รวม 6 ผลงาน Collaborations สุด Hype ของ Gucci

อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ในช่วงเวลาที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของทางแบรนด์ Gucci ได้ร่วมออกแบบ Collaboration กับแบรนด์อื่นในคอลเลคชั่นสุดพิเศษ นั้นได้สร้างกระแส Gucci Hype ไปทั่วโลกเลยกันทีเดียว ในวันนี้เราได้รวบรวม 6 ผลงานสุดโด่งดังมาให้รับชมกันครับ

1. Gucci x Adidas

คอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ได้เปิดตัวในซีซัน Fall/Winter 2022 ที่มิลานคอลเลคชั่น “Exquisite Gucci” ได้พาย้อนไปในยุค 70s ที่ได้นำวัฒนธรรมฮิปฮอป Pop Culture และเสื้อผ้าสำเร็จรูปกลิ่นอายของสปอร์ตแวร์ พร้อมลายโมโนแกรมของทางแบรนด์

2. Gucci x Palace

การรวมมือกันกับแบรนด์สเก็ตชื่อดังจากลอนดอน ‘Palace’ ที่ก่อตั้งในปี 2009 ได้ร่วมกันกำหนดนิยามของผู้ชายยุคใหม่ การรวมตัวตนของทั้ง 2 แบรนด์วัฒนธรรมการขี่มอเตอร์ไซค์ของแบรนด์ Palace หรือการเล่นสเก็ตบอร์ด มารวมกับตัวแบรนด์ Gucci ได้อย่างลงตัว

https://youtu.be/78wHAsOPNRs

3. Gucci x The North Face

Gucci และ The North Face นั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นดร็อปที่ได้รับคำวิจารณ์มากที่สุดชิ้นหนึ่งในปี 2020 ได้เปิดตัวเป้สะพายหลัง และรองเท้าบู๊ตมีโลโก้ The North Face half Dome บน Gucci Monogram ในส่วนของฮู้ดดี้และเสื้อถักเน้นลวดลายนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

https://www.youtube.com/watch?v=IqB8SOYG-h4&t=1s

4. Gucci x Kai

หลังจาก Kai แห่งวง EXO ได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของแบรนด์ Gucci มาหลายปี ในที่สุดได้ปล่อยแคปซูลคอลเลคชั่นที่ประกอบไปด้วย ลายพิมพ์โมโนแกรม GG นำมารวมกับลายหมีเท็ดดี้ที่ทาง Kai ได้ร่วมออกแบบได้อย่างลงตัว

5. Gucci x Disney

Disney นับได้ว่าเป็นสื่อบันเทิงที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ทั้งยังเคยร่วมมือกับ Gucci มาก่อน ในคอลเลคชั่นพิเศษนี้ได้นำตัวการ์ตูนที่โด่งดังที่สุดของค่ายสองตัวคือ Micky Mouse และ Donald Duck มาทำเป็นลวดลายในคอลเลคชั่น และถือเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในวันเกิดครบรอบ 90 ปีของ Micky Mouse ในปี 2018 อีกด้วย

6. Gucci x Balenciaga

เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของ Gucci ได้สร้างตำนานให้กับวงการแฟชั่นเพื่อให้สมแก่การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการร่วมงานกันของ 2 ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ที่เรียกได้ว่ามาแรงที่สุดในยุคนี้ Alessandro Michele ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gucci และ Demna Gvasalia ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Balenciaga ได้นำเสนอคอลเลคชั่นที่ผสมผสานความรูปแบบงามของทั้งสองแบรนด์เข้ากับเครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องประดับได้อย่างลงตัว

 

cr : Gucci

O’Lock Around The Clock

การปรับแต่ง และพลิกแพลง นำความสง่างามของโลกเก่ามาสู่ความสนุกสุดเหวี่ยงใหม่ในแบบยุค 1920s อีกครั้ง ทำให้เสื้อผ้าที่มีความเป็นทางการดูสนุกสนานมากขึ้นด้วยการทำลายขอบเขตของรูปแบบตั้งเดิมโดยใช้โทนสีดำ สีครีม สีเบอร์กันดี สีราสพ์เบอร์รี สีมอคค่า สีทูเป้และสีขาว ซึ่งช่วยให้เกิดความความลงตัวที่สมบูรณ์ กับผิวสัมผัสของเนื้อผ้า และลวดลายกราฟิกที่โดดเด่น ทั้งการใช้เนื้อผ้าในแบบประเพณีนิยม ผ้าทวีตลายตารางวิชชี่ ผ้าลายฮาวด์สทูธสำหรับชุดสูท ผ้าซาตินในชุดทักซิโด้ และผ้าไหมแจ็คการ์ดลายทาง ที่ถูกนำมาใช้ ผสมผสานกับแขนเสื้อผ้าลอนลูกฟูก ผ้าไหมพรม และลายโซ่โมโนแกรมใหม่ของแบรนด์ในลวดลาย O’Lock ทั้งหมดที่กล่าวคือการพลิกโฉมเครื่องแต่งการสำหรับสุภาพบุรุษสู่สไตล์ neo-dandy จาก Fendi 

คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2022-23 ภายใต้การดูแลของ Silvia Venturini Fendi ที่นำเอาสัญลักษณ์แห่งความหรูหราของสุภาพบุรุษในอดีตกลับมาใช้สร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ เช่น ลายพิมพ์ดิจิทัลสามมิติของมุกและเพชร เข็มกลัดดอกไม้ขนแกะ โชกเกอร์มุกลาย O’Lock และจี้คริสตัลรูป FF เส้นสายของงานตัดเย็บแบบเทเลอร์อันเรียบกริบถูกทำให้ดูอ่อนนุ่มลงด้วยเนื้อผ้าที่ใช้ในการตัดเย็บชุดสูทผสมผสานกับการใช้ผ้านิต และหนังสัตว์ในสัดส่วนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเบลเซอร์ถูกแปลงมาเป็นเคป แจ็กเก็ตและเสื้อผ้านิตเผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้า กางเกงขากว้างดูพลิ้วไหวด้วยการผสานกระโปรงแบบครึ่งท่อนเอาต์เตอร์แวร์มาในรูปทรงของงานกูตูร์ด้วยช่วงไหล่ที่ลู่ลง และแขนที่พองช่วงหัวไหล่ก่อนจะแคบลงที่ปลายแขน ปกเสื้อที่ดูเฉี่ยว และกระดุมที่หุ้มด้วยผ้า โดดเด่นด้วยการแสดงให้เห็นถึงงานฝีมือของ เฟนดิ  ด้วยขนแกะที่ตัดเป็นลวดลาย O’Lock ผสานด้วยเทคนิคอินทาร์เซีย และการกุ๊นขอบด้วยหนังสุดนุ่ม 

โชว์ในคอลเลกชั่นนี้ออกแบบงานศิลป์และกำกับโดยศิลปินชาวอิตาลี Nico Vascellari รันเวย์ทำเป็นทางลาดยกระดับทำด้วยโลหะขัดเงา จัดแสดงที่สำนักงานใหญ่ของ Fendi ในกรุงมิลาน เพลงประกอบรันเวย์สร้างสรรค์โดยดีเจ และคอมโพสเซอร์ชาวอิตาเลี่ยน Alessandro Cortini ที่เผยให้เห็นเสน่ห์ตามแบบฉบับของ Fendi ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

– Author: Chanond Mingmit –

The Glorious Past, The Definite Present

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 Christian Dior ได้นำเสนอคอลเลกชั่นเปิดตัวของเขาและได้เปลี่ยนแฟชั่นไปตลอดกาล เริ่มตั้งแต่การไล่ระดับสีเทาและสีพาสเทลไปจนถึงการบรรจบกันของช่างตัดเสื้อชายชาวอังกฤษกับนักตัดเย็บเสื้อผ้าชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศส ของแจ๊กเก็ตบาร์ผู้ชายในรูปลักษณ์ใหม่ทั้งหมดหล่อรวมเป็นหนึ่งโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศสที่ไร้กาลเวลา จากความสมบูรณ์แบบของงานปักจากคลัง ผลงานชิ้นเด่นโดยผสานความหรูหราในแบบที่น่าสนใจ ไปจนถึงชุดกีฬาร่วมสมัยและวัสดุทางเทคนิคที่ยืมมาจากเสื้อตัวนอกในแบบทางการและสง่างามอย่างคาดไม่ถึง โดยล้วนแล้วมีการผสมผสานที่ลงตัวสำหรับประโยชน์ใช้สอย ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการประวัติศาสตร์ที่นำมาสู่การดำรงชีวิตแบบร่วมสมัย โดยไม่เคยละสายตาจากความสุขที่แท้จริง

สัญลักษณ์ส่วนตัวของ Mr. Dior ได้แพร่หลายไปทั่วคอลเลกชั่นผ่านชิ้นงานสัญลักษณ์อย่าง ดาว ดอกกุหลาบ คานเนจ เสือดาว ดอกลิลลี่ และสายโซ่ ล้วนเชื่อมโยงอดีตมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านเครื่องประดับ ที่นี่ สร้อยข้อมือเพชรและสายโซ่มรกตตกทอดของ Victoire de Castellane ผสมผสานกับความโก้หรูของ Yoon Ahn ในรูปแบบใหม่สำหรับสุภาพบุรุษ

รูปลักษณ์ภาพสะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของเวลาและความต่อเนื่องของนักออกแบบที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเปลี่ยนจากเฟมินีนเป็นมัสคูลีน ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตหมุนเวียนอยู่เสมอและตกทอดสู่มรดก กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ที่อบอวลอยู่ในอากาศ

เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม ความรักและโชคอันเป็นที่รักของ Dior “ฉันต้องดูผลงานชิ้นมรดกของแบรนด์จากจุดเริ่มต้นของแฟชั่นเฮ้าส์ และแรงบันดาลใจดั้งเดิม เราดูที่คอลเลกชั่นแรกเริ่มและมุ่งเน้นไปที่สถาปัตยกรรม โดยนำองค์ประกอบเหล่านี้มาแปรเปลี่ยนให้เป็นสไตล์มัสคูลีนตามสัญชาตญาณในทุกวันนี้โดยยังคงความสุขของการใช้ชีวิตอยู่ที่หัวใจของเสื้อผ้าของ Christian Dior ไว้เสมอ” Kim Jones ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์กล่าว

– Author: Chanond Mingmit –

BOY DOLL คอลเล็กชั่นล่าสุดจาก Celine กับการหยิบเอาเรื่องราวและช่วงเวลาอันน่าจดจำผ่านแนวดนตรีหลากหลายชนิดที่เกิดขึ้นใน L’Olympia ฮอลล์ดนตรีเก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศสมาตีความใหม่อย่างลงตัว

BOY DOLL คอลเล็กชั่นล่าสุดจาก Celine ภายใต้การนำของ Hedi Slimane เลือกใช้สถานที่อันเป็นตำนานอย่าง L’Olympia ฮอลล์ดนตรีเก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศสมาใช้เป็นฉากหลังซึ่งฮออล์ดังกล่าวก็เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893 และเป็นสถานที่จัดการแสดงโอเปร่าและบัลเล่ต์มานับครั้งไม่ถ้วน

นอกจากนี้ในยุคหลังยังได้ต้อนรับศิลปินมากมายหลายแนวดนตรีอาทิเช่น THE BEATLES (1964), THE ROLLING STONES (1965), JIMI HENDRIX (1966), BOB DYLAN (1966), JAMES BROWN (1967), DAVID BOWIE (2002) และล่าสุดกับวงอินดี้ร็อกจากนิวยอร์ก THE STROKES (2020).

ในส่วนของงานดีไซน์ Hedi ได้ดึงเอาศิลปินคนเก่งอย่าง BANKS VIOLETTE เข้ามาร่วมงานโดยทั้งคู่นั้นร่วมงานกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2005 หลังจากที่ได้พบกันในนิวยอร์ก ถัดมาที่งานดนตรีอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ Celine ในยุคของ Hedi นั้นโดดเด่นไม่เหมือนใครโ

ดยในครั้งนี้ทางแบรนด์ได้ร่วมงานกับ SHITKID สองสาวคู่หูจากสวีเดนที่หยิบเอาดนตรีพังก์มาตีความหมายใหม่ให้ร่วมสมัยและมีความขบถอยู่เต็มเปี่ยมซึ่ง “FAVOURITE THING” ก็เป็นเพลงที่ ÅSA SÖDERQVIST นักร้องนำแต่งขึ้นมาเพื่อโชว์นี้เป็นพิเศษ

คอลเล็กชั่น BOY DOLL สร้างสรรค์ขึ้นโดย

CASTING, STYLING AND SET DESIGN โดย HEDI SLIMANE

HAIR STYLIST โดย ESTHER LANGHAM

MAKE-UP โดย AARON DE MEY

rhunrun เรียบเรียง

Under the Sheltering Sky แรงบันดาลใจของ Anthony Vaccarello ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Saint Laurent สำหรับคอลเลคชั่น Menswear Spring/Summer 2023

ดินแดนที่มีพื้นที่ของทะเลทรายมากกว่าความชอุ่มเขียวนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนอย่าง Paul Bowles โดยเฉพาะวรรณกรรมที่ชื่อ The Sheltering Sky ที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของ Anthony Vaccarello ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Saint Laurent สำหรับคอลเลกชั่น Men Spring/Summer 2023 นี้

​เช่นกันแม้เขาจะเกิดในโอรอง แต่อีฟว์ แซงต์โลรองต์ ค้นพบว่ามาราเกชคือแรงบันดาลใจของเขาก็เป็นปี 1966 ที่เขาได้นำเอาสีสันของเมืองนี้ทั้งกายภาพและจินตภาพมาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นมากมาย และไม่จำเป็นต้องเป็นอาภรณ์แบบใดแบบหนึ่งของที่นี่ แต่นำเอาสีสันของมาราเกชมาอยู่ในทุกๆ คอลเลกชั่นช่วงนั้น และที่นี่เสมือนเป็นที่หลบภัยอันคุ้นเคยของเขา เป็นสถานที่ที่เขาสามารถมีความสุขกับชีวิตได้อย่างสงบและเรียบง่าย ซึ่งตรงกันข้ามกับตารางงานอันแสนจะวุ่นวายของเขาในปารีส

​ความสำคัญของเมืองมาราเกชที่มีต่ออีฟว์ แซงต์โลรองต์ นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ Anthony Vaccarello เลือกใช้สถานที่แห่งนี้ เป็นฉากหลังอันโอ่อ่าให้กับคอลเลกชั่นสุภาพบุรุษฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนประจำปี 2023 นี้ โดยหากเคยมีเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ประกอบเป็นเสื้อผ้า ‘ผู้ชาย’ และสิ่งที่ก่อให้เกิดเป็นเสื้อผ้า ‘ผู้หญิง’ เส้นแบ่งนั้นจะหายไปอย่างสง่างามผ่านโชว์ในครั้งนี้​ การมาชมการแสดงคอลเลกชั่นครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งที่จะทำให้เราได้เข้าใจในแรงบันดาลใจอันลึกล้ำของสองนักสร้างสรรค์ที่มีผลงานต่อ Saint Laurent ในแต่ละช่วงเวลา เมื่อรถของเราแล่นลึกเข้าไปในทะเลทรายที่เวิ้งว้างไร้จุดจบ แม้แดดจะเริ่มราฟ้า แต่เหมือนว่าสีขาวของทรายจะช่วยสะท้อนให้สว่างเรืองขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ทันใดที่ปลายสายตาเราก็เห็นป้าย Saint Laurent ในแบบตัวอักษรใหม่ปรากฏขึ้นมาเสมือนภาพลวงตา แต่ก็ไม่ทันจะขอให้หยุดรถเพื่อถ่ายภาพ รถก็แล่นเลยไป ด้วยความที่รถตามกันมาเป็นขบวนจึงไม่มีคันใดจะได้หยุด

​ไม่นานเราก็เห็นอาคารที่เสมือนภาพลวงตาโผล่ผุดขึ้นมาท่ามกลางเนินทราย อาคารชั่วคราวทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่มีผิวภายนอกคลุมด้วยวัสดุที่เสมือนกระจกเงา สะท้อนภาพทะเลทรายรอบๆ จนทำให้อาคารนี้กลืนหายไปกับทราย ชวนฉงนว่าเป็นภาพจริงหรือไม่ ยิ่งเมื่อพระอาทิตย์กำลังจะลับลงเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า ช่วงที่ฟ้าบรรจบทรายได้เปลี่ยนเป็นสีส้มจางๆ ก่อนจะจางไล่ขึ้นไปเป็นสีขาวของท้องฟ้าที่บ่งบอกถึงการไร้ขอบของห้วงอากาศ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักเขียนอย่าง Paul Bowles ถึงใช้คำว่า sheltering sky

​สถานที่จัดแสดงคอลเลกชั่นเป็นลานวงกลมกว้างใหญ่ล้อมรอบไปด้วยที่นั่ง ตรงกลางคือบ่อน้ำที่สร้างขึ้นมาขนาดใหญ่ที่มีน้ำสงบนิ่งเหมือนแผ่นกระจก ดูไกลๆ เสมือนภาพลวงตาในทะเลทรายที่คนมักจะเห็นบ่อน้ำท่ามกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้างซึ่งไม่ใช่ภาพจริงโดยการทำงานในครั้งนี้ Vaccarello ได้ร่วมมือกับ Es Devlin ศิลปินและนักออกแบบเวทีชาวลอนดอน ในการรังสรรค์ฉากหลังอันน่าเกรงขามกลางทะเลทรายอากาเฟย์ รวมถึงโอเอซิสพร้อมวงแหวนเรืองแสงท่ามกลางความแห้งแล้งอันกว้างใหญ่ไร้ผู้คนรู้จัก ความหวังและความลึกลับถูกวางเป็นคำอุปมาอุปไมยที่สื่อถึงความซับซ้อนที่น่าสนใจของชีวิตซึ่งเป็นธีมของโชว์ในครั้งนี้

​เมื่อตะวันลับฟ้าไปพักใหญ่ทำให้เวิ้งฟ้าและผืนทะเลทรายกลืนเข้าหากันด้วยเฉดสีขาว กลุ่มควันได้ถูกปล่อยออกมาเป็นการสร้างบรรยากาศที่เหนือจริง เหล่านายแบบเดินออกมาด้วยอาภรณ์เฉดสีดำในซิลลูเอทของสูททักซีโด้ในแบบ Saint Laurent ไหล่แจ็คเก็ตที่ตั้งตรง ปกใหญ่ที่ช่วยพรางให้ช่วงบนดูเพรียวขึ้น นี่คือโครงแจ็คเก็ตทักซีโด้ที่เสมือนดีเอ็นเอของ Saint Laurent ตั้งแต่ยุคอีฟว์ แซงต์โลรองต์ออกแบบทักซีโด้สูทสำหรับผู้หญิงชุดแรก ไหล่ตั้งทำให้ดูสง่าผ่าเผย ย้ำความแฟมินีนด้วยทรงสูทที่เข้ารูป แต่สวมสบาย ไม่รัดลำตัว ซึ่ง Vaccarello ก็นำมาต่อยอดกับคอลเลกชั่นนี้ของสุภาพบุรุษได้อย่างลงตัวและเท่มากๆ นี่คือการสืบทอดจากคอลเลกชั่นก่อนหน้านี้คือฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวประจำปี 2022 ซึ่งเขาได้นำเสนอสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ปกและไหล่แบบใหม่ สายเดี่ยว หรือกระดุมสองแถว ตลอดจนชุดทักซีโด้ที่แฝงกลิ่นอายความเป็นโมเดิร์นซึ่งถูกตัดเย็บด้วยผ้าไหมอันมอบความรู้สึกเบาสบายมากยิ่งขึ้น

เสื้อตัวบนแบบเบล๊าซ์ที่มีโบผูกตรงคอ ปลายแขนรัดข้อมือตัดจากไหมชีฟองเนื้อบาง คือเสื้อสุดฮิตที่อีฟว์ แซงต์โลรองต์ ออกแบบมาในยุค 1970s และต่อยอดมาอีกมากมาย แต่ไม่เคยถูกทำให้เด่นชัดสำหรับสุภาพบุรุษเท่าครั้งนี้ เบล๊าซ์ผ้าชีฟองเนื้อบางจนแลลอดเห็นผิวเนื้อหนุ่มนั้นไม่ได้ดูเคอะเขินสำหรับหนุ่ม Saint Laurent ในยุคนี้บางตัวจะไร้แขนเป็นเบล๊าซ์แขนกุด หรือบางตัวจะมีตัวเสื้อยาวจนคล้ายเสื้อคลุมของผู้ชายในโมรอคโค แต่เป็นเสื้อตัวยาวเข้ารูป กับกระดุมผ่าหน้านอกจากแจ็คเก็ตทักซีโด้ที่ต้องมีจากคอลเลกชั่นนี้ก็คงต้องเป็นเบล๊าซ์ผ้าชีฟองนี่แหละที่หนุ่มฤดูร้อนที่จะถึงนี้ต้องมี

​ซิลลูเอทที่ขาดไม่ได้ก็คือเสื้อเฟอร์ตัวใหญ่โคร่งแต่ไหล่ตั้งสวมทับโครงชุดทรงเพรียว จะเห็นว่า Vaccarello นำเอาดีเอ็นเอของ Saint Laurent มาต่อยอดทั้งหมดและทำได้เท่สง่าในแบบสุภาพบุรุษแม้รากของชุดเหล่านี้จะมาจากเสื้อผ้าสุภาพสตรี กลับไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการแต่งกายข้ามเพศ แต่เป็นความลื่นไหลของรูปทรงที่เคยเป็นของสุภาพสตรีมาทำให้เป็นชุดของบุรุษอย่างลงตัวที่สุด

​สำหรับกางเกงเอวสูงที่ท้าทายคนสวมว่าจะผสมผสานอย่างไรไม่ให้ดูเป็นกางเกงทรงลุง แต่ผู้ออกแบบได้คิดมาแล้วว่ากางเกงเอวสูงนี้ต้องมาพร้อมช่วงขาที่กว้าง ช่วยเสริมสร้างความสูงเพรียวให้กับรูปร่างของผู้สวมใส่ รวมถึงบางแบบก็ถูกขัดด้วยสไตล์ช่วงปลายขาที่แคบลง แต่ไม่ใช่กางเกงทรงลุงที่จะทำให้คนสวมดูสูงวัย ซิลลูเอทที่เป็นที่นิยมในโลกปัจจุบันคือรูปทรงที่ให้ความรู้สึกสะดวกสบายเมื่อสวมใส่ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความเรียบง่ายในการใช้ชีวิตของอีฟว์ แซงต์โลรองต์ ที่เมืองมาราเกช เสื้อตัวนอกที่ดูหลวมและมีความพลิ้วไหว เสื้อผ้าซาตินที่ห่อหุ้มร่างกายความยาวประพื้นคล้ายชุดพื้นเมืองของบุรุษโมรอคโค แต่ทว่ากลับทำให้แขนเสื้อเล็กลีบเข้ากับลำแขนจึงดูไม่ใช่ชุดท้องถิ่น ในขณะเดียวกันแจ็คเก็ตก็ถูกตัดเย็บมาในสไตล์ที่เฉียบคม นอกจากนี้ผ้าวูลเนื้อละเอียด grain de poudre อันสื่อถึงความสัมพันธ์อันยาวนานกับอีฟว์ แซงต์โลรองต์ และ Vaccarello ชอบที่จะใช้มัน ก็ได้ถูกนำมาใช้ในคอลเลกชั่นครั้งนี้อีกด้วย ซึ่งทำให้เสื้อผ้าในหลายลุคดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

​เมื่อนายแบบคนสุดท้ายเดินออกมาด้วยชุดสูททักซีโด้ในเวอร์ชั่นล่าสุด (เปิดโชว์ก็เป็นชุดทักซีโด้แบบใหม่) เพื่อตอกย้ำการต่อยอดดีเอ็นเอของ Saint Laurent เมื่อเหล่านายแบบเดินออกมาเป็นการปิดโชว์ เราได้เห็นบ่อน้ำวงกลมตรงกลางมีขอบวงแหวนที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำยกขึ้นมาและพ่นฝอยน้ำให้ดูเสมือนกลุ่มควันของวัตถุลึกลับนอกจักรวาล จากบ่อน้ำกลางทะเลทรายกลายเป็นวัตถุไฮเทคที่ทำให้เราต้องหยิกตัวเองว่านี่คือภาพจริงหรือภาพฝัน สิ่งที่เราเดินทางมาถึงกลางทะเลทรายที่เวิ้งว้างนี้คือความจริงใช่หรือไม่ และความรู้สึกและภาพที่เหมือนจะเหนือจริงที่ปรากฏตรงหน้านี้ก็คงไม่ได้เกิดขึ้นให้เราเห็นบ่อยๆ โดยสิ่งที่เป็นวัตถุที่เราได้นำกลับมาจากการเดินทางไปกลางทะเลทรายในมาราเกชครั้งนี้ก็คือหัวใจที่ปั้นด้วยดินเผาชิ้นเล็กๆ ที่มีตัวอักษรขูดเข้าไปในเนื้อดินว่า Saint Laurent

​ดังคำพูดอันเฉียบคมของ Paul Bowles ที่ว่า “เรามักจะคิดว่าชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้นเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง และน้อยครั้งมากจริงๆ คุณจะนึกถึงความทรงจำช่วงบ่ายในวัยเด็กของคุณได้อีกกี่ครั้ง หรือจะเป็นช่วงบ่ายที่ลึกซึ้งที่สุดของคุณ ลึกซึ้งจนคุณไม่แม้แต่จะนึกถึงชีวิตของคุณโดยปราศจากความทรงจำนั้น อาจจะสี่ถึงห้าครั้ง หรืออาจจะไม่ถึง คุณจะมีโอกาสได้ดูพระจันทร์เต็มดวงขึ้นอีกกี่ครั้ง อาจจะยี่สิบครั้ง และนั่นล่ะคือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งอย่างดูไร้ขีดจำกัด”

– Author: Sethapong Pawwattana –

DIESEL อีกหนึ่งแบรนด์ฮอตภายใต้การนำของ Glenn Martens หยิบกระแส Y2K มาต่อยอดผ่านคอลเล็กชั่นล่าสุด Pre-Fall 2023

DIESEL แบรนด์ที่กลับมาฮอตแบบหยุดไม่อยู่ด้วยการนำเอากลิ่นไอของเทรนด์ Y2K มาตีความหมายใหม่ผ่านสายตาของ Glenn Martens creative director ชาวเบลเยี่ยม

และนี่ก็คือคอลเล็กชั่นของฝั่งผู้ชายในฤดูกาลล่าสุด Pre-Fall 2023 ไปชมกันได้เลยครับ!

rhunrun เรียบเรียง

Glenn Martens ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Y/Project และ Diesel ได้สร้างสรรค์คอลเลคชั่นหนึ่งให้ Jean Paul Gaultier

Author: Giampietro Baudo

“ผมมีความสุขนะ มีความสุขสุดๆ มีความสุขจนเสียสติเลยน่ะ… (ผลงานคอลเลกชั่นนี้) มันคือผม โลกของผม และในขณะเดียวกัน มันคือบางสิ่งที่เกินกว่าประวัติศาสตร์ของผมและฉายภาพมันไปสู่อนาคต” Jean Paul Gaultier เด็กเจ้าปัญหาแห่งแฟชั่นฝรั่งเศส กำลังตื่นเต้นเขานั่งอยู่ในสตูดิโอขนาดใหญ่ของเขาที่ปารีสซึ่งตั้งอยู่บนถนน Rue Saint-Martin หลังจบการแสดงโชว์ผลงานคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิปี 2020 เขาได้เกษียณจากการทำงานมาราธอนกับคอลเลกชั่นของตัวเองตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเรียกนักออกแบบคนอื่นมารังสรรค์จินตนาการใหม่ของเสื้อผ้าชั้นสูงของเขา เริ่มด้วย Sacai’s Chitose Abe เมื่อไม่นานมานี้ Gaultier ได้ส่งมอบงานส่วนใหญ่ใส่มือของ Glenn Martens ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Y/Project และ Diesel ผู้ที่ออกแบบผลงานคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2022

“ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไปทำศัลยกรรมยกกระชับใบหน้ามานะ” Gaultier กล่าวแบบตลกๆ “ผมรักคอลเลกชั่นนี้ รักวิธีที่เขาตีความจักรวาลของผม วิธีการทำงานเชิงเทคนิคสมัยใหม่และไหวพริบของแฟชั่นชั้นสูง—ผลลัพธ์ที่ได้มันคือสิ่งที่เกินจินตนาการของผมไปมาก” Martens—ผู้ซึ่งงานแรกในชีวิตหลังจากจบจากโรงเรียนศิลปะคือเข้าทำงานที่สตูดิโอของ Gaultier เมื่อปี 2008—ได้นำเสนอผลงาน 36 ลุค โดยระลึกถึงเส้นสายลายเซ็นของ Gaultier ในงานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลายทางแบบกะลาสี เสื้อรัดทรง และชุดออกงานกลางคืนที่ฟูฟ่อง ทั้งหมดนั่นกับมุมพลิกผันที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ Martens มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากที่ Y/Project “ผมต้องการให้มันเป็นงานปาร์ตี้น่ะ” Martens ว่า “เพื่อแสดงความเคารพต่อมรดกงานสร้างสรรค์ของต้นกำเนิด”

Gaultier กล่าวว่า “เสื้อผ้าชั้นสูงนั้นสำหรับผมแล้วเป็นมากกว่าความฝันแบบนามธรรมเสมอมา มันเป็นห้องทดลองมากกว่าอย่างอื่น เพื่อประดิษฐ์คิดค้นรูปแบบร่วมสมัยและสร้างเสื้อผ้าที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับความเป็นจริงได้ เพื่อจินตนาการถึงการสร้างสรรค์ที่พร้อมจะแต่งตัวให้กับลูกค้าที่มีตัวตนจริงๆ เพื่อสร้างอนาคตผ่านเทคนิคและงานฝีมือระดับที่น่าทึ่ง” สำหรับเขา “เสื้อผ้าหนึ่งชุดถึงแม้ว่ามันจะทำให้คุณฝัน มันก็ต้องนำมาสวมใส่จริงได้ด้วย แฟชั่นต้องสัมผัสกับชีวิตและความเป็นจริงได้อย่างแน่วแน่ซื่อสัตย์มั่นคง งานของผมในฐานะนักออกแบบเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและการรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงเสมอมา”

รากฐานแห่งความเป็นจริงนี้ร้อยรัดผูกพันนักออกแบบทั้งสองเข้าด้วยกัน Martens ผู้มีอายุ 38 ปี นับชีวิตการทำงานในทุกวันของเขาว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขากล่าวว่า “สิ่งที่ให้แรงบันดาลใจสูงสุดแก่ผมคือเพื่อนๆ และผู้คนตามถนนหนทาง—การได้ออกไปข้างนอกและมองดูวิธีการแต่งตัวของเด็กๆ ผมหมกมุ่นกับการมองดูผู้คนมากนะ”

L’OFFICIEL พูดคุยกับ Martens เรื่องการออกแบบให้กับ Gaultier และการผจญภัยครั้งใหม่ของเขาที่ Diesel

L’OFFICIEL: คุณจัดการทั้งหมดทั้งมวลระหว่าง Y/Project, Diesel และการออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงสำหรับคอลเลกชั่นของ Jean Paul Gaultier นั่นอย่างไร

Glenn Martens: โดยไม่คิดถึงมันมากเกินไป เพราะถ้าคุณคิดถึงมันคุณจะสติแตก มันเป็นฤดูกาลที่เข้มข้น—-ผมไม่รู้ว่านักออกแบบคนอื่นเขาทำอย่างไรกับการที่มีหลากหลายแบรนด์และหลากหลายคอลเลกชั่น เรื่องก็คือผมมาจากครอบครัวที่เคร่งครัดมาก ตายายของผมมาจากครอบครัวที่ทำงานในกองทัพมาถึงสามชั่วอายุคน ผมเองบางครั้งก็มีวิธีทำงานตามโครงสร้างแบบเฟลมมิช ดังนั้นผมเลยสามารถทำงานแบบเข้มข้นได้ ฤดูกาลนี้ผมก็จะทำแบบนี้แหละ ไม่มีเวลามากนักกับชีวิตส่วนตัว แต่มันก็โอเคอยู่นะ ผมรู้สึกเหมือนได้รับพรกับการทำงานทั้งสามโครงการนี้นะ

L’O: คุณเริ่มสนใจแฟชั่นครั้งแรกอย่างไร

GM: ผมโตมาในเมืองชนบทที่เล็กมาก คือ Bruges ใน Belgium ในหนังสือนำเที่ยว Bruges ถูกเรียกว่าเจ้าหญิงนิทรา เพราะมันน่าง่วงมาก สภาพแวดล้อมของผมไม่ได้มีการคิดไปข้างหน้าหรือทดลองอะไรใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ตัวเมืองเองก็สวยงาม Bruges คือไข่มุกแห่งประวัติศาสตร์เม็ดน้อย และมันมีอิทธิพลต่อผมในแง่ของความหมกมุ่นเรื่องประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก ผมอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ ราชินี ฆาตกร และสงคราม—มันเหมือนเทพนิยาย ผมรักการวาดรูปด้วย และความสนใจจริงๆ ของผมส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่แพรพรรณที่ตัวละครในประวัติศาสตร์เหล่านี้สวมใส่ ผมคิดว่านั่นคงเป็นครั้งแรกที่ผมรับรู้ว่าเสื้อผ้าสามารถสะท้อนบุคลิกภาพและแสดงตัวตนของใครสักคนได้

L’O: สุภาพสตรีและอัศวินคือนางแบบนายแบบแรกของคุณ แต่ความทรงจำเกี่ยวกับแฟชั่นครั้งแรกของคุณคืออะไร

GM: มันคือนิตยสารผู้หญิงที่คุณแม่ของผมซื้อมา มันคือยุคสมัยอันรุ่งเรืองของนักออกแบบเสื้อผ้าสตรีแห่งทศวรรษ ’90s เช่น Gaultier และ Thierry Mugler ซึ่งออกแบบคอลเลกชั่นเสื้อผ้าละครแบบแปลกประหลาด สำหรับเด็กแล้ว นั่นเป็นงานเลี้ยงสำหรับสายตาเลยนะ

L’O: และงานแรกของคุณ ทันทีที่เรียนจบจาก Royal Academy of Fine Arts ที่ Antwerp คือการทำงานที่ Jean Paul Gaultier

GM: ใช่ ผมเหมือนได้รับพรอันมหาศาลเลยนะ เพราะมันเป็นสถานที่ออกแบบที่อิสระมาก ก็อย่างที่คุณรู้แหละ แฟชั่นเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นมือใหม่ มันคือเวลาทำงานอันยาวนานในแต่ละวัน มันซ้ำซากและมันสามารถถูกข่มเหงเล็กๆ ได้ด้วยนะแต่ Jean Paul ไม่ทำงานแบบนั้น เขาเป็นคนแบบทำงานด้วยกันจริงๆ เฉลิมฉลองแฟชั่นและสนุกสนานไปกับมัน

L’O: คุณได้แรงบันดาลใจมาจากไหน

GM: ภูมิหลังด้านสถาปัตยกรรมการตกแต่งภายในมีอิทธิพลและให้สีสันอย่างมากต่อวิธีการที่ผมมองเกี่ยวกับเสื้อผ้า ผมท้าทายการออกแบบตัดเย็บเสมอ และคิดว่าเราจะสร้างแพรพรรณในวิถีที่แตกต่างออกไปได้อย่างไรและหลังจากนั้น มันก็คือความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของผม ผมรักการอยู่อาศัยที่ปารีส ผมรักความเป็นจริงที่ว่ามันคือหม้อหลอมละลายที่ผู้คนมารวมกันและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และผมใช้รถไฟใต้ดินเสมอ หรือไม่ก็เดิน ผมไม่ค่อยใช้รถรับจ้าง หรืออูเบอร์ เพราะผมรักการอยู่บนท้องถนน

L’O: วิธีการทำงานของคุณในการออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงให้กับ Jean Paul Gaultier คืออะไร

GM: แน่นอนว่าวิธีการทำงานคือการเฉลิมฉลองการทำงานฝีมือและตัวตนของ Gaultier การออกแบบสักหนึ่งคอลเลกชั่นแตกต่างอย่างมากกับการรับช่วงต่อทั้งบริษัทนะ ดังนั้นผมก็แค่พยายามสนุกกับงานให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมไม่ได้สร้างผู้หญิงของ Gaultier ขึ้นมาใหม่นะ ผมมีวิธีของผมเองในการมองเธอ

L’O: คุณชื่นชมอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับ Gaultier

GM: เขาคือหนึ่งในนักประดิษฐ์แท้จริงคนแรกๆ เขาเป็นครูที่ปรึกษาให้กับผู้คนมากมาย และผมคิดว่าเขาเปิดประตูให้กับนักออกแบบทั้งรุ่น สิ่งที่เขาทำจริงๆ คือการนำเอาวัฒนธรรมสตรีทเข้ามาสู่ความหรูหรา ผมคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในนักออกแบบรุ่นแรกๆ ที่ทำงานกับการคัดเลือกนายแบบนางแบบแนวสตรีท เมื่อเขาไปเที่ยวคลับเขาจะคุยกับเด็กๆ ที่มาเที่ยวว่า “คุณน่าจะมาอยู่ในโชว์ของผมนะ”

L’O: เมื่อเราได้คุยกับ Gaultier ในระหว่างที่ชมแฟชั่นโชว์ เขาบอกว่าความฝันของเขาคืออยากเป็นอิสระ แล้วความฝันของคุณคืออะไร

GM: แน่นอนว่าอิสรภาพก็สวยงามดีนะ แต่เมื่อคุณมีความรับผิดชอบต่อหลายร้อยครอบครัวที่พึ่งพิงความสำเร็จของแบรนด์ของคุณ คุณไม่สามารถหลับตาฝันและเป็นอิสระได้หรอก อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคุณสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในขณะเดียวกันก็สนุกและร่าเริงได้นะ และหลีกเลี่ยงการกลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาดทางการค้า จุดนั้นแหละคือที่ที่ผมมีความสุขที่สุดแล้ว

L’O: คุณมีวิธีการทำงานออกแบบคอลเลกชั่นของคุณกับ Y/Project และ Diesel อย่างไร

GM: มันมีวิธีการทำงานแตกต่างกันนะ—ที่ Y/Project และ Diesel ผมคุยกับลูกค้ารายบุคคล เพราะแพรพรรณนั้นไม่ใช่สิ่งที่สวมใส่ทุกวัน แพรพรรณหนึ่งมักจะสวมใส่ได้หลายวิธี ดังนั้นเมื่อคุณสวมใส่มันคุณต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับมันและตั้งคำถามว่าคุณอยากจะสวมมันอย่างไรและคุณอยากจะถูกรับรู้อย่างไร ผมพูดคุยกับลูกค้าที่ต้องการทดลองและฉลองความเป็นปัจเจกของเขามากกว่า Diesel ต่างออกไปเพราะมันเป็นสังคมมากกว่า มันเป็นเสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่ในชีวิตประจำวัน เราใส่มันไปขี่จักรยาน เราใส่มันไปทำงาน เราใส่มันล้างจาน เหนือสิ่งอื่นใด มันมีราคาที่จับต้องได้ ดังนั้นผมจึงพูดคุยกับผู้คนที่หลากหลายกว่า

L’O: คุณค้นพบรางวัลอะไรจากการออกแบบเพื่อคนหมู่มาก

GM: มีความรับผิดชอบมากมายที่มากับมัน เพราะผมเข้าถึงครอบครัวที่โดยปกติแล้วไม่ได้สัมผัสเมื่อทำงานกับ Y/Project หรือ Jean Paul Gaultier และผมคิดว่านั่นคือความรับผิดชอบของผมที่จะนำเอาลูกค้าเข้ามาเกี่ยวข้องรับรู้กับข่าวสารของ Diesel ในเรื่องความยั่งยืนซึ่งเป็นรากฐานของอะไรก็ตามที่เราทำ

L’O: คุณคิดว่าอะไรคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ

GM: ผมว่ามันคือห้องสมุด Diesel นะ มันคือห้องสมุดผ้ายีนส์ที่เราสร้างขึ้นด้วยผ้ายีนส์ที่ยั่งยืนเต็มรูปแบบ นี่คือเรื่องหลักจริงๆ เพราะว่ามันคือแบรนด์ระดับโลกที่มีขนาดใหญ่มหาศาล และผมได้รื้อการทำงานของกระบวนการผลิตทั้งหมดเพื่อสินค้าหลักของ Diesel 40 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ผมเป็นนักออกแบบอิสระเป็นเวลาหลายปีและผมมีความสุขสุดยอดเมื่อผมได้นำเสนอด้านศิลปะทั้งหมดกับ Y/Project แต่พอมาถึงจุดหนึ่งมันก็มีมากกว่านั้น ณ จุดหนึ่งผมก็พบว่าตัวเองคิดว่า ผมจะแค่มีความสุขกับการผลิตเสื้อผ้าตามคอนเซ็ปต์ไปตลอดชีวิตหรือ หรือผมอยากจะทำอะไรมากกว่านี้ และนั่นก็คือตอนที่Diesel เข้ามาสู่ชีวิตผม ตอนนี้ผมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้จริงแล้ว

L’O: คุณมองเห็นอะไรในอนาคตของคุณ

GM: นั่นเป็นคำถามที่ดีนะ เมื่อสองวันก่อนเพื่อนผมคนหนึ่งถามผมด้วยคำถามเดียวกันนี้แหละ เขาแบบว่า “ก้าวต่อไปคืออะไร” และผมก็แบบ “ไม่รู้สิ” ผมยังคงมีงานต้องทำมากมาย Diesel เป็นโครงการใหญ่ยักษ์—บริษัทนี้มันเป็นแบบเรือ Titanic น่ะ คุณไม่สามารถกลับลำมันได้ในหนึ่งวินาทีหรอก มันต้องใช้เวลาก่อนที่อะไรๆ จะเริ่มเปลี่ยนแปลง Y/Project เองในช่วงสองปีหลังมานี่ก็เติบโตอย่างบ้าคลั่ง และผมตั้งใจว่าต้องแน่ใจว่ามันเติบโตต่อเนื่องเพื่อว่าทีมของผมจะมีความสุขกับการทดลองและสนุกกับการทำงาน 

– Translator: Dr.Wattan K –

Dubble Acts : มุมมองกระเป๋า Celine ในยุค Hedi Slimane

Celine ในยุคของ Hedi Slimane ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ได้ออกแบบผลงานสำคัญอย่างกระเป๋าที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากความคลาสสิกของแบรนด์ผสมผสานเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้ลงตัวอย่าง Cylinder Bag ที่ปรากฏตัวในลายโมโนแกรมดั้งเดิม โดยได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบมาจากประตูชัย Arc de Triomphe อนุสรณ์สถานท่ีโด่งดังแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งการออกแบบครั้งนี้ได้สะท้อนถึงคอลเลกชั่น Triomphe Monogram ที่เคยเผยแพร่มาแล้วในปี 1972 โดยที่ Cylinder Bag in Triomphe Canvas ของผู้ชายใบนี้ มีรูปทรงแบบแคปซูล ประทับตราสัญลักษณ์ ‘CELINE’ สีขาวสะอาดตาที่กึ่งกลาง และผสมผสานด้วยลวดลายของ Triomphe Monogram บนหนังแคนวาสของกระเป๋า ตัวสายสะพายนั้นสามารถปรับระดับความสั้น ยาวได้ตามความเหมาะสมของรูปร่าง และซิปของกระเป๋าเป็นโลหะสีเงินเงา ช่วยเพิ่มความเรียบหรูสะท้อนแบบฉบับของ Celine ได้อย่างลงตัว

และล่าสุดในคอลเลกชั่นฤดูหนาว 2022 ‘Boy Doll’ ได้นำเสนอ ‘Vertical Messenger in Crocodile Embossed Calfskin’ มุมมองใหม่ของกระเป๋าสำหรับผู้ชายที่ผลิตขึ้นจากหนังลูกวัวปั๊มลายหนังจระเข้ที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดและความประณีตจากซิปคู่สีเงินแวววาว สายยาว 49 เซนติเมตรที่สามารถสะพายได้แบบข้างตัวและครอสบอดี้ โดยทั้ง 2 รุ่นสามารถสะท้อนตัวตนความเป็น Celine ได้อย่างสมบูรณ์แบบได้เป็นอย่างดี

Author: Chanond Mingmit

Photographer: Napat Gunkham

ปิดตำนานไว้ที่ 27 ปี! Raf Simons ประกาศปิดตัวแบรนด์พร้อมสั่งลาด้วยคอลเล็กชั่น SS2023

 Raf Simons ประกาศแล้วว่าคอลเล็กชั่น SS2023 ที่เพิ่งจัดโชว์ไปที่ลอนดอนจะเป็นคอลเล็กชั่นสุดท้ายของเจ้าตัวและแบรนด์ครับเราได้รวบรวมเอาลุคไฮไลต์ที่ผ่านมาของอีกหนึ่งดีไซเนอร์อัจฉริยะชาวเบลเยี่ยมมาฝากกัน


ซึ่งแฟนๆก็อย่าเพิ่งใจหายเพราะเจ้าตัวจะยังคงตำแหน่ง co-creative director คู่กับ Miuccia Prada ให้กับ Prada ต่อไปครับ

rhunrun เรียบเรียง

The Glorious Past, The Definite Present : Christian Dior ได้นำเสนอคอลเลคชั่นที่เชื่อมโยงความเฟมินีนเป็นมัสคูลีน

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 Christian Dior ได้นำเสนอคอลเลกชั่นเปิดตัวของเขาและได้เปลี่ยนแฟชั่นไปตลอดกาล เริ่มตั้งแต่การไล่ระดับสีเทาและสีพาสเทลไปจนถึงการบรรจบกันของช่างตัดเสื้อชายชาวอังกฤษกับนักตัดเย็บเสื้อผ้าชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศส ของแจ๊กเก็ตบาร์ผู้ชายในรูปลักษณ์ใหม่ทั้งหมดหล่อรวมเป็นหนึ่งโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศสที่ไร้กาลเวลา จากความสมบูรณ์แบบของงานปักจากคลัง ผลงานชิ้นเด่นโดยผสานความหรูหราในแบบที่น่าสนใจ ไปจนถึงชุดกีฬาร่วมสมัยและวัสดุทางเทคนิคที่ยืมมาจากเสื้อตัวนอกในแบบทางการและสง่างามอย่างคาดไม่ถึง โดยล้วนแล้วมีการผสมผสานที่ลงตัวสำหรับประโยชน์ใช้สอย ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการประวัติศาสตร์ที่นำมาสู่การดำรงชีวิตแบบร่วมสมัย โดยไม่เคยละสายตาจากความสุขที่แท้จริง

สัญลักษณ์ส่วนตัวของ Mr. Dior ได้แพร่หลายไปทั่วคอลเลกชั่นผ่านชิ้นงานสัญลักษณ์อย่าง ดาว ดอกกุหลาบ คานเนจ เสือดาว ดอกลิลลี่ และสายโซ่ ล้วนเชื่อมโยงอดีตมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านเครื่องประดับ ที่นี่ สร้อยข้อมือเพชรและสายโซ่มรกตตกทอดของ Victoire de Castellane ผสมผสานกับความโก้หรูของ Yoon Ahn ในรูปแบบใหม่สำหรับสุภาพบุรุษ

รูปลักษณ์ภาพสะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของเวลาและความต่อเนื่องของนักออกแบบที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเปลี่ยนจากเฟมินีนเป็นมัสคูลีน ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตหมุนเวียนอยู่เสมอและตกทอดสู่มรดก กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ที่อบอวลอยู่ในอากาศเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรม ความรักและโชคอันเป็นที่รักของ Dior “ฉันต้องดูผลงานชิ้นมรดกของแบรนด์จากจุดเริ่มต้นของแฟชั่นเฮ้าส์ และแรงบันดาลใจดั้งเดิม เราดูที่คอลเลกชั่นแรกเริ่มและมุ่งเน้นไปที่สถาปัตยกรรม โดยนำองค์ประกอบเหล่านี้มาแปรเปลี่ยนให้เป็นสไตล์มัสคูลีนตามสัญชาตญาณในทุกวันนี้โดยยังคงความสุขของการใช้ชีวิตอยู่ที่หัวใจของเสื้อผ้าของ Christian Dior ไว้เสมอ” Kim Jones ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์กล่าว

– Author: Chanond Mingmit –