FANZINE นิตยสารเล่มใหม่จาก Saint Laurent ที่สร้างขึ้นเพื่อพลักดันนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ดึงเอา Indigo Lewin ช่างภาพชาวอังกฤษที่กำลังมาแรงมาร่วมโชว์ผลงานเป็นคนแรก

Rive Droite โดย Saint Laurent ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม ทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ที่ทุกคนสามารถเพลิดเพลินไปกับผลงานของผู้มีความสามารถ และการแสดงออกทางศิลปะรูปแบบใหม่ รวมถึงความบันเทิงอย่างไร้ขอบเขต

โดย Rive Droite กำลังเปิดตัวนิตยสาร FANZINE ซึ่งเป็นนิตยสารที่มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นและเป็นแพลตฟอร์มที่กลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่สามารถแสดงผลงานและความสามารถของตนได้และแขกรับเชิญคนแรกของนิตยสาร FANZINE คือศิลปินและช่างภาพชาวอังกฤษนาม Indigo Lewin ผู้ซึ่งเป็นผู้ดูแลฉบับแรกด้วยการเลือกรูปภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากคลังภาพของเธอเอง

Indigo Lewin เกิดและเติบโตในกรุงลอนดอน ผลงานของเธอเป็นการพรรณนาถึงโลกที่เธอมองเห็นรอบตัวอย่างตรงไปตรงมา ความสนใจใคร่รู้และความหลงใหลในความใกล้ชิดสนิทสนม ร่างกาย ความเยาว์วัย และมิตรภาพ เป็นสิ่งที่ชี้นำการทำงานของเธอ เราจะสามารถสัมผัสถึงความงามอันน่าทึ่ง ซึ่งเป็นเบื้องหลังของช่วงเวลาที่ผู้คนมีร่วมกันได้จากภาพถ่ายของเธอ ด้วยการใช้กลุ่มเพื่อนสนิทเป็นตัวแบบในภาพถ่าย โดย Indigo สามารถใช้แนวคิดนี้ในลักษณะที่ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและสมจริง เธอชวนให้เรานึกถึงความเปราะบาง เบื้องหลังช่วงเวลาส่วนตัวสุดลุ่มลึกและมีค่าเหล่านี้ในชีวิต ที่ได้หายวับไปอย่างรวยเร็วเพียงชั่วพริบตา


ในฉบับแรกของ FANZINE นั้น ภาพของ Indigo จะอยู่เรียบเทียบเคียงกับบทความและบันทึกส่วนตัวของเธอ ล้วนเป็นคำเชิญจากศิลปินเพื่อให้เราได้เชื่อมต่อกับเธอ ราวกับว่ากำลังอ่านเรื่องราวจากไดอารี่ส่วนตัวของเธออยู่ โดย Indigo ต้องการให้เราได้เห็นโลกของเธอที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเป็นมนุษย์

นิทรรศการผลงานของ Indigo ได้จัดแสดงขึ้นในช่วงระยะเวลาที่จำกัดภายในร้าน Saint Laurent Rive Droite สาขาปารีสและลอสแอนเจลิส ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนเป็นต้นไป

เรียบเรียง rhunrun

เท่และยังดูแลรักษาง่าย ใส่ได้กับหลายลุค กับ STRIDE รองเท้าบู๊ทคู่ล่าสุดจาก BOTTEGA VENETA

เราอาจจะได้เห็นรองเท้าบู๊ทส้นสูงของคุณผู้หญิงอย่างรุ่น Shine ผ่านตาไปบ้างแล้ว ทีนี้เป็นตาของคุณผู้ชายกับรองเท้าบู๊ทหุ้มข้อสั้นจาก Bottega Veneta คอลเลกชั่น Salon 02 รุ่น Stride ที่ถูกออกแบบมาให้ตัวรองเท้ามีส่วนหัวที่กลมและหนา ซึ่งเป็นสไตล์ของรองเท้ารุ่นใหม่ๆของแบรนด์ วัสดุที่ใช้ในรองเท้ารุ่นนี้เป็นยางที่มีลักษณะมันวาวทั้งหมด สามารถใช้งานได้ในหลากหลายลุค และสามารถสวมใส่ได้ทั้งผู้หญิง และผู้ชายสามารถนำไปจับคู่ใส่เป็น couple กับคุณผู้หญิงก็ได้

โดยมาในหลากหลายสีสันเพื่อนำไปแต่งกายได้อีกในหลายๆ ลุค นอกจากนี้ยังทำความสะอาดง่ายด้วยความที่เป็นยางมันวาวทำให้สามารถลุยน้ำลุยฝน ทำความสะอาดได้ง่ายเหมาะกับสภาพอากาศหน้าฝนตอนนี้ของเมืองไทยมากๆ ถือว่าเป็นรองเท้าอีกหนึ่งรุ่นที่มีความเอนกประสงค์อย่างมากจาก Bottega Veneta

นอกจากรองเท้ารุ่น Stride แล้ว เหล่าสาวก Bottega Veneta ยังสามารถอัปเดทคอลเลกชั่น Salon 02 ที่มีทั้งเสื้อผ้า  เครื่องแต่งกาย รองเท้า และกระเป๋าทั้งของผู้หญิง และผู้ชาย จาก Bottega Veneta ได้ที่ป็อปอัพ สโตร์ สุดเอ็กคลูซีฟ  ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น M Hall of Fame ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 2 ตุลาคม 2564

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Dior Winter 2021-2022 เครื่องแต่งกายชายประจำฤดูหนาวที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตโดย Kim Jones และแฝงไว้ด้วยกลิ่นไอศิลปะชวนฝันของ Peter Doig

พิธีการในทุก ๆ วัน… สำหรับคอลเลคชันประจำฤดูหนาว 2021-2022 สำหรับดิออร์นั้น คิม โจนส์ (Kim Jones) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายชายได้แรงบันดาลใจจากความอลังการของเครื่องแต่งกายชายในงานพิธีการ ที่เปรียบเสมือนตัวเชื่อมโยงสู่อดีต แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงมีความสำคัญและปรากฏอยู่ให้เห็นในปัจจุบัน เช่นเดียวกับผลงานโอตกูตูร์ ที่เชื่อมปัจจุบันกับอดีต ไม่ต่างจากหน้าต่างสู่ประวัติศาสตร์และมรดกตกทอดที่สืบเนื่องกันต่อมา แต่นอกเหนือจากสิ่งที่รักษาสืบทอดกันมาแล้ว คอลเลคชันนี้ยังหมายรวมถึงความร่วมสมัย โดยคิม โจนส์ และดิออร์ได้เปิดตัวงานคอลลาบอเรชันร่วมกับปีเตอร์ ดอยจ์ (Peter Doig) ศิลปินชาวสก็อตที่อาศัยอยู่ในตรินิแดด

งานตกแต่งและลวดลายจากฐานข้อมูลผลงานของดิออร์ได้ถูกนำกลับมาแปลงโฉม อาทิ กระดุมหุ้มผ้าจากแจ็คเก็ต Bar ไอคอนของแบรนด์ดิออร์ และงานปักเคลือบทองของ Rosella ซึ่งเป็นชุดราตรียาวโอตกูตูร์ออกแบบโดยมาร์ค โบแฮน (Marc Bohan) ในช่วงทศวรรษที่ 1960s เป็นต้นและสำหรับคอลเล็กชั่นที่เต็มไปด้วยเรื่องราวนี้เราก็ได้หนุ่มฮอต อิน-สาริน รณเกียรติ มาถ่ายความสร้างสรรค์ของ Dior ผ่านแฟชั่นเซตครับ

คริสเตียน ดิออร์เคยถ่ายทอดความฝันให้กลายมาเป็นความจริง และในวันนี้คิม โจนส์ก็ทำแบบเดียวกันในการถ่ายทอดผลงานของปีเตอร์ ดอยจ์ ให้กลายมาเป็นแฟชั่น ทั้งโจนส์ ดอยจ์ และอัลเตลิเยร์ของดิออร์ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการสรรสร้างคอลเลคชันนี้ให้เป็นจริง ที่พิเศษสุดคือ ดอยจ์ที่ไม่เพียงแต่คิดค้นลวดลายเท่านั้น แต่ยังวาดลวดลายเหล่านั้นด้วยมือลงบนหมวกผ้าวูลเฟลต์ที่ออกแบบโดยสตีเฟน โจนส์ (Stephen Jones) ถือเป็นการเสริมเอางานดีไซน์ที่วาดขึ้นด้วยมืออันน่าหลงใหลที่มีที่มาจากผลงานของเขาเอง ตลอดจนความทรงจำและความเชื่อมโยงที่มีต่อเฮาส์ ออฟ ดิออร์ลงไปในงานแฟชั่น จนทำให้เกิดเป็นบทสนทนาที่โต้ตอบกันระหว่างงานศิลปะและแฟชั่นขึ้น

ทั้งนี้ปีเตอร์ ดอยจ์ ได้สร้างสรรค์สัญลักษณ์รูปสัตว์เป็นพิเศษขึ้นมาสองแบบ แบบแรกดูคล้าย บอบบี (Bobby) สุนัขของคริสเตียน ดิออร์ และแบบที่สองคือ สิงโตซึ่งชวนให้คิดถึงตัวละครจากภาพวาดของดอยจ์และเครื่องแต่งกายสำหรับงานราตรีสวมหน้ากาก ทำขึ้นโดย ปิแอร์ การ์แดง (Pierre Cardin) สำหรับคริสเตียน ดิออร์ ในปี 1949 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสัมพันธภาพอันแนบแน่นที่เมอร์ซิเออร์ดิออร์มีต่อศิลปินอย่างฌ็อง ก็อกโต (Jean Cocteau) และคริสเตียน 
เบราร์ด (Christian Bérard) ความหลงใหลที่มีต่อศิลปะและทักษะด้านการสร้างสรรค์ซึ่งดิออร์ให้ความสำคัญเสมอมา

แฟชั่นคือศิลปะรูปแบบหนึ่ง เครื่องประดับจิวเวลรีและเข็มขัดได้รับการตกแต่งด้วยรูปสิงโตที่ปั้นขึ้นโดย ดอยจ์ เนื้อผ้าชวนให้นึกถึงผืนผ้าใบและงานแกะสลักผ่านงานทอแจ็คการ์ดและลายพิมพ์อันแสนประณีต ท้องฟ้ายามราตรีซึ่งมีที่มาจากภาพ Milky Way (1990) ของดอยจ์ ปรากฎให้เห็นในลุคต่าง ๆ หลายลุค เมื่อดวงดาวเหล่านี้โคจรมาพบกับดวงดาวของดิออร์ ในส่วนของโทนสีได้แรงบันดาลใจโดยตรงจากผลงานของดอยจ์ผ่านทางดิออร์ อาทิ สีฟ้าอ่อน น้ำเงินกรมท่า ม่วงอ่อนจาง เทาดิออร์ ซึ่งปรากฏอยู่เคียงข้างสีเหลืองสด ส้มอมแดง และเขียว

โดยเฉดสีอันสดใสเหล่านี้สื่อให้เห็นถึง ‘joie de vivre’ หรือความสุขในการมีชีวิตนั่นเอง งานฝีมือเป็นการลอกเลียนฝีแปรงของงานศิลปะผ่านงานปัก งานถักนิตย์ และการวาดภาพด้วยมือ รายละเอียดอย่างการขลิบเส้นด้วยแถบผ้า (piping) หรือขลิบริมแบบ bound trims และงานปักบาโรคช่วย ‘ตีกรอบ’ ให้กับเครื่องแต่งกาย ราวกับว่าเสื้อผ้าเหล่านี้คือภาพวาด โครงร่างและรูปทรงของคอลเลคชันเองได้กลายมาเป็นเสมือนผืนผ้าใบสำหรับการสร้างสรรค์งานศิลปะ

การร่วมมือกันระหว่าง คิม โจนส์ และ ปีเตอร์ ดอยจ์ ยังครอบคลุมไปถึงการตกแต่งฉากของดิจิทัลโชว์ในครั้งนี้ โดยตัวเวทีเองถือเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง นั่นคืองานศิลปะติดตั้งในรูปแบบของท้องฟ้าที่คิดค้นขึ้นโดยปีเตอร์ ดอยจ์ สำหรับระบบเสียงที่ถูกจัดวางซ้อนกันนั้นก็ชวนให้นึกถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ปรากฎในภาพวาดของดอยจ์อย่าง Speaker/Girl (2015) ศิลปะชิ้นใหม่ที่จับมือมากับลุคใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัว

THE NEW JACKET เสื้อโอเวอร์เชิ้ตใหม่อันเป็นเอกลักษณ์จาก ZEGNA กับการตัดเย็บแบบสบายๆ แต่ก็ประณีตอย่างมีระดับสวมใส่ได้ในทุกวัน

การหลอมรวมการแต่งตัวของผู้ชายเข้ากับฟังก์ชันต่างๆ โดย Alessandro Sartori อาร์ทิสติกไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ได้จินตนาการถึงเอกลักษณ์ใหม่ของ Zegna สำหรับฤดูกาล Fall|Winter 2021 นี้ โดยเป็นโอเวอร์เชิ้ต หรือเรียกอีกอย่างว่า THE NEW JACKET ที่เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ Zegna และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเสื้อเบลเซอร์ โดยผสานเข้ากับเสื้อผ้าที่เอนกประสงค์ สะท้อนถึงทัศนคติและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป Zegna ยังคงสานต่อในการ (รีเซ็ต) What Makes a Man และคิดใหม่เกี่ยวกับเสื้อผ้าร่วมสมัยตามวิถีชีวิตของผู้ชายสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป เสื้อโอเวอร์เชิ้ตนำเสนอรูปแบบใหม่ของการตัดเย็บแบบสบายๆ ยกระดับประโยชน์ของความคลาสสิกไปสู่อีกระดับของความหรูหรา สำหรับผลงานชิ้นเอกของคอลเลคชั่นนี้ดูมีความหรูหราแต่สามารถใช้งานได้จริงไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายในโอกาสใดก็ตาม

การผสมผสานรูปลักษณ์ของการตัดเย็บเข้ากับความรู้สึกสบาย สำหรับเอกลักษณ์ใหม่ของ Zegna ในครั้งนี้แสดงถึงจุดเปลี่ยนในสไตล์ของผู้ชาย นอกจากการผสมผสานสไตล์การแต่งตัวของผู้ชายให้เข้ากันกับประโยชน์ใช้สอยแล้ว เสื้อแจ็คเก็ตไฮบริดนี้ยังผสมผสานความสมาร์ทและความลำลองเข้าไว้ด้วยกัน สามารถใส่ได้ทั้งในและนอกสถานที่ สำหรับโอเวอร์เชิ้ตชิ้นนี้ถือว่าเป็นไอเทมที่เป็นพื้นฐานของการแต่งตัวอย่างแท้จริง สามารถสวมใส่ได้เรื่อยๆ และใช้งานได้หลากหลาย ในขณะที่ Zegna ยังคงเดินหน้าปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของผู้ชายสมัยใหม่ เสื้อโอเวอร์เชิ้ตสามารถสวมทับชุดลำลองและชุดที่หรูหราได้อย่างง่ายดาย

เสื้อโอเวอร์เชิ้ตมีการออกแบบมาจากชุดทำงานแบบดั้งเดิม และได้รับการผลิตขึ้นอย่างไร้ที่ติในขนาดที่สบาย มาพร้อมกระเป๋าแปะ (patch pockets) ที่โดดเด่น สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์นี้มาพร้อมผ้าชั้นดีตั้งแต่ผ้าลินินและผ้าขนสัตว์ไปจนถึงผ้าแคชเมียร์ และนวัตกรรม Techmerino ที่เป็นกระบวนการผลิตขั้นสูง ช่วยยกระดับเสื้อผ้า 
และยังสามารถระบายอากาศได้ดีอีกด้วย ทั้งหมดนี้นำเสนอในโทนสีกลางผสานความประณีตเพื่อการสวมใส่ที่ง่ายดาย สำหรับเสื้อโอเวอร์เชิ้ตยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ในแบบของคุณด้วยบริการ My Zegna Made to Measure ที่ทำให้คุณสร้างลุคที่ไม่ซ้ำใครได้ในทุกโอกาสตั้งแต่ชุดทางการไปจนถึงชุดลำลอง ผ่านประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ปรับแต่งให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์และความต้องการในการแต่งตัวผู้ชายของลูกค้าของเรา

เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเอนกประสงค์ของเสื้อโอเวอร์เชิ้ตอันเป็นเอกลักษณ์ Zegna นำเสนอ#STYLEDBYMEONME สำหรับฤดูกาล Fall|Winter 2021 โดยโปรเจ็กต์ระดับนานาชาตินี้เชิญชวนชุมชนระดับโลกของ Zegna ร่วมตีความแจ็กเก็ตตัวใหม่นี้ตามแนวคิดที่สร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ความคิดริเริ่มด้านดิจิทัลเกี่ยวข้องกับผู้คนที่มีสไตล์และมีอิทธิพลมากที่สุดในอุตสาหกรรมแฟชั่นและอื่น ๆ ที่จะมาแบ่งปันวิธีการที่พวกเขาชื่นชอบในการจัดสไตล์ของ Zegna NEW JACKET บนโซเชียลมีเดีย

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

Apple เผยโฉม Apple Watch Series 7 ซึ่งมาพร้อมจอภาพที่ใหญ่ขึ้นและล้ำหน้ายิ่งกว่าเคยและไฮไลต์ที่เต็มไปด้วยสไตล์อย่างรุ่น Apple Watch Hermès

Apple® ประกาศเปิดตัว Apple Watch® Series 7 ซึ่งมาพร้อมจอภาพ Retina แบบติดตลอดที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมขึ้นใหม่ให้มีพื้นที่หน้าจอเพิ่มขึ้นและขอบที่แคบลงอย่างเห็นได้ชัด นี่จึงเป็นจอภาพที่ใหญ่ที่สุดและล้ำหน้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา การลดขอบให้แคบลงนั้นทำให้เราสามารถขยายจอภาพออกไปจนสุดพื้นที่ โดยที่ขนาดของนาฬิกาแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ดีไซน์ของ Apple Watch Series 7 ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้สวยงามยิ่งขึ้นด้วยมุมที่โค้งมนกว่าเดิม ส่วนจอภาพก็มาพร้อมขอบแบบหักเหแสงอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้หน้าปัดนาฬิกาและแอปแบบเต็มหน้าจอดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับส่วนโค้งของตัวเรือน Apple Watch Series 7 ยังมีอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่ปรับมาให้เหมาะกับจอภาพขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อทำให้การอ่านและการใช้งานง่ายขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังมีหน้าปัดนาฬิกาอีกสองแบบที่ไม่ซ้ำใคร นั่นคือ Contour และ Modular Duo ซึ่งออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ใหม่นี้โดยเฉพาะ และถึงแม้ว่าจอภาพจะได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพมากมาย แต่ผู้ใช้จะยังคงได้รับประโยชน์จากการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 18 ชั่วโมงเช่นเดิม1 แถมตอนนี้ยังเสริมด้วยการชาร์จที่เร็วขึ้นถึง 33% ด้วย


Apple Watch Series 7 เป็น Apple Watch ที่ทนทานที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมด้านหน้าแบบคริสตัลที่แข็งแกร่งขึ้นและทนการแตกร้าวได้ดีกว่าเดิม และเป็น Apple Watch เรือนแรกที่ผ่านการรับรองความสามารถในการทนฝุ่นที่ระดับ IP6X ขณะที่ยังคงรักษาความสามารถในการทนน้ำไว้ที่ระดับ WR502

คอลเลกชั่น Apple Watch Series 7 มาพร้อมตัวเรือนอะลูมิเนียมใน 5 สีใหม่ ได้แก่ สีมิดไนท์ สีสตาร์ไลท์ สีเขียว สีน้ำเงินใหม่ และรุ่น (PRODUCT)RED พร้อมด้วยสายนาฬิกา Apple Watch ในโทนสีใหม่ๆ ที่เข้ากันได้กับ Apple Watch ทุกรุ่น นอกจากนั้น Apple Watch Series 7 ยังใช้งานกับสาย Apple Watch ที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้ได้อีกด้วย ขณะที่รุ่นสแตนเลสสตีล, Apple Watch Edition, Apple Watch SE และ Apple Watch Series 3 จะยังคงมาในสีเดิม

และแน่นอนสำหรับดีไซน์ที่แฟนๆรอคอยอย่าง Apple Watch Hermès เราจะพาไปชมดีเทลกันครับ

นอกจากสีสันที่ได้รับการอัปเดตใหม่ในสไตล์คลาสสิก, Attelage และ Jumping แล้ว Apple Watch Hermès ยังมาพร้อมสไตล์ใหม่อีกสองสไตล์ ได้แก่ สายแบบ Circuit H ในดีไซน์อันโดดเด่นสะดุดตาด้วยลวดลายกราฟิกของโซ่สมอเรืออันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งพิมพ์ลงบนหนัง Swift และจับคู่มากับหน้าปัดนาฬิกาที่ช่วยตอกย้ำความสมบูรณ์แบบ 

ส่วนสายแบบ Double Tour Gourmette นั้นเป็นการย้อนรำลึกถึงดีไซน์ปลอกคอสุนัขของ Hermès ในช่วงทศวรรษ 1930 โดยการนำหนัง Barénia สี Fauve อันอ่อนนุ่มมารังสรรค์ให้เป็นลายห่วงถักคล้องเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน สายนี้จะโอบรอบข้อมือของคุณสองรอบอย่างงดงามและเผยให้เห็นลายห่วงโซ่อันเป็นเอกลักษณ์ที่คล้องกันไปเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้วนอกจากจะมีสไตล์ทางแบรนด์ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดย Apple Watch Series 7 มีการนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้มากกว่า Apple Watch รุ่นอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับคำมั่นของ Apple ในด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้แร่โลหะหายากที่ผ่านการรีไซเคิล 100% ในแม่เหล็กทุกชิ้น รวมถึงใน Taptic Engine® และมีการใช้ทังสเตนรีไซเคิลเกือบ 100% ทั่วทั้งผลิตภัณฑ์ ส่วนตัวเรือนก็ทำจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% สำหรับรุ่นอะลูมิเนียม และ Apple Watch Series 7 ยังผลิตขึ้นโดยไม่มีสารเคมีอันตราย เช่น ปรอท, PVC, เบริลเลียม และ BFR อีกด้วย ชมรายละเอียดเพิ่มเติมและราคาได้ที่นี่เลยครับ

เรื่อง-เรียบเรียง rhunrun

What I Think When I’m on the Runway.

นายแบบบนปก L’Officiel Hommes Thailand ฉบับเดือนกันยายนที่ถ่ายแฟชั่นจากนิวยอร์กทั้งคู่มีดีกรีเป็นท็อปโมเดลของวงการแฟชั่นทั้ง Mathieu Simoneau และSomali Findlay หากแต่ Mathieu Simoneau(เชื้อสายเกาหลีและแคนาดา)อายุ 20 ปีไม่ได้มีดีกรีแค่เป็นท็อปโมเดลยุคนี้ ยังเป็นดาว Tiktok ที่มียอดฟอลใน IG เหยียบล้าน ด้วยการสร้างคอนเทนต์ในสิ่งที่หลายคนคงมีคำถาม แต่ค่อยไม่มีโมเดลคนไหนคิดทำลงในโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง 
เขาเล่าว่าสิ่งที่เขานำมาสร้างเป็นคอนเทนต์ลงใน Tiktok เป็นสิ่งที่เหล่าโมเดลจะมีในหัวตอนที่เดินแบบออกมา เพราะแต่ละแฟชั่นโชว์นั้นแม้เหล่าโมเดลจะต้องเดินออกมาให้เสื้อผ้าเด่น แต่จังหวะการเดินก็จะไม่เหมือนกัน แต่สีหน้าท่าทางก็จะแสดงออกมาไม่ได้เพราะจะกลายเป็นแย่งความสนใจจากเสื้อผ้าที่ต้องนำเสนอ ฉะนั้นในแต่ละครั้งที่เดินออกมาพวกเขาก็จะสร้างความคิดเพื่อให้การเดินออกมามีภาพลักษณ์ที่น่าสนใจแต่ไม่ไปแย่งความเด่นจากเสื้อผ้า ฉะนั้นใครที่คิดว่าเป็นโมเดลบนรันเวย์ก็แค่มีรูปร่างหน้าตาที่ดีแล้วออกมาเดินเร็วๆ ก็จบนั่นไม่ใช่เลย จะทำอย่างไรให้คนสนใจเสื้อผ้าที่สวมใส่หรือกำลังนำเสนอในช่วงไม่กี่วินาทีที่เดินผ่านเหล่ากูรูวงการแฟชั่น

ปกติเหล่าโมเดลทั้งหลายในยุคนี้ต้องสร้างคอนเทนต์ลง IG หรือ FB เพื่อเป็นเหมือนสมุดรวมผลงานหรือ portfolio ของตัวเองอยู่แล้ว จริงๆ IG เหมือนคอมพ์การ์ด(comp card หรือ composite card)ที่เหมือนนามบัตรของเหล่าโมเดล พวกเขาหรือเธอจึงต้องสร้าง IG สำหรับทำงานให้ดุน่าสนใจ เพราะตอนนี้เวลาพูดถึงโมเดลคนไหนที่จะมาเคสติ้งเพื่อทำงานต่างๆ ก็มักจะมีการขอดูไอจี หรือส่งชื่อไอจีของโมเดลเหล่านั้นมาดูก่อนจะนัดดูตัว หรืออย่างงานแฟชั่นเซ็ตปกเรา เราก็ให้ทีมงานที่นิวยอร์กส่งไอจีนายแบบที่น่าสนใจมาให้เราดูก่อน ในยุคก่อนโซเชียลมีเดีย เราอาจจะเห็นเหล่าโมเดลจากคอมพ์การ์ดที่ส่งมาไว้จากแต่ละเอเจนซี่ แต่ยุคนี้ง่ายและเร็วและแทบจะพิจารณาได้เลยจาก IG ที่ต้องมีการอัพเดตเรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดการได้ดูตัวจริงของเหล่าโมเดลก็สำคัญอยู่ดีว่าตรงปกไม่จกตา เพราะการแต่งรูป


ความปังของแมทธิวในแวดวงโซเชียลมีเดียมาจากการที่เขาลองใช้แอพ Tiktok เป็นอีกหนึ่งในการเผยแพร่ผลงานของเขานอกจาก IG แต่การนำเสนอเนื้อหาก็จะมีวิธีที่แตกต่างกัน เขาจึงคิดจะเอาคลิปช่วงที่เขาเดินแบบมาลงในแอพนี้ หากแต่ลงธรรมดาโลกไม่จำ เขาจึงเอาความคิดของตัวเองในขระที่เดินออกมาแต่ละโชว์มาใส่เป็นข้อความ เรียบง่ายแต่จริง ซึ่งได้ผลทันทีเพราะเป็นสิ่งที่คนอยากรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่เฉยๆ และเดินออกมาให้สายตานับร้อยนับพันคู่จับจ้องนั้นเหล่าโมเดลคิดอะไร ในมาดที่สุดเท่นั้นในหัวอาจจะคิดอะไรที่ขำๆ อยู่ก็ได้อย่างแมทธิวก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น แกกำลังเดินตามหลังเบลล่า ฮาร์ดิด อยู่นะ อย่าทำมันพังละ หรือ บอนด์ ผมชื่อเจมส์ บอนด์… นั่นทำให้เขากลายเป็นดาว Tiktok อย่างรวดเร็ว และโมเดลอื่นๆ ก็หันมาสร้างสรรค์เนื้อหาสำหรับแอพนี้เพื่อการนำเสนอตัวเองสู่สาธารณะ ลองไปดูความกวนๆ ของเขาได้ที่ @mathieusimoneau
สำหรับแฟชั่นปกของลอฟฟีเซียลออมส์ ไทยแลนด์ เซ็ตนี้ถ่ายในนิวยอร์กโดยช่างภาพชาวไทย Wish Thanasarakhan โดยใช้โลเคชั่นแถวบรู๊กลินและ Dumbo เป็นหลัก โดยเครื่องแต่งกายทั้งหมดเป็นคอลเลกชั่น Louis Vuitton Fall/Winter 2021.ที่ส่งตรงจากปารีสสู่นิวยอร์กเพื่อการถ่านแฟชั่นเซ็ตนี้

Photographer: Wish Thanasarakhan
Stylist: Mauricio Quezada
Models: Mathieu Simoneau from VNY / Somali Findlay from IMG
Hair: Naomi Endo using Bumble & Bumble
Make Up: Seiya Libuchi using M.A.C. Cosmetics
Producer: Narissara Thanapreechakul from White Line Productions
Assistant Photographer: Apiwich Bangrapimolpong
Assistant Stylist: Cameron Broomfield

@mathieusimoneau

Then eat, sleep, repeat, shoutout @pacsun ##model ##InMyPac ##pacfamily

♬ im outside in a amg L.Dre remix – L.Dre

เรียบเรียง rhunrun

ADI : Treasure hunter

ช่วงวิกฤตินี้ทำให้แบรนด์แฟชั่นอย่าง ADI (เดิมคือ ADI_C) ได้สร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้เฉียบคมมากยิ่งขึ้น โดยคอลเลกชั่นล่าสุด Treasure hunter นี้เขานำเอา corset ที่เขาชื่นชอบในดีไซน์มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นชิ้นเด่นของคอลเลกชั่นและที่พิเศษกว่านั้นคือคอร์เซ็ตนี้ไม่ใช่เสื้อรัดทรงช่วงบนของสตรีอีกแต่ไป แต่เขานำมาทำให้เป็นชิ้นที่ no gender สวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง


แม้จะเป็นช่วงที่เรายังหาความชัดเจนอะไรไม่ได้กัยสถานการณ์วิกฤติจากโรคร้ายที่ไวรัสเหมือนจะเล่นเอาล่อเอาเถิดกับบรรดากลุ่มแพทย์และนักวิทนยาศษสตร์ที่คิดจะหาหนทางควบคุมไวรัสนี้อยู่ แต่ระยะเวลาเกือบสองปีเต็มก็ทำให้เราจะหยุดนิ่งกับการใช้ชีวิตแบบสามัญของเราไม่ได้ เราก้ยังต้องก้าวเดินต่อไป


ช่วงวิกฤตินี้ทำให้แบรนด์แฟชั่นอย่าง ADI ได้สร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้เฉียบคมมากยิ่งขึ้น โดยคอลเลกชั่นล่าสุด Treasure hunter นี้เขานำเอา corset ที่เขาชื่นชอบในดีไซน์มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นชิ้นเด่นของคอลเลกชั่นและที่พิเศษกว่านั้นคือคอร์เซ็ตนี้ไม่ใช่เสื้อรัดทรงช่วงบนของสตรีอีกแต่ไป แต่เขานำมาทำให้เป็นชิ้นที่ no gender สวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง เป็นเสมือนของตกแต่งที่ต้องมี ไม่ใช่เพื่อการใช้สอยเป็นหลักดังหน้าที่ของคอร์เซ็ตเดิมๆ แต่เป็นประหนึ่งชิ้นงานที่จะมาเติมเต็มลุคให้กับคนที่สวมใส่


ตั้งแต่เร่ิมที่มีโอกาสไปศึกษาที่มิลาน ตลาดเก่าคือแหล่งสมบัติและคลังแห่งแรงบันดาลใจของเขา การเร่ิมสะสมเสื้อผ้ามือสอง รูปถ่าย วัสดุต่างๆ รวมทั้งการได้ไปพบปะพูดคุยกับคนที่หลงใหลในเสน่ห์ของวินเทจที่ตลาด เหล่านี้ทำให้เขาเกิดความคิดที่ตกผลึก รวมทั้งการชอบทำงานฝีมือหรืองานคราฟท์ที่เขานำมาถ่ายถอดเป็นชิ้นงานที่ถักขึ้นมาด้วยมือ การนำเอากระโปรงหนังกลับจากตลาดเก่ามาปรับให้เป็นลุคใหม่กลายเป็น unisex item รวมทั้งเสื้อทวีดตัวเก่าที่นำมาเลาะเอาเส้นใยออกแล้วนำมาถักนิตติ้งด้วยมือเพื่อให้ได้ลุคใหม่ๆ
โดยทั้งหมดนี้เขาได้ใช้วลาที่ต้องเก็บกักตัวตามสถานการณ์นั้น รวมทั้งการคิดถึงการสังสรรค์ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วิกฤตินี้ เขาจึงถ่ายทอดมาในโครงสร้างเสื้อผ้าในสไตล์ Nightclub และมาค้นหาหีบสมบัติของตนที่เป็นคลังของสะสมต่างๆ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนแนวคิดแบบ sustainable ที่เขาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในแฟชั่น โดยที่แฟชั่นม่จำเป็นจะต้องทำลายสิ่งแวดล้อม การนำสิ่งเก่ากลับมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานใหม่ผ่านงานดีไซน์แบบ Genderless ที่ยังทำให้เกิดความเท่าเทียม


ADI ได้นำเสนอผลงานที่บ่งบอกถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแง่เทคนิคการสร้างสรรค์งานแฟชั่น แต่ขณะเดียวกันก็ยังบอกเล่าถึงบริบทสังคมในปัจจุบันที่แฟชั่นก็มีส่วนร่วมอย่างแยกไม่ออกอีกด้วย

ADI AUTUMN/WINTER 2021 @adistudios_
Model : Harry @harryalwayscrybaby
Photographed by : Adi @ad_i_

Prada Fall/Winter 2021 คอลเลคชั่นสุภาพบุรุษที่แลกเปลี่ยนและเข้าถึงทุกความรู้สึก สร้างสรรค์โดย มิวเซีย พราด้า และราฟ ซิมงส์

Prada (พราด้า) คอลเลคชั่นสุภาพบุรุษประจำฤดูกาลใบไม้ร่วง-ฤดูหนาวปี 2021 นับเป็นผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับผู้ชายร่วมกันครั้งแรกของสองผู้อำนวยการสร้างสรรค์ มิวเซีย พราด้า และราฟ ซิมงส์ แรงบันดาลใจของคอลเลคชั่นเสื้อผ้ามาจากความปรารถนาส่วนตัวต่อการมีปฏิสัมพันธ์ ความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนและเข้าถึง ซึ่งมิอาจทำได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาและสถานการณ์ปัจจุบัน โดยรากฐานสำคัญของสิ่งเหล่านี้ล้วนคือตัวเราทุกคนทั้งสิ้น ทั้งร่างกายและอิสรภาพของมัน

L’Officiel Hommes Thailand ฉบับเปิดฤดูกาลแฟชั่นเดือนกันยายนนี้เราก็ได้หนุ่มฮอต เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม (@Jaylerr) มาถ่ายทอดคอลเลคชั่นที่แลกเปลี่ยนและเข้าถึงทุกความรู้สึกนี้ครับ

ความปรารถนาที่อยากจะสัมผัส ความรื่นรมย์เมื่อได้สัมผัส ก่อเกิดเป็นผลลัพท์ของการเลือกใช้วัสดุและการสร้างสรรค์พื้นผิวของสิ่งทอมากมายหลากหลายรูปแบบ อาทิ ผ้านิตแจ็คการ์ดทอลวดลายเรขาคณิตและหนังที่สวมใส่หรือตัดเย็บคู่กับผ้ารีไนลอน ชุดสูทผ้าทวีตบูเคล (bouclé) หรือผ้าวูลลายทางที่นำเสนอในเฉดสีแบบดั้งเดิมและโทนสีแปลกใหม่ เป็นต้น เพื่อให้เครื่องแต่งกายสอดคล้องไปกับแนวคิดในการกระตุ้นประสาทสัมผัส อีกทั้งในโชว์ยังเสริมด้วยดนตรีประกอบแนวอิเล็กทรอนิกส์โดย Plastikman หรือที่รู้จักกันในอีกนามว่า Richie Hawtin 

ในขณะเดียวกัน เรื่องราวความแตกต่างของพื้นผิวและสิ่งทอนั้นต่อยอดไปจนถึงการตกแต่งสถานที่จัดแสดงแฟชั่นโชว์เช่นกัน ห้องต่างๆ ที่นายแบบเดินผ่าน โดยฉากหลังเป็นบานหินอ่อน เรซิน พลาสเตอร์ และขนเฟอร์เทียมอันมีลวดลาย สีสัน และผิวสัมผัสที่ต่างกันไป

โดยได้ Rem Koolhaas และ AMO มาออกแบบและพัฒนาในคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า ‘Non-Spaces’ หรือเป็นพื้นที่ห้องที่ไม่มีกรอบตายตัว เพราะคุณสามารถมองว่าที่นี่เป็นพื้นที่ภายในหรือภายนอก แข็งหรืออ่อน อบอุ่นหรือเยือกเย็น คุณจะรับรู้ความรู้สึกทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กันหรือไม่เลยก็เป็นได้ และนั่นหมายถึงว่าบนพื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสสำหรับการตีความและสื่อสารตามมุมมองของแต่ละบุคคลได้อย่างเป็นอิสระที่สุด

การสื่อสารภาษาแบบกำกวมเช่นนี้สามารถสะท้อนผ่านเรือนร่างได้เช่นกัน อย่างการลดทอนจำนวนชิ้นของเสื้อผ้าหรือการปรับโครงสร้างให้เรียบง่ายขึ้น เป็นต้น โดยบทสรุปจบลงที่การย้อนกลับคืนสู่เรื่องราวของร่างกาย เครื่องแต่งกายประจำซีซั่นจึงเน้นพวกชุดนิตบอดี้สูทผ้าแจ็คการ์ดทอลายที่รัดรูปราวกับเป็นผิวหนังชั้นที่สอง เผยความปราดเปรียวเมื่อเคลื่อนไหวพร้อมความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอิสระ ทว่าชุดนิตบอดี้สูทผ้าแจ็คการ์ดในลวดลายต่างๆ นั้นดูปกปิด แต่ในทางตรงกันข้ามกลับเปิดเผยให้เห็นรูปร่างอย่างชัดเจน ชุดนิตบอดี้สูทบนรันเวย์ได้นำเสนออยู่ในหลากหลายลุค

ไม่ว่าจะเป็นแบบเดี่ยวหรือปรากฏอยู่ภายใต้ชุดสูททางการหรือสวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวนอก ซึ่งเปรียบเปรยเป็นนัยยะอันขัดแย้งที่ลงตัวระหว่างสองสิ่ง เช่น การปกป้องและการเปิดเผย ความไร้เดียงสาและความรู้เดียงสา ความใกล้ชิดแนบแน่นกับการแยกขาด ความวัยเยาว์และความเป็นผู้ใหญ่ เป็นต้น

ในขั้วตรงข้ามของเสื้อผ้าแบบรัดรูป คอลเลคชั่นนี้ยังได้ถ่ายทอดเสน่ห์ของเรือนร่างผ่านการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายในรูปทรงปล่อยหลวม โดยใช้แนวคิดกระบวนการลดทอนและการตัดทอนรูปทรงโครงสร้างของเสื้อผ้า 

ตัวอย่างเช่น เสื้อโค๊ตแบบกระดุมแถวเดี่ยวและแบบกระดุมแถวคู่ที่ตัดเย็บขึ้นเป็นโครงสร้างแบบเส้นตรงไม่ซับซ้อน และเสื้อบอมเบอร์แจ็คเก็ตทรงโคร่งสุดโอเวอร์ไซส์ เป็นต้น เครื่องแต่งกายที่ทำจากหนังและบูเคล (bouclé) บุชั้นในด้วยผ้าแจ็คการ์ดทอลายเรขาคณิตยิ่งดูเย้ายวน มิเพียงเท่านี้ สีสันและลวดลวยสร้างความตื่นตาตื่นใจชวนให้มอง พร้อมผิวสัมผัสด้านบนที่พร้อมเชิญชวนให้เข้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิด 

เท่แบบดุดันและยังได้ช่วยเหลือแมวใหญ่ผู้น่าเกรงขาม! แคปซูลคอลเลคชั่นที่สามระหว่าง KENZO x WWF กับความตั้งใจที่จะสนับสนุนการอนุรักษ์เสืออย่างต่อเนื่อง

เสือ เป็นสัญลักษณ์หลักของการก่อตั้งของเคนโซ่ ที่แสดงถึงความทรงพลัง ธรรมชาติที่เป็นดั่งแรงบันดาลใจหลัก และจิตวิญญาณแห่ง “Jungle Jap” น่าเสียดายที่สัตว์ที่น่าสนใจตัวนี้กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ประชากรเสือป่าทั่วโลกลดลงกว่า 95% เนื่องจากการถูกรุกล้ำถิ่นที่อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้ทำให้จำนวนเสือป่าเหลืออยู่แค่ประมาณ 3,200 ตัวในปี 2010

เป้าหมายหลักของเคนโซ่ คือการช่วยปกป้องสัตว์ที่มีเอกลักษณ์เหล่านี้ ที่ถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลักที่ช่วยส่งเสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ โดยความสำเร็จในการปกป้องเสือนี้นั้นยังหมายถึงการปกป้องภูมิทัศน์ขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง ซึ่งเป็นที่พักพิงของอีกหลายสายพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ด้วยเหตุผลนี้ KENZO จึงร่วมมือกับ WWF เพื่อสนับสนุนการทำงานในการเพิ่มจำนวนเสือในป่าภายในปี 2022 ซึ่งเป็นปีนักษัตรเสือตามปฏิทินจันทรคติของจีน เป้าหมายที่เรียกว่า TX2 นี้จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการอนุรักษ์ที่ทะเยอทะยานที่สุดที่เคยตั้งไว้สำหรับสัตว์สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง

แคปซูลคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วยเสื้อสเวตเตอร์ เสื้อยืด และเสื้อจัมเปอร์ผ้าถัก ทำจากฝ้ายออร์แกนิค 100% รับรองมาตรฐานโดย Global Organic Textile Standard (GOTS) ในทุกๆ ชิ้นของคอลเลคชั่นนี้ที่ถูกขายไป เคนโซ่จะบริจาคเงินจำนวน 10 เหรียญดอลลาร์สหรัฐให้กับโครงการ TX2 โดยความร่วมมือนี้จะเกิดขึ้นไปจนถึงสิ้นปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่โครงการ TX2 ตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนประชากรเสือได้สองเท่าจากจำนวนที่เคยมีอยู่ในปี 2010 พบกับแคปซูลคอลเลคชั่นนี้ได้ที่ช่องทาง KENZO.com

เรียบเรียง rhunrun

เตรียมพร้อมกับความสนุกและลวดลายพิมพ์เท่ๆและคู่สีสวยพร้อมการตัดเย็บที่พิถีพิถัน กับ Collection FW21 จาก WACKO MARIA

เป็นอีกแบรนด์ที่ทำลวดลายเสื้อผ้าได้น่าสนใจและน่าจับจองมาตลอดครับ สำหรับ WACKO MARIA แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติญี่ปุ่นที่ก่อตั้งโดยสองอดีตนักฟุตบอล J-League คนดัง Keiji Ishizuka และ Atsuhiko Mori และทางแบรนด์ก็ได้กลับมาอีกครั้งกับเสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์ด้วยภาพพิมพ์ เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับฤดูหนาวที่จะมาถึงในคอลเล็กชั่นล่าสุด  Fall/Winter 2021

กับลวดลายที่ได้ถูกนำมาผสมผสานได้อย่างลงตัวของสรรพสัตว์ทั้งลวดลายของเสือดาว ใยแมงมุม ลายเสือและงู  ที่ได้นำมาสร้างแพทเทิร์นเสื้อผ้า ผสมกับลายดอกไม้และภาพพิมพ์ต่างๆ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากหนังภาพยนตร์สไตล์คลาสสิก ในการนำมาสร้างสรรค์ออกแบบดีไซน์เสื้อผ้าและลวดลายให้เราได้เลือกถึง 80 แบบ 

ซึ่งหนึ่งในชิ้นที่โดดเด่นที่สุดในคอลเลกชั่นนี้ก็คงจะเป็น เสื้อแจ๊กเก็ตเท็ดดี้สีฟ้า ที่ถักทอเป็นคด้านหลังคำว่า “WILD BUNCH” ที่ทั้งสวยสะดุดตาน่าจับจองและมีการใช้ผ้าที่มี texture น่าสนใจ

สำหรับสินค้าใน Collection ทั้ง 80 แบบ ที่กล่าวมานั้น ก็สามารถหาดูได้ในช่องทางเว็บไซต์ของ WACKO MARIA ตรงช่อง lookbook  ของหน้าเว็บไซต์ 

โดยจะเริ่มมีวางจำหน่ายในวันที่ 11 กันยายนที่จะถึงนี้ครับ รีบไปจับจองกันได้เลยครับเพราะตามสไตล์และแนวทางของแบรนด์แต่ละชิ้นจะผลิตจำนวนออกมาไม่มากครับ

เรื่อง Eknaphat Noonwong

เรียบเรียง rhunrun