“Thai Breeze”

หมวกปานามาเป็นของแต่งตัวที่เหมาะเมืองร้อนชื้นอย่างบ้านเรา “ห้างเซ็นทรัล” เปิดตัวคอลเลกชั่นล่าสุดของ “Ecua–Andino” (เอกวา-อันดิโน) แบรนด์หมวกปานามาชื่อดังสัญชาติเอกวาดอร์ ที่ออกแบบคอลเล็กชันเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อห้างเซ็นทรัลโดยเฉพาะในชื่อ “Thai Breeze” (ไทย บรีซ) โดยได้รับเกียรติจาก มร.อเลฮานโดร เลกาโร (Alejandro Lecaro) ผู้ก่อตั้งแบรนด์บินตรงจากประเทศเอกวาดอร์ มาร่วมงาน พร้อมนำเสนอแฟชั่นหมวกจากนางแบบ และนายแบบ ในบรรยากาศสวนหลังบ้านบนชั้น 5 Siwilai City Club ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่

ธาพิดา นรพัลลภ ออมนิ-ชาแนล เมอร์ชั่นไดซิ่ง ไดเร็กเตอร์ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ได้ให้ความเห็นถึงเทรนด์ของหมวกปานามาที่เหมาะกับแฟชั่นบ้านเรา
“ปัจจุบันนี้หนุ่มสาวหันมาแต่งตัวมากขึ้น ทุกคนต่างสนุกที่จะได้มิกซ์แอนด์แมชท์เสื้อผ้าในแบบที่ชอบ จนกลายเป็นสไตล์ของตัวเอง… โดยเฉพาะหมวกปานามา ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้วยการใช้งานที่สามารถสวมได้แทบทุกโอกาส และรูปทรงที่คลาสสิก เพื่อตอกย้ำความเป็นจุดหมายของคนรักแฟชั่น ห้างเซ็นทรัลจึงได้เป็นตัวแทนจำหน่ายหมวกปานามา เอกวา-อันดิโน (Ecua–Andino) อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ทำให้ลูกค้าสามารถลอง หรือเลือกแบบที่ชอบได้จากสินค้าจริง ในราคาสมเหตุผล”

ด้าน มร.อเลฮานโดร เลกาโร (Alejandro Lecaro) CEO แบรนด์ เอกวา อันดิโน กล่าวว่า
“ความท้าทายในการออกแบบคอลเลกชั่นนี้อยู่ที่ จะทำอย่างไรให้เหมาะกับห้างเซ็นทรัล และต้องสื่อถึงความเป็นไทยร่วมสมัย แต่ไม่หวือหวาเกินไป และยังคงไว้ด้วยความคลาสสิกของหมวกปานามา เป็นที่มาของคอลเลกชั่น “Thai Breeze” โดยนำความประทับใจในวัฒนธรรมของไทย ภาษาไทย และรอยยิ้มอันอ่อนโยน ที่พบได้ทุกที่ทั่วไทย เสมือนสายลมที่พัดผ่านรอบตัว

“จุดเด่นของคอลเล็กชั่นนี้คือการใส่ความเป็นไทย สะท้อนภาพลักษณ์ของคนไทยที่สนุกกับการแต่งตัว กล้าแสดงความเป็นตัวเอง แต่ยังอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมอันดี โดยใช้เทคนิคการเย็บขลิบขอบปีกหมวกหรือการใช้สีเอิร์ธโทนของริบบิ้นที่ดูสุขุมลุ่มลึก หรือการใช้ริบบิ้นที่ยาวกว่าปกติ ให้สามารถสร้างสรรค์การผูกริบบิ้นได้อย่างอิสระ และการเพ้นท์ลายมวลดอกไม้สีสันสดใส ล้วนเป็นลูกเล่นที่เหมาะกับภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างปฎิเสธไม่ได้”

จุดเริ่มต้นของแบรนด์หมวกนี้มาจาก Edgar Sanchez (เอ็ดการ์ ซานเชส) และ Alejandro Lecaro (อเลฮานโดร เลกาโร) ทั้งคู่เป็นชาวเอกวาดอร์ และได้พบกันครั้งแรกเมื่ออายุ 12 ปี ในโรงเรียน German School Humboldt (CAH) ที่เมืองกวายากิล ประเทศเอกวาดอร์
หลังจากสำเร็จการศึกษา ในปี 1983 ทั้งสองได้ร่วมธุรกิจกัน โดยเริ่มจากเปิดร้านเล็ก ๆ จำหน่ายสินค้างานคราฟของเอกวาดอร์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องดนตรีท้องถิ่น กระทั่งได้มีโอกาสร่วมงานแฟร์ในเมืองดูราน ซึ่งมีศิลปินชื่อดัง Gloria Estefan และวง Miami Sound Machine ที่เธอร่วมงานด้วยสวมหมวกปานามาที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ ทั้งสองจึงเกิดไอเดียที่จะผลิตหมวกปานามา ซึ่งเป็นสินค้าประจำชาติของเอกวาดอร์อย่างจริงจัง

ที่มาของคำว่าหมวกปานามานั้นเป็นที่รู้จักนับแต่ปี ค.ศ. 1630 หมวกของชาวเอกวาดอร์ ได้มีการนำไปใช้ในกลุ่มผู้ที่มีชื่อเสียงมากมาย อาทิ กษัตริย์นโปเลียน เรื่อยมาจนถึงยุคของวินสตัน เซอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักร แม้แต่พอล นิวแมน นักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง, ฌอน คอนเนอรี่ นักแสดงเจ้าบทบาทกับภาพลักษณ์เจมส์ บอนด์ ที่คนยอมรับและเจ้าของของรางวัลออสการ์ แม้แต่นักร้องสาวสุดฮอต เคที่ เพอร์รี่ ของชื่นชอบหมวกปานามา

แต่ชื่อนั้นมาจากในปี ค.ศ. 1906 ธีโอดอร์ รูสเวลท์ ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา ได้สวมหมวกของชาวเอกวาดอร์ระหว่างการเยี่ยมชมโครงการขุดคลองปานามา ซึ่งภาพถ่ายของรูสเวลท์ได้มีการเผยแพร่ไปทั่วโลก จึงทำให้หมวกที่เขาสวมเป็นที่รู้จัก และเรียกขานกันในนาม “หมวกปานามา”

หมวกปานามา สร้างสรรค์โดยช่างฝีมือชาวเอกวาดอร์ ด้วยการเลือกใช้วัสดุจากเส้นใยธรรมชาติที่ดีที่สุดจากต้นปาล์ม Toquilla มาประดิษฐ์หมวกอย่างละเอียด ประณีต และงดงาม ซึ่งกว่าจะเป็นหมวกใบหนึ่งนั้น ต้องใช้เวลาในการผลิตระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน ขึ้นอยู่กับความละเอียดประณีตของการถักทอ ยิ่งสานละเอียดมากยิ่งมีความนิ่มนวลเหมือนผ้าและราคาสูง แต่ปกติหมวกปานามาที่ม้วนเก็บได้จะสานละเอียดในระดับหนึ่งไม่จำเป็นต้องละเอียดมาก และการม้วนเก็บเพื่อสะดวกในการเดินทางแต่หลังจากนั้นต้องคลี่ออกมาสวมให้เป็นทรง แต่การที่หมวกม้วนได้หรือไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าสานดีกว่าละเอียดกว่าแต่อย่างใดแต่เป็นที่ทรงหมวกด้วย อย่างหมวกทรง Trilby hat ไม่ควรม้วนเพราะจะเสียทรงไปเลย และการจับหมวกไม่ว่าจะสานจากเส้นใยธรรมชาติหรือทำจากขนสัตว์ที่เป็นสักหลาด อย่าจับตรงส่วนบนด้านหน้าที่ที่เรียกว่าจมูกของหมวก ให้จับปีกหมวกขึ้นมาลองสวมใส่ เพราะส่วนนั้นจะเสียทรงได้ง่าย ถ้าเป้ฯหมวกสานส่วนนั้นถ้าจับบ่อยๆ ก็จะเกิดการฉีกขาดได้ จำไว้เป็นสากลว่าถ้าจะจับหมวกเพื่อสวมไม่ว่าจะเป็นการลองหรือใส่จริงในทุกวันให้จับที่ปีกหมวกเท่านั้น

#ThaiBreeze #EcuaAndinoXCentral #CentralDepartmentStore #HommesThailand

Gucci เปิดตัว Ultrapace Sneaker รุ่นใหม่

Ultrapace รองเท้า sneaker ใหม่สำหรับสุภาพบุรุษและสตรีเปิดตัวครั้งแรกในงานแฟชั่นโชว์ฤดูใบไม้ร่วง / ฤดูหนาว 2019-2020 (Autumn/Winter 2019-2020) ที่ผ่านมา เป็นที่พูดถึงด้วยสไตล์การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 80s ตัวรองเท้าตกแต่งด้วยรายละเอียด สีสัน และโลโก้แบรนด์ สร้างเสน่ห์ดึงดูดด้วยลักษณะอันโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

สำหรับคอลเลคชั่น Cruise 2020 นี้ รองเท้า Ultrapace ได้เพิ่มดีไซน์ใหม่เพื่อสร้างความน่าตื่นเต้นให้กับคอลเลคชั่น ด้วยการนำเอาวัสดุ และสีสันที่หลากหลาย มาใส่ไว้ในทั้งรุ่น mid/ high top วัสดุมากมายที่นำมาผสมกับรายละเอียดและสีสันที่ตัดกันเป็นส่วนทำให้เกิดสไตล์โดดเด่นเฉพาะตัว นอกจากนั้นยังมีรุ่นทำจากผ้าสีสะท้อนแสงให้อารมณ์ดิสโก้ในยุค 80 อีกด้วย

Ultrapace sneaker มีลักษณะเด่นคือมีส่วนผสมขององค์ประกอบพิเศษ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวัสดุและสีสัน รวมถึงการออกแบบให้มีลักษณะเก่าเล็กน้อยเพื่อนำจิตวิญญาณความเป็นวินเทจเข้ามาร่วม Ultrapace ถูกออกแบบมาให้มีพื้นยางที่มองจากด้านนอกเห็นเป็นสามสี มีผ้าเทอรี่ซับด้านใน และตัวรองเท้าทำจากหนังพิมพ์ลายริ้ว หนัง หนังกลับ หนังสีเมทัลลิค และผ้า Lavaredo ด้วยวัสดุที่แตกต่างและสีสันที่หลากหลาย เช่น สีแดง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม ชมพู และอีกมากมายนี้ทำให้ Ultrapace มีความแปลกตา ในบางรุ่นของคอลเลคชั่นสุภาพสตรีมีส่วนประกอบที่เพิ่มมากขึ้นกว่านั้นโดยเพิ่มงานตัดขอบด้วยผ้าเทอร์รี่ พิมพ์ลายดอกกุหลาบ ส้นรองเท้าด้านนอกมีสไตล์ตรงกลางของส้นมีการลงสีด้วยมือ

ยิ่งไปกว่านั้น Ultrapace ยังได้นำรายละเอียดโลโก้และสัญลักษณ์ของแบรนด์ Gucci ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงมาตกแต่งรวมกันไว้บนส่วนต่างๆของรองเท้า เพื่อเพิ่มความรู้สึกความเป็นตัวตนอย่างแท้จริงให้กับดีไซน์ที่ผู้สวมใส่สามารถเลือกซื้อให้ตรงกับความต้องการได้ ซึ่งรวมถึงสัญลักษณ์ Gucci สไตล์วินเทจที่อยู่กับลิ้นของรองเท้า คำว่า Gucci ที่เป็นงานปักเย็บ เครื่องหมายตัว “G” และอีกมากมาย เช่น โลโก้ Gucci ในรูปแบบอื่นอีกมากมาย ตัวล็อคดับเบิ้ล GG ที่นำมาประดับบนตัวรองเท้าและส้นรองเท้า ผสมผสานกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ทางผู้ออกแบบนำมาผสมผสานในอีกหลากหลายวิธี (เช่น การพิมพ์ ปักเย็บ และในรูปแบบของยาง) ทำให้รองเท้า Ultrapace มีเสน่ห์ดึงดูดด้วยลักษณะอันโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

นอกจากรองเท้า Ultrapace ที่เปิดตัวไปในโชว์ Autumn/Winter 2019-2020 ที่ผ่านมาแล้วนั้น ในฤดูกาลใหม่นี้ Ultrapace ยังมีให้เลือกในรุ่น mid/ high top ที่มาพร้อมกับการผสมผสานสีและรายละเอียดในลักษณะเดียวกัน แต่ในรุ่น mid/ high top นั้นจะมีสายรัด Velcro เพิ่มให้โดยจะคาดอยู่บนส่วนที่เป็นแผ่นยางด้านหน้า ที่มีตัวอักษรเขียนคำว่า “MiD”

แม้จะมีรูปลักษณ์แบบวินเทจ แต่ Ultrapace ก็สามารถมอบความคล่องตัว และรวมเอาแฟชั่นกับฟังก์ชั่นการใช้งานเข้ามาอยู่ด้วยกันและเป็นร่วมสมัยอย่างแท้จริง

งานนิทรรศการ “L’ELEGANTE THAI” Thai – Italian Craftsmanship

Collaboration นี้ เกิดขึ้นจากความรักและเห็นคุณค่าในความงดงามของผ้าไทย งานหัตถศิลป์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ ควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งต่อไปยังรุ่นลูกหลาน รวมทั้งเผยแพร่ไปในระดับสากล

นิทรรศการครั้งนี้ได้เผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับโลก โดย “อันโตนิโอ มาราส” (Antonio Marras) ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียน เจ้าของแบรนด์ Antonio Marras แบรนด์แฟชั่นอิตาลีที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน และ “สรพล ชวพัฒนากุล” ดีไซเนอร์ชาวไทย เจ้าของแบรนด์ SORAPOL ที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลก มาร่วมเนรมิตคอลเลคชั่นสุดพิเศษ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE WORLD FASHION CRAFTSMANSHIP: Enriching the pride of SIAM” ด้วยการนำผ้าไทยจากทุกภูมิภาคของประเทศไทยมาประยุกต์สร้างสรรค์เป็นเครื่องแต่งกายที่มีความร่วมสมัย ผ่านเทคนิคการตัดเย็บและการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์หรืองานคราฟต์ในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ สำหรับจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้โดยเฉพาะ

การออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษสำหรับงานนิทรรศการ ‘L’ELEGANTE THAI’ ของแบรนด์ อันโตนิโอ มาราส ยังคงความโดดเด่นของงานคราฟต์หรืองานฝีมืออันประณีตวิจิตรบรรจงในแบบฉบับอิตาเลียน และการใช้สีสันที่หลากหลาย อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ ผสานกับการให้ความสำคัญในการเรียนรู้วัสดุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การเรียนรู้ลักษณะเฉพาะตัวของ ผ้าไทย ซึ่งมองว่าผ้าไทยเป็นผ้าที่มีเสน่ห์ สามารถชวนจินตนาการถึงเรื่องราวในทุกแห่งหน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ห่างไกลหรือดินแดนอันลี้ลับ แต่ก็มีความสมจริงและน่าตื่นเต้น

โดยเรื่องเล่าเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มคุณค่าได้อย่างหรูหราและร่วมสมัย ผู้สวมใส่จึงรู้สึกพิเศษกว่าการใส่ชุดทั่วไป ฉะนั้น การสวมใส่ผ้าไทยจึงเสมือนการสวมใส่เรื่องราวแห่งเอกภพที่ผ่านการสร้างสรรค์ถักทอขึ้นด้วยมือและแฝงไว้ซึ่งองค์ความรู้และวัฒนธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดยชุดไฮไลท์ในคอลเลคชั่นนี้เป็นชุดราตรียาวที่เลือกใช้ผ้าหลากหลายเพื่อสื่อถึงความแตกต่างที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และเลือกใช้ 3 โทนสีหลักเพื่อสื่อสารถึงความแตกต่าง ได้แก่ โทนสีเทา โทนสีแดงก่ำม่วง และโทนสีน้ำตาลเข้ม รวมถึงการผสานรูปแบบ ลวดลาย และลายเส้นที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์เป็นความพิเศษของชุดไฮไลท์นี้

สำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเลคชั่นครั้งนี้ของแบรนด์ SORAPOL มาจาก “ลายข้าวหลามตัด” (Diamond Pattern) ซึ่งลายข้าวหลามตัดนี้เป็นลายที่เราเห็นอยู่ในผ้าไทยมานานกว่าร้อยปี เรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของลายไทยที่ถูกสร้างสรรค์สืบต่อกันมาจนกลายเป็นตำนานที่เสมือนเป็นตัวแทนของความเป็นไทยอย่างแท้จริง โดยการออกแบบชุดในครั้งนี้ ได้นำองค์ประกอบของลายข้าวหลามตัด มาผสมผสานกับเทคนิคสมัยใหม่ เพื่อนำเสนอเรื่องราวจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยชุดไฮไลท์เป็นการนำผ้าทอมือของไทยมาตัดเย็บด้วยเทคนิคการทำรูปทรงโดยใช้เลเซอร์และประยุกต์เข้ากับการใช้ผ้าจากอิตาลีด้วยเช่นกัน ซึ่งเปรียบเสมือนการหลวมรวมสองวัฒนธรรมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว

งานนี้ไอคอนสยาม ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย บริษัท แม็กซ์ อิมเมจ จำกัด โดยการสนับสนุนของ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด, บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ร่วมสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้วงการแฟชั่นไทย

นิทรรศการ “L’ELEGANTE THAI” Thai – Italian Craftsmanship Collaboration (“เลเลกานเต้ ไทย” ไทย-อิตาเลียน คราฟต์แมนชิพ คอลลาบอเรชั่น) โชว์อัตลักษณ์แห่งความล้ำค่าของผ้าไทยที่รังสรรค์และออกแบบด้วยความประณีตวิจิตรบรรจงจากฝีมือดีไซเนอร์ระดับโลกอย่างแท้จริง

โดยนิทรรศการ “L’ELEGANTE THAI” จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึง 1 กันยายน 2562 นี้ พร้อมป๊อปอัพ สโตร์ของทั้งสองแบรนด์ ซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ณ ไอคอนสยาม
www.iconsiam.com

Heron Preston คอลเลคชั่น Fall / Winter 2019 : Night Shift

Night Shift คือนิยามของการวางกรอบการแต่งกายแนว Uniform ที่เปลี่ยนแปลงตามตารางเข้างานของแต่ละคน แต่สิ่งที่โดดเด่นและขาดไม่ได้สำหรับธีม “Uniform” คือไอเท็มที่ทำจากผ้าแคนวาสและเดนิม

Night Shift งานออกแบบของ Heron Preston คอลเลคชั่น FW19 เกิดขึ้นจากความหลงใหลและเอกลักษณ์เครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ประจำสนามบิน หรือ TSA Agent, ของต้องห้ามและเขตหวงห้ามต่างๆ คอลเลคชั่นนี้เน้นไปที่เสื้อตัวนอก โดยคำนึงถึงการใช้งานอย่างมีสไตล์เป็นหลัก

พบกับ HERON PRESTON Fall/Winter 2019 ได้ที่
Club 21 Men Siam Discovery
Club 21 Men Erawan Bangkok

#Club21MenTH #Club21SiamDiscovery #HeronPreston

THE PRADA NYLON CARGO BAGS

การปรากฏตัวครั้งแรกของกระเป๋ารุ่นใหม่ภายใต้กลุ่มคอลเลคชั่นที่เรียกว่า ‘Nylon Cargo’ จากแบรนด์ Prada (พราด้า) บนรันเวย์คอลเลคชั่นสุภาพบุรุษประจำฤดูกาลใบไม้ร่วง-ฤดูหนาวปี 2019 ซึ่งได้ต่อยอดและเผยโฉมอีกครั้งผ่านคอลเลคชั่นสุภาพสตรีฤดูกาลใบไม้ร่วง-ฤดูหนาวปี 2019 คือผลงานการออกแบบกระเป๋าที่ผสมผสานระหว่างสองวัสดุอันเป็นหัวใจของพราด้าอย่างผ้าไนลอนและหนังวัวนัปป้า โดดเด่นด้วยการบุให้รูปทรงกระเป๋ายิ่งมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร นำเสนอในหลากหลายรูปแบบและทรงสำหรับชายหนุ่มและหญิงสาว นับเป็นผลลัพท์ของความคิดสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงดีไซน์แนวอินดัสเตรียลเข้ากับความหรูหราได้อย่างไร้รอยต่อ ตอกย้ำดีเอ็นเอของแบรนด์พราด้าอันชัดเจน

กระเป๋า ‘Nylon Cargo’ สะท้อนถึงวิวัฒนาการของกระเป๋าสุดคลาสสิคทรงต่างๆ ของพราด้า ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าทรงโบว์ลิ่ง (Bowling Bag) กระเป๋ารุ่น Brique รวมไปจนถึงกระเป๋าเป้สะพายหลัง ล้วนได้นำมารังสรรค์และออกแบบตัดเย็บขึ้นด้วยผ้าไนลอนบุ ซึ่งเป็นวัสดุใหม่ที่มอบนิยามและอัตลักษณ์อันร่วมสมัย พร้อมความสนุกสนานแปลกใหม่

ชื่อ ‘Nylon Cargo’ นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากดีไซน์และลูกเล่นของกระเป๋ามาอย่างเต็มเปี่ยม รายละเอียดช่องกระเป๋าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งบนตัวกระเป๋า เสริมให้โครงสร้างของกระเป๋าให้ยิ่งน่าสนใจ ในขณะเดียวกันเพิ่มพื้นที่การใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย ลูกเล่นของช่องกระเป๋าได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างมิติแก่สายตา แม้กระทั่งการเลือกใช้สีที่ตัดกับผ้าไนลอนดำ หรือการตกแต่งด้วยซิปโลหะสีเงิน ช่วยเน้นให้กระเป๋าโดดเด่นและสะดุดตา

นอกเหนือจากรูปลักษณ์ภายนอกอันสนุกสนานและสง่างาม กระเป๋าใบนี้และช่องกระเป๋าต่างๆ ออกแบบให้สามารถใช้งานได้จริง อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการแยกและจัดเก็บสิ่งของตามความต้องการของผู้ถือ ตอบโจทย์ทุกโอกาสการใช้งาน ไม่ว่าจะเดินทางหรือชีวิตประจำวัน มิเพียงเท่านี้ กระเป๋าเป้สะพายหลังในขนาดต่างๆ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแนวสปอร์ตและมาพร้อมกับสายโยงบ่า ซึ่งสามารถปรับสายใช้เป็นกระเป๋าถือได้เช่นกัน

กระเป๋า ‘Nylon Cargo’ มาในโทนสีที่ได้รับอิทธิพลมาจากโลกของอุตสาหกรรมและทหาร อาทิ สีเทา สีแดง สีเขียวทหาร และสีดำ เป็นต้น หูหิ้วหนังนัปป้าตัดเย็บขึ้นในโทนสีสว่างเข้ากันกับสีของซับในสีแดง สีเหลืองสด หรือสีส้มสด หากแต่ตัดกันได้อย่างลงตัวกับกระเป๋า

ไม่ว่าจะเป็นโลโก้สามเหลี่ยมโลหะสุดคลาสสิค หรือโลโก้แถบยางแบบทันสมัย ล้วนถูกประทับตราลงบนกระเป๋าพร้อมฝังอัตลักษณ์เฉพาะของพราด้าในทุกใบ

COACH เปิดตัวคอลเล็กชั่นพิเศษ ART OF SIGNATURE ที่เป็นการร่วมงานกับศิลปินไทย Alex Face

วันนี้ Coach (โค้ช) ได้ประกาศเปิดตัวคอลเล็กชั่น Art of Signature ที่เป็นคอลเล็กชั่นพิเศษเพื่อ เฉลิมฉลองลวดลาย Signature (ซิกเนเจอร์) ลายไอคอนิกของแบรนด์ โดยความพิเศษในครั้งนี้คือลวดลาย Signature ได้มารวมกับผลงานการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเหล่าศิลปินมากความสามารถมาแรงแห่งยุคจากทั่วโลก เกิดเป็นกระเป๋า Coach รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น

ศิลปินทุกคนที่ได้มาร่วมงานกันในครั้งนี้ ได้ถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถันจากผลงานที่มีความสนุสนาน และแฝงไปด้วยทัศนคติ เชิงบวกที่ส่งผ่านผลงานของพวกเขาออกมา ซึ่งศิลปินทั้ง 8 คน ประกอบไปด้วย Marleigh Culver, Gianni Lee และ Anna Sudit จากนิวยอร์ก, Kendra Dandy จากฟิลาเดลเฟีย, Tyler Spangler จากแคลิฟอร์เนีย, Robert Hunter จากลอนดอน, We Are Out of Office จากอัมสเตอร์ดัม และ Alex Face จากประเทศไทย

Alex Face เป็นที่รู้จักจากผลงานบนผืนกำแพง เขาพัฒนาผลงานของเขาจากการเดินทางผ่านถนนและซอกซอยต่างๆในกรุงเทพมหานคร คาแร็คเตอร์ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของ Alex Face คือคาแร็คเตอร์เด็กน้อยในชุดคอสตูมกระต่าย ที่ได้เดินทางไปโชว์ตัวมาแล้วทั้งที่ไต้หวัน ลอนดอน และเบอร์ลิน Alex Face ถือเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้ร่วมงานกับ Coach โดยเขาได้ออกแบบลายพิเศษสำหรับคอลเล็กชั่น Art of Signature ผลงานของเขาจะปรากฎอยู่บนกระเป๋ายอดนิยมของแบรนด์อย่างรุ่น Camera bag และรุ่น Academy backpack

คอลเล็กชั่น Art of Signature มีวางจำหน่ายจำนวนจำกัดแล้ววันนี้ที่ร้าน Coach สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซนเอเทรียม และร้าน Coach ไอคอนสยาม ชั้น M

Salvatore Ferragamo Hybrid รองเท้าสุภาพบุรุษรุ่นใหม่ที่ทลายทุกข้อจำกัด

ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมเปิดตัว Hybrid รองเท้ารุ่นใหม่ซึ่งก้าวข้ามเส้นแบ่งที่จำกัดประเภทของรองเท้าสุภาพบุรุษ โดยผสมผสานลักษณะที่น่าสนใจของรองเท้าหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน จนทำให้ Hybrid เป็นตัวเลือกของชายหนุ่มแห่งศตวรรษที่ 21 ผู้ฉีกกรอบนิยามที่เป็นข้อจำกัด โดยรูปลักษณ์ภายนอกที่ตัดกันอย่างเห็นได้ชัดและผสานความหรูหราล้ำสมัยเข้ากับความสบายในการสวมใส่ช่วยสร้างพลังให้กับผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

พอล แอนดรูว์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโมกล่าวว่า “ด้วยรองเท้ารุ่น Hybrid เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความเอนกประสงค์และยืดหยุ่นของรองเท้าผ้าใบหรือความเป็นทางการและเอกลักษณ์เก่าแก่ของรองเท้าบุรุษทำมือดั้งเดิมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจากสไตล์แบบ Hybrid ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่นี้รวมเอาจุดเด่นของรองเท้าทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างรองเท้าที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม”

รองเท้ารุ่น Hybrid ที่เปิดตัวใหม่นี้แบ่งออกเป็นสองสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยรูปแบบแรกเป็นการนำเอาตัวรองเท้าแบบลาดเอียงดั้งเดิมมารวมกับพื้นยางสังเคราะห์ที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษและขอบรองเท้าลายถัก การเล่นสีสันโดยใช้พื้นรองเท้าสีแดงสดตัดกับสีดำของตัวรองเท้า หรือตัวรองเท้าสีแดงเบอร์กันดีตัดกับพื้นรองเท้าสีดำทำให้ผู้สวมใส่สามารถแสดงออกถึงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ รองเท้ารูปแบบนี้เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่นิยามของความเป็นทางการหรือลำลองไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่คุณต้องการได้ โดยเป็นการผสมผสานข้อดีของทั้งสองสไตล์เข้าด้วยกันทำให้เกิดเป็นความลงตัวรูปแบบใหม่

นอกจากนี้ Hybrid อีกรุ่นหนึ่งยังแบ่งออกเป็นสามสไตล์ที่คล้ายคลึงแต่มีเอกลักษณ์ โดยมีจุดร่วมคือพื้นรองเท้าสูงแบบขึ้นรูปจากส่วนประกอบหลายชิ้นที่ทันสมัยและรูปทรงสวยงาม ส่วนตัวรองเท้ามีให้เลือกถึงสามแบบด้วยกันคือ ทรงเดอร์บีสีดำแบบเรียบ แบบสวมที่มาพร้อมแถบคาดของเฟอร์รากาโม และทรงเดอร์บีที่มีสายรัดพร้อมโลโก้ของ เฟอร์รากาโม

Hybrid ผสมผสานเทคโนโลยีอันเหนือชั้นเข้ากับงานฝีมือชั้นสูงเพื่อสร้างรองเท้าอันทรงคุณค่าสูงสุด

@ferragamo

#FerragamoHybridShoe #FerragamoThailand

Dr. Martens ได้ออกคอลเลกชั่นล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า ‘Kensington’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจและต่อยอดมาจากรุ่นคลาสสิก

Dr. Martens แบรนด์รองเท้าระดับตำนานของโลกสัญชาติอังกฤษที่หลายคนอาจคุ้นตากับรองเท้าหนังสีดำหุ้มข้อทรงสูงรุ่นดั้งเดิมที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ยุค ’60s จนโด่งดังและกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสไตล์พังก์จากประเทศอังกฤษเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยตอนนี้ Dr. Martens ได้ออกคอลเลกชั่นล่าสุดที่ใช้ชื่อว่า ‘Kensington’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจและต่อยอดมาจากรุ่นคลาสสิก โดยปรับเปลี่ยนให้มีรูปแบบที่ทันสมัยและมีรูปทรงที่มีดูภูมิฐานมากขึ้นอย่างรุ่น Archie ที่มีรูร้อยเชือก 3 คู่ รุ่น Winchester รองเท้าหุ้มข้อรูร้อยเชือก 8 คู่ รุ่น Kelvin รองเท้าสไตล์ Brogue และรุ่น Graeme รองเท้าหนังหุ้มข้อสไตล์ Chelsea โดยมีสีให้เลือกอย่างสีดำคลาสสิกและสี Cherry Arcadia ที่พร้อมให้คุณสัมผัส ลองสวมใส่ และเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่แฟล็กชิปสโตร์ และเคาน์เตอร์ของ Dr. Martens ทุกสาขา

Archie : Black & Cherry Acardia

Winchester : Black & Cherry Acardia

Kelvin : Black & Cherry Acardia

Graeme : Black & Cherry Acardia

“เพราะ Sperry ไม่ได้มีแค่ Boat shoes! ฟลุ๊ค เต้ และเพื่อนๆชวนมามิกซ์รองเท้า Sperry คู่โปรดในสไตล์ Preppy สุดคูล!”

เป็นที่รู้กันดีว่าสเปอร์รี่ (Sperry) แบรนด์รองเท้าสัญชาติอเมริกันนั้นโด่งดังจากการเป็นทั้งต้นแบบและผู้คิดค้นรองเท้า Boat shoes แบรนด์แรกของโลกที่มีดีไซน์คลาสสิคตลอดกาลไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ซึ่งหากใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของรองเท้าสเปอร์รี่คงรู้ดีว่าสเปอร์รี่นั้นให้ความสำคัญกับการออกแบบรองเท้าและสรรหานำวัสดุพิเศษมาทำพื้นรองเท้าที่สามารถยึดเกาะได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะอยู่ในสภาพอากาศแห้งหรือชื้น

โดยในคอลเลคชั่นล่าสุดสเปอร์รี่ได้พลิกโฉมรองเท้า Boat shoes ให้เข้ากับหนุ่มสาวยุคใหม่ออกมาในสไตล์ Preppy ที่มีดีไซน์ทันสมัย แต่ยังคงความนุ่มสบาย สวมใส่ง่าย และกลิ่นอายแบบอเมริกันดั้งเดิมอย่างมีเอกลักษณ์เอาไว้ นอกจากนี้ยังดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุดแอคทีฟของหนุ่มสาวในเมืองยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวด้วยพื้นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษกว่าเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความสบายในขณะทำกิจกรรมต่างๆ

ซึ่งงานนี้เต้ คูเปอร์ ฟลุ๊ค พลอย และกุ๊กไก่ก็ไม่พลาด หยิบเอารองเท้าสุดคลาสสิคนี้มามิกซ์แอนด์แมทช์ในสไตล์ของแต่ละคนให้ออกมาเป็นลุคสบายๆ สไตล์ preppy ไว้เป็นไอเดียให้ทุกคนได้ลองแต่งตาม

Catapult Sling 2.0 คอลเล็คชั่นใหม่จาก TIMBUK 2

กระเป๋า messenger สุดฮิต ที่มาพร้อมฟังก์ชันแบบจัดเต็ม Catapult Sling ถือได้ว่าเป็น iconic model ของ Timbuk2 ที่เคียงบ่าเคียงไหล่คู่กับรุ่นพี่อย่าง Classic Messenger Bag (CMB) มาอย่างยาวนาน นั่นเป็นเพราะขนาดที่กะทัดรัดแต่มีความจุมาก ช่อง pocket และ ซิปต่างๆที่ใช้สอยได้สารพัดประโยชน์ สร้างความคล่องตัวสูงสุด และในปี 2019 นี้ Timbuk2 ได้เปิดตัว model ยอดนิยมนี้ใน version ใหม่ ด้วยชื่อ Catapult Sling 2.0 ภายใต้คอนเซปท์ “Redesign of the Iconic Model: Catapult Sling 2.0 is now armed with more features.” ซึ่งเป็นการหยิบยก features ที่เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้อยู่แล้วมาปรับปรุงใหม่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น

1) ขนาดมิติของตัวกระเป๋า ที่ย่อลงให้คล่องตัวมากขึ้น แต่ยังคงจุสัมภาระได้มากเช่นเคย
2) front pocket ที่ใหญ่ขึ้น รองกับ smartphone และกระเป๋าสตางค์ทุกขนาด
3) เพิ่มฟองน้ำระบายอากาศด้านหลัง
4) สายสะพายเปลี่ยนเป็นแบบ seat belt นุ่มสบาย แต่รองรับการใช้งานที่หนักมากขึ้น
5) เพิ่มที่เปิดฝาขวดทรงหกเหลี่ยมโลโก้ Timbuk2 กิมมิคกวนๆ ตามสไตล์ของแบรนด์จาก San Francisco

Catapult Sling 2.0 มาพร้อมกับ upgraded features ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สนนราคาเท่าเดิมที่ 2,650 บาท

วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่
Timbuk2 Store – Amarin Plaza, 2FL
Timbuk2 Store – Central Ladprao, 3FL
Kontainer – Mega Bangna, 2FL
Kontainer – Terminal21 Pattaya, M FL
Flight 001 – Siam Discovery, 2FL
Flight 001 – ICONSIAM, 3FL

#Timbuk2 #Timbuk2Thailand #Funktional