The New Standard in Oscar Nominees?

ลุ้นกันตัวโก่งกับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของงานประกาศผลรางวัลออสการ์ประจำปี 2020 ซึ่งภาพยนตร์เกาหลีอย่าง Parasite กำกับโดย Bong Joon-ho ก็สร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นภาพยนตร์ ‘ไม่พูดภาษาอังกฤษ’ เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการภาพยนตร์นี้

ตอนที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในประเทศไทยใหม่ๆ รีวิวจากเพื่อนสนิทที่ผลักไสให้เราไปดูนั้นมาเพียงสั้นๆ ว่า “ผมให้พี่ตั้งความหวังให้สูงที่สุดไว้เลยนะ เพราะไม่ว่าพี่จะหวังขนาดไหน พี่ก็จะไม่มีวันผิดหวังแน่นอน” ซึ่งก็แน่นอน… เราไม่ผิดหวังจริงๆ

กลับมาที่ 4 รางวัลอันทรงเกียรติที่ Parasite กวาดไปจากออสการ์ในปีนี้ (จากการเข้าชิงทั้งหมด 6 สาขา) ไล่มาตั้งแต่บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ… ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม… รางวัลอันยิ่งใหญ่ของค่ำคืนนี้ ถามว่าเราดีใจไปด้วยไหม? ในฐานะผู้ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้… และในฐานะชาวเอเชีย… คำตอบก็รู้ๆ กันอยู่ เราดีใจที่ในที่สุด ภาพยนตร์ที่ไม่พูดภาษาอังกฤษก็ได้มีที่ยืนในวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และควบคุมโดยกลุ่มคนที่ใช้ภาษาอังกฤษมาโดยตลอดอยู่แล้ว

แต่ในขณะเดียวกัน… เราก็อดตั้งคำถามกับความย้อนแย้งลักลั่นของการประกาศผลรางวัลออสการ์ไม่ได้ คำถามที่ติดในหัวเราก็คือ การที่ Parasite ได้รับรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมไปแล้วหนึ่งครั้ง และวกกลับมาได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปอีกหนึ่งครั้งได้ นี่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ได้กับการคัดเลือกผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีถัดๆ ไปหรือเปล่า? อะไรคือ ‘มาตรฐาน’ ในการบรรจุภาพยนตร์ ‘ที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ’ เข้าในหมวดหมู่การชิงรางวัลกันแน่

ย้ำอีกครั้ง… เราชอบภาพยนตร์เรื่อง Parasite มาก และเราโคตรจะดีใจที่ออสการ์ ‘เห็นหัว’ ภาพยนตร์ดีๆ ที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ (ขยันอ่าน subtitle กันหน่อยเถอะ ขอร้องล่ะ) เข้าสักที (ส่วนตัวเราแอบเสียดายภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่เคยเข้าชิงออสการ์เฉพาะสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปีก่อนหน้ามาแล้ว) แต่ก็อย่างว่า… เราอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่ามาตรฐานในการจัดหมวดหมู่ และความน่าเชื่อถือในการเลือกผู้เข้าชิงนั้นอยู่ตรงไหนกันแน่

ไม่แน่นะ… นับจากนี้ไป โลกของภาพยนตร์อาจจะมียุค pre-Parasite และ post-Parasite แบบไม่ต้องโปรโมทมากให้เจ็บคอก็ได้

รอดูกันไปยาวๆ ละกันเนอะ

ภาพยนตร์เรื่อง Parasite ฉบับขาวดำ (Black & White Parasite) เข้าฉายเฉพาะที่โรง HouseSAMYAN ตั้งแต่วันที่ 10 – 19 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น

The Longines Heritage Military 1938

ลองจินส์ พาคุณย้อนเวลาไปสู่อดีตกับ The Longines Heritage Military 1938 ด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิกาทหารจากยุคสมัยระหว่างสงครามผสมผสานดีไซน์คลาสสิกไร้กาลเวลา

@longines ลองจินส์ พาคุณย้อนเวลาไปสู่อดีตกับ The Longines Heritage Military 1938 ด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิกาทหารจากยุคสมัยระหว่างสงครามผสมผสานดีไซน์คลาสสิกไร้กาลเวลากับตัวเรือนสตีลขนาด 43 มม. ที่มาพร้อมกลไกไขลาน และเพื่อเป็นการสดุดีแด่ปีที่เรือนเวลาในอดีต

นาฬิการุ่นนี้จึงได้ผลิตออกมาโดยมีหมายเลขรุ่นและจำนวนผลิตเป็นตัวเลข “ 1938 ” นั่นเอง ภายใต้กระจกหน้าปัดแซปไฟร์ทรงโดมที่ช่วย

กันแสงสะท้อนหน้าปัดของ The Longines Heritage Military 1938

มาพร้อมสีดำแมตช์เรียบๆ ที่ทำให้อ่านเวลาได้อย่างง่ายดาย

สำหรับสายนาฬิกาของ The Longines Heritage Military 1938

สามารถเลือกสายหนังสีชาร์โคลเกรย์และสายหนังนาโตสีคอนยัก พร้อมอุปกรณ์การเปลี่ยนสายที่มาพร้อมกันในกล่อง

#longines 

#military 

#heritagemilitary 

#longinesthailand 

#hommesthailand 

#lofficielhommesthailand 

The Gentlemen is On!

  เตรียมเข้าสู่โลกแห่งอาชญากรรมเหนือชั้น กับภารกิจแย่งชิงกัญ(ชา) ของเหล่าผู้ทรงอิทธิพลเหนือกฎหมาย “THE GENTLEMEN สุภาพบุรุษมาหากัญ” ผลงานแอ็กชั่นอาชญากรรมเรื่องใหม่จาก กาย ริชชี่  ที่กลับมาทำหนังแนวแก๊งสเตอร์ที่ตัวเองถนัดอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน  และนี่คือ 4 เหตุผลว่าทำไมคอหนังไม่ควรพลาดชมภาพยนตร์เรื่องนี้

1. เพราะเป็นภาพยนตร์สไตล์ดั้งเดิมของ กาย ริชชี่ เรื่องแรกในรอบศตวรรษ

นอกจาก Aladdin ที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแล้ว เขายังเป็นผู้สร้างภาพยนตร์อย่าง “Sherlock Holmes” ปี 2009 ที่นำแสดงโดย โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และ จู๊ด ลอว์ หลังจากความสำเร็จครั้งนั้นเขาก็ได้สร้างภาคต่อของแฟรนไชร์เชอร์ล็อกโฮมส์ “Sherlock Holmes: A Game of Shadows” ความสำเร็จของริชชี่ยังรวมไปถึง “The Man From U.N.C.L.E.” (2015) ที่นำแสดงโดย เฮนรี่ คาวิลล์ และ อาร์มี่ แฮมเมอร์ และ “King Arthur: Legend of the Sword” (2017) ที่นำแสดงโดย ชาร์ลี ฮันแนม “The Gentlemen” เป็นภาพยนตร์ที่เขาสร้างขึ้นมาในสไตล์ของภาพยนตร์ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์ทั่วโลก อย่าง “Lock, Stock and Two Smoking Barrels” และ “Snatch” ซึ่งภาพยนตร์เหล่านี้ก็คือเหตุผลที่ 2 ของพวกเรา…

2. เพราะมันเป็นประเภทของภาพยนตร์ที่ กาย ริชชี่ ถนัดที่สุด

กาย ริชชี่ เป็นชายที่มีความสามารถในการสรรสร้างตัวละครที่มีนิสัยดิบ ๆ เถื่อน ๆ และการเขียนพล็อตหนังแนวอาชญากรรม หรือถ้าจะให้พูดอีกอย่าง“The Gentlemen” ก็คืองานถนัดของเขาคนนี้นั่นเอง มันคือเรื่องราวของเจ้าพ่อกัญชาคนหนึ่งที่กำลังพยายามขายอาณาจักรธุรกิจของเขา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถยอมรับข้อตกลงหรือคำขู่ทุกอย่างของผู้ที่หวังจะนั่งบนบัลลังก์ของอาณาจักรแห่งนี้ ในเมื่อทุกคนต่างอยากได้ส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ของเรื่องนี้ ปมความขัดแย้งจึงได้ระเบิดออกมาเป็นไฟสงครามตามท้องถนน และความสนุกก็จะยิ่งทวีคูณมากขึ้นเพราะพวกกุ๊ย อันธพาล ขี้ยา และมาเฟียที่ดีแต่การใช้กำลังแล้ว คุณยังจะได้มีโอกาสเห็นการปะทะกันด้วยสติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมจากตัวละครที่รับบทโดยนักแสดงชื่อดังด้วย

3. รวมทัพนักแสดงแถวหน้าสุดอลังการ

หนังบอกเล่าเรื่องราวของ“มิกกี้ เพียร์สัน” เจ้าพ่อค้ากัญชาแห่งมหานครลอนดอน และผู้ที่รับบทนั้นคือนักแสดงชายเจ้าของรางวัลออสการ์ แมทธิว แม็กคอนาเฮย์ , หนุ่มหล่อมากฝีมือ เฮนรี่ โกลดิง จาก “Last Christmas” ที่พึ่งฉายไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง เท่านั้นยังไม่พอ กาย ริชชี่ ยังได้รวบรวมนักแสดงเคยผ่านการทำงานร่วมกันมาแล้วอย่าง ชาร์ลี ฮันแนม และ ฮิวจ์ แกรนท์ รวมถึงนักแสดงหน้าใหม่ที่เขาไม่เคยร่วมมือมาก่อนอย่าง มิเชลล์ ด็อกเคียรี่, โคลิน ฟาร์เรล และ เจเรมี สตรอง

4. อัดแน่นด้วยมุกตลกและความสะใจสไตล์ กาย ริชชี่

เหตุผลที่จะทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นกับ “THE GENTLEMEN”  นั้นเป็นเหตุผลที่ง่ายมาก ก็เพราะว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่ดูสนุกสุด ๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยการใช้คำพูดและการวางแผน หรือว่าการต่อสู้ด้วยเหล็ก ลูกตะกั่ว และพื้นคอนกรีต ทั้งหมดล้วนแต่มีความสามารถทำให้คุณรู้สึกสนุกตื่นเต้นและไม่ใช่สิ่งที่คาดเดาได้ตามสไตล์ของ กาย ริชชี่


 “THE GENTLEMEN สุภาพบุรุษมาหากัญ” ฉายแล้ววันนี้โรงภาพยนตร์ 

Don’t Mess with Mom!

‘Mother Gamer – เกมเมอร์ เกมแม่’ ภาพยนตร์ที่แฉความสัมพันธ์สุดมันระหว่างแม่ลูกยุคใหม่

ภาพยนตร์ไทย คอเมดี้-แอคชั่น ไอเดียเจ๋ง! สั่นสะเทือนวงการอีสปอร์ตใน  “Mother  Gamer เกมเมอร์ เกมแม่” เรื่องราวการแข่งขันระหว่างสองแม่ลูก “เบญจมาศ” (อ้อม – พิยดา อัครเศรณี) และ “โอม” (ตน-ต้นหน ตันติเวชกุล วง Mints) เมื่อลูกเลือกความฝันที่จะไปเป็นนักแข่งกีฬาอีสปอร์ตระดับประเทศ ซึ่งสวนทางกับอนาคตที่เธอวางแผนไว้ เบญจมาศเลยต้องหาวิธีสั่งสอนด้วยการตั้งทีม ROV พร้อมดึงแก๊งเกมเมอร์สุดเกรียน “กอบศักดิ์” (เติร์ด-ลภัส งามเชวง วง Trinity), “มะปราง” (วี-วีรยา จาง วง BNK48), “แบงค์” (นนท์-สุจวัจน์ ชวนรุ่งโรจน์) และ“แม็ค” (เตชินท์-ณัฐชนน มณีน้อย) ไปทุบฝันของลูกให้พัง!

Mother Gamer เกมเมอร์ เกมแม่” เป็นผลงานใหม่ล่าสุดของผู้กำกับมากความสามารถ “เสือ-ยรรยง คุรุอังกูร” ผู้เคยฝากฝีมือการันตีมาแล้วจากภาพยนตร์เรื่อง “2538 อัลเทอร์มาจีบ” และ App War แอปชนแอป”

“แม่” กับ “ลูก” ต้องโคจรมาประจัญหน้าบนสังเวียน สู่ศึกท้าดวลตีป้อม แล้วใครจะอยู่…ใครจะไป?

“Mother Gamer เกมเมอร์ เกมแม่” เตรียมระเบิดความสนุก 5 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์

Around Thailand in One Dine

ลิ้มรสสำรับอาหารไทย 4 ภาค ณ ห้องอาหารไทย สไปซ์มาร์เก็ต โรงแรมอนันตราสยามกรุงเทพ

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ขอเชิญชวนทุกท่านลิ้มรสหลากหลายรสชาติ กับเมนูสำรับอาหารไทย 4 ภาค ณ ห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม ศกนี้

ตั้งแต่สมัยโบราณคนไทยมักอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีคนหลายวัยทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ดังนั้นการจัดอาหารจึงต้องมีความหลากหลาย เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานอาหารที่ดีและเหมาะสมในแต่ละโอกาส จึงเกิดวัฒนธรรมการบริโภคอาหารเป็นสำรับแบบไทยขึ้น

สำรับอาหารไทย ถือเป็นอีกหนึ่งศาสตร์และศิลป์ในการจัดอาหารที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน เพื่อความสมดุลของอาหาร ให้มีหลากหลายรสชาติกลมกล่อม ทั้งเปรี้ยว เค็ม หวาน และเผ็ดในสำรับเดียวกัน นับเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของคนไทยในการสร้างสรรค์อาหารต่างๆ ให้มีความเอร็ดอร่อยน่ารับประทาน และอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร 

เชฟวรินธร สัมฤทธิ์ผล หัวหน้าแม่ครัวอาหารไทย ประจำห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต บรรจงรังสรรค์เซ็ตเมนูสำรับอาหารไทย 4 ภาค สะท้อนความโดดเด่นของอาหารประจำภูมิภาคต่างๆ หลากหลายเมนู อาทิ เมนูขึ้นชื่อของภาคเหนืออย่าง “ไส้อั่ว” เสิร์ฟพร้อมน้ำพริกอ่องและผักเคียง, เมนูต้นตำรับภาคกลาง “หมูสร่ง” เนื้อหมูนุ่มปรุงรสเข้มข้น ห่อพันด้วยเส้นหมี่ซั่ว ก่อนลงทอดให้เหลืองกรอบนอกนุ่มใน รับประทานคู่กับอาจาดรสหวานอมเปรี้ยว, “ต้มแซ่บหมู” รสชาติจัดจ้านของภาคอีสาน ปิดท้ายด้วย “แกงเหลืองปลากระพง” เมนูรสชาติเผ็ดร้อนของภาคใต้ เป็นต้น

อิ่มอร่อยกับเมนูสำรับไทยภาคเหนือและภาคกลางได้ในวันที่ 10 – 29 กุมภาพันธ์ และเมนูสำรับไทยภาคอีสานและภาคใต้ได้ในวันที่ 1 – 20 มีนาคม ศกนี้ ณ ห้องอาหารไทย สไปซ์ มาร์เก็ต ชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (BTS ราชดำริ) มื้อกลางวัน เปิดให้บริการเวลา 11.30 – 14.30 น. (ยกเว้นวันอาทิตย์) และ มื้อค่ำ เวลา 18.00 – 22.30 น.

The Summer is ‘Bold & Bright’!

บัตรเครดิต Citi, Greyhound Café และ Merimekko ร่วมมือกันรังสรรแคมเปญใหม่ ‘Bold & Bright’ พร้อมเมนูสุดพิเศษ และสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าโดยเฉพาะ

อาหารในแคมเปญ Bold & Bright นั้นรังสรรค์โดยเชฟต่อ – ต่อสิทธิ์ สฤษฎิ์วงษ์ และเชฟโอ๊ะ – หฤษฎ์ เวชากุลจาก Greyhound Café ซึ่งเป็นอาหารที่ยังคงเอกลักษณ์สไตล์ของร้าน พร้อมจัดเสิร์ฟบนเครื่องชามจาก Marimekko โดยเมนูเรียกน้ำย่อยประกอบไปด้วย สะเต๊ะสันคอหมูและสลัดเมี่ยงคำ ในขณะที่อาหารจานหลักมีให้เลือกทั้ง แกงเขียวหวานเนื้อน่องลายโซเมน หรือ ข้าวคั่วน้ำพริกตาแดงปลาช่อนแดดเดียว ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่าง ลูกตาลหิมะนมสดและพุดดิ้งมะพร้าวอ่อนไอศกรีมกะทิอัญชัน 

โดยแคมเปญ Bright & Bold นี้จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ ที่ Greyhound Café ทุกสาขา พร้อมกันนั้น เมื่อสั่งเมนูพิเศษพร้อมใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้ในช่วงเวลาดังกล่าว ยังสามารถลุ้นรางวัลต่างๆ พร้อมรางวัลใหญ่เป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ อันเป็นต้นกำเนิดแบรนด์ Marimekko อีกด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 260 7178 หรือ www.citibank.co.th

Author: Pacharee Klinchoo

Paradise on The Island

ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอันร่มรื่น พร้อมผืนทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตา ใครล่ะจะกล้าปฏิเสธสวรรค์บนดินอย่าง Soneva Kiri ได้ลง

Author: Chayanon Chongprasert 

Photographer: Perakorn Voratananchai 

Photography: Courtesy of Soneva Kiri

ทะเลเป็นจุดหมายปลายทางในการพักผ่อนที่ครองใจใครหลายๆ คนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรด้วยหลากหลายเหตุผล ทั้งเรื่องของสภาพอากาศ บรรยากาศที่สุดแสนจะลงตัว หรือเพียงเเค่เท้าแตะน้ำทะเลและหาดทรายก็เป็นอะไรที่มีความสุขมากแล้ว การจะเลือกทริปพักผ่อนสักครั้งหนึ่ง นอกจากบรรยากาศที่ดีแล้ว ความสงบและความเป็นส่วนตัว ก็เป็นสิ่งที่หลายคนถวิลหาเช่นเดียวกัน อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณคงจะคิดในใจว่าถ้าสองปัจจัยที่เรากล่าวมานั้นรวมกันได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะ และมันก็ไม่ใช่ความฝัน เพราะคุณสามารถพบกับประสบการณ์การพักผ่อนสุดพิเศษนี้ได้ในเมืองไทย ณ โรงแรมโซเนวา คีรี 

 บรรยากาศที่สวยงามและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์นั้นมีให้เราเห็นตั้งแต่ที่ท่าเรือของรีสอร์ตแห่งนี้ ด้วยคติประจำใจ “No Shoes, No News” ที่เราได้ฟังจาก ‘มิสฟราเดย์’ หรือชื่อเรียกของพนักงานต้อนรับของรีสอร์ต ที่พักสุดสบายแห่งนี้เป็นแหล่งพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบอย่างที่สุด เพราะมันเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอันสวยงาม และเนื่องจากที่นี่ไม่มีสัญญาณ คุณจึงไม่สามารถดูทีวีได้ สิ่งเดียวที่คุณจะดูจากจอทีวีได้ก็คือหนังเรื่องโปรดจากแผ่นดีวีดีที่โรงแรมมีบริการให้คุณเช่าระหว่างวันพักผ่อนของคุณ 

ในที่สุดเราก็ถึงที่พักของเรา ‘วิลล่าเลขที่ 18’ ที่ประกอบไปด้วยห้องพัก 5 ห้อง ต่างรูปแบบและต่างวิว ทั้งห้องนอนหลักที่มาพร้อมกับพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงห้องพักชั้นสองซึ่งอยู่ติดกับห้องนั่งเล่นรวม โดยวิลล่าที่เรียงรายเหล่านี้หันหน้าเข้าสู่ทะเลสีสวย คุณจึงสามารถลงไปสัมผัสได้โดยไม่มีขอบเขตใดๆ วิลล่าแต่ละหลังพร้อมสรรพไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นไวไฟอินเตอร์เน็ต สระว่ายน้ำ หรือห้องฟิตเนสขนาดย่อม เรียกได้ว่าเป็นที่พักผ่อนที่ลงตัวมากทีเดียว นอกจากนี้ทางรีสอร์ตยังคงมีวิลล่าและห้องพักอีกหลายรูปแบบให้คุณเลือก ตั้งแต่วิลล่าแบบ 1 ห้องนอน ไปจนถึงวิลล่าบนภูเขาซึ่งมาพร้อมกับบรรยากาศที่น่าพักผ่อนไปอีกแบบ

ความประทับใจไม่ได้มีแค่ห้องพักหลากสไตล์ที่ทางรีสอร์ตมีไว้บริการ แต่ยังมีส่วนอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เริ่มกันที่ห้องอาหารที่มาพร้อมกับเมนูอันหลากหลาย โดยมีให้เลือกสรรตามบรรยากาศที่คุณต้องการ ตั้งแต่ห้องอาหารหลักกับวิวทะเลและป่าไม้ ไปจนถึงห้องอาหาร The View ที่เราแนะนำให้คุณไปในช่วงเย็น เพราะคุณจะสามารถเห็นวิวพระอาทิตย์ตกได้ดีที่สุด แต่ที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคงจะเป็น Treepod Dining กับประสบการณ์ใหม่ในการรับประทานอาหารบนความสูงอีกหนึ่งระดับ กับโต๊ะอาหารส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ให้คุณได้ดื่มด่ำกับมื้ออาหารสุดพิเศษในบรรยากาศของป่าไม้อันร่มรื่น และคลื่นทะเลที่กำลังซัดเข้าหาดทราย

สำหรับยามค่ำคืน กิจกรรมสุดพิเศษที่คุณสามารถหาได้ในโซเนวา คีรีเท่านั้น มีอยู่สองกิจกรรม ทั้งการดูดาว ณ หอดูดาวของรีสอร์ต นอกจากดาวระยิบระยับนับพันที่คุณสามารถมองเห็นได้บนท้องฟ้าโปร่ง คุณยังจะสามารถใกล้ชิดได้มากขึ้นด้วยกล้องดูดาวแบบมาตรฐาน พร้อมกับการดูแลจากพนักงานที่ได้รับการอบรมเรื่องดาราศาสตร์มาเป็นอย่างดี หรือคุณจะเลือกดื่มด่ำกับการดูหนังแบบกลางแจ้งที่ Cinama Paradiso โรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ใจกลางทะเลสาบ ที่มาพร้อมกับอัฒจันทร์ไม้ เปิดประสบการณ์ใหม่ในการชมภาพยนตร์ของคุณ โดยจะจัดฉายทุกวันอาทิตย์ จันทร์ พุธ และศุกร์ หรือคุณสามารถจองล่วงหน้าเพื่อความเป็นส่วนตัวก็ได้เช่นกัน

คุณคงจะแปลกไม่น้อยถ้าหากเราไม่พูดถึงชายหาดเมื่อมาทะเล จริงมั้ยล่ะ? สำหรับชายหาดของโซเนวา คีรีนั้น อยู่ห่างออกไปจากส่วนหลักของรีสอร์ตไม่นานนัก โดยทางรีสอร์ตจะมีเรือไว้คอยบริการรับส่งและประจำอยู่ที่ท่าเรือตลอดทั้งวันจนกว่าแสงพระอาทิตย์จะลับฟ้าไป ‘North Beach’ เป็นชายหาดที่สวยอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งทรายสีขาวละเอียด น้ำทะเลใส พร้อมทั้งกิจกรรมมากมายที่จะทำให้คุณลืมเวลาไปสนิท ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหารและบาร์เครื่องดื่ม ชิงช้าริมหาด รวมไปถึงกิจกรรมแอดเวนเจอร์อย่างการพายเรือคายักหรือแล่นเรือใบ โดยแต่ละกิจกรรมทางโซเนวาจะมีบริการสอนวิธีการเล่นสำหรับคนที่สนใจอีกด้วย

เรียกได้ว่าการได้มาสัมผัสความพิเศษของโซเนวา คีรีในครั้งนี้ ทำให้เราได้รับประสบการณ์ของการพักผ่อนอีกหนึ่งระดับอย่างที่เราไม่เคยสัมผัสจากที่ไหนมาก่อน และทำให้เราได้รับรู้จริงๆ ว่านี่แหละคือรีสอร์ตบนเกาะสวรรค์ ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายในฝันของการพักผ่อนของเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเราหวังว่ามันจะเป็นสถานที่พักผ่อนในใจคุณเช่นเดียวกัน โดยคุณสามารถเดินทางไปที่รีสอร์ตได้อย่างง่ายดายด้วยเครื่องบินเล็กของรีสอร์ตเอง รวมไปถึงเครื่องบินของบางกอกแอร์เวย์ส ที่เราต้องขอขอบคุณสำหรับการเดินทางอันสะดวกสบายของเราในครั้งนี้

Low Season, High Emotions

ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก กับเรื่องราวการรวมกลุ่มกันของคน ‘พังๆ’ เรื่องความรัก เพื่อร่วมค้นหาความรักครั้งใหม่ ใน ‘Low Season – สุขสันต์วันโสด’

Author: Pacharee Klinchoo

Photographer: Chatchanan Chantajinda

“มันคือเรื่องของคนพังๆ มารวมตัวกันน่ะครับ” มาริโอ้ เมาเร่อ ผู้รับบท ‘พุธ’ นักเขียนบทภาพยนตร์อินดี้ที่อกหักจากแฟนตัวเอง แต่ก็ต้องมารับงานเขียนบทภาพยนตร์ผีแบบแมสๆ ที่ตัวเองแสนจะไม่ถนัด ตอบเราเมื่อเราถามถึงคาแร็กเตอร์ที่ตัวเองได้รับ “ในโฮสเต็ลแห่งนี้คือที่ที่พุธไปเป็นประจำอยู่แล้ว พอเขาไปเจอหลินที่นั่น และรู้ว่าหลินสามารถคุยกับผีได้ เขาก็เข้าหาหลินเพราะต้องการแรงบันดาลใจและข้อมูลในการเขียนบทภาพยนตร์ของเขาน่ะครับ”

“หลินเป็นสาวออฟฟิศค่ะ” พลอย – พลอยไพลิน ตั้งประภาพร ผู้รับบท ‘หลิน’ เสริม “อกหักอย่างแรงจากแฟนหนุ่มที่เป็นซูเปอร์สตาร์แนวหน้าของประเทศไทย และก็เสิร์ชกูเกิลหาวิธีการทำอย่างไรก็ได้ให้ลืมความเศร้าโศกได้เร็วที่สุด เลยคิดจะย้อนกลับไปจบความทรงจำของตัวเองในที่ที่ได้พบกับแฟนครั้งแรก นั่นคือกิ่วแม่ปาน จังหวัดเชียงใหม่ เลยได้ไปเจอกับพุธที่โฮสเต็ลที่พักนี่ล่ะค่ะ”

เรื่องราวอลวนของพุธกับหลินนั้นไม่ได้มีเพียงเขาทั้งสองเท่านั้นที่มาพังไปด้วยกัน แต่ยังมี ‘พี่โอม’ (รับบทโดยโจ๊ก – อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ) เจ้าของโฮมสเตย์ที่เอาแต่ทำงานจนครองความโสดเหนียวแน่น, ‘นุ่น’ (รับบทโดยโฟร์ – ศกลรัตน์ วรอุไร) แอร์โฮสเตสสาวสวยที่โดนเทในวันงานแต่งงานตัวเอง จึงต้องครองความโสดไปอย่างเศร้าๆ, ‘วิทยา’ (รับบทโดยนิกกี้ – ณฉัตร จันทพันธ์) หนุ่มบาริสต้าที่โสดเพราะโดนเพื่อนสนิทตัวเองตีท้ายครัว และ ‘พี่อ้น’ (รับบทโดยอ้น – ศรีพรรณ ชื่นชมบูรณ์) แม่บ้านประจำโฮสเต็ลที่โสดเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่นๆ จนลืมดูแลตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนั้นโคจรมาเจอกันที่เมืองท่องเที่ยวในหน้า low season จึงเกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมากมาย

“ถึงแม้ว่าเราจะถ่ายทำกันที่เชียงใหม่ แต่ก็เป็นเชียงใหม่ในมุมที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นนะคะ” พลอยเล่า “เป็นช่วงโลว์ซีซั่นค่ะ คนน้อยกว่าช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวเยอะมาก และพอเป็นหน้าฝน ฝนตกบ่อยๆ ต้นไม้ก็เขียวครึ้มไปหมดเลยค่ะ อากาศก็ไม่ร้อนมาก ทำให้เราได้เห็นเลยว่าประเทศเราสวยงามขนาดไหน และสถานที่ถ่ายทำก็จะเป็นที่ unseen เสียเยอะ สวยมากจริงๆ ค่ะ อยากให้ทุกคนได้เห็นสิ่งที่เราได้เห็นระหว่างการถ่ายทำไปด้วยกันจริงๆ นะคะ”

“ผมอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้คนอกหักแล้วเก็บกระเป๋าออกไปเที่ยวครับ” มาริโอ้ยิ้ม “คนปกติเวลาอกหักจะออกไปกินเหล้าใช่ไหมครับ ถ้าแค่นั้นกินที่บ้านก็คงจะได้ แต่ผมอยากให้คนรู้ว่ามันมีที่เที่ยวสวยๆ มากมายในประเทศไทย และการได้ออกไปเจอบรรยากาศใหม่ๆ พบกับคนโสดใหม่ๆ อาจจะทำให้คุณไม่โสดก็ได้นะครับ”

มาร่วมฉลองวันโสดกับภาพยนตร์เรื่อง ‘Low Season – สุขสันต์วันโสด’ ได้ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

Paris, mon amour!

เที่ยวกรุงปารีส เมืองหลวงสุดแสนโรแมนติกของโลกผ่านฉากภาพยนตร์สวยๆ ที่จับใจจนเราอดหลงรักไม่ได้

Author: Mintira Thammapalert / Tatiya Kaewchan

Illustrator: PATTRN

Follow Your Heart: Before Sunset

ก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าในวันนี้จงเลือกหัวใจของตัวเอง

‘ปารีส’ เป็นมหานครที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความโรแมนติก มีคำกล่าวขำขันว่าเพียงแค่ผู้ชายก้มลงหยิบเหรียญหรือผูกเชือกรองเท้าระหว่างที่พาคนรักมาเที่ยวปารีส ก็อาจทำให้ผู้หญิงยืนปิดปากร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ เพราะหลงคิดว่าผู้ชายคุกเข่าขอแต่งงานซะงั้น! นอกจากปารีสจะเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและคู่รักทั่วโลกให้เดินทางมาแล้ว ในโลกภาพยนตร์ ปารีสก็ยังถูกใช้เป็นโลเคชั่นยอดนิยมที่มักไปปรากฏอยู่ในหนังเรื่องต่างๆ ทำหน้าที่สะท้อนเรื่องราวของการพบรัก การลาจาก และการเรียนรู้ชีวิต โดยเฉพาะหนังเรื่อง ‘Before Sunset’ ผลงานของผู้กำกับฯ ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์ ที่ออกฉายเมื่อปี 2004 โดยเล่าเรื่องอีก 9 ปีต่อมาจาก ‘Before Sunrise’ เมื่อสองตัวละครอย่าง ‘เจสซี’ และ ‘เซลีน’ ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โดยที่ทั้งคู่เติบโตขึ้น ไม่ใช่หนุ่มสาววัยเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่หัวใจมีร่องรอยบาดแผลจากประสบการณ์ความรักที่ผ่านๆ มา ฉากสำคัญที่ทั้งคู่เจอกันเริ่มที่ ‘Shakespeare and Company’ ร้านหนังสือประตูสีเขียวริมแม่น้ำแซน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นร้านหนังสือเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยเปิดต้อนรับนักอ่านทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1919 (วันก่อตั้งร้านตัวเลขสวยมาก 19 พฤศจิกายน 1919 โดยปีนี้ก็มีอายุครบ 100 ปีพอดี) หากร้านหนังสือคือสถานที่ท่องเที่ยวที่พาคนอ่านไปสำรวจโลกกว้างผ่านตัวอักษร นักเขียนหนุ่มอเมริกันที่เริ่มมีชื่อเสียงอย่างเจสซีก็เลือกใช้หนังสือเป็นเครื่องมือบันทึกความทรงจำถึงหญิงสาวฝรั่งเศสที่เขาเคยตกหลุมรักเมื่อ 9 ปีก่อนเช่นกัน เรื่องราวของค่ำคืนสุดประทับใจที่เคยเกิดขึ้นได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ ส่วนเรื่องน่ายินดีก็คือเธอได้อ่านหนังสือเล่มนั้นและมายืนต่อหน้าเขาอีกครั้งราวกับความฝัน

บางครั้งโชคชะตาและจังหวะเวลาก็มักเล่นตลกกับความรักของมนุษย์ เพราะในหนังภาคแรกอย่าง ‘Before Sunrise’ พวกเขาสัญญากันที่กรุงเวียนนาว่าจะกลับมาเจอกันในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ก็ล่วงเลยนานถึง 9 ปีจึงจะได้เจอกันอีกครั้ง แถมต่างคนต่างมีคนรักอยู่แล้วด้วย บทสนทนาทั้งเรื่องดำเนินอย่างราบเรียบ แต่มีความหนักหน่วงมากพอที่จะรื้อฟื้นความรู้สึกดีๆ ของทั้งคู่ขึ้นมาใหม่ เพราะยิ่งพูดคุยกันมากเท่าไรต่างยิ่งพบว่าเขาและเธอต่างมีตัวตนอยู่ในใจของกันและกันเสมอมา เซลีนกล่าวว่า “คุณไม่สามารถหาใครมาแทนที่ใครได้หรอก เพราะทุกคนถูกสร้างขึ้นมาด้วยรายละเอียดที่งดงามเฉพาะตัว” เรื่องราวใน ‘Before Sunset’ ดำเนินขึ้นในเวลากลางวัน โดยมีบรรยากาศและสถานที่ต่างๆ ของกรุงปารีสเป็นฉากหลัง ก่อนที่เจสซีจะต้องบินกลับสหรัฐอเมริกา เขาอาสาไปส่งเซลีนที่ห้อง และเซลีนก็ได้หยิบกีตาร์ตัวโปรดขึ้นมาเล่นเพลงที่เธอแต่งเองซึ่งมีชื่อว่า ‘A Waltz for a Night’ เพียงหญิงสาวร้องเพลงไม่กี่ประโยค เจสซีรู้ทันทีว่าเนื้อเพลงทั้งหมดนั้นหมายถึงตัวเขา ทุกความรู้สึกที่เซลีนไม่อาจบอกตรงๆ เมื่อรู้ว่าเจสซีมีคนรักอยู่แล้ว กลับถูกสารภาพผ่านเพลงซึ้งๆ อย่างจริงใจ โดยเฉพาะท่อนนี้ “My heart will stay yours until I die…” ขณะฟังเจสซีราวกับตกอยู่ในภวังค์ เขามีสีหน้าที่บ่งบอกถึงอารมณ์ดีใจและสับสนในคราวเดียวกัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าของกรุงปารีสในวันนี้กำลังจะกลายเป็นความหลังที่ไม่อาจหวนคืนอีกแล้วหากเขาตัดสินใจเดินออกจากห้องนี้ไป “เดี๋ยวจะตกเครื่องนะคะ” เสียงเซลีนเตือนชายหนุ่ม… ใครจะไปคิดว่าหนังรักที่เกิดขึ้นในเมืองโรแมนติกแห่งนี้จะมี ‘พระอาทิตย์ตก’ เป็นเดดไลน์กันล่ะ

Falling in Romantic Love: Funny Face

จะมีที่ไหนเหมาะสำหรับการตกหลุมรักอันแสนจะโรแมนติกมากไปกว่าที่ปารีสอีกเล่า

งชูร์ ปาครี! (Bonjour, Paris!) คือวลีติดหูและเป็นหนึ่งในเพลงที่ใช้ประกอบในเรื่อง ‘Funny Face’ ภาพยนตร์มิวสิคัล โรแมนติก คอมเมดี้ (ค.ศ. 1957) เรื่องนี้โดดเด่นตั้งแต่นักแสดงนำ ซึ่งก็คือ ออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และเฟรด แอสแตร์ (Fred Astaire) ไปจนถึงพล็อตที่หวานแหววราวกับอยู่ในภาพฝัน และตบท้ายด้วยแฟชั่นระดับไฮเอนด์ของนางเอกที่หลายนิตยสารแฟชั่นในขณะนั้นต่างยกนิ้วให้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมที่สุด

แน่นอนว่าโลเคชั่นที่จะถ่ายทอดรักโรแมนติกได้ดีที่สุดก็ต้องอยู่ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าโรแมนติกที่สุดในโลกอย่าง ‘ปารีส’ ที่ซึ่ง Funny Face ใช้เป็นฉากดำเนินเรื่องเกินกว่าครึ่ง และจะเห็นได้ว่าผู้กำกับพยายามเก็บแลนด์มาร์กของปารีสเกือบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นหอไอเฟล (la tour Eiffel) พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (le musée du Louvre) ประตูชัยฝรั่งเศส (l’Arc de Triomphe de l’Étoile) สวนตุยเลอรี (le jardin des Tuileries) หรือแม่น้ำแซน (la Seine) มารวมอยู่ในเรื่องนี้อย่างครบครัน อย่างไรก็ดีแม้ว่าในช่วงที่ทีมงานยกกองไปถ่ายทำหนังเรื่องนี้จะอยู่ในช่วงกลางฤดูร้อน แต่ฟ้ากลับไม่เป็นใจ เพราะดันมีฝนตกลงมามากผิดปกติ ทำให้หลายฉากในเรื่องที่ควรจะสดใสแจ่มแจ้งเต็มไปด้วยแสงแดด กลับดูหม่นทึมไม่สดใส อย่างฉากร้องเพลง ‘บงชูร์ ปาครี!’ ที่ตัวเอกทั้งสามคน (เฮปเบิร์น, แอสแตร์ และเคย์ ทอมป์สัน – Kay Thompson) ต้องร้องเพลงตามสถานที่แลนด์มาร์กต่างๆ จนมาจบเพลงบนหอไอเฟล ก็เห็นแบ็กกราวด์ท้องฟ้าแบบไม่แจ่มใสนัก ทว่าสภาพอากาศก็ไม่อาจหยุดการแสดงอันรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ขัน เพลงเพราะๆ ท่าเต้นแสนสวย และความน่ารักน่าหยิกของคู่พระคู่นาง แม้ว่าในขณะนั้นแอสแตร์จะมีอายุห่างจากเฮปเบิร์นถึง 38 ปีก็ตาม! (แอสแตร์ 58 ปี และเฮปเบิร์น 20 ปี) ความสนุกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้อยู่ที่การลุ้นว่าในแต่ละฉาก โจ นางเอกคนสวย ผู้เป็นพนักงานในร้านหนังสือ แต่ดันจับพลัดจับผลูมาเป็นนางแบบรันเวย์จำเป็น จะปรากฏกายในชุดหรูหราชุดใด และดิค พระเอกผู้เป็นช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง จะคอยบอกให้นางเอกโพสท่าเก๋ๆ อย่างไร ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นแลนด์มาร์กงดงามของเมืองปารีส ฉากที่ตรึงตาตรึงใจฉากหนึ่งของ Funny Face ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือฉากที่โจแอบหลบอยู่หลังอนุสรณ์ชัยชนะที่ซาโมเทรซ (Nike of Samothrace) ณ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ก่อนจะวิ่งถลาลงมาจากบันไดด้วยชุดราตรียาวสีแดงสดเพื่อให้ดิคถ่ายภาพของเธอ พร้อมโบกผ้าคลุมไหล่เนื้อชิฟฟอนบางเบาสีแดงเป็นท่วงท่าเดียวกับเทพีไนกี้แห่งซาโมเทรซที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหลัง ความคลาสสิกของชุด อิริยาบถอันงดงามของเฮปเบิร์น และฉากหลังอันทรงพลัง ทำให้ฉากนี้เป็นที่ประทับใจของใครหลายคน และเวลามีคนพูดถึง Funny Face ก็มักจะหยิบเอาภาพนี้มาเป็นภาพประกอบอยู่เสมอ

The Sexy Spirit: Moulin Rouge!

ลีลารักสุดร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาใจให้ไหม้เป็นจุณ

นอกจากจะเป็นเมืองโรแมนติกที่ง่ายต่อการตกหลุมรักแล้ว ปารีส… ยังเป็นมหานครที่เหมาะเจาะกับคำว่า ‘รักร้อนแรง’ อีกด้วย และดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญหากจะเดินไปประสบพบคู่รักกำลังกระหวัดกอดเกี่ยวกันในซอกหลืบแห่งย่านกลางคืน หากคุณยังนึกภาพตามไม่ค่อยออก (หึๆ) ก็ลองดูหรือนึกถึงภาพยนตร์มิวสิคัลโรแมนติกดราม่าในปีค.ศ. 2001 อย่างเรื่อง Moulin Rouge! (มูแลง รูจ!) ภาพยนตร์โปรดักชั่นเยี่ยมเรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์สุดอมตะที่กวาดรางวัล (และรายได้) ไปเป็นว่าเล่น ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความฟู่ฟ่า ร้อนแรง และหรูหราฉูดฉาดแบบไม่ห่วงเครื่องของวิถีชีวิตของเหล่านักแสดงโชว์และชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลความบันเทิงยามค่ำคืน ซึ่งอ้างอิงสถานที่ที่มีอยู่จริงอย่างโรงละครคาบาเรต์เก่าแก่ที่มีชื่อเดียวกับเรื่องว่า ‘Moulin Rouge’ ในย่านมงต์มาร์ต (Montmartre) มาเป็นโลเคชั่นสำคัญในการเดินเรื่องราวทั้งหมด อันที่จริงตัวโรงละคร Moulin Rouge เองก็มีชื่อเสียงมากอยู่แล้วในฝรั่งเศสทั้งในเรื่องของมิวสิคัลแดนซ์ โชว์ต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเต้นระบำแคนแคน (can-can) ที่เป็นการแสดงที่มีท่วงท่าฉีกขามากอยู่สักหน่อย และยิ่งบาซ เลอร์มานน์ (Baz Luhrmann) ผู้กำกับและผู้เขียนบท ตกลงใจทำภาพยนตร์ชื่อเดียวกับโรงละครคาบาเรต์แห่งนี้ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้กังหันลมสีแดง (มูแลงแปลว่ากังหันลม รูจแปลว่าสีแดง) กลายเป็นภาพจำของความเซ็กซี่ที่มาพร้อมกับการจัดเต็มด้านเครื่องแต่งกายและฉากหลังสุดตระการตา โดยบริบทแวดล้อมของหนังไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง ‘Lady Marmalade’ ที่มีเนื้อร้องเชิญชวนให้มา… เอ่อ อย่างเปิดเผย ก็ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเรื่องให้ดูไปในทิศทางเดียวกัน จนเวลาเรานึกถึงเรื่อง Moulin Rouge! ทีไร เป็นต้องคิดไปถึงความหวือหวาเร่าร้อนออกไปในทางโลกีย์หน่อยๆ

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้ว แม้ภายนอกจะดูสุดสวิงริงโก้แค่ไหน แต่สารัตถะของภาพยนตร์เรื่อง Moulin Rouge! กลับกลายเป็นความรักแท้ที่แม้อำนาจและเงินตราก็มิอาจทำลายให้สูญสิ้นได้ และดูจะเป็นความรักแนวใสซื่อบริสุทธิ์ตามแบบฉบับคลาสสิกของหนุ่มสาวค่อนโลกเสียด้วยซ้ำ การร้องเพลงพลอดรักกันไปมาระหว่างตัวเอก ซาทีน (Satine) นักแสดงสาวคนสวยผู้เป็นหน้าเป็นตาแห่งโรงละครมูแลง รูจ และคริสเตียน (Christian) นักเขียนหนุ่มรูปหล่อไส้แห้ง นำแสดงโดยนักแสดงแม่เหล็กอย่างนิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) และยวน แม็คเกรเกอร์ (Ewan McGregor) ก็สร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมละสายตาจากทั้งคู่ไปไม่ได้ แม้ว่าฉากในเรื่องจะเป็นฉากประดิษฐ์ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด และน้อยมากที่จะมีการถ่ายทำในโลเคชั่นทั่วๆ ไปในปารีส (ซึ่งมากสุดเราจะเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันเจิดจรัสของปารีสเป็นแบ็คกราวด์อยู่ไกลๆ เสียมากกว่า) แต่ความหรูหราตระการตาของฉากที่เซ็ตไว้เป็นอย่างดีของ Moulin Rouge! นี่แหละที่ดึงดูดสายตาของผู้ชมและสะท้อนความเป็นฝรั่งเศสจริงๆ ในแบบที่คัดกรองมาแล้วอย่างดี อย่างในซีนเพลง ‘Your Song’ ที่คริสเตียนทำหน้าซื่อร้องจีบนางเอก ก่อนจะพากันวิ่งไปจ้องตาหวานซึ้งอยู่หน้าหอไอเฟลประดิษฐ์ท่ามกลางไอหมอก ก็กลายเป็นฉากที่ผู้ชมกล่าวขวัญถึงว่าเป็นฉากที่โรแมนติกที่สุดฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ และต่างพากันตกหลุมรักคริสเตียนกันไปก่อนหน้าซาทีนเสียอีก

Love Isn’t A Fragment: Paris, je t’aime

การตกหลุมรักไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันคุ้มค่าสำหรับการรอคอยเสมอ

ใครจะไปคิดว่าโครงเหล็กสูงกว่า 300 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนช็องเดอมาร์ส (Champ de Mars) ใกล้แม่น้ำแซน(Seine) ในกรุงปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หอไอเฟล (la tour Eiffel)’ พิกัดที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนปีละกว่า 7 ล้าน จะเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกชาวปารีสวิจารณ์ว่า ‘อัปลักษณ์ที่สุด’ โดยย้อนกลับไปเมื่อค.ศ. 1889 หอคอยโครงเหล็กที่ตั้งชื่อตามวิศวกรและสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ‘กุสตาฟ ไอเฟล (Gustave Eiffel)’ เปิดใช้ครั้งแรกในงานมหกรรมแสดงสินค้านานาชาติของปีนั้น รัฐบาลต้องการให้หอไอเฟลเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ ความรุ่งโรจน์ และความร่ำรวยในยุคอุตสาหกรรม แต่กลับมีชาวเมืองจำนวนมากท้วงติงว่าหอคอยรูปทรงประหลาดจะมาบดบังความงดงามของเมืองนี้ จนเกือบจะมีการรื้อถอนออกด้วยซ้ำ แต่ต่อมาหอไอเฟลก็ค่อยๆ ชนะใจทุกคน อีกทั้งยังเคยครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกเป็นเวลา 40 ปีอีกด้วย ดูเหมือนว่ากว่าที่หอไอเฟลจะเป็น ‘สิ่งที่ใช่’ นั้นต้องใช้กาลเวลาพิสูจน์อยู่พักใหญ่เลยทีเดียว ทำให้นึกถึงหนังอาร์ตเรื่อง ‘Paris, je t’aime’ ซึ่งรวบรวมหนังสั้นเนื้อหาอิสระจำนวน 18 เรื่อง จาก 22 ผู้กำกับฯ ที่เคยออกฉายในปี 2006 (ความสำเร็จของเรื่องนี้ทำให้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง ‘New York, I Love You’ และ ‘Berlin, I Love You’) โดยมีหนังสั้นตอนหนึ่งชื่อว่า ‘Tour Eiffel’ ผลงานกำกับฯ ของ Sylvain Chomet นักแอนิเมชั่นชาวฝรั่งเศส แม้จะมีความยาวเพียง 6 นาที แต่กลับมีเนื้อหาสาระที่ชวนอมยิ้มมากๆ

Tour Eiffel เปิดฉากด้วยเด็กผู้ชายที่ชื่อ ‘Jean-Claude’ ออกมาเล่าเรื่องการพบรักกันของพ่อและแม่ นำแสดงโดย Yolande Moreau และ Paul Putner ในบทนักแสดงละครใบ้ เล่าเรื่องของชายโสดเหงาๆ คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามหารักแท้ในนครปารีสตามประโยคหนึ่งบนโปสเตอร์ในห้อง ‘Paris, City of Love’ ในทุกวันเขาจะแต่งชุดตัวตลก ทาหน้าขาว แต้มปากสีแดง ออกไปแสดงละครใบ้ล้อเลียนท่าทางต่างๆ ของผู้คนในปารีส หวังจะสร้างรอยยิ้มให้ชาวเมือง แต่กลับไม่มีใครสนุกด้วย เพราะทุกคนมักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่อย่างไม่สบอารมณ์เสียมากกว่า ชายหนุ่มเดินตะลอนไปยังเขต 7 ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอไอเฟล และดันพลาดท่าถูกตำรวจควบคุมตัวเข้าห้องขัง แม้มีผู้คนรายล้อมมากมาย แต่เขากลับรู้สึกแปลกแยกจากสังคม เพราะฉะนั้นเรื่องการตามหารักแท้ในเมืองอันวุ่นวายแห่งนี้ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดถึง ทุกครั้งที่เขาทุกข์ใจ ชายหนุ่มเลือกที่จะปลอบตัวเองด้วยการยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดใบหน้า ก่อนจะลดมือลงและเปลี่ยนหน้าหม่นเศร้าให้มีรอยยิ้มฉาบทับแทน ระหว่างที่กำลังนั่งเบื่อซังกะตายอยู่ในห้องขัง เขาหันไปเห็นนักแสดงละครใบ้ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ กันภายในสถานที่สุดพิลึกแห่งนี้ ใช่แล้ว… พวกเขาตกหลุมรักกันในคุก! และให้กำเนิดเด็กชายฌองคล็อด ในเวลาต่อมา

ไม่ว่าจะสับสนวุ่นวายแค่ไหน แต่ปารีสก็ยังถูกยกให้เป็น ‘มหานครแห่งรัก’ อยู่เสมอ โอกาสของการตกหลุมรักอาจเป็นเหมือนสายลมที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ไม่ใช่จะไม่มี แม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะแปลกประหลาดเพียงใดก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็คงคุ้มค่ากับการรอคอยเสมอ เพราะการตกหลุมรักนอกจากจะต้องมีปัจจัยด้านเวลาที่เหมาะสมแล้ว จังหวะที่ ‘ใช่’ ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ – หอไอเฟลก็เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะหลงรักเมื่อแรกเห็น… 

Crash Landing on Hyun!

ระหว่างที่รอลุ้นตอนถัดไปของซีรีส์ภาพยนตร์เรื่อง Crash Landing on You ที่กำลังสตรีมมิ่งอย่างเข้มข้นทาง Netflix เรามาพักดูประมวลภาพเซ็ตเอ็กซ์คลูซีฟน่ารักๆ ของคู่พระนาง เพื่อแฟนๆ ลอฟฟีเซียล ออมส์เท่านั้นกันดีกว่า

Crash Landing on You สตรีมมิ่งแล้วทาง Netflix เท่านั้น