Johnnie Walker เปิดตัววิสกี้ 4 ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่ผลิตขึ้นอย่างประณีตฉลองครบรอบ 200 ปี

Johnnie Walker จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เปิดตัววิสกี้ 4 ลิมิเต็ด เอดิชั่น ฉลองครบรอบ 200 ปี บอกเล่าเส้นทางความสำเร็จของ “จอห์น วอล์กเกอร์” ผู้ก่อตั้ง ที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์

ด้วยก้าวย่างที่ไม่เคยหยุดนิ่ง กับการพัฒนาคุณภาพและรสชาติ พร้อมก้าวไปข้างหน้าเพื่อต้อนรับคนรุ่นใหม่สู่โลกของสก๊อตช์ วิสกี้ สัมผัส “ลิมิเต็ด เอดิชั่น” สูตรพิเศษในวาระเฉลิมฉลองกับ “จอห์น วอล์กเกอร์ แอนด์ ซันส์ ไบเซนเทนนารี เบลนด์” “จอห์น วอล์กเกอร์ แอนด์ ซันส์ เซเลเบรทอรี เบลนด์” “จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิล เลเจนดารี เอท” และ “จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิล” ลิมิเต็ด เอดิชั่น ดีไซน์ รสชาติที่ผสมผสานซิงเกิล มอลต์ และวิสกี้จากธัญพืชหายากทั่วสก๊อตแลนด์ มีเพียง 1 ใน 10,000 ถัง ร่วมเฉลิมฉลองการเดินทางตลอด 2 ศตวรรษ พร้อมเปิดประตูสู่อีก 200 ปีข้างหน้ากับจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ไปด้วยกัน

#JohnnieWalker #KeepWalking

Winter Journey set dinner

    ห้องอาหารมิชลินสตาร์สระบัว บายกินกิน ต้อนรับช่วงปลายปีพร้อมเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองกับเซ็ตเมนูม้ือค่ำประจำฤดูหนาว (Winter Journey set dinner) เซ็ตเมนูม้ือค่ำประจำฤดูหนาวเกิดจากความร่วมกัน ระหว่างเชฟมิชลินสตาร์ “ชยวีร์ สุจริตจันทร์” หัวหน้าพ่อครัวอาวุโสห้องอาหารสระบัวบายกินกิน และเชฟมิชลินสตาร์“เฮนริคอูล-แอนเดอร์เซน”เจ้าของร้านอาหารกินกิน (Kiin Kiin) ณ เมืองโคเปนเฮเกน

ภายในเซ็ตเมนูประกอบไปด้วยอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นจำนวน 8 คอร์ส มาพร้อมอภินันทนาการ อาหารท้องถิ่นสไตล์ร้านข้างทาง(street food) ทำเป็นคำเล็กๆในรูปแบบที่ตื่นตาตื่นใจ เช่น ขนมเมอแรงก์ซีอิ๊วพร้อมครีมโยเกิร์ตวาซาบิ ขนมข้าวพองต้มข่าในถุงใสๆที่สามารถรับประทานได้ ไก่สเต๊ะ ไส้อั่วคอร์นเน็ตโตไอศกรีมแกงเขียวหวานปูและใบไม้หลากหลายชนิด

เมนูอาหารเรียกน้ำย่อยสื่อถึงการต้อนรับเข้าสู่ฤดูหนาวจากเชฟเฮนริค เริ่มต้น ด้วยเมนูปลาแซลมอนวาซาบิเย็น เสิร์ฟปลาแซมอนนำเข้าจากประเทศนอร์เวย์ พร้อมโฟมวาซาบิและซอสพอนซึเพิ่มความสดชื่น ช่วยกระตุ้น รสสัมผัส ตั้งแต่เมนูแรกตามด้วยเมนูซุปเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายกับต้มยากุ้งเสิร์ฟในเครื่องไซฟรอน ที่จะทำให้น้ำต้มยำที่ถูกต้มร้อน ไหลขึ้นไปผ่านกับเครื่องต้มยำก่อนจะไหลลงมาในกระเปาะพร้อมเสิร์ฟร้อนๆ  มาพร้อมเครื่องเคียงข้าวเกรียบกุ้ง ทาโก้กุ้ง กุ้งล็อบสเตอร์ และเส้นมาม่าเต้าหู้สดที่ทุกท่านสามารถทำเองได้ด้วยการบีบหลอดฉีดยาที่มีเต้าหู้เหลวลงไปลวกในน้ำต้มยำให้กลายเป็นเส้นชวนลิ้มลอง

เมนูถัดมาคือกะเพราตับห่านพร้อมซอสฮอลแลนเดส และข้าวพองทอด จานนี้นำเอารสชาติที่คนไทยหลงใหลมารวมเข้าด้วยกัน ข้าวพองในซองเล็กๆ เขียนว่าเป็นรถด่วน(หนอนไม้ไผ่ทอดกรอบ)เพราะดูคล้ายกัน แต่จริงๆ คือข้าวพอง เมื่อจะรับประทานให้โรยข้าวพองลงไปด้านบนก่อนคลุกเคล้าให้ไข่นกกระทาดาวเคล้าไปจนทั่วตักรับประทานจะได้สัมผัสของผัดกะเพรารสเข้มข้นทุกคำ แต่มีความเนียนละมุนของฟัวการ์และความกรุบของเครื่องในไก่หั่นเต๋า  

จานหลักเสิร์ฟข้าวอบเน้ือซอสหวานท่ีตุ๋นเน้ือซี่โครงนาเข้าจากประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 48 ชั่วโมงพร้อม เครื่องเคียงท่ีประกอบด้วยข้าวอบเน้ือส้มจี๊ด ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ และโรยด้วยเน้ือกรอบ จานนี้ต้องลองนอกเสียจากว่าคุณไม่รับประทานเนื้อ เพราะทุกอย่างจัทบคู่เข้ากันอย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะส้มจี๊ดที่รสชาติเสริมกับเนื้อตุ๋นได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ปิดท้ายเซ็ตเมนูประจำฤดูหนาวทั้ง 8 คอร์สด้วยเมนูขนมหวานที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่าหลงใหลชวนให้รับประทาน” เชฟเบิ้ม ชยวีร์ สุจริตจันทร์  กล่าวเสริม“เมนูขนมหวานที่เสิร์ฟเป็นเซอร์ไพรส์ส่งท้ายประกอบไปด้วย เค้กลิ้นจี่เฟลมเบ้พร้อมโฟมดอกกุหลาบและข้าวเหนียวไอศกรีมข้าวโพดเสิร์ฟกับขนมสายไหมราดด้วยน้ำกะทิ”

รสชาติอาหารอันโดดเด่นและส่วนประกอบต่างๆในแต่ละเมนูถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความใส่ใจและพิถีพิถันเพื่อชูโรงรสชาติอาหารไทยให้โดดเด่นในแต่ละจาน โดยผสมผสานวัตถุดิบชั้นเลิศและเทคนิคอันหลากหลายท่ีใช้ในการปรุงอาหารได้อย่างลงตัว

 “เรามีความรู้สึกตื่นเต้น เป็นอย่างมากท่ีได้เปิดห้องอาหารต้อนรับเหล่าบรรดานักชิมทุกท่านและมีความตั้งใจในการนำเสนอประสบการณ์ในการรับประทานอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลินสตาร์พร้อมการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มด้วยนิวนอร์มอลหรือความปรกติใหม่กับบริการ ‘เคมปินสกี้ ไวท์ โกล์ฟ เซอร์วิส’ (Kempinski White GloveServices)เพื่อรักษามาตรฐานอันสูงสุดในด้านสุขอนามัยครอบคลุมทั้งบริเวณห้องครัวห้องอาหารรวมไปถึงพื้นที่สาธารณะในส่วนต่างๆ ของโรงแรมฯ” มร.ริชาร์ด เชสตัค ผู้อำนวยการใหญ่โรงแรมสยามเคมปินสกี้กรุงเทพฯ กล่าว 

เซ็ตเมนูม้ือคำ่ประจำฤดูหนาว 8 คอร์ส(Winter Journeys set dinner)ให้บริการ ณ ห้องอาหารสระบัวบายกินกิน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 ราคา 3,200 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพ็คเกจไวน์แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในราคา 2,300 บาท++ ต่อท่าน

นอกจากน้ีห้องอาหารสระบัวบายกินกิน ยังมีตัวเลือกเซ็ตเมนูประจำฤดูหนาวสำหรับม้ือกลางวัน 4 คอร์สในราคา 1,850 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัว เลือกแพ็คเกจไวน์ แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในราคา 1,200 บาท++ และแขกทุกท่านสามารถเลือกรับประทานเซ็ตเมนู 6 คอร์ส ราคา 2,600 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพ็คเกจไวน์แพริ่ง ในราคา 1,800 บาท++ เพิ่มเติมได้ในทั้งสองม้ืออาหารได้อีกด้วย *ราคาดังกล่าวเป็นราคาเฉพาะค่าอาหารไม่รวมภาษีมลูค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10%

ห้องอาหารสระบัวบายกินกิน เปิดให้บริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์สำหรับม้ือกลางวันเวลา 12:00 น. ถึง 15:00 น. (สั่งอาหารได้ถึงเวลา 14.30 น.) และม้ือค่ำเวลา 18:00 น. ถึง 24:00 น. (สั่งอาหารแบบเซ็ตเมนู ได้ถึงเวลา 21:00 น. และแบบอาหารจานเดี่ยวได้ถึงเวลา 22:30 น.) โดยมีให้เลือกรับประทานทั้งแบบเซ็ตเมนูและ อาหารจานเดี่ยว (a la carte)    

ชมเรือใบ SIRIMAHANOP ต้นแบบจากเรือหลวงในรัชกาลที่ 4

โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สร้างปรากฏการณ์เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเปิดตัว “สิริมหรรณพ” เรือใบสามเสาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รังสรรค์ห้องอาหารและนิทรรศการรูปภาพสะท้อนประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของเอเชียทีค ชูความเป็น “ไอคอนิค แลนด์มาร์ค” ชวนสัมผัสประสบการณ์รับประทานอาหารและดื่มด่ำกับบรรยากาศบนเรือหรู ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ 

หนึ่งในแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่องคือ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โครงการที่พัฒนาโดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ด้วยศักยภาพของพื้นที่ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก แอสเสท เวิรด์ จึงได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการทุ่มทุน 135 ล้านบาทสร้างเรือภายใต้ชื่อ “สิริมหรรณพ” ซึ่งจะเป็นเรือใบสามเสาที่ใหญ่ที่สุด ความยาว 58.50 เมตร กว้าง 11 เมตร จอดเทียบท่าเรือเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ บริหารงานโดย โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค มืออาชีพระดับโลกเพื่อชูความเป็น “ไอคอนิค แลนด์มาร์ค” ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน

 สิริมหรรณพมีต้นแบบจากเรือทูลกระหม่อม ซึ่งเป็นเรือหลวงที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2411-2453) สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนประวัติศาสตร์ สะท้อนจิตวิญญาณของเอเชียทีค ซึ่งมีประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยเมืองไทยเริ่มมีการค้าขายกับต่างชาติ เนื่องจากที่ดินตรงนี้มีประวัติศาสตร์ ในฐานะท่าเรือระหว่างประเทศแห่งแรกของสยามประเทศ ในสมัยที่ประเทศในแถบเอเชียนั้นอยู่ภายใต้การคุกคามของการรุกรานจากมหาอำนาจยุโรป ไม่เพียงแต่เรือลำนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและยุโรปแล้ว ยังมีส่วนช่วยกอบกู้บ้านเมืองและรักษากรุงเทพฯ ให้พ้นภัยในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เมื่อปี พ.ศ. 2436 อีกด้วย

ด้วยการมองการณ์ไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีความคิดริเริ่มที่จะยกระดับสยามให้เป็นประเทศชั้นนำของโลก โดยตัดสินใจสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเดนมาร์ก ให้นาย ฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซนอดีตกัปตันของเรือลำนี้ ตั้งบริษัท อีสต์เอเชียติ๊กเทรดดิ้ง ซึ่งทำธุรกิจส่งออกไม้สัก สร้างท่าเรืออีสต์เอเชียติ๊กบนพื้นที่ที่ตั้งของโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ในปัจจุบัน เป็นการเริ่มต้นการทำการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศในยุโรป รวมทั้งเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความเป็นอิสระจวบจนทุกวันนี้

สิริมหรรณพร่วมต่อยอดการอนุรักษ์หลักฐานอิงประวัติศาสตร์เมื่อครั้งอดีต และพร้อมแล้วที่จะพาแขกผู้มีเกียรติย้อนเวลาสู่สมัยรัชกาลที่ 5 ภายในเรือตกแต่งบรรยากาศอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนความคลาสสิคเหนือกาลเวลา จัดแสดงภาพถ่ายและสิ่งของเครื่องใช้ในอดีตอันบอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยอันเรืองรอง 

สิริมหรรณพจอดเทียบท่าถาวรที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อน ศูนย์รวมสินค้าและไลฟ์สไตล์หลากหลายที่ขึ้นชื่อริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเรือใบสามเสาที่งามสง่าลำนี้พร้อมแล้วที่จะต้อนรับแขกทุกท่านเข้าสู่โลกของอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศ เครื่องดื่มต้นตำรับผสานสมุนไพรและผลไม้เมืองร้อน ค็อกเทลจากรัมสูตรพิเศษ คราฟท์เบียร์ ไวน์ชั้นดี สปิริตระดับพรีเมียม และเมนูอาหารมากมายทั้งไทยและยุโรปรวมไปถึงอาหารทะเลและเมนูสไตล์ทาปาส

สิริมหรรณพ สามารถรองรับผู้มีเกียรติได้ราว 300 คน โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ชั้นหลัก ๆ ประกอบด้วยชั้นบน(Upper Deck) และชั้นล่าง (Lower Deck) ที่รายล้อมด้วยทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยชั้นบนที่สามารถรองรับแขกได้ราว 100 คน เอื้อต่อการรับประทานอาหารเคล้าไวน์ในพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อสัมผัสวิวสวยงามได้อย่างเต็มอิ่ม เลือกอิ่มอร่อยกับอาหารพอดีคำหรือเมนูจานใหญ่สำหรับแบ่งปัน จึงเหมาะทั้งสำหรับกลุ่มครอบครัวและเพื่อนฝูง ด้านกราบขวาของเรือยังมีม้านั่งเรียงรายให้ซึมซับวิถีชีวิตริมแม่น้ำของแผ่นดิน พร้อมเพลงเฮ้าส์สร้างบรรยากาศจากดีเจที่สปินแผ่นกันสด ๆ ทั้งยังมีรายการบันเทิงอาทิวงดนตรีสด การแสดงและธีมปาร์ตี้มากมายตามแต่วันเวลา

นอกจากนี้ที่ชั้นบนยังมีห้องวีไอพี เดอะ บริดจ์ (The Bridge) รองรับได้สูงสุด 6 ท่าน มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารตั้งแต่ 3 ถึง 5 คอร์ส ที่ผสานรสชาติแบบไทย และยูโรเปียนอื่น ๆ เข้ากันอย่างลงตัว และจะต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าเท่านั้น นอกจากนี้ หากกัปตันอนุญาต แขกยังสามารถเปิดประตูเข้าสู่บาร์รัมที่ซ่อนตัวอยู่ เพื่อลิ้มรสรัมของชาวเรือที่เรียกว่า ท็อตส์ (tots) ซึ่งเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ที่นักเดินเรือได้รับอนุญาตให้ดื่มในแต่ละวัน 

ส่วนของชั้นล่าง (Lower Deck) ประกอบด้วยพื้นที่ห้องโถงสามารถสำรองทั้งชั้นเพื่อเป็นห้องจัดเลี้ยง งานแต่งงาน หรือปาร์ตี้ที่มีความเป็นส่วนตัว ที่รองรับผู้มีเกียรติได้ถึง 120 คน และห้องรับรองส่วนตัวอีก 2 ห้องที่รองรับแขกได้ห้องละ 6 คนพร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่ม

“เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่เปิดตัวสิริมหรรณพให้ทุกท่านได้สัมผัส และพร้อมพาคุณย้อนกลับไปยังรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของไทยยุคหนึ่ง เพื่อมอบค่ำคืนแสนพิเศษและอีเวนต์ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแก่แขกของเรา รวมไปถึงอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ผสานในวัฒนธรรมการเดินเรือแบบดั้งเดิมตามประวัติศาสตร์ไทย ไม่ว่าคุณจะมองหาสถานที่หรูหราสง่างามเพื่อดื่มกับคนรัก หรือสถานที่จัดงานในโอกาสพิเศษ สิริมหรรณพพร้อมแล้วที่จะพาคุณไปสู่การเดินทางที่น่าประทับใจ” มร. ไซมอน เบลล์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กล่าว

สิริมหรรณพพร้อมเปิดให้บริการทุกท่านที่ต้องการความพิเศษในทุกโอกาสสำคัญ อาทิ งานวิวาห์ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว งานเลี้ยงฉลองสุดเอ็กซ์คลูซีฟทั้งแบบค็อกเทล และ กาลาดินเนอร์ รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์ที่ต้องการความแตกต่างอย่างมีสไตล์ ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิค พร้อมมอบประสบการณ์ความอร่อยด้วยอาหารไทยเลิศรส และอาหารนานาชาติจากสุดยอดเชฟฝีมือคุณภาพ ตลอดจนบาร์ที่คุณสามารถดื่มด่ำความสุนทรีย์ด้วยเครื่องดื่มที่รังสรรค์โดยมิกซ์โซโลจิสต์มืออาชีพที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นทางการเดินเรือจากอดีตที่เผยให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างของแต่ละประเทศและทวีป จึงเกิดเป็นเมนูเหล้ารัมต่าง ๆ ที่เสิร์ฟคู่กับช็อคโกแลตและผลไม้แห้ง ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้กับทุกท่านอย่างมิรู้ลืม นอกจากนี้สมาชิก แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) และ คลับ แมริออท (Club Marriott) ยังได้รับสิทธิประโยชน์อีกมากมายจากการใช้บริการอีกด้วย

 

สิริมหรรณพเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป (วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 – 00.00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 12.00 – 00.00 น.) ที่ท่าเรือ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อน สามารถเดินทางมาถึงได้อย่างสะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ รวมไปถึงเรือรับส่งฟรีจากท่าเรือติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสะพานตากสิน

www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com

เฟสบุ๊ค      https://www.facebook.com/sirimahannop/

Be the Top at Topone Club Bangkok!

ขันเงิน ไทยเทเนียม นำทีมเซเลบริตี้มากหน้าหลายตาร่วมงานแกรนด์โอเพ่นนิ่ง Topone Club Bangkok อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งธีมหลักที่ทำให้ทุกคนตื่นตาก็คือการพาแขกทุกคนไปตะลุยอวกาศร่วมกันนั่นเอง

Topone Club Bangkok มีคอนเซ็ปต์ล้ำๆ อย่าง ‘The Galactic Exploration Journey is Now Beginning at TOPONE.’ ดังนั้นบรรยากาศประเภททะลุมิติจักรวาล พร้อมโปรดักชั่นจัดเต็มทุกสเตจให้ทุกคนรู้สึกเหมือนอยู่ในยานอวกาศที่พาท่องจักรวาลไปกับเหล่าดีเจชั้นนำของไทยและต่างประเทศที่พร้อมมาชวนคุณระเบิดความมันแบบอันลิมิตตลอดทั้งคืน ให้คุณรู้สึกเหมือนเข้าร่วมเทศกาลดนตรีระดับโลกในกรุงเทพฯ นี่เอง

Topone Club Bangkok รัชดา เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 21.00 น.​ เป็นต้นไป

FB/toponeclubbangkok

แนะนำเมนูใหม่เอี่ยม ณ ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

เปิดเมนูใหม่ไม่หวั่นสถานการณ์โควิด-19 ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ แนะนำเชฟเชา ไวแมน พ่อครับใหญ่ชาวจีนแนะนำอาหารใหม่พร้อมให้คุณเปิดประสบการณ์ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยเชฟเชานั้นมีเก็บเกี่ยวประสบการณ์การปรุงอาหารจีนในหลากหลายประเทศมากว่าสี่ทศวรรษ และช่วงเวลานี้ เขาสร้างสรรค์เมนูใหม่ในสไตล์จีนกว้างตุ้งดั้งเดิมเพื่อให้ชาวไทยได้ลิ้มรสพร้อมกันแล้ว

โดยเมนูแนะนำมีทั้งซี่โครงแกะอบชานจาและซอสสับปะรด ซึ่งเราแนะนำจานนี้เป็นอย่างยิ่ง กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อแกะเข้ากันกับซอสรสชาติพิเศษ ต่อด้วยเนื้อวากิวผัดกระเทียม ที่รสชาติเข้มข้น ทานคู่กับข้าวผัดกานาฉ่ายรสอ่อน เข้ากันได้ดี และยังมีอีกเมนูหลากหลายให้เลือกกินแบบไม่ซ้ำอย่างแน่นอน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02-236-7777 และ 02-236-9952 

อีเมล์: restaurants.slbk@shangri-la.com 

www.shangri-la.com

Photographer: Perakorn Voratananchai

ผสานสองความต่างอย่างลงตัวกับ Boss X Riedel

ประสบการณ์เปี่ยมรสนิยมผ่านสุนทรียรสในการรับประทานอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษ “Boss X Riedel #BOSSTOGETHERTH” เมื่อแฟชั่นและอาหารโคจรมาพบกัน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในมิติใหม่จาก BOSS สู่การรังสรรค์แห่งอนาคต  ผสานความมุ่งมั่นในการรังสรรค์เมนูอาหารจากเชฟแพทริก มาร์ตินส์ เชฟเชื้อสายเยอรมัน ผู้ใช้ชีวิตวัยเด็กในหลายประเทศทั่วโลกซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการทำอาหารญี่ปุ่น เชฟแพทริกเสาะหาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่พบได้ในเฉพาะแต่ละท้องถิ่น และรังสรรค์จนกลายเป็นเมนูเลิศรสที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาได้อย่างมีเอกลักษณ์

เร่ิมจากจานแรก UNI X KRABBEN หอยเม่นและกุ้งจากทะเลเหนือ เสิร์ฟบนหอยนางรมคอฟฟินเบย์และซอสพอนสึเย็นฉ่ำ

วัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องทะเล 3 ชนิดที่เดินทางมาพบกันสร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษ เตรียมแบบสด ๆ  พร้อมเสิร์ฟบนกระดาษรีไซเคิลแบบญี่ปุ่น ที่เชฟใช้หมึกจากหมึกทะเลมาป้ายลงบนกระดาษเป็นรูปกากะบาทอย่างแม่นยำ ก่อนจะเทกรวดและเกลือเม็ดลงไปตรงกลางเพื่อเป็นที่วางของเปลือกหอย เพื่อแสดงถึงความแม่นยำเป็นเลิศในการสร้างสรรค์เมนุที่เครื่องปรุงเป็นอาหารสดๆ ไม่ผ่านความร้อน วัตถุดิบสดชั้นเยี่ยมจากท้องทะเลช่วยให้รสสัมผัสโดดเด่นตั้งแต่แรกชิมแม้ขณะหลับตา หอยนางรมคอฟฟินเบย์จากออสเตรเลียเสิร์ฟบนกุ้งจากทะเลเหนือผ่าครึ่งขนาดพอดีคำ ราดด้วยซอสพอนสึเย็นฉ่ำเจือกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรให้รสเปรี้ยวสดชื่น ประดับด้วยหอยเม่นจากฮอกไกโด เกาะเหนือสุดของทะเลญี่ปุ่น รังสรรค์ทุกส่วนผสมเป็นความอร่อยจากท้องทะเล

จานต่อมาคือ KYABIA X BUTTERMILCH

เปโตรเชียน ออสเซตรา คาร์เวียร์, บัตเตอร์มิลค์ มูส และทาร์ตมันฝรั่ง เชฟเล่าว่า ไม่มีวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารชนิดใดให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านและพาผมย้อนกลับไปในวัยเด็กได้เทียบเท่ามันฝรั่งและบัตเตอร์มิลค์ คุณแม่บอกว่าผมโตมาด้วยมันฝรั่งต้มและบัตเตอร์มิลค์เนื่องจากใช้เป็นส่วนผสมหลักของอาหารกลางวันที่ทำรับประทานกันที่บ้าน ในโอกาสที่ลูกชายคนโตของผมเข้าโรงเรียนอนุบาลในปีนี้ ผมจึงอยากจะรื้อฟื้นและความทรงจำแสนอบอุ่นเดินทางข้ามเวลามาสู่ปัจจุบัน

เราใช้บัตเตอร์มิลค์และมันฝรั่งนำเข้า โดยเลือกมันฝรั่งคิปเฟลอร์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดในบ้านเกิดของผมและของฮิวโก บอส นำมาหั่นเป็นรูปทรงทาร์ตที่ออกแบบเป็นพิเศษ ซึ่งคัดมาจากลวดลายในคอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวปีค.ศ.2020 นี้ ในส่วนของบัตเตอร์มิลค์ นำไปผ่านกระบวนการแล้วนำมาแบ่งเป็นสองส่วน บัตเตอร์มิลค์เหลวใช้สำหรับต้มมันฝรั่ง ส่วนที่ข้นนำมาทำเป็นมูสเพื่อใช้เป็น “หมอนรอง” คาร์เวียร์เปโตรเชียน ออสเซตรา จากปารีส

อีกจานที่ท้าทายรสสัมผัสของผู้รับประทาน เพราะเป็นจานที่ปรุงแต่งรสน้อยแต่ใช้เครื่องปรุงที่มีรสชาติจากธรรมชาติที่เด่นชัด ANKO X ENTENGRUeTZE

ปลามังก์ ไข่น้ำและเห็ดแตรสีดำ น้ำพาร์สลีย์

เชฟเล่าว่า สำหรับอาหารเยอรมันหลากหลายเมนู มักเรียกปลามังก์กันว่า “ล็อตเตอ” เมื่อผมเริ่มเรียนทำอาหารเป็นอาชีพ ปลามังก์เป็นปลาชนิดแรกที่ผมต้องหัดแล่และกะปริมาณให้พอเหมาะ โดยเริ่มงานในร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “Bergischer Loewe” ในเมืองเวอร์เมลเคอร์เชน บ้านเกิดของผม ซึ่งมีเชฟลาร์ โรเอ็นท์เกน เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ

ส่วนผสมของจานนี้คล้ายกับการเดินทางกลับจากท้องทะเล ผ่านทะเลสาบและป่าเขาลำเนาไพรหลายต่อหลายแห่ง มุ่งหน้ามายังสวนหลังบ้านของครอบครัวผม เราได้ “ล็อตเตอ” จากทะเล ได้ “เอนเทนกรูทเซอ” หรือสาหร่ายน้ำจืดมาจากทะเลสาบ สมัยเด็ก ๆ ผมชอบนำสาหร่ายชนิดนี้มาเล่น แต่ด้วยยังเยาว์วัย ผมจึงไม่รู้ว่ามันรับประทานได้ จนกระทั่งผมได้เดินทางมายังบ้านหลังที่สองของผม…ประเทศไทย จึงได้ค้นพบว่าสาหร่ายชนิดเดียวกันนี้ที่ทางภาคเหนือของไทย เรียกว่า “ไคน้ำ” นั้นรับประทานได้ สำหรับเห็ดแตรสีดำซึ่งเป็นเห็ดป่าที่ขึ้นตามฤดูกาล เราเข้าไปเก็บในป่า ส่วนพาร์สลีย์เราเก็บจากสวนหลังบ้านของเราเอง

ส่วนจานที่ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากเพราะเชฟนำเนื้อชั้นดีมาปรุงได้อย่างเลิศรสก็คือ WAGYU X TRUEFFEL

เนื้อมิยะซะกิระดับ A5 กระเทียมดำ อาร์ติโช้ก และเห็ดทรัฟเฟิลในฤดูใบไม้ร่วง

เนื้อมิยะซะกิ คือต้นแบบความเป็นเลิศของเนื้อวัวอย่างแท้จริง ได้รับรางวัลชนะเลิศสองปีซ้อนในปีค.ศ.2007 และ 2012 จากการแข่งขันที่เรียกได้ว่า เป็นการแข่งขันโอลิมปิคของเนื้อวากิวจากญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี และยังได้รับรางวัล “Prime Minister’s Award” เป็นครั้งที่ 3 ในปีค.ศ.2017 ซึ่งชนะเลิศสามปีซ้อน เชฟมีประสบการณ์การทำงานในภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นระดับไฮเอ็นด์หลายแห่งทั่วโลก เนื้อมิยะซะกิมักจะเป็นเนื้อที่เขาเลือกเสมอเมื่อต้องใช้เนื้อจากญี่ปุ่นเมื่อต้องสร้างสรรค์เมนูพิเศษจากเนื้อที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก เขาย้ำว่าคุณต้องมั่นใจว่าส่วนผสมอื่น ๆ มีคุณภาพทัดเทียมกัน อีกทั้งกรรมวิธีการปรุงยังต้องเรียบง่ายที่สุดเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบ ผมปรุงเนื้อด้วยเกลือทะเลมัลดันจากชายฝั่งเมืองเอสเส็กซ์ของอังกฤษ นำไปย่างบนเตาถ่านด้วยไฟอ่อน ๆ ทาน้ำมันมะกอกอาร์บิควินาจากสเปน ซึ่งเป็นกรรมวิธีเดียวกันกับใจอาร์ติโช้ก จากนั้นจึงเสิร์ฟบนน้ำมันจากกระเทียมดำและโรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลในฤดูใบไม้ร่วงฝานจากปารีส

ส่วนของหวานเป็นาจบอย่างสวยงาม GYUNYU X HONIG

ไอศกรีมนมฮอกไกโด มูสนมผึ้ง และรวงผึ้ง

นมร้อน ๆ กับน้ำผึ้งคืออาหารหลากวัฒนธรรมที่สร้างความผ่อนคลายให้กับคนทั้งโลก โดยเฉพาะท่ามกลางบรรยากาศสายฝนโปรยในฤดูใบไม้ร่วงและอากาศหนาวจับใจในฤดูหนาว แต่เพื่อให้เข้ากับอากาศของประเทศไทย ผมจึงปรับแนวคิดของหวานจานโปรดนี้เสียใหม่

ไอศกรีมนมฮอกไกโดแบบโฮมเมด ผลิตจากนมวัวที่เลี้ยงในทุ่งหญ้าบนเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น พร้อมมูสจากผงนมผึ้งจากภาคกลางของประเทศไทยและรวงผึ้งป่าในจังหวัดฉะเชิงเทราที่ซ่อนซอฟต์คุกกี้ช็อคโกแลตไว้ข้างใต้

โดยเมนูอาหารสุดพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นมาในครั้งนี้จะมีให้บริการที่ร้านรีเดล เรสทัวร์รองต์ แอนด์ ไวน์ เซลล่าร์ ในราคา 4,200 .- ++ ตั้งแต่วันที่ 5 – 31 ตุลาคมนี้ โดยมีการนำเงิน 10% จากรายได้เมนูนี้บริจาคให้กับมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยไวรัสโควิด 19 รวมถึงโรคระบาดต่างๆ 

ดื่มด่ำผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซที่สัมผัสได้ด้วยปลายลิ้นและเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์อาหารมื้อพิเศษจากเมนูอาหารค่ำ 5 คอร์สที่จับคู่กับไวน์ได้อย่างลงตัว ได้แล้วที่ร้าน รีเดล เรสทัวร์รองต์ แอนด์ ไวน์      เซลล่าร์ ชั้น 2 เกษรวิลเลจ 

BOSS In Collaboration With Riedel

@ Riedel Restaurant & Wine Cellar

ตุลาคม 2020 #BOSSTOGETHERTH, #EatAtGaysorn

Preview The Capella Bangkok

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ” (Capella Bangkok) พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ พร้อมเชิญชวนชาวไทยมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนภายในรีสอร์ทกลางใจเมืองแห่งใหม่ ที่จะมอบเป็นส่วนตัวและรายล้อมด้วยบรรยากาศแห่งความผ่อนคลายสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างลงตัว บนจุดหมายปลายทางแห่งประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำมหานคร 

นับเป็นการเปิดตัวโรงแรมในเครือคาเพลลา โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (Capella Hotels and Resorts) แห่งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับทุกท่านผ่านห้องพักที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เช่น “วิลล่าริมแม่น้ำ” (Riverfront Villa) และห้องวีรันดา (Verandah) ตลอดจนได้รวบรวมประสบการณ์ทางด้านอาหารและการบริการเครื่องดื่มสุดพิเศษไว้คอยต้อนรับทุกท่านมากมาย

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ตั้งอยู่ภายในโครงการเจ้าพระยาเอสเตส (Chao Phraya Estate) บนโค้งน้ำเจ้าพระยาที่งดงาม ให้บริการห้องสวีทและวิลล่าจำนวน 101 ห้อง แต่ละห้องมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด และยังตั้งอยู่ใกล้ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ “ถนนเจริญกรุง” ถนนสายประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แขกผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับสุนทรีย์แห่งการพักผ่อนเหนือระดับ พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนด้วยบริการ “คาเพลลา คัลเจอร์ริสต์” (Capella Culturist) ผู้บรรจงเฟ้นหาประสบการณ์เฉพาะบุคคล สรรค์สร้างแรงบันดาลใจ และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยในท้องถิ่นให้กับทุกท่านตลอดการเข้าพัก 

การออกแบบของโรงแรมได้สุดยอดสถาปนิกแห่งวงการสถาปัตยกรรมโลก “แอนดี้ มิลเลอร์” (Andy Miller) และ “ริชาร์ด สก็อต วิลสัน” (Richard Scott Wilson) มาร่วมมือกับทีมออกแบบตกแต่งภายในของบริษัทบาโม่ (BAMO) โดยมีแนวคิดให้ที่นี่เป็นเสมือนรังไหมของความเงียบสงบท่ามกลางความเร่งรีบและวุ่นวายของเมืองหลวง “กรุงเทพมหานคร” ภายในบริเวณโรงแรมฯ ประกอบด้วยห้องพักขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 61 – 595 ตารางเมตร ห้องพักทุกห้องมีความทันสมัย แต่ละห้องมีหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน รวมถึงระเบียงส่วนตัวด้านนอกที่ช่วยมอบความรู้สึกเหมือนนั่งชมการแสดงและเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ของผู้คนและชุมชนริมสายน้ำอย่างใกล้ชิด 

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เปิดตัวข้อเสนอสุดพิเศษกับแพ็คเกจ Capella Bangkok Staycation ด้วยราคาเริ่มต้นคืนละ 17,500++ บาท เพื่อเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป พร้อมรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย ผู้เข้าพักสามารถใช้รีสอร์ทเครดิตภายในทุกห้องอาหารของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ได้แก่ “โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” (Côte by Mauro Colagreco) โดยฝีมือการรังสรรค์เมนูจากเชฟชื่อดังชาวอาเจนตินา “เมาโร โคลาเกรคโค” เจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์ 3 ดาว และผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ร้านอาหารมิราซูร์ (Mirazur) ในเมืองมองตง ประเทศฝรั่งเศสที่ได้ก้าวขึ้นสู่ร้านอาหารยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากการจัดอันดับร้านอาหารที่ดีที่สุด 50 แห่งของโลกในปี ค.ศ. 2019 

พร้อมเสิร์ฟอาหารสไตล์ริเวียร่าของฝรั่งเศสและอิตาลี สำหรับผู้ชื่นชอบในรสชาติของอาหารไทยสูตรต้นตำรับ “เชฟเล็ก” วิเชียร ไตรรัตนวาธิน พ่อครัวไทยประจำห้องอาหารริมน้ำ “พระนคร” (Phra Nakhon) นำเสนออาหารไทยรสเลิศ ด้วยวิธีการปรุงอาหารแบบร่วมสมัยผสมผสานสูตรลับก้นครัวที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยสวนสวยและทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่ “สเตลลา” (Stella) ค็อกเทลบาร์ที่ให้บริการเครื่องดื่มและขนมหวานสไตล์โอมากาเสะ

สำหรับเชฟชื่อดังระดับโลก “เมาโร โคลาเกรคโค” (Mauro Colagreco) เจ้าของรางวัลด้านการนำเสนอและรังสรรค์อาหารที่มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และมีรสชาติเฉพาะตัว ได้นำแนวคิด “ริเวียร่า ทู เดอะ ริเวอร์” (Riviera to the River) วัตถุดิบสดใหม่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ส่งตรงถึงครัวของห้องอาหารโค้ทแบบวันต่อวัน เพื่อรังสรรค์เป็นเมนูเลิศรส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คาท บลังค์” (Carte Blanche)  เมนูที่โดดเด่นของร้าน ซึ่งจะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคุณที่ยินยอมให้กับเชฟ เป็นผู้รังสรรค์รายการอาหารในมื้อนั้นโดยที่คุณไม่สามารถล่วงรู้รายการอาหารล่วงหน้าได้จำนวน 9-คอร์ส 

อาหารสุดพิเศษจะเริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ปรุงสดใหม่ให้เห็นบริเวณ “โชว์ คิทเช่น” เสิร์ฟพร้อมแชมเปญค็อกเทล ก่อนที่เชฟจะพาเข้าสู่ความอร่อยของรายการอาหารจานอื่นๆ ในแต่ละวัน และปิดท้ายคำคืนด้วยเครื่องดื่มแอพเพอริทีฟหลังมื้ออาหารที่สวนผักออร์แกนิกของโรงแรมฯ (Green House) 

เชฟเมาโรเป็นชาวอาร์เจนตินา ร้านอาหารของเขาที่ใช้นามว่า “มิราซูร์” (Mirazur) ซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายฝั่งริเวียร่า ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จากการจัดอันดับ “50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก” (World’s 50 Best Restaurants) โดยซานเพลลีกรีโน (S.Pellegrino) เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ ร้านมิราซูร์ ยังได้รับการการันตีความอร่อยด้วยรางวัล “3 ดาวมิชลิน” อีกด้วย

เชฟได้นำวัตถุดิบของไทย เช่น ขิง ตะไคร้ มะกรูด และส้มโอ มาใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร และได้นำเทคนิคการโขลกน้ำพริกของไทย โดยมีครกและสากเป็นอุปกรณ์หลักในครัวมาช่วยรังสรรค์ซอสปรุงรสหลายชนิด เชฟเมาโรได้ทำงานอย่างไกล้ชิดทีมของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ นำทีมโดย แอนโทนี ชอลท์ไมเยอร์ หัวหน้าเชฟใหญ่ (Anthony Scholtmeyer, Executive Chef), มาร์ค วาเซอร์ เชฟเดอคูซีน (Marc Vasseur, Chef de Cuisine) และดาวิเด การาวาเกลีย เชฟประจำร้านโค้ท (Davide Garavaglia, Chef at Côte) อดีตเชฟเดอคูซีนของร้านอาหารมิราซูร์  

ร้านอาหาร “โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เปิดให้บริการทุกวัน    มื้อกลางวัน: 12.00 น. ถึง 14.00 น. (ปิดวันจันทร์) มื้อเย็น: 18.00 – 22.00 น. (ปิดวันอาทิตย์) 

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ

300/2 ถนนเจริญกรุง ยานนาวา สาทร กรุงเทพฯ 10120

 www.capellahotels.com/bangkok

HUGO BOSS กับโครงการริเริ่มเพื่อชุมชนกับแคมเปญ #BOSSTOGETHERTH เพื่อให้การสนับสนุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19

HUGO BOSS กับโครงการริเริ่มเพื่อชุมชนกับแคมเปญ #BOSSTOGETHERTH เพื่อให้การสนับสนุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ) BOSSTOGETHERTH เป็นโครงการความร่วมมือกับร้านอาหารพันธมิตร ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน เพื่อสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นและชุมชนในช่วงเวลานี้ ร้านอาหารแต่ละร้านจะนำเสนอเมนูพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อ BOSS โดยสามารถสั่งเมนูพิเศษนี้ได้จากร้านอาหารที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับเราในช่วงเวลาจำกัดโดยรายได้จากเมนูพิเศษนี้ 10% BOSS และร้านอาหารพันธมิตรจะร่วมบริจาคเพื่อกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ) อีกด้วย

ร้านอาหารพันธมิตรแรกสำหรับเดือนกันยายน 2563 BOSS จับมือกับร้านอาหารระดับ 2 ดาว MICHELIN Sühring ที่สร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อ BOSS Sühring นำเสนออาหารเยอรมันร่วมสมัยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก, สูตรอาหารของครอบครัวและประสบการณ์ของเชฟคู่แฝด Mathias และ Thomas

#BOSSTOGETHERTH การร่วมมือกับโครงการพิเศษนี้จะประกาศให้สื่อทราบแยกกันในแต่ละเดือน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแคมเปญสุดพิเศษนี้ลูกค้าจะได้รับ BOSS VOUCHER มูลค่า 2,000 บาทสำหรับทุกการสั่งซื้อเมนู BOSS Exclusive ที่ F&B Partner ของเราสำหรับเดือนนั้นๆ

“เรารู้ดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งส าหรับทุกคนและเราอยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ผ่านองค์กรการกุศล ด้วยความคิดริเริ่มนี้เราหวังว่าเราจะสามารถกระตุ้นให้ผู้คนตอบแทนคืนสังคมในขณะที่เราทุกคนยังคงทำส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเราเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ” Steven
Lam กรรมการผู้จัดการของ HUGO BOSS South East Asia Pte Ltd. กล่าว

ร้านแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่สุดมีสไตล์กับแรงบันดาลใจจากโลกละติน!

ร้านแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท ทั้งการตกแต่ง อาหารและเครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจมาจากละตินสไตล์ สีสันและประสบการณ์ใหม่ๆจัดเต็มทั้งความบันเทิงจาก…. วงดนตรีสด ดีเจ อาหารฟิวชั่นไทยสเปน ค็อกเทล วิสกี้บาร์ และห้องซิก้าร์

Flamenco Bangkok

🚩 Building A (Helix) 9th Floor, The EmQuartier Building
⏰ Wednesday – Saturday : 6pm till Late
☎️ (+66) 083 816 6969

ARVA : A taste of new harvest.

ถ้ามาภูเก็ตต้องมารับประทานอาหารอิตาเลียนที่ Amanpuri ให้ได้ ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงหรือบรรยากาศของห้องอาหาร Arva เพียงอย่างเดียว แต่อาหารอิตาเลียนที่นี่ดูแลโดยเชฟ Stefano Artosin โดยเน้นที่มาของเครื่องปรุงแต่ละอย่างว่าต้องชั้นเลิศสดใหม่ สมกับชื่อร้านอาหารที่หมายถึงการเก็บเกี่ยว

ไม่ว่าจะแฮมจากอิตาลี หรือเนยแข็งจากเชียงใหม่ ไม่ใช่เชฟต้องการประหยัดค่าขนส่ง แต่เชฟยืนยันว่าคุณภาพเนยแข็งจากเชียงใหม่นี้ดีเยี่ยมทัดเทียมกับที่ทำในอิตาลี โดยเฉพาะเนยแข็ง Burrata ที่เป็นเนยแข็งแบบสด ข้างในเป็นครีมรสเข้มข้นหอมมัน แต่เนยแข็งชนิดอื่นที่นำเข้ามาจากอิตาลีก็มีเช่นกัน

สำหรับอาหารทะเลที่จะนำมาปรุงอาหารนั้นมาจากเรือประมงเจ้าประจำที่ออกเรือไปหาปลาข้ามคืนก็มาส่ง ดังนั้นจะมีอาหารทะเลที่จับได้วันต่อวันมาปรุงในเมนูประจำวันให้เลือก แต่บางชนิดที่ไม่มีในทะเลแถบนั้นก็นำเข้ามา เชฟให้ความสำคัญกับเรื่องเครื่องปรุงมาก

เรามาดูอาหารที่เชฟทำให้เรารับประทานในวันนั้น คือรายละเอียดจะเปลี่ยนไปในแต่ละวันตามเครื่องปรุง แต่ก็มีเมนูหลักๆ ที่จะมีเสิร์ฟตลอด ที่พลาดไม่ได้จริงๆ คือขนมปังยีสต์สดที่หมักกว่า 24 ชั่วโมงในอุณหภูมิต่ำ เพื่อให้แป้งและยีสตืได้พัฒนารสชาติและรสสัมผัสของเนื้อขนมปัง พูดเลยว่าตั้งแต่รับประทานขนมปังที่เสิร์ฟมากับมื้ออาหาร ของที่นี่คือยืนหนึ่งอันดับต้นๆ เสียดายว่าเขาไม่มีขายแบบเบเกอรี่ ต้องการชิมต้องมารับประทานอาหารที่ Arva เท่านั้น เพราะตอนเสิร์ฟเขาจะอบขนมปังนี้มาในควันไม้ฮิกคอรีโดยใช้กรวยแก้วครอบไว้ ค่อยมาเปิดให้เราได้กลิ่นหอมอบอวลตรงหน้า จะด้วยขั้นตอนซับซ้อนในการหมักแป้งที่ทำให้รสชาติขนมปังชุ่มนุ่มหอมน้ำมันมะกอกนิดๆ ผิวขนมปังบางกรอบตกแต่งด้วยมะกอกดำ มะเขือเทศเชอร์รีพอสวยงาม  เนื้อขนมปังนุ่มหอมมันมีรสหวานนิดๆ คือหวานแป้งไม่ใช่หวานน้ำตาล อร่อยจริง

จานแรกคือครีมด้านในเนยแข็งบูร์ราต้า วางบนมะเขือเทศสดฉ่ำหยอดคาเวียร์ด้านบน รสชาติกลมกล่อมหอมละมุนมาก ให้รสสัมผัสที่สดชื่นและรสเค็มติดๆ จากคาเวียร์  

จานต่อมาเป็นทูน่าทาร์ทาร์ เขาปรุงรสออกมาเข้มข้นเหมาะจะเสิร์ฟมาขนาดเล็กๆ ตัดรสด้วยไข่นำกระทาออนเซ็น ฝานเห็ดทรัฟเฟิลกันสดๆ ตรงหน้า เห็ดนี้ไม่ได้มีดีแค่กลิ่น แต่รสสัมผัสยังหนึบ หอมๆ เหมาะจะรับประทานสดๆ แค่จานนี้ก็เห็นฝีมือของเชฟสเตฟาโน แล้ว 

    อีกจานเป็นดอกอาร์ติโช้คอบ ต้องเรียกว่าแปลก ปกติเราปลิดกลีบใบดอกของอาร์ติโช้คจิ้มซอสรับประทาน แต่นี่เขานำดอกมาอบ ซอสมีรสชาติของเบซิล อร่อยทีเดียว ไหนๆ ก็มีเนยแข็งที่ทำใดๆ จากเชียงใหม่ เชฟจึงเสิร์ฟเนยแข็งบูราต้ามากับใบอองดีฟราดน้ำมันมะกอกและบัลซามิโกที่หมักยาวนานจนรสหวานนำรสเปรี้ยว เชฟว่าเนยแข็งสดนี้อร่อยอยู่แล้ว ก็จะไม่ปรุงอะไรซับซ้อน แต่แค่นี้ก็อร่อยจริงๆ เรารับประทานจานเรียกน้ำย่อยแบบแชร์กัน ดังนั้นจึงมีหลายรายการ รวมทั้งหมึกออกโตปุสจิ๋วผัดมาในซอสรสเข้มข้น อร่อยจนต้องเอาขนมปังที่อบกรอบเช็ดน้ำซอสที่ติดในก้นถ้วยที่ใส่มา

    ส่วนแฮมที่ฝานมาจนบางเฉียบนั้นมี 2 ชนิด คละเคล้ามากับลูกแพร์ฝานและโรยด้วยถั่วแม็คคาเดเมียทุกอย่างรสชาติเข้ากันอย่างกลมกล่อม รสเค็มของแฮมและรสหวานของแพร์แต่งแต้มด้วนความกรุบกรอบหอมมันของถั่ว ส่วนใครชอบเนื้อปลาแบบยำมาสดๆ ที่เรียกว่า Ceviche ต้องสั่ง เพราะเชฟได้ปลามาแต่เช้า แล่บาง ปรุงด้วย้ำมันมะกอกและน้ำส้มคั้น และขาดไม่ได้คือเฟนเนลที่มาทั้งหัวแบบฝานบาง กับช่อที่เด็ดเอาแต่ยอด 

    ส่วนซุปฟักทองนี่พลาดไม่ได้อีกเช่นกัน อย่านึกว่าสั่งเพราะความเก๋ที่เสิร์ฟซุปมาในฟักทองทั้งลูก แต่จริงๆ ความเด่นก็คือรสชาติของซุปเอง เชฟใช้ฟักทองบ้านเรานี่แหละ เชฟว่าเนื้อเหนียวหอมมันดี เชฟทำซุปฟักทองได้อร่อยจริงๆ ยิ่งเสิร์ฟมาในผลฟักทองอบร้อนๆ คือที่สุด ก่อนจะถึงจานหลักก็เป็นพาสต้า จานนี้ขอแนะนำว่าเป็นความเรียบง่ายที่อร่อยที่สุด เชฟบอกว่าเป็นซอสมะเขือเทศที่เป็นสูตรในครอบครัว Cavatelli San Marzano พาสต้าโฮมเมดทำเองเป็นท่องนั้นๆ แต่เด็ดที่ซอสมะเขือเทศที่ใช้มะเขือเทศ San Marzano กับหอมแดงกวน เนยแข็ง Caciocavallo จานนี้ต้องสั่งจริงๆ ถ้าอยากจะเข้าในรสชาติอาหารอิตาเลียนแท้ๆ จานนี้บอกได้ครบสิ่งจริงๆ 

    จานหลักมีหอยเชลล์จี่แล้วราดด้วยครีมซอสรสละมุน เราเลี่ยงจานเนื้อเพราะความอิ่ม จึงสั่งหยวดหมึกยักษ์ออกโตปุส ย่างเสิร์ฟมากับซอสสไตล์เมดิเตอเรเนียน ส่วนของหวานเป็น Cannolo E Ricotta หรือคันโนลี แป้งทรงกระบอกสั้นๆ บรรจุไส้ครีมริคอตต้าที่ขึ้นชื่อของอิตาลี แต่ก็ได้ชิมเครมบูเล่ลาเวนเดอร์ หอมหวานมันอร่อยดี ช็อกโกแลตมูสที่ใช้โกโก้ Valrhona มาทำก็เข้มข้นอร่อย และทาร์ตที่มีไส้คัสตาร์ดมะนาวหวานอมเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดเหมาะกับการปิดท้ายของมื้ออาหารจริงๆ

    แม้คุณจะไม่ได้มาพักใน Amanpuri แต่ก็ควรมาชิมอาหารอิตาลีที่ Arva จะมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นหลังจิบเครื่องดื่มชมวิวพระอาทิตย์ตกที่บาร์ของอมันปุรีแล้ว ยิ่งช่วงนี้คนไทยและคนต่างประเทศที่มีที่พำนักในไทยจะมีราคาพิเศษถ้าจะเข้าพักที่อมันปุรี ลองติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ www.aman.com/resorts/amanpuri