THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023

ด้วยตั้งพระทัยที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น ที่ไม่เพียงงดงามและใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน หากยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดทำ THAI TEXTILES TREND BOOK Spring/Summer 2022 เล่มแรกขึ้น โดยทรงรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร (Editor in Chief) ด้วยพระองค์เอง ต่อเนื่องมาถึงเล่มล่าสุด THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 ที่นำเสนอข้อมูลตั้งแต่ประเภทเนื้อผ้า การเลือกสี การออกแบบลวดลาย รวมไปถึงเทรนด์และแนวโน้มความเป็นไปในอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเอาข้อมูลไปประยุกต์ใช้กับงานผ้าไทยได้อย่างมีทิศทาง โดยนำไปมอบให้แก่นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ ผู้ประกอบการ ศิลปิน ช่างทอผ้า และผู้ที่อยากเป็นนักออกแบบในทุกสาขาทั่วทุกภูมิภาค ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบสัมมาอาชีพ และร่วมกันสืบสานภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่านี้ต่อไป


โอกาสนี้ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเปิดงาน “THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 และงานเสวนาวิชาการ” พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย อีกทั้งทรงเป็นประธานในงานเสวนาวิชาการ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2564 เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทยให้มีความทันสมัย สร้างรายได้ต่อยอดให้แก่ชุมชน กลุ่มทอผ้า และผู้ประกอบการด้านผ้าไทย อีกทั้งเสริมสร้างให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัยแก่วงการผ้าไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม 2565 เวลา 14.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม


ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดงาน “THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 และงานเสวนาวิชาการ” จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทยด้วยความสนพระทัยยิ่ง โดยภายในนิทรรศการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกนำเสนอแฟชั่นเสื้อผ้าที่ออกแบบ โดย 12 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์แถวหน้าระดับประเทศ ที่นำผ้าทอมือจากชุมชนต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นตามเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ มาตัดเย็บเป็นชุดสวยภายใต้กลุ่มโทนสีในทิศทางต่างๆ ได้แก่ SIRIVANNAVARI BANGKOK, ARCHIVE026, ASAVA, EK THONGPRASERT, KLOSET, RENIM PROJECT, ISSUE, T AND T, THEATRE, VICKTEERUT, VINNPATARARIN และ WISHARAWISH

เริ่มจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK กับกลุ่มโทนสีคราม หัวใจสำคัญของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ นำเสนอแฟชั่นในมุมมอง INDIGO : THE HEART OF COLOUR SHADES (คราม: โทนสีแห่งใจกลาง), THEATRE และ KLOSET กับกลุ่มโทนสีม่วงแดงไล่ไปถึงชมพู RIPE AND MATURITY (สุกงอม พร้อมพรั่ง), ASAVA และ ARCHIVE026 กับกลุ่มโทนสีน้ำเงินปนฟ้า PROFOUNDNESS MILD (สุขุมนุ่มลึก), ISSUE และ RENIM PROJECT กับกลุ่มโทนสีน้ำตาลอิฐ HEAVEN ON EARTH (ความมหัศจรรย์จากผืนดิน), THEATRE และ EK THONGPRASERT กับกลุ่มโทนสีเหลือง NURTURER OF WISDOM (ผู้โอบอุ้มภูมิปัญญา), VICKTEERUT และ WISHARAWISH กับกลุ่มโทนสีเขียว A HUMBLE JOURNEY (การเดินทางแห่งประสบการณ์), VINNPATARARIN และ T AND T กับกลุ่มโทนสีขาวมุก-เทา AN ALTERNATIVE PERSUATION ( อิสระในการค้นพบตัวเอง)
ส่วนที่ 2 จัดแสดงแฟชั่นรองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับคอลเลกชั่นใหม่ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศที่ออกแบบอย่างมีสไตล์ โดยอิงเฉดสีที่สอดคล้องกับเทรนด์บุ๊กเล่มล่าสุดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ต้องการมิกซ์แอนด์แมทช์แฟชั่น


ส่วนที่ 3 จัดแสดงผ้าทอมือและย้อมสีธรรมชาติจากชุมชนต่างๆ จำนวน 30 ชิ้น ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวินเทอร์คอลเลกชั่นตามเทรนด์บุ๊กเล่มล่าสุด จำแนกตามวัสดุ เส้นใย และความหนาของเนื้อผ้าผ่านเทคนิคต่างๆ ได้แก่ ยกดอก ขิด จก ปัก มัดหมี่ เกาะหรือล้วง และ แพตช์เวิร์ก หรือการนำชิ้นผ้าหลากสีมาเย็บต่อเข้าด้วยกัน
จากนั้น ทรงร่วมการเสวนาวิชาการ Symposium หัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล”เป็นการเสวนาเกี่ยวกับเทรนด์บุ๊กของปีนี้ ที่นำเสนอกลุ่มโทนสีใน 6 ทิศทางหลัก ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการผลิตและพัฒนาผ้าไทยในตลาดยุคปัจจุบัน โดยมีใจความสำคัญในพระราชดำรัสโดยสรุปว่า “สำหรับเล่มที่แล้วแนะนำเรื่องลวดลายผ้า มาเล่มนี้นำเสนอเกี่ยวกับสี โดยเฉพาะ “คราม” ซึ่งเป็นสีย้อมเย็นที่ทั่วโลกมีการใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าญี่ปุ่น อเมริกา อินเดีย แต่เฉดสีอาจแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศหรือภูมิประเทศ

สำหรับบ้านเราครามถือเป็นราชาในการย้อม และเป็นหัวใจของสีย้อมเลยก็ว่าได้ นำไปผสมผสานวัสดุต่างๆ จะได้เฉดสีที่หลากหลาย ซึ่งเล่มก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จมากในแง่ของผลตอบรับ และอุตสาหกรรมสิ่งทอเกิดความกระปรี้กระเปร่าในการผลิต เกิดกระแสและพลังงานที่ดีในการออกแบบ ถือเป็นการเริ่มต้นพัฒนา ทั้งเรื่องสีและองค์ความรู้ใหม่ๆ รู้สึกปลาบปลื้มที่เรามีหนังสือด้านแฟชั่นอย่างจริงจังเสียที ในการนำไปใช้ทำการเรียนการสอน หรือใช้ประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เล่มนี้สอนเรื่องการลดใช้ทรัพยากร หรือใช้แล้วต้องปลูกทดแทน ใช้วัสดุที่คุ้นเคยอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อลดการเกิดของเสีย ซึ่งภูมิปัญญาไทยเรื่องการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ต้องทำอย่างจริงจัง หวังว่าจะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลิดเพลินและเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ แฟชั่น และดีไซน์ ก่อนจะมีเทรนด์บุ๊กเล่มต่อๆ ไป”


กว่าจะสำเร็จเป็น THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาความรู้ เปรียบเสมือน “คัมภีร์” เพื่อการพัฒนาผ้าไทยนั้น ผ่านกระบวนการค้นคว้าข้อมูลเป็นแรมปี โดยมีคณะที่ปรึกษาในการจัดทำ กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้กประเทศไทย วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH และ ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อให้ได้ผลงานคุณภาพและนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้จริง
กุลวิทย์ เลาสุขศรี กล่าวถึงจุดเด่นของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ว่า เป็นเรื่องราวของวินเทอร์หรือฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ที่มีการเปลี่ยนผ่าน ลักษณะของเนื้อผ้าจึงแตกต่างจากทิศทางของช่วงสปริง/ซัมเมอร์ มีความน่าสนใจของเส้นใยต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมความต้องการของตลาด และเป็นการดึงศักยภาพของผู้ผลิตผ้ามากยิ่งขึ้น ที่สำคัญได้นำแนวคิดเกี่ยวกับสีในแบบ “Circular Colours” (เซอร์คูล่า คัลเลอร์ส) หรือ “วงจรสี” มาใช้ในการสื่อสารโดยพระเอกของงานคือ “คราม” วัสดุย้อมที่ถือเป็นจุดกำเนิดของสีต่างๆ ก่อนจะผสมผสานกับวัสดุอื่นๆ เป็นสีที่หลากหลาย ซึ่งจริงๆ แล้วครามมีความหลากหลายมากในแต่ละภูมิภาค กระบวนการเลี้ยงครามที่ไม่เหมือนกันจะทำให้ได้สีครามที่ต่างกันสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือองค์ประกอบโดยรวมแล้วพัฒนาออกมาเป็นสีที่ต้องการ นอกจากนี้ยังนำเสนอการย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติกลุ่มต่างๆ ได้แก่ กลุ่มโทนสีม่วงแดงไล่ไปถึงชมพู กลุ่มโทนสีน้ำเงินปนฟ้า กลุ่มโทนสีน้ำตาลอิฐ กลุ่มโทนสีเหลือง กลุ่มโทนสีเขียว และ กลุ่มโทนสีขาวมุก-เทา


ด้าน วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข กล่าวเสริมว่า หัวใจหลักของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้เน้นการใช้สีที่เกิดจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติซึ่งกำลังเป็นเทรนด์โลก และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอผ้าในฤดูกาลวินเทอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีรับสั่งให้คำนึงถึงลักษณะผ้าหรือเส้นใยที่คนไทยใช้ในช่วงฤดูหนาว รวมถึงทรงให้คำนึงถึงว่าผ้าต่างๆ นอกจากเป็นเครื่องนุ่งห่มได้แล้วยังสามารถเป็นผ้าตกแต่งบ้านได้ด้วย เราจึงพยายามใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวและดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้มากที่สุด เอาทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่นำมาปรับใช้ ของเดิมที่เคยทำอยู่แนวอนุรักษ์ก็ยังต้องทำต่อไป แต่ของใหม่ก็ต้องมีรากฐานเดิมเป็นที่ตั้ง ปรับเพื่อให้เกิดของใหม่ขึ้นมา สอดคล้องกับทิศทางของสิ่งทอโลก


ขณะที่ ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวถึงเสียงสะท้อนหลังจากผู้ประกอบการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสได้นำเทรนด์บุ๊กเล่มที่ผ่านมาไปประยุกต์ใช้ว่า ถือเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้ตลาดโดยรวม สอดคล้องความต้องการของตลาด จากการลงพื้นที่ไปติดตามผล ผู้ประกอบการแต่ละรายได้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากหนังสือให้เข้ากับแนวทางการผลิตผ้าของตัวเองตามความถนัดหรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งเทรนด์บุ๊กพยายามสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ประกอบการ


“เทรนด์เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แล้วไม่ได้หมายความว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะหมดอายุไปตามซีซั่นที่กำหนดไว้ บางอย่างผลอาจเห็นตามหลังมา ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราไม่มีทิศทางในการพัฒนาผ้าที่ชัดเจนเลย พอมีโครงการนี้ก็เหมือนเป็นแรงสนับสนุนหรือเป็นแกนหลักว่า นับจากนี้เราจะพัฒนาผ้าไทยไปในทิศทางไหน ก็จะช่วยให้เกิดการทำงานที่ง่ายขึ้น อยากให้ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด เนื่องจากพระองค์หญิงฯ ทรงเอาพระทัยใส่ในทุกรายละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนที่ทำงานด้านผ้าหรือทำงานสายออกแบบที่จะเอาไปประยุกต์กับความถนัดของตัวเอง และเกิดประโยชน์ต่อวงการผ้าไทยโดยรวม” ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวสรุป


ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือแบบ e-book ได้ทาง http://www.culture.go.th หรือที่ link http://book.culture.go.th/ttt2022/mobile/index.html#p=1 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โทร. 02-247-0013 ต่อ 4305 และ 4319 – 4321 ในวันและเวลาราชการ และสามารถเข้าชมนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย ได้ระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2565 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

BOTTEGA VENETA เทคโอเวอร์ มารีน่าเบย์แซนด์ส คานาล ลำคลองจำลองกลางรีสอร์ทคาสิโนสุดหรูที่ประเทศสิงค์โปร

BOTTEGA VENETA เทคโอเวอร์ มารีน่าเบย์แซนด์ส คานาล (MARINA BAY SANDS CANAL) ลำคลองจำลองในรีสอร์ทคาสิโนและห้างสรรพสินค้าสุดหรูริมอ่าว Marina Bay ของประเทศสิงคโปร์ด้วยงานศิลปะ Installation คู่สีเอกลักษญ์ของแบรนด์อย่าง Bottega green ครับซึ่งโปรเจ็กต์นี้ก็ยังคงสร้างความตื่นเต้นไม่แพ้กับที่กำแพงเมืองจีนที่เรานำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ก่อน (ชมเต็มๆได้ที่นี่) ไปรับชมภาพของโปรเจ็กต์เทคโอเวอร์ครั้งล่าสุดนี้กันได้เลย!

เรียบเรียง rhunrun

ที่บอกวันหมดอายุขนมปังก็เท่ได้ สองดีไซเนอร์หน้าใหม่ Antony Riddle  และ Chris Deroy กับตุ้มหูคู่สวยที่ประยุกต์ใช้ของใกล้ตัวที่มีทุกบ้าน!

ที่บอกวันหมดอายุก็เท่ได้ 🔥 สองดีไซเนอร์มาแรง Antony Riddle  และ Chris Deroy หยิบเอาพลาสติกบอกวันหมดอายุขนมปัง (Bread Clip) ของใกล้ตัวที่มีแทบทุกบ้านมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทำตุ้มหูเท่ๆครับ

เท่ไม่เบาเลยล่ะใครจะลองทำตามก็รับรองว่าไม่ยากครับ ไปชมดีเทลกันเลย!

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

SAINT LAURENT 
RIVE DROITE 
TIT’KING กับไอเท็มรับเทศกาลวันหยุดที่ช่วยแต่งแต้มความทรงจำดีๆรับปีใหม่อย่างมีสไตล์

เนื่องด้วยเทศกาลวันหยุดนี้ ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ Anthony Vaccarello ได้นำสเนอผลงานรังสรรค์สู่จินตนาการถึงการติดตั้งธีมอาร์เคดในร้าน Saint Laurent Rive Droite สาขาปารีสและลอสแองเจลิส มาพร้อมกับตู้จับรางวัลในหลากรูปแบบที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะสำหรับโอกาสนี้ ซึ่งได้รวบรวมสินค้าต่างๆ ไว้มากมาย อาทิ ไฟแช็ค กุญแจ USB หน้ากาก และเครื่องประดับ เป็นต้น รวมถึงยังมีกระเป๋ารุ่นใหม่เพื่อส่งท้ายปีอย่าง Charm Saint Laurent Jamie ที่มาในหลายโทนสีและมีเฉพาะในเครื่องใดเครื่องหนึ่งเท่านั้น

โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โลกของเด็กๆ เดินทางมาถึง Saint Laurent Rive Droite ทั้งยังได้แบรนด์อย่าง Baghera และ Eo มาร่วมงานกับ Anthony Vaccarello เพื่อออกแบบรถ Baghera สีชมพูรุ่นใหม่ในลายพิมพ์ม้าลายและเก้าอี้ Eo สำหรับเด็กในโทนเฉดสีเหลืองและสีชมพูคู่กับลวดลายเสือประดับตกแต่ง

นอกจากความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าภายใต้ Saint Laurent Rive Droite แล้ว Anthony Vaccarello ยังคงไว้ซึ่งการร่วมงานกับแบรนด์อื่นๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย อาทิ New Era, Baccara, JL Coquet และ Cotodama เป็นต้น

สินค้ามีวางจัดจำหน่ายที่ Saint Laurent Rive Droite สาขาปารีสและลอสแอนเจลิสเท่านั้น รวมถึงช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ ysl.com/rive-droite

เรียบเรียง rhunrun

Bottega Veneta นำเสนอ ‘Bottega for Bottegas’ เพื่อสานต่อประวัติศาสตร์ในด้านความคิดสร้างสรรค์ของประเทศอิตาลี

BOTTEGA VENETA เปิดตัว BOTTEGA เพื่อเหล่า BOTTEGAS หากแปลในสาระสำคัญนั้น ความหมายของ Bottega นั้นสะท้อนถึง ‘เวิร์คช็อปการรังสรรค์’

ที่อุดมไปด้วยความสร้างสรรค์มากมายที่ได้ประทับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้บนวลี ‘Made in Italy’ Bottega Veneta มีความจำนงที่จะสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของเหล่า bottega ในอิตาลี หนึ่งในฐานะของตัวแทน Bottegas ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือระดับโลก

Bottega Veneta ขอมอบพื้นที่ของทางแบรนด์อันเป็นที่จับตามองของผู้คนรอบโลก อาทิ พื้นที่โฆษณา เว็บไซต์หลัก จดหมายแจ้งข่าว รวมไปถึงหน้าดิสเพลย์ร้านเพื่อ 12 bottegas ที่ได้ถูกรับเลือกจากการคัดสรรค์ ได้แก่:

Amatruda, Campania

Cantina Bisson, Liguria

Enza Fasano, Puglia

Gay-Odin, Campania

Ginepraio Gin, Toscana

Krumiri Rossi, Piemonte

Pastificio Martelli, Toscana

Bottega Orsoni, Veneto

Riso Pozzi, Lombardia

Respighi Drums, Lombardia

Olio Vanini, Lombardia

Saponificio Varesino, Lombardia

“เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับการเปิดตัว Bottega for Bottegas นี้ไปพร้อมกับเหล่าช่างฝีมือระดับสูงทั้งหลายที่มีความรักนับถือในงานหัตถศิลป์และศิลปะความคิดสร้างสรรค์เฉกเช่นเดียวกับเรา เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้แบ่งปันพื้นที่สื่ออันเป็นที่จับตาโดยทั่วทั้งโลกให้แก่ Bottegas เหล่านี้ ที่ได้สร้างชื่อเสียงมากมายให้กับวัฒนธรรมของอิตาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์นี้ที่ธุรกิจเล็กๆ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดครั้งใหญ่นี้ การส่งต่อพื้นที่โฆษณา เว็บไซต์ จดหมายข่าว และหน้าดิสเพลย์ร้านของเรานั้นจึงนับเป็นเกียรติแก่ Bottega Veneta เป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าโปรเจ็กในครั้งนี้จะส่องแสงสปอร์ตไลท์จากทั่วโลกลงมาส่องยังความเป็นเลิศของเหล่า Bottegas นี้ให้จงได้”

กล่าวโดย Bartolomeo Rongone – CEO ของ Bottega Veneta.

ชมเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

เรียบเรียง rhunrun

ต้อนรับคริสต์มาสอย่างมีสไตล์กับ 8 ต้นคริสต์มาส จาก 8 ดีไซเนอร์ชื่อดังที่ช่วยเติมเต็มสัญลักษณ์ของช่วงเวลาพิเศษส่งท้ายปี

ต้อนรับคริสต์มาสอย่างมีสไตล์ เรารวบรวมเอา 8 ต้นคริสต์มาส จาก 8 ดีไซเนอร์ที่สร้างสรรค์ฟอร์มของต้นไม้ด้วยวัสดุที่ต่างกันเพื่อต้อนรับช่วงเวลาพิเศษแห่งปี ตามรายการด้านล่าง

1. Public Hotel, New York by Ian Schrager
2. Claridge’s Christmas tree by Karl Lagerfeld
3. The Singing tree by Es Devlin
4. Sledge Christmas tree by Hello Wood
5. The Tree of Glass by Lee Broom
6. Le Royal Monceau, Paris by Baptiste Pitou
7. The Merry Breakfast Christmas tree by Gary Card
8. Does the Iterative Fit by Joanne Tatham and Tom O’Sullivan

ชอบต้นไหนที่สุดคอมเม้นท์บอกเราได้เลยครับ!

เรื่องเรียบเรียง rhunrun

GUCCI เปิดตัว GUCCI PLACES แห่งใหม่ล่าสุดที่มอสโกและลอนดอนเพื่อเป็นพื้นที่เพื่อการสร้างสรรค์และสร้างความสัมพันธ์อันแสนพิเศษ

Gucci มีความยินดีที่จะประกาศความก้าวหน้าใหม่ล่าสุดในโปรเจกต์ Gucci Places ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนได้ออกสำรวจสถานที่อันหลากหลายทั่วโลกที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Gucci และยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันแสนพิเศษไว้อีกด้วย

Gucci Place แห่งแรกที่เปิดตัวในปี 2017 คือ Chatsworth House ในเมือง Derbyshire ประเทศอังกฤษ ซึ่ง Gucci ได้ให้การสนับสนุนแก่นิทรรศการ House Style นอกจากนี้ Chatsworth ยังเป็นที่ตั้งของแคมเปญโฆษณา Gucci Cruise 2017 อีกด้วย เมื่อกาลเวลาผ่านไป Gucci ได้เพิ่มสถานที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งทั้งหมดนั้นได้ถูกกำหนดให้เป็น Gucci Places และมันยังมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับ Gucci และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ Alessandro Michele อีกด้วย

ตอนนี้ Gucci ได้เลือก Gucci Place เพิ่มอีกสองแห่งและโปรเจกต์พิเศษเพื่อพัฒนาสถานที่ที่กำลังเติบโต

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความรักในโรงภาพยนตร์ของ Gucci Gucci Place แห่งใหม่ที่แรกคือ Khudozhestvenny ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่ โดยเปิดมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 1909 และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ชาวมอสโกหัวก้าวหน้า แม้ว่าแต่เดิมแล้วจะถูกออกแบบมาให้เป็นอาคารชั้นเดียวที่มีโดมและน้ำพุเรืองแสงในปี 1913 แต่โรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็ได้รับการออกแบบใหม่และขยายให้ใหญ่ขึ้นโดย Fyodor Schekhtel สถาปนิกที่มีชื่อเสียงในศิลปะสไตล์อาร์ตนูโวของมอสโก

นอกจากนี้ Khudozhestvenny ยังเป็นที่รู้กันว่าได้เปิดตัว Battleship Potyomkin ของ Sergei Eisenstein ตอนนี้หลังจากการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่ใช้เวลาถึงเจ็ดปี Khudozhestvenny ก็ได้กลับมาเปิดขึ้นอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลินี้ ซึ่งเป็นเวลา 111 ปีหลังจากการฉายครั้งแรก ปัจจุบันโรงภาพยนตร์แห่งนี้มีสถานะเป็น Object of Cultural Heritage of the Russian Federation ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดฉายรอบปฐมทัศน์และเทศกาลภาพยนตร์ด้วยแนวทางแบบภัณฑารักษ์ ความสัมพันธ์ของ Gucci กับโรงภาพยนตร์แห่งนี้ได้เริ่มขึ้นจากงานอีเวนต์ฉายคอลเลคชั่น Gucci Aria ที่นั่นในเดือนเมษายนปี 2021 ตามมาด้วยการเปิดร้านป๊อปอัพเมื่อเร็ว ๆ นี้สำหรับคอลเลคชั่น Gucci 100 โดยความร่วมมือครั้งนี้จะยังคงดำเนินต่อไปผ่านทางกิจกรรมสุดพิเศษของงานอีเวนต์ Gucci 100th Anniversary และการริเริ่มต่าง ๆ

โรงแรม Savoy ในลอนดอนเป็น Gucci Place แห่งใหม่ลำดับที่สอง สถานที่สำคัญที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ถือเป็นสถานที่อันแสนพิเศษภายในหัวใจของ Gucci เนื่องจากเป็นที่ที่ Guccio Gucci ผู้ก่อตั้ง Gucci ได้ทำงานเป็นเด็กยกกระเป๋าในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 โดยประสบการณ์เหล่านี้ได้ทำให้เขาเริ่มต้นความรักที่มีต่อกระเป๋าเดินทางและเครื่องหนังที่หรูหรา ซึ่งเขาได้ใช้มันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจของตัวเองในเมืองฟลอเรนซ์ในปี 1921 และตอนนี้ 100 ปีต่อมา Gucci กำลังเฉลิมฉลองการครบรอบหนึ่งร้อยปีด้วยการริเริ่มหลายสิ่งหลายอย่างที่โรงแรมSavoy ซึ่งเป็นเหมือนบ้านทางจิตวิญญาณสำหรับ Gucci ในลอนดอน

นอกจากนี้ Royal Suite ซึ่งเป็นเรือธงของโรงแรมจะนำเสนอสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน และของตกแต่งต่าง ๆ จากคอลเลคชั่น Gucci Décor ศิลปะและโบราณวัตถุจาก Christie’s Auction House ได้ถูกคัดสรรมาอย่างดีเพื่อนำมาเสริมความงาม โดยจินตนาการให้เข้ากับการออกแบบและมรดกของโรงแรม Savoy

แนวคิดเบื้องหลัง Gucci Place ยังได้สนับสนุนให้ผู้คนค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจและคาดไม่ถึงเกี่ยวกับสถานที่พิเศษเหล่านี้ ซึ่งมีคุณสมบัติในการสร้างความประหลาดใจ กระตุ้นความสนใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการตอบสนองอย่างสร้างสรรค์ สำหรับตัว Gucci App ได้นำเสนอคุณสมบัติต่าง ๆ ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานได้มีส่วนร่วมในเรื่องราวของแต่ละสถานที่ ตัว App เองก็ถูกออกแบบให้ใช้การระบุตำแหน่งของอุปกรณ์มือถือของผู้ใช้งาน เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาอยู่ใกล้กับ Gucci Place พวกเขาจะได้รับการแจ้งเตือนเพื่อเชิญชวนให้เข้าไปเยี่ยมชม นอกจากนี้เมื่ออยู่ภายใน Gucci Place ตัว App จะอนุญาตให้ผู้ใช้งานได้เช็คอินและเก็บรวบรวมเหรียญตราที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถแชร์ลงบนโซเชียลมีเดียได้

App นี้ยังให้คำอธิบายอย่างละเอียดของแต่ละสถานที่ ซึ่งมีทั้งข้อความ รูปภาพ และ/หรือวิดีโอ นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถเข้าถึงส่วนข้อมูลที่ทำให้พวกเขาสามารถติดต่อไปยังสถานที่นั้น ๆ ทางอีเมล โทรศัพท์ หรือเยี่ยมชมผ่านเว็บไซต์

เรียบเรียง rhunrun

“55 Sunrises” นิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องราวของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนความวุ่นวายในชีวิตประจำวันโดย Saint Laurent และ Sho Shibuya ศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่น

Anthony Vaccarello ร่วมงานกับศิลปินชาวญี่ปุ่น Sho Shibuya เพื่อจัดแสดงนิทรรศการ “55 Sunrises” ในแกลเลอรีที่งาน Art Basel Miami Beach

โดยผลงานซีรีย์ “Sunrise from a Small Window” ของเขา ถือกำเนิดขึ้นจากการตั้งสมาธิถึงความแตกต่างระหว่างท้องฟ้ายามเช้าที่สงบนิ่งกับเรื่องราวที่อลหม่านมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ทั้งยังได้ปรากฏในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ New York Times โดยแอบซ่อนรายละเอียดไว้ภายใต้ชั้นสี

Sho Shibuya ยังได้สร้างสรรค์ภาพวาดใหม่ขึ้นมาสองภาพเพื่อเติมเต็มให้ผลงานซีรีส์นี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยชิ้นงานสุดพิเศษเหล่านี้ได้รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 55 ปี ของการเปิดบูติกเสื้อผ้า Rive Gauche Ready-to-Wear แห่งแรกในปารีส แกลเลอรีและคาเฟ่ริมชายหาดจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม โดยตั้งอยู่ที่ Beachfront at 17th Street ไมอามี่ บีช ประเทศสหรัฐอเมริกา

เรียบเรียง rhunrun

โอกาสในการจับจองผลงานชิ้นไอคอนิก! ‘Pumpkin’ โดย Yayoi Kusama เตรียมเข้าสู่เข้าสู่ตลาดประมูลอาทิตย์หน้า!

โอกาสในการจับจองผลงานชิ้นไอคอนิก! ‘Pumpkin’ 2017 งาน sculpture ชิ้นเด่นของ Yayoi Kusama ศิลปินรุ่นตำนานชาวญี่ปุ่นกำลังจะเข้าสู่ตลาดประมูล 20th/21st Century Art Evening Saleโดย Christie’s Asia ที่ฮ่องกงในวันที่ 1 ธันวาคมครับ


โดยผลงานชิ้นนี้ที่สะท้อนความสุขเล็กๆที่เธอมีในช่วงเวลาวัยเด็กอันแสนยากลำบากของ Yayoi ในเมือง Matsumoto ก็มีการคาดการณ์ว่าจะจบที่ราคา 3.7-4.9 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 120 ล้านบาท ใครสนใจก็สามารถเข้าร่วมประมูลได้เลยครับ

เรื่อง-เรียงเรียง rhunrun

The Standard, Hua Hin จุดหมายใหม่ที่ต้องไปเยือน

รอกันมานานตั้งแต่มีข่าวว่าจะมีโรงแรม The Standard ในไทย แต่มาทีก็มาเหนือความคาดหมาย เพราะเผยโฉมแห่งแรกคือที่หัวหิน และเป็นรีสอร์ตบนพื้นที่กลางเมืองหัวหินแต่มีหาดทรายที่สวยตลอดปี ดีไซน์ที่แฝงด้วยความสบายและเป็นมิตรในทุกจุด นี่คืออีกหนึ่งจุดหมายที่คุณต้องมาเยือนว่ารีสอร์ตที่ฮิปจริงจังของยุคนี้ต้องเป็นอย่างไร

ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เรามีโอกาสไปชมรีสอร์ตในเครือที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงตั้งแต่มีข่าวว่าจะมาเปิดในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนแล้ว เพราะ The Standard จะพลิกทุกสิ่งจากมาตรฐานเดิมให้เหนือความคาดหมายโดยมีตัวอย่างในนิวยอร์ก ลอนดอนหรือแม้แต่มัลดีฟส์ แต่ที่หัวหินจะเป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกที่ The Standard สร้างทุกสิ่งขึ้นมานับตั้งแต่การเลือกโลเคชั่นที่เป็นหาดสวยสุดท้ายของหัวหินที่มีหาดทั้งปี(บางหาดจะถูกน้ำขึ้นรุกให้หาดหายในบางฤดู) และทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองหัวหินจริงๆ 

นอกจากต้นไม้ที่ร่มรื่นซึ่งเกิดจากการดีไซน์ตัวสถาปัตยกรรมเพื่อหลบให้ต้นไม้ที่อยู่มาก่อน บางต้นมีอายุหลายสิบปี อย่างต้นจามจุรีกลางลานสนามหญ้าด้านในนั้นถูกล้อมด้วยตัวอาคารที่ออกแบบให้เป็นกรอบของสนามหญ้าที่ตั้งของจามจุรีต้นนั้นให้ดูโดดเด่นด้วยรูปทรงที่แผ่กิ่งก้านเสมือนผู้อาวุโสที่รอทักทายทุกคน ตัวอาคารหลักที่เป็นห้องพักมาตรฐานนั้นดีไซน์ให้มีฟาสาดสวยแปลกตาเป็นครีบกันแดด (Fin)ประดับตัวอาคารแต่การเรียงซ้อนเหมือนเกล็ดทำให้ลมสามารถพัดผ่านเข้าไปในตัวอาคารได้ ดีไซน์ของที่นี่เน้นฟังก์ชั่นควบคู่ไปกับความสวยงาม 

The Standard, Hua Hin รีสอร์ตสุดฮิพติดชายหาดที่โดดเด่นด้านงานดีไซน์ ด้วยห้องพักและห้องสวีทจำนวน 178 ห้อง และพูลวิลล่า 21 หลัง ตั้งแต่ป้ายชื่อด้านหน้าโรงแรมเลยที่ชวนฉงนว่าติดผิดกลับหัวหรือเปล่า แต่นี่คือมาตรฐานของ The Standard ที่ต้องพลิกทุกสิ่งให้เหนือความคาดเดา เมื่อมาถึงส่วนบริเวณต้อนรับและเป็นที่นั่งพักผ่อนในบรรยากาศกึ่งกลางแจ้ง โดยมี The Juice Café อยู่ใกล้ๆ กัน ทั้งสถาปัตยกรรมและสวนสวยทุกอย่างสอดคล้องกลมกลืนกัน และมีช็อปที่จำหน่ายสินค้าดีไซน์พิเศษสำหรับที่นี่และมีเทียนรูปทอร์โซชายและหญิงที่โด่งดังของแบรนด์นี้จำหน่ายอีกด้วย แต่ที่ชอบอีกอย่างก็คือคอลเล็กชันเสื้อผ้าที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนนอกจากที่นี่ 

ส่วนที่พักแบบวิลล่านั้นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่เพียบพร้อมทุกสิ่งและแวดล้อมด้วยสวนสวย โดยมีลานตรงกลาง บางหมู่วิลล่ามีต้นไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่สำหรับนั่งสันทนาการ หรือจะจะจัดปาร์ตี้ ถ้าครอบครัวใหญ่ไปสามารถจองพักที่วิลล่าแล้วแยกกันอยู่ในวิลล่าแต่ละหลังโดยมีสวนและลานตรงกลางเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลาง แต่ถ้ามาสองคนหรือครอบครัวเล็กๆ ก็แยกอยู่ตามวิลล่าเป็นสัดส่วนมีความเป็นส่วนตัว 

สำหรับสระว่ายน้ำที่ออกแบบมาเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ ไม่ใช่แค่รูปทรงหรือการเลือกสีของกระเบื้องที่กรุในสระ แต่การออกแบบตัวสระว่ายน้ำก็เน้นฟังก์ชั่นที่คุณจะคาดไม่ถึง พื้นรอบๆ สระเป็นผลงานวาดด้วยมือจากศิลปินกราฟิตี้ชาวเกาหลี คือมีที่นี่ที่เดียวแน่ๆ แต่ไม่ต้องกลัวว่าเวลาเดินผ่านไปมาจะมีคนมาห้ามว่าที่เหยียบอยู่นี้คืองานกราฟิตี้เพราะงานดีไซน์ของที่นี่คือให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขที่แวดล้อมด้วยดีไซน์เหล่านี้ ไม่ได้ทำมาเพื่อให้สวยแต่ทุกคนต้องเกร็งที่จะใช้สอย


 ไม่ใช่แค่สวยแต่ยังเป็นที่ที่มีอาหารอร่อยอย่างห้องอาหารและบาร์ Lido ที่เสิร์ฟความอร่อยสไตล์อิตาเลียนให้คุณได้ลิ้มลองไม่ว่าจะเป็นพิซซ่าหรือพาสต้าขอบอกเลยว่าเด็ดจริง โดยห้องนี้จะให้บริการตั้งแต่มื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือจะเป็นมื้อเย็นกับครอบครัว มื้อเช้าจะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่สั่งไข่แบบต่างๆ อย่างที่คุณต้องการได้  The Juice Café เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพหรือจะมาเติมเต็มความสดชื่นให้ร่างกาย คาเฟ่มีเมนูเครื่องดื่มหลากชนิดตั้งแต่กาแฟคั่วสด สมูทตี้ น้ำผลไม้คั้นสดหรือสกัดเย็น และของทานเล่นแบบเฮลท์ตี้

สำหรับมื้อสุดโปรดริมชายหาดคงหนีไม่พ้นที่ Praça บ้านพักตากอากาศดั้งเดิมของที่นี่ที่ได้รับการบูรณะใหม่อย่างไร้ที่ติ เสิร์ฟอาหารไทยสไตล์อิซากายะ รสชาติดั้งเดิมจับคู่กับค็อกเทลหรือไวน์เลิศรส อาหารไทยที่นี่รสจัดจ้านมาก ขอให้มาชิม การเสิร์ฟแบบอิซากายะทำให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ติดใจแกงคั่วปูใบชะพลู, หมูย่าง, พล่าปลาทูน่าเสิร์ฟกับข้าวเกรียบทำจากข้าวเหนียว อยากทราบว่าอร่อยแค่ไหนต้องไปลองชิม

ส่วนใครที่อยากมาเติมพลัง พร้อมปรนิบัติผิวให้ครบครัน The Spa ตอบโจทย์ อีกหนึ่งสถานที่ในโรงแรมที่จะพลิกโฉมประสบการณ์การทำสปาแบบเดิมๆ ให้ไม่เหมือนเคย ตกแต่งด้วยโทนสีสันสดใสแต่เรียบง่ายสบายตาเข้าถึงความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ประกอบกับห้องทรีตเมนต์ส่วนตัวสี่ห้องทั้งแบบคู่และแบบเดี่ยว ตามด้วยเทอราปิสผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมฟื้นฟูความกระปรี้กระเปร่าผสมผสานการทำทรีตเมนต์แบบดั้งเดิมให้คุณรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และสดชื่น

The Standard, Hua Hin พร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 1 ธันวาคม 2564 นี้ ด้วยสองโปรโมชั่นสุดพิเศษ สแตนดาร์ด ไทม์* มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าผู้เข้าพักสามารถเลือกเวลาเช็คอินและเช็คเอาท์ได้ตามเวลาที่สะดวก รวมไปถึงแพ็คเกจ สโตว์อะเวย์ ลอง สเตย์ สเปเชียล* สำหรับเข้าพัก 3 คืนติดต่อกัน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน, ส่วนลด 15% สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม, ส่วนลด 15% สำหรับรายการนวดและทรีตเม้นท์ในเมนูสปาที่ The Spa, ส่วนลด 15% สำหรับบริการซักรีด, การใช้บริการอุปกรณ์เรือคายัคและกระดานบอร์ดพายเรือแบบยืน (SUP) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง/วัน, และส่วนลดสูงสุดถึง 30% จากราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ขณะที่ทำการจองห้องพัก เปิดให้จองก่อนใครได้แล้ววันนี้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพิ่มเติมได้ที่ shh.reservations@standardhotels.com หรือ www.standardhotels.com 

*โปรโมชั่นเป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไข