ชื่นชมผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON ที่ BACC

เชื่อว่าในทุกวันนี้ มีศิลปินรายใหม่ ๆ จากทุกอาชีพ ทุกช่วงวัย และทุกแห่งหนได้เริ่มลงมือสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางความคิดของตนเอง ทว่าหลายคนนั้นอาจไม่มีโอกาสที่จะพัฒนา ต่อยอด หรือได้รับคำแนะนำในการแสดงความสามารถทางศิลปะของตน จนทำให้วงการศิลปะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นผลงานจากศิลปินเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย

Author: Peerachai Pasutan

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) จึงได้ร่วมมือกันสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นในเส้นทางศิลปะ ผ่านโครงการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2559 โดยศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะได้รับการพัฒนาผลงาน แนวความคิด ตลอดจนทักษะการทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งในและนอกวงการศิลปะ อีกทั้งยังได้รับทุนสนับสนุนในการสร้างสรรค์ผลงาน และมีโอกาสทำงานร่วมกับฝ่ายนิทรรศการของ BACC ด้วยเช่นกัน 

“น้อยเวทีที่จะเปิดโอกาสให้คนได้มาแสดงความสามารถจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจ และมีความแตกต่างตั้งแต่แรก ก็คือการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่รักชอบงานศิลปะโดยไม่จำกัดอาชีพได้มีพื้นที่หรือเวทีที่ได้ลงมือทำจริง ๆ” คุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงโครงการนี้ไว้ในพิธีเปิดนิทรรศการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โครงการ EARLY YEARS PROJECT ครั้งนี้นำเสนอผลงานที่สะท้อนการเคลื่อนไหวทางศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยมีสาระสำคัญเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติต่อไป มีศิลปินเลือดใหม่ที่จะมาถ่ายทอดผลงานของตนสู่สายตาสาธารณชน ทั้งหมด 8 ราย ได้แก่ อวิกา สมัครสนาน, รัตนา สุจริต, รัตนกานต์ กาญจนพันธุ์บุญ, รณรงค์ บุตรทองแก้ว, สรีนา สัตดาผล, สุชน สุจิต, ธนนันท์ ใจสว่าง และ ญาณุศักดิ์ เนาว์แสง 

สามารถชมผลงานและให้กำลังใจทั้งแปดศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) จัดแสดงแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กันยายน 2563 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง facebook.com/baccpage

ภาพจาก BACC

The Best Club for 4 Years

ONYX จัดปาร์ตี้สุดมันส์ร่วมกับนิตยสารชื่อดัง DJ MAG จากอังกฤษ ฉลองความสำเร็จเป็นปีที่ 4 ที่ขึ้นแท่นคลับที่ดีที่สุดอันดับที่ 71 ของโลกในปี 2019 จาก DJ MAG WORLD’S TOP 100 CLUBS และเป็นหนึ่งเดียวในกรุงเทพ จากการโหวตของนักท่องเที่ยวแนวคลับดีเจทั่วโลก โดยมีผู้บริหาร Onyx คุณกิตติ มาดราชา จับมือกับ Mick Wilson คอลัมนิสต์และ DJ All Stars ชื่อดังจาก DJ MAG  บินตรงมาร่วมจัดปาร์ตี้ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ONYX RCA พร้อมเชิญดีเจชื่อดังจากเนเธอแลนด์ TV NOISE มาสร้างความสนุกให้แก่บรรดานักท่องราตรีทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

โดยงานในครั้งนี้จัดขึ้นบริเวณโซนใหม่ของร้าน ที่ใช้ชื่อว่า ONYX INTENSE ที่มีความพิเศษยิ่งกว่าใคร ซึ่งยกระดับมาตรฐานระดับสากล ด้วยระบบเสียงที่ดีที่สุดในโลกจาก Funktion-One พร้อมกับระบบแสง สี เลเซอร์ที่จัดเต็มยกชุดใหม่ เพื่อเอาใจคนมีรสนิยมทางดนตรี และรักการปาร์ตี้ระดับไฮคลาส พร้อมด้วยการบริการแบบ Hi-END Service Quality ที่คอยดูแลลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟพิเศษเหนือใคร ซึ่งตอบโจทย์คนรักดนตรีระดับพรีเมียม

ส่วนใครที่ชื่นชอบโซนหลักของร้าน ONYX อดใจสักนิด เพราะทางร้านกำลังเนรมิตร้านใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ให้สมกับเป็นคลับที่ดี่ที่สุดในโลก จาก DJ MAG และจะเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2563 นี้ เพื่อต้อนรับเทศกาลสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่แน่นอน

Exclusive Interview with Miss Foster

เธอคือใคร? เธอคือดีเจมืออาชีพที่สร้างฐานแฟนเพลงในกรุงเทพฯ ได้อย่างเหนียวแน่น และเธอคือหนึ่งในศิลปินไลน์อัพคนสำคัญที่จะมาจุดความมัน(ส์)ในงาน Kolour in the Park แบบไม่กลัวทั้งไวรัส ฝุ่น และความบ้าบอของสถานการณ์ในประเทศ ณ เพลานี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์ มีบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟของเธอมาให้แฟนๆ ได้อ่าน ก่อนจะไปพบกับเธอเล่นสดๆ ได้ในวันที่ 7 มีนาคมนี้ ณ Thai Wake Park

คุณเคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไหมว่าวงการดีเจมีแต่ดีเจผู้ชายเป็นหลัก

ตอนที่ฉันเริ่มงานดีเจในกรุงลอนดอนไม่ค่อยมีดีเจผู้หญิงเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่แทนที่ฉันจะมารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจใดๆ ฉันตัดสินใจที่จะใช้โอกาสนี้ทำให้ตัวเองโดดเด่น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีคิดจริงๆ ค่ะ! ฉันเชื่อว่าถ้าคุณมีสกิลล์ในการเป็นดีเจที่แข็งแรงพอ เพศสภาวะของคุณก็ไม่เกี่ยวอะไรหรอกค่ะ นั่นทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าสมัยที่เริ่มอาชีพดีเจใหม่ๆ ฉันรู้สึกอะไรนิดๆ หน่อยๆ บ้างนะคะ แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะฉันยังใหม่ในวงการนี้เท่านั้นเองล่ะค่ะ ฉันเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ มากมายหลังจากที่อยู่ในวงการมาเป็นสิบปี ซึ่งปัจจุบันผู้จัดมิวสิกเฟสติวัลเองก็พยายามใช้ดีเจทุกเพศแล้วล่ะค่ะ อย่างงาน Kolour in the Park นี่เห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียว ฉันภูมิใจมากค่ะที่ได้เป็นหนึ่งในดีเจผู้หญิงของงานนี้

คุณมีศิลปินคนไหนที่อยากร่วมงานด้วยเป็นพิเศษไหมหรือใครก็ได้ที่คุณชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กๆ

ตอนนี้ฉันกำลังคลั่งไคล้ Dimmish และ Toman มากเลย มีเพลงเฮาส์ดีๆ ให้ฟังแล้วในที่สุด ฉันมั่นใจมากว่าพวกเราจะต้องทำเพลงที่ดีมากแน่ๆ ถ้าได้ร่วมงานกัน คงเป็นการร่วมงานที่ฉันจะมีความสุขมากแน่ๆ และฉันยังเป็นแฟนตัวยงของ Inland Knights พวกเขาทำเพลงได้คลาสสิกมาก ฟังที่ไหนเมื่อไหร่ก็ไม่เบื่อเลย แต่ฉันก็ไม่ได้ฟังแต่เพลงอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นนะ ช่วงที่โตๆ มาฉันก็ฟังเพลงของ Jamiroquai, Foo Fighters, Madonna, Crowded House และ Counting Crows ด้วยค่ะ เป็นอัลบั้มที่ฉันฟังต่อจากพี่ชายคนโตของฉันเองน่ะ อ้อ… มีอีกเรื่องที่คุณอาจจะไม่รู้นะ ฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Fleetwood Mac ด้วยค่ะ

มองอนาคตตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้าไว้อย่างไรบ้าง

ตอนนั้นฉันก็เข้าหลักสี่แล้วสินะ เดาว่าฉันคงจะรบกับครอบครัวของตัวเอง และพยายามทำงานเพลงต่อไป มีโฮมสตูดิโอ อะไรแบบนี้ และฉันอยากจะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงสักแห่ง เพื่อที่จะได้มีซีนในวงการดนตรีอย่างต่อเนื่อง ฉันอยากจะสนับสนุนเด็กเลือดใหม่ด้วย การได้เซ็นสัญญากับค่ายคงช่วยเรื่องนี้ได้อีกเยอะ ตอนนั้นฉันคงกลับไปอยู่ที่ยุโรปแล้ว แต่ก็หวังว่าจะได้กลับมาออกทัวร์ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งช่วงฤดูหนาว ฉันอยากจะทำสิ่งที่ฉันรักไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ร่างกายและจิตใจของฉันยังสู้ไหว นั่นคือจุดประสงค์หลักของฉันเลยล่ะค่ะ

บอกอะไรกับแฟนๆชาวไทยหน่อย

ประเทศไทยได้ใจฉันเสมอค่ะ ที่นี่มีบรรยากาศอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกพิเศษตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะความน่ารักและอัธยาศัยดีของคนไทยก็ได้ค่ะ คนไทยชอบการสร้างสรรค์ ซึ่งนั่นก็เป็นผลดีกับเราชาวดีเจ ตั้งแต่มาที่นี่เมื่อสองปีที่แล้วฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากคนไทยและจากแฟนๆ ชาวไทยแบบล้นทะลักเลยทีเดียว ฉันดีใจมากที่ได้ทำงานดีเจในกรุงเทพฯ จริงๆ ค่ะ

www.kolourinthepark.com

Kolour in the Park 2020 Full Lineups Announced

ประกาศรายชื่อศิลปินครบ 15 วงทั้งหมด 3 เวทีกันแบบไม่กลัวทั้งไวรัสและรัฐประหารกับงาน Kolour in the Park 2020 ที่จะจัดขึ้น ณ Thai Wake Park ลำลูกกา ในวันที่ 7 มีนาคมนี้ มาดูไลน์อัพศิลปินและดีเจสุดเจ๋งไปพร้อมๆ กัน ใส่หน้ากาก พกเจลล้างมือแอลกอฮอล์ และพร้อมไปเกาะขอบเวทีพร้อมกันเลยดีกว่าครับ!

PARK STAGE

LEISURE

LEISURE: วงดนตรีห้าชีวิตที่เหมือนเอากลุ่มคนที่มีความสามารถไม่เหมือนกันมารวมๆ กันเป็นแกงโฮะรสดี การันตีด้วยยอดสตรีมมิ่งกว่า 50 ล้านครั้งสำหรับอัลบั้มเปิดตัวของพวกเขา ทำให้เกิดปรากฏการณ์บัตรการแสดงสดขายหมดติดๆ กันเป็นประวัติการณ์ของประเทศนิวซีแลนด์เลยทีเดียว

Oddisee

Oddisee: แรปเปอร์และโปรดิวเซอร์มากความสามารถจากกรุงวอชิงตันดี.ซี. อัลบั้มเปิดตัวของเขาอย่าง People Hear What They See ได้รับรางวัล The Best Hip-Hop Album จาก Apple iTunes Music Award 2012 การันตีมาแล้ว

Running Touch

Running Touch: จากศิลปินท้องถิ่นของประเทศออสเตรเลีย ในตอนนี้เขาเติบโตมาเป็นหนึ่งในศิลปินแถวหน้าของวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของ Ocean Grove วงดนตรีฮาร์ดคอร์ขวัญใจแดนจิงโจ้ ทำให้ผลงานดนตรีของเขาคือส่วนผสมอันสมดุลระหว่างดนตรีหลากหลายสไตล์

ATMA

ATMA: เขาเป็นผู้ที่ทำให้บทเพลงสไตล์ Fun-House เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และรู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรให้คนดูคอนเสิร์ตยักย้ายส่ายสะโพกไปกับบทเพลงของเขาได้อย่างแท้จริง

Pyra

Pyra: ผู้บุกเบิกเส้นทางวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยด้วยตัวเอง เธอนำผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับเมโลดี้ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ก่อเกิดเป็นบทเพลงสไตล์ Solar Soul อันเป็นเอกลักษณ์ เธอเคยได้ขึ้นแสดงในงานเทศกาล Burning Man มาแล้ว ทั้งยังมีรางวัลการันตีจากอีกหลากหลายเวทีในฐานะศิลปินหน้าใหม่ดาวรุ่งอีกด้วย

Mae Happyair

Mae Happyair: จากอาชีพผู้ช่วยสไตลิสต์นิตยสารแฟชั่นหัวหนึ่งในประเทศไทย เธอได้ค้นพบความสามารถของตัวเองยามเปิดเพลย์ลิสต์ระหว่างทำงานในกองถ่าย วันนี้ เธอก้าวออกจากวงการแฟชั่น มาพร้อมเปลี่ยนแปลงทั้งตัวตนและวงการดนตรีไทยอย่างยิ่งใหญ่แล้ว


SHELTER STAGE

Black Coffee

Black Coffee: ผู้ก่อกำเนิดสไตล์ดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชื่อว่า Afropolitan House เขามีโชว์มากกว่า 250 โชว์ต่อปี ซึ่งนั่นหมายรวมถึงเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Coachella และ Tomorrowland ซึ่งแฟนๆ ชาวไทยไม่ต้องถ่อไปไกลถึงที่นั่น ไปแค่ลำลูกกาก็พอแล้วนะเออ

Artbat

Artbat: คือคำสมาสระหว่างคู่หูเพื่อนสนิทและดีเจฝีมือเยี่ยมอย่าง Artur และ Batish ในวันนี้ทั้งคู่โผล่ออกมาจากแวดวงดนตรีใต้ดินของเมืองเคียฟ กลายมาเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่มีผู้ชมรอคอยซื้อบัตรมากที่สุดในโลก

Giolì & Assia

Giolì & Assia: แม้จะเปิดตัวในวงการดนตรีในฐานะผู้จัดการและศิลปิน ในตอนนี้ สองสาวดูโอ้ได้รับการยอมรับทั้งในฐานะศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรี เจ้าของค่ายเพลง และดีเจ ซึ่งการแสดงสดของพวกเธอนั้นนับได้ว่าตื่นตาตื่นใจเพราะมีการนำเครื่องดนตรีใหม่ๆ มานำเสนอตลอดเวลา

Bonita Everitt

Bonita Everitt: ศิลปินสัญชาติไทยที่เดินสายแสดงในเวทีใหญ่ระดับประเทศมาแล้ว เธอเติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติ จึงนำธรรมชาติที่รายล้อมตัวอยู่มาสร้างสรรค์บทเพลงให้คนลุกขึ้นมาเต้นรำได้อย่างมีความสุข

Miss Foster

Miss Foster: หนึ่งในดีเจที่ได้รับความนิยมที่สุดในดูไบเมื่อปี 2019 เธอได้ย้ายมาตั้งรกรากที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2018 และกลายมาเป็นขวัญใจขาแดนซ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


DISCO DIARIES (WATER STAGE)

Mousse T.

Mousse T.: บ่มเพาะประสบการณ์ในประเทศเยอรมนีบ้านเกิดมากว่ายี่สิบปี บัดนี้ เขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานแห่งวงการอิเล็กทรอนิกส์ของโลกไปแล้ว จุดเด่นของเขาคือการจับจุดคนดูได้ถูกต้อง ทำให้ทุกคนพร้อมที่จะสนุกสนานไปกับเขาได้ ไม่ว่าในสถานการณ์ใด (นั่นหมายรวมถึงสถานการณ์ลุ่มๆ ดอนๆ ของทั้งไวรัสมรณะ และฝุ่นพิษในกทม. ด้วยนะเออ)

Dark White

Dark White: ส่วนผสมกันลงตัวระหว่าง Sir Walt และ Spencer ที่ท้าทายขีดจำกัดของดนตรีสไตล์เดิมๆ อย่างเฮ้าส์และดิสโก้ โดยการผสมผสานดนตรีสไตล์อื่นๆ เข้าไปแบบไม่ยั้ง หรือเกรงกลัว เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับทุกคนที่มาชมดนตรีของพวกเขานั่นเอง

Panna

Panna: จากความคลั่งไคล้ในแผ่นไวนิล ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สไตล์ดนตรีที่เป็นของตัวเองจากแผ่นไวนิลที่เธอสะสมนั่นเอง มาร่วมตื่นเต้นไปกับการผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊ส และดนตรีนอกกระแสของเธอไปพร้อมกันได้

Rabbit Disco

Rabbit Disco: ดีเจสาวเอกลักษณ์กับบทเพลงสไตล์ deep house ที่พร้อมจะกระชากวิญญาณของคุณให้ออกมาโลดแล่นบนแดนซ์ฟลอร์

เตรียมพร้อมพบกับความมันบท 3 เวทีกับ 15 ศิลปินได้ในงาน Kolour in the Park วันที่ 7 มีนาคมนี้ ณ Thai Wake Park ลำลูกกา

www.kolourinthepark.com

HOMESHAKE is Back!

สาวกของ Homeshake หรือ Peter Sagar เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง? ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม เพราะเขากลับมาอีกครั้งแล้ว… และครั้งนี้จะใกล้ชิดสุดๆ ด้วยบัตรเพียง 170 ใบเท่านั้น!!!

ยังจำความล่องลอยครั้งที่ Homeshake มาเยือนเมืองไทยเมื่อปี 2018 กันได้อยู่ไหม? ครั้งนี้เขากลับมาพร้อมกับทัวร์ของอัลบั้ม Helium กับงาน HAVE YOU HEARD? : Homeshake Live! + Soft Pine ที่จะจัดขึ้นที่ De Commune (Liberty Plaza) ในวันที่ 2 มีนาคมนี้ โดยจำกัดบัตรเพียงแค่ 170 ใบเท่านั้น รับประกันความใกล้ชิดแบบถึงเนื้อถึงตัวแน่นอน

**งานนี้จำกัดอายุ 20 ปีขึ้นไป**

ซื้อบัตรได้ที่ Ticketmelon.com/hyhbkk/homeshake2020

We Are The Champions!

ทีมชาติไทยคว้าแชมป์การแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียเป็นสมัยที่ 4 “All Asia Cup 2020” ในคอนเซ็ปต์ “Honouring to the Spirit of Asia” 

สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยจัดแข่งขันขี่ม้าโปโลรายการ All Asia Cup 2020 ครั้งที่ 5 สุดยิ่งใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย โดยในรอบชิงชนะเลิศนี้ ทีมชาติไทยได้เฉือนชนะทีมชาติฟิลิปปินส์ และคว้าแชมป์การแข่งขันรายการนี้ไปเป็นครั้งที่ 4 ติดกันแล้ว

“Wine Appreciation Course” ประสบการณ์อีกขั้นของคนรักไวน์

กว่า 67 ปี ที่ครํ่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเป็นคนชอบกิน ออกเดินทางเสาะหาของอร่อย เครื่องดื่มรสชาติดีเกือบทั่วทุกมุมโลก ล่าสุด “คุณกอล์ ฟ-ณชนก รัตนทารส” ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท จี เอ็นเตอร์ ไพร์ ส แอนด์ โค จํากัด เซเลบริตี้ หนุ่มเจ้าพ่อโปรเจกต์ที่ขยันสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ เพิ่มสีสันให้กับวงการอาหารและเครื่องดื่มเมืองไทย ได้ตกตะกอนความคิดอยากถ่ายทอดประสบการณ์ที่มี ผ่านหลักสูตรสุด เอ็กคลูซีฟ “Wine Appreciation Course” ครั้งแรกในเมืองไทย Course ที่จะช่วยยกระดับชีวิต และประสบการณ์อีกขั้นให้ บรรดาคนรักการดื่มไวน์

คุณกอล์ฟ-ณชนก รัตนทารส เล่าว่า Wine Appreciation Course เกิดขึ้นมาจากความตั้งใจที่อยากจะถ่ายทอด ประสบการณ์ที่มีให้คนที่ชื่นชอบการดื่มไวน์ ได้รับรู้ และสัมผัสถึง “แก่นแท้” ของไวน์ ผ่านหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาสุดพิเศษ เจาะลึกในทุกด้าน แบ่งออกเป็น 12 คลาส ตั้งแต่พื้นฐานการชิมไวน์, ความรู้ เกี่ยวกับแก้วดื่มไวน์, การเก็บรักษา, ขั้นตอนการ เตรียมไวน์, ไปจนถึงแหล่งที่มา, สายพันธุ์องุ่น ตลอดจนเคล็ดลับ และเทคนิคการดูฉลากที่ถูกต้อง

โดย Wine Appreciation Course มีกูรูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาร่วมถ่ายทอดเทคนิค และประสบการณ์เชิงปฏิบัติ ในการสํารวจไวน์หลากหลายสไตล์ พร้ อมอาหารหลากหลายประเภทอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มทักษะการ Mix and Match ไวน์ กับอาหารบนโต๊ะในโอกาสพิเศษต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมลงตัวในสไตล์ของแต่ละคน

งานนี้ ได้รับความสนใจจากเซเลบริตี .เมืองไทยสมัครร่วม Course อย่างคับคั่งกว่า 70 ชีวิตอาทิดร.ศรัณฐ์ หวั่งหลี, อัครรัฐ วรรณรัตน์ , เจย์ สเปนเซอร์ , วริสรา ศิริมงคลเกษม, หลุยส์ เตชะอุบล, นิติ โอสถานุเคราะห์, วัฒนา พัวพัฒนขจร, ฉัตรเบญจา นันทาภิวัฒน์, ม.ล.กอกฤษต กฤดากร, จิรายุทธ รุ่งศรีทอง, พิชญา อุทารธรรม, จุลพยัพ ศรีกาญจนา, ดร.ดวงฤทธิ์ิ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง, ดร.ดิสพล จันทร์สิริ, วินท์ภักดีจิตต์, กรกนก ยงสกุล, ดร.อัครวัฒน์ศรีณรงค์, โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์, ไอซ์ อภิษฎา ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ตาม คุณกอล์ฟ-ณชนก แอบกระซิบว่า แม้จะได้รับการตอบรับคับคั่งเกินคาด แต่หากสาวกไวน์ท่านใด สนใจก็ยินดี Welcome สามารถ Walk in เข้าร่วมคลาสเปิดประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกันได้ทุกวันพุธ สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ประชาสัมพันธ์ประจําหลักสูตร คุณอารีรัตน์ กีทีประกูล (อ้อม) 092-692-2411

เซ็นทรัล เอ็มบาสซี นำเสนอนิทรรศการศิลปะแห่งโลกใต้สมุทร “ANIMA MUNDI: Soul of the World” ผลงานของอีโค่ อาร์ติสระดับโลก Mulyana ครั้งแรกในไทย หวังกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักรักษ์สิ่งแวดล้อมและถิ่นอาศัย

เพราะในปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน  ดังนั้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อแนวคิดการใช้ชีวิตให้ผู้คนในสังคมร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนที่อยู่อาศัยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน

รวมไปถึงเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจด้านศิลปะ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Let Life Inspire You ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร่วมกับ Mulyana (มูล์ยานะ) อีโค่ อาร์ติสชื่อดังชาวอินโดนีเซีย สร้างสรรค์ศิลปะเชิงอนุรักษ์ระดับโลกที่แตกต่าง ด้วยการเปิดงาน ANIMA MUNDI: Soul of the World (อะนีมา มุนดิ: โซล ออฟ เดอะ เวิลด์)นิทรรศการครั้งแรกในประเทศไทยและเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดของศิลปินผู้นี้ที่เคยจัดแสดงมา ณ ใจกลางศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ชั้น G และบริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าฯ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อรณรงค์เชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกทำลายจากมนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกคนจะได้รับผลกระทบในอนาคตและไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเปิดให้บุคคลทั่วไป และนักท่องเที่ยวได้เข้าชมและร่วมกิจกรรมรักษ์โลกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 1 ก.ย. 2562 พร้อมการจำหน่ายไอเทมสุดอินโนเวทีฟคอลเลกชั่นพิเศษ ทั้งเสื้อยืดออร์แกนิค กระเป๋าผ้า กระเป๋าคาดอก และผ้าอเนกประสงค์ที่ทำจากขวดพลาสติกเหลือใช้ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดมอบให้ กรีนพีซ ประเทศไทย (Greenpeace Thailand) องค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงานเปิดนิทรรศการ ได้รับเกียรติจาก Mulyana (มูล์ยานะ) ศิลปินเจ้าของผลงาน ซึ่งบินมาร่วมในงานเปิดตัวผลงานดังกล่าว โดยมี บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร่วมต้อนรับ พร้อมด้วยเซเลบริตี้หัวใจสีเขียว อาทิ ม.ล. รจนาธร ณ สงขลา, พิสิษฐ์ ณ พัทลุง, ผศ.ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ, ดอมินิก ภูวสวัสดิ์ จักรพงษ์, เสกสรร รวยภิรมณ์, อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์, ปัณพัท เตชเมธากุล และศิลปินสาว อรณิชา กรินชัย มาร่วมรวมพลังรักษ์โลกกันอย่างคับคั่ง

โดยคอนเซ็ปต์หลักในนิทรรศการนี้มีที่มาจากความหวัง ความฝัน และจินตนาการของศิลปินที่ชวนให้เราตระหนักว่า โลกของเรากำลังเปราะบางลงเรื่อย ๆ และในอีกไม่นาน โลกใบนี้อาจจะเหลือเพียงแค่จินตนาการก็เป็นได้ นิทรรศการครั้งนี้ Mulyana ได้นำผลงานชิ้นเอกที่ได้รังสรรค์ขึ้นใหม่มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในโลก ไม่ว่าจะเป็น ประติมากรรมกลางแจ้งจัดวางรูปซากโครงกระดูกวาฬขนาดมหึมา ความสูง 3 เมตร ยาว 12 เมตร ทำจากวัสดุเหลือใช้ทั้งเหล็ก อลูมิเนียม แทรกด้วยต้นไม้ใบหญ้าผลงานศิลปะรูปสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในโลกชนิดหนึ่งที่กำลังใกล้สูญพันธ์ด้วยน้ำมือมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมชิ้นนี้ เป็นสัญลักษณ์แทนถึงความตายของธรรมชาติ ที่กระตุ้นให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงผลการกระทำ และบทบาทหน้าที่ของตนเองต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างทรงพลัง,ไจแอ้นท์ โมกุส (Giant Mogus) หรือหมึกยักษ์ขนาดมโหฬาร ความสูง 5 เมตรอันเป็นเอกลักษณ์มาจากผลงานซิกเนเจอร์ของศิลปิน ผลงานชิ้นนี้ทำขึ้นจากเส้นใยพลาสติกเหลือใช้ถักทอ ยัดไส้ผ้าคอตตอนเหลือใช้หลากสี ที่ผู้ชมสามารถเดินเข้าไปข้างในและสนุกกับการสวมบทบาทเป็นสัตวประหลาดถ่ายรูปเล่นได้ ซึ่งสัตว์ประหลาดที่ว่านี้ ถือเป็นสัญลักษณ์แทนมนุษย์ทุกคนที่มีส่วนในการทำลาย หรือแม้แต่ปกป้องธรรมชาติของเราเอาไว้ รวมถึง ศิลปะจัดวางรูปวาฬใหญ่4 ตัว ความสูง 2 เมตร และ 1.5 เมตร ที่ภายในทำจากเศษผ้าคอตตอนเหลือใช้ และศิลปะจัดวางรูปโครง
กระดูกวาฬ เพื่อย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่า วาฬเคยเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลายเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะก่อนช่วง 1800 เพราะมีการล่าปลาวาฬเพื่อผลิตน้ำมันกันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งเขายังได้นำผลงานชิ้นเด่นๆ ที่เคยแสดงมาก่อนหน้านี้ จากประเทศอินโดนีเซีย มาเผยสู่สายตาคนไทยเป็นครั้งแรก ทั้ง โมบายรูปปลากว่า 5,000 ตัว ที่ห้อยอยู่กลางอากาศ เกาะปะการังหลากสีและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึก ซึ่งผลงานทั้งหมดนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ได้อย่างน่าทึ่ง

บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เผยว่า “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี มีความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในโลกปัจจุบัน โดยในครั้งนี้ เราได้เลือกนำเสนอศิลปะเชิงอนุรักษ์ผลงานของ Mulyana อีโค่ อาร์ติสระดับโลก มาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อเน้นเรื่องการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างสรรค์ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์รวมถึงการจัดพื้นที่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจทางด้านศิลปะ ที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมทำกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ เรามีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการรับรู้และส่งต่อแนวคิดในการใช้ชีวิตให้ผู้คนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป”

ANIMA MUNDI (อะนีมา มุนดี้) ซึ่งเป็นภาษาละตินที่แปลว่า Soul of the World หรือ “จิตวิญญาณของโลก” เป็นนิทรรศการศิลปะที่นำเสนอโลกใต้ทะเลลึกอันน่ามหัศจรรย์ ผ่านศิลปะการถักนิตติ้ง ซึ่งไม่ได้ใช้ไหมพรมแบบธรรมดาทั่วไป หากแต่ใช้เส้นใยที่ได้จากขยะและวัสดุเหลือใช้อย่าง ขยะยาง หรือขยะพลาสติก เศษด้ายและเศษผ้าจากโรงงานนำมาถักทอเป็นสิ่งมีชีวิตในจินตนาการหลากหลายรูปแบบ รวมถึงเศษเหล็ก และเศษอลูมิเนียมจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกนำมาประยุกต์เป็นงานประติมากรรมรูปแบบใหม่ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นเสมือนตัวตนที่สอง (Alter Ego) ของศิลปิน ที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งมีชีวิตในโลกใต้ทะเลลึกอันหลากหลาย ที่สวยงามและลึกลับ โดยเฉพาะ Mogus (สัตว์ประหลาด) อย่าง Gurita (หมึกยักษ์ ในภาษาอินโดนีเซีย) ที่เป็นเสมือนหนึ่งลายเซ็นอันเปี่ยมเอกลักษณ์ของศิลปิน

ระยางค์หนวดนับไม่ถ้วนของเจ้าหมึกยักษ์ เป็นเหมือนตัวแทนของมือและแขนอันมากมายของมวลมนุษย์ในโลกนี้ ที่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการเป็นผู้ทำลายธรรมชาติ เป็นสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็มีความสามารถในการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน ผลงานชุดนี้ของเขาเป็นเสมือนการแสดงความขอบคุณต่อธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่สร้างสรรค์มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวลขึ้นมา

Mulyana ศิลปินชาวอินโดนีเซีย จากเมืองยอคยาการ์ต้า ที่มีความมุ่งมั่นในการใช้ประโยชน์จากผลงานศิลปะ  ให้เป็นเหมือนสื่อกลาง และแบ่งปันค่านิยมในเชิงบวก ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะรูปสิ่งมีชีวิตและแนวปะการังใต้ทะเลลึกหลากสีสัน โดยใช้วัสดุเหลือใช้มาทำเป็นผลงานของเขา อดีตครูสอนศิลปะผู้นี้ สร้างสรรค์ตัวตนที่สอง (Alter Ego) ของเขาออกมาในรูปแบบของสิ่งมีชีวิตในโลกใต้ทะเลหลากสีสัน น่าพิศวง ซึ่งผลงานของเขาได้ถูกนำไปจัดแสดงร่วมหลากหลายงานและกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะมาแล้วทั้งในประเทศบ้านเกิดและอีกหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย และสิงคโปร์

นอกจากนี้ ตลอดการจัดงานยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่งเปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างจิตสำนึก โดยเน้นเรื่องการนำวัสดุเหลือใช้ นำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะเป็น เวิร์กช็อปที่ออกแบบโดยศิลปิน ทุกเสาร์-อาทิตย์ วันละ 2 รอบ เวลา 13.00-15.00 น., 16.00-18.00 น. (จำกัด รอบละ 20 ท่าน) ทำเครื่องประดับจากวัสดุเหลือใช้ เศษผ้าต่างๆ ทำตุ๊กตาจากเศษผ้า ถักถุงผ้าพลาสติกเป็นของใช้ เช่น ที่รองแก้ว, ต่างหู, กล่องดินสอ และกิจกรรมจากองค์กรไม่แสวงผลกำไร ทุกเสาร์-อาทิตย์ เวลา 14.00-15.30น. (จำกัดวันละ 15 ท่าน) วันที่ 3-4 ส.ค. ฟังการบรรยายและสาธิตการทำของใช้จากขยะพลาสติก, วันที่ 10-12 ส.ค. สอนทำผ้าเคลือบด้วยไขผึ้งใช้ห่ออาหารแทนพลาสติก, วันที่ 17-18 ส.ค. สนุกกับการเรียนรู้ทำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค สครับจากข้าว,
วันที่ 24-25 ส.ค. เปลี่ยนขยะจากทะเลให้เป็นพวงกุญแจรูปสัตว์ต่างๆ กับ Tlejourn (ทะเลจร), วันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย. การให้ความรู้การจัดการกับขยะที่ถูกต้อง และการทำ Eco bricks และร่วมกันทำ Eco bricks เป็นของใช้ที่มีประโยชน์กับ Trash Hero Thailand (แทรช ฮีโร่ ประเทศไทย)  กิจกรรมประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุเหลือใช้อย่าง การประดิษฐ์กระเป๋าใส่เหรียญจากยางในรถยนต์ พวงกุญแจจากไวนิลเหลือใช้ เวลา 11.00-20.00 น. ทุกวัน (จำกัดวันละ 50 ท่าน) เพียงร่วมบริจาคเงินตามจิตศรัทธา เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสนับสนุนองค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย

อีกทั้ง ร่วมพูดคุยกับนักอนุรักษ์ในมุมมองต่างๆ เพื่อการตระหนักถึงการใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  ทุกวันอาทิตย์ เวลา 15.00-16.00 น. โดยวันที่ 4 ส.ค. พบกับ ผศ.ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ หัวข้อ ถนนรีไซเคิลเพื่อแก้ปัญหาขยะถุงพลาสติกในประเทศ,  วันที่ 11 ส.ค. คุณดอมินิก-ภูวสวัสดิ์ จักรพงษ์  ผู้ก่อตั้ง  Precious plastic Bangkok  หัวข้อ  “พลาสติกไม่ใช่ปัญหา แค่ต้องรู้จักใช้”, วันที่ 18 ส.ค.  โดย ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อานวยการโครงการ Sustainable Brands  หัวข้อ “รักษ์โลกในมุมมองของแบรนด์ต่างๆ”, วันที่ 25 ส.ค. ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาควิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ หัวข้อ “การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในอนาคต”  และ วันที่ 1 ก.ย. พิชามญชู์​ รักรอด จาก Greenpeace Thailand หัวข้อ “การใช้ชีวิตที่ตระหนักถึงธรรมชาติและส่วนรวม”

ตลอดจนยังมีสินค้าคอลเลคชั่นรักษ์โลกสุดอินโนเวทีฟมาวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อยืดออร์แกนิค กระเป๋าผ้า กระเป๋าคาดอก และผ้าอเนกประสงค์ที่ทำจากขวดพลาสติกเหลือใช้ ที่แสดงข้อมูลของการประหยัดพลังงานและการช่วยรักษาธรรมชาติจากการรีไซเคิล ที่ถูกดีไซน์ขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปสมทบทุน กรีนพีซ ประเทศไทย รวมทั้งยังมีสเตชั่นรับบริจาคถุงหูหิ้ว ถุงพลาสติกใส และขวดพลาสติกที่เหลือใช้และไม่ปนเปื้อนเศษอาหารหรือสารเคมี ที่เชิญชวนให้ทุกคนได้แสดงพลังร่วม เพื่อนำไปทำบล็อกปูถนนที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โดย Thailand Green Road ก่อตั้งโดย ผศ.ดร. เวชสวรรค์ หล้ากาศ (ทั้งนี้ ถุงพลาสติก 4,000 ใบ สามารถทำบล็อคปูถนนได้ 1 ตรม.)

ที่สำคัญ งานแสดงครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการจับมือกับ 5 พันธมิตรระดับเวิลด์คลาส ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้จัดเตรียมไว้ในวาระครบ 5 ปี เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และถือเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมรักษ์โลกสุดสร้างสรรค์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตอีกด้วยซึ่งในช่วงเวลาของการแสดงนิทรรศการ ยังต่อยอดออกไปเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดย เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร่วมกับ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา และมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดกิจกรรมเก็บและคัดแยกขยะในบริเวณชายหาดบางแสน ในวันเสาร์ที่ 24 ส.ค. 62 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. เพื่อนำขยะพลาสติกที่สามารถใช้การได้กลับไปทำการรีไซเคิล และนำไปทำบล็อกปูถนนที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

#ANIMAMUNDI   #SouloftheWorld #CE5thAnniversary   #CentralEmbassy   #LetLifeInspireYou

Netflix ชวนสาวก Stranger Things สัมผัสโลก Upside Down ใจกลางสยาม! ในงาน “Stranger Thailand Experience” 29-30 มิถุนายนนี้

 “One Summer Can Change Everything หน้าร้อนจะเปลี่ยนทุกอย่าง”…ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับ Stranger Things 3 (สเตรนเจอร์ ธิงส์ 3) ที่จะออกอากาศให้ชมกันในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ เพื่อต้อนรับการกลับมาและตอกย้ำความแรงของซีรีส์เรื่องนี้ Netflix เอาใจแฟน ๆ ชาวไทย ด้วยการยก “เมืองฮอว์กินส์” มาไว้กลางกรุงกับงาน “Stranger Thailand Experience” ณ โรงภาพยนตร์สกาลา เพื่อให้แฟน ๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรมและสัมผัสประสบการณ์สุดระทึก ในวันที่ 29-30 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น.

ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมสุดพิเศษมากมายที่แฟน ๆ Stranger Things ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็น Bikes & Demogorgons (เกมบันไดเดโมกอร์กอน) Infinity Byers’ Living Room (ห้องกระจกไบเออร์ส) Cycle Escape (ปั่นสุดใจหนีเดโมกอร์กอน) Mindflaying Mosaic (โมเสคไมนด์เฟลเยอร์) หรือ Glam Studio (ย้อนยุค 80 ที่ห้างสตาร์คอร์ท) ซึ่งทุกกิจกรรมจะทำให้คุณได้สัมผัสกลิ่นอายของเมืองฮอว์กินส์ในยุค 80 ที่เต็มไปด้วยความพิศวง ความสนุกสนาน และความตื่นเต้นเร้าใจ ทั้งยังเป็นการทบทวนความจำและเตรียมความพร้อมกับซีซั่น 3 ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

ทั้งนี้ Stranger Things เป็นซีรีส์ไซไฟ-ทริลเลอร์ ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในเรื่องเกิดขึ้นที่เมืองฮอว์กินส์ รัฐอินเดียน่า ช่วงค.ศ. 1980 เรื่องราวเริ่มต้นที่การหายตัวไปของวิล หนึ่งในสมาชิกแก๊งเด็กเนิร์ดที่รักเรื่องวิทยาศาสตร์ และเมื่อตัวละครค่อย ๆ ตามหาวิลทำให้พวกเขาได้พบกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบ ๆ เมืองแห่งนี้ สเน่ห์ของซีรีส์เรื่องนี้นอกจากจะสะท้อนกลิ่นอายของยุค 80 ได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว เหล่านักแสดงเด็กในเรื่องก็เป็นอีกอย่างที่ทำให้  ซีรีส์เรื่องนี้แตกต่างและโดดเด่น และในซีซั่น 3 ที่กำลังจะออกอากาศในวันที่ 4 กรกฎาคม นี้ แฟน ๆ จะได้เห็นการเติบโตของเหล่านักแสดงที่กำลังก้าวพ้นจากวัยเด็ก ความรักที่ผลิบานทำให้มิตรภาพยุ่งเหยิง ในขณะเดียวกันอันตรายก็ได้   คืบคลานเข้ามา นี่คือเวลาที่พวกเขาต้องรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด และพิสูจน์ว่ามิตรภาพมีอำนาจเหนือความกลัว

แฟน ๆ Stranger Things เตรียมตัวให้พร้อม และมาร่วมท่องเมืองฮอว์กินส์ไปด้วยกันในงาน “Stranger Thailand Experience” วันเสาร์ที่ 29 ถึงวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน นี้ ตั้งแต่เวลา 11.00 – 19.00 น ณ โรงภาพยนตร์ สกาลา ที่สำคัญ งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้างาน และคุณอาจเป็นผู้โชคดีได้ของที่ระลึกสุดพิเศษจากซีรีส์เรื่องนี้กลับบ้านอีกด้วย!

TOGETHER FESTIVAL 2019 จบสวย แฟนเพลงประทับใจ ความเดือด ความมันส์ พร้อมเทใจ 2 สเตจใหม่คือที่สุดของงานเฟส

ปิดฉาก Together Festival 2019 ปาร์ตี้สุดเดือดแห่งปีไปเป็นที่เรียบร้อย โดยปีนี้ ผู้จัดมือทองอย่าง Retox Sessions ประกาศเพิ่ม 2 สเตจใหม่ Elrow และ Monstercat ที่ถล่มโปรดัคชั่น จัดหนัก จัดเต็ม เพื่อแฟนๆ ชาว Together ทุกคน ณ ไบเทค บางนา  เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาหลังจากเผยตัว Line Up ดีเจแถวหน้า ระดับหัวกะทิของโลกที่ถล่มมาใน 2 วันจัดงาน ก็เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างหนัก จนบัตรขาย Sold out ไปเหมือนกับทุกปี ถึงแม้ว่าหัวแถว Line Up สุดเดือด ของ Together Festival 2019 ปีนี้ อย่าง DJ SNAKE จะป่วยกระทันหัน จนบินมาเปิดการแสดงไม่ได้ แต่ก็ไม่ทำให้แฟนเพลงล่าถอยไปแม้แต่น้อย เพราะทัพดีเจชื่อดัง ที่ตบเท้ามาในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่ที่สุดแห่งความจี๊ดของยุคนี้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น  ALISON WONDERLAND,  GRYFFIN (Live) , JEFFREY SUTORIUS (DASH BERLIN) , KUNGS, MARLO, PARTY FAVOR , MERCER , SAM FELDT (Live) , MALAA , CHUS & CEBALLOS , FRANKY RIZARDO , TINI  GESSLER , TONI VARGA  , SHOCKONE  , LOOKAS  , JUSTIN OH , DIRTY AUDIO 

และที่สุดของที่สุด กับความแปลกใหม่ ที่ทีม Retox Sessions ผู้จัด พร้อมนำมาเสนอให้กับแฟนๆ ในครั้งนี้ นอกจากเวที เมนสเตจแล้วนั้น ความอลังการของ  เวที Elrow Stage  และ Monstercat Stage ก็โดนใจแฟนๆ ขาแดนซ์ ทุกคนเป็นอย่างมาก วันแรกกับ Concept Stage อย่าง Elrow ที่นอกจากจะได้ฟังเพลงเด็ดๆแล้วนั้น ความตระการตาของธีมบราซิลจังเกิ้ล ที่ปล่อยของกันอย่างสนุกสนาน ก็สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ เป็นอย่างมาก และ ต่อด้วยวันที่ 2 เอาใจเฮดแบงเกอร์ สายเบส-แทร็ป จัดหนัก โยกกันชนิดคอแทบหลุด กับ Monstercat Stage สนุกทั้งกองทัพดีเจ และ สเตจใหม่ทั้ง 2 เพื่อให้ทุกคนได้มันส์กันขนาดนี้  ใครที่พลาดงาน Together Festival 2019 ครั้งนี้ บอกได้คำเดียวว่าเสียใจมาก รอพบกับงานครั้งต่อไปจาก Retox Sessions กันได้ เร็วๆนี้ แน่นอน