Ciao! Italian delicacy.

อาหารอิตาเลี่ยนเจ็ดเมนูคลาสสิค ซึ่งเป็นเมนูในความทรงจำวัยเด็กของเชฟดาริโอ ผ่านการผสมผสานเทคนิคทั้งแบบครัวในบ้านกับการปรุงอาหารแบบใหม่ๆ แต่รสชาติชวนให้นึกถึงความอบอุ่นและความทรงจำดีๆ ณ ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า(Ciao Terrezza) อาหารอร่อยที่ไม่มีบ่อยๆ แต่มีเฉพาะฤดูกาลของห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า ห้องอาหารอิตาเลี่ยนในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมที่นั่งแบบเปิดโล่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยปีนี้จะเปิดให้บริการจนถึง วันที่ 31 มีนาคม นี้เท่านั้น


มิลาน ประเทศอิตาลีนอกจากจะเป็นศูนย์กลางทาการเงินแล้วก็เป็นศูนย์กลางของอาหารรสเลิศ เพราะนครแห่งนี้เต็มไปด้วยบรรดาผู้มีอันจะกินมาตั้งแต่โบราณกาล ความมั่งคั่งนี้ทำให้ไลฟ์สไตล์คนมิลานคัดสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิต ที่นี่มีเชฟระดับตำนานหรือได้รางวัลเกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย อาหารหลายๆอย่างที่แม้จะไม่ได้มีต้นกำเนิดที่นี่แต่กลับเป็นว่าถ้าจะหาอาหารชนิดนั้นที่อร่อยเลิศต้องมาลองชิมการปรุงแบบมิลาน อย่างริซอตโต้ ข้าวปรุงอย่างอิตาเลียนที่ใครต้องการจะชิมของอร่อยก็ต้องชิมริซอตโต้สไตล์มิลานีสให้ได้สักครั้งหนึ่ง
แม้จะอยู่ทางตอนเหนือที่ไม่ติดทะเลแต่ทว่ามิลานกลับเป็นแหล่งรวมสารพัดเครื่องปรุงที่ดีที่สุด ผักผลไม้จากทางใต้ หรือว่าอาหารทะเลที่ว่าสดรสเลิศก็ถูกส่งมาที่มิลานวันต่อวัน ถือเป็นสวรรค์ของนักกินอย่างแท้จริง ทำให้คนมิลานทำอาหารเก่งไปโดยปริยาย
เชฟดาริโอ บุสเนลลี่ หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า เติบโตในทางตอนเหนือของมิลาน เชฟเป็นลูกครึ่งไทย-อิตาเลียน พูดภาษาไทยชัดมาก แม้เขาจะโตภายใต้การเลี้ยงดูของคุณป้าที่อิตาลี นั่นทำให้เขามีโอกาสที่จะซึมซับวัฒนธรรมอาหารของอิตาเลียนไปโดยปริยาย เพราะคุณป้าของเขามีชื่อเสียงเรื่องการทำอาหาร และทำอาหารให้กับงานเลี้ยงต่างๆ ซึ่งพอเชฟโตพอก็จะได้ไปเป็นลูกมือของคุณป้าด้วย และที่บ้านก็จะทำอาหารให้คนในครอบครัว ทุกวันตัวเขาเองจะตื่นด้วยกลิ่นอาหารจากห้องครัวในทุกเช้า ชีวิตในวัยเด็กเขาจะเฝ้ารอให้ถึงวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ความสุขและอาหารรสชาติอร่อยจำนวนมากที่คุณป้าจะเป็นคนทำ บรรยากาศแห่งความสุขและความครึกครื้นคือความทรงจำที่มักจะเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารที่ทุกคนมาพร้อมหน้ากันในวันนั้น


สำหรับห้องอาหารเชาว์ฯ เชฟดาริโอภูมิใจนำเสนออาหารอิตาเลี่ยนเมนูสุดคลาสสิค 7 รายการที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำในวัยเด็กของเชฟได้อย่าง เนื้อปลาสดแล่เป็นแผ่นบาง แล้วใช้ความเปรี้ยวของผลไม้ทำให้เนื้อปลาสุก ซึ่งเมนูนี้เป็นหนึ่งในเมนูที่คุณป้าของเขามักจะทำให้เขาและลูกพี่ลูกน้องของเขารับประทานในวันอาทิตย์ เพราะคุณป้าจะได้อาหารทะเลที่สดมากมาทุกสุดสัปดาห์

จานต่อมาคือ เมนูอาหารทะเลชุบแป้งทอดกรอบ ประกอบไปด้วยปลาแอตแลนติกซีบรีม กุ้งแดง และหมึกทะเล เป็นเมนูที่เชฟดาริโอชอบมากที่สุดในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่เขารับประทานแล้วหยุดไม่ได้ โดยมีเคล็ดลับที่การใช้แป้งสองชนิดผสมผสานกันนอกจากความสดของอาหารทะเลแล้ว และไม่ปรุงแต่งรสอะไรมาก เสิร์ฟคู่กับซอสมายองเนสที่เขาผสมผักชีสับลงไป นอกจากนี้ยังมีวินีการ์ที่รสเปรี้ยวนำแต่หวานหอมตามมาช่วยตัดความเลี่ยนของอาหารทอดได้เป็นอย่างดี

แต่จานเด็ดสุดที่ต้องลองไม่แพ้กับริซอตโต้ก็คือ พาสต้าซึ่งเป็นเมนูที่ยืนหนึ่งเสมอในมื้ออาหารแห่งวันครอบครัวของเชฟอาริโอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาทำเป็นลาซานญ่า ซึ่งแชฟได้เฝ้ามองคุณป้าของเขาทำทุกครั้งเวลาคุณป้าได้รับเชิญไปเป็นเชฟในงานจัดเลี้ยงใหญ่ เขาจึงคุ้นเคยกับการอบลาซานญ่าถาดใหญ่ๆ ทั้งที่ในงานเลี้ยงและที่บ้านของเขาเอง แต่ลาซานญ่าที่เชฟดาริโอนำเสนอที่ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า ไม่เพียงแต่แผ่นพาสต้าของเชฟที่ทำขึ้นเองอย่างเข้มข้นมาก เพราะเขาทำตามอย่างสูตรคลาสสิก คือ ใช้ไข่แดงถึง 40 ฟอง ต่อแป้งหนึ่งกิโลกรัม คือแค่พาสต้าก็อร่อยสุดๆ แล้ว แต่เชฟยัง เลือกใช้เนื้อน่องวากิวมาปรุงเป็นซอสแล้วอบตามตำรับของคุณป้าปิน่า ของเขา ส่วนซอสนั้นเขาก็ยังมีรายละเอียดในการทำนอกจากรากู(ragout)ซอสเนื้อที่เคี่ยวยาวนาน เขายังมีซอสเบชาเมล(Bechamel)หรือซอสขาวที่ทำจากนม แต่เชฟได้นำเอาสมุนไพรมาต้มกับนมเพื่อให้ได้กลิ่นหอมสุดพิเศษก่อน ดังนั้นทุกคำจึงไม่ใช่เพียงความอร่อย แต่มีความหอมที่แทรกอยู่ในทุกคำที่เคี้ยวอย่างที่หาไมได้ที่ไหน

ใครที่เคยฟังเรื่องซุปแบบชาวประมงที่เอาวัตถุดิบจากท้องทะเลที่ไม่ได้คัดไปขายเอามาต้มซุปจนได้ซุปที่อร่อยเลิศทั้งๆ ที่เป็นอาหารพื้นบ้านที่กล่าวขาน นั่นก็คือ ซุปข้นอาหารทะเล ที่ไม่ใช่บุยยาเบสแบบทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เพราะของอิตาเลียนไม่ใส่เครื่องเทศอย่างหญ้าฝรั่น และเชฟดาริโอขอเลือกใช้แต่อาหารทะเลคุณภาพสูงมา โดยเมนูนี้แสดงถึงความทุ่มเท ความรักในการทำอาหาร และเทคนิคการปรุง ที่ต้องใช้เวลาในการเตรียมหลายชั่วโมง เพื่อทำให้ซุปข้นมีรสชาติที่ลงตัวและเข้มข้น จากการเคี่ยวเปลือกของกุ้ง ล็อบสเตอร์ กุ้งแดง และปลา โดยอาหารทะเลที่เชฟเลือกใส่ในซุปด้วย คือ หอยเชลล์ หอยตลับ หอยแมลงภู่ ปลากะพงทอด กุ้งลายเสือ และ หมึกยักษ์ ทำให้ซุปเมนูนี้ที่มีจุดกำเนิดจากอาหารที่ทำในครอบครัวของเชฟ กลายมาเป็นซุปข้นที่อุดมไปด้วยวัตถุดิบที่หรูหราพรีเมี่ยม โดยเชฟบอกว่าการเคี่ยวน้ำซุปอาหารทะเลก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องทำให้อร่อย การปรุงอาหารทะเลให้สุก(ไม่ใช่เทๆ ใส่ไปเคี่ยวกับซุปในคราวเดียว)แต่ละชนิดก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันตามชนิดของอาหารทะเลนั้นๆ ทำให้ซุปข้นชามนี้มีความอร่อยล้ำเพราะน้ำซุปก็เข้มข้นเปี่ยมรสจากทะเล และอาหารทะเลก็มีรสสัมผัสที่หวานกรอบอร่อย อย่างหมึกยักษ์ไม่ใช่เคี่ยวซุปมาจนเหนียวอะไรอย่างนั้น เชฟบอกว่าการทำอาหารของเขาจะใช้เทคนิคสมัยใหม่ควบคู่กับเทคนิคแบบอาหารในบ้านตามที่เขาคุ้นชิน เพื่อให้ได้รสชาติและรสสัมผัสที่พิเศษ


อย่างหมึกยักษ์ที่เชฟปรุงจะนำมาปรุงด้วยความร้อนระดับอ่อนๆ เป็นเวลานานหลายชั่วโมง เพื่อให้เนื้อสัมผัสนุ่ม หากยังคงรสชาติความกรอบนอกส่วนเนื้อข้างในจะนิ่มหวาน แล้วก็มาถึงเมนูพิเศษที่เรามารับประทานอาหารฝีมือเชฟจากมิลานเราก็ต้องได้ชิมริ๙อตโต้ สิ แต่สำหรับเชฟคือ รีซอตโต้แชมแปญ ที่เชฟบอกเลยว่าเขาคัดเลือกข้าวที่นำมาทำริซอตโต้อย่างพิถีพิถันก่อนจะนำมาปรุงสไตล์มิลานที่ใส่ทั้งนมและเนยอย่างถึงเครื่อง ตามด้วยแชมเปญแบบใส่ไม่ยั้ง(ตราบใดที่รสชาติอร่อยสมดุลเพราะแชมเปญจะให้รสเปรี้ยวนิดๆ) ซึ่งเชฟให้ข้อคิดว่าถ้าจะรับประทานริซอตโต้อย่างขอให้ทำอย่างไลท์ ต้องจัดแบบครบเต็มสูตร แล้วมีความสุขกับรสชาติสุดพิเศษของอาหารชนิดนี้ เชฟวางกุ้งแดงปรุงสุกแบบที่มีเนื้อหวานอร่อยลงไปด้านบน คือรับประทานแล้วซึ้งเลยว่าทำไมนักกินถึงยกย่องว่าริซอตโต้แบบมิลานอร่อยเลิศที่สุด


โดยสำหรับขนมหวานปิดท้ายมื้อค่ำนี้ คือ แอปเปิ้ลสตรูเดิล ที่มีความหอมและรสสัมผัสของแอปเปิ้ลคละเคล้ากับถั่วไพน์นัท ส่วนแป้งด้านนอกก็กรอบเป็นชั้นบางๆ หอมเนยสุดๆ เชฟเสิร์ฟมากับไอศกรีมอบเชยซึ่งมีเบสคือมาสคาโปนเนชีส คือครีมที่ข้นจนเรียกว่าชีสนั่นเอง จริงๆ ก็เป็นเจลาโตแต่ก็ใส่ครีมเข้าไปจนมีความข้นสูงไม่มีเกล็ดน้ำแข็งแทรกมากเหมือนเจลาโตที่ใส่น้ำและเนื้อผลไม้


ถ้าใครต้องการสัมผัสรสชาติอาหารอิตาเลียนสุดพิเศษที่มาจากความทรงจำของเชฟดาริโอ แต่นำมาปรุงแต่งด้วยเทคนิคใหม่ๆ การคัดสรรเครื่องปรุงที่สุดพิเศษพรีเมียมยิ่งขึ้นต้องรับมาก่อนสิ้นเดือนนี้ เพราะช่วงฤดูร้อนกำลังจะมาถึง ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า จะปิดและเปิดให้บริการอีกทีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน เพราะห้องอาหารนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รับบรรยากาศริมแม่น้ำแบบเปิดโล่งได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาพระอาทิตย์ตก จะได้บรรยากาศมาก จิบไวน์ชิลๆ ให้ซอมเมอริเยเลือกไวน์อิตาเลียนให้คุณเลย เพราะเขาจับคู่กับอาหารได้พิเศษมาก บอกก่อนว่าที่นี่บริการเฉพาะมื้อเย็นเท่านั้น(ไม่มีมื้อกลางวัน) เพื่อให้เป็นมื้ออาหารสุดพิเศษที่จะจดจำไปอีกจนกว่าจะถึงตุลาคมที่ห้องอาหารจะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง บอกเลยว่าลาซานญ่าและริซอตโต้ที่อร่อยของกรุงเทพฯ อยู่ที่นี่

ห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่าเปิดให้บริการเฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่วันศุกร์ – วันอังคาร ตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 23.00 น. จนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และ สำรองที่นั่ง กรุณาโทร 0 2659 9000 หรือ อีเมล mobkk-restaurants@mohg.com

Romantic Culinary Highlights for at Siam Kempinski Hotel Bangkok.

ใกล้จะถึงวันแห่งความรักที่ปีนี้ใครที่อยากจะฉลองก็จะได้ทำอย่างที่ตั้งใจเพราะเราฉลองวันวาเลนไทน์แบบไม่สะดวกมาช่วงหนึ่งแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่มีไอเดียฉลองเช่นเรา เรามีห้องอาหาร 2 ห้องที่มีโปรโมชั่นดีๆ สำหรับวันวาเลนไทน์มานำเสนอในบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติกที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ทั้งสระบัว บาย กิน กิน(Sra Bua by Kiin Kiin) ที่มีแชมเปญหลุยส์ โรเดอเรอร์ 1 ขวดและดอกกุหลาบ 1 ช่อรวมในแพ็คเกจ หรือที่ห้องอาหาร Alati ที่มีสปาร์คกลิ้งไวน์เคมปินสกี้หนึ่งขวดและดอกกุหลาบ

ดื่มด่ำกับดินเนอร์แสนโรแมนติก ณ ห้องอาหารมิชลินหนึ่งดาว สระบัว บาย กิน กิน
สระบัว บาย กิน กิน ห้องอาหารสไตล์โมเดิร์นไทยที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาห้าปี ขอนำพาท่านและคนพิเศษเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารมื้อค่ำเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตโดยเชฟ เฮนริค อูล แอนเดอร์เซน และเชฟชยวีร์ สุจริตจันทร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ เดอะ ซิกซ์ สเตจส์ ออฟ เลิฟ (The Six Stages of Love) อาทิ เมนูสำหรับสุภาพบุรุษ ที่มีชื่อว่า ฟอลลิ่ง อิน ดีส ฟรีซซิ่ง เลิฟ (Falling in this Freezing Love) เสิร์ฟต้มยำเกล็ดหิมะกุ้งมังกรซาชิมิ ทับทิมและข้าวเกรียบกุ้งมังกรราดซอสมายองเนส เมนูสำหรับสุภาพสตรี มีชื่อว่า มาย ฮาร์ต อีส บอยลิ่ง (My Heart is Boiling) เสิร์ฟต้มยำกุ้งมังกรแบบร้อน เส้นเต้าหู้สีแดงและโฟมแกงแดง เมนูไฮไลท์ถัดมา เสิร์ฟแกงเหลืองขาปูยักษ์อลาสก้า หัวหอมและกระเทียมดอง หรือเรียกว่า เดอะ เลิฟ ออฟ มาย ไลฟ์ อีส เบส แฟรนด์ (The Love of My Life is Best Friend) ตามด้วยเมนู เลิฟ แอต เฟิร์ส ไบต์ (Love at First Bite) เสิร์ฟต้มข่าตับห่านใส่เห็ดมอเรลและไข่ตุ๋นเห็ดมอเรล เมนูของหวาน บี มาย วาเลนไทน์ (Be My Valentine) ของหวานรูปโดมรสเปรี้ยวหวานสดชื่นเสิร์ฟกับไอศกรีมเชอร์เบทลิ้นจี่ กลีบกุหลาบสีชมพูกรอบและโฟมรูบาร์บกลิ่นกุหลาบ ปิดท้ายความอร่อยในค่ำคืนแห่งความรักด้วยขนมทานเล่น เพอร์ติท โฟร์ สี่ชนิดที่มีชื่อว่า ไอ เลิฟ ยูว์ (I Love U)

‘The Six Stages of Love’ เมนูมื้อค่ำ 6 คอร์สแสนโรแมนติกสำหรับสองท่าน ราคา 16,999++ บาท รวมแชมเปญ หลุยส์ โรเดอเรอร์ จากฝรั่งเศสหนึ่งขวดและดอกกุหลาบหนึ่งช่อเพื่อเป็นของขวัญให้แด่คนที่ท่านรัก ให้บริการในวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 18:00 น. ถึง 24:00 น. (รับออร์เดอร์สุดท้ายเวลา 21.00 น.) ที่ห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน ซึ่งตั้งอยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้ของโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

ฉลองวันวาเลนไทน์ ณ อลาตี้ ห้องอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน
ตกหลุมรักอีกครั้งภายใต้แสงเทียนในบรรยากาศริเวียร่า เมืองแสนโรแมนติกชื่อดังของคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนและลิ้มลองรสชาติอาหารทั้งเมนูคลาสสิคและร่วมสมัยที่รังสรรค์อย่างตั้งใจโดยเชฟคาร์โล วาเลนเซียโน เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยสไตล์แชริ่ง จานแรกเป็นเมนูปลาแซลมอนรมควัน ไข่ปลาแซลมอนเสิร์ฟกับใบไม้สีทอง จานที่สอง เมนูกุ้ง ออน ไอซ์ เสิร์ฟกับซอสหลากหลายชนิดให้เลือก และเมนูที่สาม รีมูเลดขาปูยักษ์ อะโวคาโด ท็อปด้วยไข่ปลาคาร์เวียร์ อาว์รูกา (Avruga) หัวไชเท้าและกลีบกุหลาบ ตามด้วยอาหารจานหลักให้เลือกระหว่าง ราวีโอลีโฮมเมดสอดไส้ชีสริคอตต้ามะนาวและหญ้าฝรั่นซอสเนื้อกุ้งมังกร หรือเนื้อวากิวและตับห่าน ซอสเนื้อเบอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งบดเห็ดทรัฟเฟิลดำ และเมนูของหวานอีกสองอย่าง พร้อมปิดท้ายด้วยชาหรือกาแฟและเพอร์ติท โฟร์

มื้อค่ำวันวาเลนไทน์ สไตล์แชริ่ง 6 เมนู ณ ห้องอาหารอลาตี้ สำหรับสองท่าน ราคา 5,999++ บาท รวมสปาร์คกลิ้งไวน์เคมปินสกี้หนึ่งขวดและดอกกุหลาบเพื่อเป็นของขวัญให้แด่คนที่ท่านรัก ให้บริการในวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 18:00 น. ถึง 22:30 น. ห้องอาหารอลาตี้ตั้งอยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้ของโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 02 162 9000 อีเมล dining.siambangkok@kempinski.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ kempinski.com/en/bangkok/siam-hotel/restaurants-and-bars/culinary-highlights/valentines-day-dinner/ หรือติดต่อผ่านช่องทาง LINE Official Account @SiamKempinskiHotel
*การให้บริการเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์จะขึ้นอยู่กับการประกาศอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพมหานคร
**ราคาดังกล่าวข้างต้น ยังไม่รวมอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10%

Spring 2022 Menu at KINU BY TAKAGI

แม้จะเป็นอีกครั้งของฤดูใบไม้ผลิที่ชวนให้เราคิดถึงญี่ปุ่นกันโดยยังไปเยือนไม่ได้ และซากุระของปีนี้ก็คงต้องโรยราไปโดยที่นักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่มีโอกาสเข้าไปชมในประเทศญีปุ่น แต่เราสามารถสัมผัสรสชาติอาหารประจำฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นได้ที่ ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) ภายใต้การดูแลของเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ แต่ขอเบรคก่อนสำหรับคนที่อยากจะไปชิมในวันวาเลนไทน์นี้ คือห้องอาหารปิดวันจันทร์-อังคาร นอกเสียจะเหมาทั้งห้องให้เปิดในวันวาเลนไทน์(กรุณาสอบถามกับทางโรงแรมเอง)


จริงๆ แล้วหลายคนก็คงคุ้นเคยกับ ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ แต่กับเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ ผู้ได้รับการชักชวนมากจากเชฟทาคากิ ให้มาดูแลห้องอาหารที่กรุงเทพฯ นี้อาจจะยังไม่เป้นที่คุ้นเคยกันเพราะเชฟมาถึงก็เกิดการลักปิดลักเปิดของห้องอาหารตามการระบาดของโควิด 19 แต่มาถึงวันนี้ก็เหมือนเป็นการเปิดตัวเชฟได้เป็นทางการเสียที แม้เชฟจะมาช่วยคิดเมนูเบนโตะจากห้องอาหารนี้จัดส่งไปตามสั่งจนต้องปิดรับออร์เดอร์เนื่องจากมีการสั่งมาจำนวนมากจนวัตถุดิบไม่พอในช่วงที่ห้องอาหารให้บริการไม่ได้ เรียกว่ารสมือเด่นมาแบบไม่ต้องอาศัยต้องรู้จักตัว เชื่อว่าหลายคนได้ชิมและชินกับรสชาติอาหารของฝีมือเชฟมาเอดะไปแล้วจากชุดเบนโตะ หรือได้มาที่ช่วงที่ห้องอาหารเปิดได้สั้นๆ ก็ได้มาเจอเชฟบ้างแล้ว
แต่มาวันนี้ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (KINU BY TAKAGI) คงได้เปิดบริการแบบไม่ต้องหยุดเป็นพักๆ อีก และเปิดตัวด้วยเมนูฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบที่ดีที่สุดของฤดูกาลนำเสนอเป็นอาหารกลางวันและอาหารค่ำเสิร์ฟตามอย่างวิถีไคเซกิ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 (ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่จัดส่งมาจากญี่ปุ่น) ในวงเล็บนี้สำคัญเพราะจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบที่ต้องส่งมาจากญี่ปุ่นเด็ดขาด แม้ส่วนหนึ่งของความตั้งใจของเชฟทาคากิคือการใช้เครื่องปรุงที่เป็นของท้องถิ่นมามีส่วนด้วย แต่เครื่อปรุงหลักก็ต้องมาจากญีปุ่นจริงๆ


ด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมอย่างต่อเนื่องและรังสรรค์เป็นเมนูตามฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่นตามอย่างวัฒนธรรมด้านอาหารที่เรียกว่า “เคียว ริวริ” (Kyo-ryori) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นที่สุดแห่งความมีรสนิยมในเรื่องประสบการณ์การการรับประทานอาหารญี่ปุ่น อาหารที่จัดอยู่ในประเภทเคียว ริวริ คือ อาหารที่เชฟนำเสนอความงามจากธรรมชาติของตัววัตถุดิบเอง รสชาติกลมกล่อมเกิดจากศาสตร์และศิลปะการปรุงอาหารของเชฟที่สามารถชูรสชาติของวัตถุดิบ โดยไม่เน้นการเติมเครื่องปรุงต่างๆ แต่อย่างใด และอาหารนั้นๆ ยังต้องมีความสดรับกับฤดูกาลต่างๆ ที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ อาหารเคียว ริวริ จึงเป็นอาหารที่จะสร้างความสุขให้กับประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้รับประทาน

สำหรับฤดูใบไม้ผลิปี 2565 เชฟทาคากิภูมิใจนำเสนอวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีที่สุดของฤดูกาลนี้ซึ่งมาจากหลากหลายจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งจังหวัดฟุกุโอกะ วัตถุดิบที่โดดเด่นสำหรับเมนูประจำฤดูใบไม้ผลิ อาทิ หอยฮามากุริ จากจังหวัดชิบะ เนื้อฮากาตะวากิว จากจังหวัดฟุกุโอกะ และ สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอ จากจังหวัดฟุกุโอกะ เมนูประจำฤดูใบไม้ผลิปี 2565 ซึ่งเชฟทาคากินำเสนอ ห้าคอร์สสำหรับมื้อกลางวัน และ สิบคอร์สสำหรับมื้อค่ำนั้นจะเป็นการนำผู้รับประทานเดินทางไปสู่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อท่องเที่ยวผ่านรสชาติความอร่อยของอาหารแต่ละคอร์สที่รังสรรค์ อีกทั้งยังได้เปิดประสบการณ์รับชมศิลปะการปรุงอาหารของเชฟโนริฮิสะ มาเอดะ ซึ่งเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิ

เนื้อฮากาตะวากิวจากฟุกุโอกะที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบประจำฤดูการใบไม้ผลินี้ เป็นเนื้อที่ได้มาจากวัวพันธุ์น้ำตาลและวัวพันธุ์ดำของญี่ปุ่น โดยได้รับการเลี้ยงด้วยฟางข้าวคุณภาพดีซึ่งเป็นข้าวที่ปลูกในจังหวัดฟุกุโอกะ และยังเลี้ยงด้วยธัญพืชนานาชนิด โดยวัวเหล่านี้เป็นวัวอายุ 20 เดือนขึ้นไป และเลี้ยงในสิ่งแวดล้อมที่ไร้ความตึงเครียดแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและทัศนียภาพที่งดงาม ซึ่งคุณค่าจากสารอาหารที่ได้รับจากธัญพืชเป็นเสมือนอาหารเสริมชั้นดีของวัวเหล่านี้ เพราะช่วยให้วัวเหล่านี้มีเนื้อวัวที่มีชั้นไขมันแทรกเสมือนลายหินอ่อน และ ยังเป็นตัวช่วยให้เนื้อวัวมีความนุ่มชนิดที่เรียกว่าละลายในปาก เนื้อฮากาตะวากิวจากฟุกุโอกะที่ทางห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิคัดสรรมานำเสนอเป็นเนื้อวากิวที่ได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งวากิวโอลิมปิค 2017 ที่ประเทศญี่ปุ่น

อีกหนึ่งวัตถุดิบที่เป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดฟุกุโอกะ คือ สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอ ซึ่งเป็นสตรอเบอร์รี่ที่ปลูกเฉพาะในพื้นที่จังหวัดฟุกุโอกะ เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดและมียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นติดต่อกันถึง 15 ปี สตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอเป็นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของรูปทรงที่อวบ ผิวสีแดงสดเงางามเป็นประกาย เนื้อแน่นและมีความฉ่ำหวาน ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเก็บเกี่ยวสตรอเบอร์รี่พันธุ์นี้ คือ ระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม เชฟมาเอดะและทีมของห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิจึงรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอสตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอซึ่งเป็นผลผลิตที่ดีที่สุดของปีให้แก่แขกทุกท่าน


จานแรกเครื่องปรุงหลักคือล็อบสเตอร์ญี่ปุ่น หรือ อิเสะ เอบิ ที่จะมีอยู่ในเมนูอาหารกลางวัน และ เมนูอาหารค่ำสำหรับเมนูฤดูใบไม้ผลิ โดยนำเสนอเป็นคอร์สแรก ล็อบสเตอร์ญี่ปุ่นที่มาจากชายฝั่งของเมืองชิบะกล่าวได้ว่าเป็นล็อบสเตอร์ญี่ปุ่นที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม และห้องอาหารนี้จะคัดสรรเฉพาะล็อบสเตอร์จากจังหวัดนี้เท่านั้น โดยเชฟนำล็อบสเตอร์มานึ่งในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อยังคงรักษารสสัมผัสของล็อบสเตอร์ สำหรับจานนี้ทั้งเชฟทาคากิและเชฟมาเอดะต่างตั้งใจสร้างความสดชื่นให้กับต่อมรับรสเสมือนการเปิดประสาทสัมผัสโดยใช้กลิ่นของส้มยูสุเป็นกลิ่นสิ่งสร้างความสดชื่นและความเจริญอาหาร โดยนำน้ำส้มยูสุมาปรุงร่วมกับดาชิ ทำออกมาเป็นดาชิเจลลี่กลิ่นยูสุ และเสิร์ฟล็อบสเตอร์และกุ้งทะเลจากญี่ปุ่นในซอสดาชิเจลลี่กลิ่นยูสุนี้ พร้อมเติมเต็มสีสันของฤดูใบไม้ผลิลงในจานนี้ด้วยกลีบดอกเบญจมาศ และผักสีสวยงาม เพื่อสื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้นใหม่ที่สดใส จานนี้ต้องเรียกว่าสร้างความทึ่งจากวัตถุดิบหลักและเจลลีดาชิและส้มยูสุได้อย่างลงตัวที่สุด เนื้อกุ้งสดกรอบหวานมาก และทำสุกมากำลังดี คือน่าหลงใหลและชวนให้นึกถึงสีสันของฤดูใบไม้ผลิจริงๆ

ส่วนเนื้อฮากาตะวากิว จากฟุกุโอกะ เป็นเมนูที่มีอยู่ทั้งในเซ็ทมื้อกลางวัน และ เซ็ทมื้อค่ำ เชฟมาเอดะใช้ความพิถีพิถันและใช้ทักษะขั้นสูงตั้งแต่การเตรียมเนื้อ แขกทุกท่านจะได้เพลิดเพลินกับขั้นตอนย่างเนื้อด้วยเตาถ่านซึ่งเชฟมาเอดะต้องใช้ความใส่ใจในขั้นตอนนี้เป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้เนื้อวากิวที่มีความนุ่มกำลังดีสมคำร่ำลือว่า “ละลายในปาก” และเราก็ไม่ได้ผิดหวังจริงๆ คือได้ชมจากการจัดกระดับตกแต่งต่างๆ ของเนื้อที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะรับประทานด้วยการละเลียดเคี้ยวช้าๆ หอมกลิ่นควันไฟ กลิ่นไขมันเนื้อที่ย่างมาพอเหมาะพอดีเป็นความหอมที่ประทับใจ ส่วนรสสัมผัสนั้นต้องบอกว่าละลายในปากจริงๆ แค่จานนี้ก็ให้ประสบการณ์ที่เกินคุ้มแล้ว

สำหรับท่านที่รับประทานเซ็ทอาหารค่ำสิบคอร์ส ยังมีวัตถุดิบอีกหนึ่งชนิดที่ท่านไม่ควรพลาด นั่นคือ ชิราโกะจากปลาทาระ (ปลาคอด) ซึ่งเชฟมาเอดะสร้างสรรค์จานนี้ด้วยการนำชิราโกะทอดด้วยเทคนิคพิเศษ เสิร์ฟคู่กับเนื้อปลาคอด พร้อมซอสซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ โดยเมนูนี้จะนำเสนอเป็นคอร์สที่หกสำหรับมื้อค่ำ ซึ่งวัตถุดิบชนิดนี้อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยของคนไทย แต่ใครที่ไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นแบบไคเซกิที่ญี่ปุ่นอาจจะเคยทดลองรับประทานและติดใจมาแล้ว เทียบเคียงก็ประมาณฟัวการ์แต่มีความมันและความนิ่มมากกว่า ต้องให้เชฟฝีมือชั้นเลิศปรุงวัตถุดิบชนิดนี้ถึงจะควรค่าความหายาก ยากต่อการปรุงให้อร่อย และหาได้ยากไม่ใช่จะหาได้ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป

วัตถุดิบบางอย่างที่อาจจะไม่ใช่วัตถุดิบหลักแต่ก็คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันอย่างวาซาบิ ที่เสิร์ฟมากับปลาดิบ ซึ่งเชฟแม้จะมาอยู่เมืองไทยไม่นานแต่เขาก็บอกว่าอย่าเอาวาซาบิที่เขาฝนสดๆ กันแผ่นหนังปลาฉลามใส่ลงในซอสโชยุนะ อย่างไรให้ตะเกียบตัดวาซาบิมาป้ายลงบนชิ้นปลาแล้วค่อยคีบเอาด้านเนื้อปลาจุ่มลงในโชยุแล้วรับประทาน ถ้าเราเอาวาซาบิไปละลายในโชยุจะทำให้เราไม่ได้รสชาติที่แท้จริงของวาซาบิ แล้วอย่างที่ทราบว่าหัววาซาบิจะเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำที่สะอาดจริงๆ เท่านั้นจึงเป็นอาหารออร์แกนิคโดยธรรมชาติ รสชาติของวาซาบิแท้ๆ รสออกหวานจนสัมผัสได้แม้จะมีความขื่นและซ่าที่เราเรียกว่าเผ็ดโดดเด่น แต่วาซาบิแท้ต้องมีรสหวานแทรกและมีกลิ่นหอมฉุน ไม่ใช่มีแต่ความฉุนเผ็ดแบบวาซาบิผงที่เอามาละลายกับน้ำแล้วปั้นเป็นก้อนอย่างที่พบเห็นทั่วๆ ไป

ประสบการณ์การรับประทานอาหารตามอย่างวิถีไคเซกิ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ จะปิดท้ายด้วยเมนูขนมหวาน ซึ่งนำเสนอสตรอเบอร์รี่พันธุ์อามะโอซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น ความฉ่ำหวานของสตรอว์เบอร์รี่อามะโอเข้ากันได้ดีอย่างลงตัวกับไอศครีมนมถั่วเหลืองและมิโสะขาวเสิร์ฟพร้อมด้วยพันนาคอตต้าชาเขียว เป็นการปิดท้ายการเดินทางของประสบการณ์ความอร่อยของอาหารญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต้องอบกว่าสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นมากและติดอันดับขายดีอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นในบรรดาสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ต่างๆ นิยามของความสดหวานฉ่ำมาจากสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้จริงๆ ทั้งกลิ่นหอมที่ตราตรึงใจ แค่ได้ชิมก็จะยากลืมเลือนในรสชาติ เสริมด้วยความละมุนของไอศกรีมที่ทำจากนมถั่วเหลือและมิโสะขาว(จับคู่ได้ลงตัวมากๆ)อร่อยจนนึกอยากจะชิมเปล่าๆ และพันนาคอตต้าชาเขียวก็คือที่สุด จบลงอย่างประทับใจจริงๆ

ห้องอาหารญี่ปุ่น คินูบายทาคากิ (Kinu by Takagi) เปิดให้บริการวันพุธ – วันอาทิตย์ สามารถรองรับแขกได้ 10 ท่าน ต่อมื้ออาหาร
• มื้อกลางวันให้บริการห้าคอร์ส ราคา 4,000++ บาท ต่อท่าน เริ่มเสิร์ฟอาหารเวลา 12.00 น.
• มื้อค่ำให้บริการสิบคอร์ส ราคา 8,000++ บาท ต่อท่าน เริ่มเสิร์ฟอาหารเวลา 18.00 น.

กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ห้องอาหารญี่ปุ่นคินูบายทาคากิ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 หรือ อีเมล mobkk-restaurants@mohg.com เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ mandarinoriental.com/bangkok

Exclusive dinner in Secret chamber at The Peninsula Bangkok

สัมผัสประสบการณ์ดินเนอร์สุดพิเศษ Mei Jiang Exclusive ที่ให้บริการเพียง 4 ท่านเท่านั้น เพื่อความสุดเอ็กซ์ครูซีฟที่จะไม่มีที่ไหนเหมือน โดยอาหารทั้งหมดทำจากพืชทั้งสิ้น(plant based cuisine) ภายใต้คอนเซ็ปต์ของเชฟ Stefan Leitner ร่วมกับทีมเชฟของห้องอาหารเหม่ยเจียง(Mei Jiang’s culinary team) แม้ตอนนี้ห้องอาหารเหม่ยเจียงจะปิดให้บริการ แต่จะเปิดให้เฉพาะดินเนอร์สุดเอ็กซ์ครูซีฟนี้ สอบถามรายละเอียดหรือถ้าจะสำรองที่นั่ง(ล่วงหน้า 2 วัน)ได้ที่ โทร.+(66)020206969 หรือ อีเมล์ diningpbk@peninsula.com

ดินเนอร์นี้เราได้บุกเข้าไปถึงในห้องครัวอาหารจีนที่ปกติไม่ได้เปิดให้คนภายนอกเข้าไปอยู่แล้ว โดยมีพนักงานถือโคมไฟนำทางเข้าไปในบรรยากาศที่เงียบสงบในแสงสลัวๆ เพื่อปรับอารมณ์จากความพลุกพล่านต่างๆ ก่อนที่จะเห็นแชมเปญ Krug Grande Cuvée 166Ème Édition วางอยู่พร้อมรินใส่แก้วที่ออกแบบมาพิเศษของเมซง Krug เอง ดังที่ทราบว่าขั้นตอนการผลิตแชมเปญของเมซงแห่งนี้ทำขึ้นอย่างประณีต ส่วนผสมจากไวน์ 140 ขนิดจากปีต่างๆ 13 ปีโดยมีปีที่อายุน้อยที่สุดจาก 2010 และไวน์จากปีที่เก่าแก่ย้อนไปถึงปี 1996 โดยมีสัดส่วนไวน์จากองุ่นพันธุ์ Pinot Noir 45 %, Chardonnay 39 % และ Meunier 16% โดยไวน์ทั้งหมดที่นำมาผสมผสานกันนี้ผ่านการคัดสรรจาก Krug’s Cellar Master ที่ชื่อ Eric Lebel ซึ่งนำเอาไวน์จากคลังสะสมไวน์มาสร้างอัตลักษณ์พิเศษให้กับ Krug Grande Cuvée 166Ème Édition โดยมีไวน์ปี 2000 เป็นโครงสร้างหลัก ไวน์จากปี 2010 ที่ภูมิอากาศผันผวนทำให้องุ่น Chardonnay ที่เก็บเกี่ยวในปีนั้นไม่ได้สำแดงรสที่สดชื่นเฉกเช่นปกติ แต่นั่นคือความพิเศษ โดยมีไวน์ที่ทำจากองุ่นในเขต Oger สร้างความกลมกล่อมและจากเขต Verzy และ Bouzy สร้างความกลมกลืน


จากการที่นำเอาไวน์แต่ละปีมาผสมผสานกันทำให้เกิดบุคลิกที่โดดเด่นให้กับแชมเปญ Krug Grande Cuvée 166Ème Édition ที่ไวน์ที่ทำจากองุ่นปีเดียวนั้นจะไม่ถ่ายทอดความเปี่ยมรสชาติและกลิ่นหอมได้เหมือน โดยหมายเลขที่บ่งบอกครั้งการสร้างสรรค์(Édition) นั้นจะบอกถึงจำนวนคร้งที่แชมเปญสูตรนี้ได้ถูกทำขึ้นมาเป็นครั้งที่เท่าไร และเป็นหมายเลขอ้างอิงสำหรับนักสะสมแชมเปญอีกด้วย
คามเป็นพรีเมียมแชมเปญของ Krug Grande Cuvée 166Ème Édition นั้นสะท้อนประกายสีทองและพรายฟองที่ละเอียดยืนยันได้ถึงสัญญาแห่งความพึงพอใจ โดยมีกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ที่เบ่งบาน ผลไม้สุกหอมหวานเจือกลิ่นสดชื่นของผลไม้ในกลุ่ม citrus ปิดท้ายด้วยกลิ่นหวานๆ ของมาร์ซิปานและขนมปังขิง โดยรสชาติที่สดชื่นแล้วจะเจือรสของฮาเซลนัท นูกาต์(ตังเม) น้ำตาลที่ทำจากข้าวบาเลย์ เจลล และรสเปรี้ยวเจือหวานของผลไม้กลุ่ม citrus อัลมอนด์ ขนมปังบริยอชและน้ำผึ้ง จึงเป็นอีกหนึ่งแชมเปญสุดพรีเมียมที่ควรค่าแก่การลิ้มลอง
เมื่อเราได้สัมผัสกับเชมเปญที่คัดสรรค์มาเพื่อการต้อนรับครั้งนี้แล้ว(จะได้เสิร์ฟแชมเปญ Krug 1 ขวดสำหรับ 4 ท่าน)โดยมีอาหารเรียกน้ำย่อยที่ทำมาจากพืชทั้งหมดแต่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารจีนอย่างเป็ดปักกิ่งและขนมกุ้ยช่าย แต่เราก็ไม่ได้นึกเทียบว่าจะต้องทำอาหารที่ปรุงจากพืชโดยไม่มีเนื้อสัตว์ให้เป็นเป็ดปักกิ่งหรือหมูแดง แต่ที่บอกนี่คือเปรียบเทียบว่าอาหารชนิดนั้นๆ มาจากอาหารจีนอะไร แต่ความอร่อยของอาหารที่ทำจากพืชไม่ได้ทำเป็นอาหารเจบางชนิดที่ทำให้มีรสเป็นเนื้อสัตว์ แต่ของที่นี่จะมีรสชาติอร่อยโดดเด่นโดยที่เราลืมไปเลยว่าตั้งแต่ต้นจนจบเราไม่ได้รับประทานเนื้อสัตว์ จากนั้นก็เป็นเสี่ยงหลงเปาที่นอนมาในช้อนที่มีวินีการ์แต่เมื่อรับประทานก็มาครบทั้งน้ำซุปและไส้ในแผ่นแป้งที่มีความหนึบเหนียวที่รสชาติดีมาก


จากนั้นเราได้เข้าไปชมแหล่งผลิตสาหร่ายที่นำมาปรุงอาหาร ซึ่งอาจจะชวนให้คิดถึงตู้ใส่อาหารทะเลเป็นๆ หน้าภัตตาคารอาหารจีน แต่ที่นี่เลี้ยงสาหร่ายเปล่านี้เพื่อการทำอาหารจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายผมนางและสาหร่ายผักกาดทะเล ซึ่งเราจะพบในจานต่อไปที่จะเสิร์ฟในห้องลับหรือ(secret chamber)ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไมถึงรับรองลูกค้าได้แค่ 4 ท่าน เพราะขนาดของห้องที่ มีกระจกสีขาวขุ่นกั้นไว้ แต่เมื่อถึงเวลากระจกนี้เปลี่ยนเป็นกระจกใสมองเห็นเชฟที่ยืนรอปรุงอาหารให้เรารับประทานในคอร์สต่อๆ ไป โดยมีขนมปังที่ทำจากพืชทั้งหมดเป็นก้อนบันเล็กๆ รสหอมอร่อยเสิร์ฟคู่มากับเนยที่ทำจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์และฟักทองที่มีรสหอมมันอร่อยมากๆ สามารถขอเพิ่มได้
จานแรกของเมนคอร์สคือ Barbeque เห็ดนางรมที่นำมาทำแบบไก่ขอทานคือห่อด้วยใบไม้และหุ้มด้วยโคลนจากจังหวัดอ่างทองก่อนนำไปอบจนสุกและมากระเทาะดินเผาออกให้เราเห็นผ่านกระจกในห้องของเราก่อนจะจัดลงจานสวยงามโดยมีจุดเด่นคือชิ้นเห็ดนางรมที่มักและอบด้วยกรรมวิธีดังกล่าวหั่นเป็นชิ้นวางสลับกับเห็ดทรัฟเฟิลฝานบางๆ กลิ่นหอมทั้งดินเผา ซอสแบบหมูย่างและเห็ดทรัฟเฟิลที่จะมีกลิ่นดินนิดๆ คือความสุดพิเศษ


Seascape จานนี้เสิร์ฟมาในกระบะที่เรียงหินกับดอกไม้เหมือนทัศนียภาพใต้ทะเล และยิ่งเหมือนจริงด้วยการเทน้ำลงไปให้โดนน้ำแข็งแห้งเกิดเป็นกลุ่มควันลอยบางๆ ทำให้จานตรงกลางเป็นเหมือนฮะเก๋าไส้สาหร่ายปรุงรสโดยมีสาหร่ายผักกาดทะเลและสลัดสาหร่ายพวงองุ่น ต่อมาเป็น Ginseng Consumme ซุปที่ทำจากโสมและถั่งเช่าจากทิเบตนำมาต้มสกัดเอาสารอาหารจากเครื่องปรุงพิเศษทั้งสองชนิดมาไว้ด้วยกัน มีรากบัวหั่นเป็นแว่นทอด สาคูทำเป็นแผ่นทอดกรอบ ฟักเขียวดองเปรี้ยวๆ หวานๆวางเคียงมาให้รับประทานคู่กัน อีกจานคือ Our sweet and Sour ซึ่งสมชื่อด้วย Omnimeat(หมูบดทำจากพืช) เส้นหมี่และสับปะรดภูเก็ตบดเข้าด้วยกันปั้นเป็นก้อนวางบนซอสรสเปรี้ยวหวาน จานนี้อร่อยมากก่อนจะเป็นจานผัก(เรียงลำดับการเสิร์ฟแบบอาหารจีนจริงเพราะผิดท้ายด้วยข้าว) Artichoke ซึ่งจานนี้จะเสิร์ฟตามฤดูกาลว่ามีผักชนิดไหน อย่างช่วงนี้มีอาร์ติโช๊คแต่ก่อนหน้านี้เป็นหน่อไม้ฝรั่งอ่อน เขานำมาปรุงกับสปิแนชจากโอกินาว่า ของและซอสทำจากเต้าซี่ Pumkin &Tofu ก่อนจะถึงข้าวที่ปิดท้าย มีจานนี้มาเบรค(ให้อิ่มจริงจัง)ใช้หน่อไม้ห่อส่วนผสมเต้าหู้กับฟักทองบดโดยมีมันแกวผสมด้วยปรุงรสด้วย Porcini soy(ซีอิ๊วทำจากเห็ดพอร์ชินี)โดยมีแผ่นสาหร่ายทอดกรอบวางด้านบนให้รสกรุบกรอบตัดกับรสนิ่มๆ ครีมๆ ของอาหาร และจานข้าวที่เป็นการปิดท้ายอย่างมีไฮไลท์เพราะเป็นข้าวผัดผสมข้าวอบที่รสอร่อยมากโดยคัดสรรชนิดข้าวมาอย่างดีปรุงรสให้มีวางชิ้นเห็ดทรัฟเฟิลฝานบางๆ ด้านบน


ส่วนของหวานเราย้ายมาที่ห้องส่วนตัวในห้องอาหารจีนเม่ยเจียง โดยมีงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงให้ชมอีกทั้งมี tea trolly ให้เลือกชาที่คุณต้องการดื่มคู่กับของหวานซึ่งเป็น Soy Custard หรือพันนาค็อตต้าทำจากเต้าหู้เสิร์ฟมากับเชอร์เบ็ตรสขิงและถั่วดำบดเป็นซอส และสั่งลาด้วย Eight Treasure หรือแปะก๊วยที่ทำมาเก๋มากๆ ด้วยแผ่นวุ้น(ทำจากพืช)ที่มีเครื่งปรุงมงคลครบ 8 สิ่งและราดด้วยโฟมน้ำกะทิ ต้องบอกว่าไม่มีที่ไหนเหมือนและรสชาติกลมกล่อมหวานมันอร่อยจริงๆ เป็นการจบมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด

สำหรับราคา The “Mei Jiang Exclusive” เร่ิมต้นที่ 8,180++ บาทต่อคน(รับจำกัดแค่ 4 ท่าน) สำหรับอาหาร 9 คอร์ส โดยมี
KRUG GRANDE CUVÉE 166ÈME ÉDITION เป็นเครื่องดื่มต้อนรับ และถ้าต้องการแพร่ิงไวน์กับอาหารเพิ่มอีก 3,200++ บาทต่อท่าน
สอบถามรายละเอียดหรือถ้าจะสำรองที่นั่ง(ล่วงหน้า 2 วัน)ได้ที่ โทร.+(66)020206969 หรือ อีเมล์ diningpbk@peninsula.com
ชมรายละเอียดที่ https://www.peninsula.com/en/bangkok/hotel-fine-dining/mei-jiang-exclusive

The tasteful stories from Spain.

การที่ชาวสเปนเชี่ยวชาญเรื่องการเดินเรือ และส่งกองเรือไปยังดินแดนต่างๆ ทำให้เกิดเส้นทางค้าขาย เผยแพร่วัฒนธรรมอาหารและเครื่องปรุงต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องเทศที่เป็นสินค้าหลักที่ปลูกอยู่ในดินแดนที่ห่างไกล แต่สเปนก็นำมาใช้อย่างแพร่หลายทำให้อาหารสเปนมีรสชาติที่เข้มข้นจัดจ้าน อย่างพริกที่เรารับประทานกันจนเป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้จริงๆ แล้วไม่ใช่พืชท้องถิ่นของบ้านเรา แต่มาพร้อมกับชาวสเปนและโปรตุเกสที่เดินทางมาค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ความเป็นเจ้าแห่งการค้าเครื่องเทศไปทั่วโลกในยุคสมัยหนึ่ง ทำให้อาหารสเปนมีรสและกลิ่นที่โดดเด่นและถูกปากคนที่ชอบอาหารมีรสสัมผัสซับซ้อน ไม่แปลกใจที่อาหารสเปนจะเป็นหนึ่งในอาหารที่เราชื่นชอบ ไม่แพ้อาหารอิตาลี หนึ่งในอาหารที่พลาดไม่ได้ของสเปนก็คือไอบีเรียนแฮม นอกจากนี้ยังมีอาหารชนิดอื่นๆ ที่น่าลิ้มลองไม่แพ้กัน


ทางห้องอาหารอลาตี้(Alati) ห้องอาหารเมดิเตอร์เรเนียนในโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นำเสนออาหารจานพิเศษสำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารรสชาติเข้มข้นจากชายฝั่งของประเทศสเปนไปจนถึงคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2565
เทศกาลเมนูพิเศษ Stories of Spain มีทั้งอาหารจานเดียวให้เลือก และเซ็ต 3 คอร์สโดยเชฟคาร์โล วาเลนเซียโน หัวหน้าพ่อครัวฝ่ายบริหารของโรงแรมได้รังสรรค์เมนูพิเศษนี้ขึ้น เชฟคาร์โลได้รับแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เมนูเหล่านี้มาจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศสเปน การชิมอาหารยอดนิยมและการพบปะพูดคุยกับเชฟท้องถิ่นและผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร


เริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยที่พลาดไม่ได้จริงๆ มีให้เลือก 3 เมนู ได้แก่ ไอบีเรียนแฮมจากประเทศสเปน หรือ จามอน ไอเบอริโค (Jamón ibérico) เสิร์ฟพร้อมขนมปังอบกรอบอร่อยราดด้วยมะเขือเทศสดบด เมนูที่ 2 คือไข่เจียวสเปนที่โด่งดังเสิร์ฟพร้อมซอสไอโอลี่ ที่สเปนเรียกว่า ทอร์ทิลลา เดอ พาตาตา (Tortilla de patata) เมนูที่ 3 คือ สตูว์ลูกชิ้นเนื้อในซอสมะเขือเทศปรุงรสด้วยพริกปาปริก้าป่นหรืออัลบอนดิกัส (Albondigas)


ส่วนจานหลักที่เชฟภูมิใจนำเสนอ คือ ขาเป็ดอบเสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งบด ราดซอสลูกพรุนและโรยไพน์นัท ชื่อเมนูว่า คอนฟิทาโด เดอ พาโต อะลา คาตาลานา (Confitado de pato a la Catalana) อีกเมนูคือ หมึกยักษ์กาลิเซียเสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งและพริกปาปริก้ารมควันใส่น้ำมันมะกอก หรือ ปาปู อะ ลา กัลเลกา (Pulpo a la gallega) และเมนูที่พลาดไม่ได้อีกอย่าง คือ ปลากะพงย่างเสิร์ฟพร้อมกับพริกหยวก มะเขือยาวและถั่วไพน์ เพสคาโด อะ ลา พลานชา คอน เอสคาลิบาดา (Pescado a la plancha con escalibada)

ปิดท้ายด้วยของหวานแสนอร่อย อาทิ ทาร์ตแอปเปิ้ลสูตรคลาสสิก ทาร์ทา เดอ แมนซานา (Tarta de manzana) โรยอัลมอนด์อบกรอบและแอปเปิ้ลชิป เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา หรือจะเลือกชูโรส ขนมชื่อดังของสเปน ชูร์โรส ลิมอน ช็อกโกแลต เอ พิสตาชิโอ (Churros limon chocolate y pistachio) เสิร์ฟกับซอสช็อกโกแลตและซอสผลไม้ ส่วนใครชอบรสชาติหวานของคัสตาร์ดต้องลอง คาราเมล ฟราน (Flan de caramel) เสิร์ฟกับช็อกโกแลตเฮเซลนัทครีมและผลไม้สด

เมนูพิเศษ ‘สตอรี่ ออฟ สเปน’ (Stories of Spain) แบบอะลาคาร์ท ราคาเริ่มต้น 290++ บาท และเมนู 3 คอร์ส ราคาพิเศษเพียง 999++ บาทต่อท่าน นอกจากนี้ยังมีเมนูไวน์ที่คัดสรรอย่างเป็นพิเศษสำหรับดื่มควบคู่กับอาหารเพื่อเพิ่มอรรถรส

นอกจากเมนูพิเศษจากประเทศสเปน ห้องอาหารยังให้บริการเมนูจากคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนอื่นๆ อาทิ จากอิตาลี ฝรั่งเศส ตุรกี ที่ท่านชื่นชอบอีกด้วย
ห้องอาหารอลาตี้ (ALATi) ตั้งอยู่บริเวณชั้น G บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวัน สำหรับมื้อกลางวันและมื้อค่ำเวลา 12:00 ถึง 22:30 น. สำหรับวันอาทิตย์มื้อกลางวันให้บริการ ซันเดย์ บรันซ์ เวลา 12:00 ถึง 16:00 น.
อลาตี้ มีให้บริการสำหรับการสั่งซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 11:30 ถึง 20:00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 18:30 ถึง 20:00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน LINE MAN และ Robinhood
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร. 02 162 9000 อีเมล dining.siambangkok@kempinski.com หรือติดต่อ LINE @SiamKempinskiHotel และเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.kempinski.com/en/bangkok/siam-hotel/restaurants-and-bars/alati/

*ราคาอาหารดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10%

Worldtigo : Digital Fine Dining

จากคำฮิต Metaverse ที่อาจจะกลายมาเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของเรา แต่ก่อนจะถึงวันนั้น Worldtigo จะเปิดประสบการณ์ใหม่ในการรับประทนอาหารแบบ Digital Dining Experience พาให้เรามาสัมผัสการรับประทานอาหารแบบดิจิทัล บนชั้น 60 โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ที่จะจัดขึ้นคล้ายๆ ป็อปอัพที่จะมีการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ไปเรื่อยๆ


ต้องเกริ่นสักนิดว่าที่มาของความสุดล้ำนี้มาจากการต้องการนำเสนออาหารเด็ดๆ จากแต่ละห้องอาหารของ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ โดยคัดสรรจานเด็ดมาสร้างเป็นเรื่องราวที่มีให้สัมผัสครบทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และความอร่อย โดย Worldtigo เป็นห้องอาหารรูปแบบใหม่แบบ Digital Fine Dining ที่นำเอาเทคโนโลยี 4D Mapping มาสร้างมิติใหม่ให้กับการรับประทานอาหาร ดังนั้นเรื่องรสชาติอาหารจึงเป็นจุดเด่นที่ควบคู่มากับเทคโนโลยีดิจิตัล

การดึงเอา 4 เมนูเด็ดระดับ 5 ดาว ที่อร่อยขึ้นชื่อจาก 4 ห้องอาหารไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารไบยุน เรือแซฟฟรอน ครูซ ห้องอาหารเวอร์ทิโก้ และ ห้องอาหารไทเฮ มารังสรรค์เป็นเซ็ทอาหารค่ำ 4 คอร์ส ในรูปแบบ Theme Dinner Journey ด้วยความร่วมมือกับบริษัท เอไอ ดิจิตัล จำกัด ผู้เนรมิตพลิกโฉม Worldtigo โดยใช้เทคโนโลยีของโลกจินตนาการมาผสมผสานกับเทคโนโลยีของโลกแห่งความจริง ที่เรียกว่า Mix reality และยังเพิ่มการรับรู้สัมผัส (sensory experience) ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 (5 senses) รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่จะทำให้คุณตื่นเต้น และสนุกสนานไปกับเทคโนโลยีเหนือจินตนาการ ผ่านอาหารทั้ง 4 จาน เริ่มต้นด้วย

Chinese Neon Jungle Theme: เปิดตัวกันที่ Three Kings ติ่มซำ 3 ชนิดจากห้องอาหารจีนไบยุน ขนมจีบเนื้อปูยักษ์ ฮะเก๋ากุ้งแป้งสด และเผือกทอดสอดไส้ฟัวกราส์ ความเก๋อยู่ที่การสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อเขียนสิ่งที่อยากเขียนบนมือถือแต่จะไปปรากฏลงบนจาน ใครอยากฝากข้อความบอกคนข้างๆ หรือเพื่อแคปรูปอวดโซเชียลก็ทำได้เลย
Moon River Theme: จานเด็ดที่เป็นที่สุดจากเรือแซฟฟรอน ครูซ อย่างต้มข่าคาปูชิโน่หอยเชลล์ เพิ่มความหอม รสสัมผัส และความเปรี้ยวด้วยเครื่องเคียงที่เสริฟมาให้ในจาน ลิ้มรสน้ำซุปที่กลมกล่อม พร้อมกับการสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อหาความลับของพระจันทร์และสายน้ำที่ซ่อนอยู่ไปพร้อมๆกัน
Planet 60 Theme: All Time Favourite Main course อาหารจานหลักยอดนิยมตลอดการจากห้องอาหารเวอร์ทิโก้ ที่มีให้เลือกระหว่างสเต๊กเนื้อสันในออสเตรเลียทัฟเฟิลซอส หรือ ปลาหิมะย่าง เลมอนบัตเตอร์ซอส ล่องลอยไปในโลกแห่งจินตนาการบนชั้น 60 (Planet 60) สแกนคิวอาร์โค้ด แล้วใช้โทรศัพท์ของคุณส่องไปรอบๆ ความลึกลับ สิ่งมหัศจรรย์ ที่จะปรากฎบนหน้าจอมือถือ
ปิดท้ายด้วย The Neptune Theme ที่จะนำพาความหนาวเย็นของน้ำแข็งมาสู่จานขนมหวานที่โด่งดัง Yuzu Planet ไอศกรีมมูสส้มยูสุ จากห้องอาหารไทเฮ เมื่อสแกนคิวอาร์โค้ดแล้วจะพบกับอะไรต้องไปลองสัมผัสประสบการณ์นี้ดู

Worldtigo: Digital Dining Expereince ตั้งอยู่บนชั้น 60 โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ถนนสาทรใต้
ชุดอาหารค่ำ 4 คอร์ส: Theme Dinner Journey ราคาสุทธิ 3,800 บาท ต่อท่าน
เปิดให้บริการวันละหนึ่งรอบ ในวันศุกร์ ถึง วันอาทิตย์ เวลา 18:30-20:00 รอบละ 36 ท่าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร: 0 2679 1200

Le Normandie by Alain Roux

ห้องอาหารที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนานที่ยังเกรียงไกรริมฝั่งแม่ยน้ำเจ้าพระยา ณ วันนี้ที่ได้พลิกโฉมพร้อมชื่อที่สะกดในผู้หลงใหลในศาสตร์ของปากะศิลป์ต้องตื่นเต้นกับ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux) ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งห้องอาหารนี้จะดำเนินการโดยตระกูลที่สร้างชื่อเสียงเรื่องรสชาติและการบริการจนคว้าดาวมิชลินติดต่อกันยาวนานที่สุดในโลก

แน่นอนว่าผู้หลงใหลในเรื่องอาหารต้องใฝ่ฝันว่าสักครั้งน่าจะได้รับประทานอาหารฝีมือเชฟ Michel Roux เมื่อเขาก็มีโอกาสมาร่วมงานกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นระยะๆ โดยมีสถิติเชฟที่พอประกาศว่าจะมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษที่นี่ก็ทำให้เกิดคิวจองยาวเต็มตลอดก่อนหน้าที่เชฟจะมาถึงเสมอ คงไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อห้องหาารเลอ นอร์มังดี ต้องการหัวเรือคนใหม่ย่อมไม่ใช่เป็นการเฟ้นหาเชฟในเครือแมนดารินฯ เพียงอย่างเดียว แต่ตำนานจะยืนยงได้ก็คงต้องมีการสร้างประวัติศาสตร์ให้เล่าขานกันต่อ ไป ดังนั้นจึงมีการทาบทามเชฟ Alain Roux ผู้ที่ระยะหลังๆ ได้ตามคุณพ่อคือเชฟมิเชลมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษเฉพาะกิจที่นี่ในนามของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) ซึ่งเป็นห้องหาารที่เชฟมิเชล รูซ์ เปิดเมื่อปี ค.ศ.1985 และได้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาและตระกูลรูซ์มาจนทุกวันนี้ ตัวเชฟมิเชลเองได้จากไปก่อนที่การทาบทามนี้จะเกิดขึ้น แต่ก็มีเรื่องเล่าว่าเชฟเคยเปรยกับลูกชายคือเชฟอลัง ว่าถ้ามีโอกาสจะมีห้องอาหารที่กรุงเทพฯ ก็อยากจะทำที่เลอ นอร์มังดี ด้วยชื่อเสียงอันยาวนานของห้องอาหารนี้รวมถึงการบริการที่ถือว่าเป็นหนึ่ง อีกทั้งห้องอาหารนี้ยังเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่งดงาม เฉกเช่นเดียวกับห้องอาหารของเขาที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่งดงามเช่นกัน


การผนวกเอาสองห้องอาหารที่ขึ้นชื่อระดับโลกด้วยกันครั้งนี้ย่อมจะยิ่งทำให้ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์”เป็นจุดหมายของคนที่คลั่งไคล้ปากะศิลป์ที่ต้องหมุดหมายในชีวิตว่าจะต้องได้มารับประทานอาหารที่นี่ให้ได้สักครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติอาหารแต่เป็นการผนวกทั้งการบริการ บรรยากาศและการตกแต่ง ทั้งหมดมีความสมบูรณ์แบบอย่างเหนือชั้น ซึ่งแน่นอนว่าแค่วันแรกในการเปิดตัทวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามและมีคิวจองยาวทันทีข้ามปีแล้ว
เรามาดูความพิเศษที่เราได้ไปสัมผัสมาในดินเนอร์ค่ำคืนที่สอง แน่นอนว่าเมนู 6 คอร์สย่อมจะเติมเต็มค่ำคืนนี้ เล่าย้อนนิดหน่อยว่าเชฟมิเชล รูซ์ เร่ิมจากการเป็นเชฟขนมหวานมาก่อนที่จะเปิดร้านอาหาร เขานำเอาศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนของการทำขนมที่ผสานการชั่วตวงกับพรสวรรค์ในการรับรสและสร้างสรรค์สูตรเฉพาะจากเครื่องปรุงสุดพิเศษมาเป็นการทำอาหารที่หน้าตาไม่ได้แฟนซีหรือเป็นอาหารเชิงวิทยาศาสตร์ แต่มีความเรียบง่ายงดงามที่เกิดจากการจัดแต่งในสไตล์อาหารฝรั่งเศสชั้นสูงยุคนี้ อาหารของเขาจึงมีความซับซ้อนของรสชาติและกลิ่นหอมของเครื่องปรุง


เร่ิมจากจานเรียกน้ำย่อยที่เป็นการเปิดปุ่มรับรสและกลิ่นของเราก่อน ชิ้นแรกรสละมุนแทรกด้วยแตงกวาปลุกให้เราสดชื่น ตามด้วยอีกชิ้นที่เป็นทาร์ตคำเล็กๆ ละมุนเช่นกัน ไม่มีรสใดๆ โดดขึ้นมา ที่เสิร์ฟตามมาคือขนมปังที่เป็นที่ร่ำลือของห้องอาหารนี้เป็นการผสมผสานระหว่างบริยอชและครัวซองต์นี่คือนิพพานแห่งขนมปัง แต่ยังไม่ใช่ที่สุดของคืนนี้ เชฟอแลงให้เหตุผลว่าในการเข้ามาดูแลห้องอาหารนี้เขาพยายามคัดสรรสิ่งที่เป็นจุดเด่นของที่นี่รวมทั้งเครื่องปรุงสดใหม่จากโครงการหลวงก็ยังได้รับการสืบสานเลือกสรรมาใช้ต่อดังเช่นธรรมเนียมของที่นี่ และขนมปังชนิดนี้ก็ได้รับเลือกแสดงว่าต้องเด็ดจริง
ต้องเข้าใจว่าเชฟเองก็เชี่ยวชาญเรื่องขนมอบชนิดไหนที่ได้รับการเลือกให้มาอยู่ในห้องอาหารภายใต้ชื่อเขาก็ต้องเด็ดจริง แต่เชฟอแลงก็มีขนมปังซาวเออร์โดเสิร์ฟมากับเนยชนิดที่ดีที่สุดโดยมีเกลือจากบ่อเกลือจังหวัดน่านวางเคียงมาถ้าใครต้องการเติมรสเค็ม แต่จริงๆ แล้วเนยที่เสิร์ฟมานี้ก็จับคู่กับขนมปังของเชฟได้อย่างลงตัวที่สุดแล้ว ซาวเออร์โดเป็นขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติที่ดีกับสุขภาพฉะนั้นอย่าเกรงว่าเป็นอาหารหมวดแป้งจนไม่แตะ และเนยดีก็เป็นไขมันธรรมชาติที่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเท่าไขมันสังเคราะห์


จานแรกในคอร์สคือ CEVICHE OF SEABASS AND OCTOPUS SLICES IN PASSION FRUIT JUICE, CRISP VEGETABLE SALAD ซาวิเชคือการปรุงอาหารให้สุกด้วยด้วยความเปรี้ยว นอกจากให้ความสดชื่นเปิดปุ่มรับรสแล้ว ความสดของเนื้อปลากระพง หมึกทะเลที่แยกปรุงมาก่อนด้วยการนำไปหมักในน้ำซอสปรุงพิเศษ และไม่ใช่เพียงมะนาวแต่ยังใช้เสาวรสมาเพิ่มรสชาติที่สดชื่นนี้ด้วย เป็นจานแรกที่เราเข้าใจได้เลยว่าทำไมชื่อเสียงของการทำอาหารฝรั่งเศสของตระกูลรูซ์ถึงครองใจคนมายาวนานและคว้าดาวมิชลินได้ต่อเนื่องจนติดอันดับโลกขนาดนี้
จานต่อไปเป็น PAN-FRIED FOIE GRAS WITH PINE KERNELS, CAPERS AND RAISINS, GEWURZTRAMINER SAUCE ใครที่ชอบฟัวการ์ต้องไม่พลาด และใครที่ยังกร่ิงเกรงไขมันจากอาหารชนิดนี้ก็ต้องยอมเพราะนี่คือฟัวการ์ที่ปรุงได้อร่อยอย่างคาดไม่ถึง เพราะเขาสร้างรสที่ซับซ้อนจากการใช้ผลไม้อย่างลูกเกดต่างชนิด เพิ่มความกรุบกรอบหอมมันด้วยไพน์นัท และนำเอาแคปเปอร์ดองมาปรุงเป็นสองแบบเพื่อสร้างรสสัมผัสที่ไม่ธรรมดา


จานต่อมาเป็นจานปลา เขาเลือกปลาฮาลิบัตที่เนื้อมีรสชาติเนื้อแน่นนิดๆ มาจับคู่กับซอสที่เติมวอดก้าเข้าไปเพิ่มความหอมและกระหล่ำปลีซอยแต่รสให้เปรี้ยวช่วยชูรสได้อย่างน่าอัศจรรย์ POACHED FILLET OF HALIBUT WITH CITRUS, CHINESE CABBAGE, LIME AND VODKA SAUCE จึงเป็นอีกหนึ่งจานที่ยกระดับการรับรสของเราเพิ่มขึ้นไปอีก ก่อนที่จะเข้าสู่จานหลักของค่ำคืน จานเด่นคือเป็ดที่ไม่เคยถูกถอดจากเมนูในร้านอาหารของตระกูลรูซ์เลย CHALLANDAIS DUCK ROASTED WITH DUKKAH SPICES, VEGETABLE TARTLET, PLUM CHUTNEY AND JUS นี่คือการปรุงเนื้อเป็ดโดยการย่างที่รับรองว่าเราไม่คิดถึงเป็ดย่างแบบจีนที่เราคุ้นเคย นี่คืออีกหนึ่งความพิเศษที่เราได้เห็นถึงฝีมือการปรุงอาหารอันเหนือชั้น นี่คือที่มาว่าโต๊ะไหนที่จองอาหารเมนู LE MENU EXCEPTIONNEL ก็ต้องรับประทานเมนูนี้ทั้งโต๊ะ เพราะเป็ดย่างจะถูกนำมาแล่และจัดใส่จานตรงหน้าเพื่อเสิร์ฟให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะการแล่เนื้อเป็ดนี่ต้องบอกว่าเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญมาก ดูตื่นตาและยั่วความหิวได้ดีจริงๆ รสสัมผัสของเนื้อเป็ดจากฝรั่งเศสที่นุ่มละมุน เนื้อฉ่ำ มีไขมันแทรกแต่พองาม แน่นอนว่าส่วนหนังนั้นฉ่ำรสชาติมาก เครื่องเทศที่ปรุงมาทำให้มีกลิ่นที่หอมพิเศษแต่ไมไ่ด้มาข่มรสอร่อยของเนื้อเป็ด ซอสที่ให้มาช่วยเสริมรสและชัตนีย์รวมทั้งผักนานาชนิดที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดมาพอสุกบรรจุในถ้วยใบเล็กๆ ทำจากแป้งทาร์ตกรอบๆ ช่วยเสริมรสสัมผัสได้เป็นอย่างดี ไม่สงสัยเลยว่าทำไมจานนี้ไม่เคยถูกถอดออกจากเมนูที่ร้านของตระกูลรูซ์ เลย


ก่อนจะถึงของหวานที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญเช่นกัน เราปรับการรับรสด้วยเชอร์เบทลิ้นจี่ LYCHEE SORBET WITH CARDAMOM AND BLACKBERRIES แน่นอนว่าไม่ธรรมดาเพราะมีซอสที่ทำจากเบอร์รี่รองมาด้านล่าง ความสามารถของเชฟที่ทำอาหารจากเครื่องปรุงที่เอ็กโซติกสำหรับคนยุโรปได้อย่างน่าชื่นชม การผสมผสานผลไม้อย่างลิ้นจี่กับเบอร์รี่ทำได้อย่างลงตัว ลิ้นจี่ที่หอมหวานมีความเป็นผลไม้แห่งตะวันออกเข้ากันดีกับเหล่าเบอร์รี่ได้ลงตัวเพิ่มความสดชื่นปลุกให้เราพร้อมรับความความหอมหวานของของหวานที่เป็นจานเด่นปิดท้ายของค่ำคืน


กลิ่นหอมของ WARM GOLDEN PLUM SOUFFLÉ โชยมาก่อนเลย ใครที่ต้องการทราบว่าซูลเฟล่ที่ดีนั้นควรมีความสวยงามและรสสัมผัสเป็นเช่นไรต้องมาชิมและชมเอง เพราะซูลเฟล่ที่ดีนั้นรสชาติต้องไม่หวานเป็นเมอร์แรงจ์ แต่ก็ไม่จืดชืดมีแต่รสไข่ขาวหรือความคาว เรียกว่าต้องสร้างสมดุลของส่วนผสม การเลือกเครื่องปรุงที่สด การอบที่ทำให้ซูลเฟล่ขึ้นฟูสวยงามไม่ยุบแฟบทันทีที่เอามาเสิร์ฟ แต่ก็ไม่ได้อบนานจนเนื้อในแห้งฟ่าม ซูลเฟล่ของเชฟอแลง รูซ์ นี่คือความงดงามและละเอียดอ่อนของที่บ่งบอกถึงความประณีตในการปรุงของหวานจานนี้
นับเป็นค่ำคืนที่อิ่มเอม ไม่ใช่เป็นการเติมเต็มยามค่ำคืนด้วยอาหารชั้นเลิศเพียงอย่างเดียว หากแต่บรรยากาศ การบริการ ทุกอย่างเพียบพร้อมสมบุรณ์จริงๆ ตำนานบทใหม่ของห้องอาหารที่อยู่เคียงแม่น้ำเจ้าพระยาได้เร่ิมขึ้นแล้ว แล้วคุณจะยอมพลาดไม่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งรสชาตินี้ได้อย่างไร

เกร็ดเกี่ยวกับห้องอาหารเลอ นอร์มังดี
ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เปิดประตูต้อนรับผู้ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 และได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเสมือนสถาบันอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศของกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 63 ปีที่ให้บริการและมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสระดับไฟน์ไดนิ่ง หากห้องอาหารเลอ นอร์มังดี เป็นเสมือนหนังสือเล่มหนึ่ง เหล่าบรรดานักชิม และผู้ที่รักอาหารฝรั่งเศส ต่างก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเพลิดเพลินผ่านมาหลายตอนหลายบทตลอด 63 ปีที่ผ่านมา และท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งในบางบทบางตอน ของหนังสือเล่มนี้
ห้องอาหารฝรั่งเศสเลอ นอร์มังดี เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสระดับหรูหราแห่งแรกในประเทศไทย และได้รับรางวัลระดับสองดาวจากมิชลินสตาร์ ตั้งแต่ปีแรกที่มีการประกาศรางวัลมิชลินสตาร์ ในประเทศไทย พ.ศ. 2561 และยังคงครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาวได้จนถึงปัจจุบัน
การจับมือร่วมงานกับเชฟอลัง รูซ์ ซึ่งเป็นเชฟใหญ่และเจ้าของห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ (The Waterside Inn) เป็นความลงตัวที่เหมาะสมที่สุดแห่งทศวรรษนี้ ในการที่จะยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารฝรั่งเศสอย่างไฟน์ไดนิ่งให้ก้าวขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่า เพราะห้องอาหารเดอะ วอร์เตอร์ไซด์ อินน์ เป็นห้องอาหารที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ ระดับสามดาวมายาวนาน 38 ปี โดยเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสนอกประเทศฝรั่งเศสเพียงแห่งเดียวในโลกที่ครองรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสามดาวยาวนานที่สุดในโลกจวบจนปัจจุบันนี้ ห้องอาหารฝรั่งเศสแห่งนี้ จะเปิดประตูต้อนรับท่านภายใต้ชื่อใหม่ “ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์” (Le Normandie by Alain Roux)
เชฟอลัง รูซ์ และ เชฟฟิล ฮิคแมน พร้อมด้วยทีมทั้งหมดของห้องอาหารมุ่งมั่นที่จะรังสรรค์อาหารฝรั่งเศสตำรับคลาสสิคเพื่อให้ทุกท่านได้มีความสุขกับอาหารทุกจานที่นำเสิร์ฟให้แก่ท่าน ณ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์


ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี บาย อลัง รูซ์ เปิดให้ท่านสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้แล้ว ซึ่งรวมถึงมื้อค่ำคืนวันคริสต์มาสอีฟ และ มื้อค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่า ติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 อีเมล mobkk-normandie@mohg.com หรือทางเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com

The Standard, Hua Hin จุดหมายใหม่ที่ต้องไปเยือน

รอกันมานานตั้งแต่มีข่าวว่าจะมีโรงแรม The Standard ในไทย แต่มาทีก็มาเหนือความคาดหมาย เพราะเผยโฉมแห่งแรกคือที่หัวหิน และเป็นรีสอร์ตบนพื้นที่กลางเมืองหัวหินแต่มีหาดทรายที่สวยตลอดปี ดีไซน์ที่แฝงด้วยความสบายและเป็นมิตรในทุกจุด นี่คืออีกหนึ่งจุดหมายที่คุณต้องมาเยือนว่ารีสอร์ตที่ฮิปจริงจังของยุคนี้ต้องเป็นอย่างไร

ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เรามีโอกาสไปชมรีสอร์ตในเครือที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงตั้งแต่มีข่าวว่าจะมาเปิดในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนแล้ว เพราะ The Standard จะพลิกทุกสิ่งจากมาตรฐานเดิมให้เหนือความคาดหมายโดยมีตัวอย่างในนิวยอร์ก ลอนดอนหรือแม้แต่มัลดีฟส์ แต่ที่หัวหินจะเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกที่ The Standard สร้างทุกสิ่งขึ้นมานับตั้งแต่การเลือกโลเคชั่นที่เป็นหาดสวยสุดท้ายของหัวหินที่มีหาดทั้งปี(บางหาดจะถูกน้ำขึ้นรุกให้หาดหายในบางฤดู) และทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองหัวหินจริงๆ 

นอกจากต้นไม้ที่ร่มรื่นซึ่งเกิดจากการดีไซน์ตัวสถาปัตยกรรมเพื่อหลบให้ต้นไม้ที่อยู่มาก่อน บางต้นมีอายุหลายสิบปี อย่างต้นจามจุรีกลางลานสนามหญ้าด้านในนั้นถูกล้อมด้วยตัวอาคารที่ออกแบบให้เป็นกรอบของสนามหญ้าที่ตั้งของจามจุรีต้นนั้นให้ดูโดดเด่นด้วยรูปทรงที่แผ่กิ่งก้านเสมือนผู้อาวุโสที่รอทักทายทุกคน ตัวอาคารหลักที่เป็นห้องพักมาตรฐานนั้นดีไซน์ให้มีฟาสาดสวยแปลกตาเป็นครีบกันแดด (Fin)ประดับตัวอาคารแต่การเรียงซ้อนเหมือนเกล็ดทำให้ลมสามารถพัดผ่านเข้าไปในตัวอาคารได้ ดีไซน์ของที่นี่เน้นฟังก์ชั่นควบคู่ไปกับความสวยงาม 

The Standard, Hua Hin รีสอร์ตสุดฮิพติดชายหาดที่โดดเด่นด้านงานดีไซน์ ด้วยห้องพักและห้องสวีทจำนวน 178 ห้อง และพูลวิลล่า 21 หลัง ตั้งแต่ป้ายชื่อด้านหน้าโรงแรมเลยที่ชวนฉงนว่าติดผิดกลับหัวหรือเปล่า แต่นี่คือมาตรฐานของ The Standard ที่ต้องพลิกทุกสิ่งให้เหนือความคาดเดา เมื่อมาถึงส่วนบริเวณต้อนรับและเป็นที่นั่งพักผ่อนในบรรยากาศกึ่งกลางแจ้ง โดยมี The Juice Café อยู่ใกล้ๆ กัน ทั้งสถาปัตยกรรมและสวนสวยทุกอย่างสอดคล้องกลมกลืนกัน และมีช็อปที่จำหน่ายสินค้าดีไซน์พิเศษสำหรับที่นี่และมีเทียนรูปทอร์โซชายและหญิงที่โด่งดังของแบรนด์นี้จำหน่ายอีกด้วย แต่ที่ชอบอีกอย่างก็คือคอลเล็กชันเสื้อผ้าที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนนอกจากที่นี่ 

ส่วนที่พักแบบวิลล่านั้นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่เพียบพร้อมทุกสิ่งและแวดล้อมด้วยสวนสวย โดยมีลานตรงกลาง บางหมู่วิลล่ามีต้นไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่สำหรับนั่งสันทนาการ หรือจะจะจัดปาร์ตี้ ถ้าครอบครัวใหญ่ไปสามารถจองพักที่วิลล่าแล้วแยกกันอยู่ในวิลล่าแต่ละหลังโดยมีสวนและลานตรงกลางเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลาง แต่ถ้ามาสองคนหรือครอบครัวเล็กๆ ก็แยกอยู่ตามวิลล่าเป็นสัดส่วนมีความเป็นส่วนตัว 

สำหรับสระว่ายน้ำที่ออกแบบมาเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ ไม่ใช่แค่รูปทรงหรือการเลือกสีของกระเบื้องที่กรุในสระ แต่การออกแบบตัวสระว่ายน้ำก็เน้นฟังก์ชั่นที่คุณจะคาดไม่ถึง พื้นรอบๆ สระเป็นผลงานวาดด้วยมือจากศิลปินกราฟิตี้ชาวเกาหลี คือมีที่นี่ที่เดียวแน่ๆ แต่ไม่ต้องกลัวว่าเวลาเดินผ่านไปมาจะมีคนมาห้ามว่าที่เหยียบอยู่นี้คืองานกราฟิตี้เพราะงานดีไซน์ของที่นี่คือให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขที่แวดล้อมด้วยดีไซน์เหล่านี้ ไม่ได้ทำมาเพื่อให้สวยแต่ทุกคนต้องเกร็งที่จะใช้สอย


 ไม่ใช่แค่สวยแต่ยังเป็นที่ที่มีอาหารอร่อยอย่างห้องอาหารและบาร์ Lido ที่เสิร์ฟความอร่อยสไตล์อิตาเลียนให้คุณได้ลิ้มลองไม่ว่าจะเป็นพิซซ่าหรือพาสต้าขอบอกเลยว่าเด็ดจริง โดยห้องนี้จะให้บริการตั้งแต่มื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือจะเป็นมื้อเย็นกับครอบครัว มื้อเช้าจะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่สั่งไข่แบบต่างๆ อย่างที่คุณต้องการได้  The Juice Café เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพหรือจะมาเติมเต็มความสดชื่นให้ร่างกาย คาเฟ่มีเมนูเครื่องดื่มหลากชนิดตั้งแต่กาแฟคั่วสด สมูทตี้ น้ำผลไม้คั้นสดหรือสกัดเย็น และของทานเล่นแบบเฮลท์ตี้

สำหรับมื้อสุดโปรดริมชายหาดคงหนีไม่พ้นที่ Praça บ้านพักตากอากาศดั้งเดิมของที่นี่ที่ได้รับการบูรณะใหม่อย่างไร้ที่ติ เสิร์ฟอาหารไทยสไตล์อิซากายะ รสชาติดั้งเดิมจับคู่กับค็อกเทลหรือไวน์เลิศรส อาหารไทยที่นี่รสจัดจ้านมาก ขอให้มาชิม การเสิร์ฟแบบอิซากายะทำให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ติดใจแกงคั่วปูใบชะพลู, หมูย่าง, พล่าปลาทูน่าเสิร์ฟกับข้าวเกรียบทำจากข้าวเหนียว อยากทราบว่าอร่อยแค่ไหนต้องไปลองชิม

ส่วนใครที่อยากมาเติมพลัง พร้อมปรนิบัติผิวให้ครบครัน The Spa ตอบโจทย์ อีกหนึ่งสถานที่ในโรงแรมที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การทำสปาแบบเดิมๆ ให้ไม่เหมือนเคย ตกแต่งด้วยโทนสีสันสดใสแต่เรียบง่ายสบายตาเข้าถึงความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ประกอบกับห้องทรีตเมนต์ส่วนตัวสี่ห้องทั้งแบบคู่และแบบเดี่ยว ตามด้วยเทอราปิสผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมฟื้นฟูความกระปรี้กระเปร่าผสมผสานการทำทรีตเมนต์แบบดั้งเดิมให้คุณรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และสดชื่น

The Standard, Hua Hin พร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 นี้ ด้วยสองโปรโมชั่นสุดพิเศษ สแตนดาร์ด ไทม์* มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าผู้เข้าพักสามารถเลือกเวลาเช็คอินและเช็คเอาท์ได้ตามเวลาที่สะดวก รวมไปถึงแพ็คเกจ สโตว์อะเวย์ ลอง สเตย์ สเปเชียล* สำหรับเข้าพัก 3 คืนติดต่อกัน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน, ส่วนลด 15% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม, ส่วนลด 15% สำหรับรายการนวดและทรีตเม้นท์ในเมนูสปาที่ The Spa, ส่วนลด 15% สำหรับบริการซักรีด, การใช้บริการอุปกรณ์เรือคายัคและกระดานบอร์ดพายเรือแบบยืน (SUP) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/วัน, และส่วนลดสูงสุดถึง 30% จากราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ขณะที่ทำการจองห้องพัก เปิดให้จองก่อนใครได้แล้ววันนี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพิ่มเติมได้ที่ shh.reservations@standardhotels.com หรือ www.standardhotels.com 

*โปรโมชั่นเป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไข

ปลดปล่อยความปรารถนาในตัวคุณ! โรงแรม W จับมือกับ LUXE CITY GUIDES เผยสถานที่แฮงก์เอาต์สุดฮอต อาหารและกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ ทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

คู่มือท่องเที่ยวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ นำเสนอข้อมูลอินไซด์ เกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆครอบคลุมเรื่องดีไซน์ เพลง แฟชั่น สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดี ในโรงแรม W ทั้ง 9 แห่งเมื่อคุณเดินทางท่องเที่ยว ไม่มีคำว่าคนแปลกหน้า มีแต่เพื่อนที่คุณยังไม่ได้พบเจอ โรงแรม W ทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศวันนี้ถึงความร่วมมือที่น่าตื่นเต้นกับ LUXE CITY GUIDES เพื่อคัดสรรคู่มือท่องเที่ยวทั้งแบบหนังสือและแบบดิจิทัล อัดแน่นไปด้วยข้อมูลอินไซด์สำหรับแขกที่เดินทางไปยังโรงแรม W ทั้ง 9 แห่ง อาทิ บาหลี กรุงเทพฯ ฮ่องกง เมลเบิร์น โอซากา เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ซูโจว และซีอาน โดยหน้าตาของ LUXE CITY GUIDES ของโรงแรม W ได้รับอิทธิพลจากเทรนด์ สปริง/ซัมเมอร์ 2022 พร้อมด้วยสีสันสดใสเตะตาและเนื้อหาเต็มไปด้วยข้อมูลจากคนในท้องถิ่น

LUXE CITY GUIDES ของโรงแรม W มีคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการเดินทางที่ตรงจุด รวดเร็ว ในรูปแบบการเที่ยวใน 1 วัน รวมถึงสถานที่ที่ควรไป สิ่งที่ควรดู และแหล่งกินที่ไม่ควรพลาดในจุดหมายปลายทางแต่ละแห่ง คู่มือนี้ยังแสดงถึงดีเอ็นเอของแบรนด์ W ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจให้แขกเข้าถึงเมืองแต่ละเมือง และวัฒนธรรมผ่านการฟังเพลงที่ยอดเยี่ยม รวมถึงดีไซน์ แฟชั่น และ FUEL แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่นำเสนอเรื่องราวของสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยการชี้แหล่งที่ดีที่สุดให้กับนักท่องเที่ยวในการชมศิลปะที่น่าสนใจ อาหารแสนอร่อย และความสนุกแบบท้องถิ่น คู่มือนี้จะช่วยให้แขกตักตวงความสนุกได้มากที่สุดในแต่ละทริป

ดีท็อกซ์และรีท็อกซ์ที่โอซากา
โรงแรม W โอซากาผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ในบรรยากาศเก๋ไก๋สบายๆ และความหรูหราอย่างไร้รอยต่อ ทำให้แขกดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ทางสังคมและอาหารที่พิเศษเฉพาะตัว หนึ่งวันในโอซากาเริ่มด้วยประสบการณ์ออนเซนในน้ำพุร้อนในตอนเช้า ตามด้วยการไปเยี่ยมชมแกลเลอรีศิลปะโดยศิลปินอินดี้ในท้องถิ่น และออกไปดูชีวิตของผู้คนบนถนนออเรนจ์ ซึ่งมีบูติค และคาเฟ่ทั้งสองฟากถนน ผีเสื้อราตรีสามารถลิ้มลองไก่ซาชิมิที่ร้านยากิโทริ ที่ได้มิชลินสตาร์เพียงแห่งเดียวของโอซากา หรือปาร์ตี้ตลอดคืนที่คลับของเมือง และย่านท่องเที่ยวกลางคืนที่เปิดถึงตีห้า

พร้อมเดินทางท่องเที่ยวที่เมลเบิร์น
ถือกุญแจไขสู่สิ่งใหม่และสิ่งที่กำลังมาแรงในใจกลางเมือง และชื่นชมการออกแบบที่หลากหลายบนถนนของเมืองหลวงทางวัฒนธรรมของออสเตรเลีย W เมลเบิร์น คือพื้นที่ของความสนุกสนานที่คนตื่นเช้าและคนนอนดึกสามารถรวมตัวกันได้ ในเมลเบิร์น แนะนำให้แขกขี่จักรยานที่นอกตัวเมือง เลียบแม่น้ำยาร์รา ก่อนเติมพลังด้วยอาหารร่วมสมัยของออสเตรเลียในเรือบ้านสไตล์ยุคเอ็ดวาร์เดียน โดยแขกสามารถกลับมาว่ายน้ำเรียกความสดชื่นในสระของ W เมลเบิร์น ก่อนจะออกท่องเที่ยวอีกครั้ง เพื่อทดลองบาร์ ที่น่าทึ่งอีกหลายแห่งของเมือง รวมทั้งร้านอาหาร และย่านท่องเที่ยวกลางคืน

คู่มือ LUXE CITY GUIDES ของโรงแรม W จัดทำขึ้นในภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีนดั้งเดิม และจีนร่วมสมัย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม แขกสามารถติดต่อกับพนักงาน W ที่โรงแรม W แห่งใดก็ได้เพื่อเป็นเจ้าของคู่มือท่องเที่ยว หรือเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นจุดหมายปลายทางดังกล่าว ได้ที่ www.whotels-asiapacific.com/luxecityguides

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Reserve experience by the sea.

ก่อนที่เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย จะเปิดประตูต้อนรับทุกท่านในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เรามารู้จักคำนิยามใหม่แห่งความหรูหราแบบเป็นส่วนตัวที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษ  “รีเซิร์ฟ” ไว้เฉพาะคุณ ณ มุมสงบปลายหาดเฉวงอันน่าหลงใหลของเกาะสมุย ด้วยตัวสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลแวดล้อมไปด้วยสวนสวยสไตล์สวนเมืองร้อน ที่นี่คือจุดหมายใหม่สุดพิเศษสำหรับคุณ ในโอกาสนี้มีข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับคุณ อ่านได้ในตอนท้ายบทความนี้

เรามาดู 5 สิ่งสุดพิเศษที่ทางรีสอร์ทหรูหราแห่งนี้จะมอบประสบการณ์วันพักผ่อนให้กับคุณ

1.ที่ตั้งของรีสอร์ทแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเกาะสมุย

2.เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย นำเสนอห้องพักระดับหรู 184 ห้อง รวมทั้งพูลสวีท และพูลวิลล่าติดชายหาด พร้อม 6 ห้องอาหารและบาร์ที่มีความโดดเด่น รีสอร์ทยังมีกิจกรรมมากมายที่เหมาะกับนักเดินทางทุกท่าน

3.ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของรีเซิร์ฟ สปา เซ็นวารี แห่งแรกของโลกที่มาพร้อมสวนสปาสมุนไพรออร์แกนิค และฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่พรั่งพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายล้ำสมัย สระว่ายน้ำวิวทะเลที่สวยสมบูรณ์แบบ 

4.ประสบการ์แบบ Reserve สุดเอ็กซ์ครูซีฟไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช่จุดหมายของการจัดงานหรือเป็ฯสถานที่สำหรับการจัดประชุมหลากหลายรูปแบบ ที่นี่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการประสบการณ์เหนือระดับทุกประเภท 

6.การลิ้มรสอาหารรสเลิศเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ที่เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ผ่านห้องอาหารและบาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้ง 6 ร้าน สนุกไปกับบรรยากาศหรูหราแต่เรียบง่ายที่บีชบาร์ริมชายหาดแห่งใหม่ล่าสุดบนเกาะสมุย ไปจนถึงการรับประทานอาหารแนวโมเดิร์นที่ยังคงรสชาติต้นตำรับ หรือจะเลือกจิบค็อกเทลผสมเหล้าจินที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษ ณ จินบาร์

5.เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ยังเป็นรีสอร์ทที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการงดใช้พลาสติก การติดตั้งระบบผลิตน้ำดื่มบริสุทธิ์และน้ำดื่มอัดแก๊สบรรจุขวดในบริเวณรีสอร์ท นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปเศษอาหารเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริมภายในครัวของรีสอร์ทอีกด้วย

แล้วประสบการณ์แบบ Reserve นั้นจะเป็นเช่นไร เรามาดูแบบฉบับการให้บริการของรีเซิร์ฟ 4 ประการ เริ่มจาก Reserve Time “ช่วงเวลาอันล้ำค่าในแบบฉบับเฉพาะคุณ” อิสระในการเลือกเวลาเช็คอินและเช็คเอาท์เพื่อให้คุณพักผ่อนได้เต็มที่ตามใจปรารถนา หรือเลือกเวลารับประทานอาหารเช้าสุดโปรดในไทม์โซนของคุณเอง

Reserve Space “สถานที่ที่รังสรรค์มาเพื่อคุณ” มุมต่างๆในรีสอร์ทถูกปรับแต่งให้เหมาะกับทุกช่วงเวลาพิเศษของคุณ เช่น อาหารกลางวันเสิร์ฟในรูปแบบของปิคนิคสุดโรแมนติกบนชายหาดส่วนตัว หรือเนรมิตระเบียงห้องสวีทให้เป็นงานปาร์ตี้ค็อกเทลส่วนตัวสำหรับคุณและเพื่อนๆ

ในขณะที่ Reserve Culture “สัมผัสกลิ่นอายท้องถิ่น” เสมือนตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแขกผู้เข้าพักกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เริ่มจากการต้อนรับแบบวิถีไทยด้วยการลอยดอกดาวเรืองภายในสระน้ำบริเวณล็อบบี้ ซึ่งเป็นการสื่อถึงความสุข ความเบิกบานใจ และความโชคดี นอกจากนี้มุมค็อกเทลในห้องพักเพียบพร้อมด้วยสูตรและส่วนผสมของเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกาะสมุย

Reserve Touch “ความสุขของคุณคือทุกความใส่ใจของเรา” สะท้อนถึงการให้บริการแบบเฉพาะตัวและเหนือความคาดหมาย นับตั้งแต่การให้บริการบัตเลอร์ส่วนตัว “รีเซิร์ฟโฮสต์” จนถึงอภินันทนาการถ่ายรูปเพื่อเก็บภาพความประทับใจของแขกขณะที่พักอยู่ในรีสอร์ท หรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเล่าเรื่องประจำรีเซิร์ฟที่ยินดีให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรีสอร์ทและท้องถิ่นเกาะสมุยอีกด้วย

ทีนี้เรามาดูควาหมายของการใช้ชีวิตแบบรีเซิร์ฟ ”Reserve Living”
เรามาดูสิ่งที่ซ่อนอยู่ในดีไซน์อันสวยงามของเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ออกแบบโดยบริษัทการออกแบบ อาฟโรโค่ (AvroKO) ที่ได้รับรางวัลมาหลายเวที ด้วยการนำความหรูหราตามสไตล์คลาสสิคโคโลเนียลผสานไปกับการตกแต่งแบบร่วมสมัย เกิดเป็นฉากหลังที่สวยงามเหมาะแก่การ
สรรค์สร้างช่วงเวลาอันควรค่าแก่การตรึงไว้ในความทรงจำ โดยมีห้องพักหรู 184 ห้อง รวมทั้งพูลสวีท และพูลวิลล่าติดชายหาด ตกแต่งผสมผสานองค์ประกอบแบบไทยเข้ากับความร่วมสมัย โดยวิวจากแต่ละห้องจะแตกต่างกันไประหว่างวิวสวนทรอปิคอลและวิวท้องทะเลอันงดงาม รวมไปถึงพื้นที่ระเบียงที่กว้างขวาง เพียบพร้อมไปด้วยของใช้ส่วนตัวของทั้งคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย และคุณหนูๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้ตามความต้องการของแขกแต่ละท่าน และยังมีนาฬิกาที่ช่วยให้การนอนหลับของคุณเป็นการพักผ่อนอย่างดียิ่งขึ้น (Sleep Therapy Clock) ถูกจัดเตรียมไว้ให้ในห้องพักอีกด้วยห้องรีเซิร์ฟ โอเชียน สวีท ให้พื้นที่การพักผ่อนที่มากขึ้น ในขณะที่ห้องพักติดสระน้ำ และพูลสวีทมาพร้อมกับสระว่ายน้ำส่วนตัวเพิ่มความสดชื่นให้กับการพักผ่อน อีกทั้งรีเซิร์ฟ โอเชียน พูลวิลล่า ริมหาดทรายขาว มีขนาดกว้างขวางถึง 501
ตารางเมตร ห้องสวีทและวิลล่าทุกๆ ห้อง ยังมาพร้อมบริการบัตเลอร์ส่วนตัว รีเซิร์ฟโฮสต์ อีกด้วย

Reserve Gastronome “ประสบการณ์ลิ้มรสอาหารและเครื่องดื่มสไตล์รีเซิร์ฟ”
อาหารหลากหลายซึ่งปรุงจากวัตถุดิบชั้นยอดของท้องถิ่นและความเพลิดเพลินในการลิ้มรสอาหารเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ประสบการณ์ของเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ผ่านห้องอาหารและบาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้ง 6 ร้าน สนุกไปกับบรรยากาศหรูหราแต่เรียบง่ายที่บีชบาร์ริมชายหาดแห่งใหม่ล่าสุดบนเกาะสมุย ไปจนถึงการรับประทานอาหารแนวโมเดิร์นที่ยังคงรสชาติต้นตำรับ หรือจะเลือกจิบค็อกเทลผสมเหล้าจินที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษ ณ จินบาร์
Act 5 ห้องอาหารที่เป็นส่วนตัว ให้บรรยากาศราวกับการชมการแสดงเหนือระดับ โดยมีอาหารประจำฤดูกาลแนวร่วมสมัยเป็นตัวเอก เสิร์ฟมาอย่างมีสไตล์ตกแต่งจานด้วยสมุนไพรสดที่เก็บมาจากสวนของรีสอร์ท แขกสามารถรับชมการแสดงชั้นครูผ่านรสชาติ การตกแต่ง และขั้นตอนการเสิร์ฟอาหารได้อีกด้วย

Salt Society ร้านอาหารและ บีชบาร์ เสิร์ฟทั้งอาหารประเภทซีฟู้ด เครื่องดื่มที่รังสรรค์มาเป็นพิเศษเคล้าจังหวะเพลงฟังสบาย พลาดไม่ได้กับซันเดย์บรันช์ อิ่มอร่อยพร้อมวิวทะเลที่สวยไม่แพ้กัน

Sa-Nga หรือ “สง่า” ในภาษาไทย เสิร์ฟอาหารแนวทาปาสสไตล์ไทยที่มาพร้อมรสชาติ
ต้นตำรับที่แสนอร่อยปรุงแต่งในแบบสมัยใหม่โดยมาสเตอร์เชฟที่รังสรรค์จานพิเศษจากครัวเปิด
The Terrace ได้แรงบันดาลใจมาจาก Piazza ลานกว้างในประเทศอิตาลี มาพร้อมอาหารนานาชาติจากทั่วทุกมุมโลก ในขณะที่ Pool Bar มุมยอดนิยมของรีสอร์ทก็เหมาะแก่การนอนแช่น้ำและชมวิวเกาะที่สวยราวภาพวาด หรือนั่งผ่อนคลายริมสระพร้อมจิบเครื่องดื่ม รวมถึงครีเอทีฟค็อกเทล และอาหารทานเล่น

บรรยากาศมีระดับรอให้คุณมาค้นพบที่ The Gin Run นำเสนอจินหลากหลายสูตรเฉพาะ รวมไปถึงเมจิครีเซิร์ฟจิน ที่รังสรรค์โดยทีมมิกซ์โซโลจิสต์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคนิคล้ำสมัยของเรา
Kitchen Table อีกขั้นแห่งประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบส่วนตัวนี้ เปิดโอกาสได้ชมเหล่าเชฟมากฝีมือประกอบอาหารพร้อมลิ้มลองรสชาติ ณ ใจกลางครัวหลักของรีสอร์ท ด้วยอิสระในการเลือกรับประทานอาหารได้ทุกที่ทุกเวลา แขกผู้เข้าพักสามารถเลือกศาลาสุดโปรดในการจัดบาร์บีคิวสำหรับคุณและครอบครัว ชุดปิคนิคริมชายหาด ไปจนถึงบาร์บีคิว สุดชิค และมื้ออาหารเย็นแสนโรแมนติคใต้แสงเทียนในสวนสวย


Reserve Wellbeing “สุขภาพดีแบบรีเซิร์ฟ”
รีเซิร์ฟ สปา เซ็นวารี แห่งแรกของโลก มอบประสบการณ์การบำบัดผ่อนคลายพร้อมสวนสปาสมุนไพร ที่ซึ่งเทอราปิสต์ผู้เชี่ยวชาญจะพาแขกไปเลือกเก็บส่วนผสมสำหรับใช้ในแต่ละทรีทเมนต์ด้วยตัวเอง โดยนำสมุนไพรที่เก็บมาผสมกับน้ำมันและโคลนเพื่อใช้ในสปาทรีทเมนต์ ให้ผลลัพธ์ในการปลอบประโลมและบ่มเพาะรากฐานของการมีสุขภาพดี ห้องทรีทเมนต์ทั้ง 7 ห้อง ประกอบไปด้วยห้องอบไอน้ำและห้องซาวน่า เมนูสปาแบบออร์แกนิค 100 เปอร์เซ็นต์นั้นครอบคลุมขั้นตอนการบำรุงผิว การขัดผิว และการดูแลผิวด้วยการพันร่างกายโดยผลิตผลจากสวนสมุนไพรธรรมชาติตามด้วยการเสิร์ฟอาหารว่างและเครื่องดื่มออร์แกนิคที่เข้าคู่กัน
สปา เซ็นวารี ให้บริการโดยทีมงานที่ได้รับรางวัลมาหลายเวที มีชื่อเสียงในการส่งมอบประสบการณ์สปาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศาสตร์การบำบัดแผนไทย โดยมีสาขาครอบคลุมกว่า 35 สาขา ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง
เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ยังมีฟิตเนสเซ็นเตอร์ชั้นเลิศที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และศาลาโยคะที่แขกผู้เข้าพักสามารถมาใช้บริการเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ

ประสบการณ์และกิจกรรมแบบรีเซิร์ฟ
เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ครอบคลุมพื้นที่บนชายหาดที่ยาวที่สุดของเกาะสมุย เป็นดั่งสื่อกลางในการเชื่อมต่อกับวิถีชีวิตท้องถิ่น พร้อมยกระดับประสบการณ์การเข้าพักผ่านวัฒนธรรมแบบไทย อาทิ กิจกรรมการเดินเล่นชมตลาดกับเชฟพื้นถิ่น รวมถึงชั้นเรียนการทำอาหาร งานศิลปะ งานฝีมือ กิจกรรมการตกปลาตอนกลางคืน การเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บนเกาะ รวมไปถึงการอาบแดดรับแสงอาทิตย์ริม 3 สระว่ายน้ำอันสวยงามของรีสอร์ท ซึ่งมีสระหนึ่งที่สำรองไว้สำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะ
สำหรับนักเดินทางรุ่นเยาว์ ก็สามารถสนุกไปกับคลับส่วนตัวที่ไร้การรบกวนจากเทคโนโลยี เลือกเพลิดเพลินไปกับสวนน้ำ หรือร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างจินตนาการ เช่น การระบายสีผ้าบาติก กีฬามวยไทย ชั้นเรียนทำอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเชฟและมิกซ์โซโลจิสรุ่นจิ๋ว

งานเลี้ยงและงานเฉลิมฉลอง
สมุยคือจุดหมายปลายทางในฝันสำหรับการเฉลิมฉลอง นับตั้งแต่งานแต่งงานบนเกาะ งานฉลองครบรอบแต่งงาน และการทำเซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน รวมทั้งทริปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ รีสอร์ทแห่งนี้เป็นฉากหลังสุดสมบูรณ์แบบสำหรับการเฉลิมฉลองช่วงเวลาสำคัญต่างๆ ของชีวิตโดยมีสถานที่จัดงานมากมายทั้งแบบในห้องประชุมและหลายพื้นที่ภายในบริเวณรีสอร์ท ตั้งแต่ชายหาด สวนสวย พื้นที่ริมสระว่ายน้ำ วิลล่า เราพร้อมเนรมิตรทุกพื้นที่ให้เป็นงานเฉลิมฉลองสำหรับแต่ละก้าวสำคัญของชีวิต

นิยามแรกกับข้อเสนอสุดพิเศษ
มาร่วมค้นพบจุดหมายปลายทางสุดพิเศษและเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ระดับโลกที่รังสรรค์มาเฉพาะคุณจาก 3 ข้อเสนอพิเศษนี้ เมื่อสำรองห้องพักภายใน 31 ธันวาคม 2564 เพื่อเข้าพักวันที่ 1 ธันวาคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 ทุกข้อเสนอรวมมินิบาร์และค็อกเทลสเตชั่นในห้องพร้อมเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวจัดเติมให้ทุกวัน อภินันทนาการเข้าพักสำหรับเด็กสองคน ส่วนลดค่าอาหาร 10 เปอร์เซ็นต์ และส่วนลด 20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการใช้บริการสปาและบริการซักรีดอีกด้วย
ข้อเสนอพิเศษ Reserved for You รวมอาหารเช้า การอัพเกรดห้องพัก การเข้าพักได้ตั้งแต่ 8:00 น. และการขยายเวลาเข้าพักได้ถึงเวลา 20:00 น. เซอร์ไพรส์ประจำวัน อภินันทนาการมินิบาร์จัดเติมทุกวัน ราคาเริ่มต้นที่ 5,900++ บาทต่อห้องต่อคืน
ข้อเสนอพิเศษ Reserved for Longer อภินันทนาการสิทธิห้องพักฟรีหนึ่งคืนต่อการเข้าพักทุกๆ สองคืน รวมอาหารเช้า ทุกวัน ไวน์ 1 ขวด เซอร์ไพรส์ประจำวัน การเข้าพักได้ตั้งแต่เวลา 8:00 น. และการขยายเวลาเข้าพักได้ถึงเวลา 20:00 น. อภินันทนาการมินิบาร์จัดเติมทุกวัน ราคาเริ่มต้นที่ 14,800++ บาทต่อการเข้าพักสามคืน
สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์เข้าพักแบบหรูหราอีกระดับ เชิญเลือกรับข้อเสนอ The Suite & Villa Reserve Experience ที่มาพร้อมรีเซิร์ฟโฮสต์คอยให้บริการตามความต้องการ โดยแพ็กเกจนี้จะรวมรถรับส่งจากสนามบิน แชมเปญ 1 ขวด การเข้าพักได้ตั้งแต่เวลา 8:00 น. และการขยายเวลาเข้าพักได้ถึงเวลา 20:00 น. อาหารเช้าทุกวัน เซอร์ไพรส์ประจำวัน ชุดอาหารว่างและเครื่องดื่มยามบ่าย อภินันทนาการมินิบาร์จัดเติมทุกวัน ทริปชมสวนสมุนไพรและสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ราคาเริ่มต้นที่ 13,200++ บาท สำหรับการเข้าพักสองคืนในห้องรีเซิร์ฟพูลสวีทและห้องพักประเภทที่สูงกว่า
พิเศษ สมาชิกเซ็นทาราเดอะวันรับส่วนลดพิเศษ 15 เปอร์เซ็นต์ คะแนนโบนัส 3 เท่า เมื่อจองแพ็คเกจ The Suite & Villa Reserve Experience หรือคะแนนโบนัส 2 เท่า เมื่อจองข้อเสนอพิเศษ Reserved for You และ Reserved for Longer
เพลิดเพลินกับการผ่อนคลายกายและใจไปกับการเข้าพักที่เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ด้วยมาตรการความปลอดภัยและมาตรการรับรองทางสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดของเซ็นทารา คอมพลีท แคร์
ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพัก ติดต่อได้ที่ โทร. +66 (0) 77230500 อีเมล์ crs@chr.co.th เว็บไซต์ https://www.centarahotelsresorts.com/reserve/crs/promotion/
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ได้ที่ www.centarahotelsresorts.com/reserve/crs/ Facebook   Instagram