NTS & BOTTEGA VENETA ประกาศเปิดตัว BOTTEGA RADIO รายการวิทยุรายเดือนเพื่อสนันสนุนผลงานของนักดนตรีและนักสร้างสรรค์หน้าใหม่

NTS ผนึกกกำลังกับแบรนด์แฟชั่นสุดหรู Bottega Veneta เป็นพันธมิตรด้านวัฒนธรรมและรายการวิทยุรายเดือน เฉลิมฉลองผลงานเบื้องหลังการทำดนตรีโดยการร่วมงานกันของนักดนตรีหน้าใหม่และนักดนตรีระดับตำนาน

NTS x Bottega Veneta เริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายนและดำเนินต่อไปทุกเดือนตลอดปี 2565 จะเปิดบทสนทนาใหม่ระหว่างผู้อยู่อาศัย NTS และดารารับเชิญผ่านชุดซาวด์สเคปทางดนตรีที่สร้างสรรค์ร่วมกัน ซึ่งออกอากาศภายใต้ชื่อใหม่ของ Bottega Radio โดยตอนแรกนำเสนอ Tim Zha หรือ Organ Tapes ผู้คลั่งไคล้ autotune ที่ร่วมงานกับ Jazmin จาก L.A ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีละตินและพิธีกรประจำรายการ NTS อย่าง Como La Flor

ซีรีส์นี้เปิดตัวเมื่อวันที่ 7 เมษายน โดยจัดปาร์ตี้ขึ้นที่ Stone Nest ในย่าน West End ของกรุงลอนดอน โดยมีดีเจและการแสดงสดจากบอสใหญ่ของ PLZ Make It Ruins อีกทั้งผู้ร่วมฟีทเจอริ่งกับ Frank Ocean อย่าง Vegyn นักดนตรีแนวฮิปฮอปผู้รักในการสร้างสรรค์ผลงานอย่าง Slauson Malone นักร้อง R’n’B สุดเท่ Liv.e และ Dean Blunt ผู้ซึ่งเกินคำบรรยาย

 ตอนแรกของ Bottega Radio ออกอากาศทาง NTS 2 เวลา 18:00 น. วันที่ 8   เมษายน โดยมี Organ Tapes และ Como La Flor เข้าร่วมรายการ: ฟังย้อนหลังผ่าน NTS ที่นี่

rhunrun เรียบเรียง

Ten Zweed Years: Lost & Resurrected

ครบรอบหนึ่งทศวรรษเพลง ‘ธันวาคม’ ปีนี้ Zweed n’ Roll วงอัลเทอร์เนทีฟกลิ่นอายบริตป็อป ก็พร้อมแล้วที่จะกลับมาบรรเทาความเศร้าและความเคว้งคว้างให้ทุกคนในอัลบั้มล่าสุด Resurrection 

“ตอนแรกเราคิดแค่ว่าอยากทำอัลบั้มแรกด้วยตัวเองให้เสร็จก่อน แล้วเราก็ไม่ได้รีบตรงนั้นด้วยค่ะ ทำไปเรื่อยๆ จนปีนี้ก็ 10 ปีแล้ว รู้สึกดีใจที่ยังทำอยู่” พัด – สุทธิภัทร สุทธิวาณิช ถ่ายทอดความรู้สึกในโอกาสที่ปี 2022 นี้ครบรอบหนึ่งทศวรรษ ‘ธันวาคม’ ซิงเกิลแรกของ Zweed n’ Roll ด้วยท่วงทำนองเนิบช้าทว่าหนักแน่นของเพลงดังกล่าวนั้น ทำให้วงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น “10 ปีที่ผ่านมาทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ได้เห็นว่าการเล่นดนตรีก็เป็นอาชีพเราได้จริงๆ นะ จนถึงวันนี้ที่มีทีมงานมืออาชีพมาอยู่กับเราครับ” นิว – นิติ นิติยารมย์ เล่าถึงการเปลี่ยนสถานะจากวงอิสระสู่การสังกัดค่าย Warner Music Thailand เมื่อปีที่ผ่านมา

“[แต่] ตอนคอนเสิร์ตใหญ่ต้นปี 2020 เป็นช่วงที่เสร็จอัลบั้มแรกแล้วสองปี เราไม่รู้ว่าจะเดินไปไหนต่อ พอเล่นคอนเสิร์ตใส่เต็มให้ทุกอย่างเสร็จ เหมือนทุกคนก็เว้นหายไปเลย และต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองเยอะเพราะโควิดและสถานการณ์หลายๆ อย่าง” นิวย้อนถึงช่วงเวลาที่สมาชิกทั้งห้าต้องพบกับความเคว้งคว้างหลังจากผ่านจุดสูงสุดอีกช่วงหนึ่งของวง ซึ่งพัดก็ได้นำประสบการณ์นั้นมาร้อยเรียงเป็นซิงเกิล Fighter “เรารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ตัวเองไม่อยู่นิ่ง เลยเขียนเพลง Fighter เพื่อให้กำลังใจตัวเองและทุกคนค่ะ” เราจึงถามต่อถึงวิธีการ ‘ต่อสู้’ กับความเครียดของเหล่าสมาชิก “ของผมน่าจะเป็นพลังจากคนในวงครับ เหมือนเขากระตุ้นให้เราเห็นว่าต้องไปต่อนะ เพื่อนมันสู้ต่อนะ” ทัน – ธรรม์ ดำรงรัตน์ แบ่งปันถึงแรงใจของตน ส่วนปูน – ณัฐพัชร์ สมิตนุกูลกิจ เล่าว่าการฟังเพลงของวงเองนั้นคือกำลังใจของเขา “เวลาที่ได้กลับมาฟังเพลงตัวเองซึ่งตั้งใจทำแล้วผมก็รู้สึกดีมากๆ พอฟังแล้วก็อยากทำผลงานดีๆ อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ครับ”

บทสัมภาษณ์เต็มๆอ่านต่อได้บนนิตยสารฉบับเดือนมีนาคมของเราทุกแผงหนังสือชั้นนำครับ! 

Photographer: Narin Lourujirakul

Direction by: Napat Roongruang 

Author: Peerachai Pasutan 

เรียบเรียง rhunrun

พูดคุยกับสองนักแสดงนำจาก ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ ซีรีส์โรแมนติกเรื่องล่าสุดจาก Netflix

ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ด้วยซีรีส์หวานๆ ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ ที่นำแสดงโดยซงคัง และพัคมินยอง กับบทสัมภาษณ์สั้นๆ แต่พิเศษสำหรับแฟนๆ ชาวไทยที่จะทำให้หัวใจคุณสั่นไหวไปตามอากาศเลยทีเดียว

เรื่องนี้พูดถึงพนักงานที่ทำงานในกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นอาชีพที่ใครหลายๆ คนไม่เคยเห็นการทำงานแบบเจาะลึก ผู้ชมจะได้เห็นอะไรในเรื่อง แล้วพอมาเล่นบทที่ทำอาชีพนี้ ได้ศึกษาอะไรเพิ่มไหม คุณคิดว่าสภาพอากาศสามารถอธิบายความรักได้อย่างไรบ้าง

พัคมินยอง: ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกรมอุตุฯ เกาหลีถึงพยาการณ์อากาศผิดอยู่บ่อยครั้ง แต่พอได้สัมผัสประสบการณ์เกี่ยวกับสายงานนี้แล้วถึงเข้าใจ อย่างแรกฉันอยากให้ประชาชนและผู้ชมได้รับรู้ว่า ตลอด 24 ชม. ในแต่ละวันพวกเขาตั้งใจทำงานกันมากแค่ไหน อีกอย่างคือซีรีส์เรื่องนี้มีเนื้อหาที่แปลกใหม่ เรื่องราวของผู้คนในเรื่องก็สดใหม่เช่นกัน เรื่องราวของตัวละครแต่ละตัวและการปะทะกันของพวกเขาเพิ่มสีสัน และความสนุกสาน ฉันคิดว่าถ้าโฟกัสตรงจุดนั้นน่าจะทำให้ชมซีรีส์ได้อย่างเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้นค่ะ

ซงคัง: ในแต่ละวันอากาศเปลี่ยนแปลงไม่รู้กี่สิบครั้ง ผมคิดว่ารสนิยม ทัศนิคติ ความเชื่อของคนเราก็ย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ครับ ในซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดรายละเอียดเหล่านั้นไว้อย่างดี วันที่ฟ้าสดใส ความรักก็สดใสตามไปด้วย วันที่มืดครึ้ม ความรักก็อึมครึมตามอากาศ เนื้อเรื่องดำเนินไปพร้อมกับการเปรียบเทียบ จุดนั้นน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้เห็นในเรื่องนี้ครับ

ฝนตก แดดออก หนาว หรือร้อน ที่ทำให้คุณตกหลุมรักใครได้ง่ายที่สุด

ซงคัง: ตอนฝนตกครับ ผมว่าตอนที่ฝนพรำน่าจะโรแมนติกสุดแล้วครับ

พัคมินยอง: ฤดูใบไม้ผลิค่ะ ฤดูใบไม้ผลิให้ความรู้สึกของการเริ่มต้นครั้งใหม่ เวลาที่มองท้องฟ้าที่มี ดอกซากุระสีชมพูปลิวอยู่ในสายลมน่าจะทำให้คนที่อยู่ข้างๆ เราดูเท่ห์มากขึ้นนะคะ

เป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกที่ทั้งสองได้โคจรมาพบกัน ระหว่างถ่ายทำได้เรียนรู้อะไรจากตัวอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง มีเรื่องราวเซอร์ไพรส์ใดๆ ในตัวของทั้งคู่ที่ได้ค้นพบระหว่างถ่ายทำบ้าง

ซงคัง: ผมได้เรียนรู้หลายอย่างครับ รุ่นพี่พัคมินยองผ่านผลงานแนวโรแมนติกมาหลายเรื่องและก็ทำได้ดีมากด้วย ผมยังมีข้อบกพร่องอีกเยอะ  แต่รุ่นพี่ก็คอยให้กำลังใจและให้คำแนะนำอยู่ตลอด ทำให้ผมได้เรียนรู้เยอะเลยครับ

พัคมินยอง: โล่งอกไปที่ซงคังคิดแบบนั้นค่ะ เพราะหลายครั้งที่ตัวฉันเองยังกลัวว่าจะจู้จี้กับเขาเกินไป แต่เขาเป็นคนสดใสร่าเริง และรับฟังคำแนะนำของฉันโดยคิดในแง่บวก ทำให้เราทำงานร่วมกันอย่างสนุกสนาน ฉันสัมผัสได้ถึงแรงมุ่งมั่นของเขา ฉันเคยขอยืมดูหนังสือบทละครจากเขาบางครั้งที่ฉันเกิดลืมบทกลางคัน แต่อ่านไม่ออกเลยค่ะ เพราะเขาขีดเส้นไฮไลท์ที่บทพูดของตัวเองจนมองไม่เห็นตัวหนังสือ (หัวเราะ) เลยได้รู้ว่าเขาอดหลับอดตานอนตั้งใจท่องบทมากแค่ไหน หลังจากนั้นฉันก็มองเขาในมุมมองใหม่  มองเห็นซงคังที่มีความมุ่งมั่นและนักแสดงที่ตั้งใจมากๆ คนหนึ่งค่ะ

คุณพัคมินยองดูจะมีเคมีเป็นธรรมชาติ เข้ากับนักแสดงชายทุกคนที่ร่วมงานกันมาเลย มีเคล็ดลับเบื้องหลังอะไรหรือไม่

พัคมินยอง​: ฉันว่าเคมีระหว่างนักแสดงเป็นเรื่องของความพยายามค่ะ ต้องพยายามจูนเข้าหากัน เคมีของคนสองคนจะเข้ากันได้ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองคนเปิดใจให้กันมากแค่ไหน และพยายามมากน้อยแค่ไหน ถ้าตรงนี้ไม่ดี โทนเสียงไม่ค่อยเข้ากัน ฉันก็ควรลองปรับดู แต่นอกเหนือจากความพยายามที่ว่ามานี้ บางครั้งก็มีบางอย่างที่ปรับกันไม่ได้จริงๆ อย่างเช่น มองภาพรวมแล้วดูไม่เหมาะสมกัน แต่โชคดีที่ฉันตัวค่อนข้างเล็กถ้าเทียบกับนักแสดงหญิงคนอื่นๆ นักแสดงชายที่เคยร่วมงานด้วยส่วนใหญ่เลยชอบใจ เพราะว่าทำให้พวกเขาดูตัวสูงใหญ่ขึ้น (หัวเราะ) มือฉันก็เล็กมาก พอจับแล้วยิ่งทำให้มือพวกเขาดูเท่ห์และดูแมนขึ้นค่ะ 

ฝากถึงแฟนๆ ที่รอชมซีรีส์ ‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ 

พัคมินยอง: พวกเราตั้งใจกับการถ่ายทำมากๆ สมกับที่ทุกคนตั้งตารอเลยล่ะค่ะ ซีรีส์เรื่องนี้อยู่ในท็อป 3 ของผลงานที่ยากที่สุดสำหรับฉัน ฉันกังวลมากว่าผู้ชมจะให้การตอบรับอย่างไรบ้าง แต่บอกได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ซีรีส์ที่เรียบง่ายเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากให้ทุกคนรัมชมอย่างง่ายๆ สบายๆ อยากให้ติดตามว่าพวกเขาทำงานกันแบบไหน และอยากให้ผู้ชมเองลองทำตัวกลมกลืนไปกับพวกเขาขณะรับชมค่ะ

ซงคัง: พยากรณ์วันนี้มีรักบางแห่ง ( Forecasting Love and Weather) ไม่ได้สร้างมาจากบทละครที่แต่งเรื่องขึ้นมาเฉยๆ แต่เป็นซีรีส์ที่เกิดจากการพูดคุย และเรื่องราวของผู้คนมากมาย เป็นเรื่องที่สนุกและมีเนื้อหาสาระอัดแน่น อยากให้ติดตามชมกันครับ ขอบคุณครับ

‘พยากรณ์วันนี้ มีรักบางแห่ง (Forecasting Love and Weather)’ สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix (ตอนใหม่ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 20.30 น.)

Exclusive Interview with Eric Nam

พูดคุยกับ Eric Nam ศิลปินมากความสามารถเพื่อฉลองการออกอัลบั้มใหม่ There And Back Again ในฐานะศิลปินอิสระเป็นครั้งแรกในชีวิต

Photographer: Kwak Kigon

Stylist: Hwang Geum Nam

Interview by: Pacharee Klinchoo

Management: EN Management

Artist Coordination: Kanit Asava

ยินดีด้วยสำหรับซิงเกิ้ลใหม่ของคุณคาดหวังไว้ขนาดไหนและฟีดแบ็กเป็นอย่างไรบ้าง

ขอบคุณมากนะครับ ผมเพิ่งจะออกสองซิงเกิ้ลในฐานะศิลปินอิสระไปหยกๆ เลย เพลงแรกชื่อว่า I Don’t Know You Anymore ที่ออกไปเมื่อกลางเดือนตุลาคม ส่วนเพลงที่สอง Any Other Way ก็เพิ่งออกไปกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาครับ เอาจริงๆ คือผมค่อนข้างตื่นเต้นที่จะต้องออกเพลงในฐานะศิลปินอิสระเต็มตัวนะครับ แต่แฟนๆ ก็ให้กำลังใจผมมาตลอด และดูเหมือนว่าผมก็มีฐานคนฟังใหม่ๆ ที่มาหลังจากที่ผมเปลี่ยนทิศทางของดนตรีด้วยครับ มันสนุกและเติมเต็มผมได้มากจริงๆ ครับ

เนื้อหาของเพลง I Don’t Know You Anymore นี่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ที่แตกหักอย่างชัดเจนเลยนะคุณไปหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงเหล่านี้มาจากไหนกัน

ผมว่าเพลงส่วนใหญ่ที่ผมแต่งได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตส่วนตัวและประสบการณ์ของเพื่อนๆ รอบตัวน่ะครับ เรื่องก็คือ พวกเราล้วนเป็นมนุษย์ ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถเข้าใจหรือมีประสบการณ์ร่วมกับสถานการณ์บางอย่างได้อย่างเต็มที่ แต่เราก็สามารถมีความรู้สึกร่วมแบบกว้างๆ ในเรื่องที่เราประสบในระหว่างการใช้ชีวิตกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสุข ความยินดี การอกหัก ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ ความตื่นเต้นดีใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ร่วมที่มนุษย์ทุกคนจะประสบได้ระหว่างการเดินทางของชีวิตทั้งนั้นครับ ดังนั้น สำหรับผม ก็คือการจับแก่นของอารมณ์เหล่านี้และแปรเปลี่ยนมันออกมาเป็นรูปแบบของดนตรีที่เข้าถึงได้ สนุก ติดหู และเต็มไปด้วยอารมณ์ให้ได้ เท่านั้นเองครับ

เพลงของคุณพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่นะบอกหน่อยว่าคุณคิดเนื้อหาแต่ละเพลงได้อย่างไร

โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการเขียนเพลงของผมเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมเดินเข้าไปในห้องพร้อมนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ พวกเราจะเริ่มต้นคุยกันว่าเราทำอะไรกันอยู่ รู้สึกอย่างไร สบายตัวไหม อะไรทำให้เรามีความสุขหรือโศกเศร้าบ้าง เราเริ่มต้นจากตรงนั้น และดึงเอาคำศัพท์และวลีต่างๆ ออกมาจากบทสนทนาของพวกเราเพื่อเอามาทำต่อ มันเป็นธรรมชาติมากๆ เลยครับ เพราะพวกเราต่างก็เป็นมนุษย์ปุถุชน เพลงส่วนใหญ่บนโลกนี้ก็เกี่ยวกับความสัมพันธ์อยู่แล้ว ไม่ในทางดีก็ในทางร้าย หรืออาจจะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อตัวเองก็ได้นะครับ

คุณผ่อนคลายอย่างไรเวลาคุณไม่ต้องทำงาน

เป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ ผมว่าผมแค่พยายามทำตัวสบายๆ แบบสบายๆ เลยน่ะครับ ผมต้องบอกตัวเองว่าผมควรจะรู้สึกดีกับการไม่ทำอะไรเลยนะ มันยากมากเพราะผมชินกับการวิ่งไปวิ่งมา ทำงานแข่งกับเวลาตลอดเวลา แต่พอผมมีเวลาช่วงไหนที่ผมไม่ต้องทำ ผมก็จะบอกตัวเองว่า มันโอเคที่จะทำตัวว่างๆ นั่งดูทีวียาวๆ นอนเท่าที่ต้องการ และกินอะไรที่อยากจะกินน่ะครับ การใจดีต่อตัวเองและให้รางวัลตัวเองโดยการอนุญาตให้ตัวเองทำอะไรก็ได้ที่ต้องการคือวิธีการผ่อนคลายของผมเวลาผมไม่ต้องทำงานครับ

คุณให้ค่ากับความคิดเห็นของสาธารณชนต่อทั้งตัวคุณและต่องานคุณมากขนาดไหนและคุณรับมือกับความคิดเห็นเหล่านั้นได้อย่างไร

คงจะโกหกถ้าผมตอบว่าความคิดเห็นเหล่านั้นไม่ส่งผลอะไรกับผมนะ ผมคิดว่าคนที่บอกว่าพวกเขาไม่สนใจความคิดเห็นของคนอื่นไม่ได้พูดความจริงทั้งหมดหรอก การเข้าไปอยู่ในจุดที่คุณไม่แคร์อะไรเลยมันต้องผ่านกระบวนการที่คุณแคร์มันมากๆ มาก่อน คุณเห็นด้วยไหม พวกเราเป็นมนุษย์นะ ช่วยไม่ได้หรอกที่พวกเราจะแคร์น่ะ ผมแคร์มันนะ แต่ผมก็พยายามไม่ปล่อยให้มันส่งผลกระทบอะไรกับผม เพราะสำหรับผมแล้ว งานการและสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่ก็คือการเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดน่ะครับ ผมพยายามทำดนตรีที่ดีที่สุด สร้างสรรค์งานที่ดีที่สุด เค้นไอเดียที่ดีที่สุดออกมา เอาทุกอย่างที่ดีที่สุดในตัวผมออกมาให้ได้มากที่สุด ถ้าสิ่งเหล่านี้มันยังไม่เติมเต็มความคาดหวังของคนอื่นอีกล่ะก็ ผมก็คงต้องยอมรับมันล่ะครับ บางทีงานของผมอาจจะไม่เหมาะกับพวกเขา ซึ่งก็ไม่เป็นไรหรอก มีคนตั้งเจ็ดพันล้านคนบนโลกนี้ ผมขอโฟกัสอยู่กับคนที่ชอบผมและงานของผมมากกว่าคนที่พยายามจะทำให้ผมเสียกำลังใจดีกว่าครับ

เพลงถัดไปของคุณจะพูดเรื่องอะไร

เพลงล่าสุดของผม Any Other Way เป็นเรื่องของการตกหลุมรักและไม่สนใจสิ่งที่คนอื่นพูด มันตลกดีนะที่มันตอบคำถามที่แล้วของผมไปแล้ว เพราะมันเกี่ยวกับการไม่สนใจคนรอบข้าง และหมกมุ่นอยู่กับคนตรงหน้าแบบไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ผมคงไม่คิดจะมองสถานการณ์ต่างๆ ทั้งความรักหรือสถานการณ์ใดๆ ไปมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ซึ่งมันก็เป็นแบบนี้ล่ะครับ ส่วนอัลบั้มใหม่ของผม There and Back Again ที่จะออกมาช่วงต้นเดือนมกราคมก็จะประกอบไปด้วยเพลงใหม่อีก 7 เพลง ซิงเกิ้ลโปรโมทคือสนุกมาก แทบจะรอให้ทุกคนได้ฟังไม่ไหวแล้วครับ สัญญาเลยว่ามันโคตรดีจริงๆ นะ อัลบั้มนี้คือดีเวอร์มาก ผมตื่นเต้นที่จะปล่อยออกมาให้ทุกๆ คนฟังจริงๆ ครับ

คุณมองภาพตัวเองในฐานะนักร้องในอีกสิบปีข้างหน้าไว้อย่างไรบ้างมีอะไรที่อยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำบ้างไหม

ผมรู้สึกขอบคุณมากๆ ที่ได้ทำสิ่งที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ มันเป็นเรื่องง่ายนะที่จะต้องการอะไรมากกว่านี้อีก ประสบความสำเร็จกว่านี้ ยอดวิวมากกว่านี้ ขึ้นเวทีใหญ่กว่านี้ อะไรแบบนี้ แต่ผมคิดว่าการเรียนรู้ที่จะอยู่ให้มีความสุขและชื่นชมกับสิ่งที่มีตรงหน้าคือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขจากภายในและอารมณ์มั่นคงมากขึ้นครับ นั่นไม่ได้แปลว่าผมเนือยหรืออะไรหรอกนะ เชื่อเถอะว่าผมนี่ทะเยอทะยานมากๆ เลย แต่การคิดแบบนี้ทำให้ผมไม่ฟุ้งซ่านกับสิ่งที่ผมอยากจะทำต่อไป ผมอยากจะให้ดนตรีและคอนเสิร์ตของผมเข้าถึงกลุ่มคนกว้างขึ้นทั่วโลกในอนาคต และอยากจะมีสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับแฟนๆ ให้มากกว่านี้ และผมยังอยากจะแต่งเพลงหรือโปรดิวซ์เพลงและทีวีโชว์ให้กับคนอื่นด้วยนะครับ ผมไม่รู้ว่าโปรเจ็กต์นี้จะเริ่มได้อย่างไร หรือเริ่มเมื่อไหร่ แต่นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะลองในอีกสิบปีข้างหน้านะครับ

มีนักร้องไอดอลหรือศิลปินคนไหนที่คุณอยากร่วมงานด้วยไหม

ให้ตายเถอะ มีศิลปินเยอะแยะที่ผมอยากร่วมงานด้วย และมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วยสิ แต่เอาลิสต์นี้ไปก่อนนะ ผมฟังเพลงของพวกเขาบ่อยมากๆ ช่วงนี้ มี Griff, Audrey Nuna, Niki, Chelsea Cutler, Stromae, Burna Boy, HER, 5SOS, Kid Laroi, LANY, Harry Styles แล้วก็ Jeremy Zucker

ฝากอะไรถึงแฟนๆชาวไทยหน่อย

สำหรับเพื่อนๆ และแฟนๆ ชาวไทยของผมนะครับ ขอบคุณมากๆ ที่ยังรอคอยผม และสนับสนุนจากที่ไกลๆ เสมอ ผมรู้ว่าพวกคุณรักและสนับสนุนผมในสิ่งที่ผมทำ และในตัวตนที่ผมเป็น ผมรู้สึกขอบคุณพวกคุณเสมอมา ผมมักจะคิดไปถึงช่วงเวลาครั้งสุดท้ายที่พวกเราได้เจอกันในกรุงเทพฯ และผมแทบจะรอให้ถึงวันที่ผมจะกลับไปเล่นดนตรีต่อหน้าพวกคุณอีกครั้งไม่ไหวเลยครับ จนกว่าจะถึงวันนั้น ขอให้ทุกคนรู้ว่าผมรักพวกคุณมาก และผมหวังให้ทุกคนร่างกายแข็งแรง มีความสุข และประสบความสำเร็จในสิ่งใดก็ตามที่คุณลงมือทำอยู่นะครับ ขอบคุณอีกครั้ง และหวังว่าจะได้เจอกันเร็วๆ นี้นะครับ

สตรีมอัลบั้ม There And Back Again ของ Eric Nam ได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

“เจมส์-ธีรดนย์” เปิดตัวช่องยูทูป JamyJamess กับ Content แรก JMJ Talk สัมภาษณ์เปิดใจครั้งแรกหลังออกมาเป็นนักแสดงอิสระเต็มตัว รอชมคอนเทนท์ดีจากหนุ่มเจมส์ได้ที่นี่ครับ

เดินทางอยู่ในวงการเข้าปีที่ 8 ทั้งในบทบาทนักแสดงและศิลปิน วันนี้ “เจมส์-ธีรดนย์” ขอบอกเล่าเรื่องราวอีกมุมมองให้รู้จักกันมากขึ้น ผ่าน JMJ Label โดยได้เตรียมโปรเจ็คพิเศษให้ชมกันในปี 2022 นี้อย่างแน่นอน พร้อมฝากติดตามผลงานภาพยนตร์ Thirteen Live และภาพยนตร์สยองขวัญกับทางสหมงคลฟิล์ม

เข้าไปกดติดตาม Youtube Channel : JamyJamess กันได้ที่นี่ครับ

หรือสามารถติดตามเจมส์ได้ที่

Instagram : @jamyjamess

Twitter : @jamyjamess

Facebook : Jamyjamess Teeradon Supapunpinyo

เรียบเรียง rhunrun

Amélie Is Back in Town to Make You Happy

Author: Peerachai Pasutan

Photos and Trailer: House Samyan

ช่วงนี้นั้นมีภาพยนตร์ฝรั่งเศสทั้งเก่าและใหม่เข้าฉายในบ้านเราอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นเป็นภาพยนตร์โรแมนติก-คอมเมดีอมตะอย่าง Amélie โดยผู้กำกับฌอง-ปิแอร์ เฌอเนต์ ที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกให้ตกหลุมรักสาวเสิร์ฟแสนเสน่ห์และเจ้าเล่ห์แห่งมงมาร์ต เมื่อสองทศวรรษก่อนนั่นเอง

Amélie (หรือในชื่อเต็ม Le Fabuleux Destin d’Amélie Poulin – โชคชะตาสุดอัศจรรย์ของอาเมลี ปูแลง) บอกเล่าเรื่องราวของ อาเมลี (โอเดรย์ โตตู) สาวเสิร์ฟปารีสผู้โดดเดี่ยวและเก็บตัว วันหนึ่ง เมื่อเธอมีโอกาสได้สร้างความสุขให้ผู้อื่นโดยบังเอิญ เธอจึงเริ่มปฏิบัติการ [แอบ] มอบความสุขให้แก่คนรอบข้างที่ติดแหง็กอยู่กับพฤติกรรมซ้ำซากและความจำเจ แต่หลังจากที่พานพบและตกหลุมรักกับชายหนุ่มปริศนา (มาติเออ กัสโซวิตซ์) ณ ตู้ถ่ายภาพในสถานีรถไฟนั้น อาเมลีจะยอมเปิดใจให้ตนเองมีความสุขบ้างหรือไม่ 

ความสนุกของ Amélie อยู่ที่สาวเจ้าตัวละครเอก ที่ช่างคิดแผนการสุดบรรเจิดต่าง ๆ เพื่อสร้างความสุขให้คนป่วง ๆ รอบตัว – ทั้งพ่อ เพื่อนบ้านร่วมตึก เพื่อนร่วมงานกับลูกค้าขาจรแห่งคาเฟ่กังหันคู่ หรือแม้แต่คนแปลกหน้า – จนเกิดเป็นเรื่องราวอลเวง ชวนหัวเราะ และคาดเดาได้ยากว่าจะจบลงอย่างไร แต่ภายใต้ความตลกตลอดสองชั่วโมงนั้น ภาพยนตร์ก็ยังทำให้ผู้ชมเห็นถึง ความโดดเดี่ยวของมนุษย์ในทุกชั่วขณะชีวิต อย่างที่เราเห็นได้ในตัวอาเมลีผู้พบเจอกับโศกนาฏกรรมในครอบครัวเมื่อวัยเด็ก ซึ่งอาจหล่อหลอมให้เธอเป็นคนอินโทรเวิร์ตและเก็บตัวเงียบในโลกแห่งความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้มนุษย์ทั้งหลายร่วมกันต่อสู้กับโชคชะตาแห่งความเดียวดายได้บ้าง คือการลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้เราได้รู้จักหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในโลกบิดเบี้ยวใบนี้ ดั่งที่อาเมลีได้ปฏิวัติตัวเองเพื่อ [แอบ] สร้างความสุขและคลายความเหงาให้เพื่อนมนุษย์รอบกาย รวมถึงตัวของเธอเองด้วย  

แม้ว่าจะผ่านไป 20 ปีแล้ว แต่ผู้ชมยุคใหม่ก็น่าจะต่อกับ Amélie ติดได้ไม่ยาก เนื่องจากตัวภาพยนตร์นั้นมีกลิ่นอายและจังหวะจะโคนแบบที่เราคุ้นเคยกันดีในรอมคอมยุคปัจจุบัน ส่วนตัวละครทั้งหลักและรอง หรือแม้แต่แมวในเรื่องก็มีคาแรคเตอร์ชัดเจน น่าจดจำ และช่วยกันสร้างสีสันในเรื่องได้ดี นอกจากนี้ การกำกับภาพและศิลป์ที่คุมโทนแดง-เขียว-น้ำตาล พ่วงด้วยบรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงของปารีสในเรื่องนั้น ก็ทำให้เหมาะกับการชมในช่วงคริสต์มาส/ปีใหม่นี้พอดิบพอดี แม้ช่วงท้ายภาพยนตร์อาจจะรวบรัดเรื่องราวบางจุดเร็วไปสักนิด กระนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ให้อภัยได้ เมื่อเทียบกับคุณค่าและความบันเทิงของ Amélie ที่ไม่เสื่อมคลายไปตามกาลเวลา

พิสูจน์ความคลาสสิกของ Amélie ได้ที่โรงภาพยนตร์ House สามย่าน ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป เช็ครอบฉายทาง www.housesamyan.com 

มิว ศุภศิษฏ์ นักร้อง นักแสดงกับบทบาทล่าสุดอย่าง CEO! ขยายธุรกิจเปิด “MSS CONNECTION” ต่อยอดความสำเร็จจาก Mew Suppasit Studio

นับเป็นอีกหนึ่งนักร้อง นักแสดง ที่นั่งควบเก้าอี้ผู้บริหารด้วย อย่าง มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ กับตำแหน่ง CEO ของ “บริษัท มิว ศุภศิษฏ์ สตูดิโอ จำกัด” เรียกได้ว่าคุณบอสมิวได้สร้างผลงานอันโดดเด่นอย่างมากมายในปีนี้ และมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และจะยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ เพราะ มิว ศุภศิษฏ์ ได้เตรียมวางกลยุทธ์ปรับขยายธุรกิจ โดยใช้ชื่อ “MSS CONNECTION”(เอ็มเอสเอส คอนเน็คชั่น)  หลังเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาทุ่มเทและประสบความสำเร็จด้านงานเพลง ได้ทำงานกับนักร้องนักแต่งเพลงระดับโลกหลายคน

ล่าสุดเตรียมปรับตัวบริษัทครั้งใหญ่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมความบันเทิงให้ครอบคลุมและต่อยอดไปอย่างไร้ขีดจำกัด ทั้งในด้านงานเพลง ภาพยนตร์ ซีรีส์ทั้งในไทยและระดับอินเตอร์เนชั่นแนล การเปิดรับศิลปินและนักแสดงในสังกัด มีเอเจนซี่ โปรโมเตอร์ รวมถึงงานโปรดักชั่นต่าง ๆ ทั้งนี้ก็มีโปรเจกต์ใหญ่ต่าง ๆ ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ และเตรียมจะร่วมงานกับศิลปินและทีมงานทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลังที่มีชื่อเสียงในระดับโลก เพื่อผลิตผลงานคุณภาพ ปูทางสู่การยกระดับอุตสาหกรรมบันเทิงไทย

ถือได้ว่าเป็นปีทองจริงๆ สำหรับ มิว ศุภศิษฏ์ ที่รุ่งทั้งงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง และดูเหมือนว่าจะขยันทำงานแบบเต็มที่แบบนันสตอปดูได้จากแพลนปีหน้าแล้ว น่าจะมีผลงานออกมาให้แฟนๆ ทั่วโลก ได้ติดตามกันตลอดปีแบบไม่มีเว้นว่างอย่างแน่นอน ส่วนใครที่อยากจะเข้ามาเป็นเด็กในสังกัด “MSS CONNECTION” ก็คงต้องเฝ้าติดตามข่าวคราวๆ ให้ดี ว่าจะมีการเปิดออดิชั่นเมื่อไหร่  คงต้องตามลุ้นผลงานปีหน้าของ “Mss connection” ว่าจะปังขนาดไหน แต่ได้ชื่อว่าเป็นฝีมือของ มิว ศุภศิษฏ์ ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังอย่างแน่นอน 

เรียบเรียง rhunrun

ซอเยจี คัมแบ็กพร้อมบทสุดระทึกใน ‘Recalled ระลึกหลอน’ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

หลังจากเจอมรสุมดราม่าไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นางเอกสาวซอเยจี (It’s Okay To Not Be Okay) กลับมาอีกครั้งในภาพยนตร์สุดระทึกอย่าง ‘Recalled ระลึกหลอน’ ที่เธอประกบคู่กับคิมคังอู (The Taste of Money) นักแสดงมากฝีมือในบทสุดระทึกขวัญที่พูดได้คำเดียวว่า ต้องรีบดูก่อนถูกสปอยล์

เรื่องราวเกี่ยวกับซูจิน (ซอเยจี) หญิงสาวผู้สูญเสียความทรงจำทั้งหมดของเธอ แต่ก็ยังมีจีฮุน (คิมคังอู) สามีที่แสนดีอยู่เคียงข้าง ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี แต่แล้วซูจินกลับมีนิมิตเห็นภาพอนาคตระยะสั้นๆ ที่จะเกิดขึ้นกับคนรอบตัวของเธอ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธออยากขุดคุ้ยไปถึงตัวตนในอดีตของตัวเองที่หลงลืมไปแล้ว แต่ยิ่งตามหายิ่งค้นพบความน่าสะพรึงกลัวของตัวเธอเองในอดีต ตามมาด้วยความคลางแคลงใจที่เธอมีต่อสามีแสนดีข้างตัว

Recalled ระลึกหลอน เข้าฉายแล้วตั้งแต่วันนี้ในทุกโรงภาพยนตร์

พูดคุยกับไท เชอริแดน ดาวรุ่งพุ่งแรงกับบทบาทครั้งสำคัญในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่องใหม่ ‘Voyagers คนอนาคตโลก’

หลังจากเปิดตัวในฐานะนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรกในภาพยนตร์ Ready Player One โดยสตีเว่น สปีลเบิร์กไปแล้ว ไท เชอริแดนก็ได้รับบทสำคัญในจักรวาล X-Men ทั้ง X-Men: Dark Phoenix และ X-Men: Apocalypse ในครั้งนี้ เขากลับมารับบท ‘คริสโตเฟอร์’ ตัวแทนวัยรุ่นผู้เป็นความหวังของมนุษยชาติในการหาโลกใบใหม่เพื่ออยู่อาศัยในภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่อย่าง ‘Voyagers คนอนาคตโลก’ ซึ่งได้นีล เบอร์เกอร์ (The Upside / Divergent / Limitless) มารับหน้าที่ผู้กำกับ พร้อมดารานักแสดงคับคั่งทั้ง ลิลี โรส เดปป์ (The King), เฟียนน์ ไวท์เฮด (Dunkirk) และ โคลิน ฟาร์เรลล์ (The Gentlemen)

มาร่วมพูดคุยกับเขาก่อนจะไปชมภาพยนตร์พร้อมกันในโรงภาพยนตร์เร็วๆ นี้

,

ทำไมคุณถึงตัดสินใจเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Voyagers

เพราะหนังเรื่องนี้ถามคำถามที่เราทุกคนใช้เวลาหาคำตอบตลอดชีวิต ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่ลึกซึ้ง ซึ่งบอกเล่าออกมาได้ชัดเจน มีการตั้งคำถามวัดศีลธรรมซ่อนไว้ในความเป็นหนังไฮคอนเซ็ปต์ ผมว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ซ้ำใคร เป็นสิ่งที่ให้ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้

คุณชอบอะไรในตัวคริสโตเฟอร์ ตัวละครของคุณ

คงเป็นตรงที่เขาปรับตัวเก่ง วิเคราะห์สถานการณ์เสมอ คริสโตเฟอร์ไม่เคยปิดบังว่าเขาต้องการค้นหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังภารกิจ หาคำตอบว่าตัวเขาเองมีบทบาทอย่างไร เขาเหมือนเป็นตัวสะท้อนแก่นหลักของเรื่องที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีทั้งด้านดีและชั่ว และจะดีไปเพื่ออะไรในเมื่อท้ายที่สุดลูกเรือก็ตายก่อนเป้าหมายจะสำเร็จอยู่ดี

การทำงานกับนักแสดงอย่างโคลิน ฟาร์เรลล์ เป็นอย่างไรบ้าง

เขาคือนักแสดงในอุดมคติ เขาเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในกองและนอกกอง นีลดึงศักยกภาพที่ดีที่สุดในตัวทุกคนออกมา ผมตื่้นเต้นเสมอที่จะได้ร่วมงานกับนักแสดงประสบการณ์สูงอย่างเขา ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะเลย

แล้วการกำกับของนีล เบอร์เกอร์เป็นอย่างไร

จุดที่ผมประทับใจในตัวนีลที่สุดคือความเยือกเย็นและสมาธิของเขา ผมว่าตารางการถ่ายทำของหนังเรื่องนี้มันโหดมากเลยนะ ระหว่างการถ่ายทำก็มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกันเยอะแยะไปหมด มันไม่ใช่หนังที่ทำง่ายนเลย นีลต้องรับมือกับความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ผมไม่เคยสงสัยในตัวเขา ผมเชื่อเสมอว่าเขาจะนำเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง ผมชอบวิธีการกำกับของเขา เขามักยกตัวอย่างอะไรที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เขาช่วยให้นักแสดงทุกคนทำงานง่าย ใบริบทของความเป็นหนังผจญภัยอวกาศ หัวใจหลักมันว่ามันธรรมชาติของมนุษย์ นีลได้สร้างผลงานที่ตระการตาในขณะเดียวกับให้เราได้วิเคราะห์จิตใจของตัวละคร

ลูกเรือทุกคนต้องดื่มสิ่งที่เรียกว่า ‘เดอะบลู’ มันคืออะไร

ทุกคนถูกทำให้เชื่อว่ามันคือวิตามินประจำวัน ที่ลูกเรือต้องดื่มทุกวัน แต่ที่จริงแล้วมันมีไว้เพื่อกดอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ, ความกลัว, ตัณหา ทุกสิ่งที่ให้มนุษย์เป็นมนุษย์  ลูกเรือไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกหลอกอยู่ จนกระทั่งคริสโตเฟอร์ค้นพบความจริง พวกเขาเริ่มขัดขืนไม่ยอมดื่มมัน และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความพิบัติที่จะตามมา เมื่อสันดานดิบของมนุษย์กลับมาอีกครั้ง

พูดคุยกับผู้กำกับและนักแสดงนำตัวแทนประเทศไทยจากซีรีส์ Folklore ในตอน Broker of Death

ปล่อยออกมากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับซีรีส์ชุด Folklore ซีซั่นที่สองที่ออกฉายทาง HBO GO โดยซีรีส์นี้เป็นการเล่าเรื่องผีและความเชื่ออันหลากหลายจากทั่วทวีปเอเชีย โดยมีตัวแทนแต่ละประเทศนำเรื่องความเชื่อต่างๆ จากประเทศของตนมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวสยองขวัญตามสไตล์ของตัวเอง

ในซีซั่นนี้ Broker of Death เป็นตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้โดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ มากำกับพร้อมด้วยคงเดช จาตุรันต์รัศมี มาเป็นผู้เขียนบท และได้สาวน้อยมากฝีมืออย่างเจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ แห่งวง BNK48 พ่วงด้วยนฑี งามแนวพรมมาแสดงนำ บอกเลยว่าหลังจากดูจบ เราแทบจะไม่กล้าเดินออกไปหลังบ้านคนเดียวเลย 

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลนด์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์กลุ่มกับทั้งโดม ผู้กำกับ และเจนนิษฐ์ นักแสดงนำ ซึ่งการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทั้งเราและผู้ถูกสัมภาษณ์ต่างก็เกร็งกันไม่มากก็น้อย เพราะถ้าถาม หรือตอบผิดไปนิดเดียวจะเป็นการสปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่องได้ทันที แต่หลังจากที่เซสชั่นคำถามนี้จบลง บอกเลยว่า คำตอบจากทั้งโดมและเจนนิษฐ์นั้นตอบข้อสงสัยหลายประการในใจของเราที่เกิดขึ้นระหว่างดูได้หมดจดเลยทีเดียว

Folklore ตอน Broker of Death สตรีมแล้วทาง HBO GO ติดตามตอนใหม่ได้ทุกวันอาทิตย์เป็นต้นไป และสามารถย้อนชมได้เรื่อยๆ 

ขอให้เล่าไอเดียตั้งต้นของเรื่องนี้มาจากอะไรทำไมถึงเลือกทำเรื่องนี้และขั้นตอนการทำตรงไหนที่มีรายละเอียดเยอะที่สุด

โดม: มันเกิดมาจากผมไปเจอข่าวที่เห็นว่ามีการขโมยในป่าช้า ที่มีชาวบ้านเข้าไปขโมยศพ เข้าไปขโมยกระโหลกของคนตาย เอาไปหลายกระโหลกเลยนะครับ ก็เลยตั้งคำถาม พอตามอ่านข่าวไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าก็เอาไปทำเครื่องรางของขลัง ก็เลยเริ่ม research ไปเรื่อยๆ ก็ค้นพบว่ามันมีกระบวนการ มีธุรกิจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการทำสิ่งนี้ ไม่ต่างอะไรจากธุรกิจอื่นๆ เลย ก็เลยรู้สึกน่าสนใจ ก็เลยลองเอามาสร้างตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการที่จะเป็นนายหน้าในการจัดหาสิ่งพวกนี้ ก็เลยเป็นที่มาของเรื่อง Broker of Dead ครับ 

ในส่วนของชั้นตอนการทำงานว่าตอนไหนยากที่สุด จริงๆ ก็ค่อนข้างทุกขั้นตอนครับ ขั้นตอนบทก็สำคัญ ที่พอดีมันเป็นเรื่องราวที่จะว่าไกลตัวก็ไกล จะว่าใกล้ก็ใกล้ จริงๆ เราพอที่จะรู้เรื่องนี้แหละ เราพอที่จะเห็นภาพนี้แหละ เพียงแต่ว่าเราก็อาจจะยังไม่ได้เข้าไปขลุกกับคนที่ทำเรื่องพวกนี้จริงๆ อะไรอย่างนี้ฮะ เพราะฉะนั้นมันต้องอาศัยการ research ทั้งการไปเห็นของจริง ทั้งภาพข่าว ค้นหาทางอินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งถามคนที่เขาเคยอยู่ในวงการพวกนี้ ซึ่งอันนี้มันเป็นส่วนที่ผมคิดว่าค่อนข้างยากเหมือนกัน แต่ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้คิดว่ามีความยากอะไรนะครับ พอบทเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนการหานักแสดง แล้วก็ถ่ายทำ เรื่องปกติครับ 

คิดว่าอะไรคือ point ของเรื่อง Broker of Dead ที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ และดึงดูดผู้ชมให้อินไปกับเรื่องราว

โดม: ความน่าสนใจมันคงเป็นเรื่อง… จริงๆ เราตั้งใจทำหนังผีนี่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าเรื่องราวที่มันซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องผี มันมีเรื่องดราม่าของครอบครัวนี้อยู่นะครับ แล้วก็มันมีคำถามจากคนทำที่ถามสังคมอยู่นะครับว่าตกลงเรื่องนี้มันถูกมองในแง่มุมไหนกันแน่ อะไรอย่างนี้ครับ ก็คิดว่า อันนี้เป็นส่วนที่ทำ ที่เราคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจในตอน Broker of Dead นะครับ

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู รู้สึกว่า เรื่องราวที่เล่าในหนังมันทำให้เรารู้เรื่องความแตกต่างของคนฐานะยากจน กับคนที่มีฐานะ ที่เข้ามาผูกและโยงกันด้วยของขลังเหมือนกัน อันนี้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทัชใจหนูมากที่สุดหลังจากดูค่ะ และก็รู้สึกว่าคนน่าจะรู้สึกสิ่งนี้กันไม่มากก็น้อย และก็ทำให้ไปคิดต่อได้ค่ะ 

ความยากของการมาทำโปรเจ็กต์ครั้งนี้ ทั้งในแง่ของการแสดงและการเตรียมงานกำกับ คิดว่าความยากของมันอยู่ตรงไหน รวมถึงกรอบของการทำงานครั้งนี้มันมีอะไรบ้างไหม เพราะว่าอย่างที่รู้ว่าประเทศไทยเราก็มีวัฒนธรรม มีความเชื่อ อะไรอย่างนี้ อะไรที่เรารู้สึกว่าเป็นความยากในการถ่ายทอดโปรเจ็กต์นี้ออกมา

โดม: สำหรับผมนะครับ ในแง่ผู้กำกับ ผมว่าความยากคงเป็นเรื่องในการที่เรา… หนังมันคงไม่… เราพยายามไม่ตัดสินว่าสิ่งที่เราเล่าว่าใครเป็นคนผิดคนถูก ความยากมันคงเป็นที่การที่หนังพยายามจะบาลานซ์ และเป็นหนังที่ตั้งคำถามมากกว่าครับว่าเรื่องที่เราเล่าให้ฟังอยู่เนี่ย หนังเรื่องนี้ ในแง่คนดู จะตอบมันยังไง จะรู้สึกกับมันยังไง หรือจะรีแอคกับมันยังไงมากกว่านะครับ อันนี้คือความยากในแง่การกำกับ ที่เราจะบาลานซ์สิ่งเหล่านี้ในหนังให้มันได้น้ำหนักอย่างที่เราต้องการครับ 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู เรื่องการแสดงก็แน่นอนว่ายากขึ้นเพราะว่ามีสิ่งที่ไม่เคยเล่นมาก่อน ใช้พลังงานและเทคนิคที่ไม่เคยเล่นมาก่อน และแน่นอนว่าในฐานะนักแสดง สิ่งที่กดดันมากที่สุดคือเวลา คือจะอยากทำให้ได้ดี ได้ทันในเวลา เพื่อที่เราจะได้ไม่ไปเลท ไปลำบากคนอื่นค่ะ แต่ก็ถือว่าสนุกมากกว่าค่ะ ไม่ใช่เชิงกดดันขนาดนั้น เป็นความยากที่ท้าทายค่ะ 

ทำไมถึงต้องเป็นต้นสำหรับเจนนิษฐ์สำหรับบทของมานพและเจิน

โดม: คาแรกเตอร์ของทั้งสองคนนี่ตรงกับบทที่เราเขียนมา มานพเราต้องการคนที่แบบว่าดูมีปัญหาเรื่องส่วนตัว เรื่องเงิน เรื่องอะไรแบบนี้ เป็นพ่อค้าพระเครื่องรางของชลัง มีลูกที่เป็นเจิน ทั้งสองคนก็คาแรกเตอร์ตรง ส่วนการแสดงก็ดีอยู่แล้ว อย่างที่ทุกคนเห็นจากผลงานเก่าๆ นี่ก็เป็นที่มา

คาแรกเตอร์ของเจนนิษฐ์ในเรื่องนี้อาจจะแตกต่างจากเรื่องก่อนๆ ที่ผ่านมา มีการทำการบ้านอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: จริงๆ ค่อนข้าง relate กับตัวละครนี้ได้ง่ายนะคะ เป็นตัวละครที่อายุเท่ากัน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราก็เคยพบเห็นมา ไม่ได้แตกต่างหรือไม่คุ้นเคย เรารู้สึกว่าเราเข้าใจกับสิ่งทีตัวละครเป็นอยู่ และปัญหาที่ประสบพบเจอก็ค่อนข้างเป็นสิ่งที่เราเคยเห็นมา ก็เลยอาจจะไม่ได้ยากตรงการ blend in เข้ากับตัวละคร แค่ไปยากตรง part ของนักแสดงมากกว่า

ประทับใจอะไรในตัวละครที่เราได้รับไหม ชอบในส่วนไหน

เจนนิษฐ์: จริงๆ เป็นความที่น่าจะคิดเหมือนกัน ด้วยความที่วัย… ถ้าเราเป็นตัวละครนั้น และเจอ conflict ที่มีกับพ่อของตัวเอง ก็คง react แบบเดียวกัน 

ในฐานะผู้กำกับ การทำภาพยนตร์เพื่อฉายจอใหญ่และฉายจอสตรีมมิ่ง มันมีวิธีการคิด และการถ่ายทอดแตกต่างกันมากขนาดไหน

โดม: มันมีส่วนที่เหมือนกันและส่วนที่คล้ายกันครับ จริงๆ แล้วผมพยายามทำงานหนังทุกเรื่อง เราพยายามทำงานด้วยมาตรฐานที่เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะทำหนังลงทีวีหรือฉายในโรงภาพยนตร์ ทีมงานเราทำงานด้วยวิธีคิดเดียวกัน เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าหนังทีวีมันอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันนิดหนึ่ง มันอาจจะต้องใกล้หน่อย เพราะว่าจอมันเล็ก คนดูอาจจะต้อง participate กับระยะของตัวแสดง มันเป็นการ adjust นิดๆ หน่อยๆ ครับ ที่ทำให้มัน fix กับมมุมองของคนดูมากกว่า นอกนั้น เรื่องอื่นๆ ก็คล้ายๆ กันครับ ไม่ได้แตกต่างกัน 

ในแง่ของการตัดต่อล่ะ ในแง่ของ concentration ของคนที่ดูหนังกับคนที่ดูสตรีมมิ่งอาจจะ… การจดจ่ออยู่กับภาพยนตร์บนจอใหญ่กับจอเล็กของคนดูมันส่งผลต่อการตัดต่อและการเล่าเรื่องขนาดไหน

โดม: จริงๆ มันมีนะครับ แต่โดยส่วนตัวผมจะพยายามไม่ให้มันแตกต่างกัน หมายความว่าเมื่อเราทำทีวี เราก็อยากจะ… ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตาเล่าๆๆๆๆ อะไรอย่างนี้ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราดูถูกคนดูทีวีนะ ผมว่าเขาก็อาจจะต้องการความรู้สึกเหมือนกับดูจอภาพยนตร์น่ะครับ ผมว่าคนดูทีวีเขาอาจจะตั้งใจดูก็ได้นะครับ เหมือนกับตอนสี่ทุ่มเราปิดไฟในห้องนอน มืดหมดเลย มีทีวีอยู่ในบ้าน และเราก็นั่งดูมัน ผมยังเชื่อว่าถึงแม้ว่ามันจะต่างกันก็จริง เพียงแต่ว่าแต่เราก็อยากจะ treat คนดูเหมือนๆ กัน ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำให้มันต่างกันเท่าไหร่ ก็อาจจะมีช่วงอ้อยอิ่งบ้าง มีภาษาภาพ ไม่ได้รีบมาก ให้คนดูได้รับรู้ความรู้สึก อะไรแบบนี้ ก็พยายามอยู่ ให้ใกล้เคียงกันครับ 

อย่างคุณโดมก็เคยกำกับหนังเกี่ยวกับความเชื่อมาบ้าง พอมาทำซีรีส์นี้ มีความรู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นมาในด้านไหนบ้าง และน้องเจนนิษฐ์เองในแง่การแสดงของเรา พอมาถึงเรื่องนี้ เราเติบโตไปในทิศทางไหนบ้าง

โดม: ในส่วนตัวของผมก็ ผมว่าผมทำแต่ละงานมันก็จะรู้สึกโตขึ้นอยู่แล้ว หมายถึงว่าเราก็จะเจอโจทย์ใหม่ๆ หรือปัญหาใหม่ๆ ที่เราต้องดีลกับมัน อะไรอย่างนี้ แล้วก็… มันก็เป็นหนังที่เหมือนกับว่าเรื่องก็ค่อนข้างโตขึ้นนะครับ มันเป็นเรื่องที่ซีเรียสขึ้น เป็นเรื่องดราม่าเกี่ยวกับพ่อลูก มีเรื่องความรู้สึกของคนที่โดนกดทับ มีความรู้สึกต้องดิ้นรน มันก็ทำให้เราในฐานะผู้กำกับต้องศึกษา เรียนรู้ และไปกับตัวละครที่โตขึ้นโดยปริยาย

เจนนิษฐ์: ส่วนของหนูก็ จริงๆ การแสดงก็ค่อนข้างแตกต่างจากเรื่องที่เคยทำมา ก็เป็นภาพใหม่ๆ และเป็นการทะลุ การทำลายขีดจำกัดของตัวเองไปอีกในการใช้ร่างกาย การใช้เสียงที่ค่อนข้างยาก แต่ว่าก็รู้สึกที่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ก็อยากให้ทุกคนได้ดู 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่ได้ทำงานกับแพลตฟอร์มดูหนังของนานาชาติ ฉะนั้นในมุมมองของการกำกับที่คุณโดมได้เล่าไปเมื่อกี๊ ได้ใส่องค์ประกอบอะไรไปเพิ่มเติมไหม เพื่อตอบโจทย์คนดูทั่วโลก

โดม: ผมว่าอันดับแรก ผมเชื่อว่าในแง่บทภาพยนตร์ที่พี่คงเดชเขียน พอดีผมไม่ได้เขียนเอง จริงๆ ตัวบทค่อนข้างจะสากลนะครับ หมายถึงว่า.. เพราะว่ามันพูดเรื่องที่คนไทยก็เข้าใจ คนเกาหลีก็เข้าใจ คนอินโดนีเซียก็เข้าใจ แม้กระทั่งคนในยุโรปก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ในแง่สคริปต์ ในแง่คอนเซ็ปต์ มันพูดเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น หนังมันก็ถูกเล่า ถูกทำโดยธรรมชาติของมัน ไม่ได้มีความพยายามปรุงแต่งอะไรมากนักเพื่อให้คนดูเข้าใจอะไรอย่างนี้ เพราะเราเชื่อว่าในแง่บทเองมันค่อนข้างเป็นสากลอยู่แล้ว

ในระหว่างการถ่ายทำมีโมเมนต์อะไรที่รู้สึกว่าน่ากลัวบ้างไหม

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู จริงๆ ถ้าส่วนซีนที่หนูถ่ายเอง ส่วนตัวไม่ได้คิดว่าน่ากลัวขนาดนั้น อาจจะเพราะเวลาถ่ายมีทีมงานค่อนข้างเยอะ แต่ก็จะมีซีนที่จินตนาการไปเองเหมือนกัน เวลาเรายืนอยู่เฉยๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเองคนเดียว และคิดว่าหลังประตูบานนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ทีมงาน แต่เป็นอย่างอื่นล่ะ ก็จะหลอนๆ ขึ้นมาหน่อย หนูคิดว่าซีนที่น่ากลัวอาจจะเป็นซีนที่คนอื่นเล่น สำหรับหนูนะคะ มันดูน่ากลัวปนหดหู่ไปด้วยค่ะ 

สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือการตั้งคำถามว่าสำหรับผีกับความจน อะไรน่ากลัวกว่ากัน และทั้งสองคนมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

โดม: เราพยายามไม่บอกส่วนตัวละกันนะครับ มันอาจจะเป็นการชี้นำไปหน่อย แต่บอกความตั้งใจละกันนะครับ ผมว่าหนังมันเล่าเรื่องผีใช่ไหมครับ ก็จริง แต่โอเค สิ่งที่ซ่อนอยู่ ที่หนังพยายามตั้งคำถาม มันก็มีแมสเสจบางอย่างอยู่ คราวนี้ ถ้าถามว่า เรามองมันยังไง ผมว่าเหมือนกับที่หนังมันถามล่ะครับ เรามองมันอย่างตั้งคำถาม โดยที่ยังไม่มีบทสรุปว่าตกลงแล้วสิ่งนี้มันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค หรือผีหรือจนที่น่ากลัวกว่ากัน หรือสิ่งนี้มันช่วยใคร มันเลือกคนช่วยไหม หรือมันยังไง อะไรแบบนี้ มันมีคำถามพวกนี้ที่มันเยอะมาก ในหนังที่แล้วแต่คนที่จะถามถึงมัน ซึ่งผมเองก็คงไม่สามารถที่จะไปบอกได้ว่ามันต้องสรุปแบบนี้นะ เพราะแม้กระทั่งตัวเองยังตั้งคำถามอยู่กับมัน และยังไม่ได้เจอคำตอบว่าตกลงแล้วคำตอบคืออะไร 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็ ความจนกับผีก็แล้วแต่คนนะคะว่าจะกลัวสิ่งไหนมากกว่ากัน แต่สำหรับหนู ก็มีให้เราตั้งตารอดูรีแอ็คชั่นตัวละครว่าถ้าเจอทั้งสองสิ่งพร้อมๆ กัน เขาจะเลือกทางไหน เพราะเขาไม่สามารถเอาชนะทั้งสองสิ่งได้เลย อาจจะสูญเสียหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน อาจจะมานั่งคิดเองเหมือนกันว่าถ้าเราเป็นตัวละครที่ถูกบีบคั้นในสถานการณ์ที่ค่อนข้างมีเวลาน้อย และก็ไม่ได้มีทางเลือกมาก เราจะเลือกชนกับความจน หรือเลือกชนกับผีมากกว่ากัน อะไรแบบนี้ค่ะ อาจจะเปรียบเทียบไม่ได้เนอะว่าผีกับความจนมันมีความน่ากลัวคนละแบบ แต่ละคนก็กลัวไม่เหมือนกันด้วย เลยจะไปโฟกัสที่การตัดสินใจรับมือของแต่ละคนมากกว่าค่ะ

ปกติเจนนิษฐ์เป็นคนที่กลัวผีไหม และการต้องมาเล่นซ๊รีส์เกี่ยวกับตำนาน และวิญญาณลี้ลับ มันยากหรือง่ายกับเราอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็กลัวไม่มาก ในระดับที่ไม่ลบหลู่ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปทำอะไรที่ท้าทาย ล่าท้าผี ก็จะไม่ทำ ก็จะมีมูบ้าง เพื่อความสบายใจ แต่ก็ไม่ได้เชื่อว่ามันจะช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีไว้เผื่อดี ถ้าไม่ได้ผลอะไรก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องน่ากลัว หรือสิ่งที่คิดว่าทำแล้วมีผลไม่ดี ก็จะไม่ทำค่ะ คนรอบตัวค่อนข้างเชื่อเรื่องนี้กัน เราก็เลยมี… อาจจะจริง แต่ก็ย้อนแย้งกับตัวเองในบางที ว่าเชื่อหรือเปล่านะ แต่ว่าในความยากเรื่องการถ่ายทำหนังผีคือด้วยความที่ตัวเองไม่ได้กลัวขนาดนั้น แล้วก็เป็นคนที่กลัวแล้วไม่แสดงออก รีแอคชั่นน้อย ก็อาจจะรู้สึกว่าต้องเพิ่มระดับความกลัว เพราะตัวเจินน่าจะกลัวผีมากกว่าเราด้วย ก็ต้องมีการปรับ และใช้ร่างกายที่แตกต่างจากธรรมชาติที่เราเป็นอยู่ค่ะ 

ในเมื่อทำหนังภาพยนตร์สยองขวัญ ลึกลับ ผีร่วมสมัย คิดว่าในโลกร่วมสมัยอย่างปัจจุบัน ทั้งสองคนมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องเครื่องลางของลัง เรื่องผี เรื่องลึกลับในปัจจุบัน ทั้งในเชิงส่วนตัวและในเชิงสังคม คิดว่าความหมายของเรื่องนี้แตกต่างอย่างไร โดยสรุปคือตัวเองมีทัศนะอย่างไร และในความหมายของสังคมนี้มันแตกต่างไปจากอดีตอย่างไรในการตีความของเราบ้าง

โดม: จริงๆ คือ ถ้าเราพูดเรื่องเครื่องรางของขลัง เรื่องความเชื่อ คล้ายๆ กับว่าเราเขยิบไปว่า เราไม่พูดเรื่องความเชื่อ ถ้าเรามองมันในฐานะว่าเรื่องนี้ทำไมถึงยังคงอยู่กับเรามาขนาดนี้ แล้วก็คนก็รีแอคกับมันเหมือนกัน จริงๆ คือ ไม่ใช่ว่าคนตจว จะเชื่อเรื่องนี้มากกว่าคนกรุงเทพ อันนี้ผมเถียง คือรู้สึกว่าจริงๆ แล้วคนในเมือง คนกรูเทพ นี่ยิ่งกว่า… หรือคุณยิ่งเป็นมหาเศรษฐี คุณยิ่ง… แทนที่มันจะแบ่บ… ยิ่งบางคนเป็นดร มีการศึกษามาก กลับเชื่อเรื่องนี้ แต่อีกมุมหนึ่งก็ยังเชื่อเรื่องนี้ ผมกลับสนใจมันในมิตินี้มากกว่าที่จะสนใจมันในมิติเรื่องผี เรื่องสิ่งที่เรามองไม่เห็น ลึกลับ อะไรแบบนี้ ผมตีความมันในมุมนี้มากกว่าที่ผมสนใจ เลยพยายามจะเล่าหนังออกมา ตั้งคำถามที่ผมสนใจ แต่ก็ยังไม่เจอคำตอบ ก็คงต้องถามต่อไปนั่นแหละ ว่ามันเป็นเพราะสิ่งไหนวะที่ตกลงมันช่วยจริงไหมว่า หรือมันไม่ได้ช่วยเราเลยวะ หรือว่าเขาโชคดีวะ มันแมตช์กันพอดีเลย เขาเรียกว่าอะไรนะ เคมีตรงกัน ของก็เลยเหมือน… แต่ทำไมเราไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสิ่งเหล่านี้เลยวะ ไม่ว่าเราจะเป็นคนดีแค่ไหน เราทุ่มเททั้งหมดในชีวิตเราแค่ไหน อะไรอย่างนี้ มันเป็นคำถามที่เรามองเรื่องแบบนี้มากกว่า เรามองความเชื่อความศรัทธาในมิติที่มันเกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับมนุษย์มากกว่า แต่ว่าทำไมเราถึงไม่เคยปฏิเสธมันเลยล่ะ ในเมื่อเราไม่เชื่อมัน และมันไม่เคยช่วยอะไรเราเลย ก็ไม่ปฏิเสธ โดยส่วนตัวก็ยังไม่ปฏิเสะ มันก็ยังคงเป็นความสับสนอลหม่านอยู่ เหมือนหนังนะครับ หนังมันก็พยายามตั้งคำถามอยู่ เพียงแต่ว่ามันยังไม่มีจุดจบว่าเรื่องนี้มันควรจะตอบว่ายังไงกันแน่ 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู หนูขอตอบว่าด้วยความร่วมสมัยนี่ล่ะค่ะ มันทำให้ความเชื่อนี้มัน spread ไปได้ไกลขึ้น เพิ่มมากขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะอยากรู้อะไรก็เข้าอินเทอร์เน็ตก็เจอได้เลย อันนี้ช่วยเรื่องอะไร สามารถหาสิ่งที่ช่วยเรื่องนี้ได้จากแหล่งไหนบ้าง แล้วพอมีช่องทางออนไลน์ การซื้อขาย กลายเป็นว่าง่ายขึ้นมากๆ เลย ต่างจังหวัดต่างประเทศก็ส่งง่ายขึ้น พอมันซื้อได้ง่ายขึ้น คนก็ต้องการซื้อมากขึ้น ก็มีการผลิตพวกนี้มากขึ้น ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้หายไปไหน แล้วก็รู้สึกว่ามีการพูดถึงมากขึ้นด้วยซ้ำค่ะ เมื่อก่อนอาจจะเป็นแค่เซียนพระ หรือคนต่างจังหวัด พอตอนนี้กลายเป็นว่านักศึกษา คนธรรมดา ทุกคนก็มีเครื่องรางของขลังที่หาได้ง่ายขึ้น จับต้องได้มากขึ้น ก็เลยคิดว่าตัวที่ เทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความร่วมสมัย ทำให้ความคงอยู่ของความเชื่อพวกนี้มันไปต่อได้ 

คิดว่าในเรื่องนี้ทุกคนจะได้เห็นมุมใหม่ๆ ของคุณเจนนิษฐ์ในฐานะนักแสดงอย่างไรบ้าง

เจนนิษฐ์: แน่นอนว่ามันค่อนข้างแตกต่างจากภาพที่… ซีนจากเรื่องก่อนๆ จะเป็นซีนการใช้ชีวิตของวัยรุ่นทั่วๆ ไป แต่ภาพในเรื่องนี้จะค่อนข้างเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง มีเทคนิค มีเรื่องผี มีการแสดงที่ยากขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น ก็แน่นอนว่าทุกคนเห็นน่าจะสลัดภาพเดิมออกไปได้

ในฐานะคนทำผลงาน ย่อมมีความคาดหวัง นอกเหนือจากการให้คนตั้งคำถามกับหนังที่เราสื่อออกไปแล้ว มันมีความคาดหวังให้คนได้แมสเสจ หรือดูจบแล้วได้ข้อคิดอะไรจากหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษบ้างไหม 

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู แมสเสจที่หนูชอบมากๆ หลังจากดูเรื่องนี้ก็คือ ทำไมความต้องการของขลังมันยังคงมีสูงอยู่ ทั้งๆ ที่ประเทศหรือกาลเวลาทำให้เราพัฒนา ทุกคนเก่งขึ้น มีการศึกษาที่สูงขึ้น แต่ว่า… หรือว่าทั้งหมดที่เราพยายามมายังไม่ทำให้เราประสบความสำเร็จเหมือนเราคาดหวัง คือพยายามเยอะ เหนื่อยแค่ไหนก็ยังไปถึงจุดนั้นไม่ได้สักที หรือเราพยายามจะหลุดพ้นจากความลำบาก ความยากจน ที่ใช้แรงกายไม่พอ เลยต้องใช้ความเชื่อจากสิ่งเหนือธรรมชาติมาช่วยเราตรงนี้ หรือว่าเราอยากได้ทางลัดหรือได้สิ่งที่เร็วกว่าคนอื่น เพื่อจะชนะและไปต่อในจุดที่สูงกว่า 

โดม: จริงๆ แล้วคล้ายๆ กันนะผมว่า แต่ว่าโดยส่วนตัวก็คืออยากให้คนดูได้ดูหนังดูตัวละคร ทั้งน้องเจนนิษฐ์ ทั้งพี่ต้นที่เล่นนะครับ ดูมันแบบสะเทือนใจ สะเทือนอารมณ์ หรือน่ากลัวไปกับหนัง อันนี้คือความคาดหวังสูงสุด ส่วนใครจะได้แมสเสจแค่ไหน หรือไม่ได้ ก็ไม่ผิดอะไร อันนี้แล้วแต่ว่าคนดูจะเทคมันยังไง อะไรแบบนี้ครับ แต่อันดับแรกก็คงดูแล้วสะเทือนใจ ลุ้นไปตามตัวละครที่เขาประสบเรื่องราวต่างๆ 

สำหรับใครที่กลัวหรือไม่กล้าดูหนังสยองขวัญ แต่อยากดูซีรีส์เรื่องนี้ น้องเจนนิษฐ์มีทริกแนะนำตอนดูบ้างไหม

เจนนิษฐ์: หนูว่าแน่นอนนะคะ เป็นหลายคน เหมือนเวลากินเผ็ด มันทรมาน แต่ก็กิน ดูหนังผีคือกลัว แต่ก็ชอบดู มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถหาได้จากสิ่งอื่น ทั้งตื่นเต้นและอะไรอย่างนี้ คนส่วนใหญ่ที่กลัวผีคงไม่กล้าดูคนเดียวมั้งคะ ก็หาเพื่อนค่ะ ถ้าดูตอนกลางคืนไม่ไหว ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้บังคับ ก็ดูตอนกลางวันได้ หรือมีที่พึ่งทางจิตใจ เอามาไว้ข้างตัว ก็ได้เหมือนกันนะคะ มีเพื่อนดูก็ค่อนข้างสนุกกว่า มีคนรีแอคชั่นร่วมไปกับเรา กรี๊ดไปพร้อมกัน เพื่อนหนูบางคนจะชอบจิกเพื่อนข้างๆ จริงๆ ก็ไม่ดีนะคะ แต่ก็มีที่พึ่งทางจิตใจ

อยากให้เจนนิษฐ์ย้อนกลับไปความรู้สึกตอนแรกที่อ่านบท รู้สึกยังไงกับเจิน

เจนนิษฐ์: รู้สึกว่าน่าสงสาร รู้สึกว่าเขาไม่ได้เลือกที่จะต้องมาป่วย ไม่ได้เลือกที่จะเกิดมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ดี ไม่ได้เลือกที่จะมาประสบกับเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำ แล้วก็มีแต่เรื่องไม่ดีเข้ามาในชีวิต รู้สึกว่าเป็นตัวละครที่ไม่มีสิทธิเลือกอะไรเลย แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย ด้วยความที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของตัวเองด้วย ก็รู้สึกว่าสงสาร เพราะเราอยู่ในจุดที่เราไม่เคยลำบากอย่างเขา ไม่ได้ป่วย ได้ออกมาใช้ชีวิต เลยรู้สึกสงสาร แล้วพออ่านบทจบ ก็ยิ่งสงสารครอบครัวนี้เหมือนกัน ว่าอยู่ภายใต้สิ่งที่ครอบเขาไว้ให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้

ในโปรเจ็กต์ Folklore มีทั้งหมด 6 ประเทศ ในฐานะของการเป็นตัวแทนของประเทศไทย ทั้งสองท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง และอยากฝากอะไรถึงคนไทยเกี่ยวกับตอนของตัวเองด้วยก็ได้ และตอนของประเทศอื่นด้วยก็ได้

โดม: ก่อนอื่นก็รู้สึกยินดีครับที่ได้ร่วมโปรเจ็กต์นี้ เราได้เล่าเรื่องแบบที่เราอยากเล่า มีแมสเสจที่เราอยากจะถาม มีหนังที่เราอยากส่งสารไปถึงคนดู แล้วก็ส่วนอื่นๆ ก็ ประเทศอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจเหมือนกัน จริงๆ ผมอยากดูของอินโดนีเซีย ก็น่าสนใจมาก หนังสยองขวัญของอินโดก็สุดยอดไม่แพ้เรานะฮะ อย่างของญป ก็น่าดู ผู้กำกับเป็นผู้หญิง เป็นนักแสดงเก่าด้วย ในแต่ละเรื่อง แต่ละประเทศค่อนข้างมีความหลากหลาย ทั้งในแง่เรื่องราว ผู้กำกับ นักแสดง ก็คิดว่าอยากให้ทุกคนได้ดูของทุกประเทศเลย น่าจะสมบูรณ์แบบตามที่โปรเจ็กต์ที่เขาคิดขึ้นมา จะได้ตามโปรเจ็กต์ Folklore ที่เค้าคิดขึ้นมา ดูเรียงตั้งแต่ 1- สุดท้ายเลย อันนี้น่าจะได้ความรู้สึกที่เห็นมิติอะไรหลายๆ อย่าง

เจนนิษฐ์: สำหรับหนูก็รู้สึกว่านั่นล่ะค่ะ เวลาเราดูหนังจากหลายๆ ประเทศก็จะมีกลิ่น มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันที่เราต้องการ แบบว่าแบบนี้รู้เลยว่ามาจากประเทศไทย แบบนี้มาจากอินโดนีเซีย มาจากญี่ปุ่น ไต้หวัน แต่โดยรวมแล้ว สุดท้ายก็จะมีบางสิ่งที่ common และลิงก์กันได้ ทำให้เรารู้สึกว่ามีครบรส ทั้งแตกต่างและเหมือนกัน รวมถึงการได้ร่วมงานกับ hbo go ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ และเป็นโอกาสดีด้วยที่คนจะได้ดูการแสดงของหนูเยอะขึ้นในต่างประเทศด้วย รวมถึงได้ดูวัฒนธรรมและสิ่งที่มีความเป็นไทยมากขึ้นด้วย

ถามเจนนิษฐ์ว่าก่อนหน้านี้เราพูดถึงว่ามันมีประเด็นเรื่องเวลาขึ้นมาที่อาจจะเป็นความท้าทายระหว่างถ่ายทำ นอกจากนั้น มันจะมีความท้าทายอื่นด้วยไหมที่ประสบเจอระหว่างการถ่ายทำ 

เจนนิษฐ์: หนูว่าส่วนตัวคนแสดงทุกคนคงจะเป็นล่ะค่ะ คืออยากทำผลงานให้ออกมาดีขึ้นเรื่อยๆ คือน่าจะเป็นกันหลายคนเวลาย้อนไปดูงานตัวเอง จะจับผิด และรู้สึกว่ามันน่าจะดีกว่านี้ รู้สึกอยากกลับไปแก้ไข ก็ไม่ควรไปจมอยู่กับมัน เพราะมันเป็นบทเรียนที่มันผ่านมาแล้ว และเราได้เรียนรู้ที่เราอยากจะทำให้ดีขึ้น เราจะไม่พลาดแบบนี้อีกในเรื่องต่อๆ ไป มันก็จะเป็นความกดดันแบบส่วนตัว ไม่ใช่เชิงลบ แต่เป็นความมุ่งมั่นแบบอยากทำให้ดีขึ้นมากกว่า

ถามโดมให้ช่วยแชร์ประสบการณ์การทำงานกับคุณคงเดช ผู้เขียนบท และในฐานะที่เขาเป็นผู้กำกับด้วย เขาได้มีคำแนะนำอะไรกับคุณโดมไหมในการทำหนังเรื่องนี้

โดม: ผมเป็นแฟนหนังพี่คงเดชมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ติดตามตั้งแต่สมัยเรียนภาพยนตร์ และเป็นแฟนหนังแกด้วย ก็มีความรู้สึกดีใจ ยินดีที่ได้แกมาเขียนบทให้ อะไรแบบนี้ และเราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากบทที่แกเขียน หมายถึงว่าในแง่ของพี่คงเดช แกคงไม่ได้มาแนะนำอะไรเราเป็นกิจจะลักษณะนะครับ เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องของการที่แกทำผลงานแล้วเราอ่านบทแล้วได้ศึกษาผ่านตัวหนังสือ ผ่านวิธีการที่แกคิดมากกว่า และดูจากสิ่งที่แกเคยทำมา มันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราส่วนหนึ่งอยู่แล้วในการมาทำหนัง ก็เลยรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมงานกับแกน่ะครับ 

ในตัว fact sheet มีการพูดถึงว่าผีหรือความจนมันน่ากลัวกว่ากัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวแทนของประเทศไทยสำหรับซีรีส์นี้ ก็รู้กันอยู่แล้วว่าประเทศไทยนี่ความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ขอถามทัศนะจากทั้งสองคน ในการทำภาพยนตร์ประเด็นนี้ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแบบนี้ มองความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยอย่างไร มีทัศนคติกับเรื่องนี้อย่างไร

เจนนิษฐ์: สำหรับหนู รู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่ยังไงก็ไม่สามารถหมดไปได้แบบ 100% ไมว่าจะที่ไหนก็ตาม แต่มันทำได้แค่ลดลง ให้มันน้อยลง หรือว่า… ไม่ได้เหลื่อมล้ำจนรู้สึกว่าน่าเกลียดน่ะฮะ มันลดลงให้ได้อยู่ในระดับที่คนอยยู่ในระดับด้อยกว่าได้รับ facility ที่ควรได้รับ แน่นอนว่าคนเราแตกต่างกัน มีความสามารถต่างมัน มันต้องมีคนเก่งกว่า ได้มากกว่า มันไม่มีทางที่มนุษย์จะเป็นแบบ utopia ที่ทุกคนเท่าเทียม แค่เราเกิดมา ทุกคนก็แตกต่างกันอยู่แล้ว ความสามารถ ถนัดไม่เหมือนกัน เราหลีกหนีความเหลื่อมล้ำไม่ได้ มนุษย์มันเปรียบเทียบกันเสมอ คิดว่าถ้าทำได้ ก็อยากจะลดความเหลื่อมล้ำให้ได้มากที่สุด ให้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ใช่ดิ้นรนหาด้วยตัวเอง สามารถได้รับสิ่งที่ควรจะได้มากกว่านี้ แต่คงไม่สามารถหนีพ้นได้จริงๆ

โดม: ส่วนตัวคิดว่า ยิ่งอันนี้คิดต่อจากเจนนิษฐ์พูดนะ ยิ่งถ้าคิดว่ามันเป็นเรืองธรรมชาติ มัน… เราก็ต้องยิ่งไม่ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นใช่ไหม โอเค คนเราเลวโดยธรรมชาติ งั้นเราก็เป็นคนเลวกันเถอะ เพราะฉะนั้น คิดแบบนั้นมันก็คง… โอเค ความเหลื่อมล้ำมันเป็นเรื่องธรรมชาติก็จริง แต่ในฐานะที่เราอยู่ในสังคมเดียวกัน มันก็คงต้องชวนกันคิดมั้งฮะว่า ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ มันมีหนทางอะไรที่จะแก้ไขมัน บรรเทามัน หรืออย่างน้อยทำให้ไอ้ความไม่เท่ากันมันยุติธรรม หมายถึงต้องยุติธรรมด้วยนะ มันอาจจะไม่ต้องเท่ากันทุกคน แต่มันยุติธรรมสำหรับเขา อะไรแบบนี้ ผมแค่รู้สึกว่า มันเป็นมุมมองของผมมากกว่า ยิ่งบอกว่ามันเป็นธรรมชาติของทุนนิยม เป็นธรรมชาติของโลกนี้ มันก็… แล้วคุณจะปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติอย่างนี้เหรอ มนุษย์ก็ควรตั้งคำถามเหมือนกัน เราจะจัดการมันไหม อย่างน้อยก็ช่วยกันนิดๆ หน่อยๆ กลับมาที่หนัง มันก็ยัง…​พูดในแง่มิติของความเชื่อ หนังมันก็… มันไปไกลตรงที่หนังก็ตั้งคำถามใหญ่เลย ซึ่งก็ยังไม่มีคำตอบนะครับว่าตกลงแล้วมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ที่ทำให้คนคนหนึ่งมันดีกว่าคนคนหนึ่ง คนคนหนึ่งแย่กว่าคนคนหนึ่ง คนคนหนึ่งได้รับสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่ขอเหมือนกัน ศรัทธาในสิ่งที่เหมือนกัน ไม่รู้สิ มันอาจจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเรามาก เราเลยตั้งคำถามอยู่ มันอาจจะเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้าง เรื่องพระเจ้า จักรวาล อะไรหรือเปล่า อันนี้ฮะที่หนังเรื่องนี้พยายามตั้งคำถามอยู่ 

ด้วยความที่เรื่องนี้จะพูดเรื่องของขลัง อยากรู้ว่าทั้งสองท่านเชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรือไม่ อย่างไร 

เจนนิษฐ์: ส่วนตัวจะได้ยินมาเรื่องไสยศาสตร์ ทางฝั่งแม่จะเป็นคนต่างจังหวัด จะได้ยินมา ครอบครัวอยู่เพชรบูรณ์ อีสาน เรื่องนี้จัดเต็มมากเลย คนที่มีวิชาอาคมมาจากเขมรบ้าง ลาวบ้าง มีการไล่เนรเทศคนที่คิดว่าเป็นปอบยังมีเลยค่ะ แค่สองรุ่นขึ้นไปจากหนูก็ยังมีอยู่ แต่ว่าเรื่องเครื่องรางของขลัง ก็จะมาเป็นฝั่งพ่อแทน จะอยู่ในวงการเช่าพระ ก็จะมีให้ใส่ตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ไม่ได้แสดงเนอะ ไปโรงเรียนเฉยๆ ก็จะต้องใส่พระสักหนึ่งองค์ติดตัวตลอด แม่ก็จะเรียกได้ว่าเห็นสิ่งลี้ลับด้วย เราก็รู้สึกว่าเป็นความเชื่อที่กึ่งๆ ย้อนแย้งในตัว ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ขนาดนั้น และผลลัพธ์เวลามีเรื่องดีๆ เข้ามาเราตอบไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะของขลังจริงๆ หรือมันเป็นที่ดวงของเรา หรือความบังเอิญ หรือความสามารถ เวลามีคนมาถาม เพราะเขารู้สึกว่าหนูมีของสายมูเยอะว่าอันไหนเวิร์คๆ ดีๆ บ้าง หนูก็ตอบไม่ได้ห่รอก มีหลายอย่าง แต่ไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้ได้ดี อาจะจเป็นที่ดวงหรือความสามารถ เราก็ไม่สามารถตอบได้ บอกได้แค่ว่ามีไว้เพื่อความสบายใจ ก็เลยคิดว่าเป็นความเชื่อว่าอะไรที่ไม่มีผลเสียภายหลัง ไม่ใช่ของสายดำ สายเทา เป็นเพื่อความสบายใจ ทำให้เราคิดบวก ก็มีไว้ ไม่เสียหาย ถ้าไม่ได้ผล ก็ไม่ได้คิดว่าจะแย่อะไร

โดม: ผม 50-50 มากกว่าครับ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ไหว้หมด ปากบอกไม่เชื่อแต่ไหว้หมดนะ 

มีซีนไหนที่รู้สึกว่าเป็นซีนยากมากๆ หรือเป็นซีนที่เป็นความทรงจำ ไม่อยากให้ใครพลาดเลย มีเป็นพิเศษไหม

เจนนิษฐ์: อาจจะดูไม่มีอะไร แต่ซีนที่ยากที่สุดสำหรับหนูคือซีนกรี๊ด เพราะว่าปกติไม่ใช่เป็นคนเสียงที่… เป็นสิ่งที่มีติดตัวแต่ละคนเนอะ การกรี๊ดที่เราเคยเห็นแบบ clearly ที่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกคน หนูก็คือรู้สึกว่าซีนนั้นยากลำบากที่สุดแล้ว เพราะมันฝืนธรรมชาติที่มีมาคือเสียงแหบ 

โดม: เอาจริงเป็นซีนท้ายๆ ของหนังครับ แต่ยังสปอยล์ไม่ได้ เขาสั่งมาว่าห้ามเล่าให้ฟัง แต่ก็เป็นเรื่องที่นักแสดงทุกคน ทั้งตัวเจินเองก็ค่อนข้างดูแล้วโอ้โห… น่าจะแปลกไปเลยเนอะ ทุกคนอาจจะไม่เคยเห็นเจนนิษฐ์เล่นในมุมนี้ ก็อยากให้ติดตาม

ความประทับใจซึ่งกันและกันในการร่วมงานกันครั้งนี้

โดม: ก่อนอื่นผมก็… เช่นกันฮะ จริงๆ แล้วเจนนิษฐ์เล่น Where We Belong ก่อนหน้านี้ แล้วก็รู้สึกว่าน้องเล่นดีมาก เป็นคนหัวไว ฉลาด พอได้ร่วมงานก็รู้สึกยินดี ไม่ผิดหวัง น้องทำได้ดีก็มีความประทับใจ และเราก็ได้หนังที่ค่อนข้างโอเค เมื่อผลงานมันเสดออกมาแล้ว เมื่อทีมได้ดูกัน ก็ค่อนข้างแฮ้ปปี้ครับ

เจนนิษฐ์: พี่โดมให้อิสระในการเล่นมาก ให้หนูลองเล่น ถ้าโอเคก็เล่นต่อ ถ้าอะไรที่รู้สึกขาด พี่โดมก็จะเติมให้ เราก็จะพัฒนาไป จริงๆ ก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะมาร่วมงานก็รู้สึกว่าพี่โดม ด้วยลุคน่าจะเป็นคนจริงจัง ซีเรียส ดุกว่าพี่เดชนิดหน่อย หนูไม่ได้กลัวนะคะ หนูไม่ได้กลัวคนดุ แต่มันจะมีความรู้สึกอยากชนะ ถ้าเราสามารถทำให้คนที่ดูซีเรียสชื่นชมเราได้ เราจะคอมพลีต แต่ปรากฏว่าพี่โดมไม่ดุค่ะ