5 ลำดับน้ำหอมยอดฮิตที่คุณผู้ชายต้องมี

ถึงจะเป็นผู้ชาย แต่เรื่องดูแลกลิ่นกาย ผู้ชายก็ให้ความสำคัญไม่แพ้ผู้หญิง เพราะผู้ชายสมัยนี้ดูแลตัวเองมากขึ้น จึงเห็นผู้ชายหันมาใช้น้ำหอมผู้ชาย เพื่อเพิ่มเสน่ห์เสริมบุคลิกให้ดูไฮท์ ดึงดูดสาว ๆ รอบกายให้เหลียวมอง น้ำหอมผู้ชาย นอกจากจะบ่งบอกถึงการดูแลตัวเองดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มเสน่ห์เสริมบุคลิก ดึงดูด น่าเข้าใกล้ น่าเข้าไปสนทนาด้วย จากความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ นํ้าหอมผู้ชาย มีออกมาหลายกลิ่น ให้เลือกตามความต้องการของแต่บุคคล เอาเป็นเยอะจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว เราไปดูน้ำหอมผู้ชาย กลิ่นยอดนิยมกันดีกว่า ว่าผู้ชายเขาชอบใช้กลิ่นอะไรกันบ้าง

1. Chanel Bleu de Chanel

หนุ่มคนไหนที่มองหากลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดใส แนะนำตัวนี้เลย ด้วยส่วนผสมจากส้มและองุ่น ทำให้หนุ่มๆ สดชื่นแถมยังดูมีความความลึกลับน่าค้นหา จนหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากลิ่นนี้มีความละเอียดอ่อนมากๆ

2. Calvin Klein CK One

ไม่รู้ว่าด้วยกลิ่นถูกใจหรือว่าความคุ้นเคย หนุ่มๆ หลายคนเลยเทใจให้น้ำหอมขวดนี้ อารมณ์ประมาณว่า คิดอะไรไม่ออกบอก CK One ขวดนี้สกัดความหอมมาจากธรรมชาติทั้งส้ม มะนาว มะลิ กุหลาบ และพืชพรรณนานาชนิด ทำให้น้ำหอมสุดคลาสสิกขวดนี้กลายเป็นน้ำหอมยอดฮิต

3. Hugo Boss Bottled Night for men EDT

น้ำหอมผู้ชายกลิ่นดึงดูดยามราตรี ทีเหล่าหนุ่มๆสายปาร์ตี้ นิยมใช้กัน ด้วยการผสมผสานกันระหว่างกลิ่นหอมจากดอกลาเวนเดอร์ ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และไม้เบิร์ช เพิ่มความนุ่มลึกน่าค้นหา มีกลิ่นเย้ายวนจากดอกไม้สีม่วงจากแอฟริกา

4. Christian Dior Sauvage EDT

ดีไซน์ดุดัน เข้มแข็ง ดูแมนๆ จึงเป็นน้ำหอมผู้ชายยอดนิยม อีกแบรนด์หนึ่ง ที่คุ้นชื่อ และโด่งดังเป็นน้ำหอมขวัญใจของหนุ่มๆ เลยก็ว่าได้

5. Coach for Men EDT

เหมาะกับสำหรับผู้ชายสมัยใหม่ มีกลิ่นหอมสดชื่น กลิ่นติดทนนาน ใช้ได้กับทุกโอกาส ทั้งกลางวันและกลางคืนให้ความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ทั้งหนุ่ม ๆ ที่ใช้น้ำหอม และคนรอบข้างที่เดินผ่านก็พลอยรู้สึกสดชื่นไปด้วย

Cr. sanook.com

Eau de Lacoste L.12.12 Eau Fraîche  

น้ำหอมใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสื้อโปโลรุ่น L.12.12 ที่ออกแบบโดย RENÉ LACOSTE ในปี 1933 โดยน้ำหอมรุ่นนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์ขวดที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมมุมตัดมน พร้อมด้วยโลโก้จระเข้ที่เป็นเอกลักษณ์

ในซีซั่นนี้ขอนำเสนอน้ำหอมกลิ่นใหม่ล่าสุดสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยน้ำหอมผู้ชายนั้นจะแสดงถึงตัวตนที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง หนุ่มสไตล์นี้ชอบเล่นเกมกีฬาได้อย่างสวยงาม และคอยจับตามองคู่แข่งของเขาอย่างไม่ละสายตา เช่นเดียวกับน้ำหอม Eau de Lacoste L.12.12 Eau Fraîche ที่สะดุดตาด้วยสีเขียวมะนาว และโลโก้จระเข้สีเขียวที่เป็นเอกลักษณ์

ด้วยกลิ่นที่สะอาดสดชื่นที่แฝงความเป็นผู้ชาย และ Lemon Juice ช่วยเติมความสดชื่นจนถึงขีดสุดเหมือน limoncello พร้อมด้วยกลิ่นของไม้ที่ออก woody และกลิ่น musk ที่เพิ่มความหอมแบบสุภาพบุรุษน่าหลงใหล

“ พบกับความหอมสดชื่นของ Lacoste L.12.12 Eau Fraiche ได้แล้ววันนี้ ที่เคาน์เตอร์น้ำหอม Lacoste ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป ”

Author : Sethapong Pawwattana

ครั้งแรกในไทย เปิดตัว “Breathe Ezy” อากาศบริสุทธิ์อัดกระป๋องจากนิวซีแลนด์

ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้นอีกระดับ เมื่อ กัลยานี กมลวิศิษฎ์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย “Breathe Ezy” (บรีธ อีซี่) อากาศบริสุทธิ์อัดกระป๋องจากประเทศนิวซีแลนด์ จัดงานเปิดตัว “Breathe Ezy” ผลิตภัณฑ์สุดอินเทรนด์ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องเผชิญกับมลภาวะฝุ่นละอองที่เป็นพิษ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ “Breathe Ezy” โดดเด่นด้วยนวัตกรรมพิเศษ ออกแบบให้ผู้ที่ต้องการอากาศบริสุทธิ์ติดตัวในรูปแบบที่ทันสมัยใช้งานสะดวก  ด้วยการอัดเก็บอากาศบริสุทธิ์ อย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบกระป๋อง ภายในงานได้รับเกียรติจาก นพ.พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) มาให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพฉบับคนเมือง ท่ามกลางเหล่าบรรดาเซเลบริตี้คนดังที่ใส่ใจสุขภาพ อาทิ ภูวนาท คุนผลิน, ..พลอยนภัส ลีนุตพงษ์, ธิติธรรม กมลวิศิษฎ์, นาขวัญ รายนานนท์ฬิน่า ลีนุตพงษ์,   พรหมพร ยูวะเวส, คริสติน่า เศรษฐบุตร, เควิน เตชะณรงค์กาญจน์ชนิตา กลศาสตร์เสนีโสรัส อมาตยกุล, วิภาวี คอมันตร์, ชัชชฎา ก้องธรนินทร์อนงค์นาฏ อำนวยพล, ณัฏฐิ์ประภา ชุณหะวัณ, ฐิติพงศ์ ล้อประเสริฐ ฯลฯ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการสูดอากาศบริสุทธิ์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน  ร้านมา เมซอง (Ma Maison)ปาร์คนายเลิศ เมื่อวันจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการสูดอากาศบริสุทธิ์แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนได้แล้ว กับ “Breathe Ezy” (บรีธ อีซี่) อากาศบริสุทธิ์อัดกระป๋องจากประเทศนิวซีแลนด์ วางจำหน่ายแล้วที่โรงพยาบาลผิวหนัง อโศก, Apex

ยกระดับการออกกำลังกายด้วย GymKit ที่จะทำให้ชีวิตของคุณในฟิตเนสสะดวกสบายยิ่งขึ้น


หลังเปิดตัวครั้งแรกอย่างน่าตื่นเต้นในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2017 วันนี้เราสามารถใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้แล้ว และไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกา แต่ในบ้านเราเองก็มีฟิตเนสที่รองรับ GymKit แล้วเช่นกัน 

GymKit คืออะไร

GymKit ของ Apple เป็นฟังก์ชั่นที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถจับคู่ Apple Watch กับอุปกรณ์คาร์ดิโอในฟิตเนสเพียงการแตะครั้งเดียว (ทดสอบแล้วการเชื่อมต่อทำได้ง่ายมาก ไม่ยุ่งยากเลยสักนิด) ตอนนี้เครื่องที่รองรับมีทั้งหมดสี่ตัว ได้แก่ treadmills, ellipticals, indoor bikes และ stair steppers จากผู้ผลิตใหญ่อย่าง Matrix, Technogym และ Life Fitness แต่ในอนาคตจะมีผู้ผลิตรายอื่นๆ ตามมาอีกเพียบ

เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่สมาร์ทวอชสามารถซิ้งค์ข้อมูลกับอุปกรณ์ออกกำลังกายผ่าน GymKit ที่ช่วยให้ Apple Watch ทำงานร่วมกับเครื่องอุปกรณ์เหล่านั้นได้อย่างลื่นไหล จากเดิมที่เราอ่านผลลัพท์ของการออกกำลังกายจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ที่อาจไม่แม่นยำเท่าที่ควร

แต่ด้วยวิธีนี้ทำให้เราสามารถนำข้อมูลส่วนตัวที่มีอยู่ในสมาร์ทวอช มาใช้งานร่วมกับข้อมูลที่ได้จากเครื่องออกกำลังกาย ผลลัพท์ที่ได้ไม่ว่าจะเป็นจำนวนแคลลอรี่ ระยะทาง ความเร็ว ความสูง ความชัน และอัตราการวิ่ง จึงแม่นยำกว่าที่เคยเป็นมา และตัดปัญหายุ่งยากเรื่องการจัดการกับอุปกรณ์ (เช่น ต้องเซตข้อมูลส่วนตัวในเครื่อง กดเริ่ม จากนั้นใส่ข้อมูลในมือถือ ก่อนกดเริ่มทำงาน เมื่อเสร็จสิ้นก็ต้องกดหยุดที่เครื่อง ก่อนหันมากดหยุดบนสมาร์ทวอชอีกที เป็นต้น)

ถือเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งสองทางแบบเรียลไทม์ครั้งแรก ข้อมูลที่แสดงบนเครื่องและข้อมือของคุณจึงตรงกัน ทำให้คุณไม่ต้องละสายตาเพื่อก้มมองสมาร์ทวอชบ่อยๆ

ตอนนี้ในบ้านเรา มีฟิตเนสที่มีอุปกรณ์รองรับ GymKit รายเดียวนั่นคือ Jetts 24 Hour Fitness ที่เปิด 24 ชั่วโมง มีทั้งหมด 7 สาขาในกรุงเทพฯ และมีแนวโน้มว่าตัวเลขของฟิตเนสที่รองรับจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะ 80% ของผู้ผลิตอุปกรณ์คาร์ดิโอทั่วโลกเล่นด้วยกับไอเดียนี้

ดังนั้น หากว่าฟิตเนสที่คุณเป็นสมาชิกอยู่ถึงคราวต้องอัพเกรดเครื่องขึ้นมาเมื่อไร ก็เป็นไปได้ว่าเครื่องใหม่เหล่านั้นจะมาพร้อม GymKit ของ Apple ที่สังเกตเห็นได้จากสัญลักษณ์ที่อยู่มุมบนด้านขวาของหน้าจอที่พร้อมให้คุณเชื่อมต่อ

สังเกตุสัญลักษณ์บนมุมขวาและจุดให้แตะบนตัวเครื่อง

ว่าด้วยเรื่องกลิ่นกายของชายหนุ่ม

อิทธิพลของกลิ่นที่ส่งผลต่อความเครียดของผู้หญิง

หลังมีผลการศึกษาล่าสุดจาก Journal of Personality and Social Psychology ระบุว่าสาวๆ ที่หยิบเสื้อยืดตัวโคร่งหรือเชิ้ตทำงานของคนรักมาสวมใส่เวลาที่คนข้างกายไม่อยู่ ช่วยลดความเครียดของพวกเธอได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงกันข้ามกับกลิ่นกายของคนแปลกหน้าที่ยิ่งกระตุ้นให้พวกเธอเครียด

และด้วยเหตุนี้เองกลิ่นกายของชายหนุ่มจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยดึงดูดให้คนเข้าหาแล้ว ยังช่วยให้พวกเธอรู้สึกผ่อนคลายเวลาได้กลิ่นอีกด้วย ล่าสุด มองบลังค์ (Montblanc) ได้ฤกษ์เปิดตัวน้ำหอมกลิ่นใหม่ในรอบ 3 ปีหลังจากที่ปล่อยกลิ่นหอมสดชื่นอย่าง Montblanc Legend Spirit มาในปี 2015 พอมาปีนี้ Montblanc Legend Night จึงถือกำเนิดขึ้นสำหรับผู้ชายมากเสน่ห์ ผู้โดดเด่นในยามค่ำคืนแม้ว่าเขาจะถูกรายล้อมด้วยเหล่าผองเพื่อนที่ไนต์คลับในกรุงลอนดอน ผู้ชายคนนี้มีสง่างามแต่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง ดึงดูดและเย้ายวนใจให้คนเข้าหา เป็นผู้ชายสไตล์มองบลังค์ที่มีความเซ็กซี่ เคร่งขรึม แต่นุ่มลึกอยู่ในที

Simon Clark เป็นพรีเซ็นเตอร์ผูกขาดให้กับน้ำหอม Montblanc มาตั้งแต่เปิดตัวกลิ่นแรกในปี 2011 จบจนถึงปัจจุบัน

 

รับรองว่าถ้าฉีดกลิ่นนี้เข้าไปละก็… จะประทับใจตั้งแต่แรกเห็นจนถึงคราวที่คุณลาจาก แต่อย่าลืมทิ้งเชิ้ตทำงานเนี้ยบกริบไว้ให้เธอดู (หรือหยิบมาสวมใส่) เพื่อคลายความคิดถึงด้วยละ 

สัมผัสกลิ่นหอมทรงพลังลำดับล่าสุดจากทอม ฟอร์ด Private Blend Oud Minerale ที่หลอมรวมความเย้ายวนของ Oud เข้ากับกลิ่นอายแห่งห้วงมหาสมุทรได้อย่างมีสไตล์เกินใคร

BITTERSWEET SYMPHONY

ศิลปะแห่งการปรุงน้ำหอมใช่ว่าจะขึ้นอยู่กับการวางโครงสร้างลำดับกลิ่นเท่านั้นหากแต่ส่วนผสมเลอค่านานาชนิดยังเป็นสุนทรียศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนเช่นเดียวกับ Private Blend Oud Collection คอลเลกชั่นความหอมสุดเย้ายวนของกลิ่นไม้ Oud พรรณไม้ล้ำค่าหายากซึ่งทอมฟอร์ดได้นำมาทวิสต์ให้สดใหม่ขึ้นในเวอร์ชั่นล่าสุด Tom Ford Private Blend Oud Minerale

 

“ผมต้องการสร้างสรรค์อะไรบางอย่างที่น่าตื่นเต้นและไม่เคยมีมาก่อนด้วยการผสมผสานส่วนประกอบจากสองโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงนำมาสู่การนำเสนอ Oud แบบใหม่ที่น่าหลงใหลและไม่ซ้ำใคร” ประกาศิตจากทอมฟอร์ดที่ประกาศกร้าวถึงจุดยืนในการครีเอทกลิ่นหอมลำดับล่าสุดและเป็นอย่างที่ดีไซเนอร์หนุ่มดำริไว้ทุกประการเพราะ Private Blend Oud Minerale สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับโลกแห่งความหอมอย่างแท้จริงด้วยกลิ่นหอมแนววู้ดดี้มารีนที่หลอมรวมไปด้วยความเย้ายวนใจของส่วนผสมต่างๆทั้ง Salty Seaweed, Pink Peppercorn, Oud Blend, Styrax, Ambergris Accord และ Fir Balsam  ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ความลุ่มลึกของชายหนุ่มได้ทรงพลังทว่าละเมียดละไม

สำหรับการเรียงร้อยกลิ่นหอมของ Private Blend Oud Minerale สุคนธกรได้ยกระดับกลิ่นหอมของ Oud สู่ความเข้มข้นและลุ่มลึกด้วยการผสานเข้ากับส่วนผสมอย่าง Salty Seaweed อันเป็นตัวแทนแห่งห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่สะท้อนความฉ่ำชื่นของผืนน้ำสีครามพร้อมความมีชีวิตชีวาของ Pink Peppercorn และส่วนผสมอันน่าหลงใหลอย่าง Ambergris, Styrax, Aquilaria, Fir Balsam ตลอดจนเรซิ่นสะท้อนเสน่ห์ลึกลับชวนค้นหาของชายหนุ่มได้อย่างมีชั้นเชิง

 

พร่างพรมกลิ่นหอมที่สะท้อนความเป็นตัวคุณกับ Private Blend Oud Minerale ในขวดแก้วสีเทาเข้มสไตล์เรียบเท่ มีให้เลือกทั้งขนาด 50 มล. ราคา 8,800 บาท และขนาด 100 มล. ราคา 12,400 บาท ได้ที่เคาน์เตอร์ Tom Ford ทุกสาขา (สยามพารากอน, ดิเอ็มโพเรียม, เซ็นทรัลชิดลม, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลบางนา และ เซน)

Content by ชนิตร์ปรียา กุลหทัย

แชมป์ ทีปกร ชวนคุณสำรวจกับอาหารมุมมองใหม่ๆ

Feast Your Eyes: The Rise of Food As A Visual Culture

คุณคงเข้าใจอารมณ์นี้
คุณกำลังเตรียมตัวเข้านอน กะว่าจะเอานิ้วไถลฟีดเฟซบุคอัพเดทข้อมูลข่าวสารแวดวงโซเชียลอีกสักเล็กน้อยแล้วจะหลับตาเข้าสู่นิทรารมย์ แต่มันก็บังเกิดขึ้น เมื่อคุณไถลไปสองสามช่วงนิ้ว ก็ปรากฏวิดีโอพาสต้าไวท์ซอส เส้นเฟตตูชินีที่แข็งและอ่อนพอดิบพอดี ประกอบกับครีมขาวข้น หนืด ชีสส่วนตกแต่งถูกโปรยลงไปอย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว สมุนไพรประดับกลิ่นพร่างพรูบนจานเหมือนกับการหว่านเมล็ดพืช อีกจานที่เข้าสู่จอเป็นเนื้อฉ่ำๆที่ถูกกริลล์จนเดือดปุดเป็นฟองอากาศบนผิว น้ำเนื้อไหลเยิ้มต้านทานไม่ไหวจนหยดแหมะๆลงบนเตา รอยไหม้บางๆบนผิวกลับยิ่งดึงดูดสายตา ตาคุณกระพริบถี่ – ซวยแล้ว – คุณคิด – ต่อมน้ำลายคุณหลั่งอย่างช่วยไม่ได้ และเสียงร้องของท้องก็ดังขึ้น และแล้ว – และแล้วคุณก็จบที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป


อาหารเป็นสิ่งที่สามารถถูก ‘แปลความ’ ผ่านสื่อต่างๆได้อย่างดิบดีเหลือเชื่อ คุณก็รู้ว่ามนุษย์เราเสพอาหารผ่านทางการรับรสและการดมกลิ่นเป็นหลัก แต่คุณก็อาจอดประหลาดใจไม่ได้ ที่สื่อ ‘ทัศนะ’ อย่างวิดีโอและภาพนิ่งกลับเสนอภาพอาหารได้อย่างมีเสน่ห์เหลือเชื่อ – และควบคุมคุณได้อยู่หมัด – เมื่อคุณเห็นภาพอาหาร เห็นความเคลื่อนไหว หยาดเยิ้ม เผาไหม้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของไฟที่ส่งผลต่อวัตถุดิบ เนื้อที่ค่อยๆหดตัว ซอสก็ค่อยๆมีสีเข้มและเคี่ยวงวดขึ้น – คุณก็ไม่อาจห้ามแรงต้านทานของร่างกายได้ นี่เองที่ทำให้วิดีทัศน์ของอาหาร มักถูกเรียกว่าเป็น ‘Food Porn’
คำว่า Food Porn นั้นถูกใช้มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1984 โดยนักวิจารณ์ชื่อ Rosaline Coward (โรซาลีน โควาร์ด) เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Female Desire อย่างเต็มไปด้วยแรงปรารถนาว่า “การปรุงอาหารและจัดวางอย่างสวยสดนั้นเป็นงานแห่งการบริการถวายใจอย่างแท้จริง เป็นวิธีบ่งบอกถึงความรักใคร่ผ่านทางการ ‘ให้’ การที่เราปรารถนาจะสร้างชิ้นงานอาหารอันแสนสมบูรณ์และงดงามนั้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเราพร้อมพรักและเต็มใจเป็นส่วนหน่ึ่งของการรองรับผู้อื่น Food Porn คงคุณลักษณะเหล่านี้ไว้ผ่านภาพการเตรียมมื้ออาหารผ่านการจัดแสงอันสวยงาม และการประดับประดาที่เวอร์วัง”
เมื่อภาพและวิดีโออาหารทำปฏิกิริยากับร่างกายเราได้ขนาดนี้ – จึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่มันจะกลายมาเป็นหมุดหมายทางวัฒนธรรม วันที่อาหารถูกยอมรับว่าเป็นงานศิลป์ที่ครบองค์ประกอบผัสสะ ทำให้เรารู้สึกทั้งตา จมูก หูและปาก – เมื่อวัตถุดิบคือแปรง และสีแดงคือมะเขือเทศ – ภาพของ ‘ผู้ประกอบอาหาร’ 
ก็ถูกยกระดับขึ้นเป็นศิลปิน

จิตรกรเอกในห้องครัว
Chef’s Table เป็นสารคดีบน Netflix กำกับโดยคนที่คุณก็อาจได้ยลผลงานมาแล้ว อย่าง David Gelb (เดวิด เกลบ์) ผู้กำกับสารคดีอาหารก้องโลก Jiro Dreams of Sushi ที่มีส่วนผลักให้วงการ ‘อาหารทุ่มเท’ ก้าวขึ้นมาอยู่บนฉากหน้าแห่งความสนใจของผู้คนอีกครั้ง
หากคุณเคยชม Jiro Dreams of Sushi คุณคงเข้าใจลมหายใจเข้าออกที่เปี่ยมไปด้วยการเชิดชู-บูชาเหล่าผู้รังสรรค์อาหารบนโต๊ะของเขา ในภาพยนตร์เรื่องนั้น จิโร่ไม่ได้เป็นเพียงเชฟซูชิธรรมดาๆอีกแล้ว แต่เขาถูกฉายภาพเป็นดังซามูไรที่ทุ่มเททั้งชีวิต และใช้เวลาทุกวัน ละเอียดลงไปจนถึงวินาที เพื่อสิ่งที่คุณจะเคี้ยวและกลืนลงคอได้ในไม่กี่คำ อารมณ์นั้นปรากฏเช่นกันใน Chef’s Table
ปัจจุบัน Chef’s Table มีออกมาให้ชมแล้วสามซีซั่น ได้รับความนิยมจนมี ‘สปินออฟ’ เป็นซีรีส์รองที่พุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงไปที่วงการอาหารฝรั่งเศสอีกหนึ่งซีซั่น พาเราไปท่องโลกบนจานสีขาวนวล สัมผัสชีวิตเชฟ Massimo Bottura (มัสซิโม บ็อตตูร่า) 
แห่งอิตาลี ไปชมครัวของเชฟ Niki Nakayama (นิกิ นากายามะ) แห่งร้าน N/Naka ในลอสแอนเจลิส แวะไปสูดกลิ่นวัฒนธรรมจากจานของเชฟ Alex Atala (อเล็กซ์ อตาลา) แห่งบราซิล ก่อนจะมากรุงเทพฯ แวะร้าน Gaggan ของเชฟ Gaggan Anand (กักกัน อานันด์) และพาเราลัดเลาะสู่แดนหมีขาวด้วยอาหารของ Vladimir Mukhin (วลาดิเมีย มัสคิน) แห่งร้านกระต่ายขาว และกระตุ้นสัมผัสให้เราอยากลิ้มลองอาหารเปรูเวียนผ่านทางจานของ Virgilio Matínez Véliz (เวอร์จิลิโอ มาร์ติเนส เวลีซ) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ดาวดวงใหม่แห่งน่านฟ้าอาหารของเมืองลิม่า”


คุณไม่อาจพลาดความขรึมขลังที่ผู้กำกับตั้งใจมอบให้ Chef’s Table ได้เลย ตั้งแต่ฉากไตเติลที่ฉายภาพห้องครัวเหมือนสนามรบ สายตาของเชฟที่เอาจริงเอาจังกับระดับไฟ จานที่กลายเป็นผืนผ้าใบ ปลาที่ถูกขอดเกล็ดอย่างชำนาญ ซอสน้ำตาลเข้มที่ถูกทาลงไปอย่างไม่ละล้าละลัง
เมื่อทั้งหมดถูกฉายประกอบกับวรรค Winter ของ The Four Seasons (Concerto No.4 in F Minor Op.8) ของวิวาลดี ก็ยิ่งประกอบกันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ใช่ – นี่คืองานศิลปะ – หรืออย่างน้อย เราก็รู้ว่าเดวิดและเหล่าเชฟมองเช่นนั้น ผ่านไตเติล ผ่านการตัดต่อ และผ่านสิ่งที่เขาเลือกมาแสดงบนจอ คุณจะได้เห็นความพยายามของเหล่าเชฟ ประสบการณ์และสมรภูมิภายในของพวกเขา ความละเมียดละไมและ
ไม่อ่อนข้อ เอาจริงเอาจังจนบางครั้งสตาฟรอบตัวก็ได้แต่ส่ายหัวด้วยคิดว่า ‘นี่หัวแข็งเกินไปแล้ว’ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ถึงเชฟหลักจะหัวแข็งอย่างนั้น สตาฟก็ยังพร้อมจะเดินตามเส้นทางของพวกเขา ด้วยหวังว่าหยาดเหงื่อและไมเกรนที่ทุ่มเทให้ จะได้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของมาสเตอร์พีซประจำค่ำคืนนี้

นี่ไม่ใช่ศิลปะที่ปราศจากคำถามเสียทีเดียว เมื่อ Chef’s Table ออกฉาย Jay Rayner (เจย์ เรย์เนอร์) นักวิจารณ์แห่ง The Guardian ตั้งข้อสังเกตในมุมตรงข้ามผ่านบทความชื่อ ‘Chef’s Table is Another Slice of Cool Culinary Myth Making’ (Chef’s Table ก็เป็นเพียง
การสร้างความเชื่อว่าซีนอาหารนั้นเจ๋งเสียเต็มประดาอีกหนึ่งชิ้นเท่านั้นเอง)

เขาบอกว่า ปรากฏการณ์การยกระดับเชฟขึ้นเป็นศิลปินรอบล่าสุดนั้นอาจสืบเนื่องได้จากหนังสือ Kitchen Confidential ของ Anthony Bourdain (แอนโธนี บูร์แดง) เขาบอกว่า “มันไม่ได้เป็นแบบนี้มาก่อน แต่ก่อน เชฟเหมือนกับทหาร ที่ทั้งถูกนิยาม และได้รับความเคารพ 
ผ่านทางหน้าที่ของพวกเขา พวกเขามีเครื่องแบบและมีสนามรบเป็นของตนเอง – ซึ่งนั่นก็คือห้องครัว – และพวกเราก็ไม่ได้สนใจว่าชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเมื่อถอดผ้ากันเปื้อนจะเป็นอย่างไรมาก่อน จนกระทั่งแอนโธนี บูร์แดงเขียน Kitchen Confidential นั่นแหละ”


หลังจากแอนโธนีเผยให้เห็นชีวิตรอบห้องครัวของเหล่าเชฟแล้ว ค.ศ. 2006 โลกก็ต้อนรับการมาถึงของรายการเรียลลิตี้ทำอาหารอย่าง Top Chef ซึ่งไม่ได้นำเสนอเพียงความสามารถในการทำอาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ส่วนสำคัญคือการนำเสนอ ‘วิธีการจัดการกับ
ความกดดัน’ ส่วนบุคคลมากกว่า สิ่งเหล่านี้เองที่ยกระดับให้เชฟเป็นมากกว่าอาชีพ ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมกำลังยกให้เชฟเป็น ‘ซูเปอร์ฮีโร่’

ทำไมเราจึงสนใจตัวตนของเชฟพอๆกับ (หรือกระทั่งมากกว่า) อาหารบนจานที่พวกเขาทำกันล่ะ เจย์ข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ไหมว่า ในโลกที่วัฒนธรรมเมืองเข้ามาครอบงำทุกภาคส่วนแบบนี้ อาชีพทำอาหารเป็นอาชีพ ‘Artisan’ (อันหมายถึงอาชีพที่มีลักษณะความเป็นศิลปิน ทำงานด้วยมือ ทำงาน ‘คราฟต์’) เพียงไม่กี่อาชีพที่หลงเหลืออยู่ เป็นไปได้ไหมว่า การที่พวกเขาหยิบเอาวัตถุดิบมา ‘แปลงรูป’ ต่อหน้าเรานั้นเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครทำกันอีกแล้ว

เมื่อเชฟแสดงความสามารถราวกับนักมายากล พวกเขาจึงเป็นผู้วิเศษ เราไม่ได้รักใคร่เพียงสิ่งที่อยู่ในจาน แต่เราก็หลงใหลผู้ประกอบ หยิบจับ และรังสรรค์จานนั้นขึ้นมาด้วย ถึงอย่างนั้น เมื่อ Chef’s Table วางตัวเองอยู่บนระนาบนี้อย่างหนาหนักเกินไป เช่นเมื่อครั้งที่เชฟ 
Dan Barber (แดน บาร์เบอร์) แห่งภัตตาคาร Blue Hills สะอึกสะอื้นเพราะภารกิจตามหาวัตถุดิบหลักของมื้อ ทำให้เขาไม่ได้ไปเจอลูกสาวในวันอาทิตย์ก่อน เจย์ก็อยากกลอกตา และร้องออกมาด้วยความหมั่นไส้เหลือประมาณว่า “ให้ตายเหอะ นายไม่ใช่นักผจญเพลิงหรือหมอฉุกเฉินนะโว้ย นายเป็นคนทำอาหารให้กับคนรวยๆเท่านั้นเอง ไปหาลูกสาวนายเถอะ!”

ดูเหมือนว่า เมื่อศิลปะถูกขนานนามว่า ‘ศิลปะ’ บ่อยๆ หลายคนก็พร้อมจะเบือนหน้า (และบึนปาก) หนีไปเสียจากจาน ด้วยความรู้สึกว่ามนตร์สะกดถูกคลายไปนานแล้ว

Too Fast To Be Food
เพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น (สั้นกว่า Chef’s Table หลายช่วงตัว) วิดีโอของ Tasty ก็ฉายให้คุณเห็นตั้งแต่สิ่งเหล่านั้นยังเป็นวัตถุดิบ พริกหยวก เบซิล โยเกิร์ต ผงกระเทียมและหอมใหญ่ มือไม้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วยการเร่งสปีด หยิบสิ่งนั้นผสมกับสิ่งนี้ คนให้ทั่ว ฉับพลันทันใด พวกมันก็กลายเป็นซอสโยเกิร์ตที่พร้อมให้คุณเอาไปจิ้มผักรับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อย งานพวกนี้อาจไม่ละเอียดอ่อน งดงามหรือละมุนละไมเหมือนวิดีโอ
ของเดวิดนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่ก็เป็นเวทมนตร์อีกแบบเหมือนกัน

Tasty สื่อลูกของ Buzzfeed แนะนำตัวว่าเป็น “วิดีโอสูตรอาหารขนาดเคี้ยวง่ายที่คุณอยากลอง” (Snack-sized Videos and Recipes You’ll Want to Try) ฟอร์แมตวิดีโอเช่นนี้ยึดครองหัวหาดฟีดของผู้ใช้เฟซบุคทั่วโลกอย่างไม่น่าแปลกใจนัก แน่ล่ะ ใครๆก็อยากเห็นพาสต้าสลัดไก่ซีซาร์ที่ถูกประกอบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว วิดีโอของ Tasty เหมือนลูกน้อยแสนอัจฉริยะของภาพถ่ายอาหารในอินสตาแกรมที่ลักลอบได้เสียกับภาพแบบ Before-After ของการลดความอ้วนหรือการแต่งหน้า ที่แปลงโฉมคนในภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือ กระตุ้นความพอใจง่ายๆในบางส่วนของสมองราวกับตอนที่คุณทำอาหารเองจนเสร็จสิ้นแล้วจัดลงจาน แต่ต่างออกไปตรงที่ว่า วิดีโออาหารของ Tasty นั้นช่างดูง่ายดาย สวยงาม เรียบร้อย รวดเร็ว และที่สำคัญ ไม่เลอะเทอะ! คุณสัมผัสความสุขง่ายๆ ของการทำอาหารได้โดยไม่ต้องล้างภาชนะ อะไรจะดีไปกว่านี้ได้อีกล่ะ!


Andrew Gauthier (แอนดริว กอติเยร์) เอ็กซ์เซ็กคิวทีฟโปรดิวเซอร์แห่ง Buzzfeed Motion Pictures บอกว่า “งานของพวกเราบนแพลตฟอร์มโซเชียลนั้นเป็นการเชื่อมโยงคนกับเพื่อนหรือคนกับครอบครัว เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ที่เราชอบกับคนที่เรารัก และอาหารก็เชื่อมโยงกับทุกอย่างที่ว่ามา ไม่ว่าจะเป็นอาหารค่ำกับครอบครัว กับคู่เดท หรือบรันช์กับเพื่อนสนิท อาหารเป็นสิ่งที่คนแบ่งปัน (และ ‘แชร์’) กันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนจะชอบแชร์วิดีโออาหาร”

นี่เป็นเกมของตัวเลข ตลาดดิจิตอลวิดีโอนั้นมีมูลค่าสูงถึง 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีค.ศ. 2017 เติบโตขึ้นจาก 10,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว ด้วยเวลาเพียง 15 เดือน Tasty ก็ทำวิดีโออาหารง่ายๆฉับไวนี้ไปมากกว่า 2,000 ชิ้น เติบโตขึ้นจากแขนงย่อยๆของ Buzzfeed กลายเป็นยักษ์ใหญ่ไร้คนโค่นได้ในเวลาไม่นาน

ปัจจุบันด้วยอายุเพียงสองปี Tasty กวาดแฟนๆชาวเน็ต ไปได้มากกว่า 86 ล้านคนด้วยยอดวิวมากกว่าหมื่นล้านครั้ง (เฉพาะบนเฟซบุค!) เป็นการ ‘เล่น’ กับชาวเน็ตได้เก่งกาจเหลือเชื่อ ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของเฟซบุค วิดีโอที่เล่นเองโดยอัตโนมัติ เสียงที่ถูกลดความสำคัญ (เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่เปิดเสียงฟัง) ทำให้ความเอาจริงเอาจังด้านภาพเพิ่มขึ้นอีก ฟอร์แมตที่สั้นกระชับจับความสนใจคนได้ในทุกเฟรม และขนาดบวกกับการจัดวางจานและวัตถุดิบ (ที่เอาเข้าจริงแล้ว ตอนประกอบอาหารจริงๆคงไม่มีใครวางได้สวยขนาดนี้ในทุกขั้นตอน) ทำให้นี่เป็น ‘รายการปรุงอาหาร’ ที่เหมาะกับโลกใหม่อย่างยิ่ง

โลกของ Tasty เป็นโลกที่ทุกอย่างฉับไวและไร้ความอิหลักอิเหลื่อ โลกที่ซิงก์น้ำสะอาดสะอ้านไม่มีจานชามตกค้าง โลกที่ไม่มีอะไร ‘ไหม้’ หรือ ‘ไม่สุก’ โลกที่ไม่ต้องมีพิธีกรมาบอกว่า “เอาล่ะค่ะ ต่อไป ก็ตั้งน้ำมันให้ร้อน รอสักสามนาที” แล้วพูดขอบคุณสปอนเซอร์กินเวลาสามนาที ที่รอน้ำมันให้ร้อนนั้น

วันนี้ น้ำมันร้อน รอ’ คุณไว้แล้ว คุณไม่ต้องรอน้ำมัน!
ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์แบบแช่มช้าแต่หนักแน่นอย่าง Chef’s Table หรือแบบฉับไวไร้รอยต่อของ Tasty ล้วนทำให้เราเห็นความสามารถในการแปลงรูปข้ามสื่อ ข้ามพรมแดนของอาหารได้เป็นอย่างดี ทำให้เราตระหนัก อย่างที่เคยรำลึกก่อนหน้ามาแล้วว่าอาหารไม่เคยถูกลิ้มรสเพียงด้วยลิ้น แต่รูปลักษณ์และการเคลื่อนไหวก็เป็นส่วนประกอบแสนสำคัญ

จากผืนผ้าใบ สู่จานเซรามิก สู่หน้าจอ อาหารยังคงอำนาจทางวัฒนธรรม ที่ทำให้เราทั้งหิวโหยและอิ่มเอิบในทุกสัมผัส และจะเป็นเช่นนี้และเช่นนี้ไปอีกนาน ไม่ว่าสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ของเราจะเล็กลง หรือใหญ่ขึ้นกี่นิ้ว อาหารจะยังอยู่ตรงนั้นเสมอ

‘ใจเย็นไว้ไอ้น้องชาย พี่จะดูแลแกเอง’ เคล็ด (ไม่) ลับที่จะทำให้ดูแลน้องชายได้อย่างถูกวิธี

BRO COMES BEFORE ANYTHING
สำหรับเหล่าสุภาพบุรุษ นอกจากจะต้องดูและผิวหน้าผิวกายให้สมบูรณ์แบบแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็น (แทบจะที่สุด) คือการดูแลพื้นที่ส่วนที่อยู่ใต้เข็มขัด (น้องชาย นายน้อย เจ้าโลก หรือสุดแท้แต่จะเรียกหา) ให้มีสุขภาพดี (และดูดี) อยู่ตลอดเวลา

grooming-boom

เรียนรู้สามขั้นตอนสำคัญสำหรับการดูแลรักษาพื้นที่สงวนใต้เข็มขัด ด้วยผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่มีส่วนช่วยรักษาความสมดุลคืนความน่าดูให้แก่น้องชายสุดที่รัก

1. WASHING OUT THE DIRT
ทุกสิ่งเริ่มต้นจากการล้างน้องชาย ไม่ว่าจะล้างด้วยน้ำสะอาด 
ล้างด้วยสบู่ หรือใช้แชมพูสระผมกับผมของน้อยชายสุดหวง ล้วนทำให้เกิดผลเสียที่ตามมาอย่างไม่คาดคิดได้ วิธีการปกป้องดูแลน้องชาย
ที่ดีที่สุดคือการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่เกิดมาเพื่อน้องชายสุดที่รักโดยเฉพาะ ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวควรมีส่วนประกอบของว่านหางจระเข้ (เพื่อลดความระคายเคือง) เมล็ดฟักทอง (ที่มีกรด Palmitic เร่งการผลิตน้ำมันธรรมชาติใต้ผิวหนัง) และขี้ผึ้ง (เพื่อสร้างเกราะปกป้องแบบธรรมชาติและป้องกันแบคทีเรีย)

2. TRIMMING THE BUSH
เส้นผมดำขลับงามสวยของน้องชาย ต้องการการดูแลรักษา ตัด สระ (ไดร์และเช็ตแล้วแต่บุคคล) ไม่ต่างจากเส้นผมบนหนังศีรษะ แน่นอนสุภาพบุรุษส่วนใหญ่ เมื่อความยาวของเส้นผมบริเวณด้านล่างยาวจนเกินไป พวกเขามักใช้มีดโกนหนวดโกนออกทั้งหมด และสิ่งที่ถูกน้ำชำระล้างออกไปพร้อมเส้นขน คือน้ำมันธรรมชาติที่ช่วยป้องกันผิวหนังแห้งจนเกิดอาการแพ้และระคายเคือง ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมคือการเล็มออกด้วยกรรไกรขนาดเล็กอย่างกรรไกรเล็มขนจมูก (แน่นอนความสั้นยาวสามารถกำหนดได้แต่อย่าลืมให้มันสั้นกว่าน้องชายของคุณเสมอ!)

3. POWDERING THE MEAT
สุภาพสตรีเลือกสรรเครื่องประทินผิวหน้าชั้นดีฉันใด เหล่าสุภาพบุรุษเลือกสรรแป้งชั้นดีสำหรับน้องชายสุดหวงฉันนั้น การทาแป้งนั้นให้ประโยชน์แก่ช่วงล่างของคุณมากมาย ไม่ว่าจะลดความชื้นจากเหงื่อ
ที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ลดกลิ่นอับชื้นไม่น่าดม และยังสามารถลดอาการคันและแพ้ที่ผิวหนังได้อีกด้วย แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้สมควร
ที่จะมีส่วนประกอบของผงฟูที่ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้เป็นอย่างดี

Please DO!
เตรียมกระจกบานเล็กเอาไว้เพื่อการเล็มขนที่แสนสะดวกหากมีความจำเป็นต้องโกนจริงๆ ควรใช้กรรไกรเล็มขน
 ให้สั้นที่สุดก่อนการใช้มีดโกนหนวดไฟฟ้าช่วยลดอาการระคายเคืองได้อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นและเช็ดตัวให้แห้งก่อนเล็มขนเสมอ
 เพื่อทำให้ขนอ่อนนุ่มเล็มง่ายใช้สารสกัดจากว่านห่างจระเข้หรือน้ำมันธรรมชาติ เช่น
 น้ำมัน มะพร้าวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น

Please DON’T!
พยายามเลี่ยงการทำความสะอาดบริเวณสงวนด้วยสบู่หลีกเลี่ยงแป้งที่มีส่วนประกอบของทัลค์ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้หลีกเลี่ยงแป้งฝุ่นที่มีส่วนประกอบของอลูมีเนียมที่มักพบ
 เจอในแท่งดับกลิ่นกาย เพราะเป็นตัวการของโรคผิวหนังไม่ชโลมน้องชายด้วยโลชั่นทาผิวที่มีส่วนประกอบของน้ำหอมเพราะอาจเกิดความระคายเคืองได้

ต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 ด้วยคอลเลกชั่นแอกเซสเซอรีล่าสุดจาก Saint Laurent

Fall is Coming

เข็มกลัดโลหะตราสัญลักษณ์ จาก Saint Laurent สร้อยข้อมือโลหะพร้อมจี้โลหะตราสัญลักษณ์ จาก Saint Laurent กระเป๋าแคนวาสทรงโท้ตตัดต่อหนัง จาก Saint Laurent รองเท้าหนังหุ้มข้อตกแต่งซิปด้านข้าง จาก Saint Laurent เข็มกลัดโลหะสลักข้อความ จาก Saint Laurentเสื้อคอกลมผ้าฝ้ายพิมพ์ลาย จาก Saint Laurent กระเป๋าสะพายหลังแคนวาสปัก ตราสัญลักษณ์ จาก Saint Laurent รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อตัดต่อหนังตกแต่งหมุดโลหะ จาก Saint Laurent

ความมันบนผิวหน้าปัญหาที่ผู้ชายหนีกันไม่พ้น

Oily Skin Solution

ความมันหรือผิวหน้ามันเป็นปัญหาที่ผู้ชายมักพบเจอกันในทุกยุคทุกสมัย แต่ “ความมัน” มันมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วอะไรคือต้นตอของความมัน และความมันบนใบหน้านั้นมีหรือไม่มีประโยชน์กันแน่ เราพร้อมไขข้อข้องใจทุกอย่างแล้ว

PART I: W hat Causes Oily Skin 

ในทุกยุคทุกสมัยปัญหาผิวมันเป็นปัญหาที่ผู้ชายส่วนใหญ่มักเจอ และเป็นปัญหาที่แก้ไขยาก นับได้ว่าเป็นศัตรูตัวร้ายของผู้ชายทั้งหลาย แต่คุณรู้จักความมันของผิวคุณดีแค่ไหนกัน “ผิวมัน” เป็นคำใช้เรียกอธิบายสภาพผิวที่ผลิตน้ำมันมากเกินไป หรือเรียกว่า “Seborrhea”

ความมันบนใบหน้าเป็นน้ำมันตามธรรมชาติที่ร่างกายผลิตออกมาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นอยู่แล้ว แต่ปัญหาผิวมันนั้นเกิดจากการทำงานของต่อมไขมันที่ผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติยามความชุ่มชื้นในผิวไม่สมดุล ผิวขาดความชุ่มชื้น มีปริมาณน้ำในผิวน้อย ร่างกายจึงต้องมีกลไกดังกล่าว เพื่อปรับสภาพผิวและลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยออกจากผิว

PART II: (Dis)Advantage of Oily Skin

ถึงแม้ว่าการผลิตน้ำมันตามธรรมชาติของร่างกายจะฟังแล้วดูมีประโยชน์มากเพียงใด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย หลายครั้งที่ผู้คนมักเข้าใจว่าน้ำมันที่ถูกผลิตออกมาจากร่างกายมักจะให้ผลดีมากกว่าผลเสีย แท้จริงแล้วต่อมไขมันที่มีการผลิตน้ำมันธรรมชาติออกมามากเกินไป ผลที่ตามมาคือ ผิวหน้ามันและหมองคล้ำมากกว่าคนปกติ ซึ่งสาเหตุของการผลิตน้ำมันของร่างกายที่ผิดปกติมาจากปัจจัยที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงและความไม่สมดุลของฮอร์โมน การใช้ยาบางชนิด ไปจนถึงความเครียด

PART III: Real Problems

จริงๆแล้วความมันบนใบหน้าจัดว่าเป็นปัญหาจริงๆหรือเปล่า Dr.Rebacca Lasheve หัวหน้าแผนกโรคผิวหนังที่ Loyola University of Chicago กล่าวว่า “ความมันบนใบหน้าของแต่ละคนมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน หลายครั้งที่เราพบว่าคนไข้บางรายมีปริมาณการผลิตน้ำมันที่มากเกินไปจนก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา แต่คนไข้บางคนกลับเห็นว่านั่นเป็นข้อได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ เพราะผิวหนังมีความชุ่มชื่น”

ส่วนอีกข้อดีของความมันที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามนั่นคือ การช่วยชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นที่อาจจะเกิดก่อนวัยได้ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า คนผิวหน้ามันนั้นจะดูแลผิวได้ง่ายกว่าคนผิวหน้าแห้ง หรือผิวหน้าผสม เพราะเซลส์ที่อิ่มไขมันนั้นจะแข็งแรงกว่าเซลส์ชนิดอื่นๆนั่นเอง

ทำความเข้าใจ ‘ความมัน’ บนใบหน้ากันแล้ว ตอนนี้ก็ปรับความคิดและ ‘ทำใจ’ กับน้ำมันที่ร่างกายเราผลิตออกมากันเถอะ ไม่ว่าเราจะรักหรือจะชังหน้ามันๆของเรา แต่เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าคุณจะรำคาญความเหนอะหนะบนใบหน้ามากแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความมันนี่ล่ะ ที่จะทำให้คุณดูไม่เหี่ยวย่นก่อนเวลาอันควร

PART IV: Oily Tricks

ในปัจจุบัน วงการแพทย์ด้านผิวหนังในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมนำน้ำมันจากธรรมชาติต่างๆที่มีลักษณะโมเลกุลคล้ายกับน้ำมันที่ร่างกายผลิตบนผิวหน้ามาใช้เป็นยารักษาและบำรุงผิวพรรณแบบสกินแคร์ แต่น้ำมันสกัดจากธรรมชาติเหล่านี้นั้นสามารถใช้เติมความชุ่มชื้นและควบคุมความมันบนใบหน้าได้อีกทางหนึ่ง

Coconut Oil 

มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสียหายของผิว และสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มนวล และกำจัดรอยด่างดำบนผิว โดยชโลมผิวหลังอาบน้ำแทนโลชั่นทาตัวได้เลย

Extra Virgin Olive Oil 

มีโครงสร้างที่คล้ายหรือใกล้เคียงกับน้ำมันที่หล่อเลี้ยงผิวของเรา จึงเข้ากับผิวคนได้ค่อนข้างดีมาก และที่สำคัญในน้ำมันมะกอก มีส่วนผสมของน้ำมันสควาเรนอยู่มาก เป็นน้ำมันที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ช่วยบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นได้ดีเหมาะกับผิวที่แห้งมาก นิยมใช้เป็นส่วนผสมของครีมทามือเท้าต่างๆ

Rice Bran Oil 

ถือว่าเป็นน้ำมันที่มีวิตามินเยอะมาก โดยเฉพาะวิตามิน E Complex รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแพ้ง่าย ผิวแห้ง มีสารช่วยป้องกัน UV ได้

Sunflower Oil

อุดมไปด้วยวิตามินอีและเกลือแร่สูง ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวประเภทไลโนเลอิก จำนวนมากซึ่งเป็นกรดไขมันที่ดีและร่างกายต้องการแต่ไม่สามารถผลิตเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งวิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยต่อต้านการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

Grape Seed Oil 

สามารถดูดซับทางผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึก เหมาะสำหรับคนผิวมัน ใช้ทำน้ำมันนวดเนื้อบางเบาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยของผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ช่วยบำรุงผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ ยืดอายุของเซลส์ผิว ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลส์ผิวที่เสื่อมสภาพให้แข็งแรง

Credit Photo : Getty Images