ท็อปฟอร์ม! Timothée Chalamet ขอโพสรูปเท่ๆของตัวเองหน้าโปสเตอร์ของสองหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Dune และ The French Dispatch ที่มีเจ้าตัวนำแสดง

ท็อปฟอร์ม! Timothée Chalamet ขอโพสรูปเท่ๆของตัวเองหน้าโปสเตอร์ของสองหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Dune และ The French Dispatch

ที่นอกจากจะเข้าโรงในเวลาไล่เลี่ยกันแล้ว นักแสดงวัย 25 ยังรับบทนำในทั้งสองเรื่องอีกด้วย มาแรงฉุดไม่อยู่จริงๆครับ!

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

Johnnie Walker Princes Street ศูนย์รวมประสบการณ์วิสกี้ระดับโลกแห่งใหม่กลางเมืองเอดินบะระ เพื่อการจับคู่และค้นหารสชาติที่เป็นคุณ

ผู้นำด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมี่ยม เปิดตัว Johnnie Walker Princes Street ศูนย์รวมประสบการณ์แห่งใหม่ของแบรนด์สก็อตช์วิสกี้อันดับหนึ่งของโลก พร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนเข้าสู่โลกของวิสกี้ภายในอาคารสูงแปดชั้นอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ใจกลางเมืองหลวงเอดินบะระ ประเทศสก็อตแลนด์

Johnnie Walker Princes Street มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 71,500 ตารางฟุต และนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาพัฒนาสก็อตช์วิสกี้ทัวร์รูปแบบเดิมๆ ให้กลายมาเป็นรูปแบบใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับการเดินทางแห่งรสชาติที่ออกแบบมาเพื่อช่วยค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะที่เหมาะกับแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ผู้มาเยือนยังจะได้เรียนรู้ถึงการเดินทางอันน่าหลงใหลตลอด 200 ปีที่ผ่านมาของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ผ่านนักแสดงอีกด้วย

จุดเด่นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Johnnie Walker Princes Street:

  • มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 71,500 ตารางฟุต และนำแนวคิดเรื่องการนำเสนอบริการตามแบบฉบับของลูกค้า หรือ Personalisation มาใช้ในระดับที่ยังไม่เคยมีศูนย์รวมประสบการณ์ด้านเครื่องดื่มระดับโลกที่ไหนทำมาก่อน
  • สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมทัวร์ Johnnie Walker Journey of Flavour จะมีการจับคู่ระหว่างรสชาติที่แต่ละคนชอบกับเครื่องดื่มที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษตามความชอบของแต่ละบุคคล
  • การผสมผสานด้านรสชาติที่หลากหลายกว่า 800 แบบด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ที่ทำให้นักท่องเที่ยวแต่ละคนสามารถมาเยือน Johnnie Walker Princes Street ทุกวันเป็นเวลามากกว่าสองปีได้ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำเดิมเลย 
  • พนักงานมากความสามารถกว่า 150 คนที่มีความหลากหลายและพูดภาษาต่างๆ มากถึง 23 ภาษาจะทำให้เรื่องราวที่อายุยาวนาน 200 ปีกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
  • ห้องเก็บวิสกี้ชั้นใต้ดินที่ได้กลายเป็นขุมทรัพย์วิสกี้อย่างแท้จริงด้วยวิสกี้ในถังไม้ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในโลกหลายชนิด ค่อยๆ หมักบ่มจนได้ที่และรอคอยให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรส
  • อาคารที่ตั้ง ซึ่งเคยเป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อายุเกือบ 100 ปี มีพื้นที่สำหรับจำหน่ายสินค้าที่ทันสมัย ให้ผู้ที่มาซื้อสินค้าสามารถเลือกซื้อวิสกี้ที่มีเอกลักษณ์และพิเศษ บรรจุวิสกี้ลงขวดโดยตรงจากถังไม้บ่มวิสกี้ และยังสลักชื่อลงบนขวดได้อีกด้วย
  • Johnnie Walker Princes Street เปิดประตูรับนักท่องเที่ยวด้วยรางวัล Green Tourism Gold Award ซึ่งเป็นรางวัลด้านความยั่งยืนสูงสุดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยว โดยบริเวณระเบียงชั้นดาดฟ้าของตัวอาคารประกอบไปด้วยสมุนไพรที่นอกจากใช้ประดับตกแต่งอาหารแล้ว ยังใช้สำหรับเพิ่มกลิ่นหอมให้กับเครื่องดื่ม หลังคาสีเขียว และกล่องรังนกเพิ่มบรรยากาศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ด้านบนของ Johnnie Walker Princes Street มีรูฟท็อปบาร์ระดับโลกถึงสองแห่ง พร้อมด้วยระเบียงที่สามารถชมทัศนียภาพอันสวยงามของขอบฟ้าเมืองเอดินบะระ โดยบาร์ทั้งสองแห่งนั้นคือ Explorers’ Bothy บาร์วิสกี้ที่มีวิสกี้มากถึง 150 ชนิด และ 1820 ค็อกเทลบาร์ นำเสนอเครื่องดื่มแพริ่งกับเมนูที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างประณีตจากทั้งสี่มุมเมืองของประเทศสก็อตแลนด์ นับเป็นการนำเสนอมุมเมืองทั้งสี่ของประเทศสก็อตแลนด์ในรูปแบบอาหารอีกด้วย 

Johnnie Walker Princes Street ใช้เวลาสี่ปีครึ่งในการก่อสร้าง ถือเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวสก็อตช์วิสกี้ในประเทศสก็อตแลนด์ ที่มีการลงทุนมูลค่า 185 ล้านปอนด์ของดิอาจิโอ ถือเป็นการลงทุนในครั้งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในรูปแบบการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับสก็อตช์วิสกี้เท่าที่เคยมีมา

Johnnie Walker Princes Street จะเปิดประตูต้อนรับสาธารณชนอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันจันทร์ที่ 6 กันยายนนี้ บัตรเข้าชมราคาเริ่มต้นที่ 25 ปอนด์ต่อคน สำหรับทัวร์ 90 นาทีและเครื่องดื่มสก็อตช์วิสกี้ที่รังสรรค์สำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะอีกสามแก้ว (เครื่องดื่มที่ให้บริการทั้งหมดมีมาตรการในการควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วนและมีเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นอีกทางเลือกสำหรับแขกทุกคน)

จองบัตรเข้าชมและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.johnniewalkerprincesstreet.com 

เรียบเรียง rhunrun

Bvlgari Man Terrae Essence น้ำหอมกลิ่นล่าสุดที่ได้แรงบันดาลใจจากพื้นดินและเนินเขาอันอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต

Tuscan soil ที่มีความอุดมสมบูรณ์อันเป็นสัญลักษณ์ของความสุขคือแรงบันดาลใจของน้ำหอม Bvlgari Man Collection พลังชีวิตของธรรมชาติเคลื่อนตัวผ่านภูมิประเทศ ที่ปรากฎเป็นเนินเขา และต้นไซเปรส, ดอกไม้ และพื้นดิน มันคือพลังชีวิตที่ฝังแน่นซึ่งเต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมอันเป็นสัญลักษณ์ ประจําภูมิภาค ตามความหมายของ Terrae ที่เป็นภาษาละตินแปลว่า พื้นดิน รากฐานของผู้ชายทุกคนที่แฝงไว้ในสัญชาตญาณดั้งเดิม

 

โดยน้ำหอมกลิ่นพื้นพสุธาที่เต็มไปด้วยตัวตนและพลังแห่งชีวิตนี้ได้รับการออกแบบโดย อัลเบอร์โต โมริลลาส (Alberto Morillas) สุคนธกรชาวสเปนที่ตีหมายของความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินออกมาเป็นน้ำหอมกลิ่นแนว Woody Vetiver กับ Top note ด้วยความสดชื่นของซิตรอน (Citron) ที่เพิ่มความแปลกใหม่ด้วยกลิ่นของส้มคาลาแมนซี่ และ Heart Note แมนๆดิบๆจากกลิ่นของรากต้นออร์ริส เคล้ากับกลิ่นของหญ้าแฝก (Vetiver) 2 สายพันธุ์ที่มาจากเกาะชวาและจากประเทศเฮติซึ่งจะได้รับการปลูกคืนภายใน 12 เดือนหลังจากการเก็บเกี่ยวเพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติและรักษาความอุดมสมบูรณ์ที่โลกได้มอบให้เรา

ปิดท้ายด้วย Base Note น้ำหอมตัวนี้เป็นการผสานกันระหว่างกลิ่นแนวอบอุ่นของ Woodleather® และ Carrot Essence ที่ให้ความรู้สึกเข้มข้นนุ่มลึก สร้างภาพรวมที่แข็งแกร่งแต่ก็อบอุ่นให้กับ Bvlgari Man Terrae Essence ขวดนี้

น้ำหอม Bvlgari Man Terrae Essence มาในขวดทรงตคลาสสิก โดยคอขวดได้รับแรงบันดาลใจมาจากหินอ่อนทราเวอทีน (Travertine Marble) ซึ่งใช้เทคนิคการพ่นสีสองเฉดสีผสมดเข้าด้วยกัน ตัวน้ำหอมมาในเฉดสีอำพันผสมน้ำตาลที่ได้อิทธิพลมาจากแสงธรรมชาติชวนฝันในช่วง Golden Hour เมื่อกระทบกับผิวดิน

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

Welcome back to Lord Jim’s.

หลังจากปิดตัวไประยะหนึ่งด้วยสถานการณ์โควิด 19 ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้กลับมาเปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้งกับการปรับปรุงโฉมห้องนี้ใหม่ที่สวยงาม รวมทั้งบุฟเฟ่ต์ที่เป็นที่กล่าวขานจนเป็นภาพลักษณ์ของห้องอาหารนี้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ใครที่คิดถึงโรสต์บีฟที่มาพร้อมยอร์คเชียร์พุดดิ้งหรือซุปล็อบสเตอร์บิสค์ที่เป็นเมนูยอดนิยม รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ ในแบบยุโรปและญี่ปุ่นต้องแวะมา

ปีนี้เป็นปีที่ 46 ที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันอันเป็นที่กล่าวขานของกรุงเทพฯ ซึ่งการกลับมาอีกครั้งนี้ก็ต้องให้ยิ่งใหญ่สมกับที่ทุกคนคิดถึง โดยแบ่งเป็นรายการบุฟเฟ่ต์สำหรับวันจันทร์-ศุกร์(80 รายการ) และบุฟเฟ่ต์วันเสาร์ -วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์(100 รายการ) ที่มีรายการอาหารแตกต่างกัน โดยรายการอาหารยอดนิยมต่างๆ จะมียืนพื้น เพียงแต่วันหยุดนั้นจะเพิ่มอาหารทะเลระดับพรีเมียมรวมทั้งแคนนาเดี่ยนล็อบสเตอร์ ปูยักษ์จากฮฮกไกโด หอยนางรมจากฝรั่งเศส ตับห่านรสเลิศจากฝรั่งเศสเสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วงสุดคลาสสิค แฮมไอเบอริโก 36 เดือนจากสเปน แซลมอนกรัฟลักซ์ตำรับนอร์ดิค (Gravlax Salmon) ปลากะพงอบเกลือ
ส่วนเมนูสุดคลาสสิคประจำลอร์ด จิมส์ อย่างแฮมอบน้ำผึ้งมัลเบอร์รี่ออร์แกนิค ซึ่งเป็นน้ำผึ้งออร์แกนิคจากฟาร์มผึ้งของโรงแรมตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์
และยังมีซูชิ ซาชิมิ ซี่โครงแกะอบ ซุปล็อบสเตอร์บิสค์ มุมผักสลัดออร์แกนิค สเตชั่นพาสต้าเส้นสด ซึ่งเป็นเส้นพาสต้าโฮมเมดพร้อมด้วยซอสนานาชนิดจากห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า และที่พลาดไม่ได้คือ เครปซูเซท ที่อยู่คู่กับซุ้มขนมหวานประจำลอร์ด จิมส์มายาวนานกว่าสี่ทศวรรษ


แต่ที่พิเศษสุดๆ ก็คือให้เลือกสั่งอาหารจานหลักจากเมนู เพื่อให้เชฟสามารถปรุงเมนูอาหารจานหลักให้ท่านอย่างสดใหม่ทุกจาน และปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความชื่นชอบส่วนตัวของท่านได้ อาทิ อาหารทะเลหลากชนิดปรุงในซอสเคจันตามแบบฉบับของอาหารอเมริกันในรัฐหลุยเซียนาโดยจานหลักเมนูนี้ห้องอาหารลอร์ด จิมส์จะจัดเสิร์ฟในปริมาณสำหรับรับประทานร่วมกันในครอบครัว (sharing style) หรือท่านจะเลือกอาหารจานหลักแบบเสิร์ฟสำหรับหนึ่งท่านรับประทาน เช่น ซีฟู้ดเทอร์มิดอร์ รีซอตโต้กับแบล็คทรัฟเฟิ้ล ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว แต่ละจานต่างมีความเลิศรสและเสิร์ฟมาในขนาดกำลังดี ใครที่เน้นความอร่อยบนไลน์บุฟเฟต์ก็ยังสามารถสั่งจานหลักมารับประทานโดยไม่อิ่มเกิน ซึ่งในเมนูจานหลักนี้สามารถสั่งซุปหรือจานเรียกน้ำย่อยได้ด้วย และ Lobster bisque ที่โด่งดังก็เป็นซุปในเมนูจานหลักนี้ ซึ่งเขาเสิร์ฟมาในถ้วยกาแฟเล็กๆ ขนาดพอดื่มต่อหนึ่งท่าน เป็นไอเดียที่ดีมากเพราะไม่ตัดกำลังและทำให้ได้ชิมซุปอร่อยในตำนานห้องอาหารลอร์ดจิมส์ นี้ แต่ใครต้องการอาหารไทยรสแซบเป็นจานหลักเพื่อให้เจริญอาหารยิ่งขึ้นก็สามารถสั่งอาหารจานหลักตำรับไทยปรุงโดยเชฟป้อม พัชรา จากห้องอาหารศาลาริมน้ำ อาทิ ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานไก่หรือเนื้อ น่องเป็ดตุ๋นสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งเมนูอาหารจานหลักท่านสามารถสั่งได้ไม่จำกัด
นอกจากอาหารรสเลิศแล้วเรายังจะได้ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มตาเพราะการตกแต่งใหม่นี้จะยิ่งทำให้ห้องอาหารลอร์ดจิมส์เสมือนาวาสุดหรูลำใหญ่ที่เราจะได้สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างเต็มตากว่าเคย

ส่วนใครที่ยังไม่ทราบว่่าที่มาของชื่อห้องอาหารลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นั้นเป็นมาอย่างไร เราก็ขอขยายความนิดหนึ่ง ก็เพราะโรงแรมแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างโจเซฟ คอนราด (Joseph Conrad) ผู้ที่เคยมาพักที่โรงแรมเมื่อปี พ.ศ.2431 ชื่อ‘ลอร์ด จิมส์’ถูกตั้งขึ้นตามชื่อกะลาสีเรือผู้ที่เป็นตัวละครในหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน โดยห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของอาคารริเวอร์วิง(River Wing) ที่ถูกปรับโฉมใหม่โดยนักออกแบบชื่อดัง มร.เจฟฟี่ย์ วิลค์ (Jeffrey Wilkes) นักออกแบบตกแต่งอาคารริเวอร์ วิง รวมถึงห้องพัก ห้องอาหารต่างๆ รวมทั้งล็อบบี้ โดยใช้งบประมาณกว่า 2,700 ล้านบาท ในส่วนของห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ นั้น เจฟฟี่ย์ วิลค์ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือสำราญหรูสไตล์อาร์ตเดโค ซึ่งเป็นศิลปะการออกแบบในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สถาปัตยกรรมในยุคนั้นจะ โดดเด่นด้วยลายเส้นโค้ง เหลี่ยม และรูปทรงเรขาคณิต แฝงความหรูหราด้วยการนำวัสดุอย่างไม้สัก ทองเหลือง และหินอ่อน มาใช้ในการตกแต่ง รวมถึงการปรับโฉมโลโก้ ลอร์ด จิมส์ ใหม่ ให้มีลักษณะคล้ายแผงควบคุมเรือสำราญ โดยตัวอักษรด้วย‘L’สื่อถึงใบเรือและตัวอักษร‘J’ที่เปรียบเสมือนการเคลื่อนไหวของเรือ อีกทั้งส่วนโค้งของตัว‘J’ยังสื่อถึงความโค้งเว้าของท้องเรืออีกด้วย


ตลอดระยะเวลาที่ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ เปิดให้บริการมา 46 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ลอร์ด จิมส์ ได้กลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับคำนิยามว่าเป็นเสมือน “ห้องนั่งเล่นของกรุงเทพฯ” กล่าวได้ว่าห้องอาหารลอร์ด จิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้นำเสนอบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันระดับพรีเมี่ยมเป็นแห่งแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ ไม่แปลกใจที่คนหลายรุ่นจะมีภาพประทับใจของตัวเองกับห้องอาหารแห่งนี้ เมื่อถึงวาระที่ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ได้เปิดประตูต้อนรับทุกๆ ท่านอีกครั้ง อย่าพลาดที่จะมาตักตวงความประทับใจจากรุ่นถึงรุ่นเช่นนี้ได้อีกครั้งภายใต้บรรยากาศหรูเท่และอาหารรสเลิศที่เป็นที่กล่าวขานกันเสมอมา

ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s) โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เปิดบริการเวลา: 12.00 น.– 14.30 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันพุธ – วันศุกร์)ราคา 2,350++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ และ 11.30 น. – 15.00 น. มื้อกลางวัน แบบบุฟเฟ่ต์ (วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุด
นักขัตฤกษ์) ราคา 3,200++ บาท ต่อท่าน สำหรับผู้ใหญ่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่โทร +66 (2) 659 9000 หรือ สำรองที่นั่งผ่านทางเว็บไซต์ของโรงแรม www.mandarinoriental.com/bangkok

พูดคุยกับนักแสดงนำ และผู้กำกับจากซีรีส์สุดระทึก My Name เรื่องใหม่จาก Netflix

กลับมาอีกครั้งกับฮันโซฮี ลูกรัก Netflix กับบทบาทใหม่ที่บู๊ แอ็คชั่น ลบภาพสาวน้อยวัยใสคลั่งรักจาก Nevertheless ไปจนหมดสิ้น และเพื่อเตรียมพร้อมสตรีม My Name พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์มีบทสัมภาษณ์ของทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำจากซีรีส์ในงานแถลงข่าวที่ผ่านมาให้อ่านเล่นๆ กันก่อน

My Name เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการแก้แค้นของคนคนหนึ่งครับ เป็นผลงานแอ็คชั่นที่ตัวละครหญิง ซึ่งรับบทโดยฮันโซฮี เผชิญหน้าและต่อสู้กับคนหลายคนเพื่อแก้แค้นและตามหาตัวตนของเธอเอง

รู้สึกอย่างไรหลังได้อ่านบท

ฮันโซฮี: ตอนอ่านบทรู้สึกได้ถึงการอยากแก้แค้นค่ะ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวที่เป็นแรงผลักดันให้ตัวละครสู้ต่อไปอย่างที่ผู้กำกับได้เกริ่นไว้ การถ่ายทอดอารมณ์ทางร่างกายอย่างแนวแอ็คชั่นเป็นแนวที่ฉันไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน พอได้อ่านบทเลยคิดว่าอยากลองดูค่ะ

พัคฮีซุน: ปกติถ้าพูดถึงผลงานแนวฟิล์มนัวร์ เราจะนึกถึงผลงานที่โหดและเยือกเย็น แต่สิ่งแปลกใหม่ที่ผมรู้สึกตอนอ่านบทเรื่องนี้ คือการวางตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิง ทั้งอารมณ์และความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมา รวมถึงความขัดแย้งระหว่างเธอและตัวละครอื่นๆ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าสนใจและต่างจากผลงานแนวดาร์กเรื่องอื่นๆ ทั้งยังได้ผู้กำกับคิมจินมิน เจ้าของผลงานเรื่อง Extracurricular มาร่วมกำกับแล้วด้วย ยิ่งทำให้อุ่นใจ หลังจากอ่านบทแค่ครั้งเดียวก็ตัดสินใจที่จะร่วมงานด้วยครับ

อันโบฮยอน: ผมเองก็ชอบซีรีส์ของ Netflix เรื่อง Extracurricular มาก กลายเป็นแฟนคลับของผู้กำกับคิมจินมินเลยครับ และอยากลองร่วมงานกับผู้กำกับสักครั้ง พอได้รับบทก็รีบอ่านดู อ่านแล้วเพลินวางไม่ลงเลยครับ ผมอยากลองเล่นแนวแอ็คชั่นหรือนัวร์อยู่แล้ว ในที่สุดก็ได้เจอผลงานที่ใช่ เลยเตรียมตัวอย่างเต็มที่ครับ

แนะนำตัวละครยุนจีอูและโอฮเยจิน

ฮันโซฮี: อย่างที่ได้ชมในตัวอย่างอย่างเป็นทางการ จีอูยอมทิ้งทั้งอนาคตและชื่อตัวเองเพื่อล้างแค้น การที่ต้องสูญเสียพ่อไปตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้การแก้แค้นเป็นเป้าหมายอย่างเดียวในชีวิตของเธอ ถึงจะดูเศร้าและน่าสงสาร แต่ฉันคิดว่าการเดินหน้าสู้ไปเพื่อบรรลุเป้าหมายทำให้จีอูเป็นตัวละครที่แข็งแกร่งค่ะ

ความแตกต่างระหว่างจีอูและโอฮเยจิน

ฮันโซฮี: จีอูเป็นตัวละครที่มีมิติเดียว มีเป้าหมายเดียวคือการแค้นและพร้อมที่จะต่อสู้ทุกเมื่อ แต่ฮเยจินจะมีความละเอียดอ่อนกว่า แก้แค้นแบบมีชั้นเชิงและมีเหตุมีผลมากกว่าค่ะ

แนะนำตัวละครชเวมูจิน

พัคฮีซุน: มูจินเป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ เป็นบอสของแก๊งดงชอนและเป็นเจ้าของโรงแรม เขารับลูกสาวของเพื่อนสนิทที่ต้องการแก้แค้นให้พ่อที่เสียชีวิตไปเข้าแก๊งเพื่อช่วยเหลือเธอ และสั่งให้เธอแทรกซึมเป็นพวกเดียวกับตำรวจ ถ้าเขาไว้ใจใครแล้ว เขาจะเชื่อใจเต็มที่ แต่จะไม่ยอมอภัยถ้าคนนั้นทำผิดพลาด เป็นตัวละครที่เยือกเย็นแต่มีเสน่ห์มากครับ ตำแหน่งหัวหน้าแก๊งแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์และความขรึมของตัวละครอยู่แล้วโดยไม่ต้องทำอะไร ต้องขอบคุณทีมงานช่างแต่งหน้าและคอสตูมที่ช่วยให้สื่อลุคของบอสได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แนะนำตัวละครจอนพิลโด

อันโบฮยอน: พิลโดเป็นมือหนึ่งของหน่วยปรามปรามแก๊งค้ายา ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อจับแก๊งค้ายาให้ได้ ระหว่างนั้นเขาได้เจอกับจีอู เป็นตัวละครที่ไม่สามารถโน้มน้าวจีอูได้ ต้องรอชมแล้วจะทราบครับ ด้วยความที่ตัวละครเป็นมือหนึ่งที่ต้องเก่งทุกด้านโดยเฉพาะการต่อสู้ ผมต้องฝึกการต่อสู้หนักพอสมควรครับ ไม่ใช่แค่ผม แต่นักแสดงคนอื่นๆ ก็เข้าคลาสการต่อสู้ด้วยเหมือนกัน ผมอยากแสดงให้เห็นลุคของตำรวจนักสืบที่ดูน่าเกรงขาม เลยตั้งใจออกกำลังกายและเพิ่มน้ำหนักด้วยครับ

แนะนำตัวละครชากีโฮ

คิมซังโฮ: กีโฮเป็นหัวหน้าหน่วยปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติด ตำรวจที่ล่าแก๊งค้ายาส่วนใหญ่ต้องใช้ทั้งกำลังและกลอุบายต่างๆ เพื่อจับผู้ร้าย แต่บทของผมเป็นหัวหน้าที่ใช้การต่อสู้ทางสมองและความคิด นั่งเฉยๆ ไม่มีฉากแอ็คชั่นเหมือนนักแสดงคนอื่นๆ ครับ

แนะนำตัวละครจองแทจู

อีฮักจู: แทจูเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์และคอยรับใช้บอสอย่างเขร่งขรึม ไม่ว่าจะเป็นงานไหนก็พยายามสุดความสามารถ ถึงจะเป็นตัวละครที่เงียบขรึม แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่หลากหลายด้วยครับ

แนะนำตัวละครโดคังแจ

จางรยูล: คังแจเป็นน้องเล็กของแก๊งดงชอน เขาอยากได้รับคำชมจากพี่ๆ ในแก๊ง มีความโลภ แอบวางก้ามอยากเป็นใหญ่ แต่อีกมุมก็เหมือนเด็กเล็กๆ ที่ทำเพราะอยากเท่เหมือนรุ่นพี่ในแก๊งคนอื่นๆ ปกติผมเป็นคนผอมอยู่แล้ว จะลดน้ำหนักถือเป็นเรื่องยากทีเดียว แต่ตอนที่ได้อ่านบท ตัวละครโดคังแจที่ผมจินตนาการต่างกับตัวจริงของผมในตอนนั้นมาก ผมอยากให้ดูเฉียบคมมากขึ้น เลยตั้งใจลดน้ำหนักครับ

ความรู้สึกที่ได้แสดงบทแอ็คชั่นครั้งแรก

ฮันโซฮี:  ตอนที่ลองเข้าคลาสเรียนการต่อสู้ครั้งแรก คิดว่าลำบากแน่ๆ คงจะต้องทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมมากๆ ด้วยความที่เป็นครั้งแรก และไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว แต่มันเป็นการแสดงการเคลื่อนไหวที่ต้องแสดงร่วมกับคนอื่นๆ ค่อนข้างหนักใจเหมือนกันค่ะ ไหนจะกังวลว่าจะได้รับบาดเจ็บอีก กลัวว่านักแสดงคนอื่นจะบาดเจ็บเพราะประสบการณ์อันน้อยนิดของตัวฉันเองด้วย ในบรรดาอาวุธที่ต้องใช้มือจับ กระบองเป็นอาวุธที่นิ่มสุดค่ะ เพราะเป็นกระบองยางที่ทำเลียนแบบของจริง เวลาใช้ก็เลยไม่ค่อยกังวล อีกอย่างตอนเรียนคลาสการต่อสู้ได้เรียนท่าที่ใช้กระบองเยอะเป็นพิเศษด้วย เลยทำให้รู้สึกมั่นใจในการใช้กระบองมากกว่าอย่างอื่นค่ะ

เตรียมตัวก่อนการถ่ายทำอย่างไรบ้าง

พัคฮีซุน: นักแสดงทุกคนมีฉากแอ็คชั่นเยอะมาก ยกเว้นคิมซังโฮ ผมและนักแสดงชายอีกสามคนเข้าคลาสเรียนการต่อสู้ก่อนถ่ายทำสองเดือน แต่ฮันโซฮีเริ่มก่อนพวกเรา ฝึกอยู่เกือบสามเดือนก่อนถ่ายทำจริง

อันโบฮยอน: ผมอัดคลิปวิดีโอตอนเรียนศิลปะการต่อสู้ไว้ และแชร์ให้นักแสดงคนอื่นดูด้วย เพราะว่ามันเป็นซีนที่เราต่อสู้ ต้องเคลื่อนไหวไปด้วยกัน จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผมว่าการที่ได้ฝึกซ้อมด้วยกันเป็นเวลาร่วมสองเดือนก่อนถ่ายทำ ทำให้เราสนิทกันและทำให้บรรยากาศกองถ่ายเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครับ

ช่วยบอกคำนิยามของคำว่าแอ็คชั่นในเรื่อง My Name

ฮันโซฮี: “แอ็คชั่นที่เดิมพันด้วยชีวิต” เพราะในเรื่องมีฉากแอ็คชั่นที่ดูสิ้นหวัง มีฉากที่สู้เพื่อป้องการตัวเองและเอาตัวรอดเยอะค่ะ 

พัคฮีซุน: การต่อสู้ของพวกเราไม่ได้ใช้สายสลิงหรือ CG ใดๆ เป็นแอ็คชั่นที่ใช้ร่างกายปะทะร่างกายเน้นๆ ขอเรียกว่า “แอ็คชั่นสะเทือนอารมณ์ เรียลแอ็คชั่น” แล้วกันครับ 

อันโบฮยอน: “แอ็คชั่นปืนไฟ” เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากครับ กะพริบตาแล้วลืมตามาอีกทีก็จะเห็นคนลงไปกองอยู่กับพื้นแล้ว ต้องลืมตากว้างๆ ตอนดูนะครับ

คิมซังโฮ: ตัวผมเองไม่มีฉากแอ็คชั่น แต่ขอเรียกว่าเป็น “แอ็กชั่นสุดประทับใจ” แล้วกันครับ เพราะได้ดูคลิปที่ฮันโซฮีแสดงฉากต่อสู้แล้วรู้สึกประทับใจและภูมิใจมาก

อีฮักจู: “แอ็คชั่นที่ต้องพึ่งพาตัวเอง” ครับ เพราะตัวละครแต่ละตัวต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด

จางรยูล:  “VR แอ็คชั่น” ครับ เพราะให้ความรู้สึกสมจริงเหมือนกับต่อสู้เองอยู่ในฉากด้วยกันครับ

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): สำหรับผมเป็น “แอ็คชั่นแห่งการขอบคุณ” ครับ เพราะผมอยากจะแสดงความขอบคุณไปยังเหล่านักแสดง โดยเฉพาะโปรดิวเซอร์ควบคุมการแสดงศิลปะการต่อสู้จาก Seoul Action School พวกเขาทำงานหนักมาก เพราะพวกเขาทำให้นักแสดงของเรารู้สึกอุ่นใจ ฉากต่อสู้ 99% มาจากการแสดงของเหล่านักแสดง บวกกับอีก 1% จากความรับผิดชอบและความไว้วางใจในตัวผู้ฝึก นักแสดงของเราเองก็ฝึกซ้อมอย่างหนักมาก ผมคิดว่าถ้าผมไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี ผมคงเป็นผู้กำกับที่แย่มากแน่ๆ ศิลปะการต่อสู้ที่นักแสดงถ่ายทอดให้เห็นในเรื่องนี้ถือว่าเหนือความสามารถของคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกีฬาหรือมีพื้นฐานมาก่อน ในเวลาระยะสั้นแต่ทำได้ขนาดนี้ถือว่าน่าทึ่งมาก ผมอยากขอบคุณพวกเขาทุกคนครับ

ช่วยเล่าถึงถึงทีมเวิร์คของแก๊งและทีมตัวเองในเรื่อง

พัคฮีซุน: เราฝึกศิลปะการต่อสู้ก่อนเปิดกล้องจริงประมาณสองสามเดือน ทำให้ค่อนข้างสนิทกัน คอยถามสุขทุกข์ซึ่งกันและกันอยู่ตลอด มีใครบาดเจ็บตรงไหนไหม อย่างฮักจู มีนิสัยค่อนข้างสนิทกับคนยาก แต่พอสนิทแล้วเขาเป็นคนสนุกสนาน มีมุขฮา ส่วนจางรยูล เรียกว่าเป็นม้ามืดก็ได้ครับ ผมว่าเขาน่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากจากบทละครที่ได้รับในเรื่องนี้ครับ

คิมซังโฮ: ผมอิจฉาแก๊งดงชอนมากกว่าครับ เพราะผมถ่ายแต่ในออฟฟิศ

ข้อแตกต่างระหว่างดงชอนและทีมจับแก๊งค้ายา

ฮันโซฮี: น่าจะเป็นเรื่องรูปแบบของแอ็คชั่นนะคะ การต่อสู้โดยเน้นใช้สติปัญญาของหัวหน้าทีมตำรวจ กับแก๊งมาเฟียที่มีการต่อสู้จริง เจ็บตัวเสียเลือดจริง 

ทีมเวิร์คของทีมไหนดีกว่า

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): ยังไงแก๊งดงชอนก็เป็นคนเลว ทีมตำรวจสืบสวนทำงานหนักแทบตาย แต่แก๊งค้ายากลับหาเงินได้มากว่า ระหว่างถ่ายทำพวกเราได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจับแก๊งยาเสพติดตัวจริง ในทีมมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเหมือนโอฮเยจินในเรื่อง ตอนแคสต์นักแสดงผมเลยอิงจากสมาชิกในทีมจริงเป็นหลัก จากคอนเซปต์ของผลงานก่อนๆ จะเห็นว่า คนเลวก็ไม่ใช่เลวไปเสียหมด คนดีเองก็ไม่ได้ดีไปทุกอย่าง แต่ในเรื่องนี้บ่งบอกชัดเจนว่า คนดีคือคนดี คนชั่วยังไงก็คือคนชั่ว บทบาทของนักแสดงที่รับบทหัวหน้าทีมตำรวจและหัวหน้าแก๊งมาเฟียนั้นสำคัญมาก เมื่อได้นักแสดงที่มากประสบการณ์มารับบทเป็นหัวหน้า ก็ยิ่งทำให้ตัวละครลูกน้องในทีมสบายไปด้วย ยังไงทีมเวิร์คก็ต้องดีมากอยู่แล้ว ตอนถ่ายทำผมแทบจะไม่กังวลเลย ต้องขอบคุณทั้งพัคฮีซุนและคิมซังโฮมากครับ

แรงจูงใจในการสร้างผลงานเรื่องนี้

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): ด้วยบทประพันธ์ที่ลึกซึ้ง ตัวละครหลักที่มีความแตกต่าง  รวมถึงตัวละครที่รายล้อมตัวละครหลัก ถ้าผมได้มีโอกาสทำให้ตัวละครนั้นเป็นจริงขึ้นมาผ่านบทบาทของนักแสดงต่างๆ ผลงานชิ้นนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งผลงานที่คุ้มค่า ประกอบกับอยากที่จะสร้างผลงานแอ็คชั่นอย่างเต็มตัวอีกครั้ง ในขณะที่ร่างกายยังรับไหว ครั้งแรกที่เจอฮันโซฮี ผมบอกเลยถ้าไม่ฝึกซ้อมก็อย่ารับเลย ถ้ารับปากว่าจะฝึกซ้อมค่อยมาร่วมงานกัน เธอก็รับปากเพราะอยากร่วมงานด้วยจริงๆ และขอให้ผมลองเชื่อใจเธอ ผมก็เริ่มต้นด้วยการเชื่อใจเธอ หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวฮันโซฮีแล้ว ด้วยสัญญาและความรับผิดชอบของตัวนักแสดงทำให้ผลงานสำเร็จออกมาได้ด้วยดีครับ

ภาพลักษณ์ของฮันโซฮีไม่น่าเหมาะกับบทแอ็คชั่นเลยทำไมถึงเลือกฮันโซฮีเป็นนักแสดงนำ

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): ผมคิดว่าหน้าตาและรูปลักษณ์ของนักแสดงส่งผลให้มีข้อจำกัดในการรับบท แต่ผมคิดว่าในข้อจำกัดมักมีความเป็นไปได้เสมอ นักแสดงที่ทำลายข้อจำกัดเหล่านั้นได้ถึงจะพบความเป็นไปได้ ทันทีที่ผมเจอฮันโซฮี ผมถามแค่สองอย่าง อยากเล่นหรือไม่ กับจะฝึกซ้อมหรือไม่ ฮันโซฮีตอบผมอย่างไม่ลังเลเลยว่าอยากรับบทนี้ ผมคิดว่าคงเป็นโอกาสดีที่นักแสดงที่เคยรับบทสาวสวยๆ จะได้พลิกมาลองผลงานแนวแอ็คชั่น โชคดีของเธออีกอย่างที่ได้โปรดิวเซอร์ที่ดูแลด้านศิลปะการต่อสู้ และทีมนักแสดงร่วมที่มากความสามารถ ทำให้การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น

มีการศึกษาจากผลงานอื่นอย่างไรบ้างเพื่อเตรียมตัวถ่ายซีรีส์

ฮันโซฮี: โปรดิวเซอร์ด้านศิลปะการต่อสู้แนะนำให้ดูสไตล์การต่อสู้ในเรื่อง Atomic Blonde ซึ่งเป็นแบบนี้ในสไตล์ long take กับเรื่อง The Old Guard และผลงานแอ็คชั่นอื่นๆ ที่มีตัวละครนำเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะต่อสู้โดยใช้มือเปล่า หรืออาวุธต่างๆ ค่ะ

ฝากถึงแฟนๆ Netflix ทั่วโลก

ฮันโซฮี:  ยินดีที่ได้มีโอกาสแนะนำซีรีส์ให้กับทุกๆ ท่านผ่านงานแถลงข่าวในวันนี้ค่ะ ฝากติดตามชมกันเยอะๆ นะคะ แล้วเจอกันวันที่ 15 ตุลาคมนี้ทาง Netflix ค่ะ

พัคฮีซุน: ซีรีส์เรื่องนี้มีทั้งฮันโซฮีเป็นนักแสดงนำ และคิมซังโฮ เทพฯ แห่ง Netflix รับรองว่าสนุกแน่ครับ อดใจรออีกนิดนึง แล้วพบกันวันที่ 15 ตุลาคมนี้ครับ

อันโบฮยอน:  ซีรีส์ของเราเป็นผลงานแนวแอ็คชั่นที่ไม่เหมือนใคร นักแสดงและทีมงานทุกคนตั้งใจกันมาก รอติดตามกันด้วยนะครับ

คิมซังโฮ:  พบกัน 15 ตุลาคมนี้ทาง Netflix ครับ

อีฮักจู: พวกเราถ่ายทำกันอย่างสนุกสนานมากครับ แล้วเจอกันทาง Netflix วันที่ 15 ตุลาคมนี้ครับ

จางรยูล: พวกเราตั้งใจถ่ายทำกันมากครับ เจอกันวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ทาง Netflix เท่านั้น

คิมจินมิน (ผู้กำกับ): พวกเราถ่ายทำสำเร็จได้อย่างราบรื่นเพราะแรงสนับสนุนจากทุกคน ขอบคุณจากใจ แล้วพบกับ My Name ทาง Netflix เท่านั้นครับ! Only on Netflix!

My Name สตรีมพร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ทาง Netflix เท่านั้น

Polo Ralph Lauren เปิดตัว Pet Collection นำคาแรคเตอร์ที่เท่และคลาสสิกส่งต่อให้สัตว์เลี้ยงแสนรัก!

ราฟ ลอเรนซ์ นักออกแบบเสื้อผ้าชาวอเมริกัน ผู้ยึดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตและการทำงานออกแบบ มาจากครอบครัว โดยในปี 1967 ได้มีการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรง ณ. มหานครนิวยอร์ค ประเทษสหรัฐอเมริกา หลังจากการประสบความสำเร็จจากการผลิตสินค้าสำหรับสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรี ตลอดจนHome Collection.  แบรนด์ Polo Ralph Lauren ได้ขยายการนำเสนอคอลเลคชั่นสินค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วยการผลิตสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยต่อยอดจากสินค้าที่มีกระแสตอบรับอย่างดีและเป็นที่นิยมอย่าง Polo Mesh ปักโลโก้ Pony ย่อขนาดตัดมาเพื่อให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยง

Polo Ralph Lauren Pet Collection   นำคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของแบรนด์มาถ่ายทอดผ่านสินค้าหลากหลายประเภทเพื่อตอบสนองความต้องการตั้งแต่ เสื้อโปโล, เสื้อสเวตเตอร์, เสื้อแจ๊คเก็ต, และรวมไปถึง Accessories โดยแต่ละขั้นตอนคำนึงถึงความเหมาะสมของการใช้งานให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสรรวัสดุในการผลิต  

Mr. Ralph Lauren

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Polo Ralph Lauren Pet Collection นี้คือการ Matching เสื้อผ้ากับเจ้าของโดยสินค้าในกลุ่มสัตว์เลี้ยงนี้ในแต่ละคอลเลคชั่น จะใช้ไอเดียและแรงบันดาลใจการผลิตเดียวกันกับสินค้าผู้ใหญ่  ให้ความสำคัญและตอบโจทย์ความรักในแบบครอบครัว 

สำหรับการเปิดตัวในประเทศไทย Polo Ralph Lauren Pet  Collection นี้จะวางจำหน่ายครั้งแรกบนเวปไซต์ Central Online ตั่งแต่วันที่ 15 ตุลาคมเป็นต้นไป 

เรียบเรียง rhunrun

มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ ทุ่มสุดตัวจัดเต็มกับโชว์แรกของเพลง SPACEMAN ในงาน ‘2021 Asia Song Festival’ อย่างสมศักดิ์ศรีตัวแทนศิลปินไทย

มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์  จัดเต็มไม่มีกั๊ก จัดโชว์สุดยิ่งใหญ่กับการแสดงสดครั้งแรกของเพลง SPACEMAN (สเปซแมน) เพลงซิงเกิ้ลล่าสุดที่ได้ร่วมงานกับ HONNE เลือกโชว์เปิดตัวในงานสุดยิ่งใหญ่ ‘2021 Asia Song Festival’ (2021 เอเชีย ซอง เฟสติวัล) งานระดับอินเตอร์ที่รวมศิลปินแถวหน้าของเอเชียมาขึ้นโชว์ร่วมกันมากมาย ที่สำคัญเซอร์ไพรส์สุดๆ กับ #ASFxMEW ทะยานขึ้นสู่อันดับ1  เทรนด์ทวิตเตอร์ที่อเมริกาอย่างรวดเร็ว สมแล้วกับฉายาเจ้าพ่อเทรนด์ทวิตเตอร์ระดับโลก

เรียกได้ว่าปล่อยผลงานอะไรออกมาแต่ละที มิว ศุภศิษฏ์ ก็สร้างความเซอร์ไพรส์ให้แฟนคลับอยู่ตลอด ล่าสุดกับงาน ‘2021 Asia Song Festival’ (2021 เอเชีย ซอง เฟสติวัล) ในฐานะตัวแทนศิลปินจากประเทศไทย ก็ได้เตรียมทีเด็ด โชว์ผลงานเพลงซิงเกิลล่าสุดภาษาอังกฤษที่ยังไม่เคยแสดงที่ไหนมาก่อน มาฝากแฟนเพลงจากทั่วโลกที่ตั้งตารอชมโชว์ในงานนี้ โดยเลือกที่จะไปโชว์ท่ามกลางบรรยากาศอันเวิ้งว้างเหมือนในอวกาศเข้ากับชื่อเพลง SPACEMAN จัดเต็มแสงสีเสียงชุดใหญ่อย่างสวยงาม ทั้งเพลงและบรรยากาศดูแล้วเคลิ้มไปกับเพลง SPACEMAN เป็นอย่างมาก

ถือว่าเลือกเปิดตัวเพลงนี้ได้อย่างน่าประทับใจมากๆ สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่แฟนคลับที่รอชมโชว์ในงาน ‘2021 Asia Song Festival’ ได้เป็นอย่างดี  จนทำให้ทวิตเตอร์ลุกเป็นไฟอีกครั้ง กับ #ASFxMEW ขึ้นเทรนด์อันดับ1 ประเทศไทยและในอีกหลายประเทศทั่วโลก และที่เซอร์ไพรส์มากๆ ก็น่าจะเป็นที่1 ที่อเมริกา แถมทะยานขึ้นสูงถึง อันดับ3 เทรนด์โลก นอกจากนั้นยังขึ้นอันดับ1 Hashtag ที่มีคนทวีตถึงมากที่สุดในโลกใน24ชม.นี้ และติดอันดับ4 Account ที่มีคน Search มากที่สุดในโลกอีกด้วย แถมตอนช่วงต้นเปิดงานมีโชว์พิเศษรวมศิลปิน โดยมีวง Omega X  และศิลปินจากเอเชียหลากหลายประเทศ ร่วมกันร้องเพลง Permission to Dance ร่วมกันอีกด้วย เข้ากับคอนเซป Music is Pairing ของงานรวมเอเชียไว้เป็นหนึ่งเดียวด้วยเสียงดนตรี  ถือเป็นอีกหนึ่งงานเทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่ของเอเชีย

นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ มิว ศุภศิษฏ์ ที่ก้าวสู่วงการเพลงระดับอินเตอร์อย่างเต็มตัว และยืนยันถึงความเป็นนักร้องมืออาชีพระดับแถวหน้าของเอเชียได้เป็นอย่างดี ดูได้จากกระแสตอบรับอย่างร้อนแรงบนโลกโซเชียลจากแฟนคลับทั่วทุกมุมโลกโดย มิว ศุภศิษฏ์ เผยความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมโชว์ในงานนี้ “รู้สึกดีใจและตื่นเต้นทุกประเทศเหมือนมาแลกเปลี่ยนแนวเพลงซึ่งกันและกันยิ่งตื่นเต้นไปใหญ่ ดนตรีในความคิดของผม เป็น Universal Language ไม่ได้จำกัดแค่ประเทศแต่ทุกคนสามารถเข้าใจกันและกันได้ผ่านเสียงดนตรี ถือเป็นภาษาสากลของโลก” ก็น่าจะต้องจับตามองก้าวต่อไปของ มิว ศุภศิษฏ์ ในฐานะนักร้อง ว่าจะมีอะไรออกมาให้เราได้เซอร์ไพรส์กันอีกมั๊ย

ไม่อยากพลาดทุกการเคลื่อนไหวของ มิว ศุภศิษฏ์ ติดตามทุกช่องทางการติดต่อ  twitter: @Msuppasitstudio / ig: mewsuppasit.studio / FB Fanpage: MewSuppasitStudio และ Youtube: MewSuppasit Studio

เรียบเรียง rhunrun

Drunk Elephant – C-Firma Fresh Day Serum เซรั่มวิตามินชีที่ให้คุณผสมสูตรได้ตามต้องการก่อนใช้งานเป็นครั้งแรกพร้อมส่วนผสมที่อ่อนโยนไม่ทำร้ายผิว

C-Firma” ผลิตสดตามคำสั่ง…ของคุณ! เซรั่มวิตามินชี 15% สูตรกลางวันที่มีประสิทธิภาพอุดมไปด้วยส่วนผสมที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างทรงพลัง สารอาหารที่จำเป็นและเอนไซม์ผลไม้ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อช่วยยกกระชับและปรับผิวให้สว่างสดใส พร้อมช่วยลดสัญญาณความแก่จากแสงแดด

สูตรมีประโยชน์อย่างไร คิดมาเพื่อให้คุณผสมสูตรได้ตามต้องการก่อนใช้งานเป็นครั้งแรก ซึ่งให้ประสิทธิภาพจากส่วนผสมที่อ่อนโยนไม่ทำร้ายผิว (แต่ทรงพลัง) และรักษาความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน เซรั่มวิตามินซีโฉมใหม่สูตรนี้ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพอย่างเช่น กรดแอสคอร์บิก 15% และกรดเฟอรูลิก 0.5% และวิตามินอี 1% ที่ช่วยเผยผิวที่ขาวใสขึ้น กระชับและดูเรียบเนียนยิ่งขึ้น C-Firma”

มีส่วนผสมของสารสกัดจากผลฟักทองที่ผ่านการกระบวนการหมักและโซเดียมไฮยาลูโรเนตครอสโพลิเมอร์ ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วด้วยเอนไซม์ พร้อมช่วยเติมน้ำ และมอบความชุ่มชื้นให้กับผิว ผลลัพธ์ที่ได้คือริ้วรอยที่ปรากฎซึ่งเป็นสัญญาณของความแก่ และผิวเสื่อมสภาพจากแสงแดดลดลงอย่างเห็นได้ชัด เผยผิวสว่างกระจ่างใสได้อย่างน่าอัศจรรย์ สิ่งอื่น ๆ ที่ต้องรู้ เมื่อทาแล้วลงครีมกันแดดทับอีกชั้นระหว่างวัน C-Firma” จะออกฤทธิ์ช่วยขจัดมลพิษและต่อต้านอนุมูลอิสระจากรังสี UV ที่เป็นศัตรูทำร้ายผิว C-Firma” สูตรที่มีค่า pH เท่ากับ 2.5 ไม่จำเป็นต้องเก็บใส่ตู้เย็น!

คำแนะนำ: เทเบสเซรั่มลงไปในขวดซึ่งภายในมีผงวิตามินซีแอล-แอสคอร์บิก15% (อย่าเทผงวิตามินชีลงในขวดเบสเซรั่ม) หมุนฝาปั๊มที่ด้านบนเพื่อปิดและเขย่าให้เข้ากัน 1 นาทีจนกระทั่งผงวิตามินซีละลายจนหมด อาจจะมีฟองเกิดขึ้นแต่ไม่เป็นไร! จากนั้นนำขวดไปใส่ในภาชนะด้านนอกทึบแสงของ C-Firma” โดยหันปั๊มไปทางซ้ายจนกว่าจะล็อคเข้าที่ เท่านี้เซรั่มบำรุงผิวสูตรกลางวัน C-Firma”Fresh ก็พร้อมให้คุณได้ใช้แล้ว! เมื่อผสมแล้ว C-Firma” จะยังคงความสดได้นานถึงหกเดือน โดยไม่ต้องเก็บใส่ตู้เย็น

คำเตือน: ผสมเท่าที่ต้องการ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดวงตาโดยตรง

คำแนะนำในการใช้: ในยามเช้า กดเซรั่มหนึ่งปั้มทาบนผิวที่สะอาดและแห้งบริเวณใบหน้า ลำคอ อกและหลัง หรือใช้โดยผสมกับครีมบำรุงผิวสูตรรวมของ Drunk Elephant อย่าลืมทาทับด้วยครีมกันแดด!
ปราศจากน้ำมันหอมระเหย ชิลิโคน สารแต่งสี และน้ำหอม 100% มังสวิรัติและไม่ทดลองกับสัตว์และไม่มีส่วนผสมจากสัตว์

ราคา: 3,140 บาท วางจำหน่าเฉพาะที่ Sephora เท่านั้น

เรียบเรียง rhunrun

พบกับดีไซน์การออกแบบเครื่องเขียนสุดหรูกลิ่นไอวินเทจจาก Gucci กับลวดลายโมโนแกรมที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ระบายสีได้อย่างมีระดับ!

ยังคงปลดปล่อยคอลเลกชั่นออกมาได้อย่างต่อเนื่องสำหรับแบรนด์ Luxury สุดหรูจากอิตาลีอย่าง Gucci ที่ล่าสุดก็ได้พึ่งปล่อยไอเท็มในไลน์เครื่องเขียน Stationery มาให้เราได้ตื่นเต้นและสนุกกันอีกครั้ง กับชุดดินสอสีกลิ่นไอวินเทจ Coloring pencil set with Double G ชุดสีไม้ 40 สี ที่สร้างขึ้นจากการรังสรรค์ที่ถอดแบบมาจากโรงเรียนในอดีต กับลวดลายที่ยังคงความเป็นยูนีค ด้วยลวดลายผ้าโมโนแกรมของแบรนด์ ที่ยังคงสะท้อนความเป็นตนเองได้อย่างโดดเด่น พร้อมด้วย hardware โลหะสีทองที่ติดอยู่ที่ส่วนของหนังบริเวณตัวล็อก โดยทุกขั้นตอนผลิตขึ้นในอิตาลี

สำหรับการดีไซน์ชุดดินสอสี Collection สุดวินเทจของเรานี้นั่น ได้ถูกรังสรรค์มาจากวัสดุ “Demetra “ ซึ่งเป็นวัสดุชิ้นแรกของทางกุชชี่ ที่ใช้ระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนามาถึง 2 ปี  และเป็นวัสดุที่ถูกผลิตมาจากพืชถึง 77 % และปลอดการใช้หนังสัตว์ (Animal-free)  และยังสามารถนำมาใช้ทดแทนจากหนังสัตว์ในการออกแบบรังสรรค์คอลเลกชั่นอื่นๆได้อีกด้วยในด้านของความทนทาน จึงทำให้คอลเลกชั่นชิ้นนี้ เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อมมากๆครับ

วัสดุ “Demetra “ ที่ถูกผลิตมาจากพืชถึง 77 %

โดยหากใครที่สนใจคอลเลกชั่นนี้นั้น ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์ของทาง Gucci ได้เลยครับ ซึ่งราคาก็จะอยู่ที่ $735 เหรียญสหรัฐ (หรือราวประมาณ 24,810 บาท) เข้าลองไปหาเลือกซื้อดูกันได้เลยครับ

เรื่อง Eknaphat Noonwong

เรียบเรียง rhunrun

พูดคุยกับ Peter Ho ผู้กำกับ Who’s By Your Side ซีรีส์ดราม่าออริจินัลจาก HBO GO

ซีรีส์ดราม่าหนักหน่วง Who’s By Your Side เพิ่งจะเข้าฉายสามตอนแรกไปเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมาทาง HBO GO ลอฟฟีเซียล ออมส์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ Peter Ho เพียงสองคำถามสั้นๆ แต่ก็เป็นสองคำถามที่ดีต่อใจไม่น้อย

Peter Ho ผู้กำกับซีรีส์ Who’s By Your Side

คุณออกแบบตัวละครอย่าง Zhi-Sheng ได้อย่างไร มีต้นแบบหรือใครจากชีวิตจริงของคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณอยากจะบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้โลกฟังหรือเปล่า

Peter Ho: ผมมีเพื่อนหนึ่งคน เขาอยากจะหาทางลัดของชีวิตเลยไปเล่นการพนัน เล่นจนหมดตัวเลย ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมคิดว่ามาตรฐานของสังคมควรจะเป็นลักษณะ คุณทำเท่าไหร่คุณก็จะได้รับกลับมาเท่านั้น แต่ว่าทำไมถึงยังมีบ่อนการพนัน เพราะว่าพวกเขาใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของมนุษย์ มนุษย์ชอบเดินทางลัด ชอบอะไรที่ได้มาง่ายๆ แต่ทำไมพวกเรายังต้องขยันทำงานกันอยู่ ก็เพราะว่ามันคือมาตรฐานของสังคม พ่อแม่สั่งสอนเรามาแบบนี้ ผมอยากให้ตัวละคร Zhi-Sheng สะท้อนถึงจุดนี้ และเนื่องจากรอบข้างผมก็ยังมีคนแบบนี้อยู่ ผมหวังว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ คิดว่าจะควรทำงานอย่างตั้งใจหรือว่าจะใช้ทางลัด คุณสามารถเดินทางลัดได้ แต่คุณก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่คุณจะต้องแลกมาให้ได้ด้วย

เรื่องราวในซีรีส์นี้ดูดราม่ามากๆ คุณมีอุปสรรคใดๆ ในระหว่างการถ่ายทำบ้างไหม

Peter Ho: ในระหว่างถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้อยู่ในช่วงที่โควิดระบาดหนัก การยืมใช้สถานที่ถ่ายทำเป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าเกิดว่ามีทีมงานคนใดคนหนึ่งมีปัญหา เราก็ต้องพักกอง ทุกอย่างก็จะต้องหยุด ในระหว่างการถ่ายทำทุกคนต่างก็เครียดมาก อีกทั้งเนื่องจากอยู่ในช่วงโควิด สถานที่ถ่ายทำที่ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว พอวันถ่ายทำจริงไปถึงที่นั่น อยู่ๆ ก็บอกว่าถ่ายไม่ได้แล้ว พวกเราก็ต้องรีบหาสถานที่ถ่ายทำใหม่ทันที เพราะเราไม่สามารถเลื่อนวันและเวลาได้ เนื่องจากคิวของนักแสดงแต่ละท่านก็มีเวลาจำกัด พวกเขายังมีซีรีส์เรื่องอื่นที่จะต้องไปแสดงต่อจากนี้อีก เพราะฉะนั้นก็จะต้องแก้บทสดตรงนั้นทันที ต้องตั้งมุมกล้องใหม่ทั้งหมดซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เตรียมการมาหมดแล้วว่าจะใช้มุมกล้องตรงไหนบ้าง เป็นการทำผลงานออกมาโดยผ่านสภาพแวดล้อมความกดดันต่างๆ มากมายจริงๆ ครับ

Who’s By Your Side บอกเล่าเรื่องราวสุดดราม่าของคู่สามีภรรยาอย่าง Zhi-Sheng (นำแสดงโดยไคเซอร์ จวง) ช่างซ่อมรถยนต์ที่หนี้สินรุงรังและ Yong-Jie (นำแสดงโดยวิเวียน ซู) ภรรยาผู้เข้าอกเข้าใจสามีที่ทำงานสารพัดเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ให้กับสามี แต่กลับกลายเป็นว่าสามีกล่าวหาว่าเธอมีชู้ เรื่องราวบานปลายจนทำให้ Yong-Qi (นำแสดงโดยจาง จวินหนิง) ผู้เป็นน้องสาวของภรรยาเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ของเธอและ Hao-Yuan (นำแสดงโดยเฉิน เอินเฟิง) สามีผู้ร่ำรวยของเธอ

รับชม Who’s By Your Side ได้ทุกวันอาทิตย์ทาง HBO GO ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป