ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ ตำนานประชันเส้นสีและฝีแปรงของครูช่างยุคต้นกรุง

ตำนานคือเรื่องเล่าที่อาจจะมีเค้าความจริงหรือเป็นเรื่องเล่าสืบๆ กันมาซึ่งย่อมจะผิดเพี้ยนไปตามปากผู้เล่า แต่จะมีตำนานใดที่เกี่ยวกับช่างเขียนระดับบรมครูของไทยที่มีสีสันเท่ากับการประชันฝีมือระหว่างครูทองอยู่กับครูคงแป๊ะ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง แม้จะมีหลักฐานให้สืบค้นถึงตัวตนเพียงน้อยนิด ฝากไว้แต่ผลงานจิตรกรรมบนผืนผนังให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมถึงอัจฉริยภาพของครูทั้งสอง

ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ การสร้างบ้านบำรุงเมืองให้พระนครแห่งใหม่ที่อยู่ตรงข้ามกับกรุงธนบุรีเป็นไปอย่างคึกคักเพื่อให้สมกับชื่อกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ ให้สมเป็นเทพสร้าง และคนยุคต้นกรุงหลายต่อหลายคนย่อมเคยเห็นความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยามาก่อน

พระมหากษัตริย์ต้นบรมราชจักรีวงศ์ทรงอุทิศพระวรกายทะนุบำรุงบ้านเมืองและพระศาสนา ไม่แต่เฉพาะขอบเขตกำแพงพระนคร แม้แต่ฝั่งกรุงธนบุรี ที่เป็นที่ตั้งรกรากของพระญาติต่างๆ วัดไหนที่เก่าแก่ทรุดโทรมก็ให้มีการบูรณะ อย่างวัดทองริมคลองบางกอกน้อย ที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่ามาก่อน ในสมัยพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงให้ขุดคลองลัดเพื่อย่นระยะการเดินทาง ปัจจุบันคลองลัดได้กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหญ่แทน ถ้าเราจะเห็นวัดเก่าแก่สืบได้จนสมัยกรุงศรีฯ ตามเส้นทางคลองบางกอกน้อย คลองชักพระ และคลองบางกอกใหญ่ ก็ไม่แปลก เพราะนี่คือเส้นทางแม่น้ำสายเดิมนั่นเอง

หลักฐานหนึ่งของการเป็นจิตรกรเอกยุคต้นกรุงของครูทั้งสองท่านคือบรรดาศักดิ์ที่ได้รับพระราชทาน ครูทองอยู่ได้เป็นหลวงวิจิตรเจษฎา ส่วนครูคงแป๊ะเป็นกรมหลวงเสนีบริรักษ์ ไม่เพียงแต่ผลงานที่ปรากฏและเสียงชื่นชมที่ได้รับจนมีลูกศิษย์และด้อมของแต่ละคนศรศิลป์ไม่กินกันไปโดยปริยาย เพราะครูก็ไม่วิสาสะกัน ด้อมแต่ละฝ่ายก็สรรเสริญเมนตนและเสียดสีเมนฝ่ายตรงข้าม ยิ่งกระพือโหมให้สองครูห่างเกินจนแม้แต่ลูกศิษย์ลูกหาเจอครูของอีกฝ่ายก็ไม่ไหว้ไม่เคารพ

จริงๆ แล้วครูทองอยู่คงจะมีอาวุโสกว่า และครูคงแป๊ะคงเป็นรุ่นใหม่มาแรง ถ้าจะเปรียบครูทองอยู่คือศิลปินยุคเรอเนสซองส์ แต่ครูคงแป๊ะคือยุคแมนเนอริสม์ ทั้งสองยุคนี้ต่อเนื่องกัน อย่างงานจิตรกรรมของมิเคลันเจโล ผลงานส่วนใหญ่ของเขายืนยันถึงความรุ่งเรืองของยุคเรอเนสซองส์ แต่ผลงานหลังๆ ของเขาจะแหวกขนบเดิมๆ เน้นกล้ามเนื้อหรือการจัดวางท่าที่บิดเหมือนผิดธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้วเป็นการสร้างความรู้สึกร่วมกับภาพนั้นๆ ไม่เน้นความสวยแบบสมมติเทพเช่นเดิม

ครูทองอยู่จะวาดภาพตามขนบจิตรกรรมไทยดั้งเดิมอย่างเด่นชัด มีแบบแผน เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ การวางท่าทางแบบนาฏลักษณ์ และเป็นงานไทยคลาสสิก ครูนิยมวาดภาพเนมิราชชาดก ซึ่งเป็นเรื่องพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นกษัตริย์เนมิราชที่บำเพ็ญอธิษฐานบารมี ได้ไปเยี่ยมนรกสวรรค์และกลับมาเล่าให้ปวงราษฎร์เพื่อให้พวกเขาประพฤติตัวอยู่ในธรรม ส่วนครูคงแป๊ะจะแหวกขนบตั้งแต่การนำเอาชาวต่างชาติเข้ามาเป็นส่วนเสริมให้ตัวเด่นที่เป็นแบบขนบไทยดั้งเดิมดูโดดเด่นยิ่งขึ้น การจัดวางองค์ประกอบเน้นเส้นที่เคลื่อนไหว แม้จะบิดผิดจากธรรมชาติ แต่กลับมีพลังพวยพุ่ง หรือแม้แต่การแบ่งเนื้อเรื่องในภาพแทนที่จะใช้เส้นสินเทา แต่ใช้กระบวนและขบวนของผู้คนในภาพแทรกสลับกับทิวเขาและต้นไม้หรือป่า ให้ความรู้สึกเป็นงานแบบสากล ถึงแม้จะไม่มีจุดทัศนียภาพ (perspective) ตามแบบงานตะวันตก แต่ก็รู้สึกได้ถึงความใกล้ไกลหรือระยะในภาพจากการวางองค์ประกอบของจุดเด่นและจุดรอง ภาพกระบวนการสัประยุทธ์นั้นมีความเคลื่อนไหวดึงดูดสายตา ทำให้เราไม่ได้สนใจว่าภาพนี้ไม่ได้มีการจัดวางองค์ประกอบแบบสมมาตรเลย

แล้วก็มาถึง ณ จุดไฮไลท์ของการประชันฝีมือ นั่นก็คือที่วัดทองที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ริมคลองบางกอกน้อย รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ พระราชทานชื่อว่า ‘วัดสุวรรณาราม’ สมเด็จกรมพระราชวังมหาสุรสิงหนาททรงสร้างเมรุหลวงใช้ในการพระราชทานเพลิงศพเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ที่นี่ด้วย และใช้จนถึงรัชกาลที่ 4

ในรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดสุวรรณาราม และครั้งนี้เองที่ให้ช่างเขียนภาพฝาผนังในพระอุโบสถ โดยรวบรวมเอาช่างฝีมือชั้นครูของสยามมาทำงานนี้ แน่นอนว่าต้องมีครูทั้งสองท่านนี้ด้วยเพราะเป็นช่างที่โปรด มีเรื่องเล่าว่าคงแป๊ะฆ่าคนไม่ติดคุก เพราะความเป็นคนอารมณ์หุนหันและชอบดื่มสุรา ครั้งหนึ่งครูคงแป๊ะมีเรื่องวิวาทและพลั้งมือทำให้คู่อริเสียชีวิต โทษหนักนั้นไม่แน่ว่าถึงประหารชีวิตหรือไม่ แต่รัชกาลที่ 3 พระราชทานอภัยโทษด้วยเสียดายว่าเป็นคนมีฝีมือ แต่เรื่องฉาวนี้ทำให้ครูคงแป๊ะเสียชื่อเสียง จนคนไม่เรียกครู เรียกแต่คงแป๊ะเฉยๆ

ในเมื่อด้อมแต่ละฝ่ายกังขากันนักว่าฝีมือใครเหนือใคร ผนังด้านซ้ายของพระประธานในโบสถ์วัดทองจึงเป็นที่ประชันฝีมือแบบกั้นม่าน ผนังนั้นอยู่ติดกันเว้นด้วยช่องหน้าต่าง ห่วงโลหะที่ใช้ติดม่านนั้นก็ยังมีเหลือร่องรอยอยู่ ซึ่งเราเห็นห่วงเหล็กคร่ำสนิมนั้นก็น่าจะเป็นหลักฐานว่าเรื่องกั้นม่านเขียนภาพนี้น่าจะจริง

ครูทองอยู่เลือกเขียนภาพเนมิราชที่เน้นเส้นสายของภาพที่งดงามวิจิตร การวางท่าทางตัวละครในภาพอ่อนช้อยงดงามตามลีลานาฏลักษณ์ ฝีมือการตัดเส้นสุดเฉียบที่ร่ำลือมีให้เห็นอย่างไม่ต้องสงสัยเรื่องฝีมือ รวมทั้งสีสันที่ช่างแต่ละท่านจะมีสูตรลับของการสร้างสรรค์สีจากวัสดุธรรมชาติและจะไม่ถ่ายทอดให้ใครง่ายๆ รายละเอียดของสถาปัตยกรรมสุดวิจิตรเป็นเวียงวังที่โอ่อ่าตระการตา การแบ่งเนื้อเรื่องใช้เส้นสินเทาที่พลิกพลิ้วอ่อนช้อย ไม่ใช่เส้นหยักฟันปลาเพียงอย่างเดียว ในภาพแม้จะแบ่งให้การเที่ยวเทวโลกของเนมิราชนำโดยมาตุลีเทพอยู่ด้านล่างของผนัง แต่ก็มีเส้นสินเทาที่พลิ้วคดโค้งงดงามประดับด้วยลายดอกไม้ ไม่ได้เป็นเส้นสินเทาหยักฟันปลาแบบดั้งเดิม ขณะที่การเที่ยวชมสวรรค์ถูกแบ่งด้วยเส้นสินเทาแบบเดียวกันล้อรับกับยอดปราสาทของเนมิราชที่มีรูปทรงที่โอ่อ่าวิจิตร การจัดวางองค์ประกอบภาพเป็นแบบสมมาตรทุกสิ่ง อ่อนช้อยและโอ่อ่าน่าศรัทธาคงจะนิยามผลงานของครูทองอยู่ได้

ครูคงแป๊ะนิยมวาดภาพมโหสถที่เน้นขบวนรบมีคนสัประยุทธ์กัน ความสับสนวุ่นวายในการรบถูกจัดให้อยู่ในเส้นแนวของลีลาการยุทธ์และวางตำแหน่งให้ขบวนม้าขบวนช้างสอดคล้องต่อเนื่องสอดแทรกตามโขดหินและพงป่า แม้จะไม่ใช่การเขียนภาพแบบทัศนียภาพแบบตะวันตก แต่เรากลับรับรู้ระยะใกล้ไกลของภาพได้ ม้าที่วิ่งห้ออย่างสุดฝีเท้ามีลำตัวเหยียดยาวเป็นเส้นพุ่งให้รู้สึกถึงความแรงของฝีเท้า แม้จะผิดจากกรอบเดิมๆ และไม่เป็นนาฏลักษณ์

ว่ากันว่าครูคงแป๊ะมีเชื้อสายจีน หลายๆ ภาพที่ท่านวาดมีอิทธิพลของกระบวนจีน แต่ภาพที่วัดทองนี้กองทัพเมืองพาราณสีที่มาบุกเมืองมิถิลาแต่งกายแบบเปอร์เซีย ขณะที่ภาพเหล่าข้าราชบริพารเมืองมิถิลาสวมเสื้อหลายอย่าง เหล่ากษัตริย์แต่งกายและมีลีลาแบบนาฏลักษณ์แบบจิตรกรรมไทย ไม่เพียงแต่วาดภาพช่วงสัประยุทธ์ ครูคงแป๊ะยังเลือกวาดเรื่องมโหสถชาดก แต่จับตอนมโหสถพาพระเจ้าวิเทหราชหนีลงอุโมงค์ใต้ดิน แสดงให้เห็นถึงฝีมือและจินตนาการในการวาดบรรยากาศในอุโมงค์อย่างวิจิตรงดงาม และผนังข้างๆ กันก็มีภาพเนมิราชที่วาดโดยครูทองอยู่ เพียงแต่งานชิ้นเอกบนผนังของโบสถ์วัดอรุณนี้ถูกไฟไหม้เสียหายในสมัยรัชกาลที่ 5 จนไม่อาจซ่อมแซมได้ (ครูทั้งสองเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว)

นี่แหละคือสิ่งที่อยากให้ทุกคนหาโอกาสไปชมงานจิตรกรรมที่ถือเป็นหนึ่งในงานชั้นครูของศิลปะไทย เพราะงานจิตรกรรมฝาผนังนั้นไม่สามารถคงอยู่ชั่วกัลปาวสาน ยิ่งงานช่างไทยที่ใช้สีที่ผสมขึ้นเองจากธรรมชาติ ไม่ใช่สีวิทยาศาสตร์แบบยุคสมัยนี้ ใครจะคิดไปชมงานครูควรหาโอกาสไปชม อย่าคิดว่าเมื่อไรก็ไปได้ เพราะภาพเหล่านั้นจะลบเลือนสูญหายไปตามกาลเวลา

มีผลงานของครูทองอยู่และครูคงแป๊ะอยู่ที่ผนังโบสถ์วัดบางยี่ขัน (ไม่ได้เปิดให้ชมนอกจากวาระพิเศษ) วัดดาวดึงษ์ และวัดที่เราไปชมได้ค่อนข้างสะดวกก็คือวัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อยนี่เอง และภาพฝีมือของครูทั้งสองยังเคียงคู่กันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เท่าที่กาลเวลาที่ผ่านมาเกือบสองร้อยปีจะคงไว้ได้ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่อาจจะยืนยันได้ว่าแท้จริงแล้วในใจของครูทองอยู่จะไม่ได้บาดหมางกับครูคงแป๊ะรุนแรงอย่างที่เอฟซีของแต่ละฝ่ายร่ำลือกัน เพราะครูทองอยู่ฝากผลงานไว้ที่วัดบางยี่ขันที่มีรายละเอียดภาพเป็นเทวดาอยู่ด้านบน แต่มีเทวดาองค์หนึ่งลักษณะเป็นคนจีนมีเคราแพะ ว่ากันว่าคือภาพกึ่งหยอกถึงครูคงแป๊ะนั่นเอง

The Legend Lives On: เปิดศักราชวงการศิลปะอย่างยิ่งใหญ่ด้วยงาน Immersive Art of Thawan Duchanee จากวิสัยทัศน์ของดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้เชื่อมั่นในพลังแห่งศิลปะในโลกเดิม และพลังแห่งการสร้างสรรค์ในโลกใหม่

Author: Pacharee Klinchoo

Photographer: Perakorn Voratananchai

การพบกันระหว่างดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บ้านดำ และ George Swami ผู้ก่อตั้ง Fulldome.pro เมื่อสี่ปีที่แล้วอาจเป็นเพียงการนัดกินข้าวธรรมดาระหว่างผู้ชายต่างวัย ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษาสองคน แต่ด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่นที่จะสรรค์สร้างอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ให้จงได้ การพบปะกันครั้งนั้นจึงกลายมาเป็นงาน Immersive Art of Thawan Duchanee หรืองานจัดแสดงผลงานของถวัลย์ ดัชนี ในรูปแบบภาพยนตร์ VR 360 องศา Fulldome พร้อมฟีเจอร์ 3D ต่างๆ อีกกว่า 50 ชิ้น ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2563 – 11 มกราคม 2564 ณ ไอคอนสยาม เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่ได้เห็นภาพลายเส้นฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์ของถวัลย์ออกมาโลดแล่นเป็นภาพสามมิติอย่างเป็นรูปธรรม และก็ต้องบอกเลยว่าการได้เห็นของจริงด้วยตาตัวเองนั้นน่าตื่นตะลึงกว่าภาพในหัวที่เราจินตนาการมาตั้งแต่เด็กหลายเท่า

From Dream to Reality

“ตอนที่ได้คุยกับคุณจอร์จครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน เขาก็แนะนำตัวและเล่าว่าเขาทำอะไรอยู่ ผมก็แค่รับรู้ว่าเขาทำอะไร และโลกนี้มีสิ่งนี้อยู่ แต่ผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก เพราะรู้สึกว่ามันไกลตัวมาก งานของอาจารย์ถวัลย์เหมือนคนที่อยู่ยุคหิน คงไม่สามารถเอามาจูนกับเทคโนโลยีล้ำๆ แบบนี้ได้ และยังเรื่องงบประมาณอีก เรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว” ดอยธิเบศร์เล่าย้อนอดีตด้วยแววตามุ่งมั่น “แต่หลังจากได้มีโอกาสติดต่อกับเขาอีกสองสามครั้ง เขาก็มาขอพื้นที่ในบ้านดำสร้างโดมไซส์ 8 เมตร ใช้เวลาสร้างสองวัน และฉายงาน 360 องศาที่เขาเคยทำมาให้ผมดูห้านาที แต่นั่นก็เป็นห้านาทีที่เปลี่ยนแปลงความคิดผมไปเลยครับ”

แม้จะออกปากว่าห้านาทีนั้นเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไปทั้งหมด แต่ดอยธิเบศร์ก็ยอมรับว่าการตัดสินใจลงทุนร่วมงานกับ Fulldome.pro นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจผลีผลามได้ “ผมรู้สึกว่ามันแปลกและตื่นเต้นดี แต่ก็แค่นั้นล่ะครับ ยังคงคิดว่าเป็นไปไม่ได้อยู่ดี แค่ค่าทำคอนเทนต์ก็ประมาณ 500-600 ล้านบาทไปแล้ว เราคงไม่มีเงินมากขนาดนั้น แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมาถึงปี 2020 นี่ล่ะครับ จู่ๆ ผมก็คิดว่าปีนี้ควรเป็นปีที่ต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว เพราะบ้านดำไม่ได้จัดงานยิ่งใหญ่จริงๆ มาหลายปีมากๆ แล้ว เราจัดงานที่บ้านดำทุกปีก็จริง แต่เราไม่ได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่จริงๆ มานานมาก ครั้งสุดท้ายก็เจ็ดปีที่แล้ว ตั้งแต่ที่เราเปิดตัวเหรียญสุริยะภูมิจักรวาลที่สยามพารากอน ผมรู้สึกขึ้นมาว่าผมอยากทำอะไรแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่อยากจัดอะไรซ้ำๆ ซากๆ อีก ผมเลยนึกถึง Fulldome.pro ขึ้นมานี่ล่ะครับ แต่ถ้าจะเอาโดมขนาดใหญ่ไปวางที่ลานพาร์คพารากอน ก็ไม่ได้อยู่ดี เลยคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ภาพในหัวเป็นจริงให้ได้ล่ะครับ”

และในระหว่างที่คิดสะระตะเรื่องสถานที่จัดงานอันยิ่งใหญ่ในนามพิพิธภัณฑ์บ้านดำอยู่นั้น ดอยธิเบศร์ก็ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนห้างริมน้ำเจ้าพระยาอย่างไอคอนสยาม และที่นี่ เขาก็เห็นศักยภาพในการสร้างภาพฝันในหัวของเขาให้เป็นจริงขึ้นมาทันที “ผมรู้แหละว่าห้างนี้สร้างด้วยเงินมูลค่าเท่าไหร่” เขายิ้ม “และถ้าสังเกตดีๆ ภายในบริเวณห้างมีงานศิลปะอยู่เกือบ 400-500 ชิ้น เป็นการลงทุนซื้องานศิลปะมาสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศไทย พอได้เห็นแบบนี้เลยรู้ทันทีว่า พื้นที่นี้เป็นที่ในฝันที่ผมอยากจะจัดงานของคุณพ่อ เลยตัดสินใจคุยกับผู้ใหญ่ พอทุกคนทราบว่าผมอยากจะทำอะไร ก็เปิดไฟเขียวให้ทันที บอกเลยว่าเขายินดีขยับทุกอย่างช่วงปลายปีให้กับงานของผม เขาเปรยว่าอยากให้ผมจัดงานทุกปีเลยด้วยซ้ำ แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ นี่ก็เว้นว่างมาเจ็ดปีแล้ว (หัวเราะ) แค่อยากจัดปีนี้ เพราะผมเกิดมาในยุคเก้าศูนย์ และรู้สึกว่ากว่าจะมาถึงปี 2020 ได้นี่มันยาวนานมาก มีความรู้สึกแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ว่าปีนี้จะต้องอะเมซซิ่งมากแน่ๆ แม้ว่าสุดท้ายมันจะอะเมซซิ่งเพราะเป็นปีโลกาวินาศก็ตามเถอะ” ท้ายเสียงของเขาเจือเสียงหัวเราะขื่นๆ แต่เราก็ยังคงเห็นแววตามุ่งมั่นของเขาที่ไม่ได้สลดลงตามน้ำเสียงแม้แต่น้อย

A Few Hiccups Along The Way

ในวันที่ดอยธิเบศร์ตัดสินใจคุยเรื่องโปรเจ็กต์นี้กับไอคอนสยาม สถานการณ์โรคโควิด-19 ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวอยู่มาก การวางแผนจัดงานในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมจึงดูเป็นเรื่องสบายๆ “ตอนนั้นผู้ใหญ่เสนอว่าให้เวลาแสดงสองเดือน แต่ผมคิดว่าสัก 45 วันน่าจะพอดี เพราะสองเดือนดูจะยาวไปสำหรับคนไทย ก็เลยไปคุยกับ Fulldome.pro แล้วว่าจะทำ ตอนนั้นปัญหาคือมีทีมพร้อมทำงาน มีสถานที่พร้อมจัดงาน แต่ขาดเงิน แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมมีความหวัง และผมมีศรัทธากับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งโควิด-19 ก็ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ ในระหว่างปีถึงจะมีการล็อกดาวน์ใดๆ แต่ผมก็มีความหวังว่าช่วงปลายปีที่จัดงาน ประเทศคงจะเปิดพอดี รถไฟฟ้าสายสีทองสร้างเสร็จ ผมก็เปิดงานพอดี ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด แต่สถานการณ์โควิด-19 ก็ลากยาวมา จนถึงสี่เดือนสุดท้ายในประเทศไทย ถึงเวลาที่พวกผมต้องมานั่งถามกันเองในทีมว่าพวกเรายังจะอยากทำกันต่อไหม ความยากมันอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้ล่ะครับ ถ้าจะทำต่อ เราต้องคิดเรื่องการระดมทุนจริงจังแล้ว ทางผู้ใหญ่ก็ถามมาว่าตกลงจะตัดสินใจอย่างไร เพราะช่วงสิ้นปีคงไม่มีใครจัดงานแล้วแน่ๆ พอได้ยินแบบนั้น ผมก็คิดทันทีว่า ยิ่งฟ้ามืดก็ยิ่งเห็นดาวนั่นแหละ ผมจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ผมตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าผมจะเดินหน้าต่อ และเปิดระดมทุนขึ้นมา หาเงินทุกวิถีทาง ขายอะไรได้ก็ขายเอาเงินมาตั้งต้นโปรเจ็กต์ ตอนนั้นตัดสินใจเลยว่าจะหั่นเวลาเหลือแค่ 30 วัน เลือกจัดช่วงวันที่ 11 ธันวาคมปีที่แล้ว จนถึง 11 มกราคมปีนี้ เพื่อให้คร่อมยาวไปตั้งแต่คริสต์มาส สิ้นปี ปีใหม่ ไปจนถึงวันเด็ก เพราะช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่พีคที่สุดแล้วในสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ พอตัดสินใจได้ปั๊บ ทางผู้ใหญ่ก็สั่งลุยเลย ทีมก็เริ่มทำงานกันอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงนั้นครับ”

ทันทีที่ตัดสินใจเดินหน้าโปรเจ็กต์ อีกหนึ่งพาร์ทเนอร์หลักอย่าง Fulldome.pro ก็คิดว่างานนี้อาจจะเป็นจริงไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะกว่าจะเปิดไฟเขียวเดินหน้าอย่างเป็นทางการ ทีมก็เหลือเวลาเพียง 3 เดือนในการเตรียมโปรดักชั่นทั้งหมด ซึ่งถ้าดูจากไทม์ไลน์การดำเนินงานแล้วก็แทบจะเป็นไปไม่ได้จริงๆ “เฉพาะการสร้างโดมไซส์ที่ต้องการก็ใช้เวลา 2 เดือนแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดก็คือคอนเทนต์ที่จะนำเข้ามาฉายในโดม เขาบอกว่าทำได้มากที่สุดก็แค่ 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งผมรู้ว่านั่นเป็นไปไม่ได้สำหรับการขายตั๋วในราคาที่ผมคิดไว้ เขาก็ประนีประนอมที่ 7 นาที เพราะต้องระดมคนจากทั่วโลกลงมาทำงานนี้ การสร้างหนังฮอลลีวู้ดนี่ใช้เวลาเป็นหลายๆ ปีเลยนะ แต่ผมก็ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปได้ ถึงคุณจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ผมเชื่อแบบนั้น เลยใช้วิธีระดมแอนิเมเตอร์จากทั่วโลกมาทำคอนเทนต์ร่วมกันตาม theme ที่เราเซ็ตไว้ ต่างคนต่างลงมือทำในส่วนของตัวเองตามพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ รวมงานของทุกคนมาและส่งไปเรนเดอร์ที่ประเทศแคนาดา ก่อนส่งกลับมาฉายในโดม ผมเองได้ดูคอนเทนต์ดราฟต์สุดท้ายในวินาทีสุดท้าย ก่อนเปิดงานเสียด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นไปได้จริงๆ จากที่เขาบอกว่าทำได้ 7 นาที พวกเราทำได้เป็น 17 นาทีครับ มันอะเมซซิ่งและเกินความคาดหวังไปเยอะมากจริงๆ” น้ำเสียงของดอยธิเบศร์เจือจางไปทั้งความภาคภูมิใจ ความตื่นเต้น และความโล่งใจที่ได้เห็นโปรเจ็กต์นี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้จริงๆ

นอกเหนือไปจากการจัดฉายงาน 360 องศาเป็นเวลา 17 นาทีภายในโดมขนาดใหญ่แล้ว ภายในงานยังมีการทำ AR ที่สามารถให้คนร่วมงานเล่นกับงานภาพสองมิติผ่านฟิลเตอร์ไอจีได้อีกกว่า 50 ชิ้นงาน ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือเป็นงานช้างที่ต้องใช้แอนิเมเตอร์อีกกว่า 50 ชีวิต และยังมีความยุ่งยากที่ต้องส่งไปให้เฟซบุ๊กแอพพรูฟก่อนนำไปขึ้นเป็นฟิลเตอร์ในไอจี “กระบวนการพวกนี้วุ่นวายมากจริงครับ” ดอยธิเบศร์ถอนหายใจ “ไหนจะมีกระบวนการโปรดักชั่นสารพัดอย่าง การออกแบบ การทำออร์แกไนซ์ การประชาสัมพันธ์ วันเปิดงานก็มีแฟชั่น พร้อมการแสดงอีกหลายชุด และทั้งหมดนี้ใช้เวลาทำงานจริงๆ แค่ประมาณสามเดือนเท่านั้นเองครับ”

Always Keep the Faith

“โปรเจ็กต์นี้เป็นโปรเจ็กต์ที่เสี่ยงครับ” ดอยธิเบศร์ยอมรับ “ผมไม่รู้เลยว่าทำออกมาแล้วจะดีไหม เป็นการวัดดวงด้วยส่วนหนึ่ง การจัดงานโดยเอาผลงานไปโชว์หรือทำเป็นประติมากรรมลอยตัวเป็นสิ่งที่พื้นฐานมาก แต่การเอางานสองมิติมาแปลงร่างเป็นงานที่จับต้องไม่ได้ขนาดนี้นี่ดูไกลเกินประสบการณ์ส่วนตัวผมมาก ผมเกิดมาในยุคที่โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย เกิดไม่ทันเด็กยุคใหม่ที่คอลล์ไลน์กันเป็นตั้งแต่เด็ก แต่ผมก็ตั้งคำถามว่าทำไมผมต้องอยู่กับยุคเดิมๆ กันล่ะ ผมอยากทำให้งานศิลปะเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น จุดประสงค์สำคัญหนึ่งประการก็คืออยากจัดงานให้คุณพ่อนั่นแหละ แต่ผมก็อยากจะยกระดับงานศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศไทยให้มันไปได้ไกลกว่านี้ ผมอยากให้งานนี้ทำให้ผลงานศิลปะของประเทศไทยก้าวกระโดดไปสู่ระดับอินเตอร์ให้ได้ เพราะเวลาคนทั้งโลกมองมาที่งานอาจารย์ถวัลย์ พวกเขาไม่ได้มองเห็นอาจารย์ถวัลย์ แต่มองเห็นประเทศไทย ผมเลยคิดว่า ลงมือทำไปเถอะ แม้จะเป็นช่วงวิกฤติเช่นนี้ก็ตาม แต่ถ้าผ่านปีนี้ไปแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาส มีความพร้อม หรือมีพลังใจที่จะทำได้ขนาดนี้ไหม พอได้เห็นงานออกมาแบบนี้ ผมแฮ้ปปี้มากครับ เพราะผมได้เห็นงานที่ยังคงความเป็นอาจารย์ถวัลย์อยู่ แต่มาในรูปแบบอาจารย์ถวัลย์ในยุคสองพันยี่สิบแบบนี้

จุดประสงค์ของผมคือการออกทัวร์ไปทั่วโลกครับ” น้ำเสียงของ ดอยธิเบศร์ทำให้เรารับรู้ได้จริงๆ ว่าพลังใจในตัวของเขาล้นเหลือขนาดไหน “ผมถึงตัดสินใจทำงานนี้ขึ้นมา แต่เลือกเปิดตัวที่ประเทศไทย เพื่อเป็นของขวัญให้คนไทยได้ดูก่อน เป้าหมายจริงๆ ของผมไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย แต่อยู่ที่ทั่วโลก ผมมีพาร์ทเนอร์อยู่ทั่วโลกอยู่แล้ว ตั้งใจจะไปจัดแสดงทั่วโลกหลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง ปีนี้ถือว่าเป็นปีมหาโหดที่สุดแล้วตั้งแต่ที่ผมเกิดมา พิพิธภัณฑ์บ้านดำไม่เคยปิดเลยสักวันเดียว เคยมีคนถามผมว่าบ้านดำปิดวันไหน ผมตอบไปว่า ปิดสองวัน คือวันที่พ่อตาย กับวันที่ลูกตาย ผมเปิดมาตลอดจริงๆ แต่ปีนี้ผมต้องปิดเพราะสถานการณ์โควิด-19 ไปหกเจ็ดเดือน โหดจนผมรู้สึกว่าผมหมดหวังไปเลย นี่คือธุรกิจของผมที่มีลูกน้องต้องดูแล แต่ผมก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้ ระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาล 43 แห่ง ทำอะไรหลายๆ โครงการ จนรู้สึกว่าผมต้องไม่ท้อ ผมต้องสู้ไปด้วยกัน พอมีคนถามว่าทำไมถึงเสี่ยงจัดงานในช่วงเวลานี้ ผมก็ตอบว่า ผมต้องการเขียนประวัติศาสตร์ว่าในปีมหาวิปโยคแบบนี้ ปีที่ไม่มีใครทำอะไรสักอย่าง ปีที่เราเจอแต่เรื่องร้ายๆ แต่เป็นปีที่ผมตั้งใจสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้น และผมก็ทำได้สำเร็จ ผมผลักดันให้วงการศิลปะขยับไปได้อีกก้าวหนึ่ง ในวันที่โลกดับทั้งใบ มีประเทศไทยประเทศเดียวที่ยังลุกขึ้นมาจัดงานอะไรแบบนี้ ผมส่งข่าวออกไปสามภาษา เพื่อให้โลกได้รับรู้ว่า ในวันที่โควิด-19 หมดไปจากโลกนี้แล้ว เราจะได้เจอกันอย่างแน่นอนครับ”

สิ่งเดียวที่คอยประคับประคองดอยธิเบศร์และทีมงานมาถึงจุดนี้ได้คือพลังแห่งความมุ่งมั่นและศรัทธาที่พวกเขามีต่อสิ่งที่ทำแบบเกินร้อย “เหมือนกับผมบ่มเพาะอะไรบางอย่างมากับมือ” ดอยธิเบศร์สรุปเมื่อเราถามว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นงานที่เขาอดตาหลับขับตานอนปั้นมันขึ้นมาสำเร็จลุล่วงลงได้ในที่สุด “คงเหมือนบ่มเพาะต้นกล้าให้กลายเป็นต้นไม้ร้อยอ้อมในชั่วพริบฝัน ซึ่งไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นจริงได้ แต่ทุกครั้งที่ผมลงมือทำงานอะไรก็ตาม ผมจะสู้กับศรัทธาในตัวเอง ว่าผมจะทำในสิ่งที่ผมคิดให้เป็นจริงได้ไหม ผมทุบหม้อข้าวออกมาแล้ว ผมไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ข้างหลังแล้ว ถ้าผมไม่ไปต่อ ผมก็ตายสถานเดียว เพราะฉะนั้น ผมมีทางเลือกว่าจะตายเพราะโควิด-19 หรือจะตายไปกับงานที่ผมลงมือทำ และผมก็เลือกสิ่งที่ผมรักมากกว่า ผมเชื่อจริงๆ ว่าศรัทธาที่ผมมีจะทำให้ผมฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้ และผมได้รับความช่วยเหลือจากหลายคนรอบตัว ทั้งผู้ใหญ่ ทีมงานที่เดินมากับผม คนที่สู้เพื่อผม ทำให้ผมรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ผมศรัทธาจริงๆ ผมไม่ได้มีเงินในระดับที่เอามาทำได้เลยโดยไม่เดือดร้อน โปรเจ็กต์นี้คือความยาก คือการเดิมพันชีวิต พอมันออกมาประสบความสำเร็จ ผมบอกเลยว่า วินาทีแรกที่ผมเห็นมันเป็นจริง ผมหายเหนื่อยเลยครับ หายเป็นปลิดทิ้งเลย”

จาก account social media สถาปัตยกรรมชื่อดังสู่หนังสือแสนสวยน่าสะสม Aaccidentally Wes Anderson วางจำหน่ายแล้ว!

จากภาพยนตร์สู่แรงบันดาลใจในการสร้าง account social media ชื่อดังและล่าสุดหนังสือปกแข็งน่าสะสม! Aaccidentally Wes Anderson (@accidentallywesanderson) ที่รวบรวมสถาปัตยกรรมทั่วโลกที่มีคู่สีและความสมมาตรราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ที่กำกับโดย Wes Anderson ผู้กำกับคนเก่งชาวอเมริกัน ผู้กำกับ The Grand Budapest Hotel, Moonrise Kingdom, Fantastic Mr. Fox และอีกมากมาย

และล่าสุดก็จะมีการวางจำหน่ายหนังสือปกแข็งรวบรวมสถานที่กว่า 200 แห่งจากทั่วโลกครับ โดยได้ Orion Books มาช่วยเรื่องการผลิตและรวบรูปเล่ม ถือว่าเป็นหนังสือที่น่าสะสมอย่างมากครับ! ลองเลื่อนดูสถานที่ไฮไลต์จากใจหนังสือได้เลย!

ชงชาให้ดูเท่กับกาน้ำชาสุดลิมิเต็ดดีไซน์โดดเด่นตามสไตล์ KAWS ศิลปินขวัญใจมหาชน!

ชงชาอย่างไรให้ดูเท่! เลือกใช้กาเซรามิกผลงานสุดลิมิเต็ดจาก KAWS สิครับ! โดยกาขนาดความมจุ 800ml สีดำที่มีลวดลายกราฟฟิกของ Kaws อย่างถุงมือ และ กากบาท จะผลิตขึ้นเพียง 1,000 ชิ้นเท่านั้น (มาในขนาด H135 x W205 (วัดจากหูจับถึงปลายกา) x Dia125 มิลลิเมตร)แต่ละชิ้นจะมีใบ certificate รับรองและ chip การันตีคุณภาพครับ

วางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของ DDT Store สามารถไปจับจองกันได้ครับ! (ราคาประมาณ 2,980 HKD หรือประมาณ 11,000 บาทครับ)

ไม่ต้องใช้มือให้เสียเวลา! Nike เปิดตัว GO FlyEase รองเท้าสนีกเกอร์แบบ Hand-Free สวมใส่ง่ายคู่แรกของแบรนด์

เสริมความสะดวกสบายด้วย Kickstand Heel ส้นรองเท้าคงรูปได้ที่ยื่นออกมาให้ใช้เพียงปลายเท้าสะกิดเพื่อถอดรองเท้า ถอดแบบจากนิสัยของเราที่มักจะใช้เท้าถอดรองเท้าอีกข้างนึงแทนการใช้มือ โดยแรงยึดนั้นจะใช้ความยืนยุ่นของ midsole และการแยกส่วนช่วงกลางเท้าเป็นตัวช่วยเพิ่มแรงตึง

ซึ่ง Go FlyEase นั้นต้องการจะให้ผู้สวมใส่ประหยัดเวลาถอดและใส่รองเท้าเพื่อความคล่องตัว โดยทั้งสามคู่สีจะเริ่มให้นักกีฬาและเหล่า influencer ทดลองในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ก่อนวางจำหน่ายครับ เรียกได้ว่าน่าสนใจสุดๆเลยล่ะ!

Apple Watch Black Unity Collection การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติสู่เทคโนโลยีสุดล้ำบนข้อมือ!

Apple เปิดตัว Black Unity Collection ซึ่งออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองและเชิดชูประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวผิวดำ โดยในคอลเลกชั่นนี้ประกอบด้วย Apple Watch Series 6 รุ่นพิเศษ, สายแบบ Sport Band รุ่น Black Unity และหน้าปัดนาฬิกา Unity หรือ “เอกภาพ” และในครั้งนี้ Apple ยังร่วมสนับสนุนองค์กรระดับโลก 6 แห่งเพื่อช่วยผลักดันพันธกิจขององค์กรในการส่งเสริมและบรรลุเป้าหมายด้านความเท่าเทียมกันและสิทธิพลเมืองทั้งในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ ทั่วโลก อันได้แก่ Black Lives Matter Support Fund ผ่านทาง Tides Foundation; European Network Against Racism; International Institute on Race, Equality and Human Rights; Leadership Conference Education Fund; NAACP Legal Defense and Education Fund, Inc. และ Souls Grown Deep

สมาชิกชุมชนชาวครีเอทีฟผิวดำและพันธมิตรทั่วทั้ง Apple ได้ร่วมกันออกแบบสาย Apple Watch แบบ Sport Band และหน้าปัดนาฬิกา Apple Watch เพื่อเป็นเกียรติแก่การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติที่ยังคงดำเนินอยู่ สายแบบ Sport Band รุ่น Black Unity ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเคลื่อนไหวทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีคำว่า “Truth. Power. Solidarity” สลักด้วยเลเซอร์อยู่ด้านในหมุดสแตนเลสสตีลสำหรับยึดสาย

Black Unity Collection เป็นการแสดงความเคารพต่อประเพณีและความประณีตในการถักเย็บของชุมชนชาวผิวดำที่มีมาอย่างยาวนาน และยังเป็นการเฉลิมฉลองสีของธงแพนแอฟริกัน ซึ่งประกอบด้วย สีแดง แทนสีของโลหิตที่รวมกลุ่มคนแอฟริกันพลัดถิ่น หรือ African Diaspora ให้เป็นหนึ่ง และการหลั่งโลหิตเพื่ออิสรภาพ, สีดำ แทนคนผิวดำซึ่งธงดังกล่าวนี้เองที่เป็นเครื่องยืนยันถึงการมีตัวตนของพวกเขา และสีเขียว แทนความมั่งคั่งทางธรรมชาติอันเขียวขจีของแอฟริกาซึ่งเป็นมาตุภูมิ สายแบบ Sport Band รุ่น Black Unity ทำมาจากยางฟลูโอโรอีลาสโตเมอร์สีสันต่างๆ หลายชิ้นที่นำมาประกอบด้วยมือและอัดขึ้นรูปเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว ส่วนหน้าปัดนาฬิกา “เอกภาพ” มาพร้อมลายที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามการเคลื่อนไหวของ Apple Watch (ชมวีดีโอ Unbox ได้ด้านล่างบน IGTV ของเราเลยครับ)

Apple Watch Series 6 รุ่น Black Unity และสายแบบ Sport Band รุ่น Black Unity จะวางจำหน่ายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ (ตาลเวลาประเทศสหรัฐอเมริกา)ส่วนหน้าปัดนาฬิกา “เอกภาพ” มาพร้อมกับ watchOS 7.3 ซึ่งพร้อมให้อัพเดทแล้ววันนี้
นอกจากนี้ ผู้ใช้ Apple Watch ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมใหม่ในชื่อ Unity Activity Challenge เพื่อรับรางวัลพิเศษโดยการปิดวงแหวนการเคลื่อนไหว 7 วันติดต่อกันในเดือนกุมภาพันธ์

ต้อนรับคอลแลปบอเรชั่น! READYMADE เติมโลโก้ Swoosh สุดเท่ให้อาร์มแชร์ตัว signature ของแบรนด์!

ต้อนรับคอลแลปบอเรชั่น! READYMADE แบรนด์มากคอนเซ็ปท์จากญี่ปุ่นโดย Yuta Hosokawa ทำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสวยอย่าง อาร์มแชร์ ไอเท็ม signature ของแบรนด์ โดยเก้าอี้จะผลิตจากฝาขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลพร้อมที่พักแขนโลโก้ swoosh เพื่อต้อนรับผลงานการดีไซน์รองเท้าร่วมกันของทั้งสองแบรนด์ที่ออกแบบโดยยึดคอนเซ็ปท์รีไซเคิลและการลดขยะรวมถึง carbon footprint จากขั้นตอนการผลิต

โดยตัวรองเท้าจะวางจำหน่ายวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ครับ!

Souvenir from Rome: ชำแหละทุกรายละเอียดของ Gucci Decor เพื่อมอบความหรูหราให้กับบ้านคุณไปอีกระดับ

คอลเลกชั่น Gucci Decor ได้สะท้อนแนวคิดที่ผสมผสานและความโรแมนติกของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ อเลสซานโดร มิเคเล โดยนำเสนอการผสมผสานระหว่างสีสัน ลวดลาย การออกแบบ รวมไปถึงการใช้ข้อความและลวดลายต่างๆ ของ Gucci ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับดอกไม้และสิ่งมีชีวิต มันไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวสำหรับเรื่องนี้ Gucci เพียงแค่จัดเตรียมวัตถุดิบและการปรับแต่งเพิ่มเติมเท่านั้น ‘Souvenir from Rome’ เป็นหนึ่งในแนวคิดใหม่ๆ ที่อยู่ในคอลเลกชั่น Gucci Decor ปี 2020 โดยอ้างอิงจากการตกแต่งห้องต่างๆ ด้วยหินอ่อนที่ดูหรูหราและสวยงามของพิพิธภัณฑ์คาปิโตลิเน (Musei Capitolini) ในกรุงโรม ที่ซึ่งถูกใช้จัดแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลกชั่น Cruise ปี 2020 โดยโชว์นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับการนำเสนอแนวคิดนี้อีกด้วย

ลวดลายเหล่านี้ถูกวาดขึ้นด้วยมือก่อนที่จะนำไปทำเป็นลายหินอ่อนแล้วจึงนำไปผลิตเพื่อใช้กับสินค้าอื่นๆ แนวคิด ‘Souvenir from Rome’ นี้ได้ถูกนำไปใช้กับที่เขี่ยบุหรี่พอร์ซเลนรูปทรงสี่เหลี่ยมและรูปดาว (เป็นรูปทรงใหม่ล่าสุดสำหรับคอลเลกชั่นนี้) กล่องพอร์ซเลนทรงกลม เชิงเทียนพอร์ซเลนที่มาพร้อมกับฝาปิด โต๊ะโลหะแบบพับได้ ถาดโลหะทรงกลม วอลล์เปเปอร์ และฉากกั้นห้อง โดยทั้งหมดถูกเชื่อมโยงถึงกันด้วยข้อความ ‘Souvenir from Rome’ ที่ปรากฏอยู่บนสินค้าแต่ละชิ้นในคอลเลกชั่นนี้ ยกเว้นแค่ที่เขี่ยบุหรี่รูปดาวที่ใช้เป็นลวดลาย GG ลวดลายหินอ่อนรูปแบบใหม่แสดงให้เห็นถึงทักษะและความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือที่ถูกนำไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานของคอลเลกชั่น Gucci Decor

โดยคอลเลกชั่นนี้ถูกผลิตขึ้นในอิตาลีทั้งหมดและถือเป็นการเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมทางด้านศิลปะอันล้ำค่าของชาวอิตาลีและให้กับประเพณีอันยิ่งใหญ่ของช่างฝีมือในอิตาลีด้วยเช่นกัน นี่คือตัวอย่างของเครื่องกระเบื้องพอร์ซเลนในคอลเลกชั่นที่ผลิตขึ้นโดย Richard Ginori บริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากเมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1735 เครื่องกระเบื้องพอร์ซเลนที่ดูสะดุดตาของ Gucci มีการใช้กระบวนการที่ยากลำบากในการเผาซึ่งต้องอาศัยทักษะและความชำนาญในระดับสูง รวมถึงความสามารถในการวาดภาพด้วยมือ

เป็นที่แน่นอนว่าโต๊ะส่วนกลางถือเป็นหัวใจหลักของบ้านหลายๆ หลัง และเพื่อที่จะนำเสนอถึงความหรูหราในการรับประทานอาหารในแต่ละวัน Gucci Decor จึงได้พัฒนาฝาครอบอาหารที่มีความโดดเด่นซึ่งทำจากทองเหลืองชุบเงินพร้อมด้วยดีไซน์แบบโบราณ เมื่อพูดถึงฝาครอบอาหารมักจะนึกถึงเวลารับประทานอาหารในบ้านหลังใหญ่โตในสมัยก่อน และหากนำมาเทียบกับในชีวิตปัจจุบันมันกลับทำให้รู้สึกแปลกประหลาด ฝาครอบจานทรงโดมแต่ละชิ้นมีการแกะสลักคำหรือวลีที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ‘Gucci Orgasmique’ หรือ ‘Maison de l’Amour’ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ดูเป็นส่วนตัวมากขึ้นได้ด้วยการเพิ่มชื่อย่อลงไป ฝาครอบอาหารทุกชิ้นต้องใช้กระบวนการผลิตที่แตกต่างกันถึง 10 ขั้นตอน รวมถึงการใช้เลเซอร์ในการแกะสลักข้อความ ในส่วนของการตกแต่งสไตล์วินเทจในขั้นตอนสุดท้ายนั้นจะทำด้วยมือ ฝาครอบอาหารมาพร้อมกับด้ามจับที่แตกต่างกัน 5 แบบในรูปทรงของสัตว์ที่นำแบบมาจาก Gucci Archive ซึ่งประกอบไปด้วยกระต่าย มือ งู หมาป่า และทับทิม สำหรับรูปทรงหัวกระต่ายและหมาป่านั้นอ้างอิงมาจากการประดับตกแต่งถ้วยโกลนที่ทำจากเงินของชาวอังกฤษและชาวสก็อตในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ซึ่งใช้สำหรับมอบเครื่องดื่มให้แก่ผู้ที่ขี่ม้า สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในคอลเลกชั่นการให้บริการบนโต๊ะอาหารจะเป็นถ้วยชาสไตล์เอเชียในลวดลายสมุนไพรสีเขียวและหม้อกาแฟสีดำสไตล์ ‘Maison de l’Amour’

มีลวดลายและดีไซน์ใหม่ๆ มากมายในกลุ่มสินค้าที่ทำจากพอร์ซเลน อาทิเช่น เชิงเทียนและกล่องรูปทรงดอกไม้ที่มาพร้อมกับข้อความและสโลแกนใหม่ๆ นอกจากนี้ลวดลายที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ซึ่งดูโดดเด่นเป็นอย่างมากก็คือลวดลาย Flora ที่มีชื่อเสียงของ Gucci ภาพวาดดอกไม้ที่มีสีสันสดใสในทุกฤดูกาลถูกออกแบบโดย Vittorio Accornero สำหรับ Gucci เพื่อถวายผ้าพันคอที่ทำจากผ้าไหมแบบพิเศษเป็นของขวัญแด่เจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก ในปี 1966 และตอนนี้ลวดลายที่มีเรื่องราวแฝงอยู่ได้ถูกนำไปใช้กับเชิงเทียนที่มาพร้อมกับฝาปิดสีดำที่ประดับด้วยผีเสื้อสีขาวที่ดูสวยงามซึ่งทั้งหมดนี้ทำมาจากพอร์ซเลน โลโก้ Gucci สีดำในรูปแบบตัวอักษรสไตล์ gothic ปรากฏอยู่บนพื้นหลังสีชมพูพาสเทลและสีฟ้าอ่อนของเชิงเทียนพร้อมกับตัวเลขโรมัน XXV (25) ซึ่งเป็นเลขนำโชคของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ อเลสซานโดร มิเคเลลายดาวและดวงตาเป็นอีกธีมหนึ่งที่ถูกนำกลับมาใช้ในคอลเลกชั่น Gucci Decor สีดำและสีขาวได้ถูกนำมาปรับปรุงใหม่และเพิ่มมูลค่าด้วยการผสมผสานสายรุ้งสีสันสดใสที่ล้อมรอบไปด้วยดวงดาวหลากสีลงไปบนที่เขี่ยบุหรี่พอร์ซเลนรูปดาวและแก้วพอร์ซเลนสามแบบที่ดีไซน์ที่จับเป็นรูปงูสีดำ (ที่จับเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบที่อยู่ใน Richard Ginori Archives ในเมืองฟลอเรนซ์) สำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปี 2020 ซึ่งเป็นปีชวด มิกกี้เม้าส์ซึ่งเป็นตัวละครในตำนานของดิสนีย์ได้มาปรากฏอยู่บนสินค้า 2 ชิ้นในคอลเลกชั่น Gucci Decor ได้แก่ แก้วพอร์ซเลนพร้อมฝาปิด และกล่องพอร์ซเลนทรงกลม โดยทั้งสองชิ้นมาพร้อมกับสีเหลืองที่เข้ากับที่เขี่ยบุหรี่พอร์ซเลนสีเหลืองที่มีโลโก้ Gucci สีดำอยู่ตรงกลาง

นอกจากนี้ลวดลายใหม่อีกอันหนึ่งจะเป็นลายผลไม้สีแดงและสีเขียวที่ดูสดใหม่ในรูปแบบสไตล์ป็อปอาร์ตซึ่งมาพร้อมกับลาย GG apple สีแดงที่แทรกอยู่ระหว่างลวดลายเหล่านั้น (ลวดลาย GG apple เกิดจากการเอาตัวอักษร G สองตัวเชื่อมต่อกันซึ่งถือเป็นหนึ่งในลวดลายกราฟิกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของ Gucci) ลวดลาย GG apple ได้ถูกนำมาใช้กับที่เขี่ยบุหรี่พอร์ซเลนรูปดาว เชิงเทียนที่มาพร้อมกับฝาปิด และแก้วที่มาพร้อมกับฝาปิดและที่จับรูปงู

ในส่วนของลายสก็อตเองก็มีความโดดเด่นในคอลเลกชั่นนี้เช่นกัน ผ้าห่มที่ถูกถักทอด้วยเครื่องทอผ้า Jacquard จะทำให้สามารถทอผ้าแบบกลับด้านได้โดยด้านหนึ่งเป็นลายสก็อตและอีกด้านเป็นลาย Interlocking GG diagonal ตัวผ้าห่มลายสก็อตสีต่างๆ จะมีการตกแต่งตรงขอบด้วยพู่ และสำหรับอันที่เป็นลายปักจะตกแต่งตรงขอบด้วยผ้าซาติน ลวดลายพวกนี้ยังถูกเอามาใช้กับหมอนอิงที่มีสี moire ตรงฝั่งด้านหลัง ตัวหมอนอิงลายสก็อตถูกตกแต่งด้วยลวดลายสัตว์ที่ปักด้วยมือซึ่งแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาเย็บถึงสี่ชั่วโมง และหนึ่งในนั้นคือลายลูกกวางซึ่งเป็นรูปภาพที่ออกแบบโดย Nathalie Lete นอกจากนี้ยังมีหมอนอิงทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ด้านหลังเป็นลายสก็อตและด้านหน้าเป็นลาย G squared cloud ซึ่งทำจากผ้ากำมะหยี่ที่ดูหรูหราในรูปแบบสีเขียวหรือสีน้ำเงิน

ลาย GG bouquet เป็นลายดอกไม้หลากสีที่นำมาจากผลงานทางประวัติศาสตร์ที่พบใน Gucci archive และมันถูกนำมาปรับแต่งใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้นโดยอเลสซานโดร มิเคเล ซึ่งทำให้นึกถึงรูปลักษณ์ของพรมปูพื้นและพรมแขวนผนังสไตล์วินเทจที่ถูกนำเอามาใช้กับหมอนอิงและเก้าอี้อาร์มแชร์ หมอนอิงทรงสี่เหลี่ยมลาย GG bouquet ที่ประดับมุมทั้งสี่มุมด้วยพู่ มีทั้งหมดสองสี ได้แก่ สีฟ้าและสีเขียว เช่นเดียวกับเก้าอี้อาร์มแชร์ที่มีเหมือนกันทั้งสองสี ซึ่งตัวเก้าอี้อาร์มแชร์จะมีการประดับตกแต่งด้วยหัวตะปูทองเหลืองและพู่ที่ทำจากผ้าฝ้ายตรงส่วนล่างสุด

วอลล์เปเปอร์แบบใหม่ได้รับแรงบันดาลมาจากลวดลายที่เคยถูกใช้ในคอลเลกชั่น ready-to-wear และถือเป็นลายที่โด่งดังของ Gucci ได้แก่ ลาย macro isometric GG ที่มีหลายสีในรูปแบบสไตล์ยุค ’70s, ลาย toile de Jouy ที่ประกอบไปด้วยภาพทิวทัศน์ในชนบทช่วงศตวรรษที่ 18, ลาย Flora ที่เปลี่ยนมาใช้โทนสีดำพร้อมกับรูปหัวสิงโต, ลายต้น Texas thistle บนพื้นหลังสีขาวที่ออกแบบในสไตล์โรแมนติก และลายที่ผสมผสานระหว่างนกและดอกไม้สีสันสดใสบนพื้นหลังสีน้ำเงินพร้อมกับดวงดาวสีทอง

Gucci ได้เพิ่มฉากกั้นห้องแบบใหม่สามแบบในคอลเลกชั่น Gucci Decor ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้ในการตกแต่งหรือแบ่งพื้นที่ภายในห้อง ฉากกั้นห้องแบบต่ำมีโครงสร้างที่ทำจากโลหะและบานพับทั้งสามบานถูกเย็บด้วยผ้า นอกจากนี้ยังโดดเด่นจากการออกแบบโดยใช้ผลงานศิลปะ ‘Hua Fish’ ซึ่งเป็นผลงานของ Una Woodruff (Hua Fish เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานที่ผสมผสานระหว่างปลา งู และนก) ฉากกั้นห้องแบบต่ำอีกชิ้นหนึ่งก็ถูกทำมาจากโลหะเช่นกัน และถูกปกคลุมไปด้วยผ้ากำมะหยี่ลาย G squared cloud ในเวอร์ชั่นสีน้ำเงิน ซึ่งช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีฉากกั้นห้องแบบสูงที่ทำจากไม้พร้อมกับบานพับทั้งสามบานที่ถูกปกคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ ด้านหน้าทั้งหมดถูกปักเป็นลวดลายดาวหลากสีซึ่งเป็นลายที่เคยถูกใช้กับหมอนอิงในคอลเลกชั่นก่อนหน้านี้ และมีการปักลายดาวและดวงตาที่ด้านบนของบานพับตรงกลาง ส่วนด้านหลังจะเป็นสีดำล้วนและมีการปักลายดาวและดวงตาที่ด้านบนของบานพับตรงกลางเช่นเดียวกัน ซึ่งลายเหล่านี้มีให้บริการเฉพาะแค่สินค้าที่สั่งทำเท่านั้น

แม้ว่าคอลเลกชั่น Gucci Decor จะเป็นคอลเลกชั่นตามฤดูกาล แต่ก็มีความเชื่อมโยงถึงกันในเรื่องของการใช้ลวดลายต่างๆ ของ Gucci อย่างอิสระ และการผสมผสานรูปภาพและลวดลายที่มีสีสันสดใสและดูแปลกตาก็คงมีให้เห็นอยู่ในสินค้าทุกชิ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือสินค้าเหล่านี้ได้สร้างความรู้สึกที่เชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้นลูกค้าสามารถซื้อสินค้าชิ้นใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปรวมกับของเดิมที่มีอยู่ และมั่นใจได้ว่าสินค้าแต่ละชิ้นจะเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ

Gucci Decor มีจำหน่ายแล้วที่ Gucci flagship store, Gucci boutique และ Specialty Store บางสาขา สำหรับช่องทางออนไลน์สั่งซื้อได้ที่ gucci.com

Vessel สถาปัตยกรรมชื่อดังของ New York ปิดตัวชั่วคราวหลังมีการฆ่าตัวตายต่อเนื่อง

เรียกได้ว่าเป็น tourist attraction แห่งสำคัญของมหานครทันทีที่สร้างเสร็จเมื่อปี 2019 สำหรับ Vessel สถาปัตยกรรมสูง 15 ชั้นโดยฝีมือการออกแบบของ Thomas Heatherwick สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษที่ตั้งอยู่ในโครงการ Hudson Yards ใน Manhattan 

แต่ล่าสุดสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ก็ต้องปิดตัวลงชั่วคราวเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวกระโดดฆ่าตัวตายจากความสูงกว่า 46 เมตรที่ชั้นบนของงานชิ้นนี้ซึ่งก็นับเป็นรายที่สามแล้วในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี โดยที่ความสูงดังกล่าวที่กั้นขอบมีความสูงที่ใต้บริเวณอกเล็กอยซึ่งก็เป็นไปตามมาตรฐานแต่ก็ยังไม่สามารถกันความพยายามในการปีนข้ามได้อยู่ดี 

โดยตอนนี้ทางเจ้าของ Vessel ก็ยังไม่มีการออกแถลงการณ์เรื่องการต่อเติมที่กั้นหรือมาตรการป้องกันเพิ่มเติมใดๆออกมาเนื่องจาก Vessel นั้นก็ถือเป็นงานศิลปะชิ้นนึงและการไปต่อเติมจากเดิมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆแต่อย่างใด ต้องมารอดูกันครับว่าสถานการณ์ของโครงสร้างชิ้นนี้ที่ Heatherwick Studio สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์สุดกดดันครั้งนี้ได้อย่างไร 

ออฟฟิศสวยไม่แพ้เสื้อผ้าและงานดีไซน์ Jacquemus ดึงสตูดิโอดีไซน์มาแรงช่วยเนรมิตออฟฟิศสุดสวยกลิ่นไอมินิมอลกลางปารีส!

เป็นอีกหนึ่งดีไซน์เนอร์ขวัญใจสายแฟอยู่แล้วสำหรับ Simon Porte Jacquemus ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Jacquemus และเพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ 2021 เจ้าตัวก็ตัดสินใจเปิดออฟฟิศแห่งใหม่ในปารีสพร้อมการตกแต่งที่อบอุ่นแต่ก็ลงตัวแบบมินิมอล ซึ่งดีไซน์เนอร์วัย 30 ปีก็ได้ดึงเอา Till Duca Studio สตูดิโอออกแบบและ Set design สัญชาติฝรั่งเศสที่ออกแบบฉากหลังให้กับแคมเปญและแฟชั่นเซตของ Jacquemus มาหลายต่อหลายครั้งเข้ามาช่วย

และยังได้ Samuel Begis อีกหนึ่ง Set Designer มากฝีมือที่เคยร่วมงานกับแบรนด์หรูมากมายทั้ง Isabel Marant, Kitsune, Prada, Lanvin, Hermes และ Louis Vuitton มาช่วยด้วยอีกแรง ว่าแล้วก็ไปชมออฟฟิศแสนสวยชวนให้อยากสมัครเข้าทำงานแห่งนี้ได้เลยครับ!