“The Inspiration” Inspired by Rei Kawakubo

นับตั้งแต่ COMME des GARCONS เปิดร้านแห่งแรกในเมืองไทย ที่ศูนย์การค้าเอราวัณแบงค็อก ในปี พ.ศ. 2553 แบรนด์ได้เติบโตและเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนเกิดกลุ่มคนที่รักกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ (COMME des GARCONS Lovers) คนที่มีใจเดียวกันเพิ่มขึ้นทุกปี

ในโอกาสครบรอบปีที่ 10 ของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ประเทศไทยที่กำลังมาถึงในปี 2563 ความสำเร็จบนเส้นทางเดินที่ เรย์ คาวาคูโบะ (Rei Kawakubo) ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ได้วางไว้ กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ประเทศไทยจึงตั้งใจทำแคมเปญ COMME des GARCONS : The Inspiration Inspired by Rei Kawakubo ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ ต้องการแสดงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ แลกเปลี่ยนมุมมอง ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และถ่ายทอดความเป็นกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ที่แท้จริงให้กับ COMME des GARCONS Lovers ทุกคน ไปพร้อมกับคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่รู้จัก เพิ่งรู้จัก และอยากรู้จัก เพื่อขยายฐาน COMME des GARCONS lovers ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

อีกทั้งเพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงคุณค่าของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นที่มีอิทธิพลมากที่สุด เป็นแบรนด์ที่เคยเปลี่ยนแปลงวงการแฟชั่นทั่วโลก และสร้างยุคใหม่ของการสร้างสรรค์เสื้อผ้าด้วยสไตล์ที่โดดเด่น เป็นตัวเอง คือ Deconstruction, Avant-garde, Asymmetry ซึ่งมีความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆอย่างสิ้นเชิง เช่น ทรงเสื้อผ้าที่ไม่เข้า รูป มีความล้ำยุค บวกกับลูกเล่นจากการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาผสมผสานกับการออกแบบอยู่เสมอ

ภาพยนตร์สั้นที่เป็นแรงบันดาลใจชุดพิเศษนี้กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ได้ผู้กำกับฯ 3 ท่าน ที่มีประสบการณ์ และผลงานโดดเด่นในวงการภาพยนตร์ วงการโฆษณาของเมืองไทย มาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของเสื้อผ้า แฟชั่น และแบรนด์ ผ่านมุมมองของคนที่ทั้งไม่เคยรู้จัก กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ มาก่อน หรือรู้จักเพียงแค่ผิวเผิน ได้แก่
ไก่ ณฐพล บุญประกอบ มือเขียนบทภาพนตร์ดังอย่าง Suckseed ห่วยขั้นเทพ, เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอเพลงดังมากมาย และผู้กำกับสารคดี 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว

มุก ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ผู้กำกับฯซิทคอมเรื่องดัง “เนื้อคู่ The Final Answer” และโฆษณาต่างๆ อีกมากมาย

ป่าน โชติธัช เจนเกียรติฟู ช่างภาพผู้มีผลงานภาพถ่ายเผยแพร่ในนิตยสาร หนังสือ และจัดแสดงงานมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นผู้กำกับสารคดีและโฆษณา

นอกจากนี้ยังได้ช่างภาพฝีมือดี ชัช ชัชวาล จันทโชติบุตร Leica Thailand Ambassador ผู้เป็นหนึ่งใน COMME des GARCONS Lovers ตัวจริง มาช่วยเก็บภาพบรรยากาศเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นของทั้ง 3 ผู้กำกับฯอีกด้วย
ภาพยนตร์สั้นชุดพิเศษนี้จึงเป็นสื่อที่สามารถแบ่งปันวิสัยทัศน์ของแบรนด์ผ่านความเป็นกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ผ่านผู้ที่รักและสวมใส่กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่เพิ่งรู้จักแบรนด์ในการสวมใส่ตามแบบที่เขาเป็น พร้อมกับสร้างชุมชน COMME des GARCONS Lovers ในประเทศไทยให้เข้มแข็ง

แคมเปญ COMME des GARCONS : The Inspiration ได้เปิดตัวฉายภาพยนตร์สั้นชุดพิเศษนี้เป็นครั้งแรก ในวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ที่ศูนย์การค้าเอราวัณแบงค็อกที่ผ่านมา โดยมีผู้กำกับทั้งสามท่าน และเหล่า Comme des Garcons LOVERS เข้าร่วมชมอย่างคับคั่ง และเพื่อให้แคมเปญประสบความสำเร็จเและขยายความรู้เกี่ยวกับแบรนด์สู่วงกว้างยิ่งขึ้น COMME des GARCONS : The Inspiration จึงจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยภายในปีพ.ศ.2563 จะจัดทำโร้ด

โชว์ไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในรูปแบบของการสัมมนา และการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนิสิต นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจ เพื่อให้ความรู้และเป็นจุดสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญคือสร้าง #proudtoberealcommedesgarcons ให้เกิดขึ้น

เพราะเราต้องการเห็นผู้คนมีความคิดสร้างสรรค์ เป็นอิสระ มีความมั่นใจ และกล้าที่จะแสดงออกตามที่แต่ละคนต้องการ พร้อมทั้งได้รับพลัง ความรู้สึกในเชิงบวกในการใช้ชีวิตผ่านเสื้อผ้าที่พวกเขารัก และภูมิใจที่ได้ร่วมเป็น COMME des GARCONS Lovers ตัวจริง

รับชมภาพยนตร์ตัวเต็มได้ที่ :

Teaser 1 โดย ป่าน โชติธัช : https://youtu.be/VhMhU2Z8fwA

Teaser 2 โดย ไก่ ณฐพล : https://youtu.be/kaq7iIcPcBs

Teaser 3 โดย มุก ปิยะกานต์ : https://youtu.be/7dSqVFnlYWE

Central Man x L’Officiel Hommes

CENTRAL MAN ชวนหัวหนังสือแฟชั่น L’OFFICIEL HOMMES มาทำอะไรสนุกๆให้กับเหล่าหนุ่มๆ ได้สนุกกับการแต่งตัวหลากหลายโททัลลุค (TOTAL LOOK) รวมถึงวิธีการเลือกไอเทมต่างๆ ในแบบฉบับหนุ่ม CENTRAL MAN ด้วยเครื่องแต่งกาย ในแผนกบุรุษ ของห้างฯ เซ็นทรัล เพื่อให้หนุ่มได้มีแรงบันดาลใจในการทาให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นและ งานนี้ได้ศิลปิน – นักแสดงชื่อดัง “กอล์ฟ พิชญะ” มาร่วมสนุกกับโปรเจค COLLABORATION ในครั้งนี้ผ่าน Instagram ของห้างฯ (@CentralMan.Official) และหนังสือ L’OFFICIEL HOMMES (@Hommesthailand) 

กดติดตาม “ CentralMan.Official ” ได้ทั้งทาง Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันนี้ พบบทความเพลิดเพลินและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ได้ที่นี่

มาเติมเต็ม total look กันแบบเต็มสไตล์ไปพร้อมกันเลยครับ!!!

ไฮไลต์ในร้าน HERMÈS โฉมใหม่ ณ สยามพารากอน

เผยโฉมกันไปแล้วกับร้าน  Hermès สยามพารากอน ออกแบบสถาปัตยกรรมโดย RDAI ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบจากปารีส ที่นำเอาความเป็นไทยมาเป็นธีมของการดีไซน์ในมุมมองของสถาปนิกฝรั่งเศส ซึ่งทำออกมาได้งดงามภูมิฐาน 

ในพื้นที่กว่า 277 ตร.ม. เมื่อก้าวเข้ามาเราจะเห็นโลโก้ ex-libris ต้อนรับอยู่บริเวณทางเข้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของร้าน Hermès ทั่วโลก หนึ่งในความพิเศษคือโลโก้นี้ทำจากสเตนเลส สตีล ถูกฝังลงไปอย่างประณีตบนพื้นไม้ไผ่ทำสีคาราเมลเข้ม รอบๆ คือแนวกระจกบริเวณหน้าร้านรับกับฉากกั้นไม้ฉลุลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฝาปะกนของบ้านเรือนไทย สร้างบรรยากาศพื้นที่ให้มีความเป็นส่วนตัวด้วยเทคนิคลายฉลุที่มีความโปร่งและทึบ เพิ่มความโดดเด่นให้กับด้านหน้าร้านด้วยตู้โชว์ขนาดใหญ่ เป็นการนำเอารายละเอียดแบบไทยๆ มาสอดแทรกไว้อย่างเป็นสากล ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเมื่อก้าวเข้ามาสู่ภายใน เมื่อเข้าไปยังพื้นที่ส่วนกลางที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพื้นโมเสคอันเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เผยให้พบกับโซนเครื่องหนัง ก่อนจะนำเข้าสู่ด้านใน ที่ให้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้น

 

ผนังด้านในตกแต่งด้วย‘ย่านลิเภา’สานให้ความรู้สึกเป็นไทยๆ ผสมผสานกับความเป็นสากลเพราะการสานไม่ได้สานเป็นลวดลายดั้งเดิมแบบที่เราคุ้นตาหากแต่ทำให้ดูมีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สีของไม้เชอร์รี่ที่อยู่ในส่วนตกแต่งต่างๆ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ยังสะท้อนถึงสีของไม้สักที่มีลวดลายสวยงาม ถือเป็นไฮไลต์ที่โดดเด่นของที่นี่คือการนำความเป็นไทยมาสอดแทรกไว้ในบรรยากาศที่เป็นสากลอย่างลงตัว

พื้นไม้ไผ่ปาร์เก้สีคาราเมลช่วยสร้างความสมดุลของโทนสีได้เป็นอย่างดี เมื่อถูกนำมาตกแต่งร่วมกับเฟอร์นิเจอร์สีอ่อนที่ทำจากไม้เชอรี่ช่วยสร้างบรรยากาศภายในร้านให้ดูอบอุ่นและเรียบง่าย รวมถึงพรมสีเหลืองหญ้าฝรั่น ที่ตัดกับสีส้มมะขามและสีแดงทับทิมนั้น ยิ่งเพิ่มสีสันให้น่าค้นหาได้อย่างลงตัว

ความโอ่โถงของพื้นที่ถูกแบ่งโซนด้วยประเภทของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งส่วนแฟชั่นของชาย หญิง ส่วนน้ำหอมที่แยกเป็นโซนสวยงามด้วยความหลากสีสันของขวดน้ำหอมแอร์เมสที่มีดีไซน์ที่โดดเด่น รวมทั้งโซนผ้าพันคอที่มีให้ชมอย่างจุใจและเป็นสัดส่วน โดยมีฉากหลังเป็นตู้โชว์กระจกที่ทำหน้าที่แบ่งพื้นที่ในตัว นอกจากนี้ยังมีส่วนคอลเลกชั่นนาฬิกาเครื่องประดับจิวเวลรี่ รวมไปถึงสินค้าในกลุ่ม Equestrian ที่เกี่ยวข้องกับการขี่ม้าเป็นต้น

ตู้โชว์กระจกที่เหมือนชั้นลอยในร้านนี้จัดวางดีไซน์ที่ถือเป็นไฮไลต์จริงๆ ของแต่ละซีซั่น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเคลลี่ที่มีบัคเก็ตประดับเพชรทั้งหมด ซึ่งใบที่แสดงอยู่นั้นมีเจ้าของเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าเบอร์กิ้นล่องหนที่เป็นการเอ็มบรอซทำลวดลายนูนเป็นรายละเอียดของกระเป๋าเบอร์กิ้นอย่างแยบยลและเท่ทันสมัยมาก ถือเป็น it bag ที่น่าสนใจมาก

แต่อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ใครได้เป็นผู้ครอบครองเสมือนได้งานระดับสุดยอดช่างฝีมือจากแอร์เมสไว้ นั่นก็คือผ้าห่มที่ปักลายม้าด้วยดิ้นเงินด้วยเทคนิคการปักที่สุดมหัศจรรย์ เรียกว่าประมวลเอาเทคนิคการปักดิ้นเงินทั้งหมดที่มีมาไว้ในลวดลายที่สุดคลาสสิกนี้เป็นผลงานของช่างฝีมือชั้นสูงจริงๆ และเป็นหนึ่งเดียวอย่างไม่ต้องกังขา

งานดีไซน์ของ RDAI  จากฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างการออกแบบงานร่วมสมัยที่มีรายละเอียดแบบไทยได้อย่างลงตัวมากๆ เราจะไม่รู้สึกว่าเป็นการพยายามที่จะทำให้ดูเป็นไทย แต่เป็นบรรยากาศของแอร์เมสที่เราจะพบสัมผัสได้ในแบบสากลแต่มีรายละเอียดที่เป็นไทยสอดแทรกไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าลวดลายฉลุที่จำลองมาจากฝาปะกนถ้าดูเผินๆ ก็จะคล้ายๆลายตัว H ที่เรียงต่อกันของลายผ้าแอร์เมสที่เราเคยเห็น มันเป็นความบังเอิญอย่างน่าทึ่ง

การเลือกสีสันในโทนน้ำตาล-ครีมที่ดูอบอุ่นอันสื่อถึงเมืองร้อนอย่างประเทศไทย แต่ลวดลายในส่วนประดับต่างๆ จะเป็นลวดลายยุโรป อย่างลายเพดานที่ทำให้เพดานที่สูงนั้นดูไม่เวิ้งว้างด้วยเส้นกรอบลายรับกับตำแหน่งดวงไฟอย่างลงตัว โคมไฟ Grecques นี้ที่ออกแบบให้เฉพาะร้าน Hermès มาตั้งแต่ปี 1925

สัมผัสกับความพิเศษที่หรูหรานี้ได้ที่ร้าน Hermès สยามพารากอนที่พรั่งพร้อมด้วยคอลเลคชั่นต่างๆ ของ Hermès ที่ยึดมั่นในอิสรภาพของการสร้างสรรค์ ผสานด้วยความเป็นเลิศของงานฝีมือ นวัตกรรมและการเลือกสรรองค์ประกอบอันล้ำค่า

HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ‘IKI’

จากแนวคิดที่เปรียบเสมือนปรัญชาของที่ว่า Pleats คือเทคนิคการจับพลีทเพื่อให้เกิดความสบาย ความยืดหยุ่นในการสวมใส่และใช้ได้จริง, Product เสื้อผ้าที่เป็นในฐานะของผลิตภัณฑ์ของการผลิตที่ให้ความสำคัญกับงานออกแบบในรูปแบบของวิศวกรรม, Present เสื้อผ้าสำหรับทุกๆวันที่ยืดหยุ่นได้มากพอที่จะตอบสนองสถานการณ์อันหลากหลายของชีวิตร่วมสมัย ก่อให้เกิด  HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ในปี 2013 ที่ได้รับการค้นคว้าและพัฒนาโดยทีมนักออกแบบจาก ISSEY MIYAKE ตั้งแต่ปี 1988

นอกจากจะได้รับการออกแบบมาเพื่อสำหรับการใช้งานจริงได้ในทุกๆวันแล้ว  HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ยังคำนึงถึงสุนทรียะทางความงามทางด้านรูปทรงที่ถูกคิดค้นขึ้นสำหรับผู้ชายในทุกช่วงวัยในทุกโอกาส ด้วยเป้าหมายในการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง

‘IKI’ คือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 ที่ได้กล่าวถึงสุนทรีนะของญี่ปุ่น อันเป็นลักษณะสำคัญในยุคเอโดะ ที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตตามธรรมชาติซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป ผู้คนในยุคเอโดะต่างรับเอาแนวทางนี้มาดำเนินชีวิตผ่านทางวัฒนธรรม โดยเล่าเรื่องผ่าน Network Check ที่ชวนให้นึกถีง Tsumugi Ori (ผ้าพอนจีดั้งเดิมของญี่ปุ่น), Red Stripe ที่โดดเด่นด้วยลายเส้นที่ค่อนข้างหนา ใช้ผ้ากิโมโนแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น, Corner Stripe ที่มีลักษณะสำคัญอยู่ที่ลวดลายกราฟิกเรขาคณิต, IKAT เติมภาพลักษณ์ให้ทันสมัยที่มีความโฉบเฉี่ยวที่สะดุดตา, THOUSAND STRIPE ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Sensuji ลายทางดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ประกอบไปด้วยลายเส้นที่เล็กบางจำนวนหลายพันเส้น

และในคอลเลกชั่นนี้มีการใช้วัสดุที่น่าสนใจอย่าง Washi ที่ผสมผสานการทอขึ้นจากกระดาษแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับเส้นด้ายฝ้ายเส้นเล็กโดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความแน่นของเนื้อผ้า, STRIPE DENIM ซึ่งเกิดจากผ้าทอแจ็คการ์ดจากเส้นด้ายฝ้ายอย่างเดียวที่สามารถสะท้อนเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน ซึ่งวัสดุเหล่านี้ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นสไตล์ใหม่อย่าง Apron Vest Dougi หรือเครื่องแต่งกายที่ใช้ในศิลปะการต่อสู้, Happi โค้ตดั้งเดิมของคนงานชาวญี่ปุ่นที่มักจะสวมไปงานเฉลิมฉลองต่างๆ ที่ได้ปรับปรุงในเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตของผู้ชายในปัจจุบันที่สามารสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาสและสนุกไปกับการค้นหาสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง 

พบกับเครื่องแต่งกาย HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2019 ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น M tel. 02-021-2141

The Inspiration Inspired by Rei Kawakubo

ในโอกาสครบรอบปีที่ 10  ของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ประเทศไทยที่กำลังมาถึงในปี 2563 ความสำเร็จบนเส้นทางเดินที่ เรย์  คาวาคูโบะ (Rei  Kawakuno) ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ได้วางไว้  กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ประเทศไทยจึงตั้งใจทำแคมเปญ COMME des GARCONS : The Inspiration Inspired by Rei Kawakubo ขึ้น 

นับตั้งแต่ COMME des GARCONS เปิดร้านแห่งแรกในเมืองไทย ที่ศูนย์การค้าเอราวัณแบงค็อก ในปี พ.ศ. 2553 แบรนด์ได้เติบโตและเป็นที่รู้จักมากขึ้น  จนเกิดกลุ่มคนที่รักกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ (COMME des GARCONS Lovers) คนที่มีใจเดียวกันเพิ่มขึ้นทุกปี

แคมเปญนี้มีเป้าหมายหลักคือ ต้องการแสดงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ แลกเปลี่ยนมุมมอง ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และถ่ายทอดความเป็นกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ที่แท้จริงให้กับ COMME des GARCONS Lovers ทุกคน  ไปพร้อมกับคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่รู้จัก เพิ่งรู้จัก และอยากรู้จัก  เพื่อขยายฐาน COMME des GARCONS lovers ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

อีกทั้งเพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงคุณค่าของกอมม์ เดส์ การ์ซงส์ ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นที่มีอิทธิพลมากที่สุด เป็นแบรนด์ที่เคยเปลี่ยนแปลงวงการแฟชั่นทั่วโลก  และสร้างยุคใหม่ของการสร้างสรรค์เสื้อผ้าด้วยสไตล์ที่โดดเด่น เป็นตัวเอง คือ Deconstruction, Avant-garde, Asymmetry ซึ่งมีความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆอย่างสิ้นเชิง เช่น ทรงเสื้อผ้าที่ไม่เข้า รูป  มีความล้ำยุค บวกกับลูกเล่นจากการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาผสมผสานกับการออกแบบอยู่เสมอ

ภาพยนตร์สั้นที่เป็นแรงบันดาลใจชุดพิเศษนี้กอมม์ เดส์ การ์ซงส์  ได้ผู้กำกับฯ  3 ท่าน ที่มีประสบการณ์ และผลงานโดดเด่นในวงการภาพยนตร์ วงการโฆษณาของเมืองไทย  มาเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของเสื้อผ้า แฟชั่น และแบรนด์  ผ่านมุมมองของคนที่ทั้งไม่เคยรู้จัก กอมม์ เดส์ การ์ซงส์ มาก่อน หรือรู้จักเพียงแค่ผิวเผิน  ได้แก่

คุณไก่ ณฐพล บุญประกอบ มือเขียนบทภาพนตร์ดังอย่าง Suckseed ห่วยขั้นเทพ, เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอเพลงดังมากมาย  และผู้กำกับสารคดี 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว

คุณมุก ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ  ผู้กำกับฯซิทคอมเรื่องดัง “เนื้อคู่ The Final Answer” และโฆษณาต่างๆ อีกมากมาย

คุณป่าน โชติธัช  เจนเกียรติฟู  ช่างภาพผู้มีผลงานภาพถ่ายเผยแพร่ในนิตยสาร หนังสือ และจัดแสดงงานมาอย่างต่อเนื่อง  อีกทั้งยังเป็นผู้กำกับสารคดีและโฆษณา

นอกจากนี้ยังได้ช่างภาพฝีมือดี  คุณชัช ชัชวาล จันทโชติบุตร  Leica Thailand Ambassador ผู้เป็นหนึ่งใน COMME des GARCONS Lovers ตัวจริง มาช่วยเก็บภาพบรรยากาศเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นของทั้ง 3 ผู้กำกับฯอีกด้วย

ภาพยนตร์สั้นชุดพิเศษนี้จึงเป็นสื่อที่สามารถแบ่งปันวิสัยทัศน์ของแบรนด์ผ่านความเป็นกอมม์ เดส์ การ์ซงส์  ผ่านผู้ที่รักและสวมใส่กอมม์ เดส์ การ์ซงส์  เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่เพิ่งรู้จักแบรนด์ในการสวมใส่ตามแบบที่เขาเป็น  พร้อมกับสร้างชุมชน COMME des GARCONS Lovers ในประเทศไทยให้เข้มแข็ง

\

แคมเปญ  COMME des GARCONS : The Inspiration จะเปิดตัวพร้อมฉายภาพยนตร์สั้นชุดพิเศษนี้เป็นครั้งแรก ในวันที่ 9 ตุลาคม 2562 ที่ศูนย์การค้าเอราวัณแบงค็อก และเพื่อให้แคมเปญประสบความสำเร็จเและขยายความรู้เกี่ยวกับแบรนด์สู่วงกว้างยิ่งขึ้น COMME des GARCONS : The Inspiration จึงจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า  โดยภายในปีพ.ศ.2563 จะจัดทำโร้ดโชว์ไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในรูปแบบของการสัมมนา  และการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนิสิต นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจ  เพื่อให้ความรู้และเป็นจุดสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ และที่สำคัญคือสร้าง #proudtoberealcommedesgarcons ให้เกิดขึ้น

รับชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่ :

Teaser 1 โดยป่าน โชติธัช   : https://www.youtube.com/watch?v=1DZR16ipcic  

Teaser 2 โดย ไก่ ณฐพล : https://youtu.be/PxHKVZEbVRM 

แฟชั่นคือยาแก้พิษของสังคม Gucci S/S 20

ความล้ำลึกในแนวคิดที่จะนำเสนอแฟชั่นของ Alesandro Michele

Gucci Spring/Summer 2020 มาพร้อมความลุ่มลึกของปรัชญาการเมือง ที่อ้างถึงบทความของนักปรัชญาอย่าง มิเชล ฟูโกต์ เกี่ยวกับการเมืองระดับชีวภาพซึ่งมีอำนาจเหนือชีวิตและร่างกายของเรา Alesandro เชื่อว่าแฟชั่นสามารถจะเป็นยาแก้พิษให้กับสังคมได้ โชว์จึงเปิดด้วยกลุ่มโมเดลในชุด Straitjacket เป็นกิมมิกที่ยืนมาบนทางเลื่อน

สิ่งที่เขาต้องการสื่อคือคนเหล่านี้อยู่ในเครื่องแบบของการถูกกดดัน โดยนำรายละเอียดของ Straitjacket มาสร้างใหม่โดยใช้เข็มขัด แขนเสื้อที่ยาวกว่าปกติ เสื้อตัวหลวมโคร่งฯลฯ แต่เขาไม่ได้ให้เหล่าโมเดลถูกเสื้อที่สวมพันธนาการอย่างคนวิกลจริต ด้วยเวลาเพียงแค่นาทีกว่าๆ ที่เขาต้องการสื่อให้คนทราบว่าการเมืองชีวภาพได้สร้างความกดดันให้กับคนใต้การปกครอง สิ่งนี้จึงสื่อได้อย่างชัดเจนสุด และชั่วครู่เดียวไปทั้งห้องจัดแสดงดับพรึบมืดมิดพร้อมเสียงซ่าๆ เหมือนจอทีวีโบราณถูกดับกระทันหัน ก่อนที่ไฟจะสว่างจ้าอีกครั้งพร้อมเหล่าโมเดลที่เดินออกมาบนทางเลื่อนด้วยชุดของคอลเลกชั่นล่าสุดที่แท้จริง  

แต่สิ่งที่สื่อออกมาว่าเครื่องแบบของกลุ่มคนที่ถูกระบอบปกครองกดขี่นั้นเหมือนการสวมใส่เสื้อพันธนาการตัวเองจากกฎระเบียบต่างๆ แฟชั่นที่เป็นยาแก้พิษของสังคมในส่วนต่อจึงมีแต่สีสันและรูปทรงที่หลุดพ้นจากกรอบทื่อๆ ตรงๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าที่หรูหรา สีสันที่สวยงามสมกับเป็นฤดูร้อน โดยสุภาพบุรุษยังอยู่ในโครงของแฟชั่นเซเวนตี้ส์แต่ทว่าแหวกกฎเกณฑ์เดิมๆ กางเกงขาบานที่ทำให้ช่วงขาคนสวมดูยาวขึ้น รองเท้ามีส้นสูง รวมทั้งบู้ทที่มีดีไซน์หลากหลาย

ชุดสูทจะไม่อยู่ในขนบเดิมด้วยการใช้สีสันที่ต่างกันระหว่างแจ็คเก็ตกับกางเกงทั้งๆ ที่ใช้ผ้าเดียวกันเป็น Breaking suite ตัวในยังเป็นเชิ้ตที่หากสวมปล่อยชายจะยาวแจ็คเก็ตออกมาในระดับที่สวยเป็นสไตล์กุชชี่ แต่ถ้านำชายเชิ้ตเข้าในกางเกงก็จะเป็นชุดสูทปกติ นอกจากสูทแบบหนีขนบเดิม ก็มีสูทคลาสสิกที่มีรายละเอียดของปกที่ใหญ่ขึ้นหรือการเล่นช่วงไหล่ที่ดูแคบแต่คอปกกว้าง แต่ทำให้ตัวคนสวมดูเพรียว รวมทั้งการตกแต่งด้วยตราแบบ satorial ที่มีข้อความอย่าง Gucci Orgasmique และ Gucci Eterotopia ที่ประดับชายแขนเสื้อสูทและปลายขากางเกง อันเป็นนิยามการก้าวผ่านของดีไซน์ในคอลเลกชั่นนี้จากยุค 70’s ถึง 90’s 

นอกจากสูทยังมีชุดเสื้อและกางเกงที่เข้าชุดกัน ตัดจากผ้าที่นำลวดลายมาจากอะไควฟ์ของกุชชี่ รวมทั้งดีไซน์ลวดลายใหม่ๆ จากตัว G ซึ่งแตจ่ละชุดมีลวดลายที่ไม่ซ้ำกันนี่คือความลักชัวรี่ หนึ่งชุดหนึ่งลายสำหรับสุภาพบุรุษ แม้แต่เนื้อผ้าก็ยังต่างกันแต่ไม่หนามากเหมาะจะสวมในฤดูร้อน ที่เท่สุดก็คือชุดเดนิมที่มีแจ็คเก็ตเข้าชุดกับกางเกงขาบานทั้งเสื้อและกางเกงตัดเย็บด้วยเทคนิคนำผ้าเดนิมต่างเฉดสีมาต่อลายกันด้วยเทคนิคที่แปลกกว่าแพตช์เวิร์คทั่วไป รวมทั้งการเดินเส้นกรอบที่เนี้ยบสมดังที่ว่าสำหรับกุชชี่แล้วเรื่องของ savoir fair เป็นเบสิกที่มีอยู่ในทุกชิ้นงานอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำมาก 

ขณะที่คอลเลกชั่น ของสุภาพสตรีจะเน้นเนื้อผ้าที่โปร่งเบาบางที่ดีไซน์เป็นชิ้นๆ สวมทับกันทำให้เกิดซิลลูเอทใหม่ๆ นอกนี้ยังมีลูกเล่นของการเจาะฉลุบนผ้าเป็นลายกลีบดอกไม้ขนาดใหญ่ตกแต่งในส่วนต่างๆ ของชุด เล่นการทับซ้อนของของผ้าโปร่งหลากสีมาสร้าง volumn ให้กับทรงชุดต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจแบบ Sexy with strong attitude. นอกจากนี้ยังมีชุดแม็กซี่(กระโปรงยาวระพื้น)ที่ปักเลื่อมทั้งตัวเป็นลวดลายงดงาม

เครื่องประดับที่ทั้งชายและหญิงต้องมีของฤดูร้อนหน้าก็คือแว่นตาที่มีโซ่คล้องแว่นตาขนาดใหญ่ทำจากวัสดุสังเคาะห์น้ำหนักเบา(ยังไม่ยืนยันว่าขายแยกหรือขายเป็นชุดพร้อมแว่นตา) นอกจากนี้ยังมีพัดที่มาพร้อมซองใส่ดีไซน์สวยทำจากหนัง ซึ่งตัวซองมีดีไซน์เหมือนซองใส่แส้ม้า โดยเครื่องประดับประกอบโชว์ที่คาดว่าไม่น่าจะมีขายจริงก็คือแส้ม้าที่ทำจากเส้นไหมอ่อนนุ่มไม่ได้เป็นหนังแบบแส้ S&M แม้จะมีรูปทรงที่เชื่อมโยงกัน 

แต่ที่แปลกและเก๋มากก็คือถุงมือและสายรัดต้นแขนที่มีช่องสำหรับสอดลิปสติก แต่ดูๆ ไปแล้วก็เหมือนซองถุงมือที่มีช่องใส่ลูกกระสุนสำหรับกีฬาไก่ฟ้า เป็นอีกหนึ่งชิ้นเด่นที่อาจจะมีจำหน่ายจริงหรือไม่ก็ต้องรอดูราวต้่นปีหน้า เพราะ runway กับ real way จะเชื่อมโยงแต่ก็มีความต่าง เหล่านี้คือแฟชั่นที่มาแก้พิษของสังคมที่ยังเวียนว่ายอยู่กับกฏเกณฑ์ต่างๆ แม้จะเป็นการฉีกกรอบเดิมๆ แต่ยังอยู่บนพื้นฐานความเท่ ทันสมัย และมีจิตวิญญานของกุชชี่ 

#GucciSS20 @gucci

@alessandro_michele #HommesThailand #LofficielHommesThailand

MLB FW19 Collection

Style : Newtro Hipster Down Jumper
Inspiration : MLB original Heritage, season นี้เราจะกลับไปในยุค Analogue
การตีความสไตล์ในยุคเก่าในรูปแบบใหม่

Style : Newtro Hipster, Back To Basic, Celebrating logos เป็นคอลเลคชั่นที่ยังคงโด่งดังอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะเน้นตัวโลโก้

Gucci Spring/Summer 2020

Gucci Spring/Summer 2020 มาพร้อมความลุ่มลึกของปรัชญาการเมือง Alessandro Michele นำเอาข้อเขียนของ มิเชล ฟูโกต์ ที่ได้กล่าวเกี่ยวกับการเมืองระดับชีวภาพซึ่งมีอำนาจเหนือชีวิตและร่างกายของเรา โดยเขาเชื่อว่าแฟชั่นสามารถจะเป็นยาแก้พิษให้กับสังคมได้ โชว์จึงเปิดด้วยกลุ่มโมเดลในชุด Straitjacket ที่เป็นกิมมิก ซึ่งมีขายในคอลเลกชั่นหรือไม่เดี๋ยวมา Reesee พรุ่งนี้จะแจ้งให้ทราบ

แต่สิ่งที่สื่อออกมาว่าเครื่องแบบของกลุ่มคนที่ถูกกดขี่นั้นเหมือนการสวมใส่เสื้อรัดตัวของคนวิกลจริต ที่ถูกพันธนาการด้วยกฎระเบียบที่ถูกสร้างขึ้น แฟชั่นที่เป็นยาแก้พิษของสังคมจะเป็นเช่นไรจึงเป็นการนำเสนอในส่วนต่อมาคือสีสันและรูปทรงที่หลุดพ้นจากกรอบสีขาวของเสื้อสำหรับคนที่คุ้มคลั่ง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าที่หรูหรา สีสันที่สวยงามสมกับเป็นฤดูร้อน

ในขณะที่ของสุภาพสตรีจะเน้นเนื้อผ้าที่โปร่งเบาบางที่ดีไซน์เป็นชิ้นๆ สวมทับกันทำให้เกิดซิลลูเอทใหม่ๆ ในขณะที่ของบุรุษจะเน้นที่แจ็คเก็ตแบบต่างๆ สวมกับกางเกงขาบานแบบยุคเซเวนตี้ส์ โดยแจ็คเก็ตจับคู่กับกางเกงที่ใช้เนื้อผ้าและสีเหมือนกันจึงเป็นชุดสูทแต่ไม่ใช้สูทคลาสสิกที่เป็นเหมือนเครื่องแบบของยุคสมัยหนึ่ง รองเท้าสำหรับสุภาพบุรุษสวยมาก ซิลลูเอทของแจ็คเก็ตและกางเกงมีความเป็นเซเวนตี้ส์แต่เนื้อผ้าหรูหรา รวมทั้งผ้าพิมพ์ลายพิเศษ เล่นเลเยอร์สีสันสวยมาก

ส่วนของสุภาพสตรีเล่นการทับซ้อนของของผ้าโปร่งหลากสีมาสร้าง volumn ให้กับทรงชุดต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจแบบ Sexy with strong attitude. นอกจากนี้ยังมีชุดแม็กซี่(กระโปรงยาวระพื้น)ที่ปักเลื่อมทั้งตัวเป็นลวดลายงดงาม

นี่คือแฟชั่นที่มาแก้พิษของสังคมที่ยังเวียนว่ายอยู่กับกฏเกณฑ์ต่างๆ แม้จะเป็นการฉีกกรอบเดิมๆ แต่ยังอยู่บนพื้นฐานความเท่ ทันสมัย และมีจิตวิญญานของกุชชี่

@gucci #GucciSS20
@alessandro_michele #HommesThailand #LofficielHommesThailand

4 ไอเท็มเด็ด ที่คุณไม่ควรพลาดจากโลเอเว่

โล-เอ-เว่ แบรนด์เครื่องหนังสัญชาติสเปนที่กำลังมาแรงสุดๆในช่วงนี้ ด้วยความอาร์ตและเอกลักษณ์ด้านดีไซน์ที่ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ โจนาธาน แอนเดอร์สัน ด้วยแนวคิดผสมผสาน Past present Future เข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ เกิดเป็นสระแสในกลุ่มคนแฟชั่นทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

โลเอเว่ นั้นเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์เครื่องหนังลัคชัวรี่ที่มีชื่อเสียงยาวนานที่สุดกว่า 172 ปี โดยก่อตั้งเมื่อปี 1846 โดย เอ็นริเก โลเอเว่ โรเยสเบิร์ก (Enrique Loewe Roessberg) ช่างผีมือด้านเครื่องหนังที่ย้ายรกราก มาตั้งถื่นฐาน ณ กรุงมาดริด ซื่อกลางของเขา LOEWE นั้นถูกใช้ชื่อตราสินค้าจวบจนทุกวันนี้

หลังจากการซื้อกิจการ LVMH GROUP และ การเข้ามาคุมไดเรคชั่นใหม่ของแบรนด์ โดยดีไซเนอร์หนุมไฟแรง อย่าง Johnathan Anderson ในปี 2014 ทำให้ภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์โลเอเว่มีความสดใหม่ ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ และภาพรวมแบรนด์ดิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนไปให้เข้ากันกับเทรนด์และยุคสมัย แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นเลิศทางด้านเครื่องหนังที่สั่งสมมาอย่างยาวนานเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าการเข้ามาของ JWA นั้นทำให้โลเอเว่กลับเป็นแบรนด์สุดฮอตแห่งศักราชนี้อีกครั้ง ก็ว่าได้

ลอฟฟิเซียลออมส์หยิบเอา 4 ไอเท็มเด็ดจากโลเอเว่
ที่คุณควรมีอย่างสักชิ้น

Puzzle bag

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงโลเอเว่แล้ว ไม่มีใครที่ไม่รู้จักกระเป๋ารุ่น พัซเซิล กระเป๋าใบแรกที่ โจนาธาน ตั้งใจออกแบบเป็นใบแรกเมื่อเข้ารับตำแหน่งดีไซเนอร์ของบ้าน ซึ่งเจ้ากระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ใบนี้ถือเป็นอีกหนึ่งใบ ในพจนานุกรม Icon bag แห่งศตวรรษอีกด้วย
‘พัซเซิล’ Puzzle กระเป๋าที่ประกอบด้วยแผ่นหนังทั้งหมด 41 ชิ้น ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เยอะที่สุดในการประกอบกระเป๋า 1 ใบอันเป็นที่มาของชื่อรุ่น และแน่นอนว่าเรื่องของคุณภาพหนังอันโด่งดังของแบรนด์ เพราะหนังที่โลเอเว่เลือกใช้ส่วนใหญ่จะคงทนแข็งแรงเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ของหนุ่มๆ มาพร้อมกับสายสะพายที่สามารถปรับได้หลายระดับ จะเลือกสะพายข้าง คลอสบอดี้ หรือจะสะพายหลังแบบเป้ก็ทำได้เช่นกัน และด้วยคุณภาพพิเศษของหนังที่เลือกใช้ จึงทำให้สามารถพับกระเป๋าให้แบนจึงเหมาะแก่การเดินทางเป็นอย่างยิ่ง

Fisherman Trousers

กางเกงเอวสูงทรงกระบอก โดดเด่นด้วยลูกเล่นพับปลายขาแบบเทรินอัพ เผยให้เห็นผ้าสีขาวด้านใน และถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่แฟนโลเอเว่ Must Have ถูกออกแบบมาทั้งแบบผ้ายีนส์ ลินิน คอดต้อน ไปจนถึงวูล และในทุกๆคอลเลคชั่น Fisherman Trousers นี้ก็จะถูกแปลงโฉมไปกับคอนเซปของคอลเลคชั่นนั้นๆ แต่รุ่นที่คลาสสิกนั้นคือ ผ้ายีนส์แบบสีเข้ม และยีนส์แบบฟอก ซึ่งเรียกได้ว่าติดตู้เอาไว้ได้ใส่แน่นอน เพราะไม่ว่าจะเลือกใส่ในโอกาสไหน ตั้งแต่ เดินชายหาดวันพักผ่อน งานปาร์ตี้ ล่องเรือ ไปออฟฟิส หรือวันหยุดสบายๆ เลือกแมชท์กับท่อนบน ได้อย่างเสื้อยืดสบายๆ ไปจนถึงเสื้อเชิ๊ต และแจ๊คเก็ต สลับสับเปลี่ยนไปตามโอกาส ก็ทำให้คุณดูเท่ห์มีสไตล์ได้แล้ว

Gate Bum Bag

กระเป๋ายูนิเซ็กส์ ใบล่าสุด ที่เป็นที่จับตามองและโด่งดังมากในช่วงปีนี้ นำเสนอด้วยดีไซน์กระเป๋าทรงครึ่งวงกลมพร้อมฝาพับในตัว และดีเทลเข็มขัดด้านหน้าที่ถูกคิดค้นมาอย่างดี พร้อมด้วยฟังชั่นก์ของสายสะพายที่สามารถปรับความยาวได้ตามต้องการ เพิ่มเติมด้วยการปั๊มลายอะนาแกรมอันเป็นเอกลักษณ์ของโลเอเว่ เหมาะกับวันสบายๆที่ต้องการความคล่องตัว โดยหนุ่มๆสามารถเลือกสะพายได้หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบครอสบอดี้ หรือ คาดเอวก็ทำได้ดี

Sneaker

รองเท้าสนีคเกอร์รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวบนรันเวย์คอลเลคชั่นล่าสุด ถูกวางจำหน่ายเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และได้กลายเป็น Hot item ที่ Sold out อย่างรวดเร็ว ด้วยความสวมใส่สบายที่ลอฟฟิเซียลออมส์อยากให้ลอง บวกกับดีไซน์อันเรียบง่าย แรงบันดาลใจจากรองเท้าบัลเล่ต์ผสานกลิ่นอายของรองเท้าเทรคกิ้งยุค 70 ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ออกแบบมาในวัสดุหนังแบบ Soft ที่สามารถยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี ตัดเย็บคู่กับวัสดุผ้าไนล่อนที่ทำออกมาให้ทุกอย่างดูลงตัว สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือโลโก้ตัว L แบบคาริกราฟฟี่ ที่ดึงเอา Element จากตราอะนาแกรมของแบรนด์มาใช้เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่นำเสนอความเป็นโลเอเว่ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สามารถแวะไปช้อปไอเท็มเด็ดเหล่านี้ได้ที่
โลเอเว่ สยามพารากอน ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน โทร 026109825
โลเอเว่ ดิ เอมโพเรี่ยม ชั้น M ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม โทร 026649902
หรือสามารถเข้าเป็นสมาชิค ใน Line@ : @Loewe_TH

เพื่ออัพเดทข่าวสารและกิจกรรมพิเศษก่อนใคร

“ RALPH LAUREN Introduces Ralph’s Club For NEW YORK Fashion Week “

The Fall 2019 Collection คอลเลคชั่นใหม่จาก RALPH LAUREN ที่นำแฟชั่นการแต่งตัวของผู้หญิงนิวยอร์กในยุค 1930’s มาผสมผสานกับยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

– Ralph Lauren ได้กล่าวไว้ภายในงานว่า “ผมชอบผู้หญิงในชุดสูทมาตั้งนานแล้ว มันทำให้ดูมีสไตล์ มีลุคเป็นของตัวเอง และการใส่สูททักซิโด้เป็นแฟชั่นที่ไม่มีการตายตัว สูทกับผู้หญิงเป็นวัฒนธรรมที่อยู่มานานและดูเหมือนจะไม่มีวันหายไป เพราะในปัจจุบันวัฒนธรรมผู้หญิงใส่สูทก็ยังคงอยู่ อีกทั้งยังเหมาะสมกับผู้หญิงในยุคนี้อีกด้วย สูททำให้ผู้หญิงดูมีความมั่นใจและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น คอลเลคชั่นนี้จึงจัดทำขึ้นมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ”

คอลเลคชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตและสไตล์การแต่งตัวของผู้คนในนิวยอร์ก เวลาแต่งตัวไปทำงานผู้คนส่วนใหญ่แต่งกายกันอย่างไร ในคอลเลคชั่นนี้จะเป็นคอนเซปแนวโมเดิร์ล ที่สามารถแต่งไปทำงานได้ในทุกๆวัน ภายในงานมีแขกเข้ามาร่วมงานกันอย่างมากมาย แฟชั่นโชว์ในงานจะเป็นชุดจากคอลเลคชั่นใหม่ ซึ่งจะมีทั้ง ชุดไปทำงานหรือชุดที่สามารถใส่ได้ทุกวันและยังมีชุดที่สามารถใส่ออกงานได้อีกด้วย ซึ่งจะมีทั้งชุดที่มีดีเทลมากมาย และชุดที่ดูคลาสสิกเรียบง่าย สามารถแต่งได้ไม่ยุ่งยาก

The Fall 2019 Collection จะมีลูกเล่นที่สีสันสวยงาม เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่สวมใส่ และยังมีสีคลาสสิกอย่างสีขาวดำ ที่ดูเรียบหรูเหมาะกับทุกเวลา ทั้งสีสันแต่ดีเทลต่างๆ จะมีความบ่งบอกถึงแฟชั่นการแต่งกายของผู้หญิงในยุค 1930’s ที่นำมาผสมผสานกับยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก

ในส่วนของเครื่องประดับได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาร์ตเดคโคเพื่อเพิ่มความมีเสน่ห์ให้กับฤดูกาล รองเท้าจะออกแบบให้เข้ากับตัวสูทและมีโบว์ กระเป๋าในคอลเลคชั่นนี้เขาได้เพิ่มลูกเล่นของลูกปัดเข้ามา และมีกระเป๋าถือ RL50 ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อในต้นปี 2019 และจะกลับมาอีกครั้งในคอลเลคชั่นนี้ในรูปแบบที่ใหม่ขึ้นเพื่อให้เข้ากับคอลเลคชั่นใหม่นี้

คอลเลคชั่นนี้จัดทำเพื่อฉลองให้กับความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ RALPH LAUREN ที่นำศิลปะวัฒนธรรมของชาวอเมริกามาเป็นแรงบันดาลใจได้อย่างลงตัว แต่มีผู้มาชื่นชมเป็นอย่างมาก ความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จึงยังคงอยู่มา 50 ปีแล้ว