น้อย – กฤษดา สุโกศล แคลปป์ Creative Director ประจำเล่ม ลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับ collectors’ issue

เหตุผลสำคัญที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับ collectors’ issue นี้เลือกน้อยกฤษดา สุโกศล แคลปป์ ศิลปิน นักแสดง และผู้ก่อตั้งโรงแรม The Siam มาเป็น creative director ประจำเล่ม นอกเหนือไปจากการเป็นนักสะสมของเก่าตัวยงที่รู้จักกันไปทั้งวงการแล้ว ความสามารถในการแปรเปลี่ยนของเก่าที่เขารักให้กลายมาเป็นอาณาจักรอันสวยงามและทำเงินได้จริงนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งโรงแรมบูตีคลักชัวรีระดับไฮเอนด์แห่งนี้ก็ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าถ้าจะทำความรู้จักตัวเขาก็สามารถมองผ่านโรงแรมเขาได้จริงๆ

สิ่งเสพติดสร้างความสุข

การสะสมของเก่านี่เป็นสิ่งเสพติดจริงๆ ครับน้อยเริ่มบทสนทนากับเราภายในห้อง vinyl room ที่เต็มไปด้วยคลังแผ่นเสียง เฟอร์นิเจอร์เก่า รูปภาพ และของสะสมที่ล้วนแล้วแต่เล่าเรื่องราวของตัวเองที่ร้อยเรียงกันได้อย่างลงตัวเรียกได้ว่า รายได้ทั้งหมดที่มี นอกเหนือไปจากการดูแลครอบครัวแล้ว ในส่วนเงินที่ใช้จ่ายเองนั้น ผมไม่ซื้ออะไรเลยจริงๆ (หัวเราะ) ไม่ซื้อรถ ไม่ซื้อเสื้อผ้า แก็ดเจ็ตก็ไม่เอา แต่ซื้อของเก่าทั้งหมด และก็เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปหาของเก่านี่ล่ะครับ สุดสัปดาห์นี่ต้องไปเดินจตุจักร ไม่ไปไม่ได้จริงๆ มันสนุกจริงๆ นะครับเวลาได้เห็นของต่างๆ มาวางอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นและเล่าเรื่องราวได้

ดูอย่างตู้นี้ก็ได้ครับเขาหันไปหาตู้กระจกขนาดเล็กจิ๋วติดผนังที่มีไฟแช็กซิปโป้เก่าคร่ำคร่าวางคู่กับซองบุหรี่โบราณที่เก่าจนเหลืองนี่คือไฟแช็กซิปโป้สมัยสงครามเวียดนามนะครับ ผมได้มาตอนสมัยวัยรุ่นที่ไปแบ็กแพ็กเที่ยวเวียดนาม ก็เอามาวางไว้ แล้วเมื่อสักอาทิตย์ที่แล้วนี้เองที่ผมไปเดินเล่นที่ตลาดไท เห็นเขาขายซองบุหรี่อเมริกันสมัยก่อน ยังซีลอยู่เลยครับ เห็นปุ๊บรู้เลยว่าถ้าเอามาวางคู่กับไฟแช็กชุดนี้จะสามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอนครับ ซองบุหรี่โบราณสัญชาติอเมริกันกับไฟแช็กซิปโป้รุ่นสมัยสงครามเวียดนาม นี่คือการเติมวิญญาณให้กับของเก่าน่ะครับ ตอนนั้นตัดสินใจทันทีว่ายังไงๆ ก็ต้องกัดฟันซื้อ และพอซื้อมาแล้วก็เห็นชัดเลยว่ามันคุ้มค่าจริงๆ เพราะทุกครั้งที่ผมเห็นตู้นี้จะรู้สึกดีและมีความสุขจริงๆ ครับ

Somewhere in Time

ทุกครั้งที่ทีมงานได้มีโอกาสสัมภาษณ์น้อย เขาจะเล่าเรื่องความหลงใหลในห้วงเวลาแห่งอดีตที่ส่วนหนึ่งเกิดมาจากความประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง Somewhere in Time (1980) “ผมอยากจะมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่แล้ว โดยเฉพาะในยุค ’20s – ’40s นี่อยากอยู่ที่สุดเลยครับ เพราะเป็นช่วงที่คนเริ่มออกเดินทางไปพบเจออะไรใหม่ๆ ชาวยุโรปได้เดินทางมาเปิดหูเปิดตาที่ทวีปเอเชียและแอฟริกา ยุคนั้นมันมีความโรแมนติกของมัน มีสไตล์ของมัน แฟชั่นเพิ่งเกิด ดนตรีแจ๊ซเพิ่งมา ทุกอย่างดูเป็นสีขาวและดำ ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามากเหลือเกิน ทุกอย่างดูเป็นสีเทาไปหมดเลยครับน้ำเสียงทิ้งท้ายของเขาออกเจือความเศร้าเล็กน้อย

อย่างที่เห็นนะครับว่าเมื่อก่อนผมไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจการของครอบครัวเท่าไหร่นักน้อยเริ่มเล่าย้อนอดีตผมเลือกร้องเพลง และแสดงหนัง เพราะไม่อินกับกิจการโรงแรมเลยน่ะครับ ตอนเลือกเรียนปริญญาตรี เรียนโรงแรมได้ปีเดียวก็เปลี่ยนมาเรียนมานุษยวิทยา คือไม่ชอบจริงๆ แต่วันหนึ่งคุณแม่ให้ผมมาดูที่ดินผืนนี้ คิดว่าลึกๆ ท่านคงอยากให้ผมมาช่วยกิจการของที่บ้านนั่นล่ะครับ แต่ในขณะเดียวกันท่านก็รู้ดีว่าชีวิตเรามีครั้งเดียวและเราต้องทำสิ่งที่เรารัก ท่านช่วยสนับสนุนเรื่องการแสดงและการร้องเพลงมาโดยตลอดนั่นล่ะครับ แต่ทันทีที่ผมเห็นที่ดินผืนนี้ ผมเห็นทางที่จะมีส่วนร่วมกับธุรกิจในครอบครัวได้อย่างไรโดยที่ตัวเองไม่เสียความเป็นตัวเองและความสนุกสนานในการทำงานน่ะครับ

แม้ว่าที่ดินผืนนี้จะเรียกได้ว่าเป็นที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็ห่างไกลคำว่าทำเลทองไปมากนักผมว่าการสร้างโรงแรมบนที่ดินผืนนี้เป็นความท้าทายมากเลยครับ ถึงแม้มันจะอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา แต่ก็อยู่ในแถบที่คนไทยเองก็ยังไม่คุ้นเคยดีเสียด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่ดาวน์ทาวน์ มันไกลมาก โจทย์คือเราจะสร้างอะไรที่ทำให้คนเดินทางมาหาเราโดยที่ไม่ใช่โรงแรมแบรนด์เนมเสียด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าผมต้องทำให้ถึงน่ะครับ และด้วยความที่เขตดุสิตนี้เป็นเมืองเก่า ผมจึงคิดถึงตัวเองที่อยากจะกลับไปมีชีวิตอยู่เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ทุกคนเดินทางด้วยเรือ ผมจึงอยากจะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับแขกของโรงแรม ให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมเก่าๆ ของเรา แขกที่มาหาเราจะต้องมาเรียนรู้เราด้วย ดังนั้นโรงแรมนี้จะต้องแตกต่างจากคนอื่นๆ น่ะครับ

กิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ว่าด้วยเรื่องการเล่าเรื่องและของเก่านั้นมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในโรงแรมแบบอธิบายสามวันก็ไม่หมด เรียกได้ว่าทุกมุมของโรงแรมนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมได้ไม่ยากทุกห้องในโรงแรมจะตกแต่งแตกต่างกันออกไปครับน้อยพาเราเดินวนรอบโรงแรมห้องไหนที่มีธีมว่าด้วยเรื่องอาหาร หน้าห้องก็จะมีบัตรเชิญรับประทานอาหารของทูต เมนูโบราณ ภาพอาหาร อะไรแบบนี้ ส่วนห้องสำหรับครอบครัวก็จะเป็นเรื่องราวของเด็ก สูติบัตรโบราณ โฆษณาผ้าอ้อม อะไรแบบนี้ครับ

วิถีอินดี้ที่คุ้นเคย

ตอนที่ตัดสินใจจะสร้างโรงแรมนี้ใหม่ๆ มีคนสงสัยหลายคนเลยน้อยหัวเราะแต่ผมเชื่อในวิชั่นของตัวเองนะครับ และที่สำคัญผมเองก็คุ้นชินกับการเป็นนักร้องอินดี้ที่ต้องทำเพลงไปสู้กับศิลปินค่ายหลักที่มีสื่อในมือเยอะแยะอยู่แล้ว ความยูนีก ความแตกต่างที่ทำให้เราโดดเด่นไม่เหมือนคนอื่นสิที่จะทำให้เราอยู่ได้นาน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมคิดว่าในเมื่อผมสะสมของโบราณมากขนาดนี้แล้วผมก็จะเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับของโบราณที่ผมสะสมมาผ่านโครงสร้างของโรงแรมนี้ ผมจะทำให้โรงแรมนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยความไม่เหมือนใครนี่ล่ะครับ

น้อยเปรียบเปรยการสร้างโรงแรมของเขาว่าเป็นเหมือนการกำกับภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เขาคือผู้กำกับที่มีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องถ่ายทอดภาพต่างๆ ในหัวของเขาให้ออกมาเป็นรูปธรรมเท่านั้นเองโจทย์ที่ผมให้ Bill Bensley สถาปนิกชาวอเมริกันที่เบสในกรุงเทพฯ ก็คือโรงแรมของผมจะต้องแตกต่างจากคนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ และต้องมีเรื่องเล่า เรื่องราวให้แขกได้มาเรียนรู้ ไม่ใช่ให้แขกมาพักเฉยๆ เท่านั้น ซึ่งต้องขอบคุณเขาว่าโดยปกติสถาปนิกระดับนี้เราจะไปแตะต้องภาพในหัวเขาไม่ได้เลย แต่ผมเองก็อยากมีส่วนร่วมกับโรงแรมนี้ให้ได้มากที่สุด เขาก็เคารพผมมากในเรื่องของการตกแต่ง และเขาก็ออกแบบโครงสร้างได้สวยงามจริงๆ น่ะครับ

ในส่วนของการตกแต่งในโรงแรมผมเป็นคนจัดการทั้งหมดครับน้อยพาเราเดินชมแต่ละห้องในโรงแรมภาพที่แขวนผนังทั้งหมดนี้มีกว่าสองพันภาพ ผมเลือกเองทั้งหมด เอาไปใส่กรอบเองกับมือเลยครับ เหนื่อยมากเลย แต่พอเห็นคนอื่นมายืนมองชื่นชมภาพเหล่านั้นผมรู้สึกดีมากๆ เลยครับ เป็นความรู้สึกเดียวกับเวลาที่มีคนมาฟังเพลงของเราเลยครับ

วันเปิดโรงแรมเหรอครับน้อยถามย้ำเมื่อเราถามถึงความรู้สึกในวันแรกที่โรงแรมเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันเปิดทำการไม่ได้แปลว่าเราทำอะไรสำเร็จแล้วนะครับ จริงๆ แล้วมันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง ก็เหมือนกับการเป็นศิลปินนี่ล่ะครับ ออกอัลบั้มไม่ได้แปลว่าสำเร็จ ต้องพิสูจน์ตัวเองกันอีกยาวๆ ซึ่งโรงแรมนี่เดิมพันมันสูงกว่าเยอะมากเลยนะครับ ออกอัลบั้มแล้วไม่ดังก็ยังออกใหม่ได้ แต่การลงทุนโรงแรมนี่เรียกได้ว่ามหาศาลมากนะครับ เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อธนาคารที่ให้เรากู้ด้วยนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมรู้ว่าปีสองปีแรกนี่เป็นปีที่เหนื่อย ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ให้คนเชื่อถือเรา เราต้องพิสูจน์ตัวเอง มาจนถึงตอนนี้เราไม่เคยซื้อโฆษณาเลย แต่เราเติบโตผ่านคำบอกเล่าปากต่อปาก และในที่สุดโรงแรมก็พิสูจน์ได้แล้วว่ามันไปได้ทั้งในแง่ของการหาเงินหล่อเลี้ยงตัวเองและการมีจิตวิญญาณที่เด่นชัด ทำให้แขกประทับใจและเลือกพักกับเราน่ะครับ

จิตวิญญาณสร้าง followers

ผมเรียนมานุษยวิทยามาน่ะครับ ทำให้ผมรู้ว่าเราต้องสร้างวัฒนธรรมของเราขึ้นมาให้ได้ เรียกได้ว่าทุกโรงแรมจะเป็นเหมือนโลกส่วนตัวของเจ้าของ เวลามีคนเข้ามาในโลกของเราเขาก็ย่อมอยากจะรู้จักและสัมผัสวัฒนธรรมของเรา และถ้าเขาอยู่กับมันได้ มีความสุข เขาก็จะประทับใจ และมี loyalty กับเราน่ะครับน้อยอธิบายนั่นคือการสร้างจิตวิญญาณให้กับโรงแรมของเรา ซึ่งมันยากมากจริงๆ ครับ มันไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่จะต้องรู้สึกได้เวลาเดินเข้ามา ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรนะครับ

จริงๆ แล้วมันก็เหมือนกับการสร้างฐานแฟนเพลงของวงพรูนั่นล่ะครับ direction ของผมไม่ต่างจากการทำอัลบั้มหรอกครับน้อยเล่าต่อเวลาคนเดินเข้ามาในโรงแรมมันไม่ต่างกับเวลาเขาเดินเข้าโรงหนังหรือไปดูคอนเสิร์ต เขาจะสัมผัสได้ว่า ที่ตรงนี้ หนังเรื่องนี้ คอนเสิร์ตนี้ มีวิญญาณของมัน มีอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกได้เอง สัมผัสได้ ไม่ต่างจากที่เราฟังเพลงที่เราชอบซ้ำไปซ้ำมา นั่นเพราะว่าเพลงนั้นมีจิตวิญญาณบางประการที่สื่อสารกับเราได้ ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะชอบหรือสื่อสารได้เหมือนกัน แต่เราก็ต้องสร้าง followers ของเรา เหมือนกับการสร้างฐานแฟนเพลงของเราไว้ ถ้าฐานแฟนๆ ของเราแข็งแกร่ง เราก็จะอยู่ได้และถือว่าประสบความสำเร็จ

ลิสต์รายชื่อของแขกระดับโลกที่เข้ามาพักที่โรงแรมเปี่ยมจิตวิญญาณของน้อยนั้นมีตั้งแต่ Sam Smith, Drew Barrymore, Katy Perry ไปจนถึงนักธุรกิจคนสำคัญหลากหลายวงการจริงๆ แล้วมีเยอะนะครับ นี่เฉพาะคนที่เขาลงโรงแรมเราในอินสตาแกรมของเขาน่ะครับน้อยยิ้มคือคนพวกนี้เขาเป็นคนระดับโลก เดินทางท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก เห็นโรงแรมหรูๆ มาเยอะมาก แต่เมื่อเขามาถึงกรุงเทพฯ เขาเลือกที่จะมาพักกับเรา ผมรู้สึกดีมากเลยครับ รู้สึกว่านี่คือความสำเร็จ ดีใจมากที่มันสามารถทำเงินและสร้างความประทับใจได้อีกด้วย

Life is about letting go.

ก็มีขายบ้างนิดหน่อยน่ะน้อยอึกอักเมื่อเราถามว่าซื้อของมาเยอะขนาดนี้นี่ขายทิ้งบ้างไหมภรรยากับคุณแม่เขาอยากให้ผมเริ่มหมุนของเสียที (หัวเราะ) เมื่อก่อนตัดใจไม่ค่อยได้เลยจริงๆ นะ ตอนนี้เริ่มตัดใจขายได้นิดหน่อย เพราะเริ่มเห็นความสนุกของการที่มีคนอื่นมาเลือกซื้อของเรา ผมรู้สึกดีที่เขาชอบรสนิยมของเราหรืออะไรแบบนั้นน่ะ เอาเป็นว่าผมไม่รู้สึกว่านี่คืองานน่ะครับ ซื้อมา ขายไป แต่ผมว่าถ้าผมสามารถเปิดร้านขายของเก่าที่บ้านตัวเองได้เมื่อไหร่นั่นคงเป็นวันที่ผมกลายเป็นพ่อค้าเต็มตัวนั่นล่ะครับ

เพราะชีวิตมันก็คือการปล่อยวางนี่ล่ะครับน้อยหัวเราะ แต่เมื่อเดินผ่านพระพุทธรูปโบราณทำจากไม้ที่ตั้งอยู่แถวทางเข้าโรงแรมเขาก็หยุดอย่างชิ้นนี้มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งมาขอซื้อ แบบว่ายูบอกมาเลยว่าจะเอาเท่าไหร่ ไอพร้อมจ่าย ในหัวผมนี่สู้กันมากๆ เลยนะครับ เพราะสำหรับคนพวกนี้เงินไม่ใช่ของสำคัญของพวกเขาจริงๆ แต่ในที่สุดผมก็ตัดใจไม่ขาย เพราะคำนวณแล้วว่าขายไปแล้วก็ไม่มีวันหากลับมาได้อย่างแน่นอน ก็ตัดใจไม่ได้ล่ะครับน้อยอ้อมแอ้มหัวเราะ

แต่ในเมื่อเขามีลูกค้าต้องตามใจ บางครั้งการตัดใจก็เป็นสิ่งที่น้อยต้องเลือกวันนี้เลยครับมีแขกที่พักในห้องหนึ่งชอบภาพวาดในห้องนั้น ใจผมไม่อยากจะขายหรอกนะครับ แต่ในที่สุดก็ตัดใจขาย ส่วนหนึ่งเพราะนี่คือการสร้างสัมพันธ์กับลูกค้า เขาก็แฮปปี้ อยากจะกลับมาหาเราอีกครั้ง อะไรแบบนี้น่ะครับ ยากหน่อย แต่ก็ต้องตัดใจล่ะครับ

ความฝันที่ควบคุมได้

เวลามีคนถามผมเรื่องความฝัน ประมาณว่าทำอย่างไรถึงจะให้มันเป็นจริงได้ และถ้ามันไม่เป็นจริงผมจะทำอย่างไร อะไรแบบนี้น้อยเล่า ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะซิงเกิลนี่แหละชีวิตซึ่งเป็นซิงเกิลที่สองในฐานะศิลปินเดี่ยวของเขา เพิ่งจะถูกปล่อยออกมาหยกๆผมจะตอบว่าคุณควรที่จะมีฝันที่คุณสามารถควบคุมได้ อย่างตัวผมเองน่ะ มีความฝันที่จะเป็นนักแสดง แต่นั่นไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของผมเสียหน่อย เพราะวันหนึ่งอาจจะไม่มีคนมาชวนเราเล่นหนังอีกแล้ว

ดังนั้นเราต้องสร้างความฝันอื่นๆ อย่างการได้สร้างโรงแรม ตกแต่งโรงแรมด้วยของสะสมที่ผมรัก ถือเป็นอีกหนึ่งความฝันของผมที่ผมควบคุมได้น้อยสรุปกลุ่มครอบครัวของเราไม่ใช่กลุ่มใหญ่ที่มีโรงแรมสาขาเยอะแยะทั่วโลก พวกเรามีอยู่แค่ห้าโรงแรมเท่านั้น แต่ทุกคนมีความสุข ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าผมไม่มีพี่น้องที่รักและเข้าใจกันได้แบบนี้ผมจะทำอย่างไร (หัวเราะ) ผมชอบการตกแต่งโรงแรม ชอบสะสมของเก่า มันเป็นเรื่องที่ผมเสพติด ผมสนุกกับมัน ดังนั้นความฝันของผมคือสร้างอีกโรงแรมหนึ่ง เรื่องขายของเก่าในฐานะพ่อค้านี่เอาไว้ก่อน เพราะถ้าสร้างโรงแรมใหม่ผมก็จะต้องมีของเก่าเอาไว้เล่าเรื่องใช่ไหมครับ จะขายทิ้งได้อย่างไรกัน ใช่ไหมครับ

My Own Private Time Machine

ร่วมย้อนเวลากลับไปยังยุคอนาล็อก ครั้งที่แผ่นเสียงเป็นเพียงฮาร์ดแวร์เดียวที่ส่งผ่านบทเพลงจากศิลปินสู่ผู้ฟัง ไปกับบุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ และคอลเลกชั่นแผ่นเสียงส่วนตัวของเขาที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ของสะสมเท่านั้น

มากกว่าของสะสม

ไม่ได้เรียกว่าสะสมนะครับบุรินทร์ปฏิเสธด้วยเสียงกลั้วหัวเราะผมเริ่มรู้จักแผ่นเสียงตอนที่เรียนอยู่ที่อเมริกา ซื้อแผ่นดีเจมาเล่นมิกซ์เพลง แต่พอกลับมาประเทศไทยก็ไม่ได้อะไรนะครับ ขายทิ้งไปหมดเลย แต่จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงที่ผมอยากจะฟังเพลงของพี่บิลลี่ โอแกน อัลบั้มบิลลี่ บันลือโลกน่ะครับ แต่ไม่รู้จะหาฟังที่ไหน ก็ยุคนั้นเนอะ ซีดีเลิกผลิตไปแล้ว หาไม่ได้ ไม่มีเอ็มพีสาม ไม่มีบริการสตรีมมิ่งใดๆ แต่ผมอยากฟังจริงๆ เลยหันไปหาฮาร์ดแวร์โบราณที่แท้จริงอย่างแผ่นเสียง เรียกว่าไปเดินค้นของเก่าและเจอแผ่นพี่บิลลี่เข้าจริงๆ เลยกลับมาซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีกครั้ง คิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นเลยนะ

ส่วนเพลงที่ทำให้เรารู้สึกได้ถึงเสน่ห์ของแผ่นเสียงแบบเห็นได้ชัดเจนคืออัลบั้มของ Sade ต้องอธิบายก่อนว่า นี่เป็นศิลปินที่ผมฟังด้วยระบบดิจิตอลมาตลอดชีวิต ผมได้ยินซาวด์นี้มาตั้งแต่เด็กๆ พอมาได้ฟังแผ่นเสียงที่ผลิตในยุคแปดศูนย์ ได้ยินซาวด์ที่ศิลปินเขาอยากให้เราได้ยินแล้ว มันคือแผ่นเปลี่ยนโลกของเราเลยนะครับ เป็นเสียงที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต อย่างเสียงกลองนั้นจะนุ่มนวล เสียงสแนร์นี่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่แข็งกระด้างเหมือนการฟังจากซีดี พอหูได้ยินอย่างนั้นแล้วผมจึงเริ่มกลับไปค้นหาซาวด์ที่แท้จริงของยุคนั้นๆ ก็เริ่มต้นจากยุคแปดศูนย์นี่ล่ะครับ ทั้งเพลงไทยและเพลงต่างประเทศ เพลงที่เราคุ้นเคยจากการฟังซีดีนี่เปลี่ยนไปเลยนะครับหลังจากที่ฟังแผ่นเสียง

บุรินทร์อธิบายให้เราฟังง่ายๆ ว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างความเป็นอนาล็อกและดิจิตอลคือความแข็งกระด้างในเนื้อเสียงที่ใครๆ ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนซาวด์อนาล็อกคือสิ่งที่เป็นดนตรีจริงๆ ไม่มีการดัดแปลงหรือทำให้ไพเราะมากขึ้น เวลาฟังเราจึงรู้สึกเหมือนมีคนมาเล่นดนตรีสดให้เราฟัง ไม่เหมือนกับการฟังซีดีที่ยิ่งฟังยิ่งเหนื่อย การฟังแผ่นเสียงนี่ช่วยให้ผ่อนคลายครับ ผมสามารถนั่งนิ่งๆ เป็นเวลาสองชั่วโมงโดยไม่คุยกับใครได้เลย นั่นคือความสุขครับ

วงการที่เข้าง่าย แต่ออกยาก

บุรินทร์เริ่มต้นการฟังแผ่นเสียงจากเพลงที่ตัวเองชอบก่อน เมื่อเทียบกับเสียงจากซีดีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้วเขาจึงหันหลังให้กับซีดีอย่างไม่ไยดีเวลาอยู่บ้านผมฟังแผ่นเสียงอย่างเดียวเลยครับ แต่แผ่นเสียงจะมีข้อจำกัดของมันเองคือเครื่องเสียงยุคไหนก็จะเหมาะกับแผ่นเสียงยุคนั้น จริงอยู่ที่เครื่องเสียงยุคใหม่ๆ จะเล่นได้ทุกอย่าง แต่ถ้าคุณเริ่มได้ฟังเพลงเก่าๆ กับซาวด์ซิสเต็มที่ตรงยุคกัน คุณจะได้ยินเสียงที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายของคุณได้ยิน มันคือมู้ดของมันครับ ตอนเริ่มฟังใหม่ๆ คุณอาจจะไม่ซีเรียสอะไรมากนัก แต่พอได้เริ่มขุดลงไปลึกๆ แล้ว ทำความเข้าใจกับมันแล้ว คุณจะไม่สามารถฟังซีดีได้อีกเลยครับ

นอกจากความยุ่งยากที่เขาอธิบายมาแล้ว บุรินทร์ยังบอกว่าคนเล่นแผ่นเสียงต้องขยันและขวนขวายมากกว่าคนอื่นนิดหน่อยความขยันแรกเลยคือคุณต้องซ่อมเครื่องเสียงคุณบ่อยๆ ต่อมาคือคุณต้องขยันไปตามหาแผ่น ขยันทำความสะอาดแผ่น ขยันทำความสะอาดหัวเข็มทุกครั้ง ขยันปรับรอบให้ตรงตลอดเวลา และที่สำคัญคุณต้องขยันที่จะลุกขึ้นไปเปลี่ยนหน้าแผ่นเสียงทุกๆ สิบห้านาทีน่ะครับ ทั้งหมดทั้งมวลนี่คือความเหนื่อยนะครับ แต่มันเป็นความเหนื่อยที่ผมยอมแลก เพราะผมอยากฟังเพลงโปรดของผมในวิถีทางที่ดีที่สุดของมัน

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่ทำให้บุรินทร์หลงรักซาวด์วินเทจอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเห็นจะได้แก่แผ่นเสียงของบรมครูเพลงอย่างสุเทพ วงศ์กำแหงผมฟังเพลงของเขาตั้งแต่ผมอายุสิบกว่าขวบ ได้ฟังจากซีดีของคุณแม่นั่นล่ะครับ ตอนนั้นเขาอายุได้ห้าสิบกว่าๆ แล้ว พอผมได้ไปซื้อแผ่นเสียงในสมัยที่เขาอายุยี่สิบกว่าๆ เป็นสมัยที่เขาท็อปฟอร์มที่สุด หนุ่มที่สุด คุณภาพเสียงดีที่สุด ณ ขณะนั้นผมรู้สึกว่านี่คือไทม์แมชชีนเครื่องหนึ่งครับ เสียงของเขาพาเราย้อนเวลากลับไปในยุคนั้น รู้สึกเหมือนกับว่าน้ำลายเขากระเด็นใส่หน้าเลยครับ (หัวเราะ) สามารถบอกได้เลยว่ากลองตั้งอยู่ตรงไหน ไมค์อยู่ตำแหน่งไหน เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปนั่งดูคอนเสิร์ตจริงๆ เลยครับ

คุณค่าทางใจที่จับต้องได้

ผมมีแหล่งหาแผ่นเสียงทุกที่ทั่วโลกเลยครับบุรินทร์ยิ้มเมื่อพาเราเดินไปลงนั่งกลางแผ่นเสียงกองพะเนินที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเวลาไปที่ไหนก็ตามผมจะเผื่อเวลาประมาณ 20% ไปเดินหาแผ่นเสียง มันได้ความสนุกตอนไปคุ้ยหาแผ่นนี่ล่ะครับ นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เวลาจะฟังเพลงต้องเดินเข้าร้านขายซีดี ทาวเวอร์เรคคอร์ดส์ อะไรแบบนี้ ซึ่งเราจะได้มีโอกาสคุยกับคนที่ชอบฟังเพลงเหมือนกัน พอปัจจุบันการซื้อเพลงสะดวกมากขึ้น ความรู้สึกแบบนั้นก็หายไปหมด

เรื่องราวเบื้องหลังแต่ละแผ่นนี่ก็สำคัญนะครับเขากล่าวต่อ พลางหยิบแผ่นเสียงสุดรักออกมาวางตรงหน้าเราอย่างแผ่นพวงร้อยนี้ก็เป็นเพลงของท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์ (นามเดิมคือหม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ – สตรีไทยคนแรกที่เป็นนักประพันธ์เพลง) อาจจะไม่คุ้นชื่อนะครับ แต่เชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักเพลงบัวขาวแน่ๆ เพลงนี้เป็นเพลงที่คุณแม่ผมร้องกล่อมผมนอนทุกวันตั้งแต่ยังเด็ก ท่านเป็นผู้ประพันธ์ครับ เรียกได้ว่าแผ่นนี้เป็นแผ่นที่เปิดโลกเพลงวินเทจของผมเลย

ส่วนแผ่นนี้บุรินทร์หยิบแผ่นสีสันจัดจ้านโดดเด่นสะดุดตาออกจากกองแผ่นสุดหวงมีเรื่องราวกินใจมากๆ อยู่ครับ ในช่วงที่ผมเพิ่งเริ่มเก็บแผ่นเพลงลูกกรุง คุณแม่เข้ามาขอให้ผมไปหาเพลงภาวนาใจของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง มาให้คุณแม่ฟัง พอผมหามาได้นี่คือชอบมากเลยครับ อาร์ตเวิร์กเก๋สุดๆ ผมจำได้ว่าพอผมเปิดแผ่นนี้ให้คุณแม่ฟังเป็นครั้งแรก คุณแม่น้ำตาไหลทันที พอถามว่าร้องทำไม ท่านตอบว่า คิดถึงตอนสาวๆ ที่คุณแม่อกหักเป็นครั้งแรก (หัวเราะ) ผมถึงขั้นโอ้โห เพลงหนึ่งเพลงนี่สามารถนำความทรงจำกลับมาได้ขนาดนี้เลยทีเดียว

บุรินทร์เล่าเรื่องราวเบื้องหลังแผ่นเสียงต่างๆ ให้เราฟังอย่างออกรส เราซึมซาบได้อย่างรวดเร็วว่าความหลงใหลของเขานั้นคือของจริงไม่เคยคิดจะขายเลยครับเขาส่ายหน้าอย่างหนักแน่นผมมีความสุขกับกิจกรรมตรงนี้ ผมจะมีกลุ่มคนรักแผ่นเสียง เราจะมีวันนั่งฟังเพลงของพวกเรา ยกแผ่นเสียงกันมาคนละหนึ่งกระบะ ผลัดกันเปิดไปเรื่อยๆ นี่คือความสุข ไม่ขายไม่ว่า ผมไม่ให้ยืมด้วยนะครับ ถ้าใครอยากได้ ผมจะหาใหม่ให้ เพราะอย่างที่เห็น การหาแผ่นเสียงเหมือนกับเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตนะครับ ไม่ใช่กดเสิร์ชชื่อเพลงปุ๊บได้ฟังปั๊บ นี่มันต้องมีความพยายาม บางแผ่นใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีกว่าจะได้

แผ่นเพลงพระราชนิพนธ์สายฝนแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ใช้เวลาในการตามหาที่สุดแล้วครับเขายกตัวอย่างอย่างภาคภูมิใจกว่าจะได้แผ่นที่สวย สมบูรณ์ ไม่มีเสียงรบกวนเยอะๆ ใช้เวลานานมากจริงๆ มันไม่ใช่แค่ความพยายามเท่านั้นครับ เพราะในวงการแผ่นเสียง บางครั้งเงินก็ไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง ถ้าโอกาสไม่ประจวบเหมาะ ถ้าไม่รู้จักกับคนที่มี ถ้าไม่เคยทำคุณงามความดีให้กับเขา เขาก็ไม่มีวันขายให้เราครับ นี่ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความเหนื่อยในการเล่นแผ่นเสียงที่ผมยอมแลกครับ

หมุนตามโลก แต่คงความสุขในพื้นที่ส่วนตัว

อัลบั้มใหม่ของผมอัดด้วยวิธีการอนาล็อกอยู่หลายชิ้นเลยนะครับบุรินทร์เล่าแต่ไม่ทั้งหมดครับ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาและบุคลากรในยุคปัจจุบัน เพลงที่ออกมาแล้วอย่างสปอตไลต์’ ‘ขอโทษและเธอเท่านั้นเราอัดกลองด้วยระบบนี้ทั้งหมด

และในเมื่อระบบการอัดเพลงส่วนใหญ่ในโลกปัจจุบันกลายเป็นระบบดิจิตอลไปจนหมดแล้ว กระบวนการผลิตแผ่นเสียงที่เป็นอนาล็อกนั้นจะคงอยู่ได้อย่างไรก็อย่างว่าน่ะครับ สมัยก่อนกระบวนการอัดเพลงคือต้องอัดลงเทปรีลบุรินทร์อธิบายส่วนปัจจุบันอัดเข้าคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเพลงยุคใหม่ๆ ที่นำไปทำแผ่นเสียงนั้นไม่ใช่ระบบดั้งเดิมเลย มันต่างตั้งแต่กระบวนการอัดแล้ว ไฟล์ที่นำไปทำแผ่นเสียงก็คือไฟล์ที่ออกจากคอมพิวเตอร์และลดทอนความคมชัดไปเท่านั้นเองครับ ผมว่าอรรถรสที่ได้ฟังนั้นไม่เท่ากับยุคการผลิตแผ่นเสียงแบบดั้งเดิมหรอกครับ แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ โลกมันเปลี่ยนไปแล้วนี่เนอะ

ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเท่านั้นเองครับบุรินทร์สรุปการได้หาเพลงที่ตัวเองอยากฟังมานั่งฟังในสภาพแวดล้อมที่ผมชอบคือความสุขของผม ผมไม่ได้บอกว่าผมปฏิเสธซาวด์ดิจิตอลนะครับ เพราะเวลาขึ้นรถผมก็ฟังนะ เวลาไปต่างจังหวัดผมก็ยกลำโพงบลูทูธตัวเดียวไป มันสะดวกกว่ามาก แต่ถ้าถามว่าผมมีความสุขมากเท่ากับการได้ฟังแผ่นเสียงไหม มันเทียบไม่ได้ครับ ผมเห็นด้วยว่าการสตรีมมิ่งทำให้หนทางการฟังเพลงเข้าถึงง่าย ซึ่งพอมันง่ายเกินไป สุนทรียะบางประการก็หายไปด้วย ทั้งการควานหาแผ่น การได้มา การชื่นชมอาร์ตเวิร์ก และในที่สุดคือการได้ลงนั่งฟังเพลงเพราะๆ อย่างเต็มสูบ ดังนั้นถ้าให้ผมเลือก ผมจะเลือกในสิ่งที่ให้ความสุขกับผมมากกว่า อาจจะลำบากกว่านิดหน่อย จริงอยู่ที่ผมพร้อมจะหมุนไปกับโลก แต่พื้นที่ตรงนี้คือไทม์แมชชีนส่วนตัวของผมที่จะพาผมย้อนเวลากลับไปอย่างมีความสุข เท่านั้นเองครับ

LOVE, ETC.

เธอต้องรักตัวเอง และพร่ำบอกมันทุกวัน จากนั้นก็เริ่มเขียนถึงตัวเอง จุมพิตลงที่ริมฝีปาก ที่ตา หรือที่ไหนก็ได้หนึ่งในประโยคที่วิกตอร์ อูโก เขียนในจดหมายถึงภรรยาเก็บของเขา จูเลียต ดรูเอต์ ในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยผู้เคร่งครัดในศีลธรรม ความกลัว และกามารมณ์ วรรณศิลป์ในบทกลอนต่างถูกเปรียบเปรยซึ่งกันและกันแม้ว่าจะมันจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่นิดเดียว ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Louvre-Lens นิทรรศการหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับความรักถือกำเนิดขึ้นจากความใคร่รู้ ศึกษาผ่านหลักฐานกว่าพันชิ้น และตอกย้ำอารมณ์อันรุนแรงของมนุษย์ซึ่งถ่ายทอดกันมานานนับตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ ถ้าหากตอนนี้วิกตอร์ อูโก ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าไปดูงานนี้กันเถอะ

วุ่นวายใจอะไรอย่างนี้ นี่เป็นเพราะความรักใช่ไหม

เหมือนกับเสียงเพลงสดใสในฤดูร้อนที่เราชอบร้องในคาราโอเกะ หรือจะเป็นพระเอกหนุ่มอิตาเลียนหวีเปียก ขับ Alfa Romeo ในละครทีวี ความรักก็เช่นกัน ช่างสับสนวุ่นวายแบบที่ใครก็ยังไม่รู้ว่ากุญแจสำหรับทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน เหมือนเพลง Betty et Zorg จากภาพยนตร์เรื่อง Betty Blue ที่ยิ่งฟังยิ่งติดหู หรือจะเป็นความรักระหว่างปัญญาชนอย่างคู่ของชาร์ตกับโบวัวร์ และเอลัวอิสกับอเบลารด์ ที่ฟังเรื่องเล่าแล้วดูดีกว่าคู่ของฟรีดา คาห์โล กับดิเอโก ริเวรา เศร้าถึงทรวงกว่านี้ต้องยกให้แฮมเล็ตกับโอฟีเลีย และตำนานรักระหว่างเลย์ลากับมาจนัน ที่ถือเป็นโรเมโอกับจูเลียตของชาวตะวันออก ไม่ว่าความรักนั้นจะมาจากพระเจ้า เพราะโรแมนติก หรือสนิทใจกันในหมู่พี่น้อง รักคือความรู้สึกร่วมอันเป็นสากล คำถามจากเนื้อเพลงภาษาอิตาเลียนยุค 1980s ข้างต้นก็คงจะใช้ได้กับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงรสนิยมทางเพศและเรื่องส่วนตัวอื่นๆ เรียกว่ารักก่อกวนหัวใจนั้นเป็นเรื่องธรรมดาดั้งเดิมตั้งแต่โลกนี้ได้ถือกำเนิดมนุษย์ขึ้นมา การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พยายามอธิยายการกำเนิดขึ้นและโครงสร้างของความผูกพันทางอารมณ์ แม้นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะสืบค้นไปถึงสมองส่วนลิมบิกที่มีอยู่ในทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลาน แม้จะเข้าแล็บชำแหละกลีบสมองของมนุษย์อย่างเป็นจริงเป็นจังนานหลายชั่วโมงเพื่อหาคำตอบ เราก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเมื่อคิวปิดเล็งและยิงศรรักไปปักที่อก กระบวนการทำงานที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ อันที่จริงพวกรูปปั้นเทวดาเด็กตัวน้อยแบบศิลปะอิตาเลียนอาจจะช่วยให้เราพบคำตอบเกี่ยวกับความรักมากกว่ามีดปลายแหลมของนักประสาทชีววิทยาเสียอีกด้วยซ้ำ ถ้าเหตุผลของหัวใจคือความไร้เหตุผล เราอาจจะต้องใช้ศิลปะเข้ามาช่วย จะเป็นเพลงรักหรือรูปปั้นอันโด่งดังก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจอารมณ์แปลกวูบวาบที่กำเนิดมาพร้อมกับโลกใบนี้

มันคือความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิด

เพราะการตกหลุมรักคืออารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเลียนแบบกันได้ นิทรรศการนี้เลยดำเนินเรื่องราวตามลำดับเวลา คล้ายเพลงที่ค่อยๆ ดังขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและตัวแทนของความรักตั้งแต่ยุคโบราณจวบจนถึงปัจจุบัน ซีฟ กูราริเยร์ ภัณฑารักษ์ผู้หลงใหลในโปรเจ็กต์นี้มากๆ อธิบายเอาไว้ว่า สิ่งที่คุณจะได้เจออาจตรงข้ามกับสิ่งที่คิดไว้ เมื่อเรื่องราวแห่งความรักไม่ได้เริ่มขึ้นมาจากความสวยงาม กรอบความคิดโดยทั่วไปได้อิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตก แหล่งกำเนิดเรื่องราวปกรณัมทั้งอีฟและแพนดอรา เธอทั้งสองมาบรรจบกันตรงที่เป็นภาพแทนหญิงผู้โชคร้ายผู้นำพาความฉิบหายมาสู่มวลมนุษยชาติดั่งโรคห่า หลายศตวรรษก่อนที่เราจะรู้จักโรคเอดส์และกามโรค ความรักกลายเป็นเรื่องอันตรายไปเรียบร้อยแล้ว มีเพียงความบริสุทธิ์และกระบวนการทางศาสนาเท่านั้นที่ดูจะไร้มลทินจากเรื่องนี้ จนในบางครั้งเราอนุญาตให้ตัวเองหวาดกลัวและไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะรักอีกครั้ง ความบริสุทธิ์อย่างที่ว่านั้นสวยงามดั่งผ้าคลุมหน้าพระแม่มารีที่รูปปั้น Pietà หรือสวยงามดั่งผลงานแกะสลักที่ชื่อ Ecstasy of Saint Teresa ของเบอร์นินี ซึ่งตั้งอยู่ในโบสถ์ประเทศอิตาลี นับเป็นช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สังคมนั้นห่างไกลจากความฉาวโฉ่ในเรื่องเพศ การแบ่งครึ่งประเภทขาวกับดำแบบนี้อาจเป็นความตั้งใจที่จะหนีจากความรู้สึกหลอกหลอนในหมู่คนรักต่างเพศที่ไม่อยากมานั่งคิดวนเวียนว่าเมียกับโสเภณีนั้นต่างกันอย่างไร หรือสิ่งไหนดีกว่ากันระหว่างความบริสุทธิ์ผุดผ่องกับกามารมณ์ และนี่คือสิ่งที่ซีฟ กูราริเยร์ ให้ความสำคัญ จากความสุขสู่ความกล้าหาญ จากการประพฤติผิดในศีลธรรมสู่ความรักแบบโรแมนติก การท่องไปในโลกแห่งประวัติศาสตร์อาจทำให้รู้สึกว่าพวกเรากับเหล่าบรรพบุรุษนั้นไม่ได้ต่างกันเลย เราแชตกันในทินเดอร์เหมือนที่พระเจ้าเฮนรีที่ 4 ทรงเขียนจดหมายถึงพระนางมารี เดอ เมดิซี เราเต้นกันในคลับหรือในงานเลี้ยงสักแห่ง พลอดรัก มีความสุขแล้วก็กลับมาเศร้าไปตามเรื่องราว

จับมือผมให้แน่น และแนบชิดกันอีกสักครั้ง

เราพูดว่ารัก แสดงออกว่ารัก ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือนักประสาทชีววิทยา สิ่งแรกที่อยากทำคือเปิดเผยผ่านภาษากายครั้งหนึ่งคามิลล์ โคลเดล เจ้าของผลงานประติมากรรม La Valse เคยสร้างการโอบกอดเอาไว้จากความรักอย่างสิ้นหวังที่มีต่อโรแด็ง หรือเป็นสัญญะง่ายๆ เพียงการจับมือเหมือนรูปปั้นชาวอียิปต์ มุมมองของเหล่าศิลปินนั้นหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แน่นอนว่าพวกเขาสะท้อนภาพความรู้สึกที่มีอยู่ในตัวเองผ่านบริบททางสังคมอันมีวิวัฒนาการไปเรื่อย ชุดความคิดเกี่ยวกับความรักเหล่านี้ไม่ว่าจะมาจากสิ่งที่เห็นหรือได้ยินจะถูกสรุปอยู่ในนิทรรศการแห่งนี้ โดยจัดแสดงผ่านนวัตกรรมต่างๆ ในรูปแบบคุ้นชินและแปลกตาในระดับปฏิวัติวงการ ถ้าอ้างอิงจากศิลปินชาวฝรั่งเศสอย่างฟรองซัวร์ บูเชร์ และนิกิ เดอ แซงต์ฟาลล์ ผู้หญิงมักถูกนำเสนอในรูปแบบของความสุดโต่งไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม คำถามคือรูปภาพอิโรติกอย่างเช่นนางในฮาเร็มนั้นคือรูปธรรมของหญิงผู้เป็นที่รักจริงหรือไม่ ส่วนพวกศิลปินเอเชียนั้นมีคุณธรรมและเห็นคุณค่าในการมีอยู่ของเพศหญิงมากกว่าหรือเปล่า ทัศนคติในเรื่องความรักนั้นมีหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับจังหวะเต้นของหัวใจ หรืออย่างน้อยก็ระบบการทำงานในสมองส่วนลิมบิก หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 16 แฟนตาซีเรื่องเพศคือสิ่งที่ใครก็จินตนาการไม่ออก สังคมมีแต่ฉันทามติเรื่องความบริสุทธิ์อันดีงาม สิ่งต้องห้ามกลายเป็นรูปแทนขององคชาติ ซึ่งน่าจะรุนแรงมากกว่าความกังวลเรื่องการขายดิลโดอย่างเปิดเผยในปัจจุบันนี้ซะอีก หรือว่าความรักในฟากฝั่งของชาวตะวันตกจะแยกออกจากเรื่องความรุนแรงไม่ได้ ตามสันนิษฐานจากเพลงของเซบาสเตียง เตลลิเยร์ ที่เศร้าไปกว่านั้นก็อาจจะอ้างอิงได้จากแฮชแท็กล่าสุดที่ระบาดอย่างรวดเร็วในวงการบันเทิง จะรักมากหรือจะทำเพื่อรักมากเท่าไหร่ก็ตาม ความบ้าคลั่งก็มีจุดจบอยู่ดี เหมือนอย่างการจบชีวิตที่ทะเลทรายของมาจนัน บทกลอนของกิลโย อาโพลลิแนร์ และกอดหมอนนอนฝันไปกับความรักของ Zorg แต่จะคลั่งก็คลั่งสิ อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเองรักคนอื่นเป็น

SPECTROSYNTHESIS II – Exposure of Tolerance: LGBTQ in Southeast Asia

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับมูลนิธิซันไพรด์ พร้อมผู้สนับสนุนหลักอย่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยระดับภูมิภาคเอเชีย โดยนิทรรศการ ‘สนทนาสัปสนธิ (SPECTROSYNTHESIS II – Exposure of Tolerance: LGBTQ in Southeast Asia)’ นั้นเล่าถึงเรื่องราวความหลากหลายทางเพศ ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินกว่า 50 ชีวิตในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

REN Hang – China

REN Hang – China

งานครั้งนี้ถือเป็นนิทรรศการต่อเนื่องจากครั้งแรกอย่าง SPECTROSYNTHESIS – Asian LGBTQ Issues and Art Now ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยมูลนิธิซันไพรด์ ณ Museum of Contemporary Art กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เมื่อค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นมีศิลปินจากเอเชียตะวันออกเชื้อสายจีนกว่า 22 ชีวิตเข้าร่วมแสดงผลงาน

Samson YOUNG – Hong Kong

Sunil Gupta – India

ซึ่งเหตุผลในการมาจัดงานครั้งนี้ในกรุงเทพมหานคร ก็เพราะว่ากรุงเทพฯ เป็นมหานครในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นมิตรกับสังคม LGBTQ อย่างชัดเจน ดังนั้น ผลงานต่างๆ ที่เข้าร่วมจัดแสดงในครั้งนี้จะแตกต่างหลากหลาย (ตามความหลากหลายทางเพศ) ทั้งงานที่บ่งบอกประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวของศิลปิน ไปจนถึงงานวิพากษ์สิทธิมนุษยชน และความแตกต่างหลากหลายทางเพศ

Ming Wong – Singapore

Lionel Wendt – Sri Lanka

โดยนิทรรศการ ‘สนทนนาสัปตสนธิ’ จัดแสดงในห้องนิทรรศการหลักของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครทั้งชั้น 7 และชั้น 8 ตั้งแต่วันนี้ยาวไปจนถึง 1 มีนาคม

* หอศิลป์ฯ ปิดให้บริการทุกวันจันทร์

The Artist Is Present – GUCCI

Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์จาก Gucci และ Maurizio Cattelan ศิลปินชาวอิตาเลียน สองหัวเรือใหญ่แห่งศตวรรษจากทั้งสองวงการร่วมกันตั้งคำถามถึงเรื่องของการลอกเลียนแบบและการเปลี่ยนความฝันและจินตนาการที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้จริงผ่านผลงานการสร้างสรรค์ของพันธมิตรศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกภายใต้แนวความคิดเดียวกัน โดยนิทรรศการครั้งนี้ถูกริเริ่มและจัดขึ้นโดยคัตเตลัน และถูกขับเคลื่อนโดยมิเคเล โดยทั้งสองได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับความเป็นจริงในการนำเสนอในแง่มุมของศิลปะที่สามารถจับต้องได้จริงทั้งในแง่ของศิลปินผู้สร้างสรรค์และผู้เสพผลงาน

โดยศิลปินทั้งหมดกว่า 30 ชีวิตจากทั่วโลกรวมถึงศิลปินจีนที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ต้องการที่จะนำเสนอเรื่องราวของการลอกเลียนแบบ การทำซ้ำ การรื้อถอนและประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกดูแคลนเสมอไปหรือไม่ หรือว่าค่านิยมของการลอกเลียนแบบนั้นถ้ามองจากในอีกมุมมันคือการรักษางานของต้นฉบับไว้ไม่ให้สูญหาย และมีคุณค่าในแง่ของศิลปะการสร้างสรรค์ไม่ต่างจากผลงานต้นแบบ

โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา โดยการทำซ้ำโดยเก็บรักษาต้นฉบับไว้นั้นเป็นหลักการค่านิยมที่ริเริ่มกระทำกันก่อนหน้านี้ในงานศิลปะของฝั่งยุโรปด้วยซ้ำไป ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้จึงมีกระบวนการคิดและสร้างผลงานภายใต้โจทย์ความคิดการลอกเลียนแบบสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

โดยเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผลงานที่เรารับรู้ว่าเป็นต้นฉบับนั้นไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว เฉกเช่นเดียวกับผลงานของ Gucci ที่ผ่านมาภายใต้การสร้างสรรค์ของมิเคเลที่ได้ผสมผสานเอาแรงบันดาลใจที่มีอยู่แล้วตามวัฒนธรรมต่างๆ จากทั่วโลกผนวกเข้ากับผลงานการออกแบบของตัวเองเช่นนี้เรียกว่าการลอกเลียนแบบหรือไม่

หรือสิ่งที่มิเคเลกำลังสร้างสรรค์อยู่นั้นเป็นการเก็บรักษาข้อมูลทางวัฒนธรรมของโลกผ่านผลงานศิลปะที่เป็นรูปธรรมในรูปแบบที่เราเรียกว่าเครื่องแต่งกายนั้นจึงตอกย้ำไปอีกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนร้อยเรียงเล่าเรื่องต่อเนื่องกันแม้กระทั่งโลกของแฟชั่นและโลกของศิลปะที่ผสมผสานกันอย่างไร้รอยต่ออย่างสิ้นเชิง

การคัดลอกผลงานเปรียบเสมือนการหมิ่นประมาท การไม่เคารพต่อพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงการรับรู้ของสิ่งที่มีอยู่อย่างมีนัยสำคัญคือคำกล่าวของคัตเตลันต่อนิทรรศการครั้งนี้ ถ้าไม่นับรวมความย้อนแย้งและการเสียดสีต่อนิทรรศการในครั้งนี้ที่ได้ไปจัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่ง เวลานี้นับเป็นแหล่งขุดทองแห่งใหม่ของโลก รวมไปถึงยังเป็นประเทศที่มีปริมาณการบริโภคอย่างมหาศาล การแสดงความเคารพต่อกันทั้งในแง่ของวัฒนธรรมที่แตกต่างและในมุมของความเป็นมนุษย์นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะศิลปะคือภาษาสากลที่ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ มากั้นนั่นเอง

The Artists on show:

John Ahearn (with Rigoberto Torres), John Armleder, Nina Beier, Brian Belott, Anne Collier, Jose Dávila, Wim Delvoye, Eric Doeringer, Sayre Gomez, Andy Hung Chi-Kin, Matt Johnson, Jamian Juliano-Villani, Kapwani Kiwanga, Ragnar Kjartansson, Josh Kline, Louise Lawler, Margaret Lee, Hannah Levy, Lu Pingyuan, Ma Jun, Nevine Mahmoud, Aleksandra Mir, Pentti Monkkonen, Philippe Parreno, Jon Rafman, Mika Rottenberg, Reena Spaulings, Sturtevant, Superflex, Oscar Tuazon, Kaari Upson, Danh Vo, Gillian Wearing, Lawrence Weiner, Christopher Williams, XU ZHEN®, Yan Pei-Ming, Damon Zucconi

โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abramović Institute ณ bacc

อาจจะช้าไปหน่อย แต่เราสารภาพว่า เรารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ Marina Abramović เป็นครั้งแรกจากงาน The Artist Is Present ของเธอที่จัดแสดง ณ MoMA กรุงนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2010 ที่เปิดโอกาสให้คนดูมานั่งสบตาเธอเป็นระยะเวลาหนึ่ง และสิ่งที่ทำให้เราสนใจคือ การปรากฏตัวของ Ulay อดีตคู่รักและเพื่อนร่วมงานสุดอื้อฉาวของเธอนั่นเอง

หลังจากนั้น เราก็ไปเสิร์ชหาผลงานการแสดงเก่าๆ ของเธอ (กับ Ulay) และค่อยๆ ทำความรู้จักกับเธอผ่านยูทูบ และเฟสบุค ซึ่งก็สารภาพ(อีกครั้ง)ว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจกับอะไรต่อมิอะไรที่เธอแสดงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก และเราก็แอบโบ้ยเบาๆ ว่าเหตุผลที่เราไม่เข้าใจนั้น ก็เพราะว่าเราเสพงานศิลป์เหล่านั้นผ่านแชนแนลยูทูบ ไม่ได้เห็นการแสดงดังกล่าวสดๆ ต่อหน้านั่นเอง

ดังนั้น เมื่อมีการประกาศงาน Bangkok Art Bienale 2018 ขึ้นโดยมีการโหมโรงว่าจะมารีน่าและลูกศิษย์จะมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เราก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและตีตั๋ว (ฟรี) ไปเฝ้าเพอร์ฟอร์แมนซ์ A Possible Island? ทุกวาระและโอกาสที่จะพอเป็นไปได้ในทันที

การแสดงครั้งนี้คือเพอร์ฟอร์แมนซ์ต่อเนื่องจาก 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute ใช้กระบวนการ The Abramović Method แสดงต่อเนื่องเพื่อนำพาผู้ชมเข้าสู่ห้วงเวลาคู่ขนานที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ โดยมีแก่นกลางที่เชื่อว่าภายในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของห้วงเวลาและชุดข้อมูลในปัจจุบั้นนั้น ทำให้ห้วงเวลาในชีวิตของเราถูกแทนที่ด้วยความกลัวต่างๆ ทั้งกลัวความเดียวดาย กลัวไม่มีที่ทางในสังคม และกลัวที่จะคิดนอกกรอบ

การแสดง A Possible Island? จึงชวนคุณมาให้ความสำคัญกับ ‘ห้วงเวลา’ ปัจจุบันผ่านการหายใจ การควบคุมสติ และการใช้ ‘เวลา’ แต่ละวินาทีอย่างพินิจพิเคราะห์ผ่านการตีความของศิลปินทั้งแปดชีวิต ซึ่งการแสดงนี้จะแสดงอย่างต่อเนื่อง และผู้ชมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการแสดง ส่วนการตีความของการแสดงแต่ละชุดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชม ณ ห้วงเวลานั้นอย่างแท้จริง

ตัวเราเอง หลังจากได้เข้าๆ ออกๆ การแสดงชุดนี้หลายต่อหลายครั้ง เราได้สัมผัสประสบการณ์อันหลากหลายที่อธิบายได้ยาก สิ่งที่ปรากฏในหัวเราคือวลีที่เราเคยได้ยินจากไหนสักที่ว่า ‘Good art should disturb the comfort, and comfort the disburbed. – ศิลปะที่ดีควรจะกระตุ้นเราผู้ที่เฉื่อยชา และปลอบประโลมผู้ที่สับสน’ เพราะไม่ว่าเราจะเข้าไปในงานด้วยอารมณ์ใดก็ตาม เราจะกลับออกมาด้วยอารมณ์ขั้วตรงข้ามเสมอ นอกจากนั้น มันยังทำให้เราคิดถึงความอึดอัดตอนที่เราดูภาพยนตร์เรื่อง The Square (2017) เพราะความคับข้องใจ ความไม่เข้าใจ และความเร่งเร้ารุนแรงของงานเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดูเหมือนจะล้อเล่นกับโสตประสาตการรับรู้และกรอบคิดของสังคมของเราจนกระทั่งกระตุ้นอารมณ์หวาดกลัว และไม่มีที่มีทางในสังคมจำลองบนชั้น 8 ณ หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัมผัสมนตรา เสน่ห์ และความหลอนของการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์แบบต่อเนื่องของ 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute (MAI) ณ ห้องโถงชั้น 8 หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่จะแสดงถึงวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

Photo credit: BACC/Jukkrit.H

Japanese Tradition Indigo Fabric Straps เมื่อเอกลักษณ์ของผ้าอินดิโกถูกมาอยู่ในรูปแบบสายรัดนาฬิกาข้อมือที่เรารัก

Prada‘s inflatable stool เปิดพรีออเดอร์เก้าอี้ลมปราด้าคอลเลคชั่นSS19

Pradamalia : ครอบครัวใหม่ของพราด้าพร้อมสมาชิกสัตว์ประหลาดสุดลึกลับต้อนรับช่วงเทศกาลคริสต์มาส

Banksy เมื่อผลงานที่ฮือฮาไปทั่วโลกได้ถูกเปิด ” Lov Is In The Bin “