ยังไม่สิ้นเสียงคำราม! Jurassic Park กลับมาทำเงินเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ อีกครั้งหลังจากผ่านมา 27 ปี

ดูเหมือนว่าเจ้า T-Rex จะกลับมาคำรามบนตาราง Box Office อีกครั้งหลังจากการปรากฎตัวครั้งแรกเมื่อ 27 ปีก่อนครับ โดยภาพยนตร์สุดคลาสสิกอย่าง Jurassic Park (ปี 1993) ของพ่อมดฮอลีวูด Steven Spielberg ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ ด้วยจำนวนเงิน 517,000 เหรียญฯ (ประมาณ 16,027,000 บาท) 

ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากการฉายในโรงภาพยนตร์ Drive-in ที่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ระหว่างวันที่ 19-21 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับสัปดาห์วันพ่อของอเมริกาพอดี 

นอกจาก Jurassic Park แล้ว ยังมีภาพยนตร์ของ Spielberg ที่ติดอันดับ Box Office อีกหลายเรื่อง ทั้งฉลามระทึกโลกอย่าง Jaws (ปี 1975) ที่อยู่ในอันดับ 2 ด้วยรายได้ตามติดเจ้าทีเร็กซ์อยู่ที่ 516,000 เหรียญฯ, E.T. the Extra Terrestrial (ปี 1982) หรืออีทีเพื่อนรัก ติดอันดับ 7 และ Raiders of the Lost Art (ปี 1981) หรืออินเดียน่าโจนส์ภาคแรกได้เข้ามาที่อันดับ 17 นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ไซไฟที่อาจารย์แห่งวงการภาพยนตร์คนนี้ได้อำนวยการสร้าง อย่าง Back to the Future (ปี 1985) ก็ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 6 บนตารางครับ 

คาดว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโรงฉายในอเมริกาและทั่วโลกจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมนี้ ที่จะมีมาตรการผ่อนปรนแก่โรงภาพยนตร์มากขึ้น และจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ผู้ชมรอคอยเข้าฉาย อย่าง Disney’s Mulan และ Tenet ของเสด็จพ่อ Christopher Nolan ครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ทนพิษโควิดไม่ไหว! Valentino ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อปิด Flagship Store สาขาหลักบนถนน Fifth Avenue ในแมนฮัตตัน

แม้ว่าจะมีมาตรการคลายล็อกดาวน์ให้ร้านค้าต่าง ๆ เปิดทำการได้อีกครั้งในมหานครนิวยอร์ก – ศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงสามเดือนหลังที่ผ่านมา – แต่หลายแบรนด์ดังก็ตัดสินใจปิดร้านของตัวเองในมหานครแห่งนี้เนื่องจากได้รับผลกระทบทางธุรกิจอย่างหนัก เช่น Victoria’s Secret ที่ยื่นคำร้องต่อศาลและฟ้องผู้ให้เช่าพื้นที่เพื่อยกเลิกสัญญาเช่าร้าน flagship store ใน Herald Square และตอนนี้ Valentino แบรนด์หรูจากอิตาลีก็ต้องการที่จะปิดร้านของตัวเองในแมนฮัตตันตามไปอีกรายครับ 

เว็บไซต์ Business of Fashion รายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 มิถุนายน) Valentino ได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสุดของแมนฮัตตันเพื่อฟ้องร้องบริษัทอสังหาริมทรัพย์ Savitt Partners ผู้ให้เช่าพื้นที่ร้านของแบรนด์บนถนน Fifth Avenue ในแมนฮัตตัน – ซึ่งเป็นย่านเดียวกับที่ตั้งของร้าน high-end ของแบรนด์อื่น ๆ อย่าง Louis Vuitton และ Versace 

โดย Valentino ต้องการยกเลิกสัญญาเช่าเนื่องจากไม่สามารถกลับมาเปิดร้านแห่งนี้ได้อีกแม้จะมีมาตรการผ่อนปรนออกมาก็ตาม ด้าน Savitt Partners ก็ได้ประกาศว่า จะไม่ยอมให้แบรนด์อิตาเลียนนี้ยกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดในปี 2029 หลังจากเริ่มการเช่าพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2013

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า Valentino จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรในอนาคต และจะมีหน้าร้านของแบรนด์หรูแห่งไหนที่ต้องปิดตัวลงไปอีกเนื่องจากพิษของโคโรนาไวรัสครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ไม่เกิน 5 ปีเท่านั้น! Bernstein เผยผลวิจัยถึงช่วงเวลาความสำเร็จที่ creative director 1 คนจะสามารถสร้างให้กับแบรนด์ได้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีข่าวว่าดีไซเนอร์ชาวอเมริกันชื่อดัง Matthew Williams จะก้าวเข้าสู่ Givenchy ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (creative director) คนใหม่ และในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาก็มีการเปลี่ยนแปลงตัว creative director ในแบรนด์ต่าง ๆ เช่น Dior และ Prada แต่เร็ว ๆ นี้ มีรายงานออกมาเผยว่า พวกเขาจะสร้างความสำเร็จและยอดขายที่น่าประทับใจให้แก่แบรนด์ได้เป็นเวลาเพียง 5 ปีครับ

ดูโพสต์นี้บน Instagram

A message from @givenchyofficial on my new appointment | The House of Givenchy, is pleased to announce the appointment of Matthew M. Williams as Creative Director, effective June 16th, 2020. | Matthew M. Williams will take on all creative responsibilities for Women’s and Men’s collections. | Sidney Toledano, Chairman and CEO of LVMH Fashion Group, declares: “I am very happy to see Matthew M. Williams join the LVMH Group. Since he took part in the LVMH Prize, we have had the pleasure of watching him develop into the great talent he is today. I believe his singular vision of modernity will be a great opportunity for Givenchy to write its new chapter with strength and success.” | Renaud de Lesquen, CEO and President of Givenchy, states: “I want to warmly welcome Matthew M. Williams to the beautiful Maison Givenchy. I am convinced that, with his unapologetic approach to design and creativity and in great collaboration with the Maison's exceptional ateliers and teams, Matthew will help Givenchy reach its full potential.”

โพสต์ที่แชร์โดย Matthew M Williams (@matthewmwilliams) เมื่อ

เว็บไซต์ Quartz ได้รายงานผลการศึกษาของสถาบันการลงทุน Bernstein ว่า creative director ในแบรนด์แฟชั่นหรูจะมีอายุการทำงานที่ประสบความสำเร็จในบริษัทนั้น ๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ปี โดย Bernstein ได้วิเคราะห์ถึงการทำกำไรของบริษัท ราคาหุ้น และมูลค่าของบริษัทเมื่อเทียบกับความสามารถของ creative director ในแต่ละแบรนด์ อีกทั้ง creative director รายใหม่นั้นช่วยส่งเสริมยอดขายให้แก่แบรนด์ได้ในระยะแรก นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จของแบรนด์ นั่นคือ ระยะการดำรงตำแหน่งของ CEO ยิ่ง CEO ของบริษัท ๆ หนึ่งดำรงตำแหน่งได้นานเท่าไหร่ กำไรและมูลค่าของบริษัทนั้นก็จะมีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“Last Time I Met The Met”

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

น่าสนใจว่า หลังจากผ่านช่วงเวลาการทำงาน 5 ปีของ creative director นั้น ความมั่งคั่งของบริษัทจะลดลงไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงอธิบายได้ว่าทำไมกลุ่มบริษัทชื่อดังอย่าง LVMH และ Kering ถึงได้เปลี่ยนตัวผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์บ่อยครั้ง แม้ว่าเขาหรือเธอจะสร้างความสำเร็จหรือผลงานให้แบรนด์ก็ตาม หรืออย่าง Gucci ที่ตอนนี้มียอดขายเติบโตช้าลงในช่วงการทำงานปีที่ 5 ของ Alessandro Michele creative director คนเก่งชาวอิตาลีพอดิบพอดี 

น้ำหอมกลิ่นโปรดของหนุ่มๆจาก Chanel

อย่างไรก็ตาม การศึกษาของ Bernstein ได้สำรวจตัวอย่างจาก creative director ยุคปัจจุบันเพียง 18 รายเท่านั้น และไม่ได้เชื่อมโยงแหล่งรายได้ของบริษัทกับตัวผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ อย่างเช่น Hermès และ Chanel ยังคงทำรายได้จากแอสแซสเซอรี่ กระเป๋า น้ำหอม และรองเท้าได้มากโดยไม่คำนึงว่าใครเป็นครีเอทีฟ อีกทั้ง creative director บางคนนั้นเป็นหน้าใหม่และบางแบรนด์นั้นก็มีขนาดเล็กเสียจนไม่ได้นำมาพิจารณาในการศึกษาครั้งนี้  

กระเป๋า Hermes Birkin สุดไอคอนิกที่ตั้งชื่อตาม Jane Birkin นักร้องนักแสดงมากความสามารถชาวอังกฤษ

เพราะฉะนั้นต้องจับตาดูกันไปยาว ๆ ครับว่า ผลการศึกษาของ Bernstein จะเป็นจริงต่อความมั่งคั่งในแบรนด์ต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด ใครแอบเชียร์หรือเป็นแฟนของดีไซน?เนอร์คนเก่งคนไหนพิมเล่าให้เราฟังได้เลยครับ!  

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

ปรับกลยุทธ์! Gucci เตรียมปรับราคากระเป๋ารุ่นสำคัญเพิ่มขึ้น 5%-9%

เป็นประจำสำหรับช่วงนี้ที่ทางเราได้นำเสนอข่าวการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของแบรนด์หรูต่าง ๆ ที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจในยุคโควิด-19 และสำหรับวันนี้นั้นมีรายงานออกมาว่า Gucci จะปรับขึ้นราคากระเป๋าของตนเองเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้เช่นกันครับ 

Jefferies บริษัททางการเงินชื่อดังในสหรัฐฯ รายงานว่า Gucci จะปรับราคากระเป๋าเพิ่มขึ้น 5%-9% ในตลาดประเทศจีน อิตาลี และสหราชอาณาจักร โดยกระเป๋ารุ่น Dionysus มีราคาเพิ่มขึ้นเป็น 2,290 เหรียญฯ (ประมาณ 70,990 บาท) และรุ่น Zumi เป็น 2,980 เหรียญฯ (92,380 บาท)

ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ของ Gucci นั้นคล้ายคลึงกับกลยุทธ์ของแบรนด์คู่แข่งอย่าง Louis Vuitton และ Chanel (คาดว่าเพื่อวัดว่ากลุ่มลูกค้าหลักผู้มีกำลังซื้อนั้นจะยังคงซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้นอยู่หรือไม่) 

อีกทั้งจากการวิเคราะห์ของ Cereda นั้นระบุว่า การปรับราคาครั้งนี้จะลดช่องว่างระหว่างราคากระเป๋าที่ถูกกว่าในยุโรปกับราคากระเป๋าที่สูงกว่าในตลาดสำคัญอย่างจีน และถือเป็นโอกาสที่แบรนด์จะบรรเทาปัญหาจากรายได้ที่ลดลงได้ครับ 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

“Last Time I Met The Met”

โพสต์ที่แชร์โดย Alessandro Michele (@alessandro_michele) เมื่อ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการถึงการขึ้นราคากระเป๋าครั้งนี้จากฝั่ง Gucci เอง ก็ต้องดูกันต่อไปครับว่า ทางแบรนด์จะมีกลยุทธ์อย่างไรต่อไปเพื่อความอยู่รอดในอุตสาหกรรมแฟชั่นนี้ แต่สำหรับใครที่ไม่อยากเสี่ยงเราขอแนะนำว่าให้รีบจับจองกระเป๋าใบสวยทีเล็งก่อนจะต้องเสียดายทีหลังครับ!  

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

แรงไม่หยุด! Tesla ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลกเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากจะประสบความความสำเร็จในการพา SpaceX ออกสู่อวกาศ และลูกชายของเขาได้ลืมตาดูโลกแล้ว ปีนี้ยังคงเป็นปีของ Elon Musk อย่างต่อเนื่องครับ โดยเว็บไซต์ Visual Capitalist รายงานว่า Tesla ของ Musk นั้นได้ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลกที่ 183 พันล้านเหรียญฯ (5.67 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 375% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Toyota ที่ตกไปอันดับ 2 ที่ 176 พันล้านเหรียญฯ (5.45 ล้านล้านบาท) 

สาเหตุที่ Telsa สามารถขึ้นมาผงาดบนหัวตารางได้นั้น มาจากราคาหุ้นของบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นมาตั้งเดือนมกราคมแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปบ้างเล็กน้อย และความนิยมของรถรุ่น Tesla Model 3 

ทำให้บริษัทมียอดขายรถยนต์ในอเมริกาขึ้นมาที่ 192,250 คัน มากกว่ายอดขายของปี 2017-18 รวมกัน อีกทั้ง Tesla ยังมีการเพิ่มกำลังการผลิตและการสร้างโรงงานอย่างต่อเนื่องทั้งในสหรัฐฯ เยอรมณี และจีน  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

I’m gonna tell my kids this is the first pick-up

โพสต์ที่แชร์โดย Tesla (@teslamotors) เมื่อ

ตอนนี้ทางบริษัทกำลังให้ความสำคัญกับการผลิตรถกึ่งกระบะไฟฟ้าออกสู่ตลาด โดยมีคู่แข่งสำคัญในสายอย่าง Nikola ที่มีมูลค่าสูงถึง 24 พันล้านเหรียญฯ (744,000 ล้านบาท) แม้จะยังไม่มีการผลิตก็ตาม ทาง Hommes ก็ขอแสดงความยินดีกับ Tesla และ Musk สำหรับความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยครับ!  

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

เจ็บนี้อีกนาน! Chanel คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปอีก 2 ปี

อย่างที่เราได้นำเสนอในระยะหลังครับว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบแก่วงการลักซัวรี่เป็นอย่างมาก และทำให้แบรนด์ต่าง ๆ ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยังไม่คลี่คลายจนกว่าจะถึงปี 2022 อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร Chanel ครับ 

Philippe Blondiaux ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินของ Chanel ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้รายได้และกำไรลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญในปีนี้ และจะทำให้อุตสาหกรรมนี้เผชิญกับความยากลำบากไปอีกเป็นเวลา 18-24 เดือนครับ  

Karl Lagerfeld และ Virginie Viard

ปีที่แล้ว Chanel นั้นทำรายได้กว่า 12.3 พันล้านเหรียญฯ (ประมาณ 381,300 ล้านบาท) และทำกำไรได้ 3.5 พันล้านเหรียญฯ (108,500 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากผลประกอบการปีที่แล้ว 13% และ 16.6% ตามลำดับ แม้จะมีดีไซน์เนอร์คนใหม่อย่าง Virginie Viard มือขวาของดีไซเนอร์ชื่อดังชาวเยอรมันผู้ล่วงลับ Karl Lagerfeld ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนลูกค้าตามคำสัมภาษณ์ของ Blondiaux แต่เนื่องด้วยปีนี้มีการเดินทางท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก และกลุ่มลูกค้าสำคัญอย่างชาวจีนหายไป ทำให้มีการคาดการณ์ว่ายอดขายของผลิตภัณฑ์แบรนด์หรูอาจตกลงไปถึง 17-35% เลยทีเดียว โดยอาจต้องรอจนถึงปี 2023 ที่ยอดขายของทุกแบรนด์จะรวมกันได้กว่า 281 พันล้านยูโร (9.7 ล้านล้านบาท) เท่ากับปี 2019 

ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปครับว่า Chanel รวมไปถึงแบรนด์ไฮเอนด์อื่น ๆ จะมีกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างไรต่อไปครับ 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

YouTube กำลังแซง Facebook ขึ้นมาเป็นแหล่งข่าวออนไลน์ที่ฮิตที่สุดในอเมริกา

นอกจากจะเป็นช่องทางในการชมคลิปวีดิโอสนุก ๆ หรือฟังเพลงเพราะ ๆ แล้ว ดูเหมือนว่า YouTube กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางออนไลน์ในการติดตามข่าวสารที่ฮิตที่สุดในอเมริกา และอีกหลายประเทศทั่วโลกครับ 

จากรายงานข่าวดิจิทัลปี 2020 ที่จัดทำโดยสถาบัน Reuters นั้นเผยว่า ชาวอเมริกันกว่า 24% ใช้ YouTube ในการติดตามข่าวสาร แม้ว่าจะตัวเลขจะยังคงน้อยกว่า Facebook ที่มีผู้ใช้งานเพื่อจุดประสงค์นี้ที่ 35% แต่เมื่อดูความเปลี่ยนแปลงแล้ว ความนิยมใน Facebook นั้นตกลงไป 4% ขณะที่ความนิยมใน YouTube เพิ่มขึ้น 4% สาเหตุที่ทำให้ Facebook เริ่มเสื่อมความนิยมนั้น มาจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นศูนย์ข่าวปลอมออนไลน์หรือ Fake News โดยเฉพาะข่าวการเมืองมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในปี 2016 

ไม่ใช่แค่ในอเมริกาเท่านั้น แต่แนวโน้มลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นในอีก 12 ประเทศทั่วโลก – รวมถึงสหราชอาณาจักร เยอรมณี และญี่ปุ่น – มาตั้งแต่ปี 2016 โดยความนิยมในการติดตามข่าวผ่าน Facebook นั้นค่อย ๆ ลดลง แต่ YouTube นั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 80,000 คน จาก 40 ประเทศ พบว่า Facebook กลายเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือมากที่สุด โดยผู้ทำแบบสำรวจ 29% นั้นรู้สึกกังวลถึงข้อมูลข่าวสารที่อาจนำเสนอผิดพลาดหรือทำให้เข้าใจผิด ความกังวลนี้เพิ่มเป็น 35% ในกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกัน ทว่าความไม่ไว้ใจในแพลตฟอร์ม YouTube นั้นมีเพียง 5% เท่านั้น 

ก็ต้องดูกันต่อไปครับว่า Facebook จะรับมือและแก้ปัญหานี้อย่างไร และ YouTube จะสามารถคงความนิยมและน่าเชื่อถือนี้ต่อไปได้หรือไม่ในอนาคต 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

สวยและเก่งมาก! Emma Watson ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการด้านความยั่งยืนของกลุ่มแบรนด์หรู Kering บริษัทแม่ของ Gucci และ Saint Laurant

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บอร์ดบริหารของ Kering กลุ่มแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศสผู้เป็นบริษัทแม่ของ Gucci, Yves Saint Laurant และ Balenciaga ได้ออกมารับรองกรรมการบริหารรายใหม่ที่จะเข้านั่งในบอร์ดของบริษัทหลังจากการเสนอชื่อเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ที่จะมาเป็นกรรมการรายใหม่ของบริษัทนั้นคือ นักแสดงชาวอังกฤษชื่อดังอย่าง Emma Watson จาก Harry Potter และ Beauty and the Beast นั่นเอง  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Kering is proud to announce that Emma Watson is joining its Board of Directors, alongside Jean Liu and Tidjane Thiam. Their appointments have been approved by Kering’s shareholders during the Group’s Annual General Meeting, as proposed by the Board of Directors in March 2020. Emma Watson has also been appointed Chair of the Sustainability Committee of the Board of Directors. The combined wealth of experience and skillsets of these three well-known figures will be complementary assets to the Group, enhancing the quality of the work done by the Board of Directors. The latter will benefit from their contribution in defining the Group’s strategic orientations. “I am delighted to welcome Jean Liu, Tidjane Thiam and Emma Watson to our Board of Directors. Their respective knowledge and competence, the multiplicity of their backgrounds and perspectives will be invaluable additions to the reflections of Kering’s Board of Directors. The collective intelligence that comes from the diversity of point of views and the richness brought by different experiences are crucial to the future of our organization, and I am proud to add such impressive talents to the team.” François-Henri Pinault, Chairman and CEO of Kering. Click on the link in bio for more info. Photo by Carter Bowman @emmawatson

โพสต์ที่แชร์โดย KERING (@kering_official) เมื่อ

นอกจากการเป็นนักแสดงมากฝีมือแล้ว เป็นที่รู้กันดีว่า Watson ยังมีบทบาทที่โดดเด่นในฐานะนักกิจกรรม ทั้งการเป็นทูตของ UN Global Goodwill ตั้งแต่ปี 2014 หรือการจัดทำแคมเปญ HeForShe เพื่อกระตุ้นให้สุภาพบุรุษมีส่วนร่วมในการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ เธอได้ออกมาสนับสนุนสิทธิของ LGBTQ หลังจากที่ J.K. Rowling ออกมาพูดถึงชาวทรานส์ในเชิงลบ  

ส่วนด้านแฟชั่น Watson ได้ผลักดัน sustainable fashion มาโดยตลอด เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลระหว่างการเดินพรมแดง, การร่วมมือกับ Alberta Ferretti นักออกแบบชาวอิตาเลียนในการออกคอลเลคชั่นสีเขียวเมื่อปี 2011 และการเป็นบรรณาธิการรับเชิญในการพูดถึงประเด็นนี้เมื่อปี 2014 ด้วยความทุ่มเทเพื่อการสร้างความยั่งยืนในวงการแฟชั่นเหล่านี้ ทำให้ Kering ได้คัดเลือกเธอให้เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการด้านความยั่งยืน (sustainability committee) ของบริษัทครับ 

นอกจากนี้ยังมีกรรมการใหม่อีก 2 รายที่เข้ามาร่วมบอร์ดของบริษัทด้วย ได้แก่ Tidjane Thiam ชาวฝรั่งเศส-โกตดิวัวร์ อดีตประธานบริหารของบริษัททางการเงิน Credit Suisse และปัจจุบันเป็นตัวแทนของ African Union ในการจัดการปัญหาโควิด-19 ซึ่ง Thiam จะเข้ามาเป็นกรรมการตรวจสอบ (audit committee) ของ Kering และอีกราย คือ Jean Liu ประธานบริษัทคมนาคม DiDi Chuxing ในประเทศจีน ผู้มีส่วนในการผลักดันบทบาทผู้หญิงในสายงานเทคโนโลยีและเศรษฐกิจครับ  

L’Officiel Hommes ก็ขอแสดงความยินดีแก่ Watson, Thiam และ Liu ที่ได้มีส่วนร่วมในการเข้ารับตำแหน่งในบอร์ดบริหารของ Kering มา ณ ที่นี้ด้วยครับ!

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Kering is proud to announce that Jean Liu is joining its Board of Directors, alongside Tidjane Thiam and Emma Watson. Their appointments have been approved by Kering’s shareholders during the Group’s Annual General Meeting today, as proposed by the Board of Directors in March 2020. The combined wealth of experience and skillsets of these three well-known figures will be complementary assets to the Group, enhancing the quality of the work done by the Board of Directors. The latter will benefit from their contribution in defining the Group’s strategic orientations. “I am delighted to welcome Jean Liu, Tidjane Thiam and Emma Watson to our Board of Directors. Their respective knowledge and competence, the multiplicity of their backgrounds and perspectives will be invaluable additions to the reflections of Kering’s Board of Directors. The collective intelligence that comes from the diversity of point of views and the richness brought by different experiences are crucial to the future of our organization, and I am proud to add such impressive talents to the team.” François-Henri Pinault, Chairman and CEO of Kering. Click on the link in bio for more info.

โพสต์ที่แชร์โดย KERING (@kering_official) เมื่อ

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

เติบโตไม่กลัวโควิด! Hermès เผยมูลค่าทางการตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 80,000 ล้านยูโร!

แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้ยอดขายของแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสอย่าง Hermès ตกลงไปบ้าง (7.7 เปอร์เซนต์) ในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่แบรนด์ก็ยังถือว่าปรับตัวได้ดีในยามวิกฤตนี้ ล่าสุด มูลค่าทางการตลาดของแบรนด์พุ่งทะยานขึ้นสู่ 80,000 ล้านยูโร (ประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์หลังจากที่ราคาหุ้นของแบรนด์นั้นก็ขึ้นมา 5 เปอร์เซนต์เช่นกัน 

แหล่งข่าวกล่าวว่า ราคาหุ้นที่สูงขึ้นนั้นมีลักษณะคล้ายกับช่วงวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008 ซึ่งราคาตลาดของกลุ่มแบรนด์หรูนั้นได้เติบโตสวนทางกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ โดยในครั้งนั้นกลุ่ม Hermès เป็นผู้นำในการเติบโตระหว่างปี 2006-08 อยู่ที่ 26% ตามมาด้วยกลุ่ม LVMH ที่ 21.6% และ Kering ที่ 7.8%

Jane Birkin และกระเป๋า Birkin ของเธอ

นักวิเคราะห์ประเมินว่า กระเป๋า Birkin ที่ตั้งชื่อตามนักร้องนักแสดงชาวอังกฤษอย่าง  Jane Birkin อันเป็นเไอเท็มชิ้นไอคคอนิกของแบรนด์มาตั้งแต่ยุค 80 (และบางครั้งก็ได้รับการมองว่าเป็นการลงทุนที่ดีกว่าทองเสียอีก) คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Hermès มีความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน แม้จะเกิดคำถามถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่พึ่งพาเพียงผลิตภัณฑ์สายเดียวก็ตาม ต้องจับตาดูกันต่อไปครับว่า Hermès จะปรับตัวและมีผลประกอบการเป็นอย่างไรในไตรมาสถัด ๆ ไป 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun

โควิดเป็นเหตุ! ราคาเพชรปรับลดลงกว่า 25% ในช่วงการแพร่ระบาดฯ

ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายต่อทุก ๆ อุตสาหกรรมอย่างแท้จริง แม้แต่อุตสาหกรรมเครื่องเพชรก็ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ ด้วยเช่นกัน โดยสำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่า ผู้ผลิตเพชรรายเล็กบางรายต้องลดราคาเพชรลงถึง 25% ทั้งนี้มีสาเหตุจากการที่ร้านจิลเวอร์รี่ต่าง ๆ ต้องปิดไปในช่วงการล็อกดาวน์ สต็อกสินค้าจึงเพิ่มขึ้น  

ในทางกลับกัน ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเพชรรายใหญ่ เช่น De Beers จากสหราชอาณาจักร และ Alrosa PJSC จากรัสเซีย นั้นออกมาปกป้องตลาดเพชรและปฏิเสธการลดต้นทุนของผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ De Beers ต้องย้ายการจัดโปรโมชั่นลดราคาประจำปี จากเดิมที่มักจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม มาเป็นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายลดลงกว่า 90% จากยอด 416 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 12,896 ล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว เหลือเพียง 35 ล้านเหรียญฯ (ประมาณ 1,085 ล้านบาท) ในปีนี้ 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

Are you going to an online Friday party this evening? 💃🕺💎 In the photo: round-cut diamonds mined in Russia and faceted by our cutting and polishing division 'Diamonds of ALROSA'. The photo was made by Vlad Volkov specially for ALROSA Magazine #diamonds #fridaydiamonds #diamondsALROSA #ALROSA ➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖ А вы сегодня идете на онлайн-вечеринку? 💃🕺💎 На фото: бриллианты, ограненные московским дивизионом 'Бриллианты АЛРОСА'. Автор фото: Влад Волков, специально для журнала АЛРОСА #БриллиантыАЛРОСА #бриллианты #АЛРОСА

โพสต์ที่แชร์โดย ALROSA® (@alrosadiamonds) เมื่อ

Gemdax บริษัทประเมินและให้คำปรึกษาในอุตสาหกรรมเครื่องเพชรนั้นเผยว่า ผู้ผลิตเพชรรายใหญ่ที่สุด 5 แห่งนั้นมียอดคงค้างของมูลค่าผลิตภัณฑ์ส่วนเกินอยู่ราว 3.5 พันล้านเหรียญฯ (108,500 ล้านบาท) และตัวเลขอาจพุ่งขึ้นไปเป็น 4.5 พันล้านเหรียญฯ (ประมาณ 139,500 ล้านบาท) ในสิ้นปีนี้  

ดูโพสต์นี้บน Instagram

A or B? 🤔🤔🤔 #AP #Cartier

โพสต์ที่แชร์โดย #Icebox Diamonds & Watches (@icebox) เมื่อ

แต่ถึงอย่างนั้นสัญญาณเชิงบวกก็เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว อย่างในประเทศจีนที่ผู้จัดจำหน่ายเพชรเริ่มกลับมาเปิดทำการ หรือในประเทศอินเดียที่กลับมาเปิดกำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 50 

Knot cufflinks ทองคำขาวฝังเพชรจาก De Beers

ทั้งนี้ ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปครับว่า ผู้ผลิตเพชรเจ้าต่าง ๆ นั้นจะออกมาจะปกป้องตลาดและคงมูลค่าของเพชรอย่างไรในช่วงการเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์ทั่วโลก ส่วนใครที่อยากเก็บงานเพชรและอัญมณีนี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เป็นเจ้าของในราคาที่ต่ำกว่าช่วงปกติครับ! 

เรื่อง Peerachai Pasutan

เรียบเรียง rhunrun