Doctor Sleep: คุณกล้าที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตไหม?

Come play with us, Danny!

Doctor Sleep (2019) เป็นเรื่องราวของหนูน้อยแดนนี่ ตัวละครเอกจากภาพยนตร์เรื่อง The Shining (1980) ที่เติบโตมาพร้อมกับอดีตอันลืมไม่ลงที่เขาได้ประสบครั้งที่ตามติดผู้เป็นบิดาไปทำงานที่ Hotel Overlook กลางหุบเขา

ในฐานะที่เราเติบโตมาพร้อมกับฉากอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ จากการรังสรรค์ของ Stanley Kubrick ในครั้งนั้น เราอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะรับรู้เรื่องราวของหนูน้อยแดนนี่หลังจากที่เขาและมารดาหนีออกมาจากโรงแรมผีสิงแห่งนั้นได้ และเมื่อเราได้รู้ว่า ผู้ที่จะมาสานต่อตำนานโรงแรมผีสิงนี้คือ Mike Flanagan (ผู้กำกับและเขียนบทจาก The Haunting of Hill House) เราเองก็อดตื่นเต้นและคาดหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้สูงมากไม่ได้จริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็แอบเผื่อใจไว้นิดๆ เพราะการรังสรรค์ภาคต่อภาพยนตร์ในตำนานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ดังนั้น เราจึงเดินเข้าโรงภาพยนตร์ไปด้วยอาการก้ำๆ กึ่งๆ ภายในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยวน แม็กเกรเกอร์ รับบทเป็นหนูน้อยแดนนี่ในวัยกลางคน ผู้มีอาการติดเหล้าจากอดีตอันน่าสะพรึงที่ตามมาหลอกหลอนเขา ไคลี่ เคอร์รัน รับบทเป็นแอบบรา สาวน้อยผู้มี shining แบบเขา ผู้มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน และรีเบคก้า เฟอร์กูสัน รับบทเป็นโรส ตัวแปรสำคัญที่ดำเนินเรื่องราวหลังในภาคต่อนี้

ส่วนตัว เรายอมรับเรื่องการเขียนบทของ Doctor Sleep ว่าสามารถสานต่อเรื่องราวได้ค่อนข้างน่าประทับใจ (ถึงเราจะแอบเอ๊ะ! กับบทของโรสและผองเพื่อนของเธอบ้างนิดหน่อยก็ตาม) เมื่อเทียบกับบทของ The Shining เพราะในส่วนที่เราติดใจที่สุดคือ tagline ของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่บอกว่า ‘DARE TO GO BACK’

ซึ่งการเดินทางของแดนนี่เพื่อกลับไปหาอดีตอันน่าสะพรึงกลัวของตัวเอง อันส่งผลมาให้เขากลายเป็นคนติดเหล้าและชีวิตพังในวันนี้นั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ‘ถ้าเป็นเรา เราจะกล้ากลับไป ณ จุดนั้นอีกครั้งไหม’

และเมื่อแดนนี่เดินทางไปถึง Hotel Overlook เพื่อจัดการปิด unfinished business หรือความทรงจำอันค้างคาจากวัยเยาว์ของเขา เราก็คิดว่า ทั้งบท การกำกับ และลูกเล่นต่างๆ ที่ผู้กำกับใส่เข้ามาเพื่อให้เคารพต้นฉบับ The Shining ดั้งเดิมนั้น ก็ทำได้ดีมากเลยทีเดียว ทั้งในแง่ของการตอบคำถามในใจของทั้งเรา และแดนนี่ รวมไปถึงการดำเนินเรื่องหลักของ Doctor Sleep ได้อย่างกลมกล่อม

เราได้ยินบางกระแสที่ตั้งคำถามกับการดำรงอยู่ของโรสและผองเพื่อน แต่ถ้าไม่นับเรื่องนั้น ส่วนตัวเราว่า Doctor Sleep เป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่ทำได้ดีมาก (ถึงมากที่สุด) ใครที่เป็นแฟน The Shining มาก่อน ก็คงจะมีความสุขกับหลายต่อหลายฉากที่ชวนย้อนระลึกถึงภาพยนตร์ต้นฉบับ ในขณะที่ใครที่ไม่ใช่แฟนภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็สามารถเอนจอยไปกับเนื้อเรื่องได้แบบเพลินๆ

Doctor Sleep ลางนรก เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

ส่องภาพ 3 นักแสดงไทย “มาร์ช-บีม-แพต” ส่งตรงจากฮอลลีวูด!
นำ “เคว้ง” ซีรีส์ไทยเรื่องแรกของ Netflix บุกงาน Emmy Awards 2019

เรียกได้ว่าไม่ทำให้แฟนๆ ชาวไทยผิดหวัง สำหรับ 3 นักแสดง มาร์ช-จุฑาวุฒิ, บีม-ปภังกร และแพต-ชญานิษฐ์ ที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ Emmy Awards ครั้งที่ 72 งานประกาศรางวัลในแวดวงโทรทัศน์ระดับโลก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทบไหล่ดาราและทีมงานระดับโลกของฮอลลีวูด อาทิ นักแสดงหนุ่มหน้าหล่อ Luke Eisner (จากภาพยนตร์ Tall Girl) รวมถึง Charlie Brooker (ผู้สร้างและเขียนบท) Annabel Jones (โปรดิวเซอร์) เรื่อง Black Mirror: Bandersnatch ที่เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนนักแสดงนำจากซีรีส์ “เคว้ง” (The Stranded) ออริจินัลซีรีส์ไทยเรื่องแรกของ Netflix ซึ่งทั้ง 3 คนถือเป็นนักแสดงไทยกลุ่มแรกที่เข้าร่วมงานนี้อีกด้วย แต่ละคนมาในลุคที่ปังสุดๆ เรียกแสงแฟลชจากช่างภาพได้ไม่แพ้ดาราฮอลลีวูดเลยทีเดียว งานนี้ใครเป็นใครกันบ้าง ไปชมภาพจากงานกันเลย!

Game of Thrones กวาดรางวัล ซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม จากงานประกาศรางวัล Emmy Awards 2019

Emmy Awards เป็นการประกาศรางวัลรายการทางโทรศัพท์และทางออนไลน์ ซึ่งจะเทียบเท่ากันรางวัลออสการ์ของทางฝั่งภาพยนตร์กันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นรางวัลที่ถูกจัดขึ้นโดย สถาบันศิลปะและวิชาการทางโทรทัศน์ (Academy of Television Arts and Sciences – ATAS) และจัดต่อเนื่องเป็นเวลา 72 ปีแล้ว ซึ่งรายการที่มีโอกาสได้เข้าชิงรางวัลนี้มีจำนวนมาก แถมยังแยกย่อยเป็นซีรีส์อีกหลากหลายประเภท

และแน่นอนว่ารางวัลซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยมตกเป็นของ Game of Thrones เป็นไปตามที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ ซึ่งในปี 2018 ซีรีส์เรื่องนี้ก็ได้รางวัลซีรีส์ดราม่ายอดไปเยี่ยมไปแล้ว ในปีนี้พวกเขาก็ได้รางวัลนี้ไปครอบครองอีกครั้ง และในปีนี้ Game of Thrones ได้ทำสถิติชื่อเข้าชิงรางวัลถึง 32 รางวัล นับว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของรางวัล Emmy Awards เลยทีเดียว

Cr. nytimes.com

แนะนำรายการทำอาหารใน Netflix ที่สายกินทุกคนต้องดู!

การมาของ Netflix ไม่ได้มาพร้อมกับซีรีส์หนังชื่อดังเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมาพร้อมกับรายการดีๆ อีกหลากหลายรายการ ซึ่งรายการเกี่ยวกับการทำอาหารเอง จัดเป็นหนึ่งในรายการยอดนิยม ที่ขอแค่เรามี Netflix เราก็สามารถดูรายการพวกนี้ได้ทันที

ความพิเศษของรายการทำอาหารของช่อง Netflix ก็คือ ความหลากหลายของอาหาร วัฒนธรรม และการแข่งขันในระดับโลก แน่นอนว่าในประเทศไทยเองก็มีรายการเกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย และก็มีหลายๆ รายการที่สนุกไม่แพ้กัน แต่ถ้าพูดถึงความหลากหลายแล้ว Netflix แสดงให้เห็นจุดเด่นนี้อย่างชัดเจน และสามารถตอบสนองเหล่าผู้คนที่ชอบรายการทำอาหารได้เป็นอย่างดี

The Big Family Cooking Showdown

The Big Family Cooking Showdown เป็นรายการทำอาหารบน Netflix ที่ตัวผู้เขียนชอบมากๆ มันเป็นรายการเกี่ยวกับการแข่งขันทำอาหาร ที่จะหยิบเอาครอบครัวของผู้แข่งขัน มาแข่งทำอาหารด้วยกัน

โดย The Big Family Cooking Showdown จะหยิบ 16 ครอบครัวมาแข่งทำอาหารในหัวข้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มื้ออาหารราคา 10 ปอนด์ , มื้ออาหารประจำบ้านและของหวาน , และมื้ออาหารที่จะทำให้เพื่อนบ้านประทับใจ โดยผู้ชนะจะมีเพียงหนึ่งครอบครัวเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้ The Big Family Cooking Showdown น่าสนใจ คือความอบอุ่นของครอบครัวผู้เข้าแข่งขัน เราจะเห็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในครอบครัว บวกกับหัวข้อการทำอาหาร ที่บ่งบอกความเป็นครอบครัวของเรา มันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง และความหลากหลายของวัฒนธรรม และความอบอุ่นที่ไม่มีรายการทำอาหารรายการไหน ทำได้เสมอเหมือน

Sugar Rush

Sugar Rush เป็นรายการแข่งขันการทำอาหาร ในรูปแบบของขนม ซึ่งมีความเข้มข้นของการแข่งขัน และความคิดสร้างสรรค์สูง ผ่านการจับเวลาอย่างเคร่งครัด และเงินรางวัลการแข่งขัน 10,000 USD สุดล่อตาล่อใจ

การแข่งขันของ Sugar Rush จะทำการแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 รอบ ประกอบไปด้วยการแข่งทำคัพเค้ก, ของหวาน, และเค้ก เป็นรายการสุดท้าย ซึ่งทั้ง 3 หัวข้อจะใช้เวลาชุดเดียวกันในการแข่งขัน นั่นหมายความว่า เราจะต้องแบ่งเวลาให้ดีระหว่างทั้ง 3 หัวข้อ โดยเฉพาะหัวข้อสุดท้าย ซึ่งมันไม่ง่ายเลยที่จะทำออกมาได้สมบูรณ์ หากมีเวลาที่ไม่มากพอ

Nailed It!

Nailed It! เป็นรายการแข่งขันทำขนมอีกหนึ่งรายการบน Netflix ที่ดูโดดเด่นไม่แพ้รายการอื่น โดยหาก Sugar Rush คือการแข่งขันของเหล่ามือโปร Nailed It! ก็คือการแข่งขันการทำขนมเลียนแบบ ของเหล่ามือสมัครเล่น

ในทุกสัปดาห์ Nailed It! จะเชิญคนชอบทำขนมที่มีประสบการณ์การทำขนมที่น้อย จนถึงไม่มีประสบการณ์เลย มาแข่งขันทำขนมเลียนแบบร้านเบเกอรี่ชื่อดังในระดับโลก ที่ผลงานแต่ละอย่าง ยากในระดับมาสเตอร์พีซ ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 10,000 USD

สิ่งที่ Nailed It! มี ก็ความเฮฮาของการแข่งขัน และความตลกของพิธีกรรายการอย่าง นิโคล บายเยอร์ นักแสดงตลกที่ช่วยเพิ่มสีสันให้รายการอย่างมากมาย จัดได้ว่าเป็นรายการแข่งขันทำอาหารที่ดูจบ คุณอาจหายเครียด และอาจทำให้ไม่เจริญอาหารไปพร้อมๆ กัน

Somebody Feed Phil

Somebody Feed Phil เป็นรายการทำอาหาร ที่ไม่มีการแข่งขัน แต่เป็นรายการตะลอนชิมที่จะพาเราไปสัมผัสกับวัฒนธรรมอันหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ผ่านอาหารท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค และในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

Somebody Feed Phil ดำเนินรายการโดย ฟิล โรเซนธาล ผู้สร้างซีรีส์เอเวอรี่บอดี้ เลิฟส์ เรย์มอนด์  โดยฟิล โรเซนธาล จะพาเราบินไปยังเวียดนาม อิสราเอล โปรตุเกส เม็กซิโก และประเทศไทยบ้านเรา เราจะได้เห็นเบื้องลึกเบื้องหลังของอาหารต่างๆ ความเป็นมา และวัฒนธรรมที่น่าหลงไหล ซึ่งแม้อาหารชนิดนั้น จะเป็นอาหารประจำของประเทศเราเองก็ตาม แต่เราอาจจะไม่เห็น หรือรู้จักมันในมุมมองแบบนี้เลยก็ได้

Chef’s Table

Chef’s Table เป็นรายการเกี่ยวกับอาหารในรูปแบบของสารคดี ที่ตัวรายการจะพาเราไปตามติดชีวิตเชฟชื่อดังระดับโลกต่างๆ ผ่านการนำเสนอเรื่องราวด้านของชีวิตส่วนตัว การทำงาน โดยเริ่มตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบัน แรงบัลดาลใจในการสร้างสรรค์อาหาร จบจนปัญหาต่างๆ และความท้าทายสำหรับเชฟชื่อดังที่ต้องพบเจอ ซึ่งมันมากกว่าการทำอาหารให้อร่อย ใครกำลังหาแรงบัลดาบใจดีๆ รายการนี้ไม่ควรพลาดเลย

Cr. mover

The Legend Never Died

การเป็นศิลปินยืนท่ามกลางแสงสปอตไลต์ย่อมถูกจับจ้องเป็นธรรมดา เมื่อไรที่ทำเรื่องผิดพลาดสวนทางกับความคาดหวังของสังคม จงเตรียมรับดราม่าครั้งใหญ่ได้เลย ทว่าปัญหาเหล่านี้กลับทำอะไรผู้ชายที่ชื่อ เลียม กัลลาเกอร์’ ไม่ได้…

เลียม กัลลาเกอร์ อดีตฟรอนต์แมนตัวจี๊ดแห่ง Oasis วงดนตรีที่ได้ชื่อว่ามีแฟนเพลงมากที่สุดในโลก เขาคือชายที่โลกอนุญาตให้ปากหมาได้ตลอดกาล กว่า 20 ปีบนเส้นทางศิลปินเคยผ่านข่าวฉาวมานับไม่ถ้วน วีรกรรมปากกล้า จอมขบถ และเกรียนแบบไม่ไว้หน้าใคร ทำให้เลียมช่วงชิงพื้นที่สื่อทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็เปรียบเสมือนดาบสองคมที่สร้างบาดแผลลึกให้ตัวเอง

นับตั้งแต่ Oasis วงแตกในปี 2009 ชีวิตของร็อกสตาร์คนนี้ฝ่ามรสุมครั้งใหญ่หลายระลอก อาจเพราะแพสชั่น หรือโชคชะตากำหนด ทุกครั้งที่ล้มลง เลียมกลับมายืนตระหง่านได้อีกครั้งเสมอ เรื่องราวเอ็กซ์คลูซีฟต่อไปนี้จะช่วยยืนยันว่าชายปากกล้าวัย 46 ปีคนนี้คือร็อกสตาร์สุดเก๋าที่ดราม่าฆ่าเท่าไร… เขาก็ไม่ตายสักที

ฉายแววร็อกสตาร์ตั้งแต่วัยรุ่น

ออร่าดาราไม่ใช่ของใหม่สำหรับเลียม ตอนอายุ 12 – 13 ปี เขามีฉายาว่า ‘Mr. Cool’ ทุกเช้าจะมีเด็กผู้หญิง 2 – 5 คนมาตะโกนเรียกชื่อหน้าบ้าน “เลียมคะ” เพื่อรอเดินไปโรงเรียนพร้อมกัน เรื่องนี้ พอล กัลลาเกอร์ พี่ชายคนโตยืนยันว่า “ไอ้เลียมเดินกรีดกรายไปโรงเรียนทุกเช้าโดยมีสาวๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง มันแสร้งหงุดหงิด แต่จริงๆ แล้วโคตรภูมิใจในความหล่อของตัวเอง”

ถูกขู่ลักพาตัวในคอนเสิร์ต

ใครจะไปคิดว่าร็อกสตาร์สุดเกรียนคนนี้ จะเคยมีคนใจกล้าขู่ลักพาตัวในงานคอนเสิร์ตใหญ่ที่ Maine Road เมื่อปี 1996 ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องคุ้มกันอย่างแน่นหนา เลียมพูดบนเวทีว่า “ขอมอบเพลง Hello ให้พวกที่จะมาจับกูเรียกค่าไถ่ ไม่ต้องรีบร้อน ใช้เวลาให้เต็มที่” โดยในงานคอนเสิร์ตที่ G-Max ปี 1997 เลียมก็โดนข่มขู่ในลักษณะเดียวกันอีก แต่ก็รอดจนถึงทุกวันนี้

สายการบินประกาศแบนตลอดชีวิต

ปี 1998 สายการบิน Cathay Pacific ประกาศห้าม ‘นายวิลเลียม จอห์น พอล กัลลาเกอร์’ บินโดยสารตลอดชีวิต เนื่องจากทำผิดกฎข้อบังคับการบินและสูบบุหรี่ระหว่างเส้นทางฮ่องกง – ออสเตรเลีย ข่าวใหญ่ระดับนี้ แต่ดูเหมือนเลียมในวัยคึกคะนองจะไม่รู้สึกอะไร เขาตอบกลับสื่อว่า “เออ! กูแม่-งไม่บินไปกับมึงหรอก จะบอกให้นะเด็กๆ กูยอมเดินไปออสเตรเลียว่ะ”

ห้าวมากจนต้องใส่ฟันปลอม

เวลาเห็นเลียมยิ้มยิงฟัน โปรดรู้ไว้ว่าฟันหน้า 2 ซี่นั้นเป็น ‘ฟันปลอม’ แถมใส่มาตั้งแต่อายุ 30 เนื่องจากไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับวัยรุ่นชาวอิตาเลียน 5 คนในบาร์ของโรงแรมที่เยอรมนี งานนี้โดนตำรวจรวบตัว ต้องจ่ายค่าประกันจำนวน 64,000 ปอนด์ แถมฟันยังหักอีกหลายซี่ ‘โนล’ พี่ชายที่แสนดี บอกเพียงว่า “ฟันมันหักหรือ ผมไม่สน ขอแค่ยังร้องเพลงได้ก็พอ”

ข่าวฉาวสุดในชีวิต

ปี 2013 ชีวิตครอบครัวแสนสุขต้องพังครืนลง เมื่อ ‘ลิซ่า จอร์บานี’ นักข่าวฟรีแลนซ์ของ New York Times แฉว่า “ฉันมีลูกสาววัย 7 เดือนกับอดีตฟรอนต์แมนวง Oasis” ทั้งคู่แอบสานสัมพันธ์ลับตั้งแต่พบกันครั้งแรกในปี 2010 โดยที่ ‘นิโคล แอปเพิลตัน’ ภรรยา ไม่เคยรู้ สุดท้ายเลียมถูกฟ้องค่าเลี้ยงดูบุตรจากลิซ่าเป็นเงิน 3 ล้านปอนด์ พร้อมถูกชาวอังกฤษประณามทั้งเกาะ!

รับศึกหนักภรรยาฟ้องหย่า

หลังข่าวฉาวแพร่ออกไป นิโคลโกรธมาก ไม่ให้เลียมเข้าบ้าน พร้อมฟ้องหย่าเป็นเงินจำนวน 8 แสนปอนด์ รวมทั้งต้องแบ่งทรัพย์สินสมรสกันในชั้นศาล ช่วงนั้นเลียมตัดสินใจยุติวง Beady Eye ทำให้สภาพคล่องทางการเงินไม่สู้ดีนัก เขาถึงกับบอกว่า “วันๆ ผมอยู่แต่กับพวกทนายความว่ะ อยากให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วที่สุด จะได้รู้ว่ากูแม่-งจะเหลือเงินกี่เพนนี”

ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า

ปัญหารุมเร้ารอบสารทิศทำให้เลียมต้องต่อสู้กับความเครียดและภาวะซึมเศร้าอย่างหนักในปี 2015 “ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ดื่มแต่เหล้า รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ออกไปไหน นั่งเกาตูดไปวันๆ” แต่แล้ว ‘เด็บบี้’ แฟนสาวคนปัจจุบันและผู้จัดการส่วนตัว เป็นคนแนะนำให้เขาไปวิ่งออกกำลังกายและหันมาทำงานเพลงอีกครั้ง “กูจะมานั่งเศร้าในบ้านหลังละ 3 ล้านปอนด์ไปทำไมกันวะ”

กลับมาทวงบัลลังก์ร็อกสตาร์ตัวจี๊ด

หลังสะสางปัญหาชีวิต ในปี 2017 เลียมกลับมาอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวกับอัลบั้ม ‘As You Were’ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยจำนวนขายแผ่นเสียงในสัปดาห์แรก 16,000 แผ่น นับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 20 ปีของอังกฤษ ก่อนจะถูกโค่นแชมป์โดยวง Arctic Monkeys ในเวลาต่อมา โดยก่อนหน้านี้เลียมกล่าวว่า “ถ้าอัลบั้มนี้ไม่ปัง พวกมึงจะไม่ได้เห็นกูทำเพลงอีก”
สำหรับปี 2019 เลียมยังคงเดินหน้าผลิตผลงานเพลงอัลบั้มชุดที่ 2 ‘Why Me? Why Not’ โดยส่งซิงเกิลแรก ‘Shockwave’ ซาวด์สุดเฟี้ยว ออกมาให้ฟังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเรียกเสียงฮือฮาด้วยภาพยนตร์สารคดีชีวประวัติเรื่อง ‘As It Was’ ที่ตามถ่ายทำชีวิตจริงของเลียม กัลลาเกอร์ หลัง Oasis วงแตก เป็นเวลานานถึง 10 ปี

ไม่ว่าจะอายุเท่าไร แต่ทุกครั้งที่กลับมาโลดแล่นบนเส้นทางอันคุ้นเคย เชื่อว่าเขายังคงก๋ากั่นและปากกล้าไม่เสื่อมคลาย มีเพียงสีผมและริ้วรอยบนใบหน้าเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในทุกๆ ครั้งที่เห็นร็อกสตาร์คนนี้ บางทีก็แอบคิดเหมือนกันนะว่ามันต้องเก๋าแค่ไหนถึงจะพิชิตทุกด่านดราม่าและรอดชีวิตมาได้โดยไม่หล่นหายไปจากวงการ!

สารคดี As It Was เข้าฉายแบบจำกัดโรงตั้งแต่ 25 สิงหาคม เป็นต้นไป

Author: All about RKID
Photography: Courtesy of the studio / Getty Images

10 คนดังสายเอนเตอร์เทนที่ทำรายได้สูงที่สุดในปี 2019

1) เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift)

– 185 ล้านเหรียญ (5,710 ล้านบาท)

2) ไคลีย์ เจนเนอร์ (Kylie Jenner)

– 170 ล้านเหรียญ (5,245 ล้านบาท)

3) คานเย่ เวสต์ (Kanye West)

– 150 ล้านเหรียญ (4,628 ล้านบาท)

4) เอ็ด ชีแรน (Ed Sheeran)

– 110 ล้านเหรียญ (3,340 ล้านบาท)

5) เดอะอีเกิลส์ (The Eagles)

– 100 ล้านเหรียญ (3,085 ล้านบาท)

6) ฮาเวิร์ด สเติร์น (Howard Stern)

– 93 ล้านเหรียญ  (2,870 ล้านบาท)

7) ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson)

– 89.4 ล้านเหรียญ (2,758 ล้านบาท)

8) รัช ลิมเบิร์ก (Rush Limbaugh)

– 87 ล้านเหรียญ (2,684 ล้านบาท)

9) เอลตัน จอห์น (Elton John)

– 84 ล้านเหรียญ (2,592 ล้านบาท)

10) บียอนเซ่ (Beyoncé Knowles)

– 81 ล้านเหรียญ (2,500 ล้านบาท)

Cr. mthai.com / forbes.com

สุดอลังกาล! 4 ปาร์ตี้สุดฮอตที่มารวมอยู่ในงาน Circuit Festival Asia 2019

Circuit Festival Asia 2019 กลับมาระเบิดความฮอตอีกครั้ง จากกระแสตอบรับที่ดีจนมีผู้ซื้อบัตรมากกว่าปีที่ผ่านมาถึงเท่าตัว ตอกย้ำคุณภาพด้วยการขนเหล่า gay celebrities หลายสิบชีวิตร่วมสร้างสีสันความสนุกตลอดงาน มาพร้อมดีเจคุณภาพที่จะเติมจังหวะมันส์ๆ ให้คุณได้ออกสเต็ปแบบ non-stop ด้วยบรรยากาศงานที่ถูกเนรมิตให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของงานระดับตำนานของโลก ทั้ง 4 ปาร์ตี้ ตลอด 3 วัน 2 คืน ไม่ว่าจะเป็น LaLeche  , Water Park Day , Champions Team และ  Aftersun

เปิดความสนุกคืนแรกด้วยหนุ่มๆที่มาส่งความ Fresh กันอย่างเนืองเเน่น สมชื่องาน  LaLeche ปาร์ตี้ต้อนรับที่ถอดบรรยากาศมาจาก ออริจินอล เหมือนหลุดเข้าไปที่เมืองบาเซโลน่าอย่างไรอย่างนั้น โดยงานนี้หนุ่มๆมาพร้อมกับความขาวของนมสดๆที่เหมือนส่งตรงมา เพื่อกระตุ้นความสดชื่นตลอดคืนรีบหาชุดขาวแล้วมามันส์กันยาวๆ รับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน 

ชุ่มฉ่ำกันต่อที่งาน Water Park Day ที่งานนี้ Circuit Festival Asia ปิดสวนน้ำรามายะณะ เนรมิตรสวนน้ำสไตล์ไทย ให้ดูอินเตอร์ขึ้นด้วยเวที แสง เสียง จัดเต็ม พร้อมเปิดเครื่องเล่นให้สนุกกันอย่างส่วนตัวสุดๆ สำหรับหนุ่มๆที่เตรียมหุ่นมาทั้งปีสเตจนี้คือคำตอบ ที่จะได้อวดหุ่นปัง คู่กับกางเกงว่ายน้ำตัวเก่ง แค่ดูตัวอย่างจากปีที่แล้วเชื่อว่าปีนี้คงไม่มีใครยอมใครแน่ๆ

เปิดสังเวียนเสตจหลักด้วยธีม Champions Team สตรอง แข็งแรง ดุดัน พร้อมพาทุกคนที่รวมงานไปสัมผัสการต่อสู้ในค่ำคืนที่ สุดร้อนแรงแห่งปี กับบรรดาเซเลปเกย์จากทั่วโลกที่พร้อมใจกันมาสร้างสีสันตลอดงานให้มันส์จนลืมคำว่าเหนื่อยไปเลย งานนี้เน้นสปอร์ต แวร์ เตรียมครีเอทความสตรองผสานความเซกซี่ แล้วมาประชันความแซ่บไปด้วยกัน

ปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญกับ Aftersun ปาร์ตี้ริมชายหาดที่เปิดความสนุกท้าสายลมแสงแดดกันยันพระอาทิตย์ตก ให้เท้าของคุณสัมผัสคลื่นน้ำ และเพลิดเพลินไปกับความตระการตาในชายหาดส่วนตัว ที่ได้ถูกสาดไปด้วยแสงนีออนยามค่ำคืน สำหรับใครที่มางานนี้แอบกระซิบมามีเซอร์ไพร์สพิเศษ ให้คุณได้ฟินกันก่อนกลับบ้านแน่นอน แค่ภาพและตัวอักษรคงจะบรรยายความสนุก ที่จะเกิดขึ้นในงานได้ไม่หมด ถ้ากายพร้อม ใจพร้อม ไม่ลังเลที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งกับงานระดับอินเตอร์ ในวันที่ 7-9 กรกฎาคมนี้ ที่ พัทยา รายละเอียดเพิ่มเติม ที่ http://circuitfestival.net/asia/

 

Absolut present Gcircuit Songkran 2019

กลับมาด้วยธีมที่สุดฮ็อตอีกครั้งกับปาร์ตี้สงกรานต์ของ GCIRCUIT ในธีม Fallabella ที่เคยสร้างความฮือฮามาแล้ว แต่กลับมาครั้งนี้กับสถานที่จัดงานใหม่

โดยแบ่งพื้นที่ภายในงานเป็น WET & DRY zones โดยแบ่งออกเป็นธีมตามวันต่างๆ อย่าง Opening Party: HEAVEN ON EARTH แต่งตัวในคอนเซ็ปต์ Heavenly Beings, Gods & Angels ส่วน Main Party ในธีม CLONE WORLD แต่งตัวแบบมาเป็นคู่หรือมาเป็นทีมในดีไซน์ที่เข้าชุดกันแต่เพิ่มความเป็น sci-fi เข้ามาด้วย และ Closing Party ในธีม AQUATICA

แต่งตัวพร้อมเปียกกันมาเลยกับชุดที่สื่อถึงชายหาด ท้องทะเล หรือโลกใต้ทะเล ใครจะคิดให้บรรเจิดอย่างไรก็ได้แต่อย่าลืมว่าชุดนั้นต้องพร้อมเปียก ในส่วนของความบันเทิงก็ยกทัพกันมาครบตั้งแต่วันเปิดงาน 12 April 2019 HEAVEN ON EARTH, Opening Party DJ Isak Salazar B2B DJ Alex Acosta, DJ Erick Ibiza และ DJ Louis T., DJ Taki

ส่วนวันเสาร์ที่ 13 April 2019 MEGA WONDER POOL, Bear Pool Party กับ DJ Sun J., DJ Javy CLONE WORLD, Main Party กับ DJ Rosabel, DJ Alberto Ponzo มี Special Performance โดย Nikki Valentine ตามด้วยดีเจ DJ Head, DJ Herric

ส่วนวันอาทิตย์ที่ 14 April 2019 WONDER POOL, Boy Pool Party กับดีเจ DJ Preeda Tony, DJ Mango ด้วยพิธีกรสุดแซบ Pangina Heals ไม่มีคำว่าไม่แซบไม่ซ่าและไม่สนุก ส่วน AQUATICA, Closing WET Party สีสันมาจาก DJ Enrry Senna B2B DJ Mauro Mozart และ DJ Chu งานนี้สนับสนุนความสนุกความเผ็ชด้วยเครื่องดื่ม ABSOLUT

http://www.gcircuit.com

“ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” ฉีกทุกประสบการณ์ในเทศกาลดนตรีแบบเหนือระดับ จัดเต็มกับความสนุกแบบไม่สะดุดตลอดงาน ประเดิมเทศกาลสุดยิ่งใหญ่ S2O Songkran Music Festival 2019

ไฮเนเก้น ผู้สนับสนุนหลักงานเทศกาลดนตรีระดับประเทศอย่าง “S2O Songkran Music Festival 2019” พร้อมนำทุกคนร่วมสัมผัสประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือระดับอีกครั้งกับ “Heineken® Star Hive” ที่พร้อมตอบโจทย์เหล่าปาร์ตี้โกเออร์แบบที่เรียกได้ว่าไม่ซ้ำแบบใคร โดยในปีนี้ได้ผสานแนวคิดใหม่ของแบรนด์อย่าง “Fresh Perspective” ที่จะฉีกทุกโมเมนต์น่าเบื่อในงานปาร์ตี้สงกรานต์แบบเดิมๆ เติมเต็มด้วยความสนุก เฟรช และเอนจอยกว่าที่เคย ทั้งช่วงก่อนงานที่ชวนคุณมาเปลี่ยนลุคให้เป๊ะปังพร้อมปาร์ตี้ ตามหาเพื่อนหายให้เจอแบบง่ายๆ ด้วยฟีเจอร์สนุกๆ ไปจนถึงการวอร์มอัพความสนุกในช่วง Sound Check หรือมาเบรคพักเหนื่อยระหว่างปาร์ตี้ด้วยจุดถ่ายภาพเซลฟี่กับมุมที่ดีที่สุด พร้อมทิ้งท้ายความสนุกหลังงานจบสำหรับเหล่าปาร์ตี้โกเออร์ที่ติดลม ด้วยการต่อเวลาปาร์ตี้แบบพิเศษๆ ที่มีเฉพาะในโซน Heineken® Star Hive ให้ทุกโมเมนต์ของคุณสนุกแบบไม่สะดุดตลอดงาน

ไฮเนเก้น ชวนเหล่าปาร์ตี้โกเออร์สาวกมิวสิคเฟสติวัลที่มีบัตรงาน S2O แล้วมาร่วมเปิดประสบการณ์ทางดนตรีที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างพรีเมียมและมีสไตล์กับ “ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” (Heineken® Star Hive) ที่จะมายกระดับประสบการณ์ทางดนตรีให้คุณสนุกแบบไม่มีสะดุดตลอดเทศกาลสงกรานต์นี้  พร้อมเติมเต็มอรรถรสในกิจกรรมที่จัดเต็มแบบไม่ซ้ำใคร

  • Heineken® Star Hive – Waiting Salon ใครที่ติดใจ Star Hive Grooming จากปีที่แล้ว ปีนี้ ไฮเนเก้นขอจัดเต็มกว่าเดิม ตอกย้ำคอนเซ็ปต์ “มันส์อย่างมีสไตล์” ด้วยการยกชุดตกแต่งทรงผม    ไม่ว่าจะเป็น แฮร์เซ็ตติ้ง แฮร์สเปรย์ คัลเลอร์ การถักเปียคอร์นโรลแบบฮิปๆ พร้อมกลิตเตอร์ พร้อมแทททู และแอร์บลัชสุดคูลที่จะมาช่วยคอมพลีทลุคให้เป๊ะปังมั่นใจมากกว่าเดิม แบบที่เรียกได้ว่าเปียกแค่ไหนก็มั่นใจเกินร้อย
  • Heineken® Star Hive – Happy Hour เปลี่ยนช่วง Soundcheck และ Stage setupที่แสนน่าเบื่อให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งความสนุก ที่มาช่วยวอร์มอัพให้สนุกกันต่อได้ยาวๆ
  • Heineken® Star Hive – Friend Finder ประสบการณ์ใหม่ในมิวสิคเฟสติวัล ที่ตอบโจทย์เหล่าปาร์ตี้โกเออร์แบบที่ไม่มีใครทำมาก่อนกับโมเมนต์ตามหาเพื่อน เพื่อนหาย ไม่ต้องเสียเวลาหาให้ยุ่งยาก เรามีฟีเจอร์สนุกๆ สุดล้ำที่ช่วยให้คุณหาเพื่อนได้แบบง่ายๆ ในงานมิวสิคเฟสติวัล
  • Heineken® Star Hive – Gigantic Selfie Spot เซลฟี่สปอตแห่งใหม่ตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปพร้อมชาวแก๊ง ที่เรียกได้ว่ายกพลมาเยอะแค่ไหน ก็ไม่ต้องหวั่น เข้าร่วมเฟรมได้สบายๆ แถมยังได้ถ่ายมุมที่ดีที่สุดของงาน เอาไว้อวดเพื่อนๆ ชาวโซเชียลอีกด้วย
  • Heineken® Star Hive – Extra Time ต่อเวลาความสนุกเอาใจเหล่าปาร์ตี้โกเออร์ที่งานจบแต่อารมณ์ไม่จบกับโมเม้นต์ปาร์ตี้ทดเวลาแบบพิเศษจัดให้มันกันต่อ พร้อมด้วย Heineken® 0.0 เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอลล์ที่พร้อมเสิร์ฟปิดท้ายช่วง ให้คุณได้ฟินกันก่อนกลับบ้านแบบ
    หมดห่วง

เตรียมระเบิดความมันส์และความสนุกแบบไม่สะดุด กับ “ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” (Heineken® Star Hive) ที่จะเปลี่ยนทุกโมเมนต์ที่แสนน่าเบื่อเป็นความสนุก พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือระดับและคลายร้อนไปกับกองทัพดีเจดังแถวหน้าระดับโลก นำทีมโดย FATBOY SLIM, TIESTO, STEVE AOKI, 1788-L, 3LAU และดีเจชื่อดังอีกมากมาย ในงาน S2O Songkran Music Festival 2019 วันที่ 13–15 เมษายนนี้ ณ Live Park พระราม 9 ตั้งแต่เวลา 17.00 – 24.00 น. ความพิเศษยังไม่จบเพียงแค่นี้ สาวกไฮเนเก้น เตรียมตัวให้พร้อมและติดตามรายละเอียดกิจกรรมลุ้นรับบัตรได้ทาง www.facebook.com/Heineken และ instagram@heineken_th

กงยู เป็นอันดับหนึ่ง นายแบบโฆษณาที่มีชื่อเสียงที่สุด ประจำเดือนมีนาคม

ฮอตแบบไม่ได้หยุดกันเลยจริงๆ สำหรับพระเอกรุ่นใหญ่ กงยู (Gong Yoo) ที่ยังขึ้นแท่นนายแบบโฆษณาที่มีชื่อเสียงที่สุด แม้ว่าช่วงนี้เขาจะไม่ได้มีงานซีรีส์เหมือนกับคนอื่นๆ ก็ตาม

The Korean Business Research Institute ได้ออกมาประกาศรายชื่อคนดังชายทั้งหมด 50 คน ที่มีชื่อเสียงด้านการเป็นนายแบบโฆษณามากที่สุดประจำเดือนมีนาคม โดยเก็บผลสำรวจตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 29 มีนาคม

และแน่นอนว่า กงยู ก็ได้คว้าอันดับหนึ่งไปอย่างที่กล่าวข้างต้น ด้วยคะแนนดัชนี 1,312,399 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 158.28 เปอร์เซ็นต์จากคะแนนในเดือนมกราคมที่ผ่านมา อีกทั้งเขายังเกี่ยวข้องกับคำค้นหาที่ว่า “หัวใจโบยบิน” “ชอบ” “เท่” แถมยังได้รับการตอบรับในแง่ดีถึง 85.14 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ต่อมาอันดับสองเป็นของเชฟชื่อดัง เบคจองวอน (Baek Jong Won) ที่ได้คะแนนดัชนีอยู่ที่ 785,214 ส่วนอันดับสาม คือนักแสดงหนุ่ม พัคโบกอม (Park Bo Gum) ที่ได้คะแนนดัชนี 684,332 และมีผลงานซีรีส์ล่าสุดคือ Encounter

Cr. mthai.com