เตรียมให้พร้อมกับคอนเสิร์ต Ed Sheeran เจ้าพ่อเพลงรักที่ฮ็อตติด Top 5 บน Spotify ประเทศไทย

สำหรับใครที่ยังคิดถึงบรรยากาศคอนเสิร์ตของ Ed Sheeran (เอ็ด ชีแรน) ครั้งล่าสุดที่กรุงเทพฯ โอกาสนี้มาถึงแล้วเพราะศิลปิน เจ้าของเพลงรักหวานซึ้งชาวอังกฤษกำลังเดินทางมาทัวร์คอนเสิร์ต ÷ (ดิไวด์) ในประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะมามอบความสุขให้กับแฟนๆ ในวันที่ 28 เมษายนนี้ ความป๊อบของหนุ่ม Ed Sheeran การันตีด้วยการเป็นศิลปินชายที่มียอดการสตรีมสูงสุดอันดับ 3 บน Spotify ประเทศไทย ประจำปี 2561เตรียมตัววอร์มเสียง เพื่อร้องเพลงฮิตตาม Ed Sheeran กันแบบสดๆ ได้เลย รับรองว่าได้ฟินต่อเนื่องจากช่วงวันหยุดยาวหลังสงกรานต์แน่นอน

การกลับมาครั้งนี้ทำให้แฟนๆ คาดหวังนักร้องหนุ่มเจ้าของเสียงคุณภาพไว้สูง เนื่องมาจาก Ed Sheeran ทำสถิติยอดขายบัตรคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดเป็นอันดับสี่ รองจากศิลปินในตำนานอย่าง U2 Guns N’ Roses และ The Rolling Stones โดยหลังจากปล่อยซิงเกิลสุดฮิตอย่าง Shape of You เพลงจังหวะสนุกๆ ที่ทำให้ทุกคนอยากลุกขึ้นมาแดนซ์ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็เพิ่งครองสถิติเพลงที่ได้รับการสตรีมสูงสุดตลอดกาลบน Spotify ด้วยยอดสตรีมมากกว่า 2 พันล้านครั้ง ท็อปฟอร์มด้วยการทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบนชาร์ต 34 ประเทศทั่วโลก เพลง Shape of You ยังทำให้หนุ่ม Ed คว้ารางวัล Grammy Award สาขา Best Pop Solo Performance มาได้สำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีกระแสตอบรับที่ดีที่สุดในยุคนี้

คราวนี้ถึงตาแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้โอกาสพิสูจน์ความเป็นแฟนพันธุ์แท้ Ed Sheeran ด้วยการร้องเพลงฮิตคุ้นหู อย่าง เช่น Thinking Out Loud, The A Team หรือ Dive ให้สุดเสียง ไม่ว่าจะเป็นสายเพลงบัลลาด หรือสายแดนซ์ ที่พร้อมโยกไปกับ เพลง Galway Girl หรือ Shape of You ก็การันตีได้เลยว่าหนุ่มเจ้าของเสียงคุณภาพคนนี้จะทำให้คอนเสิร์ตตราตรึงทุกห้วงนาที ถ้าพกตั๋วในกระเป๋าไว้พร้อมแล้ว ก็อย่าลืมกดติดตามเพลย์ลิสต์ This is Ed Sheeran เพื่อเตรียมให้พร้อมสำหรับคอนเสิร์ตที่สุดแสนจะ Perfect ในวันที่ 28 เมษายนนี้ ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ แอบบอกเคล็ดลับให้ว่าตอนนี้ทุกคนสามารถดูเนื้อเพลงได้แล้วนะบน Spotify ไปฝึกร้องตามกันได้เลย รับรองว่าไปคอนฯ ครั้งนี้ เนื้อเป๊ะชัวร์

[1] ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561


Captain America wears it best!!!

ใครทีฟิตหุนเป็นฮีโร่คิดว่าแต่งตัวแฟชั่นแล้วจะไม่หล่อเท่แบบนายแบบหุ่นสลิมต้องดูช่วงนี้ที่เหล่าฮีโร่กู้โลกทั้งหลายออกงานเดินพรมแดงเพื่อโปรโมทภาพยนตร์ Avengers: Endgame โดยรอบปฐมทัศน์เวิลด์พรีเมียร์นี้จัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน งานนี้คริส อีวานส์ ผู้สวมบท Captain America ทิ้งเครื่องแบบฮีโร่มาสวมสูทกระดุมสองแถวตัดเป็นพิเศษสีแดง เชิ้ตเข้ารูป เนกไท และรองเท้าทั้งหมดจาก Salvatore Ferragamo ซึ่งกุศโลบายเรื่องสีก็ถูกนำมาใช้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นชุดสีแดงเฟอร์รากาโม ซึ่งเป็นเฉดแดงที่สวยและเหมาะกับสุภาพบุรุษ

สีแดงเป็นสีมงคลของจีนอย่างที่บอกว่าจะถูกจะแพงแดงไว้ก่อน ถ้าต้องไปร่วมงานมงคลของคนจีน สีแดงจึงถูกสื่อมาใช้อย่างแนบเนียนในวาระนี้ และอย่างที่ทราบว่าชุดของกัปตันอเมริกาที่คริส อีวานส์ สวมบทบาทนี้จนติดตายากจะคิดถึงใครมาแทนที่เขาก็เป็นสีน้ำเงิน ขาวและแดง อันเป็นสีธงชาติอเมริกัน อย่ากระนั้นเลยในเมื่อพี่คริสสวมชุดสีแดงแล้วบนเวทีก็มีพิธีกรที่สวมสูทสีน้ำเงินมายืนประกบคู่ คืออย่างไรๆ ก็ต้องนึกถึงสีที่เป็นกัปตันอเมริกานั่นเอง ส่วน Avengers: Endgame จะเผ็ชแค่ไหนอีกไม่กี่วันเราก็จะได้ชมกันแล้วในวันที่ 24 เมษายนนี้ ที่กรุงเทพฯ

แต่ใครอยากจะเห็นสีแดงเฟอร์รากาโม ที่เป็นแดงเท่เหมาะกับหนุ่มๆ ลองแวะไปดูได้ที่บูติก Salvatora Ferragamo ได้ เพราะอย่างไรสักวันคุณก็ต้องสวมสีแดงไปงานที่เป็นทางการ จะเลือกไว้เสียวันนี้ก็ไม่เสียหายอะไร

Actor Chris Evans wore a custom Salvatore Ferragamo red 2 button notch lapel suit with a slim fit button down shirt, tie, and shoes to the Avengers: Endgame world premiere in Shanghai on Thursday 18th April evening.

Author : Sethapong Pawwattana
Photos Courtesy of Disney.

(ตัวละคร)ตายแล้ว (นักแสดง)ไปไหน?

เอาจริงๆ ใครเป็นแฟนซีรีส์นี้คงจำกันได้ว่าตัวละครนี่คือตายเกลื่อนเป็นใบไม้ร่วง ถ้าจะให้สาธยายอนาคตของนักแสดงทุกคน คงต้องเลื่อนฟีดกันสนุกเลย เอาเป็นว่าเราเลือกเฉพาะตัวละครสำคัญๆ… ที่เราแอบชอบมากๆ มาเท่านั้นละกันเนอะ

รักใคร ชอบใคร คิดถึงใคร ไปตามผลงานกันได้นะครับ

1 ตัวละคร: Joffrey Baratheon

นักแสดง: Jack Gleeson

สาเหตุการตาย: โดนยาพิษ

เขาทำอะไรอยู่: หลังจบซีซั่น แจ็กพักงานในวงการบันเทิงและออกไปเรียนต่อ ตอนนี้เขาเรียนจบแล้ว และกลับมาเปิดบริษัททำละครเวทีของตัวเอง

2 ตัวละคร: Littlefinger / Petyr Baelish

นักแสดง: Aidan Gillen

สาเหตุการตาย: โดนตัดสินประหารชีวิตโดยสองพี่น้องสตาร์ค

เขาทำอะไรอยู่: กิลเลนเป็นนักแสดงฮอลลีวูดที่มีงานอย่างต่อเนื่อง ถ้าคิดถึงเขา ลองไปหาภาพยนตร์อัตชีวประวัติของวง Queen อย่าง Bohemian Rhapsody มาดูแก้คิดถึงได้

3 ตัวละคร: Ramsay Bolton

นักแสดง: Iwan Rheon

สาเหตุการตาย: โดนหมาของตัวเองขย้ำตาย

เขาทำอะไรอยู่: พบกับเขาได้ในภาพยนตร์โรแมนติก Berline, I Love You ที่เข้าฉายในโรงอยู่ตอนนี้เลยสิ

4 ตัวละคร: Ned Stark

นักแสดง: Sean Bean

สาเหตุการตาย: โดนตัดคอตั้งแต่จบซีซั่นแรก

เขาทำอะไรอยู่: คนนี้หาตัวได้ไม่ยากนัก เขามีภาพยนตร์และซีรีส์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นมีมบนโลกอินเทอร์เน็ตว่าด้วยความตายของตัวละครที่เขารับแทบจะทุกเรื่อง

5 ตัวละคร: Robb Stark

นักแสดง: Richard Madden

สาเหตุการตาย: โดนปาดคอตายในฉากเรดเวดดิ้ง

เขาทำอะไรอยู่: เพิ่งจะได้รับรางวัลเอ็มมี่ไปจากซีรีส์เรื่อง Bodyguard และกำลังจะปรากฏตัวในบทคู่ขาท่านเซอร์เอลตัน จอห์น Rocketman เร็วๆ นี้ รอชมได้เลย

6 ตัวละคร: Walder Frey

นักแสดง: David Bradley

สาเหตุการตาย: โดนอารยาปาดคอ

เขาทำอะไรอยู่: นำแสดงซีรีส์ตลกร้ายสุดๆ แต่สนุกสัสๆ เรื่อง After Life ที่ฉายทาง Netflix อยู่ ตามไปดูกันเลย รับรองไม่ผิดหวัง

7 ตัวละคร: Margaery Tyrell

นักแสดง: Natalie Dormer

สาเหตุการตาย: โดนระเบิด

เขาทำอะไรอยู่: เธอปรากฏตัวในภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่ที่เรากำลังตั้งหน้าตั้งตารอสุดๆ เลยคือ ภาพสปินออฟของซีรีส์ Penny Dreadful ที่ชื่อว่า Penny Dreadful: City of Angels

8 ตัวละคร: Hodor

นักแสดง: Kristian Nairn

สาเหตุการตาย: ปกป้องแบรนดอน สตาร์คจากไวท์วอล์กเกอร์

เขาทำอะไรอยู่: เขาเป็นดีเจในวง Rave of Thrones ที่โด่งดังมากๆ ทีเดียวเชียว

9 ตัวละคร: Ygritte

นักแสดง: Rose Leslie

สาเหตุการตาย: โดนธนูตัดขั้วหัวใจ และตายในอ้อมกอดจอน สโนว์

เขาทำอะไรอยู่: นอกจากจะเป็นภรรยาของจอน สโนว์ตัวจริงแล้ว เธอยังเป็นนักแสดงซีรีส์หลายเรื่องอีกด้วย

10 ตัวละคร: Oberyn Martell

นักแสดง: Pedro Pascal

สาเหตุการตาย: โดน The Mountain สังหารระหว่างการประลอง

เขาทำอะไรอยู่: เขาปรากฏตัวใน Netflix ทั้งเรื่อง Narcos และ Triple Frontier ไปดูให้หายคิดถึงได้เลย

11 ตัวละคร: Khal Drogo

นักแสดง: Jason Momoa

สาเหตุการตาย: โดนบั่นคอ

เขาทำอะไรอยู่: จำได้ไหมว่าเขาคือ Aquaman แห่ง DC Universe ไงล่ะ

ที่มา: digitalspy.com

ท่ามกลางจุดเยือกแข็งอันหนาวเหน็บ ทางเดียวของเขาคือต้องรอด! “Arctic” ผลงานทริลเลอร์สุดระทึกเรื่องใหม่ของ “แมดส์ มิคเคลเซ่น”

เตรียมพบกับภาพยนตร์ที่จะพาผู้ชมไปเผชิญกับความโหดร้ายของธรรมชาติท่ามกลางจุดเยือกแข็งอันหนาวเหน็บ ร่วมลุ้นระทึกไปกับการพยามยามทุกวิถีทางเพื่อค้นหาทางรอดชนิดนาทีต่อนาที กับ “Arctic” ผลงานทริลเลอร์สุดระทึกที่ได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในหนังสุดบีบคั้นอารมณ์ที่กวาดรับเสียงชื่นชมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ที่ผ่านมา พร้อมกับการพลิกบทบาทสุดขั้วที่หฤโหดที่สุดในชีวิตของ ‘แมดส์ มิคเคลเซน’  จากซีรี่ย์สุดฮิต Hannibal สู่ชายหนุ่มผู้ต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บ และ ตกอยู่ในสถานการณ์สุดอันตรายจากธรรมชาติที่มนุษย์ยากจะรับมือ

“Arctic” ถ่ายทอดเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ต้องรอความช่วยเหลืออย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งอันหนาวเหน็บตลอดทั้งปี ถึงแม้เขาจะพบกับช่วงเวลาของความหวัง ธรรมชาติอันโหดร้ายก็ได้ทำลายทางรอดของเขาอย่างไร้ความปราณี เขาจึงต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ระหว่างนิ่งรอความตายในสถาที่หลบภัยหรือออกเดินสู่หนทางที่เปี่ยมไปด้วยอันตรายเพื่อไขว่คว้าหาทางรอดด้วยตัวเองในนรกแดนน้ำแข็งแห่งนี้  

ท่ามกลางจุดเยือกแข็ง ทางเดียวของเขาคือรอด!  ลุ้นระทึกชนิดนาทีต่อนาที กับการค้นหาหนทางเอาชีวิตรอด ท่ามกลางอันตรายจากธรรมชาติที่ยากจะเอาชนะ “Arctic อย่าตาย” กำหนดเข้าฉาย 9 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

“ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” ฉีกทุกประสบการณ์ในเทศกาลดนตรีแบบเหนือระดับ จัดเต็มกับความสนุกแบบไม่สะดุดตลอดงาน S2O Songkran Music Festival 2019

ไฮเนเก้น ผู้สนับสนุนหลักงานเทศกาลดนตรีระดับประเทศอย่าง “S2O Songkran Music Festival 2019” สาดความสนุกให้สุดเหวี่ยงพร้อมกับประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือระดับอีกครั้งกับ “Heineken® Star Hive” ผสานแนวคิดใหม่ของแบรนด์อย่าง “Fresh Perspective” ที่ได้ฉีกทุกโมเมนต์น่าเบื่อในงานปาร์ตี้สงกรานต์แบบเดิมๆ เติมเต็มด้วยความสนุก เฟรช และเอนจอยกว่าที่เคย ตั้งแต่ช่วงก่อนงานที่เปลี่ยนลุคให้เป๊ะปังพร้อมปาร์ตี้ หรือตามหาเพื่อนหายให้เจอแบบง่ายๆ ด้วยฟีเจอร์สนุกๆ ไปจนถึงการวอร์มอัพความสนุกในช่วง Sound Check ก่อนเบรคพักเหนื่อยระหว่างปาร์ตี้ด้วย จุดถ่ายภาพเซลฟีกับมุมที่ดีที่สุด และทิ้งท้ายความสนุกหลังงานจบสำหรับเหล่าปาร์ตี้โกเออร์ที่ติดลม ต่อเวลาปาร์ตี้แบบพิเศษๆ ที่มีเฉพาะในโซน Heineken® Star Hive ให้ทุกโมเมนต์สนุกแบบไม่สะดุดตลอดงาน

ฉีกทุกความน่าเบื่อกันตั้งแต่วันแรกของงาน “S2O Songkran Music Festival 2019”  เมื่อเหล่าปาร์ตี้ โกเออร์สาวกมิวสิคเฟสติวัลที่มีบัตรงาน S2O แล้ว ต่างพากันร่วมเปิดประสบการณ์ทางดนตรีที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างพรีเมียมและมีสไตล์กับ “ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” (Heineken® Star Hive) ที่มายกระดับประสบการณ์ทางดนตรีแบบไม่มีสะดุด พร้อมเติมเต็มอรรถรสในกิจกรรมที่จัดเต็มแบบไม่ซ้ำใคร

  • Heineken® Star Hive – Waiting Salon ติดใจและเรียกร้องให้กลับมาอีกครั้ง โดยในปีนี้ไฮเนเก้นจัดเต็มกว่าเดิมยกชุดตกแต่งทรงผม  ทั้งแฮร์เซ็ตติ้ง แฮร์สเปรย์แต่งสีผมสุดจี๊ด การถักเปียคอร์นโรลแบบฮิปๆ พร้อมกลิตเตอร์ และแทททู รวมถึงแอร์บลัชสุดคูลที่จะมาช่วยคอมพลีตลุคให้เป๊ะปังมั่นใจมากกว่าเดิม เรียกได้ว่ารอคิวอัพลุคกันแถวยาวไม่แพ้โซนใดๆ เลยทีเดียว
  • Heineken® Star Hive – Happy Hour เปลี่ยนช่วง Sound Check และ Stage Setupที่แสน
    น่าเบื่อให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งความสนุก ที่มาช่วยวอร์มอัพให้สนุกกันต่อได้ยาวๆ
  • Heineken® Star Hive – Friend Finder ประสบการณ์ใหม่ในมิวสิคเฟสติวัล ที่ตอบโจทย์เหล่าปาร์ตี้โกเออร์แบบที่ไม่มีใครทำมาก่อนกับโมเมนต์ตามหาเพื่อน เพื่อนหาย ไม่ต้องเสียเวลาหาให้ยุ่งยาก ซึ่งฟีเจอร์นี้ได้รับการตอบรับอย่างดี
  • Heineken® Star Hive – Gigantic Selfie Spot เซลฟีสปอตแห่งใหม่ที่ตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปพร้อมชาวแก๊ง ที่เรียกได้ว่ายกพลมาเยอะแค่ไหน ก็ไม่ต้องหวั่น เข้าร่วมเฟรมได้สบายๆ กับมุมที่ดีที่สุดของงาน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของ Heineken® Star Hive ในปีนี้ที่มีคนมาถ่ายรูปอวดเพื่อนๆ ให้คนที่พลาดตาร้อนกันเลยทีเดียว

Heineken® Star Hive – Extra Time ต่อเวลาความสนุกเอาใจเหล่าปาร์ตี้โกเออร์ที่งานจบแต่อารมณ์ไม่จบกับโมเมนต์ปาร์ตี้ทดเวลาแบบพิเศษ จัดให้มันกันต่อ พร้อมด้วย Heineken® 0.0 เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอลล์เสิร์ฟปิดท้ายช่วง ให้ทุกคนได้ฟินกันก่อนกลับบ้านแบบหมดห่วง

นับเป็นความมันส์และความสนุกแบบไม่สะดุด ที่ไม่เหมือนใครในปี 2019 กับ “ไฮเนเก้น สตาร์ ไฮฟ์” (Heineken® Star Hive) ที่เปลี่ยนทุกโมเมนต์ที่แสนน่าเบื่อเป็นความสนุก พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ทางดนตรีที่เหนือระดับและคลายร้อนกันแบบเต็มๆ ด้วยกองทัพดีเจดังแถวหน้าระดับโลกที่มาสร้างสีสัน อาทิ FATBOY SLIM, TIESTO, STEVE AOKI, 1788-L, 3LAU ในวันที่ 13–15 เมษายน ณ Live Park พระราม 9

นับถอยหลังอีก 1 เดือน สู่ความบู๊สุดขีดไปกับนักฆ่าที่ทั้งโลกเอาใจช่วย “จอห์น วิค” ใน “JOHN WICK: CHAPTER 3 – PARABELLUM”

เมื่อโคตรนักฆ่า ต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ล่า” กลายเป็น “ผู้ถูกล่า” ด้วยค่าหัวที่สูงกว่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปากปืนทุกกระบอกจึงหันมาที่เขา และการหลบหนีจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

หลังจากที่ทั้งโลกได้รู้จักกับชื่อของ “จอห์น วิค” นักฆ่าที่จุดชนวนสงครามด้วยความแค้นแบบข้ามทวีปเพียงเพราะ “หมาตัวเดียว” จึงทำให้ JOHN WICK เป็นแฟรนไชน์ภาพยนตร์แอคชั่นที่ถูกพูดถึงอย่างเป็นวงกว้าง และทำลายสถิติด้วยยอดรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากภาคแรกสู่ภาคที่สองแบบก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว

ก่อนที่ทุกคนจะได้พบกับความแอคชั่นที่ “แรงกว่านรก” ใน “JOHN WICK: CHAPTER 3 – PARABELLUM” เราขอท้ารบด้วยการพาย้อนกลับไปเช็คดูอีกครั้งว่าในตัวอย่างล่าสุดนั้น “จอห์น วิค” ได้ทำการยิงปืนไปกี่นัด และฆ่าไปกี่ศพ

คอแอคชั่นเตรียมพร้อมรับความระห่ำบู๊เดือดระอุทุกองศาไปกับภาคต่อของหนังแอคชั่นฟอร์มเดือดเรื่องนี้กันได้เลย “John Wick Chapter 3: Parabellum” : 16 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ระบบปกติ, IMAX และ 4DX

Environmentally Friendly with Style

ย้อนกลับไปเมื่อสี่ห้าปีที่แล้วถ้าพูดถึงงานออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ sustainable design (งานออกแบบที่ยั่งยืน) คงเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยกันในวงการออกแบบของบ้านเราสักเท่าไหร่นัก แต่ในรอบปีที่ผ่านมาแนวทางการออกแบบเช่นนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกแยกอีกต่อไป เพราะมันกลายเป็นเทรนด์อันสำคัญของการออกแบบในปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา

มีสถาบันแห่งหนึ่งในบ้านเราที่เป็นศูนย์กลางในการค้นคว้าและวิจัยเพื่อคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการออกแบบอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์วิจัยแห่งนั้นมีชื่อว่า RISC หรือในชื่อเต็มว่า Research & Innovation for Sustainability Center ก่อตั้งโดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล นอกจากจะเป็นศูนย์วิจัยทางการออกแบบแล้ว สถาบันแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่กลางที่เปิดกว้างให้กับประชาชนทั่วไปและทุกองค์กรที่สนใจในแนวทางการออกแบบเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ในครั้งนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษาของศูนย์ RISC เพื่อสอบถามถึงความเป็นมาและจุดมุ่งหมายของพื้นที่แห่งนี้ เรามาฟังเรื่องราวจากเขากันเถอะ

“ศูนย์แห่งนี้เราวางแผนไว้ตั้งแต่ปี 2016 – 2017 แล้ว ด้วยความที่ผมสนใจเรื่อง sustainable design ส่วนทางบริษัท MQDC ก็สนใจเรื่องงานออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แล้วด้วยความที่เขาเป็นดีเวล็อปเปอร์ที่มีความตั้งใจจะยกระดับ sustainable design ของทั้งอุตสาหกรรม คือให้ทุกๆ งานก่อสร้างอาคารเป็นงานดีไซน์ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด แต่จะทำแบบนั้นได้ต้องมีคนทำเยอะพอ ศูนย์นี้เลยเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อให้คนสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ เราคาดหวังให้ทุกคนมาใช้ศูนย์นี้และเอาองค์ความรู้กลับไป

“เรามี Eco Materials Library และมีแล็บต่างๆ ให้ใช้ฟรี แม้แต่ดีเวล็อปเปอร์อื่นๆ ที่มองเราเป็นคู่แข่งก็เข้ามาใช้ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เรามองว่านี่เป็นวิธีเดียวที่ทำให้องค์ความรู้เหล่านี้ถูกนำไปสู่การใช้จริง และเหตุผลที่เราเลือกพื้นที่ที่แพงที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มาเป็นที่ตั้งศูนย์วิจัยที่ไม่สร้างรายได้โดยตรงก็เพราะพื้นที่ตรงนี้อยู่ใกล้สถาบันการศึกษา อีกทั้งยังนั่งรถไฟฟ้า BTS มาถึงได้ ถ้าเราอยากให้คนเข้าถึงได้ง่ายก็ต้องมาอยู่ใจกลางเมือง”
สิ่งที่น่าสนใจของศูนย์วิจัยแห่งนี้ก็คือเพียงแค่เราย่างเท้าเข้าไปภายในก็จะได้พบกับสภาพแวดล้อมอันแปลกตาที่ไม่เหมือนศูนย์วิจัยทั่วๆ ไปที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นเหล่าบรรดาต้นไม้จำนวนมากที่ปลูกอยู่ในแปลงภายในห้องปิดในอาคาร และอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกปลูกในตู้เย็น ภายในห้องมีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจสอบ จนดูคล้ายกับบรรยากาศในหนังไซไฟยังไงยังงั้น

“ห้องนี้เป็นห้องทดลองต้นไม้ เพื่อวิจัยว่าต้นไม้ที่อยู่ในอาคารจะสร้างความสดชื่นให้ผู้อยู่อาศัยได้อย่างไรโดยที่ไม่ต้องการการดูแลมากนัก และบางทีเราอาจจะสกัดสารสำคัญจากต้นไม้เหล่านั้นมาทำยาหรือเครื่องสำอางได้ ต้นไม้ฝั่งที่อยู่ในตู้ เราทำเพื่อควบคุมลักษณะการอยู่อาศัยของเขาว่าถ้าเราใส่คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป
ในต้นไม้เยอะๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับต้นไม้เหล่านี้ ถ้าเจอแสงสีขาวหรือแอลอีดีจะเกิดอะไรขึ้น
“ส่วนอีกฝั่งที่เป็นแปลงปลูกต้นไม้ เราทำขึ้นเพื่อทดลองสภาพอากาศในห้องนี้ โดยมีตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับว่าห้องนี้มีคุณภาพอากาศดีกว่าห้องอื่นหรือเปล่า ถ้าดีกว่า เราจะได้รู้ว่าจริงๆ คนอยู่กับต้นไม้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนสบายๆ และด้วยความที่พื้นที่มีจำกัด เราก็เลยใช้ห้องทดลองต้นไม้นี้เป็นล็อบบี้ไปในตัว”
ด้วยความที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับงานดีไซน์เชิงสิ่งแวดล้อม และวัสดุรีไซเคิลต่างๆ มันจึงเต็มไปด้วยนักวิจัย จนบางคนอาจคิดว่าเป็นห้องวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากกว่าพื้นที่วิจัยทางการออกแบบ แต่อันที่จริงหลักการของงานออกแบบที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือแม้แต่งานออกแบบทั่วๆ ไปก็ไม่อาจแยกขาดออกจากวิทยาศาสตร์ได้อย่างสิ้นเชิง

“เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ที่เราแยกสถาปนิกหรือนักออกแบบออกจากวิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์ เพราะถ้าเราแยกออกจากกันเมื่อไร สถาปนิกหรือนักออกแบบจะมองแต่ความสวยงามและการใช้งานเท่านั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าวัสดุในการก่อสร้างนั้นมาจากไหน มีคุณสมบัติยังไง ทนทานแค่ไหน หรือส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อยู่อาศัยอย่างไรบ้าง
“ตอนนี้เราจับมือกับนักวิจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบัน MIT นอกจากนี้เรายังพัฒนาวัสดุรีไซเคิลขึ้นมาใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นการนำขยะพลาสติกจากทะเลมาทำเป็นขอบถนน ท่อ ผ้าม่าน และพรม เพื่อใช้ในอาคาร เรามีวัสดุที่ทำจากเปลือกไข่ไก่ที่เหลือจากโรงงานทำ ไข่เหลว หรือวัสดุที่ทำจากเปลือกแมคคาเดเมีย กากกาแฟ ซึ่งสามารถนำไปใช้กับทุกส่วนของอาคาร วัสดุเหล่านี้จะถูกรวบรวมอยู่ใน Eco Materials Library รวมถึงข้อมูลสำหรับทำการค้นคว้า วิจัย หรือติดต่อกับผู้ผลิตได้โดยตรง โดยที่เราไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ”

ไม่ว่าจะเป็น sustainable design หรืองานออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ล้วนแล้วแต่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คน หรือที่เรียกว่า well-being นั่นเอง ซึ่งแนวคิดที่ว่านี้ก็เป็นหัวใจสำคัญของศูนย์วิจัยแห่งนี้
“สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการมีความสุข ซึ่งนั่นแหละคือ well-being ทีนี้ความสุขแต่เพียงอย่างเดียวมันก็ไม่ยั่งยืน เพราะสุดท้ายแล้วความสุขของเราก็ต้องมีความสมดุลกับสภาพแวดล้อม กับธรรมชาติ ระบบนิเวศน์ สิ่งเหล่านี้คืองานวิจัยของเรา”

Author: MutAnt

Photographer: Chatchanan Chantajinda

Tropical Modern at Kalutara

ทำไมมาศรีลังกาแล้วเราจะต้องตามมาสัมผัสงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดย Geoffrey Bawa สถาปนิกผู้บัญญัตินิยามของสถาปัตยกรรมแบบ tropical modern ไม่ใช่เพราะความสวยงามของสถาปัตย์หรือภูมิสถาปัตย์ที่เขาออกแบบเพียงอย่างเดียว หากแต่เราจะได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งศรีลังกาผ่านงานสถาปัตยกรรมของเขา เป็นการผสมผสานรูปแบบของดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคม แต่ก็หลุดพ้นและมีอัตลักษณ์ของตนเอง เช่นกันเมื่อเราได้เห็นผลงานออกแบบของบาวา เราจะรู้สึกได้ว่านี่แหละคืออีกโฉมหน้าหนึ่งของศรีลังกาที่เราอยากมาพบเจอ

จากเมือง Galle เรามุ่งหน้าสู่ Kalutara จุดหมายของเราคือรีสอร์ตที่ออกแบบโดยเจฟฟรีย์ บาวา โดยแผนการสร้างโรงแรมนี้เริ่มตั้งแต่ปีค.ศ. 1995 แต่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการเมื่อสองปีก่อน บางคนอาจจะสงสัยว่าบาวาเสียชีวิตไปเมื่อค.ศ. 2003 แล้วผลงานที่เห็นนี้จะถือว่าเป็นผลงานของเขาหรือไม่ ก็ต้องบอกว่านี่คือผลงานการออกแบบของเขาทั้งหมด เราสามารถชมได้ที่ห้องสมุดของโรงแรมซึ่งอุทิศให้กับเขาและตั้งชื่อห้องสมุดเป็นชื่อเขา มีภาพพิมพ์เขียวและแบบร่างที่เขาออกแบบโรงแรมนี้ประดับอยู่บนผนัง มีการตกแต่งภายในให้มีรูปแบบของบาวา เพราะการดำเนินการทั้งหมดนั้นทางบริษัทออกแบบของบาวาได้ดำเนินงานต่อ และมีมูลนิธิภายใต้ชื่อของเขาคอยดูแลทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวเนื่องกับเขา ส่วนทำไมถึงใช้เวลาก่อสร้างยาวนานนั้น จริงๆ ไม่ใช่เพราะเหตุผลใดนอกจากความไม่สงบทางการเมืองที่ทำให้การลงทุนในประเทศล่าช้า แต่เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพก็ได้มีการดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จ การออกแบบโรงแรมนี้ไม่ใช่แค่รูปทรงของสถาปัตย์ที่เป็นสไตล์โมเดิร์นแบบเมืองร้อน หากแต่บาวาได้แก้ปัญหาของพื้นที่ เนื่องจากที่ดินของโรงแรมมีถนนสาธารณะผ่ากลาง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องเปิดเป็นทางสาธารณะให้ประชาชนใช้สอย

ด้านหนึ่งติดกับเวิ้งของลากูนที่เป็นทะเลสาบ เขาจึงออกแบบอาคารที่เป็นเหมือนสะพาน แต่มีลักษณะปิดเหมือนอุโมงค์ยาวเชื่อมตึกที่พักทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน การที่เขาเลือกให้ผนังของส่วนอาคารที่เหมือนสะพานเป็นผนังทึบ และเจาะช่องแสงเหมือนกรอบภาพที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพด้านนอกในมุมจำกัด เพราะบางช่วงที่อาคารส่วนนี้พาดผ่านคือถนนสาธารณะ แต่เก๋ตรงที่เขาออกแบบให้ภูมิทัศน์ของถนนเส้นนั้นกลมกลืนกับส่วนอื่นๆ ของโรงแรม ถ้าไม่สังเกตว่าผู้คนทั่วไปสัญจรผ่านไปมา เราแทบจะไม่รู้เลยว่านี่เป็นถนนที่แบ่งพื้นที่โรงแรมออกเป็นสองส่วน ความเก๋ยังอยู่ที่ส่วนรับรองทั้งหมดภายในตัวอาคารหลักที่มีหลังคาลาดลงมาสองข้างเหมือนสถาปัตยกรรมที่นิยมในเขตร้อนชื้นเพื่อบังแดดและกันฝนสาด แต่ภายในเขาออกแบบเป็นสองชั้น ทุกส่วนจะเปิดโล่ง ไม่มีห้องปรับอากาศ ทั้งส่วนล็อบบี้ โถงพักคอย หรือแม้แต่ที่สันทนาการ รวมทั้งห้องอาหารเช้า แต่อากาศฤดูร้อนของศรีลังกาทั้งร้อนและมีความชื้นสูง ภายหลังทางรีสอร์ตได้ปรับให้บางส่วนเป็นห้องปรับอากาศ แต่ยังรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ให้เป็นตามเจตนารมณ์เดิมของผู้ออกแบบ คือเป็นแบบเปิดโล่งให้อากาศไหลเวียนได้ตลอด

เราได้ไปสัมผัสผลงานออกแบบของเจฟฟรีย์ บาวา อย่างลึกซึ้งที่ Lunuganga ซึ่งเคยเป็นบ้านพักตากอากาศของเขา ปัจจุบันทำเป็นรีสอร์ตให้คนมาพักด้วย การนัดหมายเข้าชมสถานที่นั้นเราให้ทางอนันตราฯ เป็นคนจัดการ เนื่องจากไม่อยากจะไปเก้อ แม้ที่นี่จะให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ และเปิดให้เข้าได้ตั้งแต่เก้าโมงครึ่งถึงบ่ายสอง โดยทางรีสอร์ตของเรานัดเวลาไว้สิบโมงเช้า แต่เมื่อมาถึงกลับไม่มีใครออกมาเปิดประตูรั้วให้ เพราะที่นี่เป็นรีสอร์ตให้แขกสามารถจองวิลล่าแต่ละหลังพักได้ด้วย การเข้าชมจึงค่อนข้างเข้มงวด และไม่อนุญาตให้ชมภายในอาคารของรีสอร์ต เพราะเป็นส่วนที่พักของแขก มีเฉพาะบางวิลล่าที่บาวาเคยอยู่ก่อนที่จะเสียชีวิตซึ่งทำเป็นมิวเซียมให้เราชมได้จากด้านนอก แต่วันที่ไปปรากฏว่าเขารื้อหลังคาเพื่อจะซ่อมแซม ส่วนนั้นจึงไม่เปิดให้ชม แต่จริงๆ แล้วเราตั้งใจมาชมสวน เพราะเขาเป็นนักออกแบบภูมิสถาปัตย์ที่มีชื่อเสียงมากด้วย และที่นี่ทุกจุดทุกมุมคือเขาออกแบบไว้เพื่อนั่งชื่นชมความงามของทัศนียภาพโดยรอบ

อย่างสระบัวรูปผีเสื้อนั้นถ้าเรามองจากด้านบนที่เป็นเนินที่ตั้งของตัววิลล่าหลักที่กลายเป็นโรงแรมไปแล้วจะเห็นบ่อบัวทรงฟรีฟอร์มสองบ่อที่เหมือนปีกผีเสื้อด้านละข้าง มีทางเดินตรงกลางเหมือนลำตัวผีเสื้อ เมื่อเราเดินลงมาชม ปลายด้านหนึ่งที่เหมือนหัวของผีเสื้อจะมีซุ้มไม้ระแนง มีเก้าอี้หินอ่อนวางไว้บนพื้นที่ยกระดับราวบันไดสามขั้น ทุกคนต้องลองนั่งบนเก้าอี้นี้แล้วมองไปรอบๆ เพราะบาวาตั้งใจให้ทุกคนมองสวนในมุมที่เขามอง และเราจะเห็นกองหินที่วางบนพื้นอยู่ระดับบันไดขั้นล่าง หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าแผ่นหินนี้กองไว้ทำไม แต่คนนำชมบอกเราว่า บาวาเป็นคนตัวสูง ขายาวมาก เวลานั่งบนเก้าอี้นี้จะเหยียดขาไปพาดกับแผ่นหินนี้เพื่อให้นั่งสบาย แต่เรานั่งแล้วลองเหยียดขาก็ไม่ถึงแผ่นหินนั้นแต่ก็นั่งสบายบนเก้าอี้หินตัวนั้นและมองสวนด้วยมุมมองเช่นเดียวกับที่บาวามานั่งมองจากมุมที่เขาโปรดปรานที่สุดในสวนนี้ แต่สำหรับบางคนที่ช่างสังเกตจะเห็นว่าที่ลานทางเข้าสู่บริเวณพื้นที่ด้านในของสวนแห่งนี้จะมีอาคารที่เป็นวิลล่าที่พักและมีส่วนพักคอยที่ทำเป็นที่นั่งแบบบิลต์อินก่อด้วยปูน มีส่วนที่บังแดดฝนเหมือนหลังคาให้พื้นที่ส่วนนี้ ใกล้ๆ กันนั้นเป็นบันไดที่มีการออกแบบอย่างกลมกลืนกับสภาพพื้นที่โดยรอบ โดยทำเป็นระดับลดหลั่นกันไปอย่างมีชั้นเชิง

ทางเดินในสวนออกแบบให้เดินไปในจุดที่จะเห็นมุมต่างๆ ที่สวยงามในสวนหลายๆ พื้นที่ปล่อยให้เป็นพื้นหญ้าแบบธรรมชาติ แต่ต้นไม้ทุกจุดนั้นมีทั้งต้นไม้ที่อยู่มาดั้งเดิม บางส่วนปลูกขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดผลทางความงาม พื้นหญ้าบางส่วนทำเป็นลายตาราง บางที่ก็ปูหินสลับเป็นตารางหมากรุก ส่วนริมฝั่งน้ำนั้นปล่อยให้ดูเป็นริมฝั่งแบบธรรมชาติ แต่ตกแต่งด้วยกำแพงเตี้ยๆ และม้านั่งหล่อจากปูน มีประติมากรรมรูปเสือประดับ เป็นที่นั่งที่มองออกไปจะเห็นแม่น้ำเป็นเวิ้งกว้างสุดสายตา เราจะเห็นเนินสนามหญ้ากว้างสุดตาของ Cinnamon Hill ที่ชวนให้นึกถึงทิวทัศน์ของเนินเขาในยุโรปที่ใช้เลี้ยงแกะ แต่ที่นี่เขานำวัวมาเลี้ยงจริงๆ คงเป็นวัวของรีสอร์ตนี้ และที่นี่เองที่เราได้เห็นการแก้ปัญหาถนนที่ตัดผ่านพื้นที่ของสวนแห่งนี้ บาวาได้ใช้การทำตัวอาคารที่เหมือนสะพานคร่อมข้ามถนนสาธารณะนั้น ซึ่งคนนำชมของเราบอกว่านี่คือที่มาดีไซน์ของโรงแรมอนันตราฯ ที่เราพัก ดูเผินๆ เหมือนว่าสถาปัตยกรรมของวิลล่าที่นี่คล้ายบังกะโลของชาวอังกฤษยุคโคโลเนียล แต่จริงๆ แล้วบาวาได้ดัดแปลงรูปทรงเหล่านั้นให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของที่นี่ แต่ประติมากรรมที่ประดับสวนจะเป็นรูปหล่อสำริดเป็นรูปเทพเจ้ากรีก แต่มีส่วนหนึ่งที่เรียกว่าวิหารโรมันซึ่งเป็นคูหาเล็กๆ ตกแต่งด้วยเสาแบบโรมัน ภายในมีประติมากรรมรูปเหมือนของบาวาตั้งอยู่บนแท่น ซึ่งมุมนี้ออกแบบมาค่อนข้างจะลับตาจากส่วนที่เป็นเทอร์เรซด้านบน และจากส่วนนี้เราจะมองเห็นวิวแม่น้ำเบื้องล่างเป็นภาพที่สวยงามมาก หลังจากอิ่มเอมกับสวนในบ้านคันทรีของบาวาที่ลูนูกังกา เรามุ่งหน้ากลับโรงแรมที่พัก

แต่ระหว่างทางมีคนออกไอเดียว่าน่าจะแวะชมตลาดพลอย เพราะศรีลังกาขึ้นชื่อเรื่องพลอยโดยเฉพาะแซฟไฟร์ แต่ตลาดพลอยที่คนขับรถของเราเข้าใจคือศูนย์อัญมณีในตัวเมือง Bentota คนที่ไม่สนใจเลยขอตัวไปเดินเล่น แต่พีอาร์คนเก่งของอนันตราบอกว่าใกล้ๆ ที่เราจอดรถเป็นสถานีรถไฟที่ออกแบบโดยบาวา รู้สึกจะเหลือสวยงามสมบูรณ์แบบคือที่นี่ และใกล้ๆ กันคือโรงแรม Avani Bentota Resort ที่บาวาเป็นคนออกแบบเช่นกันและคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้แม้จะเปลี่ยนมาบริหารโดยเครือ Avani ในเครืออนันตราเช่นกัน สถานีรถไฟ Bentota ทำให้เราเห็นถึงความโมเดิร์นในแบบของบาวาที่ต่างจากที่อื่นๆ คือเขาจะทำให้ที่นี่มีความเป็นประติมากรรมมน ไม่มีเหลี่ยมคม และการเจาะช่องแสงต่างๆ เสมือนกรอบภาพ แม้จะเป็นงานที่ไม่ใหญ่โต แต่เราเห็นได้ถึงความเข้าใจในการออกแบบให้สถาปัตยกรรมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยชายคาของชานชาลาจะเอียงลาดลงมาคุ้มแดดตรงส่วนใกล้ชานชาลาค่อนข้างมาก แต่ส่วนชานชาลาจริงๆ จะเป็นที่โล่ง ไม่มีหลังคา แต่การเดินจากส่วนที่มีชายคาไปยังตัวรถไฟที่จอดอยู่จะเป็นระยะไม่กี่ก้าว ที่ไม่ทำให้ชายคาที่เอียงลาดคุ้มส่วนชานชาลา เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องความสูงของขบวนรถไฟที่เข้ามาเทียบ และส่วนพักคอยจะลึกเข้าไปในตัวอาคารที่ลดระดับลงไปอีกจากชานชาลา ซึ่งตัดปัญหาเรื่องแดดและฝนสาดได้โดยไม่ต้องทำชายคาหรือหลังคาครอบชานชาลา

จริงๆ แล้วตัวเมืองคาลูทารามีวัดและเจดีย์ขนาดใหญ่ที่คนไทยนิยมไปสักการะ แต่เรามีเวลาค่อนข้างน้อยจึงได้แต่ชมเพียงภายนอก แต่ก็ได้เห็นความอัครฐานของสถานที่ ต้องชื่นชมพลังศรัทธาของคนที่นี่ สำหรับตลาดท้องถิ่นก็น่าเที่ยวชม การเดินทางของนักท่องเที่ยวในตัวเมืองที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้บริการของรถตุ๊กตุ๊ก ราคาต่อรองกันตามอัธยาศัย แต่ราคาไม่แรงอย่างตุ๊กตุ๊กบ้านเราในเมื่อเราได้มาพักในสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยบาวา เราก็ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ากับการอิ่มเอมกับงานออกแบบของเขา ไม่ว่าจะนั่งพักผ่อนสบายๆ ในโถงล็อบบี้ที่เป็นแบบผนังเปิดโล่ง เรามาช่วงฤดูฝนเลยได้นั่งชมน้ำฝนที่ไหลย้อยจากชายคาทรงจั่วขนาดมหึมาที่ครอบตัวอาคารนี้ไว้โดยไม่มีการสาดเข้ามาในตัวอาคาร เพราะหลังคาลาดคุ้มลงมาต่ำมาก แต่ก็ไม่บังลมที่พัดเข้ามาไหลเวียนให้อากาศภายในเย็นสบาย โดยส่วน upper deck lounge จัดเป็นเก้าอี้นั่งพักผ่อนเป็นกลุ่มๆ โดยมีเก้าอี้นอนที่ออกแบบโดยบาวา มีที่มาจากเก้าอี้นอนที่นิยมใช้ตามไร่ชาของศรีลังกา แต่เขาออกแบบให้มีโครงที่อ่อนช้อยงดงาม ส่วนเบาะเป็นหวายสาน นั่งสบายมาก จุดนี้จะมองเห็นวิวของลากูนเป็นภาพที่สวยงาม รวมทั้งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกด้วย ใกล้ๆ กันมี sports bar สำหรับชมกีฬาผ่านทางทีวีจอแบน และโต๊ะเกมให้เล่น อย่างเกมโต๊ะฟุตบอลที่เด็กๆ ชาวมิลเลนเนียลอาจจะไม่เคยเห็น ศรีลังกาเป็นประเทศที่น่ามาเยือน ไม่ว่าจะมาสักการะพระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้ หรือจะขึ้นไปเที่ยวตามไร่ชาทางตอนเหนือ

ส่วนใครที่หลงใหลความสวยงามของทะเลต้องมาตามเส้นทางที่เรามาเยือน ซึ่งเราได้ไปพักที่รีสอร์ตซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจุดหมายของคนที่เดินทางมาทางใต้ของศรีลังกาทั้ง Anantara Peace Haven Resort ที่เมือง Tangalle และ Anantara Kalutara Resort แห่งนี้ สำหรับคนรักงานดีไซน์จะได้ชมผลงานออกแบบของเจฟฟรีย์ บาวา อย่างอิ่มตาอิ่มใจ และต้องไม่ลืมมาพักในโรงแรมที่เขาออกแบบแห่งนี้ด้วย (www.anantara.com)

Author & Photographer: Sethapong Pawwattana

เปิด 3 ฟังก์ชันแบบครบสูตรของนักฆ่าที่ค่าหัวแพงที่สุดในโลก “คีอานู รีฟส์” ใน John Wick Chapter 3 – Parabellum

1  นักฆ่าสุดเนี้ยบ

“จอห์น วิค” ถือได้ว่าเป็นนักฆ่าระดับพระกาฬที่นอกจากฝีมือและความดุเดือดแล้ว เสื้อผ้าคือสิ่งสำคัญที่เป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำได้เป็นอย่างดีกับนักฆ่าชุดสูทสุดเนี้ยบ ซึ่งนักออกแบบเครื่องแต่งกายสร้างลุคสุดเนี้ยบนี้มาตั้งแต่ภาคแรก โดยได้แรงบันดาลใจมาจากความแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าของปืนลูกโม่ยี่ห้อ กล็อค ต่อยอดมาเป็นสูทเนี้ยบสีเข้มเล่นรายละเอียดการตัดเย็บคู่กับเสื้อเชิ้ตปกสูง เน็คไท และรองเท้าหนังสีดำ แฟชั่นที่เฉียบคมบวกกับได้สุดยอดนักแสดงชายที่กลับมาสร้างปรากฏการณ์ในทุก ๆ ครั้งที่เขากลับมาอย่าง “คีอานู รีฟส์” ผู้รับบทเป็น จอห์น วิค ยิ่งส่งให้เขากลายเป็นนักฆ่าสุดเนี้ยบที่โลกต้องจดจำพร้อมจัดเต็มความมันส์ระห่ำแบบทะลักจุดเดือดอีกครั้งใน John Wick Chapter 3 – Parabellum  จอห์น วิค แรงกว่านรก 3

2 สุนัขคู่กายโคตรนักฆ่า

แม้ว่าใน John Wick Chapter 3: Parabellum  จอห์น วิค แรงกว่านรก 3 โคตรนักฆ่าในชุดสูทจะเปลี่ยนจาก “ผู้ล่า” กลายเป็น “ผู้ถูกล่า” ซึ่ง จอห์น วิค  ต้องหนีเอาตัวรอดจากนักฆ่าทั่วโลกที่พร้อมจะสังหารเพื่อแลกกับเงินค่าหัวสูงถึง 14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ คือ สุนัขคู่กายที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชมมาแล้วในทุกภาค โดยภาคแรกคู่หูของเขาคือสุนัขพันธุ์ “บีเกิล” ของขวัญสายใยสุดท้ายจากภรรยาของจอห์น วิค ที่กลับถูกลูกชายแก๊งอาชญากรทำร้ายอย่างไร้เยื่อใย จนเกิดเป็นภารกิจลุยสะสางโคตรแค้น ต่อด้วยภาคสองอย่าง “อเมริกันบูลลี่” รูปร่างกะทัดรัด แข็งแรงกำยำ ดีกรีดุไม่แพ้เจ้านาย และล่าสุดกับ ภาคสาม อย่าง “เบลเยี่ยม มาลินอยส์” ที่ทั้งโหด แกร่ง ไว แถมครั้งนี้มากันถึง 2 ตัว พร้อมลุยทุกศัตรูเคียงข้าง จอห์น วิค โคตรนักฆ่าในชุดสูท  พร้อมกับการเปิดตัว โซเฟีย (ฮัลลี่ เบอร์รี่) สาวสวยสุดเซ็กซี่สหายนักฆ่าของจอห์น วิค ที่ดีกรีความโหดระห่ำสาดกระสุนกระจายไม่แพ้กันเลยทีเดียว

3  อาวุธของนักฆ่า

John Wick ถือเป็นภาพยนตร์แอคชั่นที่ดีไซน์ออกมาได้ทั้งเท่และสาดกระสุนกันมันส์แบบนันสต๊อป คีอานู รีฟส์ ฝึกอาวุธปืนจริงทุกรูปแบบเพื่อการรับบทเป็นโคตรนักฆ่า ในภาคแรกแฟน ๆ จะได้เห็นวิธีการต่อสู้ด้วยปืน, มีด หรือ ระเบิด อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว และดุเดือด โชว์ศักยภาพเต็มสูบ จนทุกคนเชื่อถึงพลังความสามารถของเขาที่มากกว่าการแสดง พอมาภาคสองการใช้อาวุธของเขาเป็นที่พูดถึงมากขึ้นไปอีก เพราะใครๆต่างจดจำฉากฆ่าด้วย “ดินสอ” ที่ชวนอึ้งตาค้างกันไปเลยทีเดียว! แน่นอนว่าการกลับมาครั้งนี้ในภาคสาม หลาย ๆ คนต่างคาดหวังกับฉากบู๊แอคชั่นสุดมันส์ พร้อมอาวุธครบครัน อย่างที่ได้เห็นในตัวอย่างภาพยนตร์กับประโยคที่จอห์น วิค พูดว่า “เอาปืนมาทั้งคลังแสงเลย” แค่นี้ก็พอจะเดาได้แล้วว่า อาวุธที่จะใช้ในการต่อสู้ของเขาจะระดับเทพเบอร์ไหน!

เตรียมพบกับโคตรนักฆ่าชุดสูทที่จะกลับมาระเบิดความมันส์อีกครั้งใน John Wick Chapter 3: Parabellum จอห์น วิค แรงกว่านรก 3” พร้อมกัน 16 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

Leg-dy for Summer เราขอเตือนให้คุณเตรียม ขา’ ทั้งสองข้างให้พร้อมท้าทุกสายตาในหน้าร้อนที่มาถึงนี้

ก็เทรนด์กางเกงขาสั้นมาแรงชนิดทุกแบรนด์ต้องมี จะสั้นมากอย่าง Prada หรือจะสั้นเหนือเข่าอย่าง Dior Men ก็ล้วนแต่ต้องเตรียมขาให้ดูมีสุขภาพผิวที่ดี สำหรับหนุ่มๆ นั้นเรื่องของขนขาไม่ใช่เรื่องใหญ่เหมือนสาวๆ แต่หลายคนที่อยากจะขาเกลี้ยงเนียนสวยเหมือนขาสาวก็ต้องหาวิธีกำจัดขน ซึ่งวิธีที่นิยมก็คือการแว็กซ์ขนออก แต่บางคนที่ถนัดโกนหนวดจะเปลี่ยนมาโกนขนที่ขาก็ลองดู แต่เขาว่าขนที่ขึ้นใหม่จะคุดบ้าง หรือจะเป็นตอแข็งบ้าง ก็ต้องลองดู

เรื่องเส้นขนที่ขึ้นใหม่หลังการโกนเป็นตอแข็งนี้ หนุ่มๆ ที่โกนหนวดทุกวันก็ย่อมทราบว่าต้องเป็นตอแข็งอยู่แล้ว ซึ่งถ้าปล่อยให้ยาวออกมาก็เป็นเส้นขนแบบเดิม แต่ถ้ารักจะขาเกลี้ยงเนียนก็ต้องขยันโกน อย่าปล่อยให้เป็นรอยตอขนเป็นจ้ำๆ นอกเสียจากว่าคุณเบื่อจะโกนแล้ว ช่วงที่ขนขึ้นเป็นตอเป็นหย่อมๆ ก็สวมกางเกงขายาวจนกว่าขนบริเวณขาจะกลับมายา เหมือนเดิม ถามว่าขนที่ขึ้นใหม่จะแข็งกว่าก่อนนั้นเป็นความรู้สึกไปเองไหม เพราะตอนที่เป็นตอขนเมื่อลูบสัมผัสก็จะหยาบๆ แต่ถ้าจะให้ขนที่ขึ้นใหม่เป็นขนอ่อนสวยก็ต้องใช้วิธีแว็กซ์ แต่บางคนก็ให้ความเห็นว่าผู้ชายไม่มีขนหน้าแข้ง ดูโล้นๆ เป็นจิ้งจก แทนที่จะห่วงเรื่องเส้นขน

มาบำรุงให้ผิวของขาไม่หยาบกร้านด้วยการทาครีมบำรุงผิวน่าจะดีกว่า โดยเฉพาะส่วนหัวเข่าและเท้าที่จะมีความแห้งและ หยาบกร้าน หัวเข่าที่สัมผัสหรือเสียดสีบ่อยๆ จะกร้านดำได้ ให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมบำรุงเข้มข้น ทาบำรุงเป็นประจำ ช่วยให้หายหยาบกร้าน และสีคล้ำจะจางลงได้ สำหรับเท้านั้นเป็นสิ่งที่เราใส่ใจน้อยกว่ามือ และคนไทยก็ถูกสอนมาว่าเท้าเป็นอวัยวะที่ต่ำกว่าอวัยวะทั้งหลายทั้งตำแหน่งและฐานะ หลายคนจึงไม่ค่อยดูแลเท้าเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่อุ้งเท้านั้นคือศูนย์รวมของเส้นประสาทในหลักของ reflexology ซึ่งการนวดเท้านั้นไม่ใช่เอะอะไปนวดถ้าสุขภาพเรามีข้อจำกัดต่างๆ ขอเว้นเรื่องการนวดเท้า เพราะจริงๆ มีราละเอียดเยอะ มาเรื่องการบำรุงดูแลเท้ากัน ซึ่งเทรนด์แฟชั่นหน้าร้อน รองเท้าแตะมาแรง โดยเฉพาะแตะรัดส้น พอมีคำว่าส้นก็ควรสำรวจส้นเท้าของตัวเอง เพราะเป็นการเปลือยส้นเท้า ใครที่นิยมใส่รองเท้าแตะ หรือมีผิวที่แห้งอยู่แล้ว อาจจะมีอาการส้นเท้าแตกไม่รู้ตัว อาการนี้มักเป็นในสุภาพบุรุษที่สวมถุงเท้า-ใส่รองเท้าหุ้มส้นไม่ ค่อยเป็น เพราะอาการส้นเท้าแตกมาจากผิวที่แห้งกร้าน

หลายคนนอนห้องปรับอาการซึ่งทำให้ผิวแห้ง และเท้า ของคนเรามักจะเย็นง่ายและแห้งง่าย เราควรบำรุงเท้าด้วยครีมบำรุงผิวปกตินี่แหละ นวดบำรุงก่อนนอนทุกคืนก็จะดี หรือจะมีครีมนวดสำหรับบำรุงเท้าก็ยิ่งดี หรือบางคนใช้แฮนด์ครีมนี่แหละนวดทั้งมือและเท้าก็ไม่แปลกถ้าเราชอบเนื้อสัมผัสและกลิ่น เพราะบางคนไม่ชอบกลิ่นของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเพื่อบำรุงเท้าโดยเฉพาะ ถือว่าเป็นเรื่องความชอบส่วนตัว ปกติการอาบน้ำควรจะใช้แปรงขัดเท้าและส้นเท้าเพื่อทำความสะอาด บางคนมีปัญหาเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์จากเท้า เพราะเท้าไม่สะอาด เป็นที่สะสมของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่น ต้องพิถีพิถันทำความสะอาดเท้า เช็ดเท้าให้แห้งก่อนจะนวดบำรุงเท้าด้วยครีม

โดยเฉพาะซอกเล็บเท้าและตามง่ามนิ้วเท้า ควรใช้ถุงเท้าสะอาดๆ และไม่ปล่อยให้เท้าอับชื้นเด็ดขาด การไปแมนิเคียวร์เล็บมือเล็บเท้าควรไหมสำหรับผู้ชาย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราไม่ได้ไปทาสีเล็บเป็นแฟนซีต่างๆ การให้ช่างผู้ชำนาญช่วยดูแลเล็บมือเล็บเท้าจะทำให้มือและเท้าของเราดูสะอาดเจริญตาเสริมบุคลิก หนุ่มๆ บางคนเคลือบแล็กเกอร์ให้เล็บดูมีสุขภาพดีก็ ปกตินะ ดีที่แฟชั่นหนุ่มทาเล็บสีดำนั้นซาไปแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ก็เป็นความชอบส่วนบุคคล จะทำอะไรก็ขอให้ลุคของคุณสะอาดน่ามองก็พอ

Author: Sethapong Pawwattana
Photographer: Ekaphob Duangkham