” น้ำหอม ” ใช้อย่างไรถึงจะถูกต้อง

การใช้น้ำหอมมีเทคนิคมากมายหลายอย่าง และนี่คือ สิ่งที่เรารวบรวมมาให้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้น้ำหอมอย่างถูกวิธี

  • น้ำหอมจะระเหยและส่งกลิ่นได้ดีบนพื้นผิวที่อุ่นและมีการหมุนเวียนโลหิตที่ดี ดังนั้นจุดที่ควรฉีด คือ บรรดาตามชีพจร หรือ Pulse Point ทั้งหลายในร่างหาย เพราะทุกครั้งที่มีการเต้นของชีพจรเท่ากับช่วยกระตุ้นให้น้ำหอมส่งกลิ่นได้เร็ว เช่น ข้อมือ สะดือ ข้อพับขา หรือกระดูกไหปลาร้า -ไม่ควรฉีดน้ำหอมตรงหลังใบหูเพราะกลิ่นจะมีการระเหยไปอย่างรวดเร็ว และไม่ติดทนนาน
  • ควรเก็บน้ำหอมเอาไว้ในที่ๆ มีความเย็น มืด ซึ่งตามการเก็บที่ถูกวิธีแม้ว่าน้ำหอมจะไม่มีระบุวันหมดอายุ แต่ก็จะทำให้คุณภาพคงทนนานถึง 3 ปีนับจากวันที่ผลิต
  • ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรลองฉีดบนข้อมือแล้วจากนั้นทิ้งระยะเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วค่อยตัดสินใจว่า กลิ่นนั้นถูกใจหรือไม่ เพราะน้ำหอมจะปฏิกิริยากับเหงื่อและความร้อนบนร่างกายจนให้กลิ่นที่แตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคลแม้ว่าจะเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกันก็ตาม
  • ไม่ควรฉีดน้ำหอมลงบนเสื้อผ้า เพราะนอกจากจะทำให้เกิดรอยด่างแล้วทำให่กลิ่นไม่ติดทนนานด้วย
  • ไม่ควรทดลองน้ำหอมมากจนเกินไป เพราะประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของเรา จะไม่สามารถจำแนกได้ ทางที่ดีควรลองแค่ 2-3 กลิ่นก็พอ
  • ไม่ควรไปเลือกซื้อนํ้าหอมในช่วงที่เราเพิ่งจะฟื้นจากอาการเจ็บป่วย หรือไม่สบาย หรือ เพิ่งสูบบุหรี่เสร็จ เพราะจะมีผลต่อการรับรู้กลิ่นทำให้กลิ่นนํ้าหอมที่เราสัมผัสเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
  • น้ำหอมจะมีกลิ่น 3 ระดับ ซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา คือ

    Top nose กลิ่นแรก คือ กลิ่นที่จะได้รับทันทีที่ฉีดน้ำหอม จะมีลักษณะหอมสดชื่นและบางเบา กลิ่นแรกนี้จะอยู่ได้ประมาณ 15 นาที และจางหายไปอย่างรวดเร็ว

    Middle nose กลิ่นกลาง ช่วงที่กลิ่นต่อไปจะฟุ้งกระจายตัวอย่างเต็มที่บนผิวกาย จะคงอยู่ประมาณ 2 – 4 ชั่วโมง กลิ่นกลางนี้ถือเป็นกลิ่นหัวใจของน้ำหอม

    Base nose กลิ่นพื้นฐาน เป็นกลิ่นเข้มข้นที่สุดที่เหลืออยู่ ซึ่งจะแสดงกลิ่นเมื่อเวลาผ่านไป ประมาณ 4-6 ชั่วโมง และค่อย ๆ จางหายไปในที่สุด

Cr. sanook.com

เครื่องดื่มลดพุง สำหรับผู้ชายรักสุขภาพ

นอกจากการออกกำลังกายซึ่งช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินและลดหน้าท้อง การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็เป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณมีหน้าท้องแบบราบได้เช่นกัน วันนี้เรามีตัวอย่างเครื่องดื่มสำหรับลดพุงมาฝากหนุ่มๆที่รักสุขภาพกัน

1. ชามินต์ คุณสมบัติของมินต์คือช่วยย่อยสลายไขมัน แม้แต่อาหารไขมันสูงอย่างเบอร์เกอร์หรือสเต็ก ก็จะถูกย่อยอย่างรวดเร็ว แถมยังลดอาการท้องอืด พร้อมเร่งการขับถ่ายได้อีกด้วย

2. ชาเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า “คาเทซิน” ช่วยลดไขมันบริเวณหน้าท้องได้ เพียงจิบชาเขียวก่อนออกกำลังกาย ก็ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันในระหว่างนั้นได้เป็นอย่างดี แต่ชาเขียวที่เราพูดถึงคือชาเขียวจริงๆ ไม่ใช่กากชาผสมน้ำตาล แต่งกลิ่นแล้วบรรจุขวดออกมาขาย

3. นมถั่วเหลือง เพราะถั่วเหลืองมีสารแลคตินที่ช่วยป้องกันการสะสมไขมันของเซลล์ในร่างกาย พร้อมกับช่วยสลายไขมันส่วนเกิน เพียงดื่มนมถั่วเหลือง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี

4. น้ำเปล่า เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด และยังดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย รวมทั้งช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทั้งยังลดอาการบวมน้ำได้ด้วย

5. น้ำแตงโม มีสารอาหารมากมาย เช่น ไลโคปีนที่ช่วยต้านมะเร็ง รวมถึงกรดอะมิโนที่ชื่อว่า “อาร์จินีน”  น้ำแตงโมช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อได้ แต่คุณก็ต้องออกกำลังกายอย่างจริงจังควบคู่กันไปด้วย

6. น้ำสับปะรด มีสารที่เรียกว่า “โบรมีเลน” ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้การย่อยอาหารง่ายยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยลดอาการท้องอืด นอกจากนั้นการใส่น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดเฟล็กซ์ผสมลงไป ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย เพราะมีไขมันโมเลกุลเดี่ยวที่ไม่อิ่มตัวในปริมาณค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พึงตระหนักก็คือ ไม่ว่าอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ควรจะรับประทานให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย เพราะหากรับประทานน้อยเกินไปจะขาดสารอาหาร แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจเกิดการสะสมในร่างกาย ที่สำคัญ ควรหาเวลาออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย

Cr. sanook.com

เลือก Skincare สำหรับผู้ชาย อย่างไร ให้เจอชิ้นที่ ‘ใช่’ ที่สุดสำหรับคุณ

รู้ไหมครับว่าผู้ชายหน้าใสมีเสน่ห์สำหรับสาวๆ มากกว่าที่คุณคิด เพราะใบหน้าเป็นด่านแรกที่คนอื่นจะได้พบเห็น ฉะนั้นผู้ชายยุคนี้ควรเรียนรู้เรื่องเมคอัพและสกินแคร์เอาไว้บ้าง เพื่อช่วยเสริมความดูดีให้คุณแบบทันใจ และเลือกใช้ สกินแคร์สำหรับผู้ชาย ที่เหมาะกับตัวเองเพื่อผลลัพธ์ให้ผิวดูกระจ่างใสสุขภาพดี หลังจากเช็คสภาพผิวตัวเองกันเป็นแล้ว ก็ต้องมารู้จักกับประเภทสกินแคร์สำหรับผิวแต่ละประเภท เพื่อเลือกสกินแคร์ที่ “ใช่” ที่สุดสำหรับคุณกันเลย

เวลาไปเดินเลือกซี้อของกับแฟน เราว่าหลายๆ คนคงไม่มั่นใจนักว่าจะเลือกซื้อ Skincare สำหรับผู้ชาย มาบำรุงผิวหน้าอย่างไร แถมบางคนยังเรียกทุกอย่างเหมารวมว่าเป็น ‘ครีม’ เหมือนกันหมด ทั้งที่จริงแล้ว เนื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับผู้ชาย ก็มีหลายเนื้อสัมผัส เพราะผลิตจากส่วนผสมที่แตกต่างกัน และออกแบบมาเพื่อสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นนอกจากประเภทเนื้อครีมแล้ว ยังมีเนื้อโลชั่น (Lotion), เจล (Gel), เซรั่ม (Serum) และเอสเซนส์ (Essence) อีกด้วย

– เนื้อครีม (Cream) –

สกินแคร์เนื้อครีม เป็นประเภทที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยมากที่สุด มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นสุด ใช้เวลานานกว่าจะซึมเข้าผิว เนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำมันและน้ำผสมกันอยู่ จึงให้ความชุ่มชื้นมาก เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งหรือผิวธรรมดา สำหรับผิวผสมให้เลือกทาเฉพาะบริเวณใบหน้าที่มีผิวแห้ง

 – เนื้อโลชั่น (Lotion) –

นอกจากโลชั่นบำรุงผิวกายแล้วยังมีโลชั่นสำหรับผิวรุงผิวหน้าอีกด้วย บางแบรนด์อาจเรียกเนื้อผลิตภัณฑ์นี้ว่า ฟลูอิด (Fluid) ความเข้มข้นรองลงมาจากเนื้อครีม สัมผัสเหลวกว่า เนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำจะมากกว่าในเนื้อครีม จึงไม่ทำให้ผิวมันจนเกินไป เหมาะกับคนสภาพผิวธรรมดาและผิวผสม

 – เจล (Gel) –

เจลจะมีเนื้อสัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ รู้สึกเย็นเวลาเจลสัมผัสลงผิว เพราะมีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก ในขณะที่มีส่วนประกอบของน้ำมันน้อยหรือไม่มีอยู่เลย เป็น Oil-free แต่ไม่ค่อยให้ความชุ่มชื้น จึงเหมาะกับคนผิวมัน หรือคนผิวแพ้ง่าย

 – เซรั่ม (Serum)  –

เซรั่ม มีเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมเข้าสู่ผิวง่าย เป็น Oil-Based มีความเข้มข้นของตัว active ingredients มาก จึงบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกถึงผิวชั้นใน เหมาะกับคนผิวแห้งจนถึงผิวผสมที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวแบบเร็วๆ แต่ควรจะใช้คู่กับเนื้อผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น เช่น ครีมหรือเจล เพื่อบำรุงผิวชั้นนอกด้วย  ประโยชน์อีกหนึ่งอย่างสำหรับเซรั่ม คือ สามารถบรรเทาผิวที่ระคายเคืองจากการโกนหนวดได้

 – เอสเซนส์ (Essence) –

เอสเซนส์เป็นตัวบำรุงผิวชั้นในเช่นเดียวกับเซรั่ม จึงต้องเลือกใช้ตัวเพียงตัวเดียว มีลักษณะเป็นเนื้อเจลใสๆ เพราะเป็น Water-Based จึงทำให้เอสเซนส์ซึมเข้าสู่ผิวเร็วมาก ไม่เหนอะหนะผิว บางแบรนด์ที่เรียกผลิตภัณฑ์ว่า น้ำตบ ก็คือ เนื้อผลิตภัณฑ์ชนิดนี้นั้นเอง เหมาะกับคนผิวผสมจนถึงผิวมันและผิวบอบบางและแพ้ง่าย

Cr. mendetails.com

เช็คสภาพผิวให้เป็น ก่อนเลือกซื้อเมคอัพและสกินแคร์

การทำให้ตัวเองดูดี มันอาจเป็นการเพิ่มโอกาสที่มองไม่เห็นให้กับคุณ หากคุณออกจากบ้านด้วยเสื้อผ้าหน้าผมและผิวที่พร้อม สะท้อนบุคลิกความเป็นผู้ชายที่มีบุคลิกภาพที่ดีเยี่ยมในแบบฉบับของตัวเอง คนรอบข้างจะมองว่า ชายหนุ่มคนนี้ดูแลตัวเองได้ดี ก็น่าจะดูแลคนอื่นได้ดีเช่นกัน แต่ก่อนจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างสกินแคร์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมความดูดี ต้องรู้จักสภาพผิวของตัวเองก่อน ว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ถูกประเภทและเหมาะสมกับผิวของคุณ

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ผิวผู้ชายแก่ช้ากว่าผู้หญิง นั่นเป็นเรื่องจริงครับ เพราะผิวเราหนากว่า มีปริมาณอีลาสตินและคอลลาเจน (ที่ช่วยเรื่องความเต่งตึงและเรียบเนียน) มากกว่าผู้หญิง จึงทำให้มีสัญญาณผิวที่ช้ากว่า กลายเป็นผิวดูแก่ช้า แต่อย่าเพิ่งดีใจและคิดว่าผิวของเราไม่จำเป็นต้องดูแลอะไร เพราะเมื่ออายุมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง ตอนผิวเริ่มมีริ้วรอย ผิวผู้ชายจะมีร่องลึกกว่าผู้หญิงและเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากกว่า และอาจจะมีแนวโน้มผิวแห้งง่ายกว่าผู้หญิงอีกด้วย

ทำความรู้จักประเภทผิว

โดยธรรมชาติลักษณะโครงสร้างผิวของผู้ชายจะแตกต่างจากผู้หญิง เนื่องจากมีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนอยู่ และต่อมผลิตไขมันยังทำงานมากกว่าผู้หญิง 2 เท่า ทำให้ผิวผู้ชายมันกว่า มีค่า pH ต่ำกว่า และมีโอกาสเป็น ” สิว ” ได้ง่ายกว่า นอกจากนั้นสภาพผิวของผู้ชายแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วยปัจจัยภายในและภายนอกอย่างสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จึงทำให้สภาพผิวของหนุ่มๆแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

โดยธรรมชาติผิวผู้ชายกักเก็บความชุ่มชื้นได้ไม่ค่อยดี ผิวแห้งเป็นผิวที่ขาดความชุ่มชื้น มีโอกาสลอกเป็นขุย อาจสัมผัสได้ถึงความแห้งหยาบบนใบหน้า หรือเมื่อล้างหน้าเสร็จแล้วรู้สึกตึงที่ผิวหน้า หากคุณเคยได้ยินคำว่า ‘ผิวขาดน้ำ’ ก็คือผิวประเภทนี้นั่นเอง ข้อดีคือไม่ค่อยมีปัญหาสิวเสี้ยน แต่ข้อเสียก็คือเป็นผิวที่อาจเกิดริ้วรอยเร็วกว่าผิวประเภทอื่น

– ผิวธรรมดา (Normal Skin) –

ถ้าคุณเป็นคนที่มีผิวธรรมดาต้องบอกเลยว่าโชคดีมาก เพราะจะไม่ค่อยมีปัญหาผิวหน้า สามารถเลือกซื้อเมคอัพและสกินแคร์ได้อย่างสบายๆ ผิวธรรมดาเป็นตัวแทนของความบาลานซ์ ผิวไม่แห้งและไม่มันจนเกินไป ซึ่งบริเวณ T-zone (หน้าผาก, คาง และจมูก) อาจมีความมันเล็กน้อย เมื่ออากาศร้อนผิวจะไม่มันเยิ้ม และเมื่ออากาศเย็นจะไม่แห้งจนเป็นขุย

– ผิวมัน (Oily Skin) –

ผิวมันจะมีลักษณะ ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง เป็นผิวที่สังเกตได้ง่าย เพียงแค่ใช้นิ้วลูบบนใบหน้าก็จะสัมผัสได้ถึงความมัน ซึ่งเกิดจากการผลิตความมันในปริมานมากเกินไป เพราะฮอร์โมนเพศชายกำหนดขนาดของต่อมไขมัน และต่อมไขมันที่ใหญ่เป็นสาเหตุของเรื่องรูขุมขนกว้าง สภาพผิวมันยังเป็นผิวที่มีโอกาสเกิดสิวเสี้ยน สิวอุดตันง่ายกว่าผิวประเภทอื่นอีกด้วย

– ผิวผสม (Combination Skin) –

ถ้าหากว่าบนใบหน้าของคุณมีทั้งส่วนที่มีความมันมากและแห้งมากอยู่ด้วยกัน แปลว่า คุณมีสภาพผิวแบบ ผิวผสม คือ มีลักษณะของผิวหลายประเภทอยู่ร่วมกัน โดยสภาพผิวในบริเวณที่เป็น T-Zone มีความมันมาก ในขณะที่ช่วงแก้มจะแห้ง เป็นสภาพผิวที่คนไทยเป็นกันเยอะ ซึ่งผิวผสมต้องเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลให้เหมาะกับสภาพผิวในแต่ละส่วนของใบหน้าให้ดี

เช็คสภาพผิวง่ายๆ ด้วยตนเอง

เมื่อรู้จักประเภทผิวแล้ว เรามาลองเช็คสภาพผิวของตัวเองกันดีกว่า ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเป็นพิเศษเลย เพียงแค่เริ่มล้างหน้าด้วยโฟมหรือผลิตภัณฑ์ที่คุณมี หากปกติล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า แนะนำให้ใช้โฟมล้างก่อนเพื่อขจัดความมันบนใบหน้าออกไปครับ หลังจากนั้นอย่าเพิ่งลงผลิตภัณฑ์ใดๆ บนใบหน้า ปล่อยไว้ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยมาสังเกตกันครับ สภาพผิวที่ปรากฏบนใบหน้า คือ ประเภทผิวของคุณ

Cr. mendetails.com

เรื่องง่ายๆ ที่ไม่ควรพลาดกับข้อควรระวังเกี่ยวกับ ‘สูท’ ตัวเก่งของคุณ

1. ‘ห้ามลงซักเครื่องซักผ้าที่บ้าน’ ทางที่ดี อย่าซักเลยจะดีที่สุด

เนื่องจากเสื้อสูทของคุณมีรายละเอียดการตัดเย็บที่ยิบย่อยมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นตัวผ้า Canvas ที่ไว้เสริมด้านในตัวเสื้อหรือตะเข็บต่างๆ และเนื้อผ้าที่บางครั้งการซักอย่างผิดวิธี จะทำให้เสื้อสูทของคุณเสียรูปไปเลยก็มี

2. อย่าพับเสื้อสูทเก็บเหมือนเสื้อเชิ้ตทั่วๆ ไป เด็ดขาด

‘เสื้อสูท’ นั้นมีการตัดเย็บที่ระเอียดกว่าที่คุณคิด ดังนั้นการพับเก็บเสื้อสูท เพื่อประหยัดเนื้อที่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ยกเว้นกรณีเดียวคือการพับสูทเพื่อเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศ ซึ่งการพับก็มีวิธีการพิเศษด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าคุณไม่ต้องเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศหรือต้องยัดเสื้อสูทของคุณในกระเป๋าเดินทาง เราขอแนะนำให้แขวนเสื้อสูทเท่านั้น

3. ‘ไม้แขวน’ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสูทที่มีโครงสร้างและเสริมบ่า

เสื้อสูทในไทยหลากหลายเจ้าจะผลิตเป็นแบบเสริมบ่า และเพื่อให้เสื้อสูทอยู่ทรงสวย การตัดเย็บจึงมีโครงสร้างด้านในเสื้อที่ซับซ้อนมากเป็นพิเศษ และเนื่องจากเราไม่แนะนำให้พับเสื้อสูท วิธีเดียวที่จะเก็บเสื้อสูทได้ก็มีแต่การแขวนเท่านั้น แต่ควรจำไว้ว่า “เสื้อสูทไม่ควรแขวนด้วยไม้แขวนเสื้อแบบปกติ” จะต้องแขวนบนไม้แขวนเสื้อที่มีทรงบ่าเสริมให้เสื้ออยู่ทรงเท่านั้น หากแขวนบนไม้ผิดประเภท โครงสร้างผ้าในเสื้อสูทของคุณก็จะมีปัญหาตามมาเช่นเดียวกัน

4. ระมัดระวังเรื่อง ‘น้ำ’ เป็นสำคัญ จำไว้ว่า ‘สูท’ กลัวน้ำ

คุณไม่ควรส่งเสื้อสูทไปซัก เนื่องจากเสื้อสูทส่วนมาก ไม่ควรโดนน้ำแต่อย่างใด เพราะหากโดนน้ำปุ๊บอาจเกิดเป็นรอยด่างขึ้นมาบนเนื้อผ้าบางชนิดได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงให้เสื้อสูทของคุณสัมผัสกับน้ำ ไม่ว่าคุณจะทานเครื่องดื่มในงานเลี้ยงสำคัญๆ หรือเข้าห้องน้ำล้างมือก็ตามที ให้คุณระวังไว้ให้มากครับว่า ถ้าสูทคุณโดนน้ำเมื่อไร “เรื่องใหญ่แน่นอน” แถมห้ามซักอีก “เลอะ” ทีลำบากแน่นอน

5. อย่าใส่สูททำกิจกรรม Extreme แบบ James Bond เป็นอันขาด

เพราะคุณไม่ใช่ James Bond ดังนั้นการใส่เสื้อสูทไปทำกิจกรรมอย่างตีรันฟันแทงนั้นไม่เหมาะสมแน่นอน เนื่องจากเสื้อสูทแบบ Made to Measure นั้นออกแบบมาให้คุณขยับร่างกายได้บ้าง แต่ไม่มากจนเกินไป แม้แต่เรื่องยกแขนสูงยังยากเลย ดังนั้นกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ต้องขยับร่างกายเยอะเป็นพิเศษ ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด เพราะผ้าที่นำมาตัดเป็นชุดสูทส่วนใหญ่ไม่ได้ผสมผ้ายืดและแน่นอน ‘สูท’ ของคุณจะขาดในที่สุด

Cr. mendetails.com

5 เทคนิครับมือปัญหาหน้ามันสำหรับผู้ชาย

1. การทานอาหารให้ถูกต้องก็สามารถช่วยได้นะ

สำหรับข้อแรกเลยเป็นการแก้ไขปัญหาที่เหมือนกับเป็นการเยียวยาปัญหาหน้ามันจากภายใน ประเภทของอาหารที่คุณควรหลีกเลี่ยงหากไม่ต้องการเจอกับปัญหาหน้ามัน ซึ่งอาหารที่ควรนำออกไปห่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็คือของทอด ของมัน เพราะยิ่งทานความมันเข้าสู่ร่างกายเท่าไหร่ ร่างกายเราก็จะขับความมันออกมาตามผิวหนังมากเท่านั้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกน้ำตาล ฟาสฟู้ด อาหารเผ็ดเกินไป และแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ จึงทำให้ง่ายต่อการขับไขมันออกมาตามผิวหนัง ส่วนสารอาหารที่ควรรับประทานเข้าไปมากๆเพื่อต่อสู้กับความมันของผิวก็คือแหล่งอาหารวิตามินเอและบี 2 เพราะวิตามินทั้งสองชนิดนี้จะเป็นตัวเข้าไปยับยั้งกระบวนการผลิตไขมันที่ผิวหนังโดยตรง ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดปัญหาหน้ามัน

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่เหมาะสม

สำหรับข้อแรกได้แนะนำให้คุณดูแลตัวเองจากภายในไปแล้ว มาถึงข้อนี้จะเป็นการดูแลผิวหน้าจากภายนอกบ้าง เพราะเราจะแนะนำให้คุณเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่เหมาะกับคนหน้ามันโดยเฉพาะ โดยในส่วนของการทำความสะอาดผิวหน้านั้นเราไม่แนะนำให้คุณใช้ สบู่ทั่วไปล้างหน้า เพราะไขของสบู่จะไปอุดตันตามรูขุมขนทำให้เกิดสิวจากไขมันสะสมได้ และไม่ควรใช้โฟมล้างหน้าแบบสครับในการทำความสะอาดผิวหน้า เพราะเม็ดสครับจะไปกระตุ้นให้ผิวผลิตไขมันได้ ควรใช้โฟมล้างหน้า for men แบบปกติสูตรสำหรับคนผิวหน้ามัน ส่วนเครื่องสำอางที่ใช้นั้นควรเลือกเป็นแบบเนื้อแมทเพราะนั่นจะทำให้หน้าคุณดูไม่มันไปมากกว่าเดิม ส่วนโทนเนอร์ที่เลือกใช้นั้นควรใช้ชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำหอม เพราะจะทำให้ผิวหน้าคุณแห้งเร็วทำให้มีการผลิตไขมันออกมาชดเชยซึ่งจะทำให้ผิวหน้าของมันขึ้นนั่นเอง

3. การมาส์กหน้าให้ชุ่มชื้นก็ช่วยได้เหมือนกัน

สูตรมาส์คหน้าบางสูตรก็สามารถช่วยลดความมันของผิวหน้าผู้ชายได้ ซึ่งบางสูตรนั้นก็สามารถทำใช้เองได้โดยไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหนเช่น สูตรมะนาว + น้ำส้มสายชู + น้ำอุ่น ซึ่งทำได้ด้วยการผสมส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้เข้าด้วยกันจากนั้นใช้สำลีชุบแล้วน้ำมาเช็ดหน้า ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งแล้วจึงล้างออก ทำเป็นประจำจะช่วยลดหน้ามันได้ แต่หากใครที่ขี้เกียจทำก็สามารถออกไปหาซื้อมาส์กหน้าที่เป็นสูตรผลไม้มาใช้ได้เช่นกัน โดยการใช้มาส์กหน้าพวกนี้จะช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิว กระชับรูขุมขนให้เล็กลง และกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายเผยเซลล์ผิวใหม่ที่สดใสเรียบเนียนกว่า

4. สำหรับคนที่ผิวหน้ามันง่ายที่เป็นผลจากพันธุกรรมควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด

ใครที่รู้ตัวว่าตัวเองมีพันธุกรรมความหน้ามันติดตัวมาไม่น้อยควรหลีกเลี่ยงการเอาใบหน้าของคุณไปสัมผัสกับแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้ผิวหน้าของคุณสูญเสียความชุ่มชื้นแล้วมันก็จะผลิตไขมันออกมาแทนทำให้หน้าคุณกลายเป็นกระทะทอดไข่อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านต้องห้ามลืมทาครีมกันแดดให้กับใบหน้าของคุณด้วย โดยสำหรับคนหน้ามันแล้วควรเลือกใช้สูตรที่มีเนื้อครีมบางเบา และเป็นสูตรที่ช่วยดูดซับความมันของผิวหน้าด้วย ซึ่งนั่นจะมีส่วนช่วยในการลดความมันของผิวหน้าไม่น้อยเลย

5. พกกระดาษซับมันติดตัวไว้แหละดี

โดยเฉพาะคนที่มีผิวหน้ามันโดยกรรมพันธุ์ต้องห้ามลืมพกกระดาษซับมันหรือทิชชูเปียกติดตัวไว้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจทำให้คุณหน้ามันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยทิชชูเปียกบางรุ่นนั้นดีมาก เพราะได้ใส่ส่วนผสมที่ชะลอการทำงานของต่อมไขมันบนใบหน้าไว้ด้วย ในยามฉุกเฉินเมื่อเอามาใช้ก็จะสามารถช่วยระงับความมันบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Cr. sanook.com

‘Skinny Fat’ เมื่อผู้ชายออกอาการ ‘อ้วนนะแต่ไม่แสดงออก’

หลายคนคงจะเป็นงงและสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงที่ผู้ชายจะ “อ้วนนะแต่ไม่แสดงออก” เพราะตามสามัญสำนึกทั่วไปของเรานั้น “คนอ้วนดูยังไงก็ควรจะรู้ว่าอ้วน” อาจจะสังเกตจากขนาดของหน้าท้องที่ยื่นออกมา หรือสังเกตจากขนาดที่ใหญ่โตของแขนหรือขาเป็นต้น

แต่เอาเข้าจริงนั้น ผู้ชายที่ดูเหมือนเป็นคนที่มีรูปร่างปกติ ไม่ได้มีน้ำหนักเกิน หรือดูอ้วนแต่อย่างใด ความจริงอาจจะเป็นกลุ่มผู้ชายที่ “อ้วนหลบใน” หรือ “อ้วนซ่อนรูป” ก็เป็นได้ และสภาวะดังกล่าวอาจจะอันตรายไม่ต่างจากผู้ชายที่มีอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินอย่างชัดเจนอีกด้วย

Skinny + Fat

คำว่า Skinny แปลว่า “ผอมเพรียว” ส่วนคำว่า Fat แน่นอนว่าหมายถึง “อ้วน” หรือ “ไขมัน” เมื่อนำทั้งสองคำมาวางคู่กันเป็น Skinny Fat คือคำที่อธิบายถึงบุคคลที่ดูภายนอกนั้นผอมเพรียวและมีรูปร่างที่ดูสมส่วนและเป็นปกติ แต่รูปร่างแบบนั้นเกิดจากปริมาณกล้ามเนื้อในร่างกายที่น้อยมาก และถูกพอกเอาไว้ด้วยชั้นไขมันที่สะสมตามร่างกายในปริมาณพอสมควร ทำให้ผู้ชายที่มีลักษณะ Skinny Fat เมื่อถอดเสื้อออกมาจะไม่เห็นเส้นสายและลวดลายของกล้ามเนื้อใดๆ มวลร่างกายของเขาจะกลมกลืนไปหมด เช่น ต้นแขนกลมมน, หน้าท้องมีพุงยื่นเล็กน้อย และไม่มีลอนกล้ามใดๆให้เห็น, แขนจะนิ่มเพราะไม่มีกล้ามเนื้อมากนัก เป็นต้น กล้ามเนื้อในร่างกายที่น้อยนิดนี่เองที่ส่งผลทำให้ผู้ชาย Skinny Fat สามารถสะสมไขมันได้มากขึ้นโดยไม่ทำให้ดูตัวใหญ่เกินไป และเมื่อสวมเสื้อผ้าปิดบังก็จะดูเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างปกติทั่วไปเช่นเดิม

อันตรายของ Skinny Fat

ผู้ชายที่มีรูปร่างแบบ Skinny Fat อาจดูภายนอกแล้วเป็นคนที่มีสุขภาพที่ใช้ได้ ไม่มีน้ำหนักเกิน และไม่ได้ดูผอมจนเหมือนเป็นคนขี้โรค แต่ความที่ดูปกตินี่เองกลับส่งผลเสียทางจิตวิทยาที่ควรให้ความสนใจ นั่นเพราะผู้ชายกลุ่มนี้จะรู้สึก “นิ่งนอนใจ” และไม่สนใจที่จะดูแลรักษาสุขภาพและรูปร่างของตัวเอง เพราะเขาสามารถบอกคนอื่นได้เสมอว่า “ผมไม่ได้อ้วนเกินไปสักหน่อย” นี่เองคือปัญหาที่เรามักจะพบเห็นว่าผู้ชาย Skinny Fat ไม่สนใจที่จะออกกำลังกาย ไม่แคร์เรื่องอาหารการกินว่าจะดีและมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน พวกเขาจะใช้ชีวิตตามปกติไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าตัวเองยังโอเค แต่ร่างกายของคนเราต้องการการดูแลและการออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอเพื่อดูแลระบบหายใจและระบบไหลเวียนของเลือด การนิ่งนอนใจแบบนี้จึงกลายเป็นปัญหาระยะยาว ต่อเมื่อรู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็อาจสายไปเสียแล้ว เมื่อโรคมะเร็งจากการกินแบบผิดๆ รวมถึงโรคหัวใจจากการไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ เข้ามาคุกคามชีวิตของผู้ชายหุ่น Skinny Fat ในที่สุด

วิธีการแก้ไขปัญหา Skinny Fat

แนวทางการแก้ไขออกแบ่งเป็นสองแบบ แบบแรกคือผู้ชายที่ต้องการให้ตัวเอง “ถอดเสื้อแล้วมีกล้าม” การแก้ไขสามารถทำได้โดยการมุ่งเน้นการลดไขมัน และเพิ่มกล้ามเนื้อที่ลีบของคุณ วิธีการก็คือหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยวิธี Aerobic หรือ Cardio อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อหวังจะลดไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ให้ใช้วิธีการยกเวต หรือ Strength Training และพยายามท้าทายกล้ามเนื้อของตัวเองด้วยการยกน้ำหนักให้หนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้จดจำการใช้งานและซ่อมแซมให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ การยกน้ำหนักแบบนี้ควบคู่กับ การออกกำลังแบบ HIIT หรือ High Intensity Interval Training จะทำให้ไขมันที่พอกอยู่ค่อยๆลดลง และกล้ามเนื้อที่ลีบเล็กก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาทดแทนครับ และที่สำคัญก็คือต้องดูแลการกินของตัวเองให้มีคุณภาพและกินอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้ตัวเราผอมลงไปมากกว่านี้เมื่อไขมันลดลงด้วยนะครับ

แต่สำหรับผู้ชายที่ไม่ได้แคร์เรื่องรูปร่างภายนอกของตัวเองเท่าไหร่นัก เพียงแค่กลัวว่า Skinny Fat จะส่งผลเสียในระยะยาว ขอแนะนำให้คุณ “อย่านิ่งนอนใจคิดว่าตัวเองไม่เป็นไร” หันมาดูแลเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที อย่าคิดว่าตัวเองไม่ได้อ้วนแล้วจะทำอะไรกับร่างกายของตัวเองก็ได้เป็นอันขาด เพราะความประมาทแบบนั้นอาจส่งผลกระทบในระยะยาวเมื่อคุณแก่ตัวลง และอาจกลายเป็นภาระของลูกหลานในอนาคตได้ครับ

Cr. mendetails.com

5 อาหารที่ดีต่อหนุ่มๆ สายปาร์ตี้

มนุษย์เราอยู่เป็นสังคม ต้องมีการเข้าสังคมเพื่อพบปะสังสรรค์ผู้คนมากมาย ซึ่งหลายต่อหลายครั้งก็ต้องมีการกินดื่มกันบ้าง แต่สำหรับหนุ่มๆสายปาร์ตี้ที่ต้องดื่มกันทุกวัน ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดีมากขึ้นเป็นสองเท่า เพราะถ้าคุณไม่มีวิธีการดูแลที่ดีแล้วล่ะก็ ร่างกายของคุณจะยิ่งทรุดโทรมมากกว่าคนที่ไม่นิยมงานปาร์ตี้ได้ วิธีง่ายแสนง่ายก็คือ ไม่ควรดื่มแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเดียว ควรจะกินอาหารอย่างอื่นด้วย แต่ก็ต้องเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ เพราะมีอาหารบางอย่างที่จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปได้

ไข่ ประโยชน์ของไข่ที่มีต่อร่างกายของคุณนั้นมีมากมาย เพราะไข่เป็นแห่งโปรตีนที่สำคัญ และยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนต่างๆ ซึ่งกรดอะมิโนบางตัวสามารถช่วยลดและทำลายฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ได้ด้วย หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่มีใครใช้ไข่มาทำเป็นอาหารในงานปาร์ตี้หรอก จะไปกินไข่ได้อย่างไร ก็กินไข่ก่อนไปงานปาร์ตี้ซิ ถือเป็นการเตรียมร่างกายของคุณให้แข็งแรงและพร้อมที่จะสนุกไปกับงานปาร์ตี้ตั้งแต่ต้นจนจบได้

ซีเรียล จัดว่าเป็นอาหารที่ดีสำหรับการกินก่อนไปงานปาร์ตี้ เพราะซีเรียลเป็นอาหารที่ทำให้อิ่มท้องนาน และทำให้ร่างกายของคุณดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ช้าลง ทั้งนี้ นมที่คุณกินคู่กับซีเรียลนั้นก็มีวิตามินและมีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่จะทำให้ร่างกายของคุณปรับสภาพและลดอาการขาดน้ำระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์ได้ด้วย

โยเกิร์ต ก็เป็นอีกหนึ่งอาหารที่เราแนะนำให้คุณกินก่อนไปงานปาร์ตี้ เพราะเป็นแหล่งสำคัญของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และแบคทีเรียบางชนิดยังสามารถต้านและทำลายฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ได้ นอกจากนี้โยเกิร์ตยังเป็นอาหารที่ทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานอีกด้วย

สปาเกตตี้ เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตที่จะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกมีพลัง ตื่นตัว กระตือรือล้นได้จนจบงานปาร์ตี้ นอกจากนี้สปาเกตตี้ยังเป็นอาหารอีกหนึ่งประเภทที่ช่วยลดและทำลายฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ได้

แซลมอน แหล่งอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินบี 12 ที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณ ในระหว่างงานปาร์ตี้ ทุกครั้งที่คุณดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป ร่างกายของคุณจะสูญเสียวิตามินบี 12 ไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคุณจึงควรเลือกกินแซลมอนเข้าไปเพื่อเพื่อชดเชยการสูญเสียนี้ นอกจากนี้ วิตามินบี 12 ยังช่วยในเรื่องของระบบประสาทและสมอง การกินปลาแซลมอนจะช่วยทำให้คุณยังคงมีสติและจำจดเรื่องราวต่างๆ ได้ดีตั้งแต่งานปาร์ตี้เริ่มจนกระทั่งจบ

Cr. sanook.com

‘Over Exercise’ สัญญาณอันตรายเมื่อผู้ชาย “ออกกำลังกายมากไป”

การออกกำลังกายไม่ใช่มีแค่ผลดีเพียงเท่านั้น เพราะการออกกำลังกายก็มีผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน หลายคนอาจจะสงสัย ว่าเป็นไปได้ด้วยหรือที่จะมีใคร “ออกกำลังกายมากเกินไป” เพราะที่เคยเจอก็มีแค่คนที่อยากออกกำลังกายให้มากกว่าเดิมเท่านั้นเอง แต่ความจริงแล้วมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยเลยที่ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ชนิดที่เรียกว่า “เสพติดการออกกำลังกาย” ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เรียกว่า ‘Over Exercise’ การออกกำลังกายจะส่งผลเสียตีกลับสู่ร่างกายและจิตใจได้เช่นกัน

อาการเซื่องซึมหลังออกกำลังกาย

ความรู้สึกที่ดีหลังการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ควรจะเป็นความรู้สึกโล่งสบาย สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และยังพร้อมที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อได้ไม่ยากหลังจากที่พักเหนื่อยเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเราออกกำลังกายมากไปและบ่อยครั้งเกินไปจนกระทั่งเกิดความรู้สึกเซื่องซึม, อ่อนเพลีย, ง่วงนอนจัด และไม่อยากทำอะไรต่อทั้งสิ้น นั่นคือสัญญาณอันตรายที่บอกว่าเรากำลังเข้าสู่โหมด Over Exercise

ก้าวขาไม่ออก

จากที่เคยก้าวขาวิ่งได้อย่างสบายๆ ไม่มีอะไรติดขัด แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับรู้สึกว่าวันนี้ “ขาหนัก” ราวกับว่ามีอะไรมาถ่วงไว้จนก้าวขาแทบไม่ออก หรือแขนไม่สามารถยกน้ำหนักเดิมที่เคยยกได้แบบสบายๆ อีกต่อไปแล้ว นี่คือสัญญาณอันตรายที่ร่างกายพยายามบอกกับเราว่า “พักบ้าง”

ป่วยง่ายและป่วยนาน เหมือนคนไม่ได้ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายแต่พอดีจะช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย ทำให้ไม่ป่วยง่าย หรือถึงแม้เจ็บป่วยไม่สบายก็จะสามารถหายจากอาการเหล่านั้นได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเวลาใดที่เรา Over Exercise หรือออกกำลังกายมากเกินไป ผลตีกลับของมันจะเป็นไปในทางตรงข้าม เพราะร่างกายจะอ่อนแอลงจนกลายเป็นทำให้เราป่วยง่ายขึ้น และไม่ยอมหายสักที ราวกับเป็นคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำไป หากคุณเป็นคนที่ออกกำลังกายเยอะ แต่เป็นหวัดบ่อย อาจต้องระวังเรื่องนี้ไว้บ้าง

บาดเจ็บง่าย และเจ็บนานขึ้น

คล้ายๆ กับอาการป่วย นั่นคืออาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย เช่น เจ็บกล้ามเนื้อ, เจ็บเข่า, เจ็บหัวไหล่ ฯลฯ อาการเหล่านี้จะเกิดบ่อยขึ้น อีกทั้งเมื่อบาดเจ็บแล้ว ร่างกายกลับต้องใช้เวลาฟื้นตัวเองนานขึ้นกว่าเดิมที่เคยเป็น ผู้ชายบางคนมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่ความจริงอาจเกิดจากการที่คุณหักโหมออกกำลังกายมากเกินไปก็เป็นได้

ไม่มีสมาธิทำงานอื่น

บางครั้งผลกระทบไม่ได้เกิดที่ร่างกายอย่างชัดเจน แต่กับเกิดขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สังเกตได้ยาก แต่ลองตรวจสอบสภาพจิตใจตัวเองสักหน่อยว่าการออกกำลังกายที่คุณทำอย่างหนักหน่วงทุกวันนี้นั้น มันทำให้คุณรู้สึกมีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตน้อยลงหรือไม่ วันๆ คิดแต่จะออกกำลังกายหรือเปล่า และเมื่อออกกำลังกายเรียบร้อยแล้ว เราสามารถกลับมาสู่โหมดการทำงานในเวลาต่อมาได้ง่ายและเร็วแค่ไหน หากเราประสบปัญหาดังกล่าวจนทำให้ทำงานช้าลง งานเสร็จช้าและไม่มีประสิทธิภาพ ก็คงถึงเวลาที่ต้องปรับตัวเอง

Cr. mendetails.com

สิ่งที่ผู้ชายต้องทำ ถ้าไม่อยากดูแก่กว่าอายุจริง

เชื่อว่าไม่มีผู้ชายคนไหนอยากแก่ไว หรือถูกคนอื่นทักว่า “หน้าแก่” แน่นอน ถึงแม้เราไม่สามารถห้ามเวลาให้หยุดเดินได้ แต่อย่างใดเราสามารถที่จะดูแลรักษาตัวเองเพื่อให้ตัวเองยังดูหนุ่มอยู่เสมอ หรือไม่ก็พยายามชะลออาการ “แก่” ออกไปให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้

เติมความชุ่มชื้นให้ทุกส่วนของร่างกาย

ไม่ใช่แค่เฉพาะใบหน้าที่ผู้ชายควรจะต้องหาครีมจำพวกมอยซ์เจอร์ไรเซอร์มาทาเป็นประจำอยู่แล้วเพียงอย่างเดียว แต่โลชั่นทาตัวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เมื่อผู้ชายอายุเพิ่มขึ้น ความชุ่มชื้นบนผิวตามร่างกายจะค่อยๆหายไป ส่งผลให้ผิวหนังเริ่มแห้งและมีรอยเหี่ยวย่นได้ไม่ต่างอะไรกับผิวหน้า นอกจากนี้ยังต้องครอบคลุมถึงความชุ่มชื้นภายในร่างกายด้วยการ “ดื่มน้ำเยอะๆ” เพราะจะทำให้ชั้นผิวด้านในของเราชุ่มชื้นเปล่งปลั่งจากภายในมากขึ้น แถมยังทำให้ระบบต่างๆภายในร่างกายทำงานได้อย่างไหลลื่นอีกด้วย

โกนหนวดเครา

“หนวดเครา” มีประโยชน์สำหรับผู้ชายที่อยากจะดู “เข้ม” มากขึ้นกว่าเดิมแต่ในทางกลับกันมันก็ทำให้เราดูแก่กว่าอายุจริงได้เช่นกัน ผู้ชายคนใดที่ไว้หนวดเคราครึ้มเป็นประจำ ลองทดสอบด้วยการโกนหนวดเคราให้สะอาดเกลี้ยงเกลาดู รับรองว่าร้อยทั้งร้อยสาวๆรอบข้างจะต้องบอกว่าคุณดูหน้าเด็กลงอย่างแน่นอน

เลือกกินอย่างมีคุณภาพมากขึ้น

ภาษิตฝรั่งกล่าวว่า “You are what you eat” แปลว่าร่างกายกินอะไรเข้าไปก็ส่งผลออกมาแบบนั้น ถ้าเรากินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ลดน้ำตาล, ลดไขมันเลว, ลดอาหารขยะและขนมขบเคี้ยวที่ทำลายสุขภาพ ก็จะส่งผลให้สุขภาพภายในดีขึ้น ไม่แก่และโทรมเร็ว อีกทั้งการดูแลอาหารการกินให้มีคุณภาพและกินอย่างพอดีจะช่วยทำให้เราไม่อ้วนลงพุง โรคภัยไข้เจ็บร้านแรงอื่นๆไม่ถามหา ทำให้เรามีเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ต้องนั่งรถเข็นก่อนวัยอันควรครับ ว่าที่จริงสุขภาพดีร่างกายแข็งแรงกระฉับกระเฉงว่องไวนี่แหละคือสัญญาณของความหนุ่มของผู้ชายครับ

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

เสริมเพิ่มเติมจากการกินอาหารโดยเน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณเป็นหลัก จากนั้นก็ต้องออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อความแข็งแรงของร่างกายและสุขภาพที่ดี รวมถึงเป็นการลดพุง เพื่อรักษารูปร่างของตัวเองไม่ให้มีไขมันส่วนเกินมากเกินไป นั่นเพราะผู้ชายเมื่อมีอายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญร่างกายตามปกติจะค่อยๆลดลง เราจึงต้องใช้การออกกำลังกายเข้าช่วยเผาผลาญแคลอรี่จากอาหารที่เรากินเข้าไป ผู้ชายที่อ้วนลงพุงจะดูแก่กว่าโดยอัตโนมัติเมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีรูปร่างสมส่วนดูดีและมีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้นผู้ชายควรใส่ใจกับการออกกำลังกายเสมอถ้าไม่อยากดูแก่กว่าอายุจริง

อย่า “เครียด” กับชีวิตมากเกินไปนัก

เรียนรู้ที่จะบอกกับตัวเองว่า “ช่างมัน” กับเรื่องราวแย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เมื่อเราพยายามทำอย่างดีที่สุดกับสิ่งที่สามารถทำได้แล้ว ที่เหลือซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เราก็จำเป็นที่จะต้องปล่อยมันไป จำไว้ว่าไม่มีอะไรยั่งยืนถาวร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดีก็อยู่กับเราไม่นานทั้งนั้นแล้วมันก็จะผ่านไป หากเครียดกับชีวิตมากเกินไป ความเครียดจะกระทบกับจิตใจแล้วไปส่งผลกับร่างกายและหน้าของเรา คนที่จิตใจเศร้าหมองด้วยความเครียดจะดูหมองคล้ำและดูแก่กว่าอายุจริง ตรงข้ามกับคนที่พยายามรักษาจิตใจให้สดใสเสมอมักจะมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและดูเด็กกว่า

Cr. mendetails.com