Our 30 Minute Sessions คาสเซ็ตต์เทปนั้นตัวฉันเป็นใคร

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคยฤดูร้อนไม่มีเธอเหมือนก่อนเหมือนเก่าขาดเธอ…” – ฤดูร้อน, PARADOX

Author: Peerachai Pasutan / Photos: Mongkol Cinema

แม้ว่าฤดูร้อนและช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองท้องฟ้าไม่สดใสดั่งเดิม เนื่องจากต้องอยู่ห่างจากคนรักไปเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตรในช่วงการแพร่ระบาดของโรคฯ อีกทั้งยังเทศกาลงานดนตรีต่าง ๆ ก็ถูกยกเลิกไปทั้งหมดจนไม่มีโอกาสแบ่งปันความทรงจำร่วมกับคู่รักหรือเพื่อนฝูง แต่กรกฎาคมนี้ จะมีหนังเรื่องหนึ่งที่มาชดเชยความรู้สึกที่หายไปนั้น และทำให้เราได้กลับมาใช้เวลาใกล้ชิดกับคนรักอีกครั้งหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่องที่ว่านั้นคือ Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก ผลงานโรแมนติกแฟนตาซีจาก ซาโตมิ โอชิมา ผู้เขียนบทที่สร้างความประทับใจมาแล้วใน The 100th Love with You (2017) และผู้กำกับ เคนทาโร ฮากิวาระ จากผลงานดาร์กแฟนตาซี Tokyo Ghoul (2017) 

หนังเล่าเรื่องราวของ โซตะ (คิตามุระ ทาคุมิ) ว่าที่บัณฑิตจบใหม่แสนขี้อายผู้ไม่ชอบการเข้าสังคมอย่างหนัก เขาได้พบเทปคาสเซ็ตต์ปริศนาที่เมื่อได้เปิดแล้ว อากิ (แมคเคนยู อาราตะ) นักร้องหนุ่มดาวรุ่งที่ดับไปก่อนวัยอันควรเพราะอุบัติเหตุ จะมายืมร่างของโซตะได้ครั้งละ 30 นาทีต่อการเปิดเทปหนึ่งครั้ง อากิตั้งใจยืมร่างของโซตะเพื่อกอบกู้วง ECHOLL ที่ล่มไปหลังจากการตายของตนและสานสัมพันธ์อีกครั้งกับคานะ (ซายุ คุโบตะ) จนเกิดเป็นเรื่องราวมิตรภาพ การทำตามฝัน และการตอบคำถามถึงตัวตนของตัวเอง

แน่นอนว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่คู่หูจำเป็นอย่าง โซตะ-อากิ ที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งไม่สนใจโลก ไม่สนใจใคร แถมยังมีโลกทุนนิยมและการหางานทำไปวัน ๆ บีบบังคับจนทำให้สกิลการผูกสัมพันธ์เป็นศูนย์ ส่วนอีกคน (ที่จริงคือผี) ก็ใจกล้า ฮาเฮ ออกแนวบุ่มบ่ามไปสักหน่อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งสองก็มีจุดร่วมเหมือนกัน คือ เสียงดนตรี นั่นจึงทำให้การสลับร่างแต่ละครั้งยังพอไปรอดได้ – แม้นิสัยของทั้งคู่จะต่างกันสุดขั้วก็ตามที

เมื่อคนที่ไร้ตัวตนในสังคมกับวิญญาณที่ไม่มีใครอื่นมองเห็นมาเจอกัน สองหนุ่มจึงค่อย ๆ เรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย พึ่งพากัน จนเป็นมิตรภาพและความทรงจำระหว่างกันตลอดเวลา – ไม่ใช่แค่ตอนที่อากิยืมร่างของโซตะครั้งละ 30 นาทีเพียงช่วงเดียวเท่านั้น แต่ก็อย่าลืมว่า พื้นเพนิสัยของอากินั้นตรงข้ามกับปรัชญาชีวิตของโซตะ ยิ่งโซตะได้ซึมซับ “ความเป็นอากิ” มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดคำถามชีวิตต่อโซตะว่า ตกลงแล้วเขาจะใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ เติบโตเป็นพนักงานเงินเดือนผู้ตายซาก ไร้เพื่อนฝูงคนสนิท หรือจะใช้ความเป็นอากิออกไปสนุกกับผู้คน สร้างความทรงจำดี ๆ ใหม่ ๆ ระหว่างตัวเขาเองและคนอื่น ๆ โดยที่ไม่ต้องมากังวลว่าจะไปซ้อนทับเรื่องราวของใคร

ไม่ใช่แค่โซตะที่ต้องเผชิญกับคำถามว่า “เขาจะเป็นใครต่อไปในอนาคต” เท่านั้น แม้แต่เหล่าสมาชิกในวง ECHOLL ก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันหลังจากที่ก่อนหน้านั้นพวกถอดใจไปแล้วจากความฝันในการพาวงไปสู่เวที Ringo Fes อันเป็นจุดเริ่มต้นของวงมาตั้งแต่แรก จริงอยู่ว่า พวกเขาไม่เคยลืมความทรงจำและความรู้สึกที่มีร่วมกันกับอากิ ทว่าการขาดเสาหลักของวงไปทำให้พวกเขาเคว้งคว้างไร้จุดหมาย ความเป็นนักดนตรีของแต่ละคนถูกแทนที่ด้วยงานที่พวกเขาไม่ได้รักหรือต้องทำเพื่อปากท้องเงินทองหลังเรียนจบ ฟังดูแล้วนั้นไม่ต่างจากชีวิตของคนอีกมากมาย ที่ความจำเป็นในการดำรงชีวิตและกาลเวลาอาจทำให้เขาหรือเธอต้องถอยห่างจากตัวตนลึก ๆ ภายใน อย่างไรก็ตาม การที่โซตะและวิญญาณอากิได้เข้ามา ก็ทำให้พวกเขาต้องเลือกอีกครั้งว่า จะจมอยู่กับความทรงจำอันชวนถวิลหาในอดีต หรือจะขับเคลื่อนวงต่อไปกับผู้คนใหม่ ๆ โดยยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมของวง (และของอากิ – ผู้ก่อตั้ง) ไว้อยู่ ซึ่งคนที่เผชิญกับคำถามนี้หนักที่สุดคือ คานะ ที่ไม่เพียงเป็นมือคีย์บอร์ดของวงเท่านั้น แต่ยังมีความทรงจำอันเหนียวแน่นกับคนรักอย่างอากิด้วย ยิ่งมีโซตะเข้ามาเป็นตัวละครใหม่ในชีวิตอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้ว ทำให้เธอต้องตอบคำถามเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเช่นกัน

มิตรภาพระหว่างโซตะและอากิจะดูไม่น่าเชื่อถือเลยหากไม่ได้การแสดงของทาคุมิและอาราตะ บทบาทของทาคุมิมีความท้าทายอยู่ที่ต้องสลับตัวตนระหว่างโซตะและอากิในเสี้ยววินาทีที่เทปคาสเซ็ตต์หยุดเล่น ส่วนอาราตะในบทอากินั้น แม้จะเป็นตัวละครมาดกวนผู้สร้างสีสันของเรื่อง แต่ก็ถ่ายทอดความห่วงหาอาวรณ์ของตัวละครได้ดีเช่นกัน ฉากใดที่นักแสดงชายทั้งสองได้อยู่ร่วมกันนั้นก็เกิดเป็นเคมีอันลงตัวและความโบรแมนซ์เบา ๆ ในฉากนั้น อีกคนหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือ นางเอกของเรื่องอย่างคุโบตะ ที่เสน่ห์และความสดใสของเธอช่างเข้ากันกับทั้งทาคุมิและอาราตะ นอกจากนี้ เธอยังแสดงความสับสนของตัวละครคานะได้เป็นอย่างดี ที่น่าเสียดายเห็นจะเป็นบทสมทบของสมาชิกวง ECHOLL อีกสามคนที่ยังไม่ค่อยมีพัฒนาการมากนักจนไม่ค่อยเกิดความผูกพันธ์ระหว่างตัวละครสามตัวนี้เท่ากับ โซตะ อากิ และคานะ

หนังมีโครงเรื่องที่แข็งแรงและบทที่เปี่ยมด้วยมิติความรู้สึก – ทั้งตลก ซึ้ง เศร้า – อันเป็นจุดเด่นในบทของโอชิมา แต่ช่วงจุดวิกฤตของเรื่องนั้นอาจมีเหตุผลและการกระทำของตัวละครที่เบาไปเล็กน้อย กระนั้นเราก็ยังให้อภัยแก่จุดนั้นแล้วเพลินเพลิดไปกับเหตุการณ์ของหนังได้ และอีกความดีงามหนึ่งอยู่ที่เพลงประกอบจากโปรดิวเซอร์มากฝีมือ อุชิซาวะ ทาคาฮิโตะ จังหวะทำนองของเพลงต่าง ๆ รวมไปถึงเสียงร้องของทาคุมิและอาราตะอันทรงเสน่ห์ ทำให้ซาวน์แทร็คชุดนี้โดดเด่นและติดหูผู้ฟังมากทีเดียว เมื่อบวกกับบรรยากาศแสนอบอุ่นในฤดูร้อน ณ แดนอาทิตย์อุทัยจากการกำกับภาพของ อิมามุระ เคย์สุเกะ แล้ว จึงทำให้ เทปลับสลับร่างมารัก สามารถเติมเต็มความรู้สึกของที่หายไปในช่วงฤดูร้อนอันยาวนานที่ผ่านมานี้ได้ทั้งทางเรื่องราว เสียงดนตรี และภาพของหนัง

มาร่วมกันสัมผัสบรรยากาศฤดูร้อน เสียงดนตรี มิตรภาพ และค้นหาตัวตนไปพร้อมกันได้ใน Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก 9 กรกฎาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ

ขอขอบคุณมงคลภาพยนตร์สำหรับรอบสื่อของภาพยนตร์มาณที่นี้ครับ

คอนเฟิร์มแล้วจ้า! พัคโบกอมทิ้งทวนก่อนเข้ากรมปลายปีนี้กับซีรีส์เรื่องล่าสุด Record of Youth

หลังจากคอนเฟิร์มข่าวเข้ากรมปลายปีนี้ให้แฟนๆ ใจแป้วไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พัคโบกอมก็คอนเฟิร์มข่าวดีให้แฟนๆ ใจชื้นว่าครึ่งปีหลังนี้ เขาจะมีผลงานซีรีส์เรื่อง Record of Youth (เส้นทางดาว) ที่เขานำแสดงร่วมกับพัคโซดัม จาก Parasite ลงสตรีมมิ่งพร้อมกันทั่วโลกใน Netflix อย่างแน่นอน

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องการดิ้นรนตามหาความฝันของหนุ่มสาวในวงการโมเดลลิ่ง โดยพัคโบกอมรับบทเป็นชาฮเยจุน นายแบบหนุ่มที่อยากตามความฝันในการเป็นนักแสดง ส่วนพัคโซดัม รับบทเป็นอันจองฮา ช่างแต่งหน้าสาวผู้มุ่งมั่น ร่วมด้วย บยอนอูซอก ที่รับบทเป็นวอนแฮฮโย นายแบบหนุ่มโพรไฟล์ดีที่ต้องการตามความฝันด้วยตัวเอง

นอกจากนักแสดงนำที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดแล้ว Record of Youth (เส้นทางดาว) ยังได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่างอันกิลโฮ​ (Stranger, Memories of Alhambra และ Witcher) และมือเขียนบทอย่างฮามยองฮี (Doctors และ Temperature of Love) มาอีกด้วย

เตรียมรอชมพร้อมกันทาง Netflix ได้เลยครับ

Extracurricular : เพราะผู้ใหญ่ไว้ใจไม่ได้ เป็นวัยรุ่นจึงต้องเจ็บปวด

ท่ามกลางซีรีส์รักกุ๊กกิ๊กหวานแหววขายความหล่อสวยของพระเอกและนางเอกจากประเทศเกาหลีที่สตรีมกันเกลื่อนเมืองแบบไล่ดูเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะตลาดต้องการเป็นอย่างมากแบบนี้ เราอดไม่ได้ที่จะนับถือความกล้าของทีมงานจาก Extracurricular ที่แหวกกระแสตลาดส่งซีรีส์สายดาร์กออกมาเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ชมยามที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งดูจะเป็นเพื่อนสนิทในสถานการณ์เช่นนี้ (ดาร์กจนเรานึกว่าเป็นภาคต่อของ Parasite เสียอีก)

Extracurricular

Author: Pacharee Klinchoo

Extracurricular บอกเล่าเรื่องราวของโอจีซู (นำแสดงโดย Kim Dong-hee) นักเรียนมัธยมปลายที่เลือกเส้นทางประกอบอาชีพผิดกฎหมายเพื่อทำตามความฝันของตัวเองในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่สามารถพึ่งพาพอที่ติดการพนันจนชีวิตครอบครัวล้มเหลว และแม่ก็หนีหายไปไม่ดูดำดูดีเขาได้อีกต่อไป และแพกยูริ (นำแสดงโดย Park Ju-hyun) สาวน้อยอนาคตไกลจากครอบครัวมหาเศรษฐีที่บังเอิญมารู้ความลับของจีซู และเต็มใจกระโดดเข้าร่วมวงการใต้ดินนี้อย่างเต็มใจ โดยมีซอมินฮี (นำแสดงโดย Jung Da-bin) และควักกีแท (นำแสดงโดย Nam Yoon-soo) เข้ามาเกี่ยวข้องกับวงการที่เข้าแล้วไม่สามารถออกนี้ได้

Extracurricular

ระบบครอบครัวที่ล้มเหลวเกินรับไหว

“ฉันมีชีวิตต่อไม่ได้ในบ้านหลังนั้น” คือคำพูดที่กยูรีแผดเสียงใส่จีซูเมื่อเขาแสดงความไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงจะต้องมาวุ่นวายกับโลกของเขา ทั้งๆ ที่ตัวเธอเองก็มีทุกอย่างพร้อมสรรพแล้ว และเมื่อเธอย้อนถามเขาว่า เหตุใดเขาถึงเลือกที่จะลงมาทำอาชีพสีเทาแบบนี้ เขาก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ฉันแค่อยากเรียนมหาวิทยาลัย และใช้ชีวิตอย่างพวกเธอเท่านั้นเอง” 

นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์พิลึกพิลั่นระหว่างคู่พระนางแห่ง Extracurricular ก็ว่าได้ เด็กวัยรุ่นสองคนที่มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกันอย่างสุดขั้วกลับมีบางสิ่งอย่างที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ และบางสิ่งอย่างที่ว่านั้นก็คือ ระบบครอบครัวที่ล้มเหลวเกินรับไหวสำหรับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต

Extracurricular

ภาพครอบครัวที่ยากจน พ่อติดการพนันและขโมยเงินของลูกไปทั้งหมดอย่างครอบครัวของจีซูนั้นดูเหมือนจะเป็นภาพพื้นฐานของครอบครัวชนชั้นกลางระดับล่างที่พบเห็นได้ทั่วโลก ซึ่งความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเท่าใดนัก แต่บทของ Extracurricular นั้นกลับตั้งใจเพิ่มภาพครอบครัวชนชั้นกลางระดับท็อปที่ล้มเหลวไม่แพ้กันอย่างครอบครัวของยูกริเข้ามาในวงจรด้านมืดนี้ด้วย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว การจินตนาการถึงความยากลำบากของครอบครัวกยูรินั้นทำได้ยากมาก หากมองจากมุมมองของคนนอก 

เธอเป็นลูกสาวตนเดียวของครอบครัวนักธุรกิจชื่อดัง เป็นเด็กเรียนเก่ง เพื่อนเยอะ และมีความสามารถมากพอที่จะเข้าวงการได้ทันที เมื่อได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวแล้ว อนาคตของกยูรินั้นสดใสมากแน่นอน ทว่า… นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการในชีวิต พฤติกรรมอันดำมืดของจีซูกลับดูดึงดูดใจให้เธออยากจะใช้ชีวิตต่อไปมากกว่าการเป็นนกน้อยในกรงทองของบิดามารดา

Extracurricular

ฟังๆ ดูแล้วเหมือนจะเป็นนิยายน้ำเน่าที่จบไม่สวยเท่าใดนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว เด็กวัยรุ่นที่ถูกกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมจากครอบครัวของตัวเอง ซึ่งควรจะเป็นหน่วยในสังคมที่ทำให้พวกเขาปลอดภัยนั้น ก็สามารถหลงทางและทำเรื่องเลวร้ายได้เทียมเทียมกัน ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างฐานะหรือชนชั้นเลยทีเดียว

‘หัวหน้าอี’ ฮีโร่นอกระบบที่พึ่งพาได้มากกว่าครอบครัวหรืออำนาจรัฐ

อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ใน Extracurricular คือความสัมพันธ์ระหว่างมินฮี เด็กสาวสปอยล์ที่มีอาชีพไซด์ไลน์ลับๆ เพื่อหาเงินมาปรนเปรอกีแท แฟนหนุ่ม กับหัวหน้าอี ชายวัยกลางคนลึกลับที่รับหน้าที่เป็นเสมือนบอดี้การ์ดให้กับสาวๆ ไซด์ไลน์เหล่านั้น 

เนื้อเรื่องไม่ได้แตะประเด็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างตัวละครทั้งคู่แบบเห็นได้ชัดเจน แต่กลับแสดงความรู้สึกห่วงใยกันและกัน และความเข้าอกเข้าใจกันยามต้องอยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียด และสังคมที่โหดร้าย เมื่อบทเผยเบื้องหลังที่มาของหัวหน้าอี ผู้ชมก็จะเห็นได้ชัดเจนถึง ‘ความนอกกฎหมาย’ ของตัวละครนี้ แต่มินฮีกลับเลือกที่จะพึ่งพิงเขามากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่พยายามเสนอความช่วยเหลือให้เธอตลอดทั้งเรื่อง

Extracurricular

เบื้องลึกเบื้องหลังครอบครัวของมินฮีนั้นไม่ได้ถูกสาธยายอย่างละเอียดเหมือนตัวละครหลักทั้งสองที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า เหตุจูงใจของเธอในการเดินเข้าสู่ธุรกิจค้ากามนี้เป็นเพียงความฟุ้งเฟ้อ และต้องการหาเงินมาปรนเปรอแฟนหนุ่มของตัวเองเท่านั้น แม้เราจะไม่รู้เบื้องหลังด้านครอบครัว แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าเธอเป็นเด็กที่เปล่าเปลี่ยวและต้องการการเติมเต็มมากแค่ไหน เมื่อบวกกับความไว้วางใจในตัวหัวหน้าอีที่ปกป้องเธอได้ โดยไม่แยแสอำนาจรัฐที่พร่ำบอกว่าจะปกป้องเธอนั้น เราก็คงเดาไม่ยากว่า แท้จริงแล้ว นักเขียนและผู้กำกับต้องการสอดแทรกคำวิพากษ์วิจารณ์อะไรไว้ในตัวละครทั้งสองคนนี้กันแน่ 

Extracurricular

Extracurricular เป็นซีรีส์สายดาร์กที่ดำเนินเรื่องแบบลุ้นระทึกตลอดทั้งเรื่อง นักเขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงนำทั้งหมดล้วนแล้วแต่เปิดตัวกับซีรีส์เรื่องนี้ทั้งหมด เราจึงอดนับถือใน ‘ความกล้าที่จะแหกกรอบ’ อะไรบางอย่างของ ‘ซีรีส์เกาหลี’ แบบที่ชาวโลกส่วนใหญ่รับรู้ไม่ได้ และในความกล้าที่จะแหกนั้น ก็ทำให้เรายอมรับได้ว่า นี่น่าจะเป็นก้าวแรกสู่ความหลากหลายทางเนื้อหาของซีรีส์เกาหลี ในแบบที่ Parasite เคยทำได้มาแล้วในวงการภาพยนตร์

Extracurricular สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix

Hyena เกมหักเหลี่ยมเฉือนคมที่บทสรุปน่าสนใจกว่า Itaewon Class

ใครที่คิดถึงซีรีส์แนวหักเหลี่ยมเฉือนคมพลิกไปพลิกมาแบบ Itaewon Class เราขอแนะนำให้คุณเปิด Hyena ว่าด้วยกลโกงเกมทนายที่เดือดกว่าธุรกิจร้านอาหาร… กับการพลิกบทบาทจนแทบจำไม่ได้ของจูจีฮุน หรือรัชทายาทอีชาง แห่ง Kingdom 

Author: Pacharee Klinchoo

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นดูซีรีส์เรื่อง Itaewon Class นั้น เราได้อ่านบทวิจารณ์หลายบทว่าด้วยเรื่อง ‘ความเป๋’ ของบทสรุปจบของซีรีส์เรื่องนี้ ทั้งในเรื่องทางออกที่มา ‘ง่ายจนเกินไป’ และความไม่คงเส้นคงวาของคาแร็กเตอร์ทั้งหลักและรองหลายต่อหลายตัว แต่ด้วยความเฉียบขาดของบทในระหว่างทาง ทำให้เราไม่อาจเลิกดูได้…​ และส่วนตัว เราก็แอบผิดหวังกับบทเฉลยในตอนจบอย่างที่บทวิจารณ์หลายบทนั้นว่าไว้จริงๆ 

อย่างไรก็ดี หลังจากเรานำเอาประเด็นนี้ไปถกเถียงกับเพื่อนสนิท และคนแวดวงเดียวกันหลายต่อหลายคน ทุกคนก็ออกความเห็นแตกต่างหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่าพวกเขาหวังความเชือดเฉือนระหว่างประธานชาและเถ้าแก่พัคมากกว่านี้จริงๆ เกือบจะเรียกได้ว่าได้ยินความผิดหวังอยู่ในกระแสเสียงของทุกคนดูตามติดซีรีส์เรื่องนี้ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ประสบการณ์และความคาดหวังของแต่ละคน 

หลังจากอะดรีนาลินหลั่งและลดอย่างรวดเร็วไปแล้ว เราก็เลยอยากหาซีรีส์อะไรที่มีความเชือดเฉือนหักเหลี่ยมกันแบบนี้มาดูให้หายหงุดหงิดค้างคาใจกันบ้าง และก็มาพบกับซีรีส์เรื่อง Hyena โดยบังเอิญจากอัลกอริทึ่มแสนรู้ของ Netflix เลยกดดูเล่นๆ และติดหนึบตั้งแต่ตอนแรกเลยทีเดียว

ซีรีส์ว่าด้วยเรื่องเกมกฏหมายเข้มข้นนี้บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างทนายยุนฮีแจ (รับบทโดยจูจีฮุน) ชายหนุ่มฐานะดี มีพ่อและพี่ชายเป็นผู้พิพากษา ส่วนตัวเองเป็นทนายความที่ประสบความสำเร็จสังกัดบริษัทกฏหมายที่มีลูกความเป็นกลุ่มคนรวยในสังคมเกาหลี กับทนายจองกึมจา (รับบทโดยคิมฮเยซู) ทนายสาวที่อยู่คนละขั้วกับเขา ซึ่งทั้งคู่ก็จะต้องทั้งต่อสู้กัน และร่วมมือกันเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะยามขึ้นว่าความ 

ต้องยอมรับก่อนว่า ผู้เขียนบทเรื่องนี้นั้นพัฒนาทั้งคาแร็กเตอร์ตัวละครและความสม่ำเสมอของบทได้อย่างคงเส้นคงวาตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนสุดท้าย โดยสอดแทรกเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ของคู่พระนางเข้ามาได้อย่างกลมกล่อมพอเหมาะพอดี ไม่ให้เสียรสชาติของเส้นเรื่องหลักไป และเมื่อเราร่วมดูไปจนถึงจุดคลี่คลายของเรื่องแล้ว ก็ไม่เกิดปรากฏการณ์ ‘อกหัก’ หรือ ‘อิหยังวะ’ เหมือนเช่นความรู้สึกที่เรา (และใครอีกจำนวนหนึ่ง) รู้สึกกับซีรีส์เรื่อง Itaewon Class 

หากใครอกหักจากตอนจบชองซีรีส์เรื่อง Itaewon Class เราแนะนำให้คุณเปิด Hyena ดูแก้ฟกช้ำกันได้ และขอจบบทความนี้ด้วยจุดยืนว่า เราไม่ได้นำซีรีส์สองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันนะ เราแค่แนะนำตัวเลือกให้แฟนๆ เท่านั้นเอง 

Hyena (และ Itaewon Class) สตรีมแล้วที่ Netflix 

บทสัมภาษณ์​ Chris Hemsworth ส่งตรงจากกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ‘Extraction – คนระห่ำภารกิจเดือด’

ในที่สุด Netflix ก็ได้ฤกษ์ปล่อยภาพยนตร์เรื่อง ‘Extraction – คนระห่ำภารกิจเดือด’ ออกมาฉายอย่างเป็นทางการเสียที หลังจากให้สาวกของเทพเจ้าธอร์ Chris Hemsworth ลุ้นแล้วลุ้นอีกมานาน

EXTRACTION, 2020Z6A_9843.NEF

นอกเหนือไปจากความหล่อทะลุคราบเลือดของคริสแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถ่ายทำที่ประเทศไทยหลายต่อหลายฉาก เรื่องราวว่าด้วยทหารรับจ้าง ไทเลอร์​ เรก (นำแสดงโดยคริส เฮมส์เวิร์ธ) ที่ต้องบุกตะลุยรังโจรช่วยเหลือลูกชายของมาเฟียใหญ่ โดยรังโจรที่ว่านี้มีทั้งกองทัพนักค้ายา ทหารคอร์รัปชั่น และทหารรับจ้างกระหายเลือดที่พร้อมยิงหัวเขาได้ทุกเวลารายล้อมอยู่ 

เราบังเอิญได้บทสัมภาษณ์ของคริส เฮมส์เวิรธ์สั้นๆ มายั่วต่อมอยากดูของแฟนๆ คริสหมีทุกท่าน บอกเลยว่า อ่านจบได้มีพุ่งไปเปิดหนังดูทันทีแน่นอน 

EXTRACTION, 2020JB6_6972.NEF

คุณอธิบายคาแร็กเตอร์ของคุณในเรื่องนี้หน่อย แล้วอะไรทำให้คุณรับแสดงโปรเจ็กต์นี้ในตอนแรก

มันเป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้กลับมาร่วมงานกับ Sam Hargrove (ผู้กำกับ) และ Joe Russo (โปรดิวเซอร์) อีกครั้งหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมรู้สึกชอบมากๆ หลังจากอ่านบทจบครั้งแรกเลยครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง…​ อะไรดีล่ะ… แอ็กชั่นสนั่นล้างผลาญ แล้วอะไรอีก… ก็แอ็กชั่นในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน บวกกับการสร้างอารมณ์ร่วมที่ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถเข้าใจตัวละครได้ชัดเจนอย่างแน่นอน ซึ่งมันก็แตกต่างภาพยนตร์แอ็กชั่นทั่วไปนะ

ส่วนคาแรกเตอร์ของไทเลอร์นั้นคือ เขาเป็นคนที่บอบช้ำอย่างมากมายในใจ ถ้าคุณเจอเขาครั้งแรก คุณจะรู้สึกทันทีว่าเขาคือดวงวิญญาณที่หลงทาง ตัวเขาคืออาวุธสงครามระดับทำลายล้างสูงที่เปิดให้ใครเช่าก็ได้ เขาได้รับมอบหมายหน้าที่ที่ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าตัวตายอยู่กลายๆ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เขาถนัด และเหมาะกับตัวเขาที่สุดแล้ว ในระหว่างที่เขาไปทำภารกิจ เขากลับไปเจออะไรบางอย่างที่เปิดตาเขา ทำให้เขาต้องกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาพยายามหลีกหนีมาตลอด และภารกิจนั้นก็กลายเป็นเสมือนการไถ่บาปให้กับเขาไปน่ะครับ

EXTRACTION, 2020101A4121.CR2

บอกหน่อยว่าเตรียมตัวสำหรับการแสดงบทแอ็กชั่นหนักหน่วงขนาดนี้ได้อย่างไร

ผมฝึกร่างกายตัวเองอย่างหนักมาตั้งแต่รับแสดงภาพยนตร์ชุด Avengers แล้วครับ เทรนกล้ามเนื้อหนักมาก เสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กล้ามเนื้อทำงานหนักเกินไป ต้องทำให้รูปร่างของตัวเองเหมาะกับบทที่ได้รับมากที่สุดครับ แต่สำหรับเรื่องนี้ ผมต้องผอมมากๆ เพราะไทเลอร์เขาเป็นคาแรกเตอร์นั้น ผมก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการการออกกำลังกายใหม่หมด ทั้งยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวร่างกายใหม่ๆ และต้องฝึกคิวบู๊ใหม่ ลงรายละเอียดเยอะแยะไปหมด มันหนักกว่าที่ผมเคยทำมาในอดีตมากๆ เลยครับ ผมรู้สึกพร้อมมากๆ ตอนเริ่มเปิดกล้องถ่ายทำ เพราะผมฝึกหนักมากจริงๆ 

มีคำตอบมาให้แฟนๆ อ่านพอหอมปากหอมคอแล้ว ไปดูความหล่อล่ำของพี่ พร้อมฉากแอ็กชั่นสนั่นหวั่นไหวให้หายคิดถึงบรรยากาศในโรงภาพยนตร์ระหว่างต้องล็อกดาวน์ตัวเองกันดีกว่าครับ

Extraction – คนระห่ำภารกิจเดือด ฉายแล้วที่ Netflix 

บทสัมภาษณ์ Lee Min-ho และนักแสดงนำจากเรื่อง The King: Eternal Monarch

ลอฟฟีเซียล มาเลเซียเพื่อนบ้านของเราได้มีโอกาสวิดีโอคอลล์สัมภาษณ์นักแสดงนำ และคนเขียนบทจากซีรีส์แฟนตาซีแหวกแนวอย่าง The King: Eternal Monarch เราก็ไม่รีรอที่จะนำบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟนั้นมาแบ่งปันแฟนๆ ลอฟฟีเซียล ออมส์ของเราเช่นกัน

และแอบกระซิบนิดนึงว่า ใครอยากได้ภาพแฟชั่นเซ็ตของราชาอีกน และนักแสดงคนอื่นๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึก ลอฟฟีเซียล ออมส์ฉบับเล่มเดือนมิถุนายนมีภาพเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมบทสัมภาษณ์ในเล่มด้วยนะ

Interview by: Noel Khoo

Translator: Pacharee Klinchoo

The King: Eternal Monarch ซีรีส์ยาวเรื่องแรกของพระเอก Lee Min-ho หลังจากออกจากรั้วทหารนี้ได้มือเขียนบทอย่าง Kim Eun-suk (ที่เคยฝากฝีมือการเขียนบทไว้ในซีรีส์ระดับตำนานอย่าง Goblin (2016) มาแล้ว) โดยมีนักแสดงนำอย่าง Kim Go-eun, Jun Eun-chae, Woo Do-hwan, Kim Khung-nam และอื่นๆ อีกมากมาย ซีรีส์นี้บอกเล่าเรื่องราวของโลกคู่ขนานสองใบที่ตัวละครแต่ละตัวล้วนแต่ใช้ชีวิตของตัวเองในแต่ละโลก กับการตั้งคำถามหลักของเรื่องคือ “คุณพร้อมจะยอมละทิ้งตัวตนของตัวเองเพื่อแลกกับชีวิตของ ‘ตัวเอง’ ในอีกมิติและอีกห้วงเวลาหนึ่งไหม”

“คิมอึนซุก (นักเขียนบท) สร้างโลกคู่ขนานที่มีเสน่ห์มากเลยค่ะ” คิมโกอึนตอบ เมื่อเราถามถึงเรื่องบท “มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะแยะมากค่ะ วางไว้อย่างอย่างชัดเจนมาก ทำให้คาแร็กเตอร์ทุกตัวดูมีชีวิตจริงๆ เลยค่ะ”

มันก็เป็นแค่วันทำงานธรรมดาวันหนึ่งของผู้หมวดจองแทอึล (นำแสดงโดยคิมโอกึน) เมื่อเธอได้พบกับพระราชาอีกน (นำแสดงโดยอีมินโฮ) แห่งจักรวรรดิเกาหลีที่จัตุรัสควางฮวามุน และนับจากวินาทีนั้น ทั้งอนาคตและอดีตของทั้งคู่ก็เกี่ยวพันกันแนบแน่น และทั้งสองต้องร่วมเผชิญชะตากรรมในชีวิตไปกับบรรดาคนใกล้ชิดเพื่อตัดสินใจครั้งสำคัญอันจะส่งผลอันยิ่งใหญ่ในอนาคต

“สำหรับผมแล้ว นี่มันเป็นอะไรที่มากกว่าเทพนิยายรักเพ้อฝันทั่วไปครับ คาแร็กเตอร์ทุกตัวมีความพิเศษในตัวเองทั้งสิ้น และนั่นก็ทำให้เคมีของแต่ละคนเข้ากันได้เป็นอย่างดีเลยครับ” อีมินโฮให้สัมภาษณ์ในระหว่างงานแถลงข่าวเปิดตัวซีรีส์ The King: Eternal Monarch 

เล่าให้เราฟังหน่อยว่าโลกคู่ขนานใน The King: Eternal Monarch นั้นเป็นอย่างไร

อีมินโฮ: The King เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกคู่ขนาน คาแร็กเตอร์แต่ละตัวต่างก็มีบทเป็นของตัวเองเพื่อแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างมิติและห้วงเวลาที่ต่างกัน ผมใช้เวลาทำความเข้าใจตัวละครอย่างพระราชาอีกนนานมากครับ เขาต้องเผชิญอะไรมาบ้าง มีความเป็นมาอย่างไร ผมหวังว่าผู้ชมจะเข้าใจเขาได้เช่นกันนะครับ

คิมโกอึน: แทอึลกับลูน่าเป็นตัวละครที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ การที่จะทำให้ทั้งสองคนมีชีวิตขึ้นมา ฉันเองก็ใช้เวลานานในการสร้างคาแร็กเตอร์ให้ทั้งคู่ ทั้งวิธีการเดิน พลังงานที่ทั้งสองปล่อยออกมาสู่คนรอบข้าง ไล่ไปจนถึงวิธีการแต่งตัวเลยค่ะ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะคะตั้งแต่เข้าวงการมาที่ฉันได้รับบทเป็นตัวละครสองตัวในเรื่องเดียวกัน มันสนุกมากเลยค่ะ แม้จะเครียดมากก็ตาม อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ฉันชอบตอนที่แทอึลกับลูน่านั่งคุยกันเองในหัวฉันมากๆ เลย

เคมีของพระราชาอีกนกับแทอึลเข้ากันมากเลยนะ เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนเลย

อีมินโฮ: ใช่เลยครับ อีกนเป็นเด็กวิทย์ ในขณะที่แทอึลเป็นเด็กสายศิลป์ ผมถึงขั้นไปเรียนเลขกับฟิสิก์อีกครั้งเลยนะครับเพื่อรับบทเป็นเขา (หัวเราะ) อีกนเป็นคนเป๊ะมาก มีคำตอบที่แน่นอนในทุกคำถาม เขาใช้เวลาในการเสาะหาความจริงด้วยความใส่ใจ จนบางครั้งก็ทำให้คนรอบตัวอึดอัดได้ แต่เขาก็หมายความตามที่พูดทุกคำเลยนะครับ

คิมโกอึน: จริงๆ แล้วบุคลิกของแทอึลอยู่คนละขั้วกับอีกนเลยนะคะ เธอไม่มีทางเรียนสายวิทย์รอดแน่นอนค่ะ (หัวเราะ) ฉันไม่รู้ว่าจะอธิบายเป็นคำพูดอย่างไร แต่ฉันรู้สึกได้ว่าตัวเองสื่อสารกับแทอึลได้ค่ะ เหมือนกับว่าฉันรู้ว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร และมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร เธอไม่ใช่คนประเภทสุขุมนุ่มลึกอะไรนักเมื่อเทียบกับอีกน เธอฟังสัญชาติญาณของตัวเองเป็นหลัก และลงมือทำตามสัญชาติญาณนั้นทันทีค่ะ

“ฉันยังไม่เชื่อเลยว่าโลกนี้มันกลม” – คำพูดนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับความเป็นแทอึลได้ใช่ไหม

คิมโกอึน: ฉันคงไม่บอกว่าแทอึลเชื่อว่าโลกมีรูปทรงอื่นหรอกค่ะ คำพูดนี้มันหมายความว่า เธอเป็นคนประเภทที่ไม่สนใจความเชื่อประเภท ‘นามธรรม’ จับต้องไม่ได้มากกว่าค่ะ ความเชื่อประเภทที่ทุกคนเชื่อถือทั้งๆ ที่มองไม่เห็นซึ่งหน้านั่นล่ะค่ะ

อย่างที่รู้กันนะคะว่าทุกคนเชื่อตามกันหมดว่าโลกใบนี้กลม แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นความกลมของโลกด้วยตาตัวเองใช่ไหมคะ สำหรับแทอึลแล้ว เธอไม่ใส่ใจจะเชื่อมันจนกว่าเธอจะได้เห็นโลกกลมๆ ใบนั้นกับตาตัวเองค่ะ

คุณเชื่อในโลกคู่ขนานไหม

อูโดฮวาน: สำหรับผม มันฟังดูน่ากลัวนะคะ ผมไม่คิดว่าโลกแบบนั้นจะมีแต่เรื่องดีๆ หรอก ถ้าโลกคู่ขนานมีอยู่จริง ผมจะแกล้งทำเป็นว่ามันไม่มีจริง แล้วก็ใช้ชีวิตของผมไปเรื่อย (นิ่งคิด) แต่ถ้าใครอยากจะเอาผมไปสำรวจโลกนั้น ผมก็ไปได้นะ ไม่ติด อาจจะไปมองหา ‘ตัวผม’ อีกคนที่อยู่ตรงนั้น แต่ก็นั่นแหละ ความคิดเรื่องโลกคู่ขนานมันทำให้ผมกลัว แล้วก็คิดฟุ้งซ่าน แค่คิดว่าจะมีอีกคนที่หน้าตาเหมือนผม แต่ต้องใช้ชีวิตที่ลำบากกว่า หรืออาจจะดีกว่าผม ผมก็บอกไม่ถูกแล้วครับ

จองอึนแช: ส่วนตัวฉันไม่เชื่อเรื่องโลกคู่ขนานเลยค่ะ แต่ฉันก็พอจะจินตนาการออกนะคะว่ามันจะเป็นอย่างไร บางครั้งฉันก็แอบสงสัยว่าถ้ามีโลกอีกใบหนึ่งที่แตกต่างจากโลกที่เราอาศัยอยู่ มันจะเป็นอย่างไรกันนะ

คิมคยองนัม: ผมไม่เชื่อว่าโลกคู่ขนานมีอยู่จริงครับ แต่ตอนถ่ายทำเรื่อง The King ผมเองก็หมกมุ่นกับมันอยู่ไม่น้อย คงเป็นเรื่องสนุกดีถ้าจะมี ‘ตัวผม’ อีกคนอยู่ในจักรวาลที่ต่างไปจากที่ผมอยู่ ผมจะได้ไปเที่ยวเล่นกับเขาได้ไง และถ้าเราเข้ากันได้ ก็จะได้แลกกันใช้ชีวิตสักสองสามวันน่ะครับ

เกินสิบปีแล้วที่คุณอยู่ในวงการนี้มา คุณคิดอย่างไรกับอุตสาหกรรมทีวีและภาพยนตร์ของเกาหลีตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

อีมินโฮ: ผมเองก็จินตนาการไม่ออกหรอกครับว่าหลังจากเข้าวงการมาเมื่อสิบปีที่แล้ว ผมจะยังคงเป็นนักแสดงอยู่จนถึงวันนี้ ดังนั้น ถ้าจะให้ตอบว่าจุดเปลี่ยนของวงการบันเทิงเกาหลีอยู่ตรงไหนคงจะตอบยากสักหน่อย

ตอนนี้วงการนี้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม และการได้มีโอกาสอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ และได้ทำงานกับคนเก่งๆ หลายด้านถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับผม และการได้จับมือกับ Netflix ก็ทำให้เราได้ขยายฐานคนดูไปได้กว้างกว่าเดิม ผมตื่นเต้นกับเรื่องนั้นมากจริงๆ ครับ

The King: Eternal Monarch ออกตอนใหม่ทุกวันศุกร์ – เสาร์ เวลา 21.30 น. ทาง Netflix 

Original Content Exclusively for L’Officiel Malaysia

Photography: Courtesy of SBS and Netflix

Original Content Here 

LiveStream แถลงข่าว Time to Hunt โดย Netflix

วันที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 19.00 น. เตรียมพบกับ LiveStream งานแถลงข่าวภาพยนตร์เรื่อง Time to Hunt โดย Netflix ได้ที่ลิงก์นี้

โดยไลฟ์สตรีมนี้จะมี Lee Dong Jin นักวิจารณ์ภาพยนตร์, Yoon Sung-Hyun ผู้กำกับ และนักแสดงทั้ง Lee Je-Hoon, Ahn Jae-Hong, Choi Woo-Shik (จากเรื่อง Parasite), Park Jung-Min และ Park Hae-Soo มาร่วมพูดคุยกัน และยังมี session สำหรับตอบคำถามคนที่ดูไลฟ์สตรีมมิ่งด้วยครับ

หมายเหตุ: แถลงข่าวเป็นภาษาเกาหลี และไม่มีซับไทยนะครับ

ลองดูเทรลเลอร์กันได้ที่ลิงก์นี้ก่อนตัดสินใจได้ครับ

Time to Hunt สตรีมที่ Netflix แล้ววันนี้

ลือสนั่น!!! กงยูร่วมอ่านบทซีรีส์ไซไฟที่อาจร่วมแสดงกับเบดูนา

วันที่ 21 เมษายนนี้ ตัวแทนจากเอเจนซี่ Management Soop ของนักแสดงชื่อดังอย่าง Gong Yoo ออกมายอมรับว่ากงยูกำลังพิจารณาเพื่อรับบทในซีรีส์ไซไฟของ Netflix ที่มีชื่อว่า Ocean of Silence อยู่

โดยก่อนหน้านี้ Ocean of Silence ได้รับความสนใจเมื่อมีข่าวว่าจะได้นักแสดงอย่าง Jung Woo-sung มาร่วมแสดงและโปรดิวซ์ไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นเรื่องราวไซไฟทริลเลอร์ในยุคที่โลกกลายเป็นทะเลทรายทั้งใบ กลุ่มนักสำรวจจึงต้องถูกส่งไปหาสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ ที่ดวงจันทร์

ในขณะที่ Bae Doo-na นักแสดงนำจากซีรีส์ของ Netflix เรื่อง Kingdom เองก็อยู่ในระหว่างการเจรจาร่วมแสดงเป็นหนึ่งในทีมสำรวจดวงจันทร์เช่นกัน และถ้าหากกงยูยอมรับข้อเสนอนี้ เขาจะรับบทเป็น Yoon Jae หัวหน้าทีมสำรวจ ผู้ที่เป็นทหารเก่า

คุณคิดว่าหากข่าวลือข้างต้นทั้งหมดเป็นจริง จะเป็นอย่างไรกันนะ?

ต้นตอข่าวลือ คลิก ที่นี่ และ ที่นี

เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จะจัดตลาดซื้อขายภาพยนตร์ออนไลน์เพื่อสนับสนุนบุคคลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสโคโรน่า

“ไม่มีใครรู้เลยว่าครึ่งหลังของปีนี้ สถานการณ์จะเป็นอย่างไรบ้าง คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะสามารถจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ใดๆ ก็ตามขึ้นได้อีกสักครั้งไหมภายในปี 2020 นี้ นั่นหมายรวมถึงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยครับ” Thierry Frémaux โฆษกของงานกล่าว​ “ด้วยเหตุนั้น ทีมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการนำเสนอเป็นพิเศษในปีนี้ โดยการประเทศเทศกาล Marché du Film Online โดย Jérôme Paillard ผู้อำนวยการใหญ่ของ Marché เอง ซึ่งเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการตลาดพร้อมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก” 

CANNES, FRANCE – MAY 17: The red carpet is rolled out for the start of the 70th annual Cannes Film Festival at the Palais des Festivals on May 17, 2017 in Cannes, France. Celebrities, fans and the movie world are descending on Cannes for this year’s festival of the screen which begins today. (Photo by Christopher Furlong/Getty Images)

ซึ่งงาน Marché du Film Online นี้ถือเป็นตลาดค้าขายภาพยนตร์ออนไลน์อิสระที่สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้คนในวงการอุตสาหกรรมภายนตร์ทั่วโลก โดยมีกำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 22 – 26 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป

โดยภายในงานนั้นจะจำลองบรรยากาศการซื้อขายภาพยนตร์ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นบูธสามมิติเสมือนจริงสำหรับเอเยนต์ภาพยนตร์ พาวิลเลียนเสมือนจริงสำหรับค่ายหนัง การเจรจาค้าขายผ่านวิดีโอคอลล์ ออนไลน์สกรีนนิ่งสำหรับเช็คภาพยนตร์ รวมไปถึงการสัมนาอื่นๆ อีกด้วย 

หากสมัครเข้าร่วมงานก่อนวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ค่าร่วมงานเพียง 95 ยูโรเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะเป็นราคา 195 ยูโรสำหรับเรตปกติ

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก ที่นี่

What’s Wrong with Secretary Kim? : ภารกิจในการค้นหาชีวิตของตัวเอง

ภายใต้ความกุ๊กกิ๊ก เบาสมองที่ฉาบเคลือบซีรีส์ What’s Wrong with Secretary Kim? อยู่นั้น เราอาจจะได้เรียนรู้ทั้งตัวตนของตัวเอง ไปพร้อมกับการทำความเข้าใจตัวตนของคนอื่นไปพร้อมกันก็เป็นได้

Author: Pacharee Klinchoo

“ฉันอยากมีชีวิตที่ไม่ใช่เลขา และไม่ต้องดูแลครอบครัว”

คือเหตุผลที่เลขาคิม (นำแสดงโดย Park Min-young) ให้กับท่านรองประธาน อียองจุน (นำแสดงโดย Park Seo-jun) เมื่อเธอบอกเขาว่าเธอตัดสินใจลาออกจากอาชีพเลขานุการส่วนตัวของเขาที่เธอทำมา 9 ปี ‘ด้วยเหตุผลส่วนตัว’ ซึ่งหมายถึงการใช้หนี้ของครอบครัว และส่งพี่สาวทั้งสองเรียนต่อจนจบ มีงานมีการทำเรียบร้อยแล้วนั่นเอง แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ นอกเหนือจากความกุ๊กกิ๊กน่ารักสดในของฉากคู่พระ-คู่นางแล้ว เราก็จะไปร่วมสำรวจในจิตใจของทั้งเลขาคิม และตัวละครหลายๆ ตัวว่าแท้จริงแล้ว ความหมายแห่งตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไรกันแน่ 

ฟังดูอาจจะเวอร์ หรือคิดมากไปนิด หากจะมาชวนคุยวิเคราะห์เรื่องนี้จากซีรีส์ที่หน้าหนังดูเบาสมองเยี่ยงนี้ แต่ในระหว่างทางที่เรื่องดำเนินไปนั้น เราก็ได้เห็นอย่างค่อนข้างชัดเจนว่า หลายครั้งหลายคราที่ ‘ตัวตน’ ของเรานั้นคือสิ่งที่เราตัดสินใจเลือกลงมือทำ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาจนกระทั่งความสามารถเหล่านั้นกลายเป็นเสมือนอวัยวะในร่างกายของเรา ไม่แตกต่างจากความสามารถของคิมมีโซ ในฐานะเลขาคิมตลอดเรื่องนั่นเอง 

ในขณะเดียวกัน ตัวละครอย่างอีซองยอน (นำแสดงโดย Lee Tae-hwan) นั้นเองกลับเป็นผู้ที่หลงทางกับตัวตนของตัวเองได้อย่างมากที่สุด แม้ว่าเขาจะเลือกอาชีพที่ดูเหมือนจะเป็นอาชีพที่ ‘ติสต์’ และ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ อย่างที่สุดในสายตาคนปกติอย่างนักเขียนก็ตาม 

ด้วยเหตุการณ์พลิกผันในวัยเด็กของทั้งอียองจุน และอีซองยอน ทำให้พวกเขาเดินตามเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว หากมองด้วยแว่นตาของคนปกติแล้ว การใช้ชีวิตในฐานะศิลปินโดยไม่ต้องดูแลกิจการของครอบครัวนั้นอาจจะดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ ‘มีความสุข’ และ ‘เป็นตัวของตัวเอง’ มากกว่าการมารับหน้าที่เป็นรองประธานธุรกิจขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ?

(นับจากนี้ไป มีสปอยล์เนื้อหาหลักของเรื่อง)

บทบาทของพระเอ๊ก…​ พระเอก… ที่อาจทำร้ายบางคนโดยไม่รู้ตัว

ในวันที่อียองจุนตัดสินใจโกหกคำโตเพื่อทำให้พ่อและแม่ของเขาสบายใจ และให้ครอบครัวของตัวเองดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติสุขนั้น อาจจะเป็นวันที่เขาคิดแล้วว่านั่นคือการเสียสละอันยิ่งใหญ่ โดยการแบกรับความรู้สึกเจ็บปวดทั้งหมดมาไว้ในตัวเอง แต่ในวันนั้นเอง…​ ก็เป็นวันที่เขาปลดเปลื้องตัวตนของอีซองยอนไปได้ในแบบที่เขาไม่ทันคิดได้เช่นกัน

การที่อียองจุนตัดสินใจแบกรับความเจ็บปวดทั้งหมดไว้กับตัวเอง และไม่เปิดโอกาสให้อีซองยอนเข้ารับการบำบัดรักษาอาการทางจิตที่เกิดจากความรู้สึกผิดในใจนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตของอีซองยอนไปได้ตลอดกาล เราจะพูดแรงไปไหมว่า นี่เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่เรียกได้ว่าใจร้ายและเห็นแก่ตัวมากที่สุดเลยก็ว่าได้… แม้ว่ามันจะมาจากความปรารถนาดีที่สุดของเด็กตัวน้อยคนหนึ่งก็ตาม 

ในวันที่เหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลายออก ทุกคนรับรู้ความจริงที่ปิดบังกันมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ อียองจุนไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวเองใดๆ ไปในระหว่างที่เขาบอกตัวเองว่าเขาโกหกเพื่อคนอื่น แต่อีซองยอนนั้นกลับใช้ชีวิตในสองทศวรรษที่ผ่านมาในความทรงจำปลอมๆ ของคนอื่น… และเมื่อทุกอย่างเปิดเผย… เขากลับกลายเป็นผู้ไร้ตัวตนอย่างแท้จริง 

เราแอบทึ่งในความเข้มแข็งของตัวละครที่สามารถยอมรับความจริงทั้งหมดนี้ได้โดยไม่บุบสลายมากมายดังที่ควรจะเป็น สิ่งที่เขาทำคือตัดสินใจออกเดินทางค้นหาตัวตนของตัวเอง ด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่งหลังจากได้รับการบำบัดอย่างที่ควรจะเป็น และเขาก็สัญญากับน้องชายว่า จะกลับมาพร้อมหนังสือเล่มใหม่…

ซึ่งนั่นก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า หนทางสายอาชีพนักเขียนที่เขาเลือกนั้น ก็กลายมาเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญในชีวิตเขา คือตัวตนของเขาในรูปแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากตัวตนของคิมมีโซในฐานะเลขาคิมเลย

บทสรุปแห่งเส้นทางชีวิตที่เลือกเดิน

ด้วยความโรแมนติกคอมเมอดี้ของซีรีส์เรื่องนี้ บทสรุปทั้งหมดจึงเป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น พระเอกและนางเอกอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตราบนิรันดร์… และภารกิจในการค้นหาตัวตนของคิมมีโซก็มีบทสรุปง่ายๆ แต่น่ารักถูกใจแฟนๆ ว่า แท้จริงแล้ว ตัวตนของเธอนั้นก็ผูกพันแนบแน่นกับอียองจุนมาตั้งแต่เธอยังเด็ก และตลอดระยะเวลาการทำงานเก้าปีที่ผ่านมากับเขา ก็สร้างอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองขึ้นมา และเธอก็ได้รับการยอมรับในฐานะเลขามืออาชีพ ส่วนตัวเธอเองก็ยอมรับได้ในที่สุดว่า คงจะไม่มีใครทำตำแหน่งนี้ได้ดีไปกว่าเธออีกแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นคิมมีโซ หรือเลขาคิม ทั้งสองคนนั้นหลอมรวมเป็นตัวตนเดียวกันจนแทบจะแยกไม่ออกแล้วก็ว่าได้

บทสรุปตรงนี้ทำให้เราอดย้อนกลับไปนึกถึงหนังสือเรื่อง The Alchemist (ชื่อภาษาไทย : ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน) ของ Paolo Coelho ไม่ได้ เพราะในวันที่เด็กหนุ่ม ตัวเอกของเรื่องตัดสินใจออกจากที่พักของตัวเองเพื่อไปตามหาขุมทรัพย์ที่ปลายฝันนั้น คือวันที่ชะตากำหนดให้เขาย้อนกลับมาค้นพบขุมทรัพย์ก้อนใหญ่ใต้ที่นอนของเขานั่นเอง แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับสิ่งยากลำบากใดๆ มากมายมหาศาลเพื่อพบสัจธรรมเล็กๆ ว่าแท้จริงแล้ว ขุมทรัพย์นั้นอยู่ตรงหน้าเขามาตลอด แต่หากเขาไม่ตัดสินใจออกเดินทางก้าวแรกเพื่อ ‘ค้นหา’ แล้ว ขุมทรัพย์นั้นคงนอนนิ่งอยู่ใต้ที่นอนของเขาไปตราบนิรันดร์กาล 

ซึ่งก็ไม่ต่างจากเส้นทางการค้นหาตัวตนของเลขาคิมและอียองจุนนั่นเอง ในวันที่เธอตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตที่เธอคุ้นชิน และในวันที่เขาตัดสินใจปล่อยเธอไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง ก็คือวันที่เขาและเธอค้นพบว่า แท้จริงแล้ว ตัวตนของทั้งคู่นั้นผูกพัน และพึ่งพิงกันและกันมามายขนาดไหน 

บทสรุปนี้อาจจะดูเหมือนแสนหวาน แต่แท้จริงแล้ว จะมีใครสักกี่คนบนโลกนี้ที่เห็นคุณค่าของที่อยู่ในมือก่อนที่เราจะสูญเสียมันไปจริงๆ กันล่ะ?

What’s Wrong with Secretary Kim? สตรีมมิ่งที่ Netflix