แทงก์ มัสท์ (Tank Must) สมาชิกใหม่จากตระกูลแทงก์เรือนเวลาเอกลักษณ์ซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งจาก Cartier ชิ้นไอคอนิคที่คนมีสไตล์ ‘ต้อง’ ครอบครอง

คาร์เทียร์ (Cartier) แบรนด์เครื่องประดับและนาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส เปิดตัวนาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) สมาชิกใหม่ล่าสุดจากตระกูลแทงก์ คอลเลคชั่นเรือนเวลาที่ขึ้นแท่นเป็นไอคอนของคาร์เทียร์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 นาฬิกาแทงก์ มัสท์คือการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์อย่างแทงก์ (Tank) และมัสท์ (Must) คอลเลคชั่นเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970 นอกจากสายหนังและสายสตีล นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ยังมีรุ่นกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และสายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์อีกด้วย นับเป็นนวัตกรรมในการรังสรรค์เรือนเวลาอย่างไม่หยุดนิ่งของเมซงคาร์เทียร์

นาฬิกาแทงก์ (Tank Watch): ตำนานแห่งเรือนเวลาของคาร์เทียร์

เรือนเวลารุ่นแทงก์ได้จารึกความสง่างามของคาร์เทียร์ผ่านดีไซน์ที่คมชัดและเพรียวบาง นับตั้งแต่หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) สร้างสรรค์เรือนเวลานี้โดยรับแรงบันดาลใจมาจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อปี ค.ศ. 1917 หลุยส์ คาร์เทียร์ เลือกหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทำให้นาฬิกาแทงก์โดดเด่นจากนาฬิกาข้อมือทั่วไปในยุคนั้นซึ่งมีหน้าปัดเป็นทรงกลม ทำให้นาฬิกาแทงก์มีกลิ่นอายที่ล้ำสมัย อยู่เหนือกาลเวลามาอย่างยาวนานจวบจนปัจจุบัน เส้นตรงสองเส้นที่ขนาบข้างหน้าปัดนับเป็นเอกลักษณ์ของเรือนเวลารุ่นนี้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพมุมสูงของรถถัง โดยมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นประกบเข้ากับตัวเรือนทรงเหลี่ยมดุจล้อรถและหอบังคับการ การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกา   ทำได้กลมกลืนเสียจนเกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจที่น่าทึ่งนี้เอาไว้

นาฬิการุ่นแทงก์ ได้รับความนิยมอย่างมากและเป็นนาฬิกาคู่ใจของบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงมากมายจนมีคำกล่าวว่า การสวมใส่แทงก์ คือการประกาศตัวตน จนนาฬิกาแทงก์กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย หลังจากเวลาล่วงเลยไปกว่าศตวรรษ นาฬิการุ่นนี้จึงถูกนำกลับมาตีความใหม่อีกครั้งในปี 2021 ในชื่อรุ่น แทงก์ มัสท์ โดยทั้ง แทงก์ (Tank) และมัสท์ (Must) คือผลลัพธ์ที่ลงตัวระหว่างสัญลักษณ์สำคัญประจำเมซงคาร์เทียร์ โดยแทงก์ (Tank) คือคอลเลคชั่นสำคัญของแบรนด์ ในขณะที่มัสท์ (Must) คือคอลเลคชั่นนาฬิกาอันเป็นอมตะของคาร์เทียร์ที่ใครๆ ก็ต้องมีไว้ในครอบครอง ในปีนี้ คาร์เทียร์นำขนบของความหรูหราคลาสสิกกลับมาอีกครั้งผ่านนาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นเสมือนการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์ และเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must): ดีไซน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must) เป็นผลผลิตแห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงที่ทันสมัยและได้รับความนิยมอย่างมาก นับเป็นอีกเอกลักษณ์ของเมซงคาร์เทียร์ที่ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์และกลไกอยู่เสมอ ด้วยพันธสัญญาด้านศิลปะการประกอบเรือนเวลาชั้นสูง ซึ่งได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายออกแบบจึงได้รังสรรค์นาฬิการุ่นแทงก์ มัสท์ (Tank Must) อีกครั้ง โดยมาในรุ่นโมโนโครมและรุ่นดั้งเดิมพร้อมกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ ได้รับแรงบัลดาลใจจากนาฬิการุ่นแทงก์ หลุยส์คาร์เทียร์ เมซงคาร์เทียร์ออกแบบและปรับเปลี่ยนดีไซน์นาฬิกาแทงก์ มัสท์ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรุ่นดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งคานปลายมนสองชิ้นที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรือน และสัดส่วนของหน้าปัด ความชำนาญอันเป็นเลิศด้านการออกแบบที่ถูกกำหนดไว้ ได้ให้กำเนิดเรือนเวลาที่หาญกล้าย้อนเวลาเพื่อนำความคลาสสิกกลับมาประดับบนทุกรายละเอียดปลีกย่อย ไปจนถึงชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมเจียระไนแบบคาโบชง และการกลับมาของตัวล็อกสายแบบ Ardillon Buckle สไตล์ดั้งเดิมสำหรับรุ่นสายหนัง ชั้นเชิงศิลป์ในการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์นั้นเปี่ยมด้วยความชำนาญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สายสตีลพร้อมข้อต่อทรงโค้งมนซึ่งถูกออกแบบใหม่และสามารถถอดเปลี่ยนสายได้ ไปจนถึงกลไกควอทซ์ประสิทธิภาพสูงจากเมซงซึ่งแบตเตอรี่คงคุณภาพยาวนานถึง 8 ปี

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ (Tank Must): เฉดสีโมโนโครมแห่งยุค 1980

หลังจากที่นาฬิกามัสท์ เปิดตัวไปเมื่อปี ค.ศ. 1977 คาร์เทียร์ได้นำนาฬิกาแทงก์ ซึ่งถือถือเป็นผลงานระดับไอคอนจากศิลปะ การประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อนหน้านั้นมาออกแบบใหม่อีกครั้งด้วยวัสดุเวอร์มิล (Vermeil) ฉีกกรอบเรือนเวลาจากยุคเดิม ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีเบอร์กันดีหรือดำสนิท หรือโลโก้สีทองโดดเด่น เลือกที่จะแตกต่างบนความสง่างามที่เรียบง่ายกว่าเดิม นาฬิกาแทงก์ มัสท์รุ่นใหม่ในปี 2021 มาพร้อมดีไซน์ที่รักษาจิตวิญญานแห่งยุค 1980 ให้เลือกสรร ผ่านเฉดสีโมโนโครมที่เปรียบดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ทั้ง 3 สี ได้แก่ แดง น้ำเงิน และเขียว พร้อมตัวเรือนสตีลที่มีหน้าปัดเรียบ มินิมัล ปราศจากตัวเลขหรือเส้นสายอื่นใด มาพร้อมกับสายหนังในโทนสีเข้ากัน

จากธรรมชาติ สู่ความหรูหราบนเรือนเวลา: สายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์

นอกจากนี้ นาฬิกาแทงก์ มัสท์ยังมาพร้อมกับตัวเลือกสำหรับสายที่ผลิตจากวัสดุนวัตกรรมใหม่ซึ่งมอบทั้งคุณภาพและสัมผัสสบายยามสวมใส่บนข้อมือ ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ 40% โดยประกอบด้วยเศษพืชจากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี

กระบวนการผลิตของสายนาฬิกานี้บ่งบอกถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับการผลิตสายนาฬิกาหนังลูกวัว โดยสามารถการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ (Carbon Footprint) ได้มากว่ากว่า 6 เท่า ประหยัดน้ำมากกว่า 10 ลิตร และลดพลังงานได้อีกกว่า 7 เมกะจูล หรือเทียบเท่ากับการชาร์จโทรศัพท์สมาร์ทโฟนประมาณ 80 ครั้ง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในยุโรปซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์ ด้วยการใช้เศษพืชจากแอปเปิ้ลที่ปลูกในยุโรป สู่ผู้ผลิตวัสดุในประเทศอิตาลี และส่งต่อสู่ผู้ผลิตสายนาฬิกาในประเทศโปรตุเกส ไปจนถึงโรงงานประกอบเรือนเวลาชั้นสูงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากจะรักษาชื่อเสียงในความเป็นเรือนเวลาที่ล้ำสมัยอยู่เสมอแล้ว นาฬิกาแทงก์ยังเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต และกับนาฬิกาแทงก์ มัสท์นี้ก็เช่นกัน คาร์เทียร์ยังคงหาญกล้าที่จะรังสรรค์เรือนเวลาเพื่อท้าทายกาลเวลา ในขณะเดียวกันยังเผยวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นที่มองไปยังวันข้างหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

นาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier)

หลังจากได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ.1917 เรือนเวลาแทงก์อีกหลากหลายรุ่นก็ได้มีการแตกแขนงอย่างต่อเนื่อง หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) นำนาฬิกาแทงก์หลายรุ่นมาออกแบบอีกครั้ง โดยรุ่น หลุยส์ คาร์เทียร์ หรือ แทงก์ เอล. ซี. (Louis Cartier) ได้รับการออกแบบอิงจากรุ่น ปีค.ศ.1922 ให้มีตัวเรือนที่ยาวขึ้น พร้อมคานประกบตัวเรือนที่บางลงและมีขอบโค้งมนสวย ถือเป็นกำเนิดใหม่แห่งความคลาสสิกอันไร้ที่ติ ด้วยลายเส้น หรือ Rail Tracks บริเวณกรอบหน้าปัด เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์เจียระไนทรงคาโบชง อีกทั้งตัวเลขโรมันบอกเวลาซึ่งเผยความงามอมตะที่เป็นหัวใจหลักของศิลป์แห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงจากเมซง ผ่านเรือนเวลารุ่นล่าสุดที่ถูกปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งต่อมรดกแห่งขนบที่เหนือกาลเวลานี้

นาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์เนรมิตความสง่างามด้วยสองเฉดสี ที่เป็นดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ ได้แก่สีแดงก่ำลุ่มลึก และ สีน้ำเงินสว่างสดใส ทั้งสองเฉดล้วนเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับเส้นสายที่เฉียบคมของนาฬิการุ่นนี้ นอกจากนี้คาร์เทียร์ยังได้ผสานรายละเอียดที่รุ่มรวยขึ้นด้วยตัวเลขโรมันและเส้นเดินรอบขอบหน้าปัด หรือ Rail Tracks ในเฉดสีทอง ที่ช่วยขับให้ทุกส่วนประกอบกราฟฟิกบนหน้าปัดเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยเรือนสีน้ำเงินมาจับคู่มากับกรอบหน้าปัดสีพิงค์โกลด์ ในขณะที่เรือนสีแดงนำเสนอกรอบหน้าปัดสีเยลโลโกลด์ ทั้งหมดมาพร้อมสายนาฬิกาในโทนสีเดียวกันกับหน้าปัด โดยใช้กลไก Manufacture 1917 MC ไขลานด้วยมือ

นาฬิกาแทงก์ มัสท์ มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนสตีลและสายหนัง หรือตัวเรือนสตีลพร้อมสายสตีลในกลไกควอทซ์, ตัวเรือนสตีล สายจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมกลไกพลังงานแสงอาทิตย์ (SolarBeat™) หรือหรูหราอย่างมีระดับด้วยตัวเรือนฝังเพชร ในราคาเริ่มต้นเพียง 85,500 บาท จับจองนาฬิกาแทงก์ มัสท์และนาฬิกาแทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ ได้ที่คาร์เทียร์บูติค สยามพารากอน ดิเอ็มโพเรียมและไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์เทียร์ โปรดเยี่ยมชม www.cartier.com/en-th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Cartier Thailand

LINE Official Account @CartierTH 

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

Louis Vuitton นำเสนอสไตล์อันโดดเด่นพร้อมเฉดสีสดใสเติมความสนุกให้แพทเทิร์นคลาสสิกของแบรนด์ ผ่านคอลเลคชั่นแคปซูลล่าสุด Fall 2021

หลุยส์ วิตตอง นำเสนอสไตล์อันโดดเด่น ผ่านคอลเลคชั่นแคปซูลล่าสุด Fall 2021 สำหรับสุภาพบุรุษผ่านการสร้างสรรค์ของ เวอร์จิล อาโบลห์ 
ด้วยการแปรเปลี่ยนเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวันสู่รูปทรงแปลกใหม่สะดุดตา ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และแอคเซสเซอรี่

พร้อมกับลวดลาย Damier อันเป็นเอกลักษณ์ และ Monogram โทนสี Sunset สดใส ที่รังสรรค์ขึ้นมาพิเศษสำหรับคอลเลคชั่นนี้โดยเฉพาะ

ถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจเลยล่ะครับโดยเฉพาะกระเป๋าโมเดล Keepall ทรงคลาสสิกที่ถูกเติมความสนุกให้เข้ากับฤดูใบไม้ร่วง

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

คอลแลปบอเรขั่นใหม่รึเปล่า! A$AP Rocky แร็พเปอร์ขวัญใจสายแฟชั่นกับรองเท้า adidas originals Forum x Prada คู่ใหม่ที่ทั้งหรูหราและสวมใส่ได้หลายสไตล์!


คอลแลปบอเรขั่นใหม่รึเปล่า! A$AP Rocky แร็พเปอร์ขวัญใจสายแฟชั่นหยิบเอาโมเดลรองเท้า adidas originals Forum ที่มีดีเทลของ Prada อย่างกระเป๋าใบเล็กและโลโก้ Triangle และยังมาในคู่สีขาวล้วนคลีนๆที่ดูหรูหราอีกด้วย

โมเดล Forum สุดคลาสสิกของ adidas ที่มีต้นกำเนิดจากกีฬา Basketball และวางขายครั้งแรกในปี 1984


อย่างที่ทราบกันว่าสอง creative director ของแบรนด์ทั้ง Raf Simons และ Miuccia Prada นั้นสนิทกับแรพเปอร์จาก Harlem เอามากๆ และ adidas ก็ร่วมงานกับ Prada มาแล้วทั้งในปีนี้และปีที่แล้ว ดังนั้นรองเท้าคู่นี้อาจถูกปล่อยมาให้ Rocky ได้ทดลองใส่ก่อนใครก็ได้ครับ รอติดตามกันได้เลยครับว่าจะวางจำหน่ายเมื่อไหร่!

เรื่อง เรียบเรียง rhunru

 PSG สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศสเสริมลุคมีสไตล์ด้วยการดึงเอา Dior เข้ามาเป็น official tailor ดูแลเครื่องแต่งกายนอกสนามในทุกๆลุค

เสริมหล่อด้วยชุดจาก Dior สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส PSG ดึงเอา Dior เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน official tailor ดูแลเครื่องแต่งกายนอกสนามเป็นเวลา 2 ปี
โดยจะมี Kim Jones cteative director ชาวอังกฤษเข้ามาดูแลเป็นพิเศษครับ

และจะใช้เทคนิคการตัดเย็บ Dior Savoir Faire อันประณีตเข้ามาใช้เพื่อให้สูททุกตัวเข้ากับสรีระนักเตะ Paris Saint-Germain แต่ละคนให้มากที่สุดครับ

เรียกได้ว่าหล่อทั้งในและนอกสนามเลยล่ะ! หลังจาก Lionel Messi ซุปเปอร์สตาร์ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมก็สวมชุดสูทของ Dior ในวันเปิดตัวครับ

เรื่อง เรียบเรียง rhunrun

ไปชมภาพแคมเปญและทุกลุคบนรันเวย์จากคอลเลกชั่นล่าสุด Salon 02 ของ BOTTEGA VENETA ออกแบบโดย Daniel Lee


ภาพแคมเปญล่าสุดจาก คอลเลกชั่น Salon 02 โดย BOTTEGA VENETA ออกแบบโดย Daniel Lee creative director ชาวอังกฤษคนเก่งของแบรนด์
ภาพถ่ายโดย Tyrone Lebon ซึ่งมีนายแบบนางแบบมาร่วมถ่ายภาพดังนี้ Freja Beha Erichsen, Dede Mansro, Fernando Cabral, Takahiro Oda, Yoonmi Sun

สำหรับรูปภาพคอลเลกชั่นเต็มๆทั้ง 61 ลุคสามารถชมได้ด้านล่างเลยครับ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกาโมเดลใหม่ล่าสุด Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph ที่ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4404 กลไกโครโนกราฟที่แฟนๆหลงใหล!

โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผยโฉมนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ เซลฟ์ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร 2 โมเดลใหม่ พร้อมขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4404 ซึ่งเป็นกลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟ (Flyback Chronograph) ใหม่ล่าสุดของโอเดอมาร์ ปิเกต์ โดยในครั้งนี้ได้นำเสนอตัวเรือนที่รังสรรค์จากไทเทเนียม (Titanium) ทนทานเป็นพิเศษและสเตนเลส สตีล (Stainless steel) ซึ่งมาช่วยเติมเต็มความสวยงามของหน้าปัดลวดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” (Méga Tapisserie) ในโทนสีฟ้าอ่อนและสีเขียวกากี มาพร้อมสายนาฬิกายางปั๊มลายในโทนสีเดียวกัน ที่สามารถถอดเปลี่ยนสายแบบใหม่ หน้าปัดได้รับการออกแบบใหม่เพื่อการบอกเวลาที่ชัดเจนขึ้น โดยเรือนเวลาใหม่ 2 โมเดลที่ถูกออกแบบที่เพื่อการผจญภัยสุดท้าทายนี้จะถูกวางจำหน่ายอย่างเอ็กคลูซีฟในบูติกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ทั่วโลก

กลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟเพื่อการทำงานที่แม่นยำที่สุด

นาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ โมเดลใหม่ 2 เรือนนี้ ขับเคลื่อนด้วยกลไกเซลฟ์ไวนด์ดิ้งใหม่ล่าสุด
คาลิเบอร์ 4404 ที่มีระบบคอลัมน์ วีล (Column wheel) และฟังก์ชันฟลายแบ็กที่แตกต่างจากกลไกโครโนกราฟทั่วไปที่ผู้สวมใส่สามารถหยุด รีเซ็ต และเริ่มต้นจับเวลาใหม่ได้ในครั้งเดียว โดยคอลัมน์วีลจะทำงานร่วมกับคลัตช์แนวตั้ง (Vertical Clutch) เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เข็มนาฬิกามีการกระโดดเมื่อกลไกโครโนกราฟเริ่มหรือหยุดการจับเวลา ส่วนของปุ่มกดจับเวลายังถูกพัฒนาให้กดง่ายและนิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีกลไกการรีเซ็ตเป็นศูนย์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรยังช่วยให้มั่นใจได้ว่า เข็มจับเวลาบนหน้าปัดย่อยแต่ละเข็มจะรีเซ็ตเป็นกลับไปที่ศูนย์ได้อย่างไม่ติดขัด

ฝาหลังแซฟไฟร์ของนาฬิกาเรือนนี้ยังเผยให้เห็นกลไกการทำงานภายใน ทั้งส่วนของคอลัมน์วีล และค้อนโครโนกราฟ* ที่มีการเคลื่อนไหวเมื่อเปิดใช้งานฟังก์ชั่นการจับเวลา รวมไปถึงชิ้นส่วนของ Oscillating Weight พิ้งค์โกลด์ 22 กะรัตที่มีอักษรย่อ AP สลักอยู่ พร้อมตกแต่งด้วยรายละเอียดสุดละเมียดละไมด้วยมือ ไม่ว่าจะเป็นลายวงกลมวน “โกตส์ เดอ เฌอแนฟ” (Côtes de Genève) เทคนิคการขัดแบบซาติน และการขัดลบมุม

ระบบถอดเปลี่ยนสายนาฬิกาที่มาพร้อมความสะดวกสบายและปลอดภัย

นาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ เซลฟ์ ไวนด์ดิ้ง โครโนกราฟ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายด้วยตนเองจากโอเดอมาร์ ปิเกต์ โดยกลไกการเปลี่ยนสายถูกออกแบบไว้กับหมุดและและตัวล็อกบนตัวเรือนโดยตรง ซึ่งกลมกลืนไปกับดีไซน์ของตัวเรือนนาฬิกา

ความสะดวกสบายแต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการใช้งานของระบบถอดเปลี่ยนสายนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนสายและหัวเข็มขัดของนาฬิกาได้ด้วยตนเอง โดยการกดปุ่มคลิกเพื่อปลดสายออก ซึ่งจะต้องใช้การกด 2 ครั้งเพื่อปลดหรือล็อกสายเพื่อเพิ่มความแน่นหนาปลอดภัยทุกครั้งที่สวมใส่

นาฬิกาทั้ง 2 เรือนนี้มาพร้อมสายยางในเฉดสีฟ้าและสีเขียวกากี ซึ่งแมตช์กับสีของหน้าปัดนาฬิกาของทั้งสองโมเดล มาพร้อมสายสำรองหนังลูกวัวสีดำที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาสายยางสีน้ำเงินและสีดำให้เป็นตัวเลือกเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

ผสานความแข็งแกร่งเข้ากับรายละเอียดอันพิถีพิถัน

นาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ รุ่นนี้นำเสนอตัวเรือน 2 วัสดุ ได้แก่ สเตนเลส สตีล และไทเทเนียม โดยทั้งคู่มาพร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดเซรามิกสีดำและถูกเก็บรายละเอียดอย่างพิถีพิถันด้วยมือ ทั้งเทคนิคการขัดลายซาตินและและการขัดลบเหลี่ยมมุมด้วยที่เป็นเอกลักษณ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์

เรือนสเตนเลส สตีลนำเสนอหน้าปัดสีฟ้าอ่อนลวดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในคอลเลกชั่นของรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ ในปี 2001 พร้อมกับหน้าปัดย่อยโครโนกราฟและขอบตัวเรียนด้านในสีดำ เพิ่มสีสันสดใสด้วยสีส้มของตัวเลขอาราบิกบนหน้าปัดย่อยและเข็มวินาที ในขณะนาฬิกาเรือนไทเทเนียมนำเสนอหน้าปัดลาย “เมก้า ทาพิสเซอรี่” ในสีเขียวกากีที่เข้ากันกับขอบตัวเรือนด้านในเฉดสีเดียวกัน โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยหน้าปัดย่อยสีเงินประกอบกับเครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงสีดำ ตัวเลขอารบิก และเข็มจับเวลาสีดำ

นอกเหนือจากการนำเสนอสีสันใหม่ๆ แล้ว เรือนเวลารุ่นนี้ยังเพิ่มรายละเอียดโลโก้ที่ถูกปรับใหม่ โดยอักษรย่อ AP ถูกนำมาจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาโดยไม่มีโลโก้ชื่อเต็มของแบรนด์เพื่อเพิ่มความสปอร์ตให้กับนาฬิกา

แม้ว่านาฬิกาทั้ง 2 เรือนจะยังคงรักษาการจัดวางหน้าปัดย่อยในแนวตั้งของนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์แบบดั้งเดิมไว้ แต่ได้มีการสลับตำแหน่งของหน้าปัดย่อยชั่วโมงและวินาที โดยนำหน้าปัดชั่วโมงอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และหน้าปัดวินาทีจะถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แต่ยังคงหน้าปัดนาทีไว้ที่
9 นาฬิกาเช่นเดิม นอกจากนี้หน้าปัดย่อยทั้งหมดจะถูกจัดวางให้ห่างจากจุดศูนย์กลางของหน้าปัดเพื่อให้ดีไซน์ภาพรวมของหน้าปัดดูน่าสนใจยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการใช้กระจกขยายในช่องแสดงวันที่ที่ติดตั้งอยู่บนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นอีกด้วย

เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงและตัวเลขอารบิกถูกรังสรรค์ด้วยไวท์โกลด์ รวมถึงเข็มนาฬิการอยัล โอ๊ค จากไวท์โกลด์ที่เคลือบสารเรืองแสง ช่วยเติมเต็มรายละเอียดของดีไซน์นาฬิกาทั้งสองเรือนให้สอดคล้องไปกับสีของตัวเรือนได้อย่างลงตัว

รายละเอียดด้านเทคนิค นาฬิการุ่น Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph C:\Users\rlertpongwipusana\AppData\Local\Microsoft\Windows\INetCache\Content.Word\ROO_26238TI-OO-A056CA-01_SDT_JPEG.jpeg

ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร

26238TI.OO.A056CA.01

ฟังก์ชั่น

กลไกจับเวลาฟลายแบ็ก กลไกแสดงชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมแสดงวันที่

ตัวเรือน

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนไทเทเนียม กระจกแซฟไฟร์ ฝาหลังแซฟไฟร์  ปุ่มกดและเม็ดมะยมแบบสกรูล็อกยางสีดำ กรอบปุ่มกดไทเทเนียม 

กันน้ำ 100 เมตร

หน้าปัด

หน้าปัดสีเขียวกากี ลายเมก้า ทาพิสเซอรี (Méga Tapisserie) หน้าปัดย่อยสำหรับการจับเวลาสีเงิน

ตัวเลขอารบิกไวท์โกลด์ เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงไวท์โกลด์ 

เข็มนาฬิกา Royal Oak ไวท์โกลด์เรืองแสง ขอบตัวเรือนด้านในสีเขียวกากี

สายนาฬิกา

สายนาฬิกายางสีเขียวกากี สามารถถอดเปลี่ยนสายได้เอง

สายสำรองหนังลูกวัวสีดำ

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกการทำงานออโตเมติก คาลิเบอร์ 4404

เส้นผ่านศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร

ความหนา 7.93 มิลลิเมตร

จำนวนชิ้นส่วน 433

จำนวนอัญมณี 40

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ 70 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel 4Hz (28,800 ครั้ง/ชั่วโมง)

เรียบเรียง rhunrun

รายละเอียดด้านเทคนิค นาฬิการุ่น Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 

ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร

26238ST.OO.A340CA.01

ฟังก์ชั่น

กลไกจับเวลาฟลายแบ็ก กลไกแสดงชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมแสดงวันที่

ตัวเรือน

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนสเตนเลส สตีล กระจกแซฟไฟร์ ฝาหลังแซฟไฟร์ 

ปุ่มกดและเม็ดมะยมแบบสกรูล็อกยางสีดำ กรอบปุ่มกดสเตนเลส สตีล 

กันน้ำ 100 เมตร

หน้าปัด

หน้าปัดสีฟ้า ลายเมก้า ทาพิสเซอรี (Méga Tapisserie) หน้าปัดย่อยสำหรับจับเวลาสีดำ ตัวเลขอารบิกไวท์โกลด์ เครื่องหมายบอกหลักชั่วโมงไวท์โกลด์ 

เข็มนาฬิกา Royal Oak ไวท์โกลด์เรืองแสง ขอบตัวเรือนด้านในสีดำ

สายนาฬิกา

สายนาฬิกายางสีฟ้า สามารถถอดเปลี่ยนสายได้เอง

สายสำรองหนังลูกวัวสีดำ

รายละเอียดเกี่ยวกับกลไกการทำงาน

กลไกการทำงานออโตเมติก คาลิเบอร์ 4404

เส้นผ่านศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร

ความหนา 7.93 มิลลิเมตร

จำนวนชิ้นส่วน 433

จำนวนอัญมณี 40

การันตีการกักเก็บพลังงานขั้นต่ำ 70 ชั่วโมง

ความถี่ของ Balance Wheel 4Hz (28,800 ครั้ง/ชั่วโมง)

เรียบเรียง rhunrun

วัฒนธรรมไทยถ่ายทอดเสน่ห์สู่ Hermès กับการรังสรรค์ผ้าผันคอในคอลเลกชั่น Hermès AW21 อย่าง MASAN & MASAN

วัฒนธรรมไทยถ่ายทอดเสน่ห์สู่ Hermès แบรนด์คลาสสิกสุดหรูในตำนานที่ใครหลายๆคนชื่นชอบและใฝ่ฝันสัญชาติฝรั่งเศส ในครั้งนี้ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หน้ายินดีที่ศิลปินชาวไทยอย่าง “ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์” ได้ร่วมออกแบบรังสรรค์ผ้าผันคอในคอลเลกชั่น Hermès AW21 เผยให้เห็นผลงานอันสร้างสรรค์มีชีวิตชีวา

ผลงานผ้าพันคอผืนนี้คุณจะได้เห็นลวดลายของม้าอันเป็นที่เรารู้กันดีว่าเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ครั้งนี้ตัวม้านั้นมาในเฉดสีที่สดใสผสมผสานเสน่ห์การสานอันเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมของไทยผ่านผ้าซิลค์ทอพิมพ์ลายอันประณีตอย่างผ้าพันคอ MASAN & MASAN ขนาด 90×90 เซนติเมตร พร้อมแฝงแนวคิดและความหมายผ่านม้าสองตัว ด้วยการจัดองค์ประกอบให้หันหน้าเข้าหามองหน้ากันและกันเพื่อสื่ออารมณ์สะท้อนให้เห็นความเป็นมาของจุดเริ่มต้นหรือต้นกำเนิดจากม้าจนกลายมาเป็นของ Hermès

นอกจากนี้ยังได้มีการจัดหน้าร้านออกแบบ Window Display ในประเทศไทยทุกสาขาในกรุงเทพและภูเก็ตโดยได้ ธีรวัฒน์ ร่วมออกแบบเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองผลงานผ้าพันคอ MASAN & MASAN ภายใต้คอนเซ็ปต์ “การเดินทางของม้าสาน” อีกเช่นกัน

แน่นอนว่าจากลวดลายของผ้าพันคอMASAN & MASAN หรือม้าสานในภาษาไทยสำหรับWindow Display นั้นได้นำผักตกชวามารังสรรค์ใช้เป็นวัสดุหลักในต่อมายอด โดยถ่ายทอดเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปสำหรับการออกแบบครั้งนี้เขาได้แสดงให้เห็นถึงเบื้องหลังการเดินทางของม้าผสมเข้ากับจินตนาการหลอมรวมกับความคิดสร้างสรรค์ของ Hermès เข้ากับจิตวิญญาณของงานฝีมือชั้นเลิศ รวมถึงความชำนาญและความประณีตที่ร่วมกับงานสานศิลปะของไทย สะท้อนแนวคิดภายใต้ประจำปี2021 อย่าง “Hermès, An Odyssey”

และการจัดองค์ประกอบดิสเพลย์หน้าร้านนั้นไม่เพียงให้เห็นความงามของผ้าพันคอผืนที่งดงามอันมากเทคนิคควบคู่แนวความคิดอันลึกซึ้งแล้ว การจัดตั้งดิสเพลย์นี้ตั้งใจสร้างความสุขความเพลิดเพลินและดึงดูดรวมถึงมอบความประทับใจพร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ที่ได้พบเห็นผลงานนี้อันเด่นสง่านั้น เป็นผลงานผ้าพันคอลายแรกที่ออกแบบโดยศิลปินชาวไทยร่วมกับHermès นั้นเอง

Stay Safe อย่างมีสไตล์ Mask เส้นใยโพลีเอสเตอร์จาก HUMAN MADE x PITTA MASK ที่ระบายอากาศและป้องกันมลภาวะ แบคทีเรียได้ดีถึง 99% พร้อมโลโก้หัวใจเท่ๆของแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น!

นาทีนี้ก็คงจะอดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆเลยล่ะครับ หากยอดผู้ติดเชื้อสถานการณ์โควิดในช่วงนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงเลยเลยแม้แต่น้อย  เพราะไม่เพียงแต่เราที่จะต้องหาวิธีการที่ป้องกันตัวเราเองเท่านั้น คนรอบข้างและคนรอบนอกก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะต้องช่วยกันในการหาทางป้องกันและร่วมมือกันในการระงับการแพร่กระจายเชื้อไวรัสในครั้งนี้อีกด้วย  ซึ่งแบรนด์ชื่อดังอย่าง HUMAN MADE  ก็ได้เล็งเห็นถึงจุดนี้อีกด้วยเช่นกัน

พบกับการ Coraboration ครั้งแรกด้วยกับแบรนด์หน้ากากชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น  PITTA MASK ที่ได้ร่วมมือกันกับ HUMAN MADE  แบรนด์สตรีทแวร์จาก NIGO ในการออกแบบหน้ากากสุดเพรียวบางที่เหมาะสมกับรูปหน้า และยังสามารถระบายอากาศได้ดี ด้วยเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ที่สามารถป้องกันมลภาวะและแบคทีเรียอื่นๆได้ดีถึง 99%   ซึ่งแมสแต่ละอันนั้นก็ได้ถูกออกแบบโลโก้จากแบรนด์ HUMAN MADE ตรงมุมล่างซ้ายของตัวสินค้าพร้อมสีสันที่มีให้เรามาได้เลือกถึง 4 สีด้วยกันเลยทีเดียว  กับสีเทาเข้ม-เทาอ่อน สีชมพู และสีน้ำเงินกรมท่าสุดคลาสิก

อีกทั้งแมสรุ่นนี้นั้น ด้วยความที่ทางแบรนด์ยังได้เล็งเห็นถึงความพยายามที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม ก็ได้ออกแบบ Mask พิเศษรุ่นนี้ขึ้นมา เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกด้วย หากเพียงแค่เรานำเอาไปซักก็สามารถนำกลับมาใช้อีกครั้งได้ทันที 

สำหรับราคาของ Mask รุ่นนี้นั้นจะมีด้วยกัน 2 แบบ ซึ่งแบบ Pack (2ชิ้น)  จะอยู่ที่ ¥ 825 เยน (หรือประมาณ 243 บาท) และแบบกล่อง (10แพค)  ¥ 7,700 เยน ( จะราวประมาณ 2,264 บาท )  หากใครที่สนใจก็สามารถสั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์ของทางแบรนด์ HUMAN MADE ในช่องทาง Online Store ได้เลยครับ

เรื่อง Eknaphat Noonwong

เรียบเรียง rhunrun

Dior นำเสนองานดีไซน์ลายพราง (Camouflage Designs) ลวดลายคลาสสิกที่ถูกเติมความสนุกและสไตล์
ร่วมกับ ปีเตอร์ ดอยจ์ ศิลปินมากความสามารถชาวอังกฤษ

ผลงานที่เต็มไปด้วยความประณีตงดงามและน่าสนใจของ เฮาส์ ออฟ ดิออร์ ในรูปแบบของเครื่องแต่งกายอย่างเป็นทางการ (formal wear) ได้ถูกนำมาเป็นตัวชูโรงของคอลเลคชันเครื่องแต่งกายชายประจำฤดูหนาว 2021-2022 อันถือเป็นการผสมผสานเอกลักษณ์ของดิออร์เข้ากับโลกของ ปีเตอร์ ดอยจ์ (Peter Doig) โดย คิม โจนส์ (Kim Jones) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของคอลเล็คชันเครื่องแต่งกายชายได้หยิบเอาผลงานที่ถือเป็นไอคอนแห่งแบรนด์ดิออร์ เพื่อใช้นำเสนองานของศิลปินชาวอังกฤษผู้นี้

ลายพรางอันเด่นสะดุดตาทำจากผ้าแจ็คการ์ดปรากฏบนกระเป๋า Saddle และ Saddle Soft ซึ่งเป็นเวอร์ชัน
โฮโบของกระเป๋ารุ่นนี้ ลายพรินต์มิลิทารีมีให้เลือกในเฉดสีที่มีชีวิตชีวาของสีช็อคโกแล็ตและคอนยัค และในเวอร์ชันของเดนิม และยังปรากฏอยู่บนรองเท้าบู้ต Dior Explorer และรองเท้าผ้าใบ B23

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

นาฬิกา แทงก์ มัสท์ (Tank Must) นาฬิกาดีไซน์คลาสสิกที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีกลไกความแม่นยำไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกนี้

นับตั้งแต่เริ่มต้น ความพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการผลิตนาฬิกาของคาร์เทียร์ (Cartier) คือการอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการตอบสนองและความมุ่งมั่นของเมซงคาร์เทียร์ที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่การบุกเบิกนาฬิกาเรือนแรกที่สวมใส่บนข้อมือ ซานโตส (Santos) หรือนาฬิกาที่มีตัวล็อกของสายแบบพับได้ (1910)

การผลิตนาฬิกาของ คาร์เทียร์  มุ่งมั่นที่จะคิดล่วงหน้าไปถึงความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น QuickSwitch (2018) ที่จดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งช่วยให้เปลี่ยนสายนาฬิกาได้เอง 

หรือล่าสุดคือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ใน แทงก์ มัสท์ (Tank Must) อันเป็นทางเลือกที่ทันสมัย ระบบกลไกแบบควอตซ์ที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ครอบครองนาฬิการุ่นนี้

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการรังสรรค์จาก Cartier Manufacture ที่ La Chaux-de-Fonds สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นเสมือนห้องทดลองและขุมพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เกิด รุ่น SolarBeatTM movement ที่รับพลังงานการเดินกลไกของระบบควอตซ์จากแสงอาทิตย์ ภายใต้ตัวเลขโรมันบนหน้าปัดที่ฉลุให้แผงวงจรแสงอาทิตย์ข้างใต้ได้รับพลังงานจากแสงแดด

โดยมีอายุการใช้งานของแผงวงจรนี้ 16 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่านใหม่ นาฬิกานี้จะเดินเที่ยงตรงตราบใดที่หน้าปัดยังมีโอกาสโดนแสงเพื่อสะสมพลังงาน แม้แต่สายนาฬิกายังเป็นนวัตกรรมการสร้างวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกแอปเปิ้ลสำหรับอุตสาหกรรมอาหารในสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี โดยการผลิตวัสดุนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงไป 6 เท่า ประหยัดน้ำไป 10 ลิตร และประหยัดพลังงานไป 7 เมกาจูลส์ หรือราวๆ การชาร์จแบตฯ สำหรับโทรศัพท์มือถือถึง 80 ครั้ง

นี่จึงไม่ใช่แค่รูปทรงที่เก๋เท่ของนาฬิกา Cartier ที่พัฒนาขึ้นมาจากดีไซน์คลาสสิกของ แทงก์ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Tank Louis Cartier) ผสมความเก๋เท่ของนาฬิกา เดอะ แทงก์ มัสท์ (The Tank Must Watch) ของ Cartier ในยุค 1970s เท่านั้น แต่ยังผสมผสานนวัตกรรมใหม่เข้าไปอย่างลงตัว และยังเป็นนาฬิการักษ์โลกที่เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ Cartier

 สามารถติดตามข่าวสารของคาร์เทียร์ได้ทาง Line Official : @CartierTH หรือ Website : www.cartier.com/en-th

Author: Sethapong Pawwattana