ชื่นชมผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON ที่ BACC

เชื่อว่าในทุกวันนี้ มีศิลปินรายใหม่ ๆ จากทุกอาชีพ ทุกช่วงวัย และทุกแห่งหนได้เริ่มลงมือสร้างสรรค์ผลงานตามแนวทางความคิดของตนเอง ทว่าหลายคนนั้นอาจไม่มีโอกาสที่จะพัฒนา ต่อยอด หรือได้รับคำแนะนำในการแสดงความสามารถทางศิลปะของตน จนทำให้วงการศิลปะพลาดโอกาสที่จะได้เห็นผลงานจากศิลปินเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย

Author: Peerachai Pasutan

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) และ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) จึงได้ร่วมมือกันสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นในเส้นทางศิลปะ ผ่านโครงการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLCON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) ซึ่งปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2559 โดยศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกนั้นจะได้รับการพัฒนาผลงาน แนวความคิด ตลอดจนทักษะการทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งในและนอกวงการศิลปะ อีกทั้งยังได้รับทุนสนับสนุนในการสร้างสรรค์ผลงาน และมีโอกาสทำงานร่วมกับฝ่ายนิทรรศการของ BACC ด้วยเช่นกัน 

“น้อยเวทีที่จะเปิดโอกาสให้คนได้มาแสดงความสามารถจริง ๆ ซึ่งสิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจ และมีความแตกต่างตั้งแต่แรก ก็คือการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่รักชอบงานศิลปะโดยไม่จำกัดอาชีพได้มีพื้นที่หรือเวทีที่ได้ลงมือทำจริง ๆ” คุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงโครงการนี้ไว้ในพิธีเปิดนิทรรศการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โครงการ EARLY YEARS PROJECT ครั้งนี้นำเสนอผลงานที่สะท้อนการเคลื่อนไหวทางศิลปะ และสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยมีสาระสำคัญเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติต่อไป มีศิลปินเลือดใหม่ที่จะมาถ่ายทอดผลงานของตนสู่สายตาสาธารณชน ทั้งหมด 8 ราย ได้แก่ อวิกา สมัครสนาน, รัตนา สุจริต, รัตนกานต์ กาญจนพันธุ์บุญ, รณรงค์ บุตรทองแก้ว, สรีนา สัตดาผล, สุชน สุจิต, ธนนันท์ ใจสว่าง และ ญาณุศักดิ์ เนาว์แสง 

สามารถชมผลงานและให้กำลังใจทั้งแปดศิลปินรุ่นใหม่ได้ในนิทรรศการ EARLY YEARS PROJECT #5 by MILLON: 20/20 ‘เปลี่ยน’ (Fluidity of Change) จัดแสดงแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 20 กันยายน 2563 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ติดตามรายละเอียดข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง facebook.com/baccpage

ภาพจาก BACC

ล่องลอยเหนือหมู่เมฆไปกับนิทรรศการ Clouds โดย Wah Nu

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต มีความยินดีที่จะนำเสนอนิทรรศการเดี่ยวของวา นุ (Wah Nu) (เกิดเมื่อปี 2520 ประเทศเมียนมาร์) ชื่อว่า Clouds ซึ่งจะจัดแสดงในวันที่ 3 – 25 เมษายน 2563 ณ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต บีแอลเค 47 ถนนมาลัน 01-26 กิลแมน บาแร็กซ์ ประเทศสิงคโปร์ โดยนำเสนอภาพวาดด้วยสีอะคริลิคบนผ้าใบทั้งหมด 11 ชิ้นงาน 

วา นุ ตั้งใจที่จะให้ผู้ชมอยุ่กับปัจจุบัน แล้วหยุดพักจากความจำเจในเมืองใหญ่ ผลงานชุด Clouds ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากชุดภาพวาดรูปเมฆที่โดดเด่น ซึ่งสร้างความบันเทิงและกระตุ้นความคิดไปพร้อมกัน วา นุ เลือกใช้เมฆเป็นเรื่องราวที่สะท้อนความต้องการในการผ่อนคลายและแยกตัวออกจากภารกิจต่าง ๆ ที่จำเป็นในชีวิต 

ผลงานชุด Clouds ประกอบด้วยภาพวาดขนาดใหญ่ มาพร้อมกับการเลือกให้สีที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนความมีชีวิตชีวา ความฝัน ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถมีอิสระเสรีทางความคิด และเข้าไปในอาณาจักรแห่งจินตนาการของตนเอง สำหรับวา นุ การวาดภาพถือเป็นรูปแบบของการละเล่นประเภทหนึ่ง และเธอก็ได้ทดลองและค้นหาประสบการณ์เพิ่มเติมด้วยการเล่นกับ “กรอบภาพแคบ ๆ ที่มีความตึงเครียดน้อยที่สุด”

วา นุ (เกิดปี 2520 ที่เมืองย่างกุ้ง เมียนมาร์) เธอเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะหลังจากเรียนดนตรีที่มหาวิทยาลัยวัฒนธรรมย่างกุ้ง ปัจจุบันเธอทำงานศิลปะในแขนงต่าง ๆ แต่เน้นจิตรกรรมและภาพยนตร์เป็นหลัก วา นุ ได้สร้างสรรค์ภาพวาดสไตล์ป๊อป ซึ่งสะท้อนอารมณ์ภายในตัวเธอ โดยใช้เมฆและใบไม้เป็นลวดลาย นอกจากนี้วา นุ ยังได้สร้างภาพยนตร์ที่สื่อความหมายถึงการล่องลอยและการฝันกลางวัน

Something Borrowed, Something Nouveau

ชวนชมนิทรรศการศิลปะมัลติมีเดียของสุดยอดศิลปินอาร์ตนูโวระดับมาสเตอร์ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล (MODA) กรุงเทพฯ

Author: MutAnt

หลังจากในปีที่แล้วที่บ้านเรามีนิทรรศการศิลปะแนวใหม่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาจัดแสดงให้ชมกัน เริ่มต้นด้วยนิทรรศการศิลปะมัลติมีเดียที่ปลุกชีวิตงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซของศิลปินผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้โลกศิลปะสมัยใหม่กลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่าง From Monet to Kandinsky ตามมาด้วยการปลุกชีวิตศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในนิทรรศการศิลปะมัลติมีเดียอย่าง Italian Renaissance

The Kiss by Gustav Klimt

ในปีนี้พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัล (MODA) กรุงเทพฯ และริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ผู้จัดงานนิทรรศการศิลปะมัลติมีเดียสุดล้ำทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ก็กลับมาต่อเนื่องความสำเร็จอีกครั้งกับนิทรรศการมัลติมีเดียครั้งใหม่ล่าสุดอย่าง The Golden Age of Art Nouveau – Something Nouveau: Klimt, Mucha, Beardsley นำเสนอที่สุดแห่งงานศิลปะ งานออกแบบ และสถาปัตยกรรม อย่างอาร์ตนูโว* (Art Nouveau) ที่เฟื่องฟูในยุค 1890 – 1910

*อาร์ตนูโวเป็นสไตล์งานศิลปะ สถาปัตยกรรม ศิลปะประยุกต์ และมัณฑนศิลป์ ที่เฟื่องฟูระหว่างยุค 1890 และ 1910 คำว่า ‘อาร์ตนูโว’ มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า new art (ศิลปะแนวใหม่) เกิดขึ้นจากความตื่นตัวเพื่อตอบรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในยุคสมัยนั้น โดยมีรูปแบบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงและโครงสร้างของธรรมชาติ ลายเครือเถาของพืชพันธุ์ และเส้นโค้งเว้าของสิ่งมีชีวิต ราวกับสถาปัตยกรรมต้องการผสานตัวเองให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ มันถูกนำไปใช้กับงานจิตรกรรม อาคารบ้านเรือน งานกราฟิก สิ่งพิมพ์ แฟชั่น เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงภาชนะเครื่องใช้ในบ้าน

นิทรรศการศิลปะมัลติมีเดียครั้งนี้อุทิศให้กับการปลุกชีวิตผลงานศิลปะของสามสุดยอดศิลปินอาร์ตนูโวระดับมาสเตอร์อย่าง

กุสตาฟ คลิมท์ (Gustav Klimt)

Portrait of Adele Bloch-Bauer by Gustav Klimt

จิตรกร นักออกแบบ มัณฑนากรชาวออสเตรีย ผู้ผลักดันให้ศิลปะอาร์ตนูโวเป็นที่นิยมและแพร่หลายอย่างกว้างขวางในวงการศิลปะและออกแบบของออสเตรียและทั่วโลก เอกลักษณ์อันโดดเด่นในผลงานจิตรกรรมของคลิมท์คือภาพร่างกายคนที่ผสานกันอย่างกลมกลืนกับลวดลายอันวิจิตรพิสดารจนดูเหมือนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน และการใช้วัสดุอันมลังเมลืองอย่างทองคำในภาพวาด แสดงให้เห็นถึงสีสันอันเรืองรองสง่างาม รายละเอียดอันซับซ้อน ลวดลายประดับประดาอันละเอียดอ่อนในแบบศิลปะอาร์ตนูโวอันเลิศหรูตระการตา

อัลโฟนส์ มูคา (Alphonse Mucha)

Champagne Printer Publisher (1897) by Alphonse Mucha

จิตรกร นักวาดภาพประกอบ และศิลปินกราฟิกชาวเช็ก ผู้เป็นที่รู้จักจากการวาดภาพและออกแบบโปสเตอร์ที่ตกแต่งอย่างมีสไตล์และโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปสเตอร์ของซาราห์เบิร์น ฮาร์ดต์ (Sarah Bernhardt) นักแสดงละครเวทีผู้โด่งดังที่สุดของฝรั่งเศสในช่วงปลายยุคศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเขาคือการวาดภาพตัวละครผู้หญิงที่ประดับประดาด้วยลวดลายดอกไม้อันอ่อนหวานวิจิตรบรรจง เขาทำงานในหลากหลายสื่อ ทั้งภาพประกอบ โฆษณา ออกแบบตกแต่งฉากละครเวที ออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับ สิ่งนี้ทำให้ผลงานของเขาเข้าถึงคนจำนวนมาก และขยายขอบเขตของงานศิลปะออกไปในวงกว้างมากขึ้น ผลงานของเขาเป็นเสมือนหนึ่งภาพแทนของยุคสมัยนั้น

ออเบรย์ เบียร์ดสเลย์ (Aubrey Beardsley)

The Climax by Aubrey Beardsley

ศิลปินนักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษ ผู้มีเอกลักษณ์โดดเด่นในการวาดภาพลายเส้นด้วยหมึกดำที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพพิมพ์ไม้ของญี่ปุ่น ผลงานของเขาเน้นการนำเสนอความแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น ความลึกลับน่าพิศวง และความเย้ายวนทางเพศ เขาเป็นผู้นำในกระแสเคลื่อนไหวทางสุนทรียะในอังกฤษ และมีส่วนร่วมในพัฒนาการของกระแสศิลปะและการออกแบบโปสเตอร์อาร์ตนูโวของอังกฤษ นอกจากเป็นจิตรกรและนักวาดภาพประกอบแล้ว เขายังเป็นนักเขียนด้วย ทำให้ผลงานภาพวาดของเขายังจับห้วงอารมณ์ของงานวรรณกรรมอย่างลึกซึ้งกลมกลืน ผลงานของเขาวิพากษ์วิจารณ์ความเคร่งครัดของสังคมในยุควิกตอเรียนที่จำกัดความงามและเสรีภาพทางเพศ

การนำเสนอผลงานมาสเตอร์พีซของสามศิลปินอาร์ตนูโวระดับมาสเตอร์อันงดงามวิจิตรกว่า 500 ภาพ ในรูปแบบมัลติมีเดียอันล้ำสมัย คลอเคียงด้วยเสียงเพลงคลาสสิกอันไพเราะ เปิดโอกาสให้ผู้ชมเข้าไปดื่มด่ำและดำดิ่งตัวเองไปกับศิลปะอาร์ตนูโวอย่างเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึก

ที่สำคัญในนิทรรศการครั้งล่าสุดนี้ยังมีความแตกต่างและความพิเศษมากกว่านิทรรศการครั้งที่ผ่านมา ส่วนความแตกต่างที่ว่าจะเป็นอะไรนั้น เราไปหาคำตอบจากเจ้าภาพผู้จัดนิทรรศการครั้งนี้อย่างลินดา เฉิง (Linda Cheng) กรรมการผู้จัดการของศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก และโอเล็ก มารินนิน (Oleg Marinin) ผู้บริหารของ Artplay Media บริษัทระดับอินเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการจัดนิทรรศการมัลติมีเดียอันทันสมัยซึ่งริเริ่มแนวคิดการจัดนิทรรศการมัลติมีเดียเหล่านี้กันเถอะ

How King Marke Found Sir Tristram by Aubrey Beardsley

โดยลินดา เฉิง กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการริเริ่มนิทรรศการศิลปะมัลติมีเดียในครั้งนี้ว่า “จากสองครั้งที่แล้วที่เราจัดงาน From Monet to Kandinsky และ Italian Renaissance มีผลตอบรับที่ดีมาก ผู้มาเยี่ยมชมต่างก็แฮปปี้และหลายคนถามว่าเราจะจัดนิทรรศการแบบนี้อีกไหม ด้วยความที่เราทราบว่าศิลปะเป็นสิ่งสำคัญและอยู่ใกล้ชิดกับทุกคนไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ เพศไหน สัญชาติอะไร ถ้าเราเป็นมนุษย์ ศิลปะก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเราทุกคน ตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้ว ทางริเวอร์ ซิตี้ ใช้เวลาและงบประมาณในการลงทุนกับงานนิทรรศการต่างๆ มากมาย ตั้งแต่นิทรรศการงานศิลปะจีนสื่อมัลติมีเดียจากพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติประจำไต้หวันมาแล้ว หลังจากนั้นเราก็คิดว่าเราต้องทำนิทรรศการแบบนี้ขึ้นมาอีก เพราะเราคิดว่าสาธารณชนมีความต้องการที่จะชม นอกจากตัวงานในนิทรรศการแล้ว ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับงานศิลปะต่างๆ ที่เราแสดงประกอบนิทรรศการก็มีความสำคัญ เพราะเราต้องการให้ความรู้กับคน ทุกนิทรรศการของเราต้องมีคุณค่าทางการศึกษาด้วย หลังจากเราได้ดูนิทรรศการ From Monet to Kandinsky ที่เบอร์ลิน เราก็รู้สึกว่าคนไทยน่าจะชอบงานแบบนี้ เราก็เลยไปคุยกับทางผู้จัดงานคือคุณโอเล็ก ซึ่งเคยจัดนิทรรศการนี้ที่ยุโรปกับมอสโกมาแล้วและประสบความสำเร็จมาก เพื่อเอานิทรรศการ From Monet to Kandinsky มาแสดงที่นี่ รวมถึง Italian Renaissance ด้วยเหมือนกัน”

ลินดายังกล่าวเสริมอีกว่า “ฉันคิดว่าศิลปะกับเพลงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน เราไม่จำเป็นต้องรู้ภาษา แต่เราก็สามารถเพลิดเพลินไปกับศิลปะและเสียงเพลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กๆ เราคิดว่างานศิลปะดิจิทัลสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่ชอบถ่ายรูปได้ และเข้าถึงง่าย เราก็มาคุยกันว่า หลังจากนิทรรศการสองครั้งที่ผ่านมา เราจะทำโครงการอะไรต่อ คุณโอเล็กก็ถามว่า เราชอบอะไร โดยส่วนตัวฉันชอบดนตรีคลาสสิกและศิลปะอาร์ตนูโว ก็เลยมาสรุปกันที่สามศิลปินที่เราเลือกมาครั้งนี้”

Music by Gustav Klimt

ส่วนโอเล็ก มารินนิน ผู้ริเริ่มจัดแสดงนิทรรศการศิลปะมัลติมีเดียไปทั่วโลก กล่าวถึงแนวคิดของนิทรรศการครั้งล่าสุดนี้ว่า “คอนเซ็ปต์ที่เรานำเสนอในนิทรรศการมัลติมีเดียครั้งนี้จะมีความแตกต่างกับนิทรรศการมัลติมีเดียครั้งที่ผ่านมา ด้วยการนำเอาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้เป็นครั้งแรก ทั้งตัวนิทรรศการหลัก The Golden Age of Art Nouveau – Something Nouveau เทคนิคการฉายภาพในนิทรรศการเองก็แตกต่างไปจากสองครั้งที่ผ่านมา โดยไม่ใช่แค่เพียงฉายภาพโมชั่นกราฟิกและแอนิเมชั่นบนผนังเท่านั้น หากแต่ยังฉายภาพเหล่านี้ลงบนพื้นด้วย ซึ่งผมคิดว่ามันจะสร้างผลลัพธ์และประสบการณ์อันทรงพลังและเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกจนทำให้คุณสามารถดำดิ่งเข้าไปในโลกศิลปะอันสวยงามของคลิมท์, มูคา และเบียร์ดสเลย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานศิลปะสีทองมลังเมลืองของคลิมท์น่าจะเป็นที่นิยมในประเทศไทยเช่นเดียวกับในทั่วโลก

“สิ่งที่ใหม่อีกอย่างก็คือเราจะมีนิทรรศการอื่นๆ คู่ขนานไปกับนิทรรศการหลักที่ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เพราะเราไม่ต้องการจะแสดงนิทรรศการเดียวไปสองสามเดือนแล้วเปลี่ยนไปแสดงนิทรรศการอื่น แต่เรายังมีงานศิลปะดิจิทัลอื่นๆ ในห้องแสดงงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพมัลติมีเดียสามมิติที่นำเสนอผลงานศิลปะอาร์ตนูโว รวมถึงศิลปะอื่นๆ อย่างรัสเซียนอาวองต์การ์ด หรือแม้แต่อิตาเลียน เป็นอาทิ

“หรือศิลปะจัดวางจากเทคโนโลยี VR (โลกเสมือนจริง) ที่มอบประสบการณ์ให้ผู้ชมได้เดินเข้าไปอยู่ในผลงานของศิลปินอย่างแวน โก๊ะห์ หรือภาพวาด The Scream (1893) ของเอ็ดเวิร์ด มุงก์ (Edvard Munch) เหมือนคุณได้เข้าไปอยู่ในฉากของภาพวาดนั้นจริงๆ

Dawn by Alphonse Mucha

“รวมถึงเทคโนโลยี VR-Interactive (ศิลปะเชิงโต้ตอบ) ที่ผู้ชมสามารถสร้างงานใน VR ให้กลายเป็นงานศิลปะดิจิทัลของคุณเองได้ ยังมีงาน Interactive Installation (ศิลปะจัดวางเชิงโต้ตอบ) ที่ไม่ใช่แค่สำหรับเด็กๆ แต่สำหรับผู้ใหญ่ด้วย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมเติมแต่งสีสันให้กับสิ่งมีชีวิตดิจิทัลอันน่ามหัศจรรย์ให้มันมีชีวิตอยู่ในจอได้ หรือคุณสามารถเข้าไปในผลงานของศิลปินระดับมาสเตอร์ในอดีตอย่างคาซีมีร์ มาเลวิช (Kazimir Malevich) แล้วเข้าไปสร้างผลงานของตัวเองขึ้นมาจากรายละเอียดในผลงานของเขาได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถพรินต์ผลงานออกมาและเอากลับบ้านได้ เทคนิคเหล่านี้ถูกนำมาใช้ที่นี่เป็นครั้งแรก เพื่อดึงให้ผู้ชมชาวไทยใช้เวลาอยู่กับงานศิลปะครั้งนี้ได้อย่างสนุกสนานและน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก

“ตอนนี้ศิลปะดิจิทัลกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ดูได้จากนิทรรศการมัลติมีเดียทั่วโลก ในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ที่นำเสนอศิลปะดิจิทัลในคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันไป บางแห่งนำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัยเท่านั้นด้วยซ้ำ ในส่วนของเรา เราก็ต้องการผสมผสานทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ใช่แค่เพียงศิลปะคลาสสิกเท่านั้น แต่เรายังมีความสนใจในศิลปะดิจิทัลร่วมสมัยอีกด้วย ซึ่งถึงผมจะไม่ใช่แฟนของงานศิลปะร่วมสมัยเท่าไหร่ แต่สำหรับงานศิลปะดิจิทัลร่วมสมัย ผมคิดว่ามันแปลกใหม่ น่าสนใจ และน่ามหัศจรรย์มาก ยกตัวอย่างเช่นผลงานของศิลปินดิจิทัลชาวฝรั่งเศส โธมัส บลันชาร์ด (Thomas Blanchard) ที่มีชื่อเสียงจากการที่ผลงานศิลปะดิจิทัลของเขาถูกใช้ใน iPhone X ของ Apple ผลงานของเขาน่าทึ่งมาก หรือผลงานของศิลปินดิจิทัลอาร์ตชาวรัสเซีย แม็กซิม เชสต์คอฟ (Maxim Zhestkov) เขามีชื่อเสียงจากผลงานดิจิทัลอาร์ตที่แสดงบนอาคารในไทม์สแควร์ นิวยอร์ก ซึ่งปัจจุบันคนนับล้านได้เห็นผลงานของเขา ในอนาคตเราเองก็หวังว่าเราจะสร้างงานศิลปะดิจิทัลร่วมสมัยของเราเองขึ้นมา รวมถึงเชิญศิลปินดิจิทัลอาร์ตร่วมสมัยมาทำงานร่วมกับเรา ซึ่งในจำนวนนั้นก็อาจจะมีศิลปินไทยรวมอยู่ด้วยก็เป็นได้”โอเล็กกล่าวทิ้งท้าย

เล่าให้ฟังกันถึงขนาดนี้แล้วขอบอกเลยว่ามิตรรักแฟนศิลปะทั้งหลายไม่ควรพลาดชมนิทรรศการศิลปะมัลติมีเดียอันล้ำสมัยครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง 

นิทรรศการ Something Nouveau เปิดให้ชมตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึง 16 เมษายน ที่อาร์ซีบี แกลเลอเรีย ชั้น 2 ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก โดยแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ:

1. MODA Gallery ที่นำเสนอศิลปะมัลติมีเดียของสามศิลปินอาร์ตนูโว กุสตาฟ คลิมท์, อัลโฟนส์ มูคา และออเบรย์ เบียร์ดสเลย์

2. MODA Space ที่จะมอบประสบการณ์ของศิลปะดิจิทัลสามมิติ และงานศิลปะจัดวางดิจิทัลอินเตอร์แอ็กทีฟ ที่ผู้ชมไม่เพียงแต่สามารถดำดิ่งไปสู่โลกแห่งศิลปะดิจิทัลที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินงานดิจิทัลร่วมสมัยจากประเทศต่างๆ แต่ยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผลงานได้อีกด้วย

3. MODA VR Studio ที่นำเสนอโลกเสมือนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งผู้ชมต้องใช้อุปกรณ์ในการชมและฟังเพื่อดื่มด่ำไปกับโลกแห่งสามมิติและสามารถเนรมิตโลกเสมือนขึ้นมาได้ด้วยตนเองด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย

www.rivercitybangkok.com

Refocus Heritage ไปกับสมาคมสถาปนิกสยามฯ

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด แถลงข่าวการจัดงานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ชูแนวคิดการปรับเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่อมรดกสถาปัตยกรรม และการอนุรักษ์ เตรียมจัดอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานครั้งนี้ว่า “สมาคมสถาปนิกสยามฯ จัดงานสถาปนิกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสามทศวรรษ กระทั่งได้พัฒนารูปแบบและขยายพื้นที่จนเป็นงานจัดแสดงสถาปัตยกรรม วัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานยังคงจุดยืนเดิมคือแสดงศักยภาพและผลงานของสถาปนิก ให้สังคมได้รับรู้ถึงบทบาทของสถาปนิกที่มีต่อสังคม 

สำหรับแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ สมาคมสถาปนิกสยามฯ ต้องการนำเสนอเรื่องราวของมรดกสถาปัตยกรรมจากอดีต การอนุรักษ์อาคาร และการรักษาคุณค่าเพื่อส่งต่อจากคนรุ่นเรา ซึ่งงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเป็นภารกิจที่สมาคมทำมาโดยตลอด จึงเป็นที่มาของแนวคิด “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” 

Temple of Dawn, Wat Arun, Bangkok Thailand

ดร.วสุ โปษยะนันทน์ ประธานการจัดงานสถาปนิก’63 กล่าวถึงรายละเอียดการจัดงานว่า “งานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ต้องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด ‘มรดก’ หรือ ‘Heritage’ ในหลากหลายมิติ หลายคนอาจคิดว่างานอนุรักษ์อาคารหรือเรื่องมรดกสถาปัตยกรรมเป็นเรื่องไกลตัว เป็นหน้าที่ของกรมศิลปากรหรือนักอนุรักษ์เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนเกี่ยวข้องกับคนทุกสาขาอาชีพ คนที่มีบ้านเก่าต้องการจะปรับปรุงอาคาร สามารถมาหาความรู้เกี่ยวกับวัสดุและการซ่อมแซมอาคารเก่าได้อย่างถูกหลักและถูกสตางค์ การปรับเปลี่ยนอาคารโบราณเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตลอดจนการพัฒนาเมืองและชุมชน ตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของชุมชนสร้างสรรค์ในย่านเก่าที่ก่อให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจมากมาย 

Bangkok during golden sunset. City skyline with traffic on the roads and Chao Phraya River.

งานสถาปนิก’63 จัดบนพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือส่วนจัดแสดงสินค้าที่รวมผู้แสดงสินค้าชั้นนำทั่วโลกกว่า 850 ราย และส่วนพื้นที่นิทรรศการธีมงาน (Thematic Exhibitions) โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5,000 ตารางเมตร ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้างรูปทรงที่ลํ้าสมัย สะท้อนแนวคิดจากอดีต ผู้ชมจะได้พบกับกิจกรรมที่ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินมากมาย อาทิ 

  • นิทรรศการช่างกับงานมรดก พบกับองค์ความรู้ด้านวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างโบราณที่หาชมยาก ตื่นตากับการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมของช่างในอดีตที่ได้รวบรวมมานำเสนอในรูปแบบที่ชวนติดตาม กิจกรรมฉายหนังสั้นมรดก 63 ชวนผู้ชมสำรวจ 63 ความเห็นอันหลากหลายของคนในสังคมที่มีต่อการอนุรักษ์ จัดฉายในโรงหนังไม้ไผ่สุดลํ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญางานพื้นถิ่นในอดีต 
  • นิทรรศการวิกฤตมรดกบนโลกออนไลน์ นำเสนอประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เช่น การรื้อโบราณสถาน การบูรณะซ่อมแซมวัดแบบขาดความรู้ความเข้าใจ ทั้งนี้เพื่อชวนให้ประชาชน ไปจนถึงผู้ดูแลสมบัติสาธารณะของประเทศมาช่วยกันตั้งคำถาม และมาร่วมค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่สังคมกำลังจับตาได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องโดยตรง 

สำหรับกิจกรรมประกวดออกแบบประจำงานสถาปนิกครั้งนี้จะถูกยกระดับให้เป็นการประกวดแบบสถาปัตยกรรมระดับชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Everyday Heritage’ เปิดโอกาสให้กับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ทุกกลุ่ม รวมถึงนักเรียนมัธยมที่สามารถใช้รางวัลนี้ในการต่อยอดเพื่อการศึกษาได้ 

นิทรรศการเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจยังมีให้ชมกันเต็มอิ่ม อาทิ นิทรรศการรางวัลสถาปัตยกรรมเด่น ประจำปี 2563 รวมที่สุดของผลงานออกแบบอาคารใหม่ซึ่งถูกคัดเลือกโดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ และ นิทรรศการรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ซึ่งปีนี้ได้ยกระดับมาตรฐานการตัดสินให้สอดคล้องกับรางวัล UNESCO Asia-Pacific Awards นิทรรศการปฏิบัติการกู้ชีพอาคารเก่า (Heritage in Danger) ซึ่งนำเสนอผลงานของนักศึกษาสถาปัตยกรรมทั่วไทยในการออกแบบเพื่อฟื้นฟูมรดกสถาปัตยกรรมในชุมชนที่สถาบันการศึกษานั้นตั้งอยู่จริงๆ 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย หมอบ้านอาษา บริการให้คำปรึกษาปัญหาการออกแบบและก่อสร้างโดยสถาปนิก วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพ บริเวณลานอาษา พื้นที่สันทนาการสำหรับผู้ชมทุกกลุ่มทุกวัย เราเตรียมกิจกรรมน่าสนใจ การบรรยาย เวิร์คช็อป หมุนเวียนตลอด 6 วันเต็ม และพบกับการนำเทคโนโลยีลํ้าสมัยที่ใช้ในงานอนุรักษ์ อย่างการสแกนวัตถุสามมิติมาสาธิตให้ชมกันอีกด้วย 

สำหรับผู้ที่เป็นสถาปนิก พลาดไม่ได้กับอาษาฟอรั่ม (ASA Forum) เวทีบรรยายด้านสถาปัตยกรรมระดับนานาชาติ อาษาคลับ พื้นที่พบปะสังสรรค์สำหรับสมาชิกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยังคงมีอยู่เช่นเคย รวมถึง ร้านอาษา (ASA Shop) และ ร้านหนังสือ (Book Club) ที่คราวนี้เราปรับรูปแบบใหม่ เตรียมสรรหาหนังสือสถาปัตย์ดีๆ ที่หาไม่ได้ตามร้านหนังสือทั่วไปมานำเสนอ พร้อมกับกิจกรรมเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ๆ ในงานอีกด้วย 

แนวคิด ‘มองเก่า ให้ใหม่’ เป็นการ Refocus ที่ไม่เพียงแต่เป็นการหวนกลับมามองดูมรดกเหล่านี้อีกครั้งเท่านั้น แต่เป็นการปรับความคมชัดด้านการรับรู้ที่มีต่อมรดกสถาปัตยกรรม ยังหมายถึงความยืดหยุ่นของการอยู่ร่วมกันเพื่อการรักษาคุณค่า ระหว่างความเก๋าของอาคารเก่าและความเก๋ของอาคารใหม่ร่วมสมัย เป็นการปลุกมุมมองต่อมรดกสถาปัตยกรรมให้มีชีวิตที่กว้างขึ้น หลากหลายมิติมากขึ้น สามารถเข้าถึงผู้เข้าชมงาน ที่มีความหลากหลายอาชีพ และความแตกต่างทางยุคสมัย ให้ทุกคนหันกลับมาตระหนักถึงบทบาทในความเป็นเจ้าของ มรดก ในอันที่จะมีส่วนร่วมในการรักษาและส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้ให้กับสังคมที่จะต้องก้าวต่อไปในวันพรุ่งนี้ร่วมกันอย่างยั่งยืน” 

นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือนีโอ ผู้บริหารงานสถาปนิก’63 เปิดเผยความคืบหน้าการจัดงานฯ ล่าสุด ว่า “ในปีนี้นีโอมีการวางกลยุทธ์ผลักดันให้งานสถาปนิก’63 เป็นงานเเสดงสินค้าสถาปัตยกรรมวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างระดับนานาชาติของเอเชีย ผ่านการบริหารพื้นที่จัดแสดงสินค้าบนพื้นที่รวมกว่า 75,000 ตารางเมตร พร้อมขยายโปรไฟล์ใหม่ครอบคลุมเรื่องประกันภัยเเละโซลูชันไอโอที เพื่อรองรับผู้ร่วมแสดงสินค้า (Exhibitors) จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย จีน และอาเซียน รวมกว่า 850 บริษัทชั้นนำทั่วโลก โดยขณะนี้มียอดการจองพื้นที่จัดแสดงสินค้าแล้วกว่าร้อยละ 70 ผู้ประกอบการรายใหญ่จากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้าแล้ว เช่น AT EAST DESIGN, BANGKOK ROAD LIGHTING, CERAMIQUE, CHAMPACA, CNP PLASTIC INDUSTRIES, CRISTINA, COTTO, DP CERAMIC, DELTA, DOS, DURAGRES, EDL, EE&C, EPSON, FORMICA, HAFELE, HI-KOOL, HP, LAMINA FILMS, JORAKAY, KOHLER, LAMPTITUDE (PEMCO), LED ON HOME, LEOWOOD, LIGMAN LIGHTING, MITSUBISHI ELECTRIC KANG YONG WATANA, OPPLE, PANASONIC, POLYMER MASTER, SATS, SCG, SEACON HOME, SIAM YAMATO STEEL, TAK, TPI POLENE, TS-TEAK, UTTHAYAN, VRH, WATTANA, WDC และอีกมากมาย 

นอกจากนี้ ผู้จัดงานฯ ยังมีการจัดกิจกรรม Inno-talks เวทีที่จะรวมกูรูในวงการมาบอกเล่าถึงเทคโนโลยีเพื่องานสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจจากแคมเปญ Buyer Program ให้ผู้ร่วมแสดงสินค้าได้พบกับกลุ่มผู้ซื้อภายในงาน และเพิ่มโอกาสต่อยอดทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับผู้ผลิตสินค้าจากต่างประเทศผ่านการเข้าร่วมเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจระดับเอเชีย 

“งานสถาปนิก’63 พร้อมแล้วที่จะพลิกมุมมองของคุณให้ตระหนักถึงความสำคัญของมรดกโลกเติมเต็มด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุด พร้อมกิจกรรมที่คุณห้ามพลาด งานนี้จัดขึ้นปีละ 1 ครั้งเท่านั้น” นายศักดิ์ชัยกล่าว 

สนทนาสัปตสนธิ: You Have the ‘Right’ to Be You, Right?

สิทธิเสรีภาพเป็นอีกคำหนึ่งที่ฟังดูยอดเยี่ยมจริงๆ เราชอบคำนี้ และแน่นอนว่าคุณก็คงชอบด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีคำถามคือพวกเราทั้งหมดสามารถมีชีวิตอยู่โดยมีคำนี้เคียงข้างไปตลอดได้จริงหรือไม่ หากพูดถึงการเลือกร้านอาหารที่ชอบ รถยนต์ที่ใช่ แน่นอนว่าย่อมเป็นไปได้ แต่ถ้าเราหยิบคำว่า ‘สิทธิเสรีภาพ’ มาวางไว้บนหัวข้อการเลือก ‘ตัวตน’ หรือพูดแบบตรงๆ ว่า ‘การเลือกรสนิยมทางเพศ’ แล้ว เชื่อเถอะว่าแม้คุณจะใช้สิทธิ์ของคุณเลือกตัวตนของตัวเองไปแล้วก็ตาม แต่การแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของคุณก็ไม่ได้มี ‘เสรีภาพ’ มากมายขนาดนั้นหรอก และเพราะสิทธิ์สิทธิ์หนึ่งอาจเล็กเกินกว่าที่สังคมจะใส่ใจ กลุ่มที่ต้องการเรียกร้องสิทธิให้กับความหลากหลายทางเพศจึงถือกำเนิดขึ้นในนามของ ‘LGBTQ’ ที่ย่อมาจาก lesbian (เลสเบียน), gay (เกย์), bisexual (ไบเซ็กชวล), transgender (คนข้ามเพศ) และตัวสุดท้ายที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาหลังสุดคือ queer (กะเทย) หรือ questioning (ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงรสนิยมทางเพศของตนเอง) โดยมีคำเรียกอย่างเป็นทางการอีกอย่างคือ ‘กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ’ สำหรับประเทศไทยกลุ่ม LGBTQ เริ่มก่อร่างสร้างความแข็งแกร่งจนสามารถตะโกนส่ง ‘เสียง’ ได้ดังพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ ในโลกอันคับแคบใบนี้ได้อยู่บ้างในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่นั่นก็เป็นเพียงปฐมบทของแบตเทิลอันยาวนานที่พวกเขายังคงต้องต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพที่พวกเขาสมควรจะได้รับต่อไป

ไทยแลนด์มิตรแท้หรือศัตรู

ว่ากันว่าชื่อเสียงของประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับที่ ‘เป็นมิตร’ กับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมากกว่าประเทศอื่นในเอเชียด้วยกัน ถึงขั้นรัฐบาลไทยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ในกลุ่ม LGBTQ เข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้อย่างเสรี มีการอนุญาตให้เปิดโรงแรมที่รับเฉพาะแขก LGBTQ อย่างเปิดเผยหลายร้อยแห่ง จนได้สมญาว่าเป็นประเทศ Gay Paradise of Asia แม้จะฟังดูดี แต่ก็เหมือนกับความย้อนแย้งอื่นๆ ในดินแดนนี้นี่แหละที่ท้ายที่สุดแล้วการเลือกปฏิบัติ การดูถูกเหยียดหยาม และการกีดกันทางสังคมกับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ดาษดื่นในสังคมไทย

LGBTQ มีสิทธิเสรีภาพในการเป็นตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน

มาพูดถึงความเป็นไปง่ายๆ ทั่วไปกันก่อนดีกว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันน่ารักกับ LGBTQ เสมอด้วยการไม่ปาหินใส่ ไม่จับขังคุก และไม่แห่ประจานทั่วเมือง ในทางกลับกันผู้คนทั้งหลายกลับคิดว่าการแต่งกายหรือรสนิยมทางเพศที่ไม่ตรงกับการถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลเป็นเรื่องที่เกิดจากความผิดปกติทางจิต มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยพาลูกวัยรุ่นไปพบจิตแพทย์เพื่อขอให้หมอช่วย ‘รักษา’ อาการของพวกเขาให้กลับมาเป็น ‘ปกติ’ หรือคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะเติบโตเป็นปกติ (เฮ้อ…) ถ้าในสังคมระดับจุลภาคอย่างครอบครัวมีความคิดอ่านที่เปิดกว้างมากเช่นนี้แล้ว เราไม่ค่อยอยากไล่เรียงไปถึงสังคมมหภาคเสียเท่าไหร่ แต่ความจริงก็คือความจริง ในระบบการศึกษา หนังสือเรียนภาคบังคับที่ใช้เรียนในโรงเรียนทั่วประเทศพาดพิงถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางจิตใจ บุคคลที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์บางคนก็ไม่พยายามทำความเข้าใจ แต่มักตีตรา ล้อเลียน ไปจนถึงเสียดสีด้วยถ้อยคำรุนแรง นี่ยังไม่ได้พูดถึงชีวิตการทำงานที่เหล่า LGBTQ มักจะได้รับการกีดกันอย่างโจ่งครึ่ม ทั้งถูกปฏิเสธการจ้างงานเพียงแค่เหลือบตามอง หรือไม่ได้รับโอกาสให้มีความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงถูกจำกัดอาชีพให้ยิ่งใหญ่ได้อยู่เพียงไม่กี่วงการ ฉะนั้นคำตอบของคำถามด้านบนคือเรามีสิทธิ์เป็นตัวเองได้มากเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจิตใจเราเข้มแข็งมากพอที่จะต้านทานกระแสสังคมที่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ‘สังคมปกติ’ ได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

LGBTQ กับสิทธิเสรีภาพทางข้อบทกฎหมาย

พูดเรื่องง่าย (กว่า) ไปแล้ว คราวนี้มาพูดถึงเรื่องจริงจังอย่างเรื่องกฎหมายกันบ้าง ตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมากลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ พยายามอย่างหนักที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิของ LGBTQ ในประเทศไทย และสร้างความเปลี่ยนแปลงมาแล้วมากมาย ซึ่งในที่นี้คงไม่สามารถบอกเล่าได้หมดทุกกิจกรรม แต่เราแนะนำให้คุณเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ในรายงานอย่างเป็นทางการของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ชื่อ Being LGBT in Asia: รายงานในบริบทของประเทศไทย (Google search แล้วขึ้นเลย) อย่างไรก็ดีความเคลื่อนไหวล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงอยู่ในขณะนี้คือเรื่อง พ.ร.บ. คู่ชีวิต ที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิตอยู่ร่วมกันได้โดยมีกฎหมาย (บางข้อ) รองรับ ซึ่งแม้ว่าร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต จะเพิ่งผ่านมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วนี่เอง (แต่ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา) แต่สารัตถะหลักๆ ของ พ.ร.บ. คู่ชีวิต ก็ดูจะยัง ‘ไม่เคลียร์’ และเป็นเสมือนการกระทำประเภทปากหวานก้นเปรี้ยวเสียมากกว่า เพราะกฎหมายยังถือว่า ‘คู่ชีวิต’ ไม่ใช่ ‘คู่สมรส’ ดังนั้นสิทธิ์ในบริบทของคำว่า ‘คู่ชีวิต’ จึงไม่เสมอภาคเทียบเท่ากับสิทธิ์ของ ‘คู่สมรส’ ระหว่างชายหญิง และส่งผลให้กฎหมายอื่นๆ ที่ยึดโยงคำว่า ‘คู่สมรส’ มิอาจมอบสิทธิ์ให้กับ ‘คู่ชีวิต’ ได้โดยอัตโนมัติ จนกว่ากฎหมายอื่นๆ จะถูกแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิ์ให้กับคู่ชีวิตตาม พ.ร.บ. คู่ชีวิต ในภายหลังเสียก่อน ซึ่งนั่นก็รังจะก่อให้เกิดคำถามต่อไปว่าเพราะเหตุใดสิทธิ์ระหว่างคู่รัก LGBTQ จะเท่าเทียมกับสิทธิ์ของมนุษย์ชาวไทยคนอื่นไม่ได้ ในเมื่อเราก็เป็นมนุษย์ที่พึงได้พึงมีสิทธิ์เสมอกันมิใช่หรือ

สิทธิ์เดียวที่ดูจะเท่าเทียมกันคือสิทธิ์ในการสร้างสรรค์

อย่างที่บอกว่ากลุ่ม LGBTQ มุ่งมั่นที่จะสื่อสารถึงความเป็นตัวเองให้สังคมได้รับรู้อยู่เสมอ และศิลปะก็ดูเหมือนจะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถส่งสารเข้าถึงจิตใจส่วนลึกของผู้คนได้มากกว่าอะไรทั้งหมด ข่าวดีก็คือภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้เราจะมีโอกาสได้ชมความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่ม LGBTQ อีกครั้ง โดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับมูลนิธิซันไพรด์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่สนับสนุนและส่งเสริมเรื่องราวของกลุ่มความหลากหลายทางเพศที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และมีทัศนะเชิงบวก จัดงานนิทรรศการ ‘สนทนาสัปตสนธิ’ (สัปต – เจ็ด : หมายความถึงเจ็ดสีของสายรุ้ง อันเป็นสีสัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQ / สนธิ – การรวมกัน) หรือ ‘Spectrosynthesis II – Exposure of Tolerance: LGBTQ in Southeast Asia’ เพื่อนำเสนอผลงานศิลปะที่สะท้อนเนื้อหาความหลากหลายทางเพศและมุมมองเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนในสังคม LGBTQ ที่อยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีศิลปินเข้าร่วมแสดงผลงานมากถึง 50 คน ภายในงานไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงภาพถ่ายและภาพวาดเท่านั้น หากยังมีกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้นว่า ภาพยนตร์ และการแสดงสด เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินในแขนงอื่นได้มีส่วนร่วมในการโชว์ฝีไม้ลายมือไปพร้อมๆ กับขยายฐานการนำเสนอเนื้อหาให้กับผู้ชมอย่างกว้างขวางด้วย โดยนิทรรศการสนทนาสัปตสนธิมีกำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 1 มีนาคม 2563 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 และ 8 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

อันที่จริงนิทรรศการสนทนาสัปตสนธินี้ถือเป็นนิทรรศการต่อเนื่องที่จัดขึ้นสานต่อจากนิทรรศการ Spectrosynthesis – Asian LGBTQ Issues and Art Now ที่เคยจัดขึ้นไปแล้วเมื่อปีค.ศ. 2017 ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งในขณะนั้นมีศิลปินเข้าร่วมแสดงผลงาน 22 คน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินเชื้อสายจีน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่านิทรรศการสนทนาสัปตสนธิที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ถือเป็นการเปิดประตูที่กว้างยิ่งกว่าเดิมให้เหล่าศิลปินในประเทศต่างๆ ทั้งในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนผ่านศิลปะต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ ซึ่งแน่นอนว่าผลงานที่มาจากคนละประเทศ คนละวัฒนธรรม ต่างก็ต้องมีการนำเสนอบริบททางสังคมที่เกี่ยวกับ LGBTQ แตกต่างกันไปอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวของศิลปิน บอกเล่าวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อพื้นบ้านอันเก่าแก่ ไปจนถึงความเชื่อที่ขัดต่อความรู้สึกของตัวเอง รวมถึงสิ่งที่ศิลปินต้องเผชิญท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมในประเทศต่างๆ โดยมีศิลปินไทยเข้าร่วมแสดงผลงาน อาทิ ไมเคิล เชาวนาศัย, จักกาย ศิริบุตร, อริญชย์ รุ่งแจ้ง, ปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์, ศรชัย พงษ์ษา เป็นต้น ส่วนศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอาทิ Dinh Q. Lê (เวียดนาม), Maria Taniguchi (ฟิลิปปินส์), Ming Wong (สิงคโปร์), Danh Vō (เวียดนาม) และ Anne Samat (มาเลเซีย) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีศิลปินระดับสากลที่ไม่ได้อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาร่วมแสดงผลงานด้วย อาทิ Sunil Gupta (อินเดีย), Ren Hang (จีน), Hou Chun-Ming (ไต้หวัน), Ramesh Mario Nithiyendran (ศรีลังกา), Martin Wong (อเมริกา) และ Samson Young (ฮ่องกง) เป็นต้น เราขอจบบทความนี้ด้วย quote ของสุดาภรณ์ เตจา หนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการสนทนาสัปตสนธิที่ว่า “LGBTQ หมายถึง Love Gets Better with Time Quietly ผลงานจะเป็นการแสดงออกถึงทัศนะต่อสถานการณ์ LGBTQ ในปัจจุบัน ด้วยความหวังที่จะให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม” และเราก็หวังจะเห็นสิทธิที่เท่าเทียมกันนั้นเสียเหลือเกิน

Author: Mintira Thammapalert

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดให้นักเรียนไทยในปารีสเข้าเฝ้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562 เวลา 12.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชกิจ ณ กรุงปารีส โดยพระราชทานพระราชวโรกาสให้นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส นำคณะนักเรียนและนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐฝรั่งเศส จำนวน 91 คน เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เนื่องจากทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่และทุกข์สุขของประชาชนไทย โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐฝรั่งเศสซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาศึกษาหาความรู้ และพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อนำกลับไปพัฒนาประเทศ

ในการนี้ ทรงเล่าถึงประสบการณ์ส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส โดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจ โดยทรงขอให้นักเรียนทุกคนภูมิใจในวัฒนธรรม ภาษาและความเป็นไทย รักประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รู้จักเลือกนำจุดแข็งเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพและประเทศชาติ รวมทั้งมีความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งในด้านการศึกษาและการดำรงชีวิตอยู่ในฝรั่งเศส 

นอกจากนั้น ทรงแลกเปลี่ยนความเห็นและให้คำแนะนำอย่างเปิดกว้าง อาทิ แนวทางการเตรียมตัวก่อนมาศึกษาในประเทศฝรั่งเศส การใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนให้ประสบความสำเร็จ ความสำคัญของการทูตวัฒนธรรมซึ่งเป็น soft power ที่จะทำให้เปิดกว้างด้านความคิดและเปิดใจกับบุคคลต่าง ๆ ได้โดยง่าย เป็นต้น

ในช่วงท้าย ทรงพระราชทานของที่ระลึกแก่นักเรียนไทย และทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะนักเรียนอย่างเป็นกันเองซึ่งสร้างความปลื้มปิติให้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างยิ่ง

LOVE, ETC.

เธอต้องรักตัวเอง และพร่ำบอกมันทุกวัน จากนั้นก็เริ่มเขียนถึงตัวเอง จุมพิตลงที่ริมฝีปาก ที่ตา หรือที่ไหนก็ได้หนึ่งในประโยคที่วิกตอร์ อูโก เขียนในจดหมายถึงภรรยาเก็บของเขา จูเลียต ดรูเอต์ ในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยผู้เคร่งครัดในศีลธรรม ความกลัว และกามารมณ์ วรรณศิลป์ในบทกลอนต่างถูกเปรียบเปรยซึ่งกันและกันแม้ว่าจะมันจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่นิดเดียว ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Louvre-Lens นิทรรศการหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับความรักถือกำเนิดขึ้นจากความใคร่รู้ ศึกษาผ่านหลักฐานกว่าพันชิ้น และตอกย้ำอารมณ์อันรุนแรงของมนุษย์ซึ่งถ่ายทอดกันมานานนับตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ ถ้าหากตอนนี้วิกตอร์ อูโก ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าไปดูงานนี้กันเถอะ

วุ่นวายใจอะไรอย่างนี้ นี่เป็นเพราะความรักใช่ไหม

เหมือนกับเสียงเพลงสดใสในฤดูร้อนที่เราชอบร้องในคาราโอเกะ หรือจะเป็นพระเอกหนุ่มอิตาเลียนหวีเปียก ขับ Alfa Romeo ในละครทีวี ความรักก็เช่นกัน ช่างสับสนวุ่นวายแบบที่ใครก็ยังไม่รู้ว่ากุญแจสำหรับทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน เหมือนเพลง Betty et Zorg จากภาพยนตร์เรื่อง Betty Blue ที่ยิ่งฟังยิ่งติดหู หรือจะเป็นความรักระหว่างปัญญาชนอย่างคู่ของชาร์ตกับโบวัวร์ และเอลัวอิสกับอเบลารด์ ที่ฟังเรื่องเล่าแล้วดูดีกว่าคู่ของฟรีดา คาห์โล กับดิเอโก ริเวรา เศร้าถึงทรวงกว่านี้ต้องยกให้แฮมเล็ตกับโอฟีเลีย และตำนานรักระหว่างเลย์ลากับมาจนัน ที่ถือเป็นโรเมโอกับจูเลียตของชาวตะวันออก ไม่ว่าความรักนั้นจะมาจากพระเจ้า เพราะโรแมนติก หรือสนิทใจกันในหมู่พี่น้อง รักคือความรู้สึกร่วมอันเป็นสากล คำถามจากเนื้อเพลงภาษาอิตาเลียนยุค 1980s ข้างต้นก็คงจะใช้ได้กับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงรสนิยมทางเพศและเรื่องส่วนตัวอื่นๆ เรียกว่ารักก่อกวนหัวใจนั้นเป็นเรื่องธรรมดาดั้งเดิมตั้งแต่โลกนี้ได้ถือกำเนิดมนุษย์ขึ้นมา การศึกษาทางวิทยาศาสตร์พยายามอธิยายการกำเนิดขึ้นและโครงสร้างของความผูกพันทางอารมณ์ แม้นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะสืบค้นไปถึงสมองส่วนลิมบิกที่มีอยู่ในทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์เลื้อยคลาน แม้จะเข้าแล็บชำแหละกลีบสมองของมนุษย์อย่างเป็นจริงเป็นจังนานหลายชั่วโมงเพื่อหาคำตอบ เราก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเมื่อคิวปิดเล็งและยิงศรรักไปปักที่อก กระบวนการทำงานที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ อันที่จริงพวกรูปปั้นเทวดาเด็กตัวน้อยแบบศิลปะอิตาเลียนอาจจะช่วยให้เราพบคำตอบเกี่ยวกับความรักมากกว่ามีดปลายแหลมของนักประสาทชีววิทยาเสียอีกด้วยซ้ำ ถ้าเหตุผลของหัวใจคือความไร้เหตุผล เราอาจจะต้องใช้ศิลปะเข้ามาช่วย จะเป็นเพลงรักหรือรูปปั้นอันโด่งดังก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจอารมณ์แปลกวูบวาบที่กำเนิดมาพร้อมกับโลกใบนี้

มันคือความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิด

เพราะการตกหลุมรักคืออารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเลียนแบบกันได้ นิทรรศการนี้เลยดำเนินเรื่องราวตามลำดับเวลา คล้ายเพลงที่ค่อยๆ ดังขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและตัวแทนของความรักตั้งแต่ยุคโบราณจวบจนถึงปัจจุบัน ซีฟ กูราริเยร์ ภัณฑารักษ์ผู้หลงใหลในโปรเจ็กต์นี้มากๆ อธิบายเอาไว้ว่า สิ่งที่คุณจะได้เจออาจตรงข้ามกับสิ่งที่คิดไว้ เมื่อเรื่องราวแห่งความรักไม่ได้เริ่มขึ้นมาจากความสวยงาม กรอบความคิดโดยทั่วไปได้อิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตก แหล่งกำเนิดเรื่องราวปกรณัมทั้งอีฟและแพนดอรา เธอทั้งสองมาบรรจบกันตรงที่เป็นภาพแทนหญิงผู้โชคร้ายผู้นำพาความฉิบหายมาสู่มวลมนุษยชาติดั่งโรคห่า หลายศตวรรษก่อนที่เราจะรู้จักโรคเอดส์และกามโรค ความรักกลายเป็นเรื่องอันตรายไปเรียบร้อยแล้ว มีเพียงความบริสุทธิ์และกระบวนการทางศาสนาเท่านั้นที่ดูจะไร้มลทินจากเรื่องนี้ จนในบางครั้งเราอนุญาตให้ตัวเองหวาดกลัวและไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะรักอีกครั้ง ความบริสุทธิ์อย่างที่ว่านั้นสวยงามดั่งผ้าคลุมหน้าพระแม่มารีที่รูปปั้น Pietà หรือสวยงามดั่งผลงานแกะสลักที่ชื่อ Ecstasy of Saint Teresa ของเบอร์นินี ซึ่งตั้งอยู่ในโบสถ์ประเทศอิตาลี นับเป็นช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ที่สังคมนั้นห่างไกลจากความฉาวโฉ่ในเรื่องเพศ การแบ่งครึ่งประเภทขาวกับดำแบบนี้อาจเป็นความตั้งใจที่จะหนีจากความรู้สึกหลอกหลอนในหมู่คนรักต่างเพศที่ไม่อยากมานั่งคิดวนเวียนว่าเมียกับโสเภณีนั้นต่างกันอย่างไร หรือสิ่งไหนดีกว่ากันระหว่างความบริสุทธิ์ผุดผ่องกับกามารมณ์ และนี่คือสิ่งที่ซีฟ กูราริเยร์ ให้ความสำคัญ จากความสุขสู่ความกล้าหาญ จากการประพฤติผิดในศีลธรรมสู่ความรักแบบโรแมนติก การท่องไปในโลกแห่งประวัติศาสตร์อาจทำให้รู้สึกว่าพวกเรากับเหล่าบรรพบุรุษนั้นไม่ได้ต่างกันเลย เราแชตกันในทินเดอร์เหมือนที่พระเจ้าเฮนรีที่ 4 ทรงเขียนจดหมายถึงพระนางมารี เดอ เมดิซี เราเต้นกันในคลับหรือในงานเลี้ยงสักแห่ง พลอดรัก มีความสุขแล้วก็กลับมาเศร้าไปตามเรื่องราว

จับมือผมให้แน่น และแนบชิดกันอีกสักครั้ง

เราพูดว่ารัก แสดงออกว่ารัก ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือนักประสาทชีววิทยา สิ่งแรกที่อยากทำคือเปิดเผยผ่านภาษากายครั้งหนึ่งคามิลล์ โคลเดล เจ้าของผลงานประติมากรรม La Valse เคยสร้างการโอบกอดเอาไว้จากความรักอย่างสิ้นหวังที่มีต่อโรแด็ง หรือเป็นสัญญะง่ายๆ เพียงการจับมือเหมือนรูปปั้นชาวอียิปต์ มุมมองของเหล่าศิลปินนั้นหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แน่นอนว่าพวกเขาสะท้อนภาพความรู้สึกที่มีอยู่ในตัวเองผ่านบริบททางสังคมอันมีวิวัฒนาการไปเรื่อย ชุดความคิดเกี่ยวกับความรักเหล่านี้ไม่ว่าจะมาจากสิ่งที่เห็นหรือได้ยินจะถูกสรุปอยู่ในนิทรรศการแห่งนี้ โดยจัดแสดงผ่านนวัตกรรมต่างๆ ในรูปแบบคุ้นชินและแปลกตาในระดับปฏิวัติวงการ ถ้าอ้างอิงจากศิลปินชาวฝรั่งเศสอย่างฟรองซัวร์ บูเชร์ และนิกิ เดอ แซงต์ฟาลล์ ผู้หญิงมักถูกนำเสนอในรูปแบบของความสุดโต่งไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม คำถามคือรูปภาพอิโรติกอย่างเช่นนางในฮาเร็มนั้นคือรูปธรรมของหญิงผู้เป็นที่รักจริงหรือไม่ ส่วนพวกศิลปินเอเชียนั้นมีคุณธรรมและเห็นคุณค่าในการมีอยู่ของเพศหญิงมากกว่าหรือเปล่า ทัศนคติในเรื่องความรักนั้นมีหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับจังหวะเต้นของหัวใจ หรืออย่างน้อยก็ระบบการทำงานในสมองส่วนลิมบิก หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 16 แฟนตาซีเรื่องเพศคือสิ่งที่ใครก็จินตนาการไม่ออก สังคมมีแต่ฉันทามติเรื่องความบริสุทธิ์อันดีงาม สิ่งต้องห้ามกลายเป็นรูปแทนขององคชาติ ซึ่งน่าจะรุนแรงมากกว่าความกังวลเรื่องการขายดิลโดอย่างเปิดเผยในปัจจุบันนี้ซะอีก หรือว่าความรักในฟากฝั่งของชาวตะวันตกจะแยกออกจากเรื่องความรุนแรงไม่ได้ ตามสันนิษฐานจากเพลงของเซบาสเตียง เตลลิเยร์ ที่เศร้าไปกว่านั้นก็อาจจะอ้างอิงได้จากแฮชแท็กล่าสุดที่ระบาดอย่างรวดเร็วในวงการบันเทิง จะรักมากหรือจะทำเพื่อรักมากเท่าไหร่ก็ตาม ความบ้าคลั่งก็มีจุดจบอยู่ดี เหมือนอย่างการจบชีวิตที่ทะเลทรายของมาจนัน บทกลอนของกิลโย อาโพลลิแนร์ และกอดหมอนนอนฝันไปกับความรักของ Zorg แต่จะคลั่งก็คลั่งสิ อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเองรักคนอื่นเป็น

The Artist Is Present – GUCCI

Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์จาก Gucci และ Maurizio Cattelan ศิลปินชาวอิตาเลียน สองหัวเรือใหญ่แห่งศตวรรษจากทั้งสองวงการร่วมกันตั้งคำถามถึงเรื่องของการลอกเลียนแบบและการเปลี่ยนความฝันและจินตนาการที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้จริงผ่านผลงานการสร้างสรรค์ของพันธมิตรศิลปินจากทั่วทุกมุมโลกภายใต้แนวความคิดเดียวกัน โดยนิทรรศการครั้งนี้ถูกริเริ่มและจัดขึ้นโดยคัตเตลัน และถูกขับเคลื่อนโดยมิเคเล โดยทั้งสองได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับความเป็นจริงในการนำเสนอในแง่มุมของศิลปะที่สามารถจับต้องได้จริงทั้งในแง่ของศิลปินผู้สร้างสรรค์และผู้เสพผลงาน

โดยศิลปินทั้งหมดกว่า 30 ชีวิตจากทั่วโลกรวมถึงศิลปินจีนที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ต้องการที่จะนำเสนอเรื่องราวของการลอกเลียนแบบ การทำซ้ำ การรื้อถอนและประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ ว่าเป็นสิ่งที่ถูกดูแคลนเสมอไปหรือไม่ หรือว่าค่านิยมของการลอกเลียนแบบนั้นถ้ามองจากในอีกมุมมันคือการรักษางานของต้นฉบับไว้ไม่ให้สูญหาย และมีคุณค่าในแง่ของศิลปะการสร้างสรรค์ไม่ต่างจากผลงานต้นแบบ

โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา โดยการทำซ้ำโดยเก็บรักษาต้นฉบับไว้นั้นเป็นหลักการค่านิยมที่ริเริ่มกระทำกันก่อนหน้านี้ในงานศิลปะของฝั่งยุโรปด้วยซ้ำไป ศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้จึงมีกระบวนการคิดและสร้างผลงานภายใต้โจทย์ความคิดการลอกเลียนแบบสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น

โดยเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผลงานที่เรารับรู้ว่าเป็นต้นฉบับนั้นไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว เฉกเช่นเดียวกับผลงานของ Gucci ที่ผ่านมาภายใต้การสร้างสรรค์ของมิเคเลที่ได้ผสมผสานเอาแรงบันดาลใจที่มีอยู่แล้วตามวัฒนธรรมต่างๆ จากทั่วโลกผนวกเข้ากับผลงานการออกแบบของตัวเองเช่นนี้เรียกว่าการลอกเลียนแบบหรือไม่

หรือสิ่งที่มิเคเลกำลังสร้างสรรค์อยู่นั้นเป็นการเก็บรักษาข้อมูลทางวัฒนธรรมของโลกผ่านผลงานศิลปะที่เป็นรูปธรรมในรูปแบบที่เราเรียกว่าเครื่องแต่งกายนั้นจึงตอกย้ำไปอีกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนร้อยเรียงเล่าเรื่องต่อเนื่องกันแม้กระทั่งโลกของแฟชั่นและโลกของศิลปะที่ผสมผสานกันอย่างไร้รอยต่ออย่างสิ้นเชิง

การคัดลอกผลงานเปรียบเสมือนการหมิ่นประมาท การไม่เคารพต่อพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงถึงการรับรู้ของสิ่งที่มีอยู่อย่างมีนัยสำคัญคือคำกล่าวของคัตเตลันต่อนิทรรศการครั้งนี้ ถ้าไม่นับรวมความย้อนแย้งและการเสียดสีต่อนิทรรศการในครั้งนี้ที่ได้ไปจัดขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่ง เวลานี้นับเป็นแหล่งขุดทองแห่งใหม่ของโลก รวมไปถึงยังเป็นประเทศที่มีปริมาณการบริโภคอย่างมหาศาล การแสดงความเคารพต่อกันทั้งในแง่ของวัฒนธรรมที่แตกต่างและในมุมของความเป็นมนุษย์นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะศิลปะคือภาษาสากลที่ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ มากั้นนั่นเอง

The Artists on show:

John Ahearn (with Rigoberto Torres), John Armleder, Nina Beier, Brian Belott, Anne Collier, Jose Dávila, Wim Delvoye, Eric Doeringer, Sayre Gomez, Andy Hung Chi-Kin, Matt Johnson, Jamian Juliano-Villani, Kapwani Kiwanga, Ragnar Kjartansson, Josh Kline, Louise Lawler, Margaret Lee, Hannah Levy, Lu Pingyuan, Ma Jun, Nevine Mahmoud, Aleksandra Mir, Pentti Monkkonen, Philippe Parreno, Jon Rafman, Mika Rottenberg, Reena Spaulings, Sturtevant, Superflex, Oscar Tuazon, Kaari Upson, Danh Vo, Gillian Wearing, Lawrence Weiner, Christopher Williams, XU ZHEN®, Yan Pei-Ming, Damon Zucconi

โค้งสุดท้าย!!! เสพงานศิลป์สุดติสต์จาก Marina Abramović Institute ณ bacc

อาจจะช้าไปหน่อย แต่เราสารภาพว่า เรารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ Marina Abramović เป็นครั้งแรกจากงาน The Artist Is Present ของเธอที่จัดแสดง ณ MoMA กรุงนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2010 ที่เปิดโอกาสให้คนดูมานั่งสบตาเธอเป็นระยะเวลาหนึ่ง และสิ่งที่ทำให้เราสนใจคือ การปรากฏตัวของ Ulay อดีตคู่รักและเพื่อนร่วมงานสุดอื้อฉาวของเธอนั่นเอง

หลังจากนั้น เราก็ไปเสิร์ชหาผลงานการแสดงเก่าๆ ของเธอ (กับ Ulay) และค่อยๆ ทำความรู้จักกับเธอผ่านยูทูบ และเฟสบุค ซึ่งก็สารภาพ(อีกครั้ง)ว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจกับอะไรต่อมิอะไรที่เธอแสดงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก และเราก็แอบโบ้ยเบาๆ ว่าเหตุผลที่เราไม่เข้าใจนั้น ก็เพราะว่าเราเสพงานศิลป์เหล่านั้นผ่านแชนแนลยูทูบ ไม่ได้เห็นการแสดงดังกล่าวสดๆ ต่อหน้านั่นเอง

ดังนั้น เมื่อมีการประกาศงาน Bangkok Art Bienale 2018 ขึ้นโดยมีการโหมโรงว่าจะมารีน่าและลูกศิษย์จะมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เราก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและตีตั๋ว (ฟรี) ไปเฝ้าเพอร์ฟอร์แมนซ์ A Possible Island? ทุกวาระและโอกาสที่จะพอเป็นไปได้ในทันที

การแสดงครั้งนี้คือเพอร์ฟอร์แมนซ์ต่อเนื่องจาก 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute ใช้กระบวนการ The Abramović Method แสดงต่อเนื่องเพื่อนำพาผู้ชมเข้าสู่ห้วงเวลาคู่ขนานที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้ โดยมีแก่นกลางที่เชื่อว่าภายในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของห้วงเวลาและชุดข้อมูลในปัจจุบั้นนั้น ทำให้ห้วงเวลาในชีวิตของเราถูกแทนที่ด้วยความกลัวต่างๆ ทั้งกลัวความเดียวดาย กลัวไม่มีที่ทางในสังคม และกลัวที่จะคิดนอกกรอบ

การแสดง A Possible Island? จึงชวนคุณมาให้ความสำคัญกับ ‘ห้วงเวลา’ ปัจจุบันผ่านการหายใจ การควบคุมสติ และการใช้ ‘เวลา’ แต่ละวินาทีอย่างพินิจพิเคราะห์ผ่านการตีความของศิลปินทั้งแปดชีวิต ซึ่งการแสดงนี้จะแสดงอย่างต่อเนื่อง และผู้ชมจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการแสดง ส่วนการตีความของการแสดงแต่ละชุดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชม ณ ห้วงเวลานั้นอย่างแท้จริง

ตัวเราเอง หลังจากได้เข้าๆ ออกๆ การแสดงชุดนี้หลายต่อหลายครั้ง เราได้สัมผัสประสบการณ์อันหลากหลายที่อธิบายได้ยาก สิ่งที่ปรากฏในหัวเราคือวลีที่เราเคยได้ยินจากไหนสักที่ว่า ‘Good art should disturb the comfort, and comfort the disburbed. – ศิลปะที่ดีควรจะกระตุ้นเราผู้ที่เฉื่อยชา และปลอบประโลมผู้ที่สับสน’ เพราะไม่ว่าเราจะเข้าไปในงานด้วยอารมณ์ใดก็ตาม เราจะกลับออกมาด้วยอารมณ์ขั้วตรงข้ามเสมอ นอกจากนั้น มันยังทำให้เราคิดถึงความอึดอัดตอนที่เราดูภาพยนตร์เรื่อง The Square (2017) เพราะความคับข้องใจ ความไม่เข้าใจ และความเร่งเร้ารุนแรงของงานเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดูเหมือนจะล้อเล่นกับโสตประสาตการรับรู้และกรอบคิดของสังคมของเราจนกระทั่งกระตุ้นอารมณ์หวาดกลัว และไม่มีที่มีทางในสังคมจำลองบนชั้น 8 ณ หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สัมผัสมนตรา เสน่ห์ และความหลอนของการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์แบบต่อเนื่องของ 8 ศิลปินจาก Marina Abramović Institute (MAI) ณ ห้องโถงชั้น 8 หอศิลป์วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่จะแสดงถึงวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น

Photo credit: BACC/Jukkrit.H

ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wallis ชายผู้ที่เลือกจะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก

Edward, Duke of Windsor

ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wallis ชายผู้ที่เลือกจะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพระราชาตกหลุมรักกับหญิงสาวสามัญชน แน่นอนว่าเรื่องราวคงจะจบไม่สวยงามเหมือนในนิทานประโลมโลกสวยที่เราใช้เล่าให้เด็กๆฟังก่อนนอนเสมอไป เพราะโลกความจริงมักจะโหดร้ายกว่าที่คิดเสมอ โดยเฉพาะกับผู้ที่ถูกเลี้ยงมาให้วิ่งเล่นบนทุ่งดอกลาเวนเดอร์และขี่ยูนิคอร์นไปโรงเรียน อย่างกรณีความรักสุดอื้อฉาวระหว่างกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระราชาแห่งสหราชอาณาจักร กับหญิงสามัญชนแม่ม่ายชาวอเมริกันนาม Wallis Warfield Simpson ที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว 2 ครั้ง เธอได้กลายมาเป็นดัชเชสแห่งวินเซอร์ในเวลาต่อมา เรื่องราวความรักครั้งนี้นับเป็นบาดแผลสุดฉกรรจ์ของราชวงศ์อังกฤษในช่วงเวลานั้น ทั้งคู่เลือกย้ายออกจากประเทศอังกฤษ โดยตัดขาดและสละราชบัลลังก์ อันหมายถึงการละทิ้งภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำแห่งราชวงศ์อังกฤษ สองสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงตัวเอ็ดเวิร์ดไว้กับราชวงศ์อังกฤษนั้นได้แก่ เงินเดือนในฐานะผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ และตู้ฉลองพระองค์อันเรียบง่ายแต่สง่างามนั่นเอง

ก่อนจะพบกับม่ายสาววอลลิส เอ็ดเวิร์ดเติบโตขึ้นมาในสังคมชั้นสูง เขาซึมซับวิถีการปฏิบัติตัวของชนชั้นสูงแบบราชวงศ์เข้ามาในสายเลือด นั่นหมายถึงการเรียนรู้กฎเหล็กทุกอย่างที่มีบัญญัติไว้ในทุกอากัปกิริยาการขยับตัวราวกับคัมภีร์สมุดหน้าเหลือง ไล่เรียงมาตั้งแต่วิถีการปฏิบัติตน มารยาท รวมไปถึงการแต่งกาย ที่สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดตั้งแต่สมัยยุควิคตอเรียน กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์จะได้เรียนรู้และรับคำแนะนำอย่างละเอียดในการเลือกเครื่องแต่งพระวรกายให้เหมาะสมกับทุกโอกาส ซึ่งฉลองพระองค์ชุดต่างๆนั้นจะไม่ได้เพียงแต่สำแดงซึ่งอำนาจบารมี และถ่ายทอดธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดถูกอกถูกใจชาวอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แต่มันคือการสร้างภาพลักษณ์และต้นแบบที่ ’ถูกต้อง’ ของแฟชั่นให้กับสุภาพบุรุษทั่วโลก เช่น ลุค ‘Evening Dress’ เอ็ดเวิร์ดเลือกสวมทักซิโดแบบกระดุม 2 แถว และมักเลือกใช้สีมิดไนท์ บลู จับคู่กับรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาล และบ่อยครั้งที่เราจะเห็นเอ็ดเวิร์ดในแจ๊กเก็ตสีเทาชอล์กลายทาร์ทัน ซึ่งก็กลายเป็นสีและลายที่เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงและคนทั่วไปในเวลาต่อมา และสำหรับใครที่เกิดทันในช่วงยุคปลายศตวรรษที่ 18 (ลองไปคุยกับคุณทวดหรือคุณปู่ที่อายุยืนๆดูก็ได้ คงจะสนุกน่าดู) ก็คงจะรู้ดีว่ากษัตริย์เอ็ดเวิร์ดคือสไตล์ไอคอนแห่งยุคนั้นจริงๆ ใครจะรู้ว่าสเวตเตอร์ ‘Fair Isle’ ที่มีต้นกำเนิดมาจากเกาะแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์อันมีลวดลายถักพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์นั้นได้ถูกเอ็ดเวิร์ดเลือกมาสวมใส่ในช่วงวันหยุดพักผ่อน ก่อนจะกลายมาเป็นที่นิยมระเบิดไปทั่วโลกจนตราบถึงปัจจุบัน ซึ่งสไตล์อันโดดเด่นนี้ก็ยังติดตัวเขาเป็นภาพจำ แม้ว่าเขาจะสละราชบัลลังก์ไปเป็นสามัญชนแล้วก็ตาม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเขานั้นก็ถือว่าเป็นสไตล์ไอคอนต้นแบบ และเป็นผู้เซ็ตมาตรฐานการแต่งกายแบบ ‘สุภาพบุรุษ’ ที่แท้จริงให้กับเหล่าสุภาพบุรุษทั่วโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย

หลังจากตัดสินพระทัยสละราชบัลลังก์และใช้ชีวิตร่วมกับม่ายสาววอลลิส พวกเขาเลือกเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสเป็นที่อยู่อาศัย โดยยังไม่ทิ้งคราบการใช้ชิวิตแบบสุดโต่ง หรูหราและฟุ่มเฟือย แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดานักข่าวที่ต้องการขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัวของเขานั้นก็ยังตามตอแยเขาอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องราวชีวิตสุดเมโลดราม่าแบบนี้ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องบนหน้าหนังสือพิมพ์ซุบซิบทั้งในและนอกประเทศ ดังนั้น ภาพต่างๆที่ช่างภาพแอบถ่ายมานั้นก็พิสูจน์ให้โลกรู้ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงเอ็ดเวิร์ดสามัญชนคนธรรมดา ไม่ใช่กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ แต่เขาก็เป็น ‘The King of His Own Style’ เสมอมาแบบไร้ข้อกังขา