MOTIF ชวนสัมผัส “Dutch Design” ผลงาน 5 แบรนด์ระดับโลก โชว์ความเรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยดีไซน์และรายละเอียดจากเนเธอแลนด์

MOTIF (โมทีฟ) โชว์รูมดีไซเนอร์นำเข้าระดับลักชัวรี่ ผู้นำด้านรสนิยมและดีไซน์เหนือระดับ ชวนผู้ที่หลงใหลในเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้าน สัมผัสกับผลงานออกแบบจากแบรนด์ดังและดีไซเนอร์ระดับโลกในงาน “Dutch Design” (ดัตช์ ดีไซน์) เพื่อให้แฟนๆ ของ MOTIF และผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะและการออกแบบ ได้ทำความรู้จักเทรนด์งานออกแบบที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลกในขณะนี้ ผ่านผลงานดีไซน์จาก 5 แบรนด์ชั้นนำจากประเทศเนเธอแลนด์ที่มีส่วนในการผลักดันให้ Dutch Design กลายเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสม นักออกแบบตกแต่ง และผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งบ้านทั่วโลก ได้แก่ Moooi, Artifort, Linteloo, Ilfari, Leo Lux และ Functionals

สำหรับคำว่า “Dutch Design”นั้น ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในปี 1993 ที่มิลานหลังจากกลุ่มดีไซน์เนอร์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้นำโปรดักต์ไปจัดแสดงที่การจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์นานาชาติที่เมืองมิลาน และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากนักข่าวและผู้ชม ที่พากันเรียกขานถึงกลุ่มดีไซเนอร์รุ่นใหม่จากเนเธอร์แลนด์และผลงานของพวกเขาในภาพรวมว่า “Dutch Design” ก่อนที่จะกลายเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมการออกแบบที่โดดเด่นที่สุดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 และทรงอิทธิพลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ความโดดเด่นของ Dutch Design คือความเรียบง่าย มินิมัล แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของการทดลอง นวัตกรรม ความแหวกแนวเหนือกฏเกณฑ์และอารมณ์ขัน โดยเน้นในเรื่องของการใช้สีสัน รูปทรง และวัสดุพื้นผิวเพื่อสร้างความแปลกใหม่และโดดเด่นสะดุดตา และเทคนิคอย่างการจับสิ่งที่ตรงข้ามกันมาหลอมรวมอยู่ในชิ้นเดียวกัน โดยยังคงยึดมั่นในเรื่องของความเรียบง่ายและฟังค์ชั่นการใช้งานในทุกๆวัน 

ดีไซเนอร์ดัตช์ที่มีชื่อดังเป็นที่รู้จักทั่วโลกและเป็นผู้บุกเบิกของ Dutch Design อาทิเช่น Marcel Wanders, Piet Boon, Jan te Lintelo, โดยในนิทรรศการ Dutch Design ครั้งนี้ MOTIF ได้จัดแสดงผลงานจาก Moooi และผลงานจากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Artifort, Linteloo, Leolux, Ilfari และ Functionals.

Moooi เกิดขึ้นจากพลังสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง Marcel Wanders และ Casper Vissers เมื่อปี 2001 โดยนอกจากจะผลิตงานของตัวเองโดยเน้นเรื่องความแปลกใหม่ สร้างสรรค์ คาดไม่ถึง แต่กลับลุ่มลึกและรุ่มรวยในเรื่องราวทางวัฒนธรรมบนพื้นฐานของความเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่ใช้ได้จริงในทุกๆ วันแล้ว  Moooi ยังเปิดทางให้นักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ได้มีโอกาสทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง และไม่เคยหยุดมองหาไอเดีย แนวคิด และวัสดุที่ไม่เหมือนใคร ผลงานออกแบบของ Moooi มีทั้งอุปกรณ์ให้ความสว่าง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับ ที่ไม่เพียงสะท้อนบุคลิกและรสนิยมของผู้ใช้ได้ แต่ยังเต็มเต็มความสวยงามและความสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ให้กับทุกพื้นที่

Artifort ก่อตั้งเมื่อปี 1890 โดย Jules Wagemans โดยเริ่มต้นจากธุรกิจผ้าหุ้มเบาะต่างๆ ก่อนที่จะขยับขยายมาเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในรุ่นของลูกชาย ก่อนที่จะมีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ตั้งแต่โลโก้ ชื่อแบรนด์ไปจนถึงดีไซน์ที่หันมาเน้นฟังค์ชั่น ความสบาย คุณภาพและดีไซน์ที่สวยงาม รวมไปถึงวัสดุที่แปลกใหม่ ซึ่งแข็งแรง ทนทาน สบายและง่ายในการผลิต ในปัจจุบัน Artifort ทำงานกับดีไซเนอร์รุ่นใหม่มากมาย โดยยึดปรัชญาในการสร้างความเป็นไปได้ให้กับทุกไอเดียด้วยเทคนิคในการผลิตชั้นสูง งานฝีมือโดยช่างผู้มีความชำนาญ และคุณภาพที่คงทนตลอดชั่วชีวิตการใช้งาน

LINTELOO เกินจากความหลงใหลในงานดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ของ Jan te Lintelo โดยยึดปรัชญาเรื่องความสะดวกสบายของการใช้ชีวิตที่หรูหรา เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ให้แสงสว่าง ไปจนถึงพรมของแบรนด์ล้วนสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่าย แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและสนุกของการใช้ชีวิตอย่างไร้ข้อจำกัด ความหรูหราเหนือระดับของงานดีไซน์จาก LINTELOO หล่อหลอมขึ้นจากมุมมองของนักออกแบบระดับโลก วัสดุคุณภาพสูง เทคนิกการผลิตด้วยมือโดยช่างฝีมือมากประสบการณ์ และบริการคัสตอมสินค้าทุกชิ้นตามความต้องการและรสนิยมของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้มีความสุขกับชีวิตและเฟอร์นิเจอร์ที่สะท้อนตัวตนของตัวเองจริงๆ

ILFARI เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ที่หลงใหลงานดีไซน์ด้วยผลงานอุปกรณ์ให้แสงสว่างที่งดงามชวนหลงใหล ด้วยวัสดุไฮเอนด์จากยุโรปและงานออกแบบแหวกแนวสไตล์ดัตช์ ด้วยแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก ถ่ายทอดผ่านมุมมองของนักออกแบบจากทั่วทุกประเทศรวมไปถึงศิลปินเพลงแดนซ์ จนก่อเกิดเป็นอุปกรณ์ให้ความสว่างที่ร่วมสมัย และโดดเด่นมีคาแรคเตอร์ แต่หรูหราด้วยเทคนิคการผลิตด้วยมือทั้งชิ้นจากโลหะคุณภาพสูงสุด แก้วและครัสตัลจาก Swarovski® เพื่อให้การตกแต่งพื้นที่ยังคงพร้อมด้วยความหรูหรา แต่ซุกซ่อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเอง ฉีกออกจากรอบกฏเกณฑ์เดิมๆ และสนุกสนานด้วยจินตนาการใหม่ๆ

ผลงานออกแบบของ ILFARI

FUNCTIONALS จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในรูปแบบของร้านค้าออนไลน์เมื่อปี 2009 ด้วยโปรดักต์อย่างเชิงเทียนรุ่น Bonsai โคมไฟตั้งพื้นรุ่น Swivel คอลเล็กชันของ Functionals ค่อยๆ เติบไปไปสู่โต๊ะ ที่นั่ง ชุดรับประทานอาหาร อุปกรณ์ให้แสงสว่างและของประดับตกแต่ง ออกแบบเป็นพิเศษโดยดีไซเนอร์ที่มรีไอเดียล้ำสมัย และผลิตอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอนจากโรงงานเล็กๆ ในยุโรปที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โปรดักต์ของ Functionals ผสมผสานแนวคิดในการออกแบบที่แหวกแนวและคาดไม่ถึงเข้ากับสุนทรีและงานฝีมือและการใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบรรจุหีบห่อและจัดส่งสินค้า เพื่อประสบกาณ์การใช้งานที่ประทับใจที่สุด

พบกับเฟอร์นิเจอร์ “Dutch Design” กับความเรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยลูกเล่นซิกเนเจอร์ดีไซเนอร์จากเนเธอแลนด์ ได้ที่ MOTIF Showroom ชั้น 4 เซนทรัลเอมบาสซี่  โทร 02 160 5984  www.motifartofliving.com 

เท่แบบมีฟังก์ชั่น และไม่ต้องกลัวหูฟังหาย ต่างหูคล้อง Airpods จาก Mara Paris

เท่แบบมีฟังก์ชั่น หูฟัง apple Airpods น่าจะเป็นหูฟังโปรดของหลายๆคนด้วยไซส์และดีไซน์ที่ลงตัว Mara Paris แบรนด์จิวเวลรี่จากฝรั่งเศสจึงของดีไซส์ accessories เงินแท้คล้องหู ที่ใช้ได้กับทั้ง Airpods และ Airpods Pro ครับเรียกได้ว่าทั้งเท่และป้องกันการหายของหูฟังคู่สวยได้พร้อมๆกัน!

สัมผัสสุดหรูจาก Hermès Maison

ความประณีตจาก Maison ของ Hermès คอลเลกชั่นเครื่องเรือนสุดพิเศษที่นำมาจัดแสดงในบูติกแอร์เมส Icon Siam ไม่ว่าจะเป็นชุดโต๊ะอาหาร Équilibre d’Hermès ที่ออกแบบโดย Jasper Morrison หรือชุดโต๊ะข้าง Les Trotteuses d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊ค หน้าโต๊ะทำจากพอร์ซเลน แม้แต่โต๊ะเกมส์ Atout d’Hermès ก็ล้วนบ่งบอกถึงงานสร้างสรรค์อันสุดพิเศษจากแอร์เมส

ผลงานของ Jasper Morrison ตรงกับปรัชญาการออกแบบของแอร์เมสที่ให้ความหรูหราซ่อนอยู่ในรูปทรงที่เรียบง่าย วัสดุที่คัดสรรค์มาอย่างสุดพิเศษ รวมทั้งรายละเอียดของดีไซน์ที่ตอบสนองเรื่องการใช้สอย ทุกเส้นโค้งตอบสนองต่อการสัมผัส ให้ความสบาย โอบอุ้มผู้ที่ใช้สอยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ เส้นสายที่ลื่นไหลดูเบาพร้ิว แต่ซ่อนความแข็งแรงไว้ วัสดุอย่างไม้โอ๊คที่แข็งแกร่งถูกกลึงให้มนไม่ใช่แค่ให้สัมผัสที่ลื่นไหล

แต่เส้นโค้งของดีไซน์ทำให้สัมผัสได้ด้วยอารมณ์ที่อ่อนโยน เราจะเห็นความโปร่งเบาและความลื่นไหลของเส้นโครงสร้างของดีไซน์ เบาะหนังที่ฟอกให้ผิวนิ่มลื่นให้ความสบายต่อการนั่งแต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ดูเป็นส่วนเกินของเก้าอี้ นี่คืออีกหนึ่งดีไซน์ที่เราสัมผัสได้ด้วยสายตาและการจับต้องเพื่อจะรับรู้ถึงความพิเศษอย่างแท้จริง

ชุดโต๊ะข้าง Les Trotteuses d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊ค หน้าโต๊ะทำจากพอร์ซเลนทำลวดลายที่เป้นเอกลักษณ์ของแอร์เมส ขาโต๊ะสามารถพับได้ ส่วนที่เป็นสายหนัง(bridle leather)เย็บตะเข็บด้วยมือ โดยโต๊ะข้างสามตัวนี้มีความสูงที่แตกต่างกัน แต่แยกใช้สอยเป็นตัวๆ ได้ หรือจะนำมาจัดเป็นกลุ่มก็ได้เช่นกัน


Hippodrome d’Hermès ออกแบบโดย Normal Studio เป็นโต๊ะกลาง(coffee table)สำหรับชุดรับแขก โครงสร้างเป็นไม้โอ๊คเนื้อแข็ง โดยหน้าดต๊ะเป็นไม้โอ๊คที่กรุด้วยวีเนียร์ไม้โอ๊คเคลือบมัน แผ่นหน้าโต๊ะด้านล่างเป็นไม้โอ๊คแต่กรุด้วยหนังเน้นความประณีตของการประกอบโดยเราจะเห็นการเว้นขอบให้เห็นเป็นไม้โอ๊ครอบๆ แผ่นหนังที่สุดประณีต เทคนิคนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของช่างที่รู้จักกับคุณสมบัติของหนังอย่างแท้จริง


โต๊ะเกมส์ Atout d’Hermès โครงสร้างเป็นไม้โอ๊คทำสีเข้ม โดยมีหน้าโต๊ะเป็นแผ่นเกมส์ทำจากหนัง 2 แบบสำหรับการเล่นหมากรุกและแบ็คแกมมอน โดยหน้าโต๊ะนี้จะยกเปลี่ยนสลับกันได้ และยังใช้เล่นเกมส์อื่นๆ ได้ โดยด้านในเมื่อยกหน้าโต๊ะออกจะมีช่องบรรจุอุปกรณ์เล่นเกมส์ต่างๆ อีก 2 ชั้น ทุกอย่างออกแบบมาอย่างพิเศษทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นการ์ดที่เดินขอบกระดาษด้วยโลหะเงิน ลวดลายของการ์ดก็เป็นลายม้าของแอร์เมส เบี้ยทำจากแผ่นหนังที่นำมาเรียงซ้อนกันให้ได้ขนาดมีการเอ็มบรอซเป็นสัญญลักษณ์ต่างๆ ตัวเบี้ยและขุนสำหรับหมากรุกกลึงจากไม้โอ๊คทำสีเข้มอ่อนให้แตกต่างกัน แต่เน้นความงามของลายไม้และรูปทรงของตัวหมากรุกที่มีเมหือนประติมากรรมสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีกล่องสำหรับทอยลูกเต๋าทำจากหนัง การ์ดทาโร่ต์ รวมทั้งลูกเต๋าที่กลึงจากไม้โอ๊คสวยงาม

อีกชิ้นหนึ่งที่เราจะเห็นประวัติศาสตร์อันยาวนานของความพิเศษแห่งแอร์เมส นั่นก็คือ Jean-Michel Frank furniture ออกแบบโดย Hermès ซึ่งเป็นโซฟาตัวหนารูปทรงเหลี่ยมแต่มีความนุ่มและนั่งสบายมาก ขาเป็นไม้โอ๊ค โซฟานี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของแอร์เมสเกี่ยวกับเครื่องหนัง เพราะ ฌอง-มิเชล ฟรังค์ คือนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่มีชือ่เสียงในต้นศตวรรษที่ 20 เขาบุกเบิกงานสไตล์อาร์ตเดโคและโมเดิร์น เขาเลือกใช้หนังรวมทั้งทักษะการทำเครื่องหนังของแอร์เมสมาสร้างผลงานของเขา เมื่อแอร์เมสมีคอลเลกชั่นเครื่องเรือนก็ได้นำเอาดีไซน์ของเขามาสานต่อ อย่างโซฟาตัวนี้เราจะเห็นการเย็บตะเข็บของหนังแต่ละผืนอย่างสุดประณีตเฉกเช่นเดียวกับการเย็บอานม้าที่แอร์เมสเชี่ยวชาญนั่นเอง และหนังสีน้ำตาลทองแบบนี้ก็คือหนังชนิดเดียวกับที่ทำกระเป๋าสุดคลาสสิกของแอร์เมสนั่นเอง
สามารถชมคอลเลกชั่นสุดพิเศษของแอร์เมสได้แล้วที่บูติก Icon Siam จนถึงปลายเดือนหน้า แต่สำหรับดีไซน์ของแอร์เมสนี้สามารถสั่งได้ตลอดที่บูติกแอร์เมส

ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ ตำนานประชันเส้นสีและฝีแปรงของครูช่างยุคต้นกรุง

ตำนานคือเรื่องเล่าที่อาจจะมีเค้าความจริงหรือเป็นเรื่องเล่าสืบๆ กันมาซึ่งย่อมจะผิดเพี้ยนไปตามปากผู้เล่า แต่จะมีตำนานใดที่เกี่ยวกับช่างเขียนระดับบรมครูของไทยที่มีสีสันเท่ากับการประชันฝีมือระหว่างครูทองอยู่กับครูคงแป๊ะ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง แม้จะมีหลักฐานให้สืบค้นถึงตัวตนเพียงน้อยนิด ฝากไว้แต่ผลงานจิตรกรรมบนผืนผนังให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมถึงอัจฉริยภาพของครูทั้งสอง

ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ การสร้างบ้านบำรุงเมืองให้พระนครแห่งใหม่ที่อยู่ตรงข้ามกับกรุงธนบุรีเป็นไปอย่างคึกคักเพื่อให้สมกับชื่อกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ ให้สมเป็นเทพสร้าง และคนยุคต้นกรุงหลายต่อหลายคนย่อมเคยเห็นความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยามาก่อน

พระมหากษัตริย์ต้นบรมราชจักรีวงศ์ทรงอุทิศพระวรกายทะนุบำรุงบ้านเมืองและพระศาสนา ไม่แต่เฉพาะขอบเขตกำแพงพระนคร แม้แต่ฝั่งกรุงธนบุรี ที่เป็นที่ตั้งรกรากของพระญาติต่างๆ วัดไหนที่เก่าแก่ทรุดโทรมก็ให้มีการบูรณะ อย่างวัดทองริมคลองบางกอกน้อย ที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่ามาก่อน ในสมัยพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงให้ขุดคลองลัดเพื่อย่นระยะการเดินทาง ปัจจุบันคลองลัดได้กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหญ่แทน ถ้าเราจะเห็นวัดเก่าแก่สืบได้จนสมัยกรุงศรีฯ ตามเส้นทางคลองบางกอกน้อย คลองชักพระ และคลองบางกอกใหญ่ ก็ไม่แปลก เพราะนี่คือเส้นทางแม่น้ำสายเดิมนั่นเอง

หลักฐานหนึ่งของการเป็นจิตรกรเอกยุคต้นกรุงของครูทั้งสองท่านคือบรรดาศักดิ์ที่ได้รับพระราชทาน ครูทองอยู่ได้เป็นหลวงวิจิตรเจษฎา ส่วนครูคงแป๊ะเป็นกรมหลวงเสนีบริรักษ์ ไม่เพียงแต่ผลงานที่ปรากฏและเสียงชื่นชมที่ได้รับจนมีลูกศิษย์และด้อมของแต่ละคนศรศิลป์ไม่กินกันไปโดยปริยาย เพราะครูก็ไม่วิสาสะกัน ด้อมแต่ละฝ่ายก็สรรเสริญเมนตนและเสียดสีเมนฝ่ายตรงข้าม ยิ่งกระพือโหมให้สองครูห่างเกินจนแม้แต่ลูกศิษย์ลูกหาเจอครูของอีกฝ่ายก็ไม่ไหว้ไม่เคารพ

จริงๆ แล้วครูทองอยู่คงจะมีอาวุโสกว่า และครูคงแป๊ะคงเป็นรุ่นใหม่มาแรง ถ้าจะเปรียบครูทองอยู่คือศิลปินยุคเรอเนสซองส์ แต่ครูคงแป๊ะคือยุคแมนเนอริสม์ ทั้งสองยุคนี้ต่อเนื่องกัน อย่างงานจิตรกรรมของมิเคลันเจโล ผลงานส่วนใหญ่ของเขายืนยันถึงความรุ่งเรืองของยุคเรอเนสซองส์ แต่ผลงานหลังๆ ของเขาจะแหวกขนบเดิมๆ เน้นกล้ามเนื้อหรือการจัดวางท่าที่บิดเหมือนผิดธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้วเป็นการสร้างความรู้สึกร่วมกับภาพนั้นๆ ไม่เน้นความสวยแบบสมมติเทพเช่นเดิม

ครูทองอยู่จะวาดภาพตามขนบจิตรกรรมไทยดั้งเดิมอย่างเด่นชัด มีแบบแผน เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ การวางท่าทางแบบนาฏลักษณ์ และเป็นงานไทยคลาสสิก ครูนิยมวาดภาพเนมิราชชาดก ซึ่งเป็นเรื่องพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นกษัตริย์เนมิราชที่บำเพ็ญอธิษฐานบารมี ได้ไปเยี่ยมนรกสวรรค์และกลับมาเล่าให้ปวงราษฎร์เพื่อให้พวกเขาประพฤติตัวอยู่ในธรรม ส่วนครูคงแป๊ะจะแหวกขนบตั้งแต่การนำเอาชาวต่างชาติเข้ามาเป็นส่วนเสริมให้ตัวเด่นที่เป็นแบบขนบไทยดั้งเดิมดูโดดเด่นยิ่งขึ้น การจัดวางองค์ประกอบเน้นเส้นที่เคลื่อนไหว แม้จะบิดผิดจากธรรมชาติ แต่กลับมีพลังพวยพุ่ง หรือแม้แต่การแบ่งเนื้อเรื่องในภาพแทนที่จะใช้เส้นสินเทา แต่ใช้กระบวนและขบวนของผู้คนในภาพแทรกสลับกับทิวเขาและต้นไม้หรือป่า ให้ความรู้สึกเป็นงานแบบสากล ถึงแม้จะไม่มีจุดทัศนียภาพ (perspective) ตามแบบงานตะวันตก แต่ก็รู้สึกได้ถึงความใกล้ไกลหรือระยะในภาพจากการวางองค์ประกอบของจุดเด่นและจุดรอง ภาพกระบวนการสัประยุทธ์นั้นมีความเคลื่อนไหวดึงดูดสายตา ทำให้เราไม่ได้สนใจว่าภาพนี้ไม่ได้มีการจัดวางองค์ประกอบแบบสมมาตรเลย

แล้วก็มาถึง ณ จุดไฮไลท์ของการประชันฝีมือ นั่นก็คือที่วัดทองที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ริมคลองบางกอกน้อย รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ พระราชทานชื่อว่า ‘วัดสุวรรณาราม’ สมเด็จกรมพระราชวังมหาสุรสิงหนาททรงสร้างเมรุหลวงใช้ในการพระราชทานเพลิงศพเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ที่นี่ด้วย และใช้จนถึงรัชกาลที่ 4

ในรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดสุวรรณาราม และครั้งนี้เองที่ให้ช่างเขียนภาพฝาผนังในพระอุโบสถ โดยรวบรวมเอาช่างฝีมือชั้นครูของสยามมาทำงานนี้ แน่นอนว่าต้องมีครูทั้งสองท่านนี้ด้วยเพราะเป็นช่างที่โปรด มีเรื่องเล่าว่าคงแป๊ะฆ่าคนไม่ติดคุก เพราะความเป็นคนอารมณ์หุนหันและชอบดื่มสุรา ครั้งหนึ่งครูคงแป๊ะมีเรื่องวิวาทและพลั้งมือทำให้คู่อริเสียชีวิต โทษหนักนั้นไม่แน่ว่าถึงประหารชีวิตหรือไม่ แต่รัชกาลที่ 3 พระราชทานอภัยโทษด้วยเสียดายว่าเป็นคนมีฝีมือ แต่เรื่องฉาวนี้ทำให้ครูคงแป๊ะเสียชื่อเสียง จนคนไม่เรียกครู เรียกแต่คงแป๊ะเฉยๆ

ในเมื่อด้อมแต่ละฝ่ายกังขากันนักว่าฝีมือใครเหนือใคร ผนังด้านซ้ายของพระประธานในโบสถ์วัดทองจึงเป็นที่ประชันฝีมือแบบกั้นม่าน ผนังนั้นอยู่ติดกันเว้นด้วยช่องหน้าต่าง ห่วงโลหะที่ใช้ติดม่านนั้นก็ยังมีเหลือร่องรอยอยู่ ซึ่งเราเห็นห่วงเหล็กคร่ำสนิมนั้นก็น่าจะเป็นหลักฐานว่าเรื่องกั้นม่านเขียนภาพนี้น่าจะจริง

ครูทองอยู่เลือกเขียนภาพเนมิราชที่เน้นเส้นสายของภาพที่งดงามวิจิตร การวางท่าทางตัวละครในภาพอ่อนช้อยงดงามตามลีลานาฏลักษณ์ ฝีมือการตัดเส้นสุดเฉียบที่ร่ำลือมีให้เห็นอย่างไม่ต้องสงสัยเรื่องฝีมือ รวมทั้งสีสันที่ช่างแต่ละท่านจะมีสูตรลับของการสร้างสรรค์สีจากวัสดุธรรมชาติและจะไม่ถ่ายทอดให้ใครง่ายๆ รายละเอียดของสถาปัตยกรรมสุดวิจิตรเป็นเวียงวังที่โอ่อ่าตระการตา การแบ่งเนื้อเรื่องใช้เส้นสินเทาที่พลิกพลิ้วอ่อนช้อย ไม่ใช่เส้นหยักฟันปลาเพียงอย่างเดียว ในภาพแม้จะแบ่งให้การเที่ยวเทวโลกของเนมิราชนำโดยมาตุลีเทพอยู่ด้านล่างของผนัง แต่ก็มีเส้นสินเทาที่พลิ้วคดโค้งงดงามประดับด้วยลายดอกไม้ ไม่ได้เป็นเส้นสินเทาหยักฟันปลาแบบดั้งเดิม ขณะที่การเที่ยวชมสวรรค์ถูกแบ่งด้วยเส้นสินเทาแบบเดียวกันล้อรับกับยอดปราสาทของเนมิราชที่มีรูปทรงที่โอ่อ่าวิจิตร การจัดวางองค์ประกอบภาพเป็นแบบสมมาตรทุกสิ่ง อ่อนช้อยและโอ่อ่าน่าศรัทธาคงจะนิยามผลงานของครูทองอยู่ได้

ครูคงแป๊ะนิยมวาดภาพมโหสถที่เน้นขบวนรบมีคนสัประยุทธ์กัน ความสับสนวุ่นวายในการรบถูกจัดให้อยู่ในเส้นแนวของลีลาการยุทธ์และวางตำแหน่งให้ขบวนม้าขบวนช้างสอดคล้องต่อเนื่องสอดแทรกตามโขดหินและพงป่า แม้จะไม่ใช่การเขียนภาพแบบทัศนียภาพแบบตะวันตก แต่เรากลับรับรู้ระยะใกล้ไกลของภาพได้ ม้าที่วิ่งห้ออย่างสุดฝีเท้ามีลำตัวเหยียดยาวเป็นเส้นพุ่งให้รู้สึกถึงความแรงของฝีเท้า แม้จะผิดจากกรอบเดิมๆ และไม่เป็นนาฏลักษณ์

ว่ากันว่าครูคงแป๊ะมีเชื้อสายจีน หลายๆ ภาพที่ท่านวาดมีอิทธิพลของกระบวนจีน แต่ภาพที่วัดทองนี้กองทัพเมืองพาราณสีที่มาบุกเมืองมิถิลาแต่งกายแบบเปอร์เซีย ขณะที่ภาพเหล่าข้าราชบริพารเมืองมิถิลาสวมเสื้อหลายอย่าง เหล่ากษัตริย์แต่งกายและมีลีลาแบบนาฏลักษณ์แบบจิตรกรรมไทย ไม่เพียงแต่วาดภาพช่วงสัประยุทธ์ ครูคงแป๊ะยังเลือกวาดเรื่องมโหสถชาดก แต่จับตอนมโหสถพาพระเจ้าวิเทหราชหนีลงอุโมงค์ใต้ดิน แสดงให้เห็นถึงฝีมือและจินตนาการในการวาดบรรยากาศในอุโมงค์อย่างวิจิตรงดงาม และผนังข้างๆ กันก็มีภาพเนมิราชที่วาดโดยครูทองอยู่ เพียงแต่งานชิ้นเอกบนผนังของโบสถ์วัดอรุณนี้ถูกไฟไหม้เสียหายในสมัยรัชกาลที่ 5 จนไม่อาจซ่อมแซมได้ (ครูทั้งสองเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว)

นี่แหละคือสิ่งที่อยากให้ทุกคนหาโอกาสไปชมงานจิตรกรรมที่ถือเป็นหนึ่งในงานชั้นครูของศิลปะไทย เพราะงานจิตรกรรมฝาผนังนั้นไม่สามารถคงอยู่ชั่วกัลปาวสาน ยิ่งงานช่างไทยที่ใช้สีที่ผสมขึ้นเองจากธรรมชาติ ไม่ใช่สีวิทยาศาสตร์แบบยุคสมัยนี้ ใครจะคิดไปชมงานครูควรหาโอกาสไปชม อย่าคิดว่าเมื่อไรก็ไปได้ เพราะภาพเหล่านั้นจะลบเลือนสูญหายไปตามกาลเวลา

มีผลงานของครูทองอยู่และครูคงแป๊ะอยู่ที่ผนังโบสถ์วัดบางยี่ขัน (ไม่ได้เปิดให้ชมนอกจากวาระพิเศษ) วัดดาวดึงษ์ และวัดที่เราไปชมได้ค่อนข้างสะดวกก็คือวัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อยนี่เอง และภาพฝีมือของครูทั้งสองยังเคียงคู่กันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เท่าที่กาลเวลาที่ผ่านมาเกือบสองร้อยปีจะคงไว้ได้ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่อาจจะยืนยันได้ว่าแท้จริงแล้วในใจของครูทองอยู่จะไม่ได้บาดหมางกับครูคงแป๊ะรุนแรงอย่างที่เอฟซีของแต่ละฝ่ายร่ำลือกัน เพราะครูทองอยู่ฝากผลงานไว้ที่วัดบางยี่ขันที่มีรายละเอียดภาพเป็นเทวดาอยู่ด้านบน แต่มีเทวดาองค์หนึ่งลักษณะเป็นคนจีนมีเคราแพะ ว่ากันว่าคือภาพกึ่งหยอกถึงครูคงแป๊ะนั่นเอง

The Legend Lives On: เปิดศักราชวงการศิลปะอย่างยิ่งใหญ่ด้วยงาน Immersive Art of Thawan Duchanee จากวิสัยทัศน์ของดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้เชื่อมั่นในพลังแห่งศิลปะในโลกเดิม และพลังแห่งการสร้างสรรค์ในโลกใหม่

Author: Pacharee Klinchoo

Photographer: Perakorn Voratananchai

การพบกันระหว่างดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บ้านดำ และ George Swami ผู้ก่อตั้ง Fulldome.pro เมื่อสี่ปีที่แล้วอาจเป็นเพียงการนัดกินข้าวธรรมดาระหว่างผู้ชายต่างวัย ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษาสองคน แต่ด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่นที่จะสรรค์สร้างอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ให้จงได้ การพบปะกันครั้งนั้นจึงกลายมาเป็นงาน Immersive Art of Thawan Duchanee หรืองานจัดแสดงผลงานของถวัลย์ ดัชนี ในรูปแบบภาพยนตร์ VR 360 องศา Fulldome พร้อมฟีเจอร์ 3D ต่างๆ อีกกว่า 50 ชิ้น ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2563 – 11 มกราคม 2564 ณ ไอคอนสยาม เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่ได้เห็นภาพลายเส้นฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์ของถวัลย์ออกมาโลดแล่นเป็นภาพสามมิติอย่างเป็นรูปธรรม และก็ต้องบอกเลยว่าการได้เห็นของจริงด้วยตาตัวเองนั้นน่าตื่นตะลึงกว่าภาพในหัวที่เราจินตนาการมาตั้งแต่เด็กหลายเท่า

From Dream to Reality

“ตอนที่ได้คุยกับคุณจอร์จครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน เขาก็แนะนำตัวและเล่าว่าเขาทำอะไรอยู่ ผมก็แค่รับรู้ว่าเขาทำอะไร และโลกนี้มีสิ่งนี้อยู่ แต่ผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก เพราะรู้สึกว่ามันไกลตัวมาก งานของอาจารย์ถวัลย์เหมือนคนที่อยู่ยุคหิน คงไม่สามารถเอามาจูนกับเทคโนโลยีล้ำๆ แบบนี้ได้ และยังเรื่องงบประมาณอีก เรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว” ดอยธิเบศร์เล่าย้อนอดีตด้วยแววตามุ่งมั่น “แต่หลังจากได้มีโอกาสติดต่อกับเขาอีกสองสามครั้ง เขาก็มาขอพื้นที่ในบ้านดำสร้างโดมไซส์ 8 เมตร ใช้เวลาสร้างสองวัน และฉายงาน 360 องศาที่เขาเคยทำมาให้ผมดูห้านาที แต่นั่นก็เป็นห้านาทีที่เปลี่ยนแปลงความคิดผมไปเลยครับ”

แม้จะออกปากว่าห้านาทีนั้นเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไปทั้งหมด แต่ดอยธิเบศร์ก็ยอมรับว่าการตัดสินใจลงทุนร่วมงานกับ Fulldome.pro นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจผลีผลามได้ “ผมรู้สึกว่ามันแปลกและตื่นเต้นดี แต่ก็แค่นั้นล่ะครับ ยังคงคิดว่าเป็นไปไม่ได้อยู่ดี แค่ค่าทำคอนเทนต์ก็ประมาณ 500-600 ล้านบาทไปแล้ว เราคงไม่มีเงินมากขนาดนั้น แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมาถึงปี 2020 นี่ล่ะครับ จู่ๆ ผมก็คิดว่าปีนี้ควรเป็นปีที่ต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว เพราะบ้านดำไม่ได้จัดงานยิ่งใหญ่จริงๆ มาหลายปีมากๆ แล้ว เราจัดงานที่บ้านดำทุกปีก็จริง แต่เราไม่ได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่จริงๆ มานานมาก ครั้งสุดท้ายก็เจ็ดปีที่แล้ว ตั้งแต่ที่เราเปิดตัวเหรียญสุริยะภูมิจักรวาลที่สยามพารากอน ผมรู้สึกขึ้นมาว่าผมอยากทำอะไรแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่อยากจัดอะไรซ้ำๆ ซากๆ อีก ผมเลยนึกถึง Fulldome.pro ขึ้นมานี่ล่ะครับ แต่ถ้าจะเอาโดมขนาดใหญ่ไปวางที่ลานพาร์คพารากอน ก็ไม่ได้อยู่ดี เลยคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ภาพในหัวเป็นจริงให้ได้ล่ะครับ”

และในระหว่างที่คิดสะระตะเรื่องสถานที่จัดงานอันยิ่งใหญ่ในนามพิพิธภัณฑ์บ้านดำอยู่นั้น ดอยธิเบศร์ก็ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนห้างริมน้ำเจ้าพระยาอย่างไอคอนสยาม และที่นี่ เขาก็เห็นศักยภาพในการสร้างภาพฝันในหัวของเขาให้เป็นจริงขึ้นมาทันที “ผมรู้แหละว่าห้างนี้สร้างด้วยเงินมูลค่าเท่าไหร่” เขายิ้ม “และถ้าสังเกตดีๆ ภายในบริเวณห้างมีงานศิลปะอยู่เกือบ 400-500 ชิ้น เป็นการลงทุนซื้องานศิลปะมาสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศไทย พอได้เห็นแบบนี้เลยรู้ทันทีว่า พื้นที่นี้เป็นที่ในฝันที่ผมอยากจะจัดงานของคุณพ่อ เลยตัดสินใจคุยกับผู้ใหญ่ พอทุกคนทราบว่าผมอยากจะทำอะไร ก็เปิดไฟเขียวให้ทันที บอกเลยว่าเขายินดีขยับทุกอย่างช่วงปลายปีให้กับงานของผม เขาเปรยว่าอยากให้ผมจัดงานทุกปีเลยด้วยซ้ำ แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ นี่ก็เว้นว่างมาเจ็ดปีแล้ว (หัวเราะ) แค่อยากจัดปีนี้ เพราะผมเกิดมาในยุคเก้าศูนย์ และรู้สึกว่ากว่าจะมาถึงปี 2020 ได้นี่มันยาวนานมาก มีความรู้สึกแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ว่าปีนี้จะต้องอะเมซซิ่งมากแน่ๆ แม้ว่าสุดท้ายมันจะอะเมซซิ่งเพราะเป็นปีโลกาวินาศก็ตามเถอะ” ท้ายเสียงของเขาเจือเสียงหัวเราะขื่นๆ แต่เราก็ยังคงเห็นแววตามุ่งมั่นของเขาที่ไม่ได้สลดลงตามน้ำเสียงแม้แต่น้อย

A Few Hiccups Along The Way

ในวันที่ดอยธิเบศร์ตัดสินใจคุยเรื่องโปรเจ็กต์นี้กับไอคอนสยาม สถานการณ์โรคโควิด-19 ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวอยู่มาก การวางแผนจัดงานในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมจึงดูเป็นเรื่องสบายๆ “ตอนนั้นผู้ใหญ่เสนอว่าให้เวลาแสดงสองเดือน แต่ผมคิดว่าสัก 45 วันน่าจะพอดี เพราะสองเดือนดูจะยาวไปสำหรับคนไทย ก็เลยไปคุยกับ Fulldome.pro แล้วว่าจะทำ ตอนนั้นปัญหาคือมีทีมพร้อมทำงาน มีสถานที่พร้อมจัดงาน แต่ขาดเงิน แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมมีความหวัง และผมมีศรัทธากับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งโควิด-19 ก็ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ ในระหว่างปีถึงจะมีการล็อกดาวน์ใดๆ แต่ผมก็มีความหวังว่าช่วงปลายปีที่จัดงาน ประเทศคงจะเปิดพอดี รถไฟฟ้าสายสีทองสร้างเสร็จ ผมก็เปิดงานพอดี ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด แต่สถานการณ์โควิด-19 ก็ลากยาวมา จนถึงสี่เดือนสุดท้ายในประเทศไทย ถึงเวลาที่พวกผมต้องมานั่งถามกันเองในทีมว่าพวกเรายังจะอยากทำกันต่อไหม ความยากมันอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้ล่ะครับ ถ้าจะทำต่อ เราต้องคิดเรื่องการระดมทุนจริงจังแล้ว ทางผู้ใหญ่ก็ถามมาว่าตกลงจะตัดสินใจอย่างไร เพราะช่วงสิ้นปีคงไม่มีใครจัดงานแล้วแน่ๆ พอได้ยินแบบนั้น ผมก็คิดทันทีว่า ยิ่งฟ้ามืดก็ยิ่งเห็นดาวนั่นแหละ ผมจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ผมตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าผมจะเดินหน้าต่อ และเปิดระดมทุนขึ้นมา หาเงินทุกวิถีทาง ขายอะไรได้ก็ขายเอาเงินมาตั้งต้นโปรเจ็กต์ ตอนนั้นตัดสินใจเลยว่าจะหั่นเวลาเหลือแค่ 30 วัน เลือกจัดช่วงวันที่ 11 ธันวาคมปีที่แล้ว จนถึง 11 มกราคมปีนี้ เพื่อให้คร่อมยาวไปตั้งแต่คริสต์มาส สิ้นปี ปีใหม่ ไปจนถึงวันเด็ก เพราะช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่พีคที่สุดแล้วในสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ พอตัดสินใจได้ปั๊บ ทางผู้ใหญ่ก็สั่งลุยเลย ทีมก็เริ่มทำงานกันอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงนั้นครับ”

ทันทีที่ตัดสินใจเดินหน้าโปรเจ็กต์ อีกหนึ่งพาร์ทเนอร์หลักอย่าง Fulldome.pro ก็คิดว่างานนี้อาจจะเป็นจริงไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะกว่าจะเปิดไฟเขียวเดินหน้าอย่างเป็นทางการ ทีมก็เหลือเวลาเพียง 3 เดือนในการเตรียมโปรดักชั่นทั้งหมด ซึ่งถ้าดูจากไทม์ไลน์การดำเนินงานแล้วก็แทบจะเป็นไปไม่ได้จริงๆ “เฉพาะการสร้างโดมไซส์ที่ต้องการก็ใช้เวลา 2 เดือนแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดก็คือคอนเทนต์ที่จะนำเข้ามาฉายในโดม เขาบอกว่าทำได้มากที่สุดก็แค่ 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งผมรู้ว่านั่นเป็นไปไม่ได้สำหรับการขายตั๋วในราคาที่ผมคิดไว้ เขาก็ประนีประนอมที่ 7 นาที เพราะต้องระดมคนจากทั่วโลกลงมาทำงานนี้ การสร้างหนังฮอลลีวู้ดนี่ใช้เวลาเป็นหลายๆ ปีเลยนะ แต่ผมก็ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปได้ ถึงคุณจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ผมเชื่อแบบนั้น เลยใช้วิธีระดมแอนิเมเตอร์จากทั่วโลกมาทำคอนเทนต์ร่วมกันตาม theme ที่เราเซ็ตไว้ ต่างคนต่างลงมือทำในส่วนของตัวเองตามพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ รวมงานของทุกคนมาและส่งไปเรนเดอร์ที่ประเทศแคนาดา ก่อนส่งกลับมาฉายในโดม ผมเองได้ดูคอนเทนต์ดราฟต์สุดท้ายในวินาทีสุดท้าย ก่อนเปิดงานเสียด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นไปได้จริงๆ จากที่เขาบอกว่าทำได้ 7 นาที พวกเราทำได้เป็น 17 นาทีครับ มันอะเมซซิ่งและเกินความคาดหวังไปเยอะมากจริงๆ” น้ำเสียงของดอยธิเบศร์เจือจางไปทั้งความภาคภูมิใจ ความตื่นเต้น และความโล่งใจที่ได้เห็นโปรเจ็กต์นี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้จริงๆ

นอกเหนือไปจากการจัดฉายงาน 360 องศาเป็นเวลา 17 นาทีภายในโดมขนาดใหญ่แล้ว ภายในงานยังมีการทำ AR ที่สามารถให้คนร่วมงานเล่นกับงานภาพสองมิติผ่านฟิลเตอร์ไอจีได้อีกกว่า 50 ชิ้นงาน ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือเป็นงานช้างที่ต้องใช้แอนิเมเตอร์อีกกว่า 50 ชีวิต และยังมีความยุ่งยากที่ต้องส่งไปให้เฟซบุ๊กแอพพรูฟก่อนนำไปขึ้นเป็นฟิลเตอร์ในไอจี “กระบวนการพวกนี้วุ่นวายมากจริงครับ” ดอยธิเบศร์ถอนหายใจ “ไหนจะมีกระบวนการโปรดักชั่นสารพัดอย่าง การออกแบบ การทำออร์แกไนซ์ การประชาสัมพันธ์ วันเปิดงานก็มีแฟชั่น พร้อมการแสดงอีกหลายชุด และทั้งหมดนี้ใช้เวลาทำงานจริงๆ แค่ประมาณสามเดือนเท่านั้นเองครับ”

Always Keep the Faith

“โปรเจ็กต์นี้เป็นโปรเจ็กต์ที่เสี่ยงครับ” ดอยธิเบศร์ยอมรับ “ผมไม่รู้เลยว่าทำออกมาแล้วจะดีไหม เป็นการวัดดวงด้วยส่วนหนึ่ง การจัดงานโดยเอาผลงานไปโชว์หรือทำเป็นประติมากรรมลอยตัวเป็นสิ่งที่พื้นฐานมาก แต่การเอางานสองมิติมาแปลงร่างเป็นงานที่จับต้องไม่ได้ขนาดนี้นี่ดูไกลเกินประสบการณ์ส่วนตัวผมมาก ผมเกิดมาในยุคที่โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย เกิดไม่ทันเด็กยุคใหม่ที่คอลล์ไลน์กันเป็นตั้งแต่เด็ก แต่ผมก็ตั้งคำถามว่าทำไมผมต้องอยู่กับยุคเดิมๆ กันล่ะ ผมอยากทำให้งานศิลปะเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น จุดประสงค์สำคัญหนึ่งประการก็คืออยากจัดงานให้คุณพ่อนั่นแหละ แต่ผมก็อยากจะยกระดับงานศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศไทยให้มันไปได้ไกลกว่านี้ ผมอยากให้งานนี้ทำให้ผลงานศิลปะของประเทศไทยก้าวกระโดดไปสู่ระดับอินเตอร์ให้ได้ เพราะเวลาคนทั้งโลกมองมาที่งานอาจารย์ถวัลย์ พวกเขาไม่ได้มองเห็นอาจารย์ถวัลย์ แต่มองเห็นประเทศไทย ผมเลยคิดว่า ลงมือทำไปเถอะ แม้จะเป็นช่วงวิกฤติเช่นนี้ก็ตาม แต่ถ้าผ่านปีนี้ไปแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาส มีความพร้อม หรือมีพลังใจที่จะทำได้ขนาดนี้ไหม พอได้เห็นงานออกมาแบบนี้ ผมแฮ้ปปี้มากครับ เพราะผมได้เห็นงานที่ยังคงความเป็นอาจารย์ถวัลย์อยู่ แต่มาในรูปแบบอาจารย์ถวัลย์ในยุคสองพันยี่สิบแบบนี้

จุดประสงค์ของผมคือการออกทัวร์ไปทั่วโลกครับ” น้ำเสียงของ ดอยธิเบศร์ทำให้เรารับรู้ได้จริงๆ ว่าพลังใจในตัวของเขาล้นเหลือขนาดไหน “ผมถึงตัดสินใจทำงานนี้ขึ้นมา แต่เลือกเปิดตัวที่ประเทศไทย เพื่อเป็นของขวัญให้คนไทยได้ดูก่อน เป้าหมายจริงๆ ของผมไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย แต่อยู่ที่ทั่วโลก ผมมีพาร์ทเนอร์อยู่ทั่วโลกอยู่แล้ว ตั้งใจจะไปจัดแสดงทั่วโลกหลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง ปีนี้ถือว่าเป็นปีมหาโหดที่สุดแล้วตั้งแต่ที่ผมเกิดมา พิพิธภัณฑ์บ้านดำไม่เคยปิดเลยสักวันเดียว เคยมีคนถามผมว่าบ้านดำปิดวันไหน ผมตอบไปว่า ปิดสองวัน คือวันที่พ่อตาย กับวันที่ลูกตาย ผมเปิดมาตลอดจริงๆ แต่ปีนี้ผมต้องปิดเพราะสถานการณ์โควิด-19 ไปหกเจ็ดเดือน โหดจนผมรู้สึกว่าผมหมดหวังไปเลย นี่คือธุรกิจของผมที่มีลูกน้องต้องดูแล แต่ผมก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้ ระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาล 43 แห่ง ทำอะไรหลายๆ โครงการ จนรู้สึกว่าผมต้องไม่ท้อ ผมต้องสู้ไปด้วยกัน พอมีคนถามว่าทำไมถึงเสี่ยงจัดงานในช่วงเวลานี้ ผมก็ตอบว่า ผมต้องการเขียนประวัติศาสตร์ว่าในปีมหาวิปโยคแบบนี้ ปีที่ไม่มีใครทำอะไรสักอย่าง ปีที่เราเจอแต่เรื่องร้ายๆ แต่เป็นปีที่ผมตั้งใจสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้น และผมก็ทำได้สำเร็จ ผมผลักดันให้วงการศิลปะขยับไปได้อีกก้าวหนึ่ง ในวันที่โลกดับทั้งใบ มีประเทศไทยประเทศเดียวที่ยังลุกขึ้นมาจัดงานอะไรแบบนี้ ผมส่งข่าวออกไปสามภาษา เพื่อให้โลกได้รับรู้ว่า ในวันที่โควิด-19 หมดไปจากโลกนี้แล้ว เราจะได้เจอกันอย่างแน่นอนครับ”

สิ่งเดียวที่คอยประคับประคองดอยธิเบศร์และทีมงานมาถึงจุดนี้ได้คือพลังแห่งความมุ่งมั่นและศรัทธาที่พวกเขามีต่อสิ่งที่ทำแบบเกินร้อย “เหมือนกับผมบ่มเพาะอะไรบางอย่างมากับมือ” ดอยธิเบศร์สรุปเมื่อเราถามว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นงานที่เขาอดตาหลับขับตานอนปั้นมันขึ้นมาสำเร็จลุล่วงลงได้ในที่สุด “คงเหมือนบ่มเพาะต้นกล้าให้กลายเป็นต้นไม้ร้อยอ้อมในชั่วพริบฝัน ซึ่งไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นจริงได้ แต่ทุกครั้งที่ผมลงมือทำงานอะไรก็ตาม ผมจะสู้กับศรัทธาในตัวเอง ว่าผมจะทำในสิ่งที่ผมคิดให้เป็นจริงได้ไหม ผมทุบหม้อข้าวออกมาแล้ว ผมไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ข้างหลังแล้ว ถ้าผมไม่ไปต่อ ผมก็ตายสถานเดียว เพราะฉะนั้น ผมมีทางเลือกว่าจะตายเพราะโควิด-19 หรือจะตายไปกับงานที่ผมลงมือทำ และผมก็เลือกสิ่งที่ผมรักมากกว่า ผมเชื่อจริงๆ ว่าศรัทธาที่ผมมีจะทำให้ผมฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้ และผมได้รับความช่วยเหลือจากหลายคนรอบตัว ทั้งผู้ใหญ่ ทีมงานที่เดินมากับผม คนที่สู้เพื่อผม ทำให้ผมรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ผมศรัทธาจริงๆ ผมไม่ได้มีเงินในระดับที่เอามาทำได้เลยโดยไม่เดือดร้อน โปรเจ็กต์นี้คือความยาก คือการเดิมพันชีวิต พอมันออกมาประสบความสำเร็จ ผมบอกเลยว่า วินาทีแรกที่ผมเห็นมันเป็นจริง ผมหายเหนื่อยเลยครับ หายเป็นปลิดทิ้งเลย”

จาก account social media สถาปัตยกรรมชื่อดังสู่หนังสือแสนสวยน่าสะสม Aaccidentally Wes Anderson วางจำหน่ายแล้ว!

จากภาพยนตร์สู่แรงบันดาลใจในการสร้าง account social media ชื่อดังและล่าสุดหนังสือปกแข็งน่าสะสม! Aaccidentally Wes Anderson (@accidentallywesanderson) ที่รวบรวมสถาปัตยกรรมทั่วโลกที่มีคู่สีและความสมมาตรราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ที่กำกับโดย Wes Anderson ผู้กำกับคนเก่งชาวอเมริกัน ผู้กำกับ The Grand Budapest Hotel, Moonrise Kingdom, Fantastic Mr. Fox และอีกมากมาย

และล่าสุดก็จะมีการวางจำหน่ายหนังสือปกแข็งรวบรวมสถานที่กว่า 200 แห่งจากทั่วโลกครับ โดยได้ Orion Books มาช่วยเรื่องการผลิตและรวบรูปเล่ม ถือว่าเป็นหนังสือที่น่าสะสมอย่างมากครับ! ลองเลื่อนดูสถานที่ไฮไลต์จากใจหนังสือได้เลย!

ชงชาให้ดูเท่กับกาน้ำชาสุดลิมิเต็ดดีไซน์โดดเด่นตามสไตล์ KAWS ศิลปินขวัญใจมหาชน!

ชงชาอย่างไรให้ดูเท่! เลือกใช้กาเซรามิกผลงานสุดลิมิเต็ดจาก KAWS สิครับ! โดยกาขนาดความมจุ 800ml สีดำที่มีลวดลายกราฟฟิกของ Kaws อย่างถุงมือ และ กากบาท จะผลิตขึ้นเพียง 1,000 ชิ้นเท่านั้น (มาในขนาด H135 x W205 (วัดจากหูจับถึงปลายกา) x Dia125 มิลลิเมตร)แต่ละชิ้นจะมีใบ certificate รับรองและ chip การันตีคุณภาพครับ

วางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของ DDT Store สามารถไปจับจองกันได้ครับ! (ราคาประมาณ 2,980 HKD หรือประมาณ 11,000 บาทครับ)

ไม่ต้องใช้มือให้เสียเวลา! Nike เปิดตัว GO FlyEase รองเท้าสนีกเกอร์แบบ Hand-Free สวมใส่ง่ายคู่แรกของแบรนด์

เสริมความสะดวกสบายด้วย Kickstand Heel ส้นรองเท้าคงรูปได้ที่ยื่นออกมาให้ใช้เพียงปลายเท้าสะกิดเพื่อถอดรองเท้า ถอดแบบจากนิสัยของเราที่มักจะใช้เท้าถอดรองเท้าอีกข้างนึงแทนการใช้มือ โดยแรงยึดนั้นจะใช้ความยืนยุ่นของ midsole และการแยกส่วนช่วงกลางเท้าเป็นตัวช่วยเพิ่มแรงตึง

ซึ่ง Go FlyEase นั้นต้องการจะให้ผู้สวมใส่ประหยัดเวลาถอดและใส่รองเท้าเพื่อความคล่องตัว โดยทั้งสามคู่สีจะเริ่มให้นักกีฬาและเหล่า influencer ทดลองในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ก่อนวางจำหน่ายครับ เรียกได้ว่าน่าสนใจสุดๆเลยล่ะ!

Apple Watch Black Unity Collection การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติสู่เทคโนโลยีสุดล้ำบนข้อมือ!

Apple เปิดตัว Black Unity Collection ซึ่งออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองและเชิดชูประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวผิวดำ โดยในคอลเลกชั่นนี้ประกอบด้วย Apple Watch Series 6 รุ่นพิเศษ, สายแบบ Sport Band รุ่น Black Unity และหน้าปัดนาฬิกา Unity หรือ “เอกภาพ” และในครั้งนี้ Apple ยังร่วมสนับสนุนองค์กรระดับโลก 6 แห่งเพื่อช่วยผลักดันพันธกิจขององค์กรในการส่งเสริมและบรรลุเป้าหมายด้านความเท่าเทียมกันและสิทธิพลเมืองทั้งในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ ทั่วโลก อันได้แก่ Black Lives Matter Support Fund ผ่านทาง Tides Foundation; European Network Against Racism; International Institute on Race, Equality and Human Rights; Leadership Conference Education Fund; NAACP Legal Defense and Education Fund, Inc. และ Souls Grown Deep

สมาชิกชุมชนชาวครีเอทีฟผิวดำและพันธมิตรทั่วทั้ง Apple ได้ร่วมกันออกแบบสาย Apple Watch แบบ Sport Band และหน้าปัดนาฬิกา Apple Watch เพื่อเป็นเกียรติแก่การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติที่ยังคงดำเนินอยู่ สายแบบ Sport Band รุ่น Black Unity ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเคลื่อนไหวทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีคำว่า “Truth. Power. Solidarity” สลักด้วยเลเซอร์อยู่ด้านในหมุดสแตนเลสสตีลสำหรับยึดสาย

Black Unity Collection เป็นการแสดงความเคารพต่อประเพณีและความประณีตในการถักเย็บของชุมชนชาวผิวดำที่มีมาอย่างยาวนาน และยังเป็นการเฉลิมฉลองสีของธงแพนแอฟริกัน ซึ่งประกอบด้วย สีแดง แทนสีของโลหิตที่รวมกลุ่มคนแอฟริกันพลัดถิ่น หรือ African Diaspora ให้เป็นหนึ่ง และการหลั่งโลหิตเพื่ออิสรภาพ, สีดำ แทนคนผิวดำซึ่งธงดังกล่าวนี้เองที่เป็นเครื่องยืนยันถึงการมีตัวตนของพวกเขา และสีเขียว แทนความมั่งคั่งทางธรรมชาติอันเขียวขจีของแอฟริกาซึ่งเป็นมาตุภูมิ สายแบบ Sport Band รุ่น Black Unity ทำมาจากยางฟลูโอโรอีลาสโตเมอร์สีสันต่างๆ หลายชิ้นที่นำมาประกอบด้วยมือและอัดขึ้นรูปเข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียว ส่วนหน้าปัดนาฬิกา “เอกภาพ” มาพร้อมลายที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามการเคลื่อนไหวของ Apple Watch (ชมวีดีโอ Unbox ได้ด้านล่างบน IGTV ของเราเลยครับ)

Apple Watch Series 6 รุ่น Black Unity และสายแบบ Sport Band รุ่น Black Unity จะวางจำหน่ายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ (ตาลเวลาประเทศสหรัฐอเมริกา)ส่วนหน้าปัดนาฬิกา “เอกภาพ” มาพร้อมกับ watchOS 7.3 ซึ่งพร้อมให้อัพเดทแล้ววันนี้
นอกจากนี้ ผู้ใช้ Apple Watch ยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมใหม่ในชื่อ Unity Activity Challenge เพื่อรับรางวัลพิเศษโดยการปิดวงแหวนการเคลื่อนไหว 7 วันติดต่อกันในเดือนกุมภาพันธ์

ต้อนรับคอลแลปบอเรชั่น! READYMADE เติมโลโก้ Swoosh สุดเท่ให้อาร์มแชร์ตัว signature ของแบรนด์!

ต้อนรับคอลแลปบอเรชั่น! READYMADE แบรนด์มากคอนเซ็ปท์จากญี่ปุ่นโดย Yuta Hosokawa ทำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสวยอย่าง อาร์มแชร์ ไอเท็ม signature ของแบรนด์ โดยเก้าอี้จะผลิตจากฝาขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลพร้อมที่พักแขนโลโก้ swoosh เพื่อต้อนรับผลงานการดีไซน์รองเท้าร่วมกันของทั้งสองแบรนด์ที่ออกแบบโดยยึดคอนเซ็ปท์รีไซเคิลและการลดขยะรวมถึง carbon footprint จากขั้นตอนการผลิต

โดยตัวรองเท้าจะวางจำหน่ายวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ครับ!