูงแบบใหม่ที่แปรผันไปตามไลฟ์สไตล์ของผู้คน เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมแห่งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง และเป็นผืนผ้าที่แต่งแต้มด้วยนวัตกรรมการออกแบบตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน50 ปีผ่านไป รอยัล โอ๊คถูกสร้างสรรค์ออกมากว่า 500 เรือนในขนาด วัสดุ รูปแบบ และกลไกต่างๆ

โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้คอลเลกชันกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในทุกองค์ประกอบตั้งแต่กลไกภายในและก้าวข้ามไปมากกว่าการผลิตนาฬิกา วาระครบรอบ 50 ปีของรอยัล โอ๊คนี้ได้นำพาผู้หลงใหลนาฬิกามารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง และจิตวิญญาณอันสดใหม่ ไม่เพียงเท่านั้นยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อีก

rhunrun เรียบเรียง

พูดคุยกับสองนักแสดงนำจาก ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ ซีรีส์โรแมนติกเรื่องล่าสุดจาก Netflix

ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ด้วยซีรีส์หวานๆ ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ ที่นำแสดงโดยซงคัง และพัคมินยอง กับบทสัมภาษณ์สั้นๆ แต่พิเศษสำหรับแฟนๆ ชาวไทยที่จะทำให้หัวใจคุณสั่นไหวไปตามอากาศเลยทีเดียว

เรื่องนี้พูดถึงพนักงานที่ทำงานในกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นอาชีพที่ใครหลายๆ คนไม่เคยเห็นการทำงานแบบเจาะลึก ผู้ชมจะได้เห็นอะไรในเรื่อง แล้วพอมาเล่นบทที่ทำอาชีพนี้ ได้ศึกษาอะไรเพิ่มไหม คุณคิดว่าสภาพอากาศสามารถอธิบายความรักได้อย่างไรบ้าง

พัคมินยอง: ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกรมอุตุฯ เกาหลีถึงพยาการณ์อากาศผิดอยู่บ่อยครั้ง แต่พอได้สัมผัสประสบการณ์เกี่ยวกับสายงานนี้แล้วถึงเข้าใจ อย่างแรกฉันอยากให้ประชาชนและผู้ชมได้รับรู้ว่า ตลอด 24 ชม. ในแต่ละวันพวกเขาตั้งใจทำงานกันมากแค่ไหน อีกอย่างคือซีรีส์เรื่องนี้มีเนื้อหาที่แปลกใหม่ เรื่องราวของผู้คนในเรื่องก็สดใหม่เช่นกัน เรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวและการปะทะกันของพวกเขาเพิ่มสีสัน และความสนุกสาน ฉันคิดว่าถ้าโฟกัสตรงจุดนั้นน่าจะทำให้ชมซีรีส์ได้อย่างเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้นค่ะ

ซงคัง: ในแต่ละวันอากาศเปลี่ยนแปลงไม่รู้กี่สิบครั้ง ผมคิดว่ารสนิยม ทัศนิคติ ความเชื่อของคนเราก็ย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ครับ ในซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดรายละเอียดเหล่านั้นไว้อย่างดี วันที่ฟ้าสดใส ความรักก็สดใสตามไปด้วย วันที่มืดครึ้ม ความรักก็อึมครึมตามอากาศ เนื้อเรื่องดำเนินไปพร้อมกับการเปรียบเทียบ จุดนั้นน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้เห็นในเรื่องนี้ครับ

ฝนตก แดดออก หนาว หรือร้อน ที่ทำให้คุณตกหลุมรักใครได้ง่ายที่สุด

ซงคัง: ตอนฝนตกครับ ผมว่าตอนที่ฝนพรำน่าจะโรแมนติกสุดแล้วครับ

พัคมินยอง: ฤดูใบไม้ผลิค่ะ ฤดูใบไม้ผลิให้ความรู้สึกของการเริ่มต้นครั้งใหม่ เวลาที่มองท้องฟ้าที่มี ดอกซากุระสีชมพูปลิวอยู่ในสายลมน่าจะทำให้คนที่อยู่ข้างๆ เราดูเท่ห์มากขึ้นนะคะ

เป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกที่ทั้งสองได้โคจรมาพบกัน ระหว่างถ่ายทำได้เรียนรู้อะไรจากตัวอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง มีเรื่องราวเซอร์ไพรส์ใดๆ ในตัวของทั้งคู่ที่ได้ค้นพบระหว่างถ่ายทำบ้าง

ซงคัง: ผมได้เรียนรู้หลายอย่างครับ รุ่นพี่พัคมินยองผ่านผลงานแนวโรแมนติกมาหลายเรื่องและก็ทำได้ดีมากด้วย ผมยังมีข้อบกพร่องอีกเยอะ  แต่รุ่นพี่ก็คอยให้กำลังใจและให้คำแนะนำอยู่ตลอด ทำให้ผมได้เรียนรู้เยอะเลยครับ

พัคมินยอง: โล่งอกไปที่ซงคังคิดแบบนั้นค่ะ เพราะหลายครั้งที่ตัวฉันเองยังกลัวว่าจะจู้จี้กับเขาเกินไป แต่เขาเป็นคนสดใสร่าเริง และรับฟังคำแนะนำของฉันโดยคิดในแง่บวก ทำให้เราทำงานร่วมกันอย่างสนุกสนาน ฉันสัมผัสได้ถึงแรงมุ่งมั่นของเขา ฉันเคยขอยืมดูหนังสือบทละครจากเขาบางครั้งที่ฉันเกิดลืมบทกลางคัน แต่อ่านไม่ออกเลยค่ะ เพราะเขาขีดเส้นไฮไลท์ที่บทพูดของตัวเองจนมองไม่เห็นตัวหนังสือ (หัวเราะ) เลยได้รู้ว่าเขาอดหลับอดตานอนตั้งใจท่องบทมากแค่ไหน หลังจากนั้นฉันก็มองเขาในมุมมองใหม่  มองเห็นซงคังที่มีความมุ่งมั่นและนักแสดงที่ตั้งใจมากๆ คนหนึ่งค่ะ

คุณพัคมินยองดูจะมีเคมีเป็นธรรมชาติ เข้ากับนักแสดงชายทุกคนที่ร่วมงานกันมาเลย มีเคล็ดลับเบื้องหลังอะไรหรือไม่

พัคมินยอง​: ฉันว่าเคมีระหว่างนักแสดงเป็นเรื่องของความพยายามค่ะ ต้องพยายามจูนเข้าหากัน เคมีของคนสองคนจะเข้ากันได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองคนเปิดใจให้กันมากแค่ไหน และพยายามมากน้อยแค่ไหน ถ้าตรงนี้ไม่ดี โทนเสียงไม่ค่อยเข้ากัน ฉันก็ควรลองปรับดู แต่นอกเหนือจากความพยายามที่ว่ามานี้ บางครั้งก็มีบางอย่างที่ปรับกันไม่ได้จริงๆ อย่างเช่น มองภาพรวมแล้วดูไม่เหมาะสมกัน แต่โชคดีที่ฉันตัวค่อนข้างเล็กถ้าเทียบกับนักแสดงหญิงคนอื่นๆ นักแสดงชายที่เคยร่วมงานด้วยส่วนใหญ่เลยชอบใจ เพราะว่าทำให้พวกเขาดูตัวสูงใหญ่ขึ้น (หัวเราะ) มือฉันก็เล็กมาก พอจับแล้วยิ่งทำให้มือพวกเขาดูเท่ห์และดูแมนขึ้นค่ะ 

ฝากถึงแฟนๆ ที่รอชมซีรีส์ ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ 

พัคมินยอง: พวกเราตั้งใจกับการถ่ายทำมากๆ สมกับที่ทุกคนตั้งตารอเลยล่ะค่ะ ซีรีส์เรื่องนี้อยู่ในท็อป 3 ของผลงานที่ยากที่สุดสำหรับฉัน ฉันกังวลมากว่าผู้ชมจะให้การตอบรับอย่างไรบ้าง แต่บอกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ซีรีส์ที่เรียบง่ายเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากให้ทุกคนรัมชมอย่างง่ายๆ สบายๆ อยากให้ติดตามว่าพวกเขาทำงานกันแบบไหน และอยากให้ผู้ชมเองลองทำตัวกลมกลืนไปกับพวกเขาขณะรับชมค่ะ

ซงคัง: พยากรณ์วันนี้มีรักบางแห่ง ( Forecasting Love and Weather) ไม่ได้สร้างมาจากบทละครที่แต่งเรื่องขึ้นมาเฉยๆ แต่เป็นซีรีส์ที่เกิดจากการพูดคุย และเรื่องราวของผู้คนมากมาย เป็นเรื่องที่สนุกและมีเนื้อหาสาระอัดแน่น อยากให้ติดตามชมกันครับ ขอบคุณครับ

‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix (ตอนใหม่ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 20.30 น.)

Amélie Is Back in Town to Make You Happy

Author: Peerachai Pasutan

Photos and Trailer: House Samyan

ช่วงนี้นั้นมีภาพยนตร์ฝรั่งเศสทั้งเก่าและใหม่เข้าฉายในบ้านเราอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นเป็นภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดีอมตะอย่าง Amélie โดยผู้กำกับฌอง-ปิแอร์ เฌอเนต์ ที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกให้ตกหลุมรักสาวเสิร์ฟแสนเสน่ห์และเจ้าเล่ห์แห่งมงมาร์ต เมื่อสองทศวรรษก่อนนั่นเอง

Amélie (หรือในชื่อเต็ม Le Fabuleux Destin d’Amélie Poulin – โชคชะตาสุดอัศจรรย์ของอาเมลี ปูแลง) บอกเล่าเรื่องราวของ อาเมลี (โอเดรย์ โตตู) สาวเสิร์ฟปารีสผู้โดดเดี่ยวและเก็บตัว วันหนึ่ง เมื่อเธอมีโอกาสได้สร้างความสุขให้ผู้อื่นโดยบังเอิญ เธอจึงเริ่มปฏิบัติการ [แอบ] มอบความสุขให้แก่คนรอบข้างที่ติดแหง็กอยู่กับพฤติกรรมซ้ำซากและความจำเจ แต่หลังจากที่พานพบและตกหลุมรักกับชายหนุ่มปริศนา (มาติเออ กัสโซวิตซ์) ณ ตู้ถ่ายภาพในสถานีรถไฟนั้น อาเมลีจะยอมเปิดใจให้ตนเองมีความสุขบ้างหรือไม่ 

ความสนุกของ Amélie อยู่ที่สาวเจ้าตัวละครเอก ที่ช่างคิดแผนการสุดบรรเจิดต่าง ๆ เพื่อสร้างความสุขให้คนป่วง ๆ รอบตัว – ทั้งพ่อ เพื่อนบ้านร่วมตึก เพื่อนร่วมงานกับลูกค้าขาจรแห่งคาเฟ่กังหันคู่ หรือแม้แต่คนแปลกหน้า – จนเกิดเป็นเรื่องราวอลเวง ชวนหัวเราะ และคาดเดาได้ยากว่าจะจบลงอย่างไร แต่ภายใต้ความตลกตลอดสองชั่วโมงนั้น ภาพยนตร์ก็ยังทำให้ผู้ชมเห็นถึง ความโดดเดี่ยวของมนุษย์ในทุกชั่วขณะชีวิต อย่างที่เราเห็นได้ในตัวอาเมลีผู้พบเจอกับโศกนาฏกรรมในครอบครัวเมื่อวัยเด็ก ซึ่งอาจหล่อหลอมให้เธอเป็นคนอินโทรเวิร์ตและเก็บตัวเงียบในโลกแห่งความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ทั้งหลายร่วมกันต่อสู้กับโชคชะตาแห่งความเดียวดายได้บ้าง คือการลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้เราได้รู้จักหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในโลกบิดเบี้ยวใบนี้ ดั่งที่อาเมลีได้ปฏิวัติตัวเองเพื่อ [แอบ] สร้างความสุขและคลายความเหงาให้เพื่อนมนุษย์รอบกาย รวมถึงตัวของเธอเองด้วย  

แม้ว่าจะผ่านไป 20 ปีแล้ว แต่ผู้ชมยุคใหม่ก็น่าจะต่อกับ Amélie ติดได้ไม่ยาก เนื่องจากตัวภาพยนตร์นั้นมีกลิ่นอายและจังหวะจะโคนแบบที่เราคุ้นเคยกันดีในรอมคอมยุคปัจจุบัน ส่วนตัวละครทั้งหลักและรอง หรือแม้แต่แมวในเรื่องก็มีคาแรคเตอร์ชัดเจน น่าจดจำ และช่วยกันสร้างสีสันในเรื่องได้ดี นอกจากนี้ การกำกับภาพและศิลป์ที่คุมโทนแดง-เขียว-น้ำตาล พ่วงด้วยบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงของปารีสในเรื่องนั้น ก็ทำให้เหมาะกับการชมในช่วงคริสต์มาส/ปีใหม่นี้พอดิบพอดี แม้ช่วงท้ายภาพยนตร์อาจจะรวบรัดเรื่องราวบางจุดเร็วไปสักนิด กระนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ให้อภัยได้ เมื่อเทียบกับคุณค่าและความบันเทิงของ Amélie ที่ไม่เสื่อมคลายไปตามกาลเวลา

พิสูจน์ความคลาสสิกของ Amélie ได้ที่โรงภาพยนตร์ House สามย่าน ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป เช็ครอบฉายทาง www.housesamyan.com 

ซอเยจี คัมแบ็กพร้อมบทสุดระทึกใน ‘Recalled ระลึกหลอน’ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

หลังจากเจอมรสุมดราม่าไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นางเอกสาวซอเยจี (It’s Okay To Not Be Okay) กลับมาอีกครั้งในภาพยนตร์สุดระทึกอย่าง ‘Recalled ระลึกหลอน’ ที่เธอประกบคู่กับคิมคังอู (The Taste of Money) นักแสดงมากฝีมือในบทสุดระทึกขวัญที่พูดได้คำเดียวว่า ต้องรีบดูก่อนถูกสปอยล์

เรื่องราวเกี่ยวกับซูจิน (ซอเยจี) หญิงสาวผู้สูญเสียความทรงจำทั้งหมดของเธอ แต่ก็ยังมีจีฮุน (คิมคังอู) สามีที่แสนดีอยู่เคียงข้าง ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี แต่แล้วซูจินกลับมีนิมิตเห็นภาพอนาคตระยะสั้นๆ ที่จะเกิดขึ้นกับคนรอบตัวของเธอ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธออยากขุดคุ้ยไปถึงตัวตนในอดีตของตัวเองที่หลงลืมไปแล้ว แต่ยิ่งตามหายิ่งค้นพบความน่าสะพรึงกลัวของตัวเธอเองในอดีต ตามมาด้วยความคลางแคลงใจที่เธอมีต่อสามีแสนดีข้างตัว

Recalled ระลึกหลอน เข้าฉายแล้วตั้งแต่วันนี้ในทุกโรงภาพยนตร์

พูดคุยกับไท เชอริแดน ดาวรุ่งพุ่งแรงกับบทบาทครั้งสำคัญในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่องใหม่ ‘Voyagers คนอนาคตโลก’

หลังจากเปิดตัวในฐานะนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรกในภาพยนตร์ Ready Player One โดยสตีเว่น สปีลเบิร์กไปแล้ว ไท เชอริแดนก็ได้รับบทสำคัญในจักรวาล X-Men ทั้ง X-Men: Dark Phoenix และ X-Men: Apocalypse ในครั้งนี้ เขากลับมารับบท ‘คริสโตเฟอร์’ ตัวแทนวัยรุ่นผู้เป็นความหวังของมนุษยชาติในการหาโลกใบใหม่เพื่ออยู่อาศัยในภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่อย่าง ‘Voyagers คนอนาคตโลก’ ซึ่งได้นีล เบอร์เกอร์ (The Upside / Divergent / Limitless) มารับหน้าที่ผู้กำกับ พร้อมดารานักแสดงคับคั่งทั้ง ลิลี โรส เดปป์ (The King), เฟียนน์ ไวท์เฮด (Dunkirk) และ โคลิน ฟาร์เรลล์ (The Gentlemen)

มาร่วมพูดคุยกับเขาก่อนจะไปชมภาพยนตร์พร้อมกันในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้

,

ทำไมคุณถึงตัดสินใจเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Voyagers

เพราะหนังเรื่องนี้ถามคำถามที่เราทุกคนใช้เวลาหาคำตอบตลอดชีวิต ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่ลึกซึ้ง ซึ่งบอกเล่าออกมาได้ชัดเจน มีการตั้งคำถามวัดศีลธรรมซ่อนไว้ในความเป็นหนังไฮคอนเซ็ปต์ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ซ้ำใคร เป็นสิ่งที่ให้ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้

คุณชอบอะไรในตัวคริสโตเฟอร์ ตัวละครของคุณ

คงเป็นตรงที่เขาปรับตัวเก่ง วิเคราะห์สถานการณ์เสมอ คริสโตเฟอร์ไม่เคยปิดบังว่าเขาต้องการค้นหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังภารกิจ หาคำตอบว่าตัวเขาเองมีบทบาทอย่างไร เขาเหมือนเป็นตัวสะท้อนแก่นหลักของเรื่องที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีทั้งด้านดีและชั่ว และจะดีไปเพื่ออะไรในเมื่อท้ายที่สุดลูกเรือก็ตายก่อนเป้าหมายจะสำเร็จอยู่ดี

การทำงานกับนักแสดงอย่างโคลิน ฟาร์เรลล์ เป็นอย่างไรบ้าง

เขาคือนักแสดงในอุดมคติ เขาเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในกองและนอกกอง นีลดึงศักยกภาพที่ดีที่สุดในตัวทุกคนออกมา ผมตื่้นเต้นเสมอที่จะได้ร่วมงานกับนักแสดงประสบการณ์สูงอย่างเขา ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะเลย

แล้วการกำกับของนีล เบอร์เกอร์เป็นอย่างไร

จุดที่ผมประทับใจในตัวนีลที่สุดคือความเยือกเย็นและสมาธิของเขา ผมว่าตารางการถ่ายทำของหนังเรื่องนี้มันโหดมากเลยนะ ระหว่างการถ่ายทำก็มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกันเยอะแยะไปหมด มันไม่ใช่หนังที่ทำง่ายนเลย นีลต้องรับมือกับความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ผมไม่เคยสงสัยในตัวเขา ผมเชื่อเสมอว่าเขาจะนำเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง ผมชอบวิธีการกำกับของเขา เขามักยกตัวอย่างอะไรที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เขาช่วยให้นักแสดงทุกคนทำงานง่าย ใบริบทของความเป็นหนังผจญภัยอวกาศ หัวใจหลักมันว่ามันธรรมชาติของมนุษย์ นีลได้สร้างผลงานที่ตระการตาในขณะเดียวกับให้เราได้วิเคราะห์จิตใจของตัวละคร

ลูกเรือทุกคนต้องดื่มสิ่งที่เรียกว่า ‘เดอะบลู’ มันคืออะไร

ทุกคนถูกทำให้เชื่อว่ามันคือวิตามินประจำวัน ที่ลูกเรือต้องดื่มทุกวัน แต่ที่จริงแล้วมันมีไว้เพื่อกดอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ, ความกลัว, ตัณหา ทุกสิ่งที่ให้มนุษย์เป็นมนุษย์  ลูกเรือไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกหลอกอยู่ จนกระทั่งคริสโตเฟอร์ค้นพบความจริง พวกเขาเริ่มขัดขืนไม่ยอมดื่มมัน และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความพิบัติที่จะตามมา เมื่อสันดานดิบของมนุษย์กลับมาอีกครั้ง

พูดคุยกับผู้กำกับและนักแสดงนำตัวแทนประเทศไทยจากซีรีส์ Folklore ในตอน Broker of Death

ปล่อยออกมากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับซีรีส์ชุด Folklore ซีซั่นที่สองที่ออกฉายทาง HBO GO โดยซีรีส์นี้เป็นการเล่าเรื่องผีและความเชื่ออันหลากหลายจากทั่วทวีปเอเชีย โดยมีตัวแทนแต่ละประเทศนำเรื่องความเชื่อต่างๆ จากประเทศของตนมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวสยองขวัญตามสไตล์ของตัวเอง

ในซีซั่นนี้ Broker of Death เป็นตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้โดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ มากำกับพร้อมด้วยคงเดช จาตุรันต์รัศมี มาเป็นผู้เขียนบท และได้สาวน้อยมากฝีมืออย่างเจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ แห่งวง BNK48 พ่วงด้วยนฑี งามแนวพรมมาแสดงนำ บอกเลยว่าหลังจากดูจบ เราแทบจะไม่กล้าเดินออกไปหลังบ้านคนเดียวเลย 

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลนด์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กลุ่มกับทั้งโดม ผู้กำกับ และเจนนิษฐ์ นักแสดงนำ ซึ่งการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทั้งเราและผู้ถูกสัมภาษณ์ต่างก็เกร็งกันไม่มากก็น้อย เพราะถ้าถาม หรือตอบผิดไปนิดเดียวจะเป็นการสปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่องได้ทันที แต่หลังจากที่เซสชั่นคำถามนี้จบลง บอกเลยว่า คำตอบจากทั้งโดมและเจนนิษฐ์นั้นตอบข้อสงสัยหลายประการในใจของเราที่เกิดขึ้นระหว่างดูได้หมดจดเลยทีเดียว

Folklore ตอน Broker of Death สตรีมแล้วทาง HBO GO ติดตามตอนใหม่ได้ทุกวันอาทิตย์เป็นต้นไป และสามารถย้อนชมได้เรื่อยๆ 

ขอให้เล่าไอเดียตั้งต้นของเรื่องนี้มาจากอะไรทำไมถึงเลือกทำเรื่องนี้และขั้นตอนการทำตรงไหนที่มีรายละเอียดเยอะที่สุด

โดม: มันเกิดมาจากผมไปเจอข่าวที่เห็นว่ามีการขโมยในป่าช้า ที่มีชาวบ้านเข้าไปขโมยศพ เข้าไปขโมยกระโหลกของคนตาย เอาไปหลายกระโหลกเลยนะครับ ก็เลยตั้งคำถาม พอตามอ่านข่าวไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าก็เอาไปทำเครื่องรางของขลัง ก็เลยเริ่ม research ไปเรื่อยๆ ก็ค้นพบว่ามันมีกระบวนการ มีธุรกิจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการทำสิ่งนี้ ไม่ต่างอะไรจากธุรกิจอื่นๆ เลย ก็เลยรู้สึกน่าสนใจ ก็เลยลองเอามาสร้างตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการที่จะเป็นนายหน้าในการจัดหาสิ่งพวกนี้ ก็เลยเป็นที่มาของเรื่อง Broker of Dead ครับ 

ในส่วนของชั้นตอนการทำงานว่าตอนไหนยากที่สุด จริงๆ ก็ค่อนข้างทุกขั้นตอนครับ ขั้นตอนบทก็สำคัญ ที่พอดีมันเป็นเรื่องราวที่จะว่าไกลตัวก็ไกล จะว่าใกล้ก็ใกล้ จริงๆ เราพอที่จะรู้เรื่องนี้แหละ เราพอที่จะเห็นภาพนี้แหละ เพียงแต่ว่าเราก็อาจจะยังไม่ได้เข้าไปขลุกกับคนที่ทำเรื่องพวกนี้จริงๆ อะไรอย่างนี้ฮะ เพราะฉะนั้นมันต้องอาศัยการ research ทั้งการไปเห็นของจริง ทั้งภาพข่าว ค้นหาทางอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งถามคนที่เขาเคยอยู่ในวงการพวกนี้ ซึ่งอันนี้มันเป็นส่วนที่ผมคิดว่าค่อนข้างยากเหมือนกัน แต่ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้คิดว่ามีความยากอะไรนะครับ พอบทเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนการหานักแสดง แล้วก็ถ่ายทำ เรื่องปกติครับ 

คิดว่าอะไรคือ point ของเรื่อง Broker of Dead ที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ และดึงดูดผู้ชมให้อินไปกับเรื่องราว

โดม: ความน่าสนใจมันคงเป็นเรื่อง… จริงๆ เราตั้งใจทำหนังผีนี่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าเรื่องราวที่มันซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องผี มันมีเรื่องดราม่าของครอบครัวนี้อยู่นะครับ แล้วก็มันมีคำถามจากคนทำที่ถามสังคมอยู่นะครับว่าตกลงเรื่องนี้มันถูกมองในแง่มุมไหนกันแน่ อะไรอย่างนี้ครับ ก็คิดว่า อันนี้เป็นส่วนที่ทำ ที่เราคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจในตอน Broker of Dead นะครับ

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู รู้สึกว่า เรื่องราวที่เล่าในหนังมันทำให้เรารู้เรื่องความแตกต่างของคนฐานะยากจน กับคนที่มีฐานะ ที่เข้ามาผูกและโยงกันด้วยของขลังเหมือนกัน อันนี้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทัชใจหนูมากที่สุดหลังจากดูค่ะ และก็รู้สึกว่าคนน่าจะรู้สึกสิ่งนี้กันไม่มากก็น้อย และก็ทำให้ไปคิดต่อได้ค่ะ 

ความยากของการมาทำโปรเจ็กต์ครั้งนี้ ทั้งในแง่ของการแสดงและการเตรียมงานกำกับ คิดว่าความยากของมันอยู่ตรงไหน รวมถึงกรอบของการทำงานครั้งนี้มันมีอะไรบ้างไหม เพราะว่าอย่างที่รู้ว่าประเทศไทยเราก็มีวัฒนธรรม มีความเชื่อ อะไรอย่างนี้ อะไรที่เรารู้สึกว่าเป็นความยากในการถ่ายทอดโปรเจ็กต์นี้ออกมา

โดม: สำหรับผมนะครับ ในแง่ผู้กำกับ ผมว่าความยากคงเป็นเรื่องในการที่เรา… หนังมันคงไม่… เราพยายามไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เราเล่าว่าใครเป็นคนผิดคนถูก ความยากมันคงเป็นที่การที่หนังพยายามจะบาลานซ์ และเป็นหนังที่ตั้งคำถามมากกว่าครับว่าเรื่องที่เราเล่าให้ฟังอยู่เนี่ย หนังเรื่องนี้ ในแง่คนดู จะตอบมันยังไง จะรู้สึกกับมันยังไง หรือจะรีแอคกับมันยังไงมากกว่านะครับ อันนี้คือความยากในแง่การกำกับ ที่เราจะบาลานซ์สิ่งเหล่านี้ในหนังให้มันได้น้ำหนักอย่างที่เราต้องการครับ 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู เรื่องการแสดงก็แน่นอนว่ายากขึ้นเพราะว่ามีสิ่งที่ไม่เคยเล่นมาก่อน ใช้พลังงานและเทคนิคที่ไม่เคยเล่นมาก่อน และแน่นอนว่าในฐานะนักแสดง สิ่งที่กดดันมากที่สุดคือเวลา คือจะอยากทำให้ได้ดี ได้ทันในเวลา เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปเลท ไปลำบากคนอื่นค่ะ แต่ก็ถือว่าสนุกมากกว่าค่ะ ไม่ใช่เชิงกดดันขนาดนั้น เป็นความยากที่ท้าทายค่ะ 

ทำไมถึงต้องเป็นต้นสำหรับเจนนิษฐ์สำหรับบทของมานพและเจิน

โดม: คาแรกเตอร์ของทั้งสองคนนี่ตรงกับบทที่เราเขียนมา มานพเราต้องการคนที่แบบว่าดูมีปัญหาเรื่องส่วนตัว เรื่องเงิน เรื่องอะไรแบบนี้ เป็นพ่อค้าพระเครื่องรางของชลัง มีลูกที่เป็นเจิน ทั้งสองคนก็คาแรกเตอร์ตรง ส่วนการแสดงก็ดีอยู่แล้ว อย่างที่ทุกคนเห็นจากผลงานเก่าๆ นี่ก็เป็นที่มา

คาแรกเตอร์ของเจนนิษฐ์ในเรื่องนี้อาจจะแตกต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่ผ่านมา มีการทำการบ้านอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: จริงๆ ค่อนข้าง relate กับตัวละครนี้ได้ง่ายนะคะ เป็นตัวละครที่อายุเท่ากัน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราก็เคยพบเห็นมา ไม่ได้แตกต่างหรือไม่คุ้นเคย เรารู้สึกว่าเราเข้าใจกับสิ่งทีตัวละครเป็นอยู่ และปัญหาที่ประสบพบเจอก็ค่อนข้างเป็นสิ่งที่เราเคยเห็นมา ก็เลยอาจจะไม่ได้ยากตรงการ blend in เข้ากับตัวละคร แค่ไปยากตรง part ของนักแสดงมากกว่า

ประทับใจอะไรในตัวละครที่เราได้รับไหม ชอบในส่วนไหน

เจนนิษฐ์: จริงๆ เป็นความที่น่าจะคิดเหมือนกัน ด้วยความที่วัย… ถ้าเราเป็นตัวละครนั้น และเจอ conflict ที่มีกับพ่อของตัวเอง ก็คง react แบบเดียวกัน 

ในฐานะผู้กำกับ การทำภาพยนตร์เพื่อฉายจอใหญ่และฉายจอสตรีมมิ่ง มันมีวิธีการคิด และการถ่ายทอดแตกต่างกันมากขนาดไหน

โดม: มันมีส่วนที่เหมือนกันและส่วนที่คล้ายกันครับ จริงๆ แล้วผมพยายามทำงานหนังทุกเรื่อง เราพยายามทำงานด้วยมาตรฐานที่เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะทำหนังลงทีวีหรือฉายในโรงภาพยนตร์ ทีมงานเราทำงานด้วยวิธีคิดเดียวกัน เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าหนังทีวีมันอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันนิดหนึ่ง มันอาจจะต้องใกล้หน่อย เพราะว่าจอมันเล็ก คนดูอาจจะต้อง participate กับระยะของตัวแสดง มันเป็นการ adjust นิดๆ หน่อยๆ ครับ ที่ทำให้มัน fix กับมมุมองของคนดูมากกว่า นอกนั้น เรื่องอื่นๆ ก็คล้ายๆ กันครับ ไม่ได้แตกต่างกัน 

ในแง่ของการตัดต่อล่ะ ในแง่ของ concentration ของคนที่ดูหนังกับคนที่ดูสตรีมมิ่งอาจจะ… การจดจ่ออยู่กับภาพยนตร์บนจอใหญ่กับจอเล็กของคนดูมันส่งผลต่อการตัดต่อและการเล่าเรื่องขนาดไหน

โดม: จริงๆ มันมีนะครับ แต่โดยส่วนตัวผมจะพยายามไม่ให้มันแตกต่างกัน หมายความว่าเมื่อเราทำทีวี เราก็อยากจะ… ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตาเล่าๆๆๆๆ อะไรอย่างนี้ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราดูถูกคนดูทีวีนะ ผมว่าเขาก็อาจจะต้องการความรู้สึกเหมือนกับดูจอภาพยนตร์น่ะครับ ผมว่าคนดูทีวีเขาอาจจะตั้งใจดูก็ได้นะครับ เหมือนกับตอนสี่ทุ่มเราปิดไฟในห้องนอน มืดหมดเลย มีทีวีอยู่ในบ้าน และเราก็นั่งดูมัน ผมยังเชื่อว่าถึงแม้ว่ามันจะต่างกันก็จริง เพียงแต่ว่าแต่เราก็อยากจะ treat คนดูเหมือนๆ กัน ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำให้มันต่างกันเท่าไหร่ ก็อาจจะมีช่วงอ้อยอิ่งบ้าง มีภาษาภาพ ไม่ได้รีบมาก ให้คนดูได้รับรู้ความรู้สึก อะไรแบบนี้ ก็พยายามอยู่ ให้ใกล้เคียงกันครับ 

อย่างคุณโดมก็เคยกำกับหนังเกี่ยวกับความเชื่อมาบ้าง พอมาทำซีรีส์นี้ มีความรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นมาในด้านไหนบ้าง และน้องเจนนิษฐ์เองในแง่การแสดงของเรา พอมาถึงเรื่องนี้ เราเติบโตไปในทิศทางไหนบ้าง

โดม: ในส่วนตัวของผมก็ ผมว่าผมทำแต่ละงานมันก็จะรู้สึกโตขึ้นอยู่แล้ว หมายถึงว่าเราก็จะเจอโจทย์ใหม่ๆ หรือปัญหาใหม่ๆ ที่เราต้องดีลกับมัน อะไรอย่างนี้ แล้วก็… มันก็เป็นหนังที่เหมือนกับว่าเรื่องก็ค่อนข้างโตขึ้นนะครับ มันเป็นเรื่องที่ซีเรียสขึ้น เป็นเรื่องดราม่าเกี่ยวกับพ่อลูก มีเรื่องความรู้สึกของคนที่โดนกดทับ มีความรู้สึกต้องดิ้นรน มันก็ทำให้เราในฐานะผู้กำกับต้องศึกษา เรียนรู้ และไปกับตัวละครที่โตขึ้นโดยปริยาย

เจนนิษฐ์: ส่วนของหนูก็ จริงๆ การแสดงก็ค่อนข้างแตกต่างจากเรื่องที่เคยทำมา ก็เป็นภาพใหม่ๆ และเป็นการทะลุ การทำลายขีดจำกัดของตัวเองไปอีกในการใช้ร่างกาย การใช้เสียงที่ค่อนข้างยาก แต่ว่าก็รู้สึกที่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ก็อยากให้ทุกคนได้ดู 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่ได้ทำงานกับแพลตฟอร์มดูหนังของนานาชาติ ฉะนั้นในมุมมองของการกำกับที่คุณโดมได้เล่าไปเมื่อกี๊ ได้ใส่องค์ประกอบอะไรไปเพิ่มเติมไหม เพื่อตอบโจทย์คนดูทั่วโลก

โดม: ผมว่าอันดับแรก ผมเชื่อว่าในแง่บทภาพยนตร์ที่พี่คงเดชเขียน พอดีผมไม่ได้เขียนเอง จริงๆ ตัวบทค่อนข้างจะสากลนะครับ หมายถึงว่า.. เพราะว่ามันพูดเรื่องที่คนไทยก็เข้าใจ คนเกาหลีก็เข้าใจ คนอินโดนีเซียก็เข้าใจ แม้กระทั่งคนในยุโรปก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ในแง่สคริปต์ ในแง่คอนเซ็ปต์ มันพูดเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น หนังมันก็ถูกเล่า ถูกทำโดยธรรมชาติของมัน ไม่ได้มีความพยายามปรุงแต่งอะไรมากนักเพื่อให้คนดูเข้าใจอะไรอย่างนี้ เพราะเราเชื่อว่าในแง่บทเองมันค่อนข้างเป็นสากลอยู่แล้ว

ในระหว่างการถ่ายทำมีโมเมนต์อะไรที่รู้สึกว่าน่ากลัวบ้างไหม

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู จริงๆ ถ้าส่วนซีนที่หนูถ่ายเอง ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าน่ากลัวขนาดนั้น อาจจะเพราะเวลาถ่ายมีทีมงานค่อนข้างเยอะ แต่ก็จะมีซีนที่จินตนาการไปเองเหมือนกัน เวลาเรายืนอยู่เฉยๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเองคนเดียว และคิดว่าหลังประตูบานนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ทีมงาน แต่เป็นอย่างอื่นล่ะ ก็จะหลอนๆ ขึ้นมาหน่อย หนูคิดว่าซีนที่น่ากลัวอาจจะเป็นซีนที่คนอื่นเล่น สำหรับหนูนะคะ มันดูน่ากลัวปนหดหู่ไปด้วยค่ะ 

สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือการตั้งคำถามว่าสำหรับผีกับความจน อะไรน่ากลัวกว่ากัน และทั้งสองคนมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

โดม: เราพยายามไม่บอกส่วนตัวละกันนะครับ มันอาจจะเป็นการชี้นำไปหน่อย แต่บอกความตั้งใจละกันนะครับ ผมว่าหนังมันเล่าเรื่องผีใช่ไหมครับ ก็จริง แต่โอเค สิ่งที่ซ่อนอยู่ ที่หนังพยายามตั้งคำถาม มันก็มีแมสเสจบางอย่างอยู่ คราวนี้ ถ้าถามว่า เรามองมันยังไง ผมว่าเหมือนกับที่หนังมันถามล่ะครับ เรามองมันอย่างตั้งคำถาม โดยที่ยังไม่มีบทสรุปว่าตกลงแล้วสิ่งนี้มันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค หรือผีหรือจนที่น่ากลัวกว่ากัน หรือสิ่งนี้มันช่วยใคร มันเลือกคนช่วยไหม หรือมันยังไง อะไรแบบนี้ มันมีคำถามพวกนี้ที่มันเยอะมาก ในหนังที่แล้วแต่คนที่จะถามถึงมัน ซึ่งผมเองก็คงไม่สามารถที่จะไปบอกได้ว่ามันต้องสรุปแบบนี้นะ เพราะแม้กระทั่งตัวเองยังตั้งคำถามอยู่กับมัน และยังไม่ได้เจอคำตอบว่าตกลงแล้วคำตอบคืออะไร 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็ ความจนกับผีก็แล้วแต่คนนะคะว่าจะกลัวสิ่งไหนมากกว่ากัน แต่สำหรับหนู ก็มีให้เราตั้งตารอดูรีแอ็คชั่นตัวละครว่าถ้าเจอทั้งสองสิ่งพร้อมๆ กัน เขาจะเลือกทางไหน เพราะเขาไม่สามารถเอาชนะทั้งสองสิ่งได้เลย อาจจะสูญเสียหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน อาจจะมานั่งคิดเองเหมือนกันว่าถ้าเราเป็นตัวละครที่ถูกบีบคั้นในสถานการณ์ที่ค่อนข้างมีเวลาน้อย และก็ไม่ได้มีทางเลือกมาก เราจะเลือกชนกับความจน หรือเลือกชนกับผีมากกว่ากัน อะไรแบบนี้ค่ะ อาจจะเปรียบเทียบไม่ได้เนอะว่าผีกับความจนมันมีความน่ากลัวคนละแบบ แต่ละคนก็กลัวไม่เหมือนกันด้วย เลยจะไปโฟกัสที่การตัดสินใจรับมือของแต่ละคนมากกว่าค่ะ

ปกติเจนนิษฐ์เป็นคนที่กลัวผีไหม และการต้องมาเล่นซ๊รีส์เกี่ยวกับตำนาน และวิญญาณลี้ลับ มันยากหรือง่ายกับเราอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็กลัวไม่มาก ในระดับที่ไม่ลบหลู่ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปทำอะไรที่ท้าทาย ล่าท้าผี ก็จะไม่ทำ ก็จะมีมูบ้าง เพื่อความสบายใจ แต่ก็ไม่ได้เชื่อว่ามันจะช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีไว้เผื่อดี ถ้าไม่ได้ผลอะไรก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องน่ากลัว หรือสิ่งที่คิดว่าทำแล้วมีผลไม่ดี ก็จะไม่ทำค่ะ คนรอบตัวค่อนข้างเชื่อเรื่องนี้กัน เราก็เลยมี… อาจจะจริง แต่ก็ย้อนแย้งกับตัวเองในบางที ว่าเชื่อหรือเปล่านะ แต่ว่าในความยากเรื่องการถ่ายทำหนังผีคือด้วยความที่ตัวเองไม่ได้กลัวขนาดนั้น แล้วก็เป็นคนที่กลัวแล้วไม่แสดงออก รีแอคชั่นน้อย ก็อาจจะรู้สึกว่าต้องเพิ่มระดับความกลัว เพราะตัวเจินน่าจะกลัวผีมากกว่าเราด้วย ก็ต้องมีการปรับ และใช้ร่างกายที่แตกต่างจากธรรมชาติที่เราเป็นอยู่ค่ะ 

ในเมื่อทำหนังภาพยนตร์สยองขวัญ ลึกลับ ผีร่วมสมัย คิดว่าในโลกร่วมสมัยอย่างปัจจุบัน ทั้งสองคนมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องเครื่องลางของลัง เรื่องผี เรื่องลึกลับในปัจจุบัน ทั้งในเชิงส่วนตัวและในเชิงสังคม คิดว่าความหมายของเรื่องนี้แตกต่างอย่างไร โดยสรุปคือตัวเองมีทัศนะอย่างไร และในความหมายของสังคมนี้มันแตกต่างไปจากอดีตอย่างไรในการตีความของเราบ้าง

โดม: จริงๆ คือ ถ้าเราพูดเรื่องเครื่องรางของขลัง เรื่องความเชื่อ คล้ายๆ กับว่าเราเขยิบไปว่า เราไม่พูดเรื่องความเชื่อ ถ้าเรามองมันในฐานะว่าเรื่องนี้ทำไมถึงยังคงอยู่กับเรามาขนาดนี้ แล้วก็คนก็รีแอคกับมันเหมือนกัน จริงๆ คือ ไม่ใช่ว่าคนตจว จะเชื่อเรื่องนี้มากกว่าคนกรุงเทพ อันนี้ผมเถียง คือรู้สึกว่าจริงๆ แล้วคนในเมือง คนกรูเทพ นี่ยิ่งกว่า… หรือคุณยิ่งเป็นมหาเศรษฐี คุณยิ่ง… แทนที่มันจะแบ่บ… ยิ่งบางคนเป็นดร มีการศึกษามาก กลับเชื่อเรื่องนี้ แต่อีกมุมหนึ่งก็ยังเชื่อเรื่องนี้ ผมกลับสนใจมันในมิตินี้มากกว่าที่จะสนใจมันในมิติเรื่องผี เรื่องสิ่งที่เรามองไม่เห็น ลึกลับ อะไรแบบนี้ ผมตีความมันในมุมนี้มากกว่าที่ผมสนใจ เลยพยายามจะเล่าหนังออกมา ตั้งคำถามที่ผมสนใจ แต่ก็ยังไม่เจอคำตอบ ก็คงต้องถามต่อไปนั่นแหละ ว่ามันเป็นเพราะสิ่งไหนวะที่ตกลงมันช่วยจริงไหมว่า หรือมันไม่ได้ช่วยเราเลยวะ หรือว่าเขาโชคดีวะ มันแมตช์กันพอดีเลย เขาเรียกว่าอะไรนะ เคมีตรงกัน ของก็เลยเหมือน… แต่ทำไมเราไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสิ่งเหล่านี้เลยวะ ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีแค่ไหน เราทุ่มเททั้งหมดในชีวิตเราแค่ไหน อะไรอย่างนี้ มันเป็นคำถามที่เรามองเรื่องแบบนี้มากกว่า เรามองความเชื่อความศรัทธาในมิติที่มันเกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับมนุษย์มากกว่า แต่ว่าทำไมเราถึงไม่เคยปฏิเสธมันเลยล่ะ ในเมื่อเราไม่เชื่อมัน และมันไม่เคยช่วยอะไรเราเลย ก็ไม่ปฏิเสธ โดยส่วนตัวก็ยังไม่ปฏิเสะ มันก็ยังคงเป็นความสับสนอลหม่านอยู่ เหมือนหนังนะครับ หนังมันก็พยายามตั้งคำถามอยู่ เพียงแต่ว่ามันยังไม่มีจุดจบว่าเรื่องนี้มันควรจะตอบว่ายังไงกันแน่ 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู หนูขอตอบว่าด้วยความร่วมสมัยนี่ล่ะค่ะ มันทำให้ความเชื่อนี้มัน spread ไปได้ไกลขึ้น เพิ่มมากขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะอยากรู้อะไรก็เข้าอินเทอร์เน็ตก็เจอได้เลย อันนี้ช่วยเรื่องอะไร สามารถหาสิ่งที่ช่วยเรื่องนี้ได้จากแหล่งไหนบ้าง แล้วพอมีช่องทางออนไลน์ การซื้อขาย กลายเป็นว่าง่ายขึ้นมากๆ เลย ต่างจังหวัดต่างประเทศก็ส่งง่ายขึ้น พอมันซื้อได้ง่ายขึ้น คนก็ต้องการซื้อมากขึ้น ก็มีการผลิตพวกนี้มากขึ้น ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้หายไปไหน แล้วก็รู้สึกว่ามีการพูดถึงมากขึ้นด้วยซ้ำค่ะ เมื่อก่อนอาจจะเป็นแค่เซียนพระ หรือคนต่างจังหวัด พอตอนนี้กลายเป็นว่านักศึกษา คนธรรมดา ทุกคนก็มีเครื่องรางของขลังที่หาได้ง่ายขึ้น จับต้องได้มากขึ้น ก็เลยคิดว่าตัวที่ เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความร่วมสมัย ทำให้ความคงอยู่ของความเชื่อพวกนี้มันไปต่อได้ 

คิดว่าในเรื่องนี้ทุกคนจะได้เห็นมุมใหม่ๆ ของคุณเจนนิษฐ์ในฐานะนักแสดงอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: แน่นอนว่ามันค่อนข้างแตกต่างจากภาพที่… ซีนจากเรื่องก่อนๆ จะเป็นซีนการใช้ชีวิตของวัยรุ่นทั่วๆ ไป แต่ภาพในเรื่องนี้จะค่อนข้างเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเทคนิค มีเรื่องผี มีการแสดงที่ยากขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น ก็แน่นอนว่าทุกคนเห็นน่าจะสลัดภาพเดิมออกไปได้

ในฐานะคนทำผลงาน ย่อมมีความคาดหวัง นอกเหนือจากการให้คนตั้งคำถามกับหนังที่เราสื่อออกไปแล้ว มันมีความคาดหวังให้คนได้แมสเสจ หรือดูจบแล้วได้ข้อคิดอะไรจากหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษบ้างไหม 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู แมสเสจที่หนูชอบมากๆ หลังจากดูเรื่องนี้ก็คือ ทำไมความต้องการของขลังมันยังคงมีสูงอยู่ ทั้งๆ ที่ประเทศหรือกาลเวลาทำให้เราพัฒนา ทุกคนเก่งขึ้น มีการศึกษาที่สูงขึ้น แต่ว่า… หรือว่าทั้งหมดที่เราพยายามมายังไม่ทำให้เราประสบความสำเร็จเหมือนเราคาดหวัง คือพยายามเยอะ เหนื่อยแค่ไหนก็ยังไปถึงจุดนั้นไม่ได้สักที หรือเราพยายามจะหลุดพ้นจากความลำบาก ความยากจน ที่ใช้แรงกายไม่พอ เลยต้องใช้ความเชื่อจากสิ่งเหนือธรรมชาติมาช่วยเราตรงนี้ หรือว่าเราอยากได้ทางลัดหรือได้สิ่งที่เร็วกว่าคนอื่น เพื่อจะชนะและไปต่อในจุดที่สูงกว่า 

โดม: จริงๆ แล้วคล้ายๆ กันนะผมว่า แต่ว่าโดยส่วนตัวก็คืออยากให้คนดูได้ดูหนังดูตัวละคร ทั้งน้องเจนนิษฐ์ ทั้งพี่ต้นที่เล่นนะครับ ดูมันแบบสะเทือนใจ สะเทือนอารมณ์ หรือน่ากลัวไปกับหนัง อันนี้คือความคาดหวังสูงสุด ส่วนใครจะได้แมสเสจแค่ไหน หรือไม่ได้ ก็ไม่ผิดอะไร อันนี้แล้วแต่ว่าคนดูจะเทคมันยังไง อะไรแบบนี้ครับ แต่อันดับแรกก็คงดูแล้วสะเทือนใจ ลุ้นไปตามตัวละครที่เขาประสบเรื่องราวต่างๆ 

สำหรับใครที่กลัวหรือไม่กล้าดูหนังสยองขวัญ แต่อยากดูซีรีส์เรื่องนี้ น้องเจนนิษฐ์มีทริกแนะนำตอนดูบ้างไหม

เจนนิษฐ์: หนูว่าแน่นอนนะคะ เป็นหลายคน เหมือนเวลากินเผ็ด มันทรมาน แต่ก็กิน ดูหนังผีคือกลัว แต่ก็ชอบดู มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถหาได้จากสิ่งอื่น ทั้งตื่นเต้นและอะไรอย่างนี้ คนส่วนใหญ่ที่กลัวผีคงไม่กล้าดูคนเดียวมั้งคะ ก็หาเพื่อนค่ะ ถ้าดูตอนกลางคืนไม่ไหว ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้บังคับ ก็ดูตอนกลางวันได้ หรือมีที่พึ่งทางจิตใจ เอามาไว้ข้างตัว ก็ได้เหมือนกันนะคะ มีเพื่อนดูก็ค่อนข้างสนุกกว่า มีคนรีแอคชั่นร่วมไปกับเรา กรี๊ดไปพร้อมกัน เพื่อนหนูบางคนจะชอบจิกเพื่อนข้างๆ จริงๆ ก็ไม่ดีนะคะ แต่ก็มีที่พึ่งทางจิตใจ

อยากให้เจนนิษฐ์ย้อนกลับไปความรู้สึกตอนแรกที่อ่านบท รู้สึกยังไงกับเจิน

เจนนิษฐ์: รู้สึกว่าน่าสงสาร รู้สึกว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะต้องมาป่วย ไม่ได้เลือกที่จะเกิดมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ดี ไม่ได้เลือกที่จะมาประสบกับเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำ แล้วก็มีแต่เรื่องไม่ดีเข้ามาในชีวิต รู้สึกว่าเป็นตัวละครที่ไม่มีสิทธิเลือกอะไรเลย แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย ด้วยความที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของตัวเองด้วย ก็รู้สึกว่าสงสาร เพราะเราอยู่ในจุดที่เราไม่เคยลำบากอย่างเขา ไม่ได้ป่วย ได้ออกมาใช้ชีวิต เลยรู้สึกสงสาร แล้วพออ่านบทจบ ก็ยิ่งสงสารครอบครัวนี้เหมือนกัน ว่าอยู่ภายใต้สิ่งที่ครอบเขาไว้ให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้

ในโปรเจ็กต์ Folklore มีทั้งหมด 6 ประเทศ ในฐานะของการเป็นตัวแทนของประเทศไทย ทั้งสองท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง และอยากฝากอะไรถึงคนไทยเกี่ยวกับตอนของตัวเองด้วยก็ได้ และตอนของประเทศอื่นด้วยก็ได้

โดม: ก่อนอื่นก็รู้สึกยินดีครับที่ได้ร่วมโปรเจ็กต์นี้ เราได้เล่าเรื่องแบบที่เราอยากเล่า มีแมสเสจที่เราอยากจะถาม มีหนังที่เราอยากส่งสารไปถึงคนดู แล้วก็ส่วนอื่นๆ ก็ ประเทศอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจเหมือนกัน จริงๆ ผมอยากดูของอินโดนีเซีย ก็น่าสนใจมาก หนังสยองขวัญของอินโดก็สุดยอดไม่แพ้เรานะฮะ อย่างของญป ก็น่าดู ผู้กำกับเป็นผู้หญิง เป็นนักแสดงเก่าด้วย ในแต่ละเรื่อง แต่ละประเทศค่อนข้างมีความหลากหลาย ทั้งในแง่เรื่องราว ผู้กำกับ นักแสดง ก็คิดว่าอยากให้ทุกคนได้ดูของทุกประเทศเลย น่าจะสมบูรณ์แบบตามที่โปรเจ็กต์ที่เขาคิดขึ้นมา จะได้ตามโปรเจ็กต์ Folklore ที่เค้าคิดขึ้นมา ดูเรียงตั้งแต่ 1- สุดท้ายเลย อันนี้น่าจะได้ความรู้สึกที่เห็นมิติอะไรหลายๆ อย่าง

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็รู้สึกว่านั่นล่ะค่ะ เวลาเราดูหนังจากหลายๆ ประเทศก็จะมีกลิ่น มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันที่เราต้องการ แบบว่าแบบนี้รู้เลยว่ามาจากประเทศไทย แบบนี้มาจากอินโดนีเซีย มาจากญี่ปุ่น ไต้หวัน แต่โดยรวมแล้ว สุดท้ายก็จะมีบางสิ่งที่ common และลิงก์กันได้ ทำให้เรารู้สึกว่ามีครบรส ทั้งแตกต่างและเหมือนกัน รวมถึงการได้ร่วมงานกับ hbo go ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ และเป็นโอกาสดีด้วยที่คนจะได้ดูการแสดงของหนูเยอะขึ้นในต่างประเทศด้วย รวมถึงได้ดูวัฒนธรรมและสิ่งที่มีความเป็นไทยมากขึ้นด้วย

ถามเจนนิษฐ์ว่าก่อนหน้านี้เราพูดถึงว่ามันมีประเด็นเรื่องเวลาขึ้นมาที่อาจจะเป็นความท้าทายระหว่างถ่ายทำ นอกจากนั้น มันจะมีความท้าทายอื่นด้วยไหมที่ประสบเจอระหว่างการถ่ายทำ 

เจนนิษฐ์: หนูว่าส่วนตัวคนแสดงทุกคนคงจะเป็นล่ะค่ะ คืออยากทำผลงานให้ออกมาดีขึ้นเรื่อยๆ คือน่าจะเป็นกันหลายคนเวลาย้อนไปดูงานตัวเอง จะจับผิด และรู้สึกว่ามันน่าจะดีกว่านี้ รู้สึกอยากกลับไปแก้ไข ก็ไม่ควรไปจมอยู่กับมัน เพราะมันเป็นบทเรียนที่มันผ่านมาแล้ว และเราได้เรียนรู้ที่เราอยากจะทำให้ดีขึ้น เราจะไม่พลาดแบบนี้อีกในเรื่องต่อๆ ไป มันก็จะเป็นความกดดันแบบส่วนตัว ไม่ใช่เชิงลบ แต่เป็นความมุ่งมั่นแบบอยากทำให้ดีขึ้นมากกว่า

ถามโดมให้ช่วยแชร์ประสบการณ์การทำงานกับคุณคงเดช ผู้เขียนบท และในฐานะที่เขาเป็นผู้กำกับด้วย เขาได้มีคำแนะนำอะไรกับคุณโดมไหมในการทำหนังเรื่องนี้

โดม: ผมเป็นแฟนหนังพี่คงเดชมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ติดตามตั้งแต่สมัยเรียนภาพยนตร์ และเป็นแฟนหนังแกด้วย ก็มีความรู้สึกดีใจ ยินดีที่ได้แกมาเขียนบทให้ อะไรแบบนี้ และเราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากบทที่แกเขียน หมายถึงว่าในแง่ของพี่คงเดช แกคงไม่ได้มาแนะนำอะไรเราเป็นกิจจะลักษณะนะครับ เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องของการที่แกทำผลงานแล้วเราอ่านบทแล้วได้ศึกษาผ่านตัวหนังสือ ผ่านวิธีการที่แกคิดมากกว่า และดูจากสิ่งที่แกเคยทำมา มันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราส่วนหนึ่งอยู่แล้วในการมาทำหนัง ก็เลยรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมงานกับแกน่ะครับ 

ในตัว fact sheet มีการพูดถึงว่าผีหรือความจนมันน่ากลัวกว่ากัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวแทนของประเทศไทยสำหรับซีรีส์นี้ ก็รู้กันอยู่แล้วว่าประเทศไทยนี่ความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขอถามทัศนะจากทั้งสองคน ในการทำภาพยนตร์ประเด็นนี้ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแบบนี้ มองความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยอย่างไร มีทัศนคติกับเรื่องนี้อย่างไร

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู รู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่ยังไงก็ไม่สามารถหมดไปได้แบบ 100% ไมว่าจะที่ไหนก็ตาม แต่มันทำได้แค่ลดลง ให้มันน้อยลง หรือว่า… ไม่ได้เหลื่อมล้ำจนรู้สึกว่าน่าเกลียดน่ะฮะ มันลดลงให้ได้อยู่ในระดับที่คนอยยู่ในระดับด้อยกว่าได้รับ facility ที่ควรได้รับ แน่นอนว่าคนเราแตกต่างกัน มีความสามารถต่างมัน มันต้องมีคนเก่งกว่า ได้มากกว่า มันไม่มีทางที่มนุษย์จะเป็นแบบ utopia ที่ทุกคนเท่าเทียม แค่เราเกิดมา ทุกคนก็แตกต่างกันอยู่แล้ว ความสามารถ ถนัดไม่เหมือนกัน เราหลีกหนีความเหลื่อมล้ำไม่ได้ มนุษย์มันเปรียบเทียบกันเสมอ คิดว่าถ้าทำได้ ก็อยากจะลดความเหลื่อมล้ำให้ได้มากที่สุด ให้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ใช่ดิ้นรนหาด้วยตัวเอง สามารถได้รับสิ่งที่ควรจะได้มากกว่านี้ แต่คงไม่สามารถหนีพ้นได้จริงๆ

โดม: ส่วนตัวคิดว่า ยิ่งอันนี้คิดต่อจากเจนนิษฐ์พูดนะ ยิ่งถ้าคิดว่ามันเป็นเรืองธรรมชาติ มัน… เราก็ต้องยิ่งไม่ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นใช่ไหม โอเค คนเราเลวโดยธรรมชาติ งั้นเราก็เป็นคนเลวกันเถอะ เพราะฉะนั้น คิดแบบนั้นมันก็คง… โอเค ความเหลื่อมล้ำมันเป็นเรื่องธรรมชาติก็จริง แต่ในฐานะที่เราอยู่ในสังคมเดียวกัน มันก็คงต้องชวนกันคิดมั้งฮะว่า ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ มันมีหนทางอะไรที่จะแก้ไขมัน บรรเทามัน หรืออย่างน้อยทำให้ไอ้ความไม่เท่ากันมันยุติธรรม หมายถึงต้องยุติธรรมด้วยนะ มันอาจจะไม่ต้องเท่ากันทุกคน แต่มันยุติธรรมสำหรับเขา อะไรแบบนี้ ผมแค่รู้สึกว่า มันเป็นมุมมองของผมมากกว่า ยิ่งบอกว่ามันเป็นธรรมชาติของทุนนิยม เป็นธรรมชาติของโลกนี้ มันก็… แล้วคุณจะปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติอย่างนี้เหรอ มนุษย์ก็ควรตั้งคำถามเหมือนกัน เราจะจัดการมันไหม อย่างน้อยก็ช่วยกันนิดๆ หน่อยๆ กลับมาที่หนัง มันก็ยัง…​พูดในแง่มิติของความเชื่อ หนังมันก็… มันไปไกลตรงที่หนังก็ตั้งคำถามใหญ่เลย ซึ่งก็ยังไม่มีคำตอบนะครับว่าตกลงแล้วมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ที่ทำให้คนคนหนึ่งมันดีกว่าคนคนหนึ่ง คนคนหนึ่งแย่กว่าคนคนหนึ่ง คนคนหนึ่งได้รับสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่ขอเหมือนกัน ศรัทธาในสิ่งที่เหมือนกัน ไม่รู้สิ มันอาจจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเรามาก เราเลยตั้งคำถามอยู่ มันอาจจะเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้าง เรื่องพระเจ้า จักรวาล อะไรหรือเปล่า อันนี้ฮะที่หนังเรื่องนี้พยายามตั้งคำถามอยู่ 

ด้วยความที่เรื่องนี้จะพูดเรื่องของขลัง อยากรู้ว่าทั้งสองท่านเชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรือไม่ อย่างไร 

เจนนิษฐ์: ส่วนตัวจะได้ยินมาเรื่องไสยศาสตร์ ทางฝั่งแม่จะเป็นคนต่างจังหวัด จะได้ยินมา ครอบครัวอยู่เพชรบูรณ์ อีสาน เรื่องนี้จัดเต็มมากเลย คนที่มีวิชาอาคมมาจากเขมรบ้าง ลาวบ้าง มีการไล่เนรเทศคนที่คิดว่าเป็นปอบยังมีเลยค่ะ แค่สองรุ่นขึ้นไปจากหนูก็ยังมีอยู่ แต่ว่าเรื่องเครื่องรางของขลัง ก็จะมาเป็นฝั่งพ่อแทน จะอยู่ในวงการเช่าพระ ก็จะมีให้ใส่ตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ไม่ได้แสดงเนอะ ไปโรงเรียนเฉยๆ ก็จะต้องใส่พระสักหนึ่งองค์ติดตัวตลอด แม่ก็จะเรียกได้ว่าเห็นสิ่งลี้ลับด้วย เราก็รู้สึกว่าเป็นความเชื่อที่กึ่งๆ ย้อนแย้งในตัว ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ขนาดนั้น และผลลัพธ์เวลามีเรื่องดีๆ เข้ามาเราตอบไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะของขลังจริงๆ หรือมันเป็นที่ดวงของเรา หรือความบังเอิญ หรือความสามารถ เวลามีคนมาถาม เพราะเขารู้สึกว่าหนูมีของสายมูเยอะว่าอันไหนเวิร์คๆ ดีๆ บ้าง หนูก็ตอบไม่ได้ห่รอก มีหลายอย่าง แต่ไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้ได้ดี อาจะจเป็นที่ดวงหรือความสามารถ เราก็ไม่สามารถตอบได้ บอกได้แค่ว่ามีไว้เพื่อความสบายใจ ก็เลยคิดว่าเป็นความเชื่อว่าอะไรที่ไม่มีผลเสียภายหลัง ไม่ใช่ของสายดำ สายเทา เป็นเพื่อความสบายใจ ทำให้เราคิดบวก ก็มีไว้ ไม่เสียหาย ถ้าไม่ได้ผล ก็ไม่ได้คิดว่าจะแย่อะไร

โดม: ผม 50-50 มากกว่าครับ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ไหว้หมด ปากบอกไม่เชื่อแต่ไหว้หมดนะ 

มีซีนไหนที่รู้สึกว่าเป็นซีนยากมากๆ หรือเป็นซีนที่เป็นความทรงจำ ไม่อยากให้ใครพลาดเลย มีเป็นพิเศษไหม

เจนนิษฐ์: อาจจะดูไม่มีอะไร แต่ซีนที่ยากที่สุดสำหรับหนูคือซีนกรี๊ด เพราะว่าปกติไม่ใช่เป็นคนเสียงที่… เป็นสิ่งที่มีติดตัวแต่ละคนเนอะ การกรี๊ดที่เราเคยเห็นแบบ clearly ที่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคน หนูก็คือรู้สึกว่าซีนนั้นยากลำบากที่สุดแล้ว เพราะมันฝืนธรรมชาติที่มีมาคือเสียงแหบ 

โดม: เอาจริงเป็นซีนท้ายๆ ของหนังครับ แต่ยังสปอยล์ไม่ได้ เขาสั่งมาว่าห้ามเล่าให้ฟัง แต่ก็เป็นเรื่องที่นักแสดงทุกคน ทั้งตัวเจินเองก็ค่อนข้างดูแล้วโอ้โห… น่าจะแปลกไปเลยเนอะ ทุกคนอาจจะไม่เคยเห็นเจนนิษฐ์เล่นในมุมนี้ ก็อยากให้ติดตาม

ความประทับใจซึ่งกันและกันในการร่วมงานกันครั้งนี้

โดม: ก่อนอื่นผมก็… เช่นกันฮะ จริงๆ แล้วเจนนิษฐ์เล่น Where We Belong ก่อนหน้านี้ แล้วก็รู้สึกว่าน้องเล่นดีมาก เป็นคนหัวไว ฉลาด พอได้ร่วมงานก็รู้สึกยินดี ไม่ผิดหวัง น้องทำได้ดีก็มีความประทับใจ และเราก็ได้หนังที่ค่อนข้างโอเค เมื่อผลงานมันเสดออกมาแล้ว เมื่อทีมได้ดูกัน ก็ค่อนข้างแฮ้ปปี้ครับ

เจนนิษฐ์: พี่โดมให้อิสระในการเล่นมาก ให้หนูลองเล่น ถ้าโอเคก็เล่นต่อ ถ้าอะไรที่รู้สึกขาด พี่โดมก็จะเติมให้ เราก็จะพัฒนาไป จริงๆ ก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะมาร่วมงานก็รู้สึกว่าพี่โดม ด้วยลุคน่าจะเป็นคนจริงจัง ซีเรียส ดุกว่าพี่เดชนิดหน่อย หนูไม่ได้กลัวนะคะ หนูไม่ได้กลัวคนดุ แต่มันจะมีความรู้สึกอยากชนะ ถ้าเราสามารถทำให้คนที่ดูซีเรียสชื่นชมเราได้ เราจะคอมพลีต แต่ปรากฏว่าพี่โดมไม่ดุค่ะ 

ดีไซน์คลาสสิกที่ไม่ว่าใครก็ถือได้! Jonah Hill เลือกถือ Hermes Birkin สีดำสุดหรูร่วมแสดงในภาพยนตร์ “Don’t Look Up”

ดีไซน์คลาสสิกที่ไม่ว่าใครก็ถือได้! Hermes รุ่นไอคอนิกอย่าง Birkin บนแขนของ Jonah Hill จากตัวอย่างภาพยนตร์ “Don’t Look Up”

ที่เจ้าตัวได้ร่วมแสดงกับซุปเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดทั้ง Leonardo DiCaprio , Meryl Streep และ Jennifer Lawrence เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่ากระเป๋าสุดหรูดีไซน์จากยุค 80’s และเป็นที่ต้องการของหลายคนเรื่อยมานั้นเหมาะกับทุกเพศทุกคาแรคเตอร์จริงๆครับ!

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

พูดคุยกับเซโกะ มัตสึดะ หนึ่งในผู้กำกับ Folklore Season 2 ออริจินัลซีรีส์จาก HBO GO

กลับมาอีกครั้งแล้วสำหรับ Folklore ออริจินัลซีรีส์ลี้ลับของ HBO ที่เคยนำพาความสยองขวัญสู่บ้านคุณ และในซีซั่นที่สองนี้ Folklore จะกลับมาพร้อมความยาว 6 ตอน จากผู้กำกับ 6 ประเทศทั้งไต้หวัน ญี่ปุ่น ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ที่จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ว่าด้วย ‘ความกลัว’ ต่างๆ ทั้งจากเรื่องราวที่คุณไม่รู้ หรือจากพลังเหนือธรรมชาติ โดยเรื่องเล่าต่างๆ นั้นจะเล่าผ่านมุมมองอันหลากหลายและแตกต่างของผู้กำกับแต่ละคนนั่นเอง

และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องในครั้งนี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เซโกะ มัตสึดะ ผู้กำกับซีรีส์ชาวญี่ปุ่นจากตอน The Day The Wind Blew ที่ว่าด้วยเรื่องความรัก ความฝัน ความตาย และการจากลา โดยตอนนี้จะเข้าฉายในวันที่ 21 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

เซโกะ มัตสึดะ ผู้กำกับตอน The Day The Wind Blew จากซีรีส์ Folklore Season 2

ทำไมคุณสนใจเข้าร่วมโปรเจกต์ซีรีส์ “Folklore” มีอะไรที่ดึงดูดใจคุณเป็นพิเศษมั้ย?     

Seiko: ก่อนหน้านี้ มีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับเอริค คู (โชว์รันเนอร์ ผู้ควบคุมการสร้างโปรเจกต์ Folklore) ในซีรีส์เรื่อง Ramen Teh (รับชมได้ทาง HBO GO) ค่ะ คราวนี้เลยได้รับโอกาสอีกครั้งจากเอริค เขาชวนให้ฉันลองมาเป็นผู้กำกับในเรื่องนี้ค่ะ นอกจากตัวโปรเจกต์ที่น่าสนใจ ก็รู้สึกดีที่จะได้ร่วมงานกับเอริคอีกค่ะ    

ไอเดียตั้งต้นมาจากอะไรและขั้นตอนทำงานอะไรที่สำคัญที่สุดและแตกต่างจากขั้นตอนของศิลปะอื่นอย่างไร      

Seiko: มีครั้งนึงตอนไปทานข้าวกับผู้กำกับเอริค คู เลยเล่าเรื่องน่ากลัวๆ ของแต่ละที่ (แต่ละคน) กัน เอริคเขาชอบและถูกใจเรื่องที่ฉันเล่าให้เขาฟังมากก็เลยเลือกและตกลงกันว่านำเรื่องนี้มาทำเป็นตอนหนึ่งในโปรเจกต์

ซีรีส์ Folklore ดีกว่า แล้วทุกอย่างก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นเลยค่ะ ระหว่างที่ฉันเขียนบท เอริคก็ให้คำแนะนำฉันหลายๆอย่าง พวกเราเริ่มเขียนบทกันและก็เข้าสู่กระบวนการโปรดักชั่น ถ่ายทำซีรีส์ค่ะ            

ทำไมคุณถึงเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวนี้ในซีรีส์ Folklore Season 2?

Seiko: เรื่องมันนานมากแล้วนะคะ ก่อนหน้านี้ฉันมีผู้ช่วยผู้หญิงอยู่คนนึงค่ะ เธอเป็นคนที่มีสัมผัสพิเศษค่ะ ตอนที่ฉันอยู่กับเธอ เธอเล่าว่าเธอเห็นผีพอดี แต่ฉันก็ไม่ทราบหรอกนะคะว่าจริงหรือเปล่า เพราะว่าฉันไม่เห็นอะไรเลยค่ะ แต่ว่าฉันก็จำเรื่องนั้นได้ดี ลืมไม่ลงเลยค่ะ หลังจากนั้นตอนที่ฉันเจอกับเอริค ฉันก็เล่าเรื่องนี้ให้เอริคฟัง บอกว่าเรื่องนี้น่าสนใจนะ เขาก็คิดเหมือนฉันว่าเรื่องนี้น่าจะเอาไปทำเป็นผลงานสุดพิเศษได้เลยนะ แต่ฉันในฐานะผู้กำกับเองก็ไม่ได้อยากทำผลงานที่น่ากลัวเพียงอย่างเดียว แต่ฉันอยากเพิ่มเรื่องเกี่ยวกับความรัก เป็นเลิฟสตอรี่ด้วย ก็เลยเกิดเป็นซีรีส์เรื่องนี้ค่ะ  

เป็นเรื่องราวของศิลปินไอดอลและแฟนคลับที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้กัน คุณได้มีการนำประสบการณ์ส่วนตัวหรือที่เคยพบเจอใส่ลงไปในเรื่องราวนี้บ้างมั้ย  

Seiko: ฉันไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องผีหรือเรื่องวิญญาณแบบนี้เลยนะคะ ไม่เคยเจอกับตัวเลย แต่ถึงแม้ฉันจะไม่เคยเผชิญประสบการณ์ในลักษณะนี้ด้วยตัวเอง แต่ฉันก็รู้สึกว่าถ้าจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น ก็ไม่น่าแปลกอะไรค่ะ      

ในญี่ปุ่นยุคปัจจุบันคุณคิดว่าเรื่องผีในความหมายทางสังคมถูกมองแตกต่างจากอดีตหรือความเชื่อเรื่องผีในปัจจุบันของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร      

Seiko: สำหรับตัวฉันเองคิดว่าไม่ว่าวิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงหรือเทคโนโลยีในยุคนี้จะพัฒนาหรือเจริญขึ้นมากเพียงใด ตัวฉันเองก็คิดว่ายังไงก็มีสิ่งที่มันเป็น spiritual (เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ) (คุณเซโกะใช้คำนี้เลย) อยู่แน่ๆ เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว แต่ที่ไหนๆบนโลกก็มีเช่นกัน ไม่ว่าโลกจะถูกพัฒนาให้มันทันสมัยขึ้นยังไง แต่ฉันคิดว่าเรื่องราวของภูติผีวิญญาณ (เรื่องผีๆ spiritual) ก็ยังคงมีอยู่ แล้วคนที่ได้พบได้เห็นเนี่ยก็คงจะคิดว่าเรื่องผีแบบนี้ก็มีด้วย และคงเปิดใจยอมรับการมีอยู่ของเรื่องราวเหล่านี้ แม้ว่ามันจะดูน่าเหลือเชื่อขนาดไหน คงจะคิดว่า “มันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากๆ เลย” หรือแบบว่า “อ๋อ แบบนี้ก็มีด้วย” และคิดว่าก็คงจะยอมรับเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมชาติด้วยแหละค่ะ

คุณคิดว่าเสน่ห์ของหนัง/ซีรีส์แนวลี้ลับสไตล์เอเชียเหมือนหรือต่างจากสไตล์ตะวันตกอย่างไร และเอกลักษณ์ของความน่ากลัวสไตล์ญี่ปุ่นคืออะไร เช่น ตะวันตกจะเล่นกับจังหวะตกใจ ส่วนเอเชียจะเน้นเรื่องความเชื่ออะไรประมาณนี้

Seiko: ขอเจาะจงพูดถึงเสน่ห์ของซีรีส์ Folklore คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานที่เล่าขานของแต่ละประเทศนะคะ ซึ่งธีมของซีรีส์นี้ก็คือการเอาตำนานของแต่ละที่มาเล่าเป็นเรื่องราวด้วย ซึ่งมันเป็นธีมที่น่าสนใจมากๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละความเชื่อในแต่ละท้องถิ่นของเอเชีย ซึ่งถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่คิดว่าในรายละเอียดน่าจะมีอะไรที่คล้ายคลึงหรือเชื่อมโยงกันได้อยู่ ซึ่งในซีรีส์ Folklore ถือเป็นการแนะนำและเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศผ่านซีรีส์เรื่องนี้ไปด้วยค่ะ

นอกจากความน่ากลัวแล้วอยากให้คนที่เข้ามาดูเรื่องได้รับ Messages หรือข้อคิดอะไรจากเรื่องนี้บ้าง      

Seiko: ซีรีส์ Folklore ซีซั่น 2 ตอน “The Day the Wind Blew” เป็นเรื่องราวที่น่ากลัวมากๆ ค่ะ แต่ว่าสิ่งที่ฉันอยากจะสื่อเนี่ย ฉันอยากเน้นในเรื่องของ “ความรัก” นะคะ เป็นความรู้สึกรักแบบรักจริงๆ ไม่ใช่แค่ความรักแบบโรแมนติก (รักใสๆ) นะคะ ในเรื่องจะมีทั้งความรักระหว่างชาย-หญิง และก็มีความรักของแม่-ลูก คือแม่กับลูกสาวด้วย ฉันเลยอยากสื่อถึงเรื่อง “ความรัก” คิดว่า “ความรัก” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดค่ะ

ระหว่างโปรเซสการทำงานระหว่างงานนักร้องนักแต่งเพลงสู่การเขียนบทและกำกับมันมีความแตกต่างกันอย่างไร

Seiko: ถ้าเป็นการร้องเพลงเนี่ย ฉันก็จะเป็นคนร้อง ส่วนใหญ่ก็ร้องเพลงคนเดียวเกือบตลอดเลยด้วย หรือการแต่งเพลง ทำผลงานเพลงเนี่ย ฉันก็จะทำเองคนเดียวค่ะ แต่ถ้าเป็นการทำซีรีส์ เขียนบทจะต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายๆคน ทีมงานที่มาร่วมสร้างซีรีส์นี้ด้วยกันค่ะ ฉันคิดว่าจุดนี้เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้เด่นชัดเลยค่ะ แล้วมันก็แตกต่างตรงที่เรื่องราวในซีรีส์เรื่องนี้ที่ฉันสร้างขึ้นมา ฉันไม่ได้แสดงเรื่องนี้ผ่านตัวของฉันเอง แต่เป็นทางทีมนักแสดงที่พวกเขาต้องมาถ่ายทอด (ผลงานของฉัน) ผ่านการแสดงและการเคลื่อนไหวทางร่างกายของพวกเขาค่ะ การร้องเพลง เพลงของฉัน มันถูกถ่ายทอดผ่านเสียงของฉัน ตัวของฉันเอง กระบวนการผลิตผลงานที่ฉันทำเองคนเดียว แต่สำหรับการสร้างซีรีส์ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจของทุกๆคนมารวมเป็นหนึ่งใจเดียวกันเพื่อสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด มันต่างกันมากๆเลยค่ะ  

ทำไมคุณถึงเลือกที่จะเล่าเรื่องผ่านบทเพลงและการเต้นรำ     

Seiko: (ครุ่นคิด) สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่าในการสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวใดๆ ออกไป การแสดงกับดนตรีเป็นสื่งที่สัมพันธ์กันมากเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องราวในซีรีส์นี้เป็นที่ตัวเอกเป็นนักร้องด้วย ดนตรีจึงมีบทบาทสำคัญมาก ทุกอย่างมันเลยเชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นธรรมชาติเลยล่ะค่ะ  

ตัวคุณเองได้รับฉายาว่า “ไอดอลตลอดกาล” รู้สึกยังไงบ้างกับฉายานี้และพอมาทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้กำกับแบบนี้มีฉายาอื่นๆที่อยากได้รับอีกบ้างมั้ย      

Seiko: (หัวเราะ) สำหรับฉายา “ไอดอลตลอดกาล” เป็นฉายาที่ทุกๆ คนกรุณามากๆ ที่เรียกฉันแบบนั้น ฉันรู้สึกขอบคุณมากๆ แล้วก็มีความสุขมากๆ เลยค่ะ ถ้าทุกคนเรียกฉันแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะดีใจมากเลยค่ะ      

(ถามต่อ) แล้วต่อจากนี้ไปมีฉายาอื่นๆที่อยากได้รับอีกไหม  

Seiko: เอ๊ะ~ (ยิ้มเขิน) สำหรับฉัน ฉันคิดว่าฉายา “ไอดอลตลอดกาล” ที่ได้รับก็ที่สุดแล้วค่ะ คงไม่มีฉายาไหนที่มากไปกว่านี้แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอมากๆแล้วสำหรับฉันค่ะ (พูดพลางหัวเราะ) ขอ บคุณมากๆ เลยนะคะ (พนมมือ)

นอกจากตอนที่คุณกำกับในซีรี่ส์นี้ คุณชอบตอนไหนที่สุด เพราะอะไร      

 Seiko: ที่จริงแล้วฉันยังไม่ได้ดูตอนอื่นๆ เลยค่ะ แต่ว่าตั้งหน้าตั้งตารอชมไม่ไหวเลยค่ะ

(ถามเพิ่ม) ถ้าอย่างนั้นรบกวนบอกหน่อยได้ไหม ว่าคุณชอบหนังสยองขวัญเรื่องอะไร   

Seiko: หนังสยองขวัญที่ฉันชอบเหรอคะ ความจริงฉันไม่ค่อยได้ดูหนังแนวสยองขวัญเท่าไรค่ะ (หัวเราะ) ที่ฉันได้มากำกับหนังสยองขวัญในครั้งนี้ จึงวิเศษสุดๆ ไปเลยค่ะ ฉันเคยดูหนังที่ไซโต้ ทาคุมิกำกับในซีรี่ส์ Folklore season 1 เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ แล้วก็ทำออกมาได้ดีมากๆ ด้วยค่ะ  

โดยส่วนตัวแล้วคุณเชื่อในเรื่องพื้นบ้านเรื่องนี้มากแค่ไหน

Seiko: ตามที่พูดไปแล้วเมื่อสักครู่ ฉันคิดว่าเรื่องเล่าหรือเรื่องราวของแต่ละประเทศที่เล่าต่อๆ กันมา มันต้องมีจริงแน่ๆ เลยค่ะ ดังนั้นถ้าจะถามว่า เชื่อหรือไม่เชื่อ ฉันเป็นคนที่เชื่อในเรื่องนี้ค่ะ

Folklore Season สตรีมมิ่งที่ HBO GO ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 มีตอนใหม่ทุกวันเสาร์จนครบ 6 ตอน