CELINE TELEPATHIC LOVE PRINT COLLECTION

เอดี้ สลิมาน (HEDI SLIMANE) ได้เผยโฉมคอลเลคชั่นที่ทำร่วมกับนักศิลปินชาวอเมริกันนามว่า ANNELI SANAYE HENRIKSSON ภายใต้คอลเลคชั่นที่ชื่อว่า “LOVE PRINT COLLECTION”

โดยคอลเลคชั่นนี้จัดจำหน่ายทั้ง เครื่องหนังชิ้นเล็ก รองเท้า กระเป๋าสะพายหลังและเสื้อผ้า
ANNELI SANAYE HENRIKSSON เป็นศิลปินที่มีผลงานทั้งในชิคาโกและนิวยอร์ก

โดยใช้เทคนิคทางศิลปะทางหลายแขนง เธอมีความถนัดพิเศษทางด้านศิลปวัตถุและกลุ่มศิลปะแอ็คชั่น(Action) ที่ตีความงามจากความคิดก่อให้เกิดเป็นศิลปะแบบใหม่ซึ่งแตกต่างจากงานศิลปะในเชิงฝีมือแบบเดิมๆ

เธอยังจัดทำนิตยสารเกี่ยวกับผลงานของเธอ(Her Zine) หนังสือศิลปะของเธอ(Artist Book) และจัดแสดงงานศิลปะที่สร้างสรรค์จากงานทอ อีกทั้งจัดงานศิลปะและมิวสิคโชว์ขึ้นที่ชิคาโก้ เธอยังเป็นคนโปรดิ้วซ์ซาวน์กีตาร์ให้กับเพลง FAUX MARXISTของวงอาร์ตพังค์วงหนึ่งอีกด้วย

พบกับ เครื่องประดับของผู้หญิงและผู้ชาย คอลเล็กชั่นนี้ จาก CELINE ได้ที่ CELINE Store รวมถึงออนไลน์สโตร์ www.celine.com

CREDITS : CELINE BY HEDI SLIMANE

#CELINEBYHEDISLIMANE #HommesThailand

ปัจจุบันนั้นถูกสร้างขึ้นจากอดีต #GucciPrêtÀPorte แคมเปญฤดูใบไม้ร่วง/หนาวปี19-20

ภายใต้การสร้างสรรค์ของอะเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ย่อมจะไม่มีอะไรที่ธรรมดา รวมทั้งแคมเปญสำหรับคอลเล็กชั่น Fall/Winter 2019-20 ของ GUCCI ที่เขานำเอาเบื้องหลังการสร้างสรรค์เสื้อผ้าสำเร็จรูปมาเป็นแรงบันดาลใจ

คน Gen X ย่อมจะชินกับ prêt-à-porter หรือ ready-to-wear แต่สำหรับคนยุค baby boom หรือก่อนหน้านั้นนี่คือสิ่งแปลกใหม่ เป็นความท้าทายของการสร้างสรรค์โดยดีไซเนอร์ที่จะดีไซน์ผลงานให้โดนใจคนโดยขบวนการผลิตจะต้องอยู่ในระยะเวลาจำกัด ไซส์ของชุดก็จะต้องมีความหลากหลาย หรือไม่ชุดก็ต้องสวยมากพอที่จะดลใจให้คนต้องฟิตร่างให้สวมใส่ชุดนั้นๆ ได้ เพราะก่อนหน้านั้นห้องเสื้อจะทำงานในรูปแบบ couture หรือ Haute couture หรือเป็นบ้านเราก็เป็นร้านรับตัดเสื้อที่ช่างจะเรียกตัวเองว่า dress maker มากกว่า designer

การมาถึงของ prêt-à-porter เป็นการตอบสนองไลฟ์สไตล์เจ็ตเซ็ตในยุค 50s, 60s, 70s ที่คนเดินทางด้วยเครื่องบินและการบินไปท่องเที่ยวยังดินแดนต่างๆ ทำให้การสั่งตัดเสื้อผ้าเริ่มไม่ทันใจ การเข้าไปห้องเสื้อที่มีชื่อเสียงระดับดลกแล้วสามารถเลือกดีไซน์ล่าสุดได้ทันทีคือความใหม่ ความนิยมเสื้อผ้าสำเร็จรูปมีเรื่อยมาจนถึงสู่ยุค 80s และจวบจนปัจจุบันที่เป็นยุค Gen Me ที่นิยมเซลฟี ที่ทำให้เกิด Fast fashion โดยสนใจแต่รูปแบบที่ต้องโดดเด่นและมีให้เลือกหลากหลายฉาบฉวย prêt-à-porter จึงยืนยงอยู่ได้และด้วยเทคโนโลยีของการตัดเย็บที่รุดหน้า เสื้อผ้าสำเร็จรูปปัจจุบันจึงมีความวิจิตรเทียบเท่ากับงานกูตูร์ สามารถใช้เครื่องจักรผลิตชิ้นงานที่แต่เดิมต้องใช้ฝีมือในการประดิษฐ์ทำและใช้เวลาน้อยกว่า

อะเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) มีความผูกพันอันเด่นชัดกับเรื่องเล่าและตัวละครทั้งหลายในโลกแฟชั่นทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะออกแบบ จากนั้นก็จะไปสู่เวิร์คชอป ทำฟิตติ้ง ลองผิดลองถูก และหาข้อผิดพลาด มันเหมือนเรื่องเล่าถึงการทำงานด้วยมือ ทักษะในการเลือกใช้วัสดุ และผลงานอันเกิดจากการใช้ความรู้เฉพาะทางที่ในวันนี้เราไม่ได้ใส่ใจในความสำคัญของมันมากนัก เรื่องเล่าแห่งโลกแฟชั่นและนิทานแฟชั่นทั้งหลายก็เปรียบได้กับตำนานที่มีชีวิตอยู่จริง เขาจึงทำให้

แคมเปญโฆษณา Fall/Winter 2019-2020 นี้ทำให้มหกรรมแฟชั่น ready-to-wear ได้กลายมาเป็นหัวข้อข่าวอีกครั้ง และกลายเป็นตัวชูโรง อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสามสิบปีที่แล้ว เมื่อข่าวตามฤดูกาลบนหน้าปกนิตยสารอุทิศให้กับงานชิ้นสำคัญที่ทุกคนต้องมีอย่างกระโปรงสั้น สีตามฤดูกาล และแบบผ้าต่างๆ

ความสามารถด้านครีเอทีฟของมิเคเล่ เปล่งประกายผ่านเลนส์กล้องจากฝีมือช่างภาพ เกลน ลัทช์ฟอร์ด (Glen Luchford) ภายใต้ธีม “ปัจจุบันนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยอดีต” ที่นำเอาอดีตที่เพิ่งผ่านไปไม่นานมาเป็นสิ่งชูโรงนำความทรงจำอันยากจะลืมเลือนให้กลับมาอีกครั้ง ผ่านคำบรรยายที่ชัดเจน ทั้งในช่วงการผลิต ขั้นตอนระหว่างการออกแบบ การเย็บ การแสดงผลงานบนรันเวย์ ผ่านฝีมือช่างและกลุ่มคนผู้เชี่ยวชาญที่ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการสร้างสรรค์

GucciPrêtÀPorter

ครีเอทีฟไดเรคเตอร์: Alessandro Michele
อาร์ตไดเรคเตอร์: Christopher Simmonds
ถ่ายภาพ / ไดเรคเตอร์: Glen Luchford
นักออกแบบทรงผม: Paul Hanlon
ช่างแต่งหน้า: Thomas De Kluyver
สถานที่: Paris

Author: Sethapong Pawwattana
Pictures courtesy of GUCCI

#GucciPrêtÀPorter #GUCCI #GucciThailand #HommesThailand

LA COLLECTION CAPSULE MASCULINE BEACHWEAR 2019 MEN’S BEACHWEAR 2019 CAPSULE COLLECTION

NSPIRED BY THE ARTISTIC COLLABORATION AT THE HEART OF THE DIOR MEN PRE-FALL 2019 COLLECTION – IN ITSELF INFLUENCED BY MONSIEUR CHRISTIAN DIOR’S PERSONAL HISTORY AS A GALLERIST, AND HIS LOVE OF AVANT-GARDE ART – DIOR MENSWEAR ARTISTIC DIRECTOR KIM JONES COLLABORATES WITH JAPANESE CONTEMPORARY ARTIST HAJIME SORAYAMA TO CREATE TWO UNIQUE PRINT UNIVERSES, UTILIZED FOR AN EXCLUSIVE SUMMER CAPSULE COLLECTION.

SORAYAMA’S ICONIC FIGURES – HIS ORGANIC-ROBOTIC WOMEN AND ANIMALS – POPULATE FANTASY PANORAMAS OF WATER AND FOLIAGE IN TWO EXCLUSIVE VISUALS. ‘SEASCAPE’ AND ‘HAWAIIAN ROBOTS’ ARE BOTH LUSHLY COLORED, CONTRASTING SORAYAMA’S GLOSSY FUTURISM WITH WILD NATURE, OCEANIC RIPPLES AND TROPICAL VEGETATION.

THE ARTWORK SERVES AS DUAL HOMAGE, TO BOTH SORAYAMA’S AESTHETIC AND KIM JONES’ LOVE OF TRAVEL AND WILDLIFE. ALONGSIDE BOTH, DIOR: SORAYAMA’S REIMAGINING OF THE DIOR LOGO IS REMIXED INTO HIS SEASCAPE, WITH ROBOTIC MERMAIDS AND DOLPHINS.

THIS CAPSULE ENCOMPASSES A TIGHT EDIT OF SPORTSWEAR PIECES: EASY ALOHA SHIRTS, SWIM SHORTS, LIGHTWEIGHT JACKETS IN FLUID RAYON AND NYLON. THEY ARE ACCOMPANIED BY LEATHERGOODS: A TRIO OF BAG STYLES – A CABAL, A BELT-BAG AND THE DIOR ‘ROLLER’ – A DUO OF POCHETTES AND A NEW VERSION OF DIOR’S OBLIQUE SNEAKERS, AS WELL AS SILK SCARVES AND BEACH TOWELS.

MODERN AND FRESH, COLORFUL AND PLAYFUL, THE DIOR MEN’S BEACHWEAR 2019 CAPSULE IS A YOUTHFUL EXPRESSION OF THE DIOR ESPRIT

The Contemporary Kimono

ทาคายุกิ และทาคาโตชิ ยาจิมา ได้ทำสิ่งที่มากกว่าการยึดถือวัฒนธรรมกิโมโน พวกเขาซึ่งเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาที่มีอายุกว่าพันปีได้นำเอาความร่วมสมัยมาผสานกับชุดกิโมโนอย่างลงตัว

หากปราศจากแฟชั่น ทิวทัศน์ในเมืองคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่สะท้อนให้เห็นลักษณะเฉพาะของแต่ละเมือง ตั้งแต่ค.ศ. 2015 ห้องเสื้อ Y. & Sons ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ได้นำเอาผลงานสร้างสรรค์ต่างๆ ออกสู่สายตาสาธารณชน ทั้งนี้การนำเอาผลงานดังกล่าวส่งเสริมให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงโตเกียวกลับมาแต่งชุดกิโมโนอีกครั้งและเปลี่ยนลุคของเมืองหลวงให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ทาคายุกิ ยาจิมา เจ้าของห้องเสื้อ Y. & Sons อธิบายว่า “พวกเราหวังจะนำเสนอชุดกิโมโนที่เข้ากับเมือง พวกเราคิดว่าการสวมชุดกิโมโนทำให้ชีวิตประจำวันมีรูปลักษณ์พิเศษ” การใช้ความวิจิตรและความประณีตทางสัญลักษณ์ของชุดกิโมโนทำให้ไม่มีอะไรที่ดูเป็นเรื่องบังเอิญสำหรับห้องเสื้อ Y. & Sons สัญลักษณ์ของร้าน ‘ขนนกอินทรีสองอันไขว้กัน’ (ลวดลายยอดนิยมในวัฒนธรรมซามูไร สมัยยุคเอโดะ ระหว่างค.ศ. 1603 – 1868) ถือว่าเป็น ‘คะมน’ (kamon) ซึ่งหมายถึงตราประจำตระกูล ผ้าที่ถูกนำเสนอส่วนใหญ่จะตกแต่งด้วยลวดลายที่เกี่ยวข้องกับตราประจำตระกูล ซึ่งมาจากจินตนาการของอิโตะ จากุชู (Ito Jakuchu) ศิลปินที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 18

นอกจากนี้ฐานทัพของพวกเขาซึ่งอยู่ในย่านคันดะเผยให้เห็นเสียงสะท้อนแห่งอดีต ก่อนที่จะมีย่านชิบูยาและชินจูกุ ย่านคันดะเคยเป็นศูนย์กลางของกรุงโตเกียว ในปัจจุบันสถาปัตยกรรมส่งผลให้กรุงโตเกียวกลายเป็นเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างยุคต่างๆ ที่ซึ่งการแสดงความเคารพต่อประเพณีไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความทันสมัย โดยเห็นได้จากการแต่งชุดกิโมโน

อย่างที่พวกเราทราบกัน ชุดกิโมโนถือกำเนิดขึ้นเมื่อหนึ่งพันกว่าปีก่อนในสมัยยุคเฮอัง ทว่าชุดกิโมโนกลับกลายมาเป็นงานศิลปะอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อถึงยุคเอโดะ ประเทศญี่ปุ่นได้ถูกรวบรวมเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การปกครองของโชกุน และมีพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจ
ในด้านการแต่งตัว ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทุกคนแต่งชุดเหมือนกันทั้งหมด กล่าวคือทุกคนไม่ว่าจะมีสถานะทางสังคมใดก็ตามจะแต่งชุดกิโมโน ลักษณะการแต่งตัวที่เหมือนๆ กันนี้ส่งผลให้การแสดงออกทางสไตล์การแต่งตัวของแต่ละบุคคลทำได้ยาก รายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจ เช่น ความแตกต่างที่เห็นได้จากวิธีการทอผ้า การใช้สี การเลือกลวดลาย ด้าย หรือแม้กระทั่งการพิมพ์ลวดลาย ความซับซ้อนนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่จะสวมใส่ชุดกิโมโน อายุของผู้สวมใส่ รวมถึงยศ สไตล์ และรสนิยม ซึ่งรวมถึงระดับความพิถีพิถันของผู้แต่งชุดกิโมโน ทั้งนี้หากผ้าที่บุข้างในเป็นสีแดง (สีต้องห้าม) หรือชุดที่สวมอยู่ข้างใต้เป็นไหมย้อมสี พร้อมประดับด้วยภาพทิวทัศน์ จะถือได้ว่าเป็นชุดกิโมโนที่ดูงดงาม ภูมิฐาน ส่วนชุดที่อยู่ข้างในซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดนั้นมีเพียงแค่ผู้สวมใส่ชุดกิโมโนเท่านั้นที่จะรู้ได้

ทั้งนี้ชุดกิโมโนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นช่องทางแห่งการแสดงออกถึงความเป็นตัวตน พร้อมกับเป็นการส่งข้อความอย่างประณีตบรรจง และสำหรับใครก็ตามที่มีรสนิยมอย่างแท้จริง รายละเอียดของชุดกิโมโนนั้นถือว่าเป็นความสุขของพวกเขา ชุดกิโมโนเป็นชุดที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับไปร่วมงานทางการ งานเฉลิมฉลอง และยังเป็นชุดที่สวมใส่เพื่อไปออนเซ็น ซึ่งเป็นสถานที่อาบน้ำสาธารณะ ในสมัยก่อนกฎระเบียบและสัญลักษณ์มีอยู่มากมายจนทำให้ต้องพิมพ์คู่มือเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิด และถ้าเรื่องเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกงงก็ให้นึกถึงวิวัฒนาการของการแต่งตัวในโลกตะวันตกซึ่งคล้ายกันอย่างมาก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาผู้ชายมีเพียงแค่ชุดเดียว นั่นก็คือชุดสูท เมื่อเครื่องแบบทหารซึ่งปกปิดร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้านั้นมีบทบาทน้อยลง สิ่งต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความแปลกใหม่ถูกสั่งห้าม ซึ่งเป็นการสนับสนุนการแต่งกายให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไปผู้ชายเริ่มมีพื้นที่เล็กๆ เพื่อแสดงออกถึงความแตกต่าง เช่น การผูกเนกไทที่ดูแหวกแนว การปลดกระดุม 1 – 2 เม็ด และทรงผมที่มีการเน้น… ก้าวเล็กๆ บนเส้นทางแห่งการแสดงออกทางตัวตน เป็นวิธีที่ค่อนข้างแยบยล ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้ขัดกับพิธีการ แต่ทว่าสามารถมองเห็นและเป็นที่สังเกตได้ รวมถึงเป็นที่ชื่นชมของผู้ที่อยู่ในวงการ โดยทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะสามารถสังเกตเห็น นิยมชมชอบ หรืออาจจะมองไม่เห็นอะไรเลย

ถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมจะแตกต่างกัน แต่แนวคิดหลักนั้นเหมือนกัน นั่นก็คือการนำเสนอรายละเอียดต่างๆ อย่างประณีตบรรจง เพื่อบ่งบอกรสนิยมที่ดี และแสดงถึงความเป็นตัวตน เทรนด์ในระยะหลังนี้ชี้ให้เห็นว่าโลกตะวันตกที่มีความละเอียดลออเริ่มหันไปหาสิ่งที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรม มีคุณภาพ และหายาก

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าเวลาสำหรับโลกตะวันตกที่จะหันกลับมาหาประเทศญี่ปุ่นได้มาถึงแล้ว เนื่องจากคนญี่ปุ่นยึดมั่นในวัฒนธรรมโบราณ ที่ซึ่งการรังสรรค์เปี่ยมด้วยความเอาใจใส่ ความหลงใหล และความรัก สิ่งที่ชาวตะวันตกเรียกว่าแฟชั่น อันที่จริงคือวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น ถ้าประเทศญี่ปุ่นรับเอาเครื่องแต่งกายของชาวตะวันตกในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 นั่นหมายความว่าประเทศญี่ปุ่นได้อนุรักษ์ความสัมพันธ์ของการแต่งกายกับประวัติศาสตร์ของชุดกิโมโนไว้แล้ว

การเก็บรายละเอียดสุดท้ายของการตัดชุดกิโมโนเต็มไปด้วยความหมายมากมาย การนำลวดลายที่ดูอาจหาญและสีสันเจิดจ้ามาใช้ (อยู่บ่อยครั้ง) ของห้องเสื้อ Y. & Sons ได้ดึงชุดกิโมโนออกจากประเพณีและแนวคิดดั้งเดิมที่เคยถูกสร้างขึ้นเกี่ยวกับการแต่งกิโมโน ทั้งนี้สามารถพูดได้อีกนัยหนึ่งว่านี่คือการอัพเดทชุดกิโมโนให้เข้ากับศตวรรษที่ 21 นับเป็นความโชคดีอย่างมากที่คุณภาพไม่ได้ถดถอยลงไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อห้องเสื้อที่มีประวัติอันยาวนานตัดสินใจปรับโฉม

ยาจิมา ชายที่เคารพประเพณี ยกย่องเชิดชูมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และรักษาคุณภาพของวัตถุดิบชั้นเลิศเอาไว้ ได้อุทิศชีวิตเพื่อเดินตามความฝัน ซึ่งก็คือการคิดค้นชุดกิโมโนสำหรับเมืองยุคใหม่

Author: Tony Bryan
Translator: Tanya Leekamnerdthai
Photography: Courtesy of Y. & Sons

GucciPrêtÀPorter แคมฤดูใบไม้ร่วง/หนาวปี19-20

การบอกเล่าเรื่องราวเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ และ อะเลสซานโดร มิเคเล่า (Alessandro Michele) มีความผูกพันอันเด่นชัดกับเรื่องเล่าและตัวละครทั้งหลายในนั้น ทำให้กลายเป็นแนวทางที่เขาใช้กำหนดวิสัยทัศน์ให้กับโลกของ Gucci อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ส่องประกาย และโชติช่วงดั่งภูเขาไฟ

ในโลกของแฟชั่น ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะออกแบบ จากนั้นก็จะไปสู่เวิร์คชอป ทำฟิตติ้ง ลองผิดลองถูก และหาข้อผิดพลาด มันเหมือนเรื่องเล่าถึงการทำงานด้วยมือ ทักษะในการเลือกใช้วัสดุ และผลงานอันเกิดจากการใช้ความรู้เฉพาะทางที่ในวันนี้เราไม่ได้ใส่ใจในความสำคัญของมันมากนัก เรื่องเล่าแห่งโลกแฟชั่นและนิทานแฟชั่นทั้งหลายก็เปรียบได้กับตำนานที่มีชีวิตอยู่จริง การถือกำเนิดของ prêt-à-porter และความรุ่งเรืองในยุค 50s, 60s, 70s สู่ยุค 80s จนมาถึงยุคร่วมสมัยตามคำจำกัดความของครีเอทีฟไดเรคเตอร์แห่งห้องเสื้อที่มีสัญลักษณ์ Double G แห่งนี้

ด้วยเรื่องราวของแฟชั่นและสื่งที่เกี่ยวกับแฟชั่นนั้นคือตำนาน และความปรารถนาที่จะนำเสนอกระบวนการวัสดุการตัดเย็บเสื้อผ้าอันเป็นหัวใจหลักของการผลิตผลงานแฟชั่น จึงเป็นที่มาของแคมเปญโฆษณา Fall-Winter 2019-2020 นี้ ที่เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของ Alessandro Michele ทำให้มหกรรมแฟชั่น ready-to-wear ได้กลายมาเป็นหัวข้อข่าวอีกครั้ง และกลายเป็นตัวชูโรง อย่างที่เคยจะเกิดขึ้นมาเมื่อสามสิบปีที่แล้ว เมื่อข่าวตามฤดูกาลบนหน้าปกหนังสืออุทิศให้กับงานชิ้นสำคัญที่ทุกคนต้องมีอย่างกระโปรงสั้น สีตามฤดูกาล และแบบผ้าต่างๆ

ความสามารถด้านครีเอทีฟ ผลงานสร้างสรรค์ และความฉลาดของ Alessandro Michele ที่ฉายแส่งออกมาผ่านเลนส์การถ่ายภาพของ เกลน ลัทช์ฟอร์ด (Glen Luchford) ภายใต้ธีม “ปัจจุบันนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยอดีต” ที่ในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงอดีตที่เพิ่งผ่านไปไม่นานและเป็นสิ่งชูโรงที่นำความทรงจำอันยากจะลืมเลือนให้กลับมาอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นอดีตที่ห่างไกลสำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ที่ห้องเสื้อต้องการจะสื่อให้กลายเป็นตำนานได้อย่างน่าประหลาดใจ ผ่านคำบรรยายที่สมบูรณ์ชัดเจน สื่อกระบวนการในการสร้างและส่งเสริมเสื้อผ้าในฐานะบทบัญญัติแห่งเครื่องแต่งกาย: ทั้งในช่วงการทำผลิต ขั้นตอนระหว่างการออกแบบ ขั้นตอนในการเย็บ การเดินบนรันเวย์ ผ่านฝีมือช่างและกลุ่มคนผู้เชี่ยวชาญที่ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงาน

เรื่องเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเสื้อผ้า ไม่ใช่ตัวละคร ผ่านการใช้ถ้อยคำอย่างบรรจงของโลกยุคเก่า เพราะเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเปรียบเสมือนการบอกเล่าเรืองราวในแต่ละยุคผ่านผู้สวมใส่ ตัวผลงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เล่าเรื่องผ่านงานวาดภาพดีไซน์ เสื้อผ้าสวมบทบาทเป็นตัวเอกในการเล่าเรื่องราวของพวกเขา และเพราะเหตุผลนี้ทำให้สมควรได้รับ title and cover อีกนัยหนึ่งหมายความว่า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นวิวัฒนาการที่ผันจากสิ่งมีชีวิตไปสู่วัตถุ โดยไม่ต้องยกเลิการใช้อภิภาษาอ้างอิงของ Gucci ซึ่งในแคมเปญนี้จะเปลี่ยนความทรงจำอันสูงส่งด้านเทคนิคให้กลายมาเป็นเรื่องราวอันน่าจดจำ

#GucciPrêtÀPorter

125 Years of Legacy

DAKS เกิดขึ้นจากการผสมระหว่างคำว่า DAddy” และ slacKS” จนกลายมาเป็นแบรนด์ภายใต้ชื่อการค้าว่า DAKS”

DAKS ผลิตภัณฑ์แบรนด์ดังจากประเทศอังกฤษ ได้เริ่มต้นกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1894 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดย Mr. Simeon Simpson ผู้ก่อตั้งธุรกิจร้านรับตัดเสื้อสุภาพบุรุษ ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางเพราะมีคุณภาพสูง มีเนื้อผ้าหลากหลายให้เลือกและการบริการที่โดดเด่น ซึ่งขณะนั้นเขาอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น โดยเปิดร้านให้บริการในย่านถนน Middlesex Street กรุงลอนดอน จนได้รับการขนานนามว่า สูทซิมป์สัน ‘Simpson’s Suits’ ต่อมาในปี 1934 Alexander Simpson ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สองของเขาได้ปฏิวัติวงการเสื้อผ้า เริ่มต้นแฟชั่นด้วยการผลิตกางเกงแบบไม่ต้องใส่เข็มขัด ซึ่งเขามองหาชื่อแบรนด์ที่จะมาเป็นแบรนด์กางเกงแบบใหม่ที่ตนคิดค้นขึ้นและเรียกชื่อกางเกงดังกล่าวว่า DAKS TOP และการที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องทำให้คนจดจำเราได้ เริ่มจากการตั้งชื่อแบรนด์โดยที่มาของชื่อแบรนด์ DAKS นั้น เกิดขึ้นจากการผสมระหว่างคำว่า “DAddy” และ “slacKS” จนกลายมาเป็นแบรนด์ภายใต้ชื่อการค้าว่า “DAKS” และใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ปี 1936 เขาเปิดร้าน Simpson Piccadilly ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีนวัตกรรมความแปลกใหม่ด้านวินโดว์ดิสเพลย์ ทั้งนี้ Simpson Piccadilly ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของกรุงลอนดอน และต่อมาในปี 1937 เริ่มผลิตสินค้าสำหรับเสื้อผ้าทำงานของสุภาพสตรี โดยเรียนรู้วิธีการผลิตจากเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ หลังจากนั้น ในปี 1993 ลูกชายคนโตของซิมป์สัน คือ Leonard ได้เข้ามารับช่วงต่อบริหารกิจการ DAKS อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ DAKS คือ การเป็นแบรนด์ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตในการใช้ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์จากราชวงศ์อังกฤษ (The Royal Warrants) เพราะด้วยคุณภาพ และความพิถีพิถันในการตัดเย็บและเลือกสรรวัตถุดิบ ในทุกกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ DAKS โดยในปี 1956 ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์จาก เจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ (H.R.H. The Duke of Edinburgh)

และปี 1962 ได้รัพระราชทานพระราชานุญาต ให้ใช้ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ 2 (Her Majesty The Queen) ในที่สุดเมื่อปี 1976 DAKS ได้ออกแบบลายตารางหมากรุก หรือที่เรียกว่า ‘ลายเฮ้าส์เชค (House Check)’ ขึ้น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มากว่า 40 ปี เป็นที่รู้จักและยอมรับทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งต่อมาในปี 1982 ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้ใช้ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์จากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ (H.R.H. The Prince of Wales)

และในโอกาสฉลองครบรอบ 125 ปีในครั้งนี้ DAKS ได้ออกแบบลายเชคขึ้นมาโดยเฉพาะ คือ “125th DAKS Anniversary Check” ลวดลายตารางได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของโรงละคร Royal Albert Hall ในกรุงลอนดอน ช่องหน้าต่างของอาคารเปรียบเสมือนประสบการณ์แฟชั่นที่สะสมมานานของ DAKS ความละเอียดและพิถีพิถันในการออกแบบ การเลือกใช้สี เนื้อผ้าที่มีคุณภาพและแตกแต่ง และเทคนิคการตัดเย็บในทุกขั้นตอน สะท้อนความหรูหราแบบอังกฤษ บ่งบอกความเป็น DAKS ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 DAKS ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประเทศบ้านเกิดอย่างอังกฤษ เมืองแห่งบทประพันธ์และวรรณกรรม โดยนำเอาอารมณ์ ความรู้สึก ความสุข ความเศร้า และความหรูหราที่แตกต่างจากกวรรณกรรมอังกฤษ 3 เล่ม คือ “THE MOON AND SIXPENCE”, “THE REMAINS OF THE DAY”, “PYGMALION” มาจุดประกายความคิดในการใช้สีตามอารมณ์ของเนื้อหาในหนังสือ โดยสีที่เป็นจุดเด่นของฤดูกาลนี้ คือ สีม่วงในหลากหลายเฉด และสีโทนอุ่น อย่างสีส้มคาเมล สีน้ำตาลอ่อน สีเทาปานกลาง สีเขียวเข้ม และสีเขียวมะนาว ทำให้คอลเลกชั่นนี้ มีความสดใส และมีชีวิตชีวา แฝงด้วยความสุขุม นุ่มนวลสไตล์หนุ่มอังกฤษได้อย่างลงตัว

Vivienne Westwood Autumn – Winter 2019-20 Campaign

July 2019. This Autumn/ Winter the Vivienne Westwood and Andreas Kronthaler for Vivienne Westwood campaign was shot in and around the Barbican – an iconic London landmark which, this month, celebrates the Barbican Estate’s 50th anniversary.

Fifty years ago, the first residents moved into the Barbican Estate, one of the most instantly recognisable residential estates in the country. Designed by architects Chamberlin, Powell and Bon, the Estate was built on a site that had been bombed extensively during the Blitz and officially opened in July 1969. Five decades on, the Estate’s ‘Brutalist’ architecture is Grade II listed and has been placed in a Conservation Area.

“We love the Barbican, we go there on a regular basis over all these years, mostly to listen to concerts, home of the LSO. It’s a place which always surprises you – the building is exciting, there’s always something new to discover. We went to see ‘The Tantalus’, a play by John Barton. He summed up the whole of Greek mythology in his own composition. The theatre of the Barbican is wonderful, the staging is so versatile. The play took all day, from morning until night, we had intervals for breakfast, lunch and dinner and it was one of the greatest events of our life together.”

-Vivienne Westwood & Andreas Kronthaler

Photographer: Juergen Teller Creative Direction: Vivienne Westwood, Andreas Kronthaler & Juergen Teller
Art Direction: Bernhard Willhelm
Stylist: Sabina Schreder
Make-Up: Isamaya Ffrench @ Streeters
Hair: Sam McKnight @ Premier Hair & Makeup
Nails: Karen Louise
Production & Casting: Vivienne Westwood Team

Models

Jordan Barrett @ Kate Moss Agency

https://www.instagram.com/iblamejordan/

Duckie Thot @ Elite London

https://www.instagram.com/duckieofficial/

Shin Hyeonyi @ YG Plus

https://www.instagram.com/she_hyeon/

Chloe Pearson @ ANTI

https://www.instagram.com/chloepearson/

Nicolas Duee @ Rockmen Paris

THE WINTER 2019-2020 MEN’S CAMPAIGN

@dior Men’s new campaign for #DiorWinter19 by #mrkimjones is now streaming #dior #diormen

Gold & Glow

ประติมากรรมผนังวัสดุผ้าฝ้ายสีเหลืองขนาดใหญ่โดยศิลปิน ชาวเยอรมัน Franz Erhard Walther ตั้งตระหง่าน ณ พื้นที่จัดแสดงโชว์คอลเลกชั่นผู้ชายประจำฤดูหนาว 2019 ภายในอาคาร Maison de l’UNESCO และนี่เป็นครั้งแรกของ Loewe ในการจัดแสดงโชว์คอลเลกชั่นผู้ชายอย่างเต็มรูปแบบภายใต้การออกแบบโดยผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ Jonathan Anderson

ผลงานศิลปะที่มีชื่อว่า Gelbe Modellierung (1985) รังสรรค์โดยศิลปิน ฟรันซ์ เออร์ฮาร์ด วอลเธอร์ ผู้โด่งดังในเรื่องของศิลปะสไตล์ interactive art ถูกตั้งตระหง่านที่สุดทางเดิน ล้อไปกับพื้นพรมเฉดสีเดียวกันอย่างเหลืองอร่ามทั่วทั้งห้องจัดแสดง เพื่อสร้างทรรศนะร่วมของผู้ชมโชว์ให้เสมือนอยู่ในตู้วอลดอร์ฟแบบเซอร์เรียลิสม์ งานศิลปะนี้ถูกสร้างบนผนังขนาดใหญ่ด้วยผ้าแคนวาสและผ้าฝ้ายสีเหลือง มีการแบ่งเป็นช่องพร้อมชิ้นส่วนแพตเทิร์นของเสื้อแจ๊กเก็ตและกางเกงแขวนประกอบบนผนัง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าศิลปินผู้นี้โดดเด่นในเรื่องของการที่ให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับผลงานของเขา โดยสามารถเลือกหยิบชิ้นส่วนของเสื้อผ้าเข้ามาสวมใส่ได้อย่างอิสระ ซึ่งสะท้อนถึงคอลเลกชั่นเสื้อผ้าของ Loewe ในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี และสีของประติมากรรมตั้งใจให้ออกมาตัดกับโทนสีของเสื้อผ้าจากคอลเลกชั่นฤดูหนาวที่เป็นไปในโทนสีธรรมชาติอย่างสีน้ำตาล เทา ดำ และกลุ่มโทนสีสว่างอย่างสีฟ้า ชมพู และเหลือง

ในคอลเลกชั่นผู้ชายของ Loewe ครั้งนี้ เครื่องแต่งกายทั้งหมดถูกนำเสนอแบบแอ็บสแตร็กต์ผ่านการสไตลิ่งที่น่าสนใจด้วยซิลูเอตอันแปลกตา จุดประกายความคิดใหม่ในเรื่องวัสดุและซิลูเอตของเสื้อผ้าผู้ชาย ด้วยการร่วมมือกันระหว่างโจนาธาน แอนเดอร์สัน และสไตลิสต์คู่ใจ Benjamin Bruno สร้างสรรค์ลุคอันแปลกใหม่ได้อย่างน่าสนใจแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อนLoewe นำเสนอทักษะเทคนิคงานฝีมือเพื่อยกระดับวัสดุในอีกแง่มุมหนึ่งอย่างคาดไม่ถึง ที่ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างแนวความคิดที่แสดงออกถึงความเป็นบุรุษเพศ ภายใต้การตัดเย็บแบบดั้งเดิมที่ผสานกับความสปอร์ต เทคนิคเชียริ่งและวัสดุแคชเมียร์ปรากฏบนเสื้อคลุมชั้นนอกเพื่อเสริมวันธรรมดาในช่วงหน้าหนาว ของชายหนุ่มให้พิเศษยิ่งขึ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวและฮู้ดดี้แจ๊กเก็ตที่ตกแต่งแนวตะเข็บด้วยเทคนิคเชียริ่งทำให้เกิดเป็นผลงานแบบ trompe l’oeil เสมือนแจ๊กเก็ตหน้าหนาวแบบวินเทจ และเสื้อคลุมคาร์ดิแกนตัวใหญ่ที่มีการตกแต่งพู่แคชเมียร์ตลอดทั้งตัว ให้ความอบอุ่นตลอดช่วงหน้าหนาว และที่ขาดไม่ได้คือแจ๊กเก็ตหนังบุนวมสีพาสเทลที่ตกแต่งขนสัตว์อย่างหรูหรา รองเท้าบู๊ตหนังครึ่งตัว ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากแพตเทิร์นกางเกงอันเป็นผลงานศิลปะของฟรันซ์ เออร์ฮาร์ด วอลเธอร์ ที่จัดแสดงอยู่ภายใน ถูกสวมใส่โดยเหล่านายแบบหลากหลายลุคในโชว์ครั้งนี้ และอีกชิ้นเด่นประจำคอลเลกชั่นหน้าหนาวที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็นชุดทูนิกทรงยาวโอเวอร์ไซส์จากผ้าเจอร์ซีย์ และเสื้อเชิ้ตคอตตอนทูนิกแขนยาวที่สวมคู่กับทักซิโดสีพาสเทล ปกคอเสื้อแบบสีอสมมาตร สร้างซิลูเอตใหม่ที่ผสมผสานความมาสคิวลีนและเฟมมินีนเข้าไว้ด้วยกัน ชุดนิตยาวที่ถูกตกแต่งด้วยลูกปัดอันเหมือนก้อนกรวดหลากสี และภาพเขียนสไตล์แนพที่ดูไร้เดียงสา แต่แฝงด้วยความขัดแย้งในลวดลายและความหมาย ขณะที่เสื้อคาร์ดิแกนตัวโคร่งถูกตกแต่งด้วยด้ายแบบรุ่ยร่าย สะท้อนแนวความคิดของศิลปิน

และเมื่อกล่าวถึงหัวใจสำคัญหลักของแบรนด์เครื่องหนังอย่าง Loewe นั้นคือกระเป๋ารุ่นไอคอนนิกอย่าง Puzzle bag ที่ถูกทำขึ้นมาอย่างพิถีพิถันด้วยการถักมือโดยช่างผู้ชำนาญ พร้อมการขัดเงาแบบพิเศษทั่วทั้งใบ สะท้อนความงามของเครื่องหนังออกมาได้อย่างมีเสน่ห์น่าหลงใหล ส่วน Gate bag กระเป๋าทรงอานม้าใบล่าสุดของ Loewe ที่ถูกออกแบบในครั้งนี้ด้วยขนาดใหญ่พิเศษ เหมาะกับชายหนุ่มผู้หลงใหลในการแต่งตัว เพิ่มความสดใสด้วยกระเป๋าคาดเอว Bump bag สีพาสเทล และอีกใบที่น่าจับตามองอย่าง Bow bag กระเป๋าหนังทรง tote ที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายด้วยเอกลักษณ์การผูกปม พร้อมปั๊มโลโก้อะนาแกรม เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ของคอลเลกชั่นนี้ เห็นจะขาดไม่ได้เลยกับเครื่องประดับชิ้นเด่นอย่างหมวกไบเกอร์หนังตกแต่งหมุดเงา และแว่นตาทรงเหลี่ยม สามารถสร้างคาแร็กเตอร์อันโดดเด่นของผู้ชาย Loewe ในโชว์ประจำฤดูกาลนี้ได้อย่างน่าจดจำ

คอลเลกชั่นเสื้อผ้าและเครื่องหนังสำหรับผู้ชายประจำฤดูหนาว 2019 นี้จะออกวางจำหน่าย ณ โลเอเว่ บูติก ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป

Author: Chanond Mingmit
Photography: Courtesy of Loewe

Force of Nature

วัสดุธรรมชาติที่นำมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์ งดงามด้วยรายละเอียดอันประณีตและความสมดุลในการออกแบบ เพื่อให้ได้ผลงานที่พร้อมทั้งความสวยงามและฟังก์ชั่น สะท้อนถึงทักษะความชำนาญของช่างฝีมือในยุคก่อนที่มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติและสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องด้วยความเคารพต่อสรรพสิ่งรอบตัว เปรียบเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชีวิต

Herms นำเสนอเรื่องราวของวัสดุธรรมชาติในรูปแบบของการทอผ้า ลายไม้หรือลายหิน ต่างบ่งบอกถึงการมีอยู่ของเป้าหมายอันเด็ดเดี่ยว เช่นเดียวกับลวดลายบน ตะกร้าสาน เครื่องปั้น หรือเทคนิคการทอผ้าแคชเมียร์ที่สวยงามอย่างน่าประทับใจ เรื่องราวแห่งการเผชิญหน้ากันของมนุษย์และธรรมชาตินี้ยังสะท้อนอยู่ในวงปีของไม้มะฮอกกะนีที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตของชนเผ่าในฤดูใบไม้ผลิ ผ้าขนจามรีที่สื่อถึงภาพของฤดูหนาวเยือกเย็นบนที่ราบกว้างใหญ่ในเอเชียกลาง หรือแม้แต่ลายแกรนิตสีนิลที่เรียงรายกันแน่นขนัด แสดงถึงความเป็นไปจากใต้พิภพ

สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเหล่านี้ ไม่เคยเปิดเผยตัวให้ค้นพบได้อย่างชัดเจน หากแต่อยู่ที่มุมมองและความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละกลุ่มคน ในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันเท่านั้น

Author: Sethapong Pawwattana
Photography: Courtesy of Hermès