DIOR SUMMER 2020 SHOW LIVESTREAMING

แนวคิดการออกแบบคอลเลคชั่น ในนิทรรศการอันทรงเกียรติ “UNIVERSE OF SIRIVANNAVARI” ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI

แนวคิดการออกแบบคอลเลคชั่น ในนิทรรศการอันทรงเกียรติ “UNIVERSE OF SIRIVANNAVARI” ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี
ตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. – 29 ก.ค. 62  

2008

PRESENCE OF THE PAST 2008

ในปี 2008 การนําเสนอเสื้อผ้าและเครื่องประดับ คอลเลกชั่นนี้อยู่ภายใต้แนวพระดําริ “ฮาร์โมเนียส” ที่ผสมผสานความเป็นไทยโบราณ เข้ากับแฟชั่นทันสมัย จึงทําให้เสื้อผ้าและเครื่องประดับ ที่ทรงออกแบบมีรูปลักษณ์ของความเป็นโอเรียนทัล อาวองต์ การ์ดแบบไทยอย่างชัดเจน สําหรับเสื้อผ้า ในคอลเลกชั่นนี้บางส่วนจะถูกตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  เพื่อสอดแทรกศิลปะไทยในมุม มองใหม่ อาทิ ลายนกยูง และลายพุดตาน สําหรับใน ส่วนของคอลเลกชั่นเครื่องประดับจะมีลวดลายไทย ลายประจํายาม หรือลายดุนตามลายสถาปัตยกรรมของไทย อีกทั้งยังทรงนําความวิจิตรบรรจงของการแกะสลักไม้ของไทยเข้ามาผสมผสานกับงานเครื่องเงิน ได้อย่างลงตัว

2009

ETHNIC ROCK 2009

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ครั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ผู้อํานวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (CREATIVE DIRECTOR) แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงมีรับสั่งว่า “คอลเลกชั่นเสื้อผ้า และเครื่องหนังประจําฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2009 ประกอบไปด้วยเสื้อผ้าทั้งสิ้น 40 ชุด โดยมีแรงบันดาลพระทัยหลักๆ มาจากเพลงร็อค จากยุค 70S-80S และผลงานภาพถ่ายของช่างภาพ ชื่อดังในสไตล์ บอนเดจ (BONDAGE) เช่น ภาพการทรมานผู้หญิงด้วยการรัด เป็นต้น อีกทั้งเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่น ยังอยู่ที่การนําสองวัฒนธรรมที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI  ดังได้เห็นตั้งแต่คอลเลกชั่นที่แล้ว โดยในคอลเลกชั่นนี้ข้าพเจ้าได้ถึงรายละเอียดต่างๆ ของวัฒนธรรมชนเผ่า มาผสมผสานกับจุดเด่นของวัฒนธรรมร็อค แล้วนํามาตีความ และถ่ายทอดออกมาในภาษาของแฟชั่นภายใต้คอนเซ็ปท์ “ETHNIC ROCK” นอกจากนี้ จุดน่าสนใจของคอลเลกชั่น ยังอยู่ที่ความขัดแย้งที่ลงตัวของการสไตล์ และการตัดเย็บ โดยการนําอารมณ์ของเสื้อผ้า ที่หนักแน่นแบบฤดูหนาว มาดัดแปลง และถ่ายทอดให้ดูบางเบาแบบ ฤดูร้อนด้วยเนื้อผ้า และสไตล์”

2014

HUMAN DNA 2014

คอลเลกชั่นเสื้อผ้าและเครื่องหนังประจํา SPRING/SUMMER 2014 ประกอบไปด้วยเสื้อผ้าทั้งสิ้น 40 ลุค โดยคอลเลกชั่นใหม่นี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ครั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงมีรับสั่งว่า “เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของตัวข้าพเจ้าเองในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ ซึ่งข้าพเจ้าไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยที่มาจากอุบัติเหตุการตกม้า หรือด้วยโรคอื่นๆ โดยข้าพเจ้าได้นําเรื่องราวเหล่านั้นมาผสมผสานกับงานศิลปะในสไตล์ที่ชื่นชอบ นอกจากนี้ อย่างที่ทุกท่านทราบกัน ว่าข้าพเจ้าชื่นชอบงานศิลป์ ดังนั้น
แรงบันดาลพระทัยอีกหนึ่งอย่างก็คงมาจากภาพศิลป์ของศิลปินชื่อดัง อย่าง LEONARDO DA VINCI, DAMIEN HIRST และ FRIDA KAHLO (ฟรีดา คาห์โล) ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้นได้ถ่ายทอดออกมาทางลายผ้าพิมพ์แบบ X-RAY COLLAGE ซึ่งนับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่นนี้สําหรับคอนเซ็ปต์ของโครงสร้างเสื้อผ้านั่น คอลเลกชั่นนี้จะมีความเป็น SPORT COUTURE อย่างเด่นชัด คือเสื้อผ้าจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ สปอร์ทแวร์ ทะมัดทะแมง คล่องตัว ให้ความอิสระแก่ผู้สวมใส่ แต่แฝงไว้ด้วยรายละเอียดการตัดเย็บ และการทําแพทเทิร์นที่ประณีตเฉกเช่นงานกูตูร์ อีกทั้งแนวคิดของโครงสร้างเสื้อผ้ายังมีความล้ําสมัย แบบ FUTURISTIC อีกด้วย จึงทําให้คอลเลกชั่นนี้ดูโมเดิร์น และสดใหม่เป็นอย่างมาก ที่สําคัญโครงเสื้อที่ข้าพเจ้าได้ออกแบบนี้ จะทําให้ผู้สวมใส่มีรูปร่างที่สวยงาม กระฉับกระเฉง และ มั่นใจ”

2015

NAPOLEONIC 2015

ผลงานทรงออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับ คอลเลคชั่นซัมเมอร์ 2015 ถ่ายทอดสู่แฟชั่นเซตใน CHARM OF SIRIVANNAVARI เป็นผลงานการออกแบบที่ได้แรงบันดาลพระทัยจากสุนทรียะความงามจาก ยุคนีโอคลาสสิก ยุคจักรวรรดิโรมัน และเสน่ห์ของเครื่องแบบทหารนโปเลียน ถูกปรับให้มีความแตกต่างจากคอลเลกชั่นที่ผ่านมา โดดเด่นด้วยโครงเสื้อและเทคนิคการตัดเย็บแบบใหม่ที่พระองค์หญิงทรงสร้างสรรค์ รวมถึงลายกราฟฟิคฝีพระหัตถ์ที่ทรงนําสัญลักษณ์นําโชคต่างๆ ของยุคนีโอคลาสสิคมาทรงวาดลวดลายใหม่ในเชิงงานศิลป์แบบดาด้า (DADAISM) อีกทั้งคอลเลกชั่นเครื่องประดับจิวเวอรี่ (BIJOUX COLLECTION) โดดเด่นด้วยตัวเรือนทองที่แสดงถึงสัญลักษณ์และลวดลายต่างๆ ที่สื่อถึงความหมายอันดีงามตามความเชื่อในสมัยนีโอคลาสสิค อาทิ ผึ้งบ่งบอกถึงความเป็นอมตะ ช่อมะกอกคือมงกุฏแห่งชัยชนะ ในขณะที่รวงข้าวสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ เครื่องประดับจิวเวอรีทุกชิ้นผลิตจากทองเหลืองเคลือบด้วยสีทองขาวและสีทองแฮมมิลตัน ประดับด้วยอัญมณีเพื่อเพิ่มความโก้หรู เช่น อะมีทิส โรสควอร์ท มุกน้ำจืด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีพลอยสังเคราะห์เจียระไนพิเศษหลากหลายสี ทั้งสีเขียวมรกต สีเหลือง อําพัน สีเขียวมะกอก และสีชมพูแซฟไฟร์ โดยยังคงเอกลักษณ์ของ SIRIVANNAVARI ไว้ได้อย่างลงตัว

2015

SIRIVANNAVARI COUTURE THE  WAY OF SILK THE WAY OF THAI 2015

แรงบันดาลพระทัยในการทำชุดในคอลเลกชั่น SIRIVANNAVARI COUTURE สำหรับงานผ้าไทย โครงสร้างของชุดได้รับแรงบันดาลพระทัยมาจากฉลองพระองค์ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงในโอกาสเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ และยังได้รับแรงบันดาลใจจาก โครงสร้างของชุดไทยโบราณ ของตัวละครในวรรณคดีไทย เช่น การใส่สไบ โดยมาผสมผสานกับโครงสร้างของชุดในแบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

รายละเอียดของชุด ใช้ช่างปักไทยผสมกับเทคนิคการปักแบบฝรั่งเศส มีการนำผ้าไหมไทยมาประกอบเป็นรายละเอียดงานปัก และสร้างความโดดเด่นด้วย วิธีการปักล้อลายบนผ้าทอมัดหมี่ อีกทั้งยังมีการใช้ดอกไม้ประดิษฐ์จากศูนย์ศิลปาชีพ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาผสมผสานบนงานปักอีกด้วย

เครื่องประดับเป็นการต่อยอดเทคนิคในการปัก โดยใช้ผ้าไหมในการทำรายละเอียดอันประณีตบรรจง เน้นความเรียบง่าย แต่หรูหรา

ชุดในคอลเลกชั่นนี้ อ้างอิงสไตล์ ความอ่อนหวาน หรูหรา สวยงาม ยุค 1950’s ในการออกแบบ อีกทั้งยังมีการอ้างอิงรูปแบบในการแต่งกายเสื้อผ้าใน ยุคดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับผ้าไทย โดยอาจจะมีการผสมผสานผ้า หรือเทคนิคอื่นๆ ประกอบกัน เพื่อเป็นแนวทางให้กับดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ได้ศึกษา และรู้จักนำ ผ้าไทยมาประยุกต์ในการออกแบบให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองและมีความเป็นสากลอีกด้วย

2016

MYSTICAL GARDEN 2016

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ครั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงพร้อมเผยโฉมผลงานทรงออกแบบจากคอลเลกชั่นแฟชั่นทรงออกแบบประจํา ฤดูกาลสปริง/ซัมเมอร์ 2016 ภายใต้แบรนด์ “SIRIVANNAVARI” โดยทรงมีแรงบันดาลพระทัยมาจากศิลปะจากยุคโรแมติคซิซึม (R0MANTICISM) ไปจนถึงยุคอิมเพรสชั่นนิสซึ่ม (IMPRESSIONISM) ผสมผสานกับบรรยากาศชานเมืองบริเวณพระราชวังแวร์ซายส์ จึงเป็นที่มาแห่งคอลเลกชั่นโก้หรูแนวโมเดิร์นล่าสุดนี้

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ครั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ผู้อํานวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงมีรับสั่งว่า “ข้าพเจ้าเริ่มต้นการทํางานของคอลเลกชั่นนี้ในเขตพระราชวังแวร์ซายส์ โดยเริ่มจากการนั่งสเก็ตช์ภาพ แล้วก็ดูพระตําหนักเปอติ ทรีอานง (PETIT TRIANON) รวมไปถึงสวนรอบๆ โดยคอลเลกชั่นนี้จะมีกลิ่นไอของศิลปะแนว ROMANTICISM และ IMPRESSIONISM

อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสไตล์ภาพวาดของเรอนัวร์ (RENOIR) และโมเน่ต์ (MONET) ซึ่งจะทําให้คอลเลกชั่นดูอ่อนหวาน มีความเป็นผู้หญิง แต่ก็ยังคงความเซ็กซี่ และโมเดิร์นสปอร์ต เฉกเช่นผู้หญิงของแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” นอกจากนี้ คอลเลกชั่นล่าสุดยังนําเสนอคอลเลกชั่นเครื่องประดับจิวเวลรี่ที่ดูวิจิตรตระการตาภายใต้ ธีมของคอลเลกชั่นเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน ดังเห็นได้จากสร้อยโชกเกอร์โลหะทองประดับด้วยไข่มุกที่นํามาร้อยเป็นพลกูสเบอร์รี่ สนับมือ และแหวนรูปนกฮัมมิ่งเบิร์ด ไปจนถึงต่างหูทองประดับหินพิมพ์กราฟฟิคลายนกฮัมมิงเบิร์ด

2017

SERENITY 2017

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ครั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเผยโฉมคอลเลกชั่น ทรงออกแบบสปริง/ซัมเมอร์ 2017 ภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI และ S’HOMME เรื่องราวแห่งความรักของชายหญิง คู่หนึ่งจากการเดินทางใน ท้องทะเลอันไกลโพ้นราวเทพนิยาย ที่เปี่ยมด้วยความทรงจํา ความโรแมนติค และความโศกเศร้าภายใต้ท้องนภาอันกว้างใหญ่ ซึ่งโอบล้อมไปด้วยประกาย แห่งแสงจันทร์ ดวงดาวที่พร่างพราย และเส้นขอบฟ้าที่ไม่รู้จบ อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี
นารีรัตนราชกัญญา คือแรงบันดาลพระทัยหลักในการทรงงานออกแบบคอลเลกชั่นประจําฤดูกาลสปริง/ ซัมเมอร์ 2017 ภายใต้แบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ที่โดดเด่นด้วยโครงสร้าง เสื้อผ้าที่ดูเฟมินีนงานปักชั้นครูไปจนถึงลายกราฟฟิคฝีพระหัตถ์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อํานวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงมีรับสั่งว่า “ข้าพเจ้าได้ประพันธ์กลอนไว้หนึ่งบท ซึ่งเป็นเรื่องราวของความรักระหว่างคนและเทพธิดาแห่งท้องทะเลหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้นําเรื่องราวดังกล่าว มาตีความเป็นแฟชั่นในคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์นี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง
เสื้อที่มีความพริ้วไหวและอ่อนหวาน เทคนิคการตัดเย็บที่ทําให้เสื้อมีความเป็นแฟมินีนขึ้นไปอีก งานปักที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด รวมไปถึงการนําสัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งภาพจักราศรี พระจันทร์ ดวงดาว ม้าน้ํา เข็มทิศ ปะการัง เปลือกหอย ลายทางทะลาสี แมงกะพรุน ฯลฯ มาแสดงถึงจินตนาการของข้าพเจ้า เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงคอนเซ็ปท์ของคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ นอกจากนี้ คอลเลกชั่นล่าสุดยังนําเสนอคอลเลคชั่นเครื่องประดับจิวเวลรี่ที่ดูวิจิตรตระการตา ภายใต้ธีมของคอลเลกชั่นเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน ดังเห็นได้จากสร้อยประดับอัญมณีรูปดาว พระจันทร์ ม้าน้ํา แหวนลงยา สัญลักษณ์ตัว S ประดับมุก และลาปิส (LAPIS) ต่างหูรูปพระจันทร์เสี้ยว ต่างหูเปลือกมุก และ EAR CUFF รูปดาว ไปจนถึง HAND CUFF ลงยา ไฮไลท์ ของคอลเลกชั่นเครื่องประดับคงหนีไม่พ้น เทียร่าโลหะทองรูปดาว และ พระจันทร์ประดับมุก พร้อมหวีสับทองในดีไซน์เดียวกัน สร้อยโชกเกอร์โลหะทองรูปดาว และตกแต่งด้วยโซ่ทองระย้า รวมถึงสร้อยสังวาลย์คล้องลําตัว ที่ทําจากไข่มุกและโลหะทองรูปปะการัง

2018

HORSE,HELEN,HENRI 2018     

เรื่องราวแห่งความรักระว่างชายชาติทหารและสาวบ้านไร่ ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ครั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ คือแรงบันดาลพระทัยหลักในการทรงงานออกแบบ คอลเลกชั่นประจําฤดูกาลสปริง/ซัมเมอร์ 2018 ที่มีชื่อว่า HORSE, HELEN, HENRI ภายใต้แบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ที่โดดเด่นด้วยโครงสร้างเสื้อผ้าที่ดูเฟมินีน งานปักชั้นครู ไปจนถึงลายกราฟฟิก ฝีพระหัตถ์อันเป็นเอกลักษณ์ สําหรับคอลเลกชั่นนี้ โครงสร้างของเสื้อมีความซับซ้อนมาก มีทั้งโครงเสื้อแบบ MERMAID (หางปลา) แบบ DECONSTRUCTIVE (โครงเสื้อที่ไม่ใช่ตามแบบแผนเดิมๆ) BALLGOWN (ชุดราตรี) โดยได้นํามาผสมกับเทคนิคการตัดเย็บ และรายละเอียดอันหลากหลายเข้าไปอีกเพื่อความแปลกใหม่ของคอลเลกชั่น อาทิ เทคนิคการเย็บแบบลาย QUILT (ลายข้าวหลามตัด) การตัดเย็บด้วยผ้าพลีต 3 มิติจาก เวิร์คช็อป GERARD LOGNON (เจราร์ โลนญง) ในกรุงปารีส รวมไปถึงการตกแต่งชุดด้วยการปักจากช่างฝีมือชั้นเลิศของแบรนด์ SIRIVANNAVARI เอง

2019

NARAVANNA 2019

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ครั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงมีรับสั่งถึงคอลเลกชั่นล่าสุดว่า “เรื่องราวในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปสู่โลกใหม่ที่มีชื่อว่า NARAVANNA โดยโลกใบนี้คือโลกแห่งสันติ โลกแห่งความสุขที่อยู่ในจักรวาลที่ไกลโพ้น ปราศจากร่องรอยแห่งอารยธรรมดั้งเดิม ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นผลแห่งการกลายพันธุ์ของโลกเก่าทั้งสิ้น สภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตแปลกใหม่ในโลกแห่งนี้ล้วนแล้วคือแรงบันดาลพระทัยที่ข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดออกมาเป็นรายละเอียดของคอลเลกชั่นล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของแผงวงจรปัญญาประดิษฐ์และกลเฟืองที่แฝงอยู่ในต้นไม้หรือสัตว์ป่า งานหัตถศิลป์แบบชนเผ่าแอฟริกัน ไปจนถึงอารยธรรมใหม่ในโลกอนาคต และสำหรับคอลเลคชั่นนี้ โครงสร้างของเสื้อมีความซับซ้อนมาก โดดเด่นมากด้วยโครงเสื้อแบบ Deconstructive (โครงเสื้อที่ไม่ใช่ตามแบบแผนเดิมๆ) และ Asymmetrical (โครงเสื้อแบบไม่สมมาตร) โดยได้นำมาผสมกับเทคนิคการตัดเย็บแพทเทิร์นและรายละเอียดอันหลากหลายเข้าไปอีก เพื่อความแปลกใหม่และความเท่ให้แก่คอลเลกชั่น อาทิ การตัดเย็บด้วยผ้าพลีต 3 มิติจากเวิร์คช็อป Gérard Lognon (เจราร์ โลนญง) ในกรุงปารีส เทคนิคการเย็บแบบลาย Quilt (ลายข้าวหลามตัด) รวมไปถึงการนำเอางานศิลปะแบบแอฟริกันชนเผ่ามาไซ มาร่า (Maasai Mara) มาผสมผสานกับงานปักจากช่างฝีมือชั้นเลิศของแบรนด์ SIRIVANNAVARI เอง”  

2019

NARAVANNA 2019 (S’Homme) 

คอลเลกชั่นสุภาพบุรุษภายใต้แบรนด์ S’Homme (เอส ออม) นั้น มีความโก้หรูสไตล์แมสคิวลีน (Masculine) ของโลกแห่ง NARAVANNA อย่างชัดเจน ดังเห็นได้จากเสื้อเทรนช์โค้ตสีเบจประดับฮู้ดที่ประดับตราสัญลักษณ์ของแบรนด์บนแขนเสื้อ เสื้อแจ็คเก็ตซาฟารีสีเหลืองที่ตกแต่งกระเป๋าเสื้อทั้งสี่ด้วยแถบสีแบบแอฟริกันที่เข้าคู่กับกางเกงคร็อปสีน้ำเงิน ไปจนถึงชุดสูทกระดุมสองเม็ดสีเสจกรีน (Sage Green) สำหรับเสื้อเชิ้ตในซีซั่นนี้ เอกลักษณ์สำคัญคือการตกแต่งสาบเสื้อด้วยแถบสีแบบแอฟริกัน ส่วนทรงของกางเกงมีความโมเดิร์นมากด้วยทรงกางเกงแบบคร็อปท์ (Cropped Pants) ในขณะที่คอลเลกชั่นรองเท้าก็นำเสนอทั้งรองเท้าหนังกลับผูกเชือก รองเท้าโลเฟอร์ (Loafer) ตัดเย็บจากผ้าพิมพ์ลายกราฟฟิกฝีพระหัตถ์ประจำซีซั่น และรองเท้าแตะที่ตกแต่งด้วยลูกปัดสไตล์แอฟริกัน ส่วนคอลเลกชั่นกระเป๋านำเสนอกระเป๋าหลากสไตล์ทั้งกระเป๋าคาดเอวหนังกลับสีคาเมล กระเป๋าคลัทช์ผ้าลายกราฟฟิกฝีพระหัตถ์ประดับสัญลักษณ์ S ของแบรนด์ และกระเป๋าดัฟเฟิล (Duffle Bag) ที่ตัดเย็บจากผ้าลายกราฟฟิกฝีพระหัตถ์และตกแต่งด้วยหนังวัวธรรมชาติ นอกจากนี้แล้ว คอลเลคชั่นล่าสุด ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างครบครัน ตั้งแต่ไฟน์จิวเวลรี่ อย่างแหวน ที่ตัวเรือนทำจากทองคำขาว ประดับเปลือกมุก หินลาพิสลาซูลีสีน้ำเงิน และหินมาลาไคท์สีเขียว แฟชั่นจิวเวลรี่ อาทิ สร้อยหนังประดับจี้ และเข็มกลัดประดับเสื้อสูท (Pin suit) รูปหัวเสือและสัญลักษณ์ตัว S ไปจนถึงเนคไท เสื้อคลุมอาบน้ำและกางเกงว่ายน้ำลายกราฟฟิกฝีพระหัตถ์ประจำฤดูกาล ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งแรกของแบรนด์ที่ได้นำเสนอคอลเลกชั่นชุดว่ายน้ำชาย  

ในสวนศรีที่ Gucci Garden

มาฟลอเรนซ์ในช่วง Pitti Uomo ได้มีโอกาสร่วมงานเปิดตัว Gucci Gargen ในใจกลางเมืองฟลอเรนซ์หรือที่มิวเซียมกุชชี่นั่นเอง ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณืของ Gucci ในปัจจุบันที่เป็นผู้นำทางด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ สะท้อนตัวตนของคนที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

เราคงไม่เรียกที่นี่ว่ามิวเซียมหรือที่แสดงนิทรรศการ แม้ว่าเราจะได้มาชมนิทรรศการใหม่ล่าสุด แต่ที่นี่คือ Gucci Garden ที่คนรักใน Gucci ต้องมาเยือนสักครั้งให้ได้ เร่ิมต้นเลยกับ Maria Luisa Frisa นักวิจารณ์และภัณฑารักษ์แฟชั่นและยังเป็น Director of the graduate course of Fashion design and multimedia arts ที่ The IUAV University ในเวนิซ งานนี้เธอมารังสรรค์ทุกพื้นที่ใน Gucci Garden ให้เป็นดังจินตนาการของเธอ เธอนำไปชมส่วนจัดแสดงต่างๆ ที่เน้นสเปซหรือพื้นที่ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างลงตัว และเพื่อให้ผลงานดีไซน์ภายใต้ชื่อ Gucci ที่นำมาจัดแสดงโดเด่น เธอไม่ทำให้พื้นที่นั้นดูสับสน แต่กลับทำให้แต่ละชิ้นงานที่จัดแสดงโดดเด่น เพื่อให้ได้สัมผัสความเป็นกุชชี่ได้อย่างเต็มที่

โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งมีการจัดแสดงของที่ดีไซน์พิเศษโดยเฉพาะที่จะหาที่ไหนไม่ได้ยอกจากที่ Gucci Garden แน่นอนว่าเราชื่นชอบทุกชิ้น เพราะเป็นดีไซน์ที่พิเศษจริงๆ การจัดแสดงก็ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายเลยว่านี่คือความพิเศษของ Guccu garden

และก็มาถึงชิ้นงานสุดโดดเด่นและเป็นไฮไลต์ของทุกสิ่งที่จัดแสดงใน Gucci Garden นั่นก็คือแจ็คเก็ตตัวยาวหนังงูที่ออกแบบโดย Alessandro Michele สำหรับ Gucci Fall/Winter 2017-18 โดยผลงานชิ้นนี้จัดแสดงในห้องที่สร้างบรรยากาศให้ดูนิ่งสงบที่สุด การจัดวางไลท์ติ้งทำให้ทุกสายตาต้องจับที่ผลงานชิ้นนี้ ซึ่งหลายคนอาจจะคาดหวังว่าการออกแบบพื้นที่ใน Gucci Garden ผู้ออกแบบต้องโชว์พลังให้มาก แต่ Maria Luisa Frisa กลับสร้างสรรค์พื้นที่ให้มีความเรียบ แต่ทุกรายละเอียดกลับแสดงแนวคิดของเธอได้อย่างเด่นชัดและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผลงานดีไซน์ของ Gucci ได้อย่างน่าประหลาด

แล้วก็มาถึงจุดที่ทุกคนต้องว้าวและพลาดไม่ได้ นั่นก็คือ The rabbit instagram wall รังสรรค์โดยอาร์ติสท์ชาวญี่ปุ่น Yuko Higuchi ที่เก๋สุดเก๋ เธอบอกว่า ฉัดวาดสรรพสัตว์ที่มอบดอกไม้เพื่อเตือนให้นึกถึงหมู่มวลบุปผชาติใน Gucci Garden แทนที่เธอจะวาดดอกไม้ให้เป็นสวน แต่เธอกลับวาดภาพสัตว์น่ารักๆ มอบดอกไม้ และที่เก๋สุด Maria Luisa Frisa แนะนำเราว่า ให้ไปยืนตรงผนังเซลฟีนั้นแล้วทำท่ารับดอกไม้จากกระต่าย(เราหันหลังให้ภาพ เอื้อมมือขวาไปรับดอกไม้ และใช้มือซ้านถือกล้องถ่ายเซลฟี หรือทำสลับแขนซ้ายขวาได้) แล้วถ่ายเซลฟีตัวเอง มุมนั้นจะทำให้กระต่ายในกล้องเซลฟีเราเสมือนเป็นภาพสามมิติ จะเป็นมุมเซลฟีที่ดีที่สุด

การมาชม Gucci Garden ที่ฟลอเรนซ์ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดอย่างหนึ่งในการมาเยือนช่วง Pitti Uomo ในครั้งนี้ เสมือนเราได้ไปเดินเล่นในสวนสวยที่ดอกไม้งามๆ ที่ให้เราเก็บมาชื่นชมได้ก็คือผลงานดีไซน์ของ Alessandro Michele นั่นเอง

Author: Pam Thien , Sethapong Pawwattana
Photo : Pam Thien

Gucci Garden
Piazza della Signoria 10
Firenze, 50122, Italia
T:+39.055.75927010
www.gucci.com

#GucciGarden #Gucci #GucciThailand #HommesThailand

OFF-WHITE™ c/o VILEBREQUIN

Off-White c/o Virgil Abloh™

ออฟไวท์ (Off-White™) เปิดตัวแคปซูลคอลเลคชั่นที่ออกแบบร่วมกับแบรนด์ชุดว่ายน้ำสุดหรูจากประเทศฝรั่งเศสอย่าง วิลล์เบรอร์กัง (Vilebrequin) คอลเลคชั่นนี้ได้นำเสนอกางเกงว่ายที่นำลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของออฟไวท์อย่างลายแอร์โรว์ (Arrow) รวมไปถึงลายเฉลียงสลับขาวดำอย่างลายครอส (Cross) และลวดลายดอกไม้ในโทนสีขาวดำที่ตัดกับสีชมพูฟิวเซียมาออกแบบเป็นคอลเลคชั่นกางเกงว่ายน้ำสุดหรูพร้อมด้วยเทคนิคการตัดเย็บคุณภาพสูงจากวิลเบรอร์กัง อีกทั้งยังมีกางเกงว่ายน้ำสีเหลืองฟลูออเรสเซนต์สุดโดดเด่นที่มาพร้อมโลโก้ออฟไวท์ซึ่งในแต่ละชิ้นของคอลเลคชั่นนี้ได้บรรจุรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของทั้งออฟไวท์และวิลล์เบรอร์กังไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งแคปซุลคอลเลคชันสุดพิเศษนี้จะมีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 14 มิถุนายน 2019 ณ ร้าน  Off-White™ Bangkok 

วิลล์เบรอร์กัง (Vilebrequin)

วิลล์เบรอร์กัง (Vilebrequin) ก่อตั้งขึ้นที่แซ็ง-ทรอเป (St-Tropez) กว่า 40 ปี โดยตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นจิตวิญญาณของวิลล์เบรอร์กังคือการผสมผสานของลายละเอียดที่สมบูรณ์แบบแต่แฝงไปด้วยแฟนตาซีเหนือจินตนาการ ด้วยการตัดเย็บที่สมบูรณ์แบบ แต่ยังคงเสน่ห์ของความรูปแบบของเสื้อผ้าลำลอง ของตัวแบรนด์ไว้ ทำไห้วิลล์เบรอร์กังนั้นไม่เคยล้าสมัย ชุดว่ายน้ำของวิลล์เบรอร์กังนั้นเป็นตัวเลือกแรกๆของทุกรุ่นทุกยุคสมัย โดยวิลล์เบรอร์กังยังคงเฉลิมฉลองศิลปะของการใช้ชีวิตภายใต้ดวงอาทิตย์ พร้อมทั้งยังเพิ่มเสื้อผ้าผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็น Ready-to-wear collection ชุดว่ายน้ำผู้หญิง และเครื่องประดับ ภายใต้จุดมุ่งหมายเดิมของตัวแบรนด์ที่จำไห้ทุกวันนั้นเหมือนซัมเมอร์

FENDI – Men’s Fall/Winter 2019 Advertising Campaign

Dualism คือ DNA ของแบรนด์ FENDI ตลอดมา รวมถึงภาพแคมเปญโฆษณาของคอลเลคชั่น Fall/Winter 2019 ที่จะเริ่มวางขายกลางเดือนหน้าในประเทศไทยแล้ว งานโฆษณาครั้งนี้ ถ่ายกันในกรุงโรมเช่นเคย โดยมีซิลเวีย เวนตูรินี่ เฟนดิ ดูแลเรื่อง Creative Direction และ Nico Vascellari ศิลปินกราฟฟิคคนดังของอิตาลี ดูแลในเรื่อง Art Direction 

งานแฟชั่นโฆษณาชิ้นใหม่นี้ เน้นความสนุกของการตัด เฉียง แยก ลุคเด่นๆของคอลเลคชั่น ซึ่งมีความพิเศษสุดที่คอลเลคชั่นนี้ มี Karl Lagerfeld เป็น guest artist ประจำคอลเลคชั่น ซึ่งแน่นอน เลือกเฟ้นโดยซิลเวีย ผู้ทำงานเคียงบ่าไหล่กันมาโดยตลอดนั่นเอง พร้อมกับลุคบางลุคจากคอลเลคชั่นผู้หญิง มาร่วมขบวนด้วย

ทุกอย่าง คือความคู่ขนาน Futurism & Classicism ในโทน สีโดดเด่นของสีดำ เบจ น้ำตาล แกมด้วยสีแดง และน้ำเงินสด  ลูกเล่นของ Karligraphy ซึ่งเป็น logo FF ที่ออกแบบโดยคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์  เสื้อผ้าโปร่ง ซีทรู ให้ความรู้สึกเบา พริ้ว เล่นกับวอลุ่มและวัสดุ  โซ่เล็กๆ ปักบนเสื้อเชิ้ตคอสูง

แอคเซสซอรี่ เน้นฟังค์ชั่นในการเดินทาง ซึ่งเป็นสปิริตของผู้ชายในแบบ FENDI  เริ่มด้วยกระเป๋า Baguette ของผู้ชาย ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในคอลลเคชั่นนี้ มีตั้งแต่ ไซส์เล็กไปจนใหญ่ ทั้งหนัง Selleria,  ลายพิมพ์ Karl Collage  ซึ่งเป็นลายมืองานออกแบบของคาร์ล และที่ทุกคนตั้งตารอกันทั่วโลก คือ กระเป๋าที่เป็นงานร่วมมือของ Fendi และ Porter  จากญี่ปุ่น ออกมาเป็นกระเป๋า Peekaboo และ Baguette ผ้าไนลอน น้ำหนักเบา ติดตามคอลเลคชั่น Men’s Fall/Winter 2019 ได้ เดือนกรกฏาคมนี้ ณ Fendi สยามพารากอน และไอคอนสยาม   

HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE กับผลงานสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “粋 ~IKI~”

 “IKI” คือแนวคิดทางสุนทรียะของญี่ปุ่น อันเป็นลักษณะสาคัญของยุคเอโดะ โดยมีที่มาที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตตามธรรมชาติซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป

 ผู้คนในยุคเอโดะซึ่งรับเอาทัศนคติของ “IKI” มาใช้ในทุกสถานการณ์ และทุก ๆ เรื่อง รู้สึกเห็นคุณค่าของสิ่งนี้ และใช้ชีวิตผ่านวัฒนธรรมในแบบ “IKI”

ฤดูกาลนี้เป็นการศึกษาในเรื่องของแนวคิดดังกล่าวซึ่งชาวญี่ปุ่นมีมาช้านานโดยไม่รู้ตัว HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ปลุกจิตสำนึกของชายหนุ่มร่วมสมัยให้ได้สัมผัสกับความเป็น “IKI”

ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “粋 ~IKI~

ลายทาง (STRIPES) 

-NETWORK CHECK ชวนให้นึกถึง Tsumugi Ori (ผ้าพอนจีดั้งเดิมของญี่ปุ่น) 
-RED STRIPE โดดเด่นด้วยลายเส้นที่ค่อนข้างหนา ใช้ในผ้ากิโมโนแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น 
-CORNER STRIPE มีลักษณะสำคัญอยู่ที่ลวดลายเรขาคณิตเชิงกราฟิก 
IKAT ให้ลุคที่เป็นสากล แตกต่างจากลาย IKAT ของญี่ปุ่น เนื่องมาจากลวดลายที่โฉบเฉี่ยวและสะดุดตากว่า 
-THOUSAND STRIPE ได้แรงบันดาลใจจาก SENSUJI ซึ่งเป็นลายทางแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ประกอบด้วยลายเส้นที่เล็กบางจานวนหลายพันเส้น 

ลายทางถือเป็นลวดลายสำคัญและเป็นที่คุ้นเคยกันดีที่ปรากฎอยู่บนเสื้อผ้าที่ชาวญี่ปุ่นสวมใส่ในทุก ๆ วัน โดยในแต่ละฤดูกาล HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ได้คิดค้นและทำงานอย่างมุ่งมั่นเพื่อนาเสนอลายทาง หลากหลายรูปแบบ ซึ่งนำเสนอให้เห็นผ่านผลงานเสื้อผ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเสื้อแจ็คเก็ตและเสื้อสวมใส่ตัวนอก สำหรับฤดูกาลนี้มีการเสริมความหลากหลายของลายทางโดยนาเสนอในกลุ่ม sporty และ casual

วัสดุญี่ปุ่น (JAPANESE MATERIALS) 

-WASHI T-SHIRT มีจุดเด่นที่ความความแน่นของเนื้อผ้าซึ่งทอขึ้นจาก Washi (กระดาษญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม) และเส้นด้ายคอตตอนเส้นเล็ก 
-WASHI BOTTOM ใช้การตัดขยายระยะของไม้ซีดาร์และไซเพรส (เทคนิคการจัดการสวนป่าที่ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ป่ามีความหนาแน่นเกินไป ด้วยคอตตอน) 
-STRIPE DENIM โดดเด่นด้วยลายทาง ซึ่งเกิดผ้าทอผ้าแจ็คการ์ดจากเส้นด้ายคอตตอนอย่างเดียว 

คอลเล็กชั่นใหม่นี้ ประกอบด้วยกลุ่มเสื้อผ้าอันงดงามจำนวนหนึ่ง ซึ่งเลือกใช้วัสดุและเทคนิคอันสลับซับซ้อนอันถือเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น 

สไตล์ใหม่ (NEW STYLES) 

-ROD STRIPE นาเสนอในสไตล์ของเสื้ อเชิร์ต-แจ็คเก็ต อันถือเป็นสไตล์หลัก ของคอลเล็กชั่นประจาฤดูกาลนี้ 
-COTTON LINEN SHIRTคือเสื้อเชิร์ตที่มีรูปแบบแมสคิวลีน เสริมด้วยผิวสัมผัสของเนื้ อผ้าที่ดูดิบ 
-STRIPE PRESS SHIRT นาเสนอสไตล์เสื้อเชิร์ตที่ดูสดใหม่และเบา 

คอลเล็กชั่นล่าสุดนี้เน้นให้ความสา คัญกับการพัฒนาแจ็คเก็ตในสไตล์ใหม่ ๆ เพื่อเป็นการยกระดับสร้างมาตรฐานเสื้ อผ้าผู้ชายร่วมสมัย สอดคล้องไปกับการเสริมความหลากหลายของเสื้อเชิร์ตที่มีแบบต่าง ๆ ให้เลือกมากขึ้นกว่าเดิม

นอกเหนือไปจากนี้คอลเล็กชั่นประจาฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 ยังรวมถึงสไตล์ใหม่ ๆ อาทิ apron vests, Dougi (เครื่องแต่งกายที่สวมใส่ในศิลปะการต่อสู้) style pants, Happi (เครื่องแบบเสื้อโค้ตดั้งเดิมของคนงาน ชาวญี่ปุ่นที่มักจะไปใส่ไปร่วมงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ) style shirts และ “RIB PLEATS” ซึ่งทั้งหมดได้แรงบันดาลใจจากเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานโบราณของญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับการปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของชายหนุ่มร่วมสมัยในปัจจุบัน

HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE นาเสนอเสื้อผ้าทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการด้วยทางเลือกที่มาก ขึ้นกว่าเดิมในฤดูกาลนี้ 

ด้วยการนาเสนอสไตล์ที่มีพื้ นฐานมาจากเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ในทุก ๆ วันที่หลากหลายกว่าเดิม คอลเล็กชั่นนี้จึงถือเป็นการเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มร่วมสมัยได้มีโอกาสค้นหา และสนุกไปกับการสไตล์ลิ่งใน รูปแบบต่าง ๆ ที่มากกว่าเคย 

พบกับเครื่องแต่งกายแบรนด์ HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE (ออมม์ พลิซเซ่ อิซเซ่ มิยะเกะ) คอลเล็กชั่นประจา ฤดูใบไม้ร่วง และ ฤดูหนาว 2019 ได้ที่ สยามดิสคัฟเวอรี่ M FLOOR Tel. 02-021-2141 Line : @Isseymiyaketh 

Salvatore Ferragamo Menswear S/S2020

แฟชั่นโชว์ที่เปิดงาน Pitti Uomo อย่างยิ่งใหญ่ และเป็นครั้งแรกที่ Ferragamo จัดโชว์ในบ้านเกิดคือฟลอเรนซ์ จัตุรัสซินญอเรีย ด้านหน้าพาลาซโซเวคคิโอ(ที่มีน้ำพุเนปจูนข้างๆ นั่นเอง) ซึ่งไม่เคยมีใครได้จัดแฟชั่นโชว์มาก่อน งานนี้ถือว่าสมศักดิ์ศรีตั้งแต่บัตรเชิญที่ส่งมาในกล่องบรรจุขนมบิสก็อตตี้จากร้านชื่อดังเก่าแก่ที่อยู่ข้างๆ Palazzo Ferragamo นั่นแหละรวมทั้งจัตุรัส Piazza della Signoria ก็อยู่ไม่ไกลจากพาลาซโซ

นี่คือคอลเล็กชั่นสุภาพบุรุษอันแรกภายใต้การสร้างสรรค์ของ Paul Andrew ที่มีการจัดเป็นแฟชั่นโชว์ เพราะปกติจะรวมอยู่ในการนำเสนอคอลเล็กชั่นสุภาพสตรี และดีไซน์ไดเร็คเตอร์ของเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ Ferragamo ก็คือ Guillaume Meilland งานนี้จึงถือเป็นผลงานของคนทั้งสองด้วยความเป็นครั้งแรกๆ หลายๆ อย่างกับโชว์นี้และก็ทำออกมาได้รับเสียงปรบมือกึกก้องยาวนาน แน่นอนว่าเราจะไม่จดจำภาพลักษณ์สุภาพบุรุษ Salvatore Ferragamo ในสูทคลาสสิกเนี้ยบอีกต่อไป นายแบบและเซเลบฯ ที่เลือกมาเดินแบบส่งสารว่าคอลเล็กชั่นนี้สำหรับทุกคนและทุกรูปร่าง แต่ทุกคนมีบุคลิกที่เป็นตัวของตัวเอง ด้วยการยืนยันถึงแฟชั่นที่ยั่งยืนของแบรนด์ หนังสือ Sustainable Thinking ถูกส่งมาให้แขกทุกคนพร้อมกล่องบัตรเชิญ แฟชั่นที่ยั่งยืนนั้นไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่ตั้งแต่การปลูกพืชที่จะให้เส้นใยธรรมชาติต้องเลือกชนิดที่ใช้น้ำน้อยและไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

ลุคแรกของโชว์ก็บ่งบอกถึงความเท่มีดีไซน์ และรายละเอียดจะอยู่ในทุกจุด แม้แต่คอปกหรือสาบเสื้อ บางตัวเป็นหนังฟอกนิ่มบางเหมือนผ้าแต่นำมาปะกบกันหน้าหลังเป็นสองสี เวลาพลิกคอปกหรือสาบเสื้อจะเห็นเป็นอีกสี แม้จะเป็นชุดหนังแต่ก็เน้นการสวมใส่สบายสำหรับหน้าร้อนเพราะมีการไลนิ่งด้วยผ้าที่มีผิวสัมผัสที่เย็นสบายผิว นี่คือความแตกต่างของดีไซน์ที่สวยงามแต่ยังคำนึงถึงเรื่องการใช้สอย หนังกับคอลเล็กชั่นฤดูร้อนสามารถไปด้วยกันได้ แต่จะทำอย่างไร เฟอร์รากาโมคือคำตอบ

ทุกจุดตั้งแต่คอปก กระเป๋าปะที่ติดเส้นซิปโดยรอบทำให้ขยายขนาดกระเป๋าได้อีก หรือการเดินไส้ไก่ตามขอบกระเป๋าเสื้อและตามแนวสาบกระดุมและมีเชือกโผล่ออกมา ถ้าดึงเชือกนี้จะทำให้ส่วนที่ไม่ไส้ไก่จับจีบย่นดูเป็นอีกดีไซน์ หรือแม้แต่คอเสื้อก้จะมีการร้อยเชือกโดยแทนที่ตาไก่ด้วยแถบผ้าหรือหนังเย็บเป็นรูสำหรับร้อยเชือก เป็นงานตกแต่งที่เด่นของคอลเล็กชั่น ส่วนสีสันก็อยุ่ในดทนสีพาสเทลที่สวย ใครที่ชอบดทนสีม่วง สีลูกพลัมสุก มีมาทั้งแจ็คเก็ตแบบปาร์ก้าด้วยผัาสังเคราะห์เนื้อเบา สวมทับเสื้อถักแบบเสื้อกล้ามที่ทำจากเส้นใยที่ใส่สบายยามฟน้าร้อนและไม่เหนียวเหนอะหนะเวลามีเหงื่อ ลุคของหนุ่มใส่เสื้อกล้ามถักสีสวยๆ กับกางเกงหนังคือคีย์ลุค ใครที่ติดภาพเดิมๆ ว่าหน้าร้อนจะมีทั้งเสือ้ถักและกางเกงหนังได้หรือ ต้องลองมาสัมผัสของจริงในฤดูร้อนปีหน้า

กระเป๋าสวยมากและใช้วัสดุหลากหลายมีลูกเล่นเช่นเดียวกับเสื้อผ้า มีรายละเอียดและเป็นกระเป๋าทรงที่ผู้ชายต้องชอบแน่ๆ ไม่แฟนซีแต่เท่และใครชอบกระเป๋าที่จุของได้เยอะจะต้องว้าว ความแท่ไม่ใช่แค่ทรงและสีการเล่นวัสดุต้องบอกว่าล้ำไปอีกลายพิมพ์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือลายพิมพ์แอ็บสแตร็คของน้ำพุเนปจูนอันโด่งดังของนครฟลอเรนซ์ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับเวทีแฟชั่นโชว์ที่เฟอร์รากาโมได้ออกทุนบูรณะน้ำพุนี้จนงดงาม เป็นน้ำพุที่ประกอบด้วยประติมากรรมแบบแมนเนอร์ลิสม์ ลายพิมพ์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งคีย์ลุคของคอลเล็กชั่นนี้ แค่นี้เราก็อยากจะให้ถึงฤดูร้อนหน้ากันแล้ว

Author & Photo : Sethapong Pawwattana

#Ferragamo #SalvatoreFerragamo #SS2020 #PittiUomo

Paul Smith ขอรับหน้าที่ออกแบบเทเลอร์สูทให้เหล่าเอเย่นต์ในชุดดำ “Men in Black: International”

Em (Tessa Thompson) and H (Chris Hemsworth) in Columbia Pictures’ MEN IN BLACK INTERNATIONAL.

นอกจากชุดสูทที่จะออกไปปฎิบัติหน้าที่พร้อมตัวแสดงนำอย่าง Agent M นำแสดงโดย “Chris Hemsworth” และ Agent H นำแสดงโดย (Tessa Thompson) ในภาคล่าสุดแล้ว พอล สมิธ ยังสร้างสรรค์คอลเลคชันแคปซูลใหม่ที่ประกอบด้วยเสื้อผ้าและแอคเซสซอรี่ที่มาพร้อมเหล่าเอเลี่ยนและคาแรกเตอร์ระดับไอคอนจากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

Paul Smith on set of Columbia Pictures’ MEN IN BLACK: IN TERNATIONAL.

คอลเลคชันแคปซูลใหม่นี้มีทั้งเสื้อผ้าและแอคเซสซอรี่ให้เลือกทั้งสำหรับคุณสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี โดยมีชุดสูท “A Suit To Travel In” ของพอล สมิธเป็นชิ้นหลักซึ่งนำเสนอออกมาในสีดำ ตามฉบับ MIB แล้ว ยังได้รังสรรค์คอลเลคชั่นนี้มาพร้อมกับแอคเซสซอรี่มากมายหลายชิ้น ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นในสไตล์ของพอล สมิธ โดยผสมผสานไปกับรายละเอียดที่มีเอกลักษณ์จากภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น

  • เนคไทสีดำพิมพ์ลายกราฟิกรูปแว่นกันแดด
  • พ็อคเก็ตสแควร์และผ้าพันคอน้ำหนักเบาหลากสีสัน มาพร้อมลวดลายของเหล่าเอเลี่ยน
  • ที่หนีบธนบัตรและกระดุมข้อมือประทับด้วยโลโก้ Men in Black
  • ถุงเท้า 4 สีสุดโดดเด่นพร้อมลายปักรูปเอเลี่ยนเหนือข้อเท้า
  • กระเป๋าสตางค์หนังและเคสใส่ไอโฟนพิมพ์ลายเอเลี่ยน

คอลเลคชั่นนี้ยังใส่รายละเอียดที่น่าสนใจเพิ่มเติมเข้ามาใน A Suit to Travel In ซึ่งก็คือ การหยิบเอาจี้รูปแว่นกันแดด เอเลี่ยน และโลโก้ Men in Black เข้ามาทำหน้าที่แทนกระดุมเสื้อ

นอกจากนี้ สำหรับชิ้นลำลองของคอลเลคชันยังมีให้เลือกหลากหลายทั้งเสื้อมีฮู้ดและสเวตเชิ้ตพิมพ์ลายเอเลี่ยน รวมถึงเสื้อโปโลด้วย

 ภายใต้การร่วมทำงานกับ “Penny Rose” คอสตูมดีไซเนอร์ของภาพยนตร์ Men in Black: International พอล สมิธยัง เป็นผู้จัดหาเสื้อผ้าสุดเนี้ยบของเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานในองค์กรพิทักษ์ความสงบของ กาแลคซีในภาพยนตร์ โดยนำเสนอเสื้อผ้าเทเลอร์ที่ตัดเย็บมาให้เหมาะกับการปฏิบัติงานทั่วกาแลคซี โดยพอลและเพนนีได้ร่วมกันออกแบบเสื้อผ้าสีดำสำหรับเจ้าหน้าที่ชายและหญิงคนสำคัญในภาพยนตร์ทั้งหมด 5 คาแรกเตอร์ รวมถึงยังร่วมกันออกแบบเสื้อผ้าสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามกาแลคซีคนอื่น ๆ ด้วย เสื้อผ้าเทเลอร์ที่พอลและเพนนีออกแบบมีทั้งเสื้อผ้าสำหรับ “Agent H” และ “Agent M” โดยสำหรับ Agent H เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ถือว่าท้าทายวิถีการออกแบบยูนิฟอร์มของเจ้าหน้าที่ Men in Black ด้วยรายละเอียดของซับในหลากสีสัน (ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อผ้าเทเลอร์ของพอล สมิธ) และการสวมใส่ถุงเท้าลาย Stripe ของพอล สมิธ ส่วน Agent M จะสวมชุดสูทกระดุมสองแถวกับกางเกง โดยสูททั้งสองชุดของทั้งสองเอเยนต์เป็นชุด A Suit to Travel In ที่ผลิตด้วยผ้าวูลที่โดดเด่นในเรื่องของการต้านทานรอยยับ จึงช่วยให้เอเยนต์ทั้งคู่ดูเนี้ยบตลอดทุกเวลา ไม่ว่าจะเดินทางข้ามจักรวาลหรือข้ามเวลาไปทำงานอยู่ที่ไหนในกาแลคซี

L’officiel Hommes ได้รับเกียรติจาก Club 21 ร่วมชม MIB International รอบพรีเมียร์แล้ว แอบกระซิบไว้ว่าแฟน ๆ ของพอล สมิธ ที่จะไปชมภาพยนตร์เรื่อง Men in Black: International ลองสังเกตและมองหาเซอร์พอล สมิธ ไปด้วยระหว่างชม เพราะพอลจะไปปรากฏตัวอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย และแอบกระซิบอีกนิดนึงว่า มีนักแสดงชายไทยร่วมอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย

Agent H (Chris Hemsworth) in London’s MIB Headquarters in Columbia Pictures’ MEN IN BLACK: INTERNATIONAL.

ซึ่งคอลเลคชั่นแคปซูล Paul Smith and Men in Black: International พร้อมวางจำหน่ายในเมืองไทยที่ Paul Smith Siam Paragon ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2019 เป็นต้นไป