ท็อปฟอร์ม! Timothée Chalamet ขอโพสรูปเท่ๆของตัวเองหน้าโปสเตอร์ของสองหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Dune และ The French Dispatch ที่มีเจ้าตัวนำแสดง

ท็อปฟอร์ม! Timothée Chalamet ขอโพสรูปเท่ๆของตัวเองหน้าโปสเตอร์ของสองหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Dune และ The French Dispatch

ที่นอกจากจะเข้าโรงในเวลาไล่เลี่ยกันแล้ว นักแสดงวัย 25 ยังรับบทนำในทั้งสองเรื่องอีกด้วย มาแรงฉุดไม่อยู่จริงๆครับ!

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

พูดคุยกับนักแสดงนำ และผู้กำกับจากซีรีส์สุดระทึก My Name เรื่องใหม่จาก Netflix

กลับมาอีกครั้งกับฮันโซฮี ลูกรัก Netflix กับบทบาทใหม่ที่บู๊ แอ็คชั่น ลบภาพสาวน้อยวัยใสคลั่งรักจาก Nevertheless ไปจนหมดสิ้น และเพื่อเตรียมพร้อมสตรีม My Name พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์มีบทสัมภาษณ์ของทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำจากซีรีส์ในงานแถลงข่าวที่ผ่านมาให้อ่านเล่นๆ กันก่อน

My Name เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการแก้แค้นของคนคนหนึ่งครับ เป็นผลงานแอ็คชั่นที่ตัวละครหญิง ซึ่งรับบทโดยฮันโซฮี เผชิญหน้าและต่อสู้กับคนหลายคนเพื่อแก้แค้นและตามหาตัวตนของเธอเอง

รู้สึกอย่างไรหลังได้อ่านบท

ฮันโซฮี: ตอนอ่านบทรู้สึกได้ถึงการอยากแก้แค้นค่ะ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวที่เป็นแรงผลักดันให้ตัวละครสู้ต่อไปอย่างที่ผู้กำกับได้เกริ่นไว้ การถ่ายทอดอารมณ์ทางร่างกายอย่างแนวแอ็คชั่นเป็นแนวที่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน พอได้อ่านบทเลยคิดว่าอยากลองดูค่ะ

พัคฮีซุน: ปกติถ้าพูดถึงผลงานแนวฟิล์มนัวร์ เราจะนึกถึงผลงานที่โหดและเยือกเย็น แต่สิ่งแปลกใหม่ที่ผมรู้สึกตอนอ่านบทเรื่องนี้ คือการวางตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิง ทั้งอารมณ์และความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมา รวมถึงความขัดแย้งระหว่างเธอและตัวละครอื่นๆ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าสนใจและต่างจากผลงานแนวดาร์กเรื่องอื่นๆ ทั้งยังได้ผู้กำกับคิมจินมิน เจ้าของผลงานเรื่อง Extracurricular มาร่วมกำกับแล้วด้วย ยิ่งทำให้อุ่นใจ หลังจากอ่านบทแค่ครั้งเดียวก็ตัดสินใจที่จะร่วมงานด้วยครับ

อันโบฮยอน: ผมเองก็ชอบซีรีส์ของ Netflix เรื่อง Extracurricular มาก กลายเป็นแฟนคลับของผู้กำกับคิมจินมินเลยครับ และอยากลองร่วมงานกับผู้กำกับสักครั้ง พอได้รับบทก็รีบอ่านดู อ่านแล้วเพลินวางไม่ลงเลยครับ ผมอยากลองเล่นแนวแอ็คชั่นหรือนัวร์อยู่แล้ว ในที่สุดก็ได้เจอผลงานที่ใช่ เลยเตรียมตัวอย่างเต็มที่ครับ

แนะนำตัวละครยุนจีอูและโอฮเยจิน

ฮันโซฮี: อย่างที่ได้ชมในตัวอย่างอย่างเป็นทางการ จีอูยอมทิ้งทั้งอนาคตและชื่อตัวเองเพื่อล้างแค้น การที่ต้องสูญเสียพ่อไปตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้การแก้แค้นเป็นเป้าหมายอย่างเดียวในชีวิตของเธอ ถึงจะดูเศร้าและน่าสงสาร แต่ฉันคิดว่าการเดินหน้าสู้ไปเพื่อบรรลุเป้าหมายทำให้จีอูเป็นตัวละครที่แข็งแกร่งค่ะ

ความแตกต่างระหว่างจีอูและโอฮเยจิน

ฮันโซฮี: จีอูเป็นตัวละครที่มีมิติเดียว มีเป้าหมายเดียวคือการแค้นและพร้อมที่จะต่อสู้ทุกเมื่อ แต่ฮเยจินจะมีความละเอียดอ่อนกว่า แก้แค้นแบบมีชั้นเชิงและมีเหตุมีผลมากกว่าค่ะ

แนะนำตัวละครชเวมูจิน

พัคฮีซุน: มูจินเป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ เป็นบอสของแก๊งดงชอนและเป็นเจ้าของโรงแรม เขารับลูกสาวของเพื่อนสนิทที่ต้องการแก้แค้นให้พ่อที่เสียชีวิตไปเข้าแก๊งเพื่อช่วยเหลือเธอ และสั่งให้เธอแทรกซึมเป็นพวกเดียวกับตำรวจ ถ้าเขาไว้ใจใครแล้ว เขาจะเชื่อใจเต็มที่ แต่จะไม่ยอมอภัยถ้าคนนั้นทำผิดพลาด เป็นตัวละครที่เยือกเย็นแต่มีเสน่ห์มากครับ ตำแหน่งหัวหน้าแก๊งแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์และความขรึมของตัวละครอยู่แล้วโดยไม่ต้องทำอะไร ต้องขอบคุณทีมงานช่างแต่งหน้าและคอสตูมที่ช่วยให้สื่อลุคของบอสได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แนะนำตัวละครจอนพิลโด

อันโบฮยอน: พิลโดเป็นมือหนึ่งของหน่วยปรามปรามแก๊งค้ายา ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อจับแก๊งค้ายาให้ได้ ระหว่างนั้นเขาได้เจอกับจีอู เป็นตัวละครที่ไม่สามารถโน้มน้าวจีอูได้ ต้องรอชมแล้วจะทราบครับ ด้วยความที่ตัวละครเป็นมือหนึ่งที่ต้องเก่งทุกด้านโดยเฉพาะการต่อสู้ ผมต้องฝึกการต่อสู้หนักพอสมควรครับ ไม่ใช่แค่ผม แต่นักแสดงคนอื่นๆ ก็เข้าคลาสการต่อสู้ด้วยเหมือนกัน ผมอยากแสดงให้เห็นลุคของตำรวจนักสืบที่ดูน่าเกรงขาม เลยตั้งใจออกกำลังกายและเพิ่มน้ำหนักด้วยครับ

แนะนำตัวละครชากีโฮ

คิมซังโฮ: กีโฮเป็นหัวหน้าหน่วยปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติด ตำรวจที่ล่าแก๊งค้ายาส่วนใหญ่ต้องใช้ทั้งกำลังและกลอุบายต่างๆ เพื่อจับผู้ร้าย แต่บทของผมเป็นหัวหน้าที่ใช้การต่อสู้ทางสมองและความคิด นั่งเฉยๆ ไม่มีฉากแอ็คชั่นเหมือนนักแสดงคนอื่นๆ ครับ

แนะนำตัวละครจองแทจู

อีฮักจู: แทจูเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์และคอยรับใช้บอสอย่างเขร่งขรึม ไม่ว่าจะเป็นงานไหนก็พยายามสุดความสามารถ ถึงจะเป็นตัวละครที่เงียบขรึม แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่หลากหลายด้วยครับ

แนะนำตัวละครโดคังแจ

จางรยูล: คังแจเป็นน้องเล็กของแก๊งดงชอน เขาอยากได้รับคำชมจากพี่ๆ ในแก๊ง มีความโลภ แอบวางก้ามอยากเป็นใหญ่ แต่อีกมุมก็เหมือนเด็กเล็กๆ ที่ทำเพราะอยากเท่เหมือนรุ่นพี่ในแก๊งคนอื่นๆ ปกติผมเป็นคนผอมอยู่แล้ว จะลดน้ำหนักถือเป็นเรื่องยากทีเดียว แต่ตอนที่ได้อ่านบท ตัวละครโดคังแจที่ผมจินตนาการต่างกับตัวจริงของผมในตอนนั้นมาก ผมอยากให้ดูเฉียบคมมากขึ้น เลยตั้งใจลดน้ำหนักครับ

ความรู้สึกที่ได้แสดงบทแอ็คชั่นครั้งแรก

ฮันโซฮี:  ตอนที่ลองเข้าคลาสเรียนการต่อสู้ครั้งแรก คิดว่าลำบากแน่ๆ คงจะต้องทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมมากๆ ด้วยความที่เป็นครั้งแรก และไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว แต่มันเป็นการแสดงการเคลื่อนไหวที่ต้องแสดงร่วมกับคนอื่นๆ ค่อนข้างหนักใจเหมือนกันค่ะ ไหนจะกังวลว่าจะได้รับบาดเจ็บอีก กลัวว่านักแสดงคนอื่นจะบาดเจ็บเพราะประสบการณ์อันน้อยนิดของตัวฉันเองด้วย ในบรรดาอาวุธที่ต้องใช้มือจับ กระบองเป็นอาวุธที่นิ่มสุดค่ะ เพราะเป็นกระบองยางที่ทำเลียนแบบของจริง เวลาใช้ก็เลยไม่ค่อยกังวล อีกอย่างตอนเรียนคลาสการต่อสู้ได้เรียนท่าที่ใช้กระบองเยอะเป็นพิเศษด้วย เลยทำให้รู้สึกมั่นใจในการใช้กระบองมากกว่าอย่างอื่นค่ะ

เตรียมตัวก่อนการถ่ายทำอย่างไรบ้าง

พัคฮีซุน: นักแสดงทุกคนมีฉากแอ็คชั่นเยอะมาก ยกเว้นคิมซังโฮ ผมและนักแสดงชายอีกสามคนเข้าคลาสเรียนการต่อสู้ก่อนถ่ายทำสองเดือน แต่ฮันโซฮีเริ่มก่อนพวกเรา ฝึกอยู่เกือบสามเดือนก่อนถ่ายทำจริง

อันโบฮยอน: ผมอัดคลิปวิดีโอตอนเรียนศิลปะการต่อสู้ไว้ และแชร์ให้นักแสดงคนอื่นดูด้วย เพราะว่ามันเป็นซีนที่เราต่อสู้ ต้องเคลื่อนไหวไปด้วยกัน จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผมว่าการที่ได้ฝึกซ้อมด้วยกันเป็นเวลาร่วมสองเดือนก่อนถ่ายทำ ทำให้เราสนิทกันและทำให้บรรยากาศกองถ่ายเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครับ

ช่วยบอกคำนิยามของคำว่าแอ็คชั่นในเรื่อง My Name

ฮันโซฮี: “แอ็คชั่นที่เดิมพันด้วยชีวิต” เพราะในเรื่องมีฉากแอ็คชั่นที่ดูสิ้นหวัง มีฉากที่สู้เพื่อป้องการตัวเองและเอาตัวรอดเยอะค่ะ 

พัคฮีซุน: การต่อสู้ของพวกเราไม่ได้ใช้สายสลิงหรือ CG ใดๆ เป็นแอ็คชั่นที่ใช้ร่างกายปะทะร่างกายเน้นๆ ขอเรียกว่า “แอ็คชั่นสะเทือนอารมณ์ เรียลแอ็คชั่น” แล้วกันครับ 

อันโบฮยอน: “แอ็คชั่นปืนไฟ” เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากครับ กะพริบตาแล้วลืมตามาอีกทีก็จะเห็นคนลงไปกองอยู่กับพื้นแล้ว ต้องลืมตากว้างๆ ตอนดูนะครับ

คิมซังโฮ: ตัวผมเองไม่มีฉากแอ็คชั่น แต่ขอเรียกว่าเป็น “แอ็กชั่นสุดประทับใจ” แล้วกันครับ เพราะได้ดูคลิปที่ฮันโซฮีแสดงฉากต่อสู้แล้วรู้สึกประทับใจและภูมิใจมาก

อีฮักจู: “แอ็คชั่นที่ต้องพึ่งพาตัวเอง” ครับ เพราะตัวละครแต่ละตัวต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด

จางรยูล:  “VR แอ็คชั่น” ครับ เพราะให้ความรู้สึกสมจริงเหมือนกับต่อสู้เองอยู่ในฉากด้วยกันครับ

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): สำหรับผมเป็น “แอ็คชั่นแห่งการขอบคุณ” ครับ เพราะผมอยากจะแสดงความขอบคุณไปยังเหล่านักแสดง โดยเฉพาะโปรดิวเซอร์ควบคุมการแสดงศิลปะการต่อสู้จาก Seoul Action School พวกเขาทำงานหนักมาก เพราะพวกเขาทำให้นักแสดงของเรารู้สึกอุ่นใจ ฉากต่อสู้ 99% มาจากการแสดงของเหล่านักแสดง บวกกับอีก 1% จากความรับผิดชอบและความไว้วางใจในตัวผู้ฝึก นักแสดงของเราเองก็ฝึกซ้อมอย่างหนักมาก ผมคิดว่าถ้าผมไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี ผมคงเป็นผู้กำกับที่แย่มากแน่ๆ ศิลปะการต่อสู้ที่นักแสดงถ่ายทอดให้เห็นในเรื่องนี้ถือว่าเหนือความสามารถของคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกีฬาหรือมีพื้นฐานมาก่อน ในเวลาระยะสั้นแต่ทำได้ขนาดนี้ถือว่าน่าทึ่งมาก ผมอยากขอบคุณพวกเขาทุกคนครับ

ช่วยเล่าถึงถึงทีมเวิร์คของแก๊งและทีมตัวเองในเรื่อง

พัคฮีซุน: เราฝึกศิลปะการต่อสู้ก่อนเปิดกล้องจริงประมาณสองสามเดือน ทำให้ค่อนข้างสนิทกัน คอยถามสุขทุกข์ซึ่งกันและกันอยู่ตลอด มีใครบาดเจ็บตรงไหนไหม อย่างฮักจู มีนิสัยค่อนข้างสนิทกับคนยาก แต่พอสนิทแล้วเขาเป็นคนสนุกสนาน มีมุขฮา ส่วนจางรยูล เรียกว่าเป็นม้ามืดก็ได้ครับ ผมว่าเขาน่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากจากบทละครที่ได้รับในเรื่องนี้ครับ

คิมซังโฮ: ผมอิจฉาแก๊งดงชอนมากกว่าครับ เพราะผมถ่ายแต่ในออฟฟิศ

ข้อแตกต่างระหว่างดงชอนและทีมจับแก๊งค้ายา

ฮันโซฮี: น่าจะเป็นเรื่องรูปแบบของแอ็คชั่นนะคะ การต่อสู้โดยเน้นใช้สติปัญญาของหัวหน้าทีมตำรวจ กับแก๊งมาเฟียที่มีการต่อสู้จริง เจ็บตัวเสียเลือดจริง 

ทีมเวิร์คของทีมไหนดีกว่า

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): ยังไงแก๊งดงชอนก็เป็นคนเลว ทีมตำรวจสืบสวนทำงานหนักแทบตาย แต่แก๊งค้ายากลับหาเงินได้มากว่า ระหว่างถ่ายทำพวกเราได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจับแก๊งยาเสพติดตัวจริง ในทีมมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเหมือนโอฮเยจินในเรื่อง ตอนแคสต์นักแสดงผมเลยอิงจากสมาชิกในทีมจริงเป็นหลัก จากคอนเซปต์ของผลงานก่อนๆ จะเห็นว่า คนเลวก็ไม่ใช่เลวไปเสียหมด คนดีเองก็ไม่ได้ดีไปทุกอย่าง แต่ในเรื่องนี้บ่งบอกชัดเจนว่า คนดีคือคนดี คนชั่วยังไงก็คือคนชั่ว บทบาทของนักแสดงที่รับบทหัวหน้าทีมตำรวจและหัวหน้าแก๊งมาเฟียนั้นสำคัญมาก เมื่อได้นักแสดงที่มากประสบการณ์มารับบทเป็นหัวหน้า ก็ยิ่งทำให้ตัวละครลูกน้องในทีมสบายไปด้วย ยังไงทีมเวิร์คก็ต้องดีมากอยู่แล้ว ตอนถ่ายทำผมแทบจะไม่กังวลเลย ต้องขอบคุณทั้งพัคฮีซุนและคิมซังโฮมากครับ

แรงจูงใจในการสร้างผลงานเรื่องนี้

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): ด้วยบทประพันธ์ที่ลึกซึ้ง ตัวละครหลักที่มีความแตกต่าง  รวมถึงตัวละครที่รายล้อมตัวละครหลัก ถ้าผมได้มีโอกาสทำให้ตัวละครนั้นเป็นจริงขึ้นมาผ่านบทบาทของนักแสดงต่างๆ ผลงานชิ้นนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งผลงานที่คุ้มค่า ประกอบกับอยากที่จะสร้างผลงานแอ็คชั่นอย่างเต็มตัวอีกครั้ง ในขณะที่ร่างกายยังรับไหว ครั้งแรกที่เจอฮันโซฮี ผมบอกเลยถ้าไม่ฝึกซ้อมก็อย่ารับเลย ถ้ารับปากว่าจะฝึกซ้อมค่อยมาร่วมงานกัน เธอก็รับปากเพราะอยากร่วมงานด้วยจริงๆ และขอให้ผมลองเชื่อใจเธอ ผมก็เริ่มต้นด้วยการเชื่อใจเธอ หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวฮันโซฮีแล้ว ด้วยสัญญาและความรับผิดชอบของตัวนักแสดงทำให้ผลงานสำเร็จออกมาได้ด้วยดีครับ

ภาพลักษณ์ของฮันโซฮีไม่น่าเหมาะกับบทแอ็คชั่นเลยทำไมถึงเลือกฮันโซฮีเป็นนักแสดงนำ

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): ผมคิดว่าหน้าตาและรูปลักษณ์ของนักแสดงส่งผลให้มีข้อจำกัดในการรับบท แต่ผมคิดว่าในข้อจำกัดมักมีความเป็นไปได้เสมอ นักแสดงที่ทำลายข้อจำกัดเหล่านั้นได้ถึงจะพบความเป็นไปได้ ทันทีที่ผมเจอฮันโซฮี ผมถามแค่สองอย่าง อยากเล่นหรือไม่ กับจะฝึกซ้อมหรือไม่ ฮันโซฮีตอบผมอย่างไม่ลังเลเลยว่าอยากรับบทนี้ ผมคิดว่าคงเป็นโอกาสดีที่นักแสดงที่เคยรับบทสาวสวยๆ จะได้พลิกมาลองผลงานแนวแอ็คชั่น โชคดีของเธออีกอย่างที่ได้โปรดิวเซอร์ที่ดูแลด้านศิลปะการต่อสู้ และทีมนักแสดงร่วมที่มากความสามารถ ทำให้การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น

มีการศึกษาจากผลงานอื่นอย่างไรบ้างเพื่อเตรียมตัวถ่ายซีรีส์

ฮันโซฮี: โปรดิวเซอร์ด้านศิลปะการต่อสู้แนะนำให้ดูสไตล์การต่อสู้ในเรื่อง Atomic Blonde ซึ่งเป็นแบบนี้ในสไตล์ long take กับเรื่อง The Old Guard และผลงานแอ็คชั่นอื่นๆ ที่มีตัวละครนำเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะต่อสู้โดยใช้มือเปล่า หรืออาวุธต่างๆ ค่ะ

ฝากถึงแฟนๆ Netflix ทั่วโลก

ฮันโซฮี:  ยินดีที่ได้มีโอกาสแนะนำซีรีส์ให้กับทุกๆ ท่านผ่านงานแถลงข่าวในวันนี้ค่ะ ฝากติดตามชมกันเยอะๆ นะคะ แล้วเจอกันวันที่ 15 ตุลาคมนี้ทาง Netflix ค่ะ

พัคฮีซุน: ซีรีส์เรื่องนี้มีทั้งฮันโซฮีเป็นนักแสดงนำ และคิมซังโฮ เทพฯ แห่ง Netflix รับรองว่าสนุกแน่ครับ อดใจรออีกนิดนึง แล้วพบกันวันที่ 15 ตุลาคมนี้ครับ

อันโบฮยอน:  ซีรีส์ของเราเป็นผลงานแนวแอ็คชั่นที่ไม่เหมือนใคร นักแสดงและทีมงานทุกคนตั้งใจกันมาก รอติดตามกันด้วยนะครับ

คิมซังโฮ:  พบกัน 15 ตุลาคมนี้ทาง Netflix ครับ

อีฮักจู: พวกเราถ่ายทำกันอย่างสนุกสนานมากครับ แล้วเจอกันทาง Netflix วันที่ 15 ตุลาคมนี้ครับ

จางรยูล: พวกเราตั้งใจถ่ายทำกันมากครับ เจอกันวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ทาง Netflix เท่านั้น

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): พวกเราถ่ายทำสำเร็จได้อย่างราบรื่นเพราะแรงสนับสนุนจากทุกคน ขอบคุณจากใจ แล้วพบกับ My Name ทาง Netflix เท่านั้นครับ! Only on Netflix!

My Name สตรีมพร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ทาง Netflix เท่านั้น

พูดคุยกับ Peter Ho ผู้กำกับ Who’s By Your Side ซีรีส์ดราม่าออริจินัลจาก HBO GO

ซีรีส์ดราม่าหนักหน่วง Who’s By Your Side เพิ่งจะเข้าฉายสามตอนแรกไปเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมาทาง HBO GO ลอฟฟีเซียล ออมส์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ Peter Ho เพียงสองคำถามสั้นๆ แต่ก็เป็นสองคำถามที่ดีต่อใจไม่น้อย

Peter Ho ผู้กำกับซีรีส์ Who’s By Your Side

คุณออกแบบตัวละครอย่าง Zhi-Sheng ได้อย่างไร มีต้นแบบหรือใครจากชีวิตจริงของคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณอยากจะบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้โลกฟังหรือเปล่า

Peter Ho: ผมมีเพื่อนหนึ่งคน เขาอยากจะหาทางลัดของชีวิตเลยไปเล่นการพนัน เล่นจนหมดตัวเลย ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมคิดว่ามาตรฐานของสังคมควรจะเป็นลักษณะ คุณทำเท่าไหร่คุณก็จะได้รับกลับมาเท่านั้น แต่ว่าทำไมถึงยังมีบ่อนการพนัน เพราะว่าพวกเขาใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของมนุษย์ มนุษย์ชอบเดินทางลัด ชอบอะไรที่ได้มาง่ายๆ แต่ทำไมพวกเรายังต้องขยันทำงานกันอยู่ ก็เพราะว่ามันคือมาตรฐานของสังคม พ่อแม่สั่งสอนเรามาแบบนี้ ผมอยากให้ตัวละคร Zhi-Sheng สะท้อนถึงจุดนี้ และเนื่องจากรอบข้างผมก็ยังมีคนแบบนี้อยู่ ผมหวังว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ คิดว่าจะควรทำงานอย่างตั้งใจหรือว่าจะใช้ทางลัด คุณสามารถเดินทางลัดได้ แต่คุณก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่คุณจะต้องแลกมาให้ได้ด้วย

เรื่องราวในซีรีส์นี้ดูดราม่ามากๆ คุณมีอุปสรรคใดๆ ในระหว่างการถ่ายทำบ้างไหม

Peter Ho: ในระหว่างถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้อยู่ในช่วงที่โควิดระบาดหนัก การยืมใช้สถานที่ถ่ายทำเป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าเกิดว่ามีทีมงานคนใดคนหนึ่งมีปัญหา เราก็ต้องพักกอง ทุกอย่างก็จะต้องหยุด ในระหว่างการถ่ายทำทุกคนต่างก็เครียดมาก อีกทั้งเนื่องจากอยู่ในช่วงโควิด สถานที่ถ่ายทำที่ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว พอวันถ่ายทำจริงไปถึงที่นั่น อยู่ๆ ก็บอกว่าถ่ายไม่ได้แล้ว พวกเราก็ต้องรีบหาสถานที่ถ่ายทำใหม่ทันที เพราะเราไม่สามารถเลื่อนวันและเวลาได้ เนื่องจากคิวของนักแสดงแต่ละท่านก็มีเวลาจำกัด พวกเขายังมีซีรีส์เรื่องอื่นที่จะต้องไปแสดงต่อจากนี้อีก เพราะฉะนั้นก็จะต้องแก้บทสดตรงนั้นทันที ต้องตั้งมุมกล้องใหม่ทั้งหมดซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เตรียมการมาหมดแล้วว่าจะใช้มุมกล้องตรงไหนบ้าง เป็นการทำผลงานออกมาโดยผ่านสภาพแวดล้อมความกดดันต่างๆ มากมายจริงๆ ครับ

Who’s By Your Side บอกเล่าเรื่องราวสุดดราม่าของคู่สามีภรรยาอย่าง Zhi-Sheng (นำแสดงโดยไคเซอร์ จวง) ช่างซ่อมรถยนต์ที่หนี้สินรุงรังและ Yong-Jie (นำแสดงโดยวิเวียน ซู) ภรรยาผู้เข้าอกเข้าใจสามีที่ทำงานสารพัดเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ให้กับสามี แต่กลับกลายเป็นว่าสามีกล่าวหาว่าเธอมีชู้ เรื่องราวบานปลายจนทำให้ Yong-Qi (นำแสดงโดยจาง จวินหนิง) ผู้เป็นน้องสาวของภรรยาเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ของเธอและ Hao-Yuan (นำแสดงโดยเฉิน เอินเฟิง) สามีผู้ร่ำรวยของเธอ

รับชม Who’s By Your Side ได้ทุกวันอาทิตย์ทาง HBO GO ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ควงลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เตือนภัยมนุษยชาติจากมหันตภัยดาวหางชนโลกใน Don’t Look Up ภาพยนตร์เรื่องใหม่จาก Netflix

ในสภาวะที่คนยังกลัวการเข้าโรงภาพยนตร์อยู่แบบนี้ Netflix ก็ถือโอกาสปล่อยภาพยนตร์ออริจินัลออกมารัวๆ รับปลายปี และในครั้งนี้ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ควงคู่กับลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในฐานะนักศึกษาและอาจารย์วิชาดาราศาสตร์ที่จะต้องกระตุ้นเตือนให้คนทั้งโลกตระหนักว่าดาวหางดวงที่โคจรอยู่ในระบบสุริยะกำลังจะพุ่งเข้าชนโลกในเร็วๆ นี้กับภาพยนตร์เรื่อง Don’t Look Up

นอกเหนือไปจากนักแสดงนำทั้งสองแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้อดัม แมคเคย์ ผู้เขียนบทและผู้กำกับรางวัลออสการ์จากเรื่อง The Big Short พ่วงด้วยนักแสดงสมทบอีกคับคั่งทั้งเคท แบลงเชตต์, ร็อบ มอร์แกน, เมริล สตรีพ, โจนาห์ ฮิลล์, มาร์ก ไรแลนซ์, ทิโมธี ซาลาเมต์, อาริอานา กรานเด และอื่นๆ อีกเพียบ

สตรีมพร้อมกันบน Netflix ต้อนรับคริสต์มาส วันที่ 24 ธันวาคมเป็นต้นไป

5 เหตุผลการันตีว่า Squid Game จาก Netflix จะขึ้นแท่นเป็นซีรีส์ในใจคุณแบบพลาดไม่ได้

บอกตรงๆ ว่าเราแอบคาดหวังกับ Squid Game – สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ซีรีส์ survival เรื่องใหม่จาก Netflix ไว้ไม่น้อย ประการแรกเพราะเราชอบซีรีส์แนวนี้ ประการที่สองก็เพราะเราเห็นอาร์ตไดเร็กชั่นสีสันจัดจ้านราวกับหลุดมาจากโลกแห่งเทพนิยายแล้วเราชอบมาก แต่เหตุผลเพียงแค่นี้อาจจะดู bias และเป็นส่วนตัวไปเล็กน้อย Netflix จึงให้ 5 เหตุผลหลักที่รับประกันว่าคุณจะติดหนึบกับซีรีส์เรื่องนี้มาแล้ว

ที่สุดกับที่สุดมาเจอกัน

ผู้สร้างซีรีส์ Squid Game คือผู้กำกับฮวังดงฮยอก ซึ่งโด่งดังจากผลงานภาพยนตร์รางวัลอย่าง Silenced, Miss Granny และ The Fortress เขาไม่เคยทำให้ผู้ชมผิดหวังไม่ว่าจะเป็นผลงานประเภทใด และความทุ่มเทที่เขามีให้กับซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย นี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า เขาวางแผนทำซีรีส์เรื่องนี้มานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ยังได้นักแสดงชื่อดังอย่างอีจองแจและพัคแฮซูมาเป็นตัวเอก โดยทั้งสองต่างเป็นนักแสดงมือรางวัล ซึ่งสามารถถ่ายทอดตัวละครได้หลากหลายบทบาท ด้วยอีจองแจผู้มีผลงานติดอันดับบ็อกซ์ออฟฟิศมากมาย และพัคแฮซูผู้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ในทุกๆ บทบาทใหม่ ทำให้ซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย นับเป็นการพบกันของผู้กำกับที่ดีที่สุดและนักแสดงที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้

เกมเอาชีวิตรอดในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เล่น 456 คนจะรอดชีวิตและคว้ารางวัลได้ทั้งหมด แต่ปริศนาว่าใครที่จะตายเป็นรายต่อไปและจะตายอย่างไรนั้น สร้างบรรยากาศที่ตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความตึงเครียดระทึกขวัญ ไม่มีผู้เล่นคนใดเลยที่รู้มาก่อนว่าเกมนี้ต้องแลกด้วยชีวิต จนกระทั่งพวกเขาได้ตระหนักหลังจากเกมแรก เรื่องราวที่ว่าผู้เล่นเหล่านี้สมัครใจเข้าร่วมเกมอย่างไรกันบ้างนั้น ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากภาพยนตร์และซีรีส์เอาชีวิตรอดเรื่องอื่นๆ คุณจะค่อยๆ ดำดิ่งลงไปในเรื่องเมื่อได้เห็นด้านมืดของธรรมชาติมนุษย์ เหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้จะทำให้หัวใจเต้นรัวด้วยความสนุกไปพร้อมๆ กับที่ต้องคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับแต่ละคน

การหักมุมเกมเด็กเล่น

เกมที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเล่นเพื่อเอาชีวิตรอดล้วนเป็นเกมสมัยเด็กที่คุ้นเคยทั้งหมด และการนำเอาเกมเด็กเล่นเหล่านี้มาเล่าควบคู่กับความเป็นความตายเมื่อพ่ายแพ้ ทำให้เราเห็นภาพที่ย้อนแย้งเสียเหลือเกินระหว่างความใสซื่อบริสุทธิ์และประสบการณ์อันสนุกสนานในวัยเด็ก หลายเกมก็เป็นเกมที่เราต่างเคยเล่นมาก่อนอย่างเช่น “เออีไอโอยู หยุด” นอกจากนี้เรายังจะได้เห็นเกมเด็กเล่นสุดคลาสสิกของเกาหลีอีกด้วย การที่เราต่างก็มีประสบการณืที่เชื่อมโยงได้กับเกมที่แสนเรียบง่ายแต่ถึงตายนี้ ถือเป็นอีกการหักมุมที่ดีและเกินคาด เมื่อเทียบกับซีรีส์เอาชีวิตรอดอื่นๆ คุณเองก็จะได้ย้อนนึกถึงเกมโปรดในวัยเด็กไปพร้อมกับการรับชมบรรดาผู้เล่นฟาดฟันกันในเกม

พล็อตเรื่องที่ล้ำลึก

หากมองเผินๆ อาจรู้สึกว่าพล็อตของ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ก็ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ความจริงแล้วซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยการแทนสัญลักษณ์อย่างชาญฉลาด สะท้อนภาพของสังคมร่วมสมัยและการแข่งขันไม่จบสิ้นของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยเป็นความตั้งใจสุดสร้างสรรค์ของผู้กำกับฮวังดงฮยอก ที่ต้องการแสดงให้เห็นความย้อนแย้งว่าเจตนารมณ์ที่ดีของระบบทุนนิยม ซึ่งเดิมต้องการที่จะช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีนั้น แท้จริงแล้วสามารถทำร้ายมนุษย์และนำไปสู่การแข่งขันอันโหดร้ายได้อย่างไร เราจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนและแจ่มแจ้งของธรรมชาติมนุษย์และเห็นว่าแต่ละคนมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เราไม่สามารถไว้ใจใครได้ทั้งสิ้น โดยมีสัญลักษณ์มากมายที่ทิ้งเอาไว้ให้ตีความได้อย่างล้ำลึก

ชีวิตหลากมิติของแต่ละตัวละคร

ซีรีส์เรื่องนี้ได้ทัพนักแสดงมากความสามารถมาร่วมถ่ายทอดบทบาทอันหลากหลายของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนซึ่งล้วนเผชิญกับสถานการณ์สิ้นหวังในชีวิตที่แตกต่างกันออกไป และนำพาพวกเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเกมสุดอันตรายนี้ โดยตัวละครเหล่านี้มีคนทุกประเภท ไม่ว่าจะประสบปัญหาหนี้สินการพนันไปจนถึงการหาเลี้ยงครอบครัว พวกเขาหลายคนต้องต่อสู้อย่างหนักในจิตใจเมื่อตระหนักว่าหากต้องการจะชนะเกมนี้ คู่แข่งคนอื่นๆ ต้องตาย และในระหว่างที่เราได้เห็นพวกเขาค่อยๆ โอบรับความจริงนี้ไว้ เราเองก็จะได้ดำดิ่งไปกับเรื่องราวของพวกเขาแต่ละคนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปพร้อมๆ กัน

จากทั้งหมดนี้มีเหตุผลข้อไหนโดนใจใครเป็นพิเศษบ้าง? อย่าพลาดชมซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ตั้งแต่วันแรก 17 กันยายนนี้ที่ Netflix เท่านั้น!

พูดคุยกับ Erik Matti ผู้กำกับ On The Job ออริจินัลซีรีส์ตีแผ่ความโสมมของแวดวงตำรวจ นักโทษ มือปืน นักข่าว และข้าราชการแห่งประเทศฟิลิปปินส์

On The Job เป็นชื่อภาพยนตร์เรื่องยาวของประเทศฟิลลิปปินส์ ออกฉายเมื่อปี 2013 กำกับโดย Erik Matti นำแสดงโดยนักแสดงชั้นนำของประเทศฟิลิปปินส์ทั้ง Joel Torre, Piolo Pascual, Gerald Anderson, Joey Marquez, Angel Aquino และอื่นๆ และถูกนำมาปรับเป็นออริจินัลซีรีส์ของ HBO จำนวน 6 ตอน มัดรวมนักแสดงหน้าเดิมในบทเดิม และนักแสดงหน้าใหม่บางส่วนมาอย่างพร้อมเพรียง ซึ่ง 2 ตอนแรกของซีรีส์นี้ได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2013 และ 4 ตอนสุดท้ายของซีรีส์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 78 ประจำปีนี้ และในขณะที่เราลงนั่งเขียนบทสัมภาษณ์ Erik Matti ผู้กำกับคนสำคัญนี้อยู่ เราก็ได้รับแจ้งข่าวดีจากทาง HBO ว่า John Arcilla นักแสดงผู้รับบท Sisoy Salas นักข่าวด้านมืดของซีรีส์ได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากเวทีนี้ไปหมาดๆ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเขาคือนักแสดงชาวฟิลิปปินส์คนแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ 

เนื้อเรื่องโดยย่อของ On The Job นั้นสร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริงเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมที่ปล่อยตัวนักโทษชั่วคราวเพื่อให้ออกมาเป็นมือปืนลอบสังหารผู้มีอำนาจทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรอาชญากรรมนี้กลับเป็นนักการเมืองใหญ่เสียเอง ซีรีส์นี้จึงเป็นการตีแผ่ชีวิตของทั้งนักโทษมือปืน ตำรวจ นักสืบ และนักข่าวในทุกแง่มุมของการเปิดเผยความจริงเรื่องการสังหารคนสำคัญ และการอุ้มหายในหลายๆ คดี นอกจากจะตีแผ่เรื่องความเน่าเฟะของวงการตำรวจ ข้าราชการ และนักการเมืองของประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ซีรีส์นี้ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับข่าวปลอมในชีวิตจริง รวมไปถึงการประกอบสร้างและเผยแพร่ ‘ความจริง’ ที่ถูกกำหนดมาแล้วในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารเช่นนี้ 

ก่อนที่เราจะมีโอกาสได้เข้าสัมภาษณ์กลุ่มกับทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำจากซีรีส์ On The Job เราได้มีโอกาสเข้าร่วมงานแถลงข่าวซีรีส์ที่ประกาศตัวว่า ‘กล้าที่จะเปิดโปงความมืดดำ’ ของผู้สร้างรายหนึ่ง แต่คำถามของเราและผองเพื่อนนักข่าวชาวไทยสองสามคนที่พิมพ์รัวเข้าไปกลับถูกตัดจบ ทำให้เราค่อนข้างมีแผลในใจในเรื่องการถามคำถาม ‘ที่ดูสุ่มเสี่ยง’ เล็กน้อย และด้วยเนื้อหาอันโจ๋งครึ่มของ On The Job ทำให้เรากึ่งๆ ทำใจไปแล้วว่า คำถามของเราในครั้งนี้อาจจะถูกตัดจบไม่ต่างกัน (ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละผู้สร้างก็ตาม) 

คำถามของเราที่มีต่ออีริคในฐานะผู้กำกับก็คือ เราไม่มั่นใจว่าประเทศฟิลิปปินส์มีการเซ็นเซอร์ที่หนักหนาเท่ากับที่เรามีในประเทศไทยหรือไม่ เพราะถ้าเกิดว่าเราจะสร้างผลงานศิลปะสักเรื่องว่าด้วยเรื่องรัฐบาล หรือสถาบันใดๆ ก็ตาม เราจะโดนเซ็นเซอร์อย่างแน่นอน เราเลยอยากรู้ว่าประเทศคุณประสบปัญหาแบบนี้หรือไม่ หรือตัวคุณเองประสบความยากลำบากอะไรในการลุกขึ้นมาพูดประเด็นนี้ใน On The Job หรือเปล่า และก่อนที่เขาจะตอบอะไรมา เราก็เอ่ยปากขอบคุณเขาอย่างจริงใจในความกล้าหาญที่เขาเลือกนำเสนอเรื่องราวอันโสมมแบบนี้ให้โลกได้รับรู้ 

เราแอบเห็นรอยยิ้มจางๆ ของเขา ก่อนที่เขาจะตอบคำถามเราด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มั่นใจในตัวเอง “ผมคิดว่า ตราบใดที่งานของคุณไม่เอ่ยชื่อคนที่คุณกล่าวถึงอย่างตรงๆ มันก็ไม่เป็นไรหรอกนะ พวกข้าราชการในประเทศฟิลิปปินส์ไม่อยากให้คนอื่นรู้พฤติกรรมตัวเองหรอก เรามีวัฒนธรรมที่แตกต่างน่ะ ไม่เหมือนกับพวกข้าราชการในประเทศญี่ปุ่น หรือเกาหลี ผมก็ไม่รู้นะว่าประเทศไทยเป็นแบบนั้นหรือเปล่า เวลาเกิดข้อด่างพร้อยใดๆ ก็ตามในงานที่พวกเขาทำในประเทศอื่นๆ ไม่ว่าข้อด่างพร้อยนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่พวกเขาจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทันทีใช่ไหม แต่สำหรับประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ถึงคุณจะถูกจับได้คาหนังคาเขา คุณก็ไม่มีวันลาออกหรอก (เฮ้ย… เหมือนกันเลย เราแทรกขึ้นมา… ก่อนจะกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ แต่เราแอบเห็นรอยยิ้มของหลายคนในจอโปรแกรมซูมนั้น) ผมจำได้ว่ามีเพื่อนผมบางคน ที่เป็นข้าราชการไปดูเรื่อง On The Job เขาก็รู้แหละว่าผมพูดถึงใครในเรื่อง ผมชอบอารมณ์หนังแกงสเตอร์ในฮอลลีวู้ดนะ ที่แกงสเตอร์ส่วนใหญ่ที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นต้นแบบของตัวละครในภาพยนตร์พากันไปดูภาพยนตร์เรื่องนั้น และออกมาป่าวประกาศว่า ‘นั่นกูเอง’ ผมว่าสำหรับประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ไม่มีใครยอมรับหรอกว่าพฤติกรรมในภาพยนตร์นั้นคือตัวเขาเอง อาจจะเป็นเพราะว่าทุกคนก็ทำเรื่องเดียวกันจนกระทั่งคุณไม่สามารถชี้นิ้วบอกได้เลยว่าพฤติกรรมนี้มันเป็นของข้าราชการคนไหนน่ะ เพราะมันเป็นกันทั้งระบบ” 

จบคำถามนี้ เราถึงขั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่กับ ‘ความกล้า’ ที่มีอยู่จริงของทั้งผู้กำกับและทีมงานของซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ใช่ ‘ดีแต่ปาก’ เหมือนกับทีมที่เราเพิ่งเจอมาก่อนหน้า และเมื่อคิวถามของเราวนมาอีกรอบ เรามีปัญหากับอินเทอร์เน็ตจนเราแซวตัวเองว่า คำถามของเราว่าด้วยเรื่องกลไกของนักข่าว เราโดนเซ็นเซอร์แล้วหรือไง ซึ่งคำถามของเรานั้นพูดถึงเรื่องตัวละคร Sisoy (ที่จอห์นเพิ่งจะคว้ารางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิซไปตอนที่เราลงนั่งเขียนบทความนี้) ว่าในฐานะผู้กำกับ เขาคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนักข่าวที่ยอมละทิ้งจรรยาบรรณของตัวเอง และแนวโน้มของแวดวงนักข่าวในอีกทศวรรษหน้าในความเห็นของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง

และอีกครั้งที่อีริคทำให้เราประทับใจในความกล้า และความตรงไปตรงมาของเขา “ผมคิดว่าการพัฒนาอย่างรวดเร็วของโซเชียลมีเดีย ทำให้อาชีพนักข่าวยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เฉพาะประเทศฟิลิปปินส์นะ เพราะเส้นแบ่งบางอย่างมันเลือนลางขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีข้อมูลมากมายในโซเชียลมีเดียที่ทำให้คุณสับสนว่าข้อมูลไหนเป็นข้อคิดเห็น และข้อมูลไหนเป็นข้อมูล นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันลางเลือนมากจริงๆ ในช่วงที่โลกนี้มีแค่หนังสือพิมพ์​ วิทยุ และทีวี คุณสามารถแยกแยะออกได้ง่ายๆ ว่าสิ่งไหนคือข้อคิดเห็น สิ่งไหนคือข้อเท็จจริง เพราะถ้าคุณเปิดรายการข่าว คุณก็รู้ว่ารายการนั้นคือการให้ข้อมูล แต่ถ้าคุณไปเปิดโชว์อื่นๆ คุณก็รู้ว่ารายการเหล่านั้นคือข้อคิดเห็นของนักข่าวคนหนึ่ง ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เราพูดถึงเป็นอย่างมากในซีรีส์เรื่องนี้ครับ ไอเดียที่เราเอามาเป็นประเด็นก็คือ มันเป็นเรื่องชั่วร้ายหรือเปล่าถ้าจะเอาอาชีพนักข่าวของคุณมาทำเงิน แน่นอนว่าคุณมีปากท้องของครอบครัวต้องเลี้ยงดู แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องเอาวิญญาณของคุณไปบูชายัญเพื่อหาเงินจากมันก็ได้นี่นา คุณหาเลี้ยงตัวเองได้จากการเป็นนักข่าวที่มีจรรยาบรรณอยู่แล้ว แต่คุณอาจจะหาเงินได้มากกว่านั้นหากคุณพร้อมจะบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ออกมาตามที่ใครก็ตามต้องการ ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าอาชีพนักข่าวในยุคปัจจุบันนี้เป็นอาชีพที่อยู่ตรงทางแยก มันยากมากจริงๆ ครับ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีรายงานออกมาเลยนะครับว่ามีนักข่าวกลุ่มหนึ่งที่ยึดมั่นในข้อมูลที่ถูกต้องในการนำเสนอ แต่ก็มีนักข่าวอีกกลุ่มหนึ่งที่พร้อมที่จะ ‘เล่น’ กับข่าว หรือข้อเท็จจริงเพื่อให้เข้ากับอาเจนด้าที่พวกเขาอยากจะนำเสนอเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังคล้อยตาม ดังนั้น มันจึงชัดเจนว่าโลกนี้มีนักข่าวอยู่สองประเภทที่ยังมีชีวิตอยู่ และผมคิดว่าเราร่างคาแรกเตอร์ของซิซอยจากข้อเท็จจริงเหล่านี้ล่ะครับ เขาเคยเป็นนักข่าวที่ดี มีจรรยาบรรณ แต่ตอนนี้เขากลับเลิกเขียนเรื่องราวที่เป็นจริงแบบที่เขาเคยเขียนมา พวกเราอยากสำรวจไปในจิตใจของเขาว่าตัวตนเก่าๆ ของเขายังหลงเหลืออยู่บ้างไหม นี่เป็นเรื่องราวที่เราอยากจะเห็นเมื่อตัวตนเก่าๆ ของเขาถูกคลี่คลายออกมาน่ะครับ” 

เซสชั่นของเราจบด้วยคำถามนี้ และความห่วยแตกเหลือเชื่อของอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย อย่างไรก็ดี คำตอบที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายจากอีริคในครั้งนี้ก็เป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงใจของเราว่าอย่างน้อยที่สุด บนโลกนี้ก็มีคนที่ ‘กล้า’ พอที่จะลุกขึ้นมาพูดเรื่องสีเทาในแบบจริงจัง และพร้อมจะตีแผ่ความสีเทานั้นออกมาให้โลกรู้บ้าง ไม่มากก็น้อย 

On The Job จะสตรีมสามตอนแรกพร้อมกันที่ HBO GO ในวันที่ 12 กันยายนเป็นต้นไป ส่วนอีกสามตอนหลังตามมาทุกวันอาทิตย์ถัดๆ ไป 

เปิดลิสต์ผู้กำกับและนักแสดงจาก Squid Game ซีรีส์เรื่องใหม่ของ Netflix รับเดือนกันยายนนี้

หลังจากปลอยทีเซอร์และภาพโปสเตอร์สีสันสดใส หากชวนหวาดผวาไปแล้ว คุณอาจจะทำความรู้จักกับทั้งผู้กำกับ และทีมนักแสดงอันเป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์เรื่อง ‘Squid Game – สควิดเกมเล่นลุ้นตาย’ กันก่อนมาร่วมดูลุ้นตายไปกับพวกเขา Netflix ได้รวบรวมพวกเขามาให้แล้วในโพสต์เดียว

ฮวังดงฮยอก

ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน ผู้กำกับฮวังดงฮยอกเป็นทั้งผู้เขียนบทและกำกับซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ด้วยตัวเอง เขาเป็นที่รู้จักในแง่ของความสามารถในการสร้างผลงานหลากหลายประเภท และจากผลงานภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอย่าง Silenced, Miss Granny, และ The Fortress ส่วนซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย เป็นผลงานที่ฮวังดงฮยอกได้สร้างขึ้นหลังจากวางแผนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยได้แรงบันดาลใจจากหนังสือการ์ตูนเมื่อปี 2008 ซึ่งรับรองว่าทุกคนจะต้องประทับใจกับความปราดเปรื่องของเขา เมื่อได้เห็นว่าเขาเปลี่ยนความทรงจำที่บริสุทธิ์และสวยงามของเกมในวัยเด็กให้เป็นความจริงอันโหดร้ายและเต็มไปด้วยการแข่งขันสุดโหดในซีรีส์เรื่องนี้อย่างไรบ้าง

อีจองแจ

อีจองแจเป็นนักแสดงชื่อดังที่มีผลงานในสายการแสดงมาตั้งแต่ปี 1993 เขาเคยได้รับบทบาทมาแล้วหลากหลายประเภท แต่หลายคนอาจจดจำเขาได้จากภาพยนตร์อย่าง The Thieves และ สวาหะ: ศรัทธามืด (Svaha: The Sixth Finger) หรือซีรีส์เรื่อง  มือขวา (Chief of Staff) ส่วนในซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย นี้ อีจองแจรับบทเป็นซองกีฮุน ผู้เผชิญปัญหาและความลำบากมากมายทั้งการหย่าร้าง ธุรกิจล้มเหลว หนี้สิน และการพนัน แต่แม้สถานการณ์จะอับจนหนทาง กีฮุนก็ไม่หมดหวังและพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อเอาชีวิตรอด เขาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ในแง่ของการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

พัคแฮซู

หลายคนอาจคุ้นหน้าพัคแฮซูกันดีอยู่แล้วหากเคยชมซีรีส์เรื่อง ฟ้าพลิกชีวิตยังต้องสู้ (Prison Playbook), ถึงเวลาล่า (Time to Hunt) หรือ ตัวละครแห่งชีวิต (Persona) เขาได้ฝากฝีมือทางการแสดงผ่านหลากหลายบทบาทที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความสามารถในฐานะนักแสดงอย่างแท้จริง สำหรับในซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย พัคแฮซูรับบทเป็นโจซังอู ผู้เป็นที่เลื่องลือด้านความฉลาดซึ่งโตมาในละแวกเดียวกับกีฮุน เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) แต่โชคร้ายเมื่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งกลับพลิกชีวิตเขาไปโดยสิ้นเชิง ซังอูกลับมาพบกับกีฮุนโดยบังเอิญตอนที่พวกเขาอยู่ในเกมและต้องพยายามเอาชีวิตรอด

วีฮาจุน

วีฮาจุนมีผลงานเปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง Coin Locker Girl นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ปรากฏตัวในผลงานอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สื่อในสายฝน (Something in the Rain), ลุ้นรักฉบับโบนัส (Romance Is a Bonus Book) และ 18 Again: ย้อนรักย้อนวัยฝัน (18 Again) แต่ในซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตายเขาได้รับบทบาทที่แตกต่างออกไปจากเดิม ตัวละครของเขาชื่อว่าฮวังจุนโฮ เป็นตำรวจที่ตามหาน้องชายซึ่งหายตัวไป ระหว่างที่ออกสืบสวน เขาก็พบเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของน้องชาย และได้ค้นพบเกมดังกล่าวในที่สุด จุนโฮปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเขาและเข้าไปค้นพบปริศนามากมายภายในเกม

จองโฮยอน

ซีรีส์ สควิดเกมเล่นลุ้นตาย นับเป็นผลงานเปิดตัวด้านการแสดงของจองโฮยอน โดยก่อนหน้านี้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนางแบบผ่านการปรากฏตัวในรายการ Korea’s Next Top Model 4 และยังได้เป็นหนึ่งในผู้ที่คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศ ประสบการณ์เดินแบบและการร่วมแคมเปญต่างๆ ที่ผ่านมาจำนวนมากได้สะท้อนออกมาในรูปแบบของคาริสมาสุดแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของตัวละครคังแซบยอกที่เธอรับบทเล่นในซีรีส์เรื่องนี้ แซบยอกเป็นผู้ลี้ภัยจากเกาหลีเหนือที่คุ้นชินกับอุปสรรคและความยากลำบากเป็นอย่างดี เราจะได้เห็นว่าเธอสามารถใช้สกิลการเอาตัวรอดเข้าช่วยอย่างไรบ้างในระหว่างที่เธอต้องต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอดและชิงเงินรางวัลมาให้ได้

สตรีม Squid Game ได้ทาง Netflix ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายนนี้เป็นต้นไป

พบกับทีเซอร์แรกของภาพยนตร์หายนะครั้งใหญ่ Moonfall พร้อมทำความรู้จักโรแลนด์ เอมเมอร์ริช เจ้าพ่อหนังหายนะตัวจริงแห่งวงการฮอลลีวู้ด

ในระหว่างที่รอรัฐบาลตัดสินใจเรื่องการเปิดโรงภาพยนตร์อยู่นี้ สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนลก็ขยันปล่อยทีเซอร์ภาพยนตร์ออกมายั่วใจผู้ที่คิดถึงบรรยากาศในโรงภาพยนตร์ออกมารัวๆ และในครั้งนี้ ภาพยนตร์แอ็กชั่นไซไฟมหันตภัยฟอร์มยักษ์อย่าง Moonfall ก็มาแบบยิ่งใหญ่เกรียงไกรแบบไม่ให้คอหนังหายนะผิดหวังเลยทีเดียว

Moonfall เป็นผลงานการกำกับของโรแลนด์ เอมเมอร์ริช ผู้กำกับภาพยนตร์หายนะเรื่องสำคัญของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Independence Day (ID4) ภาพยนตร์ว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวบุกโลกที่เป็นหมุดหมายให้กับนักสร้างภาพยนตร์รุ่นหลังๆ / 2012 ภาพยนตร์สิ้นโลกว่าด้วยเรื่องมูเตลูและการเอาตัวรอด / Midway หายนะแห่งส่งครามโลกครั้งที่สอง / The Day After Tomorrow หนังหายนะน้ำแข็งกลืนกินโลกที่ทำให้หลายๆ คนตกหลุมรักเจค จิลเลนฮาลมาแล้ว และในการกลับมาเล่าเรื่องภารกิจหยุดยั้งไม่ให้ดวงจันทร์พุ่งเข้าชนโลกของเหล่านักบินอวกาศใน Moonfall ครั้งนี้ เขาก็ซัมมอนดารานักแสดงชื่อดังมากมายมาร่วมโปรเจ็กต์นี้ ไม่ว่าจะเป็นฮัลลี เบอร์รี (X-Men, John Wick: Chapter 3 – Parabellum) แพทริค วิลสัน (The Conjuring, Aquaman) จอห์น แบรดลีย์ (Game of Thrones) โดนัลด์ ซูเธอร์แลนด์ (The Hunger Games) ไมเคิล เพ็นย่า (Ant-Man) และชาร์ลี พลัมเมอร์ (All The Money in The World)

ผู้กำกับ Roland Emmerich ที่กองถ่าย Moonfall ภาพโดย Reiner Bajo

เตรียมพบกับ Moonfall ได้ในโรงภาพยนตร์ เมื่อมันเปิดฉายนะ (ประเทศอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว)

เปิดตัวอย่างใหม่พร้อมโปสเตอร์ Squid Game ซีรีส์ภาพสีสันสดใส แต่โหดสะใจเรื่องใหม่ของ Netflix

นับจากที่ Battle Royal เบิกทางเรื่องประเภทแข่งเกมเอาตัวรอดไว้เมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว พล็อตประเภทนี้ก็ขายได้อย่างต่อเนื่อง และในเดือนกันยายนนี้ Netflix ก็เตรียมปล่อย ‘Squid Game – สควิดเกมเล่นลุ้นตาย’ ซีรีส์ภาพสีสันสดใสราวหลุดมาจากเทพนิยายว่าด้วยเรื่องราวของผู้เข้าแข่งขันที่เสี่ยงชีวิตเดิมพันกับเกมปริศนาเพื่อครอบครองเงินรางวัลสูงถึง 45,600 ล้านวอน

ผู้กำกับ ฮวังดงฮยอก กล่าวถึง สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ว่าเป็น “เป็นดั่งนิทานเปรียบเทียบที่แสดงถึงสังคมทุนนิยมในยุคร่วมสมัย” โดยหยิบยกเรื่องราวอันหลากหลายของเหล่าผู้เข้าแข่งขัน และการแข่งขันในสังคมปัจจุบันที่ต้อนพวกเขาให้จนมุม มาเปรียบเปรยอย่างสร้างสรรค์ กับเกมเด็กเล่นง่ายๆ ที่ทุกคนล้วนเคยเล่นอย่างสนุกสนานในวัยเยาว์ โดยนำมาปรับเปลี่ยนให้เป็นสิ่งที่ท้าทายถึงขีดสุด เหล่าผู้เข้าแข่งขันที่ล้วนสิ้นหวังเหมือนยืนอยู่ริมผา ต่างมุ่งหน้าเข้าใส่การแข่งขันเพื่อเงินรางวัลจำนวนมากนี้โดยไม่ลังเล และการพุ่งเข้าหาเงินรางวัลของพวกเขาก็พาให้เราอดนึกถึงตัวเองที่ยังดิ้นรนอยู่ในสังคมทุนนิยมไปด้วยไม่ได้ ซึ่งจะได้เห็นรายละเอียดทั้งหมดนี้ในโปสเตอร์ล่าสุด

ตัวโปสเตอร์นั้นโดดเด่นด้วยฉากหลังที่เป็นทุ่งกว้างในโทนสีอบอุ่นดูเงียบสงบ อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ประหลาดที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งกว้าง รวมถึงผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายกลับดูหวาดกลัวและตื่นตระหนก ร่างของผู้เข้าแข่งขันพ่ายแพ้เกมเด็กเล่นที่กองเกลื่อนกลาดนั้นก็ดูขัดแย้งกับทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นอย่างมาก พาลให้สงสัยถึงตัวตนของหุ่นยนต์เด็กผู้หญิงที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากนิทาน และยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ ว่าเกมสุดโหดแบบไหนที่กำลังรอคอยเหล่าผู้เข้าแข่งขันอยู่กันแน่

ด้านตัวอย่างอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นถึงสเกลสุดอลังการของเกมต่างๆ และความโกลาหลที่เหล่าผู้เข้าแข่งขันได้พบเจอ กีฮุน (อีจองแจ) ทำการต่อสายไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุไว้ในนามบัตรที่มีรูปวงกลม สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยมปรากฏอยู่ จากนั้นจึงลืมตาตื่นขึ้นมาในที่ที่ไม่คุ้นเคย  ณ สถานที่สุดประหลาดที่แต่งแต้มด้วยสีสันสดใสเหมือนอยู่ในหนังสือนิทาน และเป็นสถานที่ที่ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 456 คน ที่ล้วนตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังมารวมตัวกัน

ก่อนเริ่มเกม ผู้เข้าแข่งขันทุกคนได้รับแจ้งว่า “ถ้าไม่อยากเล่นเกม กรุณาแจ้งเราตอนนี้” แม้จะได้รับโอกาสในการเลือกว่าจะร่วมเล่นเกมหรือไม่ แต่เหล่าผู้เข้าแข่งขันต่างไม่คัดค้านเพราะหวังโอกาสในการชนะเงินรางวัล เมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น สนามเด็กเล่นกลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความสับสนวุ่นวายที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงและเสียงกรีดร้องอื้ออึง เมื่อเริ่มเกมแล้ว ทางออกเดียวที่มีก็คือการเล่นเกมให้ชนะ และเพื่อจะเป็นผู้ชนะและเอาชีวิตรอด ผู้เข้าแข่งขันต่างต้องเอาชีวิตของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ เป็นเดิมพัน แล้วผู้ชนะของเกมสเกลใหญ่ยักษ์สุดอลังการที่ยากจะคาดเดานี้จะเป็นใคร เหล่าผู้เข้าแข่งขันจะดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากเกมสุดอันตรายนี้ได้อย่างไร ล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่ไม่ควรพลาดทั้งนั้น

ติดตามรับชม สควิดเกมเล่นลุ้นตาย ผลงานซีรีส์สุดระทึกเหนือจินตนาการได้วันที่ 17 กันยายนนี้ที่ Netflix เท่านั้น

ช่วงเวลาพิเศษ บทเพที่สะท้อนความหลากหลายอันสวยงามของทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทยโดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่

ช่วงเวลาพิเศษ โดย Seiko Thailand จับมือกับ High Cloud Entertainment โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ร่วมแต่งบทเพลงพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี บริษัท ไซโก (ประเทศไทย) เพื่อขอบคุณแฟนๆไซโกทั่วทุกภูมิภาคที่สนับสนุนไซโกมาตลอดระยะเวลา 30 ปี

โดยผลงานเพลงนี้ ถูกนำมาร้องด้วย Rapper รุ่นใหม่ทั้ง 4 คน มีพื้นเพมาจากในแต่ละภูมิภาค นำโดย

  • เก่งธชย – ตัวแทนภาคใต้
  • J Jazzper – Rapper สาวน้อยจากเวที The rapper Thailand ตัวแทนจากภาคอิสาน
  • กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ – ศิลปิน Rapper แนวหน้าของเมืองไทย ตัวแทนภาคเหนือ
  • และ เทอร์โบ เจ้าของเพลง Rap ฮิตติดอันดับ 60 ล้านวิว อย่างเพลงน้ำลาย ตัวแทนภาคกลาง

โดยเนื้อเพลงยังสะท้อนความหลากหลายของทั้ง 4 ภูมิภาคของไทยได้อย่างสนุกและเต็มไปด้วยกลิ่นไอวัฒนธรรมครับ