Preview The Capella Bangkok

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ” (Capella Bangkok) พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ พร้อมเชิญชวนชาวไทยมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนภายในรีสอร์ทกลางใจเมืองแห่งใหม่ ที่จะมอบเป็นส่วนตัวและรายล้อมด้วยบรรยากาศแห่งความผ่อนคลายสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างลงตัว บนจุดหมายปลายทางแห่งประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำมหานคร 

นับเป็นการเปิดตัวโรงแรมในเครือคาเพลลา โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (Capella Hotels and Resorts) แห่งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับทุกท่านผ่านห้องพักที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เช่น “วิลล่าริมแม่น้ำ” (Riverfront Villa) และห้องวีรันดา (Verandah) ตลอดจนได้รวบรวมประสบการณ์ทางด้านอาหารและการบริการเครื่องดื่มสุดพิเศษไว้คอยต้อนรับทุกท่านมากมาย

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ตั้งอยู่ภายในโครงการเจ้าพระยาเอสเตส (Chao Phraya Estate) บนโค้งน้ำเจ้าพระยาที่งดงาม ให้บริการห้องสวีทและวิลล่าจำนวน 101 ห้อง แต่ละห้องมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด และยังตั้งอยู่ใกล้ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ “ถนนเจริญกรุง” ถนนสายประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แขกผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับสุนทรีย์แห่งการพักผ่อนเหนือระดับ พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนด้วยบริการ “คาเพลลา คัลเจอร์ริสต์” (Capella Culturist) ผู้บรรจงเฟ้นหาประสบการณ์เฉพาะบุคคล สรรค์สร้างแรงบันดาลใจ และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยในท้องถิ่นให้กับทุกท่านตลอดการเข้าพัก 

การออกแบบของโรงแรมได้สุดยอดสถาปนิกแห่งวงการสถาปัตยกรรมโลก “แอนดี้ มิลเลอร์” (Andy Miller) และ “ริชาร์ด สก็อต วิลสัน” (Richard Scott Wilson) มาร่วมมือกับทีมออกแบบตกแต่งภายในของบริษัทบาโม่ (BAMO) โดยมีแนวคิดให้ที่นี่เป็นเสมือนรังไหมของความเงียบสงบท่ามกลางความเร่งรีบและวุ่นวายของเมืองหลวง “กรุงเทพมหานคร” ภายในบริเวณโรงแรมฯ ประกอบด้วยห้องพักขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 61 – 595 ตารางเมตร ห้องพักทุกห้องมีความทันสมัย แต่ละห้องมีหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน รวมถึงระเบียงส่วนตัวด้านนอกที่ช่วยมอบความรู้สึกเหมือนนั่งชมการแสดงและเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ของผู้คนและชุมชนริมสายน้ำอย่างใกล้ชิด 

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เปิดตัวข้อเสนอสุดพิเศษกับแพ็คเกจ Capella Bangkok Staycation ด้วยราคาเริ่มต้นคืนละ 17,500++ บาท เพื่อเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป พร้อมรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย ผู้เข้าพักสามารถใช้รีสอร์ทเครดิตภายในทุกห้องอาหารของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ได้แก่ “โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” (Côte by Mauro Colagreco) โดยฝีมือการรังสรรค์เมนูจากเชฟชื่อดังชาวอาเจนตินา “เมาโร โคลาเกรคโค” เจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์ 3 ดาว และผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ร้านอาหารมิราซูร์ (Mirazur) ในเมืองมองตง ประเทศฝรั่งเศสที่ได้ก้าวขึ้นสู่ร้านอาหารยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากการจัดอันดับร้านอาหารที่ดีที่สุด 50 แห่งของโลกในปี ค.ศ. 2019 

พร้อมเสิร์ฟอาหารสไตล์ริเวียร่าของฝรั่งเศสและอิตาลี สำหรับผู้ชื่นชอบในรสชาติของอาหารไทยสูตรต้นตำรับ “เชฟเล็ก” วิเชียร ไตรรัตนวาธิน พ่อครัวไทยประจำห้องอาหารริมน้ำ “พระนคร” (Phra Nakhon) นำเสนออาหารไทยรสเลิศ ด้วยวิธีการปรุงอาหารแบบร่วมสมัยผสมผสานสูตรลับก้นครัวที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยสวนสวยและทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่ “สเตลลา” (Stella) ค็อกเทลบาร์ที่ให้บริการเครื่องดื่มและขนมหวานสไตล์โอมากาเสะ

สำหรับเชฟชื่อดังระดับโลก “เมาโร โคลาเกรคโค” (Mauro Colagreco) เจ้าของรางวัลด้านการนำเสนอและรังสรรค์อาหารที่มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และมีรสชาติเฉพาะตัว ได้นำแนวคิด “ริเวียร่า ทู เดอะ ริเวอร์” (Riviera to the River) วัตถุดิบสดใหม่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ส่งตรงถึงครัวของห้องอาหารโค้ทแบบวันต่อวัน เพื่อรังสรรค์เป็นเมนูเลิศรส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คาท บลังค์” (Carte Blanche)  เมนูที่โดดเด่นของร้าน ซึ่งจะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคุณที่ยินยอมให้กับเชฟ เป็นผู้รังสรรค์รายการอาหารในมื้อนั้นโดยที่คุณไม่สามารถล่วงรู้รายการอาหารล่วงหน้าได้จำนวน 9-คอร์ส 

อาหารสุดพิเศษจะเริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ปรุงสดใหม่ให้เห็นบริเวณ “โชว์ คิทเช่น” เสิร์ฟพร้อมแชมเปญค็อกเทล ก่อนที่เชฟจะพาเข้าสู่ความอร่อยของรายการอาหารจานอื่นๆ ในแต่ละวัน และปิดท้ายคำคืนด้วยเครื่องดื่มแอพเพอริทีฟหลังมื้ออาหารที่สวนผักออร์แกนิกของโรงแรมฯ (Green House) 

เชฟเมาโรเป็นชาวอาร์เจนตินา ร้านอาหารของเขาที่ใช้นามว่า “มิราซูร์” (Mirazur) ซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายฝั่งริเวียร่า ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จากการจัดอันดับ “50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก” (World’s 50 Best Restaurants) โดยซานเพลลีกรีโน (S.Pellegrino) เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ ร้านมิราซูร์ ยังได้รับการการันตีความอร่อยด้วยรางวัล “3 ดาวมิชลิน” อีกด้วย

เชฟได้นำวัตถุดิบของไทย เช่น ขิง ตะไคร้ มะกรูด และส้มโอ มาใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร และได้นำเทคนิคการโขลกน้ำพริกของไทย โดยมีครกและสากเป็นอุปกรณ์หลักในครัวมาช่วยรังสรรค์ซอสปรุงรสหลายชนิด เชฟเมาโรได้ทำงานอย่างไกล้ชิดทีมของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ นำทีมโดย แอนโทนี ชอลท์ไมเยอร์ หัวหน้าเชฟใหญ่ (Anthony Scholtmeyer, Executive Chef), มาร์ค วาเซอร์ เชฟเดอคูซีน (Marc Vasseur, Chef de Cuisine) และดาวิเด การาวาเกลีย เชฟประจำร้านโค้ท (Davide Garavaglia, Chef at Côte) อดีตเชฟเดอคูซีนของร้านอาหารมิราซูร์  

ร้านอาหาร “โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เปิดให้บริการทุกวัน    มื้อกลางวัน: 12.00 น. ถึง 14.00 น. (ปิดวันจันทร์) มื้อเย็น: 18.00 – 22.00 น. (ปิดวันอาทิตย์) 

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ

300/2 ถนนเจริญกรุง ยานนาวา สาทร กรุงเทพฯ 10120

 www.capellahotels.com/bangkok

HUGO BOSS กับโครงการริเริ่มเพื่อชุมชนกับแคมเปญ #BOSSTOGETHERTH เพื่อให้การสนับสนุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19

HUGO BOSS กับโครงการริเริ่มเพื่อชุมชนกับแคมเปญ #BOSSTOGETHERTH เพื่อให้การสนับสนุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ) BOSSTOGETHERTH เป็นโครงการความร่วมมือกับร้านอาหารพันธมิตร ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน เพื่อสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นและชุมชนในช่วงเวลานี้ ร้านอาหารแต่ละร้านจะนำเสนอเมนูพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อ BOSS โดยสามารถสั่งเมนูพิเศษนี้ได้จากร้านอาหารที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับเราในช่วงเวลาจำกัดโดยรายได้จากเมนูพิเศษนี้ 10% BOSS และร้านอาหารพันธมิตรจะร่วมบริจาคเพื่อกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ) อีกด้วย

ร้านอาหารพันธมิตรแรกสำหรับเดือนกันยายน 2563 BOSS จับมือกับร้านอาหารระดับ 2 ดาว MICHELIN Sühring ที่สร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อ BOSS Sühring นำเสนออาหารเยอรมันร่วมสมัยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก, สูตรอาหารของครอบครัวและประสบการณ์ของเชฟคู่แฝด Mathias และ Thomas

#BOSSTOGETHERTH การร่วมมือกับโครงการพิเศษนี้จะประกาศให้สื่อทราบแยกกันในแต่ละเดือน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแคมเปญสุดพิเศษนี้ลูกค้าจะได้รับ BOSS VOUCHER มูลค่า 2,000 บาทสำหรับทุกการสั่งซื้อเมนู BOSS Exclusive ที่ F&B Partner ของเราสำหรับเดือนนั้นๆ

“เรารู้ดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งส าหรับทุกคนและเราอยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ผ่านองค์กรการกุศล ด้วยความคิดริเริ่มนี้เราหวังว่าเราจะสามารถกระตุ้นให้ผู้คนตอบแทนคืนสังคมในขณะที่เราทุกคนยังคงทำส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเราเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ” Steven
Lam กรรมการผู้จัดการของ HUGO BOSS South East Asia Pte Ltd. กล่าว

ร้านแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่สุดมีสไตล์กับแรงบันดาลใจจากโลกละติน!

ร้านแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท ทั้งการตกแต่ง อาหารและเครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจมาจากละตินสไตล์ สีสันและประสบการณ์ใหม่ๆจัดเต็มทั้งความบันเทิงจาก…. วงดนตรีสด ดีเจ อาหารฟิวชั่นไทยสเปน ค็อกเทล วิสกี้บาร์ และห้องซิก้าร์

Flamenco Bangkok

🚩 Building A (Helix) 9th Floor, The EmQuartier Building
⏰ Wednesday – Saturday : 6pm till Late
☎️ (+66) 083 816 6969

ARVA : A taste of new harvest.

ถ้ามาภูเก็ตต้องมารับประทานอาหารอิตาเลียนที่ Amanpuri ให้ได้ ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงหรือบรรยากาศของห้องอาหาร Arva เพียงอย่างเดียว แต่อาหารอิตาเลียนที่นี่ดูแลโดยเชฟ Stefano Artosin โดยเน้นที่มาของเครื่องปรุงแต่ละอย่างว่าต้องชั้นเลิศสดใหม่ สมกับชื่อร้านอาหารที่หมายถึงการเก็บเกี่ยว

ไม่ว่าจะแฮมจากอิตาลี หรือเนยแข็งจากเชียงใหม่ ไม่ใช่เชฟต้องการประหยัดค่าขนส่ง แต่เชฟยืนยันว่าคุณภาพเนยแข็งจากเชียงใหม่นี้ดีเยี่ยมทัดเทียมกับที่ทำในอิตาลี โดยเฉพาะเนยแข็ง Burrata ที่เป็นเนยแข็งแบบสด ข้างในเป็นครีมรสเข้มข้นหอมมัน แต่เนยแข็งชนิดอื่นที่นำเข้ามาจากอิตาลีก็มีเช่นกัน

สำหรับอาหารทะเลที่จะนำมาปรุงอาหารนั้นมาจากเรือประมงเจ้าประจำที่ออกเรือไปหาปลาข้ามคืนก็มาส่ง ดังนั้นจะมีอาหารทะเลที่จับได้วันต่อวันมาปรุงในเมนูประจำวันให้เลือก แต่บางชนิดที่ไม่มีในทะเลแถบนั้นก็นำเข้ามา เชฟให้ความสำคัญกับเรื่องเครื่องปรุงมาก

เรามาดูอาหารที่เชฟทำให้เรารับประทานในวันนั้น คือรายละเอียดจะเปลี่ยนไปในแต่ละวันตามเครื่องปรุง แต่ก็มีเมนูหลักๆ ที่จะมีเสิร์ฟตลอด ที่พลาดไม่ได้จริงๆ คือขนมปังยีสต์สดที่หมักกว่า 24 ชั่วโมงในอุณหภูมิต่ำ เพื่อให้แป้งและยีสตืได้พัฒนารสชาติและรสสัมผัสของเนื้อขนมปัง พูดเลยว่าตั้งแต่รับประทานขนมปังที่เสิร์ฟมากับมื้ออาหาร ของที่นี่คือยืนหนึ่งอันดับต้นๆ เสียดายว่าเขาไม่มีขายแบบเบเกอรี่ ต้องการชิมต้องมารับประทานอาหารที่ Arva เท่านั้น เพราะตอนเสิร์ฟเขาจะอบขนมปังนี้มาในควันไม้ฮิกคอรีโดยใช้กรวยแก้วครอบไว้ ค่อยมาเปิดให้เราได้กลิ่นหอมอบอวลตรงหน้า จะด้วยขั้นตอนซับซ้อนในการหมักแป้งที่ทำให้รสชาติขนมปังชุ่มนุ่มหอมน้ำมันมะกอกนิดๆ ผิวขนมปังบางกรอบตกแต่งด้วยมะกอกดำ มะเขือเทศเชอร์รีพอสวยงาม  เนื้อขนมปังนุ่มหอมมันมีรสหวานนิดๆ คือหวานแป้งไม่ใช่หวานน้ำตาล อร่อยจริง

จานแรกคือครีมด้านในเนยแข็งบูร์ราต้า วางบนมะเขือเทศสดฉ่ำหยอดคาเวียร์ด้านบน รสชาติกลมกล่อมหอมละมุนมาก ให้รสสัมผัสที่สดชื่นและรสเค็มติดๆ จากคาเวียร์  

จานต่อมาเป็นทูน่าทาร์ทาร์ เขาปรุงรสออกมาเข้มข้นเหมาะจะเสิร์ฟมาขนาดเล็กๆ ตัดรสด้วยไข่นำกระทาออนเซ็น ฝานเห็ดทรัฟเฟิลกันสดๆ ตรงหน้า เห็ดนี้ไม่ได้มีดีแค่กลิ่น แต่รสสัมผัสยังหนึบ หอมๆ เหมาะจะรับประทานสดๆ แค่จานนี้ก็เห็นฝีมือของเชฟสเตฟาโน แล้ว 

    อีกจานเป็นดอกอาร์ติโช้คอบ ต้องเรียกว่าแปลก ปกติเราปลิดกลีบใบดอกของอาร์ติโช้คจิ้มซอสรับประทาน แต่นี่เขานำดอกมาอบ ซอสมีรสชาติของเบซิล อร่อยทีเดียว ไหนๆ ก็มีเนยแข็งที่ทำใดๆ จากเชียงใหม่ เชฟจึงเสิร์ฟเนยแข็งบูราต้ามากับใบอองดีฟราดน้ำมันมะกอกและบัลซามิโกที่หมักยาวนานจนรสหวานนำรสเปรี้ยว เชฟว่าเนยแข็งสดนี้อร่อยอยู่แล้ว ก็จะไม่ปรุงอะไรซับซ้อน แต่แค่นี้ก็อร่อยจริงๆ เรารับประทานจานเรียกน้ำย่อยแบบแชร์กัน ดังนั้นจึงมีหลายรายการ รวมทั้งหมึกออกโตปุสจิ๋วผัดมาในซอสรสเข้มข้น อร่อยจนต้องเอาขนมปังที่อบกรอบเช็ดน้ำซอสที่ติดในก้นถ้วยที่ใส่มา

    ส่วนแฮมที่ฝานมาจนบางเฉียบนั้นมี 2 ชนิด คละเคล้ามากับลูกแพร์ฝานและโรยด้วยถั่วแม็คคาเดเมียทุกอย่างรสชาติเข้ากันอย่างกลมกล่อม รสเค็มของแฮมและรสหวานของแพร์แต่งแต้มด้วนความกรุบกรอบหอมมันของถั่ว ส่วนใครชอบเนื้อปลาแบบยำมาสดๆ ที่เรียกว่า Ceviche ต้องสั่ง เพราะเชฟได้ปลามาแต่เช้า แล่บาง ปรุงด้วย้ำมันมะกอกและน้ำส้มคั้น และขาดไม่ได้คือเฟนเนลที่มาทั้งหัวแบบฝานบาง กับช่อที่เด็ดเอาแต่ยอด 

    ส่วนซุปฟักทองนี่พลาดไม่ได้อีกเช่นกัน อย่านึกว่าสั่งเพราะความเก๋ที่เสิร์ฟซุปมาในฟักทองทั้งลูก แต่จริงๆ ความเด่นก็คือรสชาติของซุปเอง เชฟใช้ฟักทองบ้านเรานี่แหละ เชฟว่าเนื้อเหนียวหอมมันดี เชฟทำซุปฟักทองได้อร่อยจริงๆ ยิ่งเสิร์ฟมาในผลฟักทองอบร้อนๆ คือที่สุด ก่อนจะถึงจานหลักก็เป็นพาสต้า จานนี้ขอแนะนำว่าเป็นความเรียบง่ายที่อร่อยที่สุด เชฟบอกว่าเป็นซอสมะเขือเทศที่เป็นสูตรในครอบครัว Cavatelli San Marzano พาสต้าโฮมเมดทำเองเป็นท่องนั้นๆ แต่เด็ดที่ซอสมะเขือเทศที่ใช้มะเขือเทศ San Marzano กับหอมแดงกวน เนยแข็ง Caciocavallo จานนี้ต้องสั่งจริงๆ ถ้าอยากจะเข้าในรสชาติอาหารอิตาเลียนแท้ๆ จานนี้บอกได้ครบสิ่งจริงๆ 

    จานหลักมีหอยเชลล์จี่แล้วราดด้วยครีมซอสรสละมุน เราเลี่ยงจานเนื้อเพราะความอิ่ม จึงสั่งหยวดหมึกยักษ์ออกโตปุส ย่างเสิร์ฟมากับซอสสไตล์เมดิเตอเรเนียน ส่วนของหวานเป็น Cannolo E Ricotta หรือคันโนลี แป้งทรงกระบอกสั้นๆ บรรจุไส้ครีมริคอตต้าที่ขึ้นชื่อของอิตาลี แต่ก็ได้ชิมเครมบูเล่ลาเวนเดอร์ หอมหวานมันอร่อยดี ช็อกโกแลตมูสที่ใช้โกโก้ Valrhona มาทำก็เข้มข้นอร่อย และทาร์ตที่มีไส้คัสตาร์ดมะนาวหวานอมเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดเหมาะกับการปิดท้ายของมื้ออาหารจริงๆ

    แม้คุณจะไม่ได้มาพักใน Amanpuri แต่ก็ควรมาชิมอาหารอิตาลีที่ Arva จะมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นหลังจิบเครื่องดื่มชมวิวพระอาทิตย์ตกที่บาร์ของอมันปุรีแล้ว ยิ่งช่วงนี้คนไทยและคนต่างประเทศที่มีที่พำนักในไทยจะมีราคาพิเศษถ้าจะเข้าพักที่อมันปุรี ลองติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ www.aman.com/resorts/amanpuri

The STAGE of Cuisine

แวะชิม testing menu สไตล์ฝรั่งเศสผสมผสานที่กลมกล่อมลงตัวปรุงจากความรักของเชฟเจย์ – สายนิสา แสงสิงแก้วในร้านอาหาร casual fine dining สุดน่ารักใจกลางย่านเอกมัยอย่าง Stage

Author: Pacharee Klinchoo

Photographer: Perakorn Voratananchai

บรรยากาศภายในร้าน Stage

ชื่อร้าน Stage นี้อ่านว่า “สะ-ตาช” ซึ่งแปลว่า ‘การฝึกงาน’ ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเชฟเจย์ ผู้ก่อตั้งร้านอาหารนั้นเรียนจบการทำอาหารฝรั่งเศสมาโดยตรง และเดินทางเก็บสะสมประสบการณ์ไปทั่วโลก พร้อมทั้งเป็นหนึ่งในทีมเปิด L’Atelier de Joel Robuchon ที่กรุงเทพมหานคร เพราะเธอเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้เดินทางไปเทรนที่ L’Atelier de Joel Robuchon ที่กรุงปารีส หลังจากสาขาที่กรุงเทพฯ ปิดตัวลง เชฟเจย์ก็หมายมั่นปั้นมือที่จะก่อตั้งร้านอาหารฝรั่งเศสในสไตล์ของเธอขึ้นมาอีกครั้งให้จงได้

และนั่นจึงก่อกำเนิดร้านอาหาร Stage ที่รวบรวมเอาคุณลักษณะความอ่อนน้อมถ่อมตนของเชฟ ผสมผสานกับเทคนิคการปรุงอาหารอันซับซ้อน และการเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดในแต่ละฤดูกาลเพื่อนำเสนอรสชาติอาหารอันหลากหลายโดยไม่ทิ้งสไตล์การปรุงแบบฝรั่งเศส ซึ่งอาหารที่นำเสนอนั้นจะเป็น testing menu ที่ถูกสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกๆ สองเดือน เพื่อให้เข้ากับวัตถุดิบประจำฤดูกาลมากที่สุด ซึ่งในฤดูกาลนี้ ธีมที่นำเสนอได้แก่อาหารสไตล์นอร์ดิก ซึ่งมี testing menu ให้เลือกทั้งหมด 4, 6 และ 10 คอร์สตามลำดับ

ซึ่งวัตถุดิบในแต่ละจานนั้นก็ถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน ผ่านการปรุงอย่างใส่ใจเพื่อให้รสชาติและเอกลักษณ์ของแต่ละอย่างถูกขับออกมาอย่างถึงที่สุด ถ้าจะให้เลือกแนะนำเพียงหนึ่งจาน เราตอบได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า เราไม่สามารถเลือกได้จริงๆ เพราะ testing menu ทั้งสิบจานนั้นถูกคิด ปรุง และถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์ลงตัวในตัวมันเองอย่างแท้จริง

แวะมาชิม STAGE Experience ในสไตล์อาหารนอร์ดิกได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคมนี้ ได้ที่ร้าน STAGE ระหว่างเอกมัยซอย 19 และ 21 ก่อนที่ร้านจะเปลี่ยนธีม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่

โทร. 02-002-5253 / Email: info@restaurant-stage.co / www.restaurant-stage.co

Around Thailand in One Dine

ลิ้มรสสำรับอาหารไทย 4 ภาค ณ ห้องอาหารไทย สไปซ์มาร์เก็ต โรงแรมอนันตราสยามกรุงเทพ

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ขอเชิญชวนทุกท่านลิ้มรสหลากหลายรสชาติ กับเมนูสำรับอาหารไทย 4 ภาค ณ ห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม ศกนี้

ตั้งแต่สมัยโบราณคนไทยมักอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีคนหลายวัยทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ดังนั้นการจัดอาหารจึงต้องมีความหลากหลาย เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารที่ดีและเหมาะสมในแต่ละโอกาส จึงเกิดวัฒนธรรมการบริโภคอาหารเป็นสำรับแบบไทยขึ้น

สำรับอาหารไทย ถือเป็นอีกหนึ่งศาสตร์และศิลป์ในการจัดอาหารที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน เพื่อความสมดุลของอาหาร ให้มีหลากหลายรสชาติกลมกล่อม ทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน และเผ็ดในสำรับเดียวกัน นับเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของคนไทยในการสร้างสรรค์อาหารต่างๆ ให้มีความเอร็ดอร่อยน่ารับประทาน และอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร 

เชฟวรินธร สัมฤทธิ์ผล หัวหน้าแม่ครัวอาหารไทย ประจำห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต บรรจงรังสรรค์เซ็ตเมนูสำรับอาหารไทย 4 ภาค สะท้อนความโดดเด่นของอาหารประจำภูมิภาคต่างๆ หลากหลายเมนู อาทิ เมนูขึ้นชื่อของภาคเหนืออย่าง “ไส้อั่ว” เสิร์ฟพร้อมน้ำพริกอ่องและผักเคียง, เมนูต้นตำรับภาคกลาง “หมูสร่ง” เนื้อหมูนุ่มปรุงรสเข้มข้น ห่อพันด้วยเส้นหมี่ซั่ว ก่อนลงทอดให้เหลืองกรอบนอกนุ่มใน รับประทานคู่กับอาจาดรสหวานอมเปรี้ยว, “ต้มแซ่บหมู” รสชาติจัดจ้านของภาคอีสาน ปิดท้ายด้วย “แกงเหลืองปลากระพง” เมนูรสชาติเผ็ดร้อนของภาคใต้ เป็นต้น

อิ่มอร่อยกับเมนูสำรับไทยภาคเหนือและภาคกลางได้ในวันที่ 10 – 29 กุมภาพันธ์ และเมนูสำรับไทยภาคอีสานและภาคใต้ได้ในวันที่ 1 – 20 มีนาคม ศกนี้ ณ ห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต ชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (BTS ราชดำริ) มื้อกลางวัน เปิดให้บริการเวลา 11.30 – 14.30 น. (ยกเว้นวันอาทิตย์) และ มื้อค่ำ เวลา 18.00 – 22.30 น.

The Summer is ‘Bold & Bright’!

บัตรเครดิต Citi, Greyhound Café และ Merimekko ร่วมมือกันรังสรรแคมเปญใหม่ ‘Bold & Bright’ พร้อมเมนูสุดพิเศษ และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะ

อาหารในแคมเปญ Bold & Bright นั้นรังสรรค์โดยเชฟต่อ – ต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ และเชฟโอ๊ะ – หฤษฎ์ เวชากุลจาก Greyhound Café ซึ่งเป็นอาหารที่ยังคงเอกลักษณ์สไตล์ของร้าน พร้อมจัดเสิร์ฟบนเครื่องชามจาก Marimekko โดยเมนูเรียกน้ำย่อยประกอบไปด้วย สะเต๊ะสันคอหมูและสลัดเมี่ยงคำ ในขณะที่อาหารจานหลักมีให้เลือกทั้ง แกงเขียวหวานเนื้อน่องลายโซเมน หรือ ข้าวคั่วน้ำพริกตาแดงปลาช่อนแดดเดียว ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่าง ลูกตาลหิมะนมสดและพุดดิ้งมะพร้าวอ่อนไอศกรีมกะทิอัญชัน 

โดยแคมเปญ Bright & Bold นี้จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ ที่ Greyhound Café ทุกสาขา พร้อมกันนั้น เมื่อสั่งเมนูพิเศษพร้อมใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังสามารถลุ้นรางวัลต่างๆ พร้อมรางวัลใหญ่เป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ อันเป็นต้นกำเนิดแบรนด์ Marimekko อีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 260 7178 หรือ www.citibank.co.th

Author: Pacharee Klinchoo

Let’s Love and Be Loved

ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักสุดโรแมนติกกับอาหารมื้อค่ำสองแบบ สองสไตล์ จากสองห้องอาหารสุดหรูใน The Okura Prestige Bangkok

ไม่ว่าคนรักของคุณจะเป็นสาย à la carte หรือสายบุฟเฟต์จัดหนัก คุณก็สามารถพาคนสำคัญของคุณไปเฉลิมฉลองได้ในห้องอาหาร Elements หรือห้องอาหาร Up & Above ที่โรงแรม The Okura Prestige ในค่ำคืนวันวาเลนไทน์ของคุณทั้งคู่ได้แบบไม่ต้องเลือกเลยทีเดียว

โดยห้องอาหาร 1 ดาวมิชลินอย่าง Elements นำเสนออาหารชุดพิเศษจำนวน 6 คอร์ส รังสรรค์โดยเชฟ Hans Zahner ประจำห้องอาหาร เพื่อให้คู่รักได้ดื่มด่ำกับมื้ออาหารสุดหรูหรา โดยมีไฮไลต์คือจานกุ้งแลงกูสทีนนึ่ง เสิร์ฟพร้อมไข่ปลาคาเวียร์ เจลซากุระ และเจลน้ำมะนาว เป็นออเดิร์ฟ และจานหลักนำเสนอเนื้อสันนอกญี่ปุ่นคุณภาพ A3 ย่าง เสิร์ฟพร้อมเห็ดเมอเรลจากประเทศฝรั่งเศสผัดเนย ตบท้ายด้วยของหวานอย่างมูสราสพ์เบอร์รีและลิ้นจี่สอดไส้แยมองุ่นเกียวโฮจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาหารพิเศษที่เสิร์ฟในเทศกาลนี้เท่านั้น โดยคอร์สนี้เสิร์ฟพร้อมแชมเปญ 1 แก้ว และกล่องของขวัญบรรจุช็อกโกแลต 1 กล่อง ในราคา 5,500++ บาท

ในขณะที่สายบุฟเฟต์นั้นต้องลิ้มลองบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ ณ ห้องอาหาร Up & Above ที่มีรายการอาหารให้เลือกอย่างละลานตา ทั้งหอยนางรม อาหารทะเลสดใหม่ให้เลือกนำไปย่างรับประทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ตับห่านทอดเสิร์ฟพร้อมขนมปังหวาน หอยเชลล์โฮตาเตะอบเนย มุมอาหารญี่ปุ่นอันเป็นไฮไลต์ของโรงแรม และไลน์ขนมหวานที่มีให้เลือกหลากหลาย นำเสนอในราคาท่านละ 2,500++ บาท เสิร์ฟพร้อมน้ำอัดลม น้ำผลไม้ และม็อกเทล

อาหารค่ำมื้อพิเศษจัดเสิร์ฟที่ห้องอาหาร Elements และห้องอาหาร Up & Above เฉพาะวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น

สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ The Okura Prestige Bangkok

โทร. 02-687-9000

อีเมล์: fbreservations@okurabangkok.com

www.okurabangkok.com

Trout Is Not Salmon!: สัมผัสประสบการณ์ความสดของฟยอร์ดเทราต์แท้ๆ ส่งตรงจากประเทศนอร์เวย์

สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (Norwegian Seafood Council – NSC) ตัวแทนอุตสาหกรรมอาหารทะเลของประเทศนอร์เวย์ จัดงานดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ชวนลิ้มรสฟยอร์ดเทราต์และอาหารทะเลสดใหม่จากนอร์เวย์ ที่รังสรรค์ขึ้นโดยเชฟชาวไทยผู้เชี่ยวชาญในด้านอาหารสไตล์นอร์ดิก เชฟเฟรุ่งทิวาชุ่มมงคล หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารฟร้อนท์รูมโรงแรมวอลดอร์ฟแอสโทเรียพร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก ทูร์เฮาวค์ อัครราชทูตที่ปรึกษา/รองหัวหน้าสถานทูตสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย รวมถึงสื่อมวลชนและเหล่าพันธมิตรของสภาอุตสาหกรรมนอร์เวย์เข้าร่วม

อาหารมื้อค่ำสุดพิเศษนี้จัดโดยสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์หรือ NSC ณ ห้องอาหาร ฟร้อนท์รูมโรงแรมวอลดอร์ฟแอสโทเรียกรุงเทพ เพื่อแนะนำอาหารทะเลสดคุณภาพพรีเมียมจากน้ำเย็นที่ใสสะอาดจากนอร์เวย์ อย่าง ฟยอร์ดเทราต์ ตัวเด่นของงาน ปูจักรพรรดิ ฮาลิบัทจากนอร์เวย์ ปิดท้ายด้วยของหวานรสเลิศ

ฟยอร์ดเทราต์จากนอร์เวย์สามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบและแบบปรุงสุก มีคุณค่าทางโภชนาการอันประกอบไปด้วยสารอาหารอย่างโปรตีน ซีลีเนียม และโอเมก้า-3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง นอกจากนี้ยังมีวิตามินดีที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและดีต่อสุขภาพ หากเปรียบเทียบกับแซลมอนซึ่งมีหน้าตาและรสชาติคล้ายคลึงกันแล้ว ฟยอร์ดเทราต์มีเนื้อที่แน่นกว่า มีหนังสีเงินและเนื้อที่ออกสีแดงสดกว่า และมีชั้นไขมันรสอร่อยแทรกอยู่ทั่วตัวโดยเฉพาะบริเวณพุง 

ดร. อัสบีเยิร์นวาร์วิคเรอร์ทเว็ท ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดนำเข้าฟยอร์ดเทราต์จากนอร์เวย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่จากการสำรวจพบว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่รู้จักปลาชนิดนี้ มีการเข้าใจผิดว่าเป็น ‘แซลมอนเทราต์’ อยู่บ่อยๆ ซึ่งไม่มีอยู่จริง อีกหนึ่งความน่าสนใจของฟยอร์ดเทราต์คือการที่ปลาชนิดนี้มีผลผลิตจำกัด ทำให้เป็นที่ต้องการสูง น้ำใสสะอาดของนอร์เวย์ที่รายล้อมไปด้วยฟยอร์ด ซึ่งเกิดจากการมาบรรจบกันของธารน้ำแข็งและน้ำเค็มของทะเล กลายเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงฟยอร์ดเทราต์ชั้นยอดและยั่งยืน”

ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีกับร้านอาหารระดับมิชลินในยุโรป ทำให้เชฟเฟมีความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัตถุดิบมารังสรรค์เมนู “สำหรับเมนูในค่ำคืนนี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากอาหารทะเลสดคุณภาพพรีเมียมจากนอร์เวย์ โดยมีฟยอร์ดเทราต์เป็นพระเอกของงาน ด้วยรสชาติที่เหมาะกับการรับประทานทั้งแบบดิบและปรุงสุก ผสานกับการปรุงด้วยรสชาติและวัตถุดิบแบบไทยๆ กลายเป็นคอร์สอาหารสุดพิเศษที่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มลอง” เชฟเฟรุ่งทิวาชุ่มมงคลกล่าวถึงเมนูอาหารในงาน

การบริโภคอาหารทะเลในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในร้านอาหารและที่บ้าน ความนิยมของอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะซูชิและซาชิมิ ส่งผลให้ร้านอาหารต้องคัดสรรปลาดิบที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันผู้จัดจำหน่ายอาหารทะเลต้องสรรหาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซื้อไปปรุงเองที่บ้าน ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยใส่ใจในวัตถุดิบ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากรายงานเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืนซึ่งนำเสนอต่อที่ประชุมสหประชาชาติเผยว่า หากมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการประมงที่ยั่งยืน ปริมาณผลผลิตทางทะเลจะเพิ่มขึ้นได้ถึงหกเท่า และมีการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ต่ำกว่าการผลิตอาหารประเภทอื่นๆ

ด้วยชื่อเสียงในฐานะผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่อันดับสองของโลก ทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของนอร์เวย์ยึดมั่นในการเลือกใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญขั้นสูง เพื่อดูแลความปลอดภัยของอาหารและจัดการการประมงอย่างยั่งยืน ฟยอร์ดเทราต์นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ส่งผลให้ชาวนอร์เวย์กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการประมงในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นปลาชนิดแรกที่ชาวนอร์เวย์ได้ลองเพาะเลี้ยง การเพาะเลี้ยงฟยอร์ดเทราต์ต้องการการดูแลที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง ต้องใช้การติดตามความปลอดภัยและความเป็นอยู่ตลอดอายุปลา เหล่านี้สำเร็จได้ด้วยมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่เข้มงวดและความเคารพต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ประเทศนอร์เวย์ให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

อัพแอนด์อะบัฟ บาร์ แนะนำเมนูเครื่องดื่มเพิ่มความอบอุ่นในช่วงปลายฝนต้นหนาว

อัพแอนด์อะบัฟ บาร์ (Up & Above bar) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ขอแนะนำเมนูเครื่องดื่ม เฮอร์บาเชียส (Herbaceous) ค็อกเทลสูตรเฉพาะที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศ ให้บริการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2562 เท่านั้น

คุณคมชลัช ตันเปี่ยมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องดื่มของโรงแรมฯ นำน้ำผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศ นานาชนิดมาออกแบบเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นในช่วงปลายฝนต้นหนาว อาทิ ดีวายซีซี ทู เทสต์ (DYCC To Taste) เป็นเครื่องดื่มมาดเข้มที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานจากการผสมผสาน แดรมบุย (Drambuie) ลิเคียวที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ สมุนไพร และน้ำผึ้ง แคนาเดียนคลับอายุ 6 ปี (6-year-old Canadian Club) ลูกกระวาน และน้ำยูซุ ส่วนสตรอว์เบอร์รี จิงเจอร์ (Strawberry Ginger) เป็นเครื่องดื่มกลิ่นหอมหวานที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจาก ฮาวาน่า รัม อายุ 7 ปี (7-year-old Havana Rum) น้ำสตรอว์เบอร์รีเข้มข้น ขิงแก่ น้ำมะนาวเลมอน และน้ำเชื่อมเมเปิ้ล (Maple Syrup) เป็นเครื่องดื่มรสเข้มที่เข้ากันได้ดีกับรสหอมหวานของสตรอว์เบอร์รี

ส่วนเครื่องดื่มที่ชื่อว่า คมชลัช คริสแซนติมัม (Khomcharat Chrysanthemum) นั้นเป็นเครื่องดื่มรสชาตินุ่มที่มีส่วนผสมของ แทนคิวเรย์ จิน (Tanqueray gin) เป็นจินพรีเมี่ยมจากประเทศอังกฤษ ครองต์โทร์ (Cointreau) ลิเคียวรสส้ม น้ำมะนาว น้ำคื่นช่ายฝรั่ง แต่งหน้าด้วยโฟมที่ทำจากน้ำเก็กฮวยโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่าโมเลกุล (Molecular) ตกแต่งด้วยผงทองคำแท้ เป็นเครื่องดื่มแนะนำที่สาว ๆ ไม่ควรพลาด

นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มม็อกเทล วินเทอร์ฮันนี่ พรอมเมอกราเนต (Winter Honey Pomegranate) สำหรับให้บริการผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีส่วนผสมเป็นน้ำเชื่อมทับทิม น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว เป็นเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นรสชาติเปรี้ยวอมหวานหอมทับทิมอย่างลงตัว

เมนูเครื่องดื่มเพิ่มความอบอุ่นในช่วงปลายฝนต้นหนาวมีให้บริการทุกวันที่ อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 30 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 12:00 น. ถึง 24:00 น