The Courtauld Collection, a Vision for Impressionism

ใครที่หลงใหลงานศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ (impressionism) จะต้องไม่พลาดนิทรรศการ   ที่จัดขึ้นที่ Louis Vuitton Foundation ที่ปารีส นี่คือคอลเลกชั่นส่วนตัว The Courtauld Collection ของ Samuel Courtauld นักลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมชาวอังกฤษที่เก็บสะสมผลงานศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ชิ้นเยี่ยมไว้มากมาย ซึ่งเคยนำมาจัดแสดงเมื่อ 60 ปีก่อน และครั้งนี้ผลงานจำนวน 110 ชิ้นจะได้เผยโฉมสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งหนึ่งหลังจากการหลับใหลอันยาวนาน

Antibes, 1888, Claude Monet (1840-1926). Object id P.1948.SC.276. NP149.

งานนิทรรศการนี้เริ่มตั้งแต่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ประกอบด้วยงานจิตรกรรม 60 ชิ้น และอื่นๆ อย่างงานกราฟิก รวมทั้งหมด 110 ชิ้น เป็นผลงานที่อยู่ในความครอบครองของ Courtauld Gallery โดยชิ้นเด่นๆ จะเป็นงานอิมเพรสชั่นนิสม์ อาทิ Un bar aux Folies Bergere (1882) โดยมาเนต์, Jeune femme se poudrant (1889 – 90) โดยซูราต, Les Joueurs de cartes (1892 – 95) โดยเซซาน, Autoportrait à l’oreille bandée (1889) โดยแวนโก๊ะห์, Nevermore (1897) โดยโกแกง อีกทั้งผลงานวาดสีน้ำของศิลปินระดับโลกอย่าง J.M. W. Turner ซึ่งอยู่ในครอบครองของ Sir Stephen Courtauld ผู้เป็นน้องชายของแซมวล

ที่ทำให้เราต้องตื่นเต้นกันเพราะผลงานที่เป็นศิลปะในรูปแบบอิมเพรสชั่นนิสม์นั้นหลายๆ ชิ้นคือภาพดั้งเดิมที่ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสายตาสาธารณะมากว่า 60 ปี ตั้งแต่การแสดงนิทรรศการครั้งสุดท้ายในปีค.ศ. 1955 ที่ Musée de l’Orangerie ครอบครัวของแซมวล
มีความเชื่อมโยงกับประเทศฝรั่งเศส โดยพื้นเพเป็นคนแถบ île d’Oléron และได้อพยพไปอยู่ลอนดอนในศตวรรษที่ 17 โดยประกอบอาชีพช่างทำเครื่องเงิน ก่อนจะถึงรุ่นของแซมวลได้เปลี่ยนมาทำธุรกิจโรงทอผ้าในค.ศ. 1794 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกิจการทอผ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หลังจากมีการคิดค้นผ้าไหมประดิษฐ์ (viscose) ขึ้นมาในโลกซึ่งเป็นเส้นใยสังเคราะห์ แต่ให้ผิวสัมผัสเช่นเดียวกับผ้าไหมและผ้าขนสัตว์ จึงทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าเฟื่องฟูมากในยุคนั้น ซึ่งแซมวลได้เข้ามาเป็นประธานบริษัทในปี 1921 และสร้างความมั่งคั่งให้กับตระกูล

The Card Players, 1892-1896, Paul Cézanne (1839-1906). Object id P.1932.SC.57. NP122

เป็นธรรมดาของผู้มีฐานะในยุคนั้นที่จะสนับสนุนงานศิลปะ หากแต่แซมวลมีสายตาที่กว้างไกล เขามีความชื่นชอบผลงานของกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ที่เรียกว่าอิมเพรสชั่นนิสม์ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ล้ำยุคในขณะที่ความนิยมศิลปะยุคนั้นเป็นแนวนีโอคลาสสิกหรือแนวโรแมนติก แต่แซมวลแหวกแนวนิยมดั้งเดิมหันมาชื่นชอบผลงานจิตรกรรมที่วาดขึ้นอย่างฉับไว แสดงความประทับใจของศิลปินที่มีต่อภาพที่เห็นเบื้องหน้าและจำลองมาอยู่บนผืนผ้าใบโดยไม่เน้นความสมจริงหรือรายละเอียด แต่เน้นอารมณ์ของภาพที่ปรากฏ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปที่ยังชื่นชอบงานศิลปะแนวเหมือนจริง หรือความโรแมนติก (ไม่ใช่แค่แง่มุมความรัก แต่เป็นเรื่องสะท้านอารมณ์หรือกระทบจิตใจอย่างใหญ่หลวงก็ได้)

ด้วยความเป็นคนที่จัดอยู่ในกลุ่ม Francophile หรือกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ในวัฒนธรรมฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เขาจึงชื่นชอบที่จะใช้เวลาอยู่ในปารีส พบปะกับนายหน้างานศิลปะอย่าง Percy Moore Turner เพื่อถกกันว่างานศิลปะชิ้นไหนควรค่าแก่การครอบครอง แซมวลใช้เวลาเพียง 10 ปีในการสร้างคอลเลกชั่นที่มีจำนวนมากเช่นนี้ แม้หลายคนจะคิดว่างานของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์ไม่เป็นที่ยอมรับในยุคแรกๆ ราคาอาจจะไม่สูงมาก หรือมีง่ายดาษดื่น แต่ในความเป็นจริงงานของศิลปินกลุ่มนี้ที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับก็มีมาก อย่างโมเนต์ ผลงานของเขามีความโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับแต่แรก ไม่ได้ล้ำยุคอย่างแวนโก๊ะห์ที่ต้องใช้เวลานานจนชีวิตหาไม่แล้วคนถึงจะตระหนักเห็นคุณค่าผลงานของเขา

แซมวลเองก็เป็นเจ้าของผลงานของแวนโก๊ะห์เช่นกัน คือภาพ Autoportrait á l’oreille bandèe ซึ่งเป็นภาพเหมือนของตัวแวนโก๊ะห์เองที่มีผ้าพันแผลที่หู และด้านหลังเป็นภาพพิมพ์ญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าเขาคลั่งไคล้งานศิลปะแขนงนี้ของญี่ปุ่นมาก และมีคนไปเสาะหามาจนได้ว่าภาพพิมพ์ด้านหลังนี้น่าจะเป็นภาพเกอิชาในทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำโดยมีภูเขาไฟฟูจิอยู่ด้านหลังซึ่งพิมพ์ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1870s ภาพของแวนโก๊ะห์นี้ผู้เป็นเจ้าของคือ Julien (Père) Tanguy ซึ่งเคยเป็นแบบให้แวนโก๊ะห์วาดภาพ 2 ครั้ง แต่เขาได้ภาพนี้มาอย่างไรไม่มีใครทราบ เพราะเขาได้นำภาพนี้มาแสดงในงานนิทรรศการภาพเขียนแวนโก๊ะห์ถึง 2 ครั้งหลังจากที่ตัวศิลปินได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยนายหน้างานศิลปะได้แนะนำให้แซมวลซื้อภาพนี้ไว้ และกลายเป็นภาพที่ล้ำค่าในความครอบครองของแกลเลอรีซึ่งเป็นเหมือนมรดกของตระกูลสืบมา

นิทรรศการนี้เกิดขึ้นได้เพราะการบูรณะ Courtauld Gallery สถานที่จัดแสดงงานศิลป์เหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นจังหวะอันดีที่อาจจะไม่มีอีกแล้วที่งานศิลปะเหล่านี้จะถูกนำออกมา จัดแสดงในฝรั่งเศส และใน Louis Vuitton Foundation โดยนำชิ้นงานสำคัญๆ ทั้งหมดมาไว้ในจำนวนที่มากที่สุดด้วย

ห้องจัดแสดงที่ 1 นำเสนองานในช่วงยุค 1860s อย่างภาพ Don Quichotte et Sancho
Pança โดย Daumier และมีผลงานชิ้นต่างๆ ของมาเนต์ (Édouard Manet) รวมทั้งชิ้นงาน ที่มีชื่อเสียงมากของมาเนต์คือ Un bar aux Folies Bergère ในเวอร์ชั่นของ Déjeuner sur l’herbe และ Coin de café-concert ภาพหญิงสาวยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ชิ้นหนึ่งเช่นกัน

ห้องจัดแสดงที่ 2 เป็นห้องแสดงภาพทิวทัศน์ที่วาดโดยโมเนต์ (Claude Monet) อาทิภาพ La Gare Saint-Lazare ที่แสดงชีวิตประจำวันของคนปารีสยุคนั้นผ่านทางสถานีรถไฟแซงต์ลาซาร์, ภาพ Antibes ที่มีสีสันสวยงามมาก และต้นไม้ที่ตั้งอยู่เกือบกลางภาพก็เป็นแนวเส้นเอนที่ไม่แบ่งแยกภาพและทำให้เกิดจุดสนใจ และภาพฤดูใบไม้ร่วง Effet d’automne à  Argenteuil ที่มีสีสันงดงาม รวมทั้งยังมีภาพผลงานของเรอนัวร์และเดอกาส์จัดแสดงอีกด้วย

ห้องจัดแสดงที่ 3 เป็นห้องที่อุทิศให้กับผลงานของซูราต (Georges-Pierre Seurat) ซึ่งมีเทคนิคการสร้างงานศิลปะที่ต่างจากคนอื่นๆ ด้วยการแต้มจุดสีลงไปให้จุดสีผสมผสานกันให้เกิดสีใหม่ซึ่งเป็นผลจากการมอง ซึ่งเขาต้องแลกมาด้วยการพิการทางสายตาในบั้นปลายของชีวิต โดยมีงานเด่นๆ ที่เป็นผลงานยุคที่เขาปาดป้ายฝีแปรง ไม่ใช่การแต้มสีเป็นจุดๆ อย่างภาพคนตกปลา Les Pêcheurs à la ligne, ภาพชายหนุ่ม Homme peignant une barque และภาพทิวทัศน์ริมแม่น้ำที่มีคนอาบน้ำม้าอยู่ด้านหน้าอย่าง Chevaux dans l’eau

ห้องจัดแสดงที่ 4 มีผลงานชิ้นเด่นของ Toulouse-Lautrec สองชิ้น คือ Jane Avril à  l’entrée du Moulin Rouge และ En cabinet particulier (Au Rat mort) โดยมีผลงานวาดเส้นบนกระดาษของศิลปินท่านนี้และมาติสส์ รวมทั้งปิกาซโซ จัดแสดงด้วย

La Loge (Theatre box), 1874, Pierre Auguste Renoir (1841-1919). Object id P.1948.SC.338. NP168.

ห้องจัดแสดงที่ 5 เสนอผลงานจิตรกรรม
และงานวาดเส้นของเซซาน (Paul Cézanne)  อย่าง Les Joueurs de cartes, La Montagne Sainte-Victoire au grand pin, Nature morte avec l’amour en plâtre และ Lac d’Annecy ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานชิ้นเด่นของศิลปินท่านนี้

Young Woman powdering herself, 1888-1890, Georges Seurat (1859-1891). Object id P.1932.SC.396.

ห้องจัดแสดงที่ 6 แสดงภาพของแวนโก๊ะห์ (van Gogh) ที่มีงานชิ้นเด่นคือ Autoportrait à l’oreille bandée และ Pechers en fleurs รวมทั้ง Champ de blé avec cyprès โดยมีภาพของโกแกง (Gauguin) ที่เป็นผลงานเด่นๆ อย่าง Meules, Nevermore และ Te Rerioa ร่วมกับประติมากรรม Portrait de Mette

Self-Portrait with Bandaged Ear, 1889, Vincent van Gogh (1853-1890). Object id P.1948.SC.175, NP195.

ห้องจัดแสดงที่ 7 เป็นการนำเสนอภาพวาดสีน้ำของเจ เอ็ม ดับเบิ้ลยู เทิร์นเนอร์ ที่มีความงดงามโดดเด่นไม่แพ้งานศิลปะสีน้ำมันของจิตรกรท่านอื่นๆ โดยผลงานสีน้ำของศิลปินท่านนี้มีความโดดเด่นทั้งการใช้สีและวิธีนำเสนอรวมทั้งการบอกเล่าเรื่องราวอีกด้วย

นอกจากนี้อีก 3 ชั้นของ Louis Vuitton Foundation ยังมีนิทรรศการที่น่าสนใจอย่าง
A Vision for Painting: A New Selection of Works รวม 75 ชิ้น โดย 23 ชิ้นเป็นผลงานของศิลปินนานาชาติ ซึ่งเป็นชิ้นงานตั้งแต่ทศวรรษ 1960s จนถึงปัจจุบันของศิลปินต่างๆ อาทิ Joan Mitchell, Alex Katz, Gerhard Richter, Ettore Spalletti, Yayoi Kusama และ Jesus Rafael Soto

Author : Sethapong Pawwattana

Made in France

Thitinan Pongjaruwat  IG: @thitinann.p

นันท์ – ฐิตินันท์ พงษ์จารุวัฒน์ ออกปากว่า ความชอบวาดรูปของตัวเองนั้นเกิดจากความบังเอิญในวัยเยาว์ที่มีญาติวาดรูปสวยอยู่ใกล้ตัว เธอจึงวาดรูปตามเขาไปและได้ค้นพบความสามารถของตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก และในเมื่อรู้ว่าตัวเองทำได้ดี จึงแน่วแน่ที่จะพัฒนาฝีมือในทิศทางนี้ และตัดสินใจเลือกเรียนคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในที่สุด

ก่อนเรียนจบ เธอได้มีโอกาสไปฝึกงานกับศิลปินวาดภาพประกอบชื่อดังคนหนึ่ง และทำงานในสตูดิโอนั้นในฐานะ junior illustrator พ่วงด้วยตำแหน่ง studio manager ทำให้เธอค้นพบความสามารถอีกอย่างที่ส่วนใหญ่เด็กสายศิลป์มักจะไม่ค่อยมี นั่นคือความสามารถในการ ‘จัดการ’ ต่างๆ รวมไปถึงงานเอกสารด้วย เธอบอกว่านี่ถือเป็นการเปิดโลกใบใหม่ให้กับเธอเลยทีเดียว

ตอนนี้เธอกำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อสาขาที่เธอรัก และทำอาชีพนักวาดภาพประกอบอิสระ เธอจึงเจียดเวลามาร่วมงานกับเราในเล่มนี้ โดยออกปากว่า แม้ผลงานของเธอจะดูค่อนข้างโมเดิร์น แต่ศิลปินที่เธอรักสุดหัวใจนั้นคือ Monet และ Edward Hopper ดังนั้นเธออยากจะวาดรูปอย่างมีความสุขและอยากให้คนส่วนหนึ่งมีความสุขเมื่อเห็นรูปที่เธอวาด เหมือนกับที่เธอมีความสุขเวลาเห็นงานของศิลปินที่เธอชื่นชมนั่นเอง

Thitiporn Klintachote  IG: @22mm.t

มะเหมี่ยว – ฐิติพร กลิ่นทโชติ เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่ทำงานออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ เธอเรียนจบจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เธอเล่าให้เราฟังว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ ภาพจำของเธอคือเธอวาดรูปตัวการ์ตูนสุดโปรดอย่างแฮมทาโร่บนกระดาษเอสี่ด้วยสีเทียนตั้งแต่เด็ก และครอบครัวของเธอก็มีภาพถ่ายเป็นหลักฐานว่าเธอใช้สีเทียนประจำตัวขีดเขียนและวาดรูปตัวการ์ตูนเต็มกำแพงบ้านตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ อยู่เลย

เอกลักษณ์โดดเด่นที่ทำให้เราเลือกมะเหมี่ยวมาร่วมงานกับเราในครั้งนี้คือสัดส่วนอันผิดปกติของร่างกายมนุษย์และสีสันอันจัดจ้านจนเป็นที่ติดตาตั้งแต่เห็นครั้งแรก เธอเล่าให้เราฟังว่างานของเธอพัฒนามาจากงานของศิลปินที่เธอชื่นชอบอย่าง Fernando Botero ที่เรียกได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธอกล้าที่จะวาดคนสไตล์อวบอัด ไม่ตรงสัดส่วน แต่เพิ่มเติมความทันสมัยโดยใช้สีสันจัดจ้าน และเติมเท็กซ์เจอร์สีสันแทรกเข้าไปในงาน จนกระทั่งกลายเป็นลายเซ็นอันชัดเจนของตัวเอง

เธอบอกว่าความฝันของเธอคืออยากจะขายของของตัวเองได้ อยากเห็นคนใช้ของที่มีภาพวาดอันเป็นลายเซ็นของเธอบนนั้น เธอจึงวาดรูปทุกวัน พยายามอัพงานให้คนเห็นตลอดเวลา เธออยากจะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพื่อจะเพิ่มโอกาสให้กับความสามารถของตัวเองนั่นเอง

Supanat Surichai  IG: @hippyiqbul

ณณท์ – ศุภณัฐ สุริย์ฉาย เคยออกแบบปกซิงเกิลให้กับแม็กซ์ เจนมานะ (โปรเจ็กต์ Crossover ที่เขาทำร่วมกับภูมิ วิภูริศ) มาแล้ว และด้วยลายเส้นอันหนักหน่วง บวกกับสีสันอันจัดจ้าน แต่ก็เคร่งขรึม ทำให้สะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เราจึงไม่รีรอที่จะเรียกเขามาเป็นหนึ่งในผู้วาดภาพประกอบคอลัมน์แฟชั่นให้กับเราในครั้งนี้

ณณท์บอกว่าชีวิตนี้เขาไม่ค่อยทำอะไรเท่าไหร่นอกจากนั่งวาดรูป ตั้งแต่จำความได้มาแล้ว ไม่ค่อยออกไปสังสรรค์สุงสิงกับเพื่อนฝูง เขาวาดภาพจนไม่แน่ใจว่าทำไมถึงชอบวาดภาพ รู้เพียงแค่ว่านี่เป็นสิ่งที่เขาทำได้ และเขามีความสุขกับมัน เท่านั้นเอง อาจจะเพราะว่าเขามีเรื่องราวและจินตนาการวนเวียนอยู่ในหัวเยอะแยะมากมายไปหมด การวาดรูปจึงเป็นเพียงหนทางระบายออกที่ดีที่สุดสำหรับเขา

ปัจจุบันณณท์ทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบเต็มเวลาสมดังตั้งใจ และในฐานะที่เขาจบคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้เขาตั้งใจผสมผสานงานกราฟิกกับงานวาดภาพมาไว้ด้วยกัน เขาจะมองฟอร์มต่างๆ ในเริ่มต้นสไตล์กราฟิก ย่อยออกมาเป็นรูปทรงและเส้นสายที่ชัดเจนก่อน และวาดทับให้กลายมาเป็นภาพประกอบที่สมบูรณ์ในภายหลัง ซึ่งโจทย์ที่ได้รับจากเราในครั้งนี้เขาบอกว่าสนุกและท้าทายฝีมือเป็นอย่างมาก

Fashion Editor: Chanond Mingmit

High Artistry& Craftsmanship

นับเป็นเวลากว่า 100 ปีมาแล้วที่ Montblanc (มงต์บลองค์) ได้สืบทอดทักษะความเชี่ยวชาญแบบดั้งเดิมของเหล่าช่างฝีมือ ในขณะเดียวกันก็ยังผสมผสานการใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำระดับสูงเป็นตัวช่วยในการรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคพิเศษอย่างไม่หยุดยั้ง

ด้วยทักษะความเชี่ยวชาญขั้นสูงของช่างจากศูนย์ช่างฝีมือ (metiers d’arts) ภายในอะเตอลิเยร์ของ Montblanc ทำให้แบรนด์สามารถสร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์ชั้นยอดอันหาที่เปรียบมิได้ Montblanc ขอแนะนำ High Artistry ลิมิเต็ดอิดิชั่นล่าสุดของแบรนด์ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เราได้พบกับ Daniel Kohler ผู้เป็น Head of Client Relations & High Artistry ของ Montblanc เขาได้นำผลิตภัณฑ์สุดพิเศษของ High Artistry ลิมิเต็ดอิดิชั่นมาให้ชม ไม่ว่าจะเป็นปากการุ่น Montblanc High Artistry Homage To Kang Xi รุ่นล่าสุด โดยด้ามปากกาเป็นทองทำลวดลายเป็นเสื้อเกราะ มีวงแหวนที่ทำจากหินตาเสือแทนแหวนนิ้วโป้งที่จักรพรรดิจะสวมเวลายิงธนู ส่วนหนึ่งเป็นไม้สลักลายดอกบัว ส่วนปลายปากกาสลักเสลาอย่างงดงาม ทั้งหมดประกอบขึ้นโดยช่างฝีมือที่ชำนาญยิ่ง

ส่วนปากการุ่น Great Chracters James Dean Edition มีดีไซน์คล้ายมีดสปริงที่เป็นของคู่กายของเขาในภาพยนตร์เรื่อง Rebel Without a Cause โดยรุ่นลิมิเต็ดนี้จะใช้กลไกแบบมีดสปริงในการเผยปลายปากกา ด้ามประกอบด้วยไม้หายากสีดำ

ส่วนประกอบอื่นเป็นทองคำขาวสลักลายเส้นที่เป็นส่วนหนึ่งของธนบัตรดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีปากการุ่น High Artistry Heritage Metamorphosis Limited Edition ซึ่งตัวปากกาทำจากทองคำขาว บางส่วนเคลือบสารเรืองแสงในที่มืดเป็นรูปแมงมุม ที่เลือกแมงมุมเพราะต้องการสื่อว่าการทอใยของแมงมุมนี้ก็เหมือนการเขียนตัวอักษรเรียงร้อยเส้นเป็นชิ้นงาน

นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาที่รังสรรค์พิเศษจาก High Artistry อาทิ Star Legacy Suspended Exo Tourbillon Limited Edition 58 ที่มีกลไกสุดซับซ้อนในรูปลักษณ์ที่มีกลิ่นอายวินเทจ, TimeWalker Exo Tourbillon Minute Chronograph Limited Edition ที่ผสมผสานกลไกตูร์บิญองกับโครโนกราฟเข้าด้วยกัน และ Montblanc Star Legacy Moonphase ตัวเรือนพิงก์โกลด์ ด้วยดีไซน์ที่มินิมอลแต่เปี่ยมด้วยฟังก์ชั่นการใช้สอย โดยเฉพาะการตั้งข้างขึ้น-ข้างแรม มีปุ่มกดที่ซ่อนอยู่ข้างตัวเรือน ทำให้ปรับเวลาได้ง่ายขึ้น
Montblanc ได้เปรียบเทียบเหล่าช่างฝีมือผู้เปี่ยมทักษะเสมือน ‘ผู้สร้างจิตวิญญาณ’ ช่างฝีมือเหล่านี้คือผู้ที่เต็มเปี่ยมด้วยพรสวรรค์และเทคนิคพิเศษที่ได้เฝ้าฝึกฝนมานานหลายปี โดยได้เรียนรู้จากช่างฝีมือรุ่นก่อนและพร้อมที่จะส่งต่อความเชี่ยวชาญนี้ไปสู่รุ่นต่อไป ซึ่งเราสัมผัสได้จากการชมผลงานสุดลิมิเต็ดเหล่านี้ หรือแม้แต่ผลงานทุกชิ้นที่อวดโฉมอยู่ในบูติกของ Montblanc ก็ตาม เป็นผลงานล้ำค่าที่ควรค่าแก่การส่งต่อจากรุ่นถึงรุ่นอย่างแท้จริง

ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์

ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ มีความยินดีนำเสนอการแสดงนิทรรศการเดี่ยวของศิลปิน เกตุสุดา ลูกทอง (เกิด พ.ศ.2526) เดอะ โกท สตอรี่ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม ถึง 15 มิถุนายน 2562 ที่ ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ กรุงเทพฯ จะมีการนำเสนอชิ้นงานแกรไฟต์บนกระดาษจำนวน 16 ชิ้น รวมทั้งการจัดแสดงรูปปั้นตะกั่ว

เกตุสุดา ลูกทอง
เดอะ ฮอร์ส อิน เมมโมรี่ แอนด์ เดอะ โกท อิน เมมโมรี่ พ.ศ.2562
ตะกั่ว
25 x 8 x 38 (ม้า); 24 x 6 x 26 (แพะ) ทั้ง 31 ชิ้น

ใจความหลักในชิ้นงานของเกตุสุดา ลูกทองนั้นจะเป็นการสำรวจสุนทรียภาพจากสิ่งที่คนเราพบเห็นจนชินตาในชีวิตประจำวันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอให้ความสำคัญกับเรื่องที่ดูเหมือนธรรมดาเหล่านี้ และมองว่ามันมีความไม่ธรรมดาอยู่ข้างใน มันให้ความรู้สึกของความจริงใจ ซึ่งดูช่างเป็นเรื่องเรียบง่าย ในงานกวีนิพนธ์คลาสสิกของจีนชิ้นหนึ่ง จะมีการถกเถียงกันถึงความเหนือกว่าระหว่างสไตล์ของ Tang และ Sung โดยที่คนแรกนั้นจะโดดเด่นในเรื่องการแต่งกวีนิพนธ์ที่มีเนื้อหาเข้มข้นและมีผลงานระดับตำนาน ในขณะที่คนหลังนั้นจะเน้นแนวคิดที่เรียบง่ายและพบเห็นได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม กวีนิพนธ์ของ   Sung กลับดูเหมือนจะมีความล้ำลำซับซ้อนมากกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ แนวคิดของลูกทองเองจะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้วิธีนี้ แม้ว่าหลายครั้งอาจจะถูกนำไปตีความผิดจากมุมมองของผู้ที่ใช้ชีวิตในยุคร่วมสมัยอยู่บ้าง

ในงานของเธอนั้น ลูกทองสื่อสารเนื้อหาผ่านลักษณะท่าทางตามปกติของฝูงแกะในเมือง กับฝูงแพะในหมู่บ้านย่านชนบท ลูกทองกล่าวว่า “แพะเป็นสัตว์ที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายหากเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆ แพะกินอะไรก็ได้ และหลังจากที่สังเกตมาหลายครั้ง ดูเหมือนว่าจะมีแพะอยู่ตัวหนึ่งซึ่งแตกต่างไปจากแพะตัวอื่นๆที่อยู่ในฝูง การใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัดทำให้ฉันนึกถึงชนกลุ่มน้อยที่ต้องใช้ชีวิตไม่เหมือนคนอื่น”

แนวคิดของลูกทองสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบอันเรียบง่าย ผ่านการกระทำต่างๆ  มันจะมีความรู้สึกแปลกแยกของแพะตัวนั้น ซึ่งลูกทองนำเสนอด้วยสีหน้าของแพะที่ดูเก้ๆกังๆไม่เข้าพวก  การถอนรากหรือหากจะกล่าวให้ชัดเจนคือ การถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานโดยอ้างว่ามันคือ “ความก้าวหน้า” คือสิ่งที่เธอตั้งคำถาม เธอตั้งใจที่จะบันทึกความทรงจำ ซึ่งอาจจะเป็นความทรงจำของเธอเอง โดยการเชื่อมโยงเอาอดีตและปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับแพะ (และกิจวัตรประจำวันของมัน) ภายใต้สภาพแวดล้อมในยุคร่วมสมัยที่มีแต่การเปลี่ยนแปลง

‘คิดถึงบ้านที่กลับไม่ได้’ โดย กรีน เซง ณ ซิเนม่าโอเอซิส แกลเลอรี่โอเอซิส

เมื่อเทียบกับมหากาพย์นวนิยายขอบเหวนรกของการเมืองไทย  สิงคโปร์ดูเชื่องไร้พิษภัย  แต่คุณอาจแปลกใจ  จริงอยู่ที่เขามีพื้นที่เว่อร์ทางอารมณ์น้อยกว่าเรา  แต่การขยับเคลื่อนของเปลือกโลกและผืนแผ่นดินที่นั่นก็ชวนหวาดหวั่นและน่าเกรงขามไม่แพ้เรา

ภาพของศิลปิน กรีน เซง ปริ่มด้วยความอาวรณ์ – โรคเรื้อรังที่ค่อยๆกัดกินบ่อนทำลายจากภายใน  นั่นคือความคิดถึงบ้านที่กลับไปไม่ได้  เพราะว่ามันหายวับไปแล้ว

มูลนิธิซิเนม่าโอเอซิสยินดีและภูมิใจเสนอผลงานของศิลปินหลายแขนงคนนี้จากสิงคโปร์  ด้วยโปรแกรมฉายภาพยนตร์ ‘กลับบ้าน’ ที่ซิเนม่าโอเอซิส

และที่แกลเลอรี่โอเอซิส  นิทรรศการภาพถ่าย ‘ผู้ถูกเนรเทศกลับเข้ากรุง’ และวิดีโอจัดวางชุด ‘การจำลองเหตุการณ์ของนักศึกษา’ ซึ่งนำคำสารภาพของนักโทษทางการเมือง  ที่ถูกบังคับให้กล่าวหาตนเองออกทีวีมาแสดงใหม่เป็นวิดีโอจัดวาง

ภัณฑารักษ์มานิต ศรีวานิชภูมิ:  “กรีน เซง เข้าใจที่สร้างชายชราผมขาว ดูหงอยเหงา ขึ้นมาเป็นตัวละครแทนกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลง  การถ่ายรูปก็จงใจให้เหมือนโปสการ์ดสถานที่ท่องเที่ยว  โดยที่ชายแก่นั้นตัวนิดเดียว  ถ้าไม่สังเกตก็อาจไม่เห็นแกเลย  หลงหายท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ถูกปั้นแต่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว  ความหมายของสถานที่เหล่านี้จึงมีสองระดับ  มีสองโลกในที่เดียวกัน  อาจเป็นความตั้งใจของศิลปินที่จะบอกว่า  สิงคโปร์เลือกนำเสนอประวัติศาสตร์เฉพาะบางด้าน  เพื่อเสนอภาพประวัติศาสตร์ที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบเท่านั้น  ไม่มีความวุ่นวายเหมือนประเทศอื่น”

กำหนดการวันเปิด 4 พฤษภาคม 62

เวลา 15.00 น.                         รอบปฐมทัศน์ ‘กลับบ้าน’ ณ ซิเนม่าโอเอซิส

เวลา 16.30 – 17.30 น.            คุยหนัง / คุยศิลปะ กับผู้กำกับ กรีน เซง

เวลา 18.00 – 21.00 น.             เปิดนิทรรศการภาพถ่ายและวิดีโอจัดวาง ณ แกลเลอรี่โอเอซิส

Notre Damn de Paris ไม่ใช่แค่โบสถ์หลังหนึ่ง

เรียกว่าฉับพลันทันใดที่เพลิงซึ่งโหมกระหน่ำส่วนบนของอาสนวิหารนอตเทรอดามแห่งปารีสยังไม่ดับสนิท Kering Group ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นอย่าง GUCCI, SAINT LAURENT, BOTTEGA VENETA และอื่นๆ ก็ประกาศบริจาคเงินสมทบทุนการบูรณะ 100 ล้านยูโร และอีกไม่นานทาง LVMH เจ้าของแบรนด์ LOUIS VIUITTON, DIOR, FENDI และแบรนด์ดังอื่นๆ ก็ประกาศบริจาคเงินสมทบทุนการบูรณะอาสนวิหารนี้ 200 ล้านยูโร ล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ทาง L’OREAL และตระกูล Bettencourt ประกาศบริจาคเงิน 200 ล้านยูโรสำหรับการบูรณะครั้งนี้ แน่นอนว่าจะบริษัทใหญ่ต่างๆ พร้อมใจร่วมบริจาคอีกรวมทั้งประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่แค่ชาวฝรั่งเศส เพราะทุกคนต่างพากันเศร้าสะเทือนใจกับเหตุการที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

ประธานาธิบดีแอมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสก็มาประกาศว่าจะมีการบูรณะอาสนวิหารแห่งนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีให้ทันกับการที่ปารีสจะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อน 2024 แม้นักอนุรักษ์จะมีความเห็นว่าด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันก็ยังต้องใช้เวลานับ 10 ปีขึ้นไปเพราะขั้นตอนการอนุรักษ์ไม่ใช่งานก่อสร้าง ต้องมีการประชุมและหารือมากมาย แต่กระนั้นก็ไม่มีใครจะคัดค้านคำพูดของประธานาธิบดีว่าเป็นไปไม่ได้

เรามาดูว่าทำไมอาสนวิหารนอตเทรอดามแห่งปารีส จึงไม่ใช่แค่โบสถ์หนึ่งหลังอย่างที่หลายคนมาเกรียนกันในโซเชียลมีเดีย อาสนวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 มีอายุกว่าแปดร้อยปี แต่ความสำคัญไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าทางวิศกรรมและสถาปัตยกรรมเมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อนเท่านั้น ทว่าอาสนวิหารนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์มาตั้งแต่ก่อนจะมีประเทศฝรั่งเศสเสียอีก

ก่อนที่จะเรียกสถาปัตยกรรมของอาสนวิหารนอตเทรอดามแห่งปารีสว่ามีรูปแบบโกธิก(Gothic) แต่แรกนั้นเรียกรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนี้ด้วยภาษาละติน มีความหมายว่าเป็นสไตล์ฝรั่งเศสแบบโมเดิร์น อันประกอบด้วยจุดเด่นอย่างโค้งยอดแหลมที่พัฒนามาเป็นโครงสร้างทรงโค้งแบบมีสัน(Rib vault) และครีบยันลอย(Flying buttress)ที่เราจะเห็นจากด้านข้างและด้านหลังของตัวอาคารอาสนวิหารนี้ ถือว่าที่นี่คือที่แรกที่มีการสร้างในรูปแบบโกธิกกับสถาปัตยกรรมทั้งหลัง ก่อนหน้านั้นจะมีทำเพียงบางส่วนของตัวอาคาร
อาสนวิหารแห่งนี้เร่ิมสร้างราวศตวรรษที่ 12 และใช้เวลากว่า 200 ปีจึงสร้างสำเร็จโดยสร้างจากผังเดิมและแผนงานเดิมทั้งสิ้น

มีสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสองร้อยกว่าปีที่ผ่านไปได้มีเทคโนโลยีทางวิศวกรรมเพิ่มเติมเข้ามาไม่ว่าจะเป็น Buttress กำแพงค้ำยันที่สร้างขึ้นรอบๆ เพราะน้ำหนักเครื่องบนของตัวอาคารกดทับลงมาทำให้ผนังที่โปร่งบางโก่งร้าว และต่อมาก็ได้คิด Frying Buttress ครีบยันลอยขึ้นมาช่วยแก้ปัญหานี้อีก อาสนวิหารนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความล้ำยุคของสถาปนิกและวิศวกรที่ร่วมกันคิดโครงสร้างใหม่นี้และเป็นพื้นฐานของสถาปัตยกรรมเรียกว่าโกธิกในเวลาต่อมา

อาสนวิหารนี้คือต้นแบบของทุกอาสนวิหารที่ใช้ชื่อ Notre Damn (แม่พระหรือ Our Lady)ไม่ว่าจะเรื่องของการวางผัง ความโอ่อ่า หรือขนาด ซึ่งมีอาสนวิหารแม่พระนี้ที่เมือง Lyon เมือง Strasbourg เมือง Rouen และเมืองต่างๆ อีกประมาณ 15 เมืองในฝรั่งเศสและในประเทศอื่นๆ อีก 8 ประเทศ แม้จะมีที่ผิดแปลกแตกต่างอย่าง Notre Dame du Haut ที่เมือง Ronchamp ออกแบบโดยเลอ กอบูซิเยร์ แต่ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างความตื่นตะลึงและมีคุณค่าสูง จึงไม่แปลกใจที่ชาวคริสต์และชาวฝรั่งเศสจะยกย่องอาสนวิหารนอตเทรอดามแห่งปารีสเป็นอย่างมาก

อาสนวิหารแห่งนี้ได้รับความเสียหายระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1793 ประติมากรรมและศิลปะทางศาสนาถูกทำลายไปมาก แต่เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศสต้องการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่จึงได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นที่อาสนวิหารแห่งนี้ และมีการบูรณะครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งธรรมเนียมเดิมราชวงศ์ฝรั่งเศสก่อนหน้านั้นจะทำพิธีนี้ที่อาสนวิหาร Cathédrale Notre-Dame de Reims แห่งเมืองแร็งส์

นี่แค่เป็นตัวอย่างเพียงส่วนน้อยที่จะบอกว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับนอตเทรอดามแห่งปารีสนั้นไม่ใช่แค่เกิดกับโบสถ์หลังหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศฝรั่งเศส นอกจากจะเป็นหนึ่งในอาคารทางประวัติศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อปารีส ริมฝั่งแม่น้ำแซนเมื่อปี 1991

นี่ยังไม่พูดถึงอาสนวิหารแห่งนี้ในฐานะจุดหมายของนักเดินทางที่มาปารีสและต้องการจะได้เห็นความอัครฐานของสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ๋ รวมถึงความเชื่อเล็กๆ น้อยๆ ของนักเดินทางที่ว่าต้องมาเหยียบที่แผ่นทองเหลืองซึ่งเป็นจุดกิโลเมตรศูนย์หรือสะดือปารีสด้านหน้าอาสนวิหารนี้แล้วจะได้กลับมาปารีสอีก ไม่รวมกับร้านรวงรอบๆ บนเกาะ Île de la Cité ที่ตั้งของอาสนวิหารนี้

เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอเราจะได้เห็นนอตเทรอดามแห่งปารีสกลับมาสวยเด่นเป็นสง่าคู่เมืองปารีสอีกอย่างแน่นอน

Author : Sethapong Pawwattana
Photos : Getty Images.

กลุ่มโรงแรมอนันตรา เสนอผลงานนิทรรศการ ‘ปลากัดไทย ความงามแห่งสยาม’

ในโอกาสที่ “ปลากัด” ซึ่งเป็นปลาสวยงามที่โรงแรมอนันตราทั่วไทยได้จัดไว้ในห้องพักสำหรับแขกผู้ที่ต้องการเพื่อนคลายเหงา (in-room companion) ได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติให้เป็น สัตว์น้ำประจำชาติ ไปเมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มโรงแรมอนันตรา จึงได้ร่วมกับ วิศรุต อังคทะวานิช ช่างภาพชื่อดังผู้ถ่ายทอดความงดงามของปลากัดไทยจนโด่งดังไปทั่วโลก จัดนิทรรศการภาพถ่าย “ปลากัดไทย ความงามแห่งสยาม” ขึ้น ณ โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2562 และ อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2562  โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ซึ่งตลอด 4 เดือนนี้ ท่านยังสามารถดื่มด่ำกับกิจกรรมพิเศษที่โรงแรมได้รังสรรค์โดยมีความงามของปลากัดเป็นแรงบันดาลใจอีกด้วย

ปลากัดไทย เป็นปลานักสู้ของไทยที่มีความสำคัญกับประเทศไทยทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม และพาณิชย์ ความสวยงามพริ้วไหวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่งผลให้ปลากัดได้รับเลือกให้ไปปรากฎโฉมในโทรศัพท์เคลื่อนที่แบรนด์ดังเป็นที่ชื่นชมไปทั่วโลก กลุ่มโรงแรมอนันตรา นอกจากจะเป็นแบรนด์โรงแรมไทยที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านสถานที่ การตกแต่ง รวมถึงการบริการอันเปี่ยมไปด้วยน้ำใจและมิตรไมตรีแล้ว โรงแรมอนันตราในประเทศไทย ยังเล็งเห็นถึงคุณค่าและเอกลักษณ์ของปลากัดไทย จึงได้จัดทำข้อมูลเบื้องต้นและภาพของปลากัดไทยเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สัตว์น้ำที่มีเอกลักษณ์ของไทยไว้ในทุกห้องพัก และยังจัดปลากัดในโถสวยงามไว้สำหรับผู้ที่รักการเลี้ยงสัตว์และต้องการเพื่อนร่วมห้องไว้คลายเหงาระหว่างการเข้าพักอีกด้วย

นิทรรศการภาพถ่าย “ปลากัดไทย ความงามแห่งสยาม” นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่ชื่นชอบปลากัดและงานศิลปะ จะได้ชมผลงานที่ วิศรุต อังคทะวานิช ช่างภาพชื่อดังของไทยผู้หลงใหลเสน่ห์ของปลากัดและเป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้ปลากัดกลายเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ของประเทศไทย ได้ถ่ายทอดสีสันท่วงท่าพลิ้วไหวที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของนักสู้ใต้น้ำผ่านเลนส์และจินตนาการออกมาได้อย่างงดงามเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก โดย วิศรุต ได้คัดเลือกภาพมาจัดแสดงในงานนี้กว่า 40 ภาพ โดยนิทรรศการนี้จะ

เริ่มเปิดให้เข้าชมในวันที่ 5 เมษายน 2562 ณ บริเวณ ปาริชาติ คอร์ต และล็อบบี้ โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โดยจะมีงานเปิดตัวนิทรรศการ ในเวลา 14.00 – 15.00 น. ของวันเดียวกัน

ตลอด 2 เดือน อนันตรา สยาม ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมผลงานได้ดื่มด่ำกับความอ่อนช้อยงดงาม สีสันสุดสะดุดตา และความหลากหลายของดอกกล้วยไม้นานาพันธุ์ เช่น มาดามปอมปาดัวร์หรือเอื้องหลวง ฟ้ามุ่ย นางระบำ และอีกมากมาย รังสรรค์โดยทีมจัดดอกไม้ของโรงแรม ณ บริเวณ โถงล็อบบี้ ในขณะที่ผู้ที่ต้องการดื่มด่ำกับน้ำชายามบ่าย ทีมเชฟขนมหวาน ยังได้รังสรรค์ชุดน้ำชายามบ่าย โดยมีของว่างเมนูพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายและสีสันอันโดดเด่นของปลากัด อาทิ แยมโรลวนิลลาสตรอเบอรี่ เค้กชาเขียว กุ้งสะเต๊ะ และมันม่วงทอดกรอบซอสครีมกระเทียม ทานคู่กับชาสัญชาติฝรั่งเศส มาคิยาจ แฟรส์ (MARIAGE FRÈRES) ซึ่งเป็นชาที่ได้ชื่อว่าเป็นชาอันดับ 1 ของโลก โดยมีชาที่ปรุงพิเศษแสดงถึงเอกลักษณ์ของไทย 3 รส คือ Eléphant Blanc เอลเลฟอง บลองค์ (ช้างเผือก) Lune Rouge ลูนรูจ (พระจันทร์สีแดง) และ Temple De L’aube ตอปล์ เดอ โลบ (วัดอรุณ)  ซึ่งมีเสิร์ฟเฉพาะที่โรงแรมอนันตรา สยาม ในระหว่างเวลา 14.00 น – 18.00 น. ณ เดอะ ล็อบบี้ โรงแรมอนันตรา สยาม โดยน้ำชายามบ่าย จะให้บริการทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ ในราคา 850 บาท ++ ต่อเซ็ต รวม 1 เครื่องดื่ม (ชาหรือกาแฟ)  และ บุฟเฟ่ต์น้ำชายามบ่าย ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ราคา 950 บาท++ ต่อท่าน รวม 2 เครื่องดื่ม (ชาหรือกาแฟ)

โดยตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2562  นิทรรศการภาพถ่าย “ปลากัดไทย ความงามแห่งสยาม” จะย้ายไปจัดแสดงที่ บริเวณล็อบบี้ชั้น 1 ของ อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท และ ริเวอร์ไซด์ พลาซ่า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ชื่นชมความสวยงามของสัตว์น้ำอัตลักษณ์ไทยได้นานยิ่งขึ้น

สถานที่จัดแสดงผลงานนิทรรศการภาพถ่าย “ปลากัดไทย ความงามแห่งสยาม”

– อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ถ. ราชดำริ (รถไฟฟ้า BTS สถานีราชดำริ)

เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 5 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2562 ในเวลา 10.00 น. – 24.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ บริเวณล็อบบี้ และโซน ปาริชาติ คอร์ท

– อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท และ ริเวอร์ไซด์ พลาซ่า ถ. เจริญนคร

เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่ 5 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 น. – 22.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ บริเวณล็อบบี้ ชั้น 1

Eiffel Chong กับผลงานศิลปะ I Dim The Sun So That Dusk Arrives Earlier

ริชาร์ต โคห์ ไฟน์ อาร์ต (RKFA-KL) มีความยินดีที่จะประกาศเปิดงานนิทรรศการเดี่ยว ไอเฟล ชอง (เกิดในปีพ.ศ. 2520) งานนิทรรศการจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 27 เมษายน พ.ศ. 2562 ที่ ริชาร์ต โคห์ ไฟน์ อาร์ต โดยจะมีการจัดแสดงผลงานใหม่ทั้งหมด 12 ชิ้น ผ่านงานภาพถ่ายโทนขาว-ดำ (Piezography) ที่พิมพ์ด้วยกระดาษ โทริโนโกะ (Torinoko)

หลายปีที่ผ่านมา ชองได้ริเริ่มการเก็บภาพด้วยเลนส์ที่มีความแตกต่างออกไป ซึ่งวิธีการของเขาถือเป็นที่รู้จัก ด้วยวิธีการนำเสนอที่เน้นการสื่อสารในรูปแบบนามธรรมที่ไม่สร้างสรรค์เกี่ยวกับความเป็นและความตาย รวมถึงทิวทัศน์ที่ดูเงียบเหงา ซึ่งชองได้ศึกษาวิธีการเล่าเรื่องแนวนี้เพิ่มขึ้นอย่างละเอียดโดยเน้นอรรถบทที่มุ่งไปที่ความเปราะบาง ความเปลี่ยนแปลง ความไม่จีรังยั่งยืน และการย่อยสลาย นิทรรศการของชองครั้งนี้จัดขึ้นหลังจากชองเพิ่งอายุได้ 40 ปี และถือเป็นรูปแบบการเข้าใจอย่างลึกซึ้งในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่วันนึงก็ต้องจากไป

ใน ผมหรี่แสงอาทิตย์เพื่อให้ยามค่ำมาถึงเร็วขึ้น (I Dim The Sun So That Dusk Arrives Earlier) ชองต้องการสื่อถึงการไร้ซึ่งความรู้สึกของยุคแห่งการรักษาด้วยยา ผ่านภาพถ่ายโทนขาว-ดำ (Piezography) ที่มีดอกไม้ที่กำลังเหี่ยวเฉาเป็นสื่อสำคัญ ภาพพิมพ์ได้มีการใช้สุนทรียภาพของกระดาษที่มีคุณภาพ ผสานการประดิษฐ์ผ่านการใช้หมึกในการปรับภาพถ่ายโทนขาว-ดำได้อย่างป็นเอกลักษณ์ หมึกจึงเกิดการสะท้อนและกระจายแสงในรูปแบบที่พิเศษ ก่อให้เกิดลักษะที่ดูสวยหรูดั่งผ้ากำมะหยี่ เมื่อเปรียบเทียบกับงานนิทรรศการของเขาในปี 2561 Mud & Mashed Hydrangea Leaves and Salad of Dandelion Greens งานของปีนี้ถือเป็นปีที่ชองตั้งใจซ่อนความมืดมนเข้ามาเป็นส่วนหลักของงานศิลปะที่เน้นแนวคิด อย่างไรก็ตาม ความเหนือชั้นของภาพถ่ายโทนขาว-ดำ (Piezography) ที่สามารถนำความมืดและปรับออกมาให้เกิดเป็นแสงและเงาได้อย่างแตกต่าง และสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ทำให้สีของงานมีความกลมกลืนเป็นอย่างดี กระบวนการหล่อหลอมของภาพถ่ายและภาพวาดในงานนี้ จึงถือเป็นความตั้งใจของเขาที่จะสื่อความรู้สึกที่เหนือความจริงผสานกับความไม่แน่นอนให้กับผู้ชม

Eiffel Chong
Amitriptyline (Elavil)
2019
Piezography on Washi Torinoko paper
121.92 x 97.5 cm

โดยงานนี้ ชองตั้งใจนำชื่อยาต้านอารมณ์ต่างๆมาเป็นชื่องานศิลปะของเขา เช่น ยาอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) ยาเดซิพรามีน (Desipramine) ยาเดสเวนลาฟาซีน (Desvenlafaxine) และอื่นๆ ที่เขาต้องการสื่อให้เห็นถึงความชินชาทางด้านอารมณ์ของมนุยษ์ที่ได้รับยาที่สั่งโดยแพทย์ด้วยความตั้งใจที่จะรักษาผู้ป่วยที่ไม่สามารถจัดการภาวะทางอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง โดยผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามักมีอาการที่ดีขึ้น แต่ในบางรายก็แลกมาด้วยภาวะการตัดขาดจากอารมณ์และโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถจำแนกสุข หรือ ทุกข์ได้อีกต่อไป

Eiffel Chong
Levomilnacipran (Fetzima)
2019
Piezography on Washi Torinoko paper
121.92 x 97.5 cm

การพูดถึงการเสพย์ติดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชองต้องการสื่อสารกับผู้ชม โดยมีการเปรียบเทียบเส้นขนานระหว่างสุขภาพจิตและความมั่นคงทางอารมณ์ของมนุษย์ กับดาวเคราะห์ดวงหนี่ง แม้ว่าจะมีข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเส้นใยสังเคราะห์ ยกตัวอย่างเช่นพลาสติกนั้นเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ หากแต่มนุษย์ก็ยังเพิกเฉย เฉกเช่นเดียวกันกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ที่ผู้คนมักเชื่อว่ายานี้ไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะรักษาและ อาจมีอาการดื้อยาหากใช้เป็นเวลานาน เมื่อเปรียบเทียบกัน พลาสติกกับยาจึงเป็นสึ่งที่ถูกแพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง โดยชองกล่างว่า “ชีวิตคนเราต้องพึ่งพายาพวกนี้ เหมือนกับดอกไม้พวกนี้ที่อยู่ในงานนิทรรศการ ที่จำเป็นต้องพึ่งพาพลาสติกในการปกป้องกลีบที่เปราะบาง” ที่สำคัญไปกว่านั้น งานนิทรรศการครั้งนี้ ชองต้องการสื่อถึงความเปราะบางของชีวิตและเผยให้เห็นว่ามนุษย์พึ่งพาสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ในการดำรงชีวิตมากเพียงใด

Eiffel Chong
Trimipramine (Surmontil)
2019
Piezography on Washi Torinoko paper
121.92 x 97.5 cm



” Art Rotation Series III ” ณ 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ นิทรรศการงานศิลปะภายใต้แนวคิด “Resplendency & Obscurity” ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร

โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ เปิดตัว Art Rotation ซีรี่ย์ที่สามหลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในซีรี่ย์หนึ่ง และซีรี่ย์สอง ในซีรี่ย์ที่สามนี้ ทางโรงแรมฯ ได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ที่จะมาจัดแสดงผลงานศิลปะ คอลเลคชั่นพิเศษ ณ โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ

ในซีรี่ย์ที่สามนี้ แขกที่มาเยี่ยมชมทิทรรศการงานศิลปะจะได้ชมผลงานภายใต้แนวคิด Resplendency & Obscurity ที่ใช้เทคนิคจิตรกรรมผสมและศิลปะภาพพิมพ์บนกระดาษ ผลงานชุดนี้จะไม่ใช้สี่หลากหลายเหมือนเช่นงานจิตรกรรมที่ผ่านมา อาจารย์ปัญญาได้หันกลับมาสนใจในเร่องราวที่เกี่ยวข้องกับศาสนา และอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองมาเมื่อครั้งอดีต แต่ในปัจจุบันด้วยกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ทำให้การมองย้อนกลับไปหาความเป็นอดีตที่ยังคงเหลืออยู่นั้น เกิดเป็นประสบการณ์ใหม่ ซึ่งแต่ละคนอาจจะมองเห็นในทัศนะที่แตกต่างกัน หรืออาจจะตรงข้ามกันไปเลยก็เป็นได้

ผลงานที่อาจารย์ปัญญาจะนำมาจัดแสดงนิทรรศการที่โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่ต้นของการเปลี่ยนแปลงในงานศิลปะของอาจารย์อีกครั้ง ผลงานชุดนี้อาจารย์ปัญญานำเสนอการสร้างสรรค์งานศิลปะภายใต้แนวคิดและเนื้อหาในเรื่องของความแตกต่างซึ่งตอบโต้กันระหว่างความรุ่งโรจน์ โชติช่วง (Resplendency) และความมืดมัว คลุมเครือ หรือความรับสน (Obscurity) แรงบันดาลใจจากอารยธรรมในอดีต ถูกนำกลับมาสะท้านให้ผู้ชมเกิดมุมมองใหม่ โยงใยถึงปัจุบันและอนาคตของโลก ที่เกิดเป็นคำถามว่าเรากำลังจะก้าวสู่ความรุ่งโรจน์หรือความมืดมนกันแน่ และศิลปะที่นอกจากจะให้คุณค่าทางสุนทรีย์ศาสตร์แล้ว ศิลปะยังเป็นเครื่องเตือนใจทางสังคมให้กับมนุษย์ได้อีกด้วย

พิธีเปิดนิทรรศการแสดงผลงานทางศิลปะในครั้งนี้จะเกิดขึ้น ในวันพฤหสับดีท่ี 11 เมษายน พ.ศ. 2562 แขกที่มา ร่วมงานจะมีโอกาสได้พบและใกล้ชิด กับศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ปัญญา วจินิธนสาร โดยผลงานชุดน้ีจะถูกจัดแสดงท่ีบ้านบอร์เนียวคลับ และท่ีลูอีส ทิฟฟิน กริลล์ บนชั้น ที่ 26 ของ โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพ ฯ ระหว่างวัน ท่ี 11 เมษายน – 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 นิทรรศการเปิดให้ประชาชน ทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น. ของทุกวัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับงาน Art Rotation ซีรี่ย์สาม หรือ สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ การซื้อภาพวาด กรุณาติดต่อคุณท็อป จากบริษัทฟาร์ม กรุ๊ปที่เบอรโ์ทรศัพท์ 089-459-1545 หรือ ติดต่อโรงแรม 137 พลิลาร์ สวีท แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-079-7000

Cutting-Edge Passion

ในครั้งที่เราเทียบเชิญม่องต้อยมาเป็น creative director คนแรกของประวัติศาสตร์นิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับ Spring 2018 นั้น เรามีโอกาสได้เห็นคลังแสงอาวุธโบราณจากประเทศญี่ปุ่น (ที่เราเคยได้เห็นมาแล้วในครั้งที่สัมภาษณ์เขาลงนิตยสารลอปติมัมเมื่อนานมาแล้ว) ที่แผ่ขยายอาณาเขตจากดาบซามูไรที่เขาหลงใหลมาเป็นชุดเกราะนักรบโบราณ ภาพพิมพ์โบราณหายาก และศัสตราวุธอีกหลายประเภท จนเต็มห้องมากมายมหาศาลกว่าที่เราจำได้มากนัก ใจเราก็คิดว่าอยากจะหาโอกาสชวนเขาพูดคุยเรื่องนี้กันอีกสักครั้ง

จนสบโอกาสหนึ่งปีพอดีในฉบับ collectors’ issue นี้ เราจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเขาเพื่อเทียบเชิญมาเป็นหนึ่งในนักสะสมทันที และเมื่อทีมงานเราไปปรากฏตัวในห้องเดิมอันคุ้นตานั้นก็เห็นได้ชัดว่าข้าวของต่างๆ เพิ่มขึ้นกว่าภาพในหัวเราอีกหลายเท่าตัว “ดูกล่องนี้สิครับ” เขาเชื้อเชิญทีมงานของเราให้เข้าไปใกล้วัตถุทรงกลมสีดำสนิทที่วางอยู่กลางห้อง พลางเปิดฝาออก ทำให้ทีมงานทั้งหมดถึงกับผงะไปชั่ววินาที ก่อนที่เขาจะหัวเราะด้วยน้ำเสียงซุกซน “นี่คือที่ใส่หัวมนุษย์ของจริงครับ แต่หัวข้างในนี้เป็นของปลอมสิ ผมใส่ไว้หลอกๆ อย่างนั้นแหละ ทำจากไม้ครับ เป็นของจริงเลย ถือว่าเป็นของพรีเมียม ประมาณว่าใส่หัวของอาชญากร หรือบุคคลสำคัญที่มีค่าหัวน่ะครับ จะได้เอาไปขึ้นเงินค่าหัวได้สะดวกๆ ตอนที่ได้มานี่ยังรู้สึกเหมือนได้กลิ่นคาวเลือดอยู่เลยครับ”

นอกเหนือไปจากภาชนะใส่หัวที่ม่องต้อยภูมิใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว ชุดเกราะโบราณ รวมไปถึงคลังดาบในห้องก็เพิ่มขึ้นมากมาย บรรยากาศโดยรวมนั้นดูราวกับพวกเราถูกจับจ้องตลอดเวลา ทีมงานบางคนถึงกับเลือกที่จะไปรอรับคำสั่งอยู่นอกห้องเลยทีเดียว “เวลาเราสะสมอะไรก็ตามก็ควรจะมีแนวทางที่ชัดเจนใช่ไหมครับ” ม่องต้อยเล่าต่อ มือก็ลูบคลำดาบขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ตัวด้วยอาการหลงใหล “ถึงแม้ว่าตอนแรกผมจะเริ่มสะสมไปเรื่อยๆ แต่ในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าชอบดาบของตระกูลใหญ่ต่างๆ หรือดาบที่มีชื่อเสียง มีเรื่องเล่า เรื่องราวต่างๆ หรือมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ อย่างดาบของตระกูลกัสซัน หรือดาบในตำนานต่างๆ ครับ จนในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าดาบที่ผมชอบเข้าขั้นหลงใหลจริงๆ คือดาบประเภทที่เรียกว่าดาบ cutting test หรือดาบที่ผ่านการทดสอบความคมโดยการใช้มนุษย์นั่นเองครับ”

บทสนทนาไหลมาถึงจุดนี้ ทีมงานบางคนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนถึงกับตาโตด้วยอาการตื่นตกใจ ม่องต้อยเพียงยิ้มบางๆ และเล่าต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด “น่าจะมีประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวบนโลกแล้วนะครับที่ใช้มนุษย์ในการทดสอบความคมของดาบ จริงๆ แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าที่ของดาบนั้นก็คือการเป็นอาวุธทำร้ายกันล่ะครับ ทหารทุกคนบนโลกก็ใช้ดาบบั่นคอคนกันทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีชาติไหนใช่ไหมครับที่เอาดาบไปฟันคนเสร็จแล้วก็เอารายละเอียดต่างๆ มาสลักที่ด้ามข้างใน ทั้งชื่อคนทดสอบ วันที่ทดสอบ มีการบันทึกเป็นเรื่องเป็นราว และคร่ำทองทับไปในรอยสลักนั้นด้วยนะครับ ถ้าไม่ใช่ของล้ำค่าจริงๆ ก็คงไม่มีใครเอาทองคำมาใช้หรอกเนอะ นี่คือความน่าหลงใหลของมันน่ะครับ”

ม่องต้อยยังหยิบเอกสารและหนังสือที่มีบันทึกเรื่องราวของการทดสอบดาบต่างๆ ออกมาให้เราดูอย่างกระตือรือร้น “เห็นไหมครับว่าเขามีวิธีการระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องเอาศพกี่ศพมามัดรวมกันไว้ และจะต้องฟันตรงไหนให้ศพทั้งหมดขาดพร้อมกัน” เขาเปิดไล่ไปทีละหน้า “อธิบายก่อนว่าสมัยก่อนนั้นอาชญากรก็ถูกประหารโดยการตัดหัวอยู่แล้ว และศพเหล่านั้นล่ะครับที่จะเอามาเป็นที่ทดสอบความคม มีการมัดรวมกันสูงสุดถึงห้าศพเลยนะครับ คิดภาพตามนะครับว่าคนห้าคนนอนทับกันนี่มีความหนาขนาดไหน และต้องฟันครั้งเดียวให้ขาด คนฟันจะต้องเป็นนักดาบที่มีฝีมือมากที่สุดใช่ไหมครับ”

แต่กระบวนการ cutting test นั้นก็ถูกยกเลิกไปในที่สุด “เหตุผลหนึ่งที่ผมชอบดาบ cutting test นี่ก็เพราะว่ามันเป็นดาบที่หายากและเก่าแก่ครับ กระบวนการนี้ถูกยกเลิกไปในช่วงสมัยเอโดะ เรียกได้ว่ามีเพียงหนึ่งในพันเล่มเท่านั้นที่เป็นดาบ cutting test แค่ดาบแท้ๆ ปกติก็หายากแล้ว แต่ดาบเหล่านี้เป็นดาบที่มีตำนาน มีความล้ำค่าทวีขึ้นไปอีก ในคอลเลกชั่นของผมนี่มีทั้งหมด 18 เล่ม ก็รวมว่าเทสต์มาแล้ว 45 ศพล่ะครับ”

ก่อนที่ทีมงานบางส่วนของเราจะขนหัวลุกไปมากกว่านี้ เราก็ชวนเขาเปลี่ยนเรื่องจากดาบ cutting test มาเป็นเรื่องของตัวเขาจะดีกว่า “ผมชอบอาวุธตั้งแต่เด็กๆ เลยครับ เรียกได้ว่าตั้งแต่จำความได้เลยล่ะ” ม่องต้อยเล่าย้อนอดีต “ส่วนหนึ่งเพราะผมชินน่ะครับ คุณพ่อเองก็สะสมอาวุธ มีดพร้าต่างๆ อยู่แล้ว ผมเติบโตมากับของเหล่านั้น แต่พอโตมาผมรู้สึกว่าดาบญี่ปุ่นเป็นของที่ผมหลงใหลที่สุด เพราะว่าดาบเหล่านี้ก็มีตำนานของตัวเองอยู่แล้วน่ะครับ บวกกับตัวผมเองก็เคยได้ดูภาพยนตร์เรื่อง ‘ซามูไรพ่อลูกอ่อน’ กับคุณพ่อสมัยเด็กๆ ทำให้ภาพซามูไรเป็นภาพที่เราชื่นชอบ และนี่ยังเป็นอาวุธที่คมที่สุด มีอานุภาพที่สุด ผมก็เริ่มชอบมาเรื่อยๆ น่ะครับ

“แต่ตอนเด็กๆ ถึงแม้จะชอบแค่ไหน ผมก็ไม่ได้จะซื้อได้ เพราะดาบแต่ละเล่มมีราคาค่างวดของมัน และราคาก็สูงมาก ผมไม่สามารถซื้อได้จริงๆ แต่ด้วยความที่หลงใหลมันจริงๆ ผมก็เริ่มทำตัวใกล้ชิดกับดาบ โดยการไปเรียนฟันดาบ เรียนศิลปะป้องกันตัวหลายแบบ ให้ตัวเองได้ใกล้ชิดกับมันน่ะครับ” เขายิ้ม “ที่ไม่ได้สะสมเป็นเรื่องเป็นราวนี่ก็เพราะเงินล่ะครับ แต่พอเริ่มเก็บเงินได้ ผมก็เริ่มต้นซื้อจากดาบที่ระลึก ราคาสักสี่ห้าพันเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ดาบจริงๆ แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นล่ะครับ

“ต่อมาพอเราได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็รู้ว่าในฝั่งพม่ามีดาบของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองหลุดมาจำนวนหนึ่ง ผมก็เก็บกระเป๋าไปเลยครับ” ม่องต้อยดวงตาเป็นประกาย “ตั้งใจไปตามหาดาบเลยครับ ดาบแบบนั้นเป็นดาบที่ทำเลียนแบบน่ะครับ เป็นของใหม่ในสมัยนั้น แต่ในกองที่เราเห็นนั้นมีดาบจริงที่เป็นดาบโบราณอยู่หนึ่งเล่ม หนึ่งเล่มเท่านั้น ผมก็ซื้อกลับมา ถือว่าเป็นดาบจริงเล่มแรกของผม และก็ต่อยอดมาจนถึงบัดนี้ล่ะครับ”

ด้วยจำนวนดาบที่วางเรียงรายอยู่ในห้องเล็กๆ นั่นทำให้เราอดถามถึงกระบวนการดูแลรักษาไม่ได้ “มันมีวิธีดูแลของมันครับ ต้องชโลมน้ำมัน และอะไรต่างๆ” เขาอธิบาย “นอกเหนือไปจากการลับให้คมแล้ว ผมดูแลจัดการเองเลยครับ แต่การแกะดาบออกมาจากห่อและดูแลรักษาเล่มหนึ่งนี่ก็กินเวลาไม่ต่ำกว่ายี่สิบนาทีสำหรับดาบปกติแล้วครับ ก็ต้องอาศัยหมุนๆ ดูแลกันไปเรื่อยๆ น่ะครับ”

แม้ว่าม่องต้อยจะแสดงความหลงใหลในดาบออกมาให้เราได้สัมผัสอย่างชัดเจนแล้ว เราก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า ในเมื่อดาบมีไว้ฆ่าฟัน แล้วดาบที่ไม่ได้ทำหน้าที่พื้นฐานของมันนั้นมีความหมายอย่างไรในสายตาของเขา เขาอมยิ้ม “ผมว่าจริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่แค่ของสะสมหรืออาวุธเท่านั้นนะครับ นี่คือเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของการทำสมาธิ การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายน่ะครับ คนเราไม่ได้ใช้ดาบฆ่าฟันกันแล้ว แต่คนญี่ปุ่นก็ใช้ชีวิตตามจิตวิญญาณของบูชิโด ตามวิถีของนักรบผู้เกรียงไกรอยู่ ทั้งในเรื่องของการดำเนินชีวิต และการดำเนินธุรกิจ วิถีของซามูไรนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลยนะครับถ้ามาคิดจริงๆ แล้ว”

จุดหมายที่ม่องต้อยวางไว้ในอนาคตคือการได้เปิดพิพิธภัณฑ์และให้ความรู้ผู้คนในเรื่องประวัติศาสตร์และตำนานของสิ่งที่เขาหลงใหลนี้ “ผมวางแผนว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ที่เชียงรายนี่ล่ะครับ แต่เบื้องต้นผมก็คงจะทำเป็น road show ไปก่อน ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ค่อยๆ ให้ความรู้ผู้คนไปเรื่อยๆ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขล่ะครับ”