Samsung Galaxy Z Fold2 5G กับบทสัมภาษณ์ First Impression จาก 2 นักธุรกิจแถวหน้า

เปิดตัวไปแล้วอย่างงดงามและสร้างความตื่นใจให้กับวงการ ด้วยสุดยอดนวัตกรรมสมาร์ทโฟนจอพับได้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสมาร์ทโฟนกาแลกซี่ ที่เป็น“สมาร์ทโฟนจอพับได้ที่ผสมผสานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตไว้ในเครื่องเดียว” พกพาสะดวก มาในดีไซน์สุดหรูบ่งบอกนิยามแห่งอนาคต โดยเฉพาะนักธุรกิจแถวหน้าทั้งหลายที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตแบบไม่มีข้อจำกัด เพราะสมาร์ทโฟนนี้เหมือนย่อเอาออฟฟิศมาอยู่ในโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว

มีโอกาสได้ถามความเห็นของนักธุรกิจแถวหน้าอย่างกรณ์ ณรงค์เดช ผู้บริหารหนุ่มแห่งเคพีเอ็น กรุ๊ป ที่กำลังมีข่าวดีที่จะมีทายาทน้อยๆ กับภรรยาสาวแสนสวยศรีริต้า เจนเซ่น ฉะนั้นชีวิตของเขาจึงต้องมีสมาร์ทโฟนที่ทันสมัยสุดล้ำทำให้ชีวิตทั้งการงานและส่วนตัวของเขาเกิดความคล่องตัวไม่ว่าเขาจะสวมบทบาทไหน ความที่เป็นนักธุรกิจอสังหาฯ ระดับท็อปของประเทศ ทำให้คุณกรณ์ต้องเลือกสรรทุกสิ่งว่าต้องดีที่สุดสำหรับเขา แม้แต่การได้ร่วมเป็น KOL ให้กับสมาร์ทโฟน Samsung รุ่นนี้ ทำให้เขามีโอกาสได้สัมผัสความพิเศษและฟังก์ชั่นต่างๆ ก่อนใคร 

“จริงๆ ไม่ค่อยรับทำอะไรแบบนี้ คือจะรับอะไรก็ต้องดูว่าเป็นโปรดักส์ที่ชอบและคิดว่าจะใช้จริง และก็เลือกนิดนึง แล้วสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็ชอบเลย ปัจจุบันนี้ใช้มือถือก็ใช้ทุกฟังก์ชั่นหมด ไม่ว่าจะใช้อีเมล์ ดูคลิป ดูโน่นดีนี่ บางทีมือถือทั่วไปก็อาจจะเล็กไป ยิ่งถ้าต้องทำอีเมล์ยาวๆ อันนี้ก็ตอบโจทย์ จากสมัยก่อนเราก็ต้องพกทั้งแล็บท็อป ทั้งแท็บเล็ต ทั้งมือถือ อันนี้ตอบโจทย์มากๆ  เพราะว่าขนาดหน้าจอเปิดออกมาให้ใหญ่ขึ้นได้ แถมยังทำงานได้ง่าย ขณะเดียวกันเวลาพับก็สามารถใส่กระเป๋าแจ็คเก็ตได้ พกพาสะดวก และอีกฟังก์ชั่นนึงที่เป็นพระเอกของเขาเลย คือ Split Screen สามาถทำ Multi-Active Window สามารถเปิดแอพได้พร้อมๆกัน 2-3 แอพเลย ต้องยอมรับว่าเหนือชั้นและตอบโจทย์ทุกอย่างของไลฟ์สไตล์จริงๆ”

ฟีเจอร์ใหม่ๆที่พัฒนามามาจากสมาร์ทโฟนจอพับได้รุ่นก่อนๆของซัมซุง เพื่อตอบโจทย์คนที่ชอบทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด  

เมื่อพับเครื่อง ใช้งานสมาร์ทโฟนได้เต็มจอบนหน้าจอกว้างขนาด 6.2 นิ้ว จับถนัดมือ พกใส่กระเป๋าได้สะดวก และเมื่อกางเครื่องออกยังสามารถใช้งานแอพลิเคชันได้ต่อเนื่อง บนหน้าจอหลักด้านใน อาทิเมื่อมี VDO Call เข้ามาในขณะแชตไลน์ สามารถกางเครื่องรับสายวิดีโอคอลเพื่อภาพที่เต็มตามมากขึ้น โดยที่ยังสามารถแชตต่อได้

 

มาถึงสาวนักธุรกิจแถวหน้าอีกท่านที่เธอทั้งเก๋และทั้งเก่ง แพม-สิตามนินท์ สุสมาวัฒนะกุล หรือที่เราคุ้นกันในชื่อ แพม Superrich เธอก็เป็นอีกหนึ่งที่ได้เป็นเจ้าของสุดยอดสมาร์ทโฟนนี้ก่อนใคร และได้ทดลองใช้จนเห็นถึงประสิทธิภาพว่าตอบสนองต่อนักธุรกิจเช่นเธออย่างไร

“รู้สึกว่าตื่นเต้นกับโทรศัพท์เครื่องใหม่นี้ เมื่อมีมีโอกาสได้ใช้ รู้สึกว่าฟังก์ชั่นหลายอย่างที่ช่วยเราทำงานสะดวกขึ้น ปกติชีวิตประจำวันก็ค่อนข้างจะวุ่นนิดหน่อย ต้องทำอะไรหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารอะไรตลอดทั้งวันแบบนี้ค่ะ  คือดีมากๆ ถ้าสามารถทำหลายๆ ฟังก์ชั่นได้พร้อมๆกัน ก็ประทับใจ ปกติเราจะต้องพกสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตอย่างละหนึ่ง แต่ว่าอันนี้พอจอใหญ่มากก็เหมือนรวมอุปกรณ์ทั้งสองอย่างไว้เป็นหนึ่งเดียว แล้วเราก็พกอย่างเดียว ไม่ต้องพกอะไรเยอะแยะ สะดวกมาก คือว่าทำงานอย่างนี้ปกติจะต้องดูอะไรหลายอย่าง มีข้อมูล ข่าว ราคาค่าเงิน พอเป็นจอใหญ่ก็ใช้สะดวก ไม่ต้องพก 2 อย่างแล้ว สำหรับใครชอบถ่ายรูปสามารถ Selfie กล้องหลังแบบนี้ได้ด้วยนะคะ ได้ภาพสวยด้วย”

ขนาดหน้าจอด้านในเมื่อกางเครื่องออก มีขนาดกว้างถึง 7.6” เทียบเท่าแท็บเล็ต รองรับค่ารีเฟรชเรท 120 Hz (เฮิร์ซ) ให้ภาพสมูท รู้สึกสบายตาในการใช้งาน มาพร้อมฟีเจอร์ Multi-Active Window ให้คุณเปิดใช้งานได้พร้อมกันถึง 3 หน้าจอพร้อมจัดวาง Layout หน้าจอได้อิสระ ตอบโจทย์คนที่ชอบทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งวิดีโอคอล, แชตไลน์ไปพร้อมกับเสิร์ชหาข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน

พร้อม Flex Mode โหมดที่ให้คุณกางเครื่องใช้งานได้หลายองศา รองรับการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งการถ่ายรูป วิดีโอคอล ดูหนัง ได้โดยไม่ต้องถือเครื่อง, ถ่ายเซลฟี่ ภาพสวยคมชัดด้วย กล้องหลัง หรือ Dual Preview ที่ทำให้ผู้ถูกถ่ายเห็นตัวเองได้ในขณะกำลังถูกถ่ายอยู่ด้วยกล้องหลัง ให้คุณจัดแต่งหน้าตาและทรงผม ไปในรูปแบบที่คุณอยากจะให้เป็นได้ มาพร้อมกล้องระดับโปร 5 ตัว, รองรับความเร็ว 5G โดยในประเทศไทยจะมีการนำ Samsung Galaxy Z Fold2  มาขายใน 2 เฉดสี Mystic Bronze (มิสทีค บรอนซ์)  และ Mystic Black (มิสทีค แบล็ค)  

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.samsung.com/th/galaxy-z-fold2/

Preview The Capella Bangkok

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ” (Capella Bangkok) พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ พร้อมเชิญชวนชาวไทยมาสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนภายในรีสอร์ทกลางใจเมืองแห่งใหม่ ที่จะมอบเป็นส่วนตัวและรายล้อมด้วยบรรยากาศแห่งความผ่อนคลายสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างลงตัว บนจุดหมายปลายทางแห่งประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำมหานคร 

นับเป็นการเปิดตัวโรงแรมในเครือคาเพลลา โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท (Capella Hotels and Resorts) แห่งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับทุกท่านผ่านห้องพักที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เช่น “วิลล่าริมแม่น้ำ” (Riverfront Villa) และห้องวีรันดา (Verandah) ตลอดจนได้รวบรวมประสบการณ์ทางด้านอาหารและการบริการเครื่องดื่มสุดพิเศษไว้คอยต้อนรับทุกท่านมากมาย

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ตั้งอยู่ภายในโครงการเจ้าพระยาเอสเตส (Chao Phraya Estate) บนโค้งน้ำเจ้าพระยาที่งดงาม ให้บริการห้องสวีทและวิลล่าจำนวน 101 ห้อง แต่ละห้องมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด และยังตั้งอยู่ใกล้ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ “ถนนเจริญกรุง” ถนนสายประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แขกผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับสุนทรีย์แห่งการพักผ่อนเหนือระดับ พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนด้วยบริการ “คาเพลลา คัลเจอร์ริสต์” (Capella Culturist) ผู้บรรจงเฟ้นหาประสบการณ์เฉพาะบุคคล สรรค์สร้างแรงบันดาลใจ และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยในท้องถิ่นให้กับทุกท่านตลอดการเข้าพัก 

การออกแบบของโรงแรมได้สุดยอดสถาปนิกแห่งวงการสถาปัตยกรรมโลก “แอนดี้ มิลเลอร์” (Andy Miller) และ “ริชาร์ด สก็อต วิลสัน” (Richard Scott Wilson) มาร่วมมือกับทีมออกแบบตกแต่งภายในของบริษัทบาโม่ (BAMO) โดยมีแนวคิดให้ที่นี่เป็นเสมือนรังไหมของความเงียบสงบท่ามกลางความเร่งรีบและวุ่นวายของเมืองหลวง “กรุงเทพมหานคร” ภายในบริเวณโรงแรมฯ ประกอบด้วยห้องพักขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 61 – 595 ตารางเมตร ห้องพักทุกห้องมีความทันสมัย แต่ละห้องมีหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน รวมถึงระเบียงส่วนตัวด้านนอกที่ช่วยมอบความรู้สึกเหมือนนั่งชมการแสดงและเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ของผู้คนและชุมชนริมสายน้ำอย่างใกล้ชิด 

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เปิดตัวข้อเสนอสุดพิเศษกับแพ็คเกจ Capella Bangkok Staycation ด้วยราคาเริ่มต้นคืนละ 17,500++ บาท เพื่อเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป พร้อมรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย ผู้เข้าพักสามารถใช้รีสอร์ทเครดิตภายในทุกห้องอาหารของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ ได้แก่ “โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” (Côte by Mauro Colagreco) โดยฝีมือการรังสรรค์เมนูจากเชฟชื่อดังชาวอาเจนตินา “เมาโร โคลาเกรคโค” เจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์ 3 ดาว และผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ร้านอาหารมิราซูร์ (Mirazur) ในเมืองมองตง ประเทศฝรั่งเศสที่ได้ก้าวขึ้นสู่ร้านอาหารยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากการจัดอันดับร้านอาหารที่ดีที่สุด 50 แห่งของโลกในปี ค.ศ. 2019 

พร้อมเสิร์ฟอาหารสไตล์ริเวียร่าของฝรั่งเศสและอิตาลี สำหรับผู้ชื่นชอบในรสชาติของอาหารไทยสูตรต้นตำรับ “เชฟเล็ก” วิเชียร ไตรรัตนวาธิน พ่อครัวไทยประจำห้องอาหารริมน้ำ “พระนคร” (Phra Nakhon) นำเสนออาหารไทยรสเลิศ ด้วยวิธีการปรุงอาหารแบบร่วมสมัยผสมผสานสูตรลับก้นครัวที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยสวนสวยและทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่ “สเตลลา” (Stella) ค็อกเทลบาร์ที่ให้บริการเครื่องดื่มและขนมหวานสไตล์โอมากาเสะ

สำหรับเชฟชื่อดังระดับโลก “เมาโร โคลาเกรคโค” (Mauro Colagreco) เจ้าของรางวัลด้านการนำเสนอและรังสรรค์อาหารที่มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และมีรสชาติเฉพาะตัว ได้นำแนวคิด “ริเวียร่า ทู เดอะ ริเวอร์” (Riviera to the River) วัตถุดิบสดใหม่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ส่งตรงถึงครัวของห้องอาหารโค้ทแบบวันต่อวัน เพื่อรังสรรค์เป็นเมนูเลิศรส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คาท บลังค์” (Carte Blanche)  เมนูที่โดดเด่นของร้าน ซึ่งจะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคุณที่ยินยอมให้กับเชฟ เป็นผู้รังสรรค์รายการอาหารในมื้อนั้นโดยที่คุณไม่สามารถล่วงรู้รายการอาหารล่วงหน้าได้จำนวน 9-คอร์ส 

อาหารสุดพิเศษจะเริ่มต้นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ปรุงสดใหม่ให้เห็นบริเวณ “โชว์ คิทเช่น” เสิร์ฟพร้อมแชมเปญค็อกเทล ก่อนที่เชฟจะพาเข้าสู่ความอร่อยของรายการอาหารจานอื่นๆ ในแต่ละวัน และปิดท้ายคำคืนด้วยเครื่องดื่มแอพเพอริทีฟหลังมื้ออาหารที่สวนผักออร์แกนิกของโรงแรมฯ (Green House) 

เชฟเมาโรเป็นชาวอาร์เจนตินา ร้านอาหารของเขาที่ใช้นามว่า “มิราซูร์” (Mirazur) ซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายฝั่งริเวียร่า ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จากการจัดอันดับ “50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก” (World’s 50 Best Restaurants) โดยซานเพลลีกรีโน (S.Pellegrino) เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ ร้านมิราซูร์ ยังได้รับการการันตีความอร่อยด้วยรางวัล “3 ดาวมิชลิน” อีกด้วย

เชฟได้นำวัตถุดิบของไทย เช่น ขิง ตะไคร้ มะกรูด และส้มโอ มาใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร และได้นำเทคนิคการโขลกน้ำพริกของไทย โดยมีครกและสากเป็นอุปกรณ์หลักในครัวมาช่วยรังสรรค์ซอสปรุงรสหลายชนิด เชฟเมาโรได้ทำงานอย่างไกล้ชิดทีมของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ นำทีมโดย แอนโทนี ชอลท์ไมเยอร์ หัวหน้าเชฟใหญ่ (Anthony Scholtmeyer, Executive Chef), มาร์ค วาเซอร์ เชฟเดอคูซีน (Marc Vasseur, Chef de Cuisine) และดาวิเด การาวาเกลีย เชฟประจำร้านโค้ท (Davide Garavaglia, Chef at Côte) อดีตเชฟเดอคูซีนของร้านอาหารมิราซูร์  

ร้านอาหาร “โค้ท บาย เมาโร โคลาเกรคโค” ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ของโรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ เปิดให้บริการทุกวัน    มื้อกลางวัน: 12.00 น. ถึง 14.00 น. (ปิดวันจันทร์) มื้อเย็น: 18.00 – 22.00 น. (ปิดวันอาทิตย์) 

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ

300/2 ถนนเจริญกรุง ยานนาวา สาทร กรุงเทพฯ 10120

 www.capellahotels.com/bangkok

เริงร่าริมทะเลกับคอนเสิร์ตชิลๆ Blue Wave Festival 2020 ณ เมืองพัทยา

มีใครคิดถึงอารมณ์คอนเสิร์ตตะโกนเย้วๆ เหมือนเราบ้างไหม… เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ร่างกายต้องการคอนเสิร์ตอยู่อย่างแน่นอน แต่จะให้ไปกระโดดโลดเต้นในฮอลล์ติดแอร์ ไม่มั่นใจว่าคนข้างๆ จะเหงื่อกระเซ็นมาเมื่อไหร่ ก็คงจะแอบหวั่นกันบ้างใช่ไหม ลอฟฟีเซียล ออมส์ชวนคุณไปเทศกาลดนตรีริมชายหาดพัทยา Blue Wave Festival 2020 ที่โปรโมเตอร์อย่าง Be Hear Now ร่วมมือกับ Fantastic 4 พร้อมจัดเต็มความมันแบบเปิดโล่งเต็มที่แบบไม่ต้องกลัวโควิดกันเลยทีเดียว

โดยในงานนี้เรียกได้ว่าขนศิลปินกันมาแบบคับคั่ง เปิดเทศกาลด้วยดนตรีเบาๆ เคล้าลมทะเล คลอเสียงคลื่น ต่อด้วยโชว์สุดมันจากศิลปินตัวท็อปของประเทศไทยไล่มาตั้งแต่ Tattoo Colour, Mild, Oat Pramote X Zani, Trinity, Cocktail, Lazyloxy และ Mindset ก่อนจะปิดค่ำคืนด้วยดีเจชื่อดังอีกสารพัดชีวิต ให้แดนซ์กันกระจายแบบไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น

เทศกาล Blue Wave Festival 2020 จัดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 2020 ที่โรงแรม Ambassador City Jomtien Pattaya ตั้งแต่เวลา 14.00 – 24.00 น. สิบชั่วโมงยาวไปครับ

เปิดจำหน่ายบัตรแล้วที่ TicketMelon ราคาบัตร Early Bird 999 บาท/คน (มีจำนวนจำกัด 1,000 ใบเท่านั้น), บัตร Regular 1,200 บาท/คน, บัตร VIP 6,000 บาท (ประกอบไปด้วยบัตร 2 ใบ + โรงแรม 1 ห้อง + อาหารและเครื่องดื่มมูลค่า 1,000 บาท), บัตร VVIP 32,000 บาท (ประกอบไปด้วยบัตร 6 ใบ + โรงแรม 2-3 ห้อง + อาหารและเครื่องดื่มมูลค่า 3,000 บาท) โดยทั้งหมดเป็นบัตรยืน สามารถเช็กผังงานและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Blue Wave Festival 

#BlueWaveFestival2020 

#Fantastic4 #BeHearNow #Ticketmelon

HUGO BOSS กับโครงการริเริ่มเพื่อชุมชนกับแคมเปญ #BOSSTOGETHERTH เพื่อให้การสนับสนุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19

HUGO BOSS กับโครงการริเริ่มเพื่อชุมชนกับแคมเปญ #BOSSTOGETHERTH เพื่อให้การสนับสนุนกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ) BOSSTOGETHERTH เป็นโครงการความร่วมมือกับร้านอาหารพันธมิตร ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน เพื่อสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นและชุมชนในช่วงเวลานี้ ร้านอาหารแต่ละร้านจะนำเสนอเมนูพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อ BOSS โดยสามารถสั่งเมนูพิเศษนี้ได้จากร้านอาหารที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับเราในช่วงเวลาจำกัดโดยรายได้จากเมนูพิเศษนี้ 10% BOSS และร้านอาหารพันธมิตรจะร่วมบริจาคเพื่อกองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ) อีกด้วย

ร้านอาหารพันธมิตรแรกสำหรับเดือนกันยายน 2563 BOSS จับมือกับร้านอาหารระดับ 2 ดาว MICHELIN Sühring ที่สร้างสรรค์เมนูสุดพิเศษเพื่อ BOSS Sühring นำเสนออาหารเยอรมันร่วมสมัยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก, สูตรอาหารของครอบครัวและประสบการณ์ของเชฟคู่แฝด Mathias และ Thomas

#BOSSTOGETHERTH การร่วมมือกับโครงการพิเศษนี้จะประกาศให้สื่อทราบแยกกันในแต่ละเดือน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแคมเปญสุดพิเศษนี้ลูกค้าจะได้รับ BOSS VOUCHER มูลค่า 2,000 บาทสำหรับทุกการสั่งซื้อเมนู BOSS Exclusive ที่ F&B Partner ของเราสำหรับเดือนนั้นๆ

“เรารู้ดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งส าหรับทุกคนและเราอยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ผ่านองค์กรการกุศล ด้วยความคิดริเริ่มนี้เราหวังว่าเราจะสามารถกระตุ้นให้ผู้คนตอบแทนคืนสังคมในขณะที่เราทุกคนยังคงทำส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเราเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ” Steven
Lam กรรมการผู้จัดการของ HUGO BOSS South East Asia Pte Ltd. กล่าว

BVLGARI in Geneva Watch Days

ชมนาฬิกาสุดหรูของ BVLGARI ใน Geneva Watch Days  ถือเป็นความท้าทายต่อธุรกิจนาฬิกาหรูต่างๆ เมื่อวิกฤติไวรัสทำให้การจัดแสดงนาฬิกาต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป แต่ถึงอย่างนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อนวัตกรรมและรูปแบบดีไซน์ของนาฬิการะดับสูงเหล่านี้ ที่งาน Geneva Watch Days ที่ผ่านมาก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของวงการนาฬิกาในปีนี้ โดยเฉพาะ BVLGARI ที่มีการเผยโฉมนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ๆ โดย Jean-Christophe Babin ผู้เป็น  CEO ของ ได้นำเสนอนิทรรศการนาฬิกาแนวใหม่ที่ยังคงวิถีแห่งนิวนอร์มอล โดยมีการพบกับลูกค้าคนสำคัญๆ ส่วนใหญ่ในโซนยุโรป ผ่าน Zoom และมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ทั่วโลก ผ่านทางออนไลน์กว่า 45 สำนักในช่วงวันที่ 26-29 สิงหาคมที่ผ่านมา

แม้จะเป็นการจัดนิทรรศการแบบวิถีปรกติใหม่ แม้คนจะไม่ได้มาเยี่ยมชมนิทรรศการจากทั่วโลกเหมือนแต่ก่อน ทว่าการตกแต่งสถานที่และบรรยากาศโชว์รูมนาฬิกาบุลการี ชั่วคราวในครั้งนี้ก็ทำได้อย่างหรูหราและประณีต โดยมีนาฬิกาที่น่าสนใจอย่าง  Bvlgari Aluminium ในเวอร์ชั่นใหม่ นาฬิกา Octo Finissimo  ที่สร้างสถิติโลกอันใหม่ The Automatic Tourbillon Chronograph ในรูปโฉมแบบสเกลเลตันที่มองห็นกลไกอย่างสวยงามทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  และ The new Arena Bi-Retro by Gerald Genta ซึ่งทางบุลการีได้ผนวกรวมเข้ามาไว้ตั้งแต่ปี 2000

มาดูภาพสวยๆ ของนาฬิกา BVLGARI รุ่นใหม่ที่เผยโฉมในงานนี้กัน รวมทั้ง The new Arena Bi-Retro by Gerald Genta ต้องบอกว่าหนุ่มๆ เตรียมเงินไว้ได้เลย เพราะมีทั้งแบบหรูและแบบสปอร์ตและดูเท่ทันสมัย เหมาะกับคนที่ชอบดีไซน์นาฬิกาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น

ร้านแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่สุดมีสไตล์กับแรงบันดาลใจจากโลกละติน!

ร้านแฮงค์เอ้าท์แห่งใหม่ใจกลางสุขุมวิท ทั้งการตกแต่ง อาหารและเครื่องดื่มที่ได้แรงบันดาลใจมาจากละตินสไตล์ สีสันและประสบการณ์ใหม่ๆจัดเต็มทั้งความบันเทิงจาก…. วงดนตรีสด ดีเจ อาหารฟิวชั่นไทยสเปน ค็อกเทล วิสกี้บาร์ และห้องซิก้าร์

Flamenco Bangkok

🚩 Building A (Helix) 9th Floor, The EmQuartier Building
⏰ Wednesday – Saturday : 6pm till Late
☎️ (+66) 083 816 6969

รถสุดหรูในอีก 100 ปีข้างหน้า! ไปชมภาพเต็มๆของ collaboration สุดไฮป์ระหว่าง Virgil Abloh และ Mercedes Benz

เป็นอีกหนึ่งขาประจำสำหรับการ collaboration ร่วมกับแบรนด์อื่นอยู่แล้วสำหรับ Virgil Abloh แต่ครั้งนี้คืออีกหนึ่งครั้งที่น่าตื่นเต้นกว่าครั้งไหนกับการร่วมมือกับผู้ผลิตรถหรูจากเยอรมันอย่าง Mercedes Benz ซึ่งคอนเซ็ปต์ของ “Project Gledewagon” ที่ Virgil นำเอารถ Off-Road G Class คันเท่มาปรับโฉมใหม่ก็คือ “ผลลัพธ์จากการศึกษาหน้าตาของความหรูหราในอีก 100 ปีข้างหน้า” 

โดยทำสีขาวแบบดิบและใช้อีกหนึ่งคู่สีที่โดดเด่นจากแบรนด์ Off-White ของเจ้าตัวอย่างสีฟ้า Baby Blue มาใช้ในตัวโครงเหล็กของรถ พร้อมลดทอนกระจกมองข้าง กันชนหลัง ซึ่งมาพร้อมกับพวงมาลัยที่มีปุ่มใช้งานหลากสีราวกับหลุดออกมาจากหนังไซไฟ และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยครบครันทั้งสายนิรภัยและถังดับเพลิงพกพา

ซึ่งการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกก็เป็นหลักการที่ Mercedez ให้ความสำคัญมาตลอดตามที่ Virgil ตีความหมาย และเจ้ารถคันนี้ก็จะวางจำหน่ายในรูปแบบการประมูลผ่าน Sotheby’s ตัวแทนการประมูลชื่อดัง ใครอยากได้เป็นเจ้าของรถที่เปรียบได้ดั่งงานศิลปะคันนี้สามารถร่วมประมูลได้ในวันที่ 14 กันยายนนี้ครับ

A Touch of Amanpuri Phuket. 

ใครยังไม่มีไอเดียว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในวันหยุดที่จะมาถึงเร็วนี้ขอกระซิบว่าอมันปุรี ภูเก็ตมีราคาพิเศษสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่มีที่พำนักในประเทศไทย ใครที่อยากจะรู้จักอมันปุรี ที่เขาเลื่องลือกันว่าเป็นรีสอร์ตสุดหรูในสถาปัตยกรรมแบบไทยร่วมสมัย อยากนั่งเล่นศาลาทรงไทยหน้าที่พักเพื่อชมวิวทะเลก็ต้องมาสัมผัส รวมทั้งการให้บริการต่างๆ ที่เลื่องลือว่าเป็นต้นแบบของอมันที่เลื่องลือไปทั่วโลก

ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้ราคาพิเศษจริงๆ สำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักในเมืองไทย เพราะเราสามารถปรึกษากับทางอมันปุรีถึงจำนวนคนที่เดินทางเข้าพัก จำนวนวันเพื่อจัดสรรให้ได้สถานที่พักในราคาที่เหมาะสมที่สุด 

ที่พักแต่ละแบบมีความพิเศษที่แตกต่างกัน อย่างพาวิลเลียนแต่ละหลังก็มีขนาดพื้นที่ใช้สอยต่างกัน วิวต่างกัน จะมีสระว่ายน้ำส่วนตัวหรือจะเลือกเป็นวิวทะเลที่สวยที่สุดก็มีแตกต่างกันไป หรือจะเป็นพาวิลเลียนที่เห็นวิวทะเลพร้อมศาสลาพักผ่อนแบบไทยๆ ใครที่ชอบความสวยงามของสถาปัตยกรรรมแบบไทยๆ ที่ดูร่วมสมัย น่าอยู่และไม่ได้เก่าคร่ำแบบโบราณต้องชื่นชอบ 

ส่วนการใช้สอยในห้องพักก็แบ่งสัดส่วนอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นส่วนพักผ่อน ส่วนนอน หรือห้องน้ำห้องแต่งตัวที่มีขนาดใหญ่เท่าๆ กับห้องนอน แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ เหมาะกับการใช้สอยที่หนูหราสะดวกสบาย ไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมทรงไทยที่ดูอึดอัด

มาพักที่นี่ถ้าไม่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ริมทะเล ที่ศาลาหน้าเรือนพักก็ยังเหมาะจะเป็นที่พักผ่อนทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เล่นมือถือหรือไอแพด โดยจะนั่งพิงกับหมอนขวานให้สบายๆ(ที่นั่งเขาลดระดับลงไปจากพื้นศาลาเหมือนที่นั่งในร้านอาหารญี่ปุ่น ทำให้นั่งสะดวก) หรือจะเอนกายเอกเขนกกับเบาะและหมอนขวานทรงสามเหลี่ยมก็แสนสบาย ส่วนใครจะไปอาบแดดริมทะเลก็ย่อมได้ หรือจะไปเล่นกิจกรรมทางน้ำอื่นๆ อย่าง  stand-up jet ski ที่ทำให้คุณได้ท้าทายกับยอดคลื่น seabobs ที่ทำให้คุณดำน้ำได้ด้วยความเร็วของสกู๊ตเตอร์ใต้น้ำ flyboard ที่ผสมผสานเจ็ตสกีกับเจ็ตแพ็คเข้าด้วยกันโดยใช้พลังน้ำทำให้คุณลอยตัวเหนือผิวน้ำได้สูงเกือบ 10 เมตร และสามารถแสดงท่าผาดโผนต่างๆ ได้ เป็นกิจกรรมทางน้ำที่กำลังเป็นที่นิยมมากขณะนี้  และ Mastercraft X23 wakeboarding boat สำหรับเล่นเวคบอร์ด 

ถ้าใครอยากจะไปดำน้ำที่เกาะราชา เกาะไข่นอก หรือจะเป็นเกาะดอกไม้ก็ได้ หรือใครอยากจะล่องเรือชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือล่องเรืออกไปตกปลารวมทั้งการท่องเที่ยวลัดเลาะไปตามเกาะต่างๆ ที่นี่มีบริการ รวมทั้งการจัดสรรขนาดของเรือให้เหมาะกับจำนวนคณะของคุณด้วย เพราะเกาะต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของทะเลอันดามันต่างก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ถ้าต้องการให้เด็กไป เรียนรู้เรื่องทะเลที่นี่ก็มี Eco-Beach Centre ที่ให้เด็กตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไปได้เข้าร่วมกิจกรรม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งตีกอล์ฟที่สนามระดับมาตรฐาน 5 ดาวนั้นอยู่ห่างจากอมันปุรีไม่ถึงชั่วโมง ส่วนใครไม่อยากจะใช้เวลากับกิจกรรมโลดโผนต่างๆ แต่จะใช้เวลาสำหรับการพักผ่อนสบายๆ ก็มีสระว่ายน้ำยาว 27 เมตรที่เป็นสระไอคอนของที่นี่ หรือจะไปที่ pool terrace ก็มีสระว่ายน้ำความยาว 20 เมตร และมีสระสำหรับเด็กที่ยาว 10 เมตรใกล้ห้องอาหารญี่ปุ่น Nama รวมทั้งมีห้องสมุดที่คุณจะใช้เป็นมุมสงบกับหนังสือต่างๆ ได้ 

แต่ทุกวันเวลาง่ายๆ จะมีมุมน้ำชาที่บริการให้แขกทุกคนในอมันปุรีที่ริมสระว่ายน้ำใหญ่ โดยจะมีขนมน้ำชาต่างๆ รวมทั้งขนมครกที่เป็นสูตรดั้งเดิมของที่นี่ ต้องบอกว่าอร่อยมากๆ โดยมีเครื่องต่างๆ โรยหน้าไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด เผือก หน้าทรงเครื่องต่างๆ หรือแม้แต่หน้าต้นหอมที่เบสิกแต่หารับประทานไม่ค่อยได้แล้ว แต่จริงๆ ไม่โรยหน้าอะไรเลยก็อร่อยเพราะเขาทำให้ผิวกรอบแต่เนื้อในนิ่มหอมหวานมะพร้าว อร่อยมากๆ

ส่วนห้องอาหารต่างๆ มีทั้งห้องอาหารไทยที่เป็นที่รับประทานอาหารเช้าด้วย ถ้าคุณจะไม่สั่งรูมเซอร์วิสไปที่พักนะ อาหารไทยที่นี่รสจัดอร่อยแต่ไม่ได้ทำเผ็ดนำแม้บางอย่างจะเป็นอาหารท้องถิ่นทำให้รับประทานได้มาก โดยมีเมนูอาหารเช้าสำหรับคนรักสุขภาพให้เลือกด้วยไม่มีแป้งแต่รับประทานแล้วอิ่มอร่อยได้พลังงาน ส่วนใครชอบอาหารอิตาเลียนต้องลองที่ Arva ซึ่งจะเขียนแนะนำในคราวต่อไป เนื่องจากติดใจการสร้างสรรค์เมนูของเชฟมาก ส่วนที่ Beach Terrace เสิร์ฟอาหารเมดิเตอเรเนียนในบรรยากาศริมทะเล ส่วนห้องอาหารญี่ปุ่น Nama ที่โด่งดังนั้นเปิดเป็นฤดูกาล แต่ที่ไม่ควรพลาดคือเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ The Lounge ส่วนตัวติดใจที่ใช้จินเป็นส่วนผสมหลัก สามารถนั่งชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกได้จากที่นี่

ที่นี่ยังมีที่พักแบบวิลล่าสำหรับคนที่ต้องการบรรยากาศแบบบ้านตากอากาศส่วนตัวมีตั้งแต่ 1ห้องนอนถึง 9 ห้องนอน โดยวิลล่าบางหลังมีห้องยิมส่วนตัวอีกด้วย แต่สำหรับยิมของที่นี่ก็มีอุปกรณืทันสมัยมากมายรวมทั้งมีที่ซ้อมมวยไทยโดยมีครูฝึกที่เชี่ยวชาญเป็นคนสอน และมีคลาสมวยไทยริมชายหาดอีกด้วยถ้าสนใจ แต่ใครชอบโยคะที่นี่มีคลาสทุกเช้าโดยมีศาลาโดยเฉพาะที่อยู่เป็นส่วนหนึ่งของเวลเนสเซ้นเตอร์

 Amanpuri Holistic Wellness Centre มีห้องทรีตเม้นต์ 12 ห้องออกแบบสไตลืไทยร่วมสมัย ที่นี่เป็น Wellness Centre ที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอีกด้วย ไม่ใช่แค่สปา มีโปรแกรมต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ 

และที่ไม่ควรพลาดก็คือที่จัดแสดงนิทรรศการและร้านจำหน่ายสินค้าของอมันปุรีที่ตัวอาคารออกแบบโดย Kengo Kuma สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงระดับโลก และบรรดา Aman junkie ทั้งหลายต้องไม่พลาดจะสะสมสินค้าดีไซน์พิเศษ อย่างกางเกงบ็อกเซอร์ลายพิมพ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากอมันในประเทศต่างๆ รวมทั้งของเก๋า อีกมาก

การได้มาเยือนอมันปุรี ในครั้งนี้ต้องบอกว่าประทับใจกับการบริการต่างๆ สมกับชื่อเสียงของอมันปุรีที่มีมายาวนาน และที่นี่คือที่แรกหรือต้นกำเนิดของอมันต่างๆ ย่อมจะเป็นต้นแบบที่นาประทับใจและสอดแทรกความเป็นไทยไว้อย่างดงามกลมกลืน แต่ก็มีสิ่งต่างๆ ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ อย่างทีวีที่ต่อเข้ากับการสั่งการด้วยไอแพด(ทุก อย่างในห้องพักควบคุมด้วยไอแพด) 

ก่อนนั้นในอมันปุรีหรือรีสอร์ตในเครืออมันต่างๆ จะไม่มีเครื่องรับโทรทัศน์ในห้องพัก เพราะต้องการให้คนออกมาใช้กิจกรรมด้านนอก และเป็นสถานที่ตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ปัจจุบันเรามีมือถือเป็นอวัยวะที่ 33 ไปอยู่ที่ไหนสัญญานไวไฟต้องแรงเพื่อการโซเชียลทางออนไลน์ ดังนั้นอมันปุรีจึงมีสิ่งทันสมัยไฮเทคต่างๆ มาตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ ที่นี่จึงเป็นสถานที่พิเศษสำหรับวันพักผ่อนอย่างแท้จริงที่จะให้เราได้ชมความงดงามของทะเลอันดามันได้อย่างเต็มตา อยากทราบรายละเอียดต่างๆ สอบถามได้ที่ https://www.aman.com/resorts/amanpuri

Gracie Abrams ศิลปินสาวสวยคลื่นลูกใหม่บอกเล่าเรื่องราว EP แรกในชีวิต “Minor” และคอนเสิร์ตจากห้องนอน

Gracie Abrams ศิลปินหน้าใหม่จาก Los Angeles ลูกสาว J.J. Abrams ผู้กำกับมือทองจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars : The Rise of Sky Walker ที่มีฐานแฟนคลับในประเทศไทยบ้านเราเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศอเมริกา

Gracie Abrams นักแต่งเพลงและนักร้องแห่งค่าย Interscope นำเสนอเรื่องราวและแนวเพลงที่แตกต่างจากประสบการณ์ส่วนตัวและความตรงไปตรงมาของเธอผ่าน EP แรกในชีวิตอย่าง “Minor” ที่เปรียบเสมือนการปลดปล่อยความอัดอั้นในใจของผู้คนที่กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์และความรัก โดยเธอได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงชื่อดังมากมาย อาทิ Joel Little, Benny Blanco, Jim-E Stack, Sarah Aarons และ Caroline Pennell 

 Gracie เริ่มสนใจและให้ความสำคัญกับดนตรีตั้งแต่ตอนเธอยังเด็ก เธอบอกกับเราว่าความสนใจด้านดนตรีเริ่มด้วยการตีกลองตอนอายุ 8 ปี หลังจากนั้นจึงเริ่มหลงใหลในการเขียนเนื้อเพลงก่อนจะควบการร้องด้วยเพื่อความสมบูรณ์ในการสื่อความหมายของเพลงที่ออกมาจากข้างใน เธอยังบอกอีกว่าตอนนี้เธอให้ความสำคัญกับการทำเพลงเหมือนการกินข้าวเช้าที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว

ในด้านการทำเพลง เธอมีศิลปินในดวงใจ อาทิ Joni Mitchell, Phoebe Bridgers และ Kid Cudi บุคคลเหล่านี้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันที่มีอิทธิพลต่อการเขียนเพลงของเธออย่างมากโดยเฉพาะในด้านการดึงความรู้สึกร่วมจากผู้ฟัง

เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 การเดบิวต์ EP “Minor” ของเธอจึงเกิดขึ้นจากห้องนอนของเธอเอง และด้วยกระแสเรียกร้องจากแฟนเพลงจึงเกิดเป็น “The Minor Bedroom Shows” คอนเสิร์ตจากห้องนอนผ่าน Zoom ที่จัดไปแล้วหลายต่อหลายรอบเพื่อตอบสนองแฟนเพลงทั้งชาวอเมริกันและชาวไทย โดย Gracie เผยว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเพราะนอกจากจะได้เล่นดนตรีแล้วยังได้พูดคุยกับแฟนเพลงอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

https://www.youtube.com/watch?v=qrJA3lZTcYc

สุดท้ายนี้เธอยังฝากบอกอีกว่าเร็ว ๆ นี้อาจจะมีผลงานใหม่ให้ได้ติดตามเพิ่มกันอีกด้วย แต่ตอนนี้ท่านผู้อ่านสามารถฟังน้ำเสียงสุดละมุนมีเสน่ห์ของ Gracie Abrams ใน EP แรกของเธอ Minor ได้ทั้งใน Youtube, Spotify และช่องทางอื่นที่สะดวกได้เลยครับ

เล่นบิลเลียดอย่างมีสไตล์! กับลูกบิลเลียดพิมลายครบเซทจาก Stussy

เล่นบิลเลียดอย่างมีสไตล์! กับลูกบิลเลียดครบเซทจาก Stussy ที่ได้ผู้ผลิตลูกบิลเลียดระดับโลกอย่าง Jasper Bees มาช่วยพัฒนา ตัวลูกผลิตโดย Solid phenolic polyresin คุณภาพสูง 100% สุดทนทานที่ให้น้ำหนักที่พอดีและบาลานซ์ของลูกที่ได้มาตรฐาน โดยแต่ละลูก (มีทั้งหมด 16 ลูก) จะมาพร้อมกับเลขที่เป็นฟอนต์ลายมือสุดไอคอนิกของ Shawn Stussy ยกเว้นลูกคิวสีขาวที่จะเป็นโลโก้ของแบรนด์ วางจำหน่ายแล้วที่ราคา 120 USD หรือประมาณ 3,700 บาทถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่น่าสะสมมากครับ!

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Delivery 1 of the Fall ‘20 Collection, available now worldwide.

โพสต์ที่แชร์โดย Stüssy (@stussy) เมื่อ