ประเดิมคอลัมน์ใหม่ไปกับ พีพี-กฤษฏ์ กับบทสัมภาษณ์สุดร้อนแรงในทุกองศา

พบกับคอลัมน์ใหม่ Identity พร้อมซิงเกิ้ลใหม่ ‘Fire Boy’ ที่จะมาเสริมร้อนในทุกองศาไปกับ

พีพี – กฤษฏ์ อำนวยเดชกร

Fire Boy เป็นซิงเกิ้ลที่สามแล้ว ความตื่นเต้นแตกต่างจากซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยมากไหม?

เป็นซิงเกิ้ลที่สามของตัวเอง แต่เป็นซิงเกิ้ลแรกภายใต้ PP Krit Entertainment ครับ เป็นแนวเพลงใหม่ที่ยังไม่เคยทำเลย เพลงมันเร็วขึ้น ปกติพีจะทำเพลงจังหวะกลางๆ ตลอดแต่เพลงนี้เป็นจังหวะกลางๆ ค่อนไปทางเร็วนิดนึง สไตล์เป็นป็อปอาร์แอนด์บี และมีกลิ่นอายโมเดิร์นดิสโก้นิดนึงเล่ากระบวนการทำเพลงให้ฟังหน่อยว่าการทำเพลงแบบไม่มีค่ายเป็นครั้งแรก แตกต่างจากตอนที่ยังมีค่ายอยู่มากไหม และทำยังไงถึงมาร่วมงานกับ The Toys ได้

ตอนนี้ไม่มีบริษัทดูแลแล้ว เราทำบริษัทขึ้นมาเอง คือ PP Krit Entertainment มันก็จะมีกระบวนการอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องลงไปโฟกัสเอง รับผิดชอบเองด้วย เพราะว่าไอเดียต่างๆ มันมาจากตัวเราด้วย และมาจากพี่ๆ ในทีมด้วย ที่ช่วยกันตัดสินใจ รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่สนุกดี เป็นส่วนหนึ่งที่เราสนใจเรื่องธุรกิจอยู่แล้ว ฉะนั้น การลงมาทำแบบนี้ ทำให้เราได้เอาสิ่งที่เราเรียนมาด้วยมาใช้บ้าง ส่วนเรื่องพี่ทอยก็ได้พี่เบล (สุพล พัวศิริรักษ์) เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของพีด้วย ไปคุยกับพี่ทอย เพราะว่าเขารู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เลยได้พี่ทอยมาทำเพลงนี้ให้ แล้วก็… เพลงนี้เกิดจากการที่เรานั่งคุยกับพี่ทอย และเขาก็คิดคอนเซ็ปต์ขึ้นมาว่าเขาอยากใช้คำว่า ‘ไฟ’ กับซิงเกิ้ลใหม่ของพี เลยได้ออกมาเป็นเพลง Fire Boy นี่ล่ะครับ

เพลงที่สามแล้ว จับทางได้หรือยังว่าทิศทางของตัวเองในฐานะศิลปินคืออะไร และได้วางแผนไว้ไหมว่าเพลงต่อไปจะเป็นรูปแบบไหน?

ถ้าถามว่าจับทางได้ไหม ก็พอสโคปให้มันแคบลงมาได้ เพราะเริ่มทำมาหลายแนวทางแล้ว แต่เพลงต่อๆ ไปก็รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรซ้ำเดิมเหมือนกัน อาจจะมีความเป็นเรา เป็นป็อปอาร์แอนด์บีแบบที่พีชอบ ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป เพลงต่อไปก็คงดูตามความเหมาะสมของเรื่องที่เราจะเล่าน่ะครับ เตรียมไว้แล้วนะครับ ตั้งใจจะทำเป็นอีพี คล้ายๆ ของบิวกิ้นนี่ล่ะครับ แต่ตอนนี้ก็ทยอยปล่อยออกมาอยู่

ในกระบวนการทำเพลงทั้งหมด ขั้นตอนไหนง่ายที่สุด และขั้นตอนไหนยากที่สุด?

พีว่าขั้นตอนการทำเพลงที่ง่ายที่สุดน่าจะเป็น… เอาจริงๆ ไม่มีอะไรง่ายเลย (หัวเราะ) ทุกอย่างมันต้องลงรายละเอียดมากๆ เลย มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะลงรายละเอียดกับมันมากแค่ไหน แต่สำหรับพี พีรู้สึกว่าทุกขั้นตอนความยากง่ายมันแตกต่างกันนะ มันอาจจะไม่มีง่ายหรอก มันอาจจะมียาก ยากน้อยกว่า ส่วนที่ยากที่สุดก็อาจจะเป็นตอนอัดร้อง ที่ยากที่สุดเพราะว่ามันคือการอัดเพื่อจะลงสตรีมมิ่งทุกช่องทาง การที่เราจะสื่อสารเนื้อเพลงของเรา หรือว่าความรู้สึกบางอย่างที่เราต้องการจะสื่อเข้าไปในเพลงผ่านเสียง ผ่านเมโลดี้ต่างๆ อันนี้พีว่ายากสุด ส่วนยากน้อยลงมาก็จะเป็นเรื่องการไปถ่ายทำ ด้วยความที่เราเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบขั้นตอนการทำทุกอย่าง ในการทำโปรดักชั่น เราก็เลยเลือกทีมที่ค่อนข้างจะคุ้นเคย ทำให้มันทำงานง่ายขึ้นด้วย

แจ๊กเก็ตผ้าขนสัตว์ จาก Alexander McQueen

เห็นว่าไปเรียนเต้นมาเพื่อมิวสิคนี้เลย?

ใช่ครับ

สำหรับพีพี คิดว่าร้องหรือเต้น ถนัดกว่ากัน?

เอาจริงๆ ยังไม่ถนัดทั้งคู่เลย ร้องก็ยากครับ มันมีช่องเสียงหลายๆ อย่างที่พียังไม่เคยร้อง ยังไม่เคยใช้ด้วย ส่วนเรื่องเต้น เรื่องมูฟเม้นต์ต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับพีมากเหมือนกัน ถึงจะเวิร์คช็อปมาอย่างหนัก ถึงจะเรียนมาเพิ่มแล้ว ซ้อมมาแล้ว จริงๆ หลายๆ อย่างมันก็ต้องใช้เวลาในการพัฒนาตัวเองด้วย ก็จะพัฒนาต่อไป ในซิงเกิ้ลต่อไปก็หวังว่าจะเป็นอีกสเต็ปหนึ่งที่พีจะทำได้ด้วย

พีมองอนาคตตัวเองในฐานะศิลปินไว้ตรงไหน?

อาจจะไม่ได้มองว่าฉันจะต้องประสบความสำเร็จ ไปเล่นที่นั่นที่นี่ ต้องทำงานกับใคร ตัวพีมองว่าเราทำผลงานออกมาให้ดีที่สุดในแบบของเรา ณ เวลานั้นๆ และเราก็ทำทุกอย่างไม่ให้เราอยู่กับที่ เราจะก้าวไปข้างหน้าตลอด เดินทางไปพร้อมๆ กับแฟนคลับด้วย แล้วก็พีว่าที่สำคัญที่สุดคือ การที่เราแฮ้ปปี้กับสิ่งที่เราทำอยู่ การที่เราโฟกัสความสุขในการทำงานของเรามากกว่า อาจจะไม่ได้มีลิมิตว่าจะไปจบตรงไหน แต่ว่าอยากจะไปข้างหน้าให้มากขึ้นต่อไป

อยากบอกอะไรกับแฟนคลับที่ติดตาม พีพี มาตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้

ดีใจครับ และขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนพีมากขนาดนี้ ดีใจที่ได้ร่วมเดินทางไปพร้อมๆ กัน พีรู้สึกว่าพีได้พัฒนาไปพร้อมๆ กับพวกเขาเหมือนกัน บางคนตามพีมาตั้งแต่มัธยม จนตอนนี้เข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว เขาก็จะส่งมาบอกตลอด ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางไปพร้อมๆ กัน และขอบคุณจริงๆ ที่รักและซัพพอร์ตตัวพีที่เป็นแบบพีในทุกๆ วัน ในทุกๆ ผลงาน ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน และขอบคุณที่ให้การซัพพอร์ตทั้งตัวพี และตัวบิวกิ้นด้วยนะครับ

Photographer: Adison Rutsameeronchai

Stylist: Teeratat Somudomsup

Author: Pacharee Klinchoo

ประมวลภาพบรรยากาศสุดมันส์จากงาน Neon Countdown 2023

ผ่านไปแล้วกับงาน EDM สุดยิ่งใหญ่แห่งทวีปเอเชีย Neon Countdown ณ กรุงเทพเมืองคอนเสิร์ตที่กินเวลาถึง 3 วัน 3 คืนติดๆ กับทัพดีเจดังกว่า 30 ชีวิต โดยมีไฮไลท์เป็นดีเจมือหนึ่งของโลกอย่าง Martin Garrix

เรียกได้ว่าจัดเต็มแบบส่งท้ายปีหลังจากอัดอั้นจากการล็อคดาวน์มาอย่างเนิ่นนาน ไปชมประมวลภาพบรรยากาศพร้อมกันเลยครับ! 

เด็กสมบัติจัดคอนฯ ใหญ่ เอาใจทึเมไทยเมษายนนี้!!!!

เด็กสมบัติ TREASURE ไอดอลกรุ๊ปตัวตึงวงการเคป็อปเจนสี่ ปักวันคอนเสิร์ตใหญ่ 2023 TREASURE TOUR [HELLO] IN BANGKOK ถึงสองวันในวันที่ 1-2 เมษายน ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และคอนเสิร์ตนี้ยังถือเป็นเอเชียทัวร์ครั้งแรกของพวกเขาอีกด้วย ทึเมไทยเตรียมบงต้อนรับเหล่าน้องสมบัติได้เลยครับ!

ทำความรู้จัก TREASURE 

TREASURE เป็นศิลปินสังกัด YG ENTERTAINMENT มีสมาชิก 10 คนได้แก่ชเวฮยอนซอก, จีฮุน, โยชิ, จุนกยู, ยุนแจฮยอก, อาซาฮี, โดยอง, ฮารุโตะ, พัคจองอู และโซจองฮวาน เดบิวต์เมื่อค.ศ. 2020 ด้วยเพลง BOY และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนได้รับฉายาว่า ‘Monster Rookies – รุกกี้ปีศาจ’ 

หลังจากนั้น พวกเขาก็ปล่อยอัลบั้มแรก [THE FIRST STEP] ที่มียอดขายกว่า 1 ล้านอัลบั้ม พวกเขาจึงเดินหน้าเดบิวต์ในประเทศญี่ปุ่นต่อในเดือนมีนาคม 2021 และต่อมา เพลง JIKJIN และ DARARI จากมินิอัลบั้ม ‘THE SECOND STEP: CHAPTER ONE’ ของพวกเขาก็กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เพลงไต่อันดับขึ้นชาร์ตเพลงระดับโลก และยอดวิวในแพลตฟอร์ม YouTube พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

————————

คอนเสิร์ต 2023 TREASURE TOUR [HELLO] IN BANGKOK เริ่มจำหน่ายบัตรตามรายละเอียดดังนี้

– รอบพรีเซลล์สำหรับแฟนคลับ TREASURE MAKER MEMBERSHIP 27 มกราคม (10.00 – 22.00 น.) 

– รอบสมาชิก Live Nation Tero 28 มกราคม (10.00 – 22.00 น.) ทาง livenation.co.th 

– รอบทั่วไปวันที่ 29 มกราคม ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป ทาง thaiticketmajor.com และ ThaiTicketMajor 11 สาขาหลัก

BLACKPINK in Coachella

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Jisoo , Jennie , Rosé และ Lisa สี่สาวแห่งวง ‘BLACKPINK‘ ขึ้นคอนเสิร์ต BLACKPINK Born Pink World Tour ได้สร้างความประทับใจให้เหล่าบลิงก์ หรือบรรดาแฟนคลับต่างอิ่มเอมไปกันอย่างท่วมท้นเลยทีเดียว

และล่าสุดทาง Coachella ได้ประกาศว่า 4 สาว BLACKPINK จะได้ร่วมขึ้นโชว์ในฐานะ HEADLINER ของงาน โดยงานจะมีขึ้นในวันที่ 14-23 เมษายน ณ Empire Polo Club แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รอติดตามพวกเธอกันได้เลยครับ

Are You Born Pink?

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Jisoo , Jennie , Rosé และ Lisa สี่สาวแห่งวง BLACKPINK ขึ้นคอนเสิร์ต BLACKPINK Born Pink World Tour ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ทั้งเกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับสี่สาวและผลงาน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามที เหล่าบลิงก์ หรือบรรดาแฟนคลับของทั้งสี่สาวก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การได้มามีส่วนร่วมในคอนเสิร์ตของวงที่พวกเขารัก หลังจากที่โลกต้องตกอยู่ในหายนะโควิดมาถึง 3 ปีนั้น ดราม่าอะไรก็ดูเหมือนจะไม่สามารถลดทอนความขลังของสี่สาวได้จริงๆ 

ไปชมภาพบรรยากาศ เพื่อเก็บความทรงจำเหล่านั้นแช่แข็งไว้ตลอดกาลกัน

และบอกเลยว่า ในสองวันที่คอนเสิร์ตเจิดจ้าอยู่นั้น #BORNPINKinBANGKOK นั้นถูกเมนชั่นไปมากกว่า 3 ล้านครั้งในทวิตเตอร์เลยครับ

Hommes Interview : Always Be Open to New Opportunities

Author: PACHAREE KLINCHOO

Photography: PONPISUT PEJAROEN

“ผมรู้สึกทึ่งกับความเป็นหมอภาคย์ตั้งแต่ที่เขาไปออกรายการวาไรตี้ที่มีคนถามแกว่า ‘พี่ภาคย์จะฟิตขนาดนี้ไปเพื่ออะไร จะสะสมเหรียญตราจากการฝึกคอมมานโดต่างๆ จนเกลี้ยงทุกหลักสูตรที่มีอยู่ในประเทศนี้ไปเพื่ออะไร’ และพอเกิดเหตุการณ์ 13 หมูป่าติดถ้ำนี้ขึ้นมา มันก็เหมือนกับ flashback ไปตอบคำถามทั้งหมดนั้นได้ว่า ‘ก็นี่ไง เพราะว่า sh*t happens!’ นี่ล่ะครับ” บลูม – วรินทร ญารุจนนทน์ ผู้รับบทพันเอก นายแพทย์ ภาคย์ โลหารชุน (หมอภาคย์) ในซีรีส์เรื่อง Thai Cave Rescue สร้างโดย Netflix เล่าให้เราฟังเมื่อเราขอให้เขาบรรยายความเป็นหมอภาคย์ในความคิดของนักแสดงอย่างเขา “ในตอนนั้น ใครจะไปรู้ได้ล่ะครับว่าเขาจะเป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ถูกชิ้นที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเป็นแพทย์และความเป็นทหารอยู่ในคนเดียวกัน เขาเป็นคาแรกเตอร์ที่มีความเป็นหยินและหยาง ภายนอกเขาดูแข็งแกร่งดุดัน แต่ภายในเขามีความอ่อนโยนนุ่มนวล คุณสมบัติที่น่าทึ่งในตัวของหมอภาคย์คือความพร้อม พร้อมรับกับอะไรก็ตามที่โลกจะโยนมาให้ เพราะฉะนั้น เมื่อแกรับทราบว่ามีเด็กๆ ติดถ้ำอยู่ พอมาถึงหน้างาน แกก็พร้อมที่จะบอกสถานการณ์กับ คนที่อาจจะไม่เข้าใจในมุมมองของความเป็นแพทย์ว่าจะสามารถเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง และเมื่อแกเข้าไปในถ้ำ แกก็มีอีกภาคหนึ่งออกมา นั่นคือภาคความเป็นพ่อ และความเป็นพี่ชาย”

และเพื่อถ่ายทอดความเป็นหยินและหยางในตัวของหมอภาคย์ออกมาให้หมดจดที่สุด บลูมเองก็เตรียมความพร้อมก่อนไปแคสติ้งได้แบบเล่นใหญ่ไม่แพ้หมอภาคย์ตัวจริง “ตอนแรกที่ผมได้รับการบ้านมาจาก casting director ผมก็พาตัวเองไปใกล้ๆ กับที่ที่มันมีน้ำ เริ่มจากสระว่ายน้ำของหมู่บ้าน สวนสาธารณะ เอาตัวไปอยู่ใกล้ๆ กับบึง กับทะเลสาบ แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่ใช่ ในที่สุด ผมก็ขับรถไปถ้ำที่จังหวัดราชบุรีที่ใกล้กรุงเทพฯ ที่สุด กำบทเข้าไปนั่งท่องในนั้น ขากลับออกมานี่ตัวเปียกไปหมด เพราะมันร้อนมาก ไม่มีลมผ่าน ผมต้องการความรู้สึกที่ไม่มีคน ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ มีแต่เสียงก้องๆ มีความชื้น ทุกลมหายใจที่สูดเข้าไปคือกลิ่นดิน กลิ่นความชื้น แค่เสียงน้ำหยดก็ได้ยินแล้ว ไปลองกินน้ำจากหินงอกหินย้อย เพื่อทำความเข้าใจบทสนทนาระหว่างหมอภาคย์กับ น้องดอมที่นั่งปรับทุกข์กันในถ้ำนั้น เป็นช่วงบทที่หมอภาคย์จะปรับทุกข์ออกมาในส่วนที่ละเอียดอ่อนที่สุดในความเป็นทหาร เขาโยนหมวกทหารทิ้งไปเพื่อปรับทุกข์ กับน้องดอมว่าลูกชายเขาก็อยากให้เขากลับบ้านเร็วๆ เช่นกัน ผมรู้สึกถึงความแข็งแกร่ง และความอ่อนโยนในตัวหมอภาคย์ ที่เป็นสิ่งที่ท้าทายกับผมว่า ผมจะสื่อสารจิตวิญญาณแบบนี้ออกมาได้อย่างไร และในวันที่ผมรู้ว่าผมได้รับคัดเลือก มันก็เป็นคำถามมาตลอดว่าทำไมถึงเป็นผม”

และคำถามในหัวของบลูมนั้นก็ติดอยู่ในหัวเขาไปจนกระทั่งปิดกล้องเขาเพิ่งมาได้รับคำตอบจากคุณปุ้ย (ศุภกานต์ ยินดี) casting director เข้าในวันที่เขาถ่ายเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้เขาสงวนคำตอบนั้นไว้กับตัว “ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบสำหรับผมคนเดียวครับ ผมไม่สามารถเอาไปแชร์กับคนอื่นได้จริงๆ”

ในเมื่อเขาตัดสินใจเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความทรงจำส่วนบุคคล เราจึงขอให้แชร์ความทรงจำอะไรในกองถ่ายที่เขาพอจะแชร์กับเราได้บ้าง “ผมเอาพรินเตอร์ไปที่เชียงรายด้วยครับ” เขาเล่าแบบสบายๆ แต่เราเลิกคิ้วพร้อมปล่อยขำแบบกลั้นไม่ทัน “มันมีการเปลี่ยนบทเล็กๆ น้อยๆ อยู่แทบจะทุกๆ สามสี่วัน บทมันจะอัพเดทตลอดเวลาด้วยเหตุผลที่น้องคนหนึ่งในทีมนักแสดงหมูป่าติดโควิด บวกกับการถ่ายทำภายใต้บรรยากาศโควิด ทำให้เราไม่รู้เลยว่าจะต้องหมุนคิวขึ้นมาเมื่อไหร่ ทำให้ผมตัดสินใจเอาพรินเตอร์ไปพรินท์บทเองกันพลาด เพราะบทของหมอภาคย์ที่มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษนั้นเป็นบทที่ไม่ง่าย และผมรู้สึกว่าอยากจะพร้อมตลอดเวลาครับ”

และเรื่องหลักที่เขาเรียนรู้จากการได้รับบทหมอภาคย์ในครั้งนี้คือเรื่องเดียวกับที่ทำเขาประทับใจหมอภาคย์ตั้งแต่แรกนั่นเอง “ผมคิดว่าความพร้อมของชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นเสมอครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีดินถล่ม มีน้ำท่วม มีวินาศภัยอะไรก็ตามเกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าการทำงานครั้งนี้เป็นบทสะท้อนระหว่างผมกับหมอภาคย์ว่า ย้อนกลับไประยะเวลาหนึ่งก่อน เกิดเหตุการณ์นี้ หมอภาคย์ฟิตร่างกายไว้ราวกับเตรียมพร้อมมาตลอด ในขณะเดียวกัน การที่บทนี้หล่นลงมาใส่หัวผม ผมไปซ้อมบทในถ้ำ และได้รับคัดเลือก มันทำให้ผมรู้ว่าชีวิตนี้ผมไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย นอกจากจะต้องพร้อมรับบทแบบนี้ตลอดเวลา ผมก้าวจากนักแสดงที่ไม่เคยมีประสบการณ์การถ่ายทำต่อเนื่องด้วยคิว 30+ แบบนี้มาก่อน ผมเคยถ่ายโฆษณา เคยถ่ายภาพยนตร์มาบ้าง แต่เป็นบทเล็กๆ เท่านั้น ผมไม่เคยคิดว่าผมจะทำได้ แต่พอผมได้รับโอกาสแสดงเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ผมต้องทำได้ แต่ผมต้องทำได้ดีด้วยครับ

“ผมคิดว่าอาชีพนักแสดงเป็นอาชีพที่แปลก และอันตรายด้วยนะ” เขารำพึงเมื่อเราถามว่าโอกาสที่ได้รับครั้งนี้นับว่าเป็นหมุดหมายหรือจุดเปลี่ยนอะไรในชีวิตนักแสดงของเขาหรือเปล่า “เพราะเราจะวางความคาดหวังไว้ในที่ที่มันสูง และเราก็ต้องทำงานหนักด้วยในการวิ่งเข้าไปหาประตูทุกบานที่มี และผมก็จะคาดหวังกับตัวเองโดยการทำตัวให้พร้อมได้อย่างนี้ต่อๆ ไป คือในทุกวันที่ตื่นมาผมจะต้องมีความหวังว่ามันจะมีอะไรเข้ามาเสมอ… ยังไงดีนะ” เขานิ่งไปสักพัก เรารอ “ผมไม่ได้พูดแบบนี้ทั่วๆ ไปนะ ขอพูดเฉพาะตรงนี้ ผมถ่ายโฆษณาเยอะมาก และวันหนึ่งผมก็ถูกเรียกไปแคสติ้งโฆษณาสองตัว สองโลเคชั่น ซึ่งมันก็มีเหตุผลอยู่ร้อยอย่างที่ผมจะไม่ไปแคสติ้งโฆษณาสองตัวนี้ แต่ผมก็ตัดสินใจไปแคสติ้งทั้งสองงาน และก็ไม่ได้สักงาน แต่สิ่งที่ผมได้รับมา และมาเฉลยตอนที่ผมถ่ายเสร็จแล้วก็คือ คุณปุ้ยได้คอนแทคต์ของผมมาจากการที่ผมไปแคสติ้งงานที่สองนี่ล่ะครับ”

ไม่ว่าจะเป็นหมอภาคย์ หรือบลูม การนั่งรอโอกาสเฉยๆ ดูเหมือนจะไม่ใช่วิถีของพวกเขาเสียแล้ว และเราก็เชื่อว่าความพร้อมในการที่จะจารึกอะไรบางประการของพวกเขานั้นคงจะไม่หยุดแค่เหตุการณ์ครั้งนี้และซีรีส์เรื่องนี้อย่างแน่นอน

สตรีมซีรีส์เรื่อง Thai Cave Rescue ได้แล้วที่ Netflix

“ไบร์ท-วิน” จัดเต็มความสนุกฟินเต็มคาราเบล!! ใน “Side by Side Bright Win Concert” แรงติดเทรนด์ทวิต “อันดับ 1” ในไทย และ “อันดับ 2” ของโลก

แรงทะลุปรอทกับปรากฏการณ์ความฟินเต็มคาราเบล ที่ทาง “GMMTV” คอนเทนต์โพรไวเดอร์ชั้นนำของเมืองไทย เติมเต็มโมเมนต์ให้แฟนๆ แบบขั้นสุด ในงาน “Side by Side Bright Win Concert” คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทยของ 2 นักแสดงสุดฮอต “ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี” และ “วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร” พร้อมด้วยแขกรับเชิญสุดเซอร์ไพรส์อย่างนางเอกสาว “เก้า-สุภัสสรา” และ 2 นักร้องคุณภาพ “อิ้งค์-วรันธร”, “กอล์ฟ F.Hero” ที่ขึ้นเวทีมาสร้างบรรยากาศความสนุกมันส์ได้เต็มพิกัด จนทำเอาอะดรีนาลีนความสุขของแฟนๆ พุ่งทะยาน แถมยังตื่นตาตื่นใจไปกับเวทีแสงสีเสียงสุดอลังการ และการเพอร์ฟอร์แมนซ์โชว์แบบมาสเตอร์พีชให้คนดูได้ชมกันในรูปแบบ On Stage พร้อมกับการ Live Streaming ผ่าน “TTM Live” (Thaiticketmajor Live) ที่สามารถรองรับผู้ชมได้ครอบคลุมทั่วโลก นานเกือบ 4 ชั่วโมง ซึ่งงานนี้กระแสตอบรับยังปังมากเวอร์ ส่งให้ #BrightWinConcert ทะยานขึ้น เทรนด์ทวิตเตอร์  “อันดับ 1” ของประเทศไทย,อินโดนีเซีย รวมทั้ง “อันดับ 2” ของโลก,มาเลเซีย และติดเทรนด์ ทวิตเตอร์อีกหลายประเทศทั่วโลก เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งคอนเฟิร์มได้ว่างานนี้ฟูลฟีลไปด้วยโมเมนต์ความสุขที่อัดแน่นหัวใจเลยทีเดียว

เริ่มออกสตาร์ทความสนุกกันด้วย 3 เพลงฮิตมาแรง “Blinding lights, วายร้าย, Uptown Funk” ที่              “ไบร์ท-วิน” จับไมค์ร้องเปิดตัวพร้อมกับการขึ้นสลิงลอยอยู่กลางอากาศ เรียกว่าทั้งออร่าความหล่อและเสียงร้องขโมยหัวใจคนดูได้เต็มๆ ถึงขั้นที่แฟนๆ ส่งเสียงกรี๊ดดังสนั่นฮอลล์ ก่อนที่ทั้งคู่จะทักทายทุกคนพร้อมต้อนรับเข้าสู่คอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย จากนั้นส่งเข้าสู่ช่วงโชว์สกิลด้านดนตรีที่งานนี้ “วิน” หยิบเอากีต้าร์ตัวโปรดออกมาโซโล่ในเพลงซึ้งกินใจ “Unlovable” ส่วน “ไบร์ท” ก็ไม่ธรรมดาบรรเลงเล่นเปียโนกับเสียงร้องเพราะๆ ในเพลง “Lost and Found” สามารถตกอารมณ์แฟนๆ ให้วนอยู่ในภวังค์ขั้นสุด ก่อนจะเปลี่ยนฟีลมาเอ็นจอยไปกับ “ไบร์ท-วิน” กันในเพลง“This Love” จากนั้นทั้งคู่ก็ขอพาแฟนๆ ย้อนความทรงจำที่แสนพิเศษไปกับพาเหรดเพลงฮิตจากซีรีส์ “เพราะเราคู่กัน 2gether The Series” และ “เพราะเรา(ยัง)คู่กัน Still 2gether”ได้แก่ “ยังคู่กัน, คนนั้นต้องเป็นเธอ, คั่นกู” ทำเอาแฟนๆ อินเบอร์แรง ส่งเสียงร้องตามกันดังลั่นฮอลล์ แถมยังมีอีกหนึ่งความพิเศษในเพลง “ใกล้” เรียกว่าเติมเต็มโมเมนต์ให้ทุกคนได้ฟูลฟีลขีดสุด ก่อนจะเข้าสู่ในพาร์ทโชว์เดี่ยวของแต่ละคน เริ่มจาก “วิน” ที่คว้าไมค์มาชวนทุกคนไปโยกจังหวะเบาๆ กันในเพลง “I Like Me Better” “Beauty and a beat” ต่อด้วยเซอร์ไพรส์สุดพิเศษที่ “วิน” ขอควงคู่สาวสวย “เก้า” ออกมาร้องเพลงเพราะซึ้ง “Undo” และ “Versace on the floor” บอกได้เลยว่าเสน่ห์ความฟินฟุ้งกระจายเต็มพื้นที่ จากนั้นเข้าสู่ในช่วงโชว์เดี่ยวของ “ไบร์ท” ที่ขอหยิบเพลง “The Hills” มาร้องในสไตล์สุดคลูตามแบบฉบับของตัวเอง ก่อนที่ทุกคนจะได้ปลดล็อกสกิลหูทองคำไปกับแขกรับเชิญสุดเอ็กซ์คลูชีฟ “อิ้งค์” ที่ “ไบร์ท” ขอควงคู่คว้าไมค์มาร้องเพลงดังอย่าง “Can’t take my eyes of you” และ “Luxury” จากนั้น “ไบร์ท” ก็ขอเปลี่ยนโหมตพาแฟนๆ มาอินในความเศร้ากันต่อกับเพลงฮิต “Night time, Move ไปไหน, ระหว่างทาง” ก่อนที่ “วิน” จะขึ้นเวทีมาเสริมทัพพร้อมคอนทินิวอารมณ์ต่อด้วยเพลย์ลิสเพลงช้ำรัก “รักไม่ได้, ถ้าเราได้เจอกันอีก, คนไกล” จากนั้นขอเปลี่ยนฟีลเข้าสู่พาร์ทความสนุก เมื่อ “ไบร์ท” ชวน HIPHOP ตัวพ่อ “กอล์ฟ F.Hero” ขึ้นมาเขยาเวทีกันในเพลง “Sad Movie, Money Honey” ต่อกันด้วยพาร์ทที่ “ไบร์ท-วิน” ขอสื่อความหมายแทนคำขอบคุณในเพลง “ความคิด” พร้อมการเผยความรู้สึกกับความสุขที่ล้นปรี่ 

ขอบคุณทุกคนมากครับ ที่คอยอยู่เคียงข้างพวกเราเสมอ ซึ่งถือว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีความสุขในชีวิต อยากให้ทุกคนเก็บโมเมนต์ความสุขในวันนี้ไว้ในความทรงจำ และพวกเราจะตั้งใจทำผลงานดีๆ เพื่อเป็นการของคุณทุกคนครับ” 

แถมยังมีอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์สุดพิเศษจาก “วิน” ที่แอบยกเค้กก้อนโตมาเบิร์ดเดย์ล่วงหน้าให้ “ไบร์ท” กันบนเวทีเลยทีเดียวจากนั้นทุกคนก็อิ่มเอมหัวใจไปกับเพลงเพราะความหมายดี “ไม่เคยจะห่างกัน” ก่อนสวิตอารมณ์เข้าสู่การระเบิดความมันส์ในช่วงปาร์ตี้เพลง HIPHOP ไปกับ “ไบร์ท-วิน” เล่นเอาแฟนๆ นั่งไม่ติดเก้าอี้ลุกขึ้นเต้นตามกันเป็นแถวก่อนที่ทั้งคู่จะปิดท้ายคอนเสิร์ตไปด้วยเพลง “คั่นกู” พร้อมกับภาพประทับใจที่ทั้งคู่เดินไปรอบเวทีพร้อมโบกมือลาแฟนๆ เรียกว่าโชว์ในครั้งนี้ถือเป็นภาพความประทับใจที่แสนพิเศษ ซึ่งจะยังคงงดงามอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

สำหรับการรับชม Live Streaming สามารถรับชมการแสดงย้อนหลัง “Side by Side Bright Win Concert” ได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2566 เวลา 10.00 น. (GMT+7) ถึงวันที่ 19 มกราคม 2566 เวลา 23.59 น. (GMT+7) และสามารถรับชมการแสดงย้อนหลังได้ 300 นาที ต่อ 1 รหัสการรับชม และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiticketmajor.com หรือ www.facebook.com/gmmtvofficial & IG & YouTube & Twitter & Weibo : GMMTV

The Modern Demon Slayer

ฉลองการเข้าฉายของซีรีส์เรื่องใหม่ Island จาก Pime Video ลอฟฟีเซียล ออมส์​ บินลัดฟ้าถึงประเทศเกาหลีเพื่อสัมภาษณ์สี่นักแสดงนำ คิมนัมกิล อีดาฮี ชาอึนอู และซองจุน สำหรับแฟนๆ นิตยสารเท่านั้น

Interview Rearranged by: Pacharee Klinchoo

Photography: Courtesy of Prime Video

ตัวละคร ‘บัน’ ที่คุณคิมนัมกิลแสดง ถืออาวุธที่ดูเหมือนกริช อยากให้เล่าถึงความพิเศษของอาวุธนี้สักหน่อย 

คิมนัมกิล: มันเป็นดาบที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ เป็นดาบขนาดเล็ก ถ้าคนที่ไม่ได้ฝึกฝนไปจับมัน จะถูกเผาไหม้จนตาย สิ่งนี้จะเป็นอาวุธที่ใช้โดยบัน ส่วนอาวุธที่ใช้โดยกุงทันจะมีอีกตัวที่มีสีต่างกัน 

คุณอีดาฮี เห็นว่ามีการแสดงฉากแอ็คชั่นด้วย เตรียมตัวยังไง และคาแรกเตอร์ ‘มีโฮ’ ในเรื่องนี้แตกต่างจากบทบาทอื่นๆ ที่เคยได้รับอย่างไร 

อีดาฮี: จริงๆ แล้วนักแสดงคนอื่นๆ เล่นแอ็คชั่นเยอะมากเลยค่ะ เลยทำให้คิดว่าตัวเองเล่นแอ็คชั่นไปด้วย (หัวเราะ) 

คิมนัมกิล: ซีนที่คุณเล่นก็แอ็คชั่นเหมือนกันนั่นแหละ 

อีดาฮี: ถ้าดูแรกๆ คนอาจจะคิดว่าฉันเล่นแอ็คชั่นเยอะมากนะคะ นี่เป็นการแสดงฉากแอ็คชั่นเป็นครั้งแรกของฉันค่ะ 

คิมนัมกิล: คุณมีไหวพริบที่ดีนะ และคุณก็วิ่งเก่งมากด้วย วิ่งเก่งจนพวกผมวิ่งตามไม่ทันเลย 

คุณซองจุน ในวันที่คุณตัดสินใจตอบรับเล่นบทกุงทัน คุณลักษณะอะไรในตัวของกุงทันที่ทำให้คุณยินดีที่จะสวมบทเป็นเขา และพอได้รับบทเป็นเขาแล้ว เขาเหมือนกับภาพในหัวของคุณขนาดไหน 

ซองจุน: ตอนที่รับบทกุงทัน ผมเห็นว่าเขาเป็นคนที่มีพละกำลังมากน่ะครับ ผมชอบในส่วนนั้น เพราะผมเป็นคนที่อ่อนแอ อยากจะเล่นบทที่มีพละกำลังหน่อย ก็เลยชอบในส่วนนี้ และคิดว่าบทของกุงทันเป็นตัวร้าย ผมก็เป็นคนร้ายนิดหนึ่งเหมือนเขาน่ะครับ 

คุณชาอึนอู คุณรับบทเป็นบาทหลวง ต้องมีการใช้ special effect และ CG เข้ามาช่วยเยอะมาก อยากรู้ว่าผลงานนี้นับเป็นความท้าทายในการถ่ายทำไหม 

ชาอึนอู: อืม… บทนี้เป็นบทที่ผมไม่เคยเล่นมาก่อน แลเะผมรู้สึกว่ามันเป็นบทที่มีเสน่ห์มาก และตอนถ่ายทำ สิ่งที่รู้สึกว่ายากเป็นตอนที่ต้องใช้ CG เยอะ เวลาเล่นบท ก็ต้องจินตนาการเยอะหน่อย ก็จะรู้สึกยากตอนนั้น

พูดถึงฉากแอ็คชั่น คุณทั้งสามคนเล่นฉากแอ็คชั่นเยอะมาก เราเห็นว่ามันมีท่าทางพิเศษที่ใช้ในฉากแอ็คชั่น ไม่ว่าจะเป็นการออกอาวุธ หรือออกคาถาอาคม อยากรู้ว่าเบื้องหลังของท่าทางต่างๆ มีการฝึกซ้อมหรือออกแบบยังไงกันบ้าง 

คิมนัมกิล: อันนี้เป็นเรื่องที่เอามาจากตำนานจริงที่เล่าบนเกาะเจจู เพราะฉะนั้น เราก็เอาเรื่องราวในตำนานนั้นมาดัดแปลง และมาใช้ในการเล่นบท แต่ว่าถ้าเกิดว่าเอาตัวร่ายคาถามาจริงๆ หรือใช้ท่าทางที่มีอยู่จริง มันอาจจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการสื่อสารกับผู้ชม เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธด้วย ไม่อยากให้เข้าใจผิด ก็เลยเอามาแค่ไอเดีย ดัดแปลงมาใช้ในซีรีส์ เวลาที่ร่ายคาถาในบท หรือใช้ท่าทางทั้งหมด คือการดัดแปลงมาใช้ โดยอ้างอิงจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น และในช่วงตอนแรกๆ เรามีท่ามือแอ็คชั่นเวลาร่ายคาถาด้วย แต่ช่วงหลังๆ ก็จะไม่ค่อยใช้มือเท่าไหร่ เพราะดูมันไม่ขัดๆ กัน ถ้าดูไปเรื่อยๆ ตอนหลังๆ จะเห็นว่าท่ามือจะลดลงนิดหนึ่ง

และตอนที่ดูซีรีส์นี้ อยากให้ดูไปในแนวศาสนานิดนึง เพราะจะมีหลายๆ เรื่อง มีทั้งศาสนาคริสต์ และศาสนาพุทธ ซึ่งจริงๆ จะไม่อนุญาตให้ฆ่าใคร แต่ตัวละครของผมถูกฝึกมาเพื่อให้ฆ่า และบังก็เป็นตัวแทนชองมนุษยธรรม ถ้ามองในแนวนี้ก็จะมีความหมายมากขึ้นน่ะครับ 

ชาอึนอู: ท่าที่ใช้ร่ายมนตร์​ และออกอาวุธต่างๆ ก็อ้างอิงมาจากเว็บตูนด้วย เพราะต้นเรื่องมาจากนั้น อย่างการใช้ดาบ และท่าทางต่างๆ ที่ใช้ก็อ้างอิง เพื่อนำเสนอต้นฉบับของเว็บตูนด้วยครับ

ตัวละครของคุณชาอึนอู เป็นบาทหลวงที่ต้องไปปราบวิญญาณ ปราบปิศาจร้าย ในเรื่องตัวละครก็ฟังเพลงฮิปฮอป ดูมีไลฟ์สไตล์เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับความเชื่อเก่าแก่ คุณมีการเตรียมตัว หรือว่าทำการบ้านก่อนรับเล่นเรื่องนี้อย่างไรบ้าง และคุณคิมนัมกิลที่เคยรับบทบาทหลวงมาก่อน ได้ให้คำแนะนำอะไรบ้างไหม

ชาอึนอู: ตอนที่รับบทนี้ รู้สึกว่าบทบาทหลวงเป็นบทที่พิเศษ ก็ศึกษา หาภาพยนตร์และซีรีส์ที่มีบาทหลวงออกมา แล้วก็ได้รับคำแนะนำจากคุณคิมนัมกิลว่าชุดบาทหลวง ที่มี roman collar ควรจะใส่อย่างไร ถึงจะสะดวกในการรับบทเวลาแสดง และเวลาสวมใส่ชุดบาทหลวงต่างๆ ควรจะสวมอย่างไร ให้ออกมาสวย และเล่นบทได้ดีขึ้น ผมได้ไปพบกับบาทหลวงจริงๆ และก็ไปขอคำแนะนำ รวมถึงเรียนภาษาอิตาลี และภาษาลาติน ไม่ใช่เรียนจริงจังนะครับ แต่ไปศึกษาว่าคำที่อยู่ในบทมันใช้ยังไง บริบทไหน มีความหมายยังไง

ซีรีส์เรื่อง Island สตรีมทาง Prime Video ตอนแรกวันที่ 30 ธันวาคม เวลา 10.00 น.

The Perfect Collaboration

ภาษาอังกฤษเหมือนๆ กัน “สำหรับผม กระบวนการทำงานกับ SM Entertainment คือง่ายมากๆ เพราะเขาจะบอกมาเลยว่า 1-2-3-4-5 อย่างไรบ้าง ส่วนวิธีการทำงานของผมก็เป็นสไตล์นี้เหมือนกัน โอเคตรงไหน ไม่โอเคตรงไหนก็แก้กันตรงๆ พอกระบวนการมันชัดเจน คุยกันง่าย ทำให้การทำงานไวมากๆ เลยครับ ใช้เวลาทำทั้งเพลงแค่เดือนนิดๆ เองครับ รวมถ่ายเอ็มวีด้วย”

แล้วมิวรู้ไหมว่าทำไมทั้งมิวและซูโฮถึงเลือกเพลงนี้โดยไม่ได้นัดหมาย “สิ่งที่ผมชอบจากเพลงนี้คือ beat กับ melody ที่มีความเป็นป็อปร็อคสูงมาก เพลงที่ผมทำมาไม่มีป็อปร็อคเลย ทั้งๆ ที่ผมชอบเพลงป็อปร็อคมากอยู่แล้ว เลยเลือกเพลงนี้เพราะมีความเป็นตัวเองสูงมาก และตอนที่ผมไปเจอซูโฮที่เกาหลี ได้คุยกันก็รู้ว่าเขาชอบเพลงร็อคอยู่แล้ว บีทกลองในเพลงนี้จะชัดมากว่าเป็นจังหวะร็อคเลยครับ เลยเลือกเพลงตรงกันมา

“ซูโฮน่ารักมากเลยครับ” เสียงของมิวจริงใจจนเราสัมผัสได้ และเชื่อว่าแฟนๆ ก็คงสัมผัสได้จากงานแถลงข่าวเช่นกัน “ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน ผมกับซูโฮก็ text คุยกันตลอดการทำงาน แนะนำกัน คุยกันตลอดเวลาจริงๆ” แล้วการทำงานครั้งนี้ มิวคิดว่าได้ปลดปล่อยอะไรในตัวเองบ้างไหม “การได้มีโอกาสมาทำงานกับซูโฮ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของผมแล้วนะ” มิวตอบแบบไม่ต้องคิด “เพราะผมฟังเพลงเขามานานมากๆ แล้ว ในวงการเพลง เขาโด่งดังมาก่อนผมเยอะแยะมากมาย ผมเพิ่งเข้าวงการเพลงมาได้ประมาณปีสองปี การได้มาร่วมงานกับเขาและ SM Entertainment ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จนะครับ”

ถ้าใครติดตามมิวมาตลอดคงจะเห็นได้แล้วว่าเขาจริงจัง กับการทำงานแต่ละเพลงขนาดที่เรียกได้ว่าจู้จี้จุกจิก แต่ในเมื่อเขาจั่วหัวมาว่าเพลงนี้นั้นมีความลื่นไหลกว่าปกติ มันแปลว่าอะไรกันนะ “กระบวนการอัดคือผมอัดที่ไทย ซูโฮอัดที่เกาหลี และส่งงานไปประกอบเข้าด้วยกันผ่านโปรดิวเซอร์ของทั้งฝั่งเราและฝั่งนั้น พอตอนเพลงมิกซ์ออกมาแล้วผมรู้สึกเลยว่าผมชอบเพลงนี้ไปแล้ว 90% มันเลยผ่านง่ายมากจริงๆ อย่างเพลง Summer Fireworks นี่มิกซ์รอบแรกมาผมชอบแค่ราวๆ 30-40% เองนะ เพลงนี้มันไม่ใช่แบบนั้นเลย มันแก้นิดเดียวแล้วผ่านเลยจริงๆ”

จะเรียกว่าเป็นจังหวะ รสนิยม เคมีที่ตรงกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ มิวหวังว่าเพลงนี้จะ “เป็นเพลงที่แฟนๆ น่าจะสามารถเปิดฟังได้ทุกช่วงเวลา” ทั้งในส่วนของเนื้อหาเพลงก็เรียกได้ว่าเป็นเพลงรัก ออดอ้อน อ่อนหวาน จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่าการใช้ศิลปินผู้ชายสองคนร้องเพลงรักคู่กันจะกลายเป็นเพลงจีบกันไหม มิวหัวเราะตาหยี “ตอนแรกผมก็เอ๊ะเหมือนกันแหละครับตอนได้เนื้อหาเพลงมา แต่มันก็แปลกนะครับว่าเวลาเอาท่อนมาต่อกันมันคล้ายเป็นเสียงคนเดียวร้อง เพราะเสียงเราค่อนข้างใกล้กันมาก เลยกลายเป็นเข้ากันไปเลยครับ”

The Next Phase

Turn Off the Alarm ถือเป็นเพลงลำดับที่สี่ และเพลงปิดโปรเจ็กต์ Mew Suppasit Global Collaboration Project 2022 หลังจากนี้มิวก็จะปล่อยเพลงเดี่ยว และเตรียมเข้าเฟสอัลบั้มที่สองอย่างเต็มตัว “ผมมีคอนเซ็ปต์ชื่ออัลบั้มที่สองอยู่ในหัวแล้ว แต่ยังบอกตอนนี้ไม่ได้ครับ จะค่อยๆ ทยอยปล่อยออกมาเรื่อยๆ และคงจะปล่อยอัลบั้มเต็มได้ในปีหน้านะครับ”

มิวอธิบายกับเราว่า ถึงแม้ว่าเพลงที่เขาทยอยปล่อยออกมาจะเป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้มที่สอง แต่เขาเชื่อว่าแฟนๆ จะยังจับคอนเซ็ปต์อัลบั้มโดยรวมไม่ได้ เพราะจะต้องรอเพลงทั้งหมดออกมาถึงจะรู้ได้ทั้งหมด และนั่นเป็นสิ่งที่มิวตั้งใจไว้ให้เป็นแบบนั้น “ผมเริ่มคิดแล้วครับว่าอัลบั้มที่สามและสี่จะเป็นอย่างไรบ้าง” ดังนั้น โปรเจ็กต์ Global Collaboration จึงอาจจะต้องพักไปก่อน เพราะมิวจะเอาพลังงานกลับมาลงที่อัลบั้มตัวเองแบบเต็มๆ “ผมก็ยังจะคงคอนเซ็ปต์เดิมว่าอยากจะลองสำรวจตัวแนวเพลงไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม แต่ผมอยากจะมีเพลงที่มีความป็อปแมสๆ อยู่ด้วย เพราะตอนนี้มีแต่เพลงตามใจตัวเองอยู่มากๆ เลยครับ”

และในระหว่างการสำรวจแนวเพลง และสำรวจตัวเองไปในระหว่างการทำงานนี้ มิวได้ค้นพบเสียงของตัวเองเข้าบ้างหรือยัง “ตอนแรกผมก็งงอยู่ว่าตัวผมอยู่ช่องเสียงไหนกันแน่ ในอัลบั้มแรก ช่องเสียงของผมในแต่ละเพลงจะเปลี่ยนไปหมดเลย แต่ในอัลบั้มที่สอง ทุกคนน่าจะเริ่มเห็นแล้วว่าผมจะมีช่องเสียงประจำที่เป็น signature เข้ามาแล้ว ผมรู้สึกว่าผมค่อนข้างสบายใจกับการใช้เสียงนี้ ผมอยากให้ทุกคนลองฟังดูว่าจะนึกถึงผมหรือเปล่าถ้าได้ยินช่องเสียงนี้น่ะครับ”

สตรีมเพลง Turn Off the Alarm ได้แล้วทุกช่องทางออนไลน์

ตึกดำยกมาทั้งค่าย!! “TRINITY-DVI-bXd” ร่วมโชว์งานเทศกาลดนตรี “Siam Music Fest 2022”

4NOLOGUE (โฟร์โนล็อค) ยกทัพศิลปินทั้งค่าย นำโดยสามหนุ่ม TRINITY (ทรินิตี้) “เติร์ด, ปอร์เช่, แจ๊คกี้” ตามด้วยบอยกรุ๊ปสีสันใหม่ของวงการอย่าง “DVI” (ดี-วาย) “แฟรงค์, ชีต้า, ตั๋ง, สมุย, อู่อู๋, ป๋อ” และ 5 สาว “bXd” (บี-เอ็กซ์-ดี) “มิวมิว, ชาริ, พริมมี่, ซันนี่, เอมี่” ร่วมโชว์ในงาน “Siam Music Fest 2022” เทศกาลดนตรีใหญ่ใจกลางสยามสแควร์ เมื่อวันก่อน

งานนี้เรียกได้ว่าสะเทือนไปทั้งสยามเมื่อวัยรุ่นตึกดำจัดความมันส์ให้แฟนๆ ที่เวที SEEFAH STAGE แบบไม่ยั้ง ทั้งเพลงฮิต เพลงใหม่ หรือแม้แต่โชว์พิเศษก็จัดให้ ไม่ว่าจะเป็นเพลง LIFE AIN’T OVER, NOBODY, HIDDEN TRACK, I DON ‘T MISS YOU, Oh! Oh!, Champagne Poppin ของสามหนุ่ม TRINITY ที่ชาว TWILIGHT (ทไวไลท์ : ชื่อแฟนคลับ) ร้องตามได้ทุกเพลง นอกจากนี้ยังมี Sugar ของ DVI และ Just Dance ของสาวๆ bXd ที่โกยเสียงกรี๊ดไปแบบกระหึ่มทั้งสยามเลยทีเดียว

แฟนๆ ของทั้ง 3 วง สามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้ที่โซเชียลมีเดีย TRINITY, DVI และ bXd ทุกช่องทาง