Loewe Paula’s Ibizacollection 2019

เมื่อLoeweครีเอทีฟไดเรคเตอร์ jonathan.anderson และศิลปินแร๊ปเปอร์แฟชั่นไอคอนอย่าง asaprocky ร่วมกันครีเอทลุคสุดคูลรับซัมเมอร์ประกอบลุคบุ๊คประจำคอลเลคชั่น Loewe Paula’a Ibiza 2019

ติดตามได้เร็วๆนี้กับLoewe Paula’s Ibizacollection 2019 แคปซูลคอลเลคชั่นที่ร่วมมือกับห้องเสื้อระดับตำนานแห่งเกาะอิบิซ่าโดยจะวางจำหน่ายเพียงไม่กี่ร้านในโลก ช่วงสิ้นเดือนเมษานี้ พร้อมให้ช๊อปในไทยเร็วๆนี้ ณPaula’s Ibiza Pop up ชั้น 5 The EmQuartier ตั้งแต่พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

GIVENCHY MEN’s to return at Pitti Uomo

เคยได้ชื่อว่าเป็นนิทรรศการที่ออกแนวเซอร์และอินดี้ก่อนที่จะมี Milano Moda Uomo ที่เป็นแฟชั่นวีคแฟชั่นสุภาพบุรุษในมิลาน แต่ทุกวันนี้ Pitti Uomo ที่จัดขึ้นที่ฟลอเรนซ์ อิตาลีกลายเป็นงานเด่น โดยแยกเป็นช่วงต่างๆ อาทิ Pitti Immagine Uomo สำหรับแฟชั่นสุภาพบุรุษ, Bimbo สำหรับแฟชั่นเด็ก, Taste สำหรับอาหาร ฯลฯ เป็นงานที่คนสายแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการหรือการนำเอาแบรนด์แฟชั่นสตาร์ทอัพทั้งหลายมารวมกันเท่านั้น

และในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้จะเป็นงาน Pitti Immagine Uomo ครั้งที่ 96 ทางแบรนด์ GIVENCHY MEN จะมีแฟชั่นโชว์เต็มรูปแบบครั้งแรก หลังการเข้ามากุมบังเหียนแบรนด์นี้โดย Clare Waight Keller ในฐานะ Artistic director ที่มาพร้อมการเปิดตัวคอลเล็กชั่นสุภาพบุรุษจีวองชี่ ด้วยการนำเสนอในส่วนหนึ่งของโชว์รูมในปารีสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามทำให้คนสายแฟหันมาโฟกัสกับ GIVENCHY MEN และเธอยังนำเทคนิคของโอ๊ตกูตูร์มาทำเป็นส่วนหนึ่งในคอลเลกชั่นสำหรับสุภาพบุรุษอีกด้วย

ใน Pitti Immagine Uomo 96 (Spring/Summer2020) นักออกแบบที่เป็นแขกรับเชิญหลักของงานนี้ก็คือ Clare Waight Keller และเธอจะนำคอลเลกชั่นของ GIVENCHY MEN มานำเสนอบนรันเวย์ในงานนี้อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นครั้งแรกสำหรับการนำเสนอคอลเลกชั่นสุภาพบุรุษในแบบแฟชั่นโชว์ของแบรนด์นี้

คำถามที่ตามมาก็คือทำไมเป็นที่ฟลอเรนซ์ ไม่เป็นที่ปารีสซึ่งเป็นเหมือนบ้านของแบรนด์นี้ ซึ่งตัวแคลร์เองก็ให้เหตุผลว่าบรรยากาศและพลังของเมืองฟลอเรนซ์มีความเหมาะสมที่จะเป็นที่เปิดตัวคอลเลกชั่นสุภาพบุรุษจีวองชี่ อย่างเต็มรูปแบบ และเดือนมกราคมปีหน้าเธอก็จะทำแฟชั่นโชว์ของคอลเล็กชั่น Fall/Winter 2020 เสื้อผ้าสุภาพบุรุษในปารีส ว่ากันว่าความผูกพันของเธอกับงาน Pitti Uomo มีมาตั้งแต่เธอเป็นดีไซเนอร์ให้กับแบรนด์ของอังกฤษก่อนที่จะมาอยู่ที่จีวองชี่ แน่นอนว่า Pitti Immagine Uomo 96 ต้องลุกเป็นไฟ เพราะแบรนด์ใหญ่ๆ ต่างพากันมาทำแฟชั่นโชว์สุภาพบุรุษเต็มรูปแบบที่นี่จากที่ไม่ได้ทำ ไม่เคยทำ หรือทำร่วมกับคอลเล็กชั่นผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็น Salvatore Ferragamo ที่จะมีแฟชั่นโชว์คอลเลกชั่นสุภาพบุรุษแยกออกมาที่งานนี้เช่นกัน สมดังที่กูรูแฟชั่นทั้งหลายคาดการณ์กันไว้ว่าคอลเลกชั่นสุภาพบุรุษจะสตรองขึ้นเรื่อยๆ และ Guest Nation ของงานครั้งนี้คือประเทศจีน และที่ Pitti Uomo ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ก็คือคำตอบ

Author & Florence’s picture : Sethapong Pawwattana
Photos & Video courtesy of Pitti Uomo

6 รุ่น 6 สไตล์ กับรองเท้าคอลเลคชั่นพิเศษจาก Nike

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 Nike ได้จัดเวิร์กช็อปการออกแบบรองเท้า Air Max ตามเมืองแฟชั่นชั้นนำของโลก ได้แก่ นิวยอร์ก, ลอนดอน, ปารีส, โซล, เซี่ยงไฮ้ และโตเกียว โดยเน้นคอนเซปต์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละเมือง โดยจากงานกว่าร้อยชิ้น ทาง Nike ก็ได้คัดเลือกตัวแทนจากแต่ละเมือง มาร่วมออกแบบกับทีมดีไซน์ของ Nike ได้ออกมาเป็นคอลเล็คชั่นใหม่ Nike On Air Collection ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของแต่ละเมืองได้อย่างถึงแก่น ตัวแทน Air Max ของแต่ละเมืองจะหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น เราไปดูกันเลย

 1 AIR MAX 98 ON-AIR: NYC “La Mezcla” (ราว 6,357 บาท)

Air Max 98 ที่เป็นตัวแทนจากนิวยอร์กคู่นี้ มีชื่อว่า “La Mezcla” เป็นผลงานจากคุณ Gabrielle Serrano ที่ต้องการสื่อถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติของผู้คนในนิวยอร์ก เทพีเสรีภาพ และภาพความเป็นเมืองคอนกรีตของนครนิวยอร์ก โดยคำว่า La Mezcla นั้นเป็นภาษาสเปนที่แปลว่า การผสมผสานนั่นเอง

2 AIR MAX 97 ON-AIR: LONDON, ‘London Summer of Love’ (ราว 6,357 บาท)

ต่อกันด้วยรองเท้าสุดสดใสตัวแทนจากลอนดอนกันบ้าง คู่นี้เป็นผลงานการดีไซน์จาก Jasmine Lasode ที่หยิบเอาแรงบันดาลใจส่วนตัวจากการออกเดตแรกใน Primrose Hill มารังสรรค์เป็นรองเท้าสีสันสดใสราวกับลูกกวาด โดยหยิบเอาลายริ้วด้านข้างของรุ่น Air Max 97 มาถ่ายทอดเป็นสีสันจัดจ้านที่แสดงถึงความทรงจำดี ๆ

3 AIR VAPORMAX PLUS ON-AIR: PARIS, ‘Paris Works in Progress’ (ราว 7,630 บาท)

สำหรับเมืองแฟชั่นอย่างปารีส ผลงานจากช่างภาพอย่าง Lou Matheron ได้รับเลือกออกมาเป็นรองเท้ารุ่น Air VaporMax Plus ที่ต้องการถ่ายทอดความเป็นเมืองที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของปารีส โดยสื่อถึงการก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรมต่าง ๆ โดยจะเห็นได้จากกิมมิคเก๋ ๆ อย่างการตกแต่งโลหะคล้ายน็อตบริเวณโลโก้ Nike ที่รองเท้า

4 AIR MAX 97 ON-AIR: SHANGHAI, ‘SH Kaleidoscope’ (ราว 6,357 บาท)

ตัวแทนรองเท้าจากเซี่ยงไฮ้คู่นี้ เป็นผลงานจากคุณ Cash Ru กับ Air Max 97 ที่ต้องการสื่อถึงท้องฟ้าอันสวยงามของเมืองเซี่ยงไฮ้ ผสานด้วยการใช้วัสดุแบบโปร่งแสงที่ช่วง upper ก่อนจะแต่งแต้มท้องฟ้าด้วยโลโก้ของ Nike สีแดงขนาดเล็ก เพิ่มความสวยงามให้ดูมีมิติมากขึ้นด้วยการใช้ริบบิ้นซ้อนกันบริเวณช่วงส้นเท้าและที่ลิ้นรองเท้า

5 Air Max 97 ON-AIR: SEOUL, ‘Neon Seoul’ (ราว 6,357 บาท)

สำหรับ AirMax คู่นี้ คุณ Gwang Shin ได้แรงบันดาลมาจากสีสันของแสงไฟนีออนในยามค่ำคืนของเกาหลีใต้ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่มีวันหลับใหล เข้ากันได้ดีกับ Air Max 97 พื้นสีดำ กับลายเส้นริ้วด้านข้างในสีขาว น้ำเงิน แดง อันเป็นสีที่มาจากสัญลักษณ์ Taeeguk บนธงชาติ

6 AIR MAX 1 ON-AIR: TOKYO, ‘Tokyo Maze’ (ราว 4,770 บาท)

ปิดท้ายด้วยเมืองแห่งแฟชั่นอย่างโตเกียว เป็นผลงานของคุณ Yuta Takuman ตัวรองเท้าถูกดีไซน์ออกมาเป็นลวดลายกราฟิกเขาวงกตสีขาวดำอันสื่อถึงความซับซ้อนของโครงข่าวรถไฟใต้ดินในเมืองโตเกียว มีการใช้สีแดงตกแต่งเพื่อสื่อถึงโตเกียวทาวเวอร์ และปิดท้ายความมีสีสันของ Pop Culture ด้วยเชือกสีรุ้ง

สำหรับรองเท้า Air Max รุ่นสุดเท่ทั้ง 6 รุ่นนี้ มีกำหนดวางจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 13 เมษายนนี้ โดยจะเปิดให้ทำการสั่งซื้อกันได้พร้อมกันทั่วโลกที่เว็บไซต์ของ Nike ใครที่ดูแล้วโดนใจ กับคอลเล็คชั่นสุดพิเศษนี้ล่ะก็ คงต้องเตรียมทั้งเงิน และเตรียมเวลาเกาะขอบจอคอม เพื่อรอสั่งซื้อกันได้เลย ยังไงก็ขอให้ได้ขอให้โดน กดสั่งซื้อทันกัน

Cr. sanook.com

ไฮอาร์ทิสทรี (High Artistry) คอลเลกชั่นลิมิเต็ดอิดิชั่นล่าสุดจาก Montblanc

ด้วยทักษะความเชี่ยวชาญขั้นสูงของช่างจากศูนย์ช่างฝีมือ (métiers d’arts) ภายในอะเตอลิเยร์ของ Montblanc ทำให้แบรนด์สามารถสร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์ชั้นยอดอันหาที่เปรียบมิได้ Montblanc ขอแนะนำนาฬิกาที่เป็นผลงานระดับ High Artistryลิมิเต็ดอิดิชั่นล่าสุดของแบรนด์ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัวมีทั้งปากกาและนาฬิกา สำหรับนาฬิกาในคอลเลกชั่น ไฮอาร์ทิสทรี (High Artistry) ลิมิเต็ดอิดิชั่นล่าสุดที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ส่วนประกอบของกลไกนาฬิกาทั้งหมดได้รับการผลิตขึ้นอย่างประณีตและประกอบด้วยมือ
โรงงานผลิตนาฬิกาของมงต์บลองค์ในวิลเลอเล่ คือหนึ่งในโรงงานการผลิตเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่รู้ขั้นตอนการผลิตสายใยนาฬิกา(Balance springs) ด้วยตนเองทั้งหมดตั้งแต่จนจบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับสาวกผู้คลั่งไคล้นาฬิกาเลยก็ว่าได้

นาฬิกาที่รังสรรค์พิเศษเหล่านี้จาก High Artistry อาทิ Star Legacy Suspended Exo Tourbillon Limited Edition 58 ที่มีกลไกสุดซับซ้อนในรูปลักษณ์ที่มีกลิ่นอายวินเทจ, TimeWalker Exo Tourbillon Minute Chronograph Limited Edition ที่ผสมผสานกลไกตูร์บิญองกับโครโนกราฟเข้าด้วยกัน และ Montblanc Star Legacy Moonphase ตัวเรือนพิงก์โกลด์ ด้วยดีไซน์ที่มินิมอล แต่เปี่ยมด้วยฟังก์ชั่นการใช้สอย โดยเฉพาะการตั้งข้างขึ้น-ข้างแรม มีปุ่มกดที่ซ่อนอยู่ข้างตัวเรือน ทำให้ปรับเวลาได้ง่ายขึ้น

Montblanc ได้เปรียบเทียบเหล่าช่างฝีมือผู้เปี่ยมทักษะเสมือน ‘ผู้สร้างจิตวิญญาณ’ ช่างฝีมือเหล่านี้คือผู้ที่เต็มเปี่ยมด้วยพรสวรรค์และเทคนิคพิเศษที่ได้เฝ้าฝึกฝนมานานหลายปี โดยได้เรียนรู้จากช่างฝีมือรุ่นก่อนและพร้อมที่จะส่งต่อความเชี่ยวชาญนี้ไปสู่รุ่นต่อไป เราจะสัมผัสได้จากการชมผลงานสุดลิมิเต็ดเหล่านี้ หรือแม้แต่ผลงานทุกชิ้นที่อวดโฉมอยู่ในบูติกของ Montblanc ก็ตาม เป็นผลงานล้ำค่าที่ควรค่าแก่การส่งต่อจากรุ่นถึงรุ่นอย่างแท้จริง

Author : Sethapong Pawwattana
Pictures : Courtesy of Montblanc

Pro-Keds ” Spring 2019 ” คอลเล็กชั่นต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ 2019

โปรเคดส์ ( Pro-Keds ) กลับมาพร้อมกับรองเท้าทรงคลาสสิคและเป็นเอกลักษณ์ตลอดกาล ที่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกได้ถึงความเป็นอิสระและความเป็นตัวเอง ในคอลเล็กชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ 2019 

ในซีซั่นนี้ โปรเคดส์ ยังคงนำรองเท้ารุ่นไฮไลท์อย่างรอยัล ( Royal ) ที่ถือเป็นรองเท้าผ้าใบทรงดั้งเดิมของแบรนด์มาปรับเพิ่มความโดดเด่นให้กับรองเท้าด้วยการนำความคลาสสิคมาผสมผสานกับความทันสมัย จากสีสันสดใสตามฤดูกาลอย่างสีเขียวมะนาว ( Light Lime ) และ สีชมพูกุหลาบ ( Dusty Rose ) หรือลายพรางทหาร นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งรุ่นที่ขาดไม่ได้ คือรอยัล พลัส ที่มาในสีน้ำเงินโคบอลด์ ( Cobalt ) คาดแถบสีเหลือง และสีชมพูกุหลาบคาดแถบสีขาว 

พบกับโปรเคดส์ ไทยแลนด์ เอดิชั่นได้ที่ :
ร้าน ไอคอน สาขา สยามแสควร์วัน ชั้น 2, แฟชั่นไอส์แลนด์ ชั้น 1, เซ็นทรัลพลาซ่าบางนา ชั้น 1, ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ชั้น G และ 
เมญ่า เชียงใหม่ ชั้น 1 
โปรเคดส์ สาขา เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 3, เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 2, สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น 1, เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ชั้น 3, เซ็น แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น 2, เดอะมอลล์ บางกะปิ ชั้น 2 และ เอ็มโพเรียม ชั้น 1 

The Famous Five ต้อนรับลมร้อนกับห้าหนุ่มฮ็อต SBFIVE บอยแบนด์ที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ ที่ทุกคนยืนยันอย่างจริงใจว่า ‘ มีวันนี้ได้เพราะแรงสนับสนุนของ ‘แฟนคลับ’ อย่างแท้จริง ‘

ระหว่างการถ่ายทำปกนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์กับเสื้อผ้าสุดชิคจาก MLB บรรยากาศในกองถ่ายเป็นไปด้วยความสนุกสนาน เป็นกันเอง ความขี้เล่นและสนิทสนมของแต่ละคนนั้นถ่ายทอดออกมาเผื่อแผ่ทีมงานในกอง ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามพวกเขาไปด้วย เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนุ่มๆ ทั้งห้าคนถึงกลายมาเป็นที่รักของแฟนๆ หลากหลายประเทศภายในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้

ธนพล จารุจิตรานนท์ (ตี๋)

เข้าวงการมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

: ตั้งแต่สมัยอยู่ที่เชียงใหม่ ผมก็ทำงานถ่ายแบบแล้วครับ พอเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ก็รับงานถ่ายโฆษณา ได้เล่นซีรีส์ แล้วก็มาถึงจุดนี้ล่ะครับ

ทำไมชอบทำงานนี้ ?

: ผมชอบความรู้สึกเวลาได้แสดงศักยภาพอะไรบางอย่างของตัวเอง แล้วแฟนๆ ชอบน่ะครับ เป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ

ประทับใจอะไรในตัวแฟนคลับบ้าง ?

: ที่ประทับใจที่สุดคือ แฟนคลับบอกว่า พวกเขาจะยืนเคียงข้างเรา ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องร้ายๆ มาขนาดไหน พวกเขาจะคอยสนับสนุนและดูแลเราอยู่ข้างตลอด ไม่ไปไหนครับ เวลาท้อๆ มันช่วยได้เยอะนะครับ เหมือนเป็นกำลังใจให้กันและกัน ไม่ใช่แค่ว่าแฟนคลับเป็นกำลังใจให้พวกเราเท่านั้น แต่พวกเราก็เป็นกำลังใจให้กับแฟนคลับด้วยเหมือนกัน ต่างเยียวยากัน บางทีเขาไปเจอเรื่องร้ายๆ มา พวกเราให้กำลังใจไป หรือวันไหนที่เราท้อ แฟนคลับแค่บอกว่า ‘สู้ๆ นะ เราจะอยู่ข้างคุณ’ คอยดูแลพวกเรา ได้เห็นรูปที่พวกเขาถ่าย ได้อ่านแคปชั่นน่ารักๆ ที่เป็นกำลังใจได้ เท่านี้ก็พอแล้วครับ

เวลาเห็นรูปตัวเองที่แฟนคลับถ่าย รู้สึกอย่างไรบ้าง ?

: รู้สึกดีมากครับ ไม่เคยเห็นตัวเองยิ้มแย้มขนาดนั้น ปกติคนเราก็ไม่ค่อยเห็นตัวเองเท่าไหร่เนอะ ถ้าไม่ส่องกระจก เป็นโมเมนต์ที่แฟนคลับเขาเก็บทั้งหมดจริงๆ เวลาผมยิ้มแย้ม คุยกับใครอยู่ เขาถ่ายมาหมดเลย เหมือนได้เห็นตัวเองมากขึ้น ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้เห็นบุคลิกภาพตัวเอง เอามาพัฒนาตัวเอง มันจะมีความรู้สึกว่านิ่งไป ขี้เล่นเกินไปไหม ก็ปรับให้อยู่ตรงกลาง

ดาวิชญ์ กรีพลฤกษ์ (เต้)

เข้าวงการมาได้อย่างไร ?

: ผมเริ่มต้นจากการเดินแบบครับ ต่อด้วยเข้าประกวดเวทีหนึ่ง และก็มีคนมาแคสต์ จนได้รับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง ‘มหายาลัยเที่ยงคืน’ ประกบกับพี่มาร์กี้ (ราศรี บาเล็นซิเอก้า) ผมตกใจมากเลยครับ ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ ตอนนั้นผมตื่นเต้นมากจริงๆ ครับ ได้ประกบดารารุ่นใหญ่ทั้งนั้นเลย ประหม่ามาก ผลงานแรกนี่มาถึงแล้วเจอชุดใหญ่เลยครับ

ความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ในวงเป็นอย่างไรบ้าง ?

: ส่วนตัวผมเป็นคนนิ่งๆ นะครับ ยิ่งเวลาอยู่กับคนที่ไม่คุ้น ผมจะนิ่งมาก แต่ด้วยความที่พวกเราห้าคนทำงานด้วยกันมาแทบจะทั้งวันทุกวัน มานานมากแล้ว เลยสนิทกันแล้ว พอได้มีเวลาอยู่ด้วยกันทำงานด้วยกัน มันก็เฮฮาครับ

บอกอะไรแฟนคลับหน่อย

: ผมรู้สึกรักพวกเขามากๆ เลยครับ สัมผัสได้ถึงความรักที่ทุกคนมีให้ ถ้าไม่มีเขา ก็ไม่มีพวกเรานะ ผมคือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เดินมาได้ไกลขนาดนี้ เพราะมีกลุ่มคนที่รักผม สนับสนุนผม และไม่ว่าพวกเราจะทำอะไร มีผลงานอะไร เขาพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เขาภูมิใจในตัวเราเลยครับ มันเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราได้มาสัมผัสความรัก ความรู้สึกแบบนี้ เป็นความโชคดีมากๆ เลยครับ

คำพูดไหนของแฟนคลับที่ทำให้ประทับใจมากๆ ?

: ผมไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองไม่เพอร์เฟ็กต์ ไม่หล่อเลย คำพูดของแฟนคลับที่ได้ยินแล้วรู้สึกเหมือนปลดล็อกอะไรบางอย่างในตัวผมนี่คือ เขาไม่ได้ต้องการคนที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด เขาต้องการเราที่เป็นเรา เขารักในความไม่สมบูรณ์แบบของเรา คำพูดนี้กระทบใจผมมากๆ เลยนะครับ รู้สึกได้เลยว่า การที่มีคนที่รักความเป็นเรา ถึงเราจะไม่หล่อ หุ่นไม่ได้ดี แต่เขารักเราอ่ะ แล้วเราจะมาไม่มั่นใจในตัวเองทำไม เขารักที่เราเป็นเรา เราไม่ได้มีอะไรผิด เรารู้สึกว่าเรามีความสุขกับตัวเองมากขึ้นจริงๆ หลังจากได้ยินคำพูดนั้น เรียกได้ว่ากังวลน้อยลงไปเยอะเลยครับ

ภานุวัฒน์ เกิดทองทวี (คอปเตอร์)

ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม หลังจากมาเป็น SBFIVE ?

: ผมเปลี่ยนแปลงไปเพราะสิ่งรอบตัวนี่ล่ะครับ พอตัวเรากลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาในระดับหนึ่ง มีคนคอยติดตาม หรืออัพเดทชีวิตตลอด ฉะนั้น พฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยนเลยก็คือ เวลาออกไปข้างนอก ผมต้องดูแลตัวเองให้เยอะๆ เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราเป็นบุคลากรในวงการบันเทิงน่ะครับ

เข้าวงการมาได้อย่างไร ?

: ผมอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อยากเป็นนักร้อง ผมเรียนเต้น เรียนร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ แต่งานแรกที่ได้ทำจริงๆ เป็นงานแสดง คือ ไม่ได้ถนัดมากนะครับ ถ้าให้เลือกงานในวงการบันเทิงนี่อาจจะอ่อนที่สุด แต่มันเป็นโอกาสที่ผมได้รับ ต้องทำให้ดีที่สุดให้ได้ พอพยายามมากๆ ก็เลยได้ผลตอบรับว่ามีแฟนคลับคอยติดตาม พอได้เห็นแฟนคลับเวลาไปงาน หรือออกอีเวนต์ เห็นเขามาเชียร์ จะเป็นความภูมิใจเล็กๆ ว่า ผมได้พิสูจน์ตัวเองในวันนั้น จนได้มีวันนี้ได้

เล่าความประทับใจในแฟนคลับหน่อย

: ตั้งแต่ช่วงที่เล่นซีรีส์ ‘เดือนเกี้ยวเดือน’ ที่มีกระแสดราม่าว่ามีการแคสต์ไม่ตรงบท ผมรู้สึกเฟลนะ คือ ผมพยายามทำตามความฝัน มาออดิชั่นเหมือนคนอื่น แต่ทำไมเราเป็นไม่ได้ ทำไมคนอื่นต้องมาดูถูกเรา ถึงขั้นคิดเลยว่าไม่ไปต่อดีไหม ซึ่งแฟนคลับก็พยายามบอกว่า ไม่ต้องไปแคร์คนอื่นหรอก พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นสิ ด้วยผลงานของเรา ด้วยความพยายามของเรา ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราทำได้ ผมเลยจำตรงนี้ขึ้นใจเลยครับ ผมรู้สึกเลยว่า นี่เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ แฟนคลับเราดีมาก เขาไม่ได้มารับแรงกดดันเหมือนเรา แต่ทำไมเขาถึงคิดได้แบบนี้ ผมเลยเก็บสิ่งนี้ ที่เขาส่งพลังให้ผม เป็นพลังในการใช้ชีวิต หรือการทำงานในวงการบันเทิงมาตลอด

วโรดม เข็มมณฑา (คิมม่อน)

เข้าวงการมาได้อย่างไร ?

: ถ้างานชิ้นแรกจริงๆ ในวงการบันเทิงคือเป็นเอ็กซ์ตร้านะครับ เดินไปเดินมาทั้งวัน เปลี่ยนชุดสามสี่ชุด อะไรแบบนั้นครับ หลังจากนั้นก็ค่อยได้แคสต์งานโฆษณา จนสุดท้ายได้แคสต์ละครซีรีส์เรื่อง Love Sick the Series ซีซั่นสองครับ นั่นคือจุดเริ่มต้น

ตอนที่รู้ตัวว่าตัวเองมีแฟนคลับแล้ว รู้สึกอย่างไร ?

: มันเปลี่ยนโลกไปเลยครับ ผมเริ่มต้นจากการเป็นเอ็กซ์ตร้านะครับ พอแคสต์ติดเท่านั้นแหละ มีแฟนคลับทันทีเลย เร็วมาก ไม่ทันตั้งตัวเลยครับ งงไปหมด ผมยังไม่ทันได้ขึ้นเวทีเลยเสียด้วยซ้ำ แค่แคสต์ติด มีชื่อขึ้นหน้าประกาศโซเชียล ยอดไอจีผมเด้งหนักมากครับ เป็นวินาทีที่ช็อคที่สุดในชีวิตแล้ว นั่งอึ้งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หน้าชาอยู่แล้วที่แคสต์ติด พอยอดขึ้น คนมาติดตาม มีบ้านแฟนคลับเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเจอกันเลย มันช็อคครับ พอเราได้ประกาศว่าเป็นผู้เข้ารอบ เราก็ต้องขึ้นเวทีกับนักแสดงคนอื่นๆ ตอนนั้นจำได้ว่าหูอื้อไปหมดเลยครับ หน้าชามาก ทำตัวไม่ถูกเลยครับ คือ ผมไม่ได้เคยโดดเด่นอะไรนะครับ ไม่เคยมีคนกรี๊ดมากมาย แต่พอมีคนมากรี๊ด มีคนมาชอบนี่คือ ทำตัวไม่ถูกน่ะครับ

คำพูดของแฟนคลับที่ประทับใจ ?

: ผมชอบคำนี้นะครับ เป็นคำที่ผมจำตลอด คือ แฟนคลับเขาบอกว่า เขาไม่สัญญาว่าจะอยู่กับผมตลอดไป แต่จะอยู่ไปเรื่อยๆ ให้ความรักเต็มที่ในตอนนี้ มันเป็นคำที่จริงมากสำหรับผม วันหนึ่งเขาคงต้องไปแหละ ผมรู้ มีศิลปินใหม่ๆ มีอะไรใหม่ๆ มาตลอดเวลาอยู่แล้ว เขาสัญญาไม่ได้จริงๆ ว่าจะรักเราตลอดไป แต่เขาจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด ผมชอบมากเลยครับ ดูจริงครับ ผมเป็นคนจริงครับ ชอบแฟนคลับแบบเรียลๆ

สุรเดช พินิวัตร์ (บาส)

บอกรักแฟนคลับหน่อยสิ ?

: เอ่อ… บอกตรงๆ นะครับว่าไม่ต้องถึงขั้นเดินขึ้นเวทีหรอกครับ แค่เดินไปแคสต์ซีรีส์สักเรื่อง แล้วมีคนถ่ายรูป ผมก็ดีใจมากแล้วครับ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยครับว่าจะมีคนสนใจเรา ตอนแรกๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นแฟนคลับด้วยซ้ำ คิดว่าเป็นสื่อ แต่พอรู้ว่าเป็นแฟนคลับคือดีใจมากเลยครับที่มีคนชอบเรา ดีใจจริงๆ ครับ อันนี้พูดจากใจเลยนะครับ

ประทับใจอะไรในคำพูดแฟนคลับบ้าง ?

: แฟนคลับบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะอยู่กับเราตลอด ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง และไม่ว่าเราจะทำอะไร ทำอะไรก็ได้จริงๆ ขออย่าผิดกฎหมายเท่านั้นเอง เขาจะพร้อมอยู่กับเราเสมอ บางทีผมก็เริ่มโตขึ้น ความคิดอาจจะเปลี่ยนไป จะมีบางกลุ่มไม่ชอบ แต่จะมีกลุ่มที่ย้ำเสมอว่า ขออย่าทำอะไรผิดกฎหมาย เราจะอยู่กับผมเสมอ เขารู้ว่าคนเราไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟ็กต์ ต้องดีขนาดนั้น ผมก็เคยบอกพวกเขาว่า ผมไม่เพอร์เฟ็กต์นะ ไม่เป๊ะนะ ขอบคุณนะที่อยู่กับผมมาตลอด ผมดีใจจริงๆ นะครับ

เห็นรูปตัวเองที่แฟนคลับถ่าย รู้สึกอย่างไร ?

: รู้สึกดีมากครับ ถ้าไม่มีแฟนคลับ ผมคงเคว้งนะครับ เคยคิดแบบนั้น

คิดว่าแฟนคลับชอบอะไรในตัวเรา ?

: ผมว่าผมเป็นตัวเองที่สุด ไม่มีการคีพลุคอะไรเลย ขนาดอยู่กับสื่อ หรืออยู่บนเวที ผมก็เป็นตัวเองตลอดเวลา เป็นคนกวนๆ เล่นตามประสา ตามวัยน่ะครับ เอาเป็นว่า ผมไม่เก๊ก ไม่เฟค ทำหน้าตาน่าเกลียดขนาดไหนก็ได้จริงๆ ทุกคนรับได้ รูปหลุดที่ขี้เหร่ๆ ของผมไม่มีผลกับคนที่ตามผมเลยนะครับ เพราะผมไม่เก๊กเลย คือ ทุเรศแค่ไหนก็ได้ ทำหน้าประหลาดแบบไหนก็ได้ สบายใจจริงๆ ครับที่เป็นตัวเองได้ขนาดนี้ มันทำอะไรไม่ต้องมานั่งเก๊ก ดึงหน้า มันเหนื่อยครับ ดีใจที่ทุกคนยอมรับผมได้ขนาดนี้ครับ ดีใจจริงๆ

Author : Pacharee Klinchoo
Fashion Editor : Chanond Mingmit
Photographer : Napat Gunkham

CELINE เปิดตัวสโตร์คอนเซ็ปท์ใหม่ล่าสุดแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ ICONSIAM

เรามีโอกาสเยี่ยมชม CELINE คอนเซ็ปท์ใหม่ล่าสุดแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้การออกแบบของ HEDI SLIMANE ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ของ CELINE ณ ไอคอนสยาม ด้วยพื้นที่ 213 ตารางเมตร ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่มีคอลเลคชั่นทั้งของผู้หญิงและผู้ชายในพื้นที่เดียวกัน

ตกแต่งด้วยวัสดุมีค่าไม่ว่าจะเป็นหินอ่อนจากประเทศฝรั่งเศส หินฟองสบู่จากอิหร่าน โครงโลหะสีดำ กระจก และเติมความอบอุ่นให้กับบรรยากาศด้วยไม้

สำหรับคอลเล็กชั่นนี้มีความยูนิเซ็กส์ อย่างรองเท้าบู้ทที่เราเห็นอยู่ในแผนกสตรีก็จะมีไซส์ที่สุภาพบุรุษสามารถใส่ได้ หรือรองเท้าผ้าใบจะมีหลากไซส์ เว้นแต่รองเท้าบางดีไซน์ที่มีความแฟมินีนมากๆ ก็จะไม่มีไซส์สำหรับบุรุษอย่างรองเท้าส้นสูง ส่วนรองเท้าสำหรับบุรุษส่วนใหญ่จะมีไซส์เล็กสำหรับสุภาพสตรีเพราะดีไซน์จะเน้นความเท่

ปกติเราจะชินกับดีไซน์ของ SLIMANE ที่มีความสลิมฟิต แต่เมื่อมาดีไซน์คอลเล็กชั่นให้ CELINE เขานำเอาอะไคฟ์ของเซลีนมารังสรรค์ใหม่ อย่างแจ็คเก็ตสูทสำหรับสุภาพบุรุษลำตัวจะไม่ฟิตมาก แต่จะมีโครงตัวที่หลวมแต่ก็สวมแล้วจะเป็นทรงที่เพรียว แม้แต่คอลเล็กชั่นสุภาพสตรีก็เช่นกัน

นอกจากนี้เขายังร่วมงานกับศิลปินที่มีชื่อเสียงออกแบบกระเป๋าเป้ เสื้อแจ็คเก็ต ที่มีลวดลายเป็นตัวอักษรที่อ่านเป็นเสียงต่างๆ คล้ายกับงานป็อปอาร์ต
ใครที่เป็นสาวกของ HEDI SLIMANE สามารถไปชมคอลเล็กชั่นล่าสุดกับร้าน CELINE รูปแบบใหม่แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ที่ไอคอนสยาม

Author : Sethapong Pawwattana

สายแฟเจนใหม่ เก้าและไอซ์ พาสัมผัสหลุยส์ วิตตอง

คอลเลกชั่นสุภาพสตรี Pre-Fall 2019 โดยนิโคลาส์ เฌสกิเยร์ และคอลเลกชั่นสุภาพบุรุษ Fall-Winter 2019 Precollection โดยเวอร์จิล แอบโลห์ พร้อมด้วยไฟน์จิวเวลรี่, นาฬิการุ่นล่าสุด รวมถึงน้ำหอม Les Parfums เป็นครั้งแรกในไทย

Dries Van Noten (ดรีส์ แวน โนเทน) Menswear Spring Summer 2019

Dries Van Noten (ดรีส์ แวน โนเทน) แบรนด์จากแอนท์เวิป, ประเทศเบลเยี่ยมที่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง กว่า 100 รันเวย์โชว์ผ่านมุมมองที่แตกต่างของดรีส์ที่มีต่อวงการแฟชั่น กับการ collaboration รูปแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำซากจำเจ

สำหรับซีซั่น Spring Summer 2019 ดรีส์ อุทิศคอลเลคชั่นให้กับ Verner Panton (เวอร์เนอร์ แพนตัน) สถาปนิกชื่อดัง ผู้มีอิทธิพลในปี 1960 นำสไตล์และรูปแบบกราฟฟิค สีสัน ลวดลาย ของเวอร์เนอร์มาใช้ ได้อย่างลงตัว โดยยังคงเอกลักษณ์ ความหรูหรา ทันสมัย ทะมัดทะแมง ปราณีตในการตัดเย็บและงานปัก ด้วยเทคนิคการไล่สีและเน้นรูปทรง (Three Dimensional)

พบกับ Collection Dries Van Noten (Menswear) Spring/Summer 2019 ได้ที่
Club 21 Men Erawan Bangkok 1st Floor Tel. 02 025 7712

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดร้าน SIRIVANNAVARI แฟล็กชิพสโตร์ ที่ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ร้าน SIRIVANNAVARI แห่งนี้เป็นแฟล็กชิพสโตร์ที่มีขนาด 160 ตารางเมตร รวบรวมคอลเลคชั่นทรงออกแบบ อาทิ เครื่องแต่งกายแฟชั่นสำหรับสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษ เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ ภายในร้านตกแต่งด้วยวัสดุชั้นเลิศที่สะท้อนถึงบุคลิกของแบรนด์ อาทิ หินอ่อน แก้ว กระจกรมควัน ไปจนถึงการลงรายละเอียดต่างๆ ที่ทำจากมือ สร้างสรรค์บรรยากาศภายในร้านให้ดูสง่างาม แต่ยังคงซึ่งความรู้สึกอบอุ่น

ในวันงานคับคั่งไปด้วยบรรดาเหล่าเซเลบที่ต่างชื่นชอบผลงานทรงออกแบบ นอกจากจะได้เห็นคอลเล็กชั่นล่าสุดที่สวยงามต้องใจจนต้องช้อปกลับบ้านกันแล้ว ในงานยังมีการสาธิตการปักประดับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์คอลเล็กชั่นนี้ให้มีความพิเศษยิ่งขึ้น


สำหรับสุภาพบุรุษจะมีทั้งแจ็คเก็ตที่สวมกับกางเกงขาคร็อป ชุดออกแนวซาฟารีที่ตกแต่งด้วยแถบสีแบบแอฟริกัน รองเท้าหุ้มส้นด้านหน้าเป็นลายพิมพ์กราฟฟิกที่ประยุกต์จากแผงวงจร เครื่องประดับแต่ละชิ้นของหนุ่มๆ เท่มาก รวมทั้งกระเป๋าทรงครัชต์ กระเป๋าหิ้วใบใหญ่ตกแต่งอย่างดงาม และปีนี้เป็นคร้งแรกที่มีกางเกงว่ายน้ำสำหรับหนุ่มๆ ในลวดลายแบบกราฟฟิก รวมทั้งเสื้อคลุมที่จะดัดแปลงเป็นเสื้อตัวนอกหรือจะเป็นเสื้อคลุมนอนหรือเสื้อคลุมริมสระก็ได้แล้วแต่การสร้างสรรค์การแต่งกายของแต่ละคน


สามารถชมคอลเลคชั่นทรงออกแบบประจำฤดูกาลสปริง/ซัมเมอร์ 2019 ของแบรนด์ SIRIVANNAVARIและ S’HOMME ได้ที่ร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน