หนุ่มๆที่อยากหล่อ ผิวดี ผมเงา ต้องกินอะไรดี ?

เคยได้ยินคำพูดที่ว่า สุขภาพดีเริ่มต้นจากในครัวไหม หากคุณอยากมีสุขภาพดี ควรเริ่มต้นที่เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นอันดับต้นๆ และ วันนี้เรามีอาหารที่ดีต่อคุณหนุ่มๆ มากฝาก จะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลยครับ

1. ข้าวกล้อง สารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวในข้าวกล้องคือ ซีลีเนียม และเนื่องจากในข้าวกล้อง มีปริมาณของซีลีเนียมสูง แร่ธาตุดังกล่าว มีส่วนช่วยในการลดสิวในวัยผู้ใหญ่ เมื่อไปรวมเข้ากับวิตามินอี นอกจากนั้น ยังช่วยลดรังแค และกระตุ้นให้ผมงอกออกมาเร็วยิ่งขึ้น ธาตุซีลีเนียมนี้ นอกจากจะมีในข้าวกล้องแล้ว ยังมีอยู่ในอาหารชนิดอื่นอีกเช่น ทูน่า กระเทียม ไข่ เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อไก่งวง

 2. แครอท มีสารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวคือ วิตามินเอ เมื่อเราอายุมากขึ้น ผิวหนังของเราจะได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่สมดุลย์ของอนุมูลอิสระ เคมีต่าง ๆ จะก่อทำให้เซลผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย สูญเสียความยืดหยุ่น และสารอาหารที่จะช่วยชลอการเกิดกระบวนการดังกล่าวนี้ก็คือวิตามินเอ ซึ่งจะมาในรูปของเบต้า แคโรทีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากแครอทแล้ว ยังมีอาหารที่ให้คุณค่าเช่นเดียวกันคือ มันหวาน และพริกหยวก

3. มะเขือเทศ มีวิตามินซี เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเขือเทศแล้ว ยังมีอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันคือ พริกหยวก บร็อคโครี่ และ ผักโขม

4. เนื้อวัว ให้โปรตีน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี ผิวสวย ผมหนาเงางาม เพราะโปรตีน จะช่วยไม่ให้ผิวและผม แห้งเปราะ กระตุ้นให้ผมงอก และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง นอกจากเนื้อวัวแล้ว ก็ยังมีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพอื่น ๆ อีกเช่น ปลา เนื้อหมู และเนื้อแดงอื่น ๆ เช่น เนื้อแกะ ซึ่งมีซิงค์สูง รวมไปถึงอาหารพวกโยเกิร์ต ซึ่งมีวิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเธนิค ที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ป้องกันไม่ให้ผมร่วง

5. แซลมอน สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผมและผิวมากก็คือ กรดไขมัน ซึ่งเรียกว่าเป็นไขมันดี มีประโยชน์ต่อเซลผิวหนัง เพราะมีโอเมก้า 3 ช่วยทำให้เยื่อบุเซลผิวหนังมีความสมบูรณ์ ช่วยเก็บรักษาน้ำในผิว และยังช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี แหล่งอาหารอื่น ที่มีกรดไขมันได้แก่ เมล็ดทานตะวัน และปลาฉนาก

6. กาแฟ มีคาเฟอีน มีส่วนช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง สามารถนำมาใช้ทาในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นนุ่มลื่น นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยว่า การดื่มกาแฟวันละแก้ว ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

7. น้ำ ช่วยล้างพิษในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่น ความหนา ให้กับผิว ช่วยการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้ผิวไม่แห้ง และน้ำยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย แหล่งอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ ผักและผลไม้

” น้ำหอม ” ใช้อย่างไรถึงจะถูกต้อง

การใช้น้ำหอมมีเทคนิคมากมายหลายอย่าง และนี่คือ สิ่งที่เรารวบรวมมาให้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้น้ำหอมอย่างถูกวิธี

  • น้ำหอมจะระเหยและส่งกลิ่นได้ดีบนพื้นผิวที่อุ่นและมีการหมุนเวียนโลหิตที่ดี ดังนั้นจุดที่ควรฉีด คือ บรรดาตามชีพจร หรือ Pulse Point ทั้งหลายในร่างหาย เพราะทุกครั้งที่มีการเต้นของชีพจรเท่ากับช่วยกระตุ้นให้น้ำหอมส่งกลิ่นได้เร็ว เช่น ข้อมือ สะดือ ข้อพับขา หรือกระดูกไหปลาร้า -ไม่ควรฉีดน้ำหอมตรงหลังใบหูเพราะกลิ่นจะมีการระเหยไปอย่างรวดเร็ว และไม่ติดทนนาน
  • ควรเก็บน้ำหอมเอาไว้ในที่ๆ มีความเย็น มืด ซึ่งตามการเก็บที่ถูกวิธีแม้ว่าน้ำหอมจะไม่มีระบุวันหมดอายุ แต่ก็จะทำให้คุณภาพคงทนนานถึง 3 ปีนับจากวันที่ผลิต
  • ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรลองฉีดบนข้อมือแล้วจากนั้นทิ้งระยะเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วค่อยตัดสินใจว่า กลิ่นนั้นถูกใจหรือไม่ เพราะน้ำหอมจะปฏิกิริยากับเหงื่อและความร้อนบนร่างกายจนให้กลิ่นที่แตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคลแม้ว่าจะเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกันก็ตาม
  • ไม่ควรฉีดน้ำหอมลงบนเสื้อผ้า เพราะนอกจากจะทำให้เกิดรอยด่างแล้วทำให่กลิ่นไม่ติดทนนานด้วย
  • ไม่ควรทดลองน้ำหอมมากจนเกินไป เพราะประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของเรา จะไม่สามารถจำแนกได้ ทางที่ดีควรลองแค่ 2-3 กลิ่นก็พอ
  • ไม่ควรไปเลือกซื้อนํ้าหอมในช่วงที่เราเพิ่งจะฟื้นจากอาการเจ็บป่วย หรือไม่สบาย หรือ เพิ่งสูบบุหรี่เสร็จ เพราะจะมีผลต่อการรับรู้กลิ่นทำให้กลิ่นนํ้าหอมที่เราสัมผัสเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
  • น้ำหอมจะมีกลิ่น 3 ระดับ ซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา คือ

    Top nose กลิ่นแรก คือ กลิ่นที่จะได้รับทันทีที่ฉีดน้ำหอม จะมีลักษณะหอมสดชื่นและบางเบา กลิ่นแรกนี้จะอยู่ได้ประมาณ 15 นาที และจางหายไปอย่างรวดเร็ว

    Middle nose กลิ่นกลาง ช่วงที่กลิ่นต่อไปจะฟุ้งกระจายตัวอย่างเต็มที่บนผิวกาย จะคงอยู่ประมาณ 2 – 4 ชั่วโมง กลิ่นกลางนี้ถือเป็นกลิ่นหัวใจของน้ำหอม

    Base nose กลิ่นพื้นฐาน เป็นกลิ่นเข้มข้นที่สุดที่เหลืออยู่ ซึ่งจะแสดงกลิ่นเมื่อเวลาผ่านไป ประมาณ 4-6 ชั่วโมง และค่อย ๆ จางหายไปในที่สุด

Cr. sanook.com

เครื่องดื่มลดพุง สำหรับผู้ชายรักสุขภาพ

นอกจากการออกกำลังกายซึ่งช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินและลดหน้าท้อง การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็เป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณมีหน้าท้องแบบราบได้เช่นกัน วันนี้เรามีตัวอย่างเครื่องดื่มสำหรับลดพุงมาฝากหนุ่มๆที่รักสุขภาพกัน

1. ชามินต์ คุณสมบัติของมินต์คือช่วยย่อยสลายไขมัน แม้แต่อาหารไขมันสูงอย่างเบอร์เกอร์หรือสเต็ก ก็จะถูกย่อยอย่างรวดเร็ว แถมยังลดอาการท้องอืด พร้อมเร่งการขับถ่ายได้อีกด้วย

2. ชาเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า “คาเทซิน” ช่วยลดไขมันบริเวณหน้าท้องได้ เพียงจิบชาเขียวก่อนออกกำลังกาย ก็ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันในระหว่างนั้นได้เป็นอย่างดี แต่ชาเขียวที่เราพูดถึงคือชาเขียวจริงๆ ไม่ใช่กากชาผสมน้ำตาล แต่งกลิ่นแล้วบรรจุขวดออกมาขาย

3. นมถั่วเหลือง เพราะถั่วเหลืองมีสารแลคตินที่ช่วยป้องกันการสะสมไขมันของเซลล์ในร่างกาย พร้อมกับช่วยสลายไขมันส่วนเกิน เพียงดื่มนมถั่วเหลือง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี

4. น้ำเปล่า เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด และยังดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย รวมทั้งช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทั้งยังลดอาการบวมน้ำได้ด้วย

5. น้ำแตงโม มีสารอาหารมากมาย เช่น ไลโคปีนที่ช่วยต้านมะเร็ง รวมถึงกรดอะมิโนที่ชื่อว่า “อาร์จินีน”  น้ำแตงโมช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อได้ แต่คุณก็ต้องออกกำลังกายอย่างจริงจังควบคู่กันไปด้วย

6. น้ำสับปะรด มีสารที่เรียกว่า “โบรมีเลน” ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้การย่อยอาหารง่ายยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยลดอาการท้องอืด นอกจากนั้นการใส่น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดเฟล็กซ์ผสมลงไป ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย เพราะมีไขมันโมเลกุลเดี่ยวที่ไม่อิ่มตัวในปริมาณค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พึงตระหนักก็คือ ไม่ว่าอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ควรจะรับประทานให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย เพราะหากรับประทานน้อยเกินไปจะขาดสารอาหาร แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจเกิดการสะสมในร่างกาย ที่สำคัญ ควรหาเวลาออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย

Cr. sanook.com

เลือก Skincare สำหรับผู้ชาย อย่างไร ให้เจอชิ้นที่ ‘ใช่’ ที่สุดสำหรับคุณ

รู้ไหมครับว่าผู้ชายหน้าใสมีเสน่ห์สำหรับสาวๆ มากกว่าที่คุณคิด เพราะใบหน้าเป็นด่านแรกที่คนอื่นจะได้พบเห็น ฉะนั้นผู้ชายยุคนี้ควรเรียนรู้เรื่องเมคอัพและสกินแคร์เอาไว้บ้าง เพื่อช่วยเสริมความดูดีให้คุณแบบทันใจ และเลือกใช้ สกินแคร์สำหรับผู้ชาย ที่เหมาะกับตัวเองเพื่อผลลัพธ์ให้ผิวดูกระจ่างใสสุขภาพดี หลังจากเช็คสภาพผิวตัวเองกันเป็นแล้ว ก็ต้องมารู้จักกับประเภทสกินแคร์สำหรับผิวแต่ละประเภท เพื่อเลือกสกินแคร์ที่ “ใช่” ที่สุดสำหรับคุณกันเลย

เวลาไปเดินเลือกซี้อของกับแฟน เราว่าหลายๆ คนคงไม่มั่นใจนักว่าจะเลือกซื้อ Skincare สำหรับผู้ชาย มาบำรุงผิวหน้าอย่างไร แถมบางคนยังเรียกทุกอย่างเหมารวมว่าเป็น ‘ครีม’ เหมือนกันหมด ทั้งที่จริงแล้ว เนื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับผู้ชาย ก็มีหลายเนื้อสัมผัส เพราะผลิตจากส่วนผสมที่แตกต่างกัน และออกแบบมาเพื่อสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นนอกจากประเภทเนื้อครีมแล้ว ยังมีเนื้อโลชั่น (Lotion), เจล (Gel), เซรั่ม (Serum) และเอสเซนส์ (Essence) อีกด้วย

– เนื้อครีม (Cream) –

สกินแคร์เนื้อครีม เป็นประเภทที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยมากที่สุด มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นสุด ใช้เวลานานกว่าจะซึมเข้าผิว เนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำมันและน้ำผสมกันอยู่ จึงให้ความชุ่มชื้นมาก เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งหรือผิวธรรมดา สำหรับผิวผสมให้เลือกทาเฉพาะบริเวณใบหน้าที่มีผิวแห้ง

 – เนื้อโลชั่น (Lotion) –

นอกจากโลชั่นบำรุงผิวกายแล้วยังมีโลชั่นสำหรับผิวรุงผิวหน้าอีกด้วย บางแบรนด์อาจเรียกเนื้อผลิตภัณฑ์นี้ว่า ฟลูอิด (Fluid) ความเข้มข้นรองลงมาจากเนื้อครีม สัมผัสเหลวกว่า เนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำจะมากกว่าในเนื้อครีม จึงไม่ทำให้ผิวมันจนเกินไป เหมาะกับคนสภาพผิวธรรมดาและผิวผสม

 – เจล (Gel) –

เจลจะมีเนื้อสัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ รู้สึกเย็นเวลาเจลสัมผัสลงผิว เพราะมีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก ในขณะที่มีส่วนประกอบของน้ำมันน้อยหรือไม่มีอยู่เลย เป็น Oil-free แต่ไม่ค่อยให้ความชุ่มชื้น จึงเหมาะกับคนผิวมัน หรือคนผิวแพ้ง่าย

 – เซรั่ม (Serum)  –

เซรั่ม มีเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมเข้าสู่ผิวง่าย เป็น Oil-Based มีความเข้มข้นของตัว active ingredients มาก จึงบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกถึงผิวชั้นใน เหมาะกับคนผิวแห้งจนถึงผิวผสมที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวแบบเร็วๆ แต่ควรจะใช้คู่กับเนื้อผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น เช่น ครีมหรือเจล เพื่อบำรุงผิวชั้นนอกด้วย  ประโยชน์อีกหนึ่งอย่างสำหรับเซรั่ม คือ สามารถบรรเทาผิวที่ระคายเคืองจากการโกนหนวดได้

 – เอสเซนส์ (Essence) –

เอสเซนส์เป็นตัวบำรุงผิวชั้นในเช่นเดียวกับเซรั่ม จึงต้องเลือกใช้ตัวเพียงตัวเดียว มีลักษณะเป็นเนื้อเจลใสๆ เพราะเป็น Water-Based จึงทำให้เอสเซนส์ซึมเข้าสู่ผิวเร็วมาก ไม่เหนอะหนะผิว บางแบรนด์ที่เรียกผลิตภัณฑ์ว่า น้ำตบ ก็คือ เนื้อผลิตภัณฑ์ชนิดนี้นั้นเอง เหมาะกับคนผิวผสมจนถึงผิวมันและผิวบอบบางและแพ้ง่าย

Cr. mendetails.com

เช็คสภาพผิวให้เป็น ก่อนเลือกซื้อเมคอัพและสกินแคร์

การทำให้ตัวเองดูดี มันอาจเป็นการเพิ่มโอกาสที่มองไม่เห็นให้กับคุณ หากคุณออกจากบ้านด้วยเสื้อผ้าหน้าผมและผิวที่พร้อม สะท้อนบุคลิกความเป็นผู้ชายที่มีบุคลิกภาพที่ดีเยี่ยมในแบบฉบับของตัวเอง คนรอบข้างจะมองว่า ชายหนุ่มคนนี้ดูแลตัวเองได้ดี ก็น่าจะดูแลคนอื่นได้ดีเช่นกัน แต่ก่อนจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างสกินแคร์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมความดูดี ต้องรู้จักสภาพผิวของตัวเองก่อน ว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ถูกประเภทและเหมาะสมกับผิวของคุณ

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ผิวผู้ชายแก่ช้ากว่าผู้หญิง นั่นเป็นเรื่องจริงครับ เพราะผิวเราหนากว่า มีปริมาณอีลาสตินและคอลลาเจน (ที่ช่วยเรื่องความเต่งตึงและเรียบเนียน) มากกว่าผู้หญิง จึงทำให้มีสัญญาณผิวที่ช้ากว่า กลายเป็นผิวดูแก่ช้า แต่อย่าเพิ่งดีใจและคิดว่าผิวของเราไม่จำเป็นต้องดูแลอะไร เพราะเมื่ออายุมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง ตอนผิวเริ่มมีริ้วรอย ผิวผู้ชายจะมีร่องลึกกว่าผู้หญิงและเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากกว่า และอาจจะมีแนวโน้มผิวแห้งง่ายกว่าผู้หญิงอีกด้วย

ทำความรู้จักประเภทผิว

โดยธรรมชาติลักษณะโครงสร้างผิวของผู้ชายจะแตกต่างจากผู้หญิง เนื่องจากมีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนอยู่ และต่อมผลิตไขมันยังทำงานมากกว่าผู้หญิง 2 เท่า ทำให้ผิวผู้ชายมันกว่า มีค่า pH ต่ำกว่า และมีโอกาสเป็น ” สิว ” ได้ง่ายกว่า นอกจากนั้นสภาพผิวของผู้ชายแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วยปัจจัยภายในและภายนอกอย่างสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จึงทำให้สภาพผิวของหนุ่มๆแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

โดยธรรมชาติผิวผู้ชายกักเก็บความชุ่มชื้นได้ไม่ค่อยดี ผิวแห้งเป็นผิวที่ขาดความชุ่มชื้น มีโอกาสลอกเป็นขุย อาจสัมผัสได้ถึงความแห้งหยาบบนใบหน้า หรือเมื่อล้างหน้าเสร็จแล้วรู้สึกตึงที่ผิวหน้า หากคุณเคยได้ยินคำว่า ‘ผิวขาดน้ำ’ ก็คือผิวประเภทนี้นั่นเอง ข้อดีคือไม่ค่อยมีปัญหาสิวเสี้ยน แต่ข้อเสียก็คือเป็นผิวที่อาจเกิดริ้วรอยเร็วกว่าผิวประเภทอื่น

– ผิวธรรมดา (Normal Skin) –

ถ้าคุณเป็นคนที่มีผิวธรรมดาต้องบอกเลยว่าโชคดีมาก เพราะจะไม่ค่อยมีปัญหาผิวหน้า สามารถเลือกซื้อเมคอัพและสกินแคร์ได้อย่างสบายๆ ผิวธรรมดาเป็นตัวแทนของความบาลานซ์ ผิวไม่แห้งและไม่มันจนเกินไป ซึ่งบริเวณ T-zone (หน้าผาก, คาง และจมูก) อาจมีความมันเล็กน้อย เมื่ออากาศร้อนผิวจะไม่มันเยิ้ม และเมื่ออากาศเย็นจะไม่แห้งจนเป็นขุย

– ผิวมัน (Oily Skin) –

ผิวมันจะมีลักษณะ ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง เป็นผิวที่สังเกตได้ง่าย เพียงแค่ใช้นิ้วลูบบนใบหน้าก็จะสัมผัสได้ถึงความมัน ซึ่งเกิดจากการผลิตความมันในปริมานมากเกินไป เพราะฮอร์โมนเพศชายกำหนดขนาดของต่อมไขมัน และต่อมไขมันที่ใหญ่เป็นสาเหตุของเรื่องรูขุมขนกว้าง สภาพผิวมันยังเป็นผิวที่มีโอกาสเกิดสิวเสี้ยน สิวอุดตันง่ายกว่าผิวประเภทอื่นอีกด้วย

– ผิวผสม (Combination Skin) –

ถ้าหากว่าบนใบหน้าของคุณมีทั้งส่วนที่มีความมันมากและแห้งมากอยู่ด้วยกัน แปลว่า คุณมีสภาพผิวแบบ ผิวผสม คือ มีลักษณะของผิวหลายประเภทอยู่ร่วมกัน โดยสภาพผิวในบริเวณที่เป็น T-Zone มีความมันมาก ในขณะที่ช่วงแก้มจะแห้ง เป็นสภาพผิวที่คนไทยเป็นกันเยอะ ซึ่งผิวผสมต้องเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลให้เหมาะกับสภาพผิวในแต่ละส่วนของใบหน้าให้ดี

เช็คสภาพผิวง่ายๆ ด้วยตนเอง

เมื่อรู้จักประเภทผิวแล้ว เรามาลองเช็คสภาพผิวของตัวเองกันดีกว่า ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเป็นพิเศษเลย เพียงแค่เริ่มล้างหน้าด้วยโฟมหรือผลิตภัณฑ์ที่คุณมี หากปกติล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า แนะนำให้ใช้โฟมล้างก่อนเพื่อขจัดความมันบนใบหน้าออกไปครับ หลังจากนั้นอย่าเพิ่งลงผลิตภัณฑ์ใดๆ บนใบหน้า ปล่อยไว้ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยมาสังเกตกันครับ สภาพผิวที่ปรากฏบนใบหน้า คือ ประเภทผิวของคุณ

Cr. mendetails.com

เรื่องง่ายๆ ที่ไม่ควรพลาดกับข้อควรระวังเกี่ยวกับ ‘สูท’ ตัวเก่งของคุณ

1. ‘ห้ามลงซักเครื่องซักผ้าที่บ้าน’ ทางที่ดี อย่าซักเลยจะดีที่สุด

เนื่องจากเสื้อสูทของคุณมีรายละเอียดการตัดเย็บที่ยิบย่อยมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นตัวผ้า Canvas ที่ไว้เสริมด้านในตัวเสื้อหรือตะเข็บต่างๆ และเนื้อผ้าที่บางครั้งการซักอย่างผิดวิธี จะทำให้เสื้อสูทของคุณเสียรูปไปเลยก็มี

2. อย่าพับเสื้อสูทเก็บเหมือนเสื้อเชิ้ตทั่วๆ ไป เด็ดขาด

‘เสื้อสูท’ นั้นมีการตัดเย็บที่ระเอียดกว่าที่คุณคิด ดังนั้นการพับเก็บเสื้อสูท เพื่อประหยัดเนื้อที่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ยกเว้นกรณีเดียวคือการพับสูทเพื่อเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศ ซึ่งการพับก็มีวิธีการพิเศษด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าคุณไม่ต้องเดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศหรือต้องยัดเสื้อสูทของคุณในกระเป๋าเดินทาง เราขอแนะนำให้แขวนเสื้อสูทเท่านั้น

3. ‘ไม้แขวน’ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสูทที่มีโครงสร้างและเสริมบ่า

เสื้อสูทในไทยหลากหลายเจ้าจะผลิตเป็นแบบเสริมบ่า และเพื่อให้เสื้อสูทอยู่ทรงสวย การตัดเย็บจึงมีโครงสร้างด้านในเสื้อที่ซับซ้อนมากเป็นพิเศษ และเนื่องจากเราไม่แนะนำให้พับเสื้อสูท วิธีเดียวที่จะเก็บเสื้อสูทได้ก็มีแต่การแขวนเท่านั้น แต่ควรจำไว้ว่า “เสื้อสูทไม่ควรแขวนด้วยไม้แขวนเสื้อแบบปกติ” จะต้องแขวนบนไม้แขวนเสื้อที่มีทรงบ่าเสริมให้เสื้ออยู่ทรงเท่านั้น หากแขวนบนไม้ผิดประเภท โครงสร้างผ้าในเสื้อสูทของคุณก็จะมีปัญหาตามมาเช่นเดียวกัน

4. ระมัดระวังเรื่อง ‘น้ำ’ เป็นสำคัญ จำไว้ว่า ‘สูท’ กลัวน้ำ

คุณไม่ควรส่งเสื้อสูทไปซัก เนื่องจากเสื้อสูทส่วนมาก ไม่ควรโดนน้ำแต่อย่างใด เพราะหากโดนน้ำปุ๊บอาจเกิดเป็นรอยด่างขึ้นมาบนเนื้อผ้าบางชนิดได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงให้เสื้อสูทของคุณสัมผัสกับน้ำ ไม่ว่าคุณจะทานเครื่องดื่มในงานเลี้ยงสำคัญๆ หรือเข้าห้องน้ำล้างมือก็ตามที ให้คุณระวังไว้ให้มากครับว่า ถ้าสูทคุณโดนน้ำเมื่อไร “เรื่องใหญ่แน่นอน” แถมห้ามซักอีก “เลอะ” ทีลำบากแน่นอน

5. อย่าใส่สูททำกิจกรรม Extreme แบบ James Bond เป็นอันขาด

เพราะคุณไม่ใช่ James Bond ดังนั้นการใส่เสื้อสูทไปทำกิจกรรมอย่างตีรันฟันแทงนั้นไม่เหมาะสมแน่นอน เนื่องจากเสื้อสูทแบบ Made to Measure นั้นออกแบบมาให้คุณขยับร่างกายได้บ้าง แต่ไม่มากจนเกินไป แม้แต่เรื่องยกแขนสูงยังยากเลย ดังนั้นกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ต้องขยับร่างกายเยอะเป็นพิเศษ ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด เพราะผ้าที่นำมาตัดเป็นชุดสูทส่วนใหญ่ไม่ได้ผสมผ้ายืดและแน่นอน ‘สูท’ ของคุณจะขาดในที่สุด

Cr. mendetails.com

5 เทคนิครับมือปัญหาหน้ามันสำหรับผู้ชาย

1. การทานอาหารให้ถูกต้องก็สามารถช่วยได้นะ

สำหรับข้อแรกเลยเป็นการแก้ไขปัญหาที่เหมือนกับเป็นการเยียวยาปัญหาหน้ามันจากภายใน ประเภทของอาหารที่คุณควรหลีกเลี่ยงหากไม่ต้องการเจอกับปัญหาหน้ามัน ซึ่งอาหารที่ควรนำออกไปห่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็คือของทอด ของมัน เพราะยิ่งทานความมันเข้าสู่ร่างกายเท่าไหร่ ร่างกายเราก็จะขับความมันออกมาตามผิวหนังมากเท่านั้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกน้ำตาล ฟาสฟู้ด อาหารเผ็ดเกินไป และแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ จึงทำให้ง่ายต่อการขับไขมันออกมาตามผิวหนัง ส่วนสารอาหารที่ควรรับประทานเข้าไปมากๆเพื่อต่อสู้กับความมันของผิวก็คือแหล่งอาหารวิตามินเอและบี 2 เพราะวิตามินทั้งสองชนิดนี้จะเป็นตัวเข้าไปยับยั้งกระบวนการผลิตไขมันที่ผิวหนังโดยตรง ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดปัญหาหน้ามัน

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่เหมาะสม

สำหรับข้อแรกได้แนะนำให้คุณดูแลตัวเองจากภายในไปแล้ว มาถึงข้อนี้จะเป็นการดูแลผิวหน้าจากภายนอกบ้าง เพราะเราจะแนะนำให้คุณเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่เหมาะกับคนหน้ามันโดยเฉพาะ โดยในส่วนของการทำความสะอาดผิวหน้านั้นเราไม่แนะนำให้คุณใช้ สบู่ทั่วไปล้างหน้า เพราะไขของสบู่จะไปอุดตันตามรูขุมขนทำให้เกิดสิวจากไขมันสะสมได้ และไม่ควรใช้โฟมล้างหน้าแบบสครับในการทำความสะอาดผิวหน้า เพราะเม็ดสครับจะไปกระตุ้นให้ผิวผลิตไขมันได้ ควรใช้โฟมล้างหน้า for men แบบปกติสูตรสำหรับคนผิวหน้ามัน ส่วนเครื่องสำอางที่ใช้นั้นควรเลือกเป็นแบบเนื้อแมทเพราะนั่นจะทำให้หน้าคุณดูไม่มันไปมากกว่าเดิม ส่วนโทนเนอร์ที่เลือกใช้นั้นควรใช้ชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำหอม เพราะจะทำให้ผิวหน้าคุณแห้งเร็วทำให้มีการผลิตไขมันออกมาชดเชยซึ่งจะทำให้ผิวหน้าของมันขึ้นนั่นเอง

3. การมาส์กหน้าให้ชุ่มชื้นก็ช่วยได้เหมือนกัน

สูตรมาส์คหน้าบางสูตรก็สามารถช่วยลดความมันของผิวหน้าผู้ชายได้ ซึ่งบางสูตรนั้นก็สามารถทำใช้เองได้โดยไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหนเช่น สูตรมะนาว + น้ำส้มสายชู + น้ำอุ่น ซึ่งทำได้ด้วยการผสมส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้เข้าด้วยกันจากนั้นใช้สำลีชุบแล้วน้ำมาเช็ดหน้า ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งแล้วจึงล้างออก ทำเป็นประจำจะช่วยลดหน้ามันได้ แต่หากใครที่ขี้เกียจทำก็สามารถออกไปหาซื้อมาส์กหน้าที่เป็นสูตรผลไม้มาใช้ได้เช่นกัน โดยการใช้มาส์กหน้าพวกนี้จะช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้กับผิว กระชับรูขุมขนให้เล็กลง และกำจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายเผยเซลล์ผิวใหม่ที่สดใสเรียบเนียนกว่า

4. สำหรับคนที่ผิวหน้ามันง่ายที่เป็นผลจากพันธุกรรมควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด

ใครที่รู้ตัวว่าตัวเองมีพันธุกรรมความหน้ามันติดตัวมาไม่น้อยควรหลีกเลี่ยงการเอาใบหน้าของคุณไปสัมผัสกับแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้ผิวหน้าของคุณสูญเสียความชุ่มชื้นแล้วมันก็จะผลิตไขมันออกมาแทนทำให้หน้าคุณกลายเป็นกระทะทอดไข่อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านต้องห้ามลืมทาครีมกันแดดให้กับใบหน้าของคุณด้วย โดยสำหรับคนหน้ามันแล้วควรเลือกใช้สูตรที่มีเนื้อครีมบางเบา และเป็นสูตรที่ช่วยดูดซับความมันของผิวหน้าด้วย ซึ่งนั่นจะมีส่วนช่วยในการลดความมันของผิวหน้าไม่น้อยเลย

5. พกกระดาษซับมันติดตัวไว้แหละดี

โดยเฉพาะคนที่มีผิวหน้ามันโดยกรรมพันธุ์ต้องห้ามลืมพกกระดาษซับมันหรือทิชชูเปียกติดตัวไว้ เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจทำให้คุณหน้ามันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยทิชชูเปียกบางรุ่นนั้นดีมาก เพราะได้ใส่ส่วนผสมที่ชะลอการทำงานของต่อมไขมันบนใบหน้าไว้ด้วย ในยามฉุกเฉินเมื่อเอามาใช้ก็จะสามารถช่วยระงับความมันบนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Cr. sanook.com

‘Skinny Fat’ เมื่อผู้ชายออกอาการ ‘อ้วนนะแต่ไม่แสดงออก’

หลายคนคงจะเป็นงงและสงสัยว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงที่ผู้ชายจะ “อ้วนนะแต่ไม่แสดงออก” เพราะตามสามัญสำนึกทั่วไปของเรานั้น “คนอ้วนดูยังไงก็ควรจะรู้ว่าอ้วน” อาจจะสังเกตจากขนาดของหน้าท้องที่ยื่นออกมา หรือสังเกตจากขนาดที่ใหญ่โตของแขนหรือขาเป็นต้น

แต่เอาเข้าจริงนั้น ผู้ชายที่ดูเหมือนเป็นคนที่มีรูปร่างปกติ ไม่ได้มีน้ำหนักเกิน หรือดูอ้วนแต่อย่างใด ความจริงอาจจะเป็นกลุ่มผู้ชายที่ “อ้วนหลบใน” หรือ “อ้วนซ่อนรูป” ก็เป็นได้ และสภาวะดังกล่าวอาจจะอันตรายไม่ต่างจากผู้ชายที่มีอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินอย่างชัดเจนอีกด้วย

Skinny + Fat

คำว่า Skinny แปลว่า “ผอมเพรียว” ส่วนคำว่า Fat แน่นอนว่าหมายถึง “อ้วน” หรือ “ไขมัน” เมื่อนำทั้งสองคำมาวางคู่กันเป็น Skinny Fat คือคำที่อธิบายถึงบุคคลที่ดูภายนอกนั้นผอมเพรียวและมีรูปร่างที่ดูสมส่วนและเป็นปกติ แต่รูปร่างแบบนั้นเกิดจากปริมาณกล้ามเนื้อในร่างกายที่น้อยมาก และถูกพอกเอาไว้ด้วยชั้นไขมันที่สะสมตามร่างกายในปริมาณพอสมควร ทำให้ผู้ชายที่มีลักษณะ Skinny Fat เมื่อถอดเสื้อออกมาจะไม่เห็นเส้นสายและลวดลายของกล้ามเนื้อใดๆ มวลร่างกายของเขาจะกลมกลืนไปหมด เช่น ต้นแขนกลมมน, หน้าท้องมีพุงยื่นเล็กน้อย และไม่มีลอนกล้ามใดๆให้เห็น, แขนจะนิ่มเพราะไม่มีกล้ามเนื้อมากนัก เป็นต้น กล้ามเนื้อในร่างกายที่น้อยนิดนี่เองที่ส่งผลทำให้ผู้ชาย Skinny Fat สามารถสะสมไขมันได้มากขึ้นโดยไม่ทำให้ดูตัวใหญ่เกินไป และเมื่อสวมเสื้อผ้าปิดบังก็จะดูเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างปกติทั่วไปเช่นเดิม

อันตรายของ Skinny Fat

ผู้ชายที่มีรูปร่างแบบ Skinny Fat อาจดูภายนอกแล้วเป็นคนที่มีสุขภาพที่ใช้ได้ ไม่มีน้ำหนักเกิน และไม่ได้ดูผอมจนเหมือนเป็นคนขี้โรค แต่ความที่ดูปกตินี่เองกลับส่งผลเสียทางจิตวิทยาที่ควรให้ความสนใจ นั่นเพราะผู้ชายกลุ่มนี้จะรู้สึก “นิ่งนอนใจ” และไม่สนใจที่จะดูแลรักษาสุขภาพและรูปร่างของตัวเอง เพราะเขาสามารถบอกคนอื่นได้เสมอว่า “ผมไม่ได้อ้วนเกินไปสักหน่อย” นี่เองคือปัญหาที่เรามักจะพบเห็นว่าผู้ชาย Skinny Fat ไม่สนใจที่จะออกกำลังกาย ไม่แคร์เรื่องอาหารการกินว่าจะดีและมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน พวกเขาจะใช้ชีวิตตามปกติไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าตัวเองยังโอเค แต่ร่างกายของคนเราต้องการการดูแลและการออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอเพื่อดูแลระบบหายใจและระบบไหลเวียนของเลือด การนิ่งนอนใจแบบนี้จึงกลายเป็นปัญหาระยะยาว ต่อเมื่อรู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็อาจสายไปเสียแล้ว เมื่อโรคมะเร็งจากการกินแบบผิดๆ รวมถึงโรคหัวใจจากการไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ เข้ามาคุกคามชีวิตของผู้ชายหุ่น Skinny Fat ในที่สุด

วิธีการแก้ไขปัญหา Skinny Fat

แนวทางการแก้ไขออกแบ่งเป็นสองแบบ แบบแรกคือผู้ชายที่ต้องการให้ตัวเอง “ถอดเสื้อแล้วมีกล้าม” การแก้ไขสามารถทำได้โดยการมุ่งเน้นการลดไขมัน และเพิ่มกล้ามเนื้อที่ลีบของคุณ วิธีการก็คือหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยวิธี Aerobic หรือ Cardio อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อหวังจะลดไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ให้ใช้วิธีการยกเวต หรือ Strength Training และพยายามท้าทายกล้ามเนื้อของตัวเองด้วยการยกน้ำหนักให้หนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้จดจำการใช้งานและซ่อมแซมให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ การยกน้ำหนักแบบนี้ควบคู่กับ การออกกำลังแบบ HIIT หรือ High Intensity Interval Training จะทำให้ไขมันที่พอกอยู่ค่อยๆลดลง และกล้ามเนื้อที่ลีบเล็กก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นมาทดแทนครับ และที่สำคัญก็คือต้องดูแลการกินของตัวเองให้มีคุณภาพและกินอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้ตัวเราผอมลงไปมากกว่านี้เมื่อไขมันลดลงด้วยนะครับ

แต่สำหรับผู้ชายที่ไม่ได้แคร์เรื่องรูปร่างภายนอกของตัวเองเท่าไหร่นัก เพียงแค่กลัวว่า Skinny Fat จะส่งผลเสียในระยะยาว ขอแนะนำให้คุณ “อย่านิ่งนอนใจคิดว่าตัวเองไม่เป็นไร” หันมาดูแลเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที อย่าคิดว่าตัวเองไม่ได้อ้วนแล้วจะทำอะไรกับร่างกายของตัวเองก็ได้เป็นอันขาด เพราะความประมาทแบบนั้นอาจส่งผลกระทบในระยะยาวเมื่อคุณแก่ตัวลง และอาจกลายเป็นภาระของลูกหลานในอนาคตได้ครับ

Cr. mendetails.com

5 อาหารที่ดีต่อหนุ่มๆ สายปาร์ตี้

มนุษย์เราอยู่เป็นสังคม ต้องมีการเข้าสังคมเพื่อพบปะสังสรรค์ผู้คนมากมาย ซึ่งหลายต่อหลายครั้งก็ต้องมีการกินดื่มกันบ้าง แต่สำหรับหนุ่มๆสายปาร์ตี้ที่ต้องดื่มกันทุกวัน ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดีมากขึ้นเป็นสองเท่า เพราะถ้าคุณไม่มีวิธีการดูแลที่ดีแล้วล่ะก็ ร่างกายของคุณจะยิ่งทรุดโทรมมากกว่าคนที่ไม่นิยมงานปาร์ตี้ได้ วิธีง่ายแสนง่ายก็คือ ไม่ควรดื่มแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเดียว ควรจะกินอาหารอย่างอื่นด้วย แต่ก็ต้องเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ เพราะมีอาหารบางอย่างที่จะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปได้

ไข่ ประโยชน์ของไข่ที่มีต่อร่างกายของคุณนั้นมีมากมาย เพราะไข่เป็นแห่งโปรตีนที่สำคัญ และยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนต่างๆ ซึ่งกรดอะมิโนบางตัวสามารถช่วยลดและทำลายฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ได้ด้วย หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่มีใครใช้ไข่มาทำเป็นอาหารในงานปาร์ตี้หรอก จะไปกินไข่ได้อย่างไร ก็กินไข่ก่อนไปงานปาร์ตี้ซิ ถือเป็นการเตรียมร่างกายของคุณให้แข็งแรงและพร้อมที่จะสนุกไปกับงานปาร์ตี้ตั้งแต่ต้นจนจบได้

ซีเรียล จัดว่าเป็นอาหารที่ดีสำหรับการกินก่อนไปงานปาร์ตี้ เพราะซีเรียลเป็นอาหารที่ทำให้อิ่มท้องนาน และทำให้ร่างกายของคุณดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ช้าลง ทั้งนี้ นมที่คุณกินคู่กับซีเรียลนั้นก็มีวิตามินและมีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่จะทำให้ร่างกายของคุณปรับสภาพและลดอาการขาดน้ำระหว่างการดื่มแอลกอฮอล์ได้ด้วย

โยเกิร์ต ก็เป็นอีกหนึ่งอาหารที่เราแนะนำให้คุณกินก่อนไปงานปาร์ตี้ เพราะเป็นแหล่งสำคัญของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และแบคทีเรียบางชนิดยังสามารถต้านและทำลายฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ได้ นอกจากนี้โยเกิร์ตยังเป็นอาหารที่ทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานอีกด้วย

สปาเกตตี้ เป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตที่จะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกมีพลัง ตื่นตัว กระตือรือล้นได้จนจบงานปาร์ตี้ นอกจากนี้สปาเกตตี้ยังเป็นอาหารอีกหนึ่งประเภทที่ช่วยลดและทำลายฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ได้

แซลมอน แหล่งอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินบี 12 ที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณ ในระหว่างงานปาร์ตี้ ทุกครั้งที่คุณดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป ร่างกายของคุณจะสูญเสียวิตามินบี 12 ไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคุณจึงควรเลือกกินแซลมอนเข้าไปเพื่อเพื่อชดเชยการสูญเสียนี้ นอกจากนี้ วิตามินบี 12 ยังช่วยในเรื่องของระบบประสาทและสมอง การกินปลาแซลมอนจะช่วยทำให้คุณยังคงมีสติและจำจดเรื่องราวต่างๆ ได้ดีตั้งแต่งานปาร์ตี้เริ่มจนกระทั่งจบ

Cr. sanook.com

‘Over Exercise’ สัญญาณอันตรายเมื่อผู้ชาย “ออกกำลังกายมากไป”

การออกกำลังกายไม่ใช่มีแค่ผลดีเพียงเท่านั้น เพราะการออกกำลังกายก็มีผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน หลายคนอาจจะสงสัย ว่าเป็นไปได้ด้วยหรือที่จะมีใคร “ออกกำลังกายมากเกินไป” เพราะที่เคยเจอก็มีแค่คนที่อยากออกกำลังกายให้มากกว่าเดิมเท่านั้นเอง แต่ความจริงแล้วมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยเลยที่ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ชนิดที่เรียกว่า “เสพติดการออกกำลังกาย” ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เรียกว่า ‘Over Exercise’ การออกกำลังกายจะส่งผลเสียตีกลับสู่ร่างกายและจิตใจได้เช่นกัน

อาการเซื่องซึมหลังออกกำลังกาย

ความรู้สึกที่ดีหลังการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ควรจะเป็นความรู้สึกโล่งสบาย สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และยังพร้อมที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ ต่อได้ไม่ยากหลังจากที่พักเหนื่อยเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเราออกกำลังกายมากไปและบ่อยครั้งเกินไปจนกระทั่งเกิดความรู้สึกเซื่องซึม, อ่อนเพลีย, ง่วงนอนจัด และไม่อยากทำอะไรต่อทั้งสิ้น นั่นคือสัญญาณอันตรายที่บอกว่าเรากำลังเข้าสู่โหมด Over Exercise

ก้าวขาไม่ออก

จากที่เคยก้าวขาวิ่งได้อย่างสบายๆ ไม่มีอะไรติดขัด แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับรู้สึกว่าวันนี้ “ขาหนัก” ราวกับว่ามีอะไรมาถ่วงไว้จนก้าวขาแทบไม่ออก หรือแขนไม่สามารถยกน้ำหนักเดิมที่เคยยกได้แบบสบายๆ อีกต่อไปแล้ว นี่คือสัญญาณอันตรายที่ร่างกายพยายามบอกกับเราว่า “พักบ้าง”

ป่วยง่ายและป่วยนาน เหมือนคนไม่ได้ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายแต่พอดีจะช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย ทำให้ไม่ป่วยง่าย หรือถึงแม้เจ็บป่วยไม่สบายก็จะสามารถหายจากอาการเหล่านั้นได้เร็วขึ้น แต่ถ้าเวลาใดที่เรา Over Exercise หรือออกกำลังกายมากเกินไป ผลตีกลับของมันจะเป็นไปในทางตรงข้าม เพราะร่างกายจะอ่อนแอลงจนกลายเป็นทำให้เราป่วยง่ายขึ้น และไม่ยอมหายสักที ราวกับเป็นคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำไป หากคุณเป็นคนที่ออกกำลังกายเยอะ แต่เป็นหวัดบ่อย อาจต้องระวังเรื่องนี้ไว้บ้าง

บาดเจ็บง่าย และเจ็บนานขึ้น

คล้ายๆ กับอาการป่วย นั่นคืออาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย เช่น เจ็บกล้ามเนื้อ, เจ็บเข่า, เจ็บหัวไหล่ ฯลฯ อาการเหล่านี้จะเกิดบ่อยขึ้น อีกทั้งเมื่อบาดเจ็บแล้ว ร่างกายกลับต้องใช้เวลาฟื้นตัวเองนานขึ้นกว่าเดิมที่เคยเป็น ผู้ชายบางคนมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่ความจริงอาจเกิดจากการที่คุณหักโหมออกกำลังกายมากเกินไปก็เป็นได้

ไม่มีสมาธิทำงานอื่น

บางครั้งผลกระทบไม่ได้เกิดที่ร่างกายอย่างชัดเจน แต่กับเกิดขึ้นภายในจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สังเกตได้ยาก แต่ลองตรวจสอบสภาพจิตใจตัวเองสักหน่อยว่าการออกกำลังกายที่คุณทำอย่างหนักหน่วงทุกวันนี้นั้น มันทำให้คุณรู้สึกมีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตน้อยลงหรือไม่ วันๆ คิดแต่จะออกกำลังกายหรือเปล่า และเมื่อออกกำลังกายเรียบร้อยแล้ว เราสามารถกลับมาสู่โหมดการทำงานในเวลาต่อมาได้ง่ายและเร็วแค่ไหน หากเราประสบปัญหาดังกล่าวจนทำให้ทำงานช้าลง งานเสร็จช้าและไม่มีประสิทธิภาพ ก็คงถึงเวลาที่ต้องปรับตัวเอง

Cr. mendetails.com