BEHIND THE NEW OUTLOOK

       เสียงปรบมือกึกก้องหลังจากแฟชั่นโชว์ Summer 2019 ที่จัดขึ้นปลายเดือนมิถุนายน 2018 ในปารีส เป็นความปลาบปลื้มของผู้ชมที่ได้เป็นพยานแห่งความสำเร็จของ Kim Jonesในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนใหม่ของแบรนด์ Dior Men ทิ้งคำว่า Hommeให้เป็นอดีต รวมทั้งล้างภาพจำเดิมๆเกี่ยวกับผลงานของเขาที่ทำให้แบรนด์ก่อนหน้านี้ ด้วยโทนสีพาสเทลที่อ่อนหวานซึ่งมีที่มา ไม่ได้คิดขึ้นเพื่อทำสิ่งตรงข้ามกับโทนสีขรึมที่เคยทำจนเป็นเอกลักษณ์หนึ่งในผลงานของเขา

       ถ้าจะมีหนังสือเล่มไหนที่แฟชั่นนิสตาต้องอ่านเหมือนหนังสือนอกเวลาเรียนก็คงจะเป็น Dior by Dior ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติที่มิสเตอร์ดิออร์เขียนเอง หนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงเรื่องราวก่อนจะมาเป็นห้องเสื้อ Dior ที่ช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้แฟชั่นกลายเป็นสินค้าส่งออก ถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสจะทราบว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะให้ฝรั่งเศสเป็นผู้นำเทรนด์เรื่องแฟชั่นการแต่งกาย ผลที่ตามมาก็คือโรงทอผ้าต่างๆจะสามารถส่งผ้าเป็นสินค้าส่งออกได้ด้วยเช่นเดียวกัน การก่อตั้งห้องเสื้อ Dior นั้นมิสเตอร์ดิออร์ได้ผู้สนับสนุนหลักคือเจ้าของโรงทอผ้า ซึ่งเราจะเห็นผ้าเทเลอร์หรือผ้าที่นิยมตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษถูกนำมาใช้ตั้งแต่ในคอลเลกชั่นแรกของมิสเตอร์ดิออร์ในปี1947 และคิม โจนส์ ก็ได้นำเอาเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มาเป็นแรงบันดาลใจ รวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมิสเตอร์ดิออร์ในช่วงที่เขาเริ่มทำห้องเสื้อ Dior ดังที่ทราบว่ามิสเตอร์ดิออร์เกิดในครอบครัวนักธุรกิจที่มั่งคั่ง แต่เกิดเหตุพลิกผันที่ทำให้ฐานะของครอบครัวตกต่ำ มิสเตอร์ดิออร์ต้องการจะเป็นสถาปนิก แต่ไม่มีทุนพอที่จะเข้าเรียนวิทยาลัยที่สอนทางด้านสถาปัตย์ เขามีฝีมือทางด้านวาดเส้นจึงรับสเก็ตช์แบบเสื้อให้ห้องเสื้อรวมทั้งนิตยสารแฟชั่นเพื่อหาเงินพิเศษ

      คิม โจนส์ ได้นำเอาเรื่องราวของมิสเตอร์ดิออร์ที่เติบโตในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ทาตัวตึกด้วยสีชมพูและรายล้อมด้วยสวนดอกไม้สวยใน Grenville มาเป็นโทนสีของคอลเลกชั่นรวมทั้งลวดลายดอกไม้ที่วาดบนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบบุปผานารี (femmes-fleurs) ที่นิยมสะสมกันในช่วงศตวรรษที่ 19 มาเป็นแรงบันดาลใจ โทนสีฟ้า ชมพู และเหลือง จึงทำให้คนที่ติดตามผลงานคิม โจนส์ มาตลอดต้องแปลกใจว่าเขามาสู่โหมดโทนสีพาสเทลได้อย่างไร รวมทั้งสีเหลืองที่ถอดมาจากชื่อDior จากประโยคอมตะที่ฌอง ค็อกโต (JeanCocteau) ศิลปินเอกของศตวรรษที่ 20 กล่าวว่าบุรุษผู้เป็นอัจฉริยะในยุคสมัยเราผู้นี้มีนามอันวิเศษประกอบด้วยคำว่า Dieu ที่หมายถึงพระเจ้าและ Or ที่หมายถึงทองคำ สีเหลืองทองจึงเป็นสีที่สื่อถึงมิสเตอร์ดิออร์ แต่สีที่มิสเตอร์ดิออร์นิยมใช้คือสีเทาก็ยังมีให้เห็นในคอลเลกชั่นนี้

     นอกจากนี้แบบของชุดยังดูนุ่มนวลขึ้นเพราะเป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของห้องเสื้อชั้นสูงสำหรับสุภาพสตรีของ Dior สู่ความเป็นสุภาพบุรุษในแบบ Dior Men แจ๊กเก็ตจึงตัดจากผ้าเนื้อเบา มีโครงหลวม แต่มีรูปทรงไหล่ลาด ไม่เป็นไหล่ตั้งตามแบบแจ๊กเก็ตสุภาพบุรุษทั่วไป คอปกใหญ่ ฉีกแนวจากแจ๊กเก็ตทรงสลิมโครงเสื้อที่หลวมทำให้การสวมเสื้อแบบเลเยอร์เป็นสไตล์ของคอลเลกชั่น

     คิม โจนส์ นำเอาเทคนิคของห้องเสื้อชั้นสูงของสุภาพสตรีมาใช้ในคอลเลกชั่นสุภาพบุรุษไม่ว่าจะเป็นการปักขนนกลงไปบนผ้าสาลู(tulle) ที่นิยมใช้ในเสื้อผ้าโอต์กูตูร์ทั้งหลายโดยการปักประดับด้วยขนนกนั้นต้องใช้ฝีมือที่ละเอียดมาก ทำเป็น ลวดลายตามแบบผ้า toile de Jouy ที่มิสเตอร์ดิออร์ใช้ตกแต่งอาเตลิเยร์ เลขที่ 30 อะเวนิวมงตาญ ตั้งแต่แรก ผ้าตวนเดอจูยคือผ้าพิมพ์ลายสีเดียว (น้ำเงิน เขียว แดง ฯลฯ)นิยมพิมพ์บนผ้าฝ้ายหรือลินิน ลวดลายจะเป็นภาพวิถีชีวิตคนในศตวรรษที่ 18 หรือเรื่องราวดินแดนตะวันออกในความเข้าใจของคนฝรั่งเศสสมัยนั้น

     นอกจากนี้ยังมีลายพิมพ์รูปสุนัข Bobby ซึ่งเป็นสุนัขตัวโปรดของมิสเตอร์ดิออร์ ที่เขาเองทำขวดน้ำหอมมิสดิออร์รุ่นลิมิเต็ดเป็นแก้วหล่อรูปเจ้าบ็อบบี้ และลายดอกไม้บนจานที่ใช้เสิร์ฟในห้องเสื้อ Dior ยุคแรก แม้แต่ตัวอักษร CDที่ออกแบบอย่างวิจิตรบนสูติบัตรของมิสเตอร์ดิออร์ตั้งแต่ปี 1905 ก็ถูกนำมาใช้เป็นลวดลายตกแต่งในดีไซน์ นอกจากนี้ยังนำเอาลายสานหวาย (cannage) ของเบาะและพนักเก้าอี้สไตล์หลุยส์ 16 ที่มีใช้ในห้องเสื้อ Dior ยุคนั้นมาทำเป็นลายฉลุบนแผ่นหนังด้วยเลเซอร์ใช้ตกแต่งบนเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นนี้ รวมทั้งการใช้ไวนีลทาบลงไปบนผ้าที่มีลวดลายต่างๆสร้างเอฟเฟ็กต์เหมือนเรามองลวดลายเหล่านั้นผ่านม่านฝน การเย็บไวนีลที่ทาบประกอบไปบนชิ้นส่วนของผ้าแต่ละชิ้นที่ประกอบรวมกันเป็นแจ๊กเก็ตทำอย่างประณีตเสมือนผ้านั้นอาบไวนีลบนผิวมาแต่แรก แต่การที่ไวนีลไม่แนบไปกับผ้าทำให้เกิดผลต่อการมองที่แปลกตาและพิเศษกว่าผ้าอาบไวนีลที่เราเห็นดาษดื่น

     ขณะที่เขานำเอาความรุ่มรวยแห่งอดีตของห้องเสื้อ Dior มาเป็นหลักของดีไซน์ในคอลเลกชั่นนี้ ยังได้นำสไตล์ปัจจุบันที่สื่อถึงอนาคตของศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Kaws มามีส่วนไม่ใช่แค่ทำงานประติมากรรมขนาดยักษ์เป็นชิ้นเด่นของแฟชั่นโชว์นี้ แต่ Kaws ได้สร้างประติมากรรมยักษ์นี้ให้ปกคลุมด้วยดอกกุหลาบจำนวนมหาศาล โดยเขานำเอามิสเตอร์ดิออร์มาเป็นต้นแบบของผลงานชิ้นนี้ และยังออกแบบลายผึ้งให้คิม โจนส์ ใช้ในคอลเลกชั่นอีกด้วย

     อีกสิ่งหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือกระเป๋า Saddle bag ในรูปแบบกระเป๋าสุภาพบุรุษ และใช้สายผ้าใบสะพายเฉียงแทนสายหนังแบบคล้องไหล่ของสุภาพสตรี รูปทรงของกระเป๋ายังชวนให้นึกถึงซองปืนที่เหล่าคาวบอยนิยมสะพายเฉียงไหล่ แต่กระเป๋าทรงอานม้าในเวอร์ชั่นสุภาพบุรุษนี้ลดทอนรายละเอียดให้ดูเรียบเท่กว่าของผู้หญิง สิ่งที่เท่อีกอย่างก็คือตัวล็อก CD ที่ออกแบบโดย MatthewWilliams แห่ง 1017 Alyx 9SM ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ Dior ยุคใหม่นี้ไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ไปแล้ว

     นอกจากนี้คิม โจนส์ ยังชวน Yoonแห่ง Ambush มารังสรรค์งานเครื่องประดับที่ไม่ทำให้คนผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัดคำว่าDior ที่ออกแบบอย่างสวยงามแปลกตาและดูล้ำสมัย นอกจากนี้ยังได้ Stephen Jones ช่างทำหมวกระดับพระกาฬจากลอนดอนมาสร้างสรรค์หมวกที่นำมาจากดีไซน์เดิมในDior Monsieur มีแม้แต่หมวกแก๊ปทำจากผ้าพิมพ์ลายตวนเดอจูย แต่ปีกด้านหน้าทำเป็นสองชั้นด้วยวัสดุที่ต่างกันอย่างผ้ากับหนังเป็นหมวกที่ต้องมีของฤดูร้อนนี้อย่างแท้จริง

Related Post

10 Questions with Kim Jones

หลังจากเผยโฉมคอลเลกชั่นแรกของ Dior Men ไปอย่างฮือฮาน่าจับตามองแล้ว ลอฟฟีเซียล ออมส์ไทยแลนด์ ก็อดไม่ได้ที่จะดึงตัวKim Jones หัวหอกคนใหม่ของแบรนด์ Dior มาตั้งคำถามถึงแรงบันดาลใจ ไอเดีย และอะไรต่อมิอะไรในหัวเขา เพราะเราเชื่อว่าการเริ่มต้นใหม่ในครั้งนี้จะกลายมาเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวงการแฟชั่นอย่างแน่นอน

ในมุมมองของคุณ คุณมองแบรนด์ Dior อย่างไร

เป็นแบรนด์ที่เก๋ไก๋ หรูหรา สง่างาม โรแมนติกและเต็มไปด้วยเรื่องเล่า เรื่องราวอันเป็นต􀂷ำนานแต่ก็มีความทันสมัยที่พร้อมจะหมุนไปกับโลกใบนี้ มันมีความรีแล็กซ์บางประการที่สัมผัสได้ผมอยากจะทำให้แบรนด์นี้มีความสง่างามเพิ่มขึ้นไปอีก ความสง่างามถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผม ในส่วนกระบวนการทำงานนั้น Diorเป็นแบรนด์ที่มีทั้งเสื้อผ้ากูตูร์ และเสื้อผ้าเรดดี้ทูแวร์ ดังนั้นจึงมีกลิ่นอายของความเป็นกูตูร์อยู่มากในแต่ละคอลเลกชั่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ ที่ได้มาทำงานในฐานะดีไซเนอร์

ไอเดีย คอนเซ็ปต์ และแรงบันดาลใจแรกสุดที่คุณใช้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นแรกให้กับ Dior Men คืออะไร และคุณนิยามเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้ากับความเป็นตัวตนของคุณได้อย่างไร

มรดกตกทอดและคอลเลกชั่นต่างๆ ที่ Dior มีนั้นมหัศจรรย์มาก และพวกเขาก็เคารพต่อรากเหง้าของตัวเองได้อย่างน่านับถืออีกด้วย นี่ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจที่จะร่วมต่อยอดตำนานให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ผมเลือกใช้สีสันและแพตเทิร์นของแบรนด์ พร้อมหยิบเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นของเมอซิเออร์ดิออร์ และภาพเก่าๆ ของครอบครัวมาใช้เป็นเรเฟอเรนซ์ คือผมแอบขุดลงไปในชีวิตส่วนตัวของเขาด้วยนิดหน่อยล่ะคอลเลกชั่นฤดูร้อน 2019 นี้ฉายแสงทุกอย่างของความเป็น Dior ออกมาอย่างหมดจดลวดลายดอกไม้ก็ได้มาจากการตกแต่งห้องรับประทานอาหารส่วนตัวของเมอซิเออร์ดิออร์ซึ่งสะท้อนความหลงใหลในธรรมชาติของเขา และปรัชญา femmes-fleurs ที่เขายึดมั่น เราก็หยิบภาพรวมตรงนั้นมาถ่ายทอดออกมาเป็นลายพิมพ์เพราะตัวเขาก็มีชื่อเสียงในเรื่องรสนิยมการรับประทานอาหารที่ละเมียดละไมเช่นกันส่วนบ็อบบี้ หมาสุดที่รักของเขา ก็เคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้ำหอม Miss Dior เมื่อปี 1952 เราจึงดึงทั้งเขาและบ็อบบี้มาถ่ายทอดผ่านคาแร็กเตอร์ของ Kaws ในส่วนของเครื่องประดับนั้นผมใส่ความโมเดิร์นเข้าไปในโลโก้ดั้งเดิมที่ครอบครัว Dior ใช้ก่อตั้งแบรนด์ตั้งแต่ยุค ’20s แล้วยังมีลายพิมพ์ซิกเนเจอร์อย่าง toile de Jouy ที่เมอซิเออร์ดิออร์ใช้ตกแต่งร้านแรกของเขาในปี 1947 ซึ่งเราเอามาประดับประดาเย็บบนผ้าโปร่งหลากหลายเนื้ออีกหนึ่งซิกเนเจอร์เห็นจะได้แก่กรรมวิธี cannage หรือการใช้เลเซอร์คัตลงไปในกระเป๋าหนังบางรุ่น และเทรนช์โค้ต ซึ่งเราก็นำมาปัดฝุ่นให้มีความทันสมัยและดูไม่หนักอึ้งเกินไป ผมคิดว่านี่คือการตีความความเป็น cannage ในรูปแบบใหม่ให้มีความเป็นมาสคิวลีนมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นการนำเอามรดกดั้งเดิมของแบรนด์มาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยนอกจากนั้นผมยังหยิบเอา Oblique และSaddle มาจัดการใหม่อีกด้วย กระเป๋าพวกนี้มีความเป็นมาสคิวลีนดั้งเดิมอยู่แล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะย้ายพวกมันมาอยู่ร่วมในคอลเลกชั่นผู้ชายอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที ผมตัดสินใจเอาสัญญะสำคัญอย่างคำว่า saddle (อานม้า) มาตีความใหม่ในคอลเลกชั่นผู้ชาย ออกมาเป็นกระเป๋าสะพายข้าง กระเป๋าเป้ และกระเป๋าคาดเอว สัดส่วนของ ‘กระเป๋าอานม้า’เหล่านี้เจ๋งมากเลยนะครับ มันมีกลิ่นอายของความเป็นโคบาลอยู่สูงมาก ซึ่งนั่นก็บ่งบอกถึงความเป็นคอลเลกชั่นผู้ชายที่แท้จริง

เมอซิเออร์ดิออร์ให้แรงบันดาลใจอย่างไรบ้างใน Dior Men คอลเลกชั่นแรกนี้

Dior เป็นแบรนด์ที่มีความเป็นแฟชั่นชั้นสูง และนั่นก็หมายถึงความเหมาะสมในทุกสิ่ง รวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุต่างๆ ซึ่งเป็นการย้อนกลับไปดูเรเฟอเรนซ์ของตัวแบรนด์ Dior ในทุกยุคเอง ก่อนที่จะย้ายมาอยู่กับ Dior ผมเคยอยู่ที่ Louis Vuitton มาก่อนนะครับ ซึ่งทั้งสองแบรนด์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Vuitton มีรากฐานมาจากแบรนด์เครื่องหนัง ทำกระเป๋าเดินทาง ซึ่งผมรักแบรนด์นั้นนะครับ และยังรักมาจนถึงตอนนี้ แต่การทำงานนั้นคนละเรื่องกันเลย ทุกอย่างถูกผลิตในโรงงาน ไกลจากออฟฟิศของเรา ดังนั้นเราจึงไม่ค่อยได้เห็นเสื้อผ้าหรือโปรดักต์อื่นๆ เท่าไหร่ ในขณะที่การทำงานของ Dior นั้นมีอาเตลิเยร์อยู่ในออฟฟิศทั้งหมด คุณสามารถเข้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการได้ตลอดเวลา กระบวนการตัดเย็บนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากมีวิธีการทำงานที่ครีเอตมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด Vuitton เป็นยานพาหนะขนาดใหญ่ที่มีการหล่อลื่นไม่ติดขัด ในขณะที่ Dior ยังคงความเป็นกูตูร์ชั้นสูงของแบรนด์ไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งในฐานะดีไซเนอร์ การทำงานในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง นอกจากนั้นเรายังสนุกกับการสร้างสรรค์ชิ้นงานกูตูร์ในแต่ละคอลเลกชั่นให้ออกมาน่าจดจำและน่าสะสมในขณะที่แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายอื่นๆ นั้นมีแนวทางที่ชัดเจน ผมรู้สึกว่า Dior โดดเด่นแตกต่างจากทุกแบรนด์ ผมจึงเริ่มจากการให้ความสำคัญกับเสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีตก่อน อย่างพวกเสื้อผ้าสปอร์ตส์แวร์นั้นผมก็ยังไม่ลืมที่จะใส่ความเป็นกูตูร์เข้าไปตอนฟินิชชิ่งมันคือการเบรกดาวน์สิ่งที่แบรนด์ถนัดอยู่แล้วนั่นคือเอเลเมนต์ความเป็นกูตูร์ที่จะถูกเสริมเข้าไปตรงโน้นตรงนี้ ซึ่งโดยรวมแล้วจะทำให้คอลเลกชั่นทั้งหมดมีความเป็นมาสคิวลีนและน่าสนใจมากขึ้น

ตอนที่เห็นกรุสมบัติที่แสดงถึง DNA ของแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้นนั้นคุณรู้สึกอย่างไรคอลเลกชั่นทั้งผู้ชายและผู้หญิงของ Diorนั้นโดดเด่นกว่าแบรนด์อื่นๆ เสมอมาคุณสามารถรวบรวม ตกตะกอน และสังเคราะห์ไอเดียต่างๆ เพื่อออกมาเป็น Dior Men คอลเลกชั่นแรกที่เราเห็นวันนี้ได้อย่างไร

ผมต้องการหาเรเฟอเรนซ์ความเป็นออริจินอลของแบรนด์ Dior ก่อน และหาสัญญะความเป็นเสื้อผ้าผู้ชายในยุคปัจจุบัน ผมหาดูงานของเมอซิเออร์ดิออร์ทั้งหมดที่มี ซึ่งก็เป็นงานเสื้อผ้าผู้หญิงทั้งนั้น แต่ถ้าคุณมองให้ลึก เบรกดาวน์เอเลเมนต์ต่างๆ ออกมาก็จะเห็นเรื่องราวของเสื้อผ้าผู้ชายซ้อนทับอยู่ในนั้นได้ไม่ยากขอนิยามว่าสิ่งเหล่านี้คือ ‘ความโรแมนติก’มากกว่า ‘ความเป็นเฟมินีน’ นะครับ เพราะส่วนตัวผมคิดว่าแบรนด์นี้ค่อนข้างโรแมนติกทีเดียว ถ้าคุณเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของแบรนด์ให้ถ่องแท้จะเห็นว่าทุกอย่างก็อยู่ตรงหน้ารอคุณหยิบมาเลือกใช้ครับ

ทำไมถึงเลือกใช้สีพาสเทลในคอลเลกชั่นนี้คุณสามารถนำเอาโทนสีแบบนั้นมาสอดแทรกในคอลเลกชั่นเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษในยุคปัจจุบันได้อย่างไร อธิบายหน่อย

ผมคิดว่าสีชมพูดิออร์และสีเทาดิออร์นั้นเป็นสองสีสำคัญที่ถ่ายทอดความเป็นเมซงนี้ได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ตอนที่ก้าวเข้ามาร่วมงานกับ Dior ใหม่ๆ ผมได้รับบรีฟมาให้‘ใส่พลังงานและสีสันเข้าไปอีกเยอะๆ’ ดังนั้นผมจึงเลือกสองสีอันเป็นเอกลักษณ์นี้ เราเลือกสีชมพูเพราะมันเป็นสีที่ถูกใช้ในชุดยาวของสุภาพสตรีในช่วงที่เมซงนี้เพิ่งก่อร่างสร้างตัวและยังเป็นสีที่เมอซิเออร์ดิออร์ใช้ตกแต่งบ้านของเขาอีกด้วย และสำหรับคนที่คิดว่าสีชมพูไม่เหมาะกับสุภาพบุรุษละก็ ผมขอแนะนำให้คุณไปที่แอลเอนะ เด็กรุ่นใหม่ใส่สีชมพูเดินกันเกลื่อนเมืองเลยล่ะ

คิดอย่างไรถึงเลือก Kaws มาร่วมงานด้วยในคอลเลกชั่นนี้ คุณชอบงานของเขาตรงไหนกัน

ผมอยากร่วมงานกับ Kaws มาตั้งนานแล้วผมว่างานของเขามีเอกลักษณ์และสื่อสารถึงคนได้หลายกลุ่ม นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากให้งานของผมเป็นน่ะ ผมชอบงานของเขามาตั้งแต่เด็กๆ พอผมโตขึ้นมา เขาก็กลายเป็นศิลปินสำคัญคนหนึ่งของเจเนอเรชั่น แล้วงานของเขาก็เข้าถึงทุกคนได้จริงๆ และผมอยากได้อะไรที่มันเซอร์ไพรส์หน่อย เราจึงมอบหมายให้ Kaws ออกแบบตัวผึ้งใหม่ เราเอาเมอซิเออร์ดิออร์มาเป็นคาแร็กเตอร์คู่ขวัญกับบ็อบบี้หมาของเขา ผมอยากให้โชว์นี้ยิ่งใหญ่อลังการซึ่งความช่วยเหลือของ Kaws นั้นก็มาเติมเต็มความต้องการของผมได้สมบูรณ์แบบเลยล่ะถึง Dior จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ แต่ทีมงานทุกคนเคารพกันและกันเป็นอย่างมาก ทุกคนทำงานเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน Kaws เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราได้อย่างไม่เคอะเขินเลยครับ

Saddle bag ถือเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก ทันทีที่คุณนำมันมาออกโชว์ของ Dior Men ก็มีคนไปควานหาคอลเลกชั่นเก่ากันใหญ่ คุณตั้งใจลบเส้นแบ่งระหว่างแฟชั่นชาย-หญิงหรือเปล่า

ความเป็นมาสคิวลีนและเฟมินีนที่ถ่ายทอดผ่านแบรนด์ Christian Dior นั้นมีอยู่สูงมาตลอด ในขณะที่ตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี เขาก็ควานหาเสื้อโค้ตที่มีความเป็นสุภาพบุรุษสูงมาก ผมว่าคุณสามารถนำเอาไอเดียแบบนั้นมาปรับใช้ในคอลเลกชั่นเสื้อผ้าผู้ชายได้ง่ายมากเลย ดูไม่เป็นผู้หญิงเกินไปด้วย มันดูหรูหรางามสง่ามากเลยนะเมื่อก่อนผมเคยซื้อเสื้อถักนิตของ Celine มาใส่ ก็ชอบและใส่ได้พอดีตัว ผมไม่ได้แยกแยะว่านั่นเป็นเสื้อผ้าผู้หญิงหรือผู้ชายมันก็แค่เสื้อผ้าสวยๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้นเองตราบใดที่เมื่อผู้หญิงเลือกเสื้อผ้าผู้ชายมาใส่หรือผู้ชายใส่เสื้อผ้าผู้หญิงแล้วเป็นประเด็นมันก็ไม่ใช่การแต่งตัวข้ามเพศอย่างแท้จริงเราอาศัยอยู่ในเมืองที่ให้ความสำคัญกับแฟชั่นมากนะ คุณต้องคิดนอกกรอบอะไรบางอย่างหน่อยน่ะ ลองดูพวกแร็ปเปอร์ก็ได้นะ พวกเขานี่โคตรจะผู้ชายเลยใช่ไหม แต่เดี๋ยวนี้ก็มีหลายคนเอาเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่ สวยด้วยนะ อิทธิพลอะไรแบบนี้น่าสนใจจะตายคุณว่าไหมล่ะ

ลายดีไซน์ต้องการการตัดเย็บที่ประณีตละเอียดอ่อน อย่าง savoir-faire คุณมีปัญหาอะไรกับการผลิตเสื้อผ้าเรดดี้ทูแวร์ด้วยเทคนิคแบบนั้นมากไหม

สำหรับโชว์แรกผมให้ความสำคัญกับการตัดเย็บดั้งเดิมของแบรนด์จึงใส่ลงไปเต็มที่ แต่สำหรับซีซั่นถัดมาผมตั้งใจจะหาเทคนิคและนวัตกรรมใหม่ๆมาใส่มากขึ้น ผมแค่อยากจะเริ่มทำคอลเลกชั่นแรกให้ Dior ในแบบของ Dior เท่านั้นเองครับ

คิดจะเอาเทคนิค savoir-faire มาเป็นเทคนิคซิกเนเจอร์ให้กับคอลเลกชั่นในอนาคตบ้างไหม

เราพยายามหาชิ้นที่จะกลายเป็นชิ้นกูตูร์หลักในแต่ละคอลเลกชั่นอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องการตัดเย็บเท่านั้น แต่หมายถึงความสุขด้วย เราพยายามจะบาลานซ์ทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันDior เป็นแบรนด์ที่แตกต่างจากแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายอื่นๆ ในตลาด ทักษะของช่างที่ทำงานในอาเตลิเยร์นั้นเป็นพลังงานสำคัญที่ทำให้ผมกระชุ่มกระชวย ดังนั้นผมจึงคิดอะไรจากสกิลล์และช่างฝีมือเหล่านั้น แน่นอนว่าเราก็ต้องให้ความสำคัญกับสายการผลิตหลักอยู่นั่นแหละแต่งานฝีมืออันละเอียดอ่อนถือเป็นจุดขายสำคัญ ดังนั้นโชว์แรกจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องประกาศให้โลกรู้ถึงฝีมือของทุกคนภายในอาเตลิเยร์ และความละเอียดอ่อนของเทคนิค savoir-faire ส่วนฤดูกาลถัดๆ มานั้นเราจะหาอะไรใหม่ๆ มาเสริม เท่านั้นเอง

ใช้เวลานานไหมกว่าจะตกตะกอนความคิดโดยรวมของ Dior Men ได้

ผมเริ่มคิดจากชิ้นงานที่จะกลายมาเป็นศักราชใหม่ของ Dior ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ไปค้นกรุผลงานเก่าๆ ของแบรนด์ ล้วงลึกลงไปในชีวิตส่วนตัวของเมอซิเออร์ดิออร์ ทั้งก่อนและหลังการกำเนิด Dior Couture โดยพยายามหาแก่นสารสำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้โดดเด่น โฟกัสไปที่ตัวเมอซิเออร์ดิออร์เอง เพราะชีวิตส่วนตัวเขายังดูลึกลับอยู่มาก เขาเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว มีทีมงานที่ทุ่มเทสุดชีวิตห้อมล้อม มันน่าสนใจมากนะสำหรับผม ผมพยายามค้นหาว่าเขาชอบอะไรสมัยเด็กๆ เพราะแฟชั่นในยุคนี้ก็ถูกสวมโดยพวกเด็กๆ ทั้งนั้น ผมหาไอเดียการแต่งตัวของผู้ชายคนนี้ตั้งแต่อายุ 16 ปี ไปจนถึงวัย 75 ถึงผมจะเข้าใจภาพรวมว่าผู้ชายส่วนใหญ่ในโลกนี้แต่งตัวอย่างไร แต่ผู้ชาย Dior นั้นจะต้องรู้ตัวว่าพวกเขาต้องการอะไร ต้องมั่นใจในตัวเองรักรากเหง้าของตัวเอง แต่ก็ไม่กลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ เขารู้จักโลกใบนี้ดีและเคารพมันอย่างสุดหัวใจน่ะครับ

Related Post

Gucci เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษต้อนรับปีหมู

เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ของจีนหรือตรุษจีน Gucci ออกคอลเล็กชั่นพิเศษต้อนรับปีหมู ซึ่งประกอบไปด้วยสินค้าพิเศษมากมาย 

สินค้าต่างๆในคอลเลคชั่นนี้ ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายหมูในลักษณะต่างๆ ที่แตกต่างกัน มีทั้งมาแบบเดี่ยว และมาเป็นคู่ และที่เป็นตัวการ์ตูนแอนนิเมชั่นจากค่าย United Artist จากเรื่องหมูสามตัวในภาพยนตร์ของ วอลต์ดิสนีย์ ที่ออกสู่สายตาประชาชนครั้งแรกในปี 1933

ปีนักษัตรได้เป็นแรงบันดาลใจผลักดันให้ดีไซเนอร์เกิดแรงบันดาลใจในการนำรูปหมูน่ารักๆ เหล่านี้มาประดับบน ชิ้นงานเหล่านี้ เพื่อสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นกับคอลเลคชั่นนี้ เริ่มด้วยคอลเลคชั่น เสื้อผ้าของสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ ไปจนถึงสินค้าจำพวกกระเป๋าเดินทาง ผลิตภัณฑ์เครื่องหนังขนาดเล็ก รองเท้าและเครื่องประดับอื่นๆ อีกมากมาย  ชุดนอนที่มีสีสันสดใสของสุภาพสตรี เสื้อผ้าประเภทถักขึ้นลาย เสื้อเชิ้ต และเสื้อสเวตเชิ้ต ที่มาพร้อมกับลวดลายรูปหมู ซึ่งจัดได้ว่าเป็นตัวเอกในคอลเลคชั่นนี้เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีผ้าพันคอ หมวกไหมพรม (Beanie) ถุงเท้าและเสื้อไหมพรมถักของสุภาพบุรุษ และเสื้อยืดคอกลมแสนน่ารัก 

ในส่วนของรองเท้าผ้าใบรุ่น ACE กระเป๋าเป้สะพายหลัง กระเป๋า tote กระเป๋าสตางค์ เสื้อเชิ้ตผ้ายีนส์ขนาด oversize ของสุภาพสตรี เสื้อเชิ้ตสุภาพบุรุษ และแจ็คเก็ต (Blouson Jacket) หรือจั๊มเปอร์นั้น รูปการ์ตูนจากเรื่อง หมูสามตัวจะปรากฏในรูปแบบงานดีไซน์บนแผ่นแปะแทน เพื่อสร้างอารมณ์ที่แตกต่างสำหรับผู้ที่มีไว้ครอบครอง นอกจากนั้นทาง Gucci ยังได้ทำนาฬิการุ่นพิเศษออกแบบเฉพาะสำหรับคอลเลคชั่นนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้เข้ากับปี หมูนี้ โดยนำเอาตัวการ์ตูนจากเรื่องหมูสามตัวมาประดับบนหน้าปัดนาฬิกา

สำหรับเสื้อยืดผ้าคอตตอนสีขาว Gucci ได้นำรูปภาพต้นฉบับดั้งเดิมจากโปสเตอร์ของวอลต์ดิสนีย์มาพิมพ์เป็น ลายบนหน้าอก ส่วนเสื้อสเวตเตอร์นั้นทางดีไซเนอร์ได้ออกแบบให้มีการถักทอลายเข้าไปเป็นส่วนเดียวกันกับ เนื้อผ้า เพื่อให้เห็นเด่นชัดเจนและเพื่อให้คอลเลคชั่นออกมาอย่างครบวงจรอย่างแท้จริง งานแว่นตาก็ได้รับการออกแบบออกมาเป็นพิเศษเช่นกัน โดยมีการนำคอนเซ็ปต์มาตีความหมายใหม่ให้สัญลักษณ์รูปหกเหลี่ยมคล้ายรังแตนของ Gucci นั้นออกมาในเฉด สีแดงดึงดูดใจผู้สวมใส่

ดั่งมีละครเรื่องหนึ่งกล่าวไว้ว่าหมูก็อาจจะบินได้คำเปรียบเปรยเชิงเสียดสีประโยคนี้ มีแรงดึงดูดใจ ทำให้เกิด แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานจิลเวลรี่แฟชั่นดีไซน์รูปหมูติดปีกออกมาสามชิ้นในรูปแบบของ งานเรซิ่นลงสี ประกอบกับเหล็กผิวสีทองด้านรมดำ โดยผลงานสองชิ้นแรกเป็นเข็มกลัด ส่วนอีกหนึ่งชิ้นงานเป็นกำไลข้อมือ ประดับด้วยคริสตัลแวววาว

คอลเลคชั่นต้อนรับปีหมูที่ประกอบไปด้วยสินค้าพิเศษทั้งหมด 35 ชิ้นนี้ นี้จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นต้นไป ทั้งในเว็บไซต์และร้าน Gucci ทั่วโลก รวมทั้งจะมีการเปิดตัวกระเป๋าถือรุ่นพิเศษที่ออกแบบขึ้นเพื่อ เทศกาลนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศจีน ฮ่องกง และมาเก๊าผ่านเว็บไซต์ Gucci.com สินค้าทั้งหมดทุกชิ้นจะมาพร้อมกับ แพ็คเกจที่ออกแบบพิเศษขึ้นเพื่อเทศกาลนี้เท่านั้น

ในส่วนของร้าน Gucci ทั่วเอเชียนั้น ก็จะได้รับการตกแต่งวินโดว์หน้าร้านด้วยผ้าสีแดงลวดลายรูปหมูในลักษณะ ต่างๆ  ทั่วกำแพงและพื้นร้าน รวมถึงกล่องแสดงสินค้าเพื่อขับคอลเลคชั่นให้โดดเด่นและดึงดูดใจ

คอลเลคชั่นรับปีหมูนี้ จะวางจำหน่ายพร้อมกับแคมเปญภาพที่ถ่ายโดย Frank Lebon ที่ถ่ายทอดออกมาให้เห็นถึง ความหลากหลายของผู้คนและการใช้ชีวิตอย่างหรูหราในนครนิวยอร์คพร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงที่เป็นลูกหมูตัวน้อยnภาพทั้งหมดถูกถ่ายบนถนนแมนฮัตตัน ในเซ็นทรัลพาร์ค และอพาร์ตเมนต์ที่ตกแต่งอย่างหรูหราในบรรยากาศ สบายๆ อันกล่าวถึงความผูกพันตามธรรมชาติระหว่างมนุษย์และสัตว์

นอกจากนั้นแม้แต่ใน App ของ Gucci ก็จะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่จะช่วยปลุกตัวการ์ตูนรูปหมูเหล่านี้ให้มีชีวิตจริงขึ้นมา พร้อมเนื้อหาแบบอินเตอร์แรคทีฟ ที่ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพเซลฟี่กับหมู หรือถ่ายวิดีโอตัวเองกำลังเต้นรำกับลูกหมู เหล่านี้เพื่อความสนุกสนานได้เช่นกัน

Related Post

Chainz จับมือกับ Versace ร่วมรังสรรค์รองเท้าสนีกเกอร์ตระกูล Chain Reaction

‘2 Chain Reaction’ คือรองเท้าสนีกเกอร์ซึ่งเป็นผลงานการดีไซน์ร่วมกันระหว่าง 2Chainz นักร้องแร็พเพอร์ชาวอเมริกันชื่อดังกับแบรนด์แฟชั่นชั้นสูงอย่าง Versace รองเท้ารุ่นนี้อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของแบรนด์ Versace และตัวตนของซูเปอร์สตาร์ฮิพฮอพจากเมืองแอตแลนต้า โดยจะเปิดตัวที่บ้านเกิดของนักร้องดังระหว่างช่วงวันหยุดแรกของเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่ผลงานชิ้นนี้ของเขา

รองเท้ารุ่น ‘2 Chain Reaction’ ได้พัฒนารูปทรงจากรุ่น Chain Reaction ให้มีความทันสมัยขึ้น แต่ยังคงถ่ายทอดของความเป็น Versace และ 2Chainz ไว้อย่างครบถ้วน ตลอดจนองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นแรก ไม่ว่าจะเป็นพื้นรองเท้าลายเกรียวโซ่ ลวดลายกรีซและตัวอักษรเบลล์ สิ่งที่เพิ่มเติมใหม่คือ ยางเทียมปั๊มนูนลายหนังจระเข้กับซิปคู่ ซึ่งตัวซิปทั้งสองเชื่อมด้วยสายไนลอนเพื่อให้ง่ายแก่การเปิดปิดด้วยมือเดียว

รองเท้ารุ่นล่าสุดนี้จะวางจำหน่ายที่ป๊อบอัพบูติก   Wish Gallery เมืองแอตแลนต้า ในวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์นี้ และทางเว็บไซด์ Versace.com จากนั้นรองเท้าจะนำไปวางที่บูติก Versace Phipps Plaza ในอาทิตย์เดียวกัน และวางจำหน่ายทั่วโลกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

รองเท้ารุ่นลิมิเต็ดนี้มาในกล่องและถุงที่ออกแบบร่วมกับ ‘2 Chain Reaction’ และจะวางจำหน่ายพร้อมกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากแคปซูลคอลเล็คชั่น สำหรับแคปซูลคอลเล็คชั่นชุดออกกำลังกายสำหรับผู้ชายที่ออกแบบร่วมกับ 2Chainz จะวางจำหน่ายเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

Related Post

GIVENCHY HAUTE COUTURE SPRING/SUMMER 2019 WOMEN SHOW

 

Related Post

Dior Men Winter 2019 show

Dior Men Winter 2019 show

Related Post

LOUIS VUITTON MEN FASHION SHOW FALL/WINTER 2019

 

Related Post

Let’s It Snow ! Streetwear & Sportwear

ถ้าหากว่าภูเขาสูงลูกนี้ห้อมล้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ที่คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น เมซงสุดลักชัวรีก็คงจะมีที่ทางอยู่ตรงนั้นกันทุกแบรนด์ พร้อมเผยโฉมกับอีกหนึ่งทางเลือกและโอกาสซึ่งมาแรงไม่แพ้อันอื่น สปอร์ตส์แวร์คือลูกเล่นล่าสุดที่ทุกคนพร้อมใจนำเสนอ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ภูเขาลูกนั้นช่างเนื้อหอม เพราะถูกรุมล้อมด้วยแบรนด์ต่างๆ มานานแล้ว ทว่าคราวนี้อาจจะเกิดความสั่นสะเทือนจากเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์และสปอร์ตส์แวร์ที่เพิ่งหล่นร่วงมาบนรันเวย์อย่างบ้าคลั่ง ดูเหมือนว่ายอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะอันขาวโพลนกำลังจะมีจุดสนใจอันใหม่ที่แฟชั่นเฮาส์ต่างจับจ้องแบบไม่ละสายตา เหตุผลเรื่องซีซั่นคือความจำเป็นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อีกอย่างนั้นเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของแบรนด์อย่างแยกจากกันไม่ได้ ความจริงก็คือโลกแห่งกีฬาฤดูหนาวนั้นเป็นอีกด้านของลูกเต๋าที่ช่วยขับเคลื่อนแฟชั่นแนวสตรีทแวร์มาหลายสิบปี บนพื้นที่ซึ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ เราต่างได้เห็นการระเบิดตัวของขนบใหม่จากนักกีฬาสโนว์บอร์ด จุดกำเนิดของอีกหนึ่งเจเนอเรชั่นแห่งความน่าสนใจ ท่ามกลางภูมิประเทศอันสวยงาม อุปกรณ์กีฬาหลากหลายชนิด และเหล่านักสู้ผู้เคารพกฎกติกาอย่างเคร่งครัด สปิริตที่ไม่มีวันหมดนั้นเชื่อมโยงกับความกล้าหาญในเรื่องสไตล์ พวกเขาโลดแล่นบนปุยหิมะสีขาวอย่างฉับไวยิ่งกว่าชีวิตในโซเชียลเน็ตเวิร์กและนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างพากันขึ้นสู่ยอดเขา พร้อมทำให้ดูน่าสนใจผ่านแผนการตลาดจากอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นในไลน์ลักชัวรี พิสูจน์ได้จากอะไรน่ะเหรอ ก็บรรดาแคปซูลคอลเลกชั่นและการคอลลาบอเรชั่นอันเติบโตเหมือนต้นสนที่ค่อยๆ แตกกิ่งก้านออกไปทีละนิดตามเหมันตฤดูอันเวียนไปในแต่ละปี และนี่คือเมซงระดับลักชัวรีที่โดดเด่นผู้นำเสนอคอลเลกชั่นสกีแวร์ผ่านประวัติศาสตร์ จินตนาการ และความสม่ำเสมอจากยอดขาย แม้คุณไม่ได้อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลนับกิโลเมตรก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นรสนิยมเหล่านี้ได้

Ralph Lauren

อันเนื่องมาจากคุณูปการของแคปซูลคอลเลกชั่น ‘Downhill Skier’ แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้จึงได้คอนเน็กต์กับไลฟ์สไตล์แบบเอาต์ดอร์อย่างเป็นทางการ พร้อมสินค้าซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นยุค 1980s – 1990s เบสด้วยสีหลักดั้งเดิมแล้วเพิ่มเติมพวกตัวปักและลวดลายเข้าไปอย่างเต็มที่

Giorgio Armani

จากคอลเลกชั่น ‘Neve’ ที่เคยออกวางขายในยุค 1990s ถึงเวลาที่ตำนานนี้จะกลับมาอีกครั้ง เพราะนี่ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับการปลุกวิญญาณไลน์เสื้อผ้าและแอ็กเซสเซอรีที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงมาจากความมินิมอลและกราฟิกลายคลาสสิก พร้อมจับคู่สีน้ำเงิน ขาว และแดง ในรูปคือโคลเวอร์ออลเนื้อผ้ากำมะหยี่ แจ๊กเก็ตผลิตด้วยเทคโนโลยีที่สามารถกันน้ำได้ ด้านในบุด้วยนวมขนแกะและแคชเมียร์ มาพร้อมกับแอ็กเซสเซอรีเข้าชุด ทั้งหมวกกันน็อกและหน้ากากสกี

Louis Vuitton

‘Damier Graphite Alpes’ สินค้าไลน์ใหมซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างแคนวาสลาย ‘Damier Graphite’ อันโด่งดัง และแพตช์เวิร์กลายพร้อย ซึ่งบันทึกเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง

Moncler

ถ้าเคยติดใจคอลเลกชั่น ‘1952’ และ ‘Grenoble’ แล้วละก็ บอกเลยว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์ ‘Moncler Genius’ ซึ่งออกมายังไม่ถึงขวบปี โดยปูพื้นฐานความคิดไว้เป็น 8 แคปซูลคอลเลกชั่น ได้แรงบันดาลใจมาไม่เหมือนกัน โดยได้เชิญเหล่าดีไซเนอร์จากหลากหลายประเทศและเชื้อชาติมาออกแบบร่วมกับดีไซเนอร์ของบริษัทแม่ หนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดจากแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนที่ยังคงรักษาและควบคุมตลาดสปอร์ตส์แวร์ระดับลักชัวรีได้อย่างอยู่หมัด จับตาดูให้ดี อีกไม่นานเราจะได้เห็นอีก 2 คอลเลกชั่นที่เล่นกับป็อปคัลเจอร์และสตรีทแวร์ พร้อมบีตสนุกๆ และการถอดรหัสความวินเทจที่ต่างไปจากเดิม

Prada

ด้วยการกลับมาของ ‘Linea Rossa’ ไลน์สปอร์ตที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปีค.. 1997 คราวนี้ Prada ตั้งใจที่จะลงแข่งในสนามสปอร์ตส์แวร์อย่างจริงจังแล้ว จุดตั้งต้นดังกล่าวปะทุขึ้นจากไฟหนุ่มของโลเรนโซ แบร์เตลลี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมิวเชีย ปราดา กับคอลเลกชั่นแรกของเขาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย แผนที่วางไว้ก็คือไลน์เสื้อผ้าซึ่งเอาไว้ใส่ตะลุยหิมะเป็นจุดตั้งต้น ตามด้วยลายกราฟิกและความพิถีพิถันในงานตัดเย็บ พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ถึงตรงนี้คุณอาจจะต้องพึ่งดิกชันนารีในการทำความเข้าใจคำศัพท์พวก nanotech, graphene, Gore-Tex, PrimaLoft, Nylon 3L… กลุ่มคำที่อ่านแล้วรู้สึกว่าไฮเทคขึ้นมาทันที

Fendi

เอาล่ะ ตัวนี้ใส่ไปปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อนได้ กับแจ๊กเก็ตลายโลโก้จากแบรนด์สัญชาติอิตาเลียนที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการตัดเย็บที่ทันสมัย และบรรดาแอ็กเซสเซอรีอีกเป็นกุรุส

MAISON MARGIELA TAKES ANOTHER TRACK

อีกหนึ่งโมเมนต์อันน่าตื่นเต้นจากความสวยงามของเครื่องแต่งกายสำหรับเล่นสกี การพลิกกลับและความแตกต่างนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ กับแซนเดิลมีสายรัดสไตล์เยอรมันที่เผยโฉมอยู่บนรันเวย์ของ Maison Margiela ในคอลเลกชั่นฤดูหนาว!

Related Post

GANCINI – OUR ICON EXPLAINED

ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมสรรสร้างลายโมโนแกรมโฉมใหม่อันทรงพลัง โดยออกแบบจากหนึ่งในสัญลักษณ์ที่อยู่คู่แบรนด์มายาวนานอย่างรูปโลโก้ Gancini พอล แอนดรูว์ (Paul Andrew) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ประจำคอลเลคชั่นสุภาพสตรีของแบรนด์ เป็นผู้ออกแบบลายโมโนแกรม Gancini นี้ ซึ่งจะมีบทบาทโดดเด่นในคอลเลคชั่นของแบรนด์อีกหลายฤดูกาลถัดไปทั้งนี้ เรายินดีที่จะนำเสนอบทแนะนำ Gancini อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการเปิดตัวผลงานชิ้นสำคัญอันบอกเล่าถึงตัวตนของแบรนด์ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม

Gancini คืออะไร

Gancini แสดงถึงหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเป็นตั้งแต่อุปกรณ์ใช้งาน สัญลักษณ์ทางศิลปะของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมไปจนถึงสัญลักษณ์ซึ่งรวมไว้ด้วยคุณลักษณะของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ การสืบสานมรดกอันล้ำค่า ความแข็งแกร่ง และความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งหากต้องการเข้าใจซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม เราจำเป็นต้องเข้าใจกับ Gancini ได้เสียก่อน นับได้ว่า Gancini นั้นเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของแบรนด์ทั้งในเชิงการใช้งานและเชิงสัญลักษณ์เลยทีเดียว

ทำไม Gancini จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม Gancini เป็นสิ่งที่เกินจะประเมินค่าได้ โดยเป็นทั้งสัญลักษณ์ของแบรนด์ที่ทั่วโลกสามารถจดจำได้ภายในทันที และยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Gancini ยังสะท้อนและเสริมให้เห็นถึงอัตลักษณ์แห่งซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม

Gancini แสดงถึงประวัติศาสตร์

ความสัมพันธ์ระหว่าง Gancini ที่มีทั้งระหว่างผู้ก่อตั้งแบรนด์และพาลัซโซแห่งเมืองฟลอเรนซ์ (Florentine Palazzo) สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่เขาได้ก่อตั้งเวิร์กช็อปแห่งแรกของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพประวัติศาสตร์แบรนด์ของเราได้อย่างลึกซึ้ง

Gancini มีความทรงพลัง

นอกจากเป็นสัญลักษณ์แล้ว Gancini ยังเป็นอุปกรณ์ใช้งานชิ้นสำคัญที่แข็งแรง ออกแบบเพื่อให้สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งชีวิต (อย่างน้อยที่สุด)

Gancini คือความสวยงาม

Gancini สง่างามโดยธรรมชาติด้วยการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างความงามจากรูปร่างที่โค้งมนเข้ากับความเรียบง่ายของคุณสมบัติการใช้งาน

Gancini บ่งบอกถึงความประณีต

นอกจากจะมีความละเอียดเป็นอย่างสูงแล้ว Gancini ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความประณีตอีกด้วย โดยเป็นเครื่องแสดงถึงความสุขุมรอบรู้ของผู้สวมใส่ มีความเป็นเอกลักษณ์ทั้งในด้านรูปร่างและการใช้งานโดยเป็นได้ทั้งโลโก้แบรนด์และอุปกรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาคุณค่าของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมไว้ในตัว

Related Post

Eye LOEWE Nature

วรรณกรและนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ โรเบิร์ต แม็คฟาร์เลน (Robert McFarlane) เขียนไว้ในหนังสือเดอะโอลด์เลย์  (The Old Ways) ว่า “Anyone who lives in a city will know the feeling of having been there too long.” โดยสิ่งที่จะสามารถเยี่ยวยาอาการเหล่านั้นคือการมุ่งหน้าสู่พื้นที่กลางแจ้ง… ด้วยความคิดนี้โลเอเว่ตัดสินใจเปิดตัวคอลเลคชั่น Eye/LOEWE/Nature สำหรับผู้ชายอย่างถาวรอีกหนึ่งไลน์ ที่นอกเหนือไปจากคอลเลคชั่นหลัก โดยเสื้อผ้า กระเป๋าและเครื่องประดับในคอลเลคชั่นนี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นมิตรกับธรรมชาติ โดยคำนึงถึงการใช้สอยและสไตล์ที่ลงตัว

The Clothes

เสื้อพาก้า ถูกทำขึ้นจากวัสดุที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษ เสื้อถักจัมเปอร์ ถูกถักจากเส้นใยที่เป็นวัตถุดิบรีไซเคิล ร่วมไปถึงแจ๊กเก็ต, กางเกงขาสั้น – ยาว และเสื้อลำลอง นอกจากเฉดสีอ่อนของชุดกลางแจ้งแบบดั้งเดิม Eye / LOEWE / Nature ได้สร้างจุดเด่นจากการประยุคสีสันที่อิงจากธรรมชาติให้สดใสและฉูดฉาดมากยิ่งขึ้น

The Accessories

การใช้ประโยชน์จากมรดกทางฝีมือของประเทศและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง กระเป๋าทุกใบถูกนำไปผลิตในประเทศญี่ปุ่น เย็บด้วยมือ จากวัสดุผ้าแคนวาสคุณภาพสูงและการเก็บขอบวัสดุด้วยหนังลูกวัวอย่างปราณีต กระเป๋าเป้แบ็กแพค Eye / LOEWE / Nature จึงมีความแข็งแรงที่ดีเยี่ยม นอกจากนั้นซิปที่แบ่งช่องเก็บของทั้งภายในและนอกกระเป๋าก็ทำให้สามารถจัดเก็บแล็ปท็อป หรือแท็บเล็ตได้อย่างปลอดภัย สีสันอันสดใสตัดกับรอยเย็บตะเข็บสีขาวเป็นลายตัดกัน กระเป๋าโท้ทและกระเป๋าคาดตัวถูกออกแบบให้ร่วมสมัยและคล่องตัวเหมาะกับไลฟ์สไตล์หนุ่มเออเบิลนิสต์ผู้ไม่หยุดอยู่กับที่

The Man

หนุ่ม Eye / LOEWE / Nature เป็นผู้ที่หลงไหลธรรมชาติ และด้วยมุมมองที่อันกล้าหาญและเด็ดเดียวนำเขาไปทั่วทุกมุมโลก เขารู้สึกทึ่งและสนใจเกี่ยวกับรากฐานในสถานที่และผู้คน เขาใส่ใจเกี่ยวกับคุณภาพของสิ่งที่เขาซื้อและภาพลักษณ์ของเขา

The Campaign

นักแสดงชาวอังกฤษจอร์ช โอ คอนเนอร์ (Josh O’Connor) เดินทางสู่เคบดีครูซ (Cap de Creus) อุทธยานแห่งชาติทางตะวันออกของสเปน เพื่อถ่ายทอด คอลเลคชั่น Eye/LOEWE/Nature ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ โดยกล่าวถึงสัญลักษณ์ของแคมเปญนี้ ‘Eye’ ดวงตาที่ปรากฏบนโลโก้สินค้านั้นได้รับการออกแบบโดย M / M Paris

สำหรับสินค้าที่จำหน่ายได้จากคอลเลคชั่นพิเศษนี้ โลเอเว่จะบริจาค 15 ยูโร ให้กับองค์กรเพื่อมลพิษทางพลาสติก

โดยคอลเลคชั่น Eye/LOEWE/Nature จะออกวางจำหน่ายในเดือน มกราคม 2019 นี้เป็นต้นไปในโลเอเว่ บูติกบางสาขาเท่านั้น

 

Related Post