Our 30 Minute Sessions คาสเซ็ตต์เทปนั้นตัวฉันเป็นใคร

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคยฤดูร้อนไม่มีเธอเหมือนก่อนเหมือนเก่าขาดเธอ…” – ฤดูร้อน, PARADOX

Author: Peerachai Pasutan / Photos: Mongkol Cinema

แม้ว่าฤดูร้อนและช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองท้องฟ้าไม่สดใสดั่งเดิม เนื่องจากต้องอยู่ห่างจากคนรักไปเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตรในช่วงการแพร่ระบาดของโรคฯ อีกทั้งยังเทศกาลงานดนตรีต่าง ๆ ก็ถูกยกเลิกไปทั้งหมดจนไม่มีโอกาสแบ่งปันความทรงจำร่วมกับคู่รักหรือเพื่อนฝูง แต่กรกฎาคมนี้ จะมีหนังเรื่องหนึ่งที่มาชดเชยความรู้สึกที่หายไปนั้น และทำให้เราได้กลับมาใช้เวลาใกล้ชิดกับคนรักอีกครั้งหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่องที่ว่านั้นคือ Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก ผลงานโรแมนติกแฟนตาซีจาก ซาโตมิ โอชิมา ผู้เขียนบทที่สร้างความประทับใจมาแล้วใน The 100th Love with You (2017) และผู้กำกับ เคนทาโร ฮากิวาระ จากผลงานดาร์กแฟนตาซี Tokyo Ghoul (2017) 

หนังเล่าเรื่องราวของ โซตะ (คิตามุระ ทาคุมิ) ว่าที่บัณฑิตจบใหม่แสนขี้อายผู้ไม่ชอบการเข้าสังคมอย่างหนัก เขาได้พบเทปคาสเซ็ตต์ปริศนาที่เมื่อได้เปิดแล้ว อากิ (แมคเคนยู อาราตะ) นักร้องหนุ่มดาวรุ่งที่ดับไปก่อนวัยอันควรเพราะอุบัติเหตุ จะมายืมร่างของโซตะได้ครั้งละ 30 นาทีต่อการเปิดเทปหนึ่งครั้ง อากิตั้งใจยืมร่างของโซตะเพื่อกอบกู้วง ECHOLL ที่ล่มไปหลังจากการตายของตนและสานสัมพันธ์อีกครั้งกับคานะ (ซายุ คุโบตะ) จนเกิดเป็นเรื่องราวมิตรภาพ การทำตามฝัน และการตอบคำถามถึงตัวตนของตัวเอง

แน่นอนว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่คู่หูจำเป็นอย่าง โซตะ-อากิ ที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งไม่สนใจโลก ไม่สนใจใคร แถมยังมีโลกทุนนิยมและการหางานทำไปวัน ๆ บีบบังคับจนทำให้สกิลการผูกสัมพันธ์เป็นศูนย์ ส่วนอีกคน (ที่จริงคือผี) ก็ใจกล้า ฮาเฮ ออกแนวบุ่มบ่ามไปสักหน่อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งสองก็มีจุดร่วมเหมือนกัน คือ เสียงดนตรี นั่นจึงทำให้การสลับร่างแต่ละครั้งยังพอไปรอดได้ – แม้นิสัยของทั้งคู่จะต่างกันสุดขั้วก็ตามที

เมื่อคนที่ไร้ตัวตนในสังคมกับวิญญาณที่ไม่มีใครอื่นมองเห็นมาเจอกัน สองหนุ่มจึงค่อย ๆ เรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย พึ่งพากัน จนเป็นมิตรภาพและความทรงจำระหว่างกันตลอดเวลา – ไม่ใช่แค่ตอนที่อากิยืมร่างของโซตะครั้งละ 30 นาทีเพียงช่วงเดียวเท่านั้น แต่ก็อย่าลืมว่า พื้นเพนิสัยของอากินั้นตรงข้ามกับปรัชญาชีวิตของโซตะ ยิ่งโซตะได้ซึมซับ “ความเป็นอากิ” มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดคำถามชีวิตต่อโซตะว่า ตกลงแล้วเขาจะใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ เติบโตเป็นพนักงานเงินเดือนผู้ตายซาก ไร้เพื่อนฝูงคนสนิท หรือจะใช้ความเป็นอากิออกไปสนุกกับผู้คน สร้างความทรงจำดี ๆ ใหม่ ๆ ระหว่างตัวเขาเองและคนอื่น ๆ โดยที่ไม่ต้องมากังวลว่าจะไปซ้อนทับเรื่องราวของใคร

ไม่ใช่แค่โซตะที่ต้องเผชิญกับคำถามว่า “เขาจะเป็นใครต่อไปในอนาคต” เท่านั้น แม้แต่เหล่าสมาชิกในวง ECHOLL ก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันหลังจากที่ก่อนหน้านั้นพวกถอดใจไปแล้วจากความฝันในการพาวงไปสู่เวที Ringo Fes อันเป็นจุดเริ่มต้นของวงมาตั้งแต่แรก จริงอยู่ว่า พวกเขาไม่เคยลืมความทรงจำและความรู้สึกที่มีร่วมกันกับอากิ ทว่าการขาดเสาหลักของวงไปทำให้พวกเขาเคว้งคว้างไร้จุดหมาย ความเป็นนักดนตรีของแต่ละคนถูกแทนที่ด้วยงานที่พวกเขาไม่ได้รักหรือต้องทำเพื่อปากท้องเงินทองหลังเรียนจบ ฟังดูแล้วนั้นไม่ต่างจากชีวิตของคนอีกมากมาย ที่ความจำเป็นในการดำรงชีวิตและกาลเวลาอาจทำให้เขาหรือเธอต้องถอยห่างจากตัวตนลึก ๆ ภายใน อย่างไรก็ตาม การที่โซตะและวิญญาณอากิได้เข้ามา ก็ทำให้พวกเขาต้องเลือกอีกครั้งว่า จะจมอยู่กับความทรงจำอันชวนถวิลหาในอดีต หรือจะขับเคลื่อนวงต่อไปกับผู้คนใหม่ ๆ โดยยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมของวง (และของอากิ – ผู้ก่อตั้ง) ไว้อยู่ ซึ่งคนที่เผชิญกับคำถามนี้หนักที่สุดคือ คานะ ที่ไม่เพียงเป็นมือคีย์บอร์ดของวงเท่านั้น แต่ยังมีความทรงจำอันเหนียวแน่นกับคนรักอย่างอากิด้วย ยิ่งมีโซตะเข้ามาเป็นตัวละครใหม่ในชีวิตอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้ว ทำให้เธอต้องตอบคำถามเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเช่นกัน

มิตรภาพระหว่างโซตะและอากิจะดูไม่น่าเชื่อถือเลยหากไม่ได้การแสดงของทาคุมิและอาราตะ บทบาทของทาคุมิมีความท้าทายอยู่ที่ต้องสลับตัวตนระหว่างโซตะและอากิในเสี้ยววินาทีที่เทปคาสเซ็ตต์หยุดเล่น ส่วนอาราตะในบทอากินั้น แม้จะเป็นตัวละครมาดกวนผู้สร้างสีสันของเรื่อง แต่ก็ถ่ายทอดความห่วงหาอาวรณ์ของตัวละครได้ดีเช่นกัน ฉากใดที่นักแสดงชายทั้งสองได้อยู่ร่วมกันนั้นก็เกิดเป็นเคมีอันลงตัวและความโบรแมนซ์เบา ๆ ในฉากนั้น อีกคนหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือ นางเอกของเรื่องอย่างคุโบตะ ที่เสน่ห์และความสดใสของเธอช่างเข้ากันกับทั้งทาคุมิและอาราตะ นอกจากนี้ เธอยังแสดงความสับสนของตัวละครคานะได้เป็นอย่างดี ที่น่าเสียดายเห็นจะเป็นบทสมทบของสมาชิกวง ECHOLL อีกสามคนที่ยังไม่ค่อยมีพัฒนาการมากนักจนไม่ค่อยเกิดความผูกพันธ์ระหว่างตัวละครสามตัวนี้เท่ากับ โซตะ อากิ และคานะ

หนังมีโครงเรื่องที่แข็งแรงและบทที่เปี่ยมด้วยมิติความรู้สึก – ทั้งตลก ซึ้ง เศร้า – อันเป็นจุดเด่นในบทของโอชิมา แต่ช่วงจุดวิกฤตของเรื่องนั้นอาจมีเหตุผลและการกระทำของตัวละครที่เบาไปเล็กน้อย กระนั้นเราก็ยังให้อภัยแก่จุดนั้นแล้วเพลินเพลิดไปกับเหตุการณ์ของหนังได้ และอีกความดีงามหนึ่งอยู่ที่เพลงประกอบจากโปรดิวเซอร์มากฝีมือ อุชิซาวะ ทาคาฮิโตะ จังหวะทำนองของเพลงต่าง ๆ รวมไปถึงเสียงร้องของทาคุมิและอาราตะอันทรงเสน่ห์ ทำให้ซาวน์แทร็คชุดนี้โดดเด่นและติดหูผู้ฟังมากทีเดียว เมื่อบวกกับบรรยากาศแสนอบอุ่นในฤดูร้อน ณ แดนอาทิตย์อุทัยจากการกำกับภาพของ อิมามุระ เคย์สุเกะ แล้ว จึงทำให้ เทปลับสลับร่างมารัก สามารถเติมเต็มความรู้สึกของที่หายไปในช่วงฤดูร้อนอันยาวนานที่ผ่านมานี้ได้ทั้งทางเรื่องราว เสียงดนตรี และภาพของหนัง

มาร่วมกันสัมผัสบรรยากาศฤดูร้อน เสียงดนตรี มิตรภาพ และค้นหาตัวตนไปพร้อมกันได้ใน Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก 9 กรกฎาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ

ขอขอบคุณมงคลภาพยนตร์สำหรับรอบสื่อของภาพยนตร์มาณที่นี้ครับ

สัมผัสประสบการณ์ชวนถวิลหาอดีตในการดูหนัง กับโรงภาพยนตร์ CAT Drive-in Cinema จาก SF

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงสามเดือนหลังที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ทั่วโลกหยุดชะงักลงไปอย่างกระทันหัน แต่เมื่อผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องการชมภาพยนตร์บนจอใหญ่นอกบ้านของตนเอง จึงมีโรงภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ มีการเว้นระยะห่างทางสังคมกับบุคคลอื่น แถมยังให้ความรู้สึก nostalgia หรือความถวิลหาอดีตอีกด้วย – ใช่แล้วครับ โรงภาพยนตร์ที่ว่านั้นคือ Drive-in cinema นั่นเอง 

โรงหนัง Drive-in cinema ของ Hollingshead ในเมือง Pennsauken รัฐนิวเจอร์ซีย์ ปี 1933 (ภาพจาก Wikipedia) 

มาย้อนดูประวัติโรงภาพยนตร์ Drive-in กันสักหน่อย โรงภาพยนตร์ประเภทนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย 1910s แล้ว แต่ได้รับการจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดย Richard Hollingshead ในปี 1933 ซึ่งชูจุดเด่นว่าเป็นโรงหนังที่เหมาะสำหรับครอบครัว โดยเขาได้โฆษณาไว้ว่า “เราพร้อมต้อนรับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าเด็ก ๆ นั้นจะเสียงดังเพียงใดก็ตาม” ความนิยมในโรงหนังประเภทนี้มาถึงขีดสุดช่วงปี 50s-60s หรือยุค Baby Boom พอดี ทำให้จำนวน Drive-in ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 4,000 แห่ง ซึ่งส่วนมากตั้งอยู่ในเขตชนบท – อารมณ์คล้าย ๆ กับหนังกลางแปลงของบ้านเรา – และอิทธิพลนั้นยังขยายไปถึงต่างประเทศด้วย  

อย่างไรก็ตาม Drive-in cinema ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ในการดำเนินการ ต้องพึ่งพาสภาพอากาศที่เป็นใจ ประกอบกับการมาถึงของเครื่อง VCR และความนิยมในการสร้างศูนย์การค้าครบวงจร ทำให้ Drive-in cinema เสื่อมความนิยมไปจนเหลือเพียงไม่กี่ร้อยแห่งในปัจจุบัน 

แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความนิยมในโรงหนัง drive-in กลับมาผงาดอีกครั้ง เช่น ในสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และ ลิทัวเนีย (ที่ใช้สนามบินเป็น drive-in ชั่วคราว) อีกทั้งภาพยนตร์ที่นำมาฉายก็มีทั้งใหม่และเก่า (เช่นเคสของ Jurassic Park ที่กลับมาฉายใหม่จนทำเงินอันดับ 1 ในอเมริกาจากบทความที่เรานำเสนอไปก่อนหน้า)

ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมการดูหนังแบบ new normal ในรูปแบบเก่าที่คุ้นเคย…และชวนรำลึกถึงอดีตนั่นเอง 

โฆษณาโรงภาพยนตร์ “ไดรฟ์อิน” บนหน้าหนังสือพิมพ์ไทย (ภาพจาก @Earth_Oscar) 

ส่วนในประเทศไทย ก็เคยมีการเปิดโรงภาพยนตร์ Drive-in เหมือนกัน เช่น ในพ.ศ. 2525 โรงภาพยนตร์ โอ.เอ. มักกะสัน เปิด Drive-in cinema ในชื่อ “ไดรฟ์อิน” ตั้งอยู่ที่ซอยลาดพร้าว 130 สามารถรองรับรถได้ 500 คัน มีบริการท่อปรับอากาศเข้าไปในรถโดยที่ไม่ต้องติดเครื่องยนต์ และมีพนักงานหญิงที่ใส่ roller-skate คอยให้บริการอาหารและเครื่องดื่มตามขนบอเมริกัน ทว่าไม่ได้รับความนิยมมากนักจนต้องปิดให้บริการไป

38 ปีให้หลัง เมื่อกระแสการชมภาพยนตร์แบบ Drive-in กำลังกลับมาในต่างประเทศ โรงภาพยนตร์ SF จึงร่วมมือกับ บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT เพื่อปลุกกระแสโรงภาพยนตร์ Drive-in ในประเทศไทย ภายใต้โปรเจกต์ชื่อ CAT Drive-in Cinema ซึ่งมาพร้อมกับระบบดิจิทัลด้วยเครื่องฉาย Laser Projector 4K ที่ให้อรรถรสการรับชมระดับมาตรฐาน มั่นใจได้กับระบบเสียงที่คมชัดด้วยเครื่องเสียงวิทยุติดรถยนต์ และมีบริการระบบปรับอากาศแก่รถยนต์ทุกคันโดยไม่จำเป็นต้องติดเครื่องยนต์ระหว่างการรับชมเพื่อลดการเกิดมลภาวะทางอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายป๊อปคอร์น-เครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชม และบูทกิจกรรมจากพาร์ทเนอร์ เช่น โค้ก ที่มาสร้างความสนุกก่อนการฉายฯ ครับ 

CAT Drive-in Cinema เปิดให้บริการระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคมนี้ ที่คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา (CDC) มาพร้อมกับโปรแกรมภาพยนตร์แอนิเมชั่น Troll: World Tour ที่จะมาสร้างความสนุกให้แก่ทุกคนในครอบครัว ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ (www.sfcinemacity.com/) และทุกช่องทางออนไลน์ของ SF ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การชมภาพยนตร์สุดพิเศษครั้งนี้ ห้ามพลาดครับ! 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

ใกล้ได้เจอกันแล้ว… 🍿❤️⁣ บรรยากาศแบบนี้ ต้องสัมผัสสักครั้งในชีวิต⁣ ⁣ 💥พรุ่งนี้พร้อมกัน 13:00 น. 🚙 🚖 🚘 ⁣ เปิดขายบัตรชมภาพยนตร์ Drive-In Digital Cinema แห่งแรกของเมืองไทย⁣ ⁣ ผ่าน LINE: @SFcinema เท่านั้น!⁣ ⁣ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: bit.ly/2NDQ4eP⁣ ⁣ #SFcinema ⁣ #CATdriveinbySF⁣ #TrollsWorldTour

โพสต์ที่แชร์โดย SF Cinema (@welove_sf) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

สู่สังเวียนแฟชั่น! Mike Tyson ร่วมงานกับ Chinatown Market ในการสร้างสรรค์แคปซูลคอลเลคชั่นใหม่

หลังจากที่มีข่าวว่าจะคืนสังเวียนผืนผ้าใบอีกครั้งในรอบ 15 ปี ล่าสุด Mike Tyson นักมวยชื่อดังชาวอเมริกันเจ้าของผลโหวตระดับตำนานอย่าง “นักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทที่หมัดหนักที่สุดตลอดกาล” จาก ESPN (The Hardest Hitters in Heavyweight History) ได้ร่วมงานกับ Chinatown Market – แบรนด์สตรีทแฟชั่นสุดกวนจากแอลเอ ในโปรเจ็กต์แคปซูลคอลเลคชั่นใหม่ ที่ประกอบด้วยไอเทมอย่าง เสื้อยืด, เสื้อฮูดดี้ และกางเกงขาสั้น 

นอกจากนี้ยังร่วมสร้างสรรค์ mockumentary หรือสารคดีหลอก ๆ สนุก ๆ 5 ตอนที่จะนำเสนอภาพของ Tyson ครั้นได้เยี่ยมชมออฟฟิศและได้ทำงานร่วมกับทีมของแบรนด์ ซึ่งจะปล่อยให้ชมกันวันละหนึ่งตอนเริ่มตั้งแต่วันเสาร์นี้ (27 มิถุนายน)  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Training smarter every day. @smartcups SmartCups.com

โพสต์ที่แชร์โดย Mike Tyson (@miketyson) เมื่อ

“ผมตื่นเต้นที่จะได้ร่วมมือกับแบรนด์สายสตรีทอย่าง Chinatown Market และนำเสนอสิ่งที่พวกเราได้ลงมือทำ – ทั้งคอนเทนต์และผลิตภัณฑ์ – ให้แฟนคลับได้ชมกัน” นักมวยระดับตำนานเจ้าของสถิติ Win by KO 44 ครั้งจากการขึ้นชก 58 ครั้งได้กล่าวถึงโปรเจกต์ครั้งนี้ 

แคปซูลคอลเลคชั่นชุดแรกจะเริ่มจัดจำหน่ายในวันที่ 3 กรกฎาคม และชุดที่สองจะเริ่มการขายช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ โดยราคาสินค้าแต่ละชิ้นจะมีราคาอยู่ที่ 40-90 เหรียญฯ (ประมาณ 1,240-2,790 บาท) ซึ่งจะจัดจำหน่ายทางเว็บไซต์ของ Chinatown Market

รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสบทบทุนแก่ Tyson Cares Foundation ที่ช่วยเหลือเยาวชนจากครอบครัวที่มีปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ที่พัก, คำปรึกษา, การช่วยเหลือทางการเรียน และสวัสดิการด้านสาธารณสุขครับ เรียกได้ว่ากลับมาแบบหล่อๆพร้อมกันหุ่นที่ฟิตจริงๆครับสำหรับ “IRON” Mike ในวัย 53 ปี 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ร่วมเดินทางครั้งพิเศษไปกับอีซึงกิและแจสเปอร์ หลิวใน ‘Twogether คู่เที่ยวเพื่อนทัวร์’ ทาง Netflix

แม้ว่าช่วงนี้จะมีการผ่อนปรนมาตรการล็อคดาวน์แล้ว แต่ก็ยังคงมีการจำกัดการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศอยู่ คงดีไม่ใช่น้อยหากจะมีรายการแนววาไรตี้-ท่องเที่ยวที่จะพาเราออกสู่โลกกว้างเพื่อคลายเหงาในยามนี้ และคงจะเป็นเรื่องยอดเยี่ยมไปเลย หากคนนำเที่ยวของเรานั้นเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับเอเชีย…ถึง 2 คน!  

รายการที่ว่านั้นคือ Twogether คู่เที่ยวเพื่อนทัวร์ original content ชุดใหม่ที่จะสตรีมให้ชมกันทาง Netflix ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ครับ 

ความพิเศษของรายการนี้คือ การนำซูเปอร์สตาร์อย่าง อีซึงกิ – นักแสดงเกาหลีจากซีรีส์สุดฮิต Vagabond ที่เจนจัดในวงการเรียลลิตี้ – กับ แจสเปอร์ หลิว – นักแสดงไต้หวันจากภาพยนตร์รีเมกสุดซึ้ง More Than Blue ที่มาประเดิมการเป็นพิธีกรรายการวาไรตี้ –  มาโคจรพบกันเป็นครั้งแรก เขาทั้งสองจะร่วมกันออกเดินทางพบปะแฟน ๆ และเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นนอกบ้านเกิดของพวกเขาใน 6 เมือง 3 ประเทศ ได้แก่ ยอกยาการ์ตา-บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย, โพคารา-กาฎมัณฑุ ประเทศเนปาล และสุดท้าย กรุงเทพ-เชียงใหม่ ในบ้านเรานั่นเอง  

แม้เขาทั้งสองคนจะมีที่มาต่างกัน พูดกันคนละภาษา อีกทั้งยังต้องเดินทางร่วมกันในสถานที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจเป็นกำแพงขวางกั้นมิตรภาพและความสนิทสนมที่ได้ก่อตัวขึ้นระหว่างทริป  

“ปกติแล้วเวลาที่สมาชิกในรายการจะเริ่มรู้สึกสบาย ๆ ต่อกัน คือตอนที่เราใส่กางเกงนอนลายๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน…วันที่ผมเห็นแจสเปอร์ใส่กางเกงนอนลาย ๆ กับตอนที่เขาให้กางเกงนอนผมซึ่งเหมือนกันกับของเขาเลย แค่คนละสี ผมว่าตอนนั้นล่ะครับที่เคมีของเราเข้าที่แล้ว” อีซึงกิกล่าวถึงเคมีของทั้งคู่ไว้ผ่านงานแถลงข่าวทาง virtual-conference ของรายการใหม่นี้ 

นอกจากนี้ Twogether ยังได้ทีมผู้สร้างเดียวกับ Running Man และ Busted! มาเป็นผู้บันทึกและดูแลการเดินทางครั้งพิเศษนี้ ดังนั้นแฟน ๆ จึงมั่นใจได้เลยว่า ความสนุกสนานและความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสองนักแสดงนั้นเป็นของจริง ไม่มีสคริปต์ โดยแจสเปอร์ หลิว ออกมายืนยันถึงความเป็นธรรมชาติของรายการด้วยตัวเองว่า “เราสองคนได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างกันและสร้างมิตรภาพขึ้น แล้วรายการนี้ไม่มีสคริปต์ครับ ทุกครั้งที่ผมถามโปรดิวเซอร์ว่าตอนไหนจะได้พบแฟน ๆ โปรดิวเซอร์ก็บอกว่าไม่รู้…ซึ่งทำให้ทุกครั้งที่ได้พบแฟนๆ ผมยิ่งรู้สึกประทับใจมากขึ้นไปอีก เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจริงมาก ๆ”  

ใครที่เป็นแฟนคลับของอีซึงกิและแจสเปอร์ หลิว เตรียมออกเดินทางร่วมทริปแห่งความพิเศษและมิตรภาพนี้ได้ใน Twogether คู่เที่ยวเพื่อนทัวร์ ศุกร์ที่ 26 มิถุนายนนี้ รับชมพร้อมกันทั่วโลก ครบทุกตอนทาง Netflix ครับ 

#NetflixTH 

#NetflixOriginal 

#Twogether 

#JasperLiu 

#LeeSeungGi 

ยังไม่สิ้นเสียงคำราม! Jurassic Park กลับมาทำเงินเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ อีกครั้งหลังจากผ่านมา 27 ปี

ดูเหมือนว่าเจ้า T-Rex จะกลับมาคำรามบนตาราง Box Office อีกครั้งหลังจากการปรากฎตัวครั้งแรกเมื่อ 27 ปีก่อนครับ โดยภาพยนตร์สุดคลาสสิกอย่าง Jurassic Park (ปี 1993) ของพ่อมดฮอลีวูด Steven Spielberg ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ ด้วยจำนวนเงิน 517,000 เหรียญฯ (ประมาณ 16,027,000 บาท) 

ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการฉายในโรงภาพยนตร์ Drive-in ที่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับสัปดาห์วันพ่อของอเมริกาพอดี 

นอกจาก Jurassic Park แล้ว ยังมีภาพยนตร์ของ Spielberg ที่ติดอันดับ Box Office อีกหลายเรื่อง ทั้งฉลามระทึกโลกอย่าง Jaws (ปี 1975) ที่อยู่ในอันดับ 2 ด้วยรายได้ตามติดเจ้าทีเร็กซ์อยู่ที่ 516,000 เหรียญฯ, E.T. the Extra Terrestrial (ปี 1982) หรืออีทีเพื่อนรัก ติดอันดับ 7 และ Raiders of the Lost Art (ปี 1981) หรืออินเดียน่าโจนส์ภาคแรกได้เข้ามาที่อันดับ 17 นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ไซไฟที่อาจารย์แห่งวงการภาพยนตร์คนนี้ได้อำนวยการสร้าง อย่าง Back to the Future (ปี 1985) ก็ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 6 บนตารางครับ 

คาดว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโรงฉายในอเมริกาและทั่วโลกจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมนี้ ที่จะมีมาตรการผ่อนปรนแก่โรงภาพยนตร์มากขึ้น และจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ผู้ชมรอคอยเข้าฉาย อย่าง Disney’s Mulan และ Tenet ของเสด็จพ่อ Christopher Nolan ครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ชมเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสวยที่ได้แรงบันดาลใจจาก “Game of Thrones” ซีรีส์ชื่อดังเรื่องโปรดของหลายๆคน

แม้ว่าซีรีส์ดรามา-แฟนตาซีสุดฮิตอย่าง Game of Thrones ของ HBO จะอวสานไปปีกว่า ๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่แฟนคลับและศิลปินนทั่วโลกครับ อย่างเช่นผลงานล่าสุดของ Lionel Jadot ศิลปินและนักออกแบบชาวเบลเยี่ยม ที่นำเสนอผลงานเฟอร์นิเจอร์ชุด “Game of Thrones” ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากอิทธิพลของซีรีส์เรื่องนี้ 

ผลงานชุดนี้ของ Jadot ประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงสไตล์ที่ต่อต้านความเข้าชุด (anti-conformist) และความรักอิสระในการออกแบบของตัวศิลปิน โดยผลงานทุกชิ้นทำขึ้นจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุใกล้ตัวต่าง ๆ ที่ Jadot สะสมเองเป็นเวลาหลายปี และจุดเด่นของผลงานชุดนี้ คือ เก้าอี้นั่งแบบต่าง ๆ ที่ศิลปินบรรยายไว้ว่าเป็น “บัลลังก์” นั่นเอง 

Lionel Jadot

นอกจากนี้ ยังมีผลงานอื่น ๆ นอกจากบัลลังก์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น เก้าอี้ที่ทำจากเทป VHS ยุคเก่า, โคมไฟตั้งโต๊ะที่มีฐานเป็นเครื่องลายคราม และม้านั่งยาวที่ประกอบด้วยเบาะหลากหลายขนาด

ผลงานชุดนี้กำลังจัดแสดงในชื่อนิทรรศการ “Enthrone Dethrone” ณ Everyday Gallery ประเทศเบลเยี่ยม หรือใครสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของผลงานชุดนี้ทางออนไลน์ สามารถติดตามที่เว็บไซต์ของ Everyday Gallery ได้ถึงวันที่ 16 สิงหาคมนี้ครับ เชื่อว่าผลงานชุดนี้จะโชว์ความคิดสร้างสรรค์ให้แก่แฟน ๆ ซีรีส์ได้ ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียวครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

NBA เตรียมกลับมาแข่งฤดูกาล 2019-20 อีกครั้ง!

แฟนบาสเกตบอลเตรียมเฮได้เลยครับ เพราะบอร์ดฯ NBA ได้ออกมาประกาศการรับรองรูปแบบการแข่งขันของศึก NBA ประจำฤดูกาล 2019-20 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่ต้องหยุดการแข่งขันลงชั่วคราวจากสถานการณ์โควิด-19 ไปเมื่อเดือนมีนาคม โดยคาดว่าจะกลับมาเปิดการแข่งขันในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม และมีทีมที่เข้าร่วมทั้งหมด 22 ทีม นำโดย Milwaukee Bucks, Toronto Raptors, Boston Celtics จากฝั่งตะวันออก และ Los Angeles Lakers, LA Clippers, Utah Jazz จากฝั่งตะวันตก 

ทุกแมตช์ที่เหลือนั้นอาจจัดขึ้นที่ ESPN Wide World of Sport ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ Walt Disney World Resort ในรัฐฟลอริดาแห่งเดียวเท่านั้น โดยแต่ละทีมจะฝึกซ้อมในเมืองเหย้าของตนช่วงปลายเดือนมิถุนายนก่อน แล้วจะย้ายไปสถานที่การแข่งขันในเดือนกรกฎาคม ซึ่งผู้เล่นและทีมงานทุกคนจะต้องอยู่ในบริเวณไซต์ฯ ตลอดเวลา อีกทั้ง NBA ยังได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์เพื่อสร้างมาตรการที่เข้มงวดและปลอดภัยครับ  

หากเริ่มการแข่งขันในวันที่ 31 กรกฎาคมจริง เกมสุดท้ายในรอบ Final จะจัดไม่เกินวันที่ 12 ตุลาคม ส่วนการจับฉลาก Draft จะเลื่อนไปเป็นวันที่ 25 สิงหาคม, NBA Draft เลื่อนเป็นวันที่ 15 ตุลาคม และเลื่อนการเปิดฤดูกาล 2020-21 เป็นวันที่ 1 ธันวาคมนี้ 

“เรายังตระหนักอีกว่า ในขณะที่กำลังเตรียมการกลับมาจัดการแข่งขันนั้น สังคมของเรากำลังตกอยู่ในโศกนาฏกรรมแห่งการเหยียดเชื้อชาติและความอยุติธรรม เราจะทำงานร่วมกับทีมต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมและอิทธิพลในการสื่อสารในประเด็นเหล่านี้ด้วยวิธีการที่จริงจังครับ” Adam Silver คอมมิชชั่นเนอร์ของ NBA ได้ออกแถลงการณ์เพิ่มเติมในห้วงเวลาของการเคลื่อนไหว Black Lives Matter ที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งทีมต่าง ๆ ผู้เล่น และ NBA เองได้ออกมาสนับสนุนการประท้วงครั้งนี้เช่นกันครับ 

อีกอดใจเดียวแฟนบาสฯ ก็จะได้กลับมาลุ้นเกมการแข่นขันอีกครั้งนะครับ ส่วนตอนนี้ ใครที่คิดถึงบรรยากาศในสนามมาก ๆ สามารถเข้าไปที่ Netflix เพื่อชมสารคดี The Last Dance หรือการเต้นรำบนคอร์ทบาสครั้งสุดท้ายของ Michael Jordan และสองคู่หูอย่าง Scottie Pippen และ Dennis Rodman ในชุด Chicago Bulls ให้หายคิดถึงกันก่อนนะครับ  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

The gods @jasonmhehir @jumpman23 @netflix #thelastdance #netflix #jumpman23

โพสต์ที่แชร์โดย The Last Dance (@thelastdancenetflix) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ไม่ได้จัดเทศกาลก็ไม่เป็นไร! Cannes ออกมาประกาศรายชื่อภาพยนตร์ที่ได้เป็น Official Selection ประจำปี 2020

แม้ว่าปีนี้จะไม่มีพรมแดงให้บรรดาคนดังทั่วโลกได้เฉิดฉาย ไม่มีการจัดฉายและซื้อขายภาพยนตร์ตามปกติ แต่หนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Cannes Film Festival ก็ยังไม่ได้หายไปจากวงการไปสักทีเดียว  

ตามกำหนดการเดิมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 73 จะจัดขึ้นในวันที่ 12-23 พฤษภาคม 2020 ริมชายหาดและทะเลสวย ๆ ของเมืองตามภาพที่เราคุ้นเคย แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องยกเลิกการจัดงานไป 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

La Sélection officielle de la 73e édition a été dévoilée ! Suivez la carrière des films en salles et dans les autres festivals de cinéma avec le hashtag #Cannes2020 🎬 Accédez à la liste des films 2020 : https://www.festival-cannes.com/fr/infos-communiques/communique/articles/les-films-de-la-selection-officielle-2020 —– The Official Selection for the 73rd edition has been announced! Follow the selected films’ progress in cinemas and other film festivals using the hashtag #Cannes2020. 🎬 See the list of 2020’s films : https://www.festival-cannes.com/en/infos-communiques/communique/articles/the-films-of-the-official-selection-2020

โพสต์ที่แชร์โดย Festival de Cannes (@festivaldecannes) เมื่อ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนตามเวลาฝรั่งเศส Pierre Lescure และ Thierry Frémaux ได้ออกมาประกาศรายชื่อ 56 ภาพยนตร์ที่ได้ประทับตราเกียรติยศ Official Selection จากภาพยนตร์ทั้งหมด 2,067 เรื่องที่ส่งเข้ามาประกวดหรือนำเสนอในเทศกาลครั้งนี้ ซึ่งภาพยนตร์ทั้งหมดนั้น 

ในจำนวนภาพยนตร์ 56 เรื่องนั้น มีภาพยนตร์จากผู้กำกับหญิงที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 16 เรื่อง และมีภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก (The First Features) จำนวน 15 เรื่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2 เรื่องและ 5 เรื่อง ตามลำดับ อีกทั้งยังมีภาพยนตร์จากหลากหลายประเทศ/ทวีปเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่การจัดงานในปีหลัง ๆ ที่ผ่านมานั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความหลากหลายของผลงาน แม้ว่าปีที่แล้วจะมีภาพยนตร์ระดับปรากฏการณ์อย่าง Parasite ชนะรางวัลสูงสุด Palm d’Or ก็ตาม  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

#BeCannesRewind Les Palmes d'or du Festival : épisode 7 C’est avec l’immense succès de Parasite, du sud-coréen Bong Joon-ho qu’ont culminé les palmarès de cette dernière décennie. Une décennie propice aux rencontres et aux découvertes, de la Thaïlande à la Suède en passant par la Turquie… Tout un voyage à parcourir Palme après Palme… en VOD !➡️ https://bit.ly/3bv4F5O —– The Festival's Palmes d'or: episode7 It is with the huge success of Parasite by South Korean director Bong Joon-ho that the awards of this last decade have culminated. A decade of encounters and discoveries, from Thailand to Sweden and Turkey… A whole journey to travel Palme after Palme… on VOD! ➡️ https://bit.ly/2WxoHse

โพสต์ที่แชร์โดย Festival de Cannes (@festivaldecannes) เมื่อ

เราขอนำเสนอตัวอย่างภาพยนตร์ที่หน้าจับตามองในเทศกาลฯ ปีนี้ เช่น  

The French Dispatch ผลงานล่าสุดจาก Wes Anderson (The Grand Budapest Hotel) ที่จะเป็นจดหมายรักของเวสถึงฝรั่งเศส, เหตุการณ์ Mai 68 และการหนังสือพิมพ์ มาพร้อมกับกองทัพนักแสดง เช่น Bill Murray, Timothée Chalamet, Léa Seydoux และอีกคับคั่ง ใครที่เป็นแฟนคลับของเวส เตรียมตัวเสพงานสุดปราณีตนี้ได้ ธันวาคมนี้ครับ 

Lovers Rock และ Mangrove ภาพยนตร์สองเรื่องจากซีรีส์ anthology ของ BBC ชุด Small Axe ที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของชาวแอฟริกัน-อเมริกันแห่งย่าน West Indian ในลอนดอนช่วงปี 60-80 สร้างสรรค์โดย Steve McQueen (Shame, 12 Years of Slave) ที่ได้ออกมาประกาศว่า ขออุทิศผลงานชุดนี้ให้แก่ George Floyd, แคมเปญ Black Lives Matter และเหยื่อชาวผิวสีทุกคนจากความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 

Falling ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ Viggo Mortensen (หรือ Aragorn จากไตรภาค The Lord of the Ring) ที่กำกับ เขียนบท และนำแสดงเอง เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเกย์คนหนึ่ง กับพ่อหัวอนุรักษ์นิยมของเขาที่เริ่มมีอาการความจำเสื่อมจนต้องย้ายมาอยู่ด้วยกัน ก่อนหน้านี้ได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ Sundance เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาและได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี 

Aya To Majo ผลงานแอนิเมชั่นเรื่องใหม่จาก Studio Ghibli ผู้สร้าง Spirited Away ซึ่งจะเป็นผลงานแอนิเมชั่นสามมิติ CGI ขนาดยาวเรื่องแรกของค่าย ดัดแปลงจากนวนิยายเด็ก Earwig and the Witch ของ Diana Wynne Jones นักเขียนชาวอังกฤษ มีกำหนฉายในญี่ปุ่น ปลายปีนี้ทาง NHK 

และก่อนหน้านี้ มีรายงานออกมาว่า Da 5 Bloods ของ Netflix จะได้ฉายในเทศกาลฯ ครั้งนี้ด้วย เป็นเรื่องราวของกลุ่มทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนามที่กลับไปหาสมบัติที่ได้ซ่อนเอาไว้ นำแสดงโดยฝ่าบาท Chadwick Boseman กำกับโดย Spike Lee (BlackKklansman – และเขายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของคานส์ปีนี้ด้วย) หาก Da 5 Bloods ได้มีส่วนร่วมในเทศกาลปีนี้จริง จะเป็นการกลับมาของ Netflix ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในรอบ 3 ปี หลังจากมีกฏที่ห้ามให้ภาพยนตร์ที่ไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ (non-theatrical) ไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันของเทศกาลฯ ใครที่อยากชมนั้นไม่ต้องรอนานครับ เพราะจะสตรีมใน Netflix 12 มินุนายนนี้ 

วนภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ จะมีเรื่องไหนได้เข้าฉายในประเทศไทยบ้างนั้น ก็ต้องติดตามข่าวสารกันต่อไปครับว่าจะมีค่ายใดนำมาจัดฉายให้คอหนังชาวไทยได้ชมกัน 

สำหรับรายชื่อภาพยนตร์ทั้งหมดที่ได้รับการคัดเลือกนั้น สามารถดูเพิ่มเติมได้ ที่นี่ครับ

เรื่อง : Peerachai Pasutan

เรียบเรียง : rhunrun

คอนเฟิร์มแล้วจ้า! พัคโบกอมทิ้งทวนก่อนเข้ากรมปลายปีนี้กับซีรีส์เรื่องล่าสุด Record of Youth

หลังจากคอนเฟิร์มข่าวเข้ากรมปลายปีนี้ให้แฟนๆ ใจแป้วไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พัคโบกอมก็คอนเฟิร์มข่าวดีให้แฟนๆ ใจชื้นว่าครึ่งปีหลังนี้ เขาจะมีผลงานซีรีส์เรื่อง Record of Youth (เส้นทางดาว) ที่เขานำแสดงร่วมกับพัคโซดัม จาก Parasite ลงสตรีมมิ่งพร้อมกันทั่วโลกใน Netflix อย่างแน่นอน

โดยซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องการดิ้นรนตามหาความฝันของหนุ่มสาวในวงการโมเดลลิ่ง โดยพัคโบกอมรับบทเป็นชาฮเยจุน นายแบบหนุ่มที่อยากตามความฝันในการเป็นนักแสดง ส่วนพัคโซดัม รับบทเป็นอันจองฮา ช่างแต่งหน้าสาวผู้มุ่งมั่น ร่วมด้วย บยอนอูซอก ที่รับบทเป็นวอนแฮฮโย นายแบบหนุ่มโพรไฟล์ดีที่ต้องการตามความฝันด้วยตัวเอง

นอกจากนักแสดงนำที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดแล้ว Record of Youth (เส้นทางดาว) ยังได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่างอันกิลโฮ​ (Stranger, Memories of Alhambra และ Witcher) และมือเขียนบทอย่างฮามยองฮี (Doctors และ Temperature of Love) มาอีกด้วย

เตรียมรอชมพร้อมกันทาง Netflix ได้เลยครับ

มิติใหม่ของการสร้างสรรค์ MV ระหว่างสถานการณ์ล็อกดาวน์ทั่วโลกของ Troye Sivan

เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้ Troye Sivan แต่งเพลง Take Yourself Home ขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมทั้งตัวเองและแฟนๆ ทั่วโลกที่ต้องต่อสู้กับสถานการณ์นี้ไปพร้อมกัน และเนื่องจากข้อจำกัดในการออกกองถ่าย ทำให้เขาเกิดไอเดียมิติใหม่ในการสร้างสรรค์ MV เพลงนี้ออกมาทั้งหมด 9 เวอร์ชั่นด้วยกัน

ซึ่งในแต่ละเวอร์ชั่นนั้น ทรอยจะเลือกศิลปินจาก 9 ประเทศ ได้แก่ เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย บราซิล เม็กซิโก จีน ไต้หวัน และไทย มาสร้างสรรค์ Lyric MV ที่แตกต่างกันตามความตีความของศิลปินแต่ละคน ซึ่งในประเทศไทย ทรอยได้เลือก Gongkan ศิลปินป็อปดาวรุ่งที่กำลังมาแรงในตอนนี้เป็นผู้ถ่ายทอดภาพในจินตนาการของเขาออกมาเป็นเอ็มวีซับไทยเพื่อเป็นของขวัญให้กับแฟนๆ ชาวไทยของทรอยนั่นเอง

“หลังจากที่ผมได้ฟังเพลงนี้ ผมมองเห็นภาพตัวเองตอนที่ไปอยู่ต่างประเทศ แล้วต้องใช้ชีวิตที่หดหู่เพียงลำพัง แต่เพื่อเป้าหมาย บางครั้งเราต้องยอมแลกมาด้วยความโดดเดี่ยว และความเจ็บปวด” ก้องกานเล่าในระหว่างงาน premier MV เป็นครั้งแรกให้สื่อมวลชนชาวไทยชม “งานชิ้นนี้ผมพูดถึงการเดินทางในเชิงนามธรรม เหมือนคนที่อยู่ในชีวิตที่มืดมน ต้องการที่จะกลับบ้าน เพราะบ้านคือ Safe Zone ที่ดีและสงบ อีกทั้งยังเพิ่มพลังให้กับตัวเอง ภาพเหล็กวงกลมแสดงถึงเมืองที่แข็งกร้าว สื่อสะท้อนให้รู้สึกถึงว่าเราต้องอยู่เพื่ออะไรบางอย่าง จนในที่สุดเราเดินทางกลับบ้านเพื่อเป็นการพักตัวเองจากสิ่งที่พบเจอมา แต่ในท้ายที่สุด เราก็ต้องกลับไปเผชิญปัญหาในเมืองที่วุ่นวายอีกครั้ง เพื่อแลกกับอะไรบางอย่างที่เมืองแห่งความปวดร้าวนี้ จะสนองความต้องการให้เราได้ดั่งใจหวัง

ผมดีใจ และภูมิใจมาก ทีเป็นตัวแทนของคนไทยได้ถ่ายทอดชิ้นงานนี้ โดยส่วนตัวผมมองว่า Troye คือศิลปินที่มีอิทธิพลคนหนึ่งของโลก ผมติดตามงานของเขาอยู่แล้ว ชอบสไตล์งานของเขา หลังจากที่ทราบว่า Troye เลือกผมให้มาครีเอทงานให้ รู้สึกเป็นเกียรติสุดๆ และผมอยากถ่ายทอดเนื้องานออกมาให้มีความเป็นตัวเรา และสอดคล้องกับเนื้อหาเพลงไปพร้อมๆ กันครับ” ก้องกานทิ้งท้าย

รับชมมิวสิควิดีโอซับไทยฝีมือก้องกานได้พร้อมกันเลยครับ

มิวสิควิดีโอทั้งหมด 9 เวอร์ชั่น รับชมได้ ที่นี่ ครับ