ทำความเข้าใจกับ ‘เวย์โปรตีน’ ตัวช่วยดีๆ ที่ให้มากกว่าการสร้างกล้ามเนื้อ

เรื่องของโภชนาการนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับร่างกายมนุษย์ ซึ่งโปรตีนนั้นเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายคนเราอย่างมาก แต่เพราะลำพังแค่การกินไก่ หรือเนื้อย่างเดียวอาจทำให้ร่างกายคนเรารับโปรตีนเข้าไปไม่เพียงพอต่อที่ต้องการในแต่ละวัน จึงทำให้ เวย์โปรตีน ถูกคิดค้นขึ้นมานั่นเอง โดยเฉพาะคนที่กำลังออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างมุ่งมั่น ขยันเข้ายิมเป็นประจำ คนเหล่านี้เราเชื่อว่าคุณจะต้องใช้เวย์โปรตีนเป็นตัวช่วยเสริมอย่างเเน่นอน แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจใช้เวย์โปรตีนเป็นตัวช่วยนั้น เราต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวเวย์โปรตีนกันให้ดีก่อน เพราะยังมีอยู่หลายคนที่เข้าใจในเรื่องของเวย์โปรตีนในแบบผิดๆ

1. เวย์โปรตีนไม่ใช่ยา เเต่เป็นอาหารชนิดหนึ่ง

เวย์โปรตีนนั้นไม่ใช่ยาหรือของวิเศษอะไร เเต่มันก็คืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่งที่อัดเเน่นด้วยโปรตีนคุณภาพสูงอย่างเข้มข้น เป็นผลิตภัณฑ์จากนมที่มีโปรตีนสูงกว่าอาหารที่ให้โปรตีนทั่วไป เวย์โปรตีนมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ คาร์โบไฮเดรตต่ำ และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายในสัดส่วนที่สูงกว่า เวย์โปรตีนจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว พอดูดซึมได้เร็วก็ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือเพิ่มเติมกล้ามเนื้อต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. ควรทานเวย์โปรตีนวันละกี่กรัม?

เวย์โปรตีน ไม่ใช่ยา ดังนั้น การกิน เวย์โปรตีน จึงสามารถกินได้อิสระเหมือนกับอาหารทั่วไป กินตอนไหน กี่โมง ก็ได้ผลหมด ไม่มีข้อจำกัด โดยวิธีการกิน เวย์โปรตีน ให้ได้ผลดีที่สุดกับร่างกายก็คือ กินเวย์โปรตีนอย่างน้อย 20-30 กรัม เพื่อให้เกิดภาวะ Hyperaminoacidemia ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีนในร่างกาย

3. เวย์โปรตีนมี 3 ชนิด

  1. เวย์โปรตีน คอนเซนเทรท – เวย์โปรตีนชนิดนี้จะมีความเข้มข้นอยู่ประมาณ 70-80% เป็นผงสีครีมอ่อน และมีกลิ่นรสตามธรรมชาติแบบนม เต็มไปด้วยกรดอะมิโนครบทั้ง 20 ชนิด และกรดอะมิโนจำเป็นอีก 8 ชนิดที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น ป้องกันการติดเชื้อ และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอีกต่างหาก
  2. เวย์โปรตีน ไอโซเลต – เวย์โปรตีนชนิดนี้ได้จากการนำเวย์โปรตีน คอนเซนเทรทมาผ่านกระบวนการผลิตเพิ่มเติม ทำให้มีความเข้มข้นของโปรตีนสูงขึ้นไปอีก มากกว่า 90% เลยทีเดียว เป็นผงสีครีมอ่อน และมีกลิ่นธรรมชาติแบบนมเหมือนกัน
  3. เวย์โปรตีน ไฮโดรไลซ์ – เป็นเวย์โปรตีนแบบที่ 1 และ 2 ที่ผ่านกระบวนการไฮโดรไลซ์ ทำให้โมเลกุลของเวย์โปรตีนที่มีขนาดใหญ่ ถูกย่อยจนเป็นเปปไทด์ ทำให้มีโปรตีนบริสุทธิ์สูงถึง 100% ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บอกด้วยว่า เวย์โปรตีนในรูปแบบของเปปไทด์นั้นร่างกายจะดูดซึมได้ดีที่สุด ซึ่งมีงานวิจัยทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าเวย์โปรตีน สามารถช่วยส่งเสริมภาวะโภชนาการ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งดีขึ้นได้

4. เวย์โปรตีนกินกับอะไรก็ได้

สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะทานเวย์โปรตีนกับอะไรดีก็สามารถผสมกับน้ำ น้ำผลไม้ หรือน้ำที่ผสมคาร์โบไฮเดรต เช่น กลูโคส ก็ได้ บางคนอาจจะนำเวย์โปรตีนมาปั่นกับน้ำผลไม้ก็ได้เหมือนกัน มีการศึกษาพบว่า การกินเวย์ผสมกับคาร์โบไฮเดรตหลังออกกำลังกายเสร็จ จะยิ่งช่วยให้เวย์โปรตีนมีประสิทธิภาพมากขึ้นและได้ผลยิ่งกว่าการทานกับน้ำเปล่า การทานเวย์โปรตีนที่ถูกต้องนั้นไม่ควรใช้น้ำร้อน ให้ใช้น้ำธรรมดา หรือน้ำเย็น เพราะอาจทำให้เวย์จับตัวเป็นก้อน และทานยากกว่าเดิม

5 วิธีดูแลเส้นผมที่ทำให้ผมของคุณผู้ชายยาวเร็วขึ้น และดูสุขภาพดี

มีคุณผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่อยากจะลองไว้ผมยาวแต่กลับพบว่าเมื่อผมยาวถึงระดับหนึ่งแล้วมันมักจะไม่ยาวต่อหรือไม่ก็ยาวช้าลงเรื่อยๆจนคุณรู้สึกรำคาญและล้มเลิกความตั้งใจที่จะไว้ผมยาวไปอย่างน่าเสียดาย แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปกติแล้วผมของคนเราจะยาวขึ้นประมาณครึ่งนิ้วต่อเดือน ซึ่งผมของแต่ละคนจะยาวขึ้นไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น การกิน ไลฟ์สไตล์ และการดูแลเส้นผม วันนี้จะมาเสนอ 5 วิธีดูแลเส้นผมที่ทำให้ผมของคุณผู้ชายยาวเร็วขึ้น และดูสุขภาพดีกันครับ

1. อย่าสระผมบ่อย

จริงอยู่ที่เวลาเส้นผมของเราเกิดความมันนั้น มันสร้างความน่ารำคาญใจให้กับหนุ่มๆเป็นอย่างมาก แต่การที่หนุ่มๆต้องการที่จะไว้ผมให้ยาว ความมันเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะถ้าหากว่าเราสระผมบ่อยมากเกินไป จะทำให้หนังศีรษะแห้งและทำให้ผมยาวช้าลง ดังนั้นหากอยากให้ผมยาวเร็วขึ้น ก็ควรลดจำนวนการสระผมลง

2. อย่าหวีผมในขณะที่ผมเปียก

การหวีผมจะช่วยกระตุ้นหนังศีรษะและต่อมผลิตไขมันที่จำเป็นให้ทำงานได้ดีขึ้น แถมยังทำให้เส้นผมชุ่มชื้นแข็งแรงและยาวไว แต่ไม่ควรหวีในขณะที่ผมเปียก เพราะเป็นช่วงที่เส้นผมเปราะบางมากที่สุด และถ้ายิ่งหวีบ่อยๆ ก็จะทำให้ผมของคุณผู้ชายร่วงอีกด้วย

3. หลีกเลี่ยงการไดร์ผมหรือการใช้ความร้อนกับเส้นผม

การไดร์ผมจะทำให้เส้นผมได้รับความร้อน และยิ่งเป็นในตอนที่ผมกำลังเปียกจะทำให้เส้นผมของคุณอ่อนแอจนขาดง่าย และมีความเสี่ยงที่จะทำให้การเติบโตของเส้นผมช้าลง ดังนั้นถ้าหากว่าคุณผู้ชายตั้งการให้ผมยาวเร็วๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไดร์และการใช้ความร้อนกับเส้นผม หากว่าคุณต้องการเป่าผมให้เป่าด้วยพัดลมเบาๆแทน เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับผมของผู้ชายแล้วครับ

4. เล็มปลายผมออกบ้าง

เมื่อผมของเราเริ่มยาว อาการหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเส้นผมของเรานั้นก็คือ “ผมแตกปลาย” ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้ จะทำให้เส้นผมของคุณเสียในระยะยาว ดังนั้นเราควรทำการ “เล็มปลายผม” ออกไปบ้างประมาณเดือนละ 1 ครั้ง แต่จะเป็นการเล็มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แค่ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เพื่อที่จะตัดส่วนที่แตกปลายออก นอกจากจะเป็นการตัดผมที่แตกปลายออกไปแล้ว การเล็มปลายผมจะทำให้ผมของคุณยาวออกมาใหม่เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

5. ดื่มน้ำให้มากๆ

การดื่มน้ำมากๆ หรือดื่มน้ำไม่น้อยกว่า 1 ลิตรต่อวัน จะช่วยให้ผมของเราเร็วขึ้นได้ เพราะร่างกายของเราจะมีความชุ่มชื้นเพียงพอที่จะไปเลี้ยงเส้นผมของคุณให้ยาวขึ้นได้เป็นอย่างดี

เคล็ดลับดูแลหนวดเคราของคุณผู้ชาย

เกิดมาเป็นผู้ชายทั้งที บางครั้งคุณก็มีอารมณ์อยากไว้หนวดเพื่อให้ดูเข้มๆ แถมยังหวังว่ามันจะออกมาดูดีเพื่อดึงดูดสายตาของสาวๆ แต่หนุ่มๆ รู้หรือไม่ว่า การไว้หนวดจริงๆ แล้วมีเคล็ดลับและขั้นตอนในการดูแลไม่แพ้การสวมใส่เสื้อผ้าเลยทีเดียว

1. ตัดแต่งหนวดเมื่อแห้งเท่านั้น

หากถึงเวลาที่ต้องตัดแต่งหนวดให้สวยงาม อย่าตัดแต่งหลังจากอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ เพราะหนวดของคุณยังไม่เข้าที่ ควรรอจนกว่าจะแห้ง แล้วค่อยเล็มจนกว่าคุณจะได้ทรงหนวดที่ถูกใจ

2. อย่าลืมทำความสะอาด

การทำความสะอาดไม่ยากเลย แค่ใช้แชมพูสำหรับหนวดหรือถ้าไม่มีก็ใช้แชมพูทั่วไปก็ได้ นำมาสระหนวดเป็นประจำอย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะในแต่ละวันจะมีฝุ่นละอองและเศษอาหารเข้าไปเกาะติดอยู่ตามหนวดเคราโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว หากปล่อยให้สิ่งสกปรกสะสมนาน ๆ อาจกลายเป็นโรคผิวหนัง และส่งกลิ่นเหม็นได้

3. ใช้แว็กซ์สำหรับหนวดเคราโดยเฉพาะ

การตัดแต่งหนวดเครานั้นไม่ใช้แค่การใช้เครื่องโกนหนวดหรือกรรไกรในการตัดแต่งเท่านั้น คุณยังสามารถใช้แว็กซ์สำหรับกำจัดหนวดในบริเวณที่ไม่ต้องการได้อีกด้วย เพื่อให้หนวดเคราของคุณเกลี้ยงเกลาดูเป็นระเบียงมากขึ้น แต่คุณจะต้องใช้แว็กซ์สำหรับหนวดเคราโดยเฉพาะเท่านั้น

4. เล็มรักษาระดับของหนวดเครา

การเล็มรักษาระดับของหนวดเครานั้นเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หนุ่มๆควรทำ เพราะการเล็มหนวดเคราอยู่เสมอนั้นนอกจากจะเป็นการรักษาระดับของหนวดเคราแล้ว ยังเป็นการตัดส่วนปลายที่แห้งเสียออกไปอีกด้วย และการรักษาระดับไม่ให้ยาวจนเกินไปยังช่วยให้คุณเป็นคนที่ดูดีตลอดเวลาอีกด้วย

5. อย่าลืมบำรุงผิวหน้า

การบำรุงผิวหน้าให้มีความชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลานั้นเป็นสิ่งที่ผู้ชายไว้หนวดเคราจำเป็นต้องทำเป็นอย่างมาก เป็นในบางครั้งการไว้หนวดเคราก็จะทำให้ผิวบริเวณที่ีหนวดนั้นเกิดความแห้งเสียได้ และยังทำให้หนวดของคุณไม่เงางามอีกด้วย ดังนั้นหนุ่มๆควรบำรุงผิวหน้าอยู่เป็นประจำ

5 สาเหตุที่อาจทำให้หนุ่มๆ ผมร่วงได้

1. สระผมบ่อยเกินไป

สาวๆ หนุ่มๆ ที่หนังศีรษะมัน หรือแม้กระทั่งคนที่ออกกำลังกายทุกวัน จนต้องทำให้เราสระผมทุกวัน จริงๆ แล้วการสระผมบ่อยเกินไปอาจทำให้หนังศีรษะแห้ง จนเกิดอาการคันศีรษะ ระคายเคือง จนเป็นรังแค และทำให้ผมร่วงได้ในที่สุด

2. ทำสี – ใช้สารเคมี 

ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมก็อาจเป็นสาเหตุของการหลุดร่วงได้ เพราะผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมส่วนมากจะมีเนื้อหนาและหนัก เพื่อช่วยล็อกทรงผมให้อยู่ทรงได้ตลอดทั้งวัน มักมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อยู่มาก ซึ่งแอลกอฮอล์ทำให้ผมแห้ง หลุดร่วงง่าย

3. หวีผมบ่อยเกินไป

การหวีผมด้วยหวี หรือแปรงหวีผมบ่อย ๆ นั้น นอกจากจะทำให้หนังศีรษะได้รับแรงกดเกินจำเป็นแล้ว ยังเป็นการทำร้ายรากผมให้อ่อนแอ ส่งผลให้เส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายขึ้น แถมยังเสี่ยงผมล้านได้อีกด้วย

4. การสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่นั้นเหมือนเป็นการที่คุณเสิร์ฟค็อกเทลสารพิษให้กับเส้นผมของคุณ เพราะสารพิษต่างๆนานาชนิดที่อัดเเน่นในบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นนิโคติน ควัน เเละทาร์ ล้วนเเล้วเเต่มีส่วนยับยั้งการไหลเวียนโลหิตของร่างกาย ทำให้ออกซิเจนถูกส่งไปเลื้ยงเส้นผมไม่สะดวกส่งผลให้ผมอ่อนเเอขาดหลุดร่วงได้ง่าย นอกจากนี้บุหรี่ยังเร่งให้เกิดความเสื่อมให้เกิดขึ้นในทั่วทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งเส้นผมด้วย

5. เครียดจนเกินไป

ปัญหาผมร่วง ผมบางอาจทำให้หนุ่ม ๆ หลายคนเกิดความเครียดและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความเครียดเหล่านี้จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นฮอร์โมนให้เส้นผมหยุดการเจริญเติบโต และขาดหลุดร่วงได้ แถมความเครียดยังส่งผลเสียต่อระบบอื่น ๆ ในร่างกายอีก

เทคนิค ‘ลดกลิ่นกาย’ เปลี่ยนคุณเป็นผู้ชายตัวหอมให้เธออยากเข้าใกล้

กลิ่นกายเกิดได้จากหลายปัจจัย หลักๆ เกิดจากแบคทีเรียย่อยสลายโปรตีนในร่างกาย ทำให้เกิดกรดบางอย่างที่ส่งกลิ่นออกมา และมาจาก เหงื่อตามจุดอับต่างๆ ของร่างกาย
การกินอาหารรสจัดหรือเครื่องเทศก็ส่งผลเช่นกัน เพราะทำให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมา
มากขึ้น บางทีอาจเกิดจากการ ดูแลตัวเองไม่ดีพอ ไม่รักษาความสะอาด ไม่ชอบอาบน้ำ
ไม่เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ด้านคนที่น้ำหนักเยอะหรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการเผาผลาญจะมีโอกาสมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ง่ายกว่าคนอื่น

เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ เพื่อ ลดกลิ่นตัว

 1. ใส่ใจกับขั้นตอนการอาบน้ำให้มากขึ้น

ขั้นตอนอาบน้ำนี่แหละเป็นเรื่องเบสิคที่สำคัญมาก อย่าเข้าไปเดินผ่านน้ำ 3 นาทีแล้วออกมา ต้องอาบน้ำให้สะอาด ขัดถูคราบสกปรกตามร่างกายออกให้หมด เลือกใช้สบู่และแชมพูที่มีกลิ่นหอมสดชื่นและติดทนนาน โดยทั่วไปสบู่เหลวจะกลิ่นติดผิวมากกว่าสบู่ก้อน อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง ก่อนออกจากบ้าน และ หลังกลับมาถึงบ้าน เนื่องจากการอาบน้ำวันละหนึ่งครั้งนั้นไม่พอสำหรับอากาศร้อนของประเทศเรา อย่างไรก็ตามผู้ชายเรา ไม่ควรอาบน้ำบ่อยเกินไป เช่นกัน เพราะการอาบน้ำบ่อยจะทำให้ผิวแห้ง ร่างกายจะขับเหงื่อและน้ำมันออกมามากเกินไปเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่เสียไปนั่นเอง

2. การแต่งกายก็สำคัญ เลือกเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี

ถ้ารู้ตัวว่าเราเป็นคนเหงื่อออกเยอะ การเลือกหยิบเสื้อผ้ามาใส่ก็มีส่วนช่วยลดกลิ่นกายได้เช่นกัน เลือกเสื้อที่เป็นพวก ผ้าลินิน ผ้าคอตตอน หรือผ้าปีเก้  ที่เหมาะกับอากาศร้อน และสามารถระบายอากาศได้ดี  ถือโอกาสเช็คสไตล์เสื้อการแต่งกายไปด้วยเลย หากคุณชอบแต่งตัวมีเลเยอร์เยอะๆ ถ้าเหงื่อออกง่ายแล้วจะใส่เสื้อหลายชั้นทับกันอาจไม่เวิร์คได้

3. เลือกกินอาหารที่กลิ่นไม่ฉุน ลดของรสจัดและการสูบบุหรี่

อาหารที่กินเข้าไป ส่งผลต่อกลิ่นปาก และถ้าหากรุนแรงมากก็สามารถส่งผลต่อกลิ่นกายได้เช่นกัน ทั้ง อาหารรสจัดที่ทำให้คุณร้อนจนเหงื่อออก รวมถึงอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ กระเทียม หัวหอม ชะอม หรือปลาร้าที่มีกลิ่นค่อนข้างแรง ควรกินในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป แต่ถ้าในวันสำคัญอย่างไปเดทหรือพบลูกค้าก็แนะนำให้หลีกเลี่ยง และ อีกหนึ่งตัวการที่ทำให้คุณมีกลิ่นกายแรงและฉุน คือ บุหรี่ นอกจากกลิ่นควันที่ติดเสื้อแล้ว บุหรี่ยังมีสารในบุหรี่ไปกระตุ้นต่อมเหงื่อให้ทำงานมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

4. เลือกน้ำหอมกลิ่นที่เหมาะกับตัวเอง

หลายคนอาจใช้สเปรย์ระงับกลิ่นกายหรือโรลออน แต่ถ้าให้แนะนำ สาวๆ ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอชอบกลิ่นน้ำหอมจากตัวผู้ชายมากกว่า ลงทุนกับน้ำหอมดีๆ สักขวด พิถีพิถันในการเลือกน้ำหอมสักนิด เพื่อหากลิ่นที่เหมาะกับตัวเอง ระวังการเลือกระดับความเข้มข้นของน้ำหอมด้วยครับ ถ้าเป็นประเภท Eau de Parfum ที่มีน้ำหอมเข้มข้น อาจมีกลิ่นที่ฉุนเกินไปสำหรับคนที่มีกลิ่นกายแรงหรือเหงื่อออกเยอะ ดังนั้นการเลือกน้ำหอมที่ดีที่สุด ก็คือ ควรลองฉีดกับตัวเองจริงๆ เพื่อจะเช็คว่าเมื่อ Top notes ของน้ำหอมหายไป กลิ่น Base notes ที่เหลืออยู่นั้น จะเข้ากับกลิ่นกายของเราได้ดีหรือไม่ หากว่าได้พบกับกลิ่นน้ำหอมที่เมื่อผสมกับกลิ่นเหงื่อของเราแล้วยังส่งกลิ่นที่ดีอยู่ได้ นั่นแหละถือเป็นน้ำหอมที่คุณควรเลือก

Cr. mendetails.com

หนุ่มๆที่อยากหล่อ ผิวดี ผมเงา ต้องกินอะไรดี ?

เคยได้ยินคำพูดที่ว่า สุขภาพดีเริ่มต้นจากในครัวไหม หากคุณอยากมีสุขภาพดี ควรเริ่มต้นที่เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นอันดับต้นๆ และ วันนี้เรามีอาหารที่ดีต่อคุณหนุ่มๆ มากฝาก จะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลยครับ

1. ข้าวกล้อง สารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวในข้าวกล้องคือ ซีลีเนียม และเนื่องจากในข้าวกล้อง มีปริมาณของซีลีเนียมสูง แร่ธาตุดังกล่าว มีส่วนช่วยในการลดสิวในวัยผู้ใหญ่ เมื่อไปรวมเข้ากับวิตามินอี นอกจากนั้น ยังช่วยลดรังแค และกระตุ้นให้ผมงอกออกมาเร็วยิ่งขึ้น ธาตุซีลีเนียมนี้ นอกจากจะมีในข้าวกล้องแล้ว ยังมีอยู่ในอาหารชนิดอื่นอีกเช่น ทูน่า กระเทียม ไข่ เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อไก่งวง

 2. แครอท มีสารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวคือ วิตามินเอ เมื่อเราอายุมากขึ้น ผิวหนังของเราจะได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่สมดุลย์ของอนุมูลอิสระ เคมีต่าง ๆ จะก่อทำให้เซลผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย สูญเสียความยืดหยุ่น และสารอาหารที่จะช่วยชลอการเกิดกระบวนการดังกล่าวนี้ก็คือวิตามินเอ ซึ่งจะมาในรูปของเบต้า แคโรทีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย นอกจากแครอทแล้ว ยังมีอาหารที่ให้คุณค่าเช่นเดียวกันคือ มันหวาน และพริกหยวก

3. มะเขือเทศ มีวิตามินซี เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเขือเทศแล้ว ยังมีอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันคือ พริกหยวก บร็อคโครี่ และ ผักโขม

4. เนื้อวัว ให้โปรตีน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี ผิวสวย ผมหนาเงางาม เพราะโปรตีน จะช่วยไม่ให้ผิวและผม แห้งเปราะ กระตุ้นให้ผมงอก และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง นอกจากเนื้อวัวแล้ว ก็ยังมีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพอื่น ๆ อีกเช่น ปลา เนื้อหมู และเนื้อแดงอื่น ๆ เช่น เนื้อแกะ ซึ่งมีซิงค์สูง รวมไปถึงอาหารพวกโยเกิร์ต ซึ่งมีวิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเธนิค ที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ป้องกันไม่ให้ผมร่วง

5. แซลมอน สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผมและผิวมากก็คือ กรดไขมัน ซึ่งเรียกว่าเป็นไขมันดี มีประโยชน์ต่อเซลผิวหนัง เพราะมีโอเมก้า 3 ช่วยทำให้เยื่อบุเซลผิวหนังมีความสมบูรณ์ ช่วยเก็บรักษาน้ำในผิว และยังช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี แหล่งอาหารอื่น ที่มีกรดไขมันได้แก่ เมล็ดทานตะวัน และปลาฉนาก

6. กาแฟ มีคาเฟอีน มีส่วนช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง สามารถนำมาใช้ทาในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นนุ่มลื่น นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยว่า การดื่มกาแฟวันละแก้ว ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

7. น้ำ ช่วยล้างพิษในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่น ความหนา ให้กับผิว ช่วยการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้ผิวไม่แห้ง และน้ำยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย แหล่งอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ ผักและผลไม้

” น้ำหอม ” ใช้อย่างไรถึงจะถูกต้อง

การใช้น้ำหอมมีเทคนิคมากมายหลายอย่าง และนี่คือ สิ่งที่เรารวบรวมมาให้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้น้ำหอมอย่างถูกวิธี

  • น้ำหอมจะระเหยและส่งกลิ่นได้ดีบนพื้นผิวที่อุ่นและมีการหมุนเวียนโลหิตที่ดี ดังนั้นจุดที่ควรฉีด คือ บรรดาตามชีพจร หรือ Pulse Point ทั้งหลายในร่างหาย เพราะทุกครั้งที่มีการเต้นของชีพจรเท่ากับช่วยกระตุ้นให้น้ำหอมส่งกลิ่นได้เร็ว เช่น ข้อมือ สะดือ ข้อพับขา หรือกระดูกไหปลาร้า -ไม่ควรฉีดน้ำหอมตรงหลังใบหูเพราะกลิ่นจะมีการระเหยไปอย่างรวดเร็ว และไม่ติดทนนาน
  • ควรเก็บน้ำหอมเอาไว้ในที่ๆ มีความเย็น มืด ซึ่งตามการเก็บที่ถูกวิธีแม้ว่าน้ำหอมจะไม่มีระบุวันหมดอายุ แต่ก็จะทำให้คุณภาพคงทนนานถึง 3 ปีนับจากวันที่ผลิต
  • ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรลองฉีดบนข้อมือแล้วจากนั้นทิ้งระยะเวลาสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วค่อยตัดสินใจว่า กลิ่นนั้นถูกใจหรือไม่ เพราะน้ำหอมจะปฏิกิริยากับเหงื่อและความร้อนบนร่างกายจนให้กลิ่นที่แตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคลแม้ว่าจะเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกันก็ตาม
  • ไม่ควรฉีดน้ำหอมลงบนเสื้อผ้า เพราะนอกจากจะทำให้เกิดรอยด่างแล้วทำให่กลิ่นไม่ติดทนนานด้วย
  • ไม่ควรทดลองน้ำหอมมากจนเกินไป เพราะประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของเรา จะไม่สามารถจำแนกได้ ทางที่ดีควรลองแค่ 2-3 กลิ่นก็พอ
  • ไม่ควรไปเลือกซื้อนํ้าหอมในช่วงที่เราเพิ่งจะฟื้นจากอาการเจ็บป่วย หรือไม่สบาย หรือ เพิ่งสูบบุหรี่เสร็จ เพราะจะมีผลต่อการรับรู้กลิ่นทำให้กลิ่นนํ้าหอมที่เราสัมผัสเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
  • น้ำหอมจะมีกลิ่น 3 ระดับ ซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา คือ

    Top nose กลิ่นแรก คือ กลิ่นที่จะได้รับทันทีที่ฉีดน้ำหอม จะมีลักษณะหอมสดชื่นและบางเบา กลิ่นแรกนี้จะอยู่ได้ประมาณ 15 นาที และจางหายไปอย่างรวดเร็ว

    Middle nose กลิ่นกลาง ช่วงที่กลิ่นต่อไปจะฟุ้งกระจายตัวอย่างเต็มที่บนผิวกาย จะคงอยู่ประมาณ 2 – 4 ชั่วโมง กลิ่นกลางนี้ถือเป็นกลิ่นหัวใจของน้ำหอม

    Base nose กลิ่นพื้นฐาน เป็นกลิ่นเข้มข้นที่สุดที่เหลืออยู่ ซึ่งจะแสดงกลิ่นเมื่อเวลาผ่านไป ประมาณ 4-6 ชั่วโมง และค่อย ๆ จางหายไปในที่สุด

Cr. sanook.com

เครื่องดื่มลดพุง สำหรับผู้ชายรักสุขภาพ

นอกจากการออกกำลังกายซึ่งช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินและลดหน้าท้อง การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็เป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณมีหน้าท้องแบบราบได้เช่นกัน วันนี้เรามีตัวอย่างเครื่องดื่มสำหรับลดพุงมาฝากหนุ่มๆที่รักสุขภาพกัน

1. ชามินต์ คุณสมบัติของมินต์คือช่วยย่อยสลายไขมัน แม้แต่อาหารไขมันสูงอย่างเบอร์เกอร์หรือสเต็ก ก็จะถูกย่อยอย่างรวดเร็ว แถมยังลดอาการท้องอืด พร้อมเร่งการขับถ่ายได้อีกด้วย

2. ชาเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า “คาเทซิน” ช่วยลดไขมันบริเวณหน้าท้องได้ เพียงจิบชาเขียวก่อนออกกำลังกาย ก็ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันในระหว่างนั้นได้เป็นอย่างดี แต่ชาเขียวที่เราพูดถึงคือชาเขียวจริงๆ ไม่ใช่กากชาผสมน้ำตาล แต่งกลิ่นแล้วบรรจุขวดออกมาขาย

3. นมถั่วเหลือง เพราะถั่วเหลืองมีสารแลคตินที่ช่วยป้องกันการสะสมไขมันของเซลล์ในร่างกาย พร้อมกับช่วยสลายไขมันส่วนเกิน เพียงดื่มนมถั่วเหลือง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี

4. น้ำเปล่า เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด และยังดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย รวมทั้งช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทั้งยังลดอาการบวมน้ำได้ด้วย

5. น้ำแตงโม มีสารอาหารมากมาย เช่น ไลโคปีนที่ช่วยต้านมะเร็ง รวมถึงกรดอะมิโนที่ชื่อว่า “อาร์จินีน”  น้ำแตงโมช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อได้ แต่คุณก็ต้องออกกำลังกายอย่างจริงจังควบคู่กันไปด้วย

6. น้ำสับปะรด มีสารที่เรียกว่า “โบรมีเลน” ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้การย่อยอาหารง่ายยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยลดอาการท้องอืด นอกจากนั้นการใส่น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดเฟล็กซ์ผสมลงไป ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย เพราะมีไขมันโมเลกุลเดี่ยวที่ไม่อิ่มตัวในปริมาณค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พึงตระหนักก็คือ ไม่ว่าอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ควรจะรับประทานให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย เพราะหากรับประทานน้อยเกินไปจะขาดสารอาหาร แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจเกิดการสะสมในร่างกาย ที่สำคัญ ควรหาเวลาออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย

Cr. sanook.com

เลือก Skincare สำหรับผู้ชาย อย่างไร ให้เจอชิ้นที่ ‘ใช่’ ที่สุดสำหรับคุณ

รู้ไหมครับว่าผู้ชายหน้าใสมีเสน่ห์สำหรับสาวๆ มากกว่าที่คุณคิด เพราะใบหน้าเป็นด่านแรกที่คนอื่นจะได้พบเห็น ฉะนั้นผู้ชายยุคนี้ควรเรียนรู้เรื่องเมคอัพและสกินแคร์เอาไว้บ้าง เพื่อช่วยเสริมความดูดีให้คุณแบบทันใจ และเลือกใช้ สกินแคร์สำหรับผู้ชาย ที่เหมาะกับตัวเองเพื่อผลลัพธ์ให้ผิวดูกระจ่างใสสุขภาพดี หลังจากเช็คสภาพผิวตัวเองกันเป็นแล้ว ก็ต้องมารู้จักกับประเภทสกินแคร์สำหรับผิวแต่ละประเภท เพื่อเลือกสกินแคร์ที่ “ใช่” ที่สุดสำหรับคุณกันเลย

เวลาไปเดินเลือกซี้อของกับแฟน เราว่าหลายๆ คนคงไม่มั่นใจนักว่าจะเลือกซื้อ Skincare สำหรับผู้ชาย มาบำรุงผิวหน้าอย่างไร แถมบางคนยังเรียกทุกอย่างเหมารวมว่าเป็น ‘ครีม’ เหมือนกันหมด ทั้งที่จริงแล้ว เนื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สำหรับผู้ชาย ก็มีหลายเนื้อสัมผัส เพราะผลิตจากส่วนผสมที่แตกต่างกัน และออกแบบมาเพื่อสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นนอกจากประเภทเนื้อครีมแล้ว ยังมีเนื้อโลชั่น (Lotion), เจล (Gel), เซรั่ม (Serum) และเอสเซนส์ (Essence) อีกด้วย

– เนื้อครีม (Cream) –

สกินแคร์เนื้อครีม เป็นประเภทที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคยมากที่สุด มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นสุด ใช้เวลานานกว่าจะซึมเข้าผิว เนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำมันและน้ำผสมกันอยู่ จึงให้ความชุ่มชื้นมาก เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งหรือผิวธรรมดา สำหรับผิวผสมให้เลือกทาเฉพาะบริเวณใบหน้าที่มีผิวแห้ง

 – เนื้อโลชั่น (Lotion) –

นอกจากโลชั่นบำรุงผิวกายแล้วยังมีโลชั่นสำหรับผิวรุงผิวหน้าอีกด้วย บางแบรนด์อาจเรียกเนื้อผลิตภัณฑ์นี้ว่า ฟลูอิด (Fluid) ความเข้มข้นรองลงมาจากเนื้อครีม สัมผัสเหลวกว่า เนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำจะมากกว่าในเนื้อครีม จึงไม่ทำให้ผิวมันจนเกินไป เหมาะกับคนสภาพผิวธรรมดาและผิวผสม

 – เจล (Gel) –

เจลจะมีเนื้อสัมผัสบางเบา ไม่เหนอะหนะ รู้สึกเย็นเวลาเจลสัมผัสลงผิว เพราะมีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก ในขณะที่มีส่วนประกอบของน้ำมันน้อยหรือไม่มีอยู่เลย เป็น Oil-free แต่ไม่ค่อยให้ความชุ่มชื้น จึงเหมาะกับคนผิวมัน หรือคนผิวแพ้ง่าย

 – เซรั่ม (Serum)  –

เซรั่ม มีเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมเข้าสู่ผิวง่าย เป็น Oil-Based มีความเข้มข้นของตัว active ingredients มาก จึงบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกถึงผิวชั้นใน เหมาะกับคนผิวแห้งจนถึงผิวผสมที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวแบบเร็วๆ แต่ควรจะใช้คู่กับเนื้อผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น เช่น ครีมหรือเจล เพื่อบำรุงผิวชั้นนอกด้วย  ประโยชน์อีกหนึ่งอย่างสำหรับเซรั่ม คือ สามารถบรรเทาผิวที่ระคายเคืองจากการโกนหนวดได้

 – เอสเซนส์ (Essence) –

เอสเซนส์เป็นตัวบำรุงผิวชั้นในเช่นเดียวกับเซรั่ม จึงต้องเลือกใช้ตัวเพียงตัวเดียว มีลักษณะเป็นเนื้อเจลใสๆ เพราะเป็น Water-Based จึงทำให้เอสเซนส์ซึมเข้าสู่ผิวเร็วมาก ไม่เหนอะหนะผิว บางแบรนด์ที่เรียกผลิตภัณฑ์ว่า น้ำตบ ก็คือ เนื้อผลิตภัณฑ์ชนิดนี้นั้นเอง เหมาะกับคนผิวผสมจนถึงผิวมันและผิวบอบบางและแพ้ง่าย

Cr. mendetails.com

เช็คสภาพผิวให้เป็น ก่อนเลือกซื้อเมคอัพและสกินแคร์

การทำให้ตัวเองดูดี มันอาจเป็นการเพิ่มโอกาสที่มองไม่เห็นให้กับคุณ หากคุณออกจากบ้านด้วยเสื้อผ้าหน้าผมและผิวที่พร้อม สะท้อนบุคลิกความเป็นผู้ชายที่มีบุคลิกภาพที่ดีเยี่ยมในแบบฉบับของตัวเอง คนรอบข้างจะมองว่า ชายหนุ่มคนนี้ดูแลตัวเองได้ดี ก็น่าจะดูแลคนอื่นได้ดีเช่นกัน แต่ก่อนจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างสกินแคร์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมความดูดี ต้องรู้จักสภาพผิวของตัวเองก่อน ว่าเป็นอย่างไร เพื่อจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ถูกประเภทและเหมาะสมกับผิวของคุณ

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ผิวผู้ชายแก่ช้ากว่าผู้หญิง นั่นเป็นเรื่องจริงครับ เพราะผิวเราหนากว่า มีปริมาณอีลาสตินและคอลลาเจน (ที่ช่วยเรื่องความเต่งตึงและเรียบเนียน) มากกว่าผู้หญิง จึงทำให้มีสัญญาณผิวที่ช้ากว่า กลายเป็นผิวดูแก่ช้า แต่อย่าเพิ่งดีใจและคิดว่าผิวของเราไม่จำเป็นต้องดูแลอะไร เพราะเมื่ออายุมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง ตอนผิวเริ่มมีริ้วรอย ผิวผู้ชายจะมีร่องลึกกว่าผู้หญิงและเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากกว่า และอาจจะมีแนวโน้มผิวแห้งง่ายกว่าผู้หญิงอีกด้วย

ทำความรู้จักประเภทผิว

โดยธรรมชาติลักษณะโครงสร้างผิวของผู้ชายจะแตกต่างจากผู้หญิง เนื่องจากมีฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนอยู่ และต่อมผลิตไขมันยังทำงานมากกว่าผู้หญิง 2 เท่า ทำให้ผิวผู้ชายมันกว่า มีค่า pH ต่ำกว่า และมีโอกาสเป็น ” สิว ” ได้ง่ายกว่า นอกจากนั้นสภาพผิวของผู้ชายแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วยปัจจัยภายในและภายนอกอย่างสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จึงทำให้สภาพผิวของหนุ่มๆแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

โดยธรรมชาติผิวผู้ชายกักเก็บความชุ่มชื้นได้ไม่ค่อยดี ผิวแห้งเป็นผิวที่ขาดความชุ่มชื้น มีโอกาสลอกเป็นขุย อาจสัมผัสได้ถึงความแห้งหยาบบนใบหน้า หรือเมื่อล้างหน้าเสร็จแล้วรู้สึกตึงที่ผิวหน้า หากคุณเคยได้ยินคำว่า ‘ผิวขาดน้ำ’ ก็คือผิวประเภทนี้นั่นเอง ข้อดีคือไม่ค่อยมีปัญหาสิวเสี้ยน แต่ข้อเสียก็คือเป็นผิวที่อาจเกิดริ้วรอยเร็วกว่าผิวประเภทอื่น

– ผิวธรรมดา (Normal Skin) –

ถ้าคุณเป็นคนที่มีผิวธรรมดาต้องบอกเลยว่าโชคดีมาก เพราะจะไม่ค่อยมีปัญหาผิวหน้า สามารถเลือกซื้อเมคอัพและสกินแคร์ได้อย่างสบายๆ ผิวธรรมดาเป็นตัวแทนของความบาลานซ์ ผิวไม่แห้งและไม่มันจนเกินไป ซึ่งบริเวณ T-zone (หน้าผาก, คาง และจมูก) อาจมีความมันเล็กน้อย เมื่ออากาศร้อนผิวจะไม่มันเยิ้ม และเมื่ออากาศเย็นจะไม่แห้งจนเป็นขุย

– ผิวมัน (Oily Skin) –

ผิวมันจะมีลักษณะ ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนกว้าง เป็นผิวที่สังเกตได้ง่าย เพียงแค่ใช้นิ้วลูบบนใบหน้าก็จะสัมผัสได้ถึงความมัน ซึ่งเกิดจากการผลิตความมันในปริมานมากเกินไป เพราะฮอร์โมนเพศชายกำหนดขนาดของต่อมไขมัน และต่อมไขมันที่ใหญ่เป็นสาเหตุของเรื่องรูขุมขนกว้าง สภาพผิวมันยังเป็นผิวที่มีโอกาสเกิดสิวเสี้ยน สิวอุดตันง่ายกว่าผิวประเภทอื่นอีกด้วย

– ผิวผสม (Combination Skin) –

ถ้าหากว่าบนใบหน้าของคุณมีทั้งส่วนที่มีความมันมากและแห้งมากอยู่ด้วยกัน แปลว่า คุณมีสภาพผิวแบบ ผิวผสม คือ มีลักษณะของผิวหลายประเภทอยู่ร่วมกัน โดยสภาพผิวในบริเวณที่เป็น T-Zone มีความมันมาก ในขณะที่ช่วงแก้มจะแห้ง เป็นสภาพผิวที่คนไทยเป็นกันเยอะ ซึ่งผิวผสมต้องเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลให้เหมาะกับสภาพผิวในแต่ละส่วนของใบหน้าให้ดี

เช็คสภาพผิวง่ายๆ ด้วยตนเอง

เมื่อรู้จักประเภทผิวแล้ว เรามาลองเช็คสภาพผิวของตัวเองกันดีกว่า ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเป็นพิเศษเลย เพียงแค่เริ่มล้างหน้าด้วยโฟมหรือผลิตภัณฑ์ที่คุณมี หากปกติล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า แนะนำให้ใช้โฟมล้างก่อนเพื่อขจัดความมันบนใบหน้าออกไปครับ หลังจากนั้นอย่าเพิ่งลงผลิตภัณฑ์ใดๆ บนใบหน้า ปล่อยไว้ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยมาสังเกตกันครับ สภาพผิวที่ปรากฏบนใบหน้า คือ ประเภทผิวของคุณ

Cr. mendetails.com