COACH เปิดตัวคอลเล็กชั่นพิเศษ ART OF SIGNATURE ที่เป็นการร่วมงานกับศิลปินไทย Alex Face

วันนี้ Coach (โค้ช) ได้ประกาศเปิดตัวคอลเล็กชั่น Art of Signature ที่เป็นคอลเล็กชั่นพิเศษเพื่อ เฉลิมฉลองลวดลาย Signature (ซิกเนเจอร์) ลายไอคอนิกของแบรนด์ โดยความพิเศษในครั้งนี้คือลวดลาย Signature ได้มารวมกับผลงานการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเหล่าศิลปินมากความสามารถมาแรงแห่งยุคจากทั่วโลก เกิดเป็นกระเป๋า Coach รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น

ศิลปินทุกคนที่ได้มาร่วมงานกันในครั้งนี้ ได้ถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถันจากผลงานที่มีความสนุสนาน และแฝงไปด้วยทัศนคติ เชิงบวกที่ส่งผ่านผลงานของพวกเขาออกมา ซึ่งศิลปินทั้ง 8 คน ประกอบไปด้วย Marleigh Culver, Gianni Lee และ Anna Sudit จากนิวยอร์ก, Kendra Dandy จากฟิลาเดลเฟีย, Tyler Spangler จากแคลิฟอร์เนีย, Robert Hunter จากลอนดอน, We Are Out of Office จากอัมสเตอร์ดัม และ Alex Face จากประเทศไทย

Alex Face เป็นที่รู้จักจากผลงานบนผืนกำแพง เขาพัฒนาผลงานของเขาจากการเดินทางผ่านถนนและซอกซอยต่างๆในกรุงเทพมหานคร คาแร็คเตอร์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของ Alex Face คือคาแร็คเตอร์เด็กน้อยในชุดคอสตูมกระต่าย ที่ได้เดินทางไปโชว์ตัวมาแล้วทั้งที่ไต้หวัน ลอนดอน และเบอร์ลิน Alex Face ถือเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานกับ Coach โดยเขาได้ออกแบบลายพิเศษสำหรับคอลเล็กชั่น Art of Signature ผลงานของเขาจะปรากฎอยู่บนกระเป๋ายอดนิยมของแบรนด์อย่างรุ่น Camera bag และรุ่น Academy backpack

คอลเล็กชั่น Art of Signature มีวางจำหน่ายจำนวนจำกัดแล้ววันนี้ที่ร้าน Coach สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซนเอเทรียม และร้าน Coach ไอคอนสยาม ชั้น M

Salvatore Ferragamo Hybrid รองเท้าสุภาพบุรุษรุ่นใหม่ที่ทลายทุกข้อจำกัด

ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมเปิดตัว Hybrid รองเท้ารุ่นใหม่ซึ่งก้าวข้ามเส้นแบ่งที่จำกัดประเภทของรองเท้าสุภาพบุรุษ โดยผสมผสานลักษณะที่น่าสนใจของรองเท้าหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน จนทำให้ Hybrid เป็นตัวเลือกของชายหนุ่มแห่งศตวรรษที่ 21 ผู้ฉีกกรอบนิยามที่เป็นข้อจำกัด โดยรูปลักษณ์ภายนอกที่ตัดกันอย่างเห็นได้ชัดและผสานความหรูหราล้ำสมัยเข้ากับความสบายในการสวมใส่ช่วยสร้างพลังให้กับผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

พอล แอนดรูว์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมกล่าวว่า “ด้วยรองเท้ารุ่น Hybrid เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความเอนกประสงค์และยืดหยุ่นของรองเท้าผ้าใบหรือความเป็นทางการและเอกลักษณ์เก่าแก่ของรองเท้าบุรุษทำมือดั้งเดิมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจากสไตล์แบบ Hybrid ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่นี้รวมเอาจุดเด่นของรองเท้าทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างรองเท้าที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม”

รองเท้ารุ่น Hybrid ที่เปิดตัวใหม่นี้แบ่งออกเป็นสองสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยรูปแบบแรกเป็นการนำเอาตัวรองเท้าแบบลาดเอียงดั้งเดิมมารวมกับพื้นยางสังเคราะห์ที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษและขอบรองเท้าลายถัก การเล่นสีสันโดยใช้พื้นรองเท้าสีแดงสดตัดกับสีดำของตัวรองเท้า หรือตัวรองเท้าสีแดงเบอร์กันดีตัดกับพื้นรองเท้าสีดำทำให้ผู้สวมใส่สามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ รองเท้ารูปแบบนี้เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่นิยามของความเป็นทางการหรือลำลองไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่คุณต้องการได้ โดยเป็นการผสมผสานข้อดีของทั้งสองสไตล์เข้าด้วยกันทำให้เกิดเป็นความลงตัวรูปแบบใหม่

นอกจากนี้ Hybrid อีกรุ่นหนึ่งยังแบ่งออกเป็นสามสไตล์ที่คล้ายคลึงแต่มีเอกลักษณ์ โดยมีจุดร่วมคือพื้นรองเท้าสูงแบบขึ้นรูปจากส่วนประกอบหลายชิ้นที่ทันสมัยและรูปทรงสวยงาม ส่วนตัวรองเท้ามีให้เลือกถึงสามแบบด้วยกันคือ ทรงเดอร์บีสีดำแบบเรียบ แบบสวมที่มาพร้อมแถบคาดของเฟอร์รากาโม และทรงเดอร์บีที่มีสายรัดพร้อมโลโก้ของ เฟอร์รากาโม

Hybrid ผสมผสานเทคโนโลยีอันเหนือชั้นเข้ากับงานฝีมือชั้นสูงเพื่อสร้างรองเท้าอันทรงคุณค่าสูงสุด

@ferragamo

#FerragamoHybridShoe #FerragamoThailand

Dr. Martens ได้ออกคอลเลกชั่นล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า ‘Kensington’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจและต่อยอดมาจากรุ่นคลาสสิก

Dr. Martens แบรนด์รองเท้าระดับตำนานของโลกสัญชาติอังกฤษที่หลายคนอาจคุ้นตากับรองเท้าหนังสีดำหุ้มข้อทรงสูงรุ่นดั้งเดิมที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ยุค ’60s จนโด่งดังและกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสไตล์พังก์จากประเทศอังกฤษเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยตอนนี้ Dr. Martens ได้ออกคอลเลกชั่นล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า ‘Kensington’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจและต่อยอดมาจากรุ่นคลาสสิก โดยปรับเปลี่ยนให้มีรูปแบบที่ทันสมัยและมีรูปทรงที่มีดูภูมิฐานมากขึ้นอย่างรุ่น Archie ที่มีรูร้อยเชือก 3 คู่ รุ่น Winchester รองเท้าหุ้มข้อรูร้อยเชือก 8 คู่ รุ่น Kelvin รองเท้าสไตล์ Brogue และรุ่น Graeme รองเท้าหนังหุ้มข้อสไตล์ Chelsea โดยมีสีให้เลือกอย่างสีดำคลาสสิกและสี Cherry Arcadia ที่พร้อมให้คุณสัมผัส ลองสวมใส่ และเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่แฟล็กชิปสโตร์ และเคาน์เตอร์ของ Dr. Martens ทุกสาขา

Archie : Black & Cherry Acardia

Winchester : Black & Cherry Acardia

Kelvin : Black & Cherry Acardia

Graeme : Black & Cherry Acardia

“เพราะ Sperry ไม่ได้มีแค่ Boat shoes! ฟลุ๊ค เต้ และเพื่อนๆชวนมามิกซ์รองเท้า Sperry คู่โปรดในสไตล์ Preppy สุดคูล!”

เป็นที่รู้กันดีว่าสเปอร์รี่ (Sperry) แบรนด์รองเท้าสัญชาติอเมริกันนั้นโด่งดังจากการเป็นทั้งต้นแบบและผู้คิดค้นรองเท้า Boat shoes แบรนด์แรกของโลกที่มีดีไซน์คลาสสิคตลอดกาลไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ซึ่งหากใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของรองเท้าสเปอร์รี่คงรู้ดีว่าสเปอร์รี่นั้นให้ความสำคัญกับการออกแบบรองเท้าและสรรหานำวัสดุพิเศษมาทำพื้นรองเท้าที่สามารถยึดเกาะได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ในสภาพอากาศแห้งหรือชื้น

โดยในคอลเลคชั่นล่าสุดสเปอร์รี่ได้พลิกโฉมรองเท้า Boat shoes ให้เข้ากับหนุ่มสาวยุคใหม่ออกมาในสไตล์ Preppy ที่มีดีไซน์ทันสมัย แต่ยังคงความนุ่มสบาย สวมใส่ง่าย และกลิ่นอายแบบอเมริกันดั้งเดิมอย่างมีเอกลักษณ์เอาไว้ นอกจากนี้ยังดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุดแอคทีฟของหนุ่มสาวในเมืองยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวด้วยพื้นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษกว่าเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความสบายในขณะทำกิจกรรมต่างๆ

ซึ่งงานนี้เต้ คูเปอร์ ฟลุ๊ค พลอย และกุ๊กไก่ก็ไม่พลาด หยิบเอารองเท้าสุดคลาสสิคนี้มามิกซ์แอนด์แมทช์ในสไตล์ของแต่ละคนให้ออกมาเป็นลุคสบายๆ สไตล์ preppy ไว้เป็นไอเดียให้ทุกคนได้ลองแต่งตาม

Catapult Sling 2.0 คอลเล็คชั่นใหม่จาก TIMBUK 2

กระเป๋า messenger สุดฮิต ที่มาพร้อมฟังก์ชันแบบจัดเต็ม Catapult Sling ถือได้ว่าเป็น iconic model ของ Timbuk2 ที่เคียงบ่าเคียงไหล่คู่กับรุ่นพี่อย่าง Classic Messenger Bag (CMB) มาอย่างยาวนาน นั่นเป็นเพราะขนาดที่กะทัดรัดแต่มีความจุมาก ช่อง pocket และ ซิปต่างๆที่ใช้สอยได้สารพัดประโยชน์ สร้างความคล่องตัวสูงสุด และในปี 2019 นี้ Timbuk2 ได้เปิดตัว model ยอดนิยมนี้ใน version ใหม่ ด้วยชื่อ Catapult Sling 2.0 ภายใต้คอนเซปท์ “Redesign of the Iconic Model: Catapult Sling 2.0 is now armed with more features.” ซึ่งเป็นการหยิบยก features ที่เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้อยู่แล้วมาปรับปรุงใหม่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น

1) ขนาดมิติของตัวกระเป๋า ที่ย่อลงให้คล่องตัวมากขึ้น แต่ยังคงจุสัมภาระได้มากเช่นเคย
2) front pocket ที่ใหญ่ขึ้น รองกับ smartphone และกระเป๋าสตางค์ทุกขนาด
3) เพิ่มฟองน้ำระบายอากาศด้านหลัง
4) สายสะพายเปลี่ยนเป็นแบบ seat belt นุ่มสบาย แต่รองรับการใช้งานที่หนักมากขึ้น
5) เพิ่มที่เปิดฝาขวดทรงหกเหลี่ยมโลโก้ Timbuk2 กิมมิคกวนๆ ตามสไตล์ของแบรนด์จาก San Francisco

Catapult Sling 2.0 มาพร้อมกับ upgraded features ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สนนราคาเท่าเดิมที่ 2,650 บาท

วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่
Timbuk2 Store – Amarin Plaza, 2FL
Timbuk2 Store – Central Ladprao, 3FL
Kontainer – Mega Bangna, 2FL
Kontainer – Terminal21 Pattaya, M FL
Flight 001 – Siam Discovery, 2FL
Flight 001 – ICONSIAM, 3FL

#Timbuk2 #Timbuk2Thailand #Funktional

แฟชั่นโชว์ SHONE PUIPIA Collection 2019 ภายใต้ชื่อ The Brighter World

โชน ปุยเปีย ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ SHONE PUIPIA อวดโฉมเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นใหม่ในแฟชั่นโชว์ SHONE PUIPIA Collection 2019 ภายใต้ชื่อ The Brighter World ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ และเทคนิคการตัดเย็บจากงานทำมือทั้งตัวที่ก้าวข้ามทุกกรอบความคิดด้วยสีสันและลวดลายที่สวยงามแปลกตา

ครั้งนี้ โชน ปุยเปีย พาเราไปสู่ห้องนั่งเล่นจินตนาการ สถานที่รวมตัวกันของตัวละครที่มีบุคลิกหลากหลายเฉพาะตัว แต่เชื่อมโยงถึงกันด้วยเสื้อผ้าที่น่าตื่นเต้นเร้าใจและให้ความรู้สึกโดดเด่นเป็นพิเศษ ให้ความสำคัญกับสีสันและรูปทรงพองโต พลิ้วไหว เกิดความรู้สึกที่เป็นอิสระ เหนือสิ่งอื่นใดคือได้นำความงามสง่าและความรู้สึกแยบยลมาสู่เสื้อผ้าของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีโดยไม่มีเส้นแบ่งกั้น

จุดเด่นของผลงานในแต่ละคอลเล็กชั่นของ SHONE PUIPIA คือการคอลลาจผสมผสานกันของแนวคิด และเทคนิคที่หลากหลายของศิลปวัฒนธรรม The Brighter World นี้ ได้มีการเล่นวัสดุ พื้นผิว รวมถึงเทคนิคของงานทำมือ อาทิ การสร้างงานคอลลาจกระดาษสี ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพรมท้องถิ่นโมรอคโคที่ถักทอจากเศษผ้าและขนสัตว์เหลือใช้ แล้วนำไปพิมพ์บนผ้าไหม ขอบกระดาษหลากสีที่เกิดจากการฉีกยังคงไว้ในลายพิมพ์ เพื่อสร้างมิติสั่นไหวให้กับชิ้นงาน

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ติดตามผลงานของ SHONE PUIPIA มักจะได้เห็นในทุกคอลเล็กชั่น คือ การสร้างลายผ้าใหม่ ๆ ในคราวนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ลวดลายดอกไม้ที่เกิดจากการใช้พู่กันวาดและกัดสีของผ้าออก งานพิมพ์ซิลค์สกรีนลายดอกดาวดึงส์แบบกราฟิคบนเสื้อแจ็คเก็ต ที่สามารถพลิกเอาฝั่งไหมซาตินออกมาอวดโฉมได้ ในคอลเล็กชั่นยังประกอบไปด้วยเสื้อคลุม และกระโปรงที่ทำมาจากหนังปลาแซลมอน ที่ตัดเย็บต่อกันทั้งตัวด้วยมือเป็นลวดลายธนูของญี่ปุ่น โดยมีเยื่อไหม “มาวาตะ” เป็นอีกหนึ่งวัสดุหลักที่ถูกนำมาใช้ในชุดเดรส และกางเกง เพื่อแสดงถึงคุณสมบัติในการให้รูปทรงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

www.shonepuipia.com
#ShonePuipia
#TheBrighterWorld

หลุยส์ วิตตอง จัดงาน Louis Vuitton Exotic เปิดให้ชมคอลเลกชั่น กระเป๋าหลุยส์ วิตตองรูปทรงไอคอนนิค

หลุยส์ วิตตอง จัดงาน Louis Vuitton Exotic เปิดให้ชมคอลเลกชั่น กระเป๋าหลุยส์ วิตตองรูปทรงไอคอนนิค อาทิ Capuccines, Twist, Petite Malle, Boite Chapeau, City Steamer , Mila ที่รังสรรค์ด้วยหนังชนิดพิเศษ จึงทำให้กระเป๋าแต่ละใบมีความเป็นเอกลักษณ์ เพราะมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

เฉกเช่นเดียวกับลายพิมพ์นิ้วมือของแต่ละคนที่บ่งบอกอัตลักษณ์เฉพาะบุคคล หนังชนิดพิเศษที่นำมารังสรรค์กระเป๋าหลุยส์ วิตตอง มีลวดลายสวยงามแตกต่างกันแต่ละใบ รวมทั้งโทนสีสันที่หลากหลายเฉดสีผสานกับขั้นตอนงานฝีมืออย่างประณีต

ขั้นตอนสุดท้ายของการสร้างลวดลายบนหนัง(finishing) มีความสำคัญที่ทำให้กระเป๋าหนัง Exotic แต่ละใบมีความเป็นเอกลักษณ์ โดยต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากช่างฝีมือของหลุยส์ วิตตองเพื่อทำให้ผืนหนังมีลวดลาย ผิวสัมผัสงดงามโดยไม่ได้ใช้การเคลือบด้วยสารสังเคราะห์ใดๆบนพื้นผิวด้านบน

เทคนิคการทำลวดลายมัดย้อม 2 สี และ 3 สี (Tie and Dye Bicolor and Tricolor) และเทคนิคลวดลายสีน้ำบนผืนหนัง เป็นเทคนิคเฉพาะจากช่างฝีมือของหลุยส์ วิตตองที่ใช้บนผืนหนังเพื่อสร้างลวดลายอันสวยงาม

โทนสีหนังมีตั้งแต่
Neutral ดำ ขาว เทา น้ำตาลมอคค่า
Warm shades ส้ม เหลือง แดงทับทิม แดงเชอรี่ม่วงแดง ชมพู
Cold shades ฟ้า เขียว น้ำเงิน

ด้วยแรงบันดาลใจจากป่าเขตร้อนชื้น จึงได้นำบรรยากาศแบบทรอปิคัล Flora and Fauna ที่นำเอาธรรมชาติ นก และพรรณไม้มาไว้ภายในงาน ด้วยภาพวาดงานศิลป์การออกแบบและลงสี โดยศิลปิน Illustrator คุณสุทธิภา แก้มแย้ม พร้อมทั้งผสมผสานผลงาน paper art ช่วยสร้างมิติให้กับผนังช่วยขับให้กระเป๋าหนังดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

นอกจากกระเป๋าของสุภาพสตรี ยังมีกระเป๋าสุภาพบุรุษที่ดีไซน์โดยผสมผสานหนัง exotic ในรูปทรงที่เราคุ้นเคย เช่น Keepall เป้ backpack Christopher และคลัตช์ pochette volga จากคอลเลกชั่นของ เวอร์จิล อาโบลห์

แอน ทองประสม @annethong
ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ @sunny_suwanmethanont
ณภัทร เสียงสมบุญ @naphat_nine

@louisvuitton #louisvuitton

Craftsmanship & Restoration

“นอกจากเป็นประตูสู่การเรียนรู้ มอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและเปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้นแล้ว นิทรรศการหนึ่งๆ จะได้รับการยกย่องว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงก็เมื่อมันสามารถช่วยให้ผู้เข้าชมได้สำรวจความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน กระทั่งก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจ” หวาง ยิ่วกง, ผู้อำนวยการแผนกพระราชวัง, พิพิธภัณฑ์พระราชวัง

ปัจจัยที่จะทำให้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งกลายเป็นแบรนด์ที่เป็นอมตะอยู่เหนือกาลเวลา นอกเหนือจากการผลิตสินค้าเพื่อขายแล้ว คือการสรรค์สร้างแรงบันดาลใจต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้ผู้คนเชื่อมโยงภาพลักษณ์ใดภาพลักษณ์หนึ่งเข้ากับแบรนด์ และกระตุ้นให้มีการจับจ่ายสินค้าดังกล่าว เพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้กับตัวเองได้ ซึ่งแบรนด์อย่าง Cartier นั้นก็สามารถยึดโยงภาพลักษณ์ของตัวเองเข้ากับทั้งความหรูหราและความสง่างามของอดีตกาลได้อย่างประสบความสำเร็จ

เมื่อสิบปีที่แล้ว นิทรรศการ Cartier Treasures ถูกจัดขึ้นที่หอศิลป์ประตูอู่เหมิน พิพิธภัณฑ์พระราชวัง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในแง่ของการสานสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับประเทศจีนผ่านแรงบันดาลใจ ทางศิลป์ และความรู้ความชำนาญด้านงานหัตถกรรมที่ Cartier และประเทศจีนมีร่วมกัน และด้วยความสำเร็จในครั้งนั้น นิทรรศการ Boundaries: Cartier and the Palace Museum Craftsmanship and Restoration Exhibition (นิทรรศการก้าวข้ามขอบเขต : หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง) จึงเกิดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำทั้งสายสัมพันธ์อันดีและภาพลักษณ์อันหรูหราของแบรนด์ให้เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมอีก

ในครั้งนี้นิทรรศการได้จัดในส่วนพื้นที่ที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่ โดยมีพื้นที่กว้างขวางถึง 2,700 ตารางเมตร ซึ่ง Cartier ได้รับเกียรติให้จัดแสดงเป็นนิทรรศการแรก โดยมี Nathalie Criniere เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ออกแบบนิทรรศการทั้งหมด ซึ่งเธอก็ได้แรงบันดาลใจมาจากฝีแปรงของศิลปินอักษรวิจิตร ซึ่งเป็นศาสตร์สำคัญของศิลปะจีน ทำให้ภาพรวมของนิทรรศการนั้นสอดคล้องไหลลื่นต่อเนื่องกันอย่างสวยงาม

ชิ้นงานกว่า 800 ชิ้นที่นำมาจัดแสดงในงานนั้นเป็นของโบราณจากราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368 – 1644) จนถึงปัจจุบัน ถูกเลือกมาจากหลากหลายแหล่ง ไล่ตั้งแต่ Cartier Collection หอจดหมายเหตุของ Cartier คอลเลกชั่นวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์พระราชวัง สถาบันต่างๆ ของภาครัฐรอบโลก ไปจนถึงคอลเลกชั่นส่วนตัวของราชวงศ์ต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจผ่านการแลกเปลี่ยน และก้าวข้ามขอบเขตใดๆ ก็ตาม เพื่อรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมาเป็นผลงานศิลปะที่จะอยู่คู่โลกนี้ไปตราบเท่านาน

Author: Pacharee Klinchoo
Photography: Courtesy of Cartier

คอลเลคชั่น “ GUCCI Manifesto ”

Gucci ล้ำหน้าไปกว่าใครอีกเช่นเคย ด้วยการฉลองเปิดตัวแฟชั่นโชว์ Fall/Winter 2019/20 กับเสื้อผ้าคอลเคลชั่นพิเศษที่แสดงให้เห็นถึงแรงบันดาลใจ ไอเดียที่อยู่เบื้องหลังโชว์นี้ คอลเลคชั่น “Gucci Manifesto” ได้ดึงเอา“หน้ากาก” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้จากโชว์ Fall/Winter 2019/20 รวมไปถึงข้อความต่างๆที่เป็นเสมือนข้อบ่งบอกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “THE MASK AS A CUT BETWEEN VISIBLE AND INVISIBLE” ที่ถูกใช้เป็นคอนเซ็ปท์หลักสำหรับฤดูกาลนี้

คอลเลคชั่น Gucci Manifesto นี้นำเสนอเสื้อผ้าสามแบบสามสไตล์ คือ เสื้อยืดผ้าฝ้ายคอกลมแขนสั้น, เสื้อแขนยาวตัวโคร่ง, เสื้อสเวตเชิร์ตผ้าฝ้าย ที่มีทั้งแบบคอกลม หรือมีฮู้ด สำหรับชายและหญิง และลายพิมพ์ที่หลากหลายที่ด้านหน้าและด้านหลัง และสีสันของเสื้อผ้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ Gucci.com

สำหรับสุภาพสตรี Gucci Manifesto นำเสนอเสื้อยืดสีแดง มีลายพิมพ์หน้ากากที่มีหนามสีดำ-ขาว พิมพ์อยู่ด้านหน้าและมีคำว่า “GUCCI”สีดำอยู่ด้านล่างมีสโลแกนหลักจากโชว์ที่ว่า “THE MASK AS A CUT BETWEEN VISIBLE AND INVISIBLE” อยู่ด้านหลัง ส่วนเสื้อ sweatshirt คอกลมที่มาพร้อมกับดีไซน์และสีเดียวกัน สำหรับสุภาพบุรุษ เป็นเสื้อยืดพิมพ์ลายรูปหน้ากาก carnival cat และคำว่า “GUCCI” พิมพ์อยู่ด้านหน้า พร้อมสโลแกนประจำฤดูกาลด้านหลัง ตัวหนังสือมาในโทนสีขาว-ดำ ทั่งสองแบบยังมีลายพิมพ์สีฟ้าอ่อนให้เลือก รวมไปถึงเสื้อ sweatshirt แบบมีฮู้ดโทนสีขาว-ดำ พร้อมลายแบบเดียวกันในสีฟ้าอ่อนด้วยเช่นกัน

สำหรับสินค้าเอ็กคลูซีฟที่มีจำหน่ายทางออนไลน์เท่านั้น จะถูกแพคในกับแพ็คเกจจิ้งที่สีดำ มีหน้ากากสีดำหนามเหล็กสีขาวพิมพ์อยู่บนกล่อง พร้อมคำว่า “GUCCI” สีแดงพิมพ์อยู่ด้านล่าง และมีสโลแกนประจำฤดูกาลเขียนด้วยสีแดงอยู่ด้านหลัง ซึ่งออกแบบมาพิเศษสำหรับคอลเล็คชั่นนี้เท่านั้น

นอกจากนี้คอลเล็คชั่น Gucci Manifesto นี้ยังมีเสื้อยืดและ sweatshirt ดีไซน์เก๋อีกหลายหลายแบบและสี มีลายพิมพ์หน้ากากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หน้ากากหนามเหล็ก, หน้ากาก carnival cat, หรือหน้ากากเอเลี่ยน จำหน่ายในช็อป Gucci ทั้งแบบสำหรับผู้ชายและผู้หญิง ด้านหลังคำว่า “GUCCI” พิมพ์อยู่ หรือบางชิ้นมีพิมพ์คำว่า “GUCCI FALL WINTER 2019/20” ไว้ด้านหน้า โดยด้านหลังจะเขียนว่า “GUCCI” พร้อมสโลแกน “THE MASK AS A CUT BETWEEN VISIBLE AND INVISIBLE”

สินค้า Gucci Manifesto จะถูกห่ออย่างสวยงามด้วยแพคเกจจิ้งพิเศษเช่นเดียวกันและจะถูกแพคในกล่องสีดำ มีมีหน้ากาก carnival cat มีคำว่า “GUCCI” สีขาวเขียนบนฝากล่อง พร้อมกับสโลแกนประจำฤดูกาลเขียนด้านในของฝากล่องเป็นสีขาว

โอกาสนี้ใน Gucci App ยังเปิดให้มีเซคชั่นพิเศษที่ผู้ใช้ app สามารถเลือกชมสินค้าภายในคอลเลคชั่น และลองใส่หน้ากากแบบต่างๆ จากโชว์ Fall-Winter 2019/20 เล่นผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง augmented reality ได้ทั้งในมือถือระบบแอนดรอยด์และ iOS และยังสามารถถ่ายรูปและวิดีโอตัวเองเก็บไว้เป็นที่ระลึกหรือแชร์ในช่องทางอื่นได้เช่นกัน

และแน่นอนว่าจะขาดไม่ได้สำหรับภาพใหม่บน Gucci ArtWalls ซึ่งเป็นศิลปะบนกำแพงที่ Gucci สร้างสรรค์เป็นพิเศษเพื่อร่วมเฉลิมฉลองบทบาทของหน้ากากทั่วโลกและสื่อถึงจิตวิญญาณของคอลเลคชั่นนี้ โดย Gucci Manifesto นี้จะเปิดตัวบนกำแพงเป็นครั้งแรกบนถนน Lafayette ในย่านโซโหของแมนฮัตตัน, ใน Largo la Foppa ของมิลาน (เขตหนึ่งของ Corso Garibaldi), Brick Lane นอกเขตลอนดอนตะวันออก, จัตุรัส Lan Kwai Fong ถนน D’Aguilar ในฮ่องกง, Fengsheng Li ในเซียงไฮ้ เขตจิ้งอัน, Avenida de Michoacan ในเม็กซิโกซิตี้ พื้นที่ La Condesa

คอลเลคชั่น Gucci Manifesto นี้จะจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และร้าน Gucci
ในเดือนกรกฎาคม 2562 นี้เป็นต้นไป

โอนิซึกะ ไทเกอร์ REBILAC RUNNER™ จากรองเท้าวิ่งสุดคลาสสิคสู่รองเท้าแฟชั่นสีสันสุดเก๋

คอลเลคชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ โอนิซึกะ ไทเกอร์ อย่าง REBILAC RUNNER™ ด้วยดีไซน์ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้ดูทันสมัยเพิ่มขึ้นกับสีสันที่ให้ความรู้สึกสนุกและเข้ากับเทรนด์แฟชั่นในปัจจุบัน พร้อมออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในทุกๆ วัน

ลักษณะที่โดดเด่นที่สุดคือรูปร่างที่ไม่เหมือนใครของ Midsole และร่องรองเท้าด้านหลังที่เพิ่มการรองรับการกระแทกกับพื้น ร่องที่ปลายเท้าด้านหน้าจะช่วยให้รองเท้ามีความยืดหยุ่น นอกจากนี้ความหนาของ midsole ยังเป็นสไตล์ CHUNKY ที่เป็นแบบยอดฮิต ส่วนส้นมีคุณสมบัติแบบ fuzaGEL ที่ช่วยการดูดซับแรงกระแทกที่มีน้ำหนักเบา และ insoles พื้นรองเท้ารองเท้ามีคุณสมบัติ ortholite ซึ่งให้การรองรับที่สะดวกสบาย

ส่วนบนของรองเท้าประกอบด้วยวัสดุ 3 แบบ โพลีเอสเตอร์เพื่อสร้างสไตล์ของรองเท้าวิ่งแบบคลาสสิก หนังที่มีความมันวาวน้อยเพื่อการตกแต่งที่ทันสมัย มีความเป็นแฟชั่น และผ้าตาข่ายเพื่อลุคที่ดูเรียบหรู

พบกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ช็อป โอนิซึกะ ไทเกอร์ พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/OnitsukaTigerTH/ และช้อปออนไลน์กับสินค้า Onitsuka Tiger ได้ ผ่านทาง Onitsuka Tiger E-Store : https://www.onitsukatiger.com