Kinu by Takagi

หลังการปรับปรุง River Wing ได้มีการเปิดตัวใหม่ของโรงแรม ที่ตามมาคือห้องอาหารต่างๆ ล่าสุด KINU by Takagi ที่เสิร์ฟอาหารไคเซกิ โดยเชฟทาคากิ คาซึโอะ เชฟระดับสองดาวมิชลินจากร้าน Kyoto Cuisine Takagi

กลับมาผงาดอย่างสมภาคภูมิการเป็น Grande Dame ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของโรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ หลังการปรับปรุง River Wing ได้มีการเปิดตัวใหม่ของโรงแรมที่จัดเป็นงานดินเนอร์สุดหรู ที่ตามมาก็คือห้องอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Lord Jim’s และล่าสุด KINU by Takagi ที่เสิร์ฟอาหารไคเซกิ โดยเชฟทาคากิ คาซึโอะ เชฟระดับสองดาวมิชลินจากร้าน Kyoto Cuisine Takagi จากเมืองอะชิยะ ร้านอาหาร KINU by Takagi จะทำให้ผู้มาเยือนได้อิ่มอร่อยกับอาหารสไตล์เกียวโตที่เสิร์ฟในสไตล์ไคเซกิที่เสิร์ฟจานต่อจาน  รายการอาหารแต่ละช่วงฤดูการจะมีการเปลี่ยนแปลงตามเครื่องปรุงหลักๆ ที่มีในช่วงนั้น โดยจัดเป็นอาหารเคียวริโอริ(Kyo-ryori) 10 คอร์ส ส่วนใครจะลิ้มลองกับสาเกที่จับคู่กันกับอาหารแต่ละจานอย่างลงตัวที่นี่ก็มีให้บริการ

การจะมาที่ห้องอาหาร KINU by Takagi จะใช้ทางเข้าเดียวกับห้องอาหาร   Lord Jim’s  ซึ่งควรจองที่นั่งมาล่วงหน้าก่อนเพราะมีที่นั่งเพียง 10 ที่เท่านั้น ก่อนที่จะเข้าสู่ห้องอาหาร จะมีห้องเล็กๆ จัดไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มต้อนรับแขกของห้องอาหารคินุโดยเชฟทาคากิ  จากนั้นก็จะถูกเชิญเข้าไปในห้องอาหารที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องอาหารลอร์ดจิมส์ ตกแต่งอย่างพิถีพิถันสวยงาม ความประณีตนี้เราสัมผัสได้แม้แต่ใต้หน้าโต๊ะซึ่งทำจากไม้สักชิ้นเดียว ก่อนเปิดร้านเชฟทาคากิ ให้ช่างพลิกหน้าโต๊ะให้เขาตรวจก่อนว่าสัมผัสของเนื้อไม้นั้นนุ่มเนียนมือหรือเปล่า แม้ว่าจะไม่มีใครก้มลงไปดูใต้โต๊ะ แต่เชฟบอกว่าคนที่นั่งอยู่ก็อาจจะเอามือไปสัมผัสใต้หน้าโต๊ะ อาหารไคเซกิ ที่นี่ไม่ได้เสิร์ฟมาเป็นถาดใหญ่ๆ มีจานเล็กจานน้อย แต่เสิร์ฟมาจานต่อจาน ภาชนะนั้นเชฟคัดสรรมาอย่างสุดประณีต ไม่ว่าชามซุปที่เป็นเครื่องเขินลงลายทองจากญี่ปุ่น เครื่องปั้นดินเผาจากญี่ปุ่นที่เน้นสีสันของดินแหล่งที่ปั้นภาชนะ แต่เชฟได้คัดเลือกภาชนะเครื่องเคลือบดินเผาจากเชียงใหม่มาผสมผสานอีกด้วย ดังอาหารที่นี่ก็จะใช้วัตถุดิบที่มีในบ้านเรามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุง  

รายการอาหารเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ที่เด่นและคาดว่าจะมีเสมอก็ คือ ซุปปลาใส่ลูกแป๊ะก๋วย ที่ญี่ปุ่นคนมาที่ร้านของเชฟเพื่อจะได้ชิมซุปนี้ ที่นี่เชฟเสิร์ฟในถ้วยเครื่องเขินสีดำลายทองสวยงามมากๆ ซุปมีความข้นใสด้านหน้าเป็นหัวผักกาดขูด(มาจากญี่ปุ่น เชฟลองของบ้านเราแล้วบอกว่ารสชาติติดขื่นๆ ไม่หวานสนิท) หยอดคาเวียร์ลงไปเพื่อให้รสเค็มๆ เวลาเคี้ยว ซุปรสชาติคล่องคอมากมีความหวานของน้ำซุปที่มาจากปลาโอตากแห้งนำมาไสเป็นแผ่นบางๆ ต้มเป็นน้ำซุป ชิ้นปลาหิมะชิ้นใหญ่ซ่อนใต้สีขาวของหัวปักกาดขูดเสมือนหิมะที่คลุมอยู่กลางบึงน้ำ สีสีเหลืองของลูกแปะก๊วยแต้มให้ดูสดใสและรสชาติหนึบๆ ละมุนปาก  

อาหาร 10 คอร์สมีอาหาร 12 อย่าง มีทั้งปลาดิบ ข้าวปั้นมีทั้งหน้าปลาโอ หน้าปลาไหลย่าง  สุกี้เนื้อในซอสมะเขือเทศที่อร่อยล้ำที่เชฟใช้เนื้อวากิวเกรด A5 มาย่างให้สุกกำลังดี แต่ใครต้องการแบบสุกจริงจังให้บอกเชฟได้ บางคนไม่กินปลาดิบให้แจ้งก่อนตั้งแต่จองล่วงหน้าเพราะเชฟจะเตรียมอาหารอย่างอื่นแทนให้ แต่ถ้าจะมาแนวมังสะวิรัติหรือวีแกนอาจจะต้องไปที่ห้องอาหารอื่นซึ่งมีอาหารแนวนี้ให้บริการ กระซิบว่ามื้อน้ำชาที่เสิร์ฟขนมและของว่างแบบวีแกนที่นี่ห้องออเธอร์เล้าจ์อร่อยมาก ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานที่แสนจะชื่นใจ ราคาต่อท่าน 7,500 บาท ++ ใช้เวลาประมาณเกือบสามชั่วโมง 

รวมๆ แล้วบรรยากาศและการปรนนิบัติจากพนักงานน่าประทับใจมาก(พนักงานได้รับการฝึกฝนตามธรรมเนียมของร้าน Kyoto Cuisine Takagi ที่ได้ดาวมิชลิน) รสชาติอาหารดีมากด้วยเครื่องปรุงสุดพิเศษ และกรรมวิธีการปรุงที่สุดประณีต จะเป็นประสบการณ์รับประทานอาหารที่น่าจดจำสำหรับทุกคน อีกนิดที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ คือ ร้านอาหารที่นี่บางร้านจะมี Dress code อย่างของห้องนี้จะเป็น Elegant Attire (สุภาพบุรุษกรุณาสวมกางเกงขายาวและรองเท้าหุ้มส้น) ทั้งนี้เพื่อบรรยากาศที่รื่นรมย์ในการรับประทานอาหาร ต้องยอมรับว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของกรองด์ดามริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากใดๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องตามสบายเหมือนไปกินอาหารตามร้านทั่วไป แต่นั่นก็ทำให้ที่นี่มีความแตกต่างที่หลายคนชอบที่จะมาเยือน

KINU by Takagi ให้บริการ 2 รอบ รอบแรก 18.30-20.30 น. รอบสอง 21.00-23.00 น.( ปิดทุกวันจันทร์ ) โทร.02 659 9000 Email – MOBKK-RESTAURANTS@MOHG.COM #MOBKK


How Hot is Calvin Harris?

Calvin Harris หนึ่งใจชายหนุ่มที่เคยครองหัวใจของนักร้องสาวอย่างเทย์เลอร์ สวิฟต์ และเจ้าของรายได้กว่า 2.3 พันล้านบาท (66 ล้านดอลลาร์) ในปี 2015 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟร์บส์ดีเจที่มีรายได้มากที่สุดในโลกในปีนั้น และในปีนั้นเองที่ทั้ง แคลวินและเทเลอร์ ออกเดทพากันทำรายได้โค่นบัลลังก์ของเจย์ ซีและบียอนเซ่ ในฐานนะคู่รักที่ทำเงินสูงสุดอีกด้วย โดยรายได้จากการเป็นดีเจของแคลวิน แฮร์ริสนั้นสูงกว่าอันดับ 2 ถึง 2 เท่า อย่างเดวิด กูเอตต้าอีกด้วย โดยหลังจากการเลิกลากับเทย์เลอร์ สวิฟต์แบบจบกันไม่ค่อยสวยแล้ว แคลวินยังให้สัมภาษณ์ว่า “มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เมื่อเรื่องที่ผมเคยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวกลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปรับรู้” และถ้านั้นยังดราม่าไม่พอ หนึ่งในเพลงดังของแคลวินที่ชื่อว่า ‘This Is What You Came For’ ที่เทย์เลอร์อ้างว่ามีส่วนในการแต่งเพลงนี้แต่เธอไม่เคยได้รับเครดิต แคลวินก็ออกมาตอบโต้ผ่านทวิตเตอร์ทันทีว่า “ผมคิดว่า ถ้าหากคุณมีความสุขกับความรักครั้งใหม่ คุณก็ควรจะสนใจเรื่องความรักของคุณ แทนที่จะพยายามย่ำยีแฟนเก่าด้วยการกระทำบางสิ่งบางอย่างจะดีกว่า” นั้นทำให้ความเดือดของคู่เคยรักคู่นี้ปะทุความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเท่าตัว 

นอกจากนั้นแคลวิน แฮร์ริส ยังกวาดรางวัลกว่า 20 รางวัลจากเวทีต่างๆ ทั้ง MTV มิวสิค อวอร์ด, อเมริกัน มิวสิค อวอร์ด, บิลบอร์ด มิวสิค อวอร์ด และรางวัลในบ้านเกิดตัวเองอย่าง บริตอวอร์ด อีกด้วย แคลวินแฮร์ริสไม่เพียงแต่เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงเขายังเป็นโปรดิวเวอร์อีกด้วย โดยเขาออกอัลบั้มแรกในปี 2007 (I Created Disco) และดังเป็นพลุแตกในซิงเกิ้ล ‘I’m Not Alone’ ที่ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในอังกฤษในปี 2008 โดยศิลปินเบอร์ใหญ่อย่างไคลีย์ มิโนก คือศิลปินคนแรกๆ ที่มาร่วมงานกับเขาทั้งยังเขียนเพลงเป็นโปรดิสเซอร์ให้ในอัลบั้ม X ในเพลง ‘In my Arms’ และ ‘Heart Beat Rock’ และนั้นก้เป็นจุดเริ่มตั้นการการเป็นเจ้าพ่อฟีดเจอริ่งอีกด้วย อย่าง Ne-Yo, Pharrell Williams’ Kety Perry, Sam Smith, John Newman และเพลงที่ดังเป็นพลุแตกที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง ‘We Found Love’ ที่ได้รีฮันน่ามาร่วมแจม 

และก็สิ้นสุดการรอคอยกันสักทีที่แคลวิน แฮร์ริส จะบินลัดฟ้ามายังเมืองไทยเพื่อเปิดคอนเสิร์ตในงานเทศกาลดนตรี 808 Festival 2019 โดยถือว่าเป็นมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกของเขาอีกด้วย ในวันที่ 6-8 ธันวาคมนี้ พร้อมด้วยทัพดีเจชื่ออย่าง Dyro , Generik , Ofenbach , KSHMR , Blasterjaxx , Keanu Silva , SKRILLEX ณ ไบเทค บางนา แฟนตัวจริงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

Trout Is Not Salmon!: สัมผัสประสบการณ์ความสดของฟยอร์ดเทราต์แท้ๆ ส่งตรงจากประเทศนอร์เวย์

สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (Norwegian Seafood Council – NSC) ตัวแทนอุตสาหกรรมอาหารทะเลของประเทศนอร์เวย์ จัดงานดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ชวนลิ้มรสฟยอร์ดเทราต์และอาหารทะเลสดใหม่จากนอร์เวย์ ที่รังสรรค์ขึ้นโดยเชฟชาวไทยผู้เชี่ยวชาญในด้านอาหารสไตล์นอร์ดิก เชฟเฟรุ่งทิวาชุ่มมงคล หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารฟร้อนท์รูมโรงแรมวอลดอร์ฟแอสโทเรียพร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก ทูร์เฮาวค์ อัครราชทูตที่ปรึกษา/รองหัวหน้าสถานทูตสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย รวมถึงสื่อมวลชนและเหล่าพันธมิตรของสภาอุตสาหกรรมนอร์เวย์เข้าร่วม

อาหารมื้อค่ำสุดพิเศษนี้จัดโดยสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์หรือ NSC ณ ห้องอาหาร ฟร้อนท์รูมโรงแรมวอลดอร์ฟแอสโทเรียกรุงเทพ เพื่อแนะนำอาหารทะเลสดคุณภาพพรีเมียมจากน้ำเย็นที่ใสสะอาดจากนอร์เวย์ อย่าง ฟยอร์ดเทราต์ ตัวเด่นของงาน ปูจักรพรรดิ ฮาลิบัทจากนอร์เวย์ ปิดท้ายด้วยของหวานรสเลิศ

ฟยอร์ดเทราต์จากนอร์เวย์สามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบและแบบปรุงสุก มีคุณค่าทางโภชนาการอันประกอบไปด้วยสารอาหารอย่างโปรตีน ซีลีเนียม และโอเมก้า-3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อหัวใจและสมอง นอกจากนี้ยังมีวิตามินดีที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและดีต่อสุขภาพ หากเปรียบเทียบกับแซลมอนซึ่งมีหน้าตาและรสชาติคล้ายคลึงกันแล้ว ฟยอร์ดเทราต์มีเนื้อที่แน่นกว่า มีหนังสีเงินและเนื้อที่ออกสีแดงสดกว่า และมีชั้นไขมันรสอร่อยแทรกอยู่ทั่วตัวโดยเฉพาะบริเวณพุง 

ดร. อัสบีเยิร์นวาร์วิคเรอร์ทเว็ท ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดนำเข้าฟยอร์ดเทราต์จากนอร์เวย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่จากการสำรวจพบว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่รู้จักปลาชนิดนี้ มีการเข้าใจผิดว่าเป็น ‘แซลมอนเทราต์’ อยู่บ่อยๆ ซึ่งไม่มีอยู่จริง อีกหนึ่งความน่าสนใจของฟยอร์ดเทราต์คือการที่ปลาชนิดนี้มีผลผลิตจำกัด ทำให้เป็นที่ต้องการสูง น้ำใสสะอาดของนอร์เวย์ที่รายล้อมไปด้วยฟยอร์ด ซึ่งเกิดจากการมาบรรจบกันของธารน้ำแข็งและน้ำเค็มของทะเล กลายเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงฟยอร์ดเทราต์ชั้นยอดและยั่งยืน”

ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีกับร้านอาหารระดับมิชลินในยุโรป ทำให้เชฟเฟมีความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัตถุดิบมารังสรรค์เมนู “สำหรับเมนูในค่ำคืนนี้ ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากอาหารทะเลสดคุณภาพพรีเมียมจากนอร์เวย์ โดยมีฟยอร์ดเทราต์เป็นพระเอกของงาน ด้วยรสชาติที่เหมาะกับการรับประทานทั้งแบบดิบและปรุงสุก ผสานกับการปรุงด้วยรสชาติและวัตถุดิบแบบไทยๆ กลายเป็นคอร์สอาหารสุดพิเศษที่อยากให้ทุกคนได้ลิ้มลอง” เชฟเฟรุ่งทิวาชุ่มมงคลกล่าวถึงเมนูอาหารในงาน

การบริโภคอาหารทะเลในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในร้านอาหารและที่บ้าน ความนิยมของอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะซูชิและซาชิมิ ส่งผลให้ร้านอาหารต้องคัดสรรปลาดิบที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันผู้จัดจำหน่ายอาหารทะเลต้องสรรหาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซื้อไปปรุงเองที่บ้าน ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยใส่ใจในวัตถุดิบ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากรายงานเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืนซึ่งนำเสนอต่อที่ประชุมสหประชาชาติเผยว่า หากมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการประมงที่ยั่งยืน ปริมาณผลผลิตทางทะเลจะเพิ่มขึ้นได้ถึงหกเท่า และมีการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ต่ำกว่าการผลิตอาหารประเภทอื่นๆ

ด้วยชื่อเสียงในฐานะผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่อันดับสองของโลก ทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของนอร์เวย์ยึดมั่นในการเลือกใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญขั้นสูง เพื่อดูแลความปลอดภัยของอาหารและจัดการการประมงอย่างยั่งยืน ฟยอร์ดเทราต์นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ส่งผลให้ชาวนอร์เวย์กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการประมงในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นปลาชนิดแรกที่ชาวนอร์เวย์ได้ลองเพาะเลี้ยง การเพาะเลี้ยงฟยอร์ดเทราต์ต้องการการดูแลที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพสูง ต้องใช้การติดตามความปลอดภัยและความเป็นอยู่ตลอดอายุปลา เหล่านี้สำเร็จได้ด้วยมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารทะเลที่เข้มงวดและความเคารพต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ประเทศนอร์เวย์ให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

Light of My Life: เพราะลูกคือดวงใจของพ่อ

คุณจะทำอย่างไรหากโลกใบนี้เกิดไวรัสประหลาดที่คร่าชีวิตมนุษย์เพศหญิงไปจนหมด เหลือเพียงลูกสาววัยแบเบาะของคุณที่ต้องสูญเสียแม่ของตัวเองไป เธอมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้ปกป้องเธอจากโลกที่แทบจะไม่เหลือความหวังนี้แล้ว พบกับการแสดงสุดตราตรึงของเคซีย์ แอฟเฟล็ค กับบทบาทของ ‘พ่อ’ ที่จะทำให้คุณยิ่งเชื่อมั่นในความรักที่ไร้ข้อกังขานี้ไปยิ่งกว่าเดิมกับ ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’

คนเป็นพ่อย่อมอยากจะปกป้องลูกของตัวเองเป็นธรรมดา เคซีย์ แอฟเฟล็ค นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จาก ‘Manchester by the Sea’ ได้กล่าวขณะที่พูดถึงบทบาทของ ‘พ่อ’ ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’ ศูนย์กลางของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือเด็กอายุ 11 ขวบซึ่งเป็นวัยที่เด็กตัวน้อยกำลังจะก้าวสู่ช่วงวัยรุ่นแต่สถานการณ์ในโลกของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสถานการณ์ที่อันตรายกับเด็กคนนี้มากและมันทำให้การตัดสินใจของเธอบางอย่างอาจจะเป็นการตัดสินว่าพวกเขาจะสามารถเอาชีวิตรอดต่อไปได้หรือไม่

ผมเป็นคนที่หลงไหลในเรื่องราวที่สื่อถึงสังคมของมนุษย์‘Light of My Life’ คือเรื่องราวของพ่อที่อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างให้กับลูกของพวกเขามันเป็นความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีวันเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้แทนที่เราจะมองเห็นความสวยงามของโลกใบนี้บางครั้งพวกเรากลับมองว่ามันคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายสำหรับลูกๆครับเขากล่าว คนเป็นพ่อก็ย่อมอยากจะปกป้องลูกของตัวเองเป็นธรรมดาแม้ว่าเธอจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่กระหายอิสระจนกว่าเขารู้ว่าลูกสาวของเขาสามารถเอาตัวรอดเองได้เขาก็จะพยายามปกป้องเธออย่างสุดชีวิตแม้ว่าจะต้องแลกกับการทำให้จิตใจของพวกเขารู้สึกเจ็บปวดก็ตาม”

เคซีย์เผยว่าเขาใช้เวลากว่า 10 ปีในการพัฒนาบทประพันธ์สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมันเริ่มมาจากนิทานก่อนนอนที่เขาเล่าให้ลูกชายทั้งสองของตัวเองฟังนั่นเอง ผมได้จดนิทานเหล่านั้นเอาไว้ทั้งหมดผมคิดว่าผมอาจจะนำเรื่องเหล่านั้นไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกการเล่านิทานและบทบาทของนิทานที่ส่งเสริมต่อการเติบโตของลูกตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ไอเดียนั้นของผมได้มีวิวัฒนาการและมันก็ได้ทำให้ผมเริ่มเขียนบทภาพยนตร์จากมัน

LOML_D33_CC_0031.RAF

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือแม่ว่าหนังจะสร้างเสร็จแล้วผมก็ยังคงต้องหาว่ามันเป็นเรื่องของอะไรและทำไมมันถึงมีความสำคัญสำหรับผม เขากล่าวต่อ เรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถตีความหมายได้อย่างชัดเจนทันทีพวกมันเป็นสิ่งที่เรารับรู้ผ่านจิตใต้สำนึกและบางครั้งมันก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าที่เราจะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร

และเราเชื่อว่าภายหลังจากการตัดสินใจพัฒนาบทกว่าสิบปีผันตัวเองเป็นทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำของเรื่องนี้เคซีย์คงได้คำตอบกับสิ่งที่เขาสงสัยอยู่ในใจบ้าง ไม่มากก็น้อย

ไปร่วมค้นหาคำตอบในใจ และพิสูจน์ความรักอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์พ่อได้ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Light of My Life – คือพ่อ… คือลูก’ ได้ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป 

The Great Come Back of Noel Gallagher!

ต้นปีที่แล้ว Very Company เอาใจสาวกอดีตวงร็อกสุดเกรียนอย่าง Oasis โดยนำเอา Liam Gallagher นักร้องนำผู้เป็นน้องชายมาเยี่ยมเยือนเหล่าอาร์คิดชาวไทย ณ ไบเทคบางนา ซึ่งก็ขอสารภาพเลยว่า ในฐานะแฟนเดนตายของวงนี้ เราไม่ประทับใจเวนิวเอาเสียเลย… ให้ตายเถอะ แต่ด้วยความจงรักภักดีต่อศาสดาคนสำคัญของเรา เราก็พร้อมลากสังขารไปยืนเย้วหน้าเวทีเพื่อรำลึกถึงอดีตโดยไม่อิดออด 

และปลายปีนี้ (เอาแน่ๆ ก็วันที่ 30 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้แล้ว) ผู้จัดเจ้าเดิมก็เทียบเชิญอดีตสมาชิกวง Oasis ผู้พี่ ที่มีอัลบั้มเดี่ยวภายใต้ชื่อ Noel Gallagher’s High Flying Birds มาแสดงคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบอีกครั้ง (หลังจากที่พี่เคยมาเยือนประเทศไทยโดยมีพี่ฮิวโก้เป็นวงเปิดมาแล้วหนึ่งครั้งเมื่อราว 7 ปีก่อนหน้านี้) โดยเปลี่ยนเวนิวเป็น Show DC Arena ที่เพิ่งต้อนรับเสี่ยโอลลี่จาก Bring Me The Horizon ที่หลายคนยกว่าเป็นหนึ่งในคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดแห่งปีนี้

เราเชื่อว่าเหล่าอาร์คิดหลายคนก็คาดหวังว่าจะได้ฟังเพลงเก่าๆ สมัย Oasis แบบสดๆ ในคอนเสิร์ตนี้บ้าง ไม่มากก็น้อย แต่เชื่อเราเถอะว่า ถ้าคุณลองเปิดใจฟังเพลงใหม่ๆ จากคุณพี่โนลบ้าง คุณอาจจะมีประสบการณ์ดนตรีครั้งใหม่ที่ลบภาพเก่าๆ ในอดีตลงไปได้บ้างนะ 

เพลงแนะนำให้ซ้อมร้องก่อนไปเจอพี่โนลตัวจริง

เพลงโปรดที่สุดตลอดกาลของเรา
จิกกัดสไตล์พี่โนล
เพลงนี้ก็เลิฟที่สุดเช่นกัน

ไปรำลึกถึงอดีตอันแสนหวานของเหล่าอาร์คิด และร่วมร้องเพลงใหม่ๆ ของพี่โนลได้ในคอนเสิร์ต Noel Gallagher’s High Flying Birds Live in Bangkok ได้พร้อมกันในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่ Show DC Arena บัตรราคา 3,600 บาท (VIP 4,600 บาท) ซื้อบัตรได้ที่ TicketMelon.com

มัดรวมเพลงฮิตที่เราอยากฟังสดๆ ของทุกศิลปินในงาน Very Festival

สุดสัปดาห์นี้แล้วที่เทศกาลดนตรีน้องใหม่อย่าง Very Festival มีกำหนดจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ สารภาพว่าตอนแรกแอบหวั่นใจเล็กๆ ว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่งานเล็กงานน้อยชนกันสนั่นขนาดนี้ ไลน์อัพหรือกิจกรรมของใครแน่นไม่พอ อาจจะต้องมีม้วนเสื่อกลับบ้าน แต่พอเห็นประกาศรายชื่อศิลปินต่างๆ ในเทศกาลดนตรีครั้งนี้ เราก็อดใจชื้นขึ้นมาไม่ได้

และนี่คือเพลงสุดโปรดของเราที่ใจอยากจะฟังสดๆ ในเทศกาลดนตรีครั้งนี้ มีกี่เพลงที่โดนใจคุณกันบ้างนะ

The Kooks: Naive

Nothing But Thieves: Particles

Sticky Fingers: Cyclone

FKJ: Tadow

Pale Waves: Television Romance

The Marías: Only in My Dreams

Shame: One Rizla

The LaFontaines: Under The Storm

Tahiti 80: Hurts

FUR: If You Know That I’m Lonely

Sun Rai: San Francisco Street

joan: i loved you first

RINI: My Favourite Clothes

TELEx TELEXs: 1991-1993

Whal & Dolph: ใจเดียว (JAI 1)

Safeplanet: คำตอบ (Answer)

My Life as Ali Thomas: Winter’s Love

Getsunova: คนไม่จำเป็น

FEVER: PASSWORD

SOMKIAT: คิดถึงขนาด

BOMB AT TRACK: เจ้าหน้าที่

ไปลุ้นด้วยกันว่าแต่ละวงจะเล่นสดเพลงที่เราอยากฟังไหม ซื้อบัตรได้ที่ TicketMelon.com

Deep Down: ดำดิ่งไปกับ DABOYWAY และ Violette Wautier

Interesting Facts:

  • Deep Down คือซิงเกิ้ลลำดับที่สามที่ DABOYWAY ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อนี้
  • นี่เป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่าง DABOYWAY และ Violette Wautier
  • เนื้อเพลงถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนของ DABOYWAY ทั้งในแง่ของการทำงานและผู้นำครอบครัว
  • DABOYWAY ต้องการให้เพลงนี้เป็นพลังงานด้านบวก และแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ เหมือนกับที่การทำงานของเขาเป็นแรงผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในทุกวันนี้
Behind the Scene

Special MV Contents:

  • อยากเห็น DABOYWAY ในมุมที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อนไหม?
  • ตามไปดูเลยครับ

Thanks: Universal Music Thailand

Bring Me My Horizon: ในวันที่คอนเสิร์ตไม่จำเป็นต้องอยู่ที่อารีน่าเท่านั้น

ไม่รู้ว่าทำไม โสตประสาทการรับรู้เรื่องเวนิวคอนเสิร์ตของเราสำหรับวงดนตรีใหญ่ๆ ระดับโลกนั้นจะยึดโยงอยู่กับอิมแพ็ก อารีน่า เมืองทองธานี และสนามรัชมังคลากีฬาสถานเท่านั้น ประมาณว่า ในยุคก่อน ถ้าไม่ใช่สองเวนิวนี้ ดูเหมือนจะไม่สมศักดิ์ศรีวงดนตรีระดับโลกเท่าใดนัก แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าวงดนตรีระดับโลกเหล่านั้นแฟนเพลงไม่หนา (หรือเงินไม่หนาพอ) ในประเทศไทย ภาวะความเสี่ยงจากการขายบัตรไม่หมด หรือเวนิวไม่เต็มก็ดูจะตกไปอยู่ที่ผู้จัดเต็มๆ

และก็ไม่รู้ว่าทำไมอีกเหมือนกัน ในโลกยุคใหม่ที่จู่ๆ กรุงเทพมหานครก็ดูจะกลายเป็นเมืองคอนเสิร์ตขึ้นมาภายในระยะเวลาไม่ถึงห้าปีดี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมีผู้จัดหน้าใหม่ที่กล้าเสี่ยงมากขึ้น แฟนๆ ของวงที่กล้าจ่ายมากขึ้น และอาจจะด้วยการตอบรับของวงเองที่พร้อมจะเล่นในเวนิวขนาดย่อมลงมาอีกนิด อาจจะด้วยเหตุผลในการใกล้ชิดกับแฟนเพลง หรือลดความเสี่ยงในการขายบัตรก็ได้

ในยุคก่อน สิ่งที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ วงร็อกบางสเกลจะไม่รับเล่นในเวนิวที่ความจุไม่ถึงเกณฑ์ที่วงกำหนดไว้ อาจจะด้วยเหตุและปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง (ซึ่งเราเองก็ไม่รู้รายละเอียดนักหรอก) ทำให้ภาระในการจัดการนั้นตกอยู่กับผู้จัดไปเต็มๆ และหลายครั้งที่เราได้เห็นวงร็อกระดับโลกในดวงใจของเราขึ้นเล่นในเวนิวระดับอิมแพ็ก อารีน่า เมืองทองธานี (ความจุ 12,000 ที่นั่ง ไม่รวมที่ยืน) ในสภาพแฟนเพลงโหรงเหรงจนน่าใจหาย ทำให้เรารู้สึกจุกอย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่ถ้าวงไปเล่นในเวนิวที่น้อยกว่านี้ แฟนเพลงจะแน่นขนัดชวนใจชื้นอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี… ในโลกยุคที่วงสามารถสื่อสารกับแฟนเพลงโดยตรงได้ผ่านโซเชียลมีเดียแบบนี้ สิ่งที่เราได้เห็นคือ การรวมพลังของแฟนเพลงเรียกร้องให้มีการจัดคอนเสิร์ต ทำให้ผู้จัดสามารถต่อรองและเจรจากับศิลปินในการเลือกเวนิวที่ขนาดย่อมเยาว์ แต่การันตีความใกล้ชิด และลดความเสี่ยงจากการขายบัตรไม่หมดลงไปได้มากมาย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นวงดนตรีระดับโลกหลายต่อหลายวงรับมาเล่นในเวนิวขนาดย่อมเยาว์ลงมาอีกนิด ด้วยราคาบัตรแพงขึ้นอีกหน่อย แต่การันตีว่าแฟนๆ จะอุ่นหนาฝาคั่ง และทุกฝ่ายก็จะวิน-วินกันได้ ไม่มากก็น้อย

อีกหนึ่งในตัวอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเราเร็วๆ นี้เห็นจะได้แก่คอนเสิร์ตของวงร็อกชื่อดังจากประเทศอังกฤษ Bring Me The Horizon ที่กำลังจะมาเปิดการแสดงในกรุงเทพมหานคร เมืองแห่งคอนเสิร์ตในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ณ เวนิว Show DC Arena ซึ่งเป็นเวนิวขนาดไม่ใหญ่จนน่าตกใจกลัว แต่ก็ไม่ได้เล็กจนกระทั่งไม่สมศักดิ์ศรีวงดนตรีระดับโลกเช่นนี้ และที่สำคัญ… คอนเสิร์ตของ BMTH ครั้งนี้จะเป็นคอนเสิร์ตเดียวที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพื่อเป็นการโปรโมทคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ในเวนิวขนาดอบอุ่นเอาใจแฟนเพลงชาวไทยครั้งนี้ สมิทธิ เพียรเลิศ Music Promoter แห่ง The Very Company ผู้จัดคอนเสิร์ต BRING ME THE HORIZON Live In Bangkok 2019 ได้จัดงานแถลงข่าวพร้อมรับประกันกับแฟนๆ ไว้ว่า “ปัจจุบัน Bring Me The Horizon กลายเป็นวงร็อกแถวหน้าของโลกไปแล้ว ทาง Very รู้สึกภูมิใจมากๆ ที่ได้นำพวกเขามาแสดงให้แฟนเพลงได้ชมกัน และต้องบอกว่า ช่วงหลัง โอกาสที่วงจะมาเปิดโชว์ในเอเชีย เริ่มน้อยลง และ โชว์ในเมืองไทย วันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ถือเป็นเพียงโชว์เดียวของ Bring Me The Horizon ในเซาธ์อีสเอเชียในปีนี้ แฟนเพลงที่มาดู อาจจะไม่ได้มีแค่ชาวไทย แต่ยังมีแฟนเพลงจากประเทศเพื่อนบ้านที่บินเข้ามาดูด้วย แฟนเพลงบ้านเราเองก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสียแต่เนิ่นๆ นะครับ ทาง Very เอามาให้ดูถึงที่แล้ว ก็ไม่อยากให้พลาดจริงๆ ส่วนตัว ผมเชื่อว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งงานที่ถูกจดจำในฐานะคอนเสิร์ตร็อกเข้มๆ ขนาดใหญ่ที่เกิดในเมืองไทย ซึ่งนานแล้วเหมือนกันที่ไม่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น”

ก็ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับแฟนๆ วงร็อกระดับโลกที่จะได้มีโอกาสใกล้ชิดศิลปินมากขึ้น โดยที่ผู้จัดก็ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากเกินไปจากเวนิวขนาดยักษ์ ซึ่งเราเองก็แอบดีใจที่ความหลากหลายของเวนิวในประเทศไทยมีมากขึ้น (แม้จะมีปัญหาขลุกขลักบางประการตามมาด้วยก็ตาม แต่ก็คงจะมองข้ามๆ ไปได้บ้าง) และวงร็อกในดวงใจของเราจะมีทางเลือกในการใกล้ชิดกับแฟนเพลงของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

พบกับ BRING ME THE HORIZON Live In Bangkok 2019 ในวันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ที่ Show DC Arena 

ซื้อบัตรได้ที่ TicketMelon.com

Doctor Sleep: คุณกล้าที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตไหม?

Come play with us, Danny!

Doctor Sleep (2019) เป็นเรื่องราวของหนูน้อยแดนนี่ ตัวละครเอกจากภาพยนตร์เรื่อง The Shining (1980) ที่เติบโตมาพร้อมกับอดีตอันลืมไม่ลงที่เขาได้ประสบครั้งที่ตามติดผู้เป็นบิดาไปทำงานที่ Hotel Overlook กลางหุบเขา

ในฐานะที่เราเติบโตมาพร้อมกับฉากอันน่าสะพรึงกลัวต่างๆ จากการรังสรรค์ของ Stanley Kubrick ในครั้งนั้น เราอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะรับรู้เรื่องราวของหนูน้อยแดนนี่หลังจากที่เขาและมารดาหนีออกมาจากโรงแรมผีสิงแห่งนั้นได้ และเมื่อเราได้รู้ว่า ผู้ที่จะมาสานต่อตำนานโรงแรมผีสิงนี้คือ Mike Flanagan (ผู้กำกับและเขียนบทจาก The Haunting of Hill House) เราเองก็อดตื่นเต้นและคาดหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้สูงมากไม่ได้จริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็แอบเผื่อใจไว้นิดๆ เพราะการรังสรรค์ภาคต่อภาพยนตร์ในตำนานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ดังนั้น เราจึงเดินเข้าโรงภาพยนตร์ไปด้วยอาการก้ำๆ กึ่งๆ ภายในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยวน แม็กเกรเกอร์ รับบทเป็นหนูน้อยแดนนี่ในวัยกลางคน ผู้มีอาการติดเหล้าจากอดีตอันน่าสะพรึงที่ตามมาหลอกหลอนเขา ไคลี่ เคอร์รัน รับบทเป็นแอบบรา สาวน้อยผู้มี shining แบบเขา ผู้มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน และรีเบคก้า เฟอร์กูสัน รับบทเป็นโรส ตัวแปรสำคัญที่ดำเนินเรื่องราวหลังในภาคต่อนี้

ส่วนตัว เรายอมรับเรื่องการเขียนบทของ Doctor Sleep ว่าสามารถสานต่อเรื่องราวได้ค่อนข้างน่าประทับใจ (ถึงเราจะแอบเอ๊ะ! กับบทของโรสและผองเพื่อนของเธอบ้างนิดหน่อยก็ตาม) เมื่อเทียบกับบทของ The Shining เพราะในส่วนที่เราติดใจที่สุดคือ tagline ของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่บอกว่า ‘DARE TO GO BACK’

ซึ่งการเดินทางของแดนนี่เพื่อกลับไปหาอดีตอันน่าสะพรึงกลัวของตัวเอง อันส่งผลมาให้เขากลายเป็นคนติดเหล้าและชีวิตพังในวันนี้นั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ‘ถ้าเป็นเรา เราจะกล้ากลับไป ณ จุดนั้นอีกครั้งไหม’

และเมื่อแดนนี่เดินทางไปถึง Hotel Overlook เพื่อจัดการปิด unfinished business หรือความทรงจำอันค้างคาจากวัยเยาว์ของเขา เราก็คิดว่า ทั้งบท การกำกับ และลูกเล่นต่างๆ ที่ผู้กำกับใส่เข้ามาเพื่อให้เคารพต้นฉบับ The Shining ดั้งเดิมนั้น ก็ทำได้ดีมากเลยทีเดียว ทั้งในแง่ของการตอบคำถามในใจของทั้งเรา และแดนนี่ รวมไปถึงการดำเนินเรื่องหลักของ Doctor Sleep ได้อย่างกลมกล่อม

เราได้ยินบางกระแสที่ตั้งคำถามกับการดำรงอยู่ของโรสและผองเพื่อน แต่ถ้าไม่นับเรื่องนั้น ส่วนตัวเราว่า Doctor Sleep เป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่ทำได้ดีมาก (ถึงมากที่สุด) ใครที่เป็นแฟน The Shining มาก่อน ก็คงจะมีความสุขกับหลายต่อหลายฉากที่ชวนย้อนระลึกถึงภาพยนตร์ต้นฉบับ ในขณะที่ใครที่ไม่ใช่แฟนภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็สามารถเอนจอยไปกับเนื้อเรื่องได้แบบเพลินๆ

Doctor Sleep ลางนรก เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

ส่องภาพ 3 นักแสดงไทย “มาร์ช-บีม-แพต” ส่งตรงจากฮอลลีวูด!
นำ “เคว้ง” ซีรีส์ไทยเรื่องแรกของ Netflix บุกงาน Emmy Awards 2019

เรียกได้ว่าไม่ทำให้แฟนๆ ชาวไทยผิดหวัง สำหรับ 3 นักแสดง มาร์ช-จุฑาวุฒิ, บีม-ปภังกร และแพต-ชญานิษฐ์ ที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้ Emmy Awards ครั้งที่ 72 งานประกาศรางวัลในแวดวงโทรทัศน์ระดับโลก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทบไหล่ดาราและทีมงานระดับโลกของฮอลลีวูด อาทิ นักแสดงหนุ่มหน้าหล่อ Luke Eisner (จากภาพยนตร์ Tall Girl) รวมถึง Charlie Brooker (ผู้สร้างและเขียนบท) Annabel Jones (โปรดิวเซอร์) เรื่อง Black Mirror: Bandersnatch ที่เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ยอดเยี่ยม อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนนักแสดงนำจากซีรีส์ “เคว้ง” (The Stranded) ออริจินัลซีรีส์ไทยเรื่องแรกของ Netflix ซึ่งทั้ง 3 คนถือเป็นนักแสดงไทยกลุ่มแรกที่เข้าร่วมงานนี้อีกด้วย แต่ละคนมาในลุคที่ปังสุดๆ เรียกแสงแฟลชจากช่างภาพได้ไม่แพ้ดาราฮอลลีวูดเลยทีเดียว งานนี้ใครเป็นใครกันบ้าง ไปชมภาพจากงานกันเลย!