ซันเดย์ บาร์บีคิว บรันช์ รสเลิศริมแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมเสิร์ฟแล้ว ณ ห้องอาหาร Volti โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

มื้อสายๆ วันอาทิตย์อันแสนสบายช่วงหยุดยาวแบบนี้ คุณมีแพลนไปไหนแล้วหรือยัง ถ้ายังคิดไม่ออก เราแนะนำให้คุณแวะไปที่โรงแรมแชงกรี-ลา เพราะห้องอาหาร Volti ริมน้ำเจ้าพระยานำเสนอบาร์บีคิว บรันช์ เมนูใหม่ล่าสุด พร้อมให้คุณและครอบครัวได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันอย่างเต็มที่

โดยงานนี้ เดวิด ไพวา เอ็กเซ็คคิวทีฟซูเชฟเป็นคนคิดค้นเมนูทั้งหมดในไลน์บุฟเฟต์อย่างพิถีพิถัน นำขบวนโดยอาหารซีฟู้ดทั้งกุ้งตัวโตๆ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยนางรมพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทย ซูชิและซาชิมิสดรสหวาน โคลคัตและชีสสารพัดตัวเลือก พิซซ่าและอาหารอิตาเลียน พร้อมสลัดและอาหารไทยอีกหลากหลายเมนู และยังมีของหวานให้รับประทานอีกด้วย

ที่ห้ามพลาดแบบเราแนะนำสุดๆ เห็นจะเป็นหมูกรอบรสเลิศ ที่ทานแบบสเต็กก็อร่อย หรือจะตักข้าวผัดมากินแกล้มเป็นสไตล์ไทยๆ ก็เข้ากัน บอกเลยว่าเตรียมท้องไว้สำหรับเมนูนี้เลยก็จะดีเป็นอย่างมาก

บาร์บีคิว ซันเดย์ บรันช์ เปิดให้บริการทุกวันอาทิตย์เวลา 12.00 – 15.00 น. ณ ห้องอาหาร Volti โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-236-9952 และ 02-236-7777

restaurants.slbk@shangri-la.com

Dom Pérignon Dinner

ค่ำคืนแห่งความทรงจำกับเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นมาพิเศษจากเชฟ  Henk Savelberg จากห้องอาหารมิชลิน 1 ดาว Savelberg ถนนวิทยุ และเชฟผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเขา Rick Dingen เชฟประจำห้องอาหาร Madison โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพ ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอาหารเป็นอย่างดี และดวงดาราที่โดดเด่นค่ำคืนนี้จะเป็นดาวดางไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ Dom Pérignon

แชมเปญที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ของเครื่องดื่มสุดหรูรสเลิศนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 ที่บาทหลวงดอม ปิแอร์ เปริญอง ได้ลิ้มไวน์ที่มีพรายฟองซ่าอย่างมีคุณภาพเขาถึงเปรียบว่า เหมือนเขาได้สัมผัสรสชาติของเหล่าดวงดาราที่พร่างพราย จากนั้นจนบัดนี้ สิ่งที่เขาได้ทุ่มเทเวลาแทบทั้งชีวิตควบคุมให้เกิดไวน์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจากแคว้นชองปาญก็ได้สัมฤทธิ์ผลในช่วงปลายของชีวิต เมื่อเขาคิดค้นการผลิตแชมเปญให้เป็นระบบ ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญหรือการเกิดฟองซ่านั้นทำไวน์เสียอย่างที่ผู้ผลิตไวน์ในแคว้นชองปาญ เข้าใจกันมาตลอด ก่อนหน้าที่จะมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจัง ไวน์จากแคว้นชองปาญก็มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะไวน์แดง

แต่เมื่อมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจังทำให้เกิดเป็นผลผลิตที่สร้างชื่อให้กับแคว้นนี้และจำกัดชื่อเครื่องดื่มที่จะเรียกว่าแชมเปญ ต้องผลิตในแคว้นนี้เท่านั้น ที่ผลิตในแคว้นอื่นๆ ก็เรียกสปาร์คกลิ้งไวน์ไป หรือในอิตาลีก็เรียกโปรเซ็กโก 

สำหรับค่ำคืนนี้ดาวเด่นก็คือ Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ที่ถือว่าหนึ่งในตระกูลดอม เปริญอง ที่จะกลายเป็นของหายากในอนาคต เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แชมเปญนี้มีกลิ่นหอมที่อบอวลโดดเด่นผสานกับรสชาติที่เข้มจากการบ่มด้วยระยะเวลาอย่างสมบูรณ์แบบถึง 15 ปีในไวน์เซลลาร์ที่เป็นตำนานของดอม เปริญอง ไม่ต้องพูดถึงพรายฟองที่ละเอียดสวยงาม กลิ่นหอมที่อบอวลไปด้วยดอกไม้จากแดนไกล(ไกลจากยุโรปแต่อาจจะใกล้กับตัวเรา) ผลไม้แช่อิ่มที่ฉาบด้วยเกล็ดน้ำตาล เครื่องเทศที่หอมหวาน เสริมกับรสที่สดชื่นเหมือนได้ดื่มแพดาว ทิ้งความละเมียดเหมือนสัมผัสด้วยกำมะหยี่ไว้บอวล และทิ้งท้ายด้วยรสชะเอมจางๆ เป็นผลงานของเวลาที่สร้างสรรค์รสและกลิ่นเฉพาะนี้อย่างแท้จริง

เราเริ่มต้นด้วยคานาเป้ในช่วงการสังสรรค์ก่อนมื้ออาหารที่มีทาโก้หน้าเป็นหอยเชลล์ปรุงรสกับอะโวคาโดที่ละมุนเสริมรสหวานของหอยเชลล์ ครอสติโนที่ใส่อันโชวีนิดหน่อยเพื่อปลุกรสเค็มอ่อนๆ และหอยนางรมที่ปรุงรสด้วยแตงกวากับน้ำมันมะกอก พร้อมกับจิบ Moët & Chandon Brut Impérial ก่อนเราจะนั่งประจำที่ที่โต๊ะดินเนอร์จัดแต่งอย่างสวยงามสมเป็นการเฉลิมฉลองจริงๆ 

จานแรกคือ Caviar / Langoustine / Spinach / Blini / Creme Fraiche เสิร์ฟมาพร้อม Moët & Chandon Grand Vintage 2009 อาจจะแปลกใจว่าทำไมถึงเร่ิมด้วยโมเอต์ ก็เพราะนี่คือการสร้างสรรค์ของเชฟ เดอ คาฟ (Chef de Cave) หรือที่เราคุ้นในตำแหน่งเซลลาร์ มาสเตอร์ ริชาร์ด จอฟฟรอย ที่ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 1990 และลงจากบัลลังก์ในปี 2018 ด้วยการทิ้งทวนหรือฉากปิดของตำนานด้วยวินเทจ 2009 เป็นวินเทจสุดท้ายของ และเปิดตัวไปก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว และเก็บวินเทจ 2008 ที่เพิ่งมาเปิดตัวทีหลัง ฉะนั้นวินเทจ 2009 จึงเป็นไฮไลต์ของริชาร์ด จอฟฟรอย และการสลับปีวินเทจที่นำเสนอออกสู่สาธารณะ นำเอาวินเทจ 2009 มาออกก่อนวินเทจ 2008 นี้ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ โมเอต์ เอต์ ชองดอง 

จานที่ 2 เป็นฟัวการ์เทอรีน (Foie Gras Terrine) ที่เชฟปรุงได้รุ่มละมุนมาก ละลายในปากทุกคำ และตัดรสครีมด้วยเชอร์เบทและราสเบอร์รี รวมทั้งบีทรู้ทที่ปรุงสุกและถั่วฮาเซลนัทมาเพิ่มรสกรุบๆ มันๆ หอมละมุน จึงจับคู่ด้วย Dom Pérignon Blanc 2008 ที่กลิ่นและรสกระจ่างอันเป็นความคลาสสิกของดอม เปริญอง เสริมให้ทุกคำของอาหารจานนี้เป็นที่จดจำ

จานที่ 3 เป็นล็อบสเตอร์ที่คลุมด้วยซอส Beurre Noisette แต่เมื่อเราตัดเข้าไปจะพบกับเนื้อล็อบสเตอร์ที่หวานกรอบนิดๆ หวานจากความสดของล็อบสเตอร์ปรุงมาสุกกำลังดี เจือความหอมหวานอมเปรี้ยวของส้มโอกสิรมด้วยกลิ่นของเทอร์รากอน และเพิ่มความละมุนด้วยมันฝรั่งต้มเป็นชิ้นเล็กๆ แน่นอนว่าจานนี้ย่อมจับคู่ได้อย่างสวยงามกับ Dom Pérignon  Blanc 2009 ที่มีกลิ่นและรสไวท์พีชอันเป็นเอกลักษณ์ของแชมเปญนี้

จานหลักของเราคือ Poached Veal Tenderloin ที่นำเอาเนื้อลูกวัวไปซูวีด้วยอุณหภูมิไม่สูงมากเป็นเวลานานเพื่อให้เนื้อนั้นนุ่มยิ่งขึ้น แต่เนื้อลูกวัวนี้คัดมาอย่างดีจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานอย่างที่คิด โดยมีเครื่องเคียงคือ อาร์ติโช๊ค ต้นหอมฝรั่ง แครอต เสริมความเข้มให้ราชาติด้วยซุปเนื้อวัวใสเคี่ยวเข้มข้นทำเป็นซอสชุรสให้กับเนื้อลูกวัวทุกคำ จานนี้รังสรรค์าคู่กับดาวเด่นของค่ำคืน Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ซึ่งทุกอย่างจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ  

ปิดท้ายด้วยของหวาน Crémeux ที่มีรสครีมหอมหวานสมชื่อทั้งครีมนมและครีมช็อคโกแลตเสริมรสหวานอมเปรี้ยวด้วยไอศกรีมเชอร์เบท ก้านรูบาร์บเชื่อมแต่งด้วยราสบ์เบอร์รี กลิ่นวานิลลาและกุหลาบอ่อนๆ เพราะแชมเปญที่ปิดท้ายคือ Dom Pérignon Rosé 2006 ที่ไม่เสิร์ฟทั่วไป และถือเป็นวินเทจล่าสุดของแชมเปญโรเซ่จากดอม เปริญอง ที่ปรากฎสู่สาธารณะ เป็นอีกหนึ่งที่ผู้คนเสาะหา ด้วยกลิ่นรสที่ซับซ้อนเข้มข้นผสมผสานทั้งโกโก้และแยมมะเดื่อแถมยังมีกลิ่นผิวส้มเชื่อมเจือจางๆปลุกความสดชื่น สมกับเป็นดอม เปริญอง โรเซ่ที่ผู้คนรอคอยจะได้สัมผัส

ค่ำคืนนี้จึงมีแต่ดวงดารานับพันพร่างพรายเสมือนพรายฟองที่ละเอียดในท้องนภาสีทองและสีชมพูเข้ม เป็นประสบการณ์ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสมบุรณืแบบ ทั้งรสชาติอาหารที่สมแล้วเป็นการทำงานร่วมกันของลูกศิษย์และอาจารย์ที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็นมือหนึ่ง รวมทั้งเครื่องดื่มระดับสุดยอดที่เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจและจะต่อเนื่องไปอีกยืนยาวเฉกเช่นดวงดาวบนท้องฟ้าที่มีนับอนันต์นั่นเอง  

#dompérignonTH  @domperignonofficial  @anantarasiambangkok

LOST & FOUND บาร์หรูสุดแห่งล่าสุดที่มาพร้อมความสุกสนานและสีสันยามค่ำคืนรูปแบบใหม่ที่สร้างจากพื้นฐานการเป็นตัวคุณให้ดีที่สุด!

พบกับ LOST & FOUND (ลอสต์ แอนด์ ฟาวด์) บาร์หรูแห่งใหม่ล่าสุดของกรุงเทพฯ ที่ซ่อนตัวอยู่ในไลฟ์สไตล์มอลล์ ริเวอร์ไซด์ พลาซ่า ถนนเจริญนคร รอให้นักท่องราตรีมาค้นพบ และสัมผัสความบันเทิงกับโชว์อันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศ ในบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยคอนเซ็ปท์ “สถานที่สำหรับทุกคนและความรักทุกรูปแบบ” (A space where love is love and everyone has a place.) 

 แอชลีย์ ซัตตัน (Ashley Sutton) นักออกแบบบาร์และไนต์คลับชื่อดัง ได้ออกแบบ LOST & FOUND ให้เป็นเสมือนอุโมงค์หลบภัย สำหรับนักท่องราตรีรวมถึงเอ็นเตอร์เทนเนอร์ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นบาร์และร้านอาหารแล้ว ยังมีเวทีที่เปิดให้ผู้ที่รักศิลปะและการแสดงได้มาโชว์ความสามารถอีกด้วย

การแสดงหลากหลายรูปแบบนับเป็นซิกเนเจอร์ที่จะเปลี่ยนบาร์แห่งนี้เป็นดั่งโรงละครที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสวยงามของ ศิลปิน ดีเจ นักร้อง กลุ่ม LGBTQ+ แดรกควีน ไปจนถึงการแสดงเชิดหุ่น ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ ทุกคนที่มาเยือน LOST & FOUND ได้หลีกหนีความจำเจ ค้นพบความเป็นตัวเอง พร้อมเพลิดเพลินไปกับสีสันความบันเทิงอันหลากหลาย

LOST & FOUND โดดเด่นด้วยเครื่องดื่มสูตรเฉพาะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความหลากหลายของผู้คนและสุนทรียภาพของชีวิต เช่น เครื่องดื่มที่ชื่อ Queen of Lost Souls ซึ่งรังสรรค์มาจากชื่อและคอนเซ็ปท์ของบาร์หรูแห่งนี้ และ Vaudeville ที่เป็นชื่อของโรงละครในปลายยุคศตวรรษที่ 19 ของฝรั่งเศส  

LOST & FOUND (ลอสท์ แอนด์ ฟาวด์) ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 3 ของริเวอร์ไซด์ พลาซ่า ไลฟ์สไตล์มอลล์ เปิดให้บริการในช่วงแรกนี้ในทุกวันพฤหัสบดี วันศุกร์ และวันเสาร์ เวลา 20.00 น. ถึง 2.00 น.

เพื่อฉลองการเปิดบาร์ ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้ เครื่องดื่มราคาพิเศษเพียง 200 บาทสุทธิ ตั้งแต่ 20.00 – 21.00 น. และอภินันทนาการค่าเข้า 

สำรองที่นั่งได้ที่อีเมล lostandfound.vriv@avanihotels.com หรือโทร +66 (0) 2476 0022 ext. 1416.

Marriott International ฉลองความอิ่มอร่อยกับเบอร์เกอร์หลากชนิด ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้มชวนน้ำลายสอ ตลอดเดือนในกรุงเทพฯ เริ่มต้นเพียง 1 บาท!

เบอร์เกอร์และสไลเดอร์กว่ากว่า 20 ชนิด ปรุงอย่างประณีต พร้อมบริการตลอดเดือนพฤศจิกายน มีให้เลือกหลากหลายทั้งสไตล์ตะวันออกและตะวันตก นักชิมสามารถค้นพบความตื่นเต้นจากรสชาติใหม่ๆ ได้ทุกวันตลอดทั้งเดือน! อะไรจะน่าพึงพอใจไปกว่าการได้กัดเบอร์เกอร์สุดอร่อยคำแรก รสชาติที่ชวนสะกดใจที่รอนักชิมในกรุงเทพฯ เข้าไปลิ้มลอง โดยเชฟผู้เชี่ยวชาญจากโรงแรมของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ที่พร้อมนำเสนอเบอร์เกอร์ระดับกูร์เมต์มากมายหลายชนิดให้ทุกคนได้รื่นรมย์ 

 โปรโมชั่น “เบอร์เกอร์ 1 บาท” (Burger for 1 Baht) ให้บริการตลอดเดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นโอกาสที่ลูกค้าจะได้เอร็ดอร่อยไปกับเบอร์เกอร์และสไลเดอร์ตระการตานานาชนิด ทั้งสไตล์ตะวันออกและตะวันตก ซึ่งทั้งหมดใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดและเสิร์ฟบนขนมปังอบใหม่ มีให้เลือกสรรทั้งเนื้อชั้นดี หมูชุ่มฉ่ำ ไก่กรุบกรอบ และซีฟู้ดอันหรูหรา ซึ่งทุกคนจะได้พบเบอร์เกอร์ที่ชื่นชอบชิ้นใหม่ในไตล์ของตัวเองที่แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล! รายละเอียดเพิ่มเติมชมได้ที่นี่เลยครับ

ไฮไลต์ของโปรโมชั่น Burger for 1 Baht ที่แมริออท จะมีทั้ง “เบอร์เกอร์เนื้อศรีราชา” ซึ่งได้แรงบันดาลใจแบบไทยๆ ที่สยาม ที รูม ร้านอาหารไทยดั้งเดิมที่แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ ปาร์ค, “เบอร์เกอร์หมูปิ้ง” ชวนน้ำลายสอ ที่ BBCO คาเฟ่สไตล์สบายๆ ที่เจดับบลิว แมริออท โฮเทล กรุงเทพฯ, “เบอร์เกอร์ต้มยำไก่” แสนอร่อย ที่เรน ทรี คาเฟ่ ห้องอาหารที่เดอะ แอททินี โฮเทล, อะ ลักชัวรี คอลเลกชัน โฮเทล กรุงเทพฯ และ “สยามเบอร์เกอร์” ที่โมโม คาเฟ่ ร้านอาหารที่บริการอาหารตลอดวัน ที่สาทรวิสตา กรุงเทพฯ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์

สำหรับเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น มีบริการที่ BBCO และเรน ทรี คาเฟ่ ซึ่งเสิร์ฟ “เบอร์เกอร์ทงคัตสึไก่” และ “เบอร์เกอร์เทริยากิเนื้อ” ตามลำดับ ส่วนลูกค้าที่ชื่นชอบสไตล์ยุโรป สามารถลองชิมทาร์ทาร์เนื้อในขนมปัง ได้ที่ร้านฟาโวลา เลอ เมอริเดียน สุวรรณภูมิ แบงค็อก กอล์ฟ รีสอร์ต แอนด์ สปา, เบอร์เกอร์ปูกรอบ ที่ร้านเฟลเวอร์ส โรงแรมเรอเนซองส์ แบงค็อก ราชประสงค์ และตัวเลือกแบบ “เซิร์ฟแอนด์เทิร์ฟ” ที่เดอะ ริเวอร์ไซด์ กริล รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส และที่ “ดิ อัลเลียม” ร้านอาหารฝรั่งเศสสุดชิคที่เดอะ แอททินี โฮเทล, อะ ลักชัวรี คอลเลกชัน โฮเทล กรุงเทพฯ ลูกค้าสามารถอิ่มอร่อยไปกับ “ล็อบสเตอร์สไลเดอร์” สุดหรูหราด้วยครีมเห็ดทรัฟเฟิลและคาเวียร์

สำหรับเบอร์เกอร์สไตล์อเมริกันแท้ๆ สามารถลิ้มลอง “บิสโทร เบอร์เกอร์” ที่ร้านบิสโทร เอ็ม สุขุมวิท พาร์ค แบงค็อก แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์ส, “ไมตี้โมเบอร์เกอร์” ที่ 57th สตรีท แบงค็อก แมริออท โฮเทล สุขุมวิท, “ทิปซี คาว เบอร์เกอร์” ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิล ดับเบิลยู แบงค็อก และ “ออมนิ บาร์บีคิว เบอร์เกอร์” ของเรน ทรี คาเฟ่ ซึ่งลูกค้าสามารถผสมผสานความงดงามของเบอร์เกอร์ และวิวตระการตาพร้อมตัวเลือกของสไลเดอร์ ที่เอบาร์ รูฟท็อป แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค และออคเทฟ รูฟท็อป เลานจ์ แอนด์ บาร์ ที่แบงค็อก แมริออท โฮเทล สุขุมวิท

ลิ้มรสทองคำขาวแห่งวงการอาหาร

คงทราบกันดีแล้วว่าทองคำสีดำแห่งวงการอาหารนั่นก็คือเห็ดทรัฟเฟิลสีดำที่มีมูลค่าเกินทอง แน่นอนว่าถ้าพูดถึงทองคำขาวแห่งวงการอาหารก็ย่อมจะเป็นทรัฟเฟิลขาวที่เสาะหาได้ยากยิ่งกว่ามีราคาเกินทองเช่นกัน ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเครื่องปรุงสุดเลิศที่ไม่ใช่แค่สูงค่าเพราะหายากแต่รสชาติยังลึกล้ำ

ก่อนจะเปิดให้บริการกับเซ็ตเมนูสุดพิเศษในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 โดยมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัด(ยังไม่บอกวันสิ้นสุดแต่ก็ไม่น่าถึงปลายปีนี้) เรามีโอกาสมาสัมผัสรสและกลิ่นของทรัฟเฟิลขาวคุณภาพดีที่สุดแห่งเมืองอัลบา โดยเชฟอาโน ดูนังด์ ซอเทียร์ และ ทีมของห้องอาหารเลอ นอร์มังดี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ สร้างสรรค์เซ้นเมนุสุดพิเศษนี้ขึ้นมา

ทรัฟเฟิลขาว หรือ ไวท์ทรัฟเฟิล จากเมืองอัลบา ประเทศอิตาลีเป็นหนึ่งในเห็ดที่ผู้คนทั่วโลกต่างปรารถนามากที่สุด เป็นที่ทราบกันดีว่าทรัฟเฟิลขาวนั้นเป็นวัตถุดิบที่หายากและจะมีให้เก็บเกี่ยวได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง และ ฤดูกาลที่ดีที่สุดที่จะได้ทรัฟเฟิลขาวที่มีคุณภาพดีที่สุด คือ ช่วงต้นฤดูหนาว หรือราวๆ เดือนพฤศจิกายน เชฟอาโน ย้ำนักหนาว่าถ้าจะลองสัมผัสรสชาติของเห็ดที่หายากยิ่งนี้ต้องช่วงนี้เท่านั้น และเป็นคนละช่วงกับเห็ดทรัฟเฟิลดำที่จะสมบูรณ์สุดในช่วงกลางเดือนมกราคมเป็นต้นไปแต่มีช่วงเสาะหาได้ยาวไปถึงเดือนมีนาคม

เราถามเชฟว่าเห็ดทรัฟเฟิลขาวแสนหายากนี้นำมาทำอะไรถึงจะอร่อย เชฟบอกว่าฝานสดๆ รับประทานคู่กับอาหารต่างๆ ที่ปรุงมาแบบฝรั่งเศสนั้นแหละคือที่สุดแล้ว เชฟหมายถึงการปรุงอาหารที่มีซอสต่างๆ ซึ่งฝรั่งเศสขึ้นชื่อมากเรื่องนี้ ส่วนเห็ดทรัฟเฟิลดำนำมาทำอาหารได้หลากหลายกรรมวิธีการปรุงมากกว่า รสชาติและกลิ่นก็แตกต่างกัน แต่เห็ดทรัฟเฟิลขาวจะไม่นิยมไปปรุงผ่านความร้อนใดๆ

ในปีนี้เชฟอาโน ดูนังด์ ซอเทียร์ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารฝรั่งเศส เลอ นอร์มังดี ซึ่งได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับสองดาว พร้อมด้วยทีมงานคุณภาพมีความตื่นเต้นและยินดีที่จะนำเสนอทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา โดยนำมาปรุงและสร้างสรรค์ให้เป็นเมนูอาหารสุดโก้หรูแบบเซ็ท 5 คอร์ส ให้ผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทานอาหารอย่างเหนือระดับได้ลิ้มลองความอร่อย ซึ่งอาหารเซ็ท 5 คอร์สนี้เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของ วัตถุดิบชั้นเลิศ พรสวรรค์ของเชฟ และ ทรัฟเฟิลขาว หรือ อัญมณีเม็ดงามแห่งเมืองอัลบา ด้วยราคาที่สูงมากของทรัฟเฟิลขาว ผู้คนจึงต่างขนานนามให้เป็น “ราชาแห่งทรัฟเฟิล”

ก่อนที่เราจะได้ลิ้มรสของเห็ดเลอค่านี้ เชฟอาโนนำเอาก้อนทองคำขาวที่บรรจุในกล่องมาให้เราได้ชมก่อน ต้องถือว่ากลิ่นนั้นหอมฟุ้งมาก่อนจะเห็นตัวเห็ดเสียอีก และก่อนที่จะได้ลิ้นลองจานแรกในเซ็ตเมนูทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา ซึ่งเป็นเซ็ทเมนูพิเศษ และมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัดนี้ เราเริ่มต้นที่ Amuse-bouche ซึ่งเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยมาเป็นคำเล็กๆ ของห้องเลอ นอร์มังดี ต้องบอกว่าดีทุกอย่าง เป็นการเปิดต่อมรับรสและกลิ่นได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็เป็นอาหาร 5 คอร์ส ซึ่งเชฟอาโนได้คัดสรร 5 จานที่ดีสุดที่เมื่อนำทรัฟเฟิลขาวมาปรุง

เริ่มต้นจานแรกด้วย Winter Organic Vegetables, Gnocchi, Herb ซึ่งนำเสนอผักตามฤดูกาล 7 ชนิด โดยผักแต่ละชนิดผ่านเทคนิคการปรุงที่แตกต่างกัน เสิร์ฟกับ ย็อคคี หรือแป้งพาสต้าต้มคำเล็กๆ โดยมีทรัฟเฟิลขาวอยู่ด้านบน ซึ่งเชฟจะมาฝานทรัฟเฟิลขาวด้วยที่สไลด์เป็นแผ่นบางๆ ตรงหน้าเราเลยทีเดียว ทำให้ได้รับกลิ่นหอมชนิดที่ตราตรึง กลิ่นหอมฟุ้งของความสดใหม่ของทรัฟเฟิลขาวคละคลุ้งทั่วจาน แน่นอนว่าต้องมีน้ำซอสที่เคี่ยวมาข้นเสริมรสและชูกลิ่นเครื่องปรุงเอกของเราวันนี้ ต้องบอกว่ารสสัมผัสของเห็ดทรัฟเฟิลขาวฝานบางๆ นั้นมีความกรอบและหนึบๆ กลิ่นหอมคลุ้งในปากทุกคำที่เคี้ยว

จานต่อมาต้องบอกว่าสร้างสรรค์สุดๆ เพราะเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของชาวฝรั่งเศส คือ Veal Head, Potato ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟอาโนมั่นใจว่านักชิมทั้งหลายต้องตกหลุมรัก และก็จริงๆ คือชื่ออาจจะฟังดูตระหนกแต่ที่เราเห็นคือส่วนเนื้อที่หั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ อยุ่ในครีมซอส แน่นอนว่าทรัฟเฟิลขาวย่อมจะถูกฝานบางๆ วางด้านบนสุด คือทุกห้วงเวลาในเซ็ตเมนูพิเศษนี้เราจะอบอวลไปด้วยกลิ่นของทรัฟเฟิลขาว จานนี้ก็ล้ำลึกเพราะรสชาติของเครื่องปรุงทุกอย่างคละเคล้าสร้างรสสัมผัสที่พิเศษจริงๆ แน่นอนว่าซอสก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่มาจากการเคี่ยวเนื้อวัวจนได้ซอสรสเข้มหอมกรุ่น

คอร์สที่สามจะเป็น ปลามังค์ฟิช ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบยอดนิยมของอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม โดยปลามังค์ฟิชเป็นปลาทะเลน้ำลึกและมีราคาแพง เชฟอาโนยังเลือกสรรให้พิเศษกว่านั้นอีก ด้วยการใช้ปลาที่มาจากการจับโดยใช้คันเบ็ด กล่าวคือ เป็นปลาตามธรรมชาติในทะเล นำมาปรุงและเสิร์ฟคู่กับสมุนไพรโลเวจและเซเลอรีแอค (หัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง) พร้อมด้วยทรัฟเฟิลขาว สร้างกลิ่นหอมในทุกคำและทุกรสสัมผัส จานนี้ก็ต้องบอกว่าเนื้อปลามังค์ที่แน่นแต่มีความหนึบและรสชาติที่ขับแต่งด้วยซอสที่มาจากการเคี่ยวโครงปลานี้นั้นคือที่สุด ยิ่งมาได้เห็ดทรัฟเฟิลขาวที่ฝานบางๆ คลุมด้านบนทำให้ทุกคำนี้ต้องมีปลาและเห็ดเคล้ารสและกลิ่นอย่างถึงรส 

ต่อจากนั้น เชฟอาโนนำเสนอไก่ย่าง ซึ่งใช้ไก่จากฝรั่งเศสที่เลี้ยงตามวิธีธรรมชาติ เนื้อนุ่มให้รสหวานของเนื้อไก่ที่ละมุนทุกคำที่เคี้ยว เสิร์ฟคู่กับอาร์ติโช้คเยรูซาเลมและซอสอัลบูเฟร่า ที่วางเคียงกันมาข้างๆ ไก่ย่างคือเยรูซาเล็มอาร์ติโช้คที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ผัดพอสุกคลุมด้วยแผ่นอาร์ติโช้คชนิดเดียวกันฝานเรียงเป็นถ้วยคลุมไว้ แต่บนชิ้นไก่คือทรัฟเฟิลขาวฝานบางๆ ห่มไว้ เป็นการจับคู่ที่เหมาะเจาะและจุใจคนที่อยากลิ้มลองทองคำขาวแห่งวงการอาหารนี้

ปิดท้ายเมนูเซ็ทพิเศษนี้ด้วยขนมหวานที่ยากจะปฏิเสธ นั่นคือ Floating Island with Hazelnut and White Truffle Ice Cream ต้องอบกว่าไม่ใช่แค่ทรฟเฟิลขาวฝานวางด้านบนก้อนเมอร์แรงจ์ที่ทำจากไข่ขาวลอยมาในซอสวานิลลา แต่ในเมอร์แรงจ์ไข่ขาวคือไอศกรีมและมีเห้ดทรฟเฟิลขาวชิ้นบางๆ ซ่อนไว้ในนั้นอีก เป็นการจบมื้ออาหารที่เราจะตราตรึงกับกลิ่นและรสของทรัฟเฟิลขาวไปอีกแสนนาน

เซ็ตเมนูทรัฟเฟิลขาวจากเมืองอัลบา เป็นเซ็ทเมนูพิเศษ และมีให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน โดยมีให้บริการในระยะเวลาที่จำกัด ทั้งนี้ระยะเวลาในการให้บริการเมนูนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณทรัฟเฟิลขาวที่มีคุณภาพดีที่สุดที่จะหาได้และส่งมาจากเมืองอัลบา โดยมีให้บริการเซ็ท 5 คอร์ส มื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ราคา 12,500++ บาท ต่อท่าน และยังมีเมนูทรัฟเฟิลขาวแบบเป็นอาหารจานเดียวด้วย (a la carte menu) 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โทร 0 2659 9000 ชมรายละเอียดจากเว็บไซต์ www.mandarinoriental.com/bangkok

Johnnie Walker เปิดตัววิสกี้ 4 ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่ผลิตขึ้นอย่างประณีตฉลองครบรอบ 200 ปี

Johnnie Walker จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เปิดตัววิสกี้ 4 ลิมิเต็ด เอดิชั่น ฉลองครบรอบ 200 ปี บอกเล่าเส้นทางความสำเร็จของ “จอห์น วอล์กเกอร์” ผู้ก่อตั้ง ที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์

ด้วยก้าวย่างที่ไม่เคยหยุดนิ่ง กับการพัฒนาคุณภาพและรสชาติ พร้อมก้าวไปข้างหน้าเพื่อต้อนรับคนรุ่นใหม่สู่โลกของสก๊อตช์ วิสกี้ สัมผัส “ลิมิเต็ด เอดิชั่น” สูตรพิเศษในวาระเฉลิมฉลองกับ “จอห์น วอล์กเกอร์ แอนด์ ซันส์ ไบเซนเทนนารี เบลนด์” “จอห์น วอล์กเกอร์ แอนด์ ซันส์ เซเลเบรทอรี เบลนด์” “จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิล เลเจนดารี เอท” และ “จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิล” ลิมิเต็ด เอดิชั่น ดีไซน์ รสชาติที่ผสมผสานซิงเกิล มอลต์ และวิสกี้จากธัญพืชหายากทั่วสก๊อตแลนด์ มีเพียง 1 ใน 10,000 ถัง ร่วมเฉลิมฉลองการเดินทางตลอด 2 ศตวรรษ พร้อมเปิดประตูสู่อีก 200 ปีข้างหน้ากับจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ไปด้วยกัน

#JohnnieWalker #KeepWalking

Winter Journey set dinner

    ห้องอาหารมิชลินสตาร์สระบัว บายกินกิน ต้อนรับช่วงปลายปีพร้อมเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองกับเซ็ตเมนูม้ือค่ำประจำฤดูหนาว (Winter Journey set dinner) เซ็ตเมนูม้ือค่ำประจำฤดูหนาวเกิดจากความร่วมกัน ระหว่างเชฟมิชลินสตาร์ “ชยวีร์ สุจริตจันทร์” หัวหน้าพ่อครัวอาวุโสห้องอาหารสระบัวบายกินกิน และเชฟมิชลินสตาร์“เฮนริคอูล-แอนเดอร์เซน”เจ้าของร้านอาหารกินกิน (Kiin Kiin) ณ เมืองโคเปนเฮเกน

ภายในเซ็ตเมนูประกอบไปด้วยอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นจำนวน 8 คอร์ส มาพร้อมอภินันทนาการ อาหารท้องถิ่นสไตล์ร้านข้างทาง(street food) ทำเป็นคำเล็กๆในรูปแบบที่ตื่นตาตื่นใจ เช่น ขนมเมอแรงก์ซีอิ๊วพร้อมครีมโยเกิร์ตวาซาบิ ขนมข้าวพองต้มข่าในถุงใสๆที่สามารถรับประทานได้ ไก่สเต๊ะ ไส้อั่วคอร์นเน็ตโตไอศกรีมแกงเขียวหวานปูและใบไม้หลากหลายชนิด

เมนูอาหารเรียกน้ำย่อยสื่อถึงการต้อนรับเข้าสู่ฤดูหนาวจากเชฟเฮนริค เริ่มต้น ด้วยเมนูปลาแซลมอนวาซาบิเย็น เสิร์ฟปลาแซมอนนำเข้าจากประเทศนอร์เวย์ พร้อมโฟมวาซาบิและซอสพอนซึเพิ่มความสดชื่น ช่วยกระตุ้น รสสัมผัส ตั้งแต่เมนูแรกตามด้วยเมนูซุปเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายกับต้มยากุ้งเสิร์ฟในเครื่องไซฟรอน ที่จะทำให้น้ำต้มยำที่ถูกต้มร้อน ไหลขึ้นไปผ่านกับเครื่องต้มยำก่อนจะไหลลงมาในกระเปาะพร้อมเสิร์ฟร้อนๆ  มาพร้อมเครื่องเคียงข้าวเกรียบกุ้ง ทาโก้กุ้ง กุ้งล็อบสเตอร์ และเส้นมาม่าเต้าหู้สดที่ทุกท่านสามารถทำเองได้ด้วยการบีบหลอดฉีดยาที่มีเต้าหู้เหลวลงไปลวกในน้ำต้มยำให้กลายเป็นเส้นชวนลิ้มลอง

เมนูถัดมาคือกะเพราตับห่านพร้อมซอสฮอลแลนเดส และข้าวพองทอด จานนี้นำเอารสชาติที่คนไทยหลงใหลมารวมเข้าด้วยกัน ข้าวพองในซองเล็กๆ เขียนว่าเป็นรถด่วน(หนอนไม้ไผ่ทอดกรอบ)เพราะดูคล้ายกัน แต่จริงๆ คือข้าวพอง เมื่อจะรับประทานให้โรยข้าวพองลงไปด้านบนก่อนคลุกเคล้าให้ไข่นกกระทาดาวเคล้าไปจนทั่วตักรับประทานจะได้สัมผัสของผัดกะเพรารสเข้มข้นทุกคำ แต่มีความเนียนละมุนของฟัวการ์และความกรุบของเครื่องในไก่หั่นเต๋า  

จานหลักเสิร์ฟข้าวอบเน้ือซอสหวานท่ีตุ๋นเน้ือซี่โครงนาเข้าจากประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 48 ชั่วโมงพร้อม เครื่องเคียงท่ีประกอบด้วยข้าวอบเน้ือส้มจี๊ด ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ และโรยด้วยเน้ือกรอบ จานนี้ต้องลองนอกเสียจากว่าคุณไม่รับประทานเนื้อ เพราะทุกอย่างจัทบคู่เข้ากันอย่างลงตัวมาก โดยเฉพาะส้มจี๊ดที่รสชาติเสริมกับเนื้อตุ๋นได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ปิดท้ายเซ็ตเมนูประจำฤดูหนาวทั้ง 8 คอร์สด้วยเมนูขนมหวานที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่าหลงใหลชวนให้รับประทาน” เชฟเบิ้ม ชยวีร์ สุจริตจันทร์  กล่าวเสริม“เมนูขนมหวานที่เสิร์ฟเป็นเซอร์ไพรส์ส่งท้ายประกอบไปด้วย เค้กลิ้นจี่เฟลมเบ้พร้อมโฟมดอกกุหลาบและข้าวเหนียวไอศกรีมข้าวโพดเสิร์ฟกับขนมสายไหมราดด้วยน้ำกะทิ”

รสชาติอาหารอันโดดเด่นและส่วนประกอบต่างๆในแต่ละเมนูถูกรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความใส่ใจและพิถีพิถันเพื่อชูโรงรสชาติอาหารไทยให้โดดเด่นในแต่ละจาน โดยผสมผสานวัตถุดิบชั้นเลิศและเทคนิคอันหลากหลายท่ีใช้ในการปรุงอาหารได้อย่างลงตัว

 “เรามีความรู้สึกตื่นเต้น เป็นอย่างมากท่ีได้เปิดห้องอาหารต้อนรับเหล่าบรรดานักชิมทุกท่านและมีความตั้งใจในการนำเสนอประสบการณ์ในการรับประทานอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งระดับมิชลินสตาร์พร้อมการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มด้วยนิวนอร์มอลหรือความปรกติใหม่กับบริการ ‘เคมปินสกี้ ไวท์ โกล์ฟ เซอร์วิส’ (Kempinski White GloveServices)เพื่อรักษามาตรฐานอันสูงสุดในด้านสุขอนามัยครอบคลุมทั้งบริเวณห้องครัวห้องอาหารรวมไปถึงพื้นที่สาธารณะในส่วนต่างๆ ของโรงแรมฯ” มร.ริชาร์ด เชสตัค ผู้อำนวยการใหญ่โรงแรมสยามเคมปินสกี้กรุงเทพฯ กล่าว 

เซ็ตเมนูม้ือคำ่ประจำฤดูหนาว 8 คอร์ส(Winter Journeys set dinner)ให้บริการ ณ ห้องอาหารสระบัวบายกินกิน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 ราคา 3,200 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพ็คเกจไวน์แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในราคา 2,300 บาท++ ต่อท่าน

นอกจากน้ีห้องอาหารสระบัวบายกินกิน ยังมีตัวเลือกเซ็ตเมนูประจำฤดูหนาวสำหรับม้ือกลางวัน 4 คอร์สในราคา 1,850 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัว เลือกแพ็คเกจไวน์ แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในราคา 1,200 บาท++ และแขกทุกท่านสามารถเลือกรับประทานเซ็ตเมนู 6 คอร์ส ราคา 2,600 บาท++ ต่อท่าน พร้อมตัวเลือกแพ็คเกจไวน์แพริ่ง ในราคา 1,800 บาท++ เพิ่มเติมได้ในทั้งสองม้ืออาหารได้อีกด้วย *ราคาดังกล่าวเป็นราคาเฉพาะค่าอาหารไม่รวมภาษีมลูค่าเพิ่ม 7% และค่าบริการ 10%

ห้องอาหารสระบัวบายกินกิน เปิดให้บริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์สำหรับม้ือกลางวันเวลา 12:00 น. ถึง 15:00 น. (สั่งอาหารได้ถึงเวลา 14.30 น.) และม้ือค่ำเวลา 18:00 น. ถึง 24:00 น. (สั่งอาหารแบบเซ็ตเมนู ได้ถึงเวลา 21:00 น. และแบบอาหารจานเดี่ยวได้ถึงเวลา 22:30 น.) โดยมีให้เลือกรับประทานทั้งแบบเซ็ตเมนูและ อาหารจานเดี่ยว (a la carte)    

ชมเรือใบ SIRIMAHANOP ต้นแบบจากเรือหลวงในรัชกาลที่ 4

โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สร้างปรากฏการณ์เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเปิดตัว “สิริมหรรณพ” เรือใบสามเสาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รังสรรค์ห้องอาหารและนิทรรศการรูปภาพสะท้อนประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของเอเชียทีค ชูความเป็น “ไอคอนิค แลนด์มาร์ค” ชวนสัมผัสประสบการณ์รับประทานอาหารและดื่มด่ำกับบรรยากาศบนเรือหรู ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ 

หนึ่งในแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่องคือ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โครงการที่พัฒนาโดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ด้วยศักยภาพของพื้นที่ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก แอสเสท เวิรด์ จึงได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการทุ่มทุน 135 ล้านบาทสร้างเรือภายใต้ชื่อ “สิริมหรรณพ” ซึ่งจะเป็นเรือใบสามเสาที่ใหญ่ที่สุด ความยาว 58.50 เมตร กว้าง 11 เมตร จอดเทียบท่าเรือเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ บริหารงานโดย โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค มืออาชีพระดับโลกเพื่อชูความเป็น “ไอคอนิค แลนด์มาร์ค” ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน

 สิริมหรรณพมีต้นแบบจากเรือทูลกระหม่อม ซึ่งเป็นเรือหลวงที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2411-2453) สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนประวัติศาสตร์ สะท้อนจิตวิญญาณของเอเชียทีค ซึ่งมีประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยเมืองไทยเริ่มมีการค้าขายกับต่างชาติ เนื่องจากที่ดินตรงนี้มีประวัติศาสตร์ ในฐานะท่าเรือระหว่างประเทศแห่งแรกของสยามประเทศ ในสมัยที่ประเทศในแถบเอเชียนั้นอยู่ภายใต้การคุกคามของการรุกรานจากมหาอำนาจยุโรป ไม่เพียงแต่เรือลำนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและยุโรปแล้ว ยังมีส่วนช่วยกอบกู้บ้านเมืองและรักษากรุงเทพฯ ให้พ้นภัยในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เมื่อปี พ.ศ. 2436 อีกด้วย

ด้วยการมองการณ์ไกลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีความคิดริเริ่มที่จะยกระดับสยามให้เป็นประเทศชั้นนำของโลก โดยตัดสินใจสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเดนมาร์ก ให้นาย ฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซนอดีตกัปตันของเรือลำนี้ ตั้งบริษัท อีสต์เอเชียติ๊กเทรดดิ้ง ซึ่งทำธุรกิจส่งออกไม้สัก สร้างท่าเรืออีสต์เอเชียติ๊กบนพื้นที่ที่ตั้งของโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ในปัจจุบัน เป็นการเริ่มต้นการทำการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศในยุโรป รวมทั้งเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความเป็นอิสระจวบจนทุกวันนี้

สิริมหรรณพร่วมต่อยอดการอนุรักษ์หลักฐานอิงประวัติศาสตร์เมื่อครั้งอดีต และพร้อมแล้วที่จะพาแขกผู้มีเกียรติย้อนเวลาสู่สมัยรัชกาลที่ 5 ภายในเรือตกแต่งบรรยากาศอย่างวิจิตรงดงาม สะท้อนความคลาสสิคเหนือกาลเวลา จัดแสดงภาพถ่ายและสิ่งของเครื่องใช้ในอดีตอันบอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยอันเรืองรอง 

สิริมหรรณพจอดเทียบท่าถาวรที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อน ศูนย์รวมสินค้าและไลฟ์สไตล์หลากหลายที่ขึ้นชื่อริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเรือใบสามเสาที่งามสง่าลำนี้พร้อมแล้วที่จะต้อนรับแขกทุกท่านเข้าสู่โลกของอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศ เครื่องดื่มต้นตำรับผสานสมุนไพรและผลไม้เมืองร้อน ค็อกเทลจากรัมสูตรพิเศษ คราฟท์เบียร์ ไวน์ชั้นดี สปิริตระดับพรีเมียม และเมนูอาหารมากมายทั้งไทยและยุโรปรวมไปถึงอาหารทะเลและเมนูสไตล์ทาปาส

สิริมหรรณพ สามารถรองรับผู้มีเกียรติได้ราว 300 คน โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ชั้นหลัก ๆ ประกอบด้วยชั้นบน(Upper Deck) และชั้นล่าง (Lower Deck) ที่รายล้อมด้วยทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยชั้นบนที่สามารถรองรับแขกได้ราว 100 คน เอื้อต่อการรับประทานอาหารเคล้าไวน์ในพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อสัมผัสวิวสวยงามได้อย่างเต็มอิ่ม เลือกอิ่มอร่อยกับอาหารพอดีคำหรือเมนูจานใหญ่สำหรับแบ่งปัน จึงเหมาะทั้งสำหรับกลุ่มครอบครัวและเพื่อนฝูง ด้านกราบขวาของเรือยังมีม้านั่งเรียงรายให้ซึมซับวิถีชีวิตริมแม่น้ำของแผ่นดิน พร้อมเพลงเฮ้าส์สร้างบรรยากาศจากดีเจที่สปินแผ่นกันสด ๆ ทั้งยังมีรายการบันเทิงอาทิวงดนตรีสด การแสดงและธีมปาร์ตี้มากมายตามแต่วันเวลา

นอกจากนี้ที่ชั้นบนยังมีห้องวีไอพี เดอะ บริดจ์ (The Bridge) รองรับได้สูงสุด 6 ท่าน มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารตั้งแต่ 3 ถึง 5 คอร์ส ที่ผสานรสชาติแบบไทย และยูโรเปียนอื่น ๆ เข้ากันอย่างลงตัว และจะต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าเท่านั้น นอกจากนี้ หากกัปตันอนุญาต แขกยังสามารถเปิดประตูเข้าสู่บาร์รัมที่ซ่อนตัวอยู่ เพื่อลิ้มรสรัมของชาวเรือที่เรียกว่า ท็อตส์ (tots) ซึ่งเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ที่นักเดินเรือได้รับอนุญาตให้ดื่มในแต่ละวัน 

ส่วนของชั้นล่าง (Lower Deck) ประกอบด้วยพื้นที่ห้องโถงสามารถสำรองทั้งชั้นเพื่อเป็นห้องจัดเลี้ยง งานแต่งงาน หรือปาร์ตี้ที่มีความเป็นส่วนตัว ที่รองรับผู้มีเกียรติได้ถึง 120 คน และห้องรับรองส่วนตัวอีก 2 ห้องที่รองรับแขกได้ห้องละ 6 คนพร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่ม

“เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่เปิดตัวสิริมหรรณพให้ทุกท่านได้สัมผัส และพร้อมพาคุณย้อนกลับไปยังรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดของไทยยุคหนึ่ง เพื่อมอบค่ำคืนแสนพิเศษและอีเวนต์ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแก่แขกของเรา รวมไปถึงอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ผสานในวัฒนธรรมการเดินเรือแบบดั้งเดิมตามประวัติศาสตร์ไทย ไม่ว่าคุณจะมองหาสถานที่หรูหราสง่างามเพื่อดื่มกับคนรัก หรือสถานที่จัดงานในโอกาสพิเศษ สิริมหรรณพพร้อมแล้วที่จะพาคุณไปสู่การเดินทางที่น่าประทับใจ” มร. ไซมอน เบลล์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กล่าว

สิริมหรรณพพร้อมเปิดให้บริการทุกท่านที่ต้องการความพิเศษในทุกโอกาสสำคัญ อาทิ งานวิวาห์ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว งานเลี้ยงฉลองสุดเอ็กซ์คลูซีฟทั้งแบบค็อกเทล และ กาลาดินเนอร์ รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์ที่ต้องการความแตกต่างอย่างมีสไตล์ ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิค พร้อมมอบประสบการณ์ความอร่อยด้วยอาหารไทยเลิศรส และอาหารนานาชาติจากสุดยอดเชฟฝีมือคุณภาพ ตลอดจนบาร์ที่คุณสามารถดื่มด่ำความสุนทรีย์ด้วยเครื่องดื่มที่รังสรรค์โดยมิกซ์โซโลจิสต์มืออาชีพที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นทางการเดินเรือจากอดีตที่เผยให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างของแต่ละประเทศและทวีป จึงเกิดเป็นเมนูเหล้ารัมต่าง ๆ ที่เสิร์ฟคู่กับช็อคโกแลตและผลไม้แห้ง ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้กับทุกท่านอย่างมิรู้ลืม นอกจากนี้สมาชิก แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) และ คลับ แมริออท (Club Marriott) ยังได้รับสิทธิประโยชน์อีกมากมายจากการใช้บริการอีกด้วย

 

สิริมหรรณพเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป (วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 – 00.00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 12.00 – 00.00 น.) ที่ท่าเรือ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อน สามารถเดินทางมาถึงได้อย่างสะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ รวมไปถึงเรือรับส่งฟรีจากท่าเรือติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสะพานตากสิน

www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com

เฟสบุ๊ค      https://www.facebook.com/sirimahannop/

Be the Top at Topone Club Bangkok!

ขันเงิน ไทยเทเนียม นำทีมเซเลบริตี้มากหน้าหลายตาร่วมงานแกรนด์โอเพ่นนิ่ง Topone Club Bangkok อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งธีมหลักที่ทำให้ทุกคนตื่นตาก็คือการพาแขกทุกคนไปตะลุยอวกาศร่วมกันนั่นเอง

Topone Club Bangkok มีคอนเซ็ปต์ล้ำๆ อย่าง ‘The Galactic Exploration Journey is Now Beginning at TOPONE.’ ดังนั้นบรรยากาศประเภททะลุมิติจักรวาล พร้อมโปรดักชั่นจัดเต็มทุกสเตจให้ทุกคนรู้สึกเหมือนอยู่ในยานอวกาศที่พาท่องจักรวาลไปกับเหล่าดีเจชั้นนำของไทยและต่างประเทศที่พร้อมมาชวนคุณระเบิดความมันแบบอันลิมิตตลอดทั้งคืน ให้คุณรู้สึกเหมือนเข้าร่วมเทศกาลดนตรีระดับโลกในกรุงเทพฯ นี่เอง

Topone Club Bangkok รัชดา เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 21.00 น.​ เป็นต้นไป

FB/toponeclubbangkok

แนะนำเมนูใหม่เอี่ยม ณ ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

เปิดเมนูใหม่ไม่หวั่นสถานการณ์โควิด-19 ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ แนะนำเชฟเชา ไวแมน พ่อครับใหญ่ชาวจีนแนะนำอาหารใหม่พร้อมให้คุณเปิดประสบการณ์ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยเชฟเชานั้นมีเก็บเกี่ยวประสบการณ์การปรุงอาหารจีนในหลากหลายประเทศมากว่าสี่ทศวรรษ และช่วงเวลานี้ เขาสร้างสรรค์เมนูใหม่ในสไตล์จีนกว้างตุ้งดั้งเดิมเพื่อให้ชาวไทยได้ลิ้มรสพร้อมกันแล้ว

โดยเมนูแนะนำมีทั้งซี่โครงแกะอบชานจาและซอสสับปะรด ซึ่งเราแนะนำจานนี้เป็นอย่างยิ่ง กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อแกะเข้ากันกับซอสรสชาติพิเศษ ต่อด้วยเนื้อวากิวผัดกระเทียม ที่รสชาติเข้มข้น ทานคู่กับข้าวผัดกานาฉ่ายรสอ่อน เข้ากันได้ดี และยังมีอีกเมนูหลากหลายให้เลือกกินแบบไม่ซ้ำอย่างแน่นอน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02-236-7777 และ 02-236-9952 

อีเมล์: restaurants.slbk@shangri-la.com 

www.shangri-la.com

Photographer: Perakorn Voratananchai