The saigon boy in Bangkok

ลิ้มรสสตรีทฟู้ดเวียดนามแท้ๆ แบบไม่ดัดแปลงได้ใจกลางกรุงเทพมหานครนี่เอง

Photographer: Ponpisut Pejaroen

ใจกลางสุขุมวิท มีร้านอาหารเวียดนามที่ขายสตรีทฟู้ดเวียดนามนามว่า Son of Saigon – Vietnamese Street Food & Cafe ตัวร้านตกแต่งในสไตล์คาเฟ่นั่งสบาย ผนังมีภาพวาดที่แสดงถึงความทรงจำของเชฟฌอน แฝนในประเทศเวียดนามบ้านเกิดของเขา เมนูที่เราแนะนำเรียกได้ว่าทุกอย่างก็ว่าได้ไล่ไปตั้งแต่บั๋นหมี่หมูย่าง ปอเปี๊ยะสด ปากหม้อสตูว์เนื้อ ข้าวหักกับหมูย่าง ไปจนถึงยำขนมจีน ในส่วนของเครื่องดื่มก็มีทั้งกาแฟเวียดนามแท้ๆ ขมเข้มปรุงแต่งด้วยนมข้น ชาหลากหลายประเภทที่รับประกันความเข้มข้น และกลมกล่อม

– Author: Pacharee Klinchoo –

Son of Saigon – Vietnamese Street Food & Cafe Sky Residence Thonglor 25

เปิดทุกวันพุธ – จันทร์ เวลา 10.00 – 21.00 น. (ปิดวันอังคาร)

โทร. 096-246-6224 Email: sonofsaigonbkk@gmail.com

Heritage Thai Cuisine at Baan Phraya

Photography: Courtesy of MOBKK

‘บ้านพระยา’ เรือนไทยริมน้ำที่งดงาม (แรกเริ่มเป็นบ้านของพระยามไหสวรรย์ และคุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์) พร้อมเปิดบ้านและเปิดครัวต้อนรับผู้มาเยือนในฐานะห้องอาหารไทย เชฟป้อม – พัชรา พิระภาค ปลุกจิตวิญญาณและความครึกครื้นของครัวประจำบ้านพระยาขึ้นมาอีกครั้ง และปลุกความอร่อยของเมนูอาหารไทยที่เลือนหายไปในยุคปัจจุบัน นำกลับมาขึ้นโต๊ะอาหารอีกครั้งด้วยรูปลักษณ์ใหม่ ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

มื้อค่ำนี้จะเริ่มต้นด้วยขนมดอกจอกไข่ปู เชฟป้อม- พัชรา ได้ปรับขนาดของขนมดอกจอกให้มีขนาดเล็กเพื่อให้สะดวกแก่การรับประทาน จานต่อไปคือยำถั่วพูหอยเชลล์ ใช้หอยเชลล์จากฮอกไกโด โดยจานนี้เชฟนำสูตรน้ำพริกเผาของคุณยายมาใช้ปรุงรสยำ จานที่สามคือเมนูสุดคลาสสิกเมนูแกงร้อน คอร์สที่สี่ที่ทำให้เห็นถึงความล้ำลึกของการปรุงอาหารของเชฟ เมนูหลามปลาบู่และแจ่วมะเขือเผา เชฟปรุงรสเนื้อปลาบู่และนำไปใส่ในกระบอกไม้ไผ่ จากนั้นนำกระบอกไม้ไผ่นั้นไปเผาไฟด้วยเตาถ่าน คอร์สที่ห้าเป็นยำสลัดผลไม้ ซึ่งเชฟได้ใช้น้ำส้มซ่ามาเป็นตัวชูรสชาติและกลิ่นที่สร้างความสดชื่นตามด้วยกุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้งวางบนส่วนหัวของกุ้ง เนื้อกุ้งที่ย่างมาสุกได้ที่เนื้อเด้งแต่หวานชุ่มฉ่ำมาก ส่วนอาหารจานหลัก เชฟป้อม – พัชรานำเสนอแกงพะแนงเนื้อวากิวยอดมะพร้าวอ่อน รสเข้มข้นของแกงพะแนงเสริมให้เนื้อวากิวยิ่งทวีความอร่อย น้ำพริกที่เชฟตำเองถึงเครื่อง (เทศ) ถึงรสจริงๆ

ปิดท้ายมื้อค่ำด้วยขนมหวาน เราเทใจให้ไอศกรีมมะพร้าว ที่เชฟทำเป็นมะพร้าวลูกเล็กๆ ผ่าครึ่ง เนื้อไอศกรีมมีความหอมมันของกะทิตามด้วยรสหวานอ่อนๆ ช่างเป็นการจบมื้ออาหารที่สมบูรณ์จริงๆ ส่วนส้มฉุนเชฟก็เสิร์ฟมาในผลส้มซ่าผ่าครึ่ง คว้านเอาเนื้อออก ส่วนอีกชิ้นหนึ่งยังคงเนื้อส้มซ่าไว้เราเอามาบีบลงในส้มฉุนกลายเป็นของหวานแสนสดชื่น กลิ่นส้มซ่านี่ถ้าใครได้มาลองจะรู้เลยว่าหอมมีเอกลักษณ์ไม่แพ้ส้มยูซุของญี่ปุ่น

สำหรับดินเนอร์ที่บ้านพระยาจะมีบริการจับคู่ไวน์กับอาหารไทยทั้งแปดคอร์สด้วย บ้านพระยาเปิดให้บริการอาหารมื้อค่ำตั้งแต่วันพุธ – วันอาทิตย์ สามารถรองรับแขกได้เพียง 24 ท่าน เพื่อให้แขกของบ้านพระยาทุกท่านได้สัมผัสถึงความอบอุ่นของบ้าน และได้ร่วมกันหวนรำลึกถึงความโก้หรูของการจัดเลี้ยงอาหารค่ำรับรองชนชั้นสูงในสังคมเมื่อในอดีต ณ บ้านหลังนี้

– Author: Sethapong Pawwattana –

www.mandarinoriental.com/bangkok

Food at Your Comfort

ลิ้มรสอาหารไทยรสกลมกล่อมสไตล์ ‘รสมือแม่’ ณ ห้องอาหาร Front Room โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok

Photography: Courtesy of The Hotel

รู้หรือไม่ว่าอาหารไทย เป็นอาหารที่ประกอบไปด้วย 8 รสชาติ (เผ็ด เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม มัน ปร่า (หรือฝาด) และจืด) ที่หลอมรวมเป็นอาหารรส ‘กลมกล่อม’ และเชฟบัว – สโรชา รัชตะนาวิน หัวหน้าเชฟแห่งห้องอาหาร Front Room โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok จึงแนะนำเมนูอาหารร่วมสมัยอันหลาหลายทั้งพล่าไหลบัวหอยเชลล์ปลาทอดพริกกระเทียม ทะเลกับสะตอคั่วซอสเค็มเสือร้องไห้ และเห็ดเข็มทองแพ ทุกจานชวนให้นึกถึง ‘รสมือแม่’ อย่างแท้จริงพร้อมปิดท้ายด้วยขนมหวานซิกเนเจอร์ทั้งมะพร้าวชีสเค้ก และมิลเฟยตะโก้ลูกชิด

– Author: Pacharee Klinchoo –

ห้องอาหาร Front Room โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวันเวลา 11.30 น. – 14.30 น. มื่อค่ำเวลา 17.30 น. – 21.30 น. โทร. 02-846-8888 Email: bkkwa.fb@waldorfastoria.com

Year Is Ending at Zuma!

=

เฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขช่วงสิ้นปีที่ Zuma Bangkok ทั้งมื้อค่ำสุดอลังการ และมื้อสายๆ ถอนในวันหยุดด้วยเทสติ้ง เมนู จากวัตถุดิบระดับพรีเมียม พร้อมแชมเปญจาก Louis Roederer Cristal และ Bollinger แบบเติมได้ไม่อั้น และพิเศษในวันที่ 31 ธันวาคมมีปาร์ตี้ฉลองยิงยาวไปจนถึงตีสามของวันที่ 1 มกราคม 2565 อีกด้วย

วันเสาร์ที่ 24 และวันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2564

ทุกท่านจะได้อิ่มอร่อยไปกับอาหารมื้อค่ำที่เชฟรังสรรค์ออกมาหลากหลายคอร์ส ในราคา 5,180 บาทต่อท่าน เมนูไฮไลท์ประกอบไปด้วย ทูน่าทาร์ทาร์ เสิร์ฟพร้อมข้าวเกรียบ (Tuna tartar with caviar and rice crackers) เนื้อวากิวญี่ปุ่นลนไฟแล่บาง (Japanese Wagyu tataki) หอยเชลล์ฮอกไกโด ซูชิหน้าต่าง ๆ จากวัตถุดิบระดับพรีเมียมที่เชฟคัดสรรมาแล้ว ปลาแบล็กค็อด และเลือกระหว่าง เนื้อสันในย่างราดซอสเผ็ด (Spicy beef tenderloin) และเนื้อวากิวญี่ปุ่นส่วนเซอร์ลอยน์ย่าง (Japanese Wagyu sirloin) สำหรับมื้อค่ำแสนพิเศษทั้ง 2 วันนี้ ทุกท่านยังสามารถเลือกแพ็คเกจเครื่องดื่มเพิ่มเติม เป็นแชมเปญ Roederer Cristal 2009 แบบดื่มได้ไม่อั้นตลอด 2 ชั่วโมง พร้อม Oscietra Caviar อีก 15 กรัม รวมทั้งสาเก ไวน์ขาว และไวน์แดง ในราคา 12,000 บาทต่อท่าน หรือจะเป็นแพ็คเกจแชมเปญ Bollinger Special Cuvée รวมสาเก ไวน์ขาว และไวน์แดง ในราคา 3,500 บาทต่อท่าน นอกจากนี้ ยังมีสาเก ไวน์ เบียร์ ค็อกเทล และเครื่องดื่มอื่นๆ จำหน่ายแบบอะลาคาร์ทอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2564

อิ่มอร่อยไปกับมื้อสายในวันอาทิตย์แบบเสิร์ฟไม่อั้นนานที่สุดในกรุงเทพฯ ตลอด 4 ชั่วโมงเต็ม พบกับเมนูสุดพิเศษต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขที่ท่านสามารถเลือกจานหลักได้จากตัวเลือกอันหลากหลาย อาทิ ล็อบสเตอร์อบกระเทียม (Roasted lobster with garlic) เนื้อวากิวญี่ปุ่นส่วนเซอร์ลอยน์ย่าง (Japanese Wagyu sirloin) หมูดำไอเบริโกย่างราดซอนทรัฟเฟิล (Iberico pork with truffle sauce) และอกเป็ด เสิร์ฟพร้อมแอปเปิ้ลดอง (Duck breast with pickled apple) พร้อมเมนูอีกมากมายแบบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ปิดท้ายด้วยของหวานในจานรวมที่พร้อมสร้างความสดชื่นได้เป็นอย่างดี แพ็คเกจมื้อสายวันอาทิตย์ในเทศกาลคริสต์มาสมีให้เลือกทั้งหมด 4 ระดับ ราคาเริ่มต้นเพียง 3,080 บาทสำหรับอาหาร และเครื่องดื่มแบบซอฟท์ดริ๊งก์ ไปจนถึงแบบพรีเมียมที่รวมอาหาร และแชมเปญ Roederer Cristal 2009 แบบเติมได้ไม่อั้นตลอด 4 ชั่วโมง ในราคา 15,080 บาท เด็กอายุตั้งแต่ 4-10 ปี ชำระเพียง 1,480 ต่อท่าน ส่วนเด็กอายุไม่เกิน 3 ปี รับประทานฟรี และพิเศษกับการปรากฏตัวของซานตาคลอสที่จะทักทายกับเด็กๆ ในโซนคุณหนูๆ พร้อมมอบของขวัญเซอร์ไพรส์เจ้าตัวน้อยของครอบครัว

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม 2565

สำหรับค่ำคื่นของช่วงเวลาส่งท้ายปี วันที่ 31 ธันวาคม จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาแห่งความสุขที่ทุกท่านสามารถเลือกอิ่มอร่อยได้ ช่วงแรก ก่อนเวลา 20.30 น. ให้บริการเมนูปกติโดยไม่กำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ และท่านยังสามารถสั่ง เทสติ้ง เมนู สุดพิเศษที่จะเสิร์ฟเฉพาะช่วงปีใหม่ได้เช่นกัน ในราคา 9,000 บาทต่อท่าน สำหรับช่วงที่สอง ตั้งแต่เวลา 20.30 เป็นต้นไป จะมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำอยู่ที่ 10,000 บาทเมื่อสำรองที่นั่ง โดยไฮไลท์สำหรับเทสติ้งเมนู ได้แก่ หอยนางรมสด ๆ (Oyster platter) ซูชิหน้าโอโทโร่ลนไฟท้อปด้วยคาร์เวีย (Aburi o-toro nigiri with caviar) ซูชิหน้าวากิวญี่ปุ่นและแบล็กทรัฟเฟิล (Japanese Wagyu and black truffle nigiri) และของหวานจานรวมสุดอลังการ (Deluxe dessert platter) สำหรับการสั่งทั้ง เทสติ้ง เมนู หรือแบบอะลาคาร์ท มาพร้อมตัวเลือกการดื่มแบบไม่อั้น (Free Flow) ตลอด 2 ชั่วโมงซึ่งมีให้เลือก 2 แพ็คเกจ ได้แก่ แพ็คเกจแชมเปญ Roederer Cristal 2009 พร้อม Oscietra Caviar อีก 15 กรัม ในราคา 12,000 บาทต่อท่าน และแพ็คเกจแชมเปญ Bollinger Special Cuvée ในราคาเพียง 3,500 บาทต่อท่าน หรือจะสั่งทั้งขวดในราคาพิเศษก็ได้ ในค่ำคืนนี้ ซูม่า จะเปลี่ยนร้านอาหารให้กลายเป็นคลับพร้อมปาร์ตี้สุดพิเศษ ซึ่งจะเริ่มจากเวลา 23.00 น. โดยจะนับถอยหลังสู่ปีใหม่ไปพร้อมกันกับเพลงจากดีเจ และสนุกกันต่อจนถึงเวลา 03.00 น. ของวันใหม่

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

โทร: 02 252 4707

อีเมล: reservations@zumarestaurant.co.th

เว็บไซต์: www.zumarestaurant.com 

เฟซบุ๊ค: https://www.facebook.com/ZumaBangkok 

อินสตาแกรม: https://www.instagram.com/zumabangkok/ 

“THE RAREST EXPERIENCE”

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ จัดงาน “The Rarest Experience” ดินเนอร์สุดพิเศษกับจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ลเบล็นด์วิสกี้ระดับรางวัล
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ (Johnnie Walker) จัดดินเนอร์สุดพิเศษจับคู่วิสกี้กับเมนูอาหารภายใต้คอนเซปต์ “The Rarest Experience” มอบประสบการณ์อันหรูหรา พร้อมนำเสนอวิสกี้ในกลุ่มซุปเปอร์ดีลักซ์แก่สื่อมวลชน รวมถึงแขกผู้มีเกียรติภายในงาน โดยฝีมือการรังสรรค์ของเชฟร้านอาหาร Osca & Blanco


โดยมี จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล สก็อตช์ วิสกี้ 2 รางวัลเหรียญทองระดับนานาชาติจากงานอินเตอร์เนชั่นแนล สปิริตส์ ชาเลนจ์ 2018 และ สก็อตช์ วิสกี้ มาสเตอร์ส 2018 เป็นตัวเอกของงานสำหรับการจับคู่อาหารและวิสกี้ระดับสุดยอดและบางชนิดไม่ได้หาดื่มได้ทั่วไปนั้นถือเป็นประสบการณ์ที่เหนือระดับผ่านการนำเสนอแบบ 5 senses รูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัสอย่างแยบยล โดยเรียงลำดับตามคอร์สอาหาร เร่ิมต้นที่ Shrimp Tartar Pamejano crispy Taco จับคู่กับ Johnie Walker Gold Reserve หรือจะเป็น Sauteed Wild Mushrooms in Truffle Oil served with Crispy Bacon.อาหารสองจานนี้(ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)จับคู่กับวิสกี้สุดพิเศษนี้ได้อย่างลงตัวมาก คอร์ส 2 เป็น Crab meat Salad Carvier หรือ Wild Mushrooms in Truffle Salad จับคู่กับ Johnie Walker XR 21 ซึ่งอาหารสองจานนี้มีกลิ่นเฉพาะตัวแต่กลับเข้ากันดีกับวิสกี้ที่เลือกมาอย่างเหมาะเจาะ โดยวิสกี้เสิร์ฟมาในครอบแก้วที่รมด้วยควันไม้สื่อถึงการสัมผัสด้วยกลิ่น คอร์ส 3 Warm Pocini Mushroom Soup กับ Johnie Walker aged 18 years ที่เสิร์ฟช้อนเล็กๆ มาให้ด้วยไม่ใช่ให้เคาะแห้วฟังเสียงนะ แต่ให้ตักวิสกี้ในแก้วเหยาะลงในซุปอุ่นๆ เพื่อนสร้างรสชาติใหม่ที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น สำหรับเห็ดพอร์ชินีจะมีช่วงฤดูกาลนี้และเป็นราชินีของเห็ดที่นำมาปรุงอาหารยุโรปได้อร่อยและมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์


สำหรับคอร์ส 4 มีให้เลือกว่าจะรับ Duck Confit Mango Sauce หรือ Grilled Lamb Chop Spicy Mint Sauce ทั้งสองจานนี้จับคู่กับ Johnie Walker Blue Lable พระเอกของงาน ก่อนจะปิดท้ายด้วย Thai Tea Cheese Cake โดยมีช็อกโกแลตปิดท้ายคือ Johnie Walker Blue Label Bon Bon เป็นดาร์กช็อกโกแลตคาราเมล)เสิร์ฟมาพร้อมกับ Johnie Walker & Son King George V ที่เป็นเครื่องดื่มสำหรับการอำลาค่ำคืนที่งดงามสุดพิเศษนี้
เอกลักษณ์ของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ที่ควรค่ากับดินเนอร์สุดพิเศษนี้ คือ ส่วนผสมอันหลากหลายซึ่งมอบรสสัมผัสของผลไม้ น้ำผึ้ง หอมกลิ่นวานิลลา และกรุ่นด้วยเครื่องเทศและควัน เป็นต้น โดยเหล่าเบลนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญจะบรรจงคัดสรรวิสกี้จากทั่วสก็อตแลนด์ ซึ่งมีเพียง 1 ใน 10,000 ถัง เท่านั้นที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อนำมาผลิต โดยใช้ความรู้ในการผสมผสานที่สืบทอดต่อกันมาร่วม 200 ปี และค่อยๆ ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด ทำให้มีคุณลักษณะที่โดดเด่นทางด้านรสชาติ นับว่าเป็นสุดยอดศิลปะการเบลนด์วิสกี้ขนานแท้ในแบบฉบับของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ อย่างแท้จริง

8 สถานที่ต้อง visit ที่ประเทศฮ่องกงสิ้นปีนี้!

กลับมาอีกครั้งกับเกาะแห่งการชิม ช็อป แชะ หลังจากเงียบเหงาไปด้วยสถานการณ์โรคระบาด เรามี 8 สถานที่เช็คอินสุดเก๋ที่ต้องห้ามพลาดเด็ดขาดสำหรับทริปเยือนฮ่องกงของคุณในครั้งหน้า

เซ็นทรัลมาร์เก็ต

เซ็นทรัลมาร์เก็ตนับเป็นตลาดสดสมัยใหม่แห่งแรกของฮ่องกง เปิดให้บริการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2385 และดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบมานานกว่าหกทศวรรษก่อนที่จะปิดเพื่อทำการฟื้นฟู โดยได้กลับมาเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปอีกครั้งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 ปรับโฉมเป็นแหล่งชุมชนที่มีชีวิตชีวา ด้วยร้านรวงที่ยอดเยี่ยมและน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือร้านค้าปลีกต่างๆ และแม้ว่าการตกแต่งด้านในของตัวอาคารจะดูทันสมัย แต่ภายนอกยังคงรักษากลิ่นอายที่หวนให้นึกถึงเรื่องราวในอดีต

ที่ตั้ง: 93 Queen’s Road Central และ 80 Des Voeux Road Central, Central, Hong Kong

Tea Chateau

วัฒนธรรมการดื่มชาในฮ่องกงเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 โดยเจ้าของบ้านจะซื้อใบชาจากโรงน้ำชาเพื่อชงให้กับผู้ที่มาเยี่ยมเยียน สำหรับปัจจุบันนี้ ก็ต้องขอบคุณความทันสมัยที่ทำให้คอชาได้ลิ้มรสและเต็มอิ่มกับชาจีนดั้งเดิมได้ภายใน 30 วินาที! Tea Chateau คือร้านที่นำความตื่นเต้นครั้งใหม่มาสู่ฮ่องกง ด้วยการนำเสนอวัฒนธรรมชาจีนแบบดั้งเดิมออกมาในรูปแบบแคปซูล นวัตกรรมที่จะช่วยทำให้คุณสามารถกำหนดอัตราส่วนชาต่อน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ และคงความสดใหม่ของใบชาไว้อย่างยาวนาน โดยรสชาติยอดนิยมได้แก่ Free Your Soul, Lingzhi Dahongpao, Chenpi Puer และรสชาติตามฤดูกาลที่มีจำนวนจำกัด และสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับ Tea Chateau ก็คือ มีหน้าร้านอยู่ทุกย่าน ทำให้การนำอีกหนึ่งความโดดเด่นของฮ่องกงกลับบ้านเป็นเรื่องง่าย 

ที่ตั้ง: กระจายทั่วไปในเกาะฮ่องกง และฝั่งเกาลูน

Fishball Gor

หากไปเที่ยวที่ไหน แต่ยังไม่ได้ลิ้มลองอาหารท้องถิ่นต้นตำรับ คงเรียกได้ว่ายังไปไม่ถึงที่ Fish Ball Gor เป็นร้านอาหารต้องห้ามพลาดเมื่อมาฮ่องกง เพราะเสิร์ฟอาหารเบาท้องสไตล์ฮ่องกงหลากหลายรายการ มีเมนูอาหารให้คุณได้เลือกมากกว่า 30 ชนิด แถมร้าน Fishball Gor ยังสะอาดและสว่างน่านั่ง ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะเจาะที่จะการเพลิดเพลินกับอาหารริมทางได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาด

ลูกชิ้นปลาแกงกะหรี่ชื่อดังทำจากเนื้อปลาฤดูใบไม้ผลิสดใหม่และซอสสูตรลับที่มีส่วนผสมมากกว่าสิบอย่าง ที่จะทำให้ทุกคนไม่เคยหยุดแค่ที่จานเดียว และยังมีของขึ้นชื่ออย่าง ซัมโบยัดไส้ทอดตัดชิ้นหนา โดยร้านจะทำแต่ละชิ้นสด ๆ แล้วนำไปทอดทันที ทำให้มีความอร่อยเป็นพิเศษเมื่อรับประทานคู่กับชานมสักแก้ว ของทานเล่นอื่น ๆ ได้แก่ ข้าวปั้น ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยวซีอิ๊ว และแกงปลาหมึก พูดได้เลยว่าคุณจะละลานตาไปด้วยตัวเลือกมากมาย

ที่ตั้ง: G/F, New Asia Building, 6 Argyle Street, Mong Kok

618 Shanghai

618 Shanghai เป็นห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ที่เกิดจากการฟื้นฟูอาคารเก่าใจกลางมงก๊ก ประกอบไปด้วยอาคารประวัติศาสตร์ที่ได้รับการคุ้มครอง 14 แห่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตึกริมน้ำหรือตงเหลา (唐樓) จำหน่ายบุหรี่ที่ทำจากผลไม้รสหวาน เครื่องใช้ไฟฟ้า ชาสมุนไพร และเครื่องหนัง หนึ่งศตวรรษต่อมา อาคารแห่งนี้ได้รับการบูรณะเพิ่มเติม ด้วยการเพิ่มองค์ประกอบที่ทันสมัย และในวันนี้ คุณจะได้พบกับร้านถ่ายภาพย้อนยุค ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ระลึกถึงประวัติศาสตร์ของถนนสายนี้ และธุรกิจอิสระในท้องถิ่นที่จำหน่ายและผลิตสินค้าทุกประเภท ส่วนด้านหน้าอาคารและลักษณะด้านในที่น่าสนใจจะทำให้คุณได้เห็นภาพว่าตึกแถวแบบมีระเบียงสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองมีหน้าตาเป็นอย่างไร อัญมณีเม็ดงามที่ถูกมองข้ามนี้ยังเป็นศูนย์รวมของร้านค้าในศตวรรษที่ 20 และร้านบูติกใหม่ที่ทันสมัย รวมถึงร้านอาหารหลายร้านด้วย

ที่ตั้ง: 618 Shanghai St, Mong Kok, Hong Kong

Hung Fook Tong Life

Hung Fook Tong (HFT) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2529 และพัฒนาจากร้านชาสมุนไพรจีนแบบดั้งเดิมมาเป็นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแนวสุขภาพสมัยใหม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีร้านกาแฟสไตล์โมเดิร์นใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย อัตราการแข่งขันที่สูงลิ่วทำให้ HFT เริ่มคิดต่าง ผนวกกับการที่กลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลหันมาสนใจในร้านขายชาสมุนไพรแบบดั้งเดิมมากขึ้น จึงเป็นที่มาของ HFT Life ร้านค้าสไตล์โมเดิร์นแนวคาเฟ่ที่ผสานรวมวัฒนธรรมอาหารตะวันตกและจีน ทั้งยังใช้การออกแบบที่เรียบง่ายเพื่อรองรับความต้องการของชาวเมืองสมัยใหม่ในการใช้ชีวิตอย่างสุขภาพดี

การพลิกโฉมสินค้าเชิงวัฒนธรรมที่เป็นมรดกตกทอดให้ทันสมัยขึ้นนี้ยังรวมไปถึงร้านกาแฟอื่น ๆ เช่น South Herbal Lab ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์คาเฟ่แบบใหม่ภายใต้การจัดการของแบรนด์เหลียงชาดั้งเดิม (ชาสมุนไพร) โดยได้นำเสนอสิ่งที่เป็นนวัตกรรมและมีสีสัน เช่น ชุด “กาแฟสมุนไพร” ซึ่งเป็นกาแฟจาวาผสมกับสมุนไพรจีน อาทิ กัญชง ฮอว์ธอร์นจีน ดอกเบญจมาศ นอกจากนี้ ยังมีลาเต้นมโอ๊ตผสมกัญชง กาแฟโทนิกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์และลีลาวดี ฯลฯ ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อดึงดูดกลุ่มวัยรุ่น นอกจากนี้ยังมีมุม #madeinhk ที่บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ และทำให้ได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับวัฒนธรรมของฮ่องกง ถือเป็นการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ของชาสมุนไพร โดยเพิ่มความทันสมัยเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ประสบความสำเร็จเลยทีเดียว

นอกจากซุปไร้สารเติมแต่งและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของ HFT แล้ว HFT Life ยังจำหน่ายขนมอบสดใหม่จากแบรนด์ท้องถิ่น “Handmade Bakery” อีกด้วย

JAJA

JAJA เป็นคำภาษาสเปน อ่านออกเสียงว่า “ฮ่าฮ่า”  ซึ่งสื่อถึงเสียงหัวเราะอันเป็นแรงบันดาลใจให้ร้านอาหารแห่งนี้เลือกเป็นร้านอาหารมังสวิรัติที่พร้อมทำให้ทุกคนมีความสุข ด้วยความต้องการที่จะนิยามการรับประทานอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพใหม่ว่าเป็นความสนุกสนานและทันสมัย ที่นี่เหมาะสำหรับชาวมุสลิมที่กำลังมองหาร้านอาหารที่ไม่มีเนื้อหมูและไม่ใช้น้ำมันหมูในการประกอบอาหาร JAJA ได้ออกแบบเพื่อให้มีภาพลักษณ์ที่สวยงามและทันสมัย มาพร้อมอาหารหน้าตาดูดีที่พร้อมให้คุณได้ถ่ายไปอวดโฉมบนอินสตาแกรม ร้านที่สดใสและโดดเด่นไม่เหมือนใครแห่งนี้จะทำให้คุณได้รูปสวยๆ กลับบ้านแถมเต็มอิ่มกับรสชาติดีๆ อย่างแน่นอน ลองสั่งเมนูที่หาไม่ได้จากที่ไหน เช่น พิซซ่าแกงแดงเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1 เมตร ชุดรวม Living Marki ซูเปอร์เกี๊ยวน้ำ เครื่องดื่ม “Shake-It-Off” สุดน่ารัก และขนมหวานเพื่อสุขภาพ “Feeling Chia-full” พร้อมเสิร์ฟน้ำชายามบ่าย Dreamy Balloon Adventure สุดประทับใจ ถ้าขอ 3 คำ เพื่ออธิบาย JAJA แล้วล่ะก็ ต้องบอกว่า ถ่ายรูปสวย สุดสนุก และเต็มไปด้วยสีสัน!

ที่ตั้ง: 2 Harbour Rd, Wan Chai, Hong Kong

Await Café & Studio

หากคุณเป็นสายคาเฟ่ฮอปปิ้ง และแวะมาย่านเกาลูนแล้วล่ะก็ ต้องไม่พลาด Await Café เพราะคาเฟ่แห่งนี้เสิร์ฟเค้กและอาหารฝรั่งที่มีตัวเลือกมากมายให้จับคู่กับกาแฟชั้นดี ทำให้เป็นจุดแวะพักสำหรับอาหารกลางวันที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะเมื่อคุณมีโอกาสได้มาที่สถานี MTR ปรินซ์เอ็ดเวิร์ด เพราะจากสถานีสามารถเดินไปร้านนี้ภายในไม่กี่นาทีเพื่อแวะเติมคาเฟอีนก่อนไปต่อในฮ่องกง

ที่ตั้ง: G/f, 159a Sai Yeung Choi Street North Prince Edward, Kowloon, Hong Kong

Cruise Liner Mall

สถานที่ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่คุณต้องไปเยี่ยมชมให้ได้เมื่อมาถึงฮ่องกงคือ Cruise Liner Mall ตั้งอยู่ใน Hung Hom เกาลูน ซึ่งห้างฯ แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เรียกว่า The Whampoa ซึ่งนับเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าไหร่ หากเทียบกับห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงอย่าง Causeway Bay, Harbour City และที่อื่น ๆ ในย่านเซ็นทรัล โครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์นี้มีความยาว 360 ฟุต ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านที่อยู่อาศัย ภายในมีตลาดขายของชำญี่ปุ่น AEON ร้านอาหาร โรงละคร และแม้แต่สวนสนุกขนาดเล็ก ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าจดจำ ในฐานะที่เคยเป็นอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดและพลุกพล่านที่สุดในเอเชียเมื่อย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อู่ต่อเรือแห่งนี้เปลี่ยนเจ้าของมาเรื่อย ๆ จนถึงกลางทศวรรษ 80 และได้เปลี่ยนมาเป็นอย่างที่เห็นในทุกวันนี้ แม้ประวัติความเป็นมาและความโดดเด่นนี้ไม่ได้เป็นที่รู้กันมากนัก แต่ขอบอกเลยว่าห้ามพลาดที่จะมาดื่มด่ำไปกับอดีตอันแสนรุ่งโรจน์ของ Whampoa 

ที่ตั้ง: 6 Shung King St, Hung Hom, Hong Kong

From France to Thailand สุนทรียะของรสอันล้ำลึกของอาหารฝรั่งเศส

ในเดือนเดือนมิถุนายนได้มีการโคจรมาร่วมงานอีกครั้งในรอบ 20 ปีของเชฟวิลฟริด ฮอคเกต (Wilfrid Hocquet) แห่ง Blue by Alain Ducasse และเพื่อนเก่า เชฟกิโยม กาลโย (Guillaume Galliot) แห่ง Caprice ร้านระดับ 3 ดาวมิชลินที่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดังที่สุดในฮ่องกง ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสพิเศษที่เพื่อนเชฟทั้งสองจะได้ร่วมผสานศิลปะการปรุงอาหารฝรั่งเศสระดับโลกเข้าด้วยกันเพื่อรังสรรค์การเดินทางสู่สุนทรียะรสอันล้ำลึกของอาหารฝรั่งเศส การมาพบกันครั้งนี้จึงเป็นการผนึกกำลังของเพื่อนเชฟระดับมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว และ 3 ดาว ครั้งแรกในประเทศไทย โดยเชฟทั้งคู่ได้พบปะกันอีกครั้งในงานประกาศผลรางวัลร้านอาหาร

ที่ดีที่สุดในเอเชีย Asia’s 50 Best Restaurants ซึ่ง Caprice ติดอันดับที่ 24 และตามด้วย Blue by Alain Ducasse ในอันดับที่ 25 ก่อนจะตกลงร่วมกันรังสรรค์มื้ออาหารสุดพิเศษที่เปี่ยมด้วยสุนทรียรสแบบฝรั่งเศสร่วมสมัยจากสุดยอดเชฟอาหารฝรั่งเศสตัวจริง ณ Blue by Alain Ducasse กรุงเทพมหานคร

– Author: Chanond Mingmit – 

เชฟวิลฟริด ฮอคเกต (Wilfrid Hocquet) แห่ง Blue by Alain Ducasse และ เชฟกิโยม กาลโย (Guillaume Galliot) แห่ง Caprice ร้านระดับ 3 ดาวมิชลิน

ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดังที่สุดในฮ่องกง

Photographer: Courtesy by Blue by Alain Ducasse

BEAUTIFUL Sunday ลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่นรสเลิศ ณ ห้องอาหาร Zuma

โรงแรม The St. Regis Bangkok

ห้องอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะร่วมสมัยอย่าง Zuma แห่งโรงแรม The St. Regis Bangkok เปิดซันเดย์บรันช์ให้คุณเต็มอิ่มอย่างยาวนานถึง 4 ชั่วโมงเต็มทุกวันอาทิตย์ (11.00 น. – 15.00 น.) ที่เสิร์ฟอาหารหลากหลายชนิด พร้อมแพ็คเกจเครื่องดื่มให้คุณเลือกตามรสนิยม

โดยอาหารสลัดและอาหารเรียกน้ำย่อยสารพัด เสิร์ฟทั้งร้อนและเย็นนั้นสามารถสั่งได้แบบไม่อั้น และคุณสามารถเลือกซิกเนเจอร์เมนูได้ 1 เสิร์ฟ ซึ่งเมนูก็มีหลากหลายทั้งปลาแซลมอนฟิลเลต์ซอสเทอริยากิซี่โครงแกะย่างซอสฮัทโจมิโสะ แก้มปลาฮามาจิย่างเกลือทะเล เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ซอสเผ็ดและงา ไปจนถึงข้าวหน้าปลาดิบรวม แต่ถ้าคุณยังไม่เต็มอิ่ม ห้องอาหารก็มีเมนูพรีเมียมให้เลือกอีกหลากหลาย ซึ่งเราแนะนำเมนูปลาแบล็คค็อดหมักซอสมิโซหวานห่อด้วยใบโฮบะ ปิดท้ายด้วยขนมหวานหลากหลายรายการแบบเต็มอิ่มสี่ชั่วโมงเต็ม

– Author: Pacharee Klinchoo –

Photography: Courtesy of The Restaurant

ห้องอาหาร Zuma โรงแรม The St. Regis Bangkok เปิดให้บริการทุกวัน (ซันเดย์บรันช์มีทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00 น. – 15.00 น.) สอบถามเพิ่มเติมและสำรองโต๊ะได้ที่ 02-252-4707 / อีเมล์: reservations @zumarestaurant.co.th / www.zumarestaurant.com / FB: ZumaBangkok

ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปี เครือโรงแรมเคมปินสกี้ ณ ห้องอาหารมิชลินหนึ่งดาว สระบัว บาย กิน กิน

ลิ้มรสเมนูใหม่ที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษและให้บริการในช่วงเวลาจำกัดเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 125 ปี เครือเคมปินสกี้ 

ห้องอาหารโมเดิร์นไทยมิชลินหนึ่งดาว สระบัว บาย กิน กิน ฉลองครบรอบ 125 ปีเครือเคมปินสกี้เปิดตัว ‘เมนูเจอร์นีย์ เฉลิมฉลองเคมปินสกี้ครบรอบ 125 ปี’ เมนูใหม่ล่าสุดที่มีให้บริการเพียงหนึ่งเดือนเศษเพื่อฉลองปีแห่งความเป็นเลิศ เมนูนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยความร่วมมือกันระหว่างเชฟระดับมิชลินสตาร์ชื่อดัง เชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน และหัวหน้าเชฟอวุโสของห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน เชฟชยวีร์ สุจริตจันทร์ นำเมนูอาหารยุโรปที่มีชื่อเสียงมาช้านานที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเชฟปรมาจารย์ด้านอาหารฝรั่งเศสหลายท่าน ผสมผสานกับเมนูอาหารไทยรสชาติดั่งเดิมเพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารอันน่าจดจำสำหรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน มีให้บริการถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 เท่านั้น

‘เมนูเจอร์นีย์ เฉลิมฉลองเคมปินสกี้ครบรอบ 125 ปี’ เริ่มต้นด้วยสตรีทฟู้ดอันมีชื่อเสียงตามธรรมเนียมของ สระบัว บาย กิน กิน เพื่อเรียกน้ำย่อยและต้อนรับอย่างน่าประทับใจ ตามด้วยเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารยุโรป 8 เมนูที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก 

เริ่มที่คอร์สแรก ซุปกงซอเมหรือคอนโซเม่มะเขือเทศต้มยำ มาคู่กับขนมดอกจอกรสต้มยำ คอร์สที่สอง เมนูสลัดวอลดอร์ฟปลาโซล ปลาโซลนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสทอดเสิร์ฟพร้อมซอสยำมะม่วงสไตล์ไทย คอร์สที่สาม เชฟรังสรรค์ไส้อั่วสไตล์ไทยเสิร์ฟพร้อมแป้งนึ่งร้อนๆ กับซอสเคอรีววสท์สไตล์เยอรมันได้อย่างลงตัว คอร์สที่สี่ พ็อทพายต้มข่าเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งพายกรอบฟูอันเป็นไฮไลท์ได้รับแรงบันดาลใจจากเชฟอาหารฝรั่งเศส พอล โบคุส ที่มีร้านอาหารอันโด่งดังหลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น คอร์สที่ห้า ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอันมีชื่อเสียงของราชาแห่งเชฟ ฌอร์ฌ โอกุสต์ แอ็สกอฟีเย ชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อว่า แซลมอน คอร์ท บียองน์ (Salmon Court Bouillon) เมนูปลาแซลมอนจากเดนมาร์กตุ๋นในไวน์ เนย เมล็ดผักชีสด ขิงอ่อนและน้ำมันงาคั่ว มาถึงจากหลัก นำเสนอเมนูที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากสุดยอดเชฟ โจเอล โรบูชง ผู้ก่อตั้งร้านอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงใน 12 เมืองทั่วโลก เมนูปอมม์ ปูว์เร (Pommes Purée)หรือมันบดสูตรดั่งเดิมเสิร์ฟคู่กับมัสมั่นเนื้อเมนูชื่อดังของไทย

ความตื่นเต้นของเมนูมื้อพิเศษยังไม่จบลงเท่านี้ ส่งท้ายด้วยของหวานเมนูแรก พินา โคลาดา (Piña Colada) ซึ่งคิดค้นขึ้นครั้งแรกในเปอร์โตริโก เมนูสับปะรดอบเหล้ารัมไทยเสิร์ฟคู่กับไอศครีมกะทิขมิ้น และตามด้วย เครปซูเซตต์  (Crepes Suzette) จากโมนาโค เครปแผ่นบางหอมกรุ่นราดซอสเสาวรสเสิร์ฟคู่กับซอร์เบลิ้นจี่โยเกิร์ตและผลลิ้นจี่สดเฟลมเบ จบมื้อค้ำอันสมบูรณ์แบบนี้ด้วย เปติ โฟร์ (petit four) ขนมหวานชิ้นเล็กที่ออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์และสวยงาม 

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ ห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน ร่วมมือกับแบรนด์คิรินาทู (Kirinatu) ผู้ให้กำเนิดความหอมและรังสรรค์เครื่องหอมระดับเวิลด์คลาส จัดทำของที่ระลึก ครีมทามือลิมิเต็ด อิดิชั่น กลิ่นโลตัสเบลอ (Lotus Bleu)

เพื่อมอบให้แก่แขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่รับประทาน ‘เมนูเจอร์นีย์ เฉลิมฉลองเคมปินสกี้ครบรอบ 125 ปี’ มื้อค้ำ 8 คอร์ส 

สำหรับมื้อกลางวันให้บริการเมนู 4 คอร์ส ราคา 2,150++ บาทต่อท่าน และ 6 คอร์ส ราคา 3,200++บาทต่อท่าน เวลา 12:00-15:00 น. (ออเดอร์สุดท้ายเวลา 13:30 น.สำหรับเมนู 6 คอร์ส และ14:30น.สำหรับเมนู 4 คอร์ส) และสำหรับมื้อค่ำให้บริการเมนู 8 คอร์ส ราคา 3,900++ บาทต่อท่าน เวลา 18:00-24:00 น. (ออเดอร์สุดท้ายสำหรับคอร์สเมนูเวลา 21:00 น.) 

แพ็คเกจแพริ่งด้วยน้ำผลไม้ (juice pairing) สำหรับ 4 คอร์ส ราคา 790++ บาทต่อท่าน สำหรับ 6คอร์ส ราคา 990++ บาทต่อท่าน

แพ็คเกจแพริ่งด้วยไวน์ (wine pairing)  สำหรับ 4 คอร์ส ราคา 1,700++ บาทต่อท่าน สำหรับ 6 คอร์ส ราคา 2,500++ บาทต่อท่าน และสำหรับ 8 คอร์ส ราคา 2,800++ บาทต่อท่าน

ราคาดังกล่าวยังไม่รวมเครื่องดื่ม ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10% 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร 02 162 9000 หรือ อีเมล dining.siambangkok@kempinski.com

หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ของโรงแรมได้ที่

kempinski.com/en/bangkok/siam-hotel/restaurants-and-bars/culinary-highlights/sra-bua-by-kiin-kiin-kempinski-125-years-journey-menu/

เมื่อโรงหนังกลายเป็นบาร์ Cinema Club

Are you ready for close-up?

ย่านอารีย์กลายเป็นย่านฮิปทั้งกลางวันและกลางคืน เรามีบาร์เท่ๆ มาแนะนำ ที่ใครเห็นชื่อแล้วอาจจะคิดว่าเป็นโรงภาพยนตร์ แต่จริงๆ ไม่ใช่ นี่คือบาร์เก๋ซ่อนตัวอยู่ใน Josh Hotel โรงแรมสุดฮิปของย่านอารีย์ โดยทุกคนที่มา Cinema Club บาร์สไตล์โรงหนังนี้เป็นที่ทุกคนไม่ใช่เป็นผู้ชมแต่มาเป็นผู้แสดง 

Cinema Club ยกความเป็นโรงภาพยนตร์มา ที่ไม่ใช่การชม แต่เป็นบรรยากาศที่ได้เจอผู้คนและใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน ชื่อนี้ก็มีที่มาจากเวลาจะแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนๆ หรือนัดเจอใครทุกคนต้องเคยผ่านคําว่า “เจอกันหน้าโรงหนังนะ” เพราะเป็นสถานที่ที่เราสามารถมาพักใจจากโลกภายนอก และสนใจความเอ็นเตอร์เทนเบื้องหน้า มีดริ๊งค์สุดโปรดในมือพร้อมกับป็อปคอร์น ที่นี่พิเศษกว่าตรงที่ทุกคนพบปะสนทนากันได้ไม่ต้องเพ่งสมาธิกับจอตรงหน้าเหมือนในโรงหนัง 

เมื่อโรงหนังกลายเป็นบาร์ Cinema Club จึงเป็นที่ที่ให้ทุกคนได้มาร่วมกันสร้างบรรยากาศความสนุกสนานและนำสีสันของแต่ละคนมาประกอบเป็นเรื่องเป็นราวที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละคืน เมื่อเข้ามาที่นี่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนล้วนเป็นตัวละครหลักด้วยกันหมด และเสียงดนตรีคือซาวด์แทร็คของค่ำคืนนั้น

Cinema Club ชั้น 2 ของ Josh Hotel อารีย์ ซอย 4 ฝั่งเหนือ พหลโยธิน 7 18:00 – 24:00น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 062-942-0338