“Shaping The now since 1791” Virtual Exhibition

จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) และพีเอ็มที เดอะ อาวร์ กลาส (PMT The Hour Glass) เชิญร่วมเฉลิมฉลอง 230 ปีแห่งความหลงใหลในการประดิษฐ์รังสรรค์นาฬิกา ในโอกาสครบรอบ 230 ปี การก่อตั้งแบรนด์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ผู้ผลิตเรือนเวลาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ ให้เข้าชมนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The <K>now since 1791” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 30 กันยายน 2021

นิทรรศการดังกล่าว เนรมิตพื้นที่มัลติแบรนด์บูติค PMT The Hour Glass สยามพารากอน มาไว้บนแพลตฟอร์มนิทรรศการเสมือนจริง เพื่อต้อนรับบรรดานักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ ให้เข้ามาสัมผัสโลกแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูงของ Girard-Perregaux แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ รับชมความงดงามของประดิษฐกรรมที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และประทับใจในสุดยอดนวัตกรรมที่กล่าวได้ว่าล้ำหน้าที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกายุคสมัยปัจจุบัน ผ่านการจัดแสดงแบบมีปฏิสัมพันธ์เสมือนจริง ให้ผู้เข้าชมสามารถรับชมผลงานแต่ละชิ้นได้อย่างละเอียดและคมชัดทุกองค์ประกอบแบบ 360 องศา นิทรรศการครั้งนี้ ยังตอกย้ำความเป็นเลิศในศาสตร์และศิลปะการผลิตนาฬิกาของแบรนด์ที่สืบทอดมานานกว่าสองศตวรรษ เชื่อมโยงเทคนิคอันยอดเยี่ยมเข้ากับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงฟังก์ชั่นการทำงานเข้ากับรูปลักษณ์ที่สวยงาม และเชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต รังสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ครองใจบรรดาเชื้อพระวงศ์ รวมทั้งสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ผู้นำประเทศ และบรรดาผู้ทรงอิทธิพลจากแวดวงต่างๆ ทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

สองภาพบนคือตัวอย่างผลงานชิ้นประวัติศาสตร์สำคัญที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้มีตั้งแต่นาฬิกาพกที่วิจิตรบรรจง จากยุคสมัยของ ฌอง ฟรองซัวส์ โบท (Jean-Francois Bautte) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ไปจนถึงผลงานระดับตำนานอย่าง ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) ซึ่งได้รับการออกแบบโดย คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Constant Girard-Perregaux) นั้น ล้วนเป็นผลงานทรงคุณค่าที่ปกติจัดแสดงให้เข้าชมได้ที่ส่วนพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ในฐานการผลิตของ Girard-Perregaux ที่เมือง ลา โชว์ เดอ ฟองด์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เท่านั้น

จึงนับเป็นโอกาสพิเศษที่คนรักนาฬิกาชาวไทยและทั่วโลกจะได้ร่วมค้นพบประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Girard-Perregaux และสัมผัสผลงานสุดพิเศษ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในด้านความวิจิตรงดงามและฟังก์ชั่นการทำงานอันยอดเยี่ยม คงคุณค่าอยู่เหนือกาลเวลานับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1791

นอกจากผลงานจากพิพิธภัณฑ์แล้ว นิทรรศการครั้งนี้ยังจัดแสดงผลงานเรือนพิเศษที่ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญ และทักษะด้านการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ อาทิ แพลนิแทเรียม ไตร-แอ็กเซียล (Planetarium Tri-Axial) ที่จัดวางองค์ประกอบต่างๆ ได้งดงามราวบทกวี หรือตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) เรือนเวลาร่วมสมัยจากการเปิดตัวล่าสุดภายในงาน เจนีวา วอทช์ เดย์ส (Geneva Watch Days) ปีนี้ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความเคารพที่แบรนด์มีต่อขนบประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาอันเก่าแก่ที่สืบทอดมาช้านาน พร้อมๆ กับการเชื่อมโยงสู่โลกอนาคต ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ นวัตกรรมด้านวัสดุ และการปรับโฉมรูปลักษณ์เรือนเวลาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

นักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถเข้าชมนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The now since 1791” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2021 ที่ เว็บไซต์ของ PMT The Hour Glass

เรามีตัวอย่างของนาฬิกาที่จะมาจัดแสดงในนิทรรศการเสมือนจริง “Shaping The <K>now since 1791” ในช่วง1 – 30 กันยายน 2021 ดังนี้

“เลพีน” นาฬิกาจี้ตีระฆังบอกควอเตอร์หรือทุก 15-นาที พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย <<โบท แอนด์ มูนิเยร์>>, ราวปี ค.ศ. 1820
ฌอง ฟรองซัวส์ โบท (Jean-François Bautte) (เจนีวา ค.ศ. 1772-1837) ผู้ก่อตั้งแห่งจีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard Perregaux) เป็นหนึ่งในช่างนาฬิกาและช่างอัญมณีผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์สูงสุดและเป็นดั่งอัจฉริยะบุคคลอย่างแท้จริงในช่วงเวลาของเขาในฐานะช่างฝีมือ และนักการค้าผู้เปี่ยมด้วยทักษะอันแสนพิเศษ เขาได้รังสรรค์ทุกประเภทของเรือนเวลาอันสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับงานฝีมือการแกะสลักหรืองานลงยาในทุกรายละเอียดของเรือนเวลา หรือการประดับตกแต่งด้วยอัญมณีล้ำเลอค่า พรสวรรค์ของโบทยังสามารถค้นพบได้ผ่านผลงานอันประณีตละเอียดอ่อนที่เขาได้รังสรรค์ไว้บนตัวเรือนของนาฬิกาจี้เรือนนี้ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการประดับตัวเรือนด้วยทองเม็ดเล็กๆทุกชิ้นด้วยมือ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันสมบูรณ์แบบและแสนวิเศษเช่นนี้ ขณะที่หน้าปัดทองอันประณีตประดับตกแต่งไว้ด้วยลวดลายดอกไม้ รวมถึงกลไกตีระฆังบอกควอเตอร์หรือทุก 15-นาที ที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับเรือนเวลาพิเศษเฉพาะหนึ่งเดียวนี้

“เลพีน” นาฬิกาพก พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย “มูนิเยร์ เอต ฟิลส์ เอต เฌแนฟ” (แอสโซซีเอ เดอ เจ.เอฟ. โบท), ราวปี ค.ศ. 1830
นาฬิกาพกลงยาทองเรือนบาง พร้อมด้วยงานประดับตกแต่งลวดลายดอกไม้อันแสนวิจิตรที่รังสรรค์ขึ้นภายใต้งานลงยาสีดำแบบชอมเลอเว (champlevé) งานลงยาชอมเลอเวถือเป็นเทคนิคการลงยาอันประณีตงดงาม ที่ซึ่งผ่านขั้นตอนของการแกะสลักผนังขอบลงยาด้วยสิ่วไว้บน ตัวเรือน จากนั้นจึงเติมด้วยงานลงยาใส โดยโบทเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งในเทคนิคการจำลองภาพขนาดจิ๋ว และเป็นหนึ่งในช่างนาฬิการายแรกๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดที่ผลิตรังสรรค์นาฬิกาเรือนบางพิเศษขึ้น โดยผ่านการประดับตกแต่งอย่างประณีตจากทองและงานลงยา โบทยังเปี่ยมด้วยองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่สามารถแสดงเวลาไม่เฉพาะเพียงผ่านเข็มชี้ แต่ยังรวมไปถึงการแสดงเวลาด้วยตัวเลข โดยนาฬิกาพกเรือนนี้ได้บรรจุไว้ด้วยการแสดงแบบตัวเลข (digital display) ด้วยระบบจัมปิ้งอาวร์ (jumping hours)

“เลพีน” นาฬิกาจี้ พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์ทรงกระบอก ลงนามโดย “เจ.เอฟ. โบท แอนด์ ซี เอต เฌแนฟ”, ราวปี ค.ศ. 1840
นาฬิกาจี้ลงยาทองประดับเพชรอันแสนอัศจรรย์ พร้อมด้วยสายโซ่นาฬิกาลงยาทองและกุญแจไขลาน ประดับด้วยเพชร และหน้าปัดลงยา “กรองด์ เฟอ” (“Grand-feu”) ตัวเรือนประดับตกแต่งด้วยงานลงยาสีน้ำเงินโคบอลต์โปร่งแสงบนพื้นผิวแกะสลักเอนจิ้น-เทิร์น (engine-turned) และงานแกะสลักประดับตกแต่งด้วยเพชร งานลงยาถือเป็นศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นได้โดยเฉพาะศิลปินเพียงไม่กี่รายเท่านั้น และถูกเรียกขานว่า “เจนีวา บลู” (“Geneva blue”) อันเป็นต้นแบบของยุคสมัยของโบท โดยผสมผสานด้วยเทคนิคการตกแต่งอื่นๆ เช่น “กิโยชาจ” (“guillochage”) หรือการแกะสลัก ที่ช่วยให้สามารถรังสรรค์เรือนเวลาอันแสนงดงามวิเศษเหล่านี้ได้

นาฬิกาพกแบบมีฝาปิดเรือนทอง พร้อมด้วยกลไกสะพานจักร, บาลานซ์สปริงทรงกลมทำให้เป็นสีน้ำเงิน และบาลานซ์ทดกำลังด้วย สกรูทองขนาดใหญ่ ลงนามโดย จีราร์ด-แพร์โกซ์, ปี ค.ศ. 1884
ช่างนาฬิกาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Constant Girard-Perregaux) จากลาโชซ์-เดอ-ฟองด์ส (La Chaux-de-Fonds) สวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนาความหลงใหลในโครงสร้างกลไกของนาฬิกาจักรกล โดยเขาตั้งใจที่จะรังสรรค์ความล้ำเลิศทางเทคนิคและความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุดซึ่งผสมผสานไว้ด้วยความสวยงามอันแสนตราตรึงใจ นาฬิกาพกแบบมีฝาปิด (hunter) เรือนนี้คือหนึ่งในตัวอย่าง เหล่านั้น โดยได้รับรางวัลความเที่ยงตรง “โครโนมิเตอร์” (“Chronometer”) จากเนอชาแตล ออบเซอร์วาทอรี (Neuchâtel Observatory) กับกลไกที่ถ่ายทอดด้วยงานฝีมือการตกแต่งอันประณีตวิจิตร เช่น ลวดลายโคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève), ลายเกรนวงกลม, งานขัดเงาดุจกระจกและขัดขอบมุม

ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส, นาฬิกาพกแบบมีฝาปิด พร้อมด้วยเอสเคปเมนต์โครโนมิเตอร์ตรึงด้วยแกนเดือย ลงนามโดย จีราร์ด-แพร์โกซ์, ปี ค.ศ. 1888
คองสตองท์ จีราร์ด-แพร์โกซ์ ผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ได้เปลี่ยนโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาไปอีกด้าน โดยการเปลี่ยนรูปสะพานจักรจาก องค์ประกอบทางเทคนิคที่ไม่อาจมองเห็นไปสู่ส่วนที่สามารถมองเห็นได้ของเรือนเวลา เขาได้ออกแบบใหม่ให้กับสะพานจักรของนาฬิกาพกตูร์บิญองด้วยรูปทรงลูกศรอันสวยงามและจัดวางขนานกัน มอบเป็นการถือกำเนิดของนาฬิกา ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส (Tourbillon with Three Gold Bridges) เป็นครั้งแรกๆ ขึ้นในการประดิษฐ์สร้างสรรค์นาฬิกา โดยสะพานจักรทองของเรือนเวลาพิเศษเรือนนี้ซึ่งได้รับรางวัลเฟิร์สคลาส บูลเลติน (first class bulletin) จาก เนอชาแตล ออบเซอร์วาทอรี ได้ถ่ายทอดไว้ด้วยงานฝีมือการตกแต่งระดับไฮเอนด์ถึงห้า รูปแบบ ทั้งการขัดเงาดุจกระจกบนพื้นผิว งานขัดด้านซาตินบนขอบข้าง งานขัดกลมมนบนก้านแขน งานขัดขอบขึ้นมุมภายนอก และงานขัดขอบขึ้นมุมภายในต่างๆ ณ วันนี้ เรือนเวลาอันเป็นไอคอนิกนี้ได้กลายเป็นงานออกแบบอันเป็นที่จดจำได้ทันทีในฐานะสัญลักษณ์อันโดดเด่นของแบรนด์

จีราร์ด-แพร์โกซ์ ไจโรเมติก นาฬิกาข้อมือสตีลและสายแบบผสาน กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติไจโรเมติกความถี่สูง พร้อมด้วย เอสเคปเมนต์แบบเลเวอร์, ราวปี ค.ศ. 1970
ในช่วงปี 1960’s จีราร์ด-แพร์โกซ์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายแรกๆ ที่มีแผนกวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ภายในโรงงานของตนเอง จึงเกิดการคิดค้นซึ่งนวัตกรรมอันน่าทึ่งมากมาย อาทิ ไจโรเมติก (Gyromatic) ระบบขึ้นลานเองอัตโนมัติแบบปฏิวัติ ด้วยสัดส่วนขนาดเล็กที่ช่วยให้โรงงานการผลิตแห่งนี้สามารถนำเสนอซึ่งเรือนเวลากลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติเรือนบางพิเศษได้ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการประดิษฐ์นาฬิกา โดยไจโรเมติกมีโครงสร้างที่บางอย่างมาก พร้อมทั้งหวนกลับไปให้ความสนใจเป็นพิเศษกับองค์ประกอบซึ่งถูกละทิ้งนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (WWII) นั่นคืองานออกแบบของนาฬิกา และนับจากยุค 1970’s เรือนเวลานี้จึงได้รับการชื่นชมยกย่องในองค์รวม ทั้งในแง่ของเทคนิคและความสวยงาม

จีราร์ด-แพร์โกซ์ ลอรีอาโต นาฬิกาควอตซ์โครโนมิเตอร์ในตัวเรือนสตีลและสายแบบผสาน, ปี ค.ศ. 1984
ในปี ค.ศ. 1975 จีราร์ด-แพร์โกซ์ ได้เปิดตัวผลงาน ลอรีอาโต (Laureato) หนึ่งในเรือนเวลา “สปอร์ต-ชิค” (“sport-chic”) รุ่นแรกๆ พร้อมด้วยเอกลักษณ์ของขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมยกสูงและสายข้อมือสตีลแบบผสาน ที่ติดตั้งด้วยกลไกควอตซ์ความเที่ยงตรงแม่นยำสูงและบางพิเศษ โรงงานการผลิตจากลาโชซ์-เดอ-ฟองด์สรายนี้ได้เริ่มต้นเล่นกับรูปทรงบนเรือนเวลานับจากช่วงปลายยุค 60s ด้วยผลงานนาฬิกาดำน้ำ ดีพ ไดเวอร์ (Deep Diver) ของแบรนด์ซึ่งมีขอบตัวเรือนตกแต่งถึง 14 เหลี่ยมด้าน และต้องขอบคุณให้กับเส้นสายอันเรียวบาง ความสามารถในการสวมใส่ได้ง่าย และการสลับระหว่างงานตกแต่งขัดเงาและขัดด้านซาติของเส้นสายทรงตรงและทรงโค้ง ที่ทำให้ ลอรีอาโต ได้รับความสนใจอย่างทันทีและกลายเป็นอีกหนึ่งรุ่นไอคอนิกของแบรนด์

ลา เอสเมอรัลดา ตูร์บิญอง “อะ ซีเคร็ต”
(La Esmeralda Tourbillon “A Secret”)

แกะสลักขึ้นทั้งหมดด้วยมือ (ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 200 ชั่วโมงในการทำงาน) เราจะได้ค้นพบกับม้าที่กำลังควบวิ่งอย่างสง่างามสามตัวซึ่งปรากฏบนด้านนอกของฝาปิดนาฬิกา ขณะที่ตัวเรือน ขอบตัวเรือน และด้านบนของหูตัวเรือนเชื่อมสาย รวมถึงด้านข้างของตัวเรือนนั้นได้หยิบเอาลวดลายสลับซับซ้อนอันแวววาวเจิดจรัสที่เคยใช้ตกแต่งภายในผลงานรุ่นปี ค.ศ. 1889 โดยฝีมือการแกะสลักของ ฟริตซ์ คุนเดิร์ต (Fritz Kundert) ขณะที่กระจกแซฟไฟร์ทรง “กล่อง” ได้มอบซึ่งภาพมุมมองด้านบนอันน่าทึ่งแห่งสถาปัตยกรรมอันงดงามล้ำเลิศ โดยออกแบบขึ้นเหมือนกับนาฬิกา “ซีเคร็ต” (“secret” watch) ที่การตีความใหม่ของลา เอสเมอรัลดา นี้ได้ประกอบไว้ด้วยฝาปิดซึ่งทำหน้าที่ปกป้องด้านหลังของนาฬิกา ผ่านกระบวนการผลิตอันแสนพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยกลไกจักรกลผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเองที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวมถึง 310 ชิ้น พร้อมทั้งกรงตูร์บิญองรูปทรงพิณที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 80 ชิ้นภายในกรงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 14.44 มม. และหนักเพียง 0.305 กรัมเท่านั้น! โดยระบบไขลานอัตโนมัตินี้ยังติดตั้งไว้ด้วยไมโคร-โรเตอร์แพลทินัมผสานภายใต้กระปุกลาน แต่ละชิ้นส่วนยังผ่านทั้งงานขัดเงา ขัดลบมุม และแกะสลัก รวมถึงสลักเสลาด้วยมือด้วยความละเอียด 1/100 มม. (ที่เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยเทียบเท่ากับเส้นผมของมนุษย์) ตรงตามประเพณีอันประณีตสูงสุดในการประดิษฐ์นาฬิกา

เรือนเวลานี้ยังเชื้อชวนให้หวนนึกถึง ลา เอสเมอรัลดา อันโด่งดังสูงสุดในบรรดานาฬิกา ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส (Tourbillons with three gold Bridges) ภายในคอลเลคชั่นของ จีราร์ด-แพร์โกซ์ และด้วยตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส นี้เองที่ทำให้ คองสตองท์ จีราร์ด (Constant Girard) ชนะรางวัลเหรียญทองได้จากงานนิทรรศการนานาชาติกรุงปารีส (Paris Universal Exhibition) ในปี ค.ศ. 1889 ได้สำเร็จ

คลาสสิก บริดจ์ส 45 มม.
(Classic Bridges 45mm)

งานออกแบบอันเข้มแข็งที่ตีความใหม่มาจากไอคอนแห่งประเพณีการประดิษฐ์นาฬิกาสู่เรือนเวลาไฮเทคล้ำสมัยซึ่งสะกดหัวใจของเหล่านักสะสม โดยเผยการปรากฏโฉมอันแสนพิเศษบนข้อมือพร้อมทั้งสวมใส่ได้อย่างสะดวกสบายสมบูรณ์แบบ จากการประกอบขึ้นด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรง “กล่อง” (ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการผลิตขึ้นรูปที่ใช้วัสดุมากกว่าสามเท่าจากกระจกมาตรฐานทั่วไป) บวกด้วยการขจัดขอบตัวเรือนออก และมอบซึ่งมุมมองจากด้านบนและด้านข้างให้มองเห็นและชื่นชมได้ถึงสถาปัตยกรรมอันสวยงามภายใต้โครงสร้างเชิงสามมิติ รวมถึงกลไกผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนองที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 208 ชิ้นและติดตั้งด้วยบาลานซ์ทดกำลังแบบปรับได้ขนาดใหญ่ (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10.15 มม.) นี้สามารถมองเห็นได้บนด้านหน้าที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเพื่อให้สมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบกับกระปุกลาน (ณ ตำแหน่ง 1.30 นาฬิกา) จึงสะท้อนด้วยการจัดวางอย่างสมดุลของไมโคร-โรเตอร์ (ณ ตำแหน่ง 10.30 นาฬิกา) ขณะที่ด้านหน้าของ แท่นเครื่องนั้นขัดแต่งแบบแซนด์บลาสต์ ชุบโรเดียม และขัดลบมุม ส่วนด้านหลังของแท่นเครื่องถ่ายทอดไว้ด้วยลวดลาย โคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève) แนวตั้งฉาก ส่วนบริดจ์สทองผ่านการขัดเงาและขัดแต่งแบบซาติน (บนด้านข้าง) รวมถึงขัดลบมุมอย่างละเอียดอ่อน ตรงตามประเพณีอันประณีตสูงสุดในการประดิษฐ์เรือนเวลา

มินิท รีพีทเตอร์ ไตร-แอ็กเซียล ตูร์บิญอง
(Minute Repeater Tri-Axial Tourbillon)

บริดจ์ (Bridge) อันเป็นสัญลักษณ์ของเมซง (Maison) แห่งนี้ทำหน้าที่เพื่อรองรับขบวนเฟืองซึ่งขับเคลื่อนการแสดงชั่วโมงภายในหน้าปัดย่อยแซฟไฟร์ ณ 9 นาฬิกา และการแสดงนาทีบนหน้าปัดย่อยอีกด้านหนึ่ง ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา โดยการพัฒนาตัวเรือนที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ด้วยอัตราส่วนระหว่างขนาดของคาลิเบอร์กลไกกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางด้านในของตัวเรือน (ผลิตจากไทเทเนียม เกรด 5) ที่จะช่วยรับประกันได้ถึงคุณภาพระดับสูงของเสียง
ขณะที่กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องสองชิ้นที่ติดตั้งบนด้านหน้าและด้านหลังของนาฬิกา เปิดโอกาสให้เราได้มองเห็นเข้าไปยังหัวใจของโครงสร้างกลไก ขณะที่กรงตูร์บิญองนั้นหมุนบนแกนต่างกันสามแกนใน 2 นาที และช่วยชดเชยผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงทั้งในตำแหน่งแนวนอน เช่นเดียวกับแนวตั้ง แตกต่างจากนาฬิกา ตูร์บิญอง มินิท รีพีทเตอร์ (Tourbillon Minute Repeaters) อื่นๆ ที่เรือนเวลาของจีราร์ด-แพร์โกซ์ นั้นออกแบบขึ้นเพื่อเผยให้เห็นองค์ประกอบหลักสำคัญของจักรกลตีระฆังหรือมินิท รีพีทเตอร์ (minute repeater) อาทิ ค้อน ฆ้อง และจักรกลตีระฆังเอง โดยการขับเคลื่อนของกลไกคาลิเบอร์ที่ออกแบบขึ้นอย่างสมมาตรและผ่านการตกแต่งอย่างประณีตละเอียดอ่อน โดยประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 518 ชิ้น รวมถึง 145 ชิ้นเฉพาะภายในกรงตูร์บิญองเพียงอย่างเดียว โดยกรงตูร์บิญองนี้ยังต้องอาศัยเวลาในการประกอบถึงกว่า 250 ชั่วโมง

แพลนิแทเรียม ไตร-แอ็กเซียล ตูร์บิญอง
(Planetarium Tri-Axial Tourbillon)

รังสรรค์ขึ้นจากกระจกสามชิ้น โดยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์นี้สร้างเป็นรูปทรงโดมสองตำแหน่ง คือ ณ 4 และ 9 นาฬิกา ซึ่งมอบความโดดเด่นและยังทำหน้าที่ปกป้องกรงตูร์บิญองแบบสามแกน เช่นเดียวกับลูกโลกจำลองขนาดจิ๋ว โดยลูกโลกจำลองที่เอียงลง เช่นเดียวกับตัวแสดง ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกานั้นยังได้มอบวิถีใหม่ของการมองเห็นเวลาได้จากทั่วโลก ขณะที่ประเทศต่างๆ ซึ่งแสดงไว้บนด้านหน้าปัดนั้นเป็นส่วนของกลางวัน และอีกด้านซึ่งแสดงไว้บนด้านหลังนั้นเป็นส่วนของกลางคืน ลูกโลกนี้ทำขึ้นจากอลูมิเนียมและวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 13 มม. โดยด้านหลังยังผ่านการวาดภาพด้วยมือเหมือนกับดิสก์แสดงข้างขึ้น-ข้างแรม และจำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงในการทำงาน ส่วนบนด้านข้างของตัวเรือน ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ติดตั้งไว้ด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่เปิดโอกาสให้ได้ชื่นชมจักรกลภายในและนำทางแสงให้ส่องสว่างสู่ภายในกลไกเช่นกัน กรงตูร์บิญองนี้หมุนรอบบนแกนสามแกนใน 2 นาที และช่วยปรับสมดุลจากผลกระทบของแรงโน้มถ่วงทั้งในตำแหน่งแนวนอนและแนวตั้ง จักรกลนี้ได้ถ่ายทอดถึงความประณีตละเอียดอ่อนและความสลับซับซ้อน ด้วย “บล็อกกรงตูร์บิญอง” (กรงตูร์บิญองตามประเพณีและจักรกลที่ทำให้กรงนี้หมุนรอบแกนที่สอง) ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1.24 กรัม แต่ยังคงประกอบขึ้นด้วยความซับซ้อนของชิ้นส่วนรวมถึงกว่า 140 ชิ้น

ลอรีอาโต้ ฟลายอิ้ง ตูร์บิญอง สเกเลตัน
(Laureato Flying Tourbillon Skeleton)

ตัวเรือนบาง พร้อมทั้งขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม และสายสร้อยข้อมือแบบผสานที่สลับระหว่างการตกแต่งด้วยงานขัดเงาและขัดซาติน โดยบรรจุไว้ด้วยมาร์กเกอร์บอกชั่วโมงทรงบาตอง (baton-shaped) และเข็มชี้เรืองแสง ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างชัดเจนแม้ในที่แสงสลัว กลไกคาลิเบอร์นี้ซึ่งผ่านการเคลือบ เอ็นเอซี (NAC-treated) (สีเทาแอนทราไซต์) ยังทำงานประดุจตาข่ายโลหะ โดยช่วยให้สายตาของเรานั้นสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของพลังงาน ที่ต้องขอบคุณให้กับขบวนเฟืองชุบโรเดียมอันสง่างาม ขณะที่ในระหว่างการเดินทางแห่งการค้นพบไปสู่หัวใจอันซับซ้อนของจักรกลซึ่งประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วน 262 ชิ้นนี้ สายตาเรายังได้หยุดพัก ณ เสน่ห์แห่งฟลายอิ้งตูร์บิญองที่ตำแหน่ง 11 นาฬิกาเช่นกัน แขวนลอยไว้โดยบริดจ์เพียงหนึ่งชิ้น ผู้เฝ้าสังเกตการณ์จะได้เพลิดเพลินไปกับภาพการสั่งการของจักรกลซึ่งทำให้เกิดการหมุนหนึ่งรอบสมบูรณ์ในทุกๆ 60 วินาที พร้อมทั้งงานออกแบบอันร่วมสมัยที่สะกดสายตาของกลไกชุดนี้ โดยรังสรรค์ขึ้นด้วยมือตรงตามมาตรฐานระดับสูงสุด และเน้นย้ำความประณีตอย่างอัจฉริยะผ่านงานขัดขอบของแต่ละชิ้นส่วน ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นองค์ประกอบทางจักรกลของกลไกซึ่งปรากฏราวกับลอยอย่างไร้น้ำหนักภายในตัวเรือน เช่นกันกับไมโคร-โรเตอร์ทองที่สลักเสลาแบบเปลือยโปร่ง เพื่อให้สามารถชื่นชมกลไกคาลิเบอร์นี้ได้จากด้านหลังเช่นเดียวกัน

ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส
(Tourbillon with Three Flying Bridges)

ในปี ค.ศ. 1867 จีราร์ด-แพร์โกซ์ (Girard-Perregaux) ได้เผยโฉมผลงาน ‘ตูร์บิญอง วิท ทรี โกลด์ บริดจ์ส’ (Tourbillon with Three Gold Bridges) และนั่นเองที่ไอคอนแห่งเรือนเวลาได้ถือกำเนิดขึ้น ทั้งยังแตกต่างไปจากทั่วไป ด้วยสะพานจักรซึ่งเป็นชิ้นส่วนประกอบทางฟังก์ชั่นทั้งสามชิ้นที่โดยปกติแล้วจะถูกซ่อนไว้ แต่ในผลงานนี้ได้รังสรรค์ขึ้นเป็นดั่งองค์ประกอบด้านความสวยงาม และด้วยการตัดสินใจนี้เอง ที่ทำให้โรงงานการผลิตแห่งจีราร์ด-แพร์โกซ์ได้กลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในการสร้างซึ่งสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นให้สามารถมองเห็นได้ และผลลัพธ์นี้ยังได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับ ผลงานนาฬิกาจีราร์ด-แพร์โกซ์ รุ่นต่างๆ อีกมากมายนับจากนั้น เช่นเดียวกับการถือกำเนิดของ ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส (Tourbillon with Three Flying Bridges) ใหม่ ที่เมซง (Maison) แห่งนี้สืบทอดไว้ด้วยปรัชญางานออกแบบเดียวกัน ทว่าได้พลิกโฉมความน่าหลงใหลบ้างเล็กน้อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 230 ปีของจีราร์ด-แพร์โกซ์ในปีนี้ และเป็นดั่งส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ โรงงานการผลิตแห่งนี้จึงได้หวนคืนสู่นาฬิการุ่นไอคอนิกของตน พร้อมทั้งเผยโฉมผลงานสร้างสรรค์ใหม่ขึ้นมากมาย โดยยังคงผสมผสานไว้ด้วยนวัตกรรมแห่งความทันสมัย เช่นเดียวกันกับผลงาน ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส ที่ในวันนี้ได้เสริมความน่าสนใจและปรากฏโฉมร่วมกับ นีโอ บริดจ์ส (Neo Bridges) สามชิ้นที่ขึ้นรูปจากพิงค์โกลด์ และนับเป็นครั้งแรกที่ นีโอ บริดส์จ ทั้งสามนี้ได้รังสรรค์ขึ้นจากโลหะล้ำค่าเช่นนี้ด้วย นับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เมซงได้เปิดตัว ฟรี บริดจ์ (Free bridge) มาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2020 สู่การเผยโฉมครั้งนี้ของ ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส ใหม่ ซึ่งจะเป็นเรือนเวลาตระกูลย่อยสุดท้ายที่เข้าร่วมอยู่ในคอลเลคชั่น บริดจ์ส (Bridges) อันเลื่องชื่อของบริษัท โดยทั้งสามสะพานจักรนี้ไม่เพียงทำหน้าที่รองรับขบวนเฟือง (geartrain), กระปุกลาน (barrel) และตูร์บิญอง (tourbillon) แต่ยังมีบทบาทในฐานะแท่นเครื่องของกลไก ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นคือสะพานจักรที่ปรากฏเสมือนลอยอยู่กลางอากาศ และราวกับไร้น้ำหนักหรือไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากแรงโน้มถ่วง โดยโครงสร้างอันแสนพิเศษนี้จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญของโรงงานการผลิตในการติดตั้งด้วยเครื่องหมายขีดหรืออินเด็กซ์บอกเวลาไว้บนขอบข้างหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการติดตั้งเข้ากับตัวเรือนแทน

ขณะที่พื้นผิวด้านบนและด้านล่างของสะพานจักรพิงค์โกลด์ยังผ่านการตกแต่งโดยการเคลือบ พีวีดี (PVD) สีดำ แม้ว่า ตูร์บิญอง วิท ทรี ฟลายอิ้ง บริดจ์ส จะปรากฏโฉมด้วยความร่วมสมัย แต่ยังคงหล่อหลอมไว้ด้วยการสืบทอดและเชิดชูซึ่งเทคนิคประเพณีอีกมากมายที่สอดคล้องกับวิถีแห่งการประดิษฐ์รังสรรค์เครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie)

Painting X at Xspace Art Gallery

Painting X คือนิทรรศการที่เกิดขึ้นเพื่อตั้งคำถามที่เรียบง่ายว่า “จิตรกรรมคืออะไร?” นิทรรศการครั้งนี้เป็นอารัมภบทของการเริ่มต้นสำรวจงานจิตรกรรมในแง่มุมต่างๆ ทั้งมุมมองต่อศิลปิน มุมมองต่องานจิตรกรรมร่วมสมัยในประเทศไทย เพื่อรวบรวมผลงานของจิตรกรร่วมสมัยที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย และสำรวจความเป็นไปได้ในการขยายขอบเขตการให้ความหมายในงานจิตรกรรม ผ่านผลงานจิตรกรรมชิ้นเยี่ยมหลากรูปแบบ หลายแนวทาง 

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ ภัณฑารักษ์ผู้ริเริ่มโครงการและคัดสรรผลงาน กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของนิทรรศการในครั้งนี้ว่า “นิทรรศการ Painting X มีจุดเริ่มต้นจากการร่วมกันก่อตั้งกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า ‘จิตรกรวันเสาร์’ (Saturday Painter) หมายถึงกลุ่มจิตรกรที่ทำงานจิตรกรรมกันอย่างจริงจัง (ซึ่งล้อกับคำว่า ‘จิตรกรวันอาทิตย์’ (Sunday Painter) ที่หมายถึงจิตรกรสมัครเล่น) โดยมีสมาชิกเริ่มต้น 16 คน หลังจากจัดแสดงงานร่วมกันครั้งแรก เราตั้งใจกันว่าจะจัดแสดงงานร่วมกันทุกๆ ปี เพื่อกระตุ้นการทำงานศิลปะด้วยสื่อจิตรกรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมวิจารณ์ผลงานของกันและกันจากประสบการณ์การทำงานแบบจิตรกรมืออาชีพ เพราะเราต่างเชื่อว่า “งานจิตรกรรมไม่มีวันตาย” แต่ด้วยสถานการณ์โรคระบาดทำให้เราต้องเว้นระยะห่างทางสังคม นิทรรศการครั้งที่สองจึงยังไม่เกิดขึ้นเสียที จนกระทั่ง Xspace Art Gallery เชิญให้ผมร่วมจัดนิทรรศการสำหรับพื้นที่ห้องแสดงผลงานศิลปะขนาดใหญ่ ความคิดเกี่ยวกับนิทรรศการประจำปีของกลุ่มจิตรกรวันเสาร์จึงกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งโดยตั้งต้นเลือกงานจากสมาชิกจิตรกรวันเสาร์อย่าง สุรพงศ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา, กริช จันทรเนตร, พชร ปิยะทรงสุทธิ์, ตฤณภัทร ชัยสิทธิศักดิ์, อํานาจ วชิระสูตร, ทวีศักดิ์ อุชุคตานนท์, นพนันท์ ทันนารี, พีรนันท์ จันทมาศ, วันสว่าง เย็นสบายดี, อาจิณโจนาธาน อาจิณกิจ, วิทวัส ทองเขียว, จิตรการ แก้วถิ่นคอย, เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ, ปริทรรศ หุตางกูร, สุทธิ เกียรติพุ่มพวง, มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ (Myrtille Tibayrenc), อัญชลี อนันตวัฒน์, ไปรยา เกตุกูล, นีโน่ สาระบุตร, ชญานิษฐ์ ม่วงไทย และโอ๊ต มณเฑียร

“และด้วยความตั้งใจของ Xspace Art Gallery ที่ต้องการสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ ทางเราจึงจงใจเพิ่มรายชื่อจิตรกรรุ่นใหม่ที่มีรูปแบบการสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจและน่าจับตามองหลายคน อย่างสหัสวรรษ แสนปราชญ์, ปิยะธิดา ไกรกิจราษฎร์, ณภัทร สินไตรรัตน์ และจูเลีย โอบอร์น (Julia Oborne) ซึ่งในฐานะผู้จัด ผมพยายามแสดงให้เห็นรูปแบบของงานจิตรกรรมจากศิลปินหลากหลายรุ่น ประสบการณ์ และมุมมอง ศิลปินหลายคนทำงานด้วยความคิด ในขณะที่หลายคนทำงานด้วยความรู้สึก เรามองเห็นและเรียนรู้อะไรจากงานจิตรกรรมที่เป็นภาพนิ่งเหล่านี้? คำถามปลายเปิดที่ไม่ต้องการคำตอบนี้ เหมาะสมอย่างยิ่งในสังคมร่วมสมัยที่ขับเคลื่อนด้วยภาพเคลื่อนไหวในขณะที่แอปพลิเคชั่นต่างๆ กำลังแย่งชิงความสนใจของเราใน 24 ชั่วโมงของเราอยู่ทุกวินาที ผมหวังว่าการเริ่มต้นของนิทรรศการนี้จะเป็นการส่งต่อที่ไม่สิ้นสุด เพื่อขยายของเขตของเสรีภาพ ศักยภาพและการทำงานสร้างสรรค์ศิลปะของศิลปินต่อไป”

มาร่วมหาคำตอบว่า “จิตรกรรม” คืออะไรใน ค.ศ. 2021 

เข้าชมตัวอย่างผลงานได้ที่นี่  

นิทรรศการ Painting X จัดแสดง ณ อาคาร XSPACE Art Gallery ซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ถนนสุขุมวิท 71 เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 5 พฤศจิกายน 2564 (จันทร์ ถึง เสาร์ เวลา 10:00 น. – 17:00น.)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโปรดติดต่อ โทร 066-073-2332, อีเมล contact@xspacegallery.com

Thailand Photography Contest 2020 พีคสุด! รอลุ้น ‘ว่าที่’ ช่างภาพรุ่นใหม่

โครงการประกวดถ่ายภาพประจำปี 2020 (ครั้งที่ 1) ซึ่งจัดโดย L’Officiel Management ดำเนินมาถึงช่วงพีคสุดแล้ว ช่างภาพคนไหนจะได้เป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ เราจะได้ทราบผลพร้อมกันภายในเดือนสิงหาคมนี้

เกริ่นให้ทราบก่อนว่าเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เรามีโครงการดีๆ ที่ชวนผู้รักการถ่ายภาพมาปล่อยฝีมือกันในโครงการ Thailand Photography Contest 2020 เพื่อสรรหาผู้ที่จะเข้ามาร่วมงานในฐานะช่างภาพประจำนิตยสาร L’Officiel Thailand และ L’Officiel Hommes Thailand ปรากฏว่ามีผู้สมัครเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นไปตามกติกาในรอบแรกที่คณะกรรมการจะต้องคัดเลือกให้เหลือเพียง 30 คน จากนั้นทุกคนต้องขับเคี่ยวกันเต็มที่เพื่อจะได้เข้าสู่รอบต่อไปคือ 12 คน และ 3 คน ก่อนจะเหลือเพียง 1 คนสุดท้ายเท่านั้น 

ณ ตอนนี้เราได้ผู้เข้ารอบสุดท้ายแล้ว 3 คน คือ พบพฤฒ วงศ์ภักดี, นรินท์ เหล่ารุจิรากุล และณัฐศิษฏ์ บุญรัศมี ภาพแฟชั่นสวยๆ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานพวกเขา (สามารถชมผลงานของแต่ละคนแบบจุใจได้ในนิตยสารลอฟฟีเซียลฉบับเดือนสิงหาคม 2021 ซึ่งเป็นปกแข็งขนาดพิเศษ และยังมีผลงานภาพถ่ายแนว Beauty ซึ่งจะลงในนิตยสารลอฟฟีเซียลฉบับเดือนกันยายน 2021 อีกด้วย) 

ท้ายสุดนี้ต้องขอขอบคุณผู้สมัครทุกคนที่ให้ความสนใจโครงการนี้ของเรา การได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับคุณทุกคนมีความหมายสำหรับพวกเราทั้งคณะกรรมการและทีมงาน หวังใจว่าการเปิดเวทีให้ได้แสดงศักยภาพในครั้งนี้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งในโอกาสต่อๆ ไปที่จะเข้ามาท้าทายคุณในวันข้างหน้า

Imaginary Trip

Photographer: Pobprut Wongpuckdee

เมื่อผู้คนต่างคิดถึงและโหยหาความสนุกสนานจากการเดินทาง คำว่า ‘เที่ยวทิพย์’ จึงถูกบัญญัติขึ้น เป็นดั่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จินตนาการท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ที่ปรารถนาจะไป แล้วคุณล่ะ? จินตนาการถึงทริปเที่ยวทิพย์ไว้แบบไหน

Stylist: Piphacha Vonpiankul / Model: Linda @ A1 Models / Makeup: Thotsapol Wongbanchang

Hair: Jatupong Chumjam /Prop: Jariya Apichitkul / Nail: Kantarika Sri-anan

Photographer Assistant: John Samson / Stylist Assistant: Thanawat Nitithanaiyaphong


Diagonal Composition

Photographer: Nattasit Bunratsamee

ภาพถ่ายคือปรากฏการณ์หนึ่งของช่องว่างของสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ (artifice) และสิ่งที่ดูเหมือนจริง (réalisme) แต่ความจริงนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกบิดเบือนไปด้วยกระบวนการของการสร้างสรรค์ผ่านการมอง ผลงาน ‘องค์ประกอบในมุมทะแยง’ นี้เป็นความพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของภาพถ่าย ไปสู่สิ่งที่ดูคล้ายภาพวาด หากแต่ฝีแปรงนั้นถูกแทนที่ด้วยองค์ประกอบที่ถูกจัดวางและสีที่เกิดขึ้นจากแสง

Models: Anastasia @ A1 Models, Zsombor @ WM Management

Makeup: Sapsiri Siriwong / Hair: Patipan Langkapayom


Neo Punk City

Photographer: Narin Lourujirakul

แรงบันดาลใจจากแฟชั่นและสไตล์ดนตรีพังก์จากยุค ’80s ได้ถูกนำมาตีความใหม่ในแบบร่วมสมัยผ่านลุคแฟชั่นใหม่ล่าสุด ผสานลูกเล่นการจัดแสงที่โดดเด่นสะดุดตา ออกมาเป็นแฟชั่นเซ็ตสีสดแสบสันเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam / Model: Holly @ WM Management / Makeup: Kwankhao Sumalee

Hair: Nikhom Noikham / Photographer Assistant: Komgrit Ninchai / Stylist Assistant: Thitaree Trisiritanyagorn

โปรดติดตามการประกาศผลได้ในวันที่ 20 สิงหาคม 2021 นี้ 

Business France เตรียมจัดงาน French Fashion Corner ครั้งที่หนึ่งเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อชาวไทยได้ทำความรู้จักกับแบรนด์แฟชั่นกลุ่มนิชจากฝรั่งเศสโดยตรง


Author: Ruckdee Chotjinda

Photographer: Perakorn Voratananchai

French Fashion Corner เป็นกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจที่จะจัดในวันพุธที่ 24 มีนาคมตั้งแต่เวลา 14.00 น. ที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ ผู้จัดงานนี้คือ Business France หน่วยงานระดับชาติของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมกิจการของบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสในต่างประเทศ โดยงานในครั้งนี้ได้รวบรวมแบรนด์แฟชั่นระดับนิชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา นาฬิกา รองเท้า ชุดว่ายน้ำ ฯลฯ มาให้ผู้ซื้อชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมพูดคุยกับตัวแทนของแต่ละแบรนด์ผ่านระบบวีดีโอคอล 

แน่นอนว่าเรามีคำถามมากมายเกี่ยวกับแนวคิดที่แปลกใหม่ซึ่งเป็นการผสมผสานแพลทฟอร์มแบบฟิสิคอลและดิจิตอลในครั้งนี้ และเราก็ได้รับเกียรติจากอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ เอสแตล ดาวีด เป็นผู้ตอบคำถามทั้งหมด พร้อมนำทีมงาน L’Officiel Thailand, L’Officiel Hommes Thailand และ Luxuo Thailand ชมพรีวิวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ต่างๆ ที่จะมาร่วมงาน French Fashion Corner ครั้งแรกนี้ด้วย 

ฝรั่งเศสขึ้นชื่อด้านแฟชั่นและสินค้าลักชัวรี่เพราะอะไร

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับแฟชั่นมายาวนานตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ให้กำเนิดโอตกูตูร์ และนับจากนั้นมาเราก็มีแบรนด์มากมายที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Hermès และ Louis Vuitton แต่เป้าหมายหลักของ French Fashion Corner คือการนำเสนอว่าฝรั่งเศสไม่ได้มีเพียงแค่แบรนด์ระดับโอตกูตูร์หรือแบรนด์ลักชัวรี่ระดับสูงเท่านั้น แต่ยังมีแบรนด์ในกลุ่มนิชที่มีราคาตั้งแต่ระดับแคชวลขึ้นไปถึงลักชัวรี่ 

Business France ไม่เคยจัดงาน French Fashion Corner ในประเทศอื่นใดมาก่อนหน้านี้ 

ใช่แล้วค่ะ นี่เป็นครั้งแรกเลยจริงๆ French Fashion Corner เป็นโครงการใหม่ของเราที่ไม่เหมือนใคร ทั้งหมดก็เกิดขึ้นเพราะสถานการณ์โควิด อย่างที่ทราบกันว่าเพราะไม่มีใครเดินทางไปที่ใดได้ ผู้ซื้อในประเทศไทยก็ไม่สามารถเดินทางไปยุโรปหรือปารีสได้เช่นกัน ไม่สามารถไปดูแฟชั่นโชว์ต่างๆ ได้ เราจึงเกิดแนวคิดว่าจะนำคอลเลคชั่นสินค้าของแบรนด์ฝรั่งเศสในกลุ่มนิชต่างๆ มายังเมืองไทย ให้ผู้ซื้อในไทยได้เห็นว่าฝรั่งเศสมีอะไรใหม่ๆ บ้าง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกฝ่ายก็ตาม 

เราจะจัดโชว์รูมในวันที่ 24 ที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพเพื่อนำเสนอสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดจาก 10 แบรนด์ที่เราเห็นว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตในตลาดอาเซียนให้ผู้ซื้อได้เลือกศึกษา แบรนด์ทั้งหลายนี้พบเห็นได้บนท้องถนนของกรุงปารีส ร้านค้าแนวคอนเซปท์สโตร์ในปารีสและเมืองใหญ่อื่นๆ อย่างเช่นลียง 

นอกจากที่จะได้ทำความรู้จักและสัมผัสกับสินค้าแล้ว ผู้ซื้อยังจะได้พูดคุยกับเจ้าของแบรนด์หรือดีไซเนอร์ผ่านทางระบบการประชุมทางไกลด้วย โดยเราจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำที่บูธของแต่ละแบรนด์ ทำให้งานนี้มีลักษณะเป็นฟิจิตอลและถือเป็นอะไรที่ใหม่มากเพราะว่าเราไม่เคยทำแบบนี้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นในประเทศใดเลยในโลก แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ชื่นชอบเรื่องของแฟชั่นเป็นอย่างมากและก็มีประวัติศาสตร์ในการสร้างสรรค์อุตสาหกรรมแฟชั่นที่ยาวนานด้วย จึงเป็นประเทศที่เหมาะสมที่เราจะได้ลองทำธุรกิจในรูปแบบนี้กัน 

French Fashion Corner เชิญผู้ซื้อมาร่วมงานแล้วจำนวนกี่คนและหากมีผู้สนใจเพิ่มเติมสามารถเข้าชมงานได้ทันทีเลยหรือไม่ 

งานนี้ไม่รับผู้เข้าชมโดยไม่มีการลงทะเบียนล่วงหน้าค่ะ คุณจะต้องลงทะเบียนก่อน ขณะนี้เราได้เชิญผู้ซื้อแล้วจำนวน 40 รายจากในประเทศไทยเท่านั้น แล้วถ้างานนี้เกิดผลก็อาจจะนำไปเป็นโมเดลเพื่อจัดในประเทศอื่นต่อไป 

เกณฑ์ที่คุณใช้ในการคัดเลือกแบรนด์คืออะไร 

เราหารือกันใหญ่โตเป็นการภายในเพื่อพิจารณาว่าแบรนด์ใดที่จะเหมาะกับตลาดไทยบ้าง แบรนด์ใดที่จะขายที่นี่ได้บ้าง เพราะไม่ใช่ว่าจะเหมาะไปเสียทุกแบรนด์ นี่เป็นประเด็นสำคัญ แบรนด์ทั้งหมดที่เราเลือกมาเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และมีศักยภาพที่ดีสำหรับตลาดไทย เราเองก็อยากจะดูเหมือนกันว่าเมื่อผู้ซื้อได้มาเห็นแล้วจะมีฟีดแบ็คอย่างไรบ้าง 

ส่วนมากที่เห็นจะเป็นสินค้าแอคเซสซอรี่ต่างๆ 

สำหรับการจัดงานครั้งแรกนี้ บริษัทแอคเซสซอรี่จะเป็นที่สนใจของตลาดไทย เรามีทั้งรองเท้า กระเป๋า นาฬิกาไปจนถึงจิวเวลรี่ เป็นจิวเวลรี่ระดับไฮเอ็นด์ และมีแว่นตา แตกต่างกันทั้งหมดเลย 

และเรารับทราบมาว่ามีบางแบรนด์เน้นเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นพิเศษด้วย 

ใช่แล้วค่ะ แบรนด์แรกที่ดิฉันอยากจะนำเสนอก็คือ Awake ซึ่งเป็นบริษัทแจ้งเกิดใหม่ แบรนด์นี้ดิฉันรู้สึกภูมิใจด้วยจริงๆ เพราะเขามีปรัชญาในการคิดว่าสินค้าลักชัวรี่สามารถผลิตจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ นาฬิกา Awake ผลิตจากแหจับปลาที่เก็บกู้มาจากท้องทะเล และท่านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของประเทศฝรั่งเศสก็ใส่นาฬิกาแบรนด์นี้ในการประชุม G7 ที่ผ่านมา 

อีกแบรนด์หนึ่งที่อยากพูดถึงคือ Tatiane de Freitas ซึ่งก็ค่อนข้างใหม่ เป็นแบรนด์ชุดว่ายน้ำจากลียง เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สามของประเทศฝรั่งเศส Tatiane de Freitas มีเอกลักษณ์ตรงที่มีความชิคในสไตล์ฝรั่งเศสแต่ก็มีความเผ็ดร้อนในสไตล์บราซิลเลียน นั่นเป็นเพราะว่าเจ้าของแบรนด์ซึ่งเป็นผู้ออกแบบด้วยนั้นมาจากบราซิล และแบรนด์นี้มีแนวทางในการดำเนินกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับที่เป็นตัวอย่างได้อย่างดี ตั้งแต่ขั้นตอนของการเลือกซื้อวัตถุดิบไปจนถึงเรื่องของการผลิตดีไซน์ต่างๆ 

นอกจากผลิตภัณฑ์และวีดีโอคอลแล้วงานในวันที่ 24 มีนาคมจะมีอะไรนำเสนออีกบ้าง 

งานส่วนที่เป็น B2B จะจัดในช่วงบ่ายเพราะเวลาจะตรงกับช่วงเช้าของฝรั่งเศส จากนั้นเราจะมีรันเวย์แฟชั่นโชว์ในตอนค่ำร่วมกับสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพเพราะว่าเขามีหลักสูตรเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่นด้วย นักศึกษาของสมาคมก็จะได้นำเสนอคอลเลคชั่นของตนเอง และเราจะมีการนำเสนอแบรนด์ฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน ตามด้วยค็อกเทลเป็นการปิดท้าย 

ผู้สนใจกรุณาลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนวันงานผ่านทางหน้า Google Form อย่างเป็นทางการของ French Fashion Corner ขอให้ทุกท่านบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่ตั้งไว้จากการร่วมงานในครั้งนี้  

And They Lived Happily Ever After: บทสรุปสุดหวานของ TharnType The Series กับแฟนมีตออนไลน์ที่ถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

มาประมวลภาพความประทับใจของงานแฟนมีต “TharnType Wedding Day Special รักนี้ชั่วนิรันดร์” หลังจากซีรีส์เรื่อง TharnType The Series Season 2 (7 Years of Love) ลาจอไปแบบขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับสองในวันออนแอร์กันดีกว่า โดยงานนี้ ผู้จัด ME MIND Y และ 888 entertainment ได้ชวนนักแสดงนำอย่าง “มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” (ธาร) และ “กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์” (ไทป์) ร่วมด้วย จา พชร (เลโอ), เฟริสท์ ฉลองรัฐ (เฟียซ), โบ๊ท-ณภัทร (แชมป์), เจมส์ พัฒน์ (ขุนพล), ไฮด์ ศรุญสธร (เซอร์ริส), ไตเติ้ล ธนธร (พู่กัน), มายด์ จิณณะ (เทคโน), ต๋อง ธนายุทธ (ธร) และ เบคกี้ รีเบคก้า (ธัญญ่า) มาร่วมเป็นสักขีพยานรักไปพร้อมกับแฟนๆ ทั่วโลก เพื่อเป็นการส่งท้ายซีรีส์เรื่องนี้

หากใครยังไม่หายคิดถึงธารและไทป์ ชมตอนพิเศษแบบเต็มๆ ได้ทางแอพพลิเคชั่น Vimeo ในราคา 12.99 USD

And He Said YES!!!: มาเป็นสักขีพยานในงานแต่งของธารและไทป์พร้อมกันทั่วโลกเถอะ

หลังจากที่ TharnType The Series Season 2 (7 Years of Love) กระแสแรงส่งท้ายตอนสุดท้าย ส่งให้ #TharnTypeSS2Finale พุ่งขึ้นติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับสองของโลกไปแล้ว ผู้จัด Me Mind Y ก็หาได้รอช้าไม่ งานนี้เตรียมอีเวนต์ออนไลน์ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ เปิดโอกาสให้แฟนๆ ร่วมฉลองวันแห่งความรักไปกับมิวและกลัฟ กับงานอีเวนต์ “TharnType Wedding Day Special รักนี้ชั่วนิรันดร์” เพื่อร่วมฉลองความสุขกันครั้งสุดท้ายกับทัพนักแสดงคับคั่งตลอดสองชั่วโมงเต็ม

โดยอีเวนต์นี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 ตั้งแต่ 16.00 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) โดยสตรีมมิ่งสดๆ ผ่านช่องทาง TTM LIVE ให้ดูพร้อมกันทั่วโลก เปิดจำหน่ายบัตรตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2564 เวลา 10.00 น. ยาวไปจนถึงวันแสดงที่ www.thaiticketmajor.com บัตรราคา 199 บาท โดยหนึ่งรหัสสามารถรับชมได้หนึ่งอุปกรณ์

บอกได้คำเดียวว่า #หวานใจมิวกลัฟ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง


Glenmorangie A Tale of Cake นำความหอมหวานของขนมเค้ก มาไว้ในวิสกี้!

“เกลนมอเรนจี” นำความหอมหวานของขนมเค้ก มาไว้ในวิสกี้
เค้กเทลส์ โดย “โดมินิก อันเซล” เพสตรี้เชฟ นำรสชาติอร่อยสุดห้ามใจ ใส่ไว้ในรูปแบบขนมเค้ก

เกลนมอเรนจี เฉลิมฉลองความหรรษาของการรับประทานขนมเค้ก ด้วยซิงเกิล มอลต์ สก๊อตช์ วิสกี้ ที่หวานหอมน่าดื่ม โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากความทรงจำสุดโปรดในการอบขนมเค้กใน วันเกิด และอื่นๆ อีกมาก “เกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก” (Glenmorangie A Tale of Cake) เฉลิมฉลองกับทุกความสุขเกี่ยวกับเค้ก เอร็ดอร่อยไปกับรสชาติของวิสกี้ ลิมิเต็ด เอดิชั่น กับรสชาติของน้ำผึ้ง ช็อกโกแลตขาว และผลไม้ จน “โดมินิก อันเซล” (Dominique Ansel) เพสตรี้เชฟ ฝันถึงการนำเค้กมาจับคู่กับค็อกเทล เป็น “เค้กเทล” (CakeTail) ที่แสนพิเศษ


เกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก เริ่มขึ้น เมื่อ ดร.บิล ลัมสเดน ผู้อำนวยการฝ่ายรังสรรค์วิสกี้ของเกลนมอเรนจี รำลึกถึงว่าคืนวันอันสนุกสนานที่สุดของเขามักมีเค้กเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ตั้งแต่การช่วยคุณยายอบขนมเค้ก จนถึงเค้กสับปะรดที่ลูกสาวของเขาทำให้ในวันเกิด ซึ่งทำให้เขาฝันที่จะนำมนต์เสน่ห์ของเค้กมาใส่ไว้ในซิงเกิล มอลต์ วิสกี้ จึงได้ทดลองบ่มเกลนมอเรนจี ไว้ในถังไวน์โตกาจิ ไวน์รสหวาน ในขั้นตอนสุดท้าย เขาได้รังสรรค์ เกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก อย่างเต็มไปด้วยทักษะ เรียงชั้นความหวานแบบน้ำผึ้ง เข้ากับบุคลิกอันเรียบรื่นที่หอมผลไม้ของเกลนมอเรนจี
แน่นอนว่า ซิงเกิล มอลต์ ชนิดนี้ มีรสชาติอร่อยเป็นพิเศษเมื่อดื่มเคียงคู่กับขนมเค้ก นั่นคือเหตุผลที่เกลนมอเรนจี ได้ร่วมงานกับ โดมินิก อันเซล เช่นเดียวกับดร.บิล เพสตรี้เชฟ ผู้มีฉายาว่า “วิลลี วองก้า แห่งนิวยอร์ก” ซึ่งมีความหลงใหลในการค้นหารสชาติใหม่ๆ (ดูตัวอย่างขนมโครนัท ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างโดนัทกับครัวซองต์จากฝีมือของเขา ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลก) เขาจินตนาการว่าจะนำเค้กและวิสกี้มารวมตัวกันได้อย่างไร จึงทำเค้กสับปะรดที่ใส่ลูกเล่นพิเศษเฉพาะตัวเข้าไป โดยได้แรงบันดาลใจจากเกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก จับคู่กับค็อกเทลดั้งเดิมรสสับปะรด โดยเจเรมี เลอ บลานช์ มิกโซโลจิสต์ ผู้เชี่ยวชาญ จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น “เค้กเทล” แสนอร่อยน่าลิ้มลอง มากไปกว่านั้น โดมินิกและเจเรมี ยังได้จัดจับคู่ เค้กเทลเพื่อเชิดชูวิสกี้อันเป็นที่รักของเกลนมอเรนจี 3 ชนิด คือ ดิ ออริจินัล, เดอะ ลาซานตา และเดอะ ควินตา รูบัน
การจับคู่เค้กเทลของเกลนมอเรนจี มีบริการให้กับผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนจากร้านขนมของเขาในนิวยอร์ก แต่เพื่อจะให้ทุกๆ คนได้ลิ้มรสความอร่อย โดมินิกและเจเรมี จะแบ่งปันสูตรที่ทำได้ง่ายที่บ้าน ผ่านทางภาพยนตร์สั้นเป็นซีรีส์ ซึ่งจะออกอากาศทางช่องทางโซเชียลของเกลนมอเรนจี

ดร.บิล กล่าวว่า “เช่นเดียวกับพวกเราหลายๆ คน ความทรงจำที่ผมโปรดปรานมากที่สุดมาจากเค้ก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยคุณยายทำอาหารในครัว หรือเค้กสับปะรดที่ลูกสาวทำเซอร์ไพรส์ให้ผมในวันเกิด การบ่มวิสกี้ในถังไวน์โตกาจิในขั้นตอนสุดท้าย ผมได้นำเอาความสุขของช่วงเวลาความเอร็ดอร่อยของขนมเค้กมาใส่ไว้ในเกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก วิสกี้ซึ่งมีสีทองแดงเข้ม หวาน และซับซ้อนด้วยการเรียงตัวเป็นชั้นของน้ำผึ้ง ช็อกโลแลตขาว และผลไม้ พร้อมด้วยกลิ่นมินต์เล็กน้อย และอย่างที่คุณคาดเอาไว้ มันมีรสชาติที่น่าทึ่งเมื่อได้ดื่มคู่กับขนมเค้ก ดังนั้นมันเป็นอะไรที่วิเศษมากเมื่อโดมินิก สามารถรังสรรค์มันออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างได้ในเค้กเทลส์ของเขา”


โดมินิก กล่าวว่า “เมื่อผมชิมเกลนมอเรนจีครั้งแรก มันเปิดประสาทสัมผัสของผมสู่โลกอันน่าทึ่งของสีสัน ผิวสัมผัส รสชาติ และกลิ่น แต่ละอย่างคือการผจญภัย ผมไม่เคยคิดว่าจะชื่นชอบวิสกี้ได้มากขนาดนี้ แต่รสชาติของเกลนมอเรนจี มีความเป็นมิตร การอบขนมและการทำวิสกี้เป็นโลกที่แตกต่างกัน แต่ก็มีอะไรที่คล้ายกัน ถ้าคุณผสมความหลงใหลในซิงเกิล มอลต์ของดร.บิล เข้ากับความรักในขนมเค้กของผม คุณจะได้สิ่งที่ดีที่สุดของเราทั้งสองคน”
เกลนมอเรนจี อะ เทล ออฟ เค้ก มีจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2563 (หรือตามเวลาของแต่ละท้องถิ่น) ติดตามงานสร้างสรรค์ของโดมินิก อันเซล ได้ทางอินสตาแกรมของเกลนมอเรนจี

https://www.glenmorangie.com/
ติดตาม เกลนมอเรนจี ทาง
Facebook: https://www.facebook.com/Glenmorangie
Twitter: https://twitter.com/TheGlenmorangie
Instagram: https://www.instagram.com/glenmorangiecom

คุยกับคชา – นนทนันท์ ก่อนขึ้นไปพบกับเขาบนเวทีคอนเสิร์ต Be My Boyfriends

“ตื่นเต้นมากครับ” คำตอบของคชา – นนทนันท์ อัญชุลีประดิษฐ์ ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมโปรเจ็กต์ที่กำลังจะขึ้นคอนเสิร์ต Be My Boyfriends เร็วๆ นี้สักเท่าไหร่ “ผมเชื่อว่าพวกเราทั้งสิบคนต้องตื่นเต้นแน่ๆ อยู่แล้วครับ แต่ผมว่านะ…” เขายิ้ม “คนที่ตื่นเต้นมากกว่าพวกผมน่าจะเป็นแฟนๆ เพราะพวกเราได้เคยคุยกับแฟนๆ ว่าถ้าทุกคนเรียกร้องเข้ามากันเยอะๆ คอนเสิร์ตครั้งนี้จะมีขึ้นมาได้จริงๆ เลยนะ และนี่คือสิ่งที่มัน… เรียกว่ายังไงดีล่ะ นี่คือสิ่งที่ตอบรับกลับไปไงครับ สิ่งที่แฟนๆ เรียกร้องมาครั้งนี้ พวกคุณจะได้ชมมันอย่างแน่นอนในวันที่ 19 ธันวาคมที่จะถึงนี้ครับ”

ขายตรงเสียจนเราอดถามต่อเลยไม่ได้ว่าการขึ้นคอนเสิร์ตของตัวเองกับการขึ้นคอนเสิร์ตพร้อมเพื่อนๆ จำนวนมากขนาดนี้นี่ต่างกันเยอะแค่ไหน “ผมว่าต่างครับ” คชาตอบทันทีโดยไม่ต้องหยุดคิด “อันดับแรกเลยคือ เวลาอยู่กับเพื่อนๆ เยอะๆ แต่ละคนจะมีพาร์ทของตัวเองที่จะต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น ความต่างก็คือ ถ้าผมทำคอนเสิร์ตคนเดียว ผมก็จะต้องแบกโชว์ทั้งหมดด้วยตัวเอง ยิ่งโชว์ใหญ่ๆ กินเวลาหลายๆ ชั่วโมงนี่ความกดดันเยอะกว่ามากเลยครับ แต่กับคอนเสิร์ตนี้ จะมีเพื่อนๆ ที่มีพาร์ทของตัวเอง มีซีนของตัวเอง ทำให้ผมค่อนข้างผ่อนคลายมากขึ้น ผมรับผิดชอบในส่วนของผมให้ดีที่สุด บวกกับการได้มาเจอเพื่อนๆ นี่ก็เฮฮา ผ่อนคลายอยู่แล้วครับ”

การขึ้นเวทีด้วยทัศนคติที่ผ่อนคลายและมุ่งมั่นแบบนี้ เราจะคาดหวังอะไรกับความเป็นคชาในคอนเสิร์ตรวมครั้งนี้ได้บ้างนะ “คาดหวังความสนุกเลยครับ” อีกครั้งที่เขาตอบโดยไม่หยุดคิด “แค่นั้นเลยจริงๆ ครับ พวกเราทุกคนคาดหวังให้แฟนๆ สนุกไปกับพวกเรา และพวกเราจะทำโชว์ให้ดีที่สุด เท่านั้นเลยครับ”

Be My Boyfriends Concert

จัดแสดงในวันที่ 19 ธันวาคม 2020 ณ Union Hall 2 ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์

รายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ www.thedndmore.com

Special thanks: The Dream and Destiny Co., Ltd.

คุยกับกวินท์ ดูวาล ก่อนไปพบกับเขาบนเวทีคอนเสิร์ต Be My Boyfriends

“ผมแต่งท่อนแร็ปของตัวเองในเพลงนี้ครับ” กวินท์ ดูวาล ลงนั่งสัมภาษณ์กับเราด้วยท่าทีสุขุมกว่าเพื่อนร่วมโปรเจ็กต์คนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด “ผมได้เข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้เพราะพี่ๆ เขาคิดว่าถ้าผมได้มาทำเพลงกับคชา มันจะเป็นอะไรที่ใหม่ขึ้นมาสำหรับตัวผมเองน่ะครับ เพราะตอนนี้ผมเองก็ค่อนข้างเป็นแร็ปเปอร์เต็มตัวไปแล้วน่ะครับ” ก็ไม่แปลกใจเลยที่เพลง ‘ผิดจังหวะ’ นั้นมีท่อนแร็ปของทั้งสองหนุ่มโดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ “เวลาผมเขียนท่อนแร็ปของตัวเอง ผมก็รู้อยู่แล้วว่าทั้งวิธีการแร็ป เมโลดี้ หรืออะไรก็ตามแต่ จะเข้ากับตัวผม ผมจะทำเพลงโดยที่เอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในตัวเพลงอยู่เสมอ ถ้าผมไม่มีส่วนร่วม อาจจะรู้สึกประหลาดครับ เพราะบางคำอาจจะไม่เข้าปาก

“ไม่ค่อยตื่นเต้นครับ” กวินท์ตอบด้วยอาการสบายๆ แฝงไปด้วยความมั่นใจในตัวเองในระดับที่กำลังน่ารัก “ทุกวันนี้ผมขึ้นคอนเสิร์ตทุกอาทิตย์เลยครับ แต่การขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้อาจจะเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่สำหรับผม คนที่มาดูผมอาจจะเป็นคนละกลุ่มกับแฟนเพลงปกติครับ และปกติผมก็ไม่ค่อยเกาหลีหรือแต่งหล่อเท่าไหร่ สมัยนี้ผมชอบความเรียล ความจริง ความดิบ อยากจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้ที่อยากแต่ง ไม่แต่งหน้าขึ้นเวที ชอบแบบนั้นครับ” ก็แปลว่าในคอนเสิร์ต Be My Boyfriends ครั้งนี้ แฟนๆ จะได้เห็นกวินท์กลับมาหล่ออีกครั้งสินะ ขอแสดงความยินดีกับแฟนๆ ล่วงหน้าเลยแล้วกัน

Be My Boyfriends Concert

จัดแสดงในวันที่ 19 ธันวาคม 2020 ณ Union Hall 2 ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์

รายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ www.thedndmore.com

Special thanks: The Dream and Destiny Co., Ltd.

คุยกับทะเล สงวนดีกุลก่อนไปพบกับเขาบนเวทีคอนเสิร์ต Be My Boyfriends

“ตื่นเต้นที่ได้มาเจอกับนักแสดงและศิลปินจากค่ายอื่นหมดเลยน่ะครับ” ทะเล สงวนดีกุล ตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเราถามถึงดีกรีความตื่นเต้นกับคอนเสิร์ต Be My Boyfriends ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ “ทุกคนมารวมตัวกันได้อย่างไรก็ไม่รู้ ผมดีใจมากด้วยที่เพลงที่ผมทำออกมานั้นได้ใส่ความเป็นตัวเองลงไปมากๆ เรียกได้ว่ามากที่สุดที่เคยทำมาเลยครับ เพราะก่อนหน้านี้ผมได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์ ซึ่งเป็นเพลงที่ทำมาแล้ว แต่กับเพลงนี้ผมอยู่ด้วยตั้งแต่เริ่มแต่งเพลงเลยครับ เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเล่าเลยครับ

“ยังไงดีอะพี่” ทะเลนิ่งคิดเมื่อเราถามถึงความอินในการถ่ายทอดเพลงที่เขามีส่วนร่วมเต็มตัวเป็นครั้งแรก “มันจะมีเพลงทั่วไปกับเพลงที่เราอิน เพลง ‘เหงาแหละ’ มันก็คือเพลงที่ผมอินอยู่แล้ว เป็นเรื่องราวที่ผมกับทอมมี่ตั้งใจจะเล่าอยู่แล้ว เวลาร้องไปเรื่อยๆ นี่เห็นชัดเลยครับว่า ถ้าเวลาร้องเพลงตัวเอง ผมจะหลับตาบ่อย อย่างทอมมี่นี่หลับตาตลอดเวลา โดยเฉพาะท่อน ‘รู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่ที่ริมทะเล’ เพราะมันเป็นเรื่องของทอมมี่ตรงๆ เลยครับ เวลาเฮิร์ท ทอมมี่จะไปทะเลคนเดียว อะไรแบบนี้”

คอนเสิร์ต Be My Boyfriends ครั้งนี้ถือเป็นการขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่สองของทะเล “นอกจากแฟนมีตของซีรีส์ที่เพิ่งผ่านไปก่อนหน้านี้นะครับ คอนเสิร์ตครั้งนี้ผมน่าจะใส่ความเป็นตัวเองลงไปเยอะมากครับ เพราะทางทีมงานเปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นตัวเองอยู่แล้ว ตอนที่แฟนมีตซีรีส์ยังมีคาแร็กเตอร์เข้ามาเกี่ยวกับตัวผมบ้าง แต่การขึ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้น่าจะเป็นตัวเองได้เต็มร้อยจริงๆ ครับ” ท้ายเสียงติดอ้อนแฟนๆ ที่กำลังรอคอนเสิร์ตครั้งนี้อยู่อย่างแน่นอน ทีมงานเราแอบได้ยินอยู่

Be My Boyfriends Concert

จัดแสดงในวันที่ 19 ธันวาคม 2020 ณ Union Hall 2 ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์

รายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ www.thedndmore.com

Special thanks: The Dream and Destiny Co., Ltd.