From France to Thailand สุนทรียะของรสอันล้ำลึกของอาหารฝรั่งเศส

ในเดือนเดือนมิถุนายนได้มีการโคจรมาร่วมงานอีกครั้งในรอบ 20 ปีของเชฟวิลฟริด ฮอคเกต (Wilfrid Hocquet) แห่ง Blue by Alain Ducasse และเพื่อนเก่า เชฟกิโยม กาลโย (Guillaume Galliot) แห่ง Caprice ร้านระดับ 3 ดาวมิชลินที่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดังที่สุดในฮ่องกง ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสพิเศษที่เพื่อนเชฟทั้งสองจะได้ร่วมผสานศิลปะการปรุงอาหารฝรั่งเศสระดับโลกเข้าด้วยกันเพื่อรังสรรค์การเดินทางสู่สุนทรียะรสอันล้ำลึกของอาหารฝรั่งเศส การมาพบกันครั้งนี้จึงเป็นการผนึกกำลังของเพื่อนเชฟระดับมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว และ 3 ดาว ครั้งแรกในประเทศไทย โดยเชฟทั้งคู่ได้พบปะกันอีกครั้งในงานประกาศผลรางวัลร้านอาหาร

ที่ดีที่สุดในเอเชีย Asia’s 50 Best Restaurants ซึ่ง Caprice ติดอันดับที่ 24 และตามด้วย Blue by Alain Ducasse ในอันดับที่ 25 ก่อนจะตกลงร่วมกันรังสรรค์มื้ออาหารสุดพิเศษที่เปี่ยมด้วยสุนทรียรสแบบฝรั่งเศสร่วมสมัยจากสุดยอดเชฟอาหารฝรั่งเศสตัวจริง ณ Blue by Alain Ducasse กรุงเทพมหานคร

– Author: Chanond Mingmit – 

เชฟวิลฟริด ฮอคเกต (Wilfrid Hocquet) แห่ง Blue by Alain Ducasse และ เชฟกิโยม กาลโย (Guillaume Galliot) แห่ง Caprice ร้านระดับ 3 ดาวมิชลิน

ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดังที่สุดในฮ่องกง

Photographer: Courtesy by Blue by Alain Ducasse

BEAUTIFUL Sunday ลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่นรสเลิศ ณ ห้องอาหาร Zuma

โรงแรม The St. Regis Bangkok

ห้องอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะร่วมสมัยอย่าง Zuma แห่งโรงแรม The St. Regis Bangkok เปิดซันเดย์บรันช์ให้คุณเต็มอิ่มอย่างยาวนานถึง 4 ชั่วโมงเต็มทุกวันอาทิตย์ (11.00 น. – 15.00 น.) ที่เสิร์ฟอาหารหลากหลายชนิด พร้อมแพ็คเกจเครื่องดื่มให้คุณเลือกตามรสนิยม

โดยอาหารสลัดและอาหารเรียกน้ำย่อยสารพัด เสิร์ฟทั้งร้อนและเย็นนั้นสามารถสั่งได้แบบไม่อั้น และคุณสามารถเลือกซิกเนเจอร์เมนูได้ 1 เสิร์ฟ ซึ่งเมนูก็มีหลากหลายทั้งปลาแซลมอนฟิลเลต์ซอสเทอริยากิซี่โครงแกะย่างซอสฮัทโจมิโสะ แก้มปลาฮามาจิย่างเกลือทะเล เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ซอสเผ็ดและงา ไปจนถึงข้าวหน้าปลาดิบรวม แต่ถ้าคุณยังไม่เต็มอิ่ม ห้องอาหารก็มีเมนูพรีเมียมให้เลือกอีกหลากหลาย ซึ่งเราแนะนำเมนูปลาแบล็คค็อดหมักซอสมิโซหวานห่อด้วยใบโฮบะ ปิดท้ายด้วยขนมหวานหลากหลายรายการแบบเต็มอิ่มสี่ชั่วโมงเต็ม

– Author: Pacharee Klinchoo –

Photography: Courtesy of The Restaurant

ห้องอาหาร Zuma โรงแรม The St. Regis Bangkok เปิดให้บริการทุกวัน (ซันเดย์บรันช์มีทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00 น. – 15.00 น.) สอบถามเพิ่มเติมและสำรองโต๊ะได้ที่ 02-252-4707 / อีเมล์: reservations @zumarestaurant.co.th / www.zumarestaurant.com / FB: ZumaBangkok

ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปี เครือโรงแรมเคมปินสกี้ ณ ห้องอาหารมิชลินหนึ่งดาว สระบัว บาย กิน กิน

ลิ้มรสเมนูใหม่ที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษและให้บริการในช่วงเวลาจำกัดเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปี เครือเคมปินสกี้ 

ห้องอาหารโมเดิร์นไทยมิชลินหนึ่งดาว สระบัว บาย กิน กิน ฉลองครบรอบ 125 ปีเครือเคมปินสกี้เปิดตัว ‘เมนูเจอร์นีย์ เฉลิมฉลองเคมปินสกี้ครบรอบ 125 ปี’ เมนูใหม่ล่าสุดที่มีให้บริการเพียงหนึ่งเดือนเศษเพื่อฉลองปีแห่งความเป็นเลิศ เมนูนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยความร่วมมือกันระหว่างเชฟระดับมิชลินสตาร์ชื่อดัง เชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน และหัวหน้าเชฟอวุโสของห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน เชฟชยวีร์ สุจริตจันทร์ นำเมนูอาหารยุโรปที่มีชื่อเสียงมาช้านานที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเชฟปรมาจารย์ด้านอาหารฝรั่งเศสหลายท่าน ผสมผสานกับเมนูอาหารไทยรสชาติดั่งเดิมเพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารอันน่าจดจำสำหรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มีให้บริการถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 เท่านั้น

‘เมนูเจอร์นีย์ เฉลิมฉลองเคมปินสกี้ครบรอบ 125 ปี’ เริ่มต้นด้วยสตรีทฟู้ดอันมีชื่อเสียงตามธรรมเนียมของ สระบัว บาย กิน กิน เพื่อเรียกน้ำย่อยและต้อนรับอย่างน่าประทับใจ ตามด้วยเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารยุโรป 8 เมนูที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก 

เริ่มที่คอร์สแรก ซุปกงซอเมหรือคอนโซเม่มะเขือเทศต้มยำ มาคู่กับขนมดอกจอกรสต้มยำ คอร์สที่สอง เมนูสลัดวอลดอร์ฟปลาโซล ปลาโซลนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสทอดเสิร์ฟพร้อมซอสยำมะม่วงสไตล์ไทย คอร์สที่สาม เชฟรังสรรค์ไส้อั่วสไตล์ไทยเสิร์ฟพร้อมแป้งนึ่งร้อนๆ กับซอสเคอรีววสท์สไตล์เยอรมันได้อย่างลงตัว คอร์สที่สี่ พ็อทพายต้มข่าเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งพายกรอบฟูอันเป็นไฮไลท์ได้รับแรงบันดาลใจจากเชฟอาหารฝรั่งเศส พอล โบคุส ที่มีร้านอาหารอันโด่งดังหลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น คอร์สที่ห้า ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอันมีชื่อเสียงของราชาแห่งเชฟ ฌอร์ฌ โอกุสต์ แอ็สกอฟีเย ชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อว่า แซลมอน คอร์ท บียองน์ (Salmon Court Bouillon) เมนูปลาแซลมอนจากเดนมาร์กตุ๋นในไวน์ เนย เมล็ดผักชีสด ขิงอ่อนและน้ำมันงาคั่ว มาถึงจากหลัก นำเสนอเมนูที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากสุดยอดเชฟ โจเอล โรบูชง ผู้ก่อตั้งร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงใน 12 เมืองทั่วโลก เมนูปอมม์ ปูว์เร (Pommes Purée)หรือมันบดสูตรดั่งเดิมเสิร์ฟคู่กับมัสมั่นเนื้อเมนูชื่อดังของไทย

ความตื่นเต้นของเมนูมื้อพิเศษยังไม่จบลงเท่านี้ ส่งท้ายด้วยของหวานเมนูแรก พินา โคลาดา (Piña Colada) ซึ่งคิดค้นขึ้นครั้งแรกในเปอร์โตริโก เมนูสับปะรดอบเหล้ารัมไทยเสิร์ฟคู่กับไอศครีมกะทิขมิ้น และตามด้วย เครปซูเซตต์  (Crepes Suzette) จากโมนาโค เครปแผ่นบางหอมกรุ่นราดซอสเสาวรสเสิร์ฟคู่กับซอร์เบลิ้นจี่โยเกิร์ตและผลลิ้นจี่สดเฟลมเบ จบมื้อค้ำอันสมบูรณ์แบบนี้ด้วย เปติ โฟร์ (petit four) ขนมหวานชิ้นเล็กที่ออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์และสวยงาม 

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ ห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน ร่วมมือกับแบรนด์คิรินาทู (Kirinatu) ผู้ให้กำเนิดความหอมและรังสรรค์เครื่องหอมระดับเวิลด์คลาส จัดทำของที่ระลึก ครีมทามือลิมิเต็ด อิดิชั่น กลิ่นโลตัสเบลอ (Lotus Bleu)

เพื่อมอบให้แก่แขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่รับประทาน ‘เมนูเจอร์นีย์ เฉลิมฉลองเคมปินสกี้ครบรอบ 125 ปี’ มื้อค้ำ 8 คอร์ส 

สำหรับมื้อกลางวันให้บริการเมนู 4 คอร์ส ราคา 2,150++ บาทต่อท่าน และ 6 คอร์ส ราคา 3,200++บาทต่อท่าน เวลา 12:00-15:00 น. (ออเดอร์สุดท้ายเวลา 13:30 น.สำหรับเมนู 6 คอร์ส และ14:30น.สำหรับเมนู 4 คอร์ส) และสำหรับมื้อค่ำให้บริการเมนู 8 คอร์ส ราคา 3,900++ บาทต่อท่าน เวลา 18:00-24:00 น. (ออเดอร์สุดท้ายสำหรับคอร์สเมนูเวลา 21:00 น.) 

แพ็คเกจแพริ่งด้วยน้ำผลไม้ (juice pairing) สำหรับ 4 คอร์ส ราคา 790++ บาทต่อท่าน สำหรับ 6คอร์ส ราคา 990++ บาทต่อท่าน

แพ็คเกจแพริ่งด้วยไวน์ (wine pairing)  สำหรับ 4 คอร์ส ราคา 1,700++ บาทต่อท่าน สำหรับ 6 คอร์ส ราคา 2,500++ บาทต่อท่าน และสำหรับ 8 คอร์ส ราคา 2,800++ บาทต่อท่าน

ราคาดังกล่าวยังไม่รวมเครื่องดื่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10% 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร 02 162 9000 หรือ อีเมล dining.siambangkok@kempinski.com

หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ของโรงแรมได้ที่

kempinski.com/en/bangkok/siam-hotel/restaurants-and-bars/culinary-highlights/sra-bua-by-kiin-kiin-kempinski-125-years-journey-menu/

เมื่อโรงหนังกลายเป็นบาร์ Cinema Club

Are you ready for close-up?

ย่านอารีย์กลายเป็นย่านฮิปทั้งกลางวันและกลางคืน เรามีบาร์เท่ๆ มาแนะนำ ที่ใครเห็นชื่อแล้วอาจจะคิดว่าเป็นโรงภาพยนตร์ แต่จริงๆ ไม่ใช่ นี่คือบาร์เก๋ซ่อนตัวอยู่ใน Josh Hotel โรงแรมสุดฮิปของย่านอารีย์ โดยทุกคนที่มา Cinema Club บาร์สไตล์โรงหนังนี้เป็นที่ทุกคนไม่ใช่เป็นผู้ชมแต่มาเป็นผู้แสดง 

Cinema Club ยกความเป็นโรงภาพยนตร์มา ที่ไม่ใช่การชม แต่เป็นบรรยากาศที่ได้เจอผู้คนและใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน ชื่อนี้ก็มีที่มาจากเวลาจะแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนๆ หรือนัดเจอใครทุกคนต้องเคยผ่านคําว่า “เจอกันหน้าโรงหนังนะ” เพราะเป็นสถานที่ที่เราสามารถมาพักใจจากโลกภายนอก และสนใจความเอ็นเตอร์เทนเบื้องหน้า มีดริ๊งค์สุดโปรดในมือพร้อมกับป็อปคอร์น ที่นี่พิเศษกว่าตรงที่ทุกคนพบปะสนทนากันได้ไม่ต้องเพ่งสมาธิกับจอตรงหน้าเหมือนในโรงหนัง 

เมื่อโรงหนังกลายเป็นบาร์ Cinema Club จึงเป็นที่ที่ให้ทุกคนได้มาร่วมกันสร้างบรรยากาศความสนุกสนานและนำสีสันของแต่ละคนมาประกอบเป็นเรื่องเป็นราวที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละคืน เมื่อเข้ามาที่นี่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนล้วนเป็นตัวละครหลักด้วยกันหมด และเสียงดนตรีคือซาวด์แทร็คของค่ำคืนนั้น

Cinema Club ชั้น 2 ของ Josh Hotel อารีย์ ซอย 4 ฝั่งเหนือ พหลโยธิน 7 18:00 – 24:00น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 062-942-0338

New heritage Thai cusine at Baan Phraya.

“บ้านพระยา”เรือนไทยริมน้ำที่งดงาม พร้อมเปิดบ้านและเปิดครัวต้อนรับผู้มาเยือนในฐานะห้องอาหารไทย
เชฟป้อม พัชรา ปลุกจิตวิญญาณและความครึกครื้นของครัวประจำบ้านพระยาขึ้นมาอีกครั้ง และปลุกความอร่อยของเมนูอาหารไทยที่เลือนหายไปในยุคปัจจุบันนำกลับมาขึ้นโต๊ะอาหารอีกครั้งด้วยรูปลักษณ์ใหม่ ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

เรือนหลังนี้มีประวัติเกี่ยวข้องกับย่านฝั่งธนบุรีมายาวนาน ผู้เป็นเจ้าของเรือนหลังนี้ในอดีตเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศและมีคุณูประการมากมาย ทั้งในตำแหน่งหน้าที่ในการรับราชการ(จนรัฐบาลคิดจะให้ชื่อถนนที่ตัดใหม่ย่านฝั่งธนเป็นชื่อท่าน) หรือเมื่อท่านเข้าสู่ปัจฉิมวัยแล้วเรือนแห่งนี้ยังเป็นที่รับรองอาคันตุกะระดับประเทศ เพราะเป็นที่ร่ำลือกันนักหนาถึงงานเลี้ยงรับรองที่บ้านพระยามไหสวรรย์ ที่ไม่เพียงแต่อาหารรสเลิศฝีมือภรรยาท่าน แต่ยังรวมถึงการสลักเสลาผลไม้และผักเพื่อจัดวางในมื้ออาหาร รวมทั้งการจัดโต๊ะอย่างสวยงาม หรือการที่ท่านเจ้าพระยาตั้งวงดนตรีไทยหลังการรับประทานอาหารเสร็จ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นที่กล่าวขาน เพราะผู้มาเยือนมีทั้งบุคคลสำคัญในประเทศและราชนิกูลจากต่างประเทศ
ในวันนี้เรื่องราวที่เล่าขานได้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ณ บ้านพระยา ที่จะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการลิ้มลองอาหารไทยที่รังสรรค์เมนูขึ้นมาในแต่ละช่วงฤดูตามวัตถุดิบที่มีเฉพาะในช่วงนั้นๆ โดยฝีมือของเชฟป้อม-พัชรา พิระภาค ผู้เคยคว้าดาวมิชลินหนึ่งดวงมาแล้ว แต่กับสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเชฟ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในทางประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่ถือว่าเป็นเอกแห่งปากะศิลป์ การังสรรค์เมนูที่จะเล่าเรื่องราวความพิเศษของอาหารไทย การดึงเอาวัตถุดิบในแต่ละช่วงเวลามาปรุงเป็นอาหารรสเลิศที่มีความพิเศษ ที่นี่จะมอบประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับอาหารไทยในรูปแบบอาหารเป็นสำรับที่เชฟจัดสรรค์ให้ และไม่ใช่การคิดเพื่อแนะนำให้ชาวต่างชาติรู้จักอาหารไทย เพราะนั่นจะอยู่ที่เดอะเทอเรซ และห้องอาหารไทยศาลาริมน้ำ แต่ที่นี่จะทำให้ทุกคนที่เป็นแขกของ“บ้านพระยา”ทราบซึ้งในความเป็นเอกแห่งอาหารไทย


“บ้านพระยา”สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 (ประมาณช่วงปี พ.ศ. 2440 – 2450) เป็นบ้านไม้ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันตั้งอยู่ถัดจากดิ โอเรียนเต็ล สปา เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วที่บ้านพระยาไม่ได้เปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน และวันนี้โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีความภูมิใจที่ได้ปลุกจิตวิญญาณและอารยธรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในบ้านหลังนี้กลับขึ้นมา
บ้านพระยาพร้อมเปิดประตูบ้านและเปิดครัวต้อนรับผู้มีรสนิยมในเรื่องการรับประทานอาหาร เพื่อนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารไทยเมนูโบราณซึ่งได้รับการปรับประยุกต์ให้ร่วมสมัยรังสรรค์โดยเชฟป้อม-พัชรา


แต่แรกเริ่มเป็นบ้านของพระยามไหสวรรย์ และ คุณหญิงเลื่อน มไหสววรย์ ซึ่งท่านทั้งสองเป็นคหบดี เป็นผู้ทรงเกียรติ และเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงในสังคมสมัยนั้น ในอดีตนั้นท่านทั้งสองได้เปิดบ้านพระยาเพื่อรับรองต้อนรับบุคคลสำคัญทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ งานเลี้ยงรับรองที่นี่จึงถือเป็นมาตรฐานหนึ่งของความโก้หรูในยุคสมัยนั้น
เชฟป้อม-พัชรา ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของท่านเจ้าของบ้านเดิมว่าการจัดเลี้ยงอาหารค่ำของพระยามไหสวรรย์ และคุณหญิงเลื่อน หากเป็นในปัจจุบันนี้จะเป็นอย่างไร นี่คือที่มาของอาหารค่ำ 8 คอร์สที่ได้รับการปรุงอย่างพิถีพิถันประณีตในทุกขั้นตอน เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมี่ยมตามฤดูกาล
เป็นเมนูอาหารไทยโบราณซึ่งบางเมนูได้เลือนหายไปจากวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทยในปัจจุบัน บางรายการมาจากตำราการสอนทำอาหารไทย ของ โรงเรียนสอนทำอาหารไทย ของโรงแรมโอเรียนเต็ลเมื่อในอดีต ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารไทยแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่บริเวณพื้นที่ครัวของบ้านพระยา เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2529
ความพิถีพิถันในการทำอาหารของเชฟป้อมในครัวของบ้านพระยา พริกแกงต่างๆ และซอสต่างๆ เชฟป้อมจะทำขึ้นเอง และเป็นการสืบสานปณิธานของเจ้าของบ้าน รวมทั้งเป็นการเชิดชูสูตรทำพริกแกง และซอสต่างๆ ที่เชฟป้อม พัชรา ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณยายที่เลี้ยงดูเชฟป้อม ตั้งแต่ในวัยเยาว์ เธอกล่าวว่า “ในครัวของคุณยาย มีเครื่องปรุงเพียงแค่สองอย่างที่ซื้อมา คือ น้ำปลา และ เกลือ ส่วนเครื่องปรุงอื่นๆ จะทำขึ้นเองสดๆ ในวันที่จะปรุงอาหารและใช้เครื่องปรุงนั้น”


เร่ิมต้นด้วยการชื่นชมกับบรรยากาศของบ้านพระยากันก่อน แขกส่วนใหญ่จะข้ามเรือมาจากฝั่งโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรงุเทพ แต่ใครที่จะสะดวกมาทางด้านธนบุรีก็สามารถเข้ามาจอดรถได้ด้านเดียวกับสปาของแมนดาริน โอเรียนเต็ลฯ โดยจะเริ่มต้นประสบการณ์ความอร่อยของอาหารไทยด้วยการรับบริการเครื่องดื่มที่บริเวณระเบียงหน้าบ้านพระยา ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยายามพระอาทิตย์อัสดง ของกินเล่น คือ ม้าห้อ โดยเชฟป้อมนำมาตีความใหม่เสิร์ฟคู่กับเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย เพื่อเป็นการกระตุ้นต่อมรับรสของท่าน เราจะไม่เห็นชิ้นสับปะรดในม้าห้ออย่างเคยๆ แต่เป็นแผ่นวุ้นกรอบๆ ที่คลุมไส้ม้าห้อไว้ แผ่นวุ้นนี้ทำจากสับปะรดมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวจัดจ้าน
จากนั้นก็เข้าสู่ห้องรับประทานอาหาร ซึ่งในอดีตเคยใช้เป็นห้องรับประทานอาหารในการจัดเลี้ยงอาหารค่ำรับรองบุคคลชั้นสูง โดยบ้านพระยานั้นแต่ก่อนเป็นที่จัดไพรเวทดินเนอร์(อาหารไทย)สำหรับแขกของโรงแรม ต่อมาได้ปรับพื้นที่นี้เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารไทย


มื้อค่ำนี้จะเริ่มต้นด้วยขนมดอกจอกไข่ปู เชฟป้อม-พัชรา ได้ปรับขนาดของขนมดอกจอกให้มีขนาดเล็กเพื่อให้สะดวกแก่การรับประทาน และได้นำมันปูทะเลมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบ และใช้น้ำส้มซ่าปรุงรสมันปู โดยมันปูจะสอดไส้อยู่ด้านใน(ต้องพลิกชิ้นขนมมาดู) มีผิวส้มซ่าโรยอยู่ด้านบนเพื่อให้กลิ่นหอมของส้มซ่าและความเปรี้ยวมาตัดรสมันๆ เนื้อสัมผัสที่เป็นครีมของมันปู แค่อย่างแรกก็เห็นความพิเศษของมื้อนี้แล้ว


จานต่อไปคือ ยำถั่วพูหอยเชลล์ ใช้หอยเชลล์จากฮอกไกโด โดยจานนี้เชฟนำสูตรน้ำพริกเผาของคุณยายมาใช้ปรุงรสยำ รสชาติของน้ำพริกเผามีความกลมกล่อม เชฟเลือกที่จะใช้ไข่นกกระทาดองในน้ำกระเจี๊ยบเสิร์ฟเคียงมากับยำ แต่ก็ยังย้ำความหอมมันของไข่ด้วยการใช้ไข่แดงจากไข่เป็ดไปดองในหัวน้ำปลาก่อนที่จะนำมาผ่านกระบวนการทำให้สุก ทำเป็นผงไข่แดงโรยอยู่ด้านบนของยำถั่วพูหอยเชลล์


จานที่สามคือเมนูสุดคลาสสิกเมนูแกงร้อน สมัยก่อนจะเรียกอีกชื่อว่า แกงร้อนวุ้นเส้น เป็นวุ้นเส้นต้มในน้ำกะทิเข้มข้น แต่เชฟป้อม พัชรา นำมาตีใหม่ เลือกใช้เนื้อปลาหมึกมากรีดเป็นเส้นๆ แทนการใช้วุ้นเส้น น้ำแกงทำจากกะทิจะมีความหอมเผ็ดร้อนจากพริกไทย 3 ชนิด และมะแขว่น ที่มีกลิ่นหอมจัดและรสชานิดๆ คล้ายพริกล่าเจีย ที่ทำหมาล่านั่นเอง


คอร์สที่สี่ที่ทำให้เห็นถึงความล้ำลึกของการปรุงอาหารของเชฟ เมนูหลามปลาบู่และแจ่วมะเขือเผา เชฟปรุงรสเนื้อปลาบู่และนำไปใส่ในกระบอกไม้ไผ่จากนั้นนำกระบอกไม้ไผ่นั้นไปเผาไฟด้วยเตาถ่าน ซึ่งวิธีการทำอาหารเช่นนี้ เรียกว่า “หลาม” โดยเป็นวิธีทำอาหารที่เป็นที่นิยมตามต่างจังหวัด กลิ่นของผักสมุนไพรที่ใช้หลามกับปลานั้นต้องบอกว่าหอมกรุ่นละมุนสดชื่นมากๆ เพระาเป็นสมุนไพรสดทั้งหมดที่โดนเผาจากการหลาม(นำเอาสมุนไพรสดหลากชนิดมาม้วนเป็นท่อนสั้นๆ ปิดปากกระบอกไม้ไผ่) เนื้อปลาบู่สดแน่นและห่อเครื่องพริกตำสดๆ(แต่รสชาติไม่เผ็ดโดดขึ้นมาแม้แต่น้อย)เป็นอีกหนึ่งจานที่สร้างความประทับใจให้กับคนรับประทาน


คอร์สที่ห้า เป็นยำสลัดผลไม้ ซึ่งเชฟได้ใช้น้ำส้มซ่ามาเป็นตัวชูรสชาติและกลิ่นที่สร้างความสดชื่น คล้ายๆ เชอร์เบทที่เสิร์ฟเวลาดินเนอร์ก่อนจะถึงเมนคอร์สนั่นเอง แต่ของเชฟคือผสมไม้สดกับน้ำยำรสจัดจ้าน

เมนูที่นำเสิร์ฟต่อมาคือ กุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้ง ความสดของกุ้งแม่น้ำจะเสริมความอร่อยของเมนูนี้ให้มากขึ้นเป็นสองเท่า โดยเชฟนำความนิยมของคนไทยในการรับประทานมันกุ้ง มาปรับประยุกต์นำมันกุ้งมาปรุงกับกะทินำเสนอเป็นหลนมันกุ้ง ซึ่งให้ความหอม และมีความมันแบบนวลๆ คล้ายครีม และมีน้ำพริกมะขามรสจัดมาตัดความมันของหลนมันกุ้ง โดยซอสสองชนิดนี้วางบนส่วนหัวของกุ้งให้เลือกตักรับประทานกับเนื้อกุ้งที่ย่างมาสุกได้ที่เนื้อเด้งแต่หวานชุ่มฉ่ำมาก เชฟย่างกุ้งด้วยความพิถีพิถันมีไฟบนไฟล่าง(ย่างเจาถ่านไม่ได้ใช้เตาอบ) เนื้อกุ้งจึงไม่แฉะ ต้องมาลองให้ได้


ส่วนอาหารจานหลักเชฟป้อม พัชรานำเสนอแกงพะแนงเนื้อวากิวยอดมะพร้าวอ่อน รสเข้มข้นของแกงพะแนงเสริมให้เนื้อวากิวยิ่งทวีความอร่อย น้ำพริกที่เชฟตำเองถึงเครื่อง(เทศ)ถึงรสจริงๆ แล้วไม่หลอกด้วยรสหวานนำ(คืออาหารไทยหลายๆ ที่จะชอบหลอกด้วยให้หวานนำ แต่กินๆ ไปจะเลี่ยน) เมื่อรับประทานคู่กับข้าวจะยิ่งสัมผัสได้ถึงความนุ่มของเนื้อวากิว และความโดดเด่นของแกงพะแนง ซึ่งพริกแกงทำขึ้นเองในครัวบ้านพระยา จานนี้คือที่สุดสำหรับคนชอบเนื้อ เครื่องเทศที่ใช้ทำพะแนงมาเสริมทั้งชาติและกลิ่นของเนื้อได้อย่างน่าอัศจรรย์
ปิดท้ายมื้อค่ำ ด้วยขนมหวาน ซึ่งนำเสนอขนมไทยสุดคลาสสิกบนรถเข็นให้ท่านได้เลือกมากกว่า 10 อย่าง โดยขนมไทยบางอย่างเชฟได้ใช้เทคนิคการปรุงแบบสมัยใหม่ทำให้ได้ขนมไทยสูตรดั้งเดิมในรูปลักษณ์ที่ร่วมสมัย อาทิ น้อยหน่าน้ำกะทิ ส้มฉุน และไอศครีมมะพร้าว


แต่เราเทใจให้ไอศกรีมมะพร้าวที่เชฟทำเป็นมะพร้าวลูกเล็กๆ ผ่าครึ่ง(ชิ้นเท่าลูกกอล์ฟผ่าครึ่ง)ผิวสีน้ำตาลด้านนอกคือช็อกโกแลตแทนกะลาบางๆ ส่วนเนื้อไอศกรีมมีความหอมมันของกะทิตามด้วยรสหวานอ่อนๆ ช่างเป็นการจบมื้ออาหารที่สมบูรณ์จริงๆ ส่วนส้มฉุนเชฟก็เสิร์ฟมาในผลส้มซ่าผ่าครึ่ง คว้านเอาเนื้อออก ส่วนอีกชิ้นหนึ่งยังคงเนื้อส้มซ่าไว้ เราเอามาบีบลงในส้มฉุนกลายเป็นของหวานแสนสดชื่น กลิ่นส้มซ่านี่ถ้าใครได้มาลองจะรู้เลยว่าหอมมีเอกลักษณ์ไม่แพ้ส้มยูซุของญี่ปุ่น
สำหรับดินเนอร์ที่บ้านพระยาจะมีบริการจับคู่ไวน์กับอาหารไทยทั้งแปดคอร์สด้วย
บ้านพระยาเปิดให้บริการอาหารมื้อค่ำตั้งแต่วันพุธ – วันอาทิตย์ สามารถรองรับแขกได้เพียง 24 ท่าน เพื่อให้แขกของบ้านพระยาทุกท่านได้สัมผัสถึงความอบอุ่นของบ้าน และได้ร่วมกันหวนรำลึกถึงความโก้หรูของการจัดเลี้ยงอาหารค่ำรับรองชนชั้นสูงในสังคมเมื่อในอดีต ณ บ้านหลังนี้
• อาหารค่ำแปดคอร์ส ราคาท่านละ 3,500++ บาท
• ให้บริการเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยตั้งแต่เวลา 17.00 น. – 19.00 น.
• ให้บริการเสิร์ฟอาหารค่ำตั้งแต่เวลา 19.00 น. – 22.30 น.
กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า กรุณาติดต่อโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 หรือ เยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com/bangkok

Body & Soul Woven

Banyan Tree Veya Phuket เป็นรีสอร์ตแห่งแรกในโลกของแบรนด์บันยันทรี เวญา ที่เน้นมอบประสบการณ์การเข้าพักแบบ ‘ประสานร่างกายกับจิตใจ’ หรือ ‘Embodiment Therapy’ โปรแกรมการเข้าพักที่สร้างขึ้นบนหลักแปดประการแห่ง wellbeing ที่ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญสำหรับผู้ที่จะเข้าพักเป็นรายบุคคล เอกสิทธิ์เฉพาะของบันยันทรี ทำให้ประสบการณ์การเข้าพักของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ซึ่งหลังจากที่เราได้ทำบททดสอบอันยาวเหยียดหลายหน้าไปแล้ว เราก็ค้นพบว่า การดำเนินชีวิตประจำวันที่เราคิดว่า ‘ปกติสุข’ ของเรานั้น ทำให้สมดุลของร่างกายเราเสียไปไม่น้อย และเมื่อเราได้เข้ามาเช็คอิน เราก็ได้รับคำแนะนำอย่างละเอียดว่าเราควรจะ ‘พักผ่อน’ อย่างไรในรีสอร์ทสุดหรูแห่งนี้

บันยันทรี เวญา นำเสนอคลาสต่างๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลกว่าสัปดาห์ละ 50 คลาส โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด สำหรับเรา คลาสที่เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิอย่าง Ocean Breathing และ Conscious Grounding นั้นเหมือนกับเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับเราที่เคยถูกบังคับนั่งสมาธิจนกลายเป็นเกลียดการทำสมาธิไปในปัจจุบัน ด้วยความเชี่ยวชาญของผู้นำคลาส ทำให้เราได้ปลดล็อคอะไรบางอย่างในตัวเอง และเข้าใจตัวเองมากขึ้นหลังจบคลาส และนั่นก็ทำให้เราไม่เบื่อเลยที่จะสำรวจคลาสต่างๆ ที่ทางโรงแรมเสนอให้ตลอดระยะเวลาการเข้าพัก ในขณะที่บันยันทรี เวญา สปานั้นก็การันตีด้วยประสบการณ์การฝึกกว่า 400 ชั่วโมงของเธอราพิสต์ทุกคน เพื่อความพึงพอใจสูงสุดในระหว่างการทรีทเมนต์ และก็เป็นดังคาดที่ร่างกายเราผ่อนคลายถึงขีดสุด หลังจากที่จิตใจเราผ่อนคลายจากคลาสสมาธิไปแล้ว

และเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพในองค์รวม Veya Cuisine ก็นำเสนออาหารโดยเน้นหลักการปรุงเพื่อสุขภาพ ปราศจากน้ำตาล 100% โซเดียมต่ำ และไร้ food waste โดยเด็ดขาด แต่ก็ไม่ทิ้งความอร่อย อันเป็นส่ิงที่เวญาเชื่อว่าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างรื่นรมไปพร้อมกับความมีสุขภาพดี สารภาพว่าโดยปกติเราเป็นคนที่ค่อนข้าง ‘กลัว’ อาหารเพื่อสุขภาพ เพราะความรู้สึกว่ามันจะต้องไม่อร่อย และเราต้อง ‘ฝืน’ กินเพื่อให้สุขภาพดี แต่ที่นี่ อาหารทุกอย่างที่สั่งมานั้นถูกปาก และกินได้อร่อยจนลืมไปว่านี่คืออาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้เราเชื่อได้จริงๆ ว่า สุขภาพที่ดีนั้นมาพร้อมกับความรื่นรมย์ในชีวิตได้แบบไม่ต้องเลือกเลยทีเดียว

ร่วมเปิดประสบการณ์เข้าพักวันนี้ด้วย Veya Experience Package ในเวญา พูลวิลลา เป็นเวลา 2 คืน รับรีสอร์ตเครดิตมูลค่า 10,000 บาท พร้อมเชิญร่วมกิจกรรม Wellbeing แห่งปี Veya Circle ครั้งที่ 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2565 

Banyan Tree Veya Phuket 

Tel: 076-372-400

www.banyantree.com/thailand/veya-phuket

Ciao! Italian delicacy.

อาหารอิตาเลี่ยนเจ็ดเมนูคลาสสิค ซึ่งเป็นเมนูในความทรงจำวัยเด็กของเชฟดาริโอ ผ่านการผสมผสานเทคนิคทั้งแบบครัวในบ้านกับการปรุงอาหารแบบใหม่ๆ แต่รสชาติชวนให้นึกถึงความอบอุ่นและความทรงจำดีๆ ณ ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า(Ciao Terrezza) อาหารอร่อยที่ไม่มีบ่อยๆ แต่มีเฉพาะฤดูกาลของห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า ห้องอาหารอิตาเลี่ยนในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมที่นั่งแบบเปิดโล่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยปีนี้จะเปิดให้บริการจนถึง วันที่ 31 มีนาคม นี้เท่านั้น


มิลาน ประเทศอิตาลีนอกจากจะเป็นศูนย์กลางทาการเงินแล้วก็เป็นศูนย์กลางของอาหารรสเลิศ เพราะนครแห่งนี้เต็มไปด้วยบรรดาผู้มีอันจะกินมาตั้งแต่โบราณกาล ความมั่งคั่งนี้ทำให้ไลฟ์สไตล์คนมิลานคัดสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต ที่นี่มีเชฟระดับตำนานหรือได้รางวัลเกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย อาหารหลายๆอย่างที่แม้จะไม่ได้มีต้นกำเนิดที่นี่แต่กลับเป็นว่าถ้าจะหาอาหารชนิดนั้นที่อร่อยเลิศต้องมาลองชิมการปรุงแบบมิลาน อย่างริซอตโต้ ข้าวปรุงอย่างอิตาเลียนที่ใครต้องการจะชิมของอร่อยก็ต้องชิมริซอตโต้สไตล์มิลานีสให้ได้สักครั้งหนึ่ง
แม้จะอยู่ทางตอนเหนือที่ไม่ติดทะเลแต่ทว่ามิลานกลับเป็นแหล่งรวมสารพัดเครื่องปรุงที่ดีที่สุด ผักผลไม้จากทางใต้ หรือว่าอาหารทะเลที่ว่าสดรสเลิศก็ถูกส่งมาที่มิลานวันต่อวัน ถือเป็นสวรรค์ของนักกินอย่างแท้จริง ทำให้คนมิลานทำอาหารเก่งไปโดยปริยาย
เชฟดาริโอ บุสเนลลี่ หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า เติบโตในทางตอนเหนือของมิลาน เชฟเป็นลูกครึ่งไทย-อิตาเลียน พูดภาษาไทยชัดมาก แม้เขาจะโตภายใต้การเลี้ยงดูของคุณป้าที่อิตาลี นั่นทำให้เขามีโอกาสที่จะซึมซับวัฒนธรรมอาหารของอิตาเลียนไปโดยปริยาย เพราะคุณป้าของเขามีชื่อเสียงเรื่องการทำอาหาร และทำอาหารให้กับงานเลี้ยงต่างๆ ซึ่งพอเชฟโตพอก็จะได้ไปเป็นลูกมือของคุณป้าด้วย และที่บ้านก็จะทำอาหารให้คนในครอบครัว ทุกวันตัวเขาเองจะตื่นด้วยกลิ่นอาหารจากห้องครัวในทุกเช้า ชีวิตในวัยเด็กเขาจะเฝ้ารอให้ถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ความสุขและอาหารรสชาติอร่อยจำนวนมากที่คุณป้าจะเป็นคนทำ บรรยากาศแห่งความสุขและความครึกครื้นคือความทรงจำที่มักจะเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารที่ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในวันนั้น


สำหรับห้องอาหารเชาว์ฯ เชฟดาริโอภูมิใจนำเสนออาหารอิตาเลี่ยนเมนูสุดคลาสสิค 7 รายการที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำในวัยเด็กของเชฟได้อย่าง เนื้อปลาสดแล่เป็นแผ่นบาง แล้วใช้ความเปรี้ยวของผลไม้ทำให้เนื้อปลาสุก ซึ่งเมนูนี้เป็นหนึ่งในเมนูที่คุณป้าของเขามักจะทำให้เขาและลูกพี่ลูกน้องของเขารับประทานในวันอาทิตย์ เพราะคุณป้าจะได้อาหารทะเลที่สดมากมาทุกสุดสัปดาห์

จานต่อมาคือ เมนูอาหารทะเลชุบแป้งทอดกรอบ ประกอบไปด้วยปลาแอตแลนติกซีบรีม กุ้งแดง และหมึกทะเล เป็นเมนูที่เชฟดาริโอชอบมากที่สุดในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่เขารับประทานแล้วหยุดไม่ได้ โดยมีเคล็ดลับที่การใช้แป้งสองชนิดผสมผสานกันนอกจากความสดของอาหารทะเลแล้ว และไม่ปรุงแต่งรสอะไรมาก เสิร์ฟคู่กับซอสมายองเนสที่เขาผสมผักชีสับลงไป นอกจากนี้ยังมีวินีการ์ที่รสเปรี้ยวนำแต่หวานหอมตามมาช่วยตัดความเลี่ยนของอาหารทอดได้เป็นอย่างดี

แต่จานเด็ดสุดที่ต้องลองไม่แพ้กับริซอตโต้ก็คือ พาสต้าซึ่งเป็นเมนูที่ยืนหนึ่งเสมอในมื้ออาหารแห่งวันครอบครัวของเชฟอาริโอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาทำเป็นลาซานญ่า ซึ่งแชฟได้เฝ้ามองคุณป้าของเขาทำทุกครั้งเวลาคุณป้าได้รับเชิญไปเป็นเชฟในงานจัดเลี้ยงใหญ่ เขาจึงคุ้นเคยกับการอบลาซานญ่าถาดใหญ่ๆ ทั้งที่ในงานเลี้ยงและที่บ้านของเขาเอง แต่ลาซานญ่าที่เชฟดาริโอนำเสนอที่ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า ไม่เพียงแต่แผ่นพาสต้าของเชฟที่ทำขึ้นเองอย่างเข้มข้นมาก เพราะเขาทำตามอย่างสูตรคลาสสิก คือ ใช้ไข่แดงถึง 40 ฟอง ต่อแป้งหนึ่งกิโลกรัม คือแค่พาสต้าก็อร่อยสุดๆ แล้ว แต่เชฟยัง เลือกใช้เนื้อน่องวากิวมาปรุงเป็นซอสแล้วอบตามตำรับของคุณป้าปิน่า ของเขา ส่วนซอสนั้นเขาก็ยังมีรายละเอียดในการทำนอกจากรากู(ragout)ซอสเนื้อที่เคี่ยวยาวนาน เขายังมีซอสเบชาเมล(Bechamel)หรือซอสขาวที่ทำจากนม แต่เชฟได้นำเอาสมุนไพรมาต้มกับนมเพื่อให้ได้กลิ่นหอมสุดพิเศษก่อน ดังนั้นทุกคำจึงไม่ใช่เพียงความอร่อย แต่มีความหอมที่แทรกอยู่ในทุกคำที่เคี้ยวอย่างที่หาไมได้ที่ไหน

ใครที่เคยฟังเรื่องซุปแบบชาวประมงที่เอาวัตถุดิบจากท้องทะเลที่ไม่ได้คัดไปขายเอามาต้มซุปจนได้ซุปที่อร่อยเลิศทั้งๆ ที่เป็นอาหารพื้นบ้านที่กล่าวขาน นั่นก็คือ ซุปข้นอาหารทะเล ที่ไม่ใช่บุยยาเบสแบบทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เพราะของอิตาเลียนไม่ใส่เครื่องเทศอย่างหญ้าฝรั่น และเชฟดาริโอขอเลือกใช้แต่อาหารทะเลคุณภาพสูงมา โดยเมนูนี้แสดงถึงความทุ่มเท ความรักในการทำอาหาร และเทคนิคการปรุง ที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมหลายชั่วโมง เพื่อทำให้ซุปข้นมีรสชาติที่ลงตัวและเข้มข้น จากการเคี่ยวเปลือกของกุ้ง ล็อบสเตอร์ กุ้งแดง และปลา โดยอาหารทะเลที่เชฟเลือกใส่ในซุปด้วย คือ หอยเชลล์ หอยตลับ หอยแมลงภู่ ปลากะพงทอด กุ้งลายเสือ และ หมึกยักษ์ ทำให้ซุปเมนูนี้ที่มีจุดกำเนิดจากอาหารที่ทำในครอบครัวของเชฟ กลายมาเป็นซุปข้นที่อุดมไปด้วยวัตถุดิบที่หรูหราพรีเมี่ยม โดยเชฟบอกว่าการเคี่ยวน้ำซุปอาหารทะเลก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำให้อร่อย การปรุงอาหารทะเลให้สุก(ไม่ใช่เทๆ ใส่ไปเคี่ยวกับซุปในคราวเดียว)แต่ละชนิดก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันตามชนิดของอาหารทะเลนั้นๆ ทำให้ซุปข้นชามนี้มีความอร่อยล้ำเพราะน้ำซุปก็เข้มข้นเปี่ยมรสจากทะเล และอาหารทะเลก็มีรสสัมผัสที่หวานกรอบอร่อย อย่างหมึกยักษ์ไม่ใช่เคี่ยวซุปมาจนเหนียวอะไรอย่างนั้น เชฟบอกว่าการทำอาหารของเขาจะใช้เทคนิคสมัยใหม่ควบคู่กับเทคนิคแบบอาหารในบ้านตามที่เขาคุ้นชิน เพื่อให้ได้รสชาติและรสสัมผัสที่พิเศษ


อย่างหมึกยักษ์ที่เชฟปรุงจะนำมาปรุงด้วยความร้อนระดับอ่อนๆ เป็นเวลานานหลายชั่วโมง เพื่อให้เนื้อสัมผัสนุ่ม หากยังคงรสชาติความกรอบนอกส่วนเนื้อข้างในจะนิ่มหวาน แล้วก็มาถึงเมนูพิเศษที่เรามารับประทานอาหารฝีมือเชฟจากมิลานเราก็ต้องได้ชิมริ๙อตโต้ สิ แต่สำหรับเชฟคือ รีซอตโต้แชมแปญ ที่เชฟบอกเลยว่าเขาคัดเลือกข้าวที่นำมาทำริซอตโต้อย่างพิถีพิถันก่อนจะนำมาปรุงสไตล์มิลานที่ใส่ทั้งนมและเนยอย่างถึงเครื่อง ตามด้วยแชมเปญแบบใส่ไม่ยั้ง(ตราบใดที่รสชาติอร่อยสมดุลเพราะแชมเปญจะให้รสเปรี้ยวนิดๆ) ซึ่งเชฟให้ข้อคิดว่าถ้าจะรับประทานริซอตโต้อย่างขอให้ทำอย่างไลท์ ต้องจัดแบบครบเต็มสูตร แล้วมีความสุขกับรสชาติสุดพิเศษของอาหารชนิดนี้ เชฟวางกุ้งแดงปรุงสุกแบบที่มีเนื้อหวานอร่อยลงไปด้านบน คือรับประทานแล้วซึ้งเลยว่าทำไมนักกินถึงยกย่องว่าริซอตโต้แบบมิลานอร่อยเลิศที่สุด


โดยสำหรับขนมหวานปิดท้ายมื้อค่ำนี้ คือ แอปเปิ้ลสตรูเดิล ที่มีความหอมและรสสัมผัสของแอปเปิ้ลคละเคล้ากับถั่วไพน์นัท ส่วนแป้งด้านนอกก็กรอบเป็นชั้นบางๆ หอมเนยสุดๆ เชฟเสิร์ฟมากับไอศกรีมอบเชยซึ่งมีเบสคือมาสคาโปนเนชีส คือครีมที่ข้นจนเรียกว่าชีสนั่นเอง จริงๆ ก็เป็นเจลาโตแต่ก็ใส่ครีมเข้าไปจนมีความข้นสูงไม่มีเกล็ดน้ำแข็งแทรกมากเหมือนเจลาโตที่ใส่น้ำและเนื้อผลไม้


ถ้าใครต้องการสัมผัสรสชาติอาหารอิตาเลียนสุดพิเศษที่มาจากความทรงจำของเชฟดาริโอ แต่นำมาปรุงแต่งด้วยเทคนิคใหม่ๆ การคัดสรรเครื่องปรุงที่สุดพิเศษพรีเมียมยิ่งขึ้นต้องรับมาก่อนสิ้นเดือนนี้ เพราะช่วงฤดูร้อนกำลังจะมาถึง ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า จะปิดและเปิดให้บริการอีกทีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน เพราะห้องอาหารนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รับบรรยากาศริมแม่น้ำแบบเปิดโล่งได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาพระอาทิตย์ตก จะได้บรรยากาศมาก จิบไวน์ชิลๆ ให้ซอมเมอริเยเลือกไวน์อิตาเลียนให้คุณเลย เพราะเขาจับคู่กับอาหารได้พิเศษมาก บอกก่อนว่าที่นี่บริการเฉพาะมื้อเย็นเท่านั้น(ไม่มีมื้อกลางวัน) เพื่อให้เป็นมื้ออาหารสุดพิเศษที่จะจดจำไปอีกจนกว่าจะถึงตุลาคมที่ห้องอาหารจะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง บอกเลยว่าลาซานญ่าและริซอตโต้ที่อร่อยของกรุงเทพฯ อยู่ที่นี่

ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่าเปิดให้บริการเฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่วันศุกร์ – วันอังคาร ตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 23.00 น. จนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และ สำรองที่นั่ง กรุณาโทร 0 2659 9000 หรือ อีเมล mobkk-restaurants@mohg.com

Romantic Culinary Highlights for at Siam Kempinski Hotel Bangkok.

ใกล้จะถึงวันแห่งความรักที่ปีนี้ใครที่อยากจะฉลองก็จะได้ทำอย่างที่ตั้งใจเพราะเราฉลองวันวาเลนไทน์แบบไม่สะดวกมาช่วงหนึ่งแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียฉลองเช่นเรา เรามีห้องอาหาร 2 ห้องที่มีโปรโมชั่นดีๆ สำหรับวันวาเลนไทน์มานำเสนอในบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติกที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ทั้งสระบัว บาย กิน กิน(Sra Bua by Kiin Kiin) ที่มีแชมเปญหลุยส์ โรเดอเรอร์ 1 ขวดและดอกกุหลาบ 1 ช่อรวมในแพ็คเกจ หรือที่ห้องอาหาร Alati ที่มีสปาร์คกลิ้งไวน์เคมปินสกี้หนึ่งขวดและดอกกุหลาบ

ดื่มด่ำกับดินเนอร์แสนโรแมนติก ณ ห้องอาหารมิชลินหนึ่งดาว สระบัว บาย กิน กิน
สระบัว บาย กิน กิน ห้องอาหารสไตล์โมเดิร์นไทยที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาห้าปี ขอนำพาท่านและคนพิเศษเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารมื้อค่ำเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตโดยเชฟ เฮนริค อูล แอนเดอร์เซน และเชฟชยวีร์ สุจริตจันทร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ เดอะ ซิกซ์ สเตจส์ ออฟ เลิฟ (The Six Stages of Love) อาทิ เมนูสำหรับสุภาพบุรุษ ที่มีชื่อว่า ฟอลลิ่ง อิน ดีส ฟรีซซิ่ง เลิฟ (Falling in this Freezing Love) เสิร์ฟต้มยำเกล็ดหิมะกุ้งมังกรซาชิมิ ทับทิมและข้าวเกรียบกุ้งมังกรราดซอสมายองเนส เมนูสำหรับสุภาพสตรี มีชื่อว่า มาย ฮาร์ต อีส บอยลิ่ง (My Heart is Boiling) เสิร์ฟต้มยำกุ้งมังกรแบบร้อน เส้นเต้าหู้สีแดงและโฟมแกงแดง เมนูไฮไลท์ถัดมา เสิร์ฟแกงเหลืองขาปูยักษ์อลาสก้า หัวหอมและกระเทียมดอง หรือเรียกว่า เดอะ เลิฟ ออฟ มาย ไลฟ์ อีส เบส แฟรนด์ (The Love of My Life is Best Friend) ตามด้วยเมนู เลิฟ แอต เฟิร์ส ไบต์ (Love at First Bite) เสิร์ฟต้มข่าตับห่านใส่เห็ดมอเรลและไข่ตุ๋นเห็ดมอเรล เมนูของหวาน บี มาย วาเลนไทน์ (Be My Valentine) ของหวานรูปโดมรสเปรี้ยวหวานสดชื่นเสิร์ฟกับไอศกรีมเชอร์เบทลิ้นจี่ กลีบกุหลาบสีชมพูกรอบและโฟมรูบาร์บกลิ่นกุหลาบ ปิดท้ายความอร่อยในค่ำคืนแห่งความรักด้วยขนมทานเล่น เพอร์ติท โฟร์ สี่ชนิดที่มีชื่อว่า ไอ เลิฟ ยูว์ (I Love U)

‘The Six Stages of Love’ เมนูมื้อค่ำ 6 คอร์สแสนโรแมนติกสำหรับสองท่าน ราคา 16,999++ บาท รวมแชมเปญ หลุยส์ โรเดอเรอร์ จากฝรั่งเศสหนึ่งขวดและดอกกุหลาบหนึ่งช่อเพื่อเป็นของขวัญให้แด่คนที่ท่านรัก ให้บริการในวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 18:00 น. ถึง 24:00 น. (รับออร์เดอร์สุดท้ายเวลา 21.00 น.) ที่ห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน ซึ่งตั้งอยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้ของโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

ฉลองวันวาเลนไทน์ ณ อลาตี้ ห้องอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน
ตกหลุมรักอีกครั้งภายใต้แสงเทียนในบรรยากาศริเวียร่า เมืองแสนโรแมนติกชื่อดังของคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนและลิ้มลองรสชาติอาหารทั้งเมนูคลาสสิคและร่วมสมัยที่รังสรรค์อย่างตั้งใจโดยเชฟคาร์โล วาเลนเซียโน เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยสไตล์แชริ่ง จานแรกเป็นเมนูปลาแซลมอนรมควัน ไข่ปลาแซลมอนเสิร์ฟกับใบไม้สีทอง จานที่สอง เมนูกุ้ง ออน ไอซ์ เสิร์ฟกับซอสหลากหลายชนิดให้เลือก และเมนูที่สาม รีมูเลดขาปูยักษ์ อะโวคาโด ท็อปด้วยไข่ปลาคาร์เวียร์ อาว์รูกา (Avruga) หัวไชเท้าและกลีบกุหลาบ ตามด้วยอาหารจานหลักให้เลือกระหว่าง ราวีโอลีโฮมเมดสอดไส้ชีสริคอตต้ามะนาวและหญ้าฝรั่นซอสเนื้อกุ้งมังกร หรือเนื้อวากิวและตับห่าน ซอสเนื้อเบอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งบดเห็ดทรัฟเฟิลดำ และเมนูของหวานอีกสองอย่าง พร้อมปิดท้ายด้วยชาหรือกาแฟและเพอร์ติท โฟร์

มื้อค่ำวันวาเลนไทน์ สไตล์แชริ่ง 6 เมนู ณ ห้องอาหารอลาตี้ สำหรับสองท่าน ราคา 5,999++ บาท รวมสปาร์คกลิ้งไวน์เคมปินสกี้หนึ่งขวดและดอกกุหลาบเพื่อเป็นของขวัญให้แด่คนที่ท่านรัก ให้บริการในวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 18:00 น. ถึง 22:30 น. ห้องอาหารอลาตี้ตั้งอยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้ของโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 02 162 9000 อีเมล dining.siambangkok@kempinski.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ kempinski.com/en/bangkok/siam-hotel/restaurants-and-bars/culinary-highlights/valentines-day-dinner/ หรือติดต่อผ่านช่องทาง LINE Official Account @SiamKempinskiHotel
*การให้บริการเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์จะขึ้นอยู่กับการประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร
**ราคาดังกล่าวข้างต้น ยังไม่รวมอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10%

Spring 2022 Menu at KINU BY TAKAGI

แม้จะเป็นอีกครั้งของฤดูใบไม้ผลิที่ชวนให้เราคิดถึงญี่ปุ่นกันโดยยังไปเยือนไม่ได้ และซากุระของปีนี้ก็คงต้องโรยราไปโดยที่นักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่มีโอกาสเข้าไปชมในประเทศญีปุ่น แต่เราสามารถสัมผัสรสชาติอาหารประจำฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นได้ที่ ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) ภายใต้การดูแลของเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ แต่ขอเบรคก่อนสำหรับคนที่อยากจะไปชิมในวันวาเลนไทน์นี้ คือห้องอาหารปิดวันจันทร์-อังคาร นอกเสียจะเหมาทั้งห้องให้เปิดในวันวาเลนไทน์(กรุณาสอบถามกับทางโรงแรมเอง)


จริงๆ แล้วหลายคนก็คงคุ้นเคยกับ ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ แต่กับเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ ผู้ได้รับการชักชวนมากจากเชฟทาคากิ ให้มาดูแลห้องอาหารที่กรุงเทพฯ นี้อาจจะยังไม่เป้นที่คุ้นเคยกันเพราะเชฟมาถึงก็เกิดการลักปิดลักเปิดของห้องอาหารตามการระบาดของโควิด 19 แต่มาถึงวันนี้ก็เหมือนเป็นการเปิดตัวเชฟได้เป็นทางการเสียที แม้เชฟจะมาช่วยคิดเมนูเบนโตะจากห้องอาหารนี้จัดส่งไปตามสั่งจนต้องปิดรับออร์เดอร์เนื่องจากมีการสั่งมาจำนวนมากจนวัตถุดิบไม่พอในช่วงที่ห้องอาหารให้บริการไม่ได้ เรียกว่ารสมือเด่นมาแบบไม่ต้องอาศัยต้องรู้จักตัว เชื่อว่าหลายคนได้ชิมและชินกับรสชาติอาหารของฝีมือเชฟมาเอดะไปแล้วจากชุดเบนโตะ หรือได้มาที่ช่วงที่ห้องอาหารเปิดได้สั้นๆ ก็ได้มาเจอเชฟบ้างแล้ว
แต่มาวันนี้ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) คงได้เปิดบริการแบบไม่ต้องหยุดเป็นพักๆ อีก และเปิดตัวด้วยเมนูฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบที่ดีที่สุดของฤดูกาลนำเสนอเป็นอาหารกลางวันและอาหารค่ำเสิร์ฟตามอย่างวิถีไคเซกิ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 (ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่จัดส่งมาจากญี่ปุ่น) ในวงเล็บนี้สำคัญเพราะจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบที่ต้องส่งมาจากญี่ปุ่นเด็ดขาด แม้ส่วนหนึ่งของความตั้งใจของเชฟทาคากิคือการใช้เครื่องปรุงที่เป็นของท้องถิ่นมามีส่วนด้วย แต่เครื่อปรุงหลักก็ต้องมาจากญีปุ่นจริงๆ


ด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมอย่างต่อเนื่องและรังสรรค์เป็นเมนูตามฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่นตามอย่างวัฒนธรรมด้านอาหารที่เรียกว่า “เคียว ริวริ” (Kyo-ryori) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นที่สุดแห่งความมีรสนิยมในเรื่องประสบการณ์การการรับประทานอาหารญี่ปุ่น อาหารที่จัดอยู่ในประเภทเคียว ริวริ คือ อาหารที่เชฟนำเสนอความงามจากธรรมชาติของตัววัตถุดิบเอง รสชาติกลมกล่อมเกิดจากศาสตร์และศิลปะการปรุงอาหารของเชฟที่สามารถชูรสชาติของวัตถุดิบ โดยไม่เน้นการเติมเครื่องปรุงต่างๆ แต่อย่างใด และอาหารนั้นๆ ยังต้องมีความสดรับกับฤดูกาลต่างๆ ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ อาหารเคียว ริวริ จึงเป็นอาหารที่จะสร้างความสุขให้กับประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้รับประทาน

สำหรับฤดูใบไม้ผลิปี 2565 เชฟทาคากิภูมิใจนำเสนอวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีที่สุดของฤดูกาลนี้ซึ่งมาจากหลากหลายจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งจังหวัดฟุกุโอกะ วัตถุดิบที่โดดเด่นสำหรับเมนูประจำฤดูใบไม้ผลิ อาทิ หอยฮามากุริ จากจังหวัดชิบะ เนื้อฮากาตะวากิว จากจังหวัดฟุกุโอกะ และ สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอ จากจังหวัดฟุกุโอกะ เมนูประจำฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ซึ่งเชฟทาคากินำเสนอ ห้าคอร์สสำหรับมื้อกลางวัน และ สิบคอร์สสำหรับมื้อค่ำนั้นจะเป็นการนำผู้รับประทานเดินทางไปสู่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อท่องเที่ยวผ่านรสชาติความอร่อยของอาหารแต่ละคอร์สที่รังสรรค์ อีกทั้งยังได้เปิดประสบการณ์รับชมศิลปะการปรุงอาหารของเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ ซึ่งเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิ

เนื้อฮากาตะวากิวจากฟุกุโอกะที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบประจำฤดูการใบไม้ผลินี้ เป็นเนื้อที่ได้มาจากวัวพันธุ์น้ำตาลและวัวพันธุ์ดำของญี่ปุ่น โดยได้รับการเลี้ยงด้วยฟางข้าวคุณภาพดีซึ่งเป็นข้าวที่ปลูกในจังหวัดฟุกุโอกะ และยังเลี้ยงด้วยธัญพืชนานาชนิด โดยวัวเหล่านี้เป็นวัวอายุ 20 เดือนขึ้นไป และเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่ไร้ความตึงเครียดแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและทัศนียภาพที่งดงาม ซึ่งคุณค่าจากสารอาหารที่ได้รับจากธัญพืชเป็นเสมือนอาหารเสริมชั้นดีของวัวเหล่านี้ เพราะช่วยให้วัวเหล่านี้มีเนื้อวัวที่มีชั้นไขมันแทรกเสมือนลายหินอ่อน และ ยังเป็นตัวช่วยให้เนื้อวัวมีความนุ่มชนิดที่เรียกว่าละลายในปาก เนื้อฮากาตะวากิวจากฟุกุโอกะที่ทางห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิคัดสรรมานำเสนอเป็นเนื้อวากิวที่ได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งวากิวโอลิมปิค 2017 ที่ประเทศญี่ปุ่น

อีกหนึ่งวัตถุดิบที่เป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดฟุกุโอกะ คือ สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอ ซึ่งเป็นสตรอเบอร์รี่ที่ปลูกเฉพาะในพื้นที่จังหวัดฟุกุโอกะ เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดและมียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นติดต่อกันถึง 15 ปี สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของรูปทรงที่อวบ ผิวสีแดงสดเงางามเป็นประกาย เนื้อแน่นและมีความฉ่ำหวาน ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเก็บเกี่ยวสตรอเบอร์รี่พันธุ์นี้ คือ ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม เชฟมาเอดะและทีมของห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิจึงรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอสตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอซึ่งเป็นผลผลิตที่ดีที่สุดของปีให้แก่แขกทุกท่าน


จานแรกเครื่องปรุงหลักคือล็อบสเตอร์ญี่ปุ่น หรือ อิเสะ เอบิ ที่จะมีอยู่ในเมนูอาหารกลางวัน และ เมนูอาหารค่ำสำหรับเมนูฤดูใบไม้ผลิ โดยนำเสนอเป็นคอร์สแรก ล็อบสเตอร์ญี่ปุ่นที่มาจากชายฝั่งของเมืองชิบะกล่าวได้ว่าเป็นล็อบสเตอร์ญี่ปุ่นที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม และห้องอาหารนี้จะคัดสรรเฉพาะล็อบสเตอร์จากจังหวัดนี้เท่านั้น โดยเชฟนำล็อบสเตอร์มานึ่งในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อยังคงรักษารสสัมผัสของล็อบสเตอร์ สำหรับจานนี้ทั้งเชฟทาคากิและเชฟมาเอดะต่างตั้งใจสร้างความสดชื่นให้กับต่อมรับรสเสมือนการเปิดประสาทสัมผัสโดยใช้กลิ่นของส้มยูสุเป็นกลิ่นสิ่งสร้างความสดชื่นและความเจริญอาหาร โดยนำน้ำส้มยูสุมาปรุงร่วมกับดาชิ ทำออกมาเป็นดาชิเจลลี่กลิ่นยูสุ และเสิร์ฟล็อบสเตอร์และกุ้งทะเลจากญี่ปุ่นในซอสดาชิเจลลี่กลิ่นยูสุนี้ พร้อมเติมเต็มสีสันของฤดูใบไม้ผลิลงในจานนี้ด้วยกลีบดอกเบญจมาศ และผักสีสวยงาม เพื่อสื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส จานนี้ต้องเรียกว่าสร้างความทึ่งจากวัตถุดิบหลักและเจลลีดาชิและส้มยูสุได้อย่างลงตัวที่สุด เนื้อกุ้งสดกรอบหวานมาก และทำสุกมากำลังดี คือน่าหลงใหลและชวนให้นึกถึงสีสันของฤดูใบไม้ผลิจริงๆ

ส่วนเนื้อฮากาตะวากิว จากฟุกุโอกะ เป็นเมนูที่มีอยู่ทั้งในเซ็ทมื้อกลางวัน และ เซ็ทมื้อค่ำ เชฟมาเอดะใช้ความพิถีพิถันและใช้ทักษะขั้นสูงตั้งแต่การเตรียมเนื้อ แขกทุกท่านจะได้เพลิดเพลินกับขั้นตอนย่างเนื้อด้วยเตาถ่านซึ่งเชฟมาเอดะต้องใช้ความใส่ใจในขั้นตอนนี้เป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้เนื้อวากิวที่มีความนุ่มกำลังดีสมคำร่ำลือว่า “ละลายในปาก” และเราก็ไม่ได้ผิดหวังจริงๆ คือได้ชมจากการจัดกระดับตกแต่งต่างๆ ของเนื้อที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะรับประทานด้วยการละเลียดเคี้ยวช้าๆ หอมกลิ่นควันไฟ กลิ่นไขมันเนื้อที่ย่างมาพอเหมาะพอดีเป็นความหอมที่ประทับใจ ส่วนรสสัมผัสนั้นต้องบอกว่าละลายในปากจริงๆ แค่จานนี้ก็ให้ประสบการณ์ที่เกินคุ้มแล้ว

สำหรับท่านที่รับประทานเซ็ทอาหารค่ำสิบคอร์ส ยังมีวัตถุดิบอีกหนึ่งชนิดที่ท่านไม่ควรพลาด นั่นคือ ชิราโกะจากปลาทาระ (ปลาคอด) ซึ่งเชฟมาเอดะสร้างสรรค์จานนี้ด้วยการนำชิราโกะทอดด้วยเทคนิคพิเศษ เสิร์ฟคู่กับเนื้อปลาคอด พร้อมซอสซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ โดยเมนูนี้จะนำเสนอเป็นคอร์สที่หกสำหรับมื้อค่ำ ซึ่งวัตถุดิบชนิดนี้อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยของคนไทย แต่ใครที่ไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นแบบไคเซกิที่ญี่ปุ่นอาจจะเคยทดลองรับประทานและติดใจมาแล้ว เทียบเคียงก็ประมาณฟัวการ์แต่มีความมันและความนิ่มมากกว่า ต้องให้เชฟฝีมือชั้นเลิศปรุงวัตถุดิบชนิดนี้ถึงจะควรค่าความหายาก ยากต่อการปรุงให้อร่อย และหาได้ยากไม่ใช่จะหาได้ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป

วัตถุดิบบางอย่างที่อาจจะไม่ใช่วัตถุดิบหลักแต่ก็คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันอย่างวาซาบิ ที่เสิร์ฟมากับปลาดิบ ซึ่งเชฟแม้จะมาอยู่เมืองไทยไม่นานแต่เขาก็บอกว่าอย่าเอาวาซาบิที่เขาฝนสดๆ กันแผ่นหนังปลาฉลามใส่ลงในซอสโชยุนะ อย่างไรให้ตะเกียบตัดวาซาบิมาป้ายลงบนชิ้นปลาแล้วค่อยคีบเอาด้านเนื้อปลาจุ่มลงในโชยุแล้วรับประทาน ถ้าเราเอาวาซาบิไปละลายในโชยุจะทำให้เราไม่ได้รสชาติที่แท้จริงของวาซาบิ แล้วอย่างที่ทราบว่าหัววาซาบิจะเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำที่สะอาดจริงๆ เท่านั้นจึงเป็นอาหารออร์แกนิคโดยธรรมชาติ รสชาติของวาซาบิแท้ๆ รสออกหวานจนสัมผัสได้แม้จะมีความขื่นและซ่าที่เราเรียกว่าเผ็ดโดดเด่น แต่วาซาบิแท้ต้องมีรสหวานแทรกและมีกลิ่นหอมฉุน ไม่ใช่มีแต่ความฉุนเผ็ดแบบวาซาบิผงที่เอามาละลายกับน้ำแล้วปั้นเป็นก้อนอย่างที่พบเห็นทั่วๆ ไป

ประสบการณ์การรับประทานอาหารตามอย่างวิถีไคเซกิ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ จะปิดท้ายด้วยเมนูขนมหวาน ซึ่งนำเสนอสตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น ความฉ่ำหวานของสตรอว์เบอร์รี่อามะโอเข้ากันได้ดีอย่างลงตัวกับไอศครีมนมถั่วเหลืองและมิโสะขาวเสิร์ฟพร้อมด้วยพันนาคอตต้าชาเขียว เป็นการปิดท้ายการเดินทางของประสบการณ์ความอร่อยของอาหารญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องอบกว่าสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นมากและติดอันดับขายดีอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นในบรรดาสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ต่างๆ นิยามของความสดหวานฉ่ำมาจากสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้จริงๆ ทั้งกลิ่นหอมที่ตราตรึงใจ แค่ได้ชิมก็จะยากลืมเลือนในรสชาติ เสริมด้วยความละมุนของไอศกรีมที่ทำจากนมถั่วเหลือและมิโสะขาว(จับคู่ได้ลงตัวมากๆ)อร่อยจนนึกอยากจะชิมเปล่าๆ และพันนาคอตต้าชาเขียวก็คือที่สุด จบลงอย่างประทับใจจริงๆ

ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (Kinu by Takagi) เปิดให้บริการวันพุธ – วันอาทิตย์ สามารถรองรับแขกได้ 10 ท่าน ต่อมื้ออาหาร
• มื้อกลางวันให้บริการห้าคอร์ส ราคา 4,000++ บาท ต่อท่าน เริ่มเสิร์ฟอาหารเวลา 12.00 น.
• มื้อค่ำให้บริการสิบคอร์ส ราคา 8,000++ บาท ต่อท่าน เริ่มเสิร์ฟอาหารเวลา 18.00 น.

กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 หรือ อีเมล mobkk-restaurants@mohg.com เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ mandarinoriental.com/bangkok

Exclusive dinner in Secret chamber at The Peninsula Bangkok

สัมผัสประสบการณ์ดินเนอร์สุดพิเศษ Mei Jiang Exclusive ที่ให้บริการเพียง 4 ท่านเท่านั้น เพื่อความสุดเอ็กซ์ครูซีฟที่จะไม่มีที่ไหนเหมือน โดยอาหารทั้งหมดทำจากพืชทั้งสิ้น(plant based cuisine) ภายใต้คอนเซ็ปต์ของเชฟ Stefan Leitner ร่วมกับทีมเชฟของห้องอาหารเหม่ยเจียง(Mei Jiang’s culinary team) แม้ตอนนี้ห้องอาหารเหม่ยเจียงจะปิดให้บริการ แต่จะเปิดให้เฉพาะดินเนอร์สุดเอ็กซ์ครูซีฟนี้ สอบถามรายละเอียดหรือถ้าจะสำรองที่นั่ง(ล่วงหน้า 2 วัน)ได้ที่ โทร.+(66)020206969 หรือ อีเมล์ diningpbk@peninsula.com

ดินเนอร์นี้เราได้บุกเข้าไปถึงในห้องครัวอาหารจีนที่ปกติไม่ได้เปิดให้คนภายนอกเข้าไปอยู่แล้ว โดยมีพนักงานถือโคมไฟนำทางเข้าไปในบรรยากาศที่เงียบสงบในแสงสลัวๆ เพื่อปรับอารมณ์จากความพลุกพล่านต่างๆ ก่อนที่จะเห็นแชมเปญ Krug Grande Cuvée 166Ème Édition วางอยู่พร้อมรินใส่แก้วที่ออกแบบมาพิเศษของเมซง Krug เอง ดังที่ทราบว่าขั้นตอนการผลิตแชมเปญของเมซงแห่งนี้ทำขึ้นอย่างประณีต ส่วนผสมจากไวน์ 140 ขนิดจากปีต่างๆ 13 ปีโดยมีปีที่อายุน้อยที่สุดจาก 2010 และไวน์จากปีที่เก่าแก่ย้อนไปถึงปี 1996 โดยมีสัดส่วนไวน์จากองุ่นพันธุ์ Pinot Noir 45 %, Chardonnay 39 % และ Meunier 16% โดยไวน์ทั้งหมดที่นำมาผสมผสานกันนี้ผ่านการคัดสรรจาก Krug’s Cellar Master ที่ชื่อ Eric Lebel ซึ่งนำเอาไวน์จากคลังสะสมไวน์มาสร้างอัตลักษณ์พิเศษให้กับ Krug Grande Cuvée 166Ème Édition โดยมีไวน์ปี 2000 เป็นโครงสร้างหลัก ไวน์จากปี 2010 ที่ภูมิอากาศผันผวนทำให้องุ่น Chardonnay ที่เก็บเกี่ยวในปีนั้นไม่ได้สำแดงรสที่สดชื่นเฉกเช่นปกติ แต่นั่นคือความพิเศษ โดยมีไวน์ที่ทำจากองุ่นในเขต Oger สร้างความกลมกล่อมและจากเขต Verzy และ Bouzy สร้างความกลมกลืน


จากการที่นำเอาไวน์แต่ละปีมาผสมผสานกันทำให้เกิดบุคลิกที่โดดเด่นให้กับแชมเปญ Krug Grande Cuvée 166Ème Édition ที่ไวน์ที่ทำจากองุ่นปีเดียวนั้นจะไม่ถ่ายทอดความเปี่ยมรสชาติและกลิ่นหอมได้เหมือน โดยหมายเลขที่บ่งบอกครั้งการสร้างสรรค์(Édition) นั้นจะบอกถึงจำนวนคร้งที่แชมเปญสูตรนี้ได้ถูกทำขึ้นมาเป็นครั้งที่เท่าไร และเป็นหมายเลขอ้างอิงสำหรับนักสะสมแชมเปญอีกด้วย
คามเป็นพรีเมียมแชมเปญของ Krug Grande Cuvée 166Ème Édition นั้นสะท้อนประกายสีทองและพรายฟองที่ละเอียดยืนยันได้ถึงสัญญาแห่งความพึงพอใจ โดยมีกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ที่เบ่งบาน ผลไม้สุกหอมหวานเจือกลิ่นสดชื่นของผลไม้ในกลุ่ม citrus ปิดท้ายด้วยกลิ่นหวานๆ ของมาร์ซิปานและขนมปังขิง โดยรสชาติที่สดชื่นแล้วจะเจือรสของฮาเซลนัท นูกาต์(ตังเม) น้ำตาลที่ทำจากข้าวบาเลย์ เจลล และรสเปรี้ยวเจือหวานของผลไม้กลุ่ม citrus อัลมอนด์ ขนมปังบริยอชและน้ำผึ้ง จึงเป็นอีกหนึ่งแชมเปญสุดพรีเมียมที่ควรค่าแก่การลิ้มลอง
เมื่อเราได้สัมผัสกับเชมเปญที่คัดสรรค์มาเพื่อการต้อนรับครั้งนี้แล้ว(จะได้เสิร์ฟแชมเปญ Krug 1 ขวดสำหรับ 4 ท่าน)โดยมีอาหารเรียกน้ำย่อยที่ทำมาจากพืชทั้งหมดแต่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารจีนอย่างเป็ดปักกิ่งและขนมกุ้ยช่าย แต่เราก็ไม่ได้นึกเทียบว่าจะต้องทำอาหารที่ปรุงจากพืชโดยไม่มีเนื้อสัตว์ให้เป็นเป็ดปักกิ่งหรือหมูแดง แต่ที่บอกนี่คือเปรียบเทียบว่าอาหารชนิดนั้นๆ มาจากอาหารจีนอะไร แต่ความอร่อยของอาหารที่ทำจากพืชไม่ได้ทำเป็นอาหารเจบางชนิดที่ทำให้มีรสเป็นเนื้อสัตว์ แต่ของที่นี่จะมีรสชาติอร่อยโดดเด่นโดยที่เราลืมไปเลยว่าตั้งแต่ต้นจนจบเราไม่ได้รับประทานเนื้อสัตว์ จากนั้นก็เป็นเสี่ยงหลงเปาที่นอนมาในช้อนที่มีวินีการ์แต่เมื่อรับประทานก็มาครบทั้งน้ำซุปและไส้ในแผ่นแป้งที่มีความหนึบเหนียวที่รสชาติดีมาก


จากนั้นเราได้เข้าไปชมแหล่งผลิตสาหร่ายที่นำมาปรุงอาหาร ซึ่งอาจจะชวนให้คิดถึงตู้ใส่อาหารทะเลเป็นๆ หน้าภัตตาคารอาหารจีน แต่ที่นี่เลี้ยงสาหร่ายเปล่านี้เพื่อการทำอาหารจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายผมนางและสาหร่ายผักกาดทะเล ซึ่งเราจะพบในจานต่อไปที่จะเสิร์ฟในห้องลับหรือ(secret chamber)ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไมถึงรับรองลูกค้าได้แค่ 4 ท่าน เพราะขนาดของห้องที่ มีกระจกสีขาวขุ่นกั้นไว้ แต่เมื่อถึงเวลากระจกนี้เปลี่ยนเป็นกระจกใสมองเห็นเชฟที่ยืนรอปรุงอาหารให้เรารับประทานในคอร์สต่อๆ ไป โดยมีขนมปังที่ทำจากพืชทั้งหมดเป็นก้อนบันเล็กๆ รสหอมอร่อยเสิร์ฟคู่มากับเนยที่ทำจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์และฟักทองที่มีรสหอมมันอร่อยมากๆ สามารถขอเพิ่มได้
จานแรกของเมนคอร์สคือ Barbeque เห็ดนางรมที่นำมาทำแบบไก่ขอทานคือห่อด้วยใบไม้และหุ้มด้วยโคลนจากจังหวัดอ่างทองก่อนนำไปอบจนสุกและมากระเทาะดินเผาออกให้เราเห็นผ่านกระจกในห้องของเราก่อนจะจัดลงจานสวยงามโดยมีจุดเด่นคือชิ้นเห็ดนางรมที่มักและอบด้วยกรรมวิธีดังกล่าวหั่นเป็นชิ้นวางสลับกับเห็ดทรัฟเฟิลฝานบางๆ กลิ่นหอมทั้งดินเผา ซอสแบบหมูย่างและเห็ดทรัฟเฟิลที่จะมีกลิ่นดินนิดๆ คือความสุดพิเศษ


Seascape จานนี้เสิร์ฟมาในกระบะที่เรียงหินกับดอกไม้เหมือนทัศนียภาพใต้ทะเล และยิ่งเหมือนจริงด้วยการเทน้ำลงไปให้โดนน้ำแข็งแห้งเกิดเป็นกลุ่มควันลอยบางๆ ทำให้จานตรงกลางเป็นเหมือนฮะเก๋าไส้สาหร่ายปรุงรสโดยมีสาหร่ายผักกาดทะเลและสลัดสาหร่ายพวงองุ่น ต่อมาเป็น Ginseng Consumme ซุปที่ทำจากโสมและถั่งเช่าจากทิเบตนำมาต้มสกัดเอาสารอาหารจากเครื่องปรุงพิเศษทั้งสองชนิดมาไว้ด้วยกัน มีรากบัวหั่นเป็นแว่นทอด สาคูทำเป็นแผ่นทอดกรอบ ฟักเขียวดองเปรี้ยวๆ หวานๆวางเคียงมาให้รับประทานคู่กัน อีกจานคือ Our sweet and Sour ซึ่งสมชื่อด้วย Omnimeat(หมูบดทำจากพืช) เส้นหมี่และสับปะรดภูเก็ตบดเข้าด้วยกันปั้นเป็นก้อนวางบนซอสรสเปรี้ยวหวาน จานนี้อร่อยมากก่อนจะเป็นจานผัก(เรียงลำดับการเสิร์ฟแบบอาหารจีนจริงเพราะผิดท้ายด้วยข้าว) Artichoke ซึ่งจานนี้จะเสิร์ฟตามฤดูกาลว่ามีผักชนิดไหน อย่างช่วงนี้มีอาร์ติโช๊คแต่ก่อนหน้านี้เป็นหน่อไม้ฝรั่งอ่อน เขานำมาปรุงกับสปิแนชจากโอกินาว่า ของและซอสทำจากเต้าซี่ Pumkin &Tofu ก่อนจะถึงข้าวที่ปิดท้าย มีจานนี้มาเบรค(ให้อิ่มจริงจัง)ใช้หน่อไม้ห่อส่วนผสมเต้าหู้กับฟักทองบดโดยมีมันแกวผสมด้วยปรุงรสด้วย Porcini soy(ซีอิ๊วทำจากเห็ดพอร์ชินี)โดยมีแผ่นสาหร่ายทอดกรอบวางด้านบนให้รสกรุบกรอบตัดกับรสนิ่มๆ ครีมๆ ของอาหาร และจานข้าวที่เป็นการปิดท้ายอย่างมีไฮไลท์เพราะเป็นข้าวผัดผสมข้าวอบที่รสอร่อยมากโดยคัดสรรชนิดข้าวมาอย่างดีปรุงรสให้มีวางชิ้นเห็ดทรัฟเฟิลฝานบางๆ ด้านบน


ส่วนของหวานเราย้ายมาที่ห้องส่วนตัวในห้องอาหารจีนเม่ยเจียง โดยมีงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงให้ชมอีกทั้งมี tea trolly ให้เลือกชาที่คุณต้องการดื่มคู่กับของหวานซึ่งเป็น Soy Custard หรือพันนาค็อตต้าทำจากเต้าหู้เสิร์ฟมากับเชอร์เบ็ตรสขิงและถั่วดำบดเป็นซอส และสั่งลาด้วย Eight Treasure หรือแปะก๊วยที่ทำมาเก๋มากๆ ด้วยแผ่นวุ้น(ทำจากพืช)ที่มีเครื่งปรุงมงคลครบ 8 สิ่งและราดด้วยโฟมน้ำกะทิ ต้องบอกว่าไม่มีที่ไหนเหมือนและรสชาติกลมกล่อมหวานมันอร่อยจริงๆ เป็นการจบมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด

สำหรับราคา The “Mei Jiang Exclusive” เร่ิมต้นที่ 8,180++ บาทต่อคน(รับจำกัดแค่ 4 ท่าน) สำหรับอาหาร 9 คอร์ส โดยมี
KRUG GRANDE CUVÉE 166ÈME ÉDITION เป็นเครื่องดื่มต้อนรับ และถ้าต้องการแพร่ิงไวน์กับอาหารเพิ่มอีก 3,200++ บาทต่อท่าน
สอบถามรายละเอียดหรือถ้าจะสำรองที่นั่ง(ล่วงหน้า 2 วัน)ได้ที่ โทร.+(66)020206969 หรือ อีเมล์ diningpbk@peninsula.com
ชมรายละเอียดที่ https://www.peninsula.com/en/bangkok/hotel-fine-dining/mei-jiang-exclusive