Party pictures Saint Laurent Rive Droite ‘SEX’ by MADONNA

พาชมภาพแขกบรรยากาศ Party ในงาน Saint Laurent Rive Droite ‘SEX’ By MADONNA Exhibition Art Basel Miami Beach 2022 

Party pictures by Saskia Lawaks

Party pictures by Sofia Malamute

Saint Laurent Rive Droite SEX By MADONNA Exhibition Art Basel Miami Beach 2022

เป็นไปตามตามวิสัยทัศน์ของ Anthony Vaccarello ที่ Saint Laurent จะตีพิมพ์หนังสือ ‘SEX’ ของ Madonna อีกครั้ง หลังจาก เป็นเวลานานถึงสามสิบปีนับจากการตีพิมพ์ในครั้งแรก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสนี้ Saint Laurent นำภาพถ่ายจากหนังสือ เล่มนี้ มาจัดนิทรรศการให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเชิญชวนให้ผู้ที่มาเยือนได้ท่องไปในโลกของหนังสือไอคอนิคเล่มนี้ได้อย่าง อิสระ หนังสือ SEX ได้ถ่ายทอดเรื่องราวโดย Madonna ถ่ายภาพโดย Steven Meisel และกำกับศิลป์โดย Fabien Baron จึงได้รับความนิยมในทันทีหลังจากตีพิมพ์ไปเมื่อปี 1992 ในช่วงที่ Madonna ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงโด่งดังแบบสูงสุด เธอก็ได้ออกอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “Erotica” และผลงาน สิ่งพิมพ์ที่สั่นสะเทือนวงการนี้ไปพร้อม ๆ กัน ผลงานของเธอนั้นสุดโต่ง และไม่เคยมีมาก่อนทั้งในวงการ ของสื่อสิ่งพิมพ์และ วงการเพลง

หนังสือเล่มนี้มาพร้อมแพคเกจจิ้งที่หรูหราด้วยการห่อกระดาษแก้วสีเงินอมฟ้าเสริมให้ดูเหมือนนิตยสารผู้ใหญ่ระดับไฮเอนด์ แม้จะดูหรูหราแต่ก็ถือเป็นสินค้าที่ค่อนข้างรุนแรงและน่าตกใจในยุคนั้น โดยเฉพาะเมื่อหนังสือถูกรังสรรค์ขึ้นจากคนดัง ที่ถูกตีกรอบในการควบคุมเรื่องการแสดงออกในที่สาธารณะ ภายใต้แพคเกจจิ้งอันเย้ายวน ผู้อ่านจะได้ค้นพบสิ่งที่คาดไม่ถึง จากป็อปไอคอนกระแสหลักคนนี้ กับการเปิดเผยตัวตนของ Madonna ที่ล้มล้างทุกหลักปฏิบัติของวงการครีเอทีฟ และกลายเป็น แบบอย่างที่จัดจ้านของวัฒนธรรมอันเดอร์กราวด์ในปี 1990

เมื่อหนังสือ SEX โดย Madonna และ Meisel ได้ถูกเปิดตัว ถึงเวลาแล้วที่สิ่งพิมพ์นี้จะตราตรึงใจมากพอๆกับเนื้อหาที่เปิดเผย ดังเห็นได้ว่าเรายังคงสัมผัสพลังของหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไร้กาลเวลา SEX หวนคืนสู่สุนทรียะแนวพังค์ที่ล้ำสมัยและเร้าใจ พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์อันสร้างสรรค์ที่มุ่งมั่นและยืนหยัดมาก่อนกาลเวลา

เมื่อสามสิบปีที่แล้ว การตลาดที่โลดโผนของหนังสือเล่มนี้ทำให้หลายคนมองข้ามแก่นแท้ของอุดมการณ์และจุดมุ่งหมายทาง สุนทรียภาพของหนังสือเล่มนี้ไปอย่างง่ายดาย ในยุคที่เราสามารถรับฟังคำนิยมของหนังสือมากมาย ตั้งแต่ฉากอันเขียวชอุ่ม ของเรื่อง The Damned โดย Luchino Visconti, เรื่องราวของผู้เปลือยกายแห่งยูโทเปียในช่วงระหว่างสงคราม, ภาพถ่ายของ บุคคลที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยช่างภาพชื่อดัง Robert Mapplethorpe ไปจนถึงภาพที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ายวนจาก ช่างภาพ Helmut Newton ล้วนแล้วแต่มอบอิสระภาพทางความคิดทั้งสิ้น

จากสุภาพสตรีผู้เป็นวิญญาณอันแรงกล้าของงานศิลป์แบบแฟนไซน์ไปจนถึงไอดอลร็อคคนโปรดของ Andy Warhol สุดท้าย แล้ว Madonna เขียนเรื่องราวผ่านหนังสือ SEX โดยลงนามว่า Mistress Dita เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อ Dita Parlo นักแสดงหญิงชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับภาพยนตร์แนว Expressionist ในเยอรมนีช่วงปี 1930 ด้วยนามแฝงนี้ Madonna ตั้งใจที่จะสะท้อนอีกด้านนึงของตัวตนเธอในเรื่องของเพศ ตามแนวคิดของชื่อ Rrose Sélavy ของ Marcel Duchamp เช่นเดียวกับเรื่องราวของ Cindy Sherman ที่ก้าวข้ามขอบเขตและกรอบจากสังคมด้วยการใส่ตัวเองเข้าไปอยู่ ในภาพถ่าย

นับว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานที่มาดอนน่าได้สะท้อนให้เห็นถึงจินตนาการและความปรารถนาอันแรงกล้าได้อย่างชัดเจนและไร้ที่ติ แม้ว่าแทบจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมในตอนนั้นก็ตาม และเป็นเรื่องน่าทึ่งที่หนังสือ SEX สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และความ ตระหนักรู้ของคนยุคใหม่ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างไม่น่าเชื่อ ในวันนี้ สิ่งที่ถูกซ่อนไว้จะปรากฎ ออกมา การละเมิดกฎจะกลายเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไป การยั่วยวนกลายเป็นที่ยอมรับ และชนชั้นสูงจะถูกแทนที่ด้วยความเท่าเทียม

วิวัฒนาการของค่านิยมช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงการประชดประชันและพลังของผลงานชิ้นนี้ โดยเฉพาะรูปภาพที่ไม่ค่อย ได้รับการชื่นชมในเวลานั้น จนกระทั่งสามทศวรรษต่อมา เราค้นพบเสียงสะท้อนใหม่ในบริบทปัจจุบัน และเฉลิมฉลองเสรีภาพ แห่งสิทธิสตรีและการนิยามเพศสภาพได้อย่างอิสระ ในขณะที่การถกเถียงเกี่ยวกับคำถามเรื่องเพศและรสนิยมทางเพศเปลี่ยนไป อิทธิพลของหนังสือของมาดอนน่ายังคงเป็นสากลและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีกทั้งเป็นกระบอกเสียงอันกึกก้อง ขานถึงแนวคิด ของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปและยังคงตั้งคำถามถึงแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ในอดีต

แกลเลอรีริมชายหาด Saint Laurent เปิดให้เข้าชมฟรีสำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 4 ธันวาคม 2022 นี้ (เวลา 10:00 น. – 19:00 น.)

Hommes Interview : THE Sound of Asia

Asia7 กับการเดินทางครั้งสำคัญในโลกดนตรีพร้อมมุมมองใหม่ๆ ที่ทำให้วงเข้มแข็งยิ่งขึ้น

Photographer: Perakorn Voratananchai

Direction by: Napat Roongruang

มีศิลปินไทยหลายคนหรือหลายวงที่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากกว่าในบ้านเกิด และ Asia7 ก็เป็นอีกวงที่เป็นเช่นนั้น จุดเด่นของวงคือการนำดนตรีพื้นบ้านไทยมาผสมผสานกับแนวดนตรีหลายหลาก เพื่อถ่ายทอดความเป็นเอเชียและตัวตนของวงเอง เราสงสัยว่าพวกเขามีหลักเกณฑ์อะไรไหมที่จะแฝงเอกลักษณ์ท้องถิ่นลงไปในเพลงแต่ละเพลง “จริงๆ เราดูตามความเหมาะสมของแต่ละเพลงค่ะ คือสมาชิกในวงก็เล่นเครื่องดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้านกันอยู่แล้ว ดังนั้น เราก็มีความรู้สึกที่เป็นเหมือนกับสัญชาตญาณ เช่น ใส่ประมาณนี้น่าจะพอดีกับเพลงนี้ แต่บางเพลงอาจจะยังไม่พอ ต้องเพิ่มอีก” โยเย – นริศรา (มือซอของวง) ตอบ

การเดินทางไปแสดงดนตรีที่ต่างประเทศก็ทำให้ Asia7 ได้รับพลังงานดีๆ กลับมาเหมือนกัน และที่ที่พวกเขาประทับใจที่สุดทุกครั้งที่ไปคืออินเดีย “เพราะว่าผู้คนเขาจะชอบดนตรีอยู่แล้ว เขาจะชอบความ‘เถิดเทิง’ (หัวเราะกันทั้งวงสัมภาษณ์) ความเอนจอยค่ะ” ออย – อมรภัทร ร้องนำ อธิบายจนเราเห็นภาพชัด ส่วนดิว – ภูวิช มือเบส เสริมต่อว่า “นอกจากคนดูจะเอนจอยแล้ว เราก็ได้ไอเดียการทำเพลงกลับมาเยอะครับ… เราอาจจะเป็นวงที่ดูแปลกใหม่ในไทย แต่จริงๆ เวลาไปอยู่ข้างนอก ผมเองรู้สึกประหม่าด้วยซ้ำ แล้วพอเราไปเล่นในอินเดีย พื้นที่ที่เป็นเหมือนเจ้าแห่งดนตรีโลก กลับกลายเป็นว่าเขาเปิดรับเรา และถ้าเป็นเฟสติวัล เราจะเจอวงเก่งๆ เยอะมาก”

หลังจากที่เป็นศิลปินอิสระมานาน Asia7 ก็ได้มาสังกัดค่าย Gene Lab เมื่อปีก่อนผ่านโครงการ GMM Audition นับเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของวงทีเดียว “ผมว่า การที่เราอยู่ค่ายนี้ทำให้เรารู้สึกเป็นศิลปินจริงๆจากที่เราทำกันเองมาห้าหกปี ลองผิดลองถูกกันมาทุกอย่าง ทีนี้ พอเรามีบ้านที่ใหญ่ขึ้น ก็ต้องคิดมากขึ้น เพราะมีการลงทุน มีทีม มีโปรดักชัน มันทำให้เราโตขึ้นครับ” โอม – กฤตเมธ แซกโซโฟน ถ่ายทอดความรู้สึกให้ฟัง เมื่อเข้ามาที่ Gene Lab ความท้าทายใหม่ของวง

คือการตีโจทย์ทั้งด้านธุรกิจและด้านการสร้างสรรค์ผลงาน “บางคนคิดว่า ‘เฮ้ย [ดนตรีพื้นบ้าน] อาจจะเชยแล้วหรือเปล่า เป็นมิตรกับผู้ฟังได้อย่างไรกัน’ แล้ว Asia7 เองก็เกิดขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่า ธุรกิจนี้ในฟอร์แมตแบบนี้ เป็นการต่อยอดไอเดียที่นำความเป็นพื้นบ้านและดนตรีตะวันออก[เฉียงเหนือ] มาผสมกับป็อปคัลเจอร์ แล้วยังรับใช้สังคมปัจจุบันได้” ต้น – ต้นตระกูลมือเครื่องดนตรีอีสาน พูดถึงด้านธุรกิจก่อน

ต่อมา สุนทร มือกีตาร์ เล่าถึงการปรับเนื้อหาเพลงให้เข้าถึงผู้ฟังในวงกว้างขึ้นว่า “[ในผลงาน] ก่อนหน้านี้ หลายคนที่ฟังเพลงเราเขาบอกว่า รู้สึกได้รับพลังแรงใจ และเนื้อหาเพลงก็จะบอกทุกคนว่า ‘เฮ้ย ทุกคนต้องเข้มแข็งนะ’ ก็จะเป็นทรงนั้นไปเรื่อยๆ จนพอเข้ามาอยู่ค่ายปุ๊บ เรารู้สึกว่า การพูดแบบนั้นไม่ทำให้เราอยู่ใกล้ชิดกับคนฟัง เราเลยได้รับคำปรึกษาจากพี่โอม [Cocktail] และพี่แพท [Klear] ที่เข้ามาช่วยดูเนื้อเพลงครับ ก็เป็นความท้าทายของเราด้วยที่ได้ลองทำอะไรอย่างนี้กับดนตรีสไตล์ Asia7” ดังนั้น ผู้ฟังอย่างเราๆ จึงเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ทั้งด้านเนื้อหาและแนวดนตรี ระหว่างเพลง ‘ขวัญเจ้าเอย’และ‘จำขึ้นใจ’ เป็นต้น

เป้าหมายอันใกล้ของ Asia7 คือการทำให้วงเป็นที่รู้จักในไทยมากขึ้น ส่วนเป้าหมายไกลออกไปนั้นคือการขึ้นเวทีคอนเสิร์ตและขยายกลุ่มแฟนคลับต่างแดน และในเมื่อเป้าหมายแรกเป็นรากฐานสำคัญที่สุด Asia7 จึงปล่อยซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ ‘ลืม’ ซึ่งสมาชิกทั้งแปดหวังว่าจะเป็นอีกเพลงที่ช่วยให้ผู้ฟังทั่วไปได้รู้จักวงมากขึ้น “เพลงนี้จะเกี่ยวกับว่า เรามีคนรักคนหนึ่ง แล้วอยู่ดีๆเขาก็บอกให้เราลืมเรื่องของเขาและเรื่องระหว่างเราสองคนไปทั้งหมด เราก็สงสัยว่า การที่บอกให้ลืมคนคนหนึ่งมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ เราเลยตอบกลับไปว่า ‘ถ้าลืมได้ เธอลืมเราไปก่อนเลย’ ก็จะเป็นเพลงช้าที่ฟังง่ายค่ะ” ออยพูดถึงเนื้อหาเพลงล่าสุด

Asia7 บอกกับเราว่า สตูดิโออัลบั้มของวงจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสสี่ของปีนี้ “ที่สำคัญที่สุดก็คือ [หากมีโอกาส] อยากให้ทุกคนได้มาดูพวกเราแสดงสดค่ะ จากที่ฟังหลายๆคนมา ถ้าอยากรู้จัก Asia7 จริงๆต้องมาดูตอนเล่นสดให้ได้สักครั้งค่ะ” ออยกล่าวทิ้งท้าย และเราหวังว่าพวกเขาทั้งแปดจะประสบความสำเร็จในการถ่ายทอด ‘เอกลักษณ์แห่งเอเชีย’ ผ่านเสียงดนตรีดังที่ได้ตั้งเป้าไว้

– Author: Peerachai Pasutan –

ติดตามผลงานของ Asia7 ได้ทุกช่องทางสตรีมมิง และทาง YouTube channels:  ASIA7 BAND และ Gene Lab

Hommes Interview : Rising Star of Thai Hiphop

Jarvis (จาร์วิส) ดาวรุ่งอีกคนของวงการแร็ปไทยกับความสำเร็จที่ไม่ได้ได้มาแบบฟลุกๆ

Photographer: Ponpisut Pejaroen

แม้จาร์วิสจะดูเหนื่อยนิดๆ จากการง่วนอยู่กับการทำเพลงใหม่เมื่อคืนก่อนหน้า แต่เขาก็ตั้งใจและกระตือรือร้นกับการสัมภาษณ์ของเราทีเดียว… ถึงจะเป็นศิลปินได้เพียงปีกว่าๆ แต่จาร์วิส หรือโฟล์ค – พฤฒพงศ์ ผิวทองงาม ก็มีผลงานฮิตสองเพลงติดกัน ทั้ง ‘น้ำแดงน้ำส้ม’ ที่ทำยอดรับชมไปแล้วกว่า 80 ล้านครั้ง (ในวันที่เราสัมภาษณ์เขา) และ ‘ผมอะ… (Umm)’ ซึ่งกลายเป็นเพลงดังประจำ TikTok อีกเพลง ยังไม่นับ ‘Only You’ ที่มีผู้ฟังจากทุกมุมโลกให้ความสนใจไม่น้อย ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามากๆ สำหรับศิลปินหน้าใหม่ แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้จาร์วิสสนใจมาร้องมาแร็ป “ก่อนหน้านี้ผมเป็นสไตลิสต์ครับ ทำงานเกี่ยวกับเสื้อผ้าให้ศิลปินฮิปฮอป และส่วนใหญ่ก็จะคลุกคลีกับวงการฮิปฮอปครับ ทีนี้ ช่วงโควิด สไตลิสต์ออกกองไม่ได้ ก็เลยมีเวลาว่าง แล้วเราก็ไปสนิทกับพี่บอสซา [Bossa On The Beat] โปรดิวเซอร์ ผมเลยได้มาทำเพลงครับ” จาร์วิสเล่าให้ฟัง

การแร็ปปั่นๆ กวนๆ แต่จริงใจ และบีทเพลงติดโสตประสาท คือจุดเด่นในเพลงของจาร์วิส แต่กว่าเจ้าตัวจะหาเอกลักษณ์ของตัวเองเจอก็ต้องใช้เวลาพักใหญ่เหมือนกัน “ประมาณครึ่งปีถึงหนึ่งปีครับ จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ผมไม่มีพื้นฐานด้านดนตรีมาก่อน ก็ลองทำในหลายรูปแบบ ทีนี้ด้วยความที่ไม่ได้เก่งด้านเมโลดี การร้อง ฯลฯ มันก็เลยออกมาได้ไม่ลงตัวมากๆ ครับ พอทำไปทำมา พี่บอสซาเขาก็แนะนำอีกทีว่า ‘ทำไมไม่ลองทำอะไรที่กวนๆ ดู’ เพราะในชีวิตประจำวันผมก็เป็นคนกวนๆ อยู่แล้ว ก็เลยเอาพวกมุกตลกที่เราชอบเล่นกันมาใช้ในเพลง และออกมาเป็นเพลงน้ำแดงน้ำส้มครับ” นอกจากความดีใจแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่จาร์วิสได้จากความสำเร็จครั้งนี้ “ที่ดีใจที่สุดคือ…” เขาประมวลคำตอบอยู่แป๊บหนึ่ง “การได้เข้าใจตัวเองครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้เหมือนเราซึมซับและคลุกคลีกับวงการแร็ปมานานมาก เมื่อได้ทำเพลงแล้วมีกระแสตอบรับที่ดี ก็ทำให้เราเข้าใจว่า ความจริงนั้น เราเองก็ไม่ได้มีความสามารถที่ด้อยขนาดนั้น – แบบที่คิดมาโดยตลอด… เมื่อก่อนเคยคิดว่าอยากจะทำ [เพลง] แต่รู้สึกว่า ‘ตัวเองไม่ได้เก่ง ร้องเพลงไม่ได้’ แต่พอพยายามแล้วก็ได้ค้นพบตัวเองครับ” จาร์วิสพูดอย่างภูมิใจ

จากประสบการณ์การทำเพลงที่ผ่านมา จาร์วิสคิดว่าแร็ป/ฮิปฮอปไทยมีจุดเด่นอยู่ที่ตัวภาษา “ผมมองว่าภาษาไทยมีความแตกต่างทางด้านภาษาแร็ป เอกลักษณ์ของภาษาไทยคือมีคำเยอะ ทำให้เราสามารถเล่นคำได้เยอะครับ ทั้งคำโบราณและคำสแลง แต่จะเสียเปรียบภาษาอังกฤษตรงที่ว่า ภาษาอังกฤษไม่มีวรรณยุกต์ สามารถบิดเสียงได้ แต่ของไทยมี พอบิดเสียงวรรณยุกต์แล้วความหมายของคำจะเปลี่ยนครับ” พอถามเรื่องการทำงานไปพอสมควรแล้ว เราจึงอยากรู้ความเห็นของจาร์วิสต่อคำว่า ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy)’ ในฐานะที่เขาทำงานทั้งด้านดนตรีและแฟชั่น อีกทั้งยังเคยศึกษาเล่าเรียนในวิทยาลัยการออกแบบด้วย “ผมให้ความสนใจกับเรื่องศิลปะครับ ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ก็ค่อนข้างนำเสนอได้ดี แต่ว่ามันยังไม่เพียงพอสำหรับตลาดโลก…” เขาตอบอย่างตรงไปตรงมา “ผมอยากให้คนไทยให้ความสำคัญกับศิลปะมากกว่านี้ เพราะว่าตอนนี้ศิลปะก็เข้ามาเกี่ยวกับเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือ [ผลงานศิลปะในรูปแบบ] NFT ครับ”

แล้วจาร์วิส ‘ออกแบบ’ เป้าหมายสูงสุดของการเป็นศิลปินไว้อย่างไรล่ะ “ผมอยากไปเล่นเมืองนอกและเป็นที่รู้จักในระดับสากลครับ [ส่วนคอนเสิร์ตที่อยากขึ้นแสดงเป็นพิเศษคือ] Rolling Loud ซึ่งเป็นเวทีฮิปฮอปครับ เพราะผมก็ไม่เคยเห็นคนเอเชียขึ้นเล่นนะครับ” เขาตอบทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ แม้จาร์วิสจะยังอุบเนื้อหาของซิงเกิลที่สี่ – ซึ่งก็ปล่อยไปแล้วในวันที่เราตีพิมพ์ – ไว้ แต่เราเชื่อว่าเพลงของเขาจะมอบความสนุกและสร้างกระแสไปทั่วโลกออนไลน์ได้อย่างที่เคยทำมาก่อนแน่นอน

-Author: Peerachai Pasutan –

ติดตามผลงานของจาร์วิสได้ที่ YouTube channel และ Instagram: JV.JARVIS

Special Thanks: Son of Saigon – Vietnamese Street Food & Cafe

Julbord Christ Buffet Dinner at IKEA

เฉลิมฉลองคริสต์มาสแบบสวีดิชได้ไม่ไกลที่ IKEA ประเทศไทยนี่เอง

เพื่อเป็นการคัมแบ็คหลังจากติดโควิดไปสองปี ในรอบนี้ IKEA Christmas Buffet เปิดให้บริการในบรรยากาศคริสต์มาสแบบสวีดิชถึง 10 วันเต็มๆ ในระหว่างวันที่ 13 – 23 ธันวาคม 2565 นี้ที่อิเกีย สโตร์บางนา และบางใหญ่

‘Jul’ (ยูล) แปลว่า ‘คริสต์มาส’ ในภาษาสวีเดน ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ชาวสวีเดนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ตามประเพณีดั้งเดิม ในคืนวันที่ 24 ธันวาคม หรือ คืนวันคริสต์มาสอีฟ (Christmas Eve) ชาวสวีเดนจะอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อร่วมรับประทานอาหารมื้อใหญ่ที่มีหลากหลายเมนู จึงกลายมาเป็นที่มาของ ‘Julbord’ (ยูลบอร์ด) หรือ บุฟเฟต์มื้อคริสต์มาสแบบสวีเดน ที่อิเกียตั้งใจรังสรรค์เพื่อส่งต่อประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมแบบสวีเดนตามแบบฉบับดั้งเดิมให้แก่คนไทยผ่านอาหารแบบต้นตำรับสวีเดนแท้ๆ หลากหลายเมนู ประกอบด้วย Kottbullar – Meatballs/ Chicken Balls/ Plant Balls (มีทบอลชื่อดัง จานเด่นของอิเกีย เสิร์ฟพร้อมครีมซอส มันฝรั่งบดและแยมลินกอนเบอร์รี่), Julskinka – Christmas Ham (คริสต์มาสแฮม อาหารจานเด่นประจำเทศกาล ที่หาทานได้เฉพาะช่วงคริสต์มาสเท่านั้น เสิร์ฟแบบเย็นพร้อมมัสตาร์ดหลากชนิด), Gravad Lax – Marinated salmon (แซลมอนหมัก หนึ่งในอาหารจานโปรดช่วงคริสต์มาส มาพร้อม ‘hovmastarsas’ มัสตาร์ดแสนอร่อยและซอสผักชี), Revbensspjall – Spareribs (เนื้อซี่โครงหมู อร่อยเต็มคำทั้งส่วนเนื้อและซี่โครง ปรุงด้วยซอสหมักก่อนนำไปอบด้วยเตาอบหรือย่าง), Potatoes Au Gratin (มันฝรั่งต้มวางสลับกับหอมหัวใหญ่หั่นเป็นชิ้น อบให้เข้ากันกับซอสชีสแสนอร่อย), Prinskorv – Prince Sausage (ไส้กรอกชิ้นพอดีคำ อาหารจานโปรดของชาวสวีเดนที่ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับมื้อคริสต์มาส), Rodkal – Red Cabbage (สลัดกะหล่ำปลีสีแดงที่ผ่านการตุ๋น พร้อมปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู แอปเปิ้ล และไซรัป), Rodbetssallad – Red Beet Salad (สลัดบีทรูทสีม่วงสดใสที่มีส่วนประกอบเป็น บีทรูทสีแดงผสมเข้ากับแอปเปิ้ล และมายองเนส)

สามารถเข้ารับบริการบุฟเฟต์มื้อค่ำได้ตั้งแต่วันที่ 13 – 23 ธันวาคม (ยกเว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ที่สโตร์อิเกียบางนาและบางใหญ่ ในราคาเพียงท่านละ 299 บาท โดยสมาชิก IKEA Family สามารถจับจองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 23 ธันวาคมนี้ (หรือจนกว่าบัตรจะหมด)

A Merry Athenee Christmas with A Hamper Gift from The Athenee Hotel

เทศกาลส่งท้ายปีแบบนี้ The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok มีสารพัดกิจกรรมในโรงแรมให้คุณเข้าร่วมในทุกมิติ ทั้งมื้ออาหารพิเศษ ไฟต้นคริสต์มาส การแสดงดนตรี และกิจกรรมสำหรับหนูๆ น้องๆ และสำหรับผู้ที่มองหาของขวัญส่งท้ายปีแบบไม่ซ้ำใคร ทางโรงแรมก็นำเสนอแฮมเปอร์หนึ่งเซ็ตที่มีทั้งบ้านขนมปังขิงขนาดเล็ก ฟรุตเค้ก คริสมาสต์สตอลเลน คุ้กกี้สารพัดแบบ ช็อคโกแลต พุดดิ้ง และขนมอื่นๆ อีกมากมาย

โดยแฮมเปอร์นั้นจะมีให้เลือกสามเซ็ต ได้แก่ Deluxe, Signature และ Kandhavas ราคาเริ่มต้นที่ 1,990 บาท (ไม่รวม VAT และ Service Charge) ซื้อได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มกราคม 2023 นี้เท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ theathenee@luxurycollection.com หรือ Facebook: The Athenee uxurycollection.com 

Hommes Interview : Dare to Love (and to Be Loved)

จะรักและเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกันผ่านบทเพลง  ‘โอ้ความรัก’ ซิงเกิลล่าสุดจาก Tippsy (ทิปซี่)

Photographer: Perakorn Voratananchai

Direction by: Napat Roongruang

ความรักอาจเข้ามาและจากไปได้เร็วกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมาและการผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ทำให้หลายคนเหนื่อยล้ากับการ (ตกหลุม) รักใครสักคน… ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราตกตะกอนได้จากการฟัง ‘โอ้ความรัก’ ซิงเกิลล่าสุดจากทิปซี – นัทธมน ทองชิว เจ้าตัวเองก็ได้วัตถุดิบในการแต่งเพลงนี้จากประสบการณ์ของตน “ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีปัญหาความรักค่ะ เหมือนเราเจอสิ่งที่ใช่แล้ว แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ ช่วงนั้นเราผิดหวังซ้ำๆ จนเกิดคำถามว่า [แม้] เราพยายามที่สุดแล้วในทุกความสัมพันธ์ แต่ทำไมถึงยังไม่เวิร์คสักที ความรักที่เราตามหาอยู่ที่ไหน มีอยู่จริงหรือเปล่า”

เราสงสัยว่า แล้วความเจ็บปวดใจซ้ำๆ เคยทำให้ทิปซี่ปิดกั้นตัวเองจากความรักบ้างไหม “คือไม่ถึงกับปิดกั้น แต่มีช่วงหนึ่งเราไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งๆ ที่อยู่ในความสัมพันธ์ แต่[สุดท้าย] เราก็ได้เรียนรู้ว่า ถ้าเราไม่เปิดใจและไม่ลงแรงใจเหมือน [ตอนมีความรัก] ครั้งแรก มันก็จะไม่มีวันเวิร์คนะต้องเสี่ยง ต้องกล้าเจ็บ… หลายๆ คนพอเจ็บแล้วก็กลัวใช่ไหมคะ แต่ทิปคิดว่า ถึงแม้ว่าเราจะเจอ [ความเจ็บช้ำ]ซ้ำๆ กับคนส่วนมากที่ผ่านเข้ามาก็ตาม แต่สิ่งที่เราตามหาคือ‘คนคนนั้น’ ไง เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเสี่ยง หากเราหยุดเราก็จะไม่มีวันเจอเขาคนนั้นค่ะ”

อย่างไรก็ดี แค่การตามหาความรักว่ายากแล้ว การรักษาความสัมพันธ์นั้นยากกว่าเนื่องจากปัจจัยภายนอกนานัปการ ทิปซี่ดูจะเห็นด้วยกับเราในประเด็นนี้ “ใช่ค่ะ รักอย่างเดียวมันไม่พออย่างตอนเด็กๆ ความรักครั้งแรกของทิปก็คือช่วงมัธยมต้น เป็น ‘puppy love (รักแรกพบวัยแรกรุ่น)’ ที่ไม่มีเรื่องปัจจัยสังคมแวดล้อมเลยมันก็เลยอยู่ยาว จนเราย้ายโรงเรียนกัน (หัวเราะ) แล้วเราก็มาเจอกับความเป็นจริงว่า [ชีวิต] เรากำลังเดินหน้าไปคนละทาง ความรักที่คิดว่าเราจะอยู่ด้วยกันไปตลอด มันไม่ได้สวยงามหรือง่ายขนาดนั้น ยังมีอะไรอีกเยอะในอนาคต”

เราชวนทิปซี่คุยต่อถึงการเดินทางในวงการดนตรี เพราะเธอเองก็เป็นอีกคนที่ผ่านการประกวดในโครงการ GMM Audition จนได้เข้ามาสังกัดค่าย genie Records “ดีใจค่ะที่ตัดสินใจเข้ามา [ออดิชัน] เพราะก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถเป็นศิลปินได้เลย แต่คนรอบข้างช่วยสนับสนุนเรา [ในการร้องเพลง] ตลอด เราเลยแฮปปี้ที่จะร้องเพลงมาเรื่อยๆ พอเขา [ผู้ใหญ่ทางค่าย] เลือกเราและให้โอกาสเรา เหมือนตัวเองมีเครื่องหมายรับรองว่า ‘ร้องเพลงได้’ (หัวเราะ) ทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้น แต่พอเข้ามาจริงจัง ก็รู้ว่ายังมีอีกเยอะเลยที่ทิปต้องพัฒนาค่ะ” ทิปซี่บอกเราอีกว่า การเป็นศิลปินเต็มตัวทำให้เธอเปิดใจรับทุกสิ่งอย่างมากขึ้น ทั้งแนวดนตรีที่เธอฟัง และการเรียนรู้ความคิดเบื้องหลังเพลงต่างๆ นอกจากนี้ การสื่อสารอารมณ์เพลงคือสิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากที่สุด “ทิปอยากให้ทุกเพลงเป็นเพลงที่ทิปสื่อสารเองจริงๆ โดยที่ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องแต่งเพลงเองทุกครั้งค่ะ”

แม้การค้นหา ‘ความเป็นตัวเอง’ และสไตล์ดนตรีที่ลงตัวจะเป็นเรื่องท้าทาย แต่มีคำแนะนำข้อหนึ่งที่ทำให้ทิปซี่มองเห็นความหมายบางอย่างของคำว่า ‘ศิลปิน’ “สิ่งที่พี่ณัฐ Klear [ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร] โปรดิวเซอร์บอกก็คือ ให้เราทำเพลงที่เราแฮปปี้ที่สุด ทำเพลงที่เราจะฟัง และต้องเปิดใจให้มากขึ้นตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนจะมีอีโก้ของความเป็นศิลปินว่าไม่อยากทำเพลงตลาดแมสๆ แต่จริงๆแล้ว ถ้าเพลงพวกนั้นโดนใจคนที่ฟัง แปลว่าคนฟังเชื่อมโยงกับเพลงได้หรือที่พี่ณัฐเคยเล่าว่า ‘มีแฟนคลับมาบอกว่า เพลงของ Klear ช่วยชีวิตแฟนคลับคนนั้นไว้’ เราเลยมองภาพของศิลปินเปลี่ยนไปเลย… สิ่งที่ศิลปินทำคือการสื่อสาร ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดความเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น และ [อีกอย่างคือ] การที่เพลงเพลงหนึ่งมีความหมายต่อคนฟัง – แม้จะแค่คนเดียว – มันก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

อีกสิ่งหนึ่งที่ทิปซี่เรียนรู้จนถึงตอนนี้คือ คุณค่าของความคิดเห็นและกำลังใจ ทิปซี่เองก็อยากให้ทุกคนเข้ามาแสดงความเห็นต่อผลงานของเธอกันมากกว่านี้ “มันมีความหมายมากค่ะแค่คอมเมนต์เล็กๆ สักอันก็มีความหมายแล้ว ถ้าไม่บอกกันเราเหมือนคนตาบอดเลยจะไม่รู้ว่ามีใครชอบ [หรือไม่ชอบ] เราบ้าง”

แล้วเธอก็ทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไว้ว่า “ฝากติดตามกันต่อๆ ไปด้วยค่ะ เรายอมรับว่าเรายังใหม่มาก อาจจะยังล้มลุกคลุกคลานอยู่ ณ จุดเริ่มต้น แต่ทิปก็หวังว่าทุกคนจะได้เห็นการเติบโตของทิปไปเรื่อยๆ ค่ะ”

– Author: Peerachai Pasutan –

ติดตาม Tippsy ได้ที่ @tippsyplanet ทุกช่องทางโซเชียล และชมเอ็มวีเพลง ‘โอ้ความรัก’ ได้ทาง YouTube channel: genierock

Hommes Interview : Another (Fool) Step to Take

จากวันที่คุยกันเรื่องซิงเกิ้ลแรกใน L’Officiel Hommes Music Issue เมื่อหลายปีก่อน วันนี้ เรากลับมานั่งคุยกับ 5 หนุ่มวง Fool Step อีกครั้งว่าด้วยเรื่องอัลบั้มแรกในชีวิตของวง

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Stylist: Napat Roongruang

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าทุกครั้งที่ได้ยิน (หรือกดเสิร์ช) ชื่อวง Fool Step อันประกอบไปด้วยสมาชิก 5 หนุ่มอย่างมาร์ค – ศิวปีติ์ มาไพศาลกิจ (ร้องนำ), แมค – สุภณัฐ พรวรวาณิช (กลอง), ฟร้อนท์ – สิทธวีร์ บุรพธานินทร์ (กีตาร์), ตัง – ไชยกร อมรรัตนานุเคราะห์ (เบส) และมิค – เสฎฐนันท์ พรวรวาณิช (กีตาร์) ผลลัพธ์ (หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘ภาพจำ’) แรกที่แว้บขึ้นมาคือภาพของ 5 หนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลายขาสั้นผู้ชนะการประกวดวงดนตรีจากงาน Hotwave Music Awards 2018 แต่นี่มันปี 2022 แล้ว… สมาชิกของวงต่างเติบโต ก้าวพ้นชุดนักเรียนมัธยมปลาย เปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยและสมาชิกบางคนก็พร้อมจะก้าวออกจากเครื่องแบบที่แสดงสถานะ ‘นักเรียน-นักศึกษา’ ตลอดกาลแล้ว การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้ตั้งแต่วันแรกที่เราคุยกับเขาจนถึงวันนี้ ก็คือพลังอันรุนแรงบางประการที่ส่งผ่านจากพวกเขามาถึงเราได้

“สำหรับอัลบั้มแรกนี้” มาร์ค นักร้องนำพี่ใหญ่ของวง เปิดบทสนทนากับเรา “พวกเราทำเพลงเก็บๆ กันมาราวๆ 20 เพลงตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่ค่ายบอกว่าอยากให้วงเรามีอัลบั้มครับ และจาก 20 เพลงนั้นก็คัดปล่อยออกมาเป็นซิงเกิ้ลเรื่อยๆ จนถึงกระบวนการขายอัลบั้มของเราให้กับค่าย และก็ช่วยกันคิดชื่ออัลบั้มครับ”

ในวันที่เราคุยกัน มาร์คบอกเราแล้วว่าอัลบั้มนี้จะชื่ออะไร ซึ่งเราคิดว่ามันช่างเป็นชื่ออัลบั้มที่ลงตัวกับความเป็นอัลบั้มแรกของวง Fool Step ที่มีแบคกราวด์เป็นเด็กหนุ่มชุดนักเรียนมัธยมปลายที่เราชินตาเป็นอย่างมาก แต่ในเมื่อชื่ออัลบั้มยังเป็นความลับอยู่ มาร์คจึงแย้มได้เพียงสั้นๆ ว่า “ถ้าเราปล่อยอัลบั้มในช่วงนี้ เรานี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะเล่าเรื่องที่คนในวัยเราสามารถเล่าได้ เนื้อหาของเพลงก็จะวนเวียนอยู่กับประสบการณ์ที่คนในวัยเราต้องเจอ ขอใช้คำว่า ‘เจอเยอะที่สุด’ เพราะในวัยอื่นอาจจะไม่เจอแบบนี้ก็ได้ครับ

“เอาจริงๆ ผมก็รู้สึกตกใจอยู่เหมือนกันนะครับ” มาร์คยิ้มเมื่อเราถามว่า จากวันปล่อยซิงเกิ้ลแรก จนวันนี้ที่เตรียมตัวปล่อยอัลบั้มแรกแล้วมันผ่านไปเร็วจนน่าตกใจขนาดไหนกัน “อาจจะเพราะมีโควิดเข้ามาคั่นทำให้เราเหมือนถูก skip เวลาที่เราควรจะได้ใช้ออกไปอีก พอผมไปทบทวนลิสต์เพลงต่างๆ ของวงเราที่ค่อยๆ เพิ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนไดอารี่ชีวิตแต่ละช่วงของพวกเราครับ พอได้อยู่กับมันไปนานๆ ก็เริ่มตกตะกอนได้แล้วว่าเอกลักษณ์ของพวกเรา Fool Step คืออะไร ถึงจะใช้เวลาหาค่อนข้างนาน แต่พอมาเจออะไรบางอย่างที่เป็นตัวเราจริงๆ แล้ว วิธีการทำงานมันง่ายขึ้นเยอะเลยครับ”

ตัวตนที่ว่าหาเจอคืออะไร พอจะอธิบายได้ไหม… ทั้งวงเงียบไปสักพัก ก่อนที่มิค ฝาแฝดผู้เล่นกีตาร์ จะตอบเสียงเบา แต่ไร้ซึ่งความลังเล “ผมว่าสิ่งที่เราเจอคือก้อนพลังงานความเป็นวัยรุ่นนะครับ สิ่งที่เราทำทุกอย่างคือการลองผิดลองถูกทั้งหมด และพอปล่อยออกไป ก็ไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด แต่มันคือสิ่งที่พวกเราห้าคนเห็นตรงกันแล้วว่าพวกเราชอบ และสนุกที่จะลงมือทำด้วยกัน… [การออกอัลบั้ม]ก็เหมือนกับการตัดสินใจลงแข่ง Hotwave Music Awards ในตอนนั้นล่ะครับ มันคือสิ่งที่พวกเราอยากจะทำ และภูมิใจที่จะนำเสนอออกไป เพียงแต่ว่าตอนนี้ คนที่ตัดสินพวกเราไม่ใช่กรรมการ แต่เป็นคนดูในชีวิตจริง อัลบั้มนี้ก็คือการทดลองของวัยรุ่นนี่แหละครับ วัยรุ่นที่ไม่รู้หรอกว่าอะไรผิด อะไรถูก แต่พวกเราก็ยืนยันจะทำสุดทางในแบบของเราเอง”

เรายิ้ม ก่อนจะถามต่อ ตื่นเต้นกันมากขนาดไหน “ความตื่นเต้นมันอยู่ที่การที่เราจะได้เห็น physical album ที่พี่ๆ ศิลปินคนอื่นเขามีกัน ผมว่ามันต้องมีมือไม้สั่นกันบ้างล่ะครับ” มาร์คตอบด้วยอาการตื่นเต้นที่พยายามข่มไว้ “อย่างที่มิคบอกล่ะครับว่า พวกเราได้ทดลองอะไรหลายๆ อย่างมา เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองสูตรนั่นนี่โดยไม่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด สุดท้ายแล้วเราได้ผลการทดลองออกมาเป็นแผ่นซีดีนี้ มันก็… น่าภูมิใจมากเลยนะครับ” ชั่วขณะที่มาร์คคุยกับเรา เราสัมผัสได้ถึง ‘เสียงแห่งความเงียบ’ อะไรบางประการที่อวลอยู่รอบตัวเรา ราวกับสมาชิกวงกำลังซึมซับประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขากว่าจะมาถึงวันนี้กัน “ผมบอกอย่างนี้ดีกว่า…” จู่ๆ มาร์คก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นมากะทันหัน “ก่อนหน้านี้… สมัยฮ็อตเวฟน่ะ ผมว่าพวกเราเรียกตัวเองว่า ‘ศิลปิน’ไม่ได้หรอกครับ จนเรามาเจอชีวิตจริงในการทำงานเข้านี่แหละ พอได้คิดงานเองทั้งหมด ได้ออกไปเล่นดนตรีตามสถานที่ต่างๆ ตรงนี้แหละ พวกเราเรียกตัวเองได้ว่าเป็น ‘ศิลปิน’ แล้ว ซึ่งมันไม่ได้ง่ายเลย เหนื่อยด้วย เพราะพวกเราทำเพลงเองกันทั้งหมดตั้งแต่เพลงแรก มาจนถึงวันนี้ เพลงอาจจะไม่ได้ดังมาก แต่สิ่งหนึ่งที่มีมากก็คือ ความภูมิใจที่เราได้ทำมันด้วยตัวของพวกเราเองทั้งหมดครับ

“ไม่ดังครับ” มาร์คตอบทันทีที่เราถามว่าคิดว่าวง Fool Step ดังไหม… เรียกได้ว่าตอบไม่ต้องคิดจนเราต้องเลิกคิ้ว เขารีบอธิบายต่อทันที “อาจจะเป็นวงที่มีคนเคยเห็นหน้าค่าตาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็คงจะเห็นจากชุดเด็กอัสสัมนี่แหละ” ถึงจุดนี้เราจับน้ำเสียงอะไรบางอย่างได้เลือนราง “แต่ในโลกแห่งการทำงานจริง ผมว่าพวกผมกำลังปีนบันไดขึ้นไปอยู่นะครับ มีร่วงลงมาบ้าง เพราะเรื่องโควิดน่ะคนที่ติดตามเราก็เริ่มน้อยลง เพราะเราแทบไม่ได้ออกเพลงเลย ผมว่าเราก็แค่กำลังปีนบันไดขึ้นไป ร่วงลงมาก็ปีนกลับขึ้นไปอีกที”แล้วคาดหวังว่าขึ้นไปบนบันไดแล้วจะเจออะไรบ้างล่ะ เราถามต่อ “ผมพูดไว้ก่อนเลยนะ” มาร์คตอบ “ถ้ามันเป็นไปได้จริงๆ ก็ดีมาก ผมอยากให้วงมีงานสัก 15-20 งานต่อเดือน” สมาชิกวงอมยิ้มจนเราแซวว่า ‘ดูหน้าเพื่อนด้วย’ “ผมว่าทุกคนก็ต้องพร้อมเล่นล่ะน่า” ซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าน้อยๆ อย่างพร้อมเพรียง

เหมือนเดิม เราขอให้พวกเขาทิ้งท้ายอะไรบางอย่างถึงแฟนเพลงที่ติดตาม และพูดเรื่องที่เขาอยากจะพูด แต่เราอาจจะไม่ได้ถามออกไปซึ่งมาร์คก็ตอบรับทันที “น่าจะใช้คำว่า ‘แฟนคลับ’ นะครับ เพราะตอนแรกๆ ทุกคนตามมาจากงานฮ็อตเวฟ เรายังไม่มีเพลงอะไรเป็นของตัวเอง ยังเรียกว่าแฟนเพลงไม่ได้ และพวกเขาอยู่กับพวกเรามาตั้งแต่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก จนมาถึงวันนี้ พวกเขาก็ยังอยู่ ผมขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่มากๆ เลยที่ยังพร้อมดูพัฒนาการของพวกเราไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเรานะครับ ขอบคุณมากจริงๆ ผมหวังว่าในวันข้างหน้าที่พวกเราก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ครอบครัวเราใหญ่ขึ้น ผมอยากให้ทุกคนอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม… เพราะพวกเราขาดทุกคนไม่ได้จริงๆ”

ก่อนเราจะปิดเครื่องอัด แมค อีกหนึ่งแฝดมือกลองที่นั่งนิ่งมานาน ก็เอ่ยเสียงเบา “สมมติว่าหลังจากนี้ ผมก็อยากจะมีความสุขกับดนตรี อยากมีความมั่นคงกับมัน… มั่นคงในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงรายได้นะ ผมหมายถึงความรู้สึกที่มันแน่วแน่มีแพสชั่นในการเล่นดนตรีต่อไป เรื่องเงินก็คือส่วนหนึ่งแหละ แต่สิ่งที่จะทำให้พวกเราก้าวต่อไปข้างหน้าได้คือแพชชั่น คือความตั้งใจของพวกเรา และความคาดหวังของทุกคน แรงที่ทุกคนส่งมาให้เราตลอดมา มันยังมาถึงเราอยู่ และทำให้เรามีแรงผลักดันให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอครับ” สมาชิกวงยิ้มรับ ส่วนมาร์ครีบเสริม “แต่ผมคิดว่ามันต้องเป็นอาชีพของเราได้ด้วยนะ” ทุกคนพยักหน้ารับ

อีกครั้ง “เราต้องหาเงินกับมันได้ โดยที่ไม่ต้องไปทำอย่างอื่น หรือทำอย่างอื่นให้น้อยที่สุด อยากให้อาชีพ ‘ศิลปิน’ เป็นงานหลักของพวกเรานะครับ”

– Author: Pacharee Klinchoo –

Make-up: Kwanchanok Porntrakulsaree Hair: Nattawut Tasara

มาแล้ว!!! ตัวอย่าง Christmas Carol ปิดท้ายปี ผลงานสุดระทึกของพัคจินยอง แห่ง GOT7

ส่งท้ายปี 2565 กับผลงานระทึกขวัญที่แฟนๆ ทุกคนต่างรอคอยกับ “Christmas Carol” ภาพยนตร์ ระทึกขวัญโปรเจกต์ยักษ์ปิดท้ายปีที่จะมอบนิยามใหม่ให้วันคริสต์มาส โดยได้ “พัคจินยอง” ศิลปินระดับแถวหน้าของเอเชียจากวง GOT7 และนักแสดงมากความสามารถที่เคยฝากผลงานโด่งดังมาแล้วจากซีรีส์ He is Psychometric และ Yumi’s Cells 2 มาแสดงนำในบทบาทฝาแฝดที่ต้องกลับมาล้างแค้นซึ่งถือเป็นผลงานที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของจินยอง ล่าสุดภาพยนตร์ได้ปล่อย “ตัวอย่างซับไทย” ออกมาพร้อมคอนเฟิร์มวันเข้าฉายให้แฟนๆชาวไทยเตรียมปักหมุดรอชมได้แน่นอน 

Christmas Carol เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีของเกาหลีใต้ในชื่อเรื่องเดียวกันและถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แอ็กชัน-ทริลเลอร์จากผู้กำกับฝีมือฉกาจอย่าง “คิมซองซู” ที่เคยสร้างผลงานระทึกขวัญไว้จาก Running Wild  และซีรีส์ดราม่า Save Me โดยภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมสุดระทึกการล้างแค้นของฝาแฝดคนพี่ที่ต้องยอมโดนจับเข้าสถานดัดสันดานเยาวชนเพื่อสืบหาสาเหตุการตายของน้อง หลังจากพบศพชายผู้พิการทางสติปัญญาในแทงก์น้ำร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยแต่เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าเป็นอุบัติเหตุ แฝดพี่จึงต้องเดินหน้าสืบหาสาเหตุ และชำระแค้นคนที่อยู่เบื้องหลังให้สาสม 

นอกจากได้พัคจินยอง จาก Got7  มาแสดงนำในภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วยังได้นักแสดงชื่อดังที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการล้างแค้นสุดเข้มข้นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น  คิมยองมิน (Crash Landing On You) , คิมดงฮวี (In Our Prime), ซงกอนฮี(Snowdrop) และ ฮอดงวอน (Extraordinary Attorney Woo)

ห้ามพลาด! เมอร์รี่ “แค้น” มาสกับ Christmas Carol 29 ธันวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

POP ART : Yindee’s and My Mysterious Friends

Photography: Courtesy of the Gallery

โดยปกติทั่วไป คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าศิลปะมักต้องบอกเล่าเรื่องราวของความสวยงาม ความสุขสดใส หรือนำเสนอมุมมองในแง่บวกของชีวิต แต่ในความเป็นจริง ศิลปะสามารถบอกเล่าเรื่องราวของความทุกข์ ความเศร้าและนำเสนอมุมมองในแง่ลบของชีวิตได้เช่นเดียวกัน แต่ในทางกลับกัน เรื่องราวความทุกข์เศร้าและมุมมองในแง่ลบเหล่านั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องขาดไร้ความงามเสมอไป

เช่นเดียวกับผลงานในนิทรรศการ Yindee’s Mysterious Friends ของฟาน.ปีติศิลปินและนักวาดภาพประกอบ ผู้หลงรักการวาดภาพลายเส้นละเอียดลออ และมักวาดธรรมชาติรอบตัว ทั้งพืชพรรณ สัตว์ตัวจิ๋วและภูตตัวน้อย ที่ได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็กและเทพนิยาย เธอสร้างงานศิลปะที่คอยย้ำเตือนเราเสมอถึงปัจจุบันที่มีค่าและสร้างพลังให้เราก้าวต่อไปในอนาคตด้วยความเชื่อมั่นในจิตวิญญาณวัยเด็กที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวผู้ใหญ่ทุกคน

ในฐานะศิลปินและนักวาดภาพประกอบ ฟานมีผลงานโดดเด่นหลากหลาย ทั้งนิทรรศการแสดงกลุ่มกับทีม Story Box ที่ Wilton’s Music Hall กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในปี 2017, งานเขียนและภาพวาดประกอบหนังสือ London Book Sanctuary ในปี 2019 รวมถึงงานวาดภาพประกอบและออกแบบปกหนังสือหลากเล่ม เธอยังเป็นหนึ่งในศิลปินที่ชนะเลิศในเวทีประกวดโปสต์การ์ด Happening  Makers ในปี 2019 และได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Vespa, Smeg และ Esteé Lauder อีกด้วย

ในนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกของเธอคราวนี้ ฟานพาเราก้าวเข้าไปสำรวจในห้องนอนของเด็กหญิงยินดี ผู้โดดเดี่ยวเดียวดาย เข้าไปแอบอ่านไดอารี่บนโต๊ะของเธอเพื่อค้นพบความลับที่เธอและครอบครัวเก็บซ่อนไว้ภายในสวนลึกลับที่ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณที่มีเพียงยินดีคนเดียวเท่านั้นที่รู้จักเป็นสถานที่ที่เหล่าเพื่อนในจินตนาการของเธอแอบซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นจูดี้ หนูที่กลายเป็นหมอนปักเข็ม, ซามูเอล งูที่ปลอมตัวเป็นดอกไม้เพื่อเรียกร้องความรัก, โทมัส ลิงไร้หน้า, ไมเคิล ลูกเสือครึ่งปลาผู้ทำให้พ่อผิดหวังเสมอ และทอมมี่ กระต่ายนักวิ่งผู้เหนื่อยล้าและอยากหลับใหลไปตลอดกาล ตัวละครเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรูปของผลงานภาพวาดที่จัดแสดงในพื้นที่แสดงงานแปลกตาน่าพิศวงราวกับเป็นป่ามหัศจรรย์ก็ไม่ปานฟาน ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน เผยให้ฟังถึงที่มาที่ไปเบื้องหลังตัวละครเด็กหญิงยินดีและเหล่าบรรดาเพื่อนๆ สารพัดสัตว์ในจินตนาการของเธอว่า

“ตัวละครเด็กหญิงยินดี มีที่มาจากตอนที่ทางแกลเลอรีติดต่อให้ฟานทำนิทรรศการแสดงเดี่ยว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีสถานการณ์โควิด-19 พอดี ฟานอยู่ในช่วงที่รู้สึกเครียดและเศร้า คิดเรื่องดีๆ ร่าเริงๆ ไม่ค่อยออกก่อนหน้านี้งานของฟานส่วนใหญ่จะเป็นงานในเชิงบวกที่ค่อนข้างสดใสร่าเริง แต่พอเจอกับสถานการณ์โควิด-19 เหมือนฟานดึงแต่พลังลบของตัวเองออกมา แล้วช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เรานึกถึงตัวเองในวัยเด็ก นึกถึงเรื่องที่อาจจะเป็นความทรงจำไม่ค่อยดีที่เกิดขึ้นกับเรา หรือเรื่องที่เพื่อนเคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องแย่ๆ ในอดีตที่เคยเจอ ช่วงเวลานี้ก็เลยเป็นเหมือนการได้ทบทวนตัวเอง และย้อนไปมองอดีต ทำให้เราคิดได้ว่าจริงๆ เราทุกคนต่างมีวัตถุดิบที่น่าสนใจว่าวัยเด็กของเราผ่านอะไรมา และทำให้เรากลายเป็นแบบไหนในปัจจุบัน ฟานว่าวัยเด็กมีผลมากเลย และการเจอเรื่องไม่ดีในวัยเด็กนี่แหละ ที่ส่งผลให้เราเป็นคนแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

“ฟานเลยเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดตั้งต้นโดยนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก ว่ามีอะไรที่เราอยากบอกกับตัวเองบ้าง คือตอนเด็กๆ ฟานชอบเล่นตุ๊กตา และมักจะจินตนาการเกี่ยวกับตุ๊กตาเป็นเรื่องราว ซึ่งก็มักจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของปัญหาที่ตัวเราเจอ ก็เอามาเล่นเป็นละครเล็กๆ ของเรา ให้ตุ๊กตาแสดงเรื่องราวเหล่านั้นแค่นี้ก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นโดยที่ปัญหายังไม่ได้ถูกแก้ แต่อย่างน้อยๆ ก็ทำเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เจอเรื่องแบบนี้คนเดียวนะ ตุ๊กตาพวกนี้ก็เจอเหมือนเราด้วย ฟานเลยคิดอยากจะทำนิทรรศการที่เป็นเรื่องเศร้าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้จะระบายกับใคร เธอมีแค่ไดอารี่เป็นเหมือนเพื่อนเพียงคนเดียว เธอก็เขียนระบายเรื่องเศร้าลงไดอารี่ แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้พบว่าในห้องนอนของเธอมีตุ๊กตาและเพื่อนๆ ในจินตนาการมากมายที่เจอเรื่องราวเหมือนเธอแต่แฟนตาซีกว่า ทำให้เด็กหญิงยินดีรู้สึกว่าเธอไม่ต้องเผชิญเรื่องร้ายๆ เหล่านี้คนเดียว”

นอกจากภาพวาดเหล่าบรรดาสัตว์ในจินตนาการของศิลปินในนิทรรศการแล้ว ผู้ชมยังสามารถเปิดอ่านเรื่องราวความรู้สึกของเด็กหญิงยินดีในไดอารี่ของเธอได้จริงๆ อีกด้วย

“เรื่องราวในไดอารี่ของเด็กหญิงยินดีถูกเขียนขึ้นมาโดยเพื่อนของฟานชื่อหน่อไม้คือช่วงที่พัฒนาแนวคิดว่าจะทำตัวละคร 10 ตัวขึ้นมาคู่กับไดอารี่ ฟานคิดถึงเรื่องราวของตัวละครเหล่านี้ว่ามีบาดแผลอะไรในวัยเด็กบ้างพอคิดจบ หน่อไม้ก็เอาเรื่องราวทั้งหมดมาร้อยเรียงเป็นความทรงจำของเด็กหญิงยินดี ซึ่งอาจจะไม่ได้พูดถึงตัวละคร 10 ตัวนี้ตรงๆแต่เหมือนเรื่องราวที่เด็กหญิงคนนี้เจอถูกพัฒนาไปเป็นสัตว์ทั้ง 10 ตัวนี้ เหมือนเป็นแรงบันดาลใจที่สะท้อนถึงกัน โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงตัวละครเหล่านี้เลยก็ได้

“ก่อนหน้านี้ฟานจะค่อนข้างกลัวที่จะพูดถึงด้านมืดของตัวเอง ฟานรู้สึกว่ามนุษย์ทุกคนมีทั้งด้านบวกและด้านลบแหละ แต่เวลาวาดรูป ฟานมักจะวาดรูปสวยๆ เหมือนเป็นการแสดงแค่ด้านบวกของตัวเองออกมา แล้วเก็บความรู้สึกแย่ๆ เอาไว้กับตัว แต่สำหรับนิทรรศการนี้ฟานกลับรู้สึกว่าเราเล่าเรื่องที่เราทุกข์ใจด้วยภาพที่สวยงามได้ เหมือนความเศร้าเองก็ดูสวยงามได้ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ

“การทำงานแบบนี้เป็นเหมือนการระบายเรื่องที่เราคิดอยู่ในใจ ทั้งความรู้สึกโกรธที่เข้มข้นความรู้สึกไม่ดีที่เข้มข้น เข้มข้นมากจนเรา

ไม่กล้าเล่าออกมาให้เพื่อนฟังตรงๆ ด้วยซ้ำแต่พอเราวาดรูปแสดงออกผ่านงานศิลปะเหมือนเราพูดออกมาอ้อมๆ เล่าให้กระดาษฟังด้วยการวาด เหมือนเราได้ระบายออกไปทางอ้อมจะว่าไปก็เหมือนเป็นศิลปะบำบัดสำหรับฟานเราวาดรูปสร้างเรื่องราวออกมาเป็นงานเหล่านี้ แล้วงานเหล่านี้ก็กลับมาบำบัดตัวเราเอง “ฟานเคยคิดเหมือนกันว่า เวลาฟานใช้ชีวิตประจำวัน ออกไปเจอเพื่อนฝูง ฟานต้องเก็บด้านมืดของตัวเองให้มิดชิดที่สุด เวลาเรารู้สึกไม่พอใจใคร เราโกรธ เราเกลียด เราต้องเก็บให้มิดชิดที่สุด แต่พอใช้ชีวิตมาถึงจุดหนึ่งฟานรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วเราเก็บไม่ได้หรอก เราต้องระบายออกมา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไม่งั้นจะระเบิดข้างใน แล้วเราอาจจะป่วยตอนนี้ฟานเจอวิธีที่ healthy กับตัวเอง คือการระบายออกมาผ่านงานศิลปะ พูดออกมาแบบอ้อมๆ หรือไม่ตรงไปตรงมาเกินไป เป็นเหมือนช่องทางหนึ่งในการเล่าเรื่องราวของเรา “ตัวละครต่างๆ ที่วาดออกมา เราได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตตัวเอง ชีวิตเพื่อนฝูงคนรอบตัวที่เราเคยคุยกับเขา เก็บเกี่ยวเรื่องราวของเขามา เป็นการผสมผสานระหว่างความทรงจำของเรากับความทรงจำของคนรอบตัว เวลาเราสมมติเรื่องราวขึ้นมาในหัวฟานก็จะจินตนาการว่าสัตว์ชนิดไหนหรือตุ๊กตาตัวไหนที่เราจะใช้เล่าและพูดเรื่องนี้ได้ดีที่สุด อย่างเช่น สัตว์ชนิดไหนที่เป็นตัวแทนของการถูกทำร้าย สัตว์ชนิดไหนที่เป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์ที่ถูกหักหลังฟานก็จะออกแบบเป็นตัวละครขึ้นมา เหมือนฟานมีนิทานเด็กอยู่ในหัว แล้วลองแต่งนิทานเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ คิดฝันจินตนาการไปเรื่อยๆ แต่เราไม่กล้าเอาตุ๊กตามาทำแบบนั้นจริงๆ นะ เพราะพอเราเป็นคนจินตนาการเยอะเราก็จะรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิตหมด เราก็จะสงสารเขา”

นอกจากสภาพแวดล้อมในห้องแสดงงานที่ถูกตกแต่งประดับประดาจนดูราวกับป่ามหัศจรรย์แล้ว ภายในห้องยังมีองค์ประกอบอีกอย่างที่ขับเน้นความเป็นจินตนาการและความฝันของเด็กหญิงอย่างเตียงนอนสีขาวสะอาดตาที่ตั้งอยู่กลางห้องนั่นเอง 

“ที่ทำห้องนอนขึ้นในห้องแสดงงานเพราะฟานรู้สึกว่าเวลาเราเจอความรุนแรงในบ้าน หรือในสังคมรอบข้าง ห้องนอนจะเป็นที่ปลอดภัยสุดท้ายของเรา เป็นที่ซ่อนตัวหลบภัยสำหรับฟาน เป็นที่ที่เราเขียนบรรยายความรู้สึกส่วนตัวอยู่ในที่ที่รู้ว่าไม่มีใครอื่นเพราะห้องนอนเป็นที่ที่เราจินตนาการทุกสิ่งขึ้นมาได้ ฟานรู้สึกว่า สำหรับเด็กหญิงยินดีหรืออันที่จริงตัวฟานเองนี่แหละ ห้องนอนคือความจริงที่ซ้อนทับกับความฝัน ฟานก็เลยสร้างห้องนอนกึ่งจริงกึ่งฝันขึ้นมา ที่เหมือนเราได้เข้าไปสู่ดินแดนมหัศจรรย์ ที่มีต้นไม้มีดอกไม้ มีสัตว์อยู่เป็นเพื่อนเรา มีเพื่อนที่เข้าใจห้อมล้อมเรา คอยดูแล รักษา โอบอุ้มคุ้มครองเรา เหมือนเป็นป่าของเรา ที่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นพื้นที่ปลอดภัย ผู้ชมที่มาชมงานก็สามารถเข้ามานั่งหรือนอนบนเตียงนี้ได้ด้วย”

– Author: MutAnt –

นิทรรศการ Yindee’s Mysterious Friends โดยฟาน.ปีติ จัดแสดงที่ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ชั้น 2 ห้อง 248