Johnnie Walker Princes Street ศูนย์รวมประสบการณ์วิสกี้ระดับโลกแห่งใหม่กลางเมืองเอดินบะระ เพื่อการจับคู่และค้นหารสชาติที่เป็นคุณ

ผู้นำด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมี่ยม เปิดตัว Johnnie Walker Princes Street ศูนย์รวมประสบการณ์แห่งใหม่ของแบรนด์สก็อตช์วิสกี้อันดับหนึ่งของโลก พร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนเข้าสู่โลกของวิสกี้ภายในอาคารสูงแปดชั้นอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ใจกลางเมืองหลวงเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์

Johnnie Walker Princes Street มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 71,500 ตารางฟุต และนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาพัฒนาสก็อตช์วิสกี้ทัวร์รูปแบบเดิมๆ ให้กลายมาเป็นรูปแบบใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับการเดินทางแห่งรสชาติที่ออกแบบมาเพื่อช่วยค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมาะกับแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ผู้มาเยือนยังจะได้เรียนรู้ถึงการเดินทางอันน่าหลงใหลตลอด 200 ปีที่ผ่านมาของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ผ่านนักแสดงอีกด้วย

จุดเด่นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Johnnie Walker Princes Street:

  • มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 71,500 ตารางฟุต และนำแนวคิดเรื่องการนำเสนอบริการตามแบบฉบับของลูกค้า หรือ Personalisation มาใช้ในระดับที่ยังไม่เคยมีศูนย์รวมประสบการณ์ด้านเครื่องดื่มระดับโลกที่ไหนทำมาก่อน
  • สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมทัวร์ Johnnie Walker Journey of Flavour จะมีการจับคู่ระหว่างรสชาติที่แต่ละคนชอบกับเครื่องดื่มที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษตามความชอบของแต่ละบุคคล
  • การผสมผสานด้านรสชาติที่หลากหลายกว่า 800 แบบด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ที่ทำให้นักท่องเที่ยวแต่ละคนสามารถมาเยือน Johnnie Walker Princes Street ทุกวันเป็นเวลามากกว่าสองปีได้ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำเดิมเลย 
  • พนักงานมากความสามารถกว่า 150 คนที่มีความหลากหลายและพูดภาษาต่างๆ มากถึง 23 ภาษาจะทำให้เรื่องราวที่อายุยาวนาน 200 ปีกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
  • ห้องเก็บวิสกี้ชั้นใต้ดินที่ได้กลายเป็นขุมทรัพย์วิสกี้อย่างแท้จริงด้วยวิสกี้ในถังไม้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในโลกหลายชนิด ค่อยๆ หมักบ่มจนได้ที่และรอคอยให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรส
  • อาคารที่ตั้ง ซึ่งเคยเป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อายุเกือบ 100 ปี มีพื้นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าที่ทันสมัย ให้ผู้ที่มาซื้อสินค้าสามารถเลือกซื้อวิสกี้ที่มีเอกลักษณ์และพิเศษ บรรจุวิสกี้ลงขวดโดยตรงจากถังไม้บ่มวิสกี้ และยังสลักชื่อลงบนขวดได้อีกด้วย
  • Johnnie Walker Princes Street เปิดประตูรับนักท่องเที่ยวด้วยรางวัล Green Tourism Gold Award ซึ่งเป็นรางวัลด้านความยั่งยืนสูงสุดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยว โดยบริเวณระเบียงชั้นดาดฟ้าของตัวอาคารประกอบไปด้วยสมุนไพรที่นอกจากใช้ประดับตกแต่งอาหารแล้ว ยังใช้สำหรับเพิ่มกลิ่นหอมให้กับเครื่องดื่ม หลังคาสีเขียว และกล่องรังนกเพิ่มบรรยากาศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ด้านบนของ Johnnie Walker Princes Street มีรูฟท็อปบาร์ระดับโลกถึงสองแห่ง พร้อมด้วยระเบียงที่สามารถชมทัศนียภาพอันสวยงามของขอบฟ้าเมืองเอดินบะระ โดยบาร์ทั้งสองแห่งนั้นคือ Explorers’ Bothy บาร์วิสกี้ที่มีวิสกี้มากถึง 150 ชนิด และ 1820 ค็อกเทลบาร์ นำเสนอเครื่องดื่มแพริ่งกับเมนูที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างประณีตจากทั้งสี่มุมเมืองของประเทศสก็อตแลนด์ นับเป็นการนำเสนอมุมเมืองทั้งสี่ของประเทศสก็อตแลนด์ในรูปแบบอาหารอีกด้วย 

Johnnie Walker Princes Street ใช้เวลาสี่ปีครึ่งในการก่อสร้าง ถือเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวสก็อตช์วิสกี้ในประเทศสก็อตแลนด์ ที่มีการลงทุนมูลค่า 185 ล้านปอนด์ของดิอาจิโอ ถือเป็นการลงทุนในครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในรูปแบบการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับสก็อตช์วิสกี้เท่าที่เคยมีมา

Johnnie Walker Princes Street จะเปิดประตูต้อนรับสาธารณชนอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันจันทร์ที่ 6 กันยายนนี้ บัตรเข้าชมราคาเริ่มต้นที่ 25 ปอนด์ต่อคน สำหรับทัวร์ 90 นาทีและเครื่องดื่มสก็อตช์วิสกี้ที่รังสรรค์สำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะอีกสามแก้ว (เครื่องดื่มที่ให้บริการทั้งหมดมีมาตรการในการควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วนและมีเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นอีกทางเลือกสำหรับแขกทุกคน)

จองบัตรเข้าชมและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.johnniewalkerprincesstreet.com 

เรียบเรียง rhunrun

Welcome back to Lord Jim’s.

หลังจากปิดตัวไประยะหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด 19 ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้กลับมาเปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้งกับการปรับปรุงโฉมห้องนี้ใหม่ที่สวยงาม รวมทั้งบุฟเฟ่ต์ที่เป็นที่กล่าวขานจนเป็นภาพลักษณ์ของห้องอาหารนี้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ใครที่คิดถึงโรสต์บีฟที่มาพร้อมยอร์คเชียร์พุดดิ้งหรือซุปล็อบสเตอร์บิสค์ที่เป็นเมนูยอดนิยม รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ ในแบบยุโรปและญี่ปุ่นต้องแวะมา

ปีนี้เป็นปีที่ 46 ที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันอันเป็นที่กล่าวขานของกรุงเทพฯ ซึ่งการกลับมาอีกครั้งนี้ก็ต้องให้ยิ่งใหญ่สมกับที่ทุกคนคิดถึง โดยแบ่งเป็นรายการบุฟเฟ่ต์สำหรับวันจันทร์-ศุกร์(80 รายการ) และบุฟเฟ่ต์วันเสาร์ -วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์(100 รายการ) ที่มีรายการอาหารแตกต่างกัน โดยรายการอาหารยอดนิยมต่างๆ จะมียืนพื้น เพียงแต่วันหยุดนั้นจะเพิ่มอาหารทะเลระดับพรีเมียมรวมทั้งแคนนาเดี่ยนล็อบสเตอร์ ปูยักษ์จากฮฮกไกโด หอยนางรมจากฝรั่งเศส ตับห่านรสเลิศจากฝรั่งเศสเสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วงสุดคลาสสิค แฮมไอเบอริโก 36 เดือนจากสเปน แซลมอนกรัฟลักซ์ตำรับนอร์ดิค (Gravlax Salmon) ปลากะพงอบเกลือ
ส่วนเมนูสุดคลาสสิคประจำลอร์ด จิมส์ อย่างแฮมอบน้ำผึ้งมัลเบอร์รี่ออร์แกนิค ซึ่งเป็นน้ำผึ้งออร์แกนิคจากฟาร์มผึ้งของโรงแรมตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์
และยังมีซูชิ ซาชิมิ ซี่โครงแกะอบ ซุปล็อบสเตอร์บิสค์ มุมผักสลัดออร์แกนิค สเตชั่นพาสต้าเส้นสด ซึ่งเป็นเส้นพาสต้าโฮมเมดพร้อมด้วยซอสนานาชนิดจากห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า และที่พลาดไม่ได้คือ เครปซูเซท ที่อยู่คู่กับซุ้มขนมหวานประจำลอร์ด จิมส์มายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ


แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือให้เลือกสั่งอาหารจานหลักจากเมนู เพื่อให้เชฟสามารถปรุงเมนูอาหารจานหลักให้ท่านอย่างสดใหม่ทุกจาน และปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความชื่นชอบส่วนตัวของท่านได้ อาทิ อาหารทะเลหลากชนิดปรุงในซอสเคจันตามแบบฉบับของอาหารอเมริกันในรัฐหลุยเซียนาโดยจานหลักเมนูนี้ห้องอาหารลอร์ด จิมส์จะจัดเสิร์ฟในปริมาณสำหรับรับประทานร่วมกันในครอบครัว (sharing style) หรือท่านจะเลือกอาหารจานหลักแบบเสิร์ฟสำหรับหนึ่งท่านรับประทาน เช่น ซีฟู้ดเทอร์มิดอร์ รีซอตโต้กับแบล็คทรัฟเฟิ้ล ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว แต่ละจานต่างมีความเลิศรสและเสิร์ฟมาในขนาดกำลังดี ใครที่เน้นความอร่อยบนไลน์บุฟเฟต์ก็ยังสามารถสั่งจานหลักมารับประทานโดยไม่อิ่มเกิน ซึ่งในเมนูจานหลักนี้สามารถสั่งซุปหรือจานเรียกน้ำย่อยได้ด้วย และ Lobster bisque ที่โด่งดังก็เป็นซุปในเมนูจานหลักนี้ ซึ่งเขาเสิร์ฟมาในถ้วยกาแฟเล็กๆ ขนาดพอดื่มต่อหนึ่งท่าน เป็นไอเดียที่ดีมากเพราะไม่ตัดกำลังและทำให้ได้ชิมซุปอร่อยในตำนานห้องอาหารลอร์ดจิมส์ นี้ แต่ใครต้องการอาหารไทยรสแซบเป็นจานหลักเพื่อให้เจริญอาหารยิ่งขึ้นก็สามารถสั่งอาหารจานหลักตำรับไทยปรุงโดยเชฟป้อม พัชรา จากห้องอาหารศาลาริมน้ำ อาทิ ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานไก่หรือเนื้อ น่องเป็ดตุ๋นสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งเมนูอาหารจานหลักท่านสามารถสั่งได้ไม่จำกัด
นอกจากอาหารรสเลิศแล้วเรายังจะได้ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาเพราะการตกแต่งใหม่นี้จะยิ่งทำให้ห้องอาหารลอร์ดจิมส์เสมือนาวาสุดหรูลำใหญ่ที่เราจะได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเต็มตากว่าเคย

ส่วนใครที่ยังไม่ทราบว่่าที่มาของชื่อห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นั้นเป็นมาอย่างไร เราก็ขอขยายความนิดหนึ่ง ก็เพราะโรงแรมแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างโจเซฟ คอนราด (Joseph Conrad) ผู้ที่เคยมาพักที่โรงแรมเมื่อปี พ.ศ.2431 ชื่อ‘ลอร์ด จิมส์’ถูกตั้งขึ้นตามชื่อกะลาสีเรือผู้ที่เป็นตัวละครในหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน โดยห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของอาคารริเวอร์วิง(River Wing) ที่ถูกปรับโฉมใหม่โดยนักออกแบบชื่อดัง มร.เจฟฟี่ย์ วิลค์ (Jeffrey Wilkes) นักออกแบบตกแต่งอาคารริเวอร์ วิง รวมถึงห้องพัก ห้องอาหารต่างๆ รวมทั้งล็อบบี้ โดยใช้งบประมาณกว่า 2,700 ล้านบาท ในส่วนของห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ นั้น เจฟฟี่ย์ วิลค์ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือสำราญหรูสไตล์อาร์ตเดโค ซึ่งเป็นศิลปะการออกแบบในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สถาปัตยกรรมในยุคนั้นจะ โดดเด่นด้วยลายเส้นโค้ง เหลี่ยม และรูปทรงเรขาคณิต แฝงความหรูหราด้วยการนำวัสดุอย่างไม้สัก ทองเหลือง และหินอ่อน มาใช้ในการตกแต่ง รวมถึงการปรับโฉมโลโก้ ลอร์ด จิมส์ ใหม่ ให้มีลักษณะคล้ายแผงควบคุมเรือสำราญ โดยตัวอักษรด้วย‘L’สื่อถึงใบเรือและตัวอักษร‘J’ที่เปรียบเสมือนการเคลื่อนไหวของเรือ อีกทั้งส่วนโค้งของตัว‘J’ยังสื่อถึงความโค้งเว้าของท้องเรืออีกด้วย


ตลอดระยะเวลาที่ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ เปิดให้บริการมา 46 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ลอร์ด จิมส์ ได้กลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับคำนิยามว่าเป็นเสมือน “ห้องนั่งเล่นของกรุงเทพฯ” กล่าวได้ว่าห้องอาหารลอร์ด จิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันระดับพรีเมี่ยมเป็นแห่งแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ ไม่แปลกใจที่คนหลายรุ่นจะมีภาพประทับใจของตัวเองกับห้องอาหารแห่งนี้ เมื่อถึงวาระที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ได้เปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้ง อย่าพลาดที่จะมาตักตวงความประทับใจจากรุ่นถึงรุ่นเช่นนี้ได้อีกครั้งภายใต้บรรยากาศหรูเท่และอาหารรสเลิศที่เป็นที่กล่าวขานกันเสมอมา

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เปิดบริการเวลา: 12.00 น.– 14.30 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันพุธ – วันศุกร์)ราคา 2,350++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ และ 11.30 น. – 15.00 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุด
นักขัตฤกษ์) ราคา 3,200++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่โทร +66 (2) 659 9000 หรือ สำรองที่นั่งผ่านทางเว็บไซต์ของโรงแรม www.mandarinoriental.com/bangkok

7 กิจกรรมเที่ยวทิพย์ญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์

วันหยุดยาวช่วงสงกรานต์นี้ไหนๆ เราก็เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศกันไม่ได้แล้ว ก็มาเที่ยวทิพย์กันดีกว่า สำหรับคนที่ไม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ถ้าถามว่าประเทศไหนที่มีคนไทยไปรวมตัวมากที่สุดช่วงสงกรานต์ทุกคนตอบได้ง่ายๆ ว่า ญี่ปุ่น และประเทศไหนจะเป็นประเทศแรกที่ทุกคนเลือกไปเที่ยวเมื่อพ้นวิกฤติโควิด 19 ก็ญี่ปุ่นอีกนั่นแหละ


ดังนั้นโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จึงจัดงาน The Okura Prestige Bangkok Japanese Fair Series 2021 : “The Passionate Curators” เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมหลากหลายทั้งการแสดงดนตรี รวมไปถึงการบริการอาหารและเครื่องดื่มจากห้องอาหารและกิจกรรมมากมาย โดยจะจัดขึ้นติดต่อกัน 5 วัน ช่วงวันหยุดยาวในวันสงกรานต์ประจำปี 2564 ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2564 เพื่อการเที่ยวทิพย์ที่สมบูรณ์แบบเรามาลิสต์สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดในงานนี้


1. มื้อค่ำที่ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ จะเปิดให้บริการ “ยะไต และ อิซากายะ” บุฟเฟต์มื้อค่ำวันเสาร์ในบรรยากาศแบบประเทศญี่ปุ่น โดย เชฟ เซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ (Sebastiaan Hoogewerf) หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ (Executive Chef) ได้เตรียมรายการอาหารญี่ปุ่นเพิ่มเติมเป็นพิเศษ เฉพาะในวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2564
เพื่อให้เป็นค่ำคืนพิเศษที่น่าจดจำ อาหารน่ารับประทาน ได้แก่ข้าวหน้าปลาดิบหลายชนิด ซาชิมิ ยากิโทริ (ไก่เสียบไม้ย่าง) โทริซึคาเนะ (เนื้อไก่บดย่าง) ทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ อุด้งกับไข่ลวกออนเซ็น โอเด้ง ข้าวหน้าปลาแซลมอนรมควัน อีกทั้งยังมีอาหารนานาชาติให้บริการหลากหลายรายการ ตั้งแต่อาหารทะเลสด ๆ เสิร์ฟบนน้ำแข็ง อาหารทะเลปรุงร้อนย่างบนเตาบาร์บีคิว และรายการอาหารพิเศษทำสดใหม่จากครัว เช่น ตับห่านย่างซอสบัลซามิค “ยะไต และ อิซากายะ” บุฟเฟต์มื้อค่ำให้บริการตั้งแต่ 18.00 น ถึง 22.00 น. ราคาสุทธิเริ่มต้นท่านละ 1,950 บาท ให้บริการอาหารพร้อมน้ำผลไม้และน้ำอัดลมแบบไม่จำกัด แค่นี้ก็เหมือนเราได้ไปดินเนอร์อยู่ในโตเกียวแล้ว


2.วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน 2564 ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ เปิดให้บริการบุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ (Sunday Brunch) มื้ออาหารยอดนิยม สำหรับส่งท้ายวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยเชฟ เซบาสเตียน จะคัดสรรเมนูน่ารับประทานหลากหลายสัญชาติมาให้บริการแก่ทุกท่าน ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารอเมริกัน อาหารฝรั่งเศส อาหารไทย นอกจากนั้นยังมีอาหารที่เชฟรังสรรค์ขึ้นจากวัตถุดิบตามฤดูกาลเพื่อให้บริการเป็นอาหารพิเศษ ปรุงสดจานต่อจานให้บริการทุกท่านถึงโต๊ะ
ส่วนมุมอาหารญี่ปุ่นจะให้บริการซูชิและซาซิมิสดใหม่ตามฤดูกาล รวมไปถึงเมนูอาหารรับประทานเล่นแบบญี่ปุ่น อาทิ ทาโกะยากิ ยากิโทริ พิซซ่าญี่ปุ่น เทมปุระ และอื่น ๆ ไว้ให้ได้เลือกสรร บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ ให้บริการ ตั้งแต่ 12.00 น ถึง 15.00 น. ราคาสุทธิเริ่มต้นท่านละ 2,800 บาท ให้บริการพร้อมชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้


3.สำหรับท่านที่ชื่นชอบขนมหวานแบบญี่ปุ่น พลาดไม่ได้กับการสอนทำ วากาชิ (Wakashi) หรือขนมหวานของญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น คุณยูตะ ทาคะยะ (Yuta Takaya) จากร้าน กันยูโด (Gunyado) ที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรรับเชิญสอนการทำวากาชิในครั้งนี้ วากาชิถือเป็นขนมหวานของญี่ปุ่นที่ถูกปั้นแต่งให้มีความงดงามอย่างปราณีตโดยใช้ศิลปะแบบญี่ปุ่น กิจกรรมสอนทำ วากาชิ จะจัดขึ้นที่บริเวณซูชิ บาร์ ห้องอาหารยามาซาโตะในวันที่ 11 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 14:00 – 15:30 น. รับจำนวนจำกัดเพียง 8 ท่านเท่านั้น ราคาสุทธิเพียงท่านละ 1,400 บาท

4.ใครที่สนใจเรื่องการชงชาแบบญี่ปุ่น ในวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 กิจกรรมชงชาเขียวญี่ปุ่นโดยคุณจิตชญา สาระสมบัติ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ชญา แอนด์ โค ผู้ชื่นชอบและหลงใหลในวัฒนธรรมอาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะชาและพิธีชงชาของญี่ปุ่น ที่จะมาสาธิตการชงชาญี่ปุ่น และให้บริการชาเขียวมัทฉะแบบญี่ปุ่นกับขนมหวานในสีสันอ่อนหวานของดอกซากุระ ขนมหวานอันลือชื่อของโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยจัดการสาธิต 2 รอบ เวลา 13:00 น. และ 15:00 น.ที่ห้องอาหารเอเลเมนท์ ในราคาสุทธิท่านละ 1,400 บาท


5.เที่ยวญี่ปุ่นแล้วเราจะพลาดมื้ออาหารแบบไคเซกิ ได้อย่างไร ช่วงหัวค่ำของวันที่ 12 เมษายน 2564 เชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัว (Master Chef) ประจำห้องอาหารยามาซาโตะ (Yamazato) ห้องอาหารญี่ปุ่น ที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’(Michelin Plates) ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ร่วมกันรังสรรค์อาหารค่ำมื้อพิเศษ “ไคเซกิ” (Kaiseki) 7 รายการจับคู่กับสาเกชิชิเคน (Shichiken) สาเกชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น โดยมื้อค่ำแสนพิเศษนี้จะเริ่มด้วยการต้อนรับที่บริเวณส่วนต้อนรับบนชั้น 24 ของโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จากนั้นคุณโคจิ ฮาร่า (Koji Hara) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาเก (Sake Sommelier) ชาวญี่ปุ่นจะให้บริการสาเกจับคู่กับอาหารมื้อค่ำ “ไคเซกิ” ชุดพิเศษทุกรายการ โดยอาหารมื้อค่ำจับคู่สาเกนี้ ราคาสุทธิ ท่านละ 3,750 บาท ให้บริการเฉพาะวันที่ 12 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 18:30 – 22:00


6.บ่ายวันสงกรานต์ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการฉลองวันสงกรานต์ยามเย็น ในงาน Aperol Sunset Lounge and Izakaya ที่บริเวณห้องอาหาร เอเลเมนท์ และบริเวณระเบียงของห้องอาหาร ชมวิวใจกลางเมืองที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร สนุกสนานกับเพื่อนฝูงและครอบครัว พร้อมบาร์บีคิวสไตล์ญี่ปุ่นและเครื่องดื่มปรุงโดย เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม (Beverage Curators) ซิมโฟนี่ ลู แทมมารีน คูเปอร์ และ เจน แก้วยอด ให้บริการวันที่ 13 เมษายน 2564 ตั้งแต่เวลา 17:00 – 23:00 น. ราคาสุทธิท่านละ 990 บาท รวมเครื่องดื่ม 2 แก้ว และบาร์บีคิวสไตล์ญี่ปุ่น 1 ชนิด


7.เวลาเราไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์ เราก็ต้องคิดถึงดอกซากุระ ซึ่งอาจจะบานจนใกล้ร่วงหรือกำลังบานเต็มที่ในช่วงนั้นก็ต้องลุ้นกันไปในแต่ละปี แต่เที่ยวญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์จะทำให้เรานึกถึงดอกไม้สวยๆ ของฤดูใบไม้ผลิของที่นั่นเสมอ ดังนั้นเช้าวันที่ 14 เมษายน 2564 คุณศุภกร บวรปรัณชัย หัวหน้าห้องดอกไม้ และผู้เชี่ยวชาญด้านดอกไม้ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จะสาธิตการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น “อิเคบานะ” (Ikebana) ที่ห้องอาหารเอเลเมนท์
โดยคุณศุภกรจะถ่ายทอดความรู้และศิลปะการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นที่ตนได้ผ่านการอบรมกับ Mr. Nicolai Bergmann ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านอย่างใกล้ชิด และให้ทุกท่านได้ลองจัดดอกไม้ด้วยมือของตนเอง กิจกรรมการจัดดอกไม้เริ่มเวลา 10.00 น. ราคาสุทธิท่านละ 2,500 บาท ราคารวมอุปกรณ์การจัดดอกไม้และอาหารชุดโชกาโดเบนโตะ (Shokado Bento) มื้อกลางวันที่ห้องอาหารยามาซาโตะ


8.ส่วนใครที่หลงใหลข้าวปั้นแบบญี่ปุ่น เชฟฮารูเอกิ มัตซึโอกะ (Haruaki Matsuoka) ซูชิ มาสเตอร์ (Sushi Master) ประจำห้องอาหารยามาซาโตะ ได้รังสรรค์ ซูชิโอมากาเสะ ชุดพิเศษให้บริการ เพียง 3 รอบเท่านั้น ในราคาสุทธิท่านละ 5,000 บาท เชฟ มัตซึโอกะ ได้ฝึกฝนการทำซูชิจาก Tsuji Culinary Institute ที่ประเทศญี่ปุ่น และเป็นอาจารย์ผู้ช่วยด้านอาหารญี่ปุ่นเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะมาร่วมงานกับโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ
เมนูอาหารเริ่มต้นด้วย ปลาหิมะย่างราดซอสมิโซะกุ้งตุ๋นกับไข่และฟองเต้าหู้สด ก่อนเริ่มรับประทานซูชิสุดพิเศษเชฟจะให้บริการเชอร์เบทมะเขือเทศและส้มยูซุเพื่อเปิดต่อมรับรสแล้วจึงบรรจงให้บริการซูชิที่คัดสรรมาเป็นพิเศษทีละชิ้นจนครบ 8 ชิ้น พร้อมกับซุปถั่วอิดามาเมะกับเต้าหู้งาญี่ปุ่นและปลาเงินญี่ปุ่น ปิดท้ายด้วยขนมหวานเป็นซากุระโมจิเสิร์ฟคู่กับโมจิแบบเส้นราดน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงญี่ปุ่น ซูชิโอมากาเสะ ชุดพิเศษนี้ให้บริการ 3 รอบ ได้แก่มื้อกลางวันเวลา 11.30 น. ถึง 14.00 น. วันที่ 13 เมษายน และ 14 เมษายน 2564 และมื้อค่ำตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 20.30 น. วันที่ 14 เมษายน 2564 เท่านั้น


9.ใครที่ชอบความคราฟท์สไตล์ญี่ปุ่น อย่าพลาดกิจกรรมการพับกระดาษแบบญี่ปุ่น (Origami) และการห่อผ้าแบบญี่ปุ่น (Furoshiki) ให้ทุกท่านได้ร่วมสนุกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยกิจกรรมการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นจะจัดขึ้นที่ห้องอาหารยามาซาโตะ ในวันที่ 10, 11 และ 13 เมษายน 2564 เวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น. ส่วนกิจกรรมเรียนรู้การห่อผ้าแบบญี่ปุ่นจะจัดขึ้นที่ห้องอาหารยามาซาโตะเช่นกัน ในวันที่ 12 และ 14 เมษายน 2564 เวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น.
แค่ลิสต์คร่าวๆ ก็ช่วยให้การเที่ยวทิพย์ญี่ปุ่นของคุณช่วงสงกรานต์นี้สมบูรณ์แบบอย่างยากจะหาจากที่ไหน นอกจากนี้ยังมีความพิเศษอื่นๆ อย่างส่วนต้อนรับชั้น 24 ของโรงแรมจะถูกประดับด้วยต้นซากุระสีชมพูสร้างบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระจะบานสะพรั่งในช่วงเวลานี้ พบกับวงดุริยางค์เยาวชนไทย (Thai Youth Orchestra) นำโดย ดร. เป้ อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ ที่จะแสดงดนตรีบริเวณส่วนต้อนรับชั้น 24 ตั้งแต่เวลา 17:00 – 18:00 เพื่อเป็นการเปิดงาน ในวันที่ 10 เมษายน 2564


ส่วนท่านที่มองหาแพคเกจสเตเคชั่นช่วงวันหยุดยาว โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ขอเสนอแพคเกจ วะโชกุ สเตเคชั่น (Washoku Staycation) โปรโมชั่นห้องพักพิเศษสำหรับงาน The Okura Prestige Bangkok Japanese Fair Series 2021 : “The Passionate Curators” ที่ให้คุณได้ใช้เวลาในวันหยุดนี้เหมือนได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ในราคาเริ่มต้น 6,900 บาทสุทธิต่อคืน ราคารวมห้องพักแบบดีลักซ์ (Deluxe) 1 คืน พร้อมของขวัญชุดพิเศษต้อนรับในวันเข้าพัก ชุดอาหารเช้าแบบญี่ปุ่น สำหรับ 2 ท่าน และอาหารมื้อค่ำที่ห้องอาหารยามาซาโตะ สำหรับ 2 ท่าน โดยสามารถเลือกได้ระหว่างชุดอาหารมื้อค่ำแบบเทปปันยากิ หรือ อิโช ไคเซกิ (Icho Kaiseki) อาหารชุดมื้อค่ำ ให้บริการตามแบบราชสำนักญี่ปุ่น สำรองแพคเกจ วะโชกุ สเตเคชั่น ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 17 เมษายน 2564 และสามารถเข้าพักได้ระหว่างวันที่ 10 – 17 เมษายน 2564


ผู้ถือบัตรเครดิตเจซีบี (JCB) ที่มียอดค่าใช้จ่ายรวมภายในงาน ครบ 6,900 บาท จะได้รับกระติกน้ำ JCB TUMBLER 1 ใบ มูลค่า 990 บาท (1 ใบ ต่อบัตรตลอดรายการ สินค้ามีจำนวนจำกัด) สมัครบัตรเครดิตเจซีบีได้ง่ายๆ ผ่านธนาคารพันธมิตร 5 แห่งได้แก่ KTC, SCB, AEON, KBANK และ Krungsri
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 026879000 หรือ อีเมล์ FB.concierge@okurabangkok.com ติดต่อแผนกสำรองห้องพักที่reservations@okurabangkok.com หรือ เวปไซด์ www.okurabangkok.com

Taste of Spring at Kinu by Takagi

เปิดเซ็ตเมนูประจำฤดูใบไม้ผลิที่ได้วัตถุดิบมาจากจังหวัดชิซูโอกะ ห้องอาหาร Kinu by Takagi ที่จะมีจนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบของฤดูร้อน แม้เราจะยังเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการโปรโมทเส้นทางการท่องเที่ยวของที่นั่นจะหยุดพักไปด้วย อย่างจังหวัดชิซูโอกะ ที่เรามักจะเดินทางผ่านเลยไปไม่ค่อยแวะ แต่ถ้าหากรู้จักจังหวัดนี้ดีๆ แล้ว ไปญี่ปุ่นได้เมื่อไรที่นี่ต้องเป็นอีกหนึ่งจุดหมาย

ส่วนใหญ่เวลาเราไปเที่ยวชมซากุระ หรือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีถ้าเราไม่ขึ้นไปทางเหนือก็ลงไปทางใต้โดยไม่แวะจังหวัดนี้ แต่จริงๆ ที่นี่คือจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิ ช่วงที่มีซากุระบานสวยที่สุดของญี่ปุ่น และที่นี่ก็มีซากุระพันธ์พิเศษที่ออกดอกสะพรั่งดกทั้งต้นโดยขนาดดอกจะเล็กแต่ออกดอกแน่น แน่นอนว่าปีนี้เรายังไปชมซากุระที่นั่นไม่ได้ แต่ก็จะได้ชิมวัตถุดิบที่คัดสรรมาสุดพิเศษจากชิซูโอกะ ที่ห้องอาหารคินูบายทาคากิ

โดยได้รับเอกสิทธิ์พิเศษในการนำเสนอวัตถุดิบบางชนิด รังสรรค์เป็นเมนูต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ไม่ว่าจะเป็นมิโซะขาวที่ผลิตกันมาหลายชั่วอายุคน และจะจำหน่ายให้เชฟที่พวกเขาเชื่อใจว่าจะทำให้ชื่อเสียงของมิโซะขาวสุดพิเศษนี้ได้เลื่องลือต่อไป ซึ่งเชฟทาคากิ ก็เป็นหนึ่งในน้อยคนนั้น Kirapika strawberry ที่มีเฉพาะที่ชิซูโอกะ มีความสมดุลย์ของความหอมและรสชาติที่หวานฉ่ำสดชื่น ไม่หวานจัดหรือมีรสเปรี้ยวเด่นเกินไป สำหรับสตรอว์เบอร์รี่นี้ที่ญี่ปุ่นยังไม่ได้รับประทานกัน เขาส่งมาให้ที่นี่ทำเป็นของหวานสุดพิเศษเพื่อการเผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดนี้ก่อน ปีหน้าถ้าเราไปญีปุ่นได้ อย่าลืมแวะจังหวัดชิซูโอกะ ก็แล้วกัน
ที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบไคเซกิ เสิร์ฟมาที่ละอย่างโดยมีเชฟทำให้ดูตรงหน้า เร่ิมจาก Sakizuke ที่เป็นหอยจอบเนื้อหวานย่างมาพอสุก เนื้อหอยลายนึ่ง เรียงมาพร้อมกับเผือกหวานนึ่งราดด้วยซอสไข่แดงผสมมะนาวยูสุ เสิร์ฟมากับผักประจำฤดูใบไม้ผลิส่งตรงจากญี่ปุ่นนึ่งพอให้ผักหวานมีความกรอบกรุบๆ แค่จานแรกก็ชวนให้นึกถึงฤดูใบไม้ผลิที่งดงามแล้ว
Wanmori หัวผักกาดขาวจากญี่ปุ่นที่จักสลักเป็นดอกไม้ดอกใหญ่นึ่งมาพอสุก วางอยู่บนเนื้อกุ้ง Kuruma prawn ที่นำมาบดปรุงรส และตัดคาเวียร์หยอดตรงกลางดอกไม้สีขาวที่ทำจากหัวผักกาดเหมือนเกสรสีดำ ก่อนจะตักน้ำซุปที่ปรุงในหม้อต่างหากใส่ลงไป เป็นซุปที่มีรสชาติกลมกล่อมและสุดพิเศษเมื่อรับประทานคละเคล้ากับเครื่องปรุงทั้งหมดในถ้วยนี้
Tsukuri ที่มี 2 จานคือปลาดิบที่เชฟจะเลือกปลาสดที่ได้มาในแต่ละวันมาทำจานนี้เสิร์ฟเคียงมาด้วยหอยนางรมญี่ปุ่นในเจลลีที่ทำจากน้ำส้มพอนซึ รสเปรี้ยวตามด้วยความหวานของเนื้อหอยทำให้การเดินทางมาค่อนเซ็ตอาหารยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้น Sushi ไม่ต้องสงสัยว่าเชฟจะทำซูชิได้ถูกระเบียบของความน่าจะเป็นซูชิชั้นยอดของญี่ปุ่น เชฟเลือกปลาทาโรส่วนที่อร่อยที่สุดมาเป็นหน้าข้าวปั้น เสิร์ฟมาพร้อมวาซาบิขูดสดๆ โดยวาซาบิก็มาจากจังหวัดชิซูโอกะ เช่นกันแสดงว่าแหล่งน้ำของที่นั้นสะอาดบริสุทธิ์เพราะหัววาซาบิจะเจริญได้ดีในพื้นที่ที่มีน้ำคุณภาพดี


Hasson จานเด่นที่มีความหลากหลายรวมเอาวัตถุดิบที่เด่นดังของชิซูโอกะมาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ปลากะพงตาโตนำมาทำซูชิแต่หมักกับน้ำมัน Shenso oil เสิร์ฟมาบนข้าวปั้นตกแต่งด้วยไข่ปลาแซมอน เนื้อปูหิมะ และหัวเทอร์นิบดอง ไข่ปลาเฮอร์ริ่งกับซอสเต้าหู้วาซาบิ และกุ้ง Ise Ebi ย่างกับมิโซะขาว จานนี้ต้องบอกว่ามีความหลากหลายแต่ทุกอย่างมาพอคำและรับประทานด้วยกันได้กลมกล่อมมาก

Aizakana เนื้อหอยเป๋าฮื้อเสิร์ฟมากับหัวเทอร์นิบผัดเสิร์ฟมาพร้อมซอสที่ทำจากตับหอยเป๋าฮื้อ Agemono ปลาเนื้อขาวเทมปุระที่ตัวแป้งเทมปุระผสมด้วยชาเขียวจากจังหวัดชิซูโอกะ แหล่งชาเขียงที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น เสิร์ฟมาพร้อมกับไข่หอยเม่น
Yakimono เนื้อวากิว A4 นำมาย่างซอสเทอริยากิ ที่เชฟย่างตรงเตาดินเผาตรงหน้าของเรา เพื่อให้เราได้เห็นและได้กลิ่นหอมของเนื้อย่าง เชฟจะค่อยๆ ย่าง ค่อยๆ ทาซอสเทอริยากิ เรียกว่าทำซ้ำๆ หลายครั้งมากจนซอสจับบนเนื้ออย่างเหมาะสม เนื้อย่างจะถูกแล่เป็นแผ่นพอคำให้คงความฉุ่มฉ่ำของน้ำเนื้อไว้ แล้วฝานเห็ดทรัฟเฟิลดำลงไปให้รับประทานคู่กัน แต่จานนี้กลิ่นหอมของทรัฟเฟิลชูกับกลิ่นของซอสเทอริยากิอย่างลงตัวมากๆ


Rice ข้าวของชิซูโอกะ มีชื่อเสียงมาก เขาเสิร์ฟข้าวสวยที่หุงอย่างดีโดยเหยาะคาเวียร์ไว้บนข้าว เสิร์ฟมากับซุปมิโซะขาวและผักดอง ต้องอบกว่าดีงามเหลือเกิน แค่รสชาติของข้าวก็อร่อยล้นเหลือแล้ว
Dessert ของหวานคืออีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะใช้สตรอว์เบอร์รี่ Shizuoka Kirapika strawberry เป็นส่วนผสมหลักทำเป็นสลัดที่มีกรานิต้าทำจากสตรอว์เบอร์รี่นี้เช่นกัน เสิร์ฟมาพร้อมไอศกรีมช็อกโกแลตขาวผสม Sake Kasu ที่มีชื่อเสียงของชิซูโอกะ เช่นกัน ถ้าเราเลือกแพร์ริ่งอาหารกับสาเกก็จะได้ดื่มสาเกที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชิซูโอกะนี้กับทุกจานซึ่งเข้ากันอย่างลงตัวมาก รสชาติของสาเกนี้จะออกหวานนิดๆ แต่หอมกรุ่นมาก

ปิดท้ายด้วยชาเขียวมัตฉะที่เชฟลงมือตีชาด้วยตะกร้อมือไม้ไผ่ตามขนบการชงชาของญี่ปุ่นทีละถ้วย เสิร์ฟมาพร้อมกับช็อกโกแลตทรัฟเฟิลที่ไส้เป็นมิโซะขาวเจ้าดังนั่นเอง
สัมผัสประสบการณ์รสชาติแห่งฤดูใบไม้ผลิจากจังหวัดชิซูโอกะได้แล้ววันนี้ที่ Kinu by Takagi โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรงุเทพฯ

PIZZA PERFECTION พิซซ่าอบใหม่ในเตาฟืนกว่า 20 ชนิดจาก ร้านอาหาร คาเฟ่ เลานจ์ และบาร์ในโรงแรมของแมริออท 20 แห่งทั่วกรุงเทพฯ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม

พบกับ “PIZZA PERFECTION” ในแบบที่คุณชอบที่กรุงเทพฯ กับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมเต็มอิ่มกับพิซซ่าชิ้นที่ 2 ฟรี! สำหรับสมาชิกแมริออท บอนวอยชักชวนครอบครัวและเพื่อนๆ เลือกพิซซ่าที่บรรจงปรุงขึ้น ที่ร้านอาหาร คาเฟ่ เลานจ์ และบาร์ในโรงแรมของแมริออท 20 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ตลอดเดือนมีนาคมและเมษายน 2021

4 มีนาคม 2021 กรุงเทพฯ ประเทศไทย – พิซซ่าคือความสุขในชีวิตที่ไร้ขีดจำกัดของเวลา ด้วยรสชาติที่อร่อยและหลากหลาย ทั้งยังแบ่งปันกันได้ อาหารสุดพิเศษจากอิตาลีนี้ยังสามารถอิ่มอร่อยได้ในทุกเวลาไม่ว่าจะกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอาหารที่ดีต่อใจชนิดนี้ ซึ่งเกิดขึ้นทางตอนใต้ของอิตาลี ได้สร้างความสุขให้แก่ผู้รับประทานอาหารในทั่วทุกมุมโลก!
ตลอดเดือนมีนาคมและเมษายน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เชิญชวนให้แขกและผู้อาศัยในกรุงเทพฯ พบกับ “PIZZA PERFECTION” ในแบบฉบับของตัวเอง ที่ร้านอาหาร คาเฟ่ เลานจ์ และบาร์ของโรงแรม 20 แห่ง! โปรโมชั่นชวนน้ำลายสอนี้ ผู้ชื่นชอบการรับประทานอาหารจะได้พบกับพิซซ่าอบใหม่ในเตาฟืนมากกว่า 20 ชนิด ตั้งแต่พิซซ่าอิตาเลียนต้นฉบับ แบบไทยๆ แบบนานาชาติ และแม้กระทั่งพิซซ่าที่รับประทานเป็นของหวานได้ พิเศษ หากคุณมารับประทานกับเพื่อน สมาชิกแมริออท บอนวอย จะได้รับพิซซ่าชิ้นที่ 2 ฟรี!


สำหรับรสชาติแท้ๆ ของอิตาลี เชฟมากฝีมือของรอสสินี ห้องอาหารอิตาเลียนของโรงแรมเชอราตันแกรนด์สุขุมวิท อะ ลักชัวรี คอลเลกชั่น โฮเทล แบงค็อก จะเสิร์ฟพิซซ่าจานขึ้นชื่อ “รอสสินี บูราตา คูลัตตา แฮม และรูโกลา” ที่ห้องอาหารจิออร์จิโอ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเท็ล แอนด์ ทาวเวอร์ส เตรียมเสิร์ฟพิซซ่าสูตรคลาสสิก “ควาโตร สตาจิโอนี” และ “ควาโตร ฟอร์มาจิ” ขณะที่โรงแรมสุขุมวิท พาร์ค กรุงเทพฯ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์ส ขอเสนอพิซซ่าต้นตำรับ “พิซซา มาร์เกริตา” ที่บิสโทร เอ็ม และบาร์ ออน ทรี ส่วนห้องอาหาร 57th สตรีท ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท โฮเทล สุขุมวิท นำเสนอพิซซ่ายอดนิยม “สไปซี ซาลามี”
หากอยากลิ้มลองรสชาติอิตาเลียนผสมผสานกับรสชาติแบบไทย BBCO ร้านเบเกอรี่ของเจดับบลิว แมริออท โฮเทล กรุงเทพฯ ได้รังสรรค์พิซซ่าหน้า “ลาบไก่” และ “น้ำพริกเผาทะเล” และที่โมโม่คาเฟ่ ของสาทร วิสต้า กรุงเทพฯ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์ส ได้จัดทำพิซซ่าหน้า “แกงเขียวหวาน” และ “สะเต๊ะเนื้อ” ขณะที่ออคิด คาเฟ่ และเดอะ ลิฟวิ่ง รูม ของเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท อะ ลักชัวรี คอลเลกชั่น โฮเทล กรุงเทพฯ ขอเสนอพิซซ่าทะเลรสเผ็ด “กะเพราทะเล”!
สำหรับพิซซ่าสูตรนานาชาติจากประเทศต่างๆ ยังมีให้เลือกชิมที่ เซสต์ บาร์ แอนด์ เทอเรส ของ โรงแรม เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเสิร์ฟพิซซ่าหน้า “ไก่ทันดูรี ของอินเดีย” และโรงแรมดิ แอททินี โฮเทล อะ ลักชัวรี คอลเลกชั่น โฮเทล แบงค็อก เสิร์ฟพิซซา “เมิร์ก มาไล ติ๊กกะ” ที่ห้องอาหารชั้น 3 ของโรงแรม และที่อคิรา แบ็ค ห้องอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารญี่ปุ่น ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เชิญชวนแขกเอร็ดอร่อยไปกับพิซซ่าหน้า “เห็ดเอริงงิ” และที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล ของโรงแรมดับเบิลยู แบงค็อก ได้รังสรรค์พิซซ่า “พูลพอร์ค” แสนชุ่มฉ่ำ


“ซีฟู้ด เลิฟเวอร์ส” ต้องหลงรักพิซซาสูตรพิเศษที่ 57th สตรีท ที่แบงค็อก แมริออท โฮเทล สุขุมวิท พิซซาหน้า “แซลมอนรมควัน กับแอสพารากัสและผักร็อกเก็ต” ที่ลา ทาโวลา โรงแรม เรอเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ หรือพิซซา “ทูน่า” สุดล้ำที่ห้องอาหารอาคีรา แบค โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ท้ายสุด สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารหวานควรตรงดิ่งไปที่เดอะ เบเกอรี่ ของดิ แอททินี โฮเทล อะ ลักชัวรี คอลเลกชั่น โฮเทล แบงค็อก สำหรับพิซซาหน้า “ซัมมอร์ นูเทลล่า” ที่แสนอร่อย!
พิซซ่ารวม 25 หน้ามีบริการแล้วที่ร้านอาหาร คาเฟ่ เลานจ์ และบาร์ในโรงแรมยอดนิยมของแมริออท ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม จนถึง 30 เมษายน 2021 รีบชักชวนคนที่คุณรักและเพื่อนฝูง แล้วไปค้นพบความอิ่มเอมที่ไร้กาลเวลาของพิซซ่าที่แสนเพอร์เฟกต์ Buon appetito! ขอให้เอร็ดอร่อยทุกคน!
ราคาเริ่มต้นเพียง 280 บาท สมาชิกแมริออท บอนวอย รับพิซซาชิ้นที่ 2 ฟรี!

ร้านอาหารและบาร์ของโรงรมที่เข้าร่วม มีดังนี้

  1. 57th Street, Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit
  2. Akira Back, Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park
  3. MoMo Café, Courtyard by Marriott Bangkok (Delivery only)
  4. BBCO, JW Marriott Hotel Bangkok
  5. La Tavola, Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel
  6. Giorgio’s, Royal Orchid Sheraton Hotel & Towers
  7. Lobby Lounge, Royal Orchid Sheraton Hotel & Towers
  8. MoMo Café, Sathorn Vista, Bangkok – Marriott Executive Apartments
  9. Orchid Café, Sheraton Grande Sukhumvit, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  10. The Living Room, Sheraton Grande Sukhumvit, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  11. Rossini’s, Sheraton Grande Sukhumvit, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  12. Bistro M, Sukhumvit Park, Bangkok – Marriott Executive Apartments
  13. Bar on 3, Sukhumvit Park, Bangkok – Marriott Executive Apartments
  14. The Allium, The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  15. The View, The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  16. Rain Tree Café, The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  17. The Glaz Bar, The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok
  18. Seasonal Tastes, The Westin Grande Sukhumvit, Bangkok
  19. Zest Bar & Terrace, The Westin Grande Sukhumvit, Bangkok
  20. The Kitchen Table, W Bangkok

Be my Valentine

หากใครยังไม่ได้เตรียมโรแมนติกในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงในวันอาทิตย์นี้(14 กุมภาพันธ์ 2564) เรามีสถานที่ที่เหมาะจะฉลองวันวาเลนไทน์มาเป็นไอเดีย ไม่ว่าจะเป็นมื้อกลางวัน หรือดินเนอร์ที่สุดแสนโรแมนติก แต่ที่นี่ยังมีมื้อน้ำชาที่พิเศษว่าจะให้บริการเมนูพิเศษของวาเลนไทน์นี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

  ที่ที่อยากจะแนะนำก็คือห้องอาหารต่างๆ ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ขอเชิญชวนบรรดาทุกคู่รักที่มองหาสถานที่ฉลองวันแห่งความรักท่ามกลางบรรยากาศโก้หรู แต่ยังแฝงไปด้วยความคลาสสิก พร้อมกับอาหารเลิศรศที่ปรุงจากวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมสร้างสรรค์เป็นมื้อพิเศษโดยเชฟที่มากประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น 

ห้องอาหารเลอ นอร์มังดี

สำหรับคู่รักที่หลงใหลในอาหารฝรั่งเศส และมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง ตามแบบฉบับวัฒนธรรมฝรั่งเศส ห้องอาหาร “เลอ นอร์มังดี” ซึ่งการันตีด้วยรางวัลมิชลินสตาร์ 2 ดาว ติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปี เหมาะที่สุดสำหรับท่านและคู่รัก โดยท่านจะได้สัมผัสความอร่อยระดับตำนานโดยเชฟอาโนด์ ดูนัง โซทีเอร์ พร้อมดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันวาเลนไทน์เชฟอาโนด์นำเสนอมื้อค่ำสุดโรแมนติก 7 คอร์ส โดยมีเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ ซุปบีทรูทและคาเวียร์ ซึ่งคาเวียร์เปรียบเสมือนคริสตัลอัญมณีแห่งท้องทะเล ชีสบรีเสิร์ฟคู่กับเห็ดทรัฟเฟิลดำ

อาหารฝรั่งเศส 7 คอร์ส สำหรับมื้อค่ำ ราคา 25,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน 

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารทะเลคุณภาพพรีเมี่ยม และ สเต็กเนื้อคุณภาพเป็นเลิศ ขอแนะนำให้ฉลองวันแห่งความรัก ณ ห้องอาหาร“ลอร์ด จิมส์” ที่ซึ่งท่านจะได้รับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสดใหม่จากเชฟนิค กันนาเวย์ และทีม โดยมื้อค่ำในวันวาเลนไทน์ เชฟนิครังสรรค์เมนูพิเศษ 4 คอร์ส โดยเริ่มต้นมื้อแห่งความรักด้วย ชุดอาหารทะเลสุดพิเศษเสิร์ฟแบบเย็น เป็นคอร์สที่ระลึกถึงเทพแห่งความรัก “วีนัส” ซึ่งเธอกำเนิดจากท้องทะเล

โดยในชุดอาหารทะเลประกอบด้วย ราชินีแห่งหอยหางรมจากฝรั่งเศส หอยเชลล์จากฮอกไกโด ปูยักษ์และคาเวียร์ ไข่หอยเม่น ตามด้วยซุปไก่ สำหรับอาหารจานหลักนั้น ท่านสามารถเลือกระหว่างเซิร์ฟแอนด์เทิร์ฟกุ้งล็อบสเตอร์และหมูกรอบที่ปรุงแบบกงฟี  หรือ ปลาเก๋าที่ผ่านการอบอย่างพอดีเสิร์ฟพร้อมกับฟักทองบัตเตอร์นัทเนื้อแน่น ปิดท้ายด้วยขนมหวานราดมาร์มาเลดกุหลาบให้ความรู้สึกหวานสดชื่น

อาหารค่ำ 4 คอร์ส ราคา 9,400 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน

ห้อง ดิ ออเธอร์ส เลาจน์

ในเดือนแห่งความรักนี้ ไม่มีที่ไหนเหมาะสำหรับการจิบน้ำชายามบ่ายมากไปกว่า ห้อง ดิ ออเธอร์ส เลาจน์ ที่ซึ่งท่านจะได้นั่งพักผ่อนกับคู่รักท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย และรับประทานขนมและของว่างที่จะเสิร์ฟมาในกล่องรูปทรงหนังสือ ขนมหวานและของว่างทั้ง 13 ชิ้นในหนึ่งชุดได้ผ่านการรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน รวมถึงบริยอชรสกุหลาบ และ ตับห่านที่เสิร์ฟพอดีคำในแบบของมิลเฟย 

หลังจากท่านและคนพิเศษอิ่มอร่อยกับชุดน้ำชายามบ่าย ธีม “หนังสือเรื่องราวแห่งความรัก” เรียบร้อยแล้ว ท่านจะได้รับกล่องขนมซึ่งเป็นรูปทรงหนังสือเป็นของขวัญ

ใครที่หลงใหลขนมอบรสละเมียดที่ทำมาทั้งอย่างคาวอย่างหวาน จริงๆ รับประทานก็อิ่มได้เป็นหนึ่งมื้อสามารถมาลิ้มลองเมนูที่รังสรรค์พิเศษนี้ได้จนถึงสิ้นเดือนนี้

ชุดน้ำชายามบ่าย ธีม “หนังสือเรื่องราวแห่งความรัก” ราคา 1,900++ บาท ต่อท่าน มีให้บริการจนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564

ห้องอาหาร คินู บาย ทาคากิ

สำหรับคู่รักที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น และวัฒนธรรมอันวิจิตรของญี่ปุ่น และกำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารที่แตกต่างในวันแห่งความรัก ห้องอาหารคินู บาย ทาคากิ นำเสนอมื้อค่ำ 10 คอร์ส แบบไคเซกิซึ่งเป็นวิถีการรับประทานอาหารตามขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น 

อาหารค่ำ 10 คอร์ส ราคา 20,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน

อาหารค่ำ 10 คอร์ส ราคา 30,000 บาทสุทธิ สำหรับสองท่าน โดยเพิ่มคาเวียร์ในทุกคอร์ส

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ  โทร 0 2659 9000 หรือ www.mandarinoriental.com/bangkok

Keto isn’t Just A Choice: พาไปทำความรู้จักกับ ‘อาหารคีโตฯ’ มิติใหม่ของการไดเอทที่ทำให้คุณทั้งสุขภาพดี หุ่นดี และไม่สูญเสียความอร่อยไปแม้แต่สเกลเดียว

Author: Pacharee Klinchoo

Photographer: Adison Rutsameeronchai

ถ้าคุณรักบรรยากาศร้านอาหารกึ่งคาเฟ่สไตล์เรโทร และรักการกินเพื่อสุขภาพ แต่ไม่อยากลดทอนความอร่อยลงไปล่ะก็ เราเชื่อว่า OiC Café By Cherry จะต้องเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับคุณอย่างแน่นอน เพราะเชฟพี่โต้ง – ธีระวุธ ภู่วนิช และเชอร์รี่ – วันวิสาข์ ภู่วนิช เจ้าของร้านทั้งสองนั้นเชื่อมั่นในอาหารเพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงศึกษาวิธีการไดเอทแบบคีโตเจนิคอย่างละเอียด และคิดค้นวิธีการปรุงอาหารทางเลือกให้กลายเป็นอาหารทางหลักสำหรับผู้รักสุขภาพทุกคน “ร้านนี้เปิดมาได้ประมาณปีครึ่งแล้วค่ะ”​ เชอร์รี่ลงนั่งคุยกับเราด้วยน้ำเสียงสดใส “แต่ส่วนตัวเราเองกินอาหารคีโตฯ มาได้สามปีแล้วค่ะ ตอนแรกๆ ก็ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ ให้เชฟพี่โต้งทำให้กิน ปรับสูตรอาหารมาเรื่อยๆ จนได้เมนูหลากหลายในร้านวันนี้ล่ะค่ะ” 

เชฟพี่โต้งอธิบายกับเราอย่างง่ายๆ ว่าหลักการรับประทานอาหารคีโตฯ เริ่มต้นจากการงดแป้งและน้ำตาลก่อน ก่อนจะงดผงชูรสอย่างถาวร หลังจากงดทั้งสามอย่างได้แล้ว ให้เพิ่มไขมันดีเข้าไปในร่างกายในสัดส่วน 70% ของอาหารที่รับประทานในแต่ละครั้ง เมื่อร่างกายไม่มีคาร์โบไฮเดรต ก็จะเปลี่ยนการเผาผลาญไปเผาผลาญจากไขมันมากขึ้น ทำให้ไขมันในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำหนักลดลงตามไปด้วย “อาหารที่เสิร์ฟในร้านมีทั้งเมนูคีโตฯและเมนูธรรมดาครับ เราแยกเครื่องปรุงที่ใช้กันอย่างชัดเจน ไม่ปนเปื้อนแน่นอนครับ เพราะเครื่องปรุงสำหรับอาหารคีโตจะต้องเป็นเครื่องปรุงเฉพาะ ดังนั้น อาหารคีโตไม่ใช่อาหารจืดนะครับ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติ มีเมนูหลากหลาย ไม่ต่างกับอาหารปกติครับ” ซึ่งเชอร์รี่ก็เสริมขึ้นมาทันทีว่า “อาหารคีโตก็แซ่บได้นะคะ” 

และเพื่อการันตีความแซ่บ เมนูที่เชฟพี่โต้งและเชอร์รี่เลือกแนะนำได้แก่ สปาเก็ตตี้เส้นบุกผัดพริกแห้งปลาแซลมอน ซึ่งก็แซ่บไม่ต่างจากสปาเก็ตตี้ที่เราคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย ต่อด้วยแกงมัสมั่นไก่ ทานคู่กับแป้งอัลมอนด์แผ่นบาง รสชาติเข้มข้น พิซซ่าหน้าปลาแซลมอนที่แป้งทำจากอัลมอนด์ ราเมนเส้นบุกรสชาติเข้มข้นซดร้อนๆ สเต็กหมูที่เนื้อนุ่มเหลือเชื่อเสิร์ฟพร้อมสลัดผักสดปลูกดิน และน้ำสลัดสองชนิดที่ทางร้านทำเองให้เลือก และจานไฮไลต์เห็นจะได้แก่ ข้าวดอกกะหล่ำผัดไข่ที่หลับตากินถึงขั้นแยกไม่ออกว่าไม่ได้กินแป้งอยู่เลยทีเดียว

ในส่วนของอาหารหวานและเครื่องดื่มนั้นก็มีให้เลือกหลากหลายไม่แพ้กัน สตรอว์เบอร์รี่มิลค์ที่ทำจากเฮฟวี่ครีมท็อปด้วยสตรอว์เบอร์รี่รสเข้มข้นดื่มแล้วสดชื่น หรือจะเลือกอะโวคาโด้สมูตตี้ เมนูขายดีประจำร้านก็อร่อยไม่แพ้กัน และเรายังแนะนำเลมอนชีสเค้ก รสชาติดีเหลือเชื่อ ต่อด้วยเค้กมัทฉะนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น และตบท้ายด้วยบลูเบอร์รี่ชีสพาย อร่อยจนลืมตัวเลยว่ามื้อนี้เรากำลังลดแป้ง น้ำตาล และผงชูรสอย่างเด็ดขาดอยู่ 

OiC Café By Cherry  ถนนบอนด์สตรีท เมืองทองธานี 

เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 – 21.00 น. 

Tel: 085-921-1152 FB / IG: OiCCafebyCherry

ซันเดย์ บาร์บีคิว บรันช์ รสเลิศริมแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมเสิร์ฟแล้ว ณ ห้องอาหาร Volti โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

มื้อสายๆ วันอาทิตย์อันแสนสบายช่วงหยุดยาวแบบนี้ คุณมีแพลนไปไหนแล้วหรือยัง ถ้ายังคิดไม่ออก เราแนะนำให้คุณแวะไปที่โรงแรมแชงกรี-ลา เพราะห้องอาหาร Volti ริมน้ำเจ้าพระยานำเสนอบาร์บีคิว บรันช์ เมนูใหม่ล่าสุด พร้อมให้คุณและครอบครัวได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันอย่างเต็มที่

โดยงานนี้ เดวิด ไพวา เอ็กเซ็คคิวทีฟซูเชฟเป็นคนคิดค้นเมนูทั้งหมดในไลน์บุฟเฟต์อย่างพิถีพิถัน นำขบวนโดยอาหารซีฟู้ดทั้งกุ้งตัวโตๆ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยนางรมพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทย ซูชิและซาชิมิสดรสหวาน โคลคัตและชีสสารพัดตัวเลือก พิซซ่าและอาหารอิตาเลียน พร้อมสลัดและอาหารไทยอีกหลากหลายเมนู และยังมีของหวานให้รับประทานอีกด้วย

ที่ห้ามพลาดแบบเราแนะนำสุดๆ เห็นจะเป็นหมูกรอบรสเลิศ ที่ทานแบบสเต็กก็อร่อย หรือจะตักข้าวผัดมากินแกล้มเป็นสไตล์ไทยๆ ก็เข้ากัน บอกเลยว่าเตรียมท้องไว้สำหรับเมนูนี้เลยก็จะดีเป็นอย่างมาก

บาร์บีคิว ซันเดย์ บรันช์ เปิดให้บริการทุกวันอาทิตย์เวลา 12.00 – 15.00 น. ณ ห้องอาหาร Volti โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-236-9952 และ 02-236-7777

restaurants.slbk@shangri-la.com

Dom Pérignon Dinner

ค่ำคืนแห่งความทรงจำกับเมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นมาพิเศษจากเชฟ  Henk Savelberg จากห้องอาหารมิชลิน 1 ดาว Savelberg ถนนวิทยุ และเชฟผู้เคยเป็นลูกศิษย์ของเขา Rick Dingen เชฟประจำห้องอาหาร Madison โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพ ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติอาหารเป็นอย่างดี และดวงดาราที่โดดเด่นค่ำคืนนี้จะเป็นดาวดางไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ Dom Pérignon

แชมเปญที่ถือเป็นอันดับต้นๆ ของเครื่องดื่มสุดหรูรสเลิศนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 ที่บาทหลวงดอม ปิแอร์ เปริญอง ได้ลิ้มไวน์ที่มีพรายฟองซ่าอย่างมีคุณภาพเขาถึงเปรียบว่า เหมือนเขาได้สัมผัสรสชาติของเหล่าดวงดาราที่พร่างพราย จากนั้นจนบัดนี้ สิ่งที่เขาได้ทุ่มเทเวลาแทบทั้งชีวิตควบคุมให้เกิดไวน์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมจากแคว้นชองปาญก็ได้สัมฤทธิ์ผลในช่วงปลายของชีวิต เมื่อเขาคิดค้นการผลิตแชมเปญให้เป็นระบบ ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญหรือการเกิดฟองซ่านั้นทำไวน์เสียอย่างที่ผู้ผลิตไวน์ในแคว้นชองปาญ เข้าใจกันมาตลอด ก่อนหน้าที่จะมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจัง ไวน์จากแคว้นชองปาญก็มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะไวน์แดง

แต่เมื่อมีการผลิตแชมเปญอย่างจริงจังทำให้เกิดเป็นผลผลิตที่สร้างชื่อให้กับแคว้นนี้และจำกัดชื่อเครื่องดื่มที่จะเรียกว่าแชมเปญ ต้องผลิตในแคว้นนี้เท่านั้น ที่ผลิตในแคว้นอื่นๆ ก็เรียกสปาร์คกลิ้งไวน์ไป หรือในอิตาลีก็เรียกโปรเซ็กโก 

สำหรับค่ำคืนนี้ดาวเด่นก็คือ Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ที่ถือว่าหนึ่งในตระกูลดอม เปริญอง ที่จะกลายเป็นของหายากในอนาคต เป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แชมเปญนี้มีกลิ่นหอมที่อบอวลโดดเด่นผสานกับรสชาติที่เข้มจากการบ่มด้วยระยะเวลาอย่างสมบูรณ์แบบถึง 15 ปีในไวน์เซลลาร์ที่เป็นตำนานของดอม เปริญอง ไม่ต้องพูดถึงพรายฟองที่ละเอียดสวยงาม กลิ่นหอมที่อบอวลไปด้วยดอกไม้จากแดนไกล(ไกลจากยุโรปแต่อาจจะใกล้กับตัวเรา) ผลไม้แช่อิ่มที่ฉาบด้วยเกล็ดน้ำตาล เครื่องเทศที่หอมหวาน เสริมกับรสที่สดชื่นเหมือนได้ดื่มแพดาว ทิ้งความละเมียดเหมือนสัมผัสด้วยกำมะหยี่ไว้บอวล และทิ้งท้ายด้วยรสชะเอมจางๆ เป็นผลงานของเวลาที่สร้างสรรค์รสและกลิ่นเฉพาะนี้อย่างแท้จริง

เราเริ่มต้นด้วยคานาเป้ในช่วงการสังสรรค์ก่อนมื้ออาหารที่มีทาโก้หน้าเป็นหอยเชลล์ปรุงรสกับอะโวคาโดที่ละมุนเสริมรสหวานของหอยเชลล์ ครอสติโนที่ใส่อันโชวีนิดหน่อยเพื่อปลุกรสเค็มอ่อนๆ และหอยนางรมที่ปรุงรสด้วยแตงกวากับน้ำมันมะกอก พร้อมกับจิบ Moët & Chandon Brut Impérial ก่อนเราจะนั่งประจำที่ที่โต๊ะดินเนอร์จัดแต่งอย่างสวยงามสมเป็นการเฉลิมฉลองจริงๆ 

จานแรกคือ Caviar / Langoustine / Spinach / Blini / Creme Fraiche เสิร์ฟมาพร้อม Moët & Chandon Grand Vintage 2009 อาจจะแปลกใจว่าทำไมถึงเร่ิมด้วยโมเอต์ ก็เพราะนี่คือการสร้างสรรค์ของเชฟ เดอ คาฟ (Chef de Cave) หรือที่เราคุ้นในตำแหน่งเซลลาร์ มาสเตอร์ ริชาร์ด จอฟฟรอย ที่ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 1990 และลงจากบัลลังก์ในปี 2018 ด้วยการทิ้งทวนหรือฉากปิดของตำนานด้วยวินเทจ 2009 เป็นวินเทจสุดท้ายของ และเปิดตัวไปก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว และเก็บวินเทจ 2008 ที่เพิ่งมาเปิดตัวทีหลัง ฉะนั้นวินเทจ 2009 จึงเป็นไฮไลต์ของริชาร์ด จอฟฟรอย และการสลับปีวินเทจที่นำเสนอออกสู่สาธารณะ นำเอาวินเทจ 2009 มาออกก่อนวินเทจ 2008 นี้ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ โมเอต์ เอต์ ชองดอง 

จานที่ 2 เป็นฟัวการ์เทอรีน (Foie Gras Terrine) ที่เชฟปรุงได้รุ่มละมุนมาก ละลายในปากทุกคำ และตัดรสครีมด้วยเชอร์เบทและราสเบอร์รี รวมทั้งบีทรู้ทที่ปรุงสุกและถั่วฮาเซลนัทมาเพิ่มรสกรุบๆ มันๆ หอมละมุน จึงจับคู่ด้วย Dom Pérignon Blanc 2008 ที่กลิ่นและรสกระจ่างอันเป็นความคลาสสิกของดอม เปริญอง เสริมให้ทุกคำของอาหารจานนี้เป็นที่จดจำ

จานที่ 3 เป็นล็อบสเตอร์ที่คลุมด้วยซอส Beurre Noisette แต่เมื่อเราตัดเข้าไปจะพบกับเนื้อล็อบสเตอร์ที่หวานกรอบนิดๆ หวานจากความสดของล็อบสเตอร์ปรุงมาสุกกำลังดี เจือความหอมหวานอมเปรี้ยวของส้มโอกสิรมด้วยกลิ่นของเทอร์รากอน และเพิ่มความละมุนด้วยมันฝรั่งต้มเป็นชิ้นเล็กๆ แน่นอนว่าจานนี้ย่อมจับคู่ได้อย่างสวยงามกับ Dom Pérignon  Blanc 2009 ที่มีกลิ่นและรสไวท์พีชอันเป็นเอกลักษณ์ของแชมเปญนี้

จานหลักของเราคือ Poached Veal Tenderloin ที่นำเอาเนื้อลูกวัวไปซูวีด้วยอุณหภูมิไม่สูงมากเป็นเวลานานเพื่อให้เนื้อนั้นนุ่มยิ่งขึ้น แต่เนื้อลูกวัวนี้คัดมาอย่างดีจึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานอย่างที่คิด โดยมีเครื่องเคียงคือ อาร์ติโช๊ค ต้นหอมฝรั่ง แครอต เสริมความเข้มให้ราชาติด้วยซุปเนื้อวัวใสเคี่ยวเข้มข้นทำเป็นซอสชุรสให้กับเนื้อลูกวัวทุกคำ จานนี้รังสรรค์าคู่กับดาวเด่นของค่ำคืน Dom Pérignon Plenitude 2 2002 ซึ่งทุกอย่างจับคู่กันได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ  

ปิดท้ายด้วยของหวาน Crémeux ที่มีรสครีมหอมหวานสมชื่อทั้งครีมนมและครีมช็อคโกแลตเสริมรสหวานอมเปรี้ยวด้วยไอศกรีมเชอร์เบท ก้านรูบาร์บเชื่อมแต่งด้วยราสบ์เบอร์รี กลิ่นวานิลลาและกุหลาบอ่อนๆ เพราะแชมเปญที่ปิดท้ายคือ Dom Pérignon Rosé 2006 ที่ไม่เสิร์ฟทั่วไป และถือเป็นวินเทจล่าสุดของแชมเปญโรเซ่จากดอม เปริญอง ที่ปรากฎสู่สาธารณะ เป็นอีกหนึ่งที่ผู้คนเสาะหา ด้วยกลิ่นรสที่ซับซ้อนเข้มข้นผสมผสานทั้งโกโก้และแยมมะเดื่อแถมยังมีกลิ่นผิวส้มเชื่อมเจือจางๆปลุกความสดชื่น สมกับเป็นดอม เปริญอง โรเซ่ที่ผู้คนรอคอยจะได้สัมผัส

ค่ำคืนนี้จึงมีแต่ดวงดารานับพันพร่างพรายเสมือนพรายฟองที่ละเอียดในท้องนภาสีทองและสีชมพูเข้ม เป็นประสบการณ์ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างสมบุรณืแบบ ทั้งรสชาติอาหารที่สมแล้วเป็นการทำงานร่วมกันของลูกศิษย์และอาจารย์ที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็นมือหนึ่ง รวมทั้งเครื่องดื่มระดับสุดยอดที่เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจและจะต่อเนื่องไปอีกยืนยาวเฉกเช่นดวงดาวบนท้องฟ้าที่มีนับอนันต์นั่นเอง  

#dompérignonTH  @domperignonofficial  @anantarasiambangkok

LOST & FOUND บาร์หรูสุดแห่งล่าสุดที่มาพร้อมความสุกสนานและสีสันยามค่ำคืนรูปแบบใหม่ที่สร้างจากพื้นฐานการเป็นตัวคุณให้ดีที่สุด!

พบกับ LOST & FOUND (ลอสต์ แอนด์ ฟาวด์) บาร์หรูแห่งใหม่ล่าสุดของกรุงเทพฯ ที่ซ่อนตัวอยู่ในไลฟ์สไตล์มอลล์ ริเวอร์ไซด์ พลาซ่า ถนนเจริญนคร รอให้นักท่องราตรีมาค้นพบ และสัมผัสความบันเทิงกับโชว์อันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมอาหารและเครื่องดื่มชั้นเลิศ ในบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยคอนเซ็ปท์ “สถานที่สำหรับทุกคนและความรักทุกรูปแบบ” (A space where love is love and everyone has a place.) 

 แอชลีย์ ซัตตัน (Ashley Sutton) นักออกแบบบาร์และไนต์คลับชื่อดัง ได้ออกแบบ LOST & FOUND ให้เป็นเสมือนอุโมงค์หลบภัย สำหรับนักท่องราตรีรวมถึงเอ็นเตอร์เทนเนอร์ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นบาร์และร้านอาหารแล้ว ยังมีเวทีที่เปิดให้ผู้ที่รักศิลปะและการแสดงได้มาโชว์ความสามารถอีกด้วย

การแสดงหลากหลายรูปแบบนับเป็นซิกเนเจอร์ที่จะเปลี่ยนบาร์แห่งนี้เป็นดั่งโรงละครที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสวยงามของ ศิลปิน ดีเจ นักร้อง กลุ่ม LGBTQ+ แดรกควีน ไปจนถึงการแสดงเชิดหุ่น ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ ทุกคนที่มาเยือน LOST & FOUND ได้หลีกหนีความจำเจ ค้นพบความเป็นตัวเอง พร้อมเพลิดเพลินไปกับสีสันความบันเทิงอันหลากหลาย

LOST & FOUND โดดเด่นด้วยเครื่องดื่มสูตรเฉพาะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความหลากหลายของผู้คนและสุนทรียภาพของชีวิต เช่น เครื่องดื่มที่ชื่อ Queen of Lost Souls ซึ่งรังสรรค์มาจากชื่อและคอนเซ็ปท์ของบาร์หรูแห่งนี้ และ Vaudeville ที่เป็นชื่อของโรงละครในปลายยุคศตวรรษที่ 19 ของฝรั่งเศส  

LOST & FOUND (ลอสท์ แอนด์ ฟาวด์) ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 3 ของริเวอร์ไซด์ พลาซ่า ไลฟ์สไตล์มอลล์ เปิดให้บริการในช่วงแรกนี้ในทุกวันพฤหัสบดี วันศุกร์ และวันเสาร์ เวลา 20.00 น. ถึง 2.00 น.

เพื่อฉลองการเปิดบาร์ ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้ เครื่องดื่มราคาพิเศษเพียง 200 บาทสุทธิ ตั้งแต่ 20.00 – 21.00 น. และอภินันทนาการค่าเข้า 

สำรองที่นั่งได้ที่อีเมล lostandfound.vriv@avanihotels.com หรือโทร +66 (0) 2476 0022 ext. 1416.