บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ ที่ ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ

ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ (Up & Above Restaurant) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ให้บริการบุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ (Sunday Brunch)  มื้ออาหารยอดนิยมสำหรับครอบครัวที่คนกรุงเทพฯ ชื่นชอบ ให้บริการทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง 15.00 น. มีอาหารนานาชาติหลากหลายเมนูให้คุณได้เลือกรับประทานอย่างไม่จำกัด 

เชฟได้คัดสรรเมนูน่ารับประทานหลายหลากหลายสัญชาติมาให้บริการแก่ทุกท่าน ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารอเมริกัน อาหารฝรั่งเศส อาหารไทย โดยมีอาหารจานหลักปรุงจานต่อจานให้บริการ อาทิ ตับห่านย่างเสิร์ฟบนขนมปัง ล็อบสเตอร์จากแคนาดาย่าง มุมอาหารญี่ปุ่นให้บริการอาหารญี่ปุ่นสดใหม่ อาทิ ปลาดิบ สด ๆ ข้าวห่อสาหร่าย และข้าวหน้าปลาดิบหลายรายการ ทาโกะยากิ ยากิโทริ ปลาทูน่าตาตากิเสิร์ฟกับซอสพอนซึ (Ponzu)

นอกจากนั้นยังมีอาหารทะเลสดๆ ที่ทุกคนชื่นชอบให้บริการแบบเย็นฉ่ำบนน้ำแข็ง ได้แก่ หอยนางรมสด ๆ นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา กระเทาะเปลือกกันแบบสด ๆ ล็อบสเตอร์จากรัฐเมน ขาปูอลาสก้า ปูทะเล ปูม้า กุ้ง หอยแมลงภู่จากนิวซีแลนด์ กั้ง และหอยตลับมะนิลา ส่วนอาหารทะเลปรุงร้อน ได้แก่ กุ้งแม่น้ำย่าง กุ้งลายเสือย่าง หอยเชลล์จากญี่ปุ่นย่าง หอยนางรมย่าง และปลาหมึกย่าง มุมพาสต้าให้บริการพาสต้าเส้นสดปรุงกับซอสในแบบที่คุณโปรดปราน ได้แก่เพสโต้ซอส คาโบนาลา โบลองเนส ซอสหอยแมลภู่ รวมถึงครีมซอสไข่ปลาเมนไทโกะ พลาดไม่ได้กับมุมเนื้ออบเวลลิ่งตัน สเต็กเนื้อสันในห่อด้วยแป้งพายอบสุกกำลังดีรสชาติอร่อยกลมกล่อม ให้บริการกับยอร์กเชียพุดดิ้ง (Yorkshire Pudding) และ ซอสไวน์แดง รับประทานกับสลัดผักนานาชนิด ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยผลไม้สดตามฤดูกาลและขนมหวานนานาชนิด รวมไปถึงขนมหวานที่ทำสดใหม่ ได้แก่ ช็อคโกแลตลาวา และ วาฟเฟิลทำสดใหม่ให้บริการคู่กับไอศครีมโฮมเมด 

บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ มีให้บริการทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 12.00 น ถึง 15.00 น. ราคาท่านละ 4,100++ บาท ให้บริการอาหารแบบไม่จำกัดพร้อมแชมเปญ ไวน์ เบียร์ ค็อกเทลนานาชนิด ชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ ราคาท่านละ 3,500++ บาท  ให้บริการอาหารอันหลากหลายกับไวน์โพรเซคโค เบียร์ ค็อกเทลนานาชนิด ชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ และราคาท่านละ 2,800++ บาท ให้บริการพร้อมชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ สำหรับเด็กอายุ ระหว่าง 7 ถึง 12 ปี  ราคาท่านละ 1,050++ บาท 

ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ ตั้งอยู่ที่ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02 687 9000 อีเมล์ upandabove@okurabangkok.com หรือที่เว็บไซต์ www.okurabangkok.com 

สมกับเป็นชัคกี้ 2019 “Child’s Play” ท้าคลั่งหลอนสมจริง ปล่อยเกม VR 360 องศา พาทัวร์วัดใจใครจะรอด!

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกเราทุกคนจะต้องเตรียมตัวก้าวเข้าสู่โลกใหม่ของเจ้า “ชัคกี้” การกลับมาอีกครั้งของความโหดจากเพื่อนเก่าในเวอร์ชั่นรีบูตใหม่ “Child’s Play คลั่งฝังหุ่น” มันเริ่มส่งสัญญาณท้าทายทุกคนทั่วโลก โดยเริ่มจากวัดระดับความกล้าผ่าน Child’s Play – 360 VR Experience ซึ่งถูกสร้างขึ้นสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อมอบความสนุกปนสยอง ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สุดสะพรึงในแบบที่เคยมีมาก่อน! ที่สำคัญมันยังเป็นการจำลองฉากมาจากในภาพยนตร์แทบทุกรายละเอียด ผู้ชมจะเริ่มจากการเดินไปรอบ ๆ ห้างเซดมาร์ท ราวกับว่าพวกเขามาติดอยู่ในถิ่นของชัคกี้ และท้ายสุดแล้วผู้เล่นจะเอาชีวิตรอดจากกับดักมรณะแห่งนี้ได้หรือไม่?

“แดน คลิฟตัน” ผู้กำกับ Child’s Play VR 360 องศาตัวนี้ ยังแอบกระซิบให้กับคอหนังสายโหดและเซียนเกมว่า เขามีแผนจะขยายโลกห้างเซดมาร์ทให้ผู้เล่นได้เดินเข้าไปเอง สามารถหยิบจับของได้ทุกชิ้น โดยอาจจะมีตุ๊กตาบ้าเลือดแอบซุ่มทำร้ายอยู่ในมุมมืดก็เป็นได้!

คลิกลิ้งก์ไปลองเล่นด่วน ๆ การันตีว่า “ชัคกี้” ชื่อนี้มันไม่ได้กลับมาเล่น ๆ พบเพื่อนเก่าแต่โหดกว่า มันถูกชุบชีวิตด้วยทีมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์โคตรสยองอย่าง “IT โผล่จากนรก” ท้าพิสูจน์ความโหดใน Child’s Play – 360 VR Experience  ก่อนเตรียมไประทึกกับ “Child’s Play คลั่งฝังหุ่น” 25 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

“มีผู้หญิงอีกกี่คนในตัวฉัน “ซาช่า ลุสส์” เปิดสังเวียนซุปเปอร์โมเดลแห่งโลกนักฆ่า เปิด 4 ลุค 4 แอนนา นักฆ่าสวยสะบัดสังหาร”

“ซาช่า ลุสส์” ถือว่าเป็นนางแบบตัวท๊อประดับโลก เธอมีนัยน์ตาสีฟ้า บวกกับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เธอกลายเป็นนางแบบที่ฮอตที่สุดและมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เธอเริ่มต้นเข้าสู่วงการโดยอาชีพนางแบบ และมีแฟชั่นโชว์เป็นของตนเองตั้งแต่อายุ16 เธอเป็นนางแบบสุดฮอตที่มีช่างภาพชื่อดังแถวหน้าของโลกสนใจร่วมงานด้วยไม่ว่าจะเป็น Steven Meisel, Peter Lindbergh, Karl Lagerfeld, Willy Vanderperre, Patrick Demarchelier, Paolo Roversi, Steven klein จนทำให้ซาช่า ลุสส์เป็นนางแบบที่ครองทุกปกนิตยสารแฟชั่นชื่อดังต่างๆจากทั่วโลกอาทิ Numéro, Vogue, W, harper’s bazaar, V และได้ร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นชั้นสูงระดับโลกมากมายอย่าง Chanel, Dior, Valentino, Lanvin, Balmain, Oscar de la Renta, Max Mara, Tommy Hilfiger, LA Perla, Karl Lagerfeld, Moschino, Carolina HerreraและMoncler จนทำให้เธอมีชื่อเสียงในวงการแฟชั่นที่ใครๆก็ต่างยอมรับ 

เธอได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในนางแบบหน้าใหม่อันดับต้น ๆ ของฤดูกาลโดย models.comหลังจากการปรากฏตัวของเธอบนรันเวย์ที่น่าประทับใจที่เธอได้รับเลือกให้เป็นดาราในแคมเปญโฆษณาสำหรับแคโรไลนา Herrera , Max Mara,Valentino,Tommy เธอได้ร่วมเดินในงานแฟชั่นโชว์อีก 53 รายการในช่วงฤดูใบไม้ผลิ / ฤดูร้อนปี 2014 ตอกย้ำตำแหน่งของเธอในฐานะหนึ่งในนางแบบที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดใน เธอได้รับรางวัล “โมเดลแห่งปี” จาก Glamour Russia ในปี 2013 นอกจากอาชีพนางแบบแล้ว ซาช่า ลุสส์ ยังมีผลงานโฆษณาต่างๆมากมาย ก่อนที่จะเข้ามาประเดิมงานแรกทางด้านภาพยนตร์ใน Valerian and the City of a Thousand Planets ซึ่งเธอรับบทเป็น เจ้าหญิง Liho-Minaa

และในปี 2019 “ซาช่า ลุสส์” ทิ้งแคทวอล์คแบบเต็มตัวผันตัวเองเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยเธอมารับบทเป็น “แอนนา โพเลียโทว่า”  เพชฌฆาตสาวคนใหม่แห่งโลกนักฆ่า บนเส้นทางการเป็นสายลับและนักฆ่าของหน่วยสืบราชการลับรัสเซีย (เคจีบี) แอนนา ได้รับมอบหมายภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ท้าทายสองขั้วอำนาจจากสองฝั่งโลก นั่นคือการลอบสังหารเจ้าหน้าที่ซีไอเอของอเมริกา และเพื่อให้ภารกิจสังหารทุกครั้งแนบเนียนที่สุด แอนนาต้องเปลี่ยนโฉมตัวเองเพื่อสวมบทบาทเป็น “4 แอนนา” ที่เป็นผู้หญิงที่แตกต่างกันทั้งสถานะเบื้องหน้า บุคลิก และลุคที่ปรากฏกายต่อหน้าผู้คน สไตล์อาจจะแตกต่าง แต่ยืนยันอะดรีนาลีนความดุสุดขีดทุกลุคแน่นอน ซึ่งเธอทุ่มเททั้งการตีความบทบาทเป็นแอนนาทั้ง 4 บุคลิก รวมทั้งยังขอทุ่มสุดตัวโชว์ศักยภาพในการถ่ายทอดฝีมือบู๊มันส์หยดรับประกันว่าไม่น้อยหน้านักฆ่าคนไหนในโลกภาพยนตร์แน่นอน มาดูกันว่า 4 ลุคซ่อนคัวตันนักฆ่าหญิงของแอนนามีลุคไหนกันบ้าง     

“แอนนา หมายเลข 1 – สายลับ” สายลับสาวสังกัดหน่วยสืบราชการลับของรัสเซีย ปราดเปรียว ทะมัดทะแมง ฉลาดเป็นกรด

“แอนนา หมายเลข 2 – ซุปเปอร์โมเดล” ซุปเปอร์โมเดลสาวตัวแม่ของปารีสที่ทุกรันเวย์ต้องการตัว สวย สง่า จริตเริ่ดทุกฝีก้าว  

“แอนนา หมายเลข 3 – เด็กสาว” เด็กสาวที่ต้องการใช้ชีวิตอิสระ และต้องการทำตามหัวใจเธอเอง ไม่ใช่การรับคำสั่งจากใคร   

“แอนนา หมายเลข 4 – เพชฌฆาต” โคตรนักฆ่าฝีมือหัวแถว ถนัดงานลุยเดี่ยว เชี่ยวชาญการใช้อาวุธและทักษะการต่อสู้หลากหลายแนว   

ผู้ชมทั้งโลกเตรียมจับตาดูเธอให้ดีทั้ง 4 แอนนา แล้วเตรียมเผชิญหน้ากับความมันส์ทะลักจุดเดือดในภารกิจสังหารข้ามชาติมีเธอเป็นเดิมพัน หนึ่งสายลับที่สั่งคลอนมหาอำนาจ หนึ่งซุปเปอร์โมเดลที่ทั้งโลกตามล่า รับประกันระห่ำจัดเต็มนันสต๊อปโดยผู้กำกับ ลุค เบสซง จาก Lucy และ Taken ใน ANNA สวยสะบัดสังหาร 11 กรกฎาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ขอแนะนำขนมไหว้พระจันทร์แสนอร่อย 4 รสชาติ บรรจุในกล่องหรู ลิมิเต็ด อิดิชั่น

โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ร่วมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทศกาลของชาวจีนแต่โบราณ จัดขึ้นในช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง แรม 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจีน หรือในช่วงเดือนกันยายนตามปฏิทินสากลที่กำลังจะถึงนี้ โดยการมอบขนมไหว้พระจันทร์ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ซึ่งแสดงถึงการแบ่งปันและการมอบความรักให้กับครอบครัว มิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน รวมถึงเป็นของขวัญเพื่ออวยพรให้ผู้รับมีความสุขและความเจริญรุ่งเรือง 

ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยความอร่อยของขนมไหว้พระจันทร์ทั้ง 4 รสชาติให้ท่านได้เลือกลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นไส้ทุเรียนไข่แดง ซึ่งผลิตจากทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ให้รสชาติหวานมันกลมกล่อม ไส้พุทราจีนไข่แดง นำเสนอการผสมผสานระหว่างวัตถุดิบคลาสสิกอย่างพุทราจีนและแป้งสูตรพิเศษ ตัดรสด้วยความเค็มมันของไข่แดงได้อย่างลงตัว ไส้ลูกบัวไข่แดง หนึ่งในรสชาติสุดโปรดของทุกคนในครอบครัว และไส้ถั่วเหลืองมะพร้าวใบเตย ที่เมื่อรับประทานแล้วจะเพลิดเพลินไปกับความเนียนนุ่มชุ่มลิ้นและความหอมหวานในทุกคำที่สัมผัส

ขนมไหว้พระจันทร์บรรจุในกล่องสุดหรู ลิมิเต็ด อิดิชั่น สี Living Coral หรือสีปะการัง ซึ่งถือเป็นสีแห่งปี 2562 (Color of the Year 2019) ที่สื่อถึงความอบอุ่น ความเป็นธรรมชาติ และในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกสนุกสนานและมีชีวิตชีวา ออกแบบอย่างประณีตในดีไซน์ทรงกลมสวยงาม สามารถใช้เป็นกรอบรูปโมบายแขวนที่ระลึกเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้รับ ราคากล่องละ 1,288 บาท+ บรรจุ 4 ชิ้น มีวางจำหน่ายที่ เดอะ เลานจ์ ชั้น 1 โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม เป็นต้นไป

เนื่องจากขนมไหว้พระจันทร์ผลิตจำนวนจำกัด ท่านสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ พร้อมรับส่วนลดพิเศษ 20% เมื่อสังซื้อและชำระเงินภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2562 และรับบริการส่งฟรีในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เมื่อสั่งซื้อ 100 กล่องขึ้นไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อล่วงหน้า กรุณาติดต่อที่ เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ โทร 02 207 7777 หรือ fb.bangkok@stregis.com เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.stregisbangkok.com 

ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟขอแนะนำเมนูเนื้อนำเข้าสุดพรีเมียมที่ไม่อยากให้ทุกท่านพลาด

ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ (Up & Above Restaurant) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ขอเสนอเมนูเนื้อนำเข้าสุดพรีเมียม จากรัฐทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย และเมืองคาโกชิม่า ประเทศญี่ปุ่น มีให้บริการเฉพาะวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคม 2562 เท่านั้น 

เชฟ อัลวาโร โรอ์ (Alvaro Roa) หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ (Executive Chef ) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ คัดสรรเนื้อวัว คุณภาพดี ส่งตรงจากประเทศออสเตรเลียและประเทศญี่ปุ่น นำมาย่างในระดับที่คุณโปรดปราน ได้แก่ สเต็กเนื้อโทมาฮอก (Tomahawk) เนื้อติดซี่โครงส่วนที่ใหญ่ที่สุด ขนาด 1 กิโลกรัม นำเข้าจากทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย เหมาะสำหรับรับประทาน  2 ท่าน ราคา 5,500++ บาท และเนื้อคาโกชิม่า เนื้อสันในคุณภาพดีที่มีความชุ่มฉ่ำและมีชั้นไขมันแทรกอยู่ในเนื้อ เป็นเนื้อที่ได้มาจากวัวดำสายพันธุ์ดีจากเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ขนาดชิ้นละ 200 กรัม ราคา 1,600++ บาท รับประทานกับเครื่องเคียงเลิศรสเลือกจาก ฝักทองบดกับน้ำผึ้ง เห็ดชิทาเกะย่าง หน่อไม้ฝรั่งย่าง หัวไชเท้าผัดเนย หรือมันฝรั่งทอดโรยผงพริกญี่ปุ่น 

เมนูเนื้อนำเข้าสุดพรีเมียม มีให้บริการที่ ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ ทุกวันตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2562 ระหว่างเวลา 12.00 น. ถึง 22.30 น. 

ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ ตั้งอยู่ที่ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02 687 9000 หรือ upandabove@okurabangkok.com

ร่วมสืบสานตำนานเทศกาลทานาบาตะของประเทศญี่ปุ่นที่ห้องอาหารยามาซาโตะ

ห้องอาหาร ยามาซาโตะ (Yamazato) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) เชิญชวนทุกท่านมาเขียนคำอธิฐานในช่วงเทศกาล “ทานาบาตะ” หรือเทศกาลขอพรจากดวงดาวของชาวญี่ปุ่น พร้อมรับประทานอาหารชุดพิเศษระหว่างวันที่ 1 ถึง 28 กรกฎาคม 2562

เทศกาล “ทานาบาตะ” ตำนานความรักของสาวทอผ้า และหนุ่มเลี้ยงวัว ซึ่งมีอุปสรรคและโดนลงโทษให้แยกจากกันโดยมีแม่น้ำแห่งสวรรค์หรือทางช้างเผือกกั้นทั้งสองไว้  ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะอธิษฐานขอพรจากดวงดาวให้เกิดปาฎิหารย์ เพื่อให้ทั้งสองได้พบกันในวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี คำอธิษฐานเหล่านั้นจะถูกเขียนในกระดาษสี และนำไปแขวนบนต้นไผ่ กระดาษคำอธิฐานเหล่านั้นจะถูกนำไปเผา หรือพับเป็นเรือเพื่อลอยน้ำ เพื่อดลบันดาลให้คำอธิฐานนั้นเป็นจริง 

ห้องอาหารยามาซาโตะ เชิญชวนทุกท่านมาเขียนคำอธิษฐานบนกระดาษสีและแขวนประดับบนต้นไผ่บริเวณหน้าห้องอาหาร และรับประทานอาหารชุดพิเศษเพื่อร่วมสืบสานตำนานเทศกาลทานาบาตะ โดยเชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารยามาซาโตะ ได้จัดเตรียมอาหารชุดทั้งมื้อกลางวัน และมื้อค่ำเป็นพิเศษเพื่อให้ทุกท่านรำลึกถึงเทศกาลทานาบาตะ 

อาหารชุดมื้อกลางวัน ราคาชุดละ 1,400++ บาท ประกอบไปด้วย อาหารเรียกน้ำย่อย ได้แก่ เป็ดรมควัน หอยแมลงภู่ ข้าวโพดอ่อนราดด้วยซอสน้ำส้มสายชูผสมไข่แดงตกแต่งด้วยพริกหยวกรูปดาว ซุปใสใส่กุ้ง เห็ดชิเมจิ วุ้นเส้นและผักญี่ปุ่น เสิร์ฟมาพร้อมกับปลาดิบชั้นดี 3 ชนิด (ปลาทูน่า, ปลาหางเหลือง, หอยปีกนก) จากนั้นเสิร์ฟปลามูนฟิชย่างราดซอสมายองเนสผสมข้าวโพด มันหวานญี่ปุ่น และมะเขือเทศดองหวานตกแต่งด้วยพริกหยวกรูปดาว พร้อมกับปลาไหลตุ๋นกับผักญี่ปุ่น และแครอทรูปดาว  เทมปุระรวม ข้าวหน้าปลาดาบเงินและไข่ปลาแซลมอน ซุปมิโซะ และผักดอง ปิดท้ายมื้ออาหารกลางวันด้วยผลไม้ตามฤดูกาล และพุดดิ้งมะม่วงราดซอสชาเขียวและถั่วแดง 

ส่วนอาหารชุดมื้อค่ำ ให้บริการแบบ “ไคเซกิ”  ตามแบบราชสำนักญี่ปุ่น ราคาชุดละ 4,700++ บาท ประกอบไปด้วยอาหารน่ารับประทาน 9 รายการ อาทิ ฟองเต้าหู้สด ไข่หอยเม่น เก๋ากี้และดอกกระเจี๊ยบรูปดาวราดซอสสูตรพิเศษ เสิร์ฟมาพร้อมกับปลาไหลย่าง ปลาหมึก เห็ดไมทาเกะราดซอสงา ซุปลูกชิ้นปลาไหลใส่สาหร่ายทะเล ปลาดิบชั้นดี 4 ชนิด (ปลาทูน่า, กุ้งหวานญี่ปุ่น, ปลาหางเหลือง,หอยปีกนกญี่ปุ่น) ปลาแมคเคอเรลย่างเสิร์ฟกับเนื้อย่างราดซอสมิโซะแบบเผ็ด เนื้อเป็ดตุ๋นกับผักนานาชนิด เทมปุระปูหิมะ ปลาดาบเงิน เห็ดและผักญี่ปุ่น เส้นหมี่น้ำหน้าปลาหวานญี่ปุ่นโรยด้วยเห็ดชิเมจิ เปลือกส้มยูซุขูดเพิ่มรสชาติให้น้ำซุปกลมกล่อม ให้บริการพร้อมกับข้าวห่อสาหร่ายไส้ผักดองญี่ปุ่น ส่วนขนมหวานให้บริการสาคูน้ำกะทิและน้ำตาลญี่ปุ่น พร้อมกับผลไม้สดตามฤดูกาล 

อาหารชุดพิเศษสำหรับเทศกาลทานาบาตะ มีให้บริการระหว่างวันที่ 1 ถึง 28 กรกฎาคม 2562 เท่านั้น มื้อกลางวันให้บริการตั้งแต่เวลา 11.30 น. ถึง 14.30 น. ส่วนมื้อค่ำให้บริการตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 22.30 น. 

ห้องอาหารยามาซาโตะ ตั้งอยู่ที่ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02 687 9000 หรือ yamazato@okurabangkok.com  หรือที่เว็บไซต์ www.okurabangkok.com

โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เชิญทุกท่านร่วมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปี 2562

โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ขอเสนอขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ บรรจุในกล่องดีไซน์พิเศษ เรียบหรู เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญของฝากแด่คนพิเศษ หรือลูกค้าคนสำคัญ เพื่อใช้ไหว้พระจันทร์เสริมสิริมงคลในปีนี้ จำหน่ายที่ร้านขนม ลา พาทิสเซอร์รี (La Pâtisserie) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 13 กันยายน 2562

สำหรับท่านที่กำลังมองหาขนมไหว้พระจันทร์สำหรับฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ขอแนะนำขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับชิ้นใหญ่ รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ แป้งบางนุ่ม ไส้เนียน เนื้อแน่น มี 4 รสชาติ ได้แก่ ไส้ชาเขียว ไส้ยอดนิยมที่มีความหอมของชาเขียว หวานกำลังพอดี ไส้คัสตาร์ด ไส้ทุเรียนไข่เดี่ยว และไส้พุทราไข่เดี่ยว จำหน่ายราคาชิ้นละ 228 บาท

ส่วนขนมไหว้พระจันทร์ชิ้นใหญ่ 4 ชิ้น 4 รสชาติ บรรจุในกล่องดีไซน์พิเศษสีทองแดงและสีน้ำตาล ตกแต่งลวดลายหน้ากล่องด้วยใบกิงโกะ (Gingo) หรือใบแปะก๊วยสีทองแดง สัญลักษณ์ของโรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เรียบหรู เหมาะแก่การมอบเป็นของกำนัลสุดประทับใจ ราคากล่องละ 1,168 บาท  วางจำหน่ายที่ร้านขนมลา พาทิสเซอร์รี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 13 กันยายน 2562 

ร้านขนมลา พาทิสเซอร์รี ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ฝั่งอาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ เปิดให้บริการวันจันทร์ ถึงวันศุกร์เวลา 7.00 น. ถึง 19.00 น. 

พิเศษ สำหรับผู้ที่สั่งซื้อขนมไหว้พระจันทร์บรรจุกล่อง 4 ชิ้นและวางมัดจำ 50% เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ ระหว่างวันที่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม 2562 จะได้รับส่วนลด 10% สำหรับยอดสั่งซื้อตั้งแต่ 51-100 กล่อง หรือรับส่วนลด 15 % สำหรับยอดสั่งซื้อตั้งแต่ 101-300 กล่อง ส่วนยอดสั่งซื้อตั้งแต่ 301 กล่องเป็นต้นไป รับส่วนลด 20% 

สั่งจองขนมไหว้พระจันทร์ล่วงหน้าได้ที่ โทร. 02 687 9000 หรืออีเมล์ fbreservations@okurabangkok.com  ราคาทั้งหมดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว  

ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ และ บาร์ร่วมฉลองวันช็อกโกแลตโลกด้วยบุฟเฟ่ต์ช็อกโกแลต

ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ และ บาร์ (Up & Above Restaurant and Bar)โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) จัดบุฟเฟ่ต์ช็อกโกแลตเพื่อร่วมฉลองวันช็อกโกแลตโลกในวันที่ 7 กรกฎาคม 2562

ตามประวัติศาสตร์ วันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1550 นั้นเป็นวันแรกที่มีการนำเอาช็อกโกแลตเข้าไปในทวีปยุโรป ชาวยุโรปจึงถือว่าวันที่ 7 กรกฎาคม เป็นวันช็อกโกแลตโลก เชฟ เซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ (Chef Sebastiaan Hoogewerf) หัวหน้าพ่อครัวเบเกอร์รี่ (Executive Pastry Chef) เชิญชวนทุกท่านมาร่วมฉลองวันช็อกโกแลตโลก โดยได้ตระเตรียมขนมหวานหลายชนิดที่คนรักช็อกโกแลตไม่ควรพลาด ทำจากช็อกโกแลตชั้นดีจากหลายประเทศทั่วโลก จัดเป็นบุฟเฟ่ต์ให้อิ่มอร่อยแบบไม่จำกัดอาทิ ฟองดูช็อกโกแลต (Chocolate Fondant) โอเปร่าเค้กช็อกโกแลต (Parisian Opera slice) เค้กซาเชอร์ (Chocolate Sacher cake) ช็อกโกแลต เบอลิเนอร์ โดนัทช็อกโกแลตสูตรดั้งเดิมจากประเทศเยอรมัน (Chocolate Berliner) เค้กช็อกโกแลต (Chocolate Gateaux) ทาร์ตช็อกโกแลต (Crunchy Chocolate Tart) หรือ ช็อกโกแลตชีสเค้ก (Chocolate Cheesecake) 

บุฟเฟ่ต์ช็อกโกแลตฉลองวันช็อกโกแลตโลก นี้จัดขึ้นเป็นพิเศษในวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2562 เพียงวันเดียวเท่านั้น ให้บริการที่ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ และ บาร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง 17.00 น. ราคาท่านละ 1,350++ บาท และสำหรับลูกค้าที่สั่งชุดน้ำชายามบ่าย สามารถร่วมรับประทานบุฟเฟ่ต์ช็อกโกแลตฉลองวันช็อกโกแลตโลกได้เช่นกันโดยชำระค่าบริการเพิ่มท่านละ 650++ บาท 

พิเศษ สำหรับลูกค้าที่มารับประทานบุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อสายวันอาทิตย์ ในวันนั้น สามารถร่วมรับประทานบุฟเฟ่ต์ช็อกโกแลตฉลองวันช็อกโกแลตโลกนี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ และ บาร์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02 687 9000 หรือ อีเมล์ upandabove@okurabangkok.com

เพิ่มน้ำตาลในเลือด อัพความหวานไปกับขนมอบและขนมหวานคอลเลกชั่นใหม่ กับพ่อครัวขนมหวานคนใหม่ คริสตอฟ วิดเมอร์ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

“ถ้าเราปลูกต้นโกโก้ไว้ใกล้ต้นไม้อะไร มันจะดูดเอากลิ่นและสสารจากต้นนั้นๆ มาไว้ในตัวมัน ทำให้ช็อกโกแลตที่ผลิดจากเมล็ดโกโก้ต่างพื้นที่กันมีรสชาติต่างกันครับ” เชฟคริสตอฟ วิดเมอร์ หัวหน้าพ่อครัวขนมอบและขนมหวานคนใหม่แห่งโรงแรมแชลกรี-ลา กรุงเทพฯ เล่าให้เราฟังขณะที่มือก็คนช็อกโกแลตเหนียวหนับในหม้อตุ๋น “ซึ่งช็อกโกแลตบาร์ของทางโรงแรมนี่เลือกใช้ช็อกโกแลตจากจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย ปรุงรสหวานนิดหน่อยด้วยน้ำตาลออแกนิก แต่ยังคงความเข้มอยู่ที่ 70% นะครับ ซึ่งรับรองเลยว่าแต่ละบาร์ที่ผลิตไปนั้นรสชาติแตกต่างกันจริงๆ ไม่เชื่อลองสิครับ”

ช็อกโกแลตบาร์ชื่อคุ้นหูสี่แท่งวางตรงหน้าเรา เชียงใหม่ จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร เรานิ่วหน้าพลาางเลือกหยิบชิ้นที่แปะป้ายจันทบุรี เพราะเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้บ้านเกิดเรามากที่สุด เมื่อกัดคำแรก เราถึงขั้นขมวดคิ้วในรสชาติเปรี้ยวนำของช็อกโกแลต 70% ที่ควรจะขม “นั่นเพราะว่าโกโก้ที่จังหวัดจันทบุรีปลูกใกล้ผลไม้บางชนิดน่ะครับ” เชฟยิ้ม เราจึงหยิบช็อกโกแลตจากเชียงใหม่มาลองเป็นลำดับถัดไป และสิ่งที่เชฟพูดก็ได้ถูกพิสูจน์ในปากของเรา เมื่อเราค้นพบว่า แท่งที่มาจากเชียงใหม่นั้นมีรสหวานนุ่มนวลนำ แตกต่างจากชิ้นที่แล้วอย่างชัดเจน นั่นทำให้เราประทับใจมากขึ้น… จริงๆ

แต่ด้วยความที่เราไม่ใช่สายช็อกโกแลตขมจัดขนาดนั้น เราจึงหันไปสนใจตู้ขนมต่างๆ ที่วางอยู่เรียงรายรอบตัว และก็ตื่นตะลึงไปกับช็อกโกแลตพราลีนสีสันต่างกันที่วางอยู่ มีรสไม่คุ้นชินมากมาย ซึ่งเชฟนำเสนอให้เราลองชิม และเราก็ติดใจหลายรสชาติ ทั้งราสพ์เบอร์รี มะม่วงและแพชชั่นฟรุต รัม งานดำ และอื่นๆ อีกมากมาย และสิ่งที่เราชอบมากจริงๆ อีกก็คือนิวยอร์กชีสเค้ก และทีรามิสุเอแคร์ ที่ตักเพลินๆ หมดชิ้นลืมอ้วนไม่รู้ตัว

ร่วมลิ้มลองช็อกโกแลตสุดพิเศษ และขนมอบคอลเลกชั่นใหม่ได้ที่ช็อกโกแลตบูติก
โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯโทร. 02-236-7777
restaurants.slbk@shangri-la.com
www.shangri-la.com

หล่อด้วยอร่อยด้วย Luigi Taglienti เชฟมิชลินสตาร์มาเป็นดารารับเชิญ ณ ห้องอาหาร La Tavola โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

ว่ากันว่าการรับประทานอาการดีๆ ถูกปากสักหนึ่งมื้อจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เราก็ไม่ได้เชื่ออะไรมาก จนได้มีโอกาสไปลิ้มลองอาหารอิตาลีที่รังสรรโดยเชฟ Luigi Taglienti จากห้องอาหาร LUME ประเทศอิตาลี ณ ห้องอาหาร La Tavola โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ และก็ทำให้เรารู้เลยว่า เรามีพลังกลับมาลุยงานที่คั่งคาอยู่ได้โดยไม่อิดออดใดๆ 

และก็ต้องยอมรับว่า เมื่อได้ยินคำว่า ‘อาหารอิตาเลี่ยน’ ใจเราก็ประหวัดไปถึง ‘ความเลี่ยน’ ที่มักจะมาพร้อมกับอาหารจากฝั่งยุโรป แต่เมื่อได้ลิ้มลองอาหารจานแรก Asparagus Scrambled Oyster นั้นเราก็ถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจในรสชาติอันกลมกล่อม ติดรสจัดที่ปลายลิ้นเล็กน้อยในลักษณะที่น่าจะถูกใจคนไทย ทำให้เราตั้งหน้าตั้งตารอจานถัดไปไม่ได้

ซึ่ง Squid in Black and White นั้นก็ทำให้เราประหลาดใจในรูปลักษณ์ จนถึงขั้นเอ่ยปากถามว่า ‘หมึกอยู่ไหนกันนะ’ โดยอาหารจานนี้เป็นอาหารที่มีไอเดียมาจากอาหารอิตาเลียนดั้งเดิม โดยนำเอาเนื้อปลาหมึกมารีดให้เป็นแผ่นแทน ‘พาสต้า’ ส่วนซอสนั้นก็เป็นส่วนผสมระหว่างแพนนาคอตต้า หอยเม่น และซีตรัสอีกหลากหลายชนิด ทำให้รสชาติออกจัดจ้าน กลิ่นหอมชวนเรียกน้ำย่อยได้ดี

ส่วนอาหารจานหลักทั้ง Rice with Fresh Turmeric and Laurel Powder และ Turbot and Celeriac นั้นก็มีรสซีตรัสบางประการที่อมเปรี้ยวโดดเด่น มีเพื่อนร่วมโต๊ะบางคนให้คำนิยามว่า ‘เหมือนกินอาหารไทยที่ไม่เผ็ด’ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราถึงบางอ้อว่าทำไมเราถึงรู้สึก ‘โอเค’ กับอาหารเซ็ตนี้ เพราะการที่จะทำอาหารรสไม่จัดให้ไม่เลี่ยนนั้นไม่ง่าย แต่เชฟลุยกิก็สามารถทำให้คนฝั่งเอเชียที่ไม่กินเผ็ดเอ็นจอยกับอาหารจากฝั่งยุโรปได้เป็นอย่างดี

ก่อนเราจะจากกัน เชฟยกของหวานเป็นก้อนกลมๆ หน้าตาประหลาดมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ Black Truffle Tiramisu นั้นเป็นส่วนผสมระหว่างทีรามิตสึและทรัฟเฟิล สองขนมหวานอันเลื่องชื่อของประเทศบ้านเกิดเชฟ หน้าตาดูไม่คุ้นชิน แต่พอเราได้ชิมแล้ว เราถึงขั้นเสียใจที่อาหารมื้อนี้จบลง

ในครั้งนี้ เชฟลุยกิมาเยือนห้องอาหาร La Tavola เพียงห้าวันเท่านั้น แต่เราแอบหวังว่า อีกไม่นาน ห้องอาหารแห่งนี้จะมีโอกาสได้ต้อนรับเชฟฝีมือไม่ธรรมดาคนนี้อีกครั้ง ซึ่งรับรองว่า เราจะไม่พลาดกลับไปเยี่ยมเยือนชาร์จพลังของเราด้วยอาหารอย่างแน่นอน 

ห้องอาหาร La Tavola โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์
โทร. 02-125-5000 renaissancebangkok.com