เริงร่าริมทะเลกับคอนเสิร์ตชิลๆ Blue Wave Festival 2020 ณ เมืองพัทยา

มีใครคิดถึงอารมณ์คอนเสิร์ตตะโกนเย้วๆ เหมือนเราบ้างไหม… เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ร่างกายต้องการคอนเสิร์ตอยู่อย่างแน่นอน แต่จะให้ไปกระโดดโลดเต้นในฮอลล์ติดแอร์ ไม่มั่นใจว่าคนข้างๆ จะเหงื่อกระเซ็นมาเมื่อไหร่ ก็คงจะแอบหวั่นกันบ้างใช่ไหม ลอฟฟีเซียล ออมส์ชวนคุณไปเทศกาลดนตรีริมชายหาดพัทยา Blue Wave Festival 2020 ที่โปรโมเตอร์อย่าง Be Hear Now ร่วมมือกับ Fantastic 4 พร้อมจัดเต็มความมันแบบเปิดโล่งเต็มที่แบบไม่ต้องกลัวโควิดกันเลยทีเดียว

โดยในงานนี้เรียกได้ว่าขนศิลปินกันมาแบบคับคั่ง เปิดเทศกาลด้วยดนตรีเบาๆ เคล้าลมทะเล คลอเสียงคลื่น ต่อด้วยโชว์สุดมันจากศิลปินตัวท็อปของประเทศไทยไล่มาตั้งแต่ Tattoo Colour, Mild, Oat Pramote X Zani, Trinity, Cocktail, Lazyloxy และ Mindset ก่อนจะปิดค่ำคืนด้วยดีเจชื่อดังอีกสารพัดชีวิต ให้แดนซ์กันกระจายแบบไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

เทศกาล Blue Wave Festival 2020 จัดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2020 ที่โรงแรม Ambassador City Jomtien Pattaya ตั้งแต่เวลา 14.00 – 24.00 น. สิบชั่วโมงยาวไปครับ

เปิดจำหน่ายบัตรแล้วที่ TicketMelon ราคาบัตร Early Bird 999 บาท/คน (มีจำนวนจำกัด 1,000 ใบเท่านั้น), บัตร Regular 1,200 บาท/คน, บัตร VIP 6,000 บาท (ประกอบไปด้วยบัตร 2 ใบ + โรงแรม 1 ห้อง + อาหารและเครื่องดื่มมูลค่า 1,000 บาท), บัตร VVIP 32,000 บาท (ประกอบไปด้วยบัตร 6 ใบ + โรงแรม 2-3 ห้อง + อาหารและเครื่องดื่มมูลค่า 3,000 บาท) โดยทั้งหมดเป็นบัตรยืน สามารถเช็กผังงานและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Blue Wave Festival 

#BlueWaveFestival2020 

#Fantastic4 #BeHearNow #Ticketmelon

Gracie Abrams ศิลปินสาวสวยคลื่นลูกใหม่บอกเล่าเรื่องราว EP แรกในชีวิต “Minor” และคอนเสิร์ตจากห้องนอน

Gracie Abrams ศิลปินหน้าใหม่จาก Los Angeles ลูกสาว J.J. Abrams ผู้กำกับมือทองจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars : The Rise of Sky Walker ที่มีฐานแฟนคลับในประเทศไทยบ้านเราเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศอเมริกา

Gracie Abrams นักแต่งเพลงและนักร้องแห่งค่าย Interscope นำเสนอเรื่องราวและแนวเพลงที่แตกต่างจากประสบการณ์ส่วนตัวและความตรงไปตรงมาของเธอผ่าน EP แรกในชีวิตอย่าง “Minor” ที่เปรียบเสมือนการปลดปล่อยความอัดอั้นในใจของผู้คนที่กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์และความรัก โดยเธอได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงชื่อดังมากมาย อาทิ Joel Little, Benny Blanco, Jim-E Stack, Sarah Aarons และ Caroline Pennell 

 Gracie เริ่มสนใจและให้ความสำคัญกับดนตรีตั้งแต่ตอนเธอยังเด็ก เธอบอกกับเราว่าความสนใจด้านดนตรีเริ่มด้วยการตีกลองตอนอายุ 8 ปี หลังจากนั้นจึงเริ่มหลงใหลในการเขียนเนื้อเพลงก่อนจะควบการร้องด้วยเพื่อความสมบูรณ์ในการสื่อความหมายของเพลงที่ออกมาจากข้างใน เธอยังบอกอีกว่าตอนนี้เธอให้ความสำคัญกับการทำเพลงเหมือนการกินข้าวเช้าที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว

ในด้านการทำเพลง เธอมีศิลปินในดวงใจ อาทิ Joni Mitchell, Phoebe Bridgers และ Kid Cudi บุคคลเหล่านี้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันที่มีอิทธิพลต่อการเขียนเพลงของเธออย่างมากโดยเฉพาะในด้านการดึงความรู้สึกร่วมจากผู้ฟัง

เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 การเดบิวต์ EP “Minor” ของเธอจึงเกิดขึ้นจากห้องนอนของเธอเอง และด้วยกระแสเรียกร้องจากแฟนเพลงจึงเกิดเป็น “The Minor Bedroom Shows” คอนเสิร์ตจากห้องนอนผ่าน Zoom ที่จัดไปแล้วหลายต่อหลายรอบเพื่อตอบสนองแฟนเพลงทั้งชาวอเมริกันและชาวไทย โดย Gracie เผยว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเพราะนอกจากจะได้เล่นดนตรีแล้วยังได้พูดคุยกับแฟนเพลงอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

https://www.youtube.com/watch?v=qrJA3lZTcYc

สุดท้ายนี้เธอยังฝากบอกอีกว่าเร็ว ๆ นี้อาจจะมีผลงานใหม่ให้ได้ติดตามเพิ่มกันอีกด้วย แต่ตอนนี้ท่านผู้อ่านสามารถฟังน้ำเสียงสุดละมุนมีเสน่ห์ของ Gracie Abrams ใน EP แรกของเธอ Minor ได้ทั้งใน Youtube, Spotify และช่องทางอื่นที่สะดวกได้เลยครับ

Travis Scott ปล่อย ‘The Plan’ เพลงประกอบภาพยนตร์ Tenet ผลงาน Christopher Nolan พร้อมเสื้อ Tenet T-Shirt จำนวนจำกัด

ใกล้จะเข้าฉายแล้วสำหรับ ‘Tenet’ ภาพยนตร์แอคชั่นดราม่าระทึกขวัญทุนสร้าง 205 ล้านดอลล่าร์ ผลงานล่าสุดของผู้กำกับชั้นครู Christopher Nolan ที่ว่าด้วยเรื่องของสายลับที่กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับกลไกการทำงานของเวลาเพื่อทำภารกิจให้ลุล่วง นอกจากตัวภาพยนตร์แล้ว ไฮไลท์อีกอย่างของภาพยนตร์ก็คือการที่ได้แรปเปอร์สุดฮอตอย่าง Travis Scott มาร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ในชื่อ‘The Plan’  

นอกจากตัวเพลงแล้ว Scott ยังส่งเสื้อ Tenet T-shirt จำนวนจำกัด ออกแบบในนาม Cactus Jack แบรนด์ของเจ้าตัว ตกแต่งโลโก้หลักจากภาพยนตร์ Tenet ที่ด้านหน้า สโลแกน Time Runs Out ที่ด้านหลังและแขนเสื้อสกรีนนูนโลโก้ Cactus Jack ออกมาให้แฟน ๆ ได้ซื้อกันผ่านทางเว็บไซต์ Online Shop ของ Travis Scott ในราคา $45 หรือประมาณ 1,400 บาท นอกจากนี้ ใครที่ได้เป็นเจ้าของเสื้อ Tenet แล้ว ยังได้รับสิทธิพิเศษสำหรับซื้อ digital single เพลง The Plan ในราคา $0.99 หรือประมาณ 31 บาท อีกด้วย

ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่คุ้นตาและชาญฉลาดสำหรับแรปเปอร์เจ้าของฉายา La Flame ที่มักออกสินค้าแฟชั่น(ด้วยความที่เจ้าตัวเป็นอีกหนึ่งผู้นำแฟชั่นสายสตรีทอยู่แล้ว)พร้อมพ่วงโปรโมชั่นการจำหน่ายผลงานเพลง ซึ่งส่งผลให้ยอดจัดอันดับเพลงสูงขึ้นตามไปด้วย จนทำให้ในปี 2018 แรปเปอร์สาว Nicki Minaj ได้ออกมาคัดค้านต่อ ชาร์ทเพลง Billboard ในเรื่องยอดขายอัลบั้มของเธอที่ถูกจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 2 รองลงมาจากอัลบั้ม Astroworld ของ Travis Scott จน Billboard ถึงกับต้องออกมาประกาศเปลี่ยนกฎการจัดอันดับเลยครับ

เรื่อง Piyapan

เรียบเรียง rhunrun

ผจญภัยย่านปทุมวันไปกับแผนที่ Pathumwan Art Routes (PARs Project)

ท่านผู้อ่านเบื่อไหมกับการเปิดแผนที่เพื่อเลี่ยงเส้นทางรถติด ถ้าเบื่อ Hommes ขอแนะนำท่านผู้อ่านเปลี่ยนจากแผนที่ถนน มาเปิดแผนที่ทางศิลปวัฒนธรรมที่จะพาทุกท่านไปผจญภัยในย่านปทุมวันและชุมชนมุสลิมบ้านครัวที่ มีศิลปะร่วมสมัย วิถีชีวิตชุมชน และอาหารที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม

แผนที่ที่ว่านี้คือผลงานความร่วมมือกันระหว่างองค์กรของรัฐบาล เอกชน และชุมชน ในโครงการ Pathumwan Art Routes (PARs Project) ที่มีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและกระจายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบใหม่ (New Normal) ให้เกิดการหมุนเวียนกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดย ดึงศักยภาพและความหลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรมของชุมชน ผนวกกับองค์ความรู้ด้านศิลปะร่วม สมัยในพื้นที่ที่มีกลุ่มหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่หลายแห่ง

โครงการ PARs Project มีการนำเสนอกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ นิทรรศการ งานเสวนา และการแสดง ตามองค์กรด้านศิลปวัฒนธรรมในเขตปทุมวันและชุมชนใกล้เคียงทั้งหมด 11 แห่ง โดยทุกคนสามารถเข้าถึง พื้นที่ศิลปะเหล่านี้ได้ตลอดโครงการต่อเนื่องยาวไปจนถึง 31 ธันวาคม 2563

โครงการ Pathumwan Art Routes Project (PARs Project)

เปิดให้เข้าชมตามวันและเวลาของแต่ละสถานที่ (บางสถานที่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและดูตารางกิจกรรมได้ที่

Facebook: PARs Project

Email: parsproject2020@gmail.com

โทร 02-6126741, 02-7104060, 02-2146630 ต่อ 519 

Mother Gamer เคาะวันฉาย พร้อมปล่อยตัวอย่างใหม่แล้ววันนี้!

หลังจากเลื่อนฉายไปหลายครั้ง ในที่สุด ‘Mother Gamer เกมเมอร์ เกมแม่’ ก็เคาะวันฉายแล้ว พร้อมเปิดแมตช์ชวนทุกคนตีป้อมในวันที่ 10 กันยายนเป็นต้นไป ทุกโรงภาพยนตร์

โดยงานนี้สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนลร่วมมือกับเสือ – ยรรยง คุรุอังกูร ผู้กำกับที่เคยฝากฝีมือไว้ในภาพยนตร์เรื่อง ‘App War แอปชนแอป’ ปล่อยตัวอย่างใหม่เอาใจสาวกอีสปอร์ตที่ตั้งตารอภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่พร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

โดยทัวร์นาเมนต์นี้เป็นการฟาดฟันกันระหว่าง ‘ทีมลูก’ ผู้หลงใหลในอีสปอร์ต และ ‘ทีมแม่’ ผู้ไม่เข้าใจลูกชายที่อยากเป็นนักกีฬาอีสปอร์ต จึงฟอร์มทีมกับเกมเมอร์สายเกรียนพร้อมไฝว้กับลูกตัวเองและสกัดดาวรุ่งให้ถึงที่สุด งานนี้รับประกันว่าอารีนาระดับประเทศต้องสะเทือน

ร่วมสัมผัสโลกการแข่งขันที่เต็มไปความร้อนแรง และน่าจับตาอย่างเต็มรูปแบบในภาพยนตร์ ด้วยนักแสดงระดับแถวหน้ามากฝีมือ “อ้อม – พิยดา อัครเศรณี” แท็กทีมวัยรุ่นสุดฮอต “เติร์ด – ลภัส งามเชวง” (เติร์ด Trinity) และ “วี – วีรยา จาง” (วี BNK48) ที่ขอแลกสกิลกับ “ตน – ต้นหน ตันติเวชกุล” (วง Mints) ร่วมด้วย “นนท์ – สุจวัจน์ ชวนรุ่งโรจน์”, “เตชินท์ – ณัฐชนน มณีน้อย” และ “บอส – ธนบัตร งามกมลชัย” (บอส AF7)

มาตีป้อมพร้อมกัน #MotherGamer #เกมเมอร์เกมแม่ เปิดแมตช์ 10 กันยายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

ROLEX “Perpetual Music”, You can’t miss.

Rolex ประกาศเปิดตัวโครงการริเริ่มเพื่อสนับสนุนนักดนตรีและนักร้องระหว่างช่วงเวลาอันท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของบริษัทในการเชิดชูบุคคลผู้มีความเป็นเลิศที่กำหนดมาตรฐานขั้นสูงสุดให้แก่วงการดนตรีทั่วโลก ทั้งยังช่วยรักษาศิลปะแขนงนี้ไม่ให้ห่างหายไปจากชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ไปจนถึงต้นเดือนกันยายน  Rolex จะจัดคอนเสิร์ต “Perpetual Music” สามครั้งในประเทศอิตาลี เยอรมนี และฝรั่งเศส

ผู้ชมหลายแสนคนในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกสามารถรับชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ผ่านบริการสตรีมวิดีโอฟรีทางแพลตฟอร์ม medici.tv ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม

French Violinist Renaud Capuçon

ก่อนเริ่มการแสดงหลัก ณ คอนเสิร์ตแต่ละครั้ง Rolex Testimonees ทั้งสามท่าน ได้แก่ Juan Diego Flórez, Rolando Villazón และ Sonya Yoncheva ผู้สนับสนุนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เริ่มต้น จะขึ้นแสดงบทเพลงที่ได้ฝึกซ้อมร่วมกับนักร้องนักดนตรีที่ได้รับเกียรติให้แสดงในคอนเสิร์ต โดยจะขึ้นเวทีขับร้องเดี่ยวหรือเล่นดนตรีร่วมกับวง โดย Renaud Capuçon นักไวโอลินชาวฝรั่งเศสและผู้ร่วมจัดโครงการในครั้งนี้จะร่วมเวทีคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้นที่ปารีสด้วย

กำหนดการจัดคอนเสิร์ตมีดังต่อไปนี้: ครั้งแรกจัดขึ้นที่ Teatro Rossini, Pesaro ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Juan Diego Flórez และวงออร์เครสตรา ครั้งที่สองจัดขึ้นที่  Berlin Staatsoper ในวันอังคารที่ 2 กันยายน พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Sonya Yoncheva     ในรูปแบบการแสดงเดี่ยว ครั้งที่สามจัดขึ้นที่ Opéra national de Paris (Palais Garnier) ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พร้อมศิลปินรับเชิญพิเศษ Rolando Villazón  และ Renaud Capuçon ในโปรแกรมการแสดงดนตรีแนวบาโรกและแชมเบอร์

ในคอนเสิร์ตครั้งนี้จะมีเหล่าศิลปินที่อาศัยและสร้างผลงานผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสกว่า 100 คนร่วมแสดง

ผู้ชมหลายแสนคนในกว่า 180 ประเทศทั่วโลกสามารถรับชมคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้ ผ่านบริการสตรีมวิดีโอฟรีทางแพลตฟอร์ม medici.tv ไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม

Rolex Testimonee Juan Diego Flórez

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ นักดนตรีมากมายต้องสูญเสียทั้งผู้ชมและรายได้ เป้าหมายของเราคือการเปิดโอกาสให้ศิลปินชื่อดังได้แสดงดนตรีในสถานที่แสดงดนตรีอันทรงเกียรติที่มีคุณภาพเสียงอะคูสติกที่ดีที่สุด” Arnaud Boetsch, Rolex Director of Communication & Image กล่าว “เราจะถ่ายทอดการแสดงผ่าน medici.tv ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของ Rolex มานานนับทศวรรษ เพื่อเผยแพร่ผลงานของศิลปินที่เข้าร่วมโครงการนี้ไปยังผู้ชมทั่วโลก ทั้งนี้การเปิดโอกาสและมอบพื้นที่การสร้างสรรค์ศิลปะในลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการเสาะหาความเป็นเลิศ มุ่งหวังสนับสนุนบุคคลผู้มีเป้าหมายที่จะเดินทางไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพการงานของตน และด้วยสถานการณ์อันไม่คาดคิดเช่นนี้ เราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยรักษาดนตรีให้ยังเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเราได้ต่อไป”

แนวคิดที่เป็นมรดกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นของ Rolex คือ การผลักดันสนับสนุนผลงานอันเป็นเลิศ และการพัฒนาของศิลปินทั่วโลกมาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี การริเริ่มคอนเสิร์ตเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงภารกิจของ Rolex ในการสนับสนุนวงการดนตรีทั่วโลกในวงกว้างได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผ่านมา Rolex ยังได้สนับสนุนเงินทุนแก่ศิลปินที่ Metropolitan Opera ณ เมืองนิวยอร์ก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส

Rolex Testimonee Sonya Yoncheva

ศิลปินแต่ละราย ไม่ว่าจะเล่นเครื่องดนตรีใดหรือใช้โทนเสียงใดได้ผ่านการคัดเลือก โดยตัดสินจากความสามารถและเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดย Renaud Capuçon นักไวโอลินผู้เป็นหนึ่งในสาม Rolex Testimonees ซึ่ง Testimonees ทั้งสี่คนเคยร่วมงานกับศิลปินผู้ได้รับเลือกมาแล้วทั้งสิ้นและแต่ละคนจะร่วมแสดงในคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้น ศิลปินทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกให้แสดงจะได้รับค่าตอบแทน

4 ศิลปินนานาชาติผู้ร่วมจัดคอนเสิร์ต The “Perpetual Music” Concerts

Juan Diego Flórez เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงเทเนอร์ขวัญใจผู้ชมที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค ตลอดเส้นทางสายดนตรี เขาได้แสดงบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกมาแล้วมากมาย ด้วยพรสวรรค์สุดพิเศษและลักษณะการขับร้องที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึก นักร้องชาวเปรูคนนี้ถือเป็นบุคลากรทรงคุณค่าของวงการโอเปร่า นอกเหนือจากการขึ้นเวทีขับร้องในคอนเสิร์ตและเข้าห้องอัดเพลงแล้ว เขายังได้ริเริ่มโครงการเพื่อสังคมมากมายเพื่อช่วยเหลือและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น โดย Flórez ได้รับเลือกเป็น Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2015

Sonya Yoncheva เป็นนักร้องโอเปร่าเสียงโซปราโนชาวบัลแกเรีย-สวิสที่น่าจับตามองมากที่สุด คนหนึ่งในปัจจุบัน เธอเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการและขึ้นแสดงโอเปร่าเฮาส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น Opéra national de Paris, La Scala และ The Met โดย Yoncheva เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Rolex Testimonee ในปี 2011 

Rolando Villazón เป็นนักร้องเสียงลีริกเทเนอร์ขวัญใจนักวิจารณ์และผู้ชมในวงการดนตรี ด้วยความสามารถพิเศษด้านเสียงเพลงที่หลากหลาย เมื่อไม่ได้อยู่บนเวที เขายังประสบความสำเร็จในฐานะผู้กำกับเวที นักเขียนนิยาย นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ อีกทั้งเป็นผู้กำกับศิลป์ของโครงการ Mozartwoche Salzburg ผลงานเพลงของเขาทำยอดขายถล่มทลายจนได้รับแผ่นเสียงทองคำหรือแพลตินัมอยู่เสมอ Villazón เข้าร่วมครอบครัว Rolex Testimonee ตั้งแต่ปี 2005

Renaud Capuçon เป็นนักไวโอลินชาวฝรั่งเศสที่กุมหัวใจผู้ชมทั่วโลกด้วยความสง่างามความโอบอ้อมอารี และความสามารถพิเศษในการบรรเลงบทเพลงที่ลุ่มลึก เขาได้รับการยอมรับจากวงการดนตรีทั่วโลกในฐานะนักโซโล่ไวโอลิน นักดนตรีในการแสดงเดี่ยว และนักดนตรีในวงแชมเบอร์ ตลอดชีวิตนักดนตรี Capuçon ได้ร่วมงานกับวงออร์เครสตา ศิลปินชั้นครูมากมายและแสดงบนเวทีและเทศกาลดนตรีที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก

เตรียมระทึกขวัญกับ Netflix Original Series เรื่องใหม่อย่าง Hellbound จากผู้สร้าง Train to Busan ที่จะสตรีมในปี 2021!

หลังจากที่สร้างปรากฏการณ์ซอมบี้คลั่งไปเมื่อ 4 ปีที่แล้วจากภาพยนตร์ Train to Busan และกลับมาสร้างความคึกคักแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เอเชียในช่วงโควิด-19 ด้วยผลงานภาคต่ออย่าง Peninsula ตอนนี้ ซอนซังโฮ ผู้กำกับและเขียนบท ก็พร้อมแล้วที่จะมาสร้างความระทึกขวัญครั้งใหม่ร่วมกับ Netflix และ Lezhin Studio ในออริจินัลซีรีส์เรื่อง Hellbound 

Hellbound จะเป็นซีรีส์ทริลเลอร์ระทึกขวัญที่สร้างจากเว็บตูนอันได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2019 เรื่อง Hell โดยซเวกยูซอก บอกเล่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่จู่ๆ ได้ปรากฏกายขึ้นมาบนโลกและพิพากษาลงทัณฑ์ผู้คนไปยังนรก ในผลงานฉบับดัดแปลงนั้น ผู้กำกับซอนซังโฮ จะเป็นผู้ลงมือเขียนบทเองร่วมกับซเวกยูซอก เจ้าของผลงานดั้งเดิม เพื่อถ่ายทอดความระทึกขวัญและสะท้อนประเด็นทางสังคมต่างๆ ไปพร้อมกันตามลายเซ็นของเขา

ด้านรายนามนักแสดงก็รับประกันได้ถึงความสนุก และมีความน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน นำโดย ยูอาอิน (Burning, #Alive) ที่จะมารับบทเป็น จองจินซู ผู้นำลัทธิศาสนาหนึ่งผู้เชื่อว่า การมาของเทพเจ้าแห่งความตายนี้คือประสงค์ของพระเจ้า ซึ่ง Hellbound จะเป็นผลงานซีรีส์ของนักแสดงหนุ่มผู้นี้ในรอบ 4 ปีนับจาก Chicago Typewriter และได้ พัคจงมิน – ที่เพิ่งร่วมงานกับ Netflix ไปในภาพยนตร์ Time to Hunt – มารับบทเป็น แบยองแจ โปรดิวเซอร์ของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่ขุดประเด็นข่าวเกี่ยวกับกลุ่มศาสนาของ จองจินซู

นอกจากนี้ยังมีนักแสดงสมทบอย่าง คิมฮยอนจู (Watcher, I have a Lover) ในบท มินฮเยจิน ทนายสาวที่ลุกขึ้นมาต่อต้านลัทธิประหลาด วอนจินอา (The Age of Shadows) ในบท ฮงจียอง ภรรยาของแบยองแจที่ต้องเป็นสมาชิกลัทธิโดยจำยอม และ ยางอิกจุน (Breathless) ในบท จินกยองฮุน ตำรวจที่เข้ามาสืบสวนการเสียชีวิตปริศนาต่างๆ 

Hellbound จะเริ่มถ่ายทำในปีนี้ และมีกำหนดออกอากาศในปี 2021 สตรีมได้ทั่วโลกทาง Netflix เท่านั้น

Edited by Peerachai Pasutan

Photo: Courtesy of Netflix

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ชวนคุณพูดคุยกับ Jamsan (ชัมซัน) นักวาดภาพประกอบชาวเกาหลีที่สร้างเสน่ห์ให้ซีรีส์ ‘It’s Okay to Not Be Okay’ น่าลุ่มหลงยิ่งกว่าเคย

Zombie Boy Cover Palette

สารภาพเลยว่า นอกเหนือไปจากโปรดักชั่นสวยงามแบบที่เราไม่กดข้าม title ตอนต้นเลยสักอีพี นิทานภาพประกอบที่โกมุนยองเขียนในซีรีส์เรื่อง It’s Okay to Not Be Okay นี้ก็เป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กที่ทำให้เราตั้งหน้าตั้งตารอซีรีส์นี้ออกอากาศทุกสุดสัปดาห์ เพราะเราจะลุ้นทุกอีพีว่าจะมีนิทานดาร์คๆ อะไรมาให้เราอินอีก และเมื่อ Jamsan หรือชัมซัน ตอบรับคำสัมภาษณ์ทางอีเมล์ของเรา เราจึงดีใจแบบปิดอาการไม่มิด และนี่คือบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟที่เขามีให้แฟนๆ ของซีรีส์ผ่านเรานั่นเอง

Interview by: Pacharee Klinchoo

Illustration: Courtesy of Jamsan

ชัมซัน หรือชื่อจริงว่า Kangsan (คังซัน) เป็นนักวาดภาพประกอบและกราฟิกดีไซเนอร์ชาวเกาหลี เขาเป็นศิลปินที่เคยร่วมงานกับแบรนด์ดังๆ มาแล้วทั้ง Nike, Samsung Galaxy และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย ล่าสุดเขาเพิ่งได้จัดนิทรรศการเดี่ยวที่มีชื่อว่า Where People Gather ไปหยกๆ และนี่คือความคิดของเขาในการถ่ายทอดความเป็นตัวเองให้สอดคล้องกับเนื้อหาซีรีส์เรื่องดังที่สตรีมมิ่งไปกว่า 190 ประเทศผ่าน Netflix

ช่วยแนะนำตัวเองสั้นๆหน่อยนอกเหนือไปจากรายละเอียดที่มีในโปรไฟล์แล้วช่วยเพิ่มเติมรายละเอียดที่สามารถอธิบายทิศทางและความตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานของคุณด้วย

ผมชื่อว่าชัมซัน เป็นผู้วาดภาพประกอบ และในขณะวาดภาพก็เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ทำโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ไปด้วยครับ และเพราะว่าตอนเป็นหนุ่มอู้นอนหลับในระหว่างทำงาน รุ่นพี่จึงตั้งนามแฝงว่า ‘ชัมซัน’ ครับ [잠산 ในภาษาเกาหลีแปลได้ 2 ความหมายคือ นอนเยอะ และภูเขาแห่งศักยภาพ(잠재력의 산)] ความหลากหลายและการทำงานโดยไม่มีการแบ่งแยกประเภทนั้น เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นวัตถุดิบที่ดูสนุกสนานด้วยรูปภาพ

คุณมีโอกาสได้เข้าร่วมใน It’s Okay to Not Be Okay หลังจากตัดสินใจเข้าร่วมแล้วคุณเตรียมตัวอย่างไรบ้างขณะกำลังเตรียมตัวมีส่วนที่อยากลองทำมีจุดที่ยากหรือจุดที่สนุกบ้างไหม

เมื่อปีที่แล้วผมได้ทำงานกับผู้กำกับพักชินอูผ่านเรื่อง ‘หัวใจพบรัก – Encounter’ ของ tvN ตอนนั้นผมได้ทำงานย่อเรื่องสั้นละครผ่านบทนำและบทส่งท้าย มาถึงซีรีส์เรื่องนี้ลักษณะการทำงานคล้ายๆ กัน ผมเลยได้โอกาสทำงานด้วยกัน เมื่อผมได้อ่านเรื่องย่อของ ‘เด็กน้อยซอมบี้’ กับ ‘หนุ่มน้อยผู้โตมาด้วยฝันร้าย’ ถึงจะเป็นเทพนิยายแต่ผมรู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็ก แต่มันเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ ปกติแล้วผมกับผู้กำกับพักชินอูชอบโทนหรือภาพที่คล้ายกัน และผมอยากที่จะทำตามสิ่งที่ผู้กำกับต้องการ ก็เลยไม่ได้เตรียมอะไรไว้เป็นพิเศษ ผมมุ่งเน้นไปที่การถ่ายทอดผลงานให้สื่อสารกับกลุ่มผู้ใหญ่ได้ โดยส่วนตัวแล้วผมอยากลองทำงานภาพในโทนสีที่ดูน่ากลัวหรือภาพของซอมบี้อะไรแบบนี้อยู่แล้ว

The Boy Who Fed on Nightmares Intro

คุณคิดว่าการทำงานภาพประกอบของคุณในครั้งก่อนๆกับในซีรีส์เรื่องนี้มีความคล้ายหรือแตกต่างกันอย่างไร

ตอนนี้ผมคิดว่าการยอมรับหรือเข้าถึงผลงานศิลปะของประชาชนกว้างกว่าเมื่อก่อนมาก ผมรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมากในช่วงนี้ ซีรีส์เรื่องนี้ก็มีความแตกต่างจากซีรีส์ในแบบเก่าๆ ถึงแม้จะเป็นเทพนิยายที่ดูโหดร้ายหรือเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ มีตัวละครที่มีบุคลิกต่อต้านสังคม แต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชม ถ้าเป็นเมื่อก่อน การถ่ายทอดงานภาพประกอบนั้นมีความลำบากกว่านี้ เพราะต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มค่อนข้างแมส จึงต้องมีความระมัดระวัง ผมเลยคิดว่าผู้คนเปลี่ยนไปมากกว่าสไตล์การวาดของผมหรือผมเปลี่ยนไปเสียอีก ผมเคยคิดว่าจิตรกรต้องเปลี่ยนแปลงก่อนผู้เสพงาน แต่ไม่คาดคิดเลยว่าตอนนี้ประชาชนจะมีการเปลี่ยนแปลงก่อน แม้จะเป็นไปทีละเล็กละน้อย ถ้าหากเป็นเมื่อก่อน เห็นได้ชัดว่า “ถ้าทำแบบนี้ขายไม่ออกหรอก / ไม่ชอบเลย / ไม่ดูหรอก / ใครจะไปดูอะไรที่น่ากลัวกันล่ะ” แต่ตอนนี้ถ้ามีลักษณะเฉพาะและสนุก ทุกๆ คนก็จะชอบ

ช่วยอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานของคุณในการวาดภาพประกอบของหนุ่มน้อยผู้โตมาด้วยฝันร้ายและเด็กน้อยซอมบี้หน่อยสิ

อันดับแรกผมจะได้รับต้นฉบับเนื้อเรื่องของทั้งสองเรื่อง แล้วค่อยมาพัฒนา สร้างสรรค์ออกมาเป็นภาพประกอบ จุดที่ยากคือ ดูเหมือนเป็นหนังสือเทพนิยาย แต่เนื้อหากลับเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ดังนั้นผมต้องปรับแนวการวาดให้เหมาะกับกลุ่มผู้ใหญ่ ถ้าเป็นภาพประกอบสำหรับเด็ก สีและลายเส้นที่ใช้ก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่พอรู้สึกว่าอยากจะสื่อสารกับผู้ใหญ่มากกว่า เลยต้องพยายามถ่ายทอดให้กลมกลืนทั้งในความเป็นเทพนิยายสำหรับเด็กในเรื่องและสำหรับคนดูที่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ด้วย ถ้าผลงานดูเด็กหรือไร้เดียงสาเกินไป ก็จะดูไม่น่าสนใจและไม่เหมาะ ความยากอีกอย่างคือ ถึงแม้จะเป็นผลงานภาพประกอบสำหรับเทพนิยาย แต่เป็นเทพนิยายที่มีเนื้อหาโหดร้าย ดังนั้นตอนที่เลือกคอนเซ็ปต์จึงเอาสีสันออกทั้งหมดเป็นอันดับแรก และตั้งใจจะวาดภาพโมโนโทนด้วยการวาดเส้นที่เรียบง่ายเป็นหลัก ตัดเทคนิคออกทั้งหมด ลายเส้นจะดูหยาบกระด้าง ไม่ละเอียดอ่อน เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องราวที่จริงจัง ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ท้ายที่สุดแล้วได้โทนสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งโชคดีที่ได้รับการตอบสนองดีจากผู้ชม โดยส่วนตัวผมเอง ผมชอบที่ได้ลองทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม

มีใครที่ให้แรงบันดาลใจหรือมีอิทธิพลต่อคุณไหมใครคือนักวาดภาพประกอบหรือนักเขียนที่คุณยกย่องเหตุผลนั้นคืออะไรแล้วนอกจากผู้คนแล้วคุณได้รับแรงบันดาลใจจากอะไรบ้าง

ไม่มีใครเป็นพิเศษที่ให้แรงบันดาลใจหรือมีอิทธิพล แทนที่จะได้รับแรงบันดาลใจจากใครไปเรื่อยๆ ผมชอบที่จะนำสิ่งต่างๆ รอบตัวมาเก็บเกี่ยวเป็นข้อมูล เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน นอกจากนี้ผมดูหนังและละครเยอะมาก เช่นภาพยนตร์เรื่อง Godzilla ก็ได้เห็นลักษณะคาแร็กเตอร์ สีหน้าที่แสดงออกของก็อตซิลลา หรือบางครั้งผมหยิบเอาลักษณะสีหน้าที่แสดงออกของลูกสุนัขที่อยู่ในบ้าน แล้วคิดเชื่อมโยงกับสีหน้าและลักษณะของผู้คน ผมมักจะสังเกตสิ่งรอบตัวแล้วจินตนาการมันออกมา สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เชื่อมโยงกัน

The Boy Who Fed on Nightmares

คุณสนใจเรื่องราวแบบไหนและอยากบอกกล่าวข้อความอะไรถึงผู้คนผ่านผลงานของคุณเอง

ทุกวันนี้ผมสนใจในเทพนิยายที่โหดร้าย แฟนตาซี และเรื่องที่ไม่สมจริง แต่ในทางหนึ่งมันไม่ได้เป็นเพียงแค่แฟนตาซี แต่เราสามารถพบเจอเรื่องราวเหล่านี้ได้ในความเป็นจริง บางครั้งความเป็นจริงก็เกินกว่าที่เราจะจินตนาการไปถึงได้ บางครั้งมีความจริงที่น่าเศร้าใจมากมาย สิ่งเหล่านี้ก็สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดแฟนตาซีได้ ตอนนี้ผมเริ่มสนใจงานในรูปแบบนี้มากขึ้น

It’s Okay to Not Be Okay ได้ออกอากาศให้ผู้ชมถึง 190 ประเทศผ่าน Netflix ทำให้ผู้ชมจากทั่วโลกมีโอกาสได้สัมผัสผลงานภาพประกอบของคุณด้วยบอกหน่อยว่าคุณคิดอย่างไรกัน

จำนวนผู้ติดตามในอินสตาแกรมของผมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากหลังจากซีรีส์เรื่องนี้ออกฉาย ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ เพราะนี่เป็นช่องทางเดียวที่แฟนๆ สามารถใช้ติดต่อกับผมได้ ผมเลยคิดว่าผลงานของผมเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นตามความนิยมของซีรีส์เรื่องนี้ ผมทั้งดีใจแล้วก็มีความกังวลนิดๆ เพราะเมื่อมีคนสนใจผลงานของคุณเพิ่มขึ้น ความคาดหวังของพวกเขาก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ผมคิดว่าผมพยายามสร้างสรรค์งานของผมให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

It’s Okay to Not Be Okay สตรีมมิ่งแล้วที่ Netflix

Peninsula ฝ่าโลกร้ายด้วยความหวัง

Author: Peerachai Pasutan

Photos: Mongkol Cinema

ปี 2016 ถือเป็นอีกปีหนึ่งที่มีภาพยนตร์เอเชียเข้ามาสร้างปรากฏการณ์ในบ้านเราหลายเรื่อง หนึ่งในนั้น Train to Busan ด่วนนรกซอมบี้คลั่ง ที่ไม่เพียงแต่เล่นกับสถานการณ์การเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด จนสามารถสร้างความระทึกขั้นสุดเท่านั้น แต่ยังกะเทาะถึงนิสัยและการกระทำที่แตกต่างกันของมนุษย์ต่อหายนะที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว จนได้รับคำวิจารณ์แง่บวกอย่างท้วมท้นจากผู้ชมทั่วโลก นอกจากนี้ยังมี Seoul Station ก่อนนรกซอมบี้คลั่ง แอนิเมชั่นภาค prequel ที่ได้รับเสียงชื่นชมไม่แพ้กัน

มาในปีนี้ ยอนซังโฮ ผู้กำกับ-เขียนบทคนเดิม จะพาเราไปสำรวจคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้งหลังจากเหตุการณ์ใน Train to Busan ผ่านมุมมองใหม่ ตัวละครใหม่ สเกลใหญ่ขึ้น ใน Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง เป็นเรื่องราวของ จ็องซ็อก (คังดงวอน) ที่ต้องกลับไปยังเกาหลีใต้อีกครั้งร่วมกับชูมิน (คิมโดยุน) พี่เขย และเพื่อนร่วมชาติอีกสองคนหลังจากเหตุการณ์เชื้อซอมบี้ระบาดเพื่อกอบกู้เงินกว่า 20 ล้านเหรียญฯ ที่อยู่ในซากรถบรรทุกใจกลางเมือง แต่ภารกิจครั้งนี้ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อมีทหารหน่วย 631 ที่กลายเป็นพวกคนเถื่อนเข้ามาขัดขวาง อีกทั้งต้องรับมือกับฝูงซอมบี้อีก แต่ยังดีที่ได้ มินจ็อง (อีจองฮยอน) และครอบครัวผู้หนีออกมาจากหน่วย 631 เข้ามาช่วยเหลือ สุดท้ายแล้วพวกเขาทั้งหมดจะฝ่าฟันเรื่องนี้ไปได้หรือไม่

เมื่อหนังขยายสเกลใหญ่ขึ้น ทำให้เราได้เข้าไปสำรวจดินแดนคาบสมุทรเกาหลีที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง – ซึ่งว่าไปแล้วถือเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากหนังซอมบี้เรื่องอื่น ๆ ที่มักจะนำเสนอภาพความล่มสลายของโลกทั้งใบกันเสียมากกว่า ชาวเกาหลีในหนังเปรียบเสมือนเป็น “พลเมืองชั้นสองของโลก” ดี ๆ ที่แม้จะรอดออกมาจากประเทศบ้านเกิดได้ แต่ก็ใช่ว่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี พวกเขาเองต้องสูญเสียคนรักหรือสถานะดั้งเดิมของตนเองไป มิหนำซ้ำยังถูกคนชาติอื่นเหยียดหยามและมองว่าเป็นตัวแพร่เชื้อเสียด้วยซ้ำ 

ส่วนคนที่ยังติดอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ก็ต้องดิ้นรนตามอัตภาพ หากไม่ใช่คนที่มีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้ออกไปสู่โลกภายนอกอีกครั้ง ก็กลายเป็นคนป่าเถื่อนอนารยชนไปเลย อย่างเช่นคนในหน่วยพิเศษ 631 ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธล่าพวก “คนเร่ร่อน” – หรือคนธรรมดาที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในหน่วยฯ – มาต่อสู้เอาชีวิตรอดในเกมแกลดิเอเตอร์ซอมบี้เพื่อความบันเทิง กลายเป็นการลดคุณค่าชีวิตคนกันไปเรื่อย ๆ ในบ้านเมืองที่ล่มสลายมากพอ – จากกองทัพซอมบี้ – เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

กระนั้นก็ดีตราบใดที่ยังไม่สิ้นความหวัง (แม้จะหริบหรี่ก็ตาม) ยังไม่ลดละความพยายามและยังคงมีสติที่มั่นคงคนเราก็ต้องต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าวันก่อนและเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนไม่ว่าโลกในแห่งหนใดและผู้คนในดินแดนแห่งไหนจะเป็นอย่างไรก็ตาม

เรื่องราวการต่อสู้ดังกล่าวนั้นถูกถ่ายทอดผ่านฉากแอ็คชั่นที่กระหน่ำเข้ามาเพื่อสร้างความบันเทิงแก่ผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่า ฉากแอ็คชั่นรวมไปถึงงานสร้างของ Peninsula มีความอลังการกว่า Train to Busan มากขึ้นจริง ๆ แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียบรรยากาศความระทึกและสยองขวัญแบบดั้งเดิมไป นอกจากนี้ หนังยังมีบาดแผลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับหนังภาคก่อน ทั้งจากชั้นเชิงในการนำเสนอ จังหวะอารมณ์ เหตุผลในการกระทำ และเสน่ห์ของตัวละคร มิเช่นนั้นหนังก็จะมีความเฉียบคมและน่าจดจำเข้าขั้นคลาสสิกทีเดียว – จะมีก็แต่น้องยูอิน (รับบทโดย อีเยวอน) ที่แสบและน่ารักจนขโมยซีนไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม Peninsula ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะมาสร้างความบันเทิงในยามนี้แก่ผู้ชมชาวไทยได้ไม่มากก็น้อยครับ

Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่งเข้าฉายแล้ววันนี้ทุกโรงภาพยนตร์ ในระบบปกติ, 4DX และ IMAX

แม่มาแล้ว! เจสสิกา แชสเทน เปิดตัวบทบู๊ครั้งแรกใน “AVA เอวามาแล้วฆ่า”

เปิดตัวตัวอย่างแรกของภาพยนตร์บู๊แอ็กชั่น ‘AVA เอวามาแล้วฆ่า’ ที่นำแสดงโดยเจสสิกา แชสเทน กับบทบู๊เต็มตัวเป็นครั้งแรก บอกเลยว่าดูจบแล้วอยากจะจองตั๋วล่วงหน้าไปกราบแม่กันในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเรื่องราวของ เอวา (เจสสิกา แชสเทน) มือสังหารอันดับต้นๆ ของวงการ ที่ได้รับภารกิจสังหารข้ามชาติ แต่กลับทำงานผิดพลาดจนทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของทางการ รวมถึงโลกใต้ดินที่ฝึกฝนเธอเป็นมือสังหาร เธอจึงต้องใช้ทักษะการต่อสู้ที่ฝึกฝนมา เพื่อต่อสู้ เอาชีวิตรอดและหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งตามล้างแค้นมือสังหารหนุ่ม (โคลิน ฟาร์เรล) ที่อาจเป็นตัวการของเรื่องทั้งหมด นำไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งการไล่ล่าและการตอบโต้ ที่จะมาพร้อมความตื่นเต้น ลุ้นระทึกจนผู้ชมแทบลืมหายใจ

ซึ่งนอกจากได้ดาราตัวแม่อย่างเอวามาเป็นตัวดึงดูดหลักแล้ว ยังได้เทต เทย์เลอร์ ผู้กำกับมือดีจาก The Girl on the Train (2016) มากุมบังเหียนกำกับ พร้อมนักแสดงฝีมือดีทั้ง โคลิน ฟาร์เรล (Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016)) จอห์น มัลโควิช (Con Air, Unlocked, Mile 22) จีน่า เดวิส (The Long Kiss Goodnight, Thelma and Louise) และ ไดอาน่า ซิลเวอร์ส (Booksmart, Ma)

เตรียมพบกับภาพยนตร์บู๊ระห่ำ ‘AVA เอวามาแล้วฆ่า’ ในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป