ชื่นชมผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON ที่ BACC

เชื่อว่าในทุกวันนี้ มีศิลปินรายใหม่ ๆ จากทุกอาชีพ ทุกช่วงวัย และทุกแห่งหนได้เริ่มลงมือสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางความคิดของตนเอง ทว่าหลายคนนั้นอาจไม่มีโอกาสที่จะพัฒนา ต่อยอด หรือได้รับคำแนะนำในการแสดงความสามารถทางศิลปะของตน จนทำให้วงการศิลปะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นผลงานจากศิลปินเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย

Author: Peerachai Pasutan

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) จึงได้ร่วมมือกันสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นในเส้นทางศิลปะ ผ่านโครงการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2559 โดยศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะได้รับการพัฒนาผลงาน แนวความคิด ตลอดจนทักษะการทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งในและนอกวงการศิลปะ อีกทั้งยังได้รับทุนสนับสนุนในการสร้างสรรค์ผลงาน และมีโอกาสทำงานร่วมกับฝ่ายนิทรรศการของ BACC ด้วยเช่นกัน 

“น้อยเวทีที่จะเปิดโอกาสให้คนได้มาแสดงความสามารถจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจ และมีความแตกต่างตั้งแต่แรก ก็คือการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่รักชอบงานศิลปะโดยไม่จำกัดอาชีพได้มีพื้นที่หรือเวทีที่ได้ลงมือทำจริง ๆ” คุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงโครงการนี้ไว้ในพิธีเปิดนิทรรศการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โครงการ EARLY YEARS PROJECT ครั้งนี้นำเสนอผลงานที่สะท้อนการเคลื่อนไหวทางศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยมีสาระสำคัญเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติต่อไป มีศิลปินเลือดใหม่ที่จะมาถ่ายทอดผลงานของตนสู่สายตาสาธารณชน ทั้งหมด 8 ราย ได้แก่ อวิกา สมัครสนาน, รัตนา สุจริต, รัตนกานต์ กาญจนพันธุ์บุญ, รณรงค์ บุตรทองแก้ว, สรีนา สัตดาผล, สุชน สุจิต, ธนนันท์ ใจสว่าง และ ญาณุศักดิ์ เนาว์แสง 

สามารถชมผลงานและให้กำลังใจทั้งแปดศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) จัดแสดงแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กันยายน 2563 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง facebook.com/baccpage

ภาพจาก BACC

Our 30 Minute Sessions คาสเซ็ตต์เทปนั้นตัวฉันเป็นใคร

ยืนมองท้องฟ้าไม่เป็นเช่นเคยฤดูร้อนไม่มีเธอเหมือนก่อนเหมือนเก่าขาดเธอ…” – ฤดูร้อน, PARADOX

Author: Peerachai Pasutan / Photos: Mongkol Cinema

แม้ว่าฤดูร้อนและช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา หลายคนอาจมองท้องฟ้าไม่สดใสดั่งเดิม เนื่องจากต้องอยู่ห่างจากคนรักไปเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตรในช่วงการแพร่ระบาดของโรคฯ อีกทั้งยังเทศกาลงานดนตรีต่าง ๆ ก็ถูกยกเลิกไปทั้งหมดจนไม่มีโอกาสแบ่งปันความทรงจำร่วมกับคู่รักหรือเพื่อนฝูง แต่กรกฎาคมนี้ จะมีหนังเรื่องหนึ่งที่มาชดเชยความรู้สึกที่หายไปนั้น และทำให้เราได้กลับมาใช้เวลาใกล้ชิดกับคนรักอีกครั้งหนึ่ง

ภาพยนตร์เรื่องที่ว่านั้นคือ Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก ผลงานโรแมนติกแฟนตาซีจาก ซาโตมิ โอชิมา ผู้เขียนบทที่สร้างความประทับใจมาแล้วใน The 100th Love with You (2017) และผู้กำกับ เคนทาโร ฮากิวาระ จากผลงานดาร์กแฟนตาซี Tokyo Ghoul (2017) 

หนังเล่าเรื่องราวของ โซตะ (คิตามุระ ทาคุมิ) ว่าที่บัณฑิตจบใหม่แสนขี้อายผู้ไม่ชอบการเข้าสังคมอย่างหนัก เขาได้พบเทปคาสเซ็ตต์ปริศนาที่เมื่อได้เปิดแล้ว อากิ (แมคเคนยู อาราตะ) นักร้องหนุ่มดาวรุ่งที่ดับไปก่อนวัยอันควรเพราะอุบัติเหตุ จะมายืมร่างของโซตะได้ครั้งละ 30 นาทีต่อการเปิดเทปหนึ่งครั้ง อากิตั้งใจยืมร่างของโซตะเพื่อกอบกู้วง ECHOLL ที่ล่มไปหลังจากการตายของตนและสานสัมพันธ์อีกครั้งกับคานะ (ซายุ คุโบตะ) จนเกิดเป็นเรื่องราวมิตรภาพ การทำตามฝัน และการตอบคำถามถึงตัวตนของตัวเอง

แน่นอนว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่คู่หูจำเป็นอย่าง โซตะ-อากิ ที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งไม่สนใจโลก ไม่สนใจใคร แถมยังมีโลกทุนนิยมและการหางานทำไปวัน ๆ บีบบังคับจนทำให้สกิลการผูกสัมพันธ์เป็นศูนย์ ส่วนอีกคน (ที่จริงคือผี) ก็ใจกล้า ฮาเฮ ออกแนวบุ่มบ่ามไปสักหน่อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งสองก็มีจุดร่วมเหมือนกัน คือ เสียงดนตรี นั่นจึงทำให้การสลับร่างแต่ละครั้งยังพอไปรอดได้ – แม้นิสัยของทั้งคู่จะต่างกันสุดขั้วก็ตามที

เมื่อคนที่ไร้ตัวตนในสังคมกับวิญญาณที่ไม่มีใครอื่นมองเห็นมาเจอกัน สองหนุ่มจึงค่อย ๆ เรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย พึ่งพากัน จนเป็นมิตรภาพและความทรงจำระหว่างกันตลอดเวลา – ไม่ใช่แค่ตอนที่อากิยืมร่างของโซตะครั้งละ 30 นาทีเพียงช่วงเดียวเท่านั้น แต่ก็อย่าลืมว่า พื้นเพนิสัยของอากินั้นตรงข้ามกับปรัชญาชีวิตของโซตะ ยิ่งโซตะได้ซึมซับ “ความเป็นอากิ” มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกิดคำถามชีวิตต่อโซตะว่า ตกลงแล้วเขาจะใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ เติบโตเป็นพนักงานเงินเดือนผู้ตายซาก ไร้เพื่อนฝูงคนสนิท หรือจะใช้ความเป็นอากิออกไปสนุกกับผู้คน สร้างความทรงจำดี ๆ ใหม่ ๆ ระหว่างตัวเขาเองและคนอื่น ๆ โดยที่ไม่ต้องมากังวลว่าจะไปซ้อนทับเรื่องราวของใคร

ไม่ใช่แค่โซตะที่ต้องเผชิญกับคำถามว่า “เขาจะเป็นใครต่อไปในอนาคต” เท่านั้น แม้แต่เหล่าสมาชิกในวง ECHOLL ก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันหลังจากที่ก่อนหน้านั้นพวกถอดใจไปแล้วจากความฝันในการพาวงไปสู่เวที Ringo Fes อันเป็นจุดเริ่มต้นของวงมาตั้งแต่แรก จริงอยู่ว่า พวกเขาไม่เคยลืมความทรงจำและความรู้สึกที่มีร่วมกันกับอากิ ทว่าการขาดเสาหลักของวงไปทำให้พวกเขาเคว้งคว้างไร้จุดหมาย ความเป็นนักดนตรีของแต่ละคนถูกแทนที่ด้วยงานที่พวกเขาไม่ได้รักหรือต้องทำเพื่อปากท้องเงินทองหลังเรียนจบ ฟังดูแล้วนั้นไม่ต่างจากชีวิตของคนอีกมากมาย ที่ความจำเป็นในการดำรงชีวิตและกาลเวลาอาจทำให้เขาหรือเธอต้องถอยห่างจากตัวตนลึก ๆ ภายใน อย่างไรก็ตาม การที่โซตะและวิญญาณอากิได้เข้ามา ก็ทำให้พวกเขาต้องเลือกอีกครั้งว่า จะจมอยู่กับความทรงจำอันชวนถวิลหาในอดีต หรือจะขับเคลื่อนวงต่อไปกับผู้คนใหม่ ๆ โดยยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิมของวง (และของอากิ – ผู้ก่อตั้ง) ไว้อยู่ ซึ่งคนที่เผชิญกับคำถามนี้หนักที่สุดคือ คานะ ที่ไม่เพียงเป็นมือคีย์บอร์ดของวงเท่านั้น แต่ยังมีความทรงจำอันเหนียวแน่นกับคนรักอย่างอากิด้วย ยิ่งมีโซตะเข้ามาเป็นตัวละครใหม่ในชีวิตอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้ว ทำให้เธอต้องตอบคำถามเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเช่นกัน

มิตรภาพระหว่างโซตะและอากิจะดูไม่น่าเชื่อถือเลยหากไม่ได้การแสดงของทาคุมิและอาราตะ บทบาทของทาคุมิมีความท้าทายอยู่ที่ต้องสลับตัวตนระหว่างโซตะและอากิในเสี้ยววินาทีที่เทปคาสเซ็ตต์หยุดเล่น ส่วนอาราตะในบทอากินั้น แม้จะเป็นตัวละครมาดกวนผู้สร้างสีสันของเรื่อง แต่ก็ถ่ายทอดความห่วงหาอาวรณ์ของตัวละครได้ดีเช่นกัน ฉากใดที่นักแสดงชายทั้งสองได้อยู่ร่วมกันนั้นก็เกิดเป็นเคมีอันลงตัวและความโบรแมนซ์เบา ๆ ในฉากนั้น อีกคนหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือ นางเอกของเรื่องอย่างคุโบตะ ที่เสน่ห์และความสดใสของเธอช่างเข้ากันกับทั้งทาคุมิและอาราตะ นอกจากนี้ เธอยังแสดงความสับสนของตัวละครคานะได้เป็นอย่างดี ที่น่าเสียดายเห็นจะเป็นบทสมทบของสมาชิกวง ECHOLL อีกสามคนที่ยังไม่ค่อยมีพัฒนาการมากนักจนไม่ค่อยเกิดความผูกพันธ์ระหว่างตัวละครสามตัวนี้เท่ากับ โซตะ อากิ และคานะ

หนังมีโครงเรื่องที่แข็งแรงและบทที่เปี่ยมด้วยมิติความรู้สึก – ทั้งตลก ซึ้ง เศร้า – อันเป็นจุดเด่นในบทของโอชิมา แต่ช่วงจุดวิกฤตของเรื่องนั้นอาจมีเหตุผลและการกระทำของตัวละครที่เบาไปเล็กน้อย กระนั้นเราก็ยังให้อภัยแก่จุดนั้นแล้วเพลินเพลิดไปกับเหตุการณ์ของหนังได้ และอีกความดีงามหนึ่งอยู่ที่เพลงประกอบจากโปรดิวเซอร์มากฝีมือ อุชิซาวะ ทาคาฮิโตะ จังหวะทำนองของเพลงต่าง ๆ รวมไปถึงเสียงร้องของทาคุมิและอาราตะอันทรงเสน่ห์ ทำให้ซาวน์แทร็คชุดนี้โดดเด่นและติดหูผู้ฟังมากทีเดียว เมื่อบวกกับบรรยากาศแสนอบอุ่นในฤดูร้อน ณ แดนอาทิตย์อุทัยจากการกำกับภาพของ อิมามุระ เคย์สุเกะ แล้ว จึงทำให้ เทปลับสลับร่างมารัก สามารถเติมเต็มความรู้สึกของที่หายไปในช่วงฤดูร้อนอันยาวนานที่ผ่านมานี้ได้ทั้งทางเรื่องราว เสียงดนตรี และภาพของหนัง

มาร่วมกันสัมผัสบรรยากาศฤดูร้อน เสียงดนตรี มิตรภาพ และค้นหาตัวตนไปพร้อมกันได้ใน Our 30 Minute Sessions เทปลับสลับร่างมารัก 9 กรกฎาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ครับ

ขอขอบคุณมงคลภาพยนตร์สำหรับรอบสื่อของภาพยนตร์มาณที่นี้ครับ

เตรียมวางแผนทริปเที่ยว! Jacquemus แนะนำที่เที่ยวสุดโปรดในเมือง Marseille บ้านเกิดผ่านคลิป Mon Marseille ชวนฝัน!

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่อนุญาตให้เดินทางระหว่างประเทศได้ แต่ว่าเราสามารถวางแผนการท่องเที่ยวในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ไปพลาง ๆ ก่อนได้ครับ  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

PICK YOUR WEEK END BAG 🙂 NEW DROP on Jacquemus.com

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

หากใครกำลังมองหาจุดหมายปลายทางดี ๆ อยู่ เมือง Marseille ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่ Simon Porte Jacquemus – ดีไซเนอร์หนุ่มไฟแรงชาวฝรั่งเศสแห่งแบรนด์ Jacquemus ที่เป็นที่รู้จักจากกระเป๋าใบจิ๋วสุดเก๋และงานจัดแสดงแฟชั่นคอลเลคชั่นกลางทุ่งลาเวนเดอร์เมื่อปีที่แล้ว – นำเสนอก็น่าสนใจเลยทีเดียว โดยเขาได้ทำคลิปวีดิโอชุด “Mon Marseille (มาร์เซย์ของฉัน)” เพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในถิ่นกำเนิดของเขา 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

« MON MARSEILLE » part3 JACQUEMUS MINI CITY GUIDE

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

Jasquemus เกิดและเติบโตมาในเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Salon-de-Provence ซึ่งอยู่ห่างจาก Marseille ไปประมาณ 50 กิโลเมตร ก่อนที่เขาจะย้ายไปปารีสเพื่อตามความฝันด้านแฟชั่นและเริ่มต้นแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของเขาขณะที่ทำงานเป็นผู้ช่วยฝ่ายขายของ Dover Street Market ร้านมัลติแบรนด์ชื่อดัง 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

« MON MARSEILLE » part2 JACQUEMUS MINI CITY GUIDE SUGGESTION?

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

อย่างไรก็ตาม Jasquemus ก็ยังคงรักในถิ่นกำเนิดของเขามาโดยตลอด และใช้ความรักนี้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเช่นกัน เขาจึงแบ่งเวลาระหว่างการทำงานในอะเตอลิเย่ร์ในเมืองหลวงและการพักผ่อนท่ามกลางแสงแดดในทางใต้ของประเทศ 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

« MON MARSEILLE » JACQUEMUS MINI CITY GUIDE

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

ดูโพสต์นี้บน Instagram

SOUTH part2

โพสต์ที่แชร์โดย JACQUEMUS (@jacquemus) เมื่อ

วีดิโอทั้งสามเผยให้เห็นถึงภาพความงามราวกับฝันของเมือง Marseille ที่อยู่ติดกับทะเลสีฟ้าสวยและภูมิประเทศที่โปร่งสบายและผ่อนคลาย อีกทั้งยังมีภาพสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอื่น ๆ ที่น่าไปเยือนมาก ๆ เช่นกัน เราเชื่อว่า Marseille จะเป็นอีกหนึ่ง destination ที่น่าสนใจและทำให้เรารู้จักถึงตัวตนของดีไซเนอร์หนุ่มคนนี้ด้วยครับ ส่วนด้านล่างนี้ เราได้รวบรวมชื่อสถานที่ทั้งหมดที่ Jacquemus แนะนำ มาให้ตามรอยกันแล้วไปเริ่ม google และวางแพลนวันลากันได้เลยครับ! 

ร้านอาหาร 

Yima 

Mercerie 

Épicerie L’Idéal 

Chez Yassine 

Chez Étienne 

Chez Paul (Goudes) 

Pizzeria la Bonne Mère 

Sepia 

La Relève 

Otto 

Tuba 

Le Bar des Amis 

Chez le Belge 

Chez Jeannot 

Vanilla Noire 

Bricoleur de Douceurs 

Boulangerie Maison Saint-Honoré 

ร้านค้า 

Jogging 

Maison Empereur 

Maison Mère 

Quartier des Antiquaires 

Honoré 

Librairie L’Odeur du Temps 

Le Père Blaize 

สถานที่ท่องเที่ยว 

Notre-Dame de la Guarde 

Calanque de Sormiou 

Grand Roue de Marseille 

Cité radieuse de Marseille 

Niolon 

Plage Malmousque 

L’Estaque 

Le Train de la Côte bleue 

Taxi Bateau 

บาร์ยามค่ำคืน 

Le Café de L’abbaye 

Bar Gaspard 

Viaghiji Di Fonfon 

Le Bar sur la Mer 

Baou 

โรงแรม 

Les Bords de Mer 

Hotel Maison Empereur 

Le Petite Nice 

Jogging Samena 

Les Cabanons de Fonfon 

Le Rhul 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

แทนคำขอบคุณ! JW Anderson เผยรูปแบบการถักเสื้อคาร์ดิแกนของแบรนด์ที่ Harry Styles ใส่จนเกิดเป็นไวรัลฮิตให้ไปถักใส่ตามกันได้ง่ายๆ !

เสื้อคาร์ดิแกนปะตัวหนาที่นักร้องหนุ่ม Harry Styles ใส่ระหว่างการซ้อมดนตรีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้กลายมาเป็นเทรนด์ใน TikTok จนเกิดเป็นชาแลนจ์ #HarryStyleCardigan ที่แฟน ๆ ได้ถักเสื้อคาร์ดิแกนในสไตล์ของตนเอง มาวันนี้ JW Anderson แบรนด์คอนเซ็ปต์เท่จากสหราชอาณาจักรผู้อยู่เบื้องหลัง 

ก็ได้ปล่อยวิธีการถักโครเชต์ให้ได้เป็นเสื้อคาร์ดิแกนที่อดีตสมาชิก 1D ขวัญใจสาวๆคนนี้ใส่ผ่านทางอินสตาแกรมของแบรนด์ครับ

ปกติเสื้อคาร์ดิแกนที่ Styles ใส่นั้นมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,250 ปอนด์ (ประมาณ 48,500 บาท) แต่เมื่อชาแลนจ์นี้ได้รับความนิยมมาก ทางแบรนด์จึงให้แฟน ๆ ได้ดาวน์โหลดรูปแบบการถักเสื้อคาร์ดิแกนตามแบบดั้งเดิมเพื่อแทนคำขอบคุณที่เกิดไวรัลสุดฮิตนี้ขึ้นมา

@tobesokat

After 2.5 months, I figured it out and now I have a piece of you in how I dress💚🍒 @hshq ##harrystyles ##harrystylescardigan ##fyp ##firsttiktok

♬ original sound – softharrystyles

@paigeart02

Just in his head ##harrystyles ##onedirection ##harrystylescardigan

♬ Shes my love – softharrystyles

โดย Jonathan Anderson ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งของแบรนด์ได้บรรยายความรู้สึกไว้ในไอจีว่า “ผมรู้สึกประทับใจและนอบน้อมอย่างยิ่งต่อเทรนด์ และทุก ๆ คนก็ได้ถักเสื้อคาร์ดิแกนแบบนี้ ผมอยากจะแสดงความขอบคุณจริง ๆ จึงได้แบ่งปันรูปแบบการถักเสื้อนี้แก่ทุกคน ทำต่อไปกันนะครับ!”  

@lydiamiro

fit check baby ##harrystyles ##harrystylescardigan

♬ original sound – lydiamiro

สามารถดาวน์โหลดรูปแบบการถักโครเชต์เสื้อคาร์ดิแกนตัวนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ JW Anderson นอกจากจะตามเทรนด์ได้โดยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว การถักเสื้อคาร์ดิแกนอุ่น ๆ เพื่อสวมใส่เองก็เป็นการสร้างความสำเร็จและความภูมิใจที่มิอาจประเมินค่าได้อีกด้วยครับไปโหลดกันเลย! 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

หลับเต็มตื่นอย่างหรูหราและมีระดับด้วยผ้าปิดตาสุดหรูจาก Louis Vuitton !

Louis Vuitton ได้เปิดตัวผ้าปิดตาสุดหรูของแบรนด์ ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างสองวัสดุพรีเมียมอย่าง ขนมิ้งและผ้าไหมซาตินในสีน้ำตาล ประทับลายโมโนแกรม LV สีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ด้านหน้า เพิ่มรายละเอียดบนสายคาดยางยืดด้วยแผ่นหนังวัวประทับชื่อแบรนด์ที่ด้านหลัง

มาพร้อมกับการจัดเก็บอย่างดีในกระเป๋าบรรจุสีดำคาดหนังของแบรนด์ ความพิเศษนี้สนนราคาอยู่ที่ 1,120 เหรียญฯ (ประมาณ 34,700 บาท) ใครสนใจไอเท็มที่จะทำให้การนอนหลับมีระดับมากกว่าที่เคยนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและสโตร์ที่จำหน่ายทางเว็บไซต์ของ Louis Vuitton  

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

สัมผัสประสบการณ์ชวนถวิลหาอดีตในการดูหนัง กับโรงภาพยนตร์ CAT Drive-in Cinema จาก SF

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงสามเดือนหลังที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ทั่วโลกหยุดชะงักลงไปอย่างกระทันหัน แต่เมื่อผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องการชมภาพยนตร์บนจอใหญ่นอกบ้านของตนเอง จึงมีโรงภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ มีการเว้นระยะห่างทางสังคมกับบุคคลอื่น แถมยังให้ความรู้สึก nostalgia หรือความถวิลหาอดีตอีกด้วย – ใช่แล้วครับ โรงภาพยนตร์ที่ว่านั้นคือ Drive-in cinema นั่นเอง 

โรงหนัง Drive-in cinema ของ Hollingshead ในเมือง Pennsauken รัฐนิวเจอร์ซีย์ ปี 1933 (ภาพจาก Wikipedia) 

มาย้อนดูประวัติโรงภาพยนตร์ Drive-in กันสักหน่อย โรงภาพยนตร์ประเภทนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัย 1910s แล้ว แต่ได้รับการจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดย Richard Hollingshead ในปี 1933 ซึ่งชูจุดเด่นว่าเป็นโรงหนังที่เหมาะสำหรับครอบครัว โดยเขาได้โฆษณาไว้ว่า “เราพร้อมต้อนรับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าเด็ก ๆ นั้นจะเสียงดังเพียงใดก็ตาม” ความนิยมในโรงหนังประเภทนี้มาถึงขีดสุดช่วงปี 50s-60s หรือยุค Baby Boom พอดี ทำให้จำนวน Drive-in ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 4,000 แห่ง ซึ่งส่วนมากตั้งอยู่ในเขตชนบท – อารมณ์คล้าย ๆ กับหนังกลางแปลงของบ้านเรา – และอิทธิพลนั้นยังขยายไปถึงต่างประเทศด้วย  

อย่างไรก็ตาม Drive-in cinema ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ในการดำเนินการ ต้องพึ่งพาสภาพอากาศที่เป็นใจ ประกอบกับการมาถึงของเครื่อง VCR และความนิยมในการสร้างศูนย์การค้าครบวงจร ทำให้ Drive-in cinema เสื่อมความนิยมไปจนเหลือเพียงไม่กี่ร้อยแห่งในปัจจุบัน 

แต่เมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความนิยมในโรงหนัง drive-in กลับมาผงาดอีกครั้ง เช่น ในสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และ ลิทัวเนีย (ที่ใช้สนามบินเป็น drive-in ชั่วคราว) อีกทั้งภาพยนตร์ที่นำมาฉายก็มีทั้งใหม่และเก่า (เช่นเคสของ Jurassic Park ที่กลับมาฉายใหม่จนทำเงินอันดับ 1 ในอเมริกาจากบทความที่เรานำเสนอไปก่อนหน้า)

ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมการดูหนังแบบ new normal ในรูปแบบเก่าที่คุ้นเคย…และชวนรำลึกถึงอดีตนั่นเอง 

โฆษณาโรงภาพยนตร์ “ไดรฟ์อิน” บนหน้าหนังสือพิมพ์ไทย (ภาพจาก @Earth_Oscar) 

ส่วนในประเทศไทย ก็เคยมีการเปิดโรงภาพยนตร์ Drive-in เหมือนกัน เช่น ในพ.ศ. 2525 โรงภาพยนตร์ โอ.เอ. มักกะสัน เปิด Drive-in cinema ในชื่อ “ไดรฟ์อิน” ตั้งอยู่ที่ซอยลาดพร้าว 130 สามารถรองรับรถได้ 500 คัน มีบริการท่อปรับอากาศเข้าไปในรถโดยที่ไม่ต้องติดเครื่องยนต์ และมีพนักงานหญิงที่ใส่ roller-skate คอยให้บริการอาหารและเครื่องดื่มตามขนบอเมริกัน ทว่าไม่ได้รับความนิยมมากนักจนต้องปิดให้บริการไป

38 ปีให้หลัง เมื่อกระแสการชมภาพยนตร์แบบ Drive-in กำลังกลับมาในต่างประเทศ โรงภาพยนตร์ SF จึงร่วมมือกับ บมจ. กสท โทรคมนาคม หรือ CAT เพื่อปลุกกระแสโรงภาพยนตร์ Drive-in ในประเทศไทย ภายใต้โปรเจกต์ชื่อ CAT Drive-in Cinema ซึ่งมาพร้อมกับระบบดิจิทัลด้วยเครื่องฉาย Laser Projector 4K ที่ให้อรรถรสการรับชมระดับมาตรฐาน มั่นใจได้กับระบบเสียงที่คมชัดด้วยเครื่องเสียงวิทยุติดรถยนต์ และมีบริการระบบปรับอากาศแก่รถยนต์ทุกคันโดยไม่จำเป็นต้องติดเครื่องยนต์ระหว่างการรับชมเพื่อลดการเกิดมลภาวะทางอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายป๊อปคอร์น-เครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชม และบูทกิจกรรมจากพาร์ทเนอร์ เช่น โค้ก ที่มาสร้างความสนุกก่อนการฉายฯ ครับ 

CAT Drive-in Cinema เปิดให้บริการระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคมนี้ ที่คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา (CDC) มาพร้อมกับโปรแกรมภาพยนตร์แอนิเมชั่น Troll: World Tour ที่จะมาสร้างความสนุกให้แก่ทุกคนในครอบครัว ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ (www.sfcinemacity.com/) และทุกช่องทางออนไลน์ของ SF ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การชมภาพยนตร์สุดพิเศษครั้งนี้ ห้ามพลาดครับ! 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

ใกล้ได้เจอกันแล้ว… 🍿❤️⁣ บรรยากาศแบบนี้ ต้องสัมผัสสักครั้งในชีวิต⁣ ⁣ 💥พรุ่งนี้พร้อมกัน 13:00 น. 🚙 🚖 🚘 ⁣ เปิดขายบัตรชมภาพยนตร์ Drive-In Digital Cinema แห่งแรกของเมืองไทย⁣ ⁣ ผ่าน LINE: @SFcinema เท่านั้น!⁣ ⁣ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: bit.ly/2NDQ4eP⁣ ⁣ #SFcinema ⁣ #CATdriveinbySF⁣ #TrollsWorldTour

โพสต์ที่แชร์โดย SF Cinema (@welove_sf) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

สู่สังเวียนแฟชั่น! Mike Tyson ร่วมงานกับ Chinatown Market ในการสร้างสรรค์แคปซูลคอลเลคชั่นใหม่

หลังจากที่มีข่าวว่าจะคืนสังเวียนผืนผ้าใบอีกครั้งในรอบ 15 ปี ล่าสุด Mike Tyson นักมวยชื่อดังชาวอเมริกันเจ้าของผลโหวตระดับตำนานอย่าง “นักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทที่หมัดหนักที่สุดตลอดกาล” จาก ESPN (The Hardest Hitters in Heavyweight History) ได้ร่วมงานกับ Chinatown Market – แบรนด์สตรีทแฟชั่นสุดกวนจากแอลเอ ในโปรเจ็กต์แคปซูลคอลเลคชั่นใหม่ ที่ประกอบด้วยไอเทมอย่าง เสื้อยืด, เสื้อฮูดดี้ และกางเกงขาสั้น 

นอกจากนี้ยังร่วมสร้างสรรค์ mockumentary หรือสารคดีหลอก ๆ สนุก ๆ 5 ตอนที่จะนำเสนอภาพของ Tyson ครั้นได้เยี่ยมชมออฟฟิศและได้ทำงานร่วมกับทีมของแบรนด์ ซึ่งจะปล่อยให้ชมกันวันละหนึ่งตอนเริ่มตั้งแต่วันเสาร์นี้ (27 มิถุนายน)  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Training smarter every day. @smartcups SmartCups.com

โพสต์ที่แชร์โดย Mike Tyson (@miketyson) เมื่อ

“ผมตื่นเต้นที่จะได้ร่วมมือกับแบรนด์สายสตรีทอย่าง Chinatown Market และนำเสนอสิ่งที่พวกเราได้ลงมือทำ – ทั้งคอนเทนต์และผลิตภัณฑ์ – ให้แฟนคลับได้ชมกัน” นักมวยระดับตำนานเจ้าของสถิติ Win by KO 44 ครั้งจากการขึ้นชก 58 ครั้งได้กล่าวถึงโปรเจกต์ครั้งนี้ 

แคปซูลคอลเลคชั่นชุดแรกจะเริ่มจัดจำหน่ายในวันที่ 3 กรกฎาคม และชุดที่สองจะเริ่มการขายช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ โดยราคาสินค้าแต่ละชิ้นจะมีราคาอยู่ที่ 40-90 เหรียญฯ (ประมาณ 1,240-2,790 บาท) ซึ่งจะจัดจำหน่ายทางเว็บไซต์ของ Chinatown Market

รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสบทบทุนแก่ Tyson Cares Foundation ที่ช่วยเหลือเยาวชนจากครอบครัวที่มีปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ที่พัก, คำปรึกษา, การช่วยเหลือทางการเรียน และสวัสดิการด้านสาธารณสุขครับ เรียกได้ว่ากลับมาแบบหล่อๆพร้อมกันหุ่นที่ฟิตจริงๆครับสำหรับ “IRON” Mike ในวัย 53 ปี 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

LeBron James และ Coach ออกมาสนับสนุนองค์กรที่ต่อสู้เพื่อสิทธิการเลือกตั้งของคนผิวสี

ดูเหมือนว่าจะมีการเคลื่อนไหวสำคัญในการเรียกร้องเพื่อชาวผิวสีในอเมริกาครับ เมื่อซูเปอร์สตาร์ NBA – LeBron James และแบรนด์หรูคอนเซ็ปต์สนุกจากนิวยอร์กอย่าง Coach ได้ออกมาสนับสนุนองค์กรอิสระ More Than A Vote ที่ต่อสู้กับปัญหาการจำกัดสิทธิคนผิวสีอเมริกันในการลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งประจวบกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ครับ 

James ได้โพสต์ลง IG ส่วนตัวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไว้ว่า “ถึงพี่น้องในวงการกีฬาและศิลปะ พวกเรามีอิทธิพลอันทรงพลังในชุมชนของเรา เราจึงต้องใช้โอกาสนี้ในการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง เพราะวิธีการที่ขัดขวางเราจากการเปลี่ยนแปลงใด ๆ นั้น เริ่มจากการขัดขวางเราไม่ให้ได้เลือกตั้งนั่นเอง”

Jide Zeitlin

ด้าน Jide Zeitlin ประธานกรรมการบริหารของ Tapestry – บริษัทแม่ของ Coach ได้ออกแถลงการณ์ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า “พื้นฐานของประชาธิปไตยคือสิทธิในการลงคะแนนเสียง อเมริกาจะแก้ไขปัญหาการเหยียดผิวและความอยุติธรรมในระบบไม่ได้เลยหากไม่มีการหยุดยั้งการจำกัดสิทธิในการเลือกตั้ง เรามีความภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ More Than A Vote และทำงานเพื่อให้ชาวอเมริกันผู้มีสิทธิทุกคนสามารถออกไปเลือกตั้งได้”

นอกจาก Coach และ James แล้ว องค์กร More Than A Vote ยังได้รับการสนับสนุนจากนักกีฬาและศิลปินอีกหลายราย เช่น Patrick Mahomes ควอเตอร์เบคดาวรุ่งใน NFL และ Sloane Stephens นักเทนนิสอดีตแชมป์ US Open อีกทั้งองค์กรอิสระนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายแค่การปกป้องสิทธิในการเลือกตั้งของชาวผิวสีเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจที่จะพัฒนาความปลอดภัยสาธารณะและขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนชาวผิวสีและละตินอเมริกันอีกด้วย 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

#BlackOutTuesday✊🏽✊🏾✊🏿

โพสต์ที่แชร์โดย Patrick Mahomes II (@patrickmahomes) เมื่อ

ทางเราก็ขอเป็นกำลังใจให้องค์กร More Than A Vote และองค์กรอิสระต่าง ๆ ทั่วโลกที่กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกันของทุกคนในสังคมครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ร่วมเดินทางครั้งพิเศษไปกับอีซึงกิและแจสเปอร์ หลิวใน ‘Twogether คู่เที่ยวเพื่อนทัวร์’ ทาง Netflix

แม้ว่าช่วงนี้จะมีการผ่อนปรนมาตรการล็อคดาวน์แล้ว แต่ก็ยังคงมีการจำกัดการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศอยู่ คงดีไม่ใช่น้อยหากจะมีรายการแนววาไรตี้-ท่องเที่ยวที่จะพาเราออกสู่โลกกว้างเพื่อคลายเหงาในยามนี้ และคงจะเป็นเรื่องยอดเยี่ยมไปเลย หากคนนำเที่ยวของเรานั้นเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับเอเชีย…ถึง 2 คน!  

รายการที่ว่านั้นคือ Twogether คู่เที่ยวเพื่อนทัวร์ original content ชุดใหม่ที่จะสตรีมให้ชมกันทาง Netflix ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ครับ 

ความพิเศษของรายการนี้คือ การนำซูเปอร์สตาร์อย่าง อีซึงกิ – นักแสดงเกาหลีจากซีรีส์สุดฮิต Vagabond ที่เจนจัดในวงการเรียลลิตี้ – กับ แจสเปอร์ หลิว – นักแสดงไต้หวันจากภาพยนตร์รีเมกสุดซึ้ง More Than Blue ที่มาประเดิมการเป็นพิธีกรรายการวาไรตี้ –  มาโคจรพบกันเป็นครั้งแรก เขาทั้งสองจะร่วมกันออกเดินทางพบปะแฟน ๆ และเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นนอกบ้านเกิดของพวกเขาใน 6 เมือง 3 ประเทศ ได้แก่ ยอกยาการ์ตา-บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย, โพคารา-กาฎมัณฑุ ประเทศเนปาล และสุดท้าย กรุงเทพ-เชียงใหม่ ในบ้านเรานั่นเอง  

แม้เขาทั้งสองคนจะมีที่มาต่างกัน พูดกันคนละภาษา อีกทั้งยังต้องเดินทางร่วมกันในสถานที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจเป็นกำแพงขวางกั้นมิตรภาพและความสนิทสนมที่ได้ก่อตัวขึ้นระหว่างทริป  

“ปกติแล้วเวลาที่สมาชิกในรายการจะเริ่มรู้สึกสบาย ๆ ต่อกัน คือตอนที่เราใส่กางเกงนอนลายๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน…วันที่ผมเห็นแจสเปอร์ใส่กางเกงนอนลาย ๆ กับตอนที่เขาให้กางเกงนอนผมซึ่งเหมือนกันกับของเขาเลย แค่คนละสี ผมว่าตอนนั้นล่ะครับที่เคมีของเราเข้าที่แล้ว” อีซึงกิกล่าวถึงเคมีของทั้งคู่ไว้ผ่านงานแถลงข่าวทาง virtual-conference ของรายการใหม่นี้ 

นอกจากนี้ Twogether ยังได้ทีมผู้สร้างเดียวกับ Running Man และ Busted! มาเป็นผู้บันทึกและดูแลการเดินทางครั้งพิเศษนี้ ดังนั้นแฟน ๆ จึงมั่นใจได้เลยว่า ความสนุกสนานและความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสองนักแสดงนั้นเป็นของจริง ไม่มีสคริปต์ โดยแจสเปอร์ หลิว ออกมายืนยันถึงความเป็นธรรมชาติของรายการด้วยตัวเองว่า “เราสองคนได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างกันและสร้างมิตรภาพขึ้น แล้วรายการนี้ไม่มีสคริปต์ครับ ทุกครั้งที่ผมถามโปรดิวเซอร์ว่าตอนไหนจะได้พบแฟน ๆ โปรดิวเซอร์ก็บอกว่าไม่รู้…ซึ่งทำให้ทุกครั้งที่ได้พบแฟนๆ ผมยิ่งรู้สึกประทับใจมากขึ้นไปอีก เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจริงมาก ๆ”  

ใครที่เป็นแฟนคลับของอีซึงกิและแจสเปอร์ หลิว เตรียมออกเดินทางร่วมทริปแห่งความพิเศษและมิตรภาพนี้ได้ใน Twogether คู่เที่ยวเพื่อนทัวร์ ศุกร์ที่ 26 มิถุนายนนี้ รับชมพร้อมกันทั่วโลก ครบทุกตอนทาง Netflix ครับ 

#NetflixTH 

#NetflixOriginal 

#Twogether 

#JasperLiu 

#LeeSeungGi 

ยังไม่สิ้นเสียงคำราม! Jurassic Park กลับมาทำเงินเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ อีกครั้งหลังจากผ่านมา 27 ปี

ดูเหมือนว่าเจ้า T-Rex จะกลับมาคำรามบนตาราง Box Office อีกครั้งหลังจากการปรากฎตัวครั้งแรกเมื่อ 27 ปีก่อนครับ โดยภาพยนตร์สุดคลาสสิกอย่าง Jurassic Park (ปี 1993) ของพ่อมดฮอลีวูด Steven Spielberg ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ ด้วยจำนวนเงิน 517,000 เหรียญฯ (ประมาณ 16,027,000 บาท) 

ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการฉายในโรงภาพยนตร์ Drive-in ที่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับสัปดาห์วันพ่อของอเมริกาพอดี 

นอกจาก Jurassic Park แล้ว ยังมีภาพยนตร์ของ Spielberg ที่ติดอันดับ Box Office อีกหลายเรื่อง ทั้งฉลามระทึกโลกอย่าง Jaws (ปี 1975) ที่อยู่ในอันดับ 2 ด้วยรายได้ตามติดเจ้าทีเร็กซ์อยู่ที่ 516,000 เหรียญฯ, E.T. the Extra Terrestrial (ปี 1982) หรืออีทีเพื่อนรัก ติดอันดับ 7 และ Raiders of the Lost Art (ปี 1981) หรืออินเดียน่าโจนส์ภาคแรกได้เข้ามาที่อันดับ 17 นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ไซไฟที่อาจารย์แห่งวงการภาพยนตร์คนนี้ได้อำนวยการสร้าง อย่าง Back to the Future (ปี 1985) ก็ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 6 บนตารางครับ 

คาดว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโรงฉายในอเมริกาและทั่วโลกจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมนี้ ที่จะมีมาตรการผ่อนปรนแก่โรงภาพยนตร์มากขึ้น และจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ผู้ชมรอคอยเข้าฉาย อย่าง Disney’s Mulan และ Tenet ของเสด็จพ่อ Christopher Nolan ครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun