ขยายเวลาเข้าร่วมกิจกรรม “SPIRAL T-SHIRT: FROM THE TERROR OF SAW” สำหรับสาวกภาพยนตร์เรื่อง SAW เท่านั้น!

มงคลเมอเจอร์ ขยายเวลาส่งผลงานประกวดออกแบบเสื้อยืดแฟนดีไซน์ภายใต้โปรเจ็กต์ ‘SPIRAL T-SHIRT: FROM THE TERROR OF SAW’ ออกไปอีกนิด เพื่อชิงรางวัล 5,000 บาทสำหรับผู้ชนะเลิศ นอกจากนั้น ลายเสื้อยืดที่ชนะยังจะถูกนำไปผลิตเป็นของพรีเมียมพิเศษของภาพยนตร์อีกด้วย

กติกามีเพียงให้คุณออกแบบเสื้อยืดภายใต้สัญลักษณ์ ‘เกลียวสีเลือดสไปรัล’ เพื่อสื่อถึงความระทึกขวัญของภาพยนตร์ ‘Spira: From the Book of Saw’ ที่กำลังจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์เกมล่าครั้งใหม่ของฆาตกรโรคจิตที่เลียนแบบ ‘จิกซอว์’ ฆาตกรต่อเนื่องในตำนาน

อ่านดีๆ ก่อนส่ง:

– ผู้เข้าประกวดต้องออกแบบในโปรแกรม Adobe Illustrator เท่านั้น และจำกัดสีในการออกแบบได้ไม่เกิน 6 สี 

– โพสต์ภาพที่คุณออกแบบบน Facebook ของคุณเอง และตั้งเป็นสาธารณะ

– พร้อมติด #SPIRALFANART

ส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 7 พฤษภาคม และลุ้นประกาศผลผู้ชนะได้ที่เฟสบุคเพจของมงคลเมเจอร์

5 คำถามฝากถึงกงยู สามีแห่งชาติสุดฮ็อตจากภาพยนตร์เรื่อง ‘ซอบก’ จากแฟนๆ ชาวไทย

ด้วยกระแสมาแรงฉุดไม่อยู่ของภาพยนตร์เรื่อง ‘SEOBOK ซอ-บก มนุษย์อมตะ’ ที่ได้สองพระเอกชื่อดังสองวัยจากประเทศเกาหลีอย่าง กงยู และ พัคโบกอมมาร่วมจอกันเป็นครั้งแรก ทำให้สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนลเปิดโอกาสให้แฟนๆ ชาวไทยได้ส่งคำถามเอ็กซ์คลูซีฟถึงกงยูผ่าน #SEOBOK ในทวิตเตอร์ และนี่คือห้าคำถามที่กงยูตอบกลับมาให้แฟนๆ ชาวไทย

รู้สึกอย่างไรที่ได้เล่นเรื่องนี้คะ แล้วชอบในตัวละครของตนเองอย่างไรบ้างค่า (@fineday_club)

ตัวละครนี้มีความดาร์กมากจนไม่เหลือความหวังทั้งร่างกายและจิตใจ การเป็นกีฮอนผมอยากให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความยากลำบากของชีวิตที่ผ่านมาครับ ผมเลยอยากให้มีความสมเหตุสมผลของตัวละครที่จะดูโทรม ไม่สบาย ผอมแห้ง ก็เลยต้องลดน้ำหนักเพื่อหนังเรื่องนี้ครับ 

คิดว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ คืออะไร (@may_chayada)

ตัวผมเองคิดถึงความหมายของหนังเรื่องนี้ตลอดตั้งแต่ตอนที่พิจารณาบท ระหว่างที่เราถ่ายทำ ปิดกล้อง หรือแม้กระทั่งตอนนี้ผมก็ยังคิดถึง หนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดว่าการมีชีวิตยาวนานไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่การที่ชีวิตเรามีจุดสิ้นสุด เราจะใช้ชีวิตอย่างไร อันนี้คือประเด็นที่ทำให้ผมคิดจากหนังเรื่องนี้ครับ

ในภาพยนตร์ เรายังไม่รู้คำตอบว่าตัวละครเลือกทางไหนระหว่าง “การมีชีวิตอยู่ตอนนี้ หรือการมีชีวิตอยู่ตลอดไป” อยากทราบว่า ถ้าในชีวิตจริงสามารถเลือก 2 ทางเลือกดังกล่าวมาได้ นักแสดงจะเลือกทางไหน เพราะอะไรคะ (@FORYOU879)

ผมเลือกชีวิตที่มีจุดสิ้นสุดครับ ผมเคยแสดงละครและใช้ชีวิตอมตะเป็นประสบการณ์ทางอ้อมมาแล้ว มันทรมานและเศร้ามาครับ มันเป็นความคิดส่วนตัว ก็ยอมรับนะครับว่า ชีวิตที่มีจุดสิ้นสุดอาจจะลำบากน้อยกว่าหรือเปล่า

ถามคุณกงยูว่า รู้สึกอย่างไร เมื่อต้องมารับบทคู่กับโบกอมคะ และด้วยอายุที่ต่างกันมาก มีอะไรที่ต้องปรับตัวเข้าหากันระหว่างทำงานบ้างคะ (@mecottoncandy)

เคยได้ยินมาว่าเป็นคนตั้งใจทำงาน แล้วก็มารยาทดีนะครับ พอผมได้มาสัมผัสก็รู้สึกเหมือนกันครับ ได้เจอตอนถ่ายหนังก็ตั้งใจทำงานมาก จริงใจ ผมยังรู้สึกว่าน่ารักเลยครับ ด้วยความเป็นรุ่นพี่ ผมเป็นห่วงเขาว่า เขาจะคิดมากกับเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดหนักๆ อยู่หรือเปล่า แต่พอมองดูเขา ก็ทำได้ดีมาก และน่าประทับใจมากครับ

ความสนุกที่สุดในช่วงที่ถ่ายคือเหตุการณ์ไหนคะ (@nanapatnapat)

บางครั้งผมก็อยู่ในอารมณ์ตัวละคร ยิ่งตอนอยู่คนเดียวจะยิ่งเครียดครับ พัคโบกอมก็คอยเทคแคร์ผมตอนทำงาน มันทำให้ผมรู้สึกดี มีกำลังใจไปด้วยครับ ยิ่งตอนที่ทำงานกันหนักมาก แต่พอได้อยู่กับเขาก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาก

หรือใครอยากฟังเป็นคลิปจากปากเจ้าตัวเอง ก็กดดูได้เลยครับ

พบกับ ‘SEOBOK ซอ-บก มนุษย์อมตะ’ ได้แล้วทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

Love Alarm สัญญาณรักพร้อมกระตุ้นทุกคนแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สตรีมแล้วตั้งแต่วันนี้ สำหรับซีรีส์สุดคิวท์จาก Netflix อย่าง Love Alarm ซีซั่นสอง ที่ได้นักแสดงชุดเดิมกลับมาเติมเต็มความน่ารักกันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเป็นการอุ่นเครื่อง เรามีบทสัมภาษณ์สั้นๆ ของเหล่านักแสดงนำและผู้กำกับจากงานแถลงข่าวเปิดตัวมาฝากทุกคน

ความรู้สึกต่อ Love Alarm 2 

คิมโซฮยอน: ซีซั่นนี้ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นค่ะ ดีใจที่ได้กลับมาร่วมงานในซีซั่น 2 เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เริ่มมีความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ ขอบคุณแฟนๆ จากทั่วโลกที่ติดตามชมตั้งแต่ซีซั่น 1 รู้สึกเซอร์ไพรซ์มากที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีขนาดนี้ค่ะ

ซงคัง: หลังจากซีซั่นแรก ผมเติบโตขึ้นมากครับ และตื่นเต้นสำหรับเวอร์ชั่นอัพเกรดในซีซั่นนี้ ซึ่งซีซั่น 1 ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากเลยครับ ผมแทบไม่อยากเชื่อเลย ครั้งนี้ก็อยากเห็นว่าผู้ชมจะชอบซีซั่น 2 ไหม ผมได้เห็น Love Alarm ในเวอร์ชั่นภาษาต่างๆ ทั่วโลก และได้อ่านคอมเมนท์จากแฟนๆ ทางออนไลน์ด้วย เห็นเลยว่าทุกๆ คนก็รอคอยซีซั่น 2 นี้ครับ

ผู้กำกับคิมจินอู: ซีซั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นอัพเกรดจากเดิมครับ ก็จะมีฟังก์ชั่นอะไรใหม่ๆ มากขึ้น 

เรื่องราวใน Love Alarm 2 เป็นอย่างไร 

ผู้กำกับคิมจินอู: สำหรับ Love Alarm เวอร์ชั่น 2.0 ตัวละครก็จะเติบโตขึ้นครับ เรื่องราวก็จะสะท้อนถึงการตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างในแบบที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ปมเรื่องราวหลายๆ อย่างก็จะมาคลี่คลายในซีซั่นนี้ 

ฟังก์ชั่นของแอปมีอะไรเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

คิมโซฮยอน: ฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ มีลูกเล่นใหม่ที่แสดงรายชื่อของ user ที่มีแนวโน้มว่าจะชอบพวกเขาในอนาคต แอปจะบอกได้ว่าใครเป็น potential relationship ของเราค่ะ 

คาแรกเตอร์ที่ได้รับมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และการทำงานกับผู้กำกับใน Love Alarm 2

คิมโซฮยอน: สำหรับคาแรกเตอร์ของฉัน คิมโจโจ ต้องเจอทั้งช่วงเวลาที่ดีและร้าย ทำให้บางครั้งเธอเป็นคนที่ซ่อนความรู้สึกของตัวเอง ไม่แสดงออกมา ทั้งความรู้สึกกลัว สับสน อึดอัดใจ เธอถึงใช้ shield และจากซีซั่นแรก เธอไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร เพราะเธอมี shield ด้วยส่วนหนึ่งนะคะ ซึ่งในซีซั่น 2 นี้ เธอก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ และเธอก็จะได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างจากการเติบโตค่ะ ซึ่งในเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกที่ซับซ้อน ความสับสน ผู้กำกับคิมจินอูช่วยได้มากเลยค่ะ

ผู้กำกับคิมจินอู: สำหรับ คิมโซฮยอน ผมจะไม่ได้ไกด์มากในเรื่องของ acting หรือ บุคลิกตัวละคร แต่ส่วนใหญ่ผมจะแชร์ความเห็น ความรู้สึกของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะผมอยากได้ real energy จากนักแสดง ผมจะช่วยใ้ห้พวกเขาเอาความรู้สึกจากข้างในออกมามากกว่า

ซงคัง: สำหรับคาแรกเตอร์ของ ฮวังซอนโอ จากซีซั่น 1 ที่เป็นเด็กไฮสคูล มาถึงซีซั่นนี้ก็จะเป็นผู้ใหญ่ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว โทนของเนื้อเรื่องโดยรวมใน Love Alarm 2 ก็เปลี่ยนไปด้วยครับ มีความมั่นคงขึ้น เติบโตขึ้นไปอีกขั้น ความขัดแย้งระหว่างตัวละครก็มีการ transform ไปอีกขั้น

ผู้กำกับคิมจินอู: สำหรับ ซงคัง เขามีความเข้าใจในคาแรกเตอร์อยู่แล้วครับ เมื่อต้องแสดง เขาสามารถตีความตัวละครจากมุมมองของตัวเอง เขามีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับตัวละครเลยครับ

ถ้าสามารถให้คำแนะนำแก่ตัวละครที่ตัวเองเล่นอยากจะบอกเขา/เธอว่าอะไร

คิมโซฮยอน: ฉันอยากจะบอก คิมโจโจ ว่า ฉันเข้าใจนะว่าเธอมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีบาดแผลในใจ ซึ่งเธอยังเด็กและสวย แต่เธอควรจะมีความสุขกับชีวิตบ้าง เธอสมควรได้รับมันนะ 

ถ้าให้เลือกเป็นตัวละครในเรื่องได้อยากเป็นใคร 

คิมโซฮยอน:  ฉันอยากเป็น ฮวังซอนโอ นะคะ อยากรู้ว่าเวลาแอปมันเตือนตลอดเวลา จะรู้สึกยังไง (หัวเราะ) หรือฉันอาจจะอยากปิดโทรศัพท์ไปเลยก็ได้ 

ซงคัง: ส่วนผมก็อยากเป็น คิมโจโจ ครับ ถ้ามี shield บ้างก็ดี 

การกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งใน Love Alarm 2 เป็นอย่างไรบ้าง

คิมโซฮยอน:  ฉันรู้สึกสบายๆ ขึ้นมากกว่าตอนซีซั่น 1 นะคะ ในขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นด้วยค่ะ ฉันรู้สึกว่าเคมีระหว่างนักแสดงและทีมงานไปกันได้ดี ทุกคนตลก ทำให้การทำงานสนุกมากค่ะ

ซงคัง: ตอนซีซั่นแรกผมรู้สึกประหม่านะครับ แต่พอมาถึงซีซั่นนี้เราสนิทกันมากขึ้น ถึงแม้งานจะหนัก แต่ทุกครั้งที่มาทำงานผมรู้สึกสนุกมากครับ

ผู้กำกับคิมจินอู: ผมเพิ่งมากำกับซีซั่นนี้เลยครับ ผมก็เลยต้องทำการบ้านด้วยการไปย้อนดูของซีซั่น 1 ทั้งหมด ยอมรับว่าทีแรกผมก็กังวลนิดๆ ครับ แต่พอตอนทำงานร่วมกันกับทีมแล้วหายเกร็งไปเยอะเลย ทุกคนทำงานด้วยง่าย และมีเอเนอร์จี้ที่ดีมากครับ

คุณคิดว่าอะไรคือจุดแข็งของเรื่อง Love Alarm ที่ทำให้มี Love Alarm ซีซัน 2 และคุณจะทำให้ซีซัน 2 แตกต่างจากซีซันแรกยังไง

ผู้กำกับคิมจินอู: ผมคิดว่าในซีซันแรก คาแรกเตอร์ของตัวละครสดใสมาก ดังนั้นในซีซัน 2 ผมอยากจะทำให้เห็นถึงพัฒนาการและการตัดสินใจต่างๆของตัวละครโดยแสดงให้เห็นถึงบุคลิกและนิสัยของคาแรกเตอร์ที่แท้จริงของตัวละครให้มากที่สุดครับ

องค์ประกอบอะไรที่อยากให้ผู้ชมเห็นในซีซัน 2 บ้าง

คิมโซฮยอน: ถ้าได้ดูซีรีส์ของเราที่มีการอัพเดทเวอร์ชั่นเป็น Love Alarm 2.0 ซึ่งจะมีผลทำให้มีเรื่องราวต่างๆตามมาจากการอัพเดทแอปพลิเคชันครั้งนี้ค่ะ 

ซงคัง: สำหรับผมจะเห็นว่ามีความขัดแย้งต่างๆค่อนข้างมากในซีซันแรก อยากให้ทุกคนติดตามเรื่องราวในซีซัน 2 ว่า บทสรุปของความขัดแย้งต่างๆจะเป็นยังไงครับ

ผู้กำกับคิมจินอู: ผมคิดว่าพัฒนาการ การเติบโตขึ้นของตัวละครแต่ละตัว รวมถึงการตัดสินใจต่างๆของตัวละครน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ซีซันนี้แตกต่างจากซีซันที่แล้วครับ 

ถ้าในชีวิตจริงมีแอป Love Alarm 2.0 คุณจะดาวน์โหลดมาใช้มั้ย หรือคุณจะเชื่อความรู้สึกของคุณเอง

คิมโซฮยอน: ถ้าคุณเห็นจากในตัวอย่างซีรีส์ การตัดสินใจของฉันค่อนข้างยาก ฉันเลือกที่จะเชื่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่าใช้แอปพลิเคชันค่ะ

ซงคัง: ผมคิดว่าผมคงไม่ดาวน์โหลดแอป ถึงแม้การใช้แอปค่อนข้างสะดวกและไม่ต้องแสดงความรู้สึกออกมา แต่ผมคิดว่าการที่แสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเองน่าจะเป็นความรู้สึกที่แท้จริงมากกว่าครับ

แอป Love Alarm มีส่วนสะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในสังคม อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อสารและถ่ายทอดในซีรีส์เรื่องนี้

ผู้กำกับคิมจินอู: เมื่อแอปพลิเคชันมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนและกลายเป็นตัวแบ่งสถานะทางสังคม ผมคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลกับไอเดียต่างๆกับแอปพลิเคชันเหล่านี้ แค่มองโลกในแง่ดีว่าเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้จะนำไปสู่สิ่งที่น่าตื่นเต้นใหม่ๆในชีวิตและเราไม่ควรจะต้องกังวลมากกับการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ครับ

คุณผ่านการแสดงหลากหลายบทบาทด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน คุณคิดว่าอะไรใน Love Alarm ที่เป็นสิ่งที่แตกต่างกับผลงานก่อนๆ ของคุณ

คิมโซฮยอน: ฉันคิดว่าอย่างที่ผู้กำกับบอกไว้คือเป็นความท้าทายใหม่และการเติบโตของตัวละครโจโจจากเด็กนักเรียนมัธยมและโตเป็นผู้ใหญ่ค่ะ

คุณผ่านการแสดงหลากหลายบทบาท คุณมีวิธีอย่างไรในเลือกที่จะแสดงในเรื่องต่างๆ

ซงคัง: ตอนที่ผมตัดสินใจที่จะเลือกเล่นในซีรีส์เรื่องต่างๆ ผมจะเลือกเรื่องที่จะให้ความบันเทิงจากมุมมองของผู้ชมและเลือกเรื่องที่มีความหมาย ผมอยากจะแสดงให้ผู้ชมเห็นถึงมุมใหม่ๆของผมที่ความแตกต่างไปจากเดิมครับ

Love Alarm, Navillera และ Sweet Home ล้วนเป็นซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูน คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่คุณเลือกแสดงผลงานจากเว็บตูน

ซงคัง: อย่างที่ผมบอกคือผมอยากจะแสดงในเรื่องที่ให้ความบันเทิงกับผู้ชมและมีความหมาย ผมคิดว่าซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูนเป็นเรื่องที่ผู้ชมชื่นชอบมากมายอยู่แล้วและน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับซีรีส์ประเภทนี้ครับ

ในผลงานก่อนหน้านี้ของคุณเราเห็นถึง Love Alarm เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก อะไรเป็นสิ่งที่คุณให้ความสำคัญในการกำกับเรื่องนี้

ผู้กำกับคิมจินอู: การทำงานในเรื่อง Love Alarm ทำให้ผมย้อนคิดถึงตัวเองในตอนที่ผมเป็นเด็กที่ผมอาจลืมไปแล้ว ได้ร่วมงานกับนักแสดงเด็กๆทำให้ผมได้รับพลังงานความรู้สึกที่สดใหม่ ในซีซัน 2 ทำให้ผมเข้าถึงและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่สดใหม่ใน Love Alarm ซีซัน 2 นี้ครับ

อะไรที่คุณได้เรียนรู้จากการแสดงเป็นคิมโจโจในเรื่องนี้

คิมโซฮยอน: ตัวละครโจโจเป็นคนที่ต้องตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่ค่อนข้างยากและท้าทาย มีความรับผิดชอบในสิ่งที่เธอเลือก ฉันคิดว่าการที่ฉันเล่นเป็นโจโจในเรื่อง ในฐานะนักแสดงทำให้ฉันต้องใส่ใจในรายละเอียดต่างๆมากขึ้น รวมถึงความกลัวในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตอนคุณอายุ 20 กว่าๆด้วยค่ะ

ซงคัง คุณได้รับฉายาว่าเป็น “ลูกรักของ Netflix” คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

ซงคัง: ผมรู้สึกยินดีมากครับและพอผมได้ยินอย่างนั้นทำให้ผมต้องตั้งใจทำงานให้หนักขึ้นเพื่อให้สมกับฉายาที่พวกเขาเลือกให้ผมครับ 

Sweet Home และ Love Alarm เป็นออริจินัลซีรีส์ของ Netflix คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่ได้แสดงในเรื่องนี้

ซงคัง: ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้การทำงานกับ Netflix ในฐานะนักแสดงด้วยผลงานแรกเรื่อง Love Alarm ในปี 2019 และเรื่องนี้ถือเป็นผลงานเรื่องที่ 3 ทุกครั้งที่ได้แสดงรู้สึกดีใจมากและมีความประทับใจทุกครั้งที่ได้แสดงครับ

ช่วยฝากอะไรถึงแฟนๆ 190 ประเทศทั่วโลกที่รอติดตามชม Love Alarm ซีซัน 2 หน่อย

คิมโซฮยอน: ขอบคุณทุกคนที่ชื่นชอบ Love Alarm ซีซัน 1 และอยากให้ทุกคนรอติดตามชมเคมีของตัวละครทั้ง 3 ในซีซัน 2 ที่เข้มข้นขึ้นค่ะ

ซงคัง: ขอบคุณมากสำหรับการตอบรับที่ดีมากๆในซีซัน 1 ผมหวังว่าทุกคนจะชื่นชอบในความแตกต่างและแปลกใหม่ในซีซัน 2 นี้ครับ

ผู้กำกับคิมจินอู: ผมหวังว่าผลงานที่พวกเราทุ่มเทในการถ่ายทำจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและทำให้ผู้ชมสนุกสนานและร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมนี้ไปกับพวกเราครับ

Love Alarm ซีซั่นสอง สตรีมมิ่งทาง Netflix แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ขึ้นไทม์แมชชีนไปร่วมงานวิวาห์ของโนบิตะและชิสุกะกับตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ ‘STAND BY ME โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2’

ตัวการ์ตูนอมตะอย่างโดราเอมอนนั้นก็ถือเป็นเพื่อนที่โตกันมาของใครหลายคน ล่าสุด Gucci เองก็ออกคอลเลกชั่นพิเศษกับเจ้าโดราเอมอนฉลองปีวัว และอีกไม่นานนี้ แฟนๆ ชาวไทยก็จะได้น้ำตาท่วมจอไปกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเจ้าแมวหุ่นยนต์ ตัวกลมสีฟ้าอย่าง ‘STAND BY ME โดราเอมอน เพื่อนกันตลอดไป 2’ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีหุ่นยนต์ตัวนี้ โดยตัวอย่างแรกนั้นเปิดออกมาก็เรียกได้ว่าน้ำตาท่วมจอแล้ว แถมยังได้คู่รักคนสำคัญอย่าง ‘โต๋ – ไบรท์’ มาพากย์เสียงเป็นโนบิตะ-ชิสุกะอีกด้วย

เรียกได้ว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง เปิดฉายรอบพิเศษ 1-5 เมษายนนี้ ก่อนฉายจริงในวันที่ 6 เมษายนทุกโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

เปิดคอนเทนต์ล่าสุดจาก Netflix Korea บอกเลยว่ายิ่งใหญ่อลังการจนออริจินัลประเทศอื่นร้องไห้อย่างแน่นอน

The Silent Sea

นักแสดง: แบดูนา กงยู และอีจุน

ผู้กำกับ: ชเวฮังยง

เรื่องราวในโลกอนาคตที่น้ำดื่มและอาหารกำลังจะหมดไปจากโลก จากภาวะที่ทั้งโลกกำลังจะแห้งแล้งเป็นทะเลทราย เจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษได้ถูกส่งไปยังฐานวิจัยบนดวงจันทร์ และเรื่องราวที่พลิกผันอย่างคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น The Silent Sea เป็นซีรีส์ที่สร้างจากภาพยนตร์สั้นของผู้กำกับชเวฮังยง ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเทศกาลภาพยนตร์สั้น Mise-en-scène ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2014 และในเวอร์ชั่นซีรีส์นี้ ผู้กำกับชเวฮังยง กลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง โดยร่วมกับผู้เขียนบท พัคอึนกโย เจ้าของรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Mother จากงาน Korean Association of Film Critics Awards ครั้งที่ 29 นอกจากนี้ซีรีส์เรื่องนี้ยังเป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก จากการที่นักแสดงจองอูซอง เข้าร่วมโปรเจ็คต์ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง โดยนักแสดงนำของเรื่อง ได้แก่ แบดูนา, กงยู และ อีจุน รับบทเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษ ที่ต้องเสี่ยงชีวิตในภารกิจบนดวงจันทร์ รับรองได้ว่าผู้ชมจะได้สัมผัสความระทึกสุดเข้มข้นจากซีรีส์ The Silent Sea อย่างแน่นอน

D.P.

นักแสดง: จองแฮอิน คูกโยฮวาน คิมซองกยุน และซนซอกกู

ผู้กำกับ: ฮันจุนฮี

D.P. ออริจินัลซีรีส์จาก Netflix เรื่องราวของ จุนโฮ นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพเกาหลี ที่อยู่ๆ ก็ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของหน่วย “Deserter Pursuit” ที่มีหน้าที่ติดตามทหารหนีทัพและต้องเผชิญกับเรื่องราวของเหล่าทหารหนุ่มผู้สับสน ซีรีส์เรื่องนี้สร้างจากเว็บตูนชื่อดังของ คิมโบทง ที่มียอดผู้อ่านมากกว่า 10 ล้าน กับเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นจริงของความรุนแรงอันโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกองทัพ ของหน่วย Deserter Pursuit (D.P.) ที่มีหน้าที่จับกุมทหารที่ละทิ้งหน้าที่ ซีรีส์เรื่องนี้จะถ่ายทอดทั้งความตึงเครียดและความตื่นเต้นของการไล่ล่าทหารหนีทัพ จากมุมมองของ “ทหารไล่ล่าทหาร” พร้อมเผยให้เห็นความทรมานทางจิตใจและความเจ็บปวดของทหารหนุ่มที่เลือกจะหลบหนี นักแสดง จองแฮอิน, คูกโยฮวาน และ คิมซองกยุน รับบทนายทหารสมาชิกหน่วย D.P. ขณะที่ ซนซอกคู รับบทเจ้าหน้าที่ทหารผู้ไม่เห็นด้วยกับหน่วย D.P. ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง ภายใต้หน่วยจับกุมทหารหนีทัพนี้

My Name

นักแสดง: ฮันโซฮี พัคฮีซุน อันโบฮยอน คิมซังโฮ อีฮักจู และชางยูล

ผู้กำกับ: คิมจินมิน

My Name ออริจินัลซีรีส์จาก Netflix ติดตามเรื่องราวของ จีอู ที่ร่วมมือกับทางตำรวจ โดยการเป็นสายให้ตำรวจ เข้าแทรกซึมในองค์กรอาชญากรรม เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อของเธอ และความจริงอันน่าเจ็บปวดที่ได้พบ ทำให้เธอต้องการจะแก้แค้นให้ได้ ผู้กำกับ คิมจินมิน ที่เคยมีผลงานก่อนหน้าอย่าง Extracurricular ซีรีส์ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องราวอันดำมืดและหักมุมของกลุ่มวัยรุ่นและสังคมเกาหลี โดยซีรีส์ My Name นี้ เขากลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของการแก้แค้นอย่างเลือดเย็นที่จะทำให้อะดรีนาลีนของผู้ชมสูบฉีด ฮันโซฮี นักแสดงสาวที่ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากจากบทบาทการแสดงที่หาตัวจับยาก จากซีรีส์ The World of the Married มาในซีรีส์ My Name นี้ เธอจะพลิกบทบาท เป็น จีอู และแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการแสดงที่เหนือขีดจำกัดของเธออีกครั้ง ร่วมด้วยทีมนักแสดงมากฝีมืออย่าง พัคฮีซุน, คิมซังโฮ, อีฮักจู และ ชางยูล อีกทั้งยังมีนักแสดงหน้าใหม่ที่ฝีมือการแสดงไม่ธรรมดา ที่จะมาร่วมถ่ายทอดบทบาทในซีรีส์แอ็คชั่นทริลเลอร์เรื่องนี้

Move to Heaven

กำหนดออกอากาศ: ครึ่งปีแรกของปี 2021
นักแสดง: อีเจฮุน และทังจุนซัง
ผู้กำกับ: คิมซองโฮ
Move to Heaven ออริจินัลซีรีส์จาก Neflix เรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มชื่อกือรู ที่มีอาการแอสเพอร์เกอร์ ที่มีปัญหาในการเข้าสังคม และ ซังกู ชายผู้กลายมาเป็นผู้ดูแลกือรู พวกเขาช่วยกันดูแลธุรกิจรับทำความสะอาดและจัดการข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย และได้ค้นพบเรื่องราวที่ผู้ตายได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง กำกับโดยคิมซังโฮ จาก How to Steal a Dog  และเขียนบทโดยยุนจีรยอน จาก Angel Eyes  เนื้อหาสำคัญของซีรีส์ Move to Heaven  เน้นไปที่ธีมเรื่องที่ไม่เหมือนใคร เกี่ยวกับธุรกิจ “รับทำความสะอาดและจัดการข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย” เพื่อจะถ่ายทอดข้อความของผู้ที่จากไปและการก้าวข้ามผ่านของผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อีเจฮุน นักแสดงที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม จะมาถ่ายทอดการแสดงที่เข้าถึงบทบาทและเข้าไปอยู่ในใจผู้ชม กับบท ซังกู และนักแสดงดาวรุ่ง ทังจุนซัง จะมารับบท กือรู กับการถ่ายทอดข้อความสุดท้ายของผู้ที่จากโลกนี้ไป

Squid Game

นักแสดง:  อีจองแจ พัคแฮซู
ผู้กำกับ: ฮวังดงฮยอก
Squid Game ออริจินัลซีรีส์จากเนตฟลิกซ์ เกี่ยวกับเกมเอาชีวิตรอดสุดลึกลับ ที่มีเงินรางวัล 40 ล้านดอลลาร์เป็นเดิมพัน ผู้ชมจะพบว่าตัวเองถูกตรึงอยู่กับหน้าจอ ด้วยความตึงเครียดและใจจดใจจ่อจากเหล่าผู้คนที่สิ้นหวังมากพอจนยอมเสี่ยงชีวิตกับเกมประหลาดนี้ Squid Game เป็นซีรีส์เรื่องแรกของผู้กำกับฮวังดงฮยอก จากภาพยนตร์  Silenced, Miss Granny และ The Fortress ที่นำเสนอประเด็นเชิงลึกและสะเทือนสังคม อีจองแจ รับบทเป็น กีฮุน ชายหนุ่มตกงานและล้มเหลว ในขณะที่ พัคแฮซู รับบทเป็น ซังอู ชายที่ประสบปัญหาหลังจากยักยอกเงินของบริษัท ทั้งสองคนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอดจากเกมสุดโหดนี้

Love Alarm Season 2 (แอปเลิฟเตือนรัก 2)

กำหนดออกอากาศ: 12 มีนาคม 2021
นักแสดง: คิมโซฮยอน จองการึม ซงคัง โกมินชี และคิมชีอึน
ผู้กำกับ: คิมจินอู
Love Alarm 2 (แอปเลิฟเตือนรัก 2) ออริจินัลคอนเทนท์เกาหลี เล่าถึงแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนที่จับความรู้สึกคนในระยะ 10 เมตร โดยจะแสดงผลแจ้งเตือนเมื่อมีคนชอบคุณอยู่ในรัศมีดังกล่าว ซีรีส์จะพาเราไปสำรวจความรักที่แตกต่างจากเรื่องรักโรแมนติกวัยรุ่นทั่วไป เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่ Love Alarm ไม่สามารถจับความรู้สึกของเธอต่อคนอื่นได้ และชายหนุ่ม 2 คนที่มีความรักต่อเธอ  ก็พยายามค้นหาว่าเธอรู้สึกอย่างไร
โดยเรื่องราวในซีซันที่สองนี้ เกิดขึ้น 4 ปีหลังจากการสร้างแอปพลิเคชัน สานต่อเรื่องราวความรักสามเศร้าระหว่าง คิมโจโจ (คิมโซฮยอน), อีฮเยยอง (จองการึม) และ ฮวังซอนโอ (ซงคัง) หลังจากพวกเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมและเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เข้มข้นกว่าเดิมด้วยการเปิดตัว Love Alarm เวอร์ชั่น 2.0 ซึ่งอัปเดตมาพร้อมกับลูกเล่นใหม่ที่แสดงรายชื่อผู้ใช้ที่มีแนวโน้มว่าจะชอบพวกเขาในอนาคต คิมโจโจที่ยังคงซ่อนความรู้สึกของเธอจะพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ได้รับอิทธิพลจากแอปพลิเคชันนี้

Hellbound

นักแสดง: ยูอาอิน พัคจองมิน คิมฮยอนจู วอนจินอา และยางอิกจุน
ผู้กำกับ: ยอนซังโฮ
Hellbound ซีรีส์ทริลเลอร์ระทึกขวัญ เล่าถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ที่เหล่าผู้คนได้เผชิญหน้ากับยมทูตแห่งความตายที่จู่ๆ ก็ปรากฎตัวขึ้นบนโลกมนุษย์โดยไม่มีใครคาดคิด และพิพากษาโทษให้มนุษย์ไปลงนรก เรื่องราวสุดเข้มข้นจะเผยให้เห็นถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ที่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรือคำสาป แต่กลับเป็นการเพิ่มขึ้นของกลุ่มศาสนาใหม่ ที่ตีความเหตุการณ์แปลกประหลาดดังกล่าวว่าเป็นความประสงค์ของพระเจ้า และผู้คนที่พยายามเอาชีวิตรอดในสังคมที่สับสนวุ่นวาย ซีรีส์สร้างจากเวบตูนต้นฉบับที่ชื่อว่า Hell ของชเวยูซอก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ได้สร้างความฮือฮาอย่างมากตั้งแต่เริ่มต้น โดยมี ชเวกยูซอก นักวาดภาพประกอบจาก Awl (หรือ Songgot ในภาษาเกาหลี) มาร่วมสร้างสรรค์ และได้ ยอนซังโฮ ผู้กำกับภาพยนตร์ Train to Busan และ Peninsula มารับหน้าที่กำกับซีรีส์สุดระทึกนี้ พร้อมนักแสดงมากฝีมือ อย่าง ยูอาอิน รับบทเป็น จองจินซู ผู้นำลัทธิทางศาสนาใหม่ที่เชื่อว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติคือประสงค์ของพระเจ้า และ พัคจองมิน รับบทเป็น แบยองแจ โปรดิวเซอร์สถานีโทรทัศน์ที่ลงไปขุดประเด็นข่าวเกี่ยวกับกลุ่มลัทธินี้ ที่ทำให้โปรเจคท์นี้น่าตื่นเต้นขึ้นไปอีกระดับ 

All of Us Are Dead


นักแสดง: ยุนชานยอง พัคจีฮู โชอีฮยอน โลมอน และยูอินซู
ผู้กำกับ: อีเจกยู และอิเนส คิม
All Of Us Are Dead ออริจินัลซีรีส์ซอมบี้ที่สร้างจากเว็บตูนสุดฮิต Now at Our School ที่ขึ้นติดท็อปชาร์ตทันทีที่ต้นฉบับได้เริ่มเผยแพร่เมื่อปี 2009 และได้รับความนิยมอย่างมาก จนแต่ละตอนในแต่ละสัปดาห์ติดอันดับรายการคีย์เวิร์ดที่กำลังมาแรงของเว็บ Naver ซีรีส์เล่าเรื่องราวของกลุ่มนักเรียนไฮสคูลที่ติดอยู่ในโรงเรียน พร้อมสถานการณ์ซอมบี้คลั่งที่กำลังจะบุกเข้ามา และผู้ที่พยายามช่วยพวกเขาในสถานการณ์สุดระทึกก็ได้พบกับเรื่องราวลึกลับที่ค่อยๆ เผยออกมา ผลงานสร้างสรรค์โดยผู้กำกับ อีเจกยู (Beethoven Virus, The Legendary Police Woman, Intimate Strangers) และผู้เขียนบท ชุนซุงอิล (The Slave Hunters, 7th Grade Civil Servant) ทั้งยังได้ทีมนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตา ยุนชานยอง, พัคจีฮู, โชอีฮยอน, โลมอน และ ยูอินซู มารับบทนักเรียนผู้รอดชีวิต และกำลังรอการช่วยเหลือ

Kingdom: Ashin of the North (ผีดิบคลั่งบัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ)

นักแสดง: ชอนจีฮยอน และ พัคบยองอึน
ผู้กำกับ: คิมซองฮุน
Kingdom: Ashin of the North (ผีดิบคลั่งบัลลังก์เดือด: อาชินแห่งเผ่าเหนือ) จะเป็นภาคแยกพิเศษจาก Kingdom 2 บอกเล่าเรื่องราวของตัวละครลึกลับทางเหนือของอาณาจักร ที่องค์ชายอีชางและคณะได้พบระหว่างเดินทางไปค้นหาต้นตอของโรคร้ายปลุกคนตายกลายเป็นซอมบี้ ซึ่งการปรากฏตัวของชอนจีฮยอน ช่วงท้ายของ Kingdom 2 ได้กลายเป็นชนวนสำคัญ ทั้งกับเรื่องราว และทอล์คออฟเดอะทาวน์ที่แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลในตอนนั้น โดยในภาคแยกนี้ ชอนจีฮยอน ในบท ‘อาชิน’ จะเปิดเผยความลับเบื้องหลังตัวตนของเธอ และสิ่งที่เกิดขึ้นในแคว้นทางเหนือก่อนหน้านี้ ส่วน พัคบยองอึน รับบท มินชีรก ผู้นำกองบัญชาการหลวง ซึ่งทิ้งปมให้ติดตามว่าเขามีความเกี่ยวพันอย่างไรกับหญิงสาวจากแดนเหนือ

Night in Paradise

กำหนดออกอากาศ: 9 เมษายน 2021
นักแสดง: ออมแทกู ชอนยอบิน ชาซึงวอน
ผู้กำกับ: พัคฮุนจอง
Night in Paradise ภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องราวของ ชายคนหนึ่งที่ตกเป็นเป้าหมายขององค์กรอาชญากรรม และผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้สึกอับจนหนทางในชีวิต ผู้กำกับ พัคฮุนจอง เจ้าของผลงานอย่าง New World, V.I.P., และ The Witch: Part 1. The Subversion ได้รับการยอมรับในฐานะผู้กำกับที่เชี่ยวชาญในการนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจผสมผสานกับฉากแอ็คชั่นอันยอดเยี่ยมให้ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ครั้งนี้เขากลับมากับผลงานแนวฟิล์มนัวร์ตามที่เขาถนัดเช่นเดิม Night in Paradise เป็นภาพยนตร์เกาหลีเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 77 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการรวมตัวของทีมนักแสดงที่เป็นที่ชื่นชอบและมีความสามารถด้านการแสดงที่น่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น ออมแทกู ที่ฝากการแสดงที่มีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ใน The Age of Shadows และ The Great Battle, ชอนยอบิน ที่ได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์ สำหรับบทบาทของเธอในเรื่อง After My Death และ ชาซึงวอน ที่พลิกบทบาทของตัวเองในการรับบทตัวร้ายที่ยากจะลืมเลือนใน Believer

 Lee Su-geun: The Sense Coach

นักแสดง: อีซูกึน
Lee Su-geun: The Sense Coach เป็นสแตนด์อัพออริจินัลของ Netflix ที่จะสร้างความสนุกสนานและผ่อนคลายให้กับผู้ชมผ่านการแสดงของอีซูกึน ผู้ชมจะได้ระเบิดอารมณ์ขันและร่วมหัวเราะออกมาดังๆกับมุขตลกสุดฮาของเขา อีซูกึนได้สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมชาวเกาหลีผ่านรายการวาไรตี้หลากหลายรายการ อาทิ Men on a Mission, Ask Us Anything Fortune Teller, New Journey to the West และ The Fishermen and the City 2 การแสดงสแตนด์อัพครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผู้ชมทั่วโลกจะได้รับชมการแสดงสแตนด์อัพสุดพิเศษ หลังจากการเดบิวต์ของเขาเมื่อ 25 ปีก่อน และคาดว่าอีซูกึนจะสามารถสร้างความประทับใจใน Lee Su-geun: The Sense Coach ผ่านการแสดงสดแบบโต้ตอบกับผู้ชมได้อีกครั้ง 

So Not Worth It

นักแสดง: พัคเซวาน ชินฮยอนซึง ชเวยองแจ (GOT7) มินนี่ ((G)I-DLE) และ ฮันฮยอนมิน
ผู้กำกับ: ควอนอิกจุน และ คิมจองชิก
So Not Worth It เป็นซิทคอมว่าด้วยเรื่องราวความรัก มิตรภาพ และการใช้ชีวิตของนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในหอพักนานาชาติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในโซล ผลงานการกำกับของควอนอิกจุน ผู้กำกับที่สร้างผลงานซิทคอมเกาหลีที่เป็นที่ชื่นชอบหลากหลายเรื่อง อาทิ ซีรีส์ซิทคอมเรื่องแรกของเกาหลีอย่าง Three Guys and Three Girls และ Nonstop ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างและผู้อำนวยการสร้าง นอกจากนี้ยังได้คิมจองชิก จาก High Kick!, Potato Star 2013QR3 และ Shut Up and Smash  มาร่วมกำกับด้วย โดยมีซออึนจอง จาก New Nonstop และ แบคจีฮยอน จาก Nonstop ซีซัน1, 2 และ 3 รวมถึง Ugly Miss Young-ae ซีซัน 15, 16 และ 17 มาร่วมเขียนบทในซิทคอมเรื่องนี้ นำแสดงโดย พัคเซวาน ชินฮยอนซึง ชเวยองแจ (GOT7) มินนี่ (G)I-DLE และ ฮันฮยอนมิน 

Paik’s Spirit

นักแสดง: แบคจงวอน
ผู้กำกับ: พัคฮียอน อีอึนกยอง กวักชองอา และ อีจงฮยอก
Paik’s Spirit เป็นออริจินัลซีรีส์ที่ Netflix ร่วมมือกับ แบคจงวอนในการสร้างเรียลลิตี้ซีรีส์เรื่องแรกผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวของแบคจงวอนที่นั่งจิบเครื่องดื่มกับคนดังและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการในเกาหลีเพื่อสนทนาเกี่ยวกับการดื่มและการใช้ชีวิต โดยมีเจ้าของร้านอาหารเป็นผู้แนะนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหาร และวัฒนธรรมของเกาหลี ในซีรีส์นี้ผู้ชมทั่วโลกจะเพลิดเพลินไปกับพรสวรรค์ที่มีเสน่ห์ของแบคจงวอนที่เป็นขวัญใจของผู้ชมชาวเกาหลี รวมถึงการนำเสนอเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายชนิด อาทิ โซจูที่บรรจุในขวดสีเขียว เครื่องดื่มอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติเกาหลีและถือเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมการดื่มของเกาหลี เบียร์พื้นเมืองของเกาหลี ไวน์ข้าว ไปจนถึงคราฟต์เบียร์ โดยซีรีส์นี้จะนำเสนอเรื่องราวของ “เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของเกาหลี” เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั่วโลก

ลงนั่งพูดคุยกับเหล่านักแสดงนำจาก Vincenzo ซีรีส์ทนายความชิงไหวชิงพริบเรื่องล่าสุดจาก Netflix

สารภาพตรงๆ ว่า หลังจากนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ร่วมงาน press conference ติดๆ กันมากว่าปีเพราะสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นก็ทำให้เราอดใจห่อเหี่ยวไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามการมีซีรีส์น้ำดีอย่าง Vincenzo มาให้ดูทุกวันเสาร์และอาทิตย์ผ่าน Netflix ก็มาช่วยชุบชูใจเราบ้างนิดหน่อยกันแหละ

วันนี้เรามีบทสัมภาษณ์สั้นๆ ที่เหล่านักแสดงนำตอบคำถามระหว่าง press conference ออนไลน์ของซีรีส์เรื่องนี้มาแบ่งปันกันในระหว่างที่เรายังไม่สามารถมี press conference แบบตัวต่อตัวได้

แนะนำตัวทีละคน

ซงจุงกิ: งั้น Lady First เลยครับ

ชอนยอบิน: สวัสดีค่ะ ชอนยอบินค่ะ รับบท ฮงชายอง เป็นทนายค่ะ

ซงจุงกิ: ซงจุงกิครับ รับบท Vincenzo ทนายมาเฟีย Consigliere จากอิตาลีครับ ยินดีที่ได้พบครับ

อ๊กแทคยอน: อ๊กแทคยอนครับ รับบท จางจุนอู ทนายฝึกหัดสุดโก๊ะครับ

คุณอธิบายคาแรคเตอร์ในเรื่องคุณว่าอย่างไร ช่วยเล่าให้ฟังเพิ่มเติมได้หรือไม่ว่าคุณเป็นทนายแบบไหน

ซงจุงกิ: จุดร่วมของเราสามคนคือ เป็นตัวละครที่ประกอบอาชีพทนาย แต่เอาจริงๆ แล้วตัวละครเราต่างกันมาก ผมเป็นมาเฟียมาจากอิตาลี เรียกว่า Consigliere ถ้าเกิดรู้สึกว่าเข้าใจยาก ให้นึกถึงภาพยนตร์ดังเรื่อง The Godfather มีตัวละครชื่อว่า ทอม เป็นทนายความที่ปรึกษา อยู่ใต้อัลปาชิโน่ คอยควบคุมการทำงาน บท วินเซนโซ่ เป็นมาเฟียอิตาลีที่มาเกาหลี ถึงแม้จะไม่มีใบประกอบอาชีพในเกาหลี แต่ก็มาช่วยจัดการเรื่องราวต่างๆ รับบทแบบนั้นครับ

ชอนยอบิน: สำหรับฉันรับบทฮงชายอง เป็นทนายตัวท็อปของบริษัทกฎหมายที่เกาหลี ฮงชายองไม่สนใจว่าอะไร ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ แต่สนใจว่าทำแล้วตัวเองจะได้กำไรอะไร มองแต่ส่วนได้ส่วนเสีย เป็นคนที่วิ่งเข้าหาผลประโยชน์ของตัวเอง

อ๊กแทคยอน: ผมรับบท จางจุนอู ครับ จุนอูเป็นตัวละครที่ไร้เดียงสา ทำพลาดบ่อยๆ  มองแต่ชายองเสมอ เป็นตัวละครที่จะทำให้คนดูเกิดความสงสัยว่า สอบผ่านเข้ามาได้ยังไงเนี่ย เป็นทนายฝึกหัดที่น่ารักมากครับ

เมื่อคุณได้อ่านสคริปต์ครั้งแรกคุณรู้สึกอย่างไรบ้าง ทำไมคุณถึงตกลงรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้

ซงจุงกิ: เหมือนกับที่เรากำลังทำ APAC Press Con ในตอนนี้ ซีรีส์ไม่ได้พูดถึงแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะที่ไหน สังคมอะไร ประเทศใด ก็มีคนชั่วอยู่เสมอ ล่าสุดนี้เวลาดูข่าวที่เกาหลี ก็มีหลายเรื่องที่เห็นแล้วผมโกรธจนน้ำตาจะไหล ในซีรีส์เรื่อง Vincenzo มีตัวร้ายอยู่เยอะมาก ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นตัวร้ายที่มีอยู่จริงในโลกของเรา ซีรีส์มีวิธีการจัดการกับคนชั่วเหล่านั้นแบบแปลกใหม่ ทำให้รู้สึกโล่งใจ  ทำให้มีความรู้สึกร่วมไปกับละครได้

ชอนยอบิน: ทุกตอนของซีรีส์ไม่สามารถคาดเดาได้ ดำเนินเรื่องไปแบบรวดเร็วและมีรายละเอียดเยอะ เลยรู้สึกว่าอยากร่วมงานนี้ ตัวละครแต่ละตัวในคดีเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่ในบรรดาตัวละครเหล่านั้น ฮงชายองเป็นคนที่มีเสน่ห์มาก รู้สึกทันทีเลยว่าอยากแสดงให้ได้ เป็นเสน่ห์ที่โดดเด่นสัมผัสได้จากตัวบท นอกจากนี้ละครของเรายังเป็นละครที่ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ระหว่างความเยือกเย็นและความร้อนผ่าว สลับกันไปมา เป็นเสน่ห์ของละครเรื่องนี้

อ๊กแทคยอน: ตอนได้อ่านบท มีสองสิ่งที่ดึงดูดผม อย่างแรกคือ สตอรี่ไลน์ของบทและคำอธิบายที่อยู่ในนั้น ถูกเขียนออกมาอย่างดีมาก พอผมอ่านบทปุ๊บก็สามารถวาดภาพในหัวได้ปั๊บเลย สามารถเข้าใจสิ่งที่นักเขียนอยากจะสื่อออกมาได้ทันที เป็นบทที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นจริง (reality) ได้ อีกอย่างคือ ตัวละครจุนอู เป็นตัวละครที่จะได้เห็นการเติบโต เริ่มจากการที่คอยมองแต่ชายอง จะทำให้เกิดความสงสัยว่าจุนอูจะพัฒนาต่อไปยังไงบ้าง ก็เลยตัดสินใจรับบทนี้ครับ

ความประทับใจแรกของคุณที่มีต่อนักแสดงท่านอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง และเมื่อได้ทำงานร่วมกันในซีรีส์เรื่องนี้แล้วมีความรู้สึกต่อกันอย่างไร คุณมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อพบว่าจะได้ทำงานร่วมกัน

ซงจุงกิ: ผมได้เจอกับทั้งคุณยอบินและคุณแทคยอนเป็นครั้งแรกเลย ตอนได้ยินครั้งแรกว่าจะได้ร่วมงานกัน ผมได้เจอกับตัวละครผ่านจากในบทมาหมดแล้ว เลยรู้สึกว่าจับคู่ตัวละครกับนักแสดงได้ดีมาก เหมาะกับทั้งสองท่าน พอได้เจอตัวจริงครั้งแรก รู้สึกอุ่นใจ ตอนนั้นเจอกันที่มีตติ้งรวมกับสตาฟ รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเลยว่าถ่ายทำละครกับสองคนนี้จะต้องสนุกแล้วก็มีกำลังใจมาก แน่นอนว่าถ้าเริ่มถ่ายเมื่อไหร่ ก็จะต้องมีความยากลำบากเกิดขึ้น แต่สองคนนี้จะช่วยทำให้ถ่ายได้อย่างสนุกและมีกำลังอย่างแน่นอนครับ

ชอนยอบิน: เท่าที่รู้ ฉันถูกแคสเป็นคนแรกในเรื่อง Vincenzo ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะมีรุ่นพี่ซงจุงกิและอ๊กแทคยอนร่วมด้วย ก็รอคอยมาตลอดว่าจะเป็นใคร พอได้ยินข่าวก็ดีใจมากๆ สำหรับรุ่นพี่แทคยอนเราเคยเจอกันแป๊บนึงในละครเรื่อง Save Me ส่วนรุ่นพี่จุงกิ เป็นนักแสดงที่ฉันชอบที่สุดตอนสมัยเรียน เลยตื่นเต้นมาก รอคอยที่จะได้ทำงานร่วมกัน พอได้มาเจอและร่วมงานกันรู้สึกว่ารุ่นพี่จุงกิเป็นคนที่ละเอียดมาก ได้เรียนรู้จากเขาเยอะมากทั้งในตอนนี้และตอนที่อยู่ในกองด้วย รู้สึกขอบคุณมากค่ะ ส่วนรุ่นพี่แทคยอน เราเข้ากันได้ดีมากตั้งแต่การถ่ายทำครั้งแรก จนสงสัยว่า ได้รับพลังที่ดีและเข้ากันขนาดนี้ได้ยังไงนะ รู้สึกขอบคุณและถ่ายทำอย่างสนุกมาก เป็นสองท่านที่ฉันรักมากค่ะ

อ๊กแทคยอน: ผมก็เช่นกันครับ ตอนนี้เราก็กำลังถ่ายทำการอยู่ แต่ถ้าย้อนกลับไปครั้งแรกที่ได้เจอกัน รุ่นพี่จุงกิ เขาเป็น วินเซนโซ่ เรียบร้อยแล้วครับ มีทั้งความละเอียด ความเพอร์เฟ็คของ วินเซนโซ่ เห็นแล้วรู้สึกอิจฉาเลย เตรียมตัวมาไว้อย่างดีแล้ว ตอนที่เจอกันครั้งแรกและอ่านบทด้วยกัน จะมีความเป็นคอมมิกอยู่ในบท พอรุ่นพี่จุงกิพูดแค่คำเดียว คนในห้องก็ขำกันใหญ่เลย เห็นแล้วก็รู้สึกว่า ว้าว เขาเพอร์เฟ็คมากจริงๆ เป็นคนที่ทำให้คนรู้สึกอิจฉา ส่วนชอนยอบิน ปกติคนส่วนมากจะรู้สึกกังวลการถ่ายซีนแรก ถ่ายทำครั้งแรก แต่ว่าขนาดซีนแรกก็ไฟลุกเลย มุ่งมั่นมาก ผมตกใจเลยครับ ตอนถ่ายครั้งแรกเป็นฉากที่ยอบินลงไปนอนราบกับโต๊ะ รู้สึกว่าตัวละครกับบทละครเข้าไปซึมซับในตัวเขาเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เคยเจอกันก่อนเรื่องนี้ด้วย ได้ซ้อมด้วยกันสองสามรอบ ผมรู้สึกว่าเขาเหมือนฟองน้ำ ซึมซับทุกอย่างแล้วปรับมาเป็นของตัวเอง และแสดงออกมาได้เท่มากครับ

เนื่องจาก Vincenzo มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับโลกของมาเฟีย คุณได้ศึกษาคาแรคเตอร์ของมาเฟียจากหนังเรื่องไหนมาก่อนบ้างมั้ย

ซงจุงกิ: ตอนที่ได้ยินว่าจะทำละครเกี่ยวกับทนายความมาเฟียจากอิตาลี บอกตรงๆ เลยผมคิดว่า นี่มันอะไรเนี่ย เพราะว่าคอนเซปต์มาเฟียเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับเกาหลี เลยคิดว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ แต่พอได้เห็นบทแล้ว ผมรู้สึกว่าผู้กำกับและนักเขียนได้ผสมผสานเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสังคมเกาหลีและคอนเซปต์ของมาเฟียออกมาได้เยี่ยมยอด มีหลายจุดที่ทำให้รู้สึกแปลกใหม่ ปกติผมจะหลีกเลี่ยงการรับบทที่เคยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบทที่ผมเคยเล่นเองหรือว่าไม่ได้เล่นเองก็ตาม ในมุมนี้เรื่องนี้ก็เลยเป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ทนายมาเฟียที่จะมาจัดการกับคนชั่วร้ายมากๆ ในสังคมเกาหลี ตอนนี้สัมภาษณ์อยู่เลยต้องใช้คำสุภาพ แต่ที่จริงเป็นคนที่ร้ายมากๆ วิธีการจัดการแบบที่ผมก็รู้สึกอินไปด้วย ทำให้ได้รู้ว่าในใจผมก็มีความโกรธนี้อยู่มากเหมือนกัน

ตัวละครของคุณฮงชายอง คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อตัวละครหญิงที่คุณเล่นเป็นคนเย็นชาและพูดจาตรงไปตรงมา คุณคิดว่าตัวละครของคุณจะเป็น ‘girl crush’ คนถัดไปของละครเกาหลีได้มั้ย

ชอนยอบิน: ฮงชายองเนี่ยน่าจะเป็นแค่ ‘crush’ เฉยๆ เลย ไม่เกี่ยวกับเพศ เป็นคนที่ซื่อสัตย์กับความต้องการของตัวเอง จนบางทีถ้ามองในมุมของศีลธรรม ภาพชายองที่ไม่รู้สึกอายอะไรเลย อาจจะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ในกระบวนการที่ชายองวิ่งเข้าหาความปรารถนาของตัวเองก็เป็นอะไรที่สนุก ความตรงไปตรงมาของชายองที่ต่างจากตัวฉันชอนยอบินที่ตรงไปตรงมาน้อยกว่าเธอ ก็สนุกด้วย รู้สึกว่าเป็นความสนุกที่ท้าทาย ในส่วนของ ‘Girl Crush’ ชายองเป็นผู้หญิงแบบที่คุณจะไม่เคยได้พบมาก่อน หวังว่าจะรอชมกันค่ะ เป็นตัวละครที่คุ้มค่ากับการชมแน่นอนค่ะ

จางจุนอู ตัวละครของคุณค่อนข้างต่างจากภาพลักษณ์ผู้ชายแมนๆ ของคุณอยู่ซักหน่อย คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่รับเล่นเป็นตัวละครนี้

อ๊กแทคยอน: ผมใช้ชีวิตเป็นตัวละครจุนอูมาได้ประมาณหกเดือนแล้ว ทุกอย่างสนุกมากเลยครับ ที่จริงแล้วตัวละครจุนอู เป็นตัวละครที่ไร้เดียงสา ไม่มีสติ มองแต่ชายอง ในส่วนเหล่านี้เวลาแสดงเป็นจุนอูก็เลยรู้สึกไม่หนักใจเท่าไหร่ สนุก สิ่งที่สำคัญสำหรับจุนอูคือ พยายามคว้าเอาสิ่งที่เขาต้องการมาให้ได้มากกว่าจากคอยรับความกดดันจากสังคม ในขณะที่แสดงเป็นจุนอูเลยรู้สึกสนุกมาก ผมคิดว่าถ้าให้คิดคติประจำใจในชีวิตจุนอู น่าจะเป็น ‘ใช้ชีวิตแบบ fun กันเถอะ’ (ใช้ชีวิตแบบสนุกสนานกัน) เลยมีความรู้สึกที่สนุกสนานตลอดครับ

ทั้ง 3 คนรับบทเป็นทนายความ มีการเตรียมตัวหรือทำการบ้านเพิ่มเติมอะไรเพื่อรับบทนี้บ้างหรือไม่

ซงจุงกิ: แน่นอนว่าบททนายก็ต้องเตรียม แต่สำหรับวินเซนโซ่ การเป็นทนายก็แค่อาชีพของเขา แต่ในมุมของการนำเสนอตัวละครวินเซนโซ่ ผมพยายามจะนำเสนอความรู้สึกที่อยู่ในตัวละครออกมามากกว่า ผู้ชายที่เกิดและอาศัยในอิตาลีมาตลอดชีวิต กลับมาเกาหลีประเทศของแม่เขา เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมาย ความเหงาและความเปล่าเปลี่ยวในตัวเขา และความแตกต่างของตัวเขากับสิ่งที่เกิดขึ้นในโซล ผมก็เลยพยายามจะเข้าถึงความรู้สึกของเขามากกว่าจะโฟกัสที่อาชีพทนาย

ชอนยอบิน: ฮงชายองเป็นทนายที่หมกมุ่นกับการเอาชนะ สำหรับฉันแล้วคำขยายของตัวละครนี้ที่ว่า ‘หมกมุ่นกับการเอาชนะ’ สำคัญกับฉันมากกว่าจุดที่ว่าเธอเป็นทนาย ทำไมคนถึงอธิบายถึงเธอแบบนั้น เอาจริงๆ แล้วเป็นจุดที่ต่างกับตัวฉันค่อนข้างมาก ฉันไม่ค่อยชอบการแข่งขันเท่าไหร่ อยากจะเจอกันที่เส้นตรงกลางมากกว่า รอบนี้เธอชนะ รอบหน้าฉันชนะแล้วกัน เป็นคนที่ต่างกับฉันมาก เลยอยากหาตัวตนของเธอ การพูดเร็วๆ ท่าทางของเธอ ว่าโดยละเอียดแล้วมันเป็นยังไง แล้วลักษณะเหล่านั้น ความรวดเร็วในตัวของเธอมันมาจากอะไร โฟกัสตรงนั้นและสร้างตัวละครขึ้นมา

อ๊กแทคยอน: ในฐานะทนายฝึกหัด ผมไม่ได้เตรียมอะไรเลยครับ จุนอูเป็นทนายฝึกหัดก็จริง แต่ตามในบทแล้ว เขาไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลยครับ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าตัวผมอ๊กแทคยอนน่าจะรู้อะไรเยอะกว่าจุนอูด้วยซ้ำ ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรเลยครับ จุนอูเป็นตัวละครที่ไม่รู้อะไรถึงขั้นนั้นเลยครับ

การได้รับบทเป็นคนอิตาเลียนในซีรีส์ คุณต้องพูดภาษาอิตาลีบ้างมั้ย ถ้าใช่ คุณต้องเรียนภาษาอิตาลีสำหรับถ่ายทำเรื่องนี้เลยมั้ย หรือว่าคุณพอจะพูดได้บ้างมาก่อน คุณต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง และจำประโยคไหนที่เป็นบทสนทนาในซีรีส์ได้บ้าง

ซงจุงกิ: มีฉากที่ต้องพูดอิตาเลี่ยนเยอะมากครับ มีแบคกราวฉากหลังเป็นอิตาลีด้วย ผู้กำกับและนักเขียนพยายามใส่ element ต่างๆ ที่ทำให้เห็นความแตกต่างของวินเซนโซ่และความเป็นเกาหลีจ๋าๆ ด้วย พยายามใส่จุดเด่นของอิตาลีเข้าไป ซึ่งส่วนที่เด่นที่สุดก็น่าจะเป็นภาษา ผมก็ตั้งใจเรียนภาษากับคุณครูอิตาเลียนและตั้งใจถ่ายทำอยู่ครับ

คุณและตัวละครของคุณมีความคล้ายคลึงกันมั้ย มีอะไรที่ทำให้คุณสามารถรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครของคุณบ้างมั้ย

ซงจุงกิ: ส่วนที่คล้ายกันมากที่สุดน่าจะเป็นความน่าเชื่อถือ ถ้าเปรียบเทียบกับการเล่นเบสบอลแล้ว เขาจะเป็นพิชเชอร์ที่น่าเชื่อถือ Vincenzo เป็นตัวละครที่ถ้าเห็นอะไรที่รู้สึกว่ามันผิด เขาก็จะรีบแสดงออกมาทันทีเลยว่าผิดนะ ซึ่งคล้ายกับตัวผมในชีวิตจริง ไม่ว่าจะในสถานการณ์หรือคดี ถ้ามีอะไรที่มันผิดแปลกไปจากสามัญสำนึกของผม ผมก็จะทนไม่ได้เช่นกัน ถ้าเทียบกับเบสบอลก็คือเป็นพิชเชอร์ที่ขว้างลูกออกไปตรงๆ ขว้างแบบอ้อมๆ ไม่เป็น เป็นจุดที่วินเซนโซ่และซงจุงกิคล้ายกัน จุดที่ต่างก็ชัดเจนเลยครับ ซงจุงกิไม่เคยไปแถวอิตาลีเลย อยากไปมากๆ เลย โดยเฉพาะมิลานบ้านเกิดของ Vincenzo ผมอยากไปที่สุดแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปครับ

ชอนยอบิน: จุดที่คล้ายกับชายองคือ แพชชั่นและความรักที่มีให้กับงานของตัวเอง น่าจะเป็นอันนั้นค่ะ แล้วก็มีความกระหายที่อยู่ลึกในใจ เอาสิ่งนั้นมาเป็นพลังในการใช้ชีวิต ค่อนข้างคล้ายกัน แต่ว่าวิธีการแสดงออกและปลดปล่อยออกมาต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนแสดงเป็นชายอง บางทีก็รู้สึกเติมเต็มบางอย่างในตัวเช่น การได้มาเจอชายองทำให้ชีวิตชั้นเต็มเปี่ยมมากขึ้น ได้ลองเดินไปในเส้นทางที่ชั้นไม่เคยเดินมาก่อน

อ๊กแทคยอน: จุดที่ผมและจุนอูคล้ายกัน คือ เวลาที่สนุกก็จะแสดงออกมาอย่างชัดเจน และทำให้คนอื่นรู้สึกสนุกไปด้วย จุดที่ต่างก็คือ จุนอูเป็นคนขี้โมโหมาก เวลาเขาโมโห จะมีบางอย่างที่เขาแสดงออกมา เป็นส่วนที่ต่างกับผม ผมเป็นคนที่ถ้าโมโหจะพยายามอดทนเอาไว้มากกว่า แต่จุนอูจะแสดงออกมาตรงๆ เลย เวลาสนุกเขาแสดงออกมายังไง เวลาโมโหเขาก็แสดงออกมามากเท่านั้น

หลังจากการรับบทบาทในหนังและซีรีส์แนวแอ็คชั่นกับแฟนตาซีมาหลายเรื่องอย่าง Space Sweepers, The Battleship Island และ Arthdal Chronicle คุณรู้สึกอย่างได้บ้างที่ได้กลับมาสวมสูทอีกครั้งในซีรีส์

ซงจุงกิ: ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ครับ เวลาที่เลือกเล่นเรื่องไหน ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกหรือวิชวลเท่าไหร่ แต่แฟนๆ หรือคนดูอาจจะสังเกตเห็นได้ชัดกว่า แต่สำหรับผม ผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ครับ พอได้ฟังคำถามแล้วก็รู้สึกว่ามีส่วนที่คล้ายกันตรงที่อย่าง Arthdal Chronicle กับ Space Sweepers เป็นแฟนตาซีที่ไม่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษถึงเลือกมา แต่พอได้คำถามนี้แล้วก็รู้สึกว่าบริบทมันคล้ายกัน Vincenzo ก็เหมือนกัน ในมุมนึงอาจจะมองได้ว่าเป็นละครที่อิงตามความจริงวิจารณ์สังคม แต่ในอีกมุมนึงผมคิดว่า Vincenzo ก็เป็นแฟนตาซีเหมือนกัน เป็นอะไรที่ไม่ค่อยเห็นในชีวิตจริง บางทีก็อยากทำอะไรแบบที่ วินเซนโซ่ ทำ เวลาเห็นอะไรที่ผิด ก็อยากจะชี้ออกไปเลย แต่ก็ไม่กล้าพอ ลังเล เป็นแฟนตาซีที่รวบรวมความต้องการที่จะให้มีใครสักคนมาทำเรื่องพวกนี้แทน ถ้ามองในมุมนั้นก็มีความคล้ายกันกับเรื่องก่อนๆ ที่ผมเล่นมา พอได้คำถามที่ก็เลยเพิ่งจะได้รู้สึกว่า นี่น่าจะเป็นแนวที่ผมชอบ

เป็นเวลาเกือบสี่ปีนับจากซีรีส์เรื่องสุดท้ายที่คุณกับอ๊กแทคยอนได้ร่วมงานกัน เป็นอย่างไรบ้างที่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน Vincenzo แฟนๆ จากซีรีส์เรื่องที่แล้วของพวกคุณจะมีโอกาสได้เห็นคุณเข้าฉากด้วยกันมั้ย

ชอนยอบิน: เทียบกับในเรื่อง Save Me แล้ว คราวนี้ได้เจอกันเยอะมาก ตอนเล่น Save Me ได้เจอกันสั้นๆ มีแต่ความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับรุ่นพี่แทคยอน ตอนนั้นเขาดูแลฉันอย่างดีมาก ครั้งนี้ได้มาเจอกันอีก ก็รู้สึกว่าเข้ากันได้ดีมากราวกับว่าเล่นละครด้วยกันมานาน

อ๊กแทคยอน: ผมก็ด้วยครับ

เป็นเวลาหนึ่งปีแล้วที่เราได้เห็นคุณในละครเรื่องล่าสุด คุณเป็นอย่างไรบ้าง นอกเหนือจากการเตรียมตัวสำหรับละครเรื่องนี้แล้ว คุณทำอะไรในช่วงเวลาว่างของคุณ

อ๊กแทคยอน: ละครเรื่องก่อนฉายตอนเดือนมกราคมปีที่แล้ว ไม่ได้มาเจอกันหนึ่งปีแล้วจริงๆ ระหว่างนั้นผมได้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ฮันซาน เป็นหนังพีเรียด ยุคโชซอนครับ ก็ตั้งใจถ่ายเรื่องนั้นแล้วก็ตอนนี้ตั้งใจถ่าย Vincenzo อยู่ ช่วงที่ว่างไปปีนึงก็ตั้งใจถ่ายภาพยนตร์แล้วก็กำลังจะได้มาเจอกับทุกคนอีกครั้งแล้วครับ คิดว่าในปีนี้น่าจะได้เปิดตัวผลงานเรื่องอื่นๆ ด้วย ผมก็จะตั้งใจทำงานอื่นๆ ด้วยจะได้เห็นหน้ากันบ่อยๆ ขอบคุณครับ

แฟนๆ ตื่นเต้นมากที่เห็นรายชื่อพวกคุณเป็นนักแสดงที่กลับมาเล่นซีรีส์ในปี 2021 การทำงานร่วมกันระหว่างถ่ายทำเป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องสนุกๆ อะไรเกิดขึ้นบ้างมั้ย ในกลุ่มพวกคุณมีใครที่เป็น Mood Maker บ้างมั้ย

ซงจุงกิ: ถ้าต้องเลือกคนเดียว ผมเลือกคุณอ๊กแทคยอนครับ ที่สัมภาษณ์อยู่ตอนนี้เขาพยายามบังคับใจตัวเองอยู่ แต่ที่จริงแล้วเป็นคนสดใสมาก เป็นคนที่ทำให้บรรยากาศกองถ่ายเบิกบาน ผมเชื่อว่าถ้าวันนี้นักแสดงคนอื่นมาด้วยก็คงจะพูดแบบนี้เหมือนกัน ที่จริงผมมีถ่ายกับคุณยอบินเยอะกว่าคุณแทคยอน แต่ขนาดซีนไม่เยอะ เขาก็ทำให้ผมหัวเราะออกมาจริง ๆ ได้ตลอดเลย ตลกมาก ๆ ทำให้ได้รู้สึกอีกครั้งว่าเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่ได้ทำงานในที่ ๆ สนุกสนานขนาดนั้น เรื่องสนุก ๆ เอาจริง ๆ แล้วมีเยอะมาก แต่อยากจะขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณหลาย ๆ ท่านและคุณอ๊กแทคยอนที่ทำให้กองถ่ายสนุกสนานครับ ทำไมอยู่ดี ๆ ผมกลายเป็นคนดำเนินรายการครับเนี่ย

ชอนยอบิน: ชั้นก็เหมือนกันค่ะ ถ้าให้เรื่องมู้ดเมคเกอร์น่าจะมีหลายแบบค่ะ พี่แทคยอนเป็นเหมือนกับวิตามินค่ะ สดใสมาก ขาดไปไม่ได้ ส่วนพี่จุงกิเหมือนกับอ๊อกซิเจน จะไม่มีอยู่ไม่ได้ เป็นสองคนที่สร้างบรรยากาศให้กับพวกเรา เป็นบุคคลที่จำเป็นต้องมีอยู่ในกองถ่าย

อ๊กแทคยอน: งั้นผมเลือกคุณยอบินครับ ฉากที่ถ่ายกับคุณยอบิน มีแต่ฉากที่สดใส สนุก และบทชายองที่คุณยอบินเล่นก็เป็นตัวละครที่หลงตัวเอง เวลาเห็นภาพแบบนั้น ทั้งผู้กำกับ ทีมงาน นักแสดงทุกคนก็จะรู้สึกสนุก รู้สึกว่าเขาน่ารักน่าเอ็นดู ผมเลยขอเลือกคุณยอบินให้เป็นมู้ดเมคเกอร์ในกองถ่ายครับ

ผู้หญิงมักจะอยากเป็น “ผู้หญิงของเจมส์บอนด์” แต่ทำไมบทบาทของคุณถึงอยากจะเป็น “เจมส์บอนด์ของฮงชายอง” ช่วยบอกใบ้ให้พวกเราพอจะได้ไหม

อ๊กแทคยอน: มีพาร์ทที่จุนอูบอกว่าอยากจะเป็นเจมส์บอนด์ให้กับชาฮยอง จุนอูเป็นคนที่รักสนุก ชอบไล่ล่าสิ่งที่ตัวเองต้องการ สิ่งหนึ่งที่จุนอูต้องการก็คืออยากจะให้รุ่นพี่คนนี้เรียกหาตัวเองเวลาที่เธอต้องการอะไร ถ้าเธอเหนื่อยลำบาก ฉันสามารถเป็นทุกอย่างให้ได้แม้กระทั่งสปาย อยากให้เธอพึ่งพาฉัน ช่วยรอดูด้วยนะครับว่าผมจะได้เป็นเจมส์บอนด์ไหม

ทราบมาว่าเเทคยอนตัดสินใจเลือกทรงผมใหม่เพื่อให้เข้ากับบทบาทจางจุนอู เพราะอะไรถึงตัดสินใจเลือกทรงนี้ เเละเข้ากับบทบาทจางจุนอูอย่างไร

อ๊กแทคยอน: ตอนได้รับบทจุนอูครั้งแรก ผมรู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นคนต๊อง ๆ บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ตอนที่ต้องเลือกทรงผม ผมได้ทรงเดียวกับที่ทำอยู่ตอนนี้ ออกแนวเนี้ยบ ๆ ซึ่งมันก็เหมาะกับอาชีพทนาย แต่ถ้าจะแสดงภาพของจุนอู ผมว่าต้องนุ่มนิ่มมากกว่าเนี้ยบ ต้องดูไร้สติ วุ่นวาย ก็เลยเลือกดัดผม กลายเป็นหมาตัวโตเลยครับ 

ชอนยอบิน: ทำไมไม่บอกว่าเป็นพุดเดิลล่ะ

อ๊กแทคยอน: กลายเป็นพุดเดิลตัวโตครับ

ได้ร่วมงานกับนักเขียนบท/ผู้กำกับเป็นอย่างไรบ้าง

ซงจุงกิ: แนวของนักเขียนและผู้กำกับทั้งสองคนเข้ากันได้ดีมากเลยครับ สำหรับผมเนี่ยถือเป็นประสบการณ์ใหม่มาก  ปกติแล้วละครเกาหลีส่วนมากนักเขียนจะเป็นผู้หญิง ผู้กำกับจะเป็นผู้ชาย แต่ว่าในเรื่องนี้นักเขียนเป็นผู้ชาย ผู้กำกับเป็นผู้หญิง วิธีการเข้าถึงละครก็เลยแปลกใหม่ ผู้กำกับคอยช่วยชี้ให้เห็นถึงจุดที่ผมนึกไม่ถึง ส่วนอะไรที่รู้สึกว่าคุ้นชินอยู่แล้วนักเขียนก็ช่วยทำให้มองเห็นมุมใหม่ เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสนุกมาก รู้สึกว่าโชคดีที่ได้เจอสองท่านนี้ การวิจารณ์สังคมอย่างหนักแน่นของนักเขียนและความเบิกบานของผู้กำกับ ถูกผสมกันออกมาเป็นละครที่มีความพิเศษ

ชอนยอบิน: ความรู้สึกที่ได้ร่วมงานกับนักเขียนและผู้กำกับคือ เป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีเสน่ห์ เมื่อกี้ตอนแถลงข่าวก่อนหน้านี้ รุ่นพี่จุงกิบอกว่าพวกเราได้มาเจอกันราวกับโชคชะตากำหนดไว้ ฉันเห็นด้วยกับคำพูดนั้นมาก ๆ ทั้งนักเขียน ผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานทุกคนเหมือนได้มาเจอกันเพราะพรหมลิขิต และเรากำลังสนุกสนานกับโอกาสนั้นอยู่

อ๊กแทคยอน: ก่อนอื่นเลยผมรู้สึกเสมอระหว่างถ่ายทำว่าแค่ได้ร่วมงานกับสองท่านก็เป็นเกียรติแล้ว ตอนที่ได้บทมาแล้วก็ถ่ายทำเนี่ย รู้สึกว่าเหมือนเป็นการ collaboration ของอัจฉริยะกับอัจฉริยะ เลยพยายามจะไม่เป็นตัวถ่วง และตั้งใจทำงานครับ

ด้านไหนของซงจุงกิใน Vincenzo ที่พวกเราคาดหวังได้ว่าคุณไม่เคยแสดงให้เห็นในผลงานเรื่องอื่นๆ ของคุณมาก่อน

ซงจุงกิ: ในส่วนของตัวละคร ผมคิดว่าไม่ต้องพยายามมองหาภาพใหม่ๆ จากผมก็ได้ครับ ที่พูดแบบนี้หมายความว่า ที่ผ่านมาผมดึงการแสดงทั้งหมดออกมาจากในตัวผม เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วมันก็คือตัวผมนั่นแหละครับ แต่ในส่วนของประเภทละคร (genre) จะสัมผัสได้ถึงความแปลกใหม่แน่นอนครับ เป็นละครที่มีความยูนิคพิเศษ นำประเด็นที่ดาร์กออกมาแสดงแบบสดใสและแปลกใหม่ คิดว่าให้ตั้งตารอจุดนั้นดีกว่า

ระหว่าง Space Sweepers และ Vincenzo ความแตกต่างระหว่างการแสดงภาพยนตร์และซีรีส์ต่างกันอย่างไร หลังจาก Space Sweepers และ Vincenzo คุณมองหาบทบาทแบบไหนที่อยากรับเล่นในอนาคต

ซงจุงกิ: ความต่างของ Space Sweepers และ Vincenzo ถ้าเป็นในแง่ตัวละคร ผมคิดว่า วินเซนโซ่ กาซาโน ใน Vincenzo คล้ายกับตัวผมมากกว่า แทโฮ ใน Space Sweepers ยิ่งอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามุมมองของผมเริ่มไปอยู่ที่คนรอบตัว ที่ที่ผมอาศัยและละแวกบ้าน มากกว่าตัวผมเอง ผมคิดว่าวินเซนโซ่ก็พัฒนาและเติบโตไปแบบนั้นเช่นกัน เลยคิดว่าคล้ายกับตัวผมมากกว่า ส่วนแทโฮเนี่ย น่าจะคล้ายกับความขี้แพ้ในตัวผมและความพยายามที่จะแสดงมุมสดใสๆ ออกมา ในส่วนของบทที่อยากลองในอนาคต ผมเคยบอกไปในสัมภาษณ์อื่นแล้วว่า บทที่อยากลอง ได้ลองหมดแล้ว เลยรู้สึกพึงพอใจมาก ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักแสดงที่โชคดีมาก คิดไปคิดมาแล้วผมน่าจะชอบแฟนตาซีนะครับเนี่ย ตอนเดบิวต์ ผมเคยอยากลองเล่นแนวแวมไพร์ไม่ก็หมาป่า แล้วก็ได้เล่นเรื่อง A Werewolf Boy อยากลอง Space Cinema ก็ได้เล่นเรื่อง Space Sweeper ได้มีโอกาสเล่นบทพระเจ้าเซจง บุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาหลี ผมคิดว่าความฝันหลายๆ อย่างของผมได้เป็นจริง แต่มนุษย์ก็มีความโลภ ช่วงนี้ผมก็อยากจะลองแนวลึกลับ เหงาๆ แบบ under cover หนังที่ผมชอบที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือเรื่อง Tinker Tailor Soldier Spyยิ่งพออายุมากขึ้นก็รู้สึกว่าอยากลองแสดงตัวละครที่ทำให้เห็นภาพสองด้าน ถ้าเป็นของเกาหลี ผมได้ดูหนังเรื่อง The Spy Gone North เกินสิบรอบ รุ่นพี่ฮวังจองมินได้แสดงตัวละครที่มีสองด้าน เวลาดูก็จะรู้สึกว่าต้องแสดงออกมายังไงนะ ช่วงนี้ผมสนใจแนวนี้ ขอโทษที่ตอบยาวไปหน่อยครับ

ทำไมคุณคิดว่าแฟนๆ ควรจะติดตามชม Vincenzo ทันทีที่เริ่มฉาย อะไรคือเสน่ห์ความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้ที่ทำให้แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ

อ๊กแทคยอน: เพราะผมแสดงครับ ล้อเล่นครับ มีนักแสดงยอดเยี่ยมหลายท่าน เรื่องราวก็สุดยอด ผู้กำกับก็เยี่ยม มีหลายๆ ท่านที่ช่วยพยายามทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ออกมายอดเยี่ยม ส่วนตัวรู้สึกว่าเหตุผลที่ต้องดูคือ คลิฟแฮงเกอร์ ในทุกอีพี ตอนจบที่ทำให้อยากรู้ตอนต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น เชื่อมต่อกันยังไง ฝากช่วยดูกันด้วยครับ

ชอนยอบิน: ก่อนอื่นก็เพราะฉันแสดงค่ะ (หัวเราะ) สิ่งที่รู้สึกจากตอนอ่านบทคือ ทุกตอนเหมือนโชว์ดอกไม้ไฟเลยค่ะ แต่ละตอนรู้สึกเหมือนมีคนจัดงานเทศกาลที่สนามและฉันได้รับเชิญไป เขาจัดงานขนาดนี้แล้ว คนที่ไม่มานี่น่าเสียดายนะ อยากให้ทุกคนมาสนุกด้วยกันค่ะ

ซงจุงกิ: เป็นละครคอมเมดี้ที่ไม่ได้เห็นกันมานานครับ ในช่วงที่ไม่มีเรื่องให้เราหัวเราะกันได้เท่าไหร่ อยากให้เป็นสุดสัปดาห์ที่ทำให้ทุกคนหัวเราะ สนุกสนานไปกับครอบครัวได้ ดูแล้วไม่รู้สึกว่าหนักไป ผมจึงอยากแนะนำละครเรื่อง Vincenzo ให้ครับ

ซงจุงกิ: ขอบคุณที่มาร่วมงานนี้นะครับถึงจะยุ่งกัน

อ๊กแทคยอน: ขอบคุณครับ

ชอนยอบิน: ขอบคุณค่ะ

Vincenzo ฉายทุกคืนวันเสาร์ และวันอาทิตย์ เวลา 21.00 น. ทาง Netflix เท่านั้น

สุดสัปดาห์นี้ มันส์ไปกับโคลอี้ เกรซ มอเรตซ์กับภาพยนตร์สุดระห่ำ Shadow in The Cloud

โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ (จาก Kick-Ass) กลับมารับบทบู๊เป็น ‘มอร์ด การ์เร็ตต์’ กัปตันเครื่องบินรบทิ้งระเบิดช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกับภารกิจขนส่งพัสดุลับสุดยอดกับภาพยนตร์แอ็กชั่นฟอร์มยักษ์เรื่อง ‘Shadow in The Cloud ประจัญบานอสูรเวหา’ ที่นอกเหนือจากจะต้องสู้กับกองทัพอากาศที่เป็นมนุษย์แล้ว พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอสูรการที่แฝงตัวอยู่บนเครื่องบินอีกด้วย

Shadow in The Cloud เข้าฉายแล้วทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

ใครจะเป็นผู้ชนะระหว่างหุ่นผีจากนรก และภารโรงคลั่ง กับการห้ำหั่นกันในภาพยนตร์เรื่อง Willy’s Wonderland

นิโคลัส เคจ ขอเวลาหนึ่งคืนในสวนสนุกสุดโหดในฐานะภารโรงกับภาพยนตร์ Willy’s Wonderland ที่รวบสารพัดหุ่นโหดแฝงความแค้นไว้ และเขาต้องเอาตัวรอดให้ได้ เพื่อแลกกับเงินซ่อมรถยนต์อันเป็นที่รักของเขา มาดูตัวอย่างแรกไปด้วยกัน ก่อนจะพบกับภาพยนตร์ ‘Willy’s Wonderland หุ่นนรก VS ภารโรงคลั่ง’ ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำในวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป

กลับสู่โรงภาพยนตร์กันอีกครั้งกับภาพยนตร์ความฮาแห่งปี ‘ห้าวเป้งจ๋า อย่าแกงน้อง’

เปิดตัวทีเซอร์ภาพยนตร์สุดฮาแห่งปีจากสหมงคลฟิล์ม ด้วยความร่วมมือกับ ไอแอม และ มาดามกัสก้า อย่าง ‘ห้าวเป้งจ๋า อย่าแกงน้อง’ ที่ได้ เปิ้ล – นาคร ศิลาชัย นำ ‘ขบวนแกง’ ดาราสมรู้ร่วมคิดตัวพ่อทั้ง น้าเน็ก กันต์ กันตถาวร Young Ohm และแจ็ค แฟนฉัน ร่วมด้วยสาวๆ ไอดอลจากวง CGM48 อีกกว่า 25 ชีวิต ซึ่งงานนี้ เปิ้ล นาครได้เรียกผู้กำกับฝีมือฮาอย่างเป้ – นฤบดี เวชกรรม (จาก ‘สาระแนห้าวเป้ง’ และ ‘LOW SEASON’) มาร่วมขบวนแกงแบบรับประกันความฮา

เตรียมพบกับกำหนดวันฉายได้เร็วๆ นี้

Into The Space: ร่วมออกเดินทางไปกับเหล่านักเก็บขยะในอวกาศไปกับซงจุงกิ คิมแทรี ยูแฮจิน และชินซอนกยูในภาพยนตร์ไซไฟอวกาศเรื่องแรกของประเทศเกาหลีอย่าง Space Sweepers ที่สตรีมมิ่งพร้อมกันแล้วทั่วโลกผ่าน Netflix

ในสภาวการณ์ไม่ปกติแบบนี้ นอกเหนือจากการสตรีมมิ่งดูภาพยนตร์อยู่ที่บ้านจะปลอดภัยกว่าการเดินทางไปชมภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์แล้ว การเข้าร่วมงานแถลงข่าวออนไลน์ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นความปกติใหม่ไปด้วยเช่นกัน และในวันที่มีงานแถลงข่าว Space Sweepers ภาพยนตร์ไซไฟอวกาศเรื่องแรกของประเทศเกาหลีที่ออกสตรีมมิ่งทาง Netflix นั้น การได้เข้าร่วมงานแถลงข่าวผ่านหน้าจอ และได้สัมภาษณ์เหล่านักแสดงแบบไม่เห็นหน้า ก็ไม่ได้ทำให้ความตื่นเต้นของเราลดน้อยลงเลย และลอฟฟีเซียล ออมส์ ก็มีบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจากนักแสดงทั้งสี่ และผู้กำกับ โจซองฮี มาฝากแฟนๆ ทุกคนให้หายคิดถึงประเทศเกาหลีในระหว่างที่เรายังเดินทางไม่ได้อยู่นี้

ซงจุงกิ คุณได้มีโอกาสร่วมงานกับริชาร์ด อาร์มิเทจ นักแสดงชาวอังกฤษเป็นยังไงบ้าง มีความประทับใจอะไรจะเล่าให้ฟังไหม

ซงจุงกิ:ครั้งแรกที่ได้ยินว่านักแสดงริชาร์ด อาร์มิเทจจะร่วมแสดงด้วยผมรู้สึกตกใจมากเลย เพราะแต่ก่อนผมชอบดูภาพยนตร์เรื่อง The Hobbit มาก รู้สึกดีมากที่นักแสดงจากหนังใหญ่ขนาดนั้นมาร่วมเล่นหนังเกาหลีด้วย พอได้เริ่มถ่ายทำจริง รู้สึกตกหลุมรักคุณริชาร์ดเลย เป็นคนที่เท่ มีความเป็นสุภาพบุรษแบบอังกฤษ มีคาริสม่าเหลือล้น และในฐานะนักแสดงด้วยกัน รู้สึกว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจสูง รู้สึกเป็นเกียรติและเป็นการถ่ายทำที่สนุกมากครับ คิดถึงคุณริชาร์ดเลยนะครับเนี่ย

มีเรื่องเล่าขำๆ จากตอนถ่ายทำบ้างไหม

ยูแฮจิน: พวกเราพยายามคิดคำตอบของคำถามนี้กันอยู่ครับ มีเรื่องไหนบ้างไหมนะครับ

ชินซอนกยู: สำหรับผมระหว่างถ่ายทำสนุกมาก ได้พูดคุยกันตลอด มีความสุขมาก แต่ที่จำได้แม่นเลยเป็นตอนหลังจากถ่ายทำเสร็จแล้ว ได้ไปแคมปิ้งที่ริมทะเลที่ไม่ค่อยมีคนกับพี่แฮจิน ตอนนั้นสนุกและมีความสุขมากครับ

ยูแฮจิน: เข้าใจคำถามผิดรึเปล่าครับเนี่ย

ซงจุงกิ: ก็นั่นสิครับ

ยูแฮจิน:เขาถามถึงระหว่างถ่ายทำครับ (ทุกคนหัวเราะ)

ซงจุงกิ ความท้าทายที่สุดของคุณในการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้คืออะไร

ซงจุงกิ: ผมคิดว่าตัวหนังเองคือความท้าทายครับ ไม่นานมานี้สตาฟภายในได้ดูหนังเรื่องนี้และบอกกับผมว่า ระหว่างที่ดูหนัง อยากจะปรบมือให้ตลอดเวลาเลย ด้วยความที่แต่ละคนมีรสนิยมในการดูหนังไม่เหมือนกัน หนังแต่ละเรื่องจึงมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยหลายๆ ด้าน แต่เขาบอกกับผมว่า ‘จุงกิ ระหว่างที่ดูหนังเรื่องนี้ อยากปรบมือให้ตลอดเลย’ ผมรู้สึกขอบคุณมากเลยครับ

ยูแฮจิน อยากให้เล่าถึงเบื้องหลังการถ่ายทำที่คุณลืมไม่ลงสักหน่อย เพราะเท่าที่ได้เห็น Space Sweepers สมจริงมากเรื่องซีจีและงาน vfx ต่างๆ /และในฐานะนักแสดง พอได้ดูผลงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่างจากตอนที่ถ่ายทำอย่างไรบ้าง 
ยูแฮจิน: นึกเรื่องเล่าเบื้องหลังไม่ออกครับ แต่ในส่วนของความต่างระหว่างตอนถ่ายทำกับหลังถ่ายทำเนี่ย ปกติเวลาถ่ายหนังทั่วไป เราจะมอนิเตอร์เช็คกัน แต่สำหรับผมไม่จำเป็นต้องมอนิเตอร์เลย เพราะว่าเป็นภาพ CG ที่จะออกไปแทนตัวผม ผมเองก็เลยรู้สึกสงสัยเหมือนกันว่าจะออกมาเป็นยังไง พอได้ดูตัวผลงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว รู้สึกว่าน่ารักและทำออกมาได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นโมชั่นหรือเสียงของผม ทีมงานเอาไปแปลงออกมาได้ดีมาก ผลงานออกมาน่าพึงพอใจกว่าที่ผมคาดไว้ครับ

ซงจุงกิ & คิมแทรี ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอความล่มสลายของโลก ที่เสื่อมถอยจนมนุษย์ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ ซึ่งการที่คุณได้มาแสดงเรื่องนี้น่าจะทำให้เล็งเห็นถึงปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นคุณอยากให้ข้อคิดอะไรกับผู้ชมบ้างไหม

ซงจุงกิ: ผมรู้สึกว่า Space Sweepers รวมปัญหาของหลายๆ แขนงที่เกิดขึ้นจริงในสถาณการณ์ปัจจุบันครับ ในความเป็นจริงบนอวกาศก็มีขยะลอยไปมาเยอะด้วย เลยเป็นจุดที่ทำให้ผู้กำกับได้เริ่มทำหนังเรื่องนี้ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม หรือ UTS ก็ทำให้ผมนึกถึงปัญหาผู้ลี้ภัย ปัญหาชาติพันธุ์ มีหลายจุดที่คล้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ในหนังจะเป็นปี 2092 แต่ก็มีส่วนคล้ายกับโลกปัจจุบันมาก ตัวผมรู้สึกแบบนั้นก็เลยคิดว่าผู้ชมน่าจะสัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้เช่นกันครับ

คิมแทรี:ถ้าฟังเส้นเรื่องของหนังพวกเราแบบเผินๆ จะรู้สึกว่ามันน่ารักมากค่ะ มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่บนโลกได้ ก็เลยออกไปนอกอวกาศ ทำให้เกิดขยะอวกาศและภารโรงอวกาศตามมา ภารโรงอวกาศต่อสู้กันเพื่อหาเงิน เป็นโครงเรื่องที่น่ารักมาก แต่ถ้าเราลองมองลึกลงไป มนุษย์เองเป็นคนที่ทำให้ที่อยู่ของตัวเองสกปรก และเหมือนจะพูดเรื่องของการไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วย คิดว่าเป็นหนังที่พอดูจบอย่างสนุกสนานแล้ว ก็ยังมีจุดที่สามารถนำมาไตร่ตรองต่อได้เยอะค่ะ 

รู้สึกอย่างไรที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโปรเจ็กต์ภาพยนตร์แนวอวกาศเรื่องแรกของเกาหลี

ชินซอนกยู: รู้สึกภูมิใจที่ได้ปรากฏและร่วมงานในหนังแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือการได้ร่วมทำงานกับผู้กำกับและเหล่านักแสดง เป็นจุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความหมายกับผมมากครับ

ยูแฮจิน: เป็นเรื่องแรกของเกาหลีเลย ผมรู้สึกพึงพอใจกับผลงานที่ออกมามาก ดีใจที่ได้ร่วมทำผลงานดีๆ แบบนี้ครับ

คิมแทรี: ไม่ว่าจะเป็นก้าวเล็กหรือใหญ่ แต่ในฐานะที่เป็นเรื่องแรก มันเป็นจุดที่ทำให้ตื่นเต้นมากค่ะ ในฐานะนักแสดงฉันมีความสุขมากที่ได้อยู่ในหนังเรื่องนี้ค่ะ

ซงจุงกิ: คิดว่ารู้สึกคล้ายๆ กันทุกคนเลยครับ รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมงานกับภาพยนตร์เรื่องแรก ซึ่งเป็นแนวที่ไม่เคยมีใครลองทำมาก่อนสักครั้ง

คิดว่าผู้ชมจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้าง

คิมแทรี: ความสนุกค่ะ! ทุกคนจะได้รับความสนุกไปค่ะ

ซงจุงกิ: น่าจะรู้สึกถึงความสดชื่น เพราะเป็นหนังแอคชั่นที่เต็มไปด้วยความเบิกบานและความสบายใจครับ

ยูแฮจิน: คล้ายๆ กับที่บอกไปเมื่อกี้คือ หลังจากที่รับชมหนังอย่างสนุกสนานแล้ว ก็จะมีประเด็นปัญหาต่างๆ ที่นำกลับไปคิดต่อได้ครับ

ชินซอนกยู: ถ้ารับชมกับครอบครัวน่าจะได้รับความสนุกและความสุขไปครับ หลังจากได้รับความเบิกบาน ความสดชื่น ไป แล้วก็จะรู้สึกว่าอยากดูอีก เป็นหนังที่สนุกถึงขั้นนั้นเลยครับ

ฝากอะไรถึงแฟนๆ ชาวไทยหน่อย

ยูแฮจิน: เป็นหนังที่เราตั้งใจและใช้เวลาทำนานมาก การถ่ายทำก็ใช้เวลานาน แต่ในส่วนของ Post-Production ผู้กำกับและฝ่ายเทคนิคก็ทุ่มเทกันมาก ทำออกมาอย่างสนุกและเท่ หวังว่าจะรักหนังของพวกเรากันนะครับ ขอบคุณครับ

ชินซอนกยู: Space Sweepers หนังที่น่าตื่นตาและน่ารักมาก กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้แล้วครับ ฝากทุกคนช่วยชมหนังเรื่องนี้กันด้วย หวังว่าทุกคนจะได้รับความสนุกและความสุขไปครับ

คิมแทรี: ฉันเคยอยู่ประเทศไทยประมาณ 1 เดือน เลยเป็นสถานที่ที่มีความหมายสำหรับฉันมากค่ะ รู้สึกดีใจที่หนังของเราจะได้ไปพบกับทุกคนผ่านทาง Netflix คิดว่าเป็นหนังที่เหมาะกับการรับชมพร้อมกับครอบครัวมากค่ะ หวังว่าทุกคนจะชมหนังเรื่องนี้อยากสนุกกันค่ะ

ซงจุงกิ: เวลาผมได้พักทีไร ก็อยากจะไปกรุงเทพฯ เสมอเลย เป็นสถานที่ที่ผมชอบมากครับ แต่ด้วยสถานการณ์ทั่วโลกตอนนี้ทำให้ไปไม่ได้ รู้สึกเสียดายมาก ผมรู้สึกผิดด้วยซ้ำที่จะถามว่าทุกคนสบายดีไหม เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่าที่ไทยเป็นยังไงบ้าง อยากให้ทุกคนรักษาสุขภาพ และหวังว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นความสุขเล็กๆ ให้กับทุกคนในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ ถึงแม้จะแค่ 2 ชั่วโมงก็ตามครับ ขอบคุณครับ

พูดคุยกับโจซองฮี ผู้กำกับ Space Sweepers ภาพยนตร์ไซไฟอวกาศเรื่องแรกของประเทศเกาหลี

ได้ยินว่าเริ่มมีไอเดียนี้มาตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ทำไมถึงใช้เวลานานในการพัฒนาหนังเรื่องนี้

ผลงานชิ้นนี้ไม่ได้ใช้เวลาทำสิบปีครับ แต่ว่าสิบปีที่แล้วเป็นจุดที่เริ่มมีไอเดียนี้ขึ้น หลังจากนั้นผมก็ได้พัฒนาไอเดียต่อมาเรื่อยๆ ในช่วงที่ว่างจากการทำหนังอีกสองเรื่อง แต่จุดที่เริ่มทำหนังเรื่องนี้จริงๆ น่าจะเป็นตอน 3-4 ปีที่แล้ว

เมื่อสิบปีที่แล้วได้รับแรงบันดาลใจครั้งแรกมาอยากให้เล่า แวบแรกที่มันขึ้นมาได้ยังไง

ตอนแรกเลยเป็นเรื่องที่เพื่อนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับขยะอวกาศ เพื่อนพูดถึงข้อเท็จจริงสนุกๆ หลายอย่างให้ฟัง หลังจากนั้นผมก็ได้นำไปศึกษาต่อ และพบว่าเป็นเนื้อหาที่ถูกเอาไปใส่อย่างสนุกสนานในหลายๆ สื่อไม่ว่าจะเป็นในแอนิเมชั่น เกมส์ หรือหนัง เลยรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้ในการนำไปพัฒนาเป็นเรื่องราว และได้เริ่มเขียนบทจากตอนนั้นครับ

มีเรื่องสนุกๆ ในกองถ่ายที่สามารถแชร์ให้เราฟังได้มั้ย

ถ้าพูดถึงเรื่องสนุกๆ ผมนึกถึงวันที่เหนื่อยที่สุดครับ เป็นฉากห้องเครื่อง เราถ่ายทำกันในเรือจริงๆ ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูร้อน อากาศร้อนมาก และในห้องเครื่องในเรือก็ร้อนมาก เสียงดังมาก แคบมากด้วย ต่างคนก็ต่างต้องตะโกนคุยกันเพราะไม่ได้ยินเสียง เช็ดเหงื่อไปทำงานกันไป เป็นวันที่เหนื่อยที่สุดครับ

เนื่องจากผลงานนี้เป็นสื่อเกาหลีเรียกว่าเป็นแนวอวกาศเรื่องแรกของเกาหลีที่คนคาดหวังสูงมากๆ ก็เลยอยากทราบว่าผู้กำกับมีการศึกษาหรือทำการบ้านเรื่องไหนเป็นพิเศษมั้ย

หนังของเราอาจจะไม่ได้เน้นความเป็นจริงอะไรมากนัก แต่เพื่อให้ถ่ายทอดออกมาอย่างสมเหตุสมผล ก็มีการเบสจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เราได้ศึกษาวิธีการใช้ชีวิตของนักบินอวกาศที่ไปอยู่บนสถานีอวกาศจริงๆ ได้ศึกษาบันทึกของพวกเขา ที่ต้องไปอยู่ไกลบ้านและอาศัยอยู่ในพื้นที่แค ๆ ร่วมกัน ในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนอวกาศ เราก็ได้ศึกษาว่าในอนาคตจะมีการสร้างอะไรขึ้นบ้าง หลังจากที่ค้นคว้าทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสภาพความรู้สึกแล้ว ผมก็นำข้อมูลส่วนนั้นมาเป็นพื้นฐานในการเขียนบทครับ

พอเรื่องนี้เป็นหนังอวกาศเรื่องแรกของเกาหลีและเป็นหนังฟอร์มใหญ่ เชื่อว่าทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่และเรื่องยากแต่จะถามผู้กำกับว่าส่วนไหนในการสร้างที่ยากที่สุดโหดที่สุดสำหรับผู้กำกับ

ผมคิดว่าแต่ละส่วนของหนังเรื่องนี้มีความยากที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผมคิดว่าคือจุดที่ ฃปริมาณคัตที่ต้องถ่ายในหนึ่งวันจะมีมากกว่าหนังเรื่องอื่นครับ เวลาอยู่ที่กองถ่ายต้องตื่นตัวตลอดเวลา ยุ่งตลอด ค่อนข้างเหนื่อยกายครับ

สิบปีที่แล้วร่วมงานกันมาก่อน ทำไมถึงเลือกนักแสดงซงจุงกิอีกครั้งหนึ่ง (Bangkok Post)

ผมมีความรู้สึกที่อยากจะทำงานร่วมกับนักแสดงซงจุงกิเสมอ รู้สึกว่าเป็นโชคครั้งใหญ่ที่ได้ร่วมงานกันผ่านหนังเรื่องนี้ ถ้าถามถึงสาเหตุที่เลือกนักแสดงซงจุงกิแล้ว เอาจริงๆ ผมรู้สึกว่านักแสดงซงจุงกิต่างหากที่เป็นคนเลือกผลงานนี้ เลยทำให้ได้ร่วมงานกันครับ

ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์ไซไฟอวกาศเรื่องแรกของเกาหลีของขณะนี้ ผู้ชมในฐานะ global audience คาดหวังอะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง

จุดที่คาดหวังได้ก็คือ ในผลงานชิ้นนี้จะต่างกับหนังฮอลลีวู้ดที่ฮีโร่มีพลังวิเศษ หนังเรื่องนี้ตัวละครเป็นคนเกาหลีธรรมดาๆ ที่ไม่ต่างอะไรกับพวกเราเลย เป็นจุดต่างจากไซไฟของฮอลลีวู้ดเรื่องอื่น และเป็นจุดที่ผมมั่นใจมากที่สุดครับ

เรื่องนี้เป็นหนังอวกาศเรื่องแรกของเกาหลี เชื่อว่าจะไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวแน่นอนมันจะมีหลังจากนี้อีก ผู้กำกับมีอะไรอยากจะบอก ผู้กำกับคนอื่นที่มีแพลนอยากจะทำหนังอวกาศจากนี้มั้ยครับ

ขอเป็นกำลังใจให้มากกว่าให้คำแนะนำครับ ตอนที่วางแผนทำเรื่องนี้ก็มีหนังเรื่องอื่นที่มีฉากเป็นอวกาศวางแผนอยู่เหมือนกัน และก็มีหลายเรื่องที่ถ่ายทำอยู่ในตอนนี้ด้วย ผมเชื่ออย่างไม่กังขาเลยว่าหนังจะต้องออกมาอย่างยอดเยี่ยม และอยากดูเร็ว ๆ แล้ว ผมคิดว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่เกาหลีแต่ทั้งเอเชียกำลังอยู่ในช่วงขยายแนว​ (genre) ของทั้งภาพยนตร์และละคร ผมรอดูความหลากหลายของผลงานจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วยเช่นกันครับ

ภาพยนตร์เรื่อง Space Sweepers สตรีมมิ่งทาง Netflix แล้วทั่วโลก