นิทรรศการแสดงผลงานภาพวาดและงานปั้นของศิลปินชาวเวียดนาม

เครก โทมัส แกเลอรี่ มีความยินดีนำเสนอการแสดงนิทรรศการฉลองครบรอบสิบปีของแกเลอรี่ โดยจะเป็นนิทรรศการแสดงผลงานภาพวาดและงานปั้นของศิลปินชาวเวียดนาม ที่ใช้ชื่อว่า เทน-เอเชียส ซีทีจี ซึ่งจะมีพิธีเปิดงานในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2562 ระหว่างเวลา 18.00 – 21.00 น. ที่แกเลอรี่ในเมืองไซง่อน

ทุกๆฤดูร้อน เครก โทมัส แกลเลอรี่ (ซีทีจี) จะติดต่อไปยังศิลปินชาวเวียดนามที่ได้รับความนิยมในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อที่จะจัดแสดงในโอกาสฉลองวันครบรอบการก่อตั้งแกเลอรี่เมื่อปี พ.ศ. 2552 นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการแนะนำศิลปินทั้งที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วหรือศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งผลงานของพวกเขาจะได้จัดวางไปตามกำแพงและพื้น ในปีปฏิทินถัดไป งานฉลองครบรอบนี้ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้แสดงความขอบคุณต่อผู้สนับสนุนแกเลอรี่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเรายังมีความยินดีที่จะแจ้งว่า จะมีศิลปินหลายๆท่านที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศต่างๆเพื่อมาเข้าร่วมงานและพบปะสังสรรค์กับทุกท่านด้วย

เทน-เอเชียส ซีทีจี เป็นประเพณีการจัดงานครบรอบที่เราจัดขึ้นทุกปี และครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 10 แล้วนับตั้งแต่วันแรกที่แกเลอรี่ของเราได้เปิดประตูต้อนรับทุกท่านที่ทรานนัทดอท  ชื่อของงานเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสรรค์งานแสดงที่จะกระตุ้นความสนใจได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และทำให้เราสามารถดำเนินการแกเลอรี่เพื่อรองรับศิลปะใหม่ๆที่กำเนิดขึ้นมา  ในการจะทำเช่นนั้น เราได้ทำเรื่องธรรมดาในรูปแบบที่ไม่ธรรมดา และทำให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดของเหล่าศิลปินที่ต้องก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆในการสร้างสรรค์ผลงานออกมา ซึ่งความอิ่มเอมใจที่ผู้ชมได้รับยามเมื่อเสพงานศิลปะ ก็ล้วนมาจากความพยายามของเหล่าศิลปินนี่เอง

เปิดนิทรรศการ: 21 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 18.00 – 21.00 น.

ฟาร์ ฟาร์ อะเวย์ (Far Far Away) คมกฤษ เทพเทียน

ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ มีความยินดีนำเสนอการแสดงนิทรรศการเดี่ยวของศิลปิน คมกฤษ เทพเทียน (เกิด พ.ศ.2528) ฟาร์ ฟาร์ อะเวย์ (Far Far Away) ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 20 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ที่ ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ กรุงเทพฯ จะมีการนำเสนอชิ้นงานล่าสุดที่ทำจากวัสดุผสมผสานจำนวน 10 รูป ปั้นโดด 3 ชิ้น และรูปปั้นติดกำแพง 7 ชิ้น

สำหรับนิทรรศการฟาร์ ฟาร์ อะเวย์นี้ ชิ้นงานทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่าจักรวาลมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์อย่างไร แบบจำลองจักรวาลในช่วงแรกๆนั้นจะวางมนุษย์ไว้ที่กึ่งกลางและบอกว่าสิ่งมีชีวิตทุกอย่างนั้นมีความเชื่อมต่อกัน และเราคือวัตถุประสงค์ของทุกสิ่งทุกอย่าง ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 นั้น ได้เกิดสมมติฐานใหม่ขึ้นมาเพื่ออธิบายรูปแบบของสวรรค์ และเมื่อมาถึงศตวรรษที่ 19 แนวคิดที่กล่าวว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวานก็ไม่ได้รับความนิยมอีก มนุษย์ถูกขับไล่ออกจากบทบาทผู้นำจักรวาล ซึ่งยังผลให้เกิดแนวคิดที่ว่า มนุษย์อย่าทำตัวเย่อหยิ่ง ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ความคิดบรรเจิดทางด้านวิทยาศาสตร์มักจะมีในเรื่องของจิตวิญญาณ ศาสนา ปรัขญา และการอภิปรายในเรื่องคุณธรรมรวมอยู่ด้วย และจักรวาลคือหัวข้อที่ถูกศิลปินนำมาพูดถึงมากที่สุดไม่ว่าจะในด้านสังคมและวัฒนธรรม  อันที่จริงแล้ว วินเซนต์ แวน โก๊ะ เองก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพกลุ่มก๊าซหมุนวนของทางช้างเผือกที่วาดโดยนักดาราศาสตร์ชาวไอริชชื่อ วิลเลียม พาร์สัน ในปี พ.ศ. 2388

ผลงานที่จัดแสดงในนิทรรศกาลครั้งนี้นับว่าเป็นวัตถุที่ให้ข้อมูล ที่จะทำให้เราต้องคิดทบทวนใหม่ว่าเรามองจักรวาลอย่างไร ทำให้ตัวเราไปอยู่ตรงกลางระหว่างการสังเกตข้อมูลใหม่และความรู้ที่มีมาก่อน  ทั้งวัฒนธรรมป็อปที่มองเห็นได้จากงาน การส่งต่อข้อมูลผ่านสื่อชั่วคราว และการบรรยายเชิงประวัติศาสตร์และศาสนา ทำให้งานชุดใหม่ของคมกฤษนั้นสามารถที่จะทำให้ผู้ชมเห็นภาพต่างๆในความคิดได้อย่างมากมายและนำไปสู่การคิดเชิงวิเคราะห์ มนุษย์เรา “มองเห็น” จักรวาลอันกว้างใหญ่ด้วยอุปกรณ์ที่มีสมรรถนะในระดับหนึ่ง และเรียนรู้เรื่องจักรวาลจากสิ่งพิมพ์วิทยาศาสตร์ที่มีการนำมาเผยแพร่ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเช่นนั้น แล้วเราเข้าใจจริงๆหรือ แล้วที่เราทำเช่นนั้นมันบ่งบอกอะไรในด้านวัฒนะรรมและคุณธรรมได้บ้าง งานของเขาจะทำให้มนุษย์เราต้องกลับมาย้อนคิดในเรื่องนี้

ผู้ชมจะได้รับการแนะนำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้รู้จักกับวัตถุและเหตุการณ์ที่สอดประสานกับความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เอาชนะจักรวาลได้ คมกฤษได้อ้างถึงการค้นพบแรงโน้มถ่วงของไอแซค นิวตั้นซึ่งในที่สุดแล้วได้นำไปสู่กฎแห่งการเคลื่อนย้าย และเป็นรากฐานแห่งการทำความเข้าใจวิชาฟิสิกส์และจักรวาล นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวถึงการไปเหยียบดวงจันทร์ของนีล อาร์มสตรองด้วยอารมณ์ขัน และที่อยู่ข้างๆกันคือเทวตำนานของจีน  และเขายังได้สร้างรูปปั้นจากเรซิ่น 3 ชิ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงสัตว์ที่ได้ก้าวออกนอกโลกก่อนใคร  ซึ่งก็คือ เฟลิแซตเจ้าแมวตัวแรกที่ได้ไปท่องอวกาศ  ไลก้าเป็นสัตว์ตัวแรกที่ได้ไปโคจรรอบโลก และอัลเบิร์ตซึ่งเป็นลิงที่เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจระหว่างภารกิจ  สำหรับรูปปั้นสัตว์ทั้ง 3   ตัวนี้จะมีวงแหวนอยู่รอบรูปปั้นเพื่อเป็นเกียรติภูมิแก่พวกมันเฉกเช่นที่เราทำให้แก่นักรบทหารผ่านศึก แต่เจ้าไลก้านี้ วงแหวนจะเป็นสีทอง เนื่องจากมันคือสัตว์ตัวแรกที่โคจรรอบโลกได้สำเร็จเมื่อครั้งที่มันเดินทางไปกับดาวเทียมสัญชาติรัสเซีย สปุตนิค 2

คมกฤษ เทพเทียน (เกิดพ.ศ.2528 จังหวัดสุพรรณบุรี) เขาใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร จบปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (พ.ศ.2550) มหาบัณฑิตสาขาประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร  เขาได้เข้าร่วมในงานนิทรรศกาลนานาชาติอย่างเช่น Bangkok Art Biennale พ.ศ. 2561 (ประเทศไทย) ASIA NOW, Paris Asia Art Fair พ.ศ. 2561 (ประเทศฝรั่งเศส) Art Central Hong Kong พ.ศ. 2561 และเป็นอาจารย์บรรยายพิเศษประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ เป็นสถานที่เพื่อการท่องเที่ยวแนวป็อปอัป ที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเชิงนวัตกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นโปรแกรมที่มีวัตถุประสงค์ในการเป็นเวทีเพื่อการแสดงออกของศิลปินในภูมิภาคนี้ รูปแบบป็อปอัปของสถานที่นี้ก็เพื่อให้สามารถรองรับการจัดแสดงที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสอดคล้องกับงานศิลปะที่มีวิวัฒนาการไม่หยุดนิ่ง

Art Rotation Series ครั้งที่ 4 ณ โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์ กรุงเทพฯ

โรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์ กรุงเทพฯ จัดแสดง Art Rotation Series ครั้งที่สี่ ที่ทางโรงแรมฯ ภูมิใจนำเสนอผลงานศิลปะแนวป๊อบอาร์ตสีสดใส รังสรรค์โดย     จิรภัทร ทัศนสมบูรณ์ จิตรกรผู้เต็มเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ และได้รับรางวัลการันตีฝีมือมากมาย ผลงานชุดนี้นำเสนอถึงความขัดแย้งทางวัฒนธรรม สิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ที่พยายามจะประสานกลมกลืนกัน โดยหยิบยกเอารูปแบบจิตรกรรมไทยสมัยโบราณ มาผสมผสานเข้ากับสัญลักษณ์นิยมของฝั่งตะวันตก เพื่อเป็นตัวแทนการเล่าเรื่องของการเผชิญหน้ากันระหว่างขนบธรรมเนียมประเพณีไทยและการไหลบ่าเข้ามาของลัทธิทุนนิยมตะวันตก ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่มีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน 

ผลงานของจิรภัทร ทัศนสมบูรณ์ มีสไตล์โดดเด่นไม่เหมือนใคร จึงทำให้ใครก็ตามที่ได้ชมผลงานของเขา   จะรู้สึกประทับใจและจดจำได้ตั้งแต่ในครั้งแรก ด้วยความแปลกในการนำเอาตัวละครไทยจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ นำมาวาดร่วมกับตัวละครเด่น หรือบุคคลจากแวดวงต่างๆ ของสังคมตะวันตก ซึ่งมีทั้งจากวงการบันเทิงและการเมือง อาทิ เหล่าตัวการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ มารีลีน มอนโร จอห์น เวย์น และ บารัค โอบามา    เป็นต้น และนำเสนอออกมาในรูปแบบของงานศิลปะแนวป๊อบอาร์ต รวมถึงการนำเอาผลงานอันโด่งดังและเป็นที่รู้จักของจิตรกรชื่อดัง อาทิ แอนดี้ วอร์ฮอล แวนโก๊ะ และอื่นๆ นำมาตีความใหม่ และใส่ลวดลายในแบบไทยร่วมสมัยเข้าไป เพื่อสื่อถึงมุมมองความคิด แรงบันดาลใจที่ได้จากสถานการณ์สังคมและบ้านเมืองในยุคปัจจุบัน 

จิรภัทร ทัศนสมบูรณ์ เกิดที่จังหวัดสมุทรปราการ ในปี พ.ศ. 2514 ปัจจุบันอายุ 48 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2539 และระดับปริญญาโท จากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในปี พ.ศ. 2542 โดยผลงานจากการทำวิทยานิพนธ์ทั้งจากระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากเวทีการประกวดพานาโซนิก คอนเทมโพรารี เพนต์ติ้ง ครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 จิรภัทรยังมีผลงานชิ้นอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลอีกมากมาย และยังมีโอกาสได้เข้าร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะอีกหลายครั้งทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศเกาหลีในปี พ.ศ. 2546, นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2549, สิงคโปร์และจีนในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งที่สิงคโปร์นั้นผลงานของจิรภัทรได้ถูกจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลป์และศาสตร์ (ArtScience Museum) ณ มารีน่า เบย์ แซนด์ และยังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงผลงานชุด 15 Minutes Eternal ของแอนดี้ วอร์ฮอล นอกจากนี้จิรภัทรยังเป็นจิตรกรไทยเพียงคนเดียวที่ได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือ “100 Painters of Tomorrow” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Thames & Hudson 

ผลงานชุดนี้จะถูกจัดแสดงที่บ้านบอร์เนียวคลับ และที่ลูอีส ทิฟฟิน กริลล์ บนชั้นที่ 26 ของ โรงแรม 137  พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์ กรุงเทพ ฯ ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 นิทรรศการเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น. ของทุกวัน 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Art Rotation Series ครั้งที่ 4 หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อภาพวาดกรุณาติดต่อคุณท็อปจากบริษัทฟาร์มกรุ๊ปที่เบอร์โทรศัพท์ 089-459-1545 หรือติดต่อโรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์ กรุงเทพ ฯ ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-079-7000 

แสงแห่งตะวัน คลายความทุกข์ (Sunny, your smile ease the pain) โดย ฟายรุฬ ดาร์มะ

ยีโอ เวิร์คช็อปมีความยินดีนำเสนองานแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่สองของ ฟายรุฬ ดาร์มะร่วมกับทางแกลอรี่ โดยจะอยู่ภายใต้ชื่อ “แสงแห่งตะวัน คลายความทุกข์  (Sunny, your smile ease the pain)” 

นิทรรศการดังกล่าวสร้างมาจากของขวัญที่เขาอยากมอบให้พ่อแม่ของเขา โดยชื่อเรียกของนิทรรศการมาจาก เพลงชื่อ “ซันนี่” โดยศิลปินกลุ่ม บอนนี่ เอ็ม เป็นเพลงที่เปิดตัวในปี พ.ศ. 2519 เนื้อเพลงบรรยายถึงการที่พ่อแม่ของเหล่าศิลปินมีความสุขกับวัยเยาว์ของพวกเขา ในวัยที่เขากำลังโตเป็นผู้ใหญ่ ฟายรุฬมักจะผสานคำว่า ‘ซันนี่’ (หรือซัน) กับคำว่า เซนิ (seni) ในขณะที่คำแรกหมายถึงแสงอาทิตย์และนำมาผูกกับช่วงเวลาที่เบิกบาน ส่วนหลังคือคำแปลของคำว่าศิลปะจากภาษามาเลย์ หรือการแสวงหาในสุนทรียภาพ

นิทรรศการจะนำเสนอการแสวงหาในสุนทรียภาพของ ฟายรุฬ ซึ่งเป็นผลงานที่ผ่านการเลือกสรรจากช่วงปี พ.ศ. 2560 ถึง 2562 ศิลปะของเขายังนำเสนอผ่านการผสมผ้าใบฟอกสี ที่ได้รับการปรับแต่งรูปในรูปแบบดิจิตอล รวมถึงสิ่งทอที่ถูกพับไว้ และผลงานบนกระดาษ

งานนิทรรศการศิลปะมีการอ้างอิงถึงวัฒนธรรมและเชื้อสายประวัติที่ได้ประกอบเป็นผลงานของ ฟายรุฬ และสามารถเห็นได้ในผลงานของเขา ผลงานของเขานำสิ่งของมาสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางสังคมที่ให้นิยามกับสังคมและได้รับแรงบันดาลใจจากการพบเจอสิ่งในอินเตอร์เน็ตและสิ่งสำคัญที่อยู่ในความทรงจำ ผลงานแต่ละชิ้นเอ่ยถึงแต่ละบุคคลหรือชุมชน ผ่านการแถลงการณ์ที่มีนัยกำกวมส่งต่อไปในพื้นที่สาธารณะ โดยมีการแปลความหมายที่ผิดเพี้ยนที่เห็นได้ในคำปราศรัยที่หลอกลวงในยุคปัจจุบัน 

ในการรังสรรค์นิทรรศการชุดนี้ประกอบไปด้วยการสะสมศิลปะหลายชุด และประกอบเข้าเป็นผลงานชิ้นเอกในนิทรรศการ ซึ่งผลงานศิลปะชิ้นนี้คือการจัดแสดงภาพเกี่ยวกับสังคมที่แท้จริง

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมต้ังแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 14 กรกฏาคม 2562
งานต้อนรับเปิดตัว: วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 เวลา 14.00 น. – 19.00 น.
เวลาเปิดแสดง: 11.00 น. – 19.00 น. ทุกวันยกเว้นวันจันทร์

การแสดงนิทรรศการเดี่ยวของศิลปิน ยิม มาลีน – เงาแห่งการเปลี่ยนแปลง

ริชาร์ต โคห์ ไฟน์ อาร์ต (สิงคโปร์) มีความยินดีนำเสนอการแสดงนิทรรศการเดี่ยวของศิลปิน ยิม มาลีน (เกิดพ.ศ.2525) ที่ประเทศสิงคโปร์ นิทรรศการจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7-22 มิถุนายน 2562 ที่ ริชาร์ต โคห์ ไฟน์ อาร์ต สิงคโปร์ งานแสดงนิทรรศการจะมีผลงานศิลปะสื่อผสม 12 ชิ้นซึ่งประกอบไปด้วย ผลงาน 8 ชิ้น เป็นกระดาษแข็งที่ติดอยู่กับผนังและหนังสือ และผลงานอีก 4 ชิ้นเป็นรูปปั้นที่ทำมาจากกระดาษบาง

ในผลงาน เงาแห่งการเปลี่ยนแปลง  (The Shadow of Change) ยิมพิจารณาถึงเงาสะท้อนของชีวิตผ่านการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นวัฎจักรของชีวิต การเกิด (และการเกิดใหม่) การมีชีวิต (การเคลื่อนที่และการเคลื่อนไหวผ่านห้วงเวลา และผ่านอารมณ์ทั้งความสุขใจและความเศร้าใจ) และการตาย (การตาย การย่อยสลายและความเปราะบางของชีวิต) ทั้งหมดนี้ได้ถูกห่อหุ้มในผลงานของเธอ ที่ฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ของเธอในฐานะคนที่เคยประสบพบเจอสงครามกลางเมือง และยังเห็นความไม่ปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอีกด้วย

ในงานแสดงศิลปะนี้ ผู้เข้าชมจะได้เห็นผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของยิมอย่าง “Decomposition” ผ่านรูปร่างที่ไม่แน่นอนในรูปแบบศิลปะชีวรูปได้อย่างสวยงาม สื่อกลางหลายรูปแบบที่ถูกผนึกในภาพสะท้อนของศิลปินต่อความเชื่อมโยงถึงกันของสรรพสิ่งทั้งมวล ส่วนสำคัญของผลงาน “Decomposition” สำรวจทิวทัศน์และรูปภาพ ในซีรีย์ดังกล่าวยิมได้ความคิดมาจากการอาศัยและเดินทางผ่านระบบนิเวศที่หลากหลายในสิ่งแวดล้อมสี่รูปแบบเปรียบเทียบระหว่างบ้านของเธอและประเทศของเธอเป็นเวลาหลายปี

ยิมนำเสนอซีรีย์ผลงาน ‘Decomposition’ ผ่านศิลปะสื่อผสม โดยผสานการวาดภาพบนกระดาษและกระดาษแข็งบนประติมากรรมนูน ในภาพวาดของเธอ ยิมสร้างรูปทรงในจินตนาการ บางครั้งก็เป็นรูปดาวเคราะห์ที่แปลกประหลาดและเป็นที่น่าจดจำ ในความเป็นจริงแล้วรูปทรงดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสภาพจิตของเธอ  อีฟ สโลทอฟสกี (Yves Zlotowski) “ในผลงาน ‘Colorful Decomposition’ คนเรามักจะเห็นเซลล์ที่ได้รับการสังเกตผ่านกล้องจุลทรรศน์ นอกจากนี้ทิวทัศน์ที่เติมเต็มพื้นที่ว่างของภาพวาด และเทคนิคดังกล่า ทำให้นึกถึงรูปแบบของการบุกรุก โดยที่ทิวทัศน์ปรากฎในรูปแบบที่เอ่อล้นออกจากกรอบ ความรู้สึกถึงความบริบูรณ์ได้ถูกเสริมด้วยประติมากรรมผ่านรูปทรงขนาดใหญ่  ในที่ซึ่งมาลีนมุ่งที่จะทำให้ผู้ชมระลึกถึงความหมกมุ่นในทิวทัศน์ในจิตใจ” ในประติมากรรมแบบนูน ยิมทำการท้าทายผู้ชมในการเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของผลงานเธอที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับการแตกแยกและบาดแผล การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ การทะลักและการรั่วไหล การชำระล้างและสิ่งที่เหลืออยู่ เบาะแสที่หายากของการเจริญเติบโตใหม่ นอกจากนี้ยิมยังเปิดเผยประติมากรรมทีทำมาจากกระดาษบางที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาจากซีรีย์ผลงาน “Decomposition” ของเธอ

ยิมเป็นหนึ่งศิลปินชาวเขมรตัวน้อยที่กำลังเติบโต ถึงแม้ว่าเหล่าศิลปินจะแบ่งปันแนวคิดศิลปะสื่อผสม ยิมเป็นเพียงศิลปินคนเดียวที่ผลิตรูปภาพ ด้วยการจัดการอย่างตรงจุดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก

นิทรรศการก้าวข้ามขอบเขต: หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง

“นอกจากเป็นประตูสู่การเรียนรู้ มอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและเปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้นแล้ว นิทรรศการหนึ่งๆ จะได้รับการยกย่องว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงก็เมื่อมันสามารถช่วยให้ผู้เข้าชมได้สำรวจความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน กระทั่งก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจ”หวาง ยิ่วกง, ผู้อำนวยการแผนกพระราชวัง, พิพิธภัณฑ์พระราชวัง

คาร์เทียร์ (Cartier) และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง (Palace Museum) จะร่วมกันจัดแสดงนิทรรศการ “ก้าวข้ามขอบเขต: หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง (Beyond Boundaries: Cartier and the Palace Museum Craftsmanship and Restoration Exhibition)” ภายในหอศิลป์ประตูอู่เหมิน (Meridian Gate Gallery) ของพิพิธภัณฑ์พระราชวังในกรุงปักกิ่งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป

หลังจากความสำเร็จของนิทรรศการ “Cartier Treasures” ที่จัดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วภายในหอศิลป์ประตูอู่เหมิน ซึ่งอยู่ทางประตูทิศใต้ของพระราชวังต้องห้าม นิทรรศการเชิงวัฒนธรรมครั้งใหม่นี้จะเฉลิมฉลองสายสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างคาร์เทียร์กับประเทศจีนด้วยแรงบันดาลใจและความรู้ความชำนาญที่มีร่วมกัน ภายในนิทรรศการ งานสร้างสรรค์ของคาร์เทียร์และวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์พระราชวังที่ถูกจัดวางเคียงข้างกันในนิทรรศการครั้งนี้ จึงเปรียบดั่งคำเชื้อเชิญให้ร่วมเดินทางผ่านห้วงของกาลเวลาและสถานที่ เพื่อชื่นชมในความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของโลกตะวันออกและตะวันตก

นิทรรศการ “ ก้าวข้ามขอบเขต: หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ” จะเผยเรื่องราวใน 3 บริบทและนำเสนอการตีความทั้งตามลำดับเหตุการณ์และในเชิงอรรถบทไปพร้อมๆ กันผ่านมุมมองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ความชำนาญ ที่ยึดโยงทุกสิ่งในนิทรรศการไว้ด้วยกัน ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ออกแบบพื้นที่ภายในนิทรรศการนี้คือ นาตาลี ครินีเยร์ (Nathalie Crinière)

นิทรรศการ “ก้าวข้ามขอบเขต: หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง” จะเผยเรื่องราวใน 3 บริบทและนำเสนอการตีความทั้งตามลำดับเหตุการณ์และในเชิงอรรถบทไปพร้อมๆ กันผ่านมุมมองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ความชำนาญ ที่ยึดโยงทุกสิ่งในนิทรรศการไว้ด้วยกัน ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ออกแบบพื้นที่ภายในนิทรรศการนี้คือ นาตาลี ครินีเยร์ (Nathalie Crinière)

ชิ้นงานที่นำมาจัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้นจากช่วงราชวงศ์หมิง (ปี ค.ศ. 1368-1644) จวบจนถึงปัจจุบัน ได้รับการเลือกสรรจากคาร์เทียร์คอลเลคชั่น (คาร์เทียร์คอลเลคชั่น คือ ผลงานของคาร์เทียร์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งคาร์เทียร์ประมูลกลับนำมาเก็บไว้เพื่อประโยชน์ทางด้านศิลปะวัฒนธรรม), หอจดหมายเหตุของคาร์เทียร์, คอลเลคชั่นวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์พระราชวังและสถาบันต่างๆ ของภาครัฐ อาทิ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตัน (Metropolitan Museum of Art) นิวยอร์ก, หอศิลป์แห่งชาติออสเตรเลีย (National Gallery of Australia), สำนักงานพิพิธภัณฑ์กาตาร์ (Qatar Museums) และพิพิธภัณฑ์นาฬิกานานาชาติ ณ เมืองลาโช-เดอ-ฟง (Musée international de l’horlogerie de La Chaux-de-Fonds) ตลอดจนคอลเลคชั่นส่วนตัวและราชวงศ์ต่างๆ 

ชื่อของนิทรรศการ “ ก้าวข้ามขอบเขต (Beyond Boundaries) ” กระตุ้นให้เปิดกว้างและคิดถึงพลังที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเช่นนี้ เป็นดั่งคำเชื้อเชิญให้ก้าวข้ามสิ่งใดๆ ก็ตามที่เป็นการแบ่งแยก มิเพียงแค่การจัดแบ่งประเภท เขตแดน ทวีป หรือการกำหนดขอบเขตต่างๆ เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงสิ่งใดก็ตามที่ดูเหมือนเป็นสิ่งตายตัว หยุดนิ่งและมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ อาทิ ความรู้ ความเชื่อมั่น นิยาม หรืออุปาทานต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเปิดพื้นที่อิสระเพื่อก่อให้เกิดวิสัยทัศน์ใหม่แห่งการสร้างสรรค์ 

ภายในนิทรรศการ จัดแสดงทั้งหมด 3 ส่วน ดังนี้

West Wing: แรงบันดาลใจจากประเทศจีน
Central Wing: สัญลักษณ์แห่งอำนาจ
East Wing: ท่องไปในโลกแห่งความทรงจำผ่านเรือนเวลา

นิทรรศการ“ก้าวข้ามขอบเขต”  จะเผยให้เห็นถึง ความเฟื่องฟูในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และเจตนารมณ์ในการแบ่งปันวิสัยทัศน์ที่มีร่วมกัน เชื่อมร้อยวัฒนธรรมที่แตกต่างด้วยจิตวิญญาณที่เคารพและเข้าใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งปกป้องตลอดจนเพิ่มพูนมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อส่งต่อ เพื่อชนรุ่นหลังอีกด้วย

นิทรรศการก้าวข้ามขอบเขต: หัตถศิลป์และการบูรณะของคาร์เทียร์และพิพิธภัณฑ์พระราชวัง เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2562  ในวันอังคาร – อาทิตย์ (ยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดประจำชาติ) เวลา 08:30 – 17:00 โดยเปิดให้เข้าชมได้รอบสุดท้าย เวลา 16:00 และผู้เข้าร่วมงานสามารถซื้อตั๋วสำหรับเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระราชวัง  ในราคา 60 หยวน หรือประมาณ 270 บาท (สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เสียครึ่งราคาและเด็กส่วนสูงต่ำกว่า 120 ซม. ไม่เสียค่าเข้า)

นิทรรศการภาพพิมพ์และวาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 5

มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดนิทรรศการภาพพิมพ์และ วาดเส้นนานาชาติ ครั้งที่ 5 เพื่อสนับสนุนให้ศิลปินมีเวทีแสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด และมุมมองที่หลากหลายในด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมกับศิลปินทั่วโลก โดยเชิญชวนให้ศิลปินทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติส่งผลงานภาพพิมพ์และวาดเส้นเข้าร่วมประกวด จำนวน 1,081 คน จาก 54 ประเทศ รวมผลงานทั้งสิ้น 2,488 ชิ้น แบ่งเป็นผลงานภาพพิมพ์ 1,470 ชิ้น และผลงานวาดเส้น 1,018 ชิ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกและตัดสิน ซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และศิลปินแห่งชาติ ได้พิจารณาคัดเลือกผลงานที่ได้รับรางวัล โดยแบ่งตามประเภทผลงาน ดังนี้

ผลงานประเภทภาพพิมพ์


รางวัล Grand Prize 

ได้แก่ ผลงาน “Master 08” โดย Jing Liu ศิลปินชาวจีน 

รางวัล  Triennale Prize  

มีผลงานที่ได้รับรางวัล ทั้งสิ้น 4 ผลงาน ดังนี้
  – ผลงาน “Restoration” โดย Kamruzzaman ศิลปินชาวบังคลาเทศ 

  – ผลงาน “He lives 2” โดย Akimitsu Tamawake ศิลปินชาวญี่ปุ่น
  – ผลงาน “The Dyadic Pair 5” โดย ธำรงศักดิ์ นิ่มอนุสสรณ์กุล ศิลปินชาวไทย
  – ผลงาน “Student 2” โดย จตุพร ปานน้ำผึ้ง ศิลปินชาวไทย 

ผลงานประเภทวาดเส้น

รางวัล Grand Prize 

ได้แก่ ผลงาน “The Disintegration of Form #13” โดย ธนชัย พรหมรัตน์ ศิลปินชาวไทย   

รางวัล  Triennale  Prize 

มีผลงานที่ได้รับรางวัล ทั้งสิ้น 4 ผลงาน ดังนี้
  – ผลงาน “Letter to D 9,5” โดย Slawomir Grabowy ศิลปินชาวโปแลนด์
  – ผลงาน “Realms i” โดย Rizal  Pramana ศิลปินชาวอินโดนีเซีย
  – ผลงาน “Life Balance” โดย Heri Purwanto ศิลปินชาวอินโดนีเซีย
  – ผลงาน “Timeless” โดย นที สุจิตรา ศิลปินชาวไทย

นอกจากนี้ ยังมี รางวัล Purchase Prize ซึ่งเป็นรางวัลที่ตัดสินโดยไม่แยกประเภทผลงาน และมอบให้โดยผู้ร่วมสนับสนุนนิทรรศการ จำนวน 7 รางวัล ดำเนินงานโดย ฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

กิจกรรมการศึกษา

กิจกรรม Workshop การทำภาพพิมพ์โฟมอัดโ ดย นักศึกษาสาขาวิชาภาพพิมพ์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทุกวันเสาร์ เริ่มวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน – วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562 กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 รอบ  รอบแรก เวลา 14.00 – 15.00 น. และรอบที่สอง เวลา 17.00 -18.00 น.

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.bacc.or.th หรือ www.facebook.com/baccpage

อาห์เมด จาเวด คว้ารางวัลอันทรงเกียรติของวงการศิลปินร่วมสมัยระดับเอเชียมาครอง

มูลนิธิศิลปะ เดอะโซเวอเรน (เอส เอ เอฟ) ยินดีที่จะประกาศแสดงความยินดีกับ อาห์เมด จาเวด ศิลปินหนุ่มจากประเทศปากีสถานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากงาน “โซเวอเรน เอเชียน อาร์ท ไพรซ์ (Sovereign Asian Art Prize)” งานประกาศรางวัลด้านศิลปะที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 15 โดยผลงานที่สามารถทำให้เขาคว้ารางวัลมาครองได้มีชื่อว่า สตูดิโอของอิมห์ราน คูเรชี (Imran Qureshi Studio) และผลงานของจาเวดทำคะแนนสูงที่สุดเท่าที่รางวัลเดอะไพรซ์เคยมีมา

เดอะ ไพรซ์ เป็นรางวัลศิลปะที่ได้รับการยอมรับและทรงเกียรติที่สุดในวงการศิลปะร่วมสมัยของเอเชีย นอกจากตำแหน่งที่ได้รับ อาห์เมด จาเวด ยังได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัลอีก 30,000 เหรียญสหรัฐ ที่งานกาล่าดินเนอร์และงานประมูลประจำปีของมูลนิธิที่จัดขึ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ฮ่องกง ผลงานศิลปะที่เป็นที่ชื่นชอบและได้รับการยอมรับคือเมื่อ มูนาวาร์ อาลี ซาเอดจากประเทศปากีสถานได้รับป็อปปูลาร์ โหวต และได้เงินรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐสำหรับผลงานศิลปะของเขา เรื่องราวเรื่องที่สามในภาษาอังกฤษ (มาย เธิร์ด สตอรี อิน อิงลิช) ฟู่ เสี่ยว ถงจากประเทศจีน ยังได้รับคะแนนสูงสุดสำหรับศิลปินหญิงจากการแข่งขัน และยังได้รับรางวัลใหม่ล่าสุด เดอะ โว้ก ฮ่องกง วูแมนส์ อาร์ต ไพรซ์ รวมถึงเงินรางวัล 5,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับผลงานของเธอ 163,680 พินพริกซ์

เพื่อคัดเลือกผลงาน 30 ชิ้นสุดท้าย ศิลปินอิสระมืออาชีพมากกว่า 70 คนจากทวีปเอเชียแปซิฟิกได้เสนอชื่อศิลปินที่อยู่ในช่วงกลางอาชีพจำนวน 400 คนจาก 28 ประเทศ สำหรับรางวัลอันทรงเกียรติ (The Prize) โดยผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 30 คนมาจาก 19 ประเทศ ซึ่งทำให้งานรางวัลครั้งนี้ถือว่ามีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเดอะไพรซ์ ผู้เข้าแข่งขันได้ถูกคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะระดับโลกจากนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน ภัณฑารักษ์ ผู้อํานวยการพิพิธภัณฑ์ อาทิ เดวิด เอลเลียต; แจน ดอลลีย์ บรรณาธิการศิลป์จากไฟแนนเชียล ไทมส์; มามิ คาตาโอกะ รองผู้อำนวยการและภัณฑารักษ์ปฏิบัติการจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ โตเกียว รวมถึงสถาปนิก ศิลปินและนักการศึกษาเช่นวิลเลียม ลิม และศิลปินที่เป็นที่รู้จักระดับนานาชาติอย่างซาง ฮวน 

ผู้เยี่ยมชมทั้งในประเทศและต่างชาติเดินทางมาดูงานแสดงศิลปะของเหล่าบรรดาผู้เข้าชิงรอบสุดท้ายที่ ฮาร์ต ฮอลล์ เอช ควีนส์ ชั้น จี 80 ถนน ควีนส์ เซนทรัล ในฮ่องกง  ผลงานศิลปะของพวกเขาจะช่วยเฟ้นหาและสนับสนุนวาทกรรมจากหลายหัวข้อไม่ว่าจะเป็นด้านครอบครัว เอกลักษณ์ การเติบโต 

มรดกทางวัฒนธรรม และ การพลัดถิ่น พื้นที่ เวลา การพัฒนาเมือง การกระจายของพื้นที่เมืองหลวง เป็นต้น โดยอาห์เมต จาเวตกล่าวเกี่ยวกับชัยชนะของเขาไว้ว่า

ผมไม่สามารถหาคำมาขอบคุณ เอสเอเอฟได้มากพอในการมอบแพล็ตฟอร์มและให้โอกาสที่ดีเยี่ยมแก่เหล่าศิลปิน ผมรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างสูงกับผู้เสนอชื่อของผมอย่าง อดีล อัซ ซาฟาร์ และ ไนซาร์ ขาน ที่เล็งเห็นและเชื่อมั่นในผลงานของผม

จาเวตได้รับการเสนอชื่อในงานเดอะไพรซ์ โดยเพื่อนศิลปิน อดีล อัซ ซาฟาร์ ซึ่งเป็นชาวการาจีโดยกำเนิดและได้รับการยอมรับระดับนานาชาติในฐานะผู้วาดภาพประกอบและจิตรกร เพื่อนศิษย์เก่าจากวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติอันทรงเกียรติ ที่ละฮอร์ รวมถึง ไนซาร์ ขาน ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายการเรียนรู้ผ่านการมอง มหาวิทยาลัยการาจี และสมาชิกจากคณะกรรมการผู้ว่าการรัฐ จาก อันดัส วัลลีย์ โรงเรียนสอนศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เมืองการาจี

 เดวิด เอลเลียต ประธานผู้ตัดสินได้กล่าวเกี่ยวกับผู้แข่งขันในปี 2562 ไว้ดังนี้

ท่ามกลางการแข่งกันที่เคร่งเครียด ผลงานศิลปะสีน้ำทึบแสง (gouache) ของอาห์เมด จาเวด สตูดิโอของอิมห์ราน คูเรชี (Imran Qureshi Studio) ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการและเอกฉันท์ว่าเป็นผู้ชนะเลิศในงาน โซเวอเรน เอเชียน อาร์ท ไพรซ์ (Sovereign Asian Art Prize) ปี 2019 ด้วยผลงานในระดับใหญ่ที่เขาเรียกสไตล์การทำงานของเขาว่าเป็นแนว “neo-miniature” ที่เรียนมาจากวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติอันทรงเกียรติในเมืองละฮอร์ที่เขาจบการศึกษามา ซึ่งจาเวดเผยว่ามันช่วยให้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานแบบดั้งเดิม หากพิจารณาจากผลงานที่เขารังสรรค์ขึ้น ณ สตูดิโอของอิมห์ราน คูเรชี ซึ่งเขาทำงานเป็นผู้ช่วย เขาไม่ได้แค่เน้นแค่เพียงความสำคัญของผลงานของครูของเขาเท่านั้นแต่ยังเปิดเผยบริบทที่มีพลังของผลงานอีกด้วย ในภาพจะปรากฎคูเรชีในการแสดงท่าทางการทาสีบนมือที่เปื้อนเลือดเพื่อสื่อถึงความหวาดกลัวและความสยองขวัญในยุคปัจจุบัน ผลงานดังกล่าวจาเวดได้บันทึก ตีกรอบ ขยายความและแสดงความเคารพต่ออารมณ์และความรู้สึกดังกล่าว

ผู้ชนะรางวัลขวัญใจประชาชน คือ มูนาวาร์ อาลี ซาเอด ศิลปินชาวปากีสถานที่ได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งในสหรัฐอเมริกาและจากวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติอันทรงเกียรติ ที่ละฮอร์ ในการวาดภาพที่ผสานปากกาและหมึก เป็นหนึ่งในซีรีย์ของเขา ศิลปินให้การใส่ใจในแนวทางแบบมินิมอลผ่านการใช้การผสมผสานของลายเส้นตรงสีดำลงบนตารางแนวนอนที่มีสีสันในการแสดงออกถึงสภาวะทางจิตใจของเขา โดยหัวข้อจะมุ่งเกี่ยวกับความกลัวและความผิดหวัง รวมถึงความขัดแย้งทางความคิดระหว่างความต้องการหาความรู้และความสำคัญในการบรรลุความสำเร็จในการครอบครองวัตถุ สำหรับซาเอดสิ่งเหล่านี้ทำให้สภาวะของเขาแย่ลงถึงขั้นรุนแรง เพราะเขาต้องต่อสู้กับความวุ่นวายในตอนใต้ของเมืองหลวงในเอเชีย ซึ่งจากวิธีการใช้ของมัน การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างชาติสามารถก่อให้เกิดได้ทั้งการรู้แจ้ง หรือก่อให้เกิดความเขลาและสิ้นหวัง

แนวคิดผลงาน ของ ฟู่ เสี่ยว ถง ศิลปินจากปักกิ่ง 163,680 พินพริกซ์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้ชนะเลิศคนแรกจาก เดอะ โว้ก ฮ่องกง วูแมนส์ อาร์ต ไพรซ์ ฟู่จบการศึกษาเกี่ยวกับศิลปะทดลองจากเซ็นทรัล อะคาเดมี่ ออฟ ไฟน์ อาร์ท ที่ซึ่งเธอมีผลงานทั้งในรูปแบบของมินิมอลสไตล์และศิลปะแนวความคิด ในผลงานนี้เธอใช้วิธีการพิมพ์แบบในรูปทรงประติมากรรมแบบนูน ที่มีความเข้มของสีที่ต่างกันรวมถึงมีรูปทรงและความเข้มของสีที่ต่างกัน โดยรูปทรงเผยอขึ้นจากพื้นผิวของแผ่นกระดาษทำด้วยมือขนาดใหญ่ เธอยังใช้อุปกรณ์เย็บปักถักร้อยแบบดั้งเดิมและทำรูปทรงซ้อนแทรกในพื้นผิวกระดาษเพื่อสร้างเส้นตรง ลายจุด และเงา เสมือนกับการวาดรูป ชื่อของผลงานนี้หมายถึงจำนวนรูมากมายที่ก่อให้เกิดกรรมวิธีดังเกล่า พื้นผิวที่เกิดจากรูปแบบการฝังเข็มอย่างเป็นศิลปะก่อให้เกิดรูปทรงจำนวนมากมาย มีการเอนเอียงระหว่างขอบของวัสดุและช่องว่าง ศิลผินได้สร้างอาณาเขตที่ไม่

สามารถให้คำนิยามนอกจากให้คำนิยายเกี่ยวกับเพศ ไม่ว่าจะเป็นภูมิทัศน์หรือแผนที่ทั้งหมดทั้งมวลได้ถูกพรรณาด้วยความสมดุลระหว่างความอุดมสมบูรณ์ของภูเขา หน้าอก ไข่งู และ ความฝัน 

ผู้ก่อตั้งและประธาน เอส เอ เอฟ โฮเวิร์ด บิลตัน ได้กล่าวเกี่ยวกับผู้เข้าชิง ดังนี้

สำหรับผู้ชนะเลิศรางวัลในปีที่แล้ว ทั้งอาห์เมด จาเวด และ มูนาวาร์ อาลี ซาเอด ทั้งสองคนเป็นศิลปินชาวปากีสถาน เกิดอะไรขึ้นที่ปากีสถานเป็นเรืองที่น่าคิดว่าเราควรได้รับรู้เรื่องเหล่านี่ สำหรับ ฟู่ เสี่ยว ถง ได้มีการเข้ารอบมาก่อน และยังได้รับรางวัล เดอะ โว้ก ฮ่องกง วูแมนส์ อาร์ต ไพรซ์ เราได้รับการสนับสนุนจากเฮนเดอร์สัน แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ คอมปานี และ ฮาร์ท คอลเลคทีฟสำหรับการให้ทางเราใช้สถานที่ ฮาร์ท ฮอลล์ แอท เอช ควีนส์ การมีพื้นที่แกลอรี่เพื่องานแสดงศิลปะของผู้เข้าชิงมีความหมายมากต่อศิลปิน ต่อทางเอส เอ เอฟ และเหล่าประชาชนที่เดินทางมาดูงานแสดง การแสดงผลงานที่จัดก็ดียิ่งขึ้นทุกปี เดอะไพรซ์ประสบความสำเร็จมากมาย และสามารถระดมทุนได้มากกว่า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเราได้ทำกลับมาช่วยเด็กผู้ยากไร้ต่อไป ทางเราอยากจะขอบคุณผู้สนับสนุนทุกคนในการทำให้งานแสดงนี้เกิดขึ้นได้

ผลงานของผู้เข้าชิงทั้งหมดยกเว้นผู้ชนะเลิศแกรนด์ ไพรซ์ ถูกจัดจำหน่ายที่งานแสดงศิลปะ หรือถูกประมูลที่มูลนิธิศิลปะ เดอะโซเวอเรน ‘เมค อิท เบตเตอร์‘ กาลาดินเนอร์ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 ที่โรงแรมโฟร์ ซีซัน ฮ่องกง รายได้จากการประมูลส่วนหนึ่งจะถูกให้ศิลปินและโครงการการอย่างละเท่ากัน

Go East to Giverny

เหตุผลหนึ่งที่เราหลงรักฝรั่งเศสก็คืองานศิลปะ โดยเฉพาะงานศิลปะลัทธิประทับใจ หรือ impressionism และทุกฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อนเราจะต้องนึกถึงศิลปินผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นชั้นครูหรือมาสเตอร์ของศิลปะแนวนี้นั่นก็คือ Claude Monet ด้วยเหตุผลว่าบ้านของเขาที่ Giverny จะสวยที่สุดในช่วงนี้

เรารู้จักโมเนต์จากผลงานมากมายของเขา และหนึ่งในนั้นก็คือภาพสระบัวหรือดอกบัวที่ใครต้องการชมแบบอิ่มตาอิ่มใจต้องไปที่พิพิธภัณฑ์ Musee de l’Orangerie ในสวนตุยเลอรี เพราะมีภาพดอกบัวและบึงน้ำ 8 ภาพขนาดใหญ่ของโมเนต์จัดแสดงอยู่ แต่ใครที่อยากจะชมสวนและความงดงามของบึงบัวเช่นเดียวกับสมัยโมเนต์ยังมีชีวิตอยู่และวาดภาพบึงบัวนี้ก็ต้องไปจิแวร์นีในช่วงฤดูร้อน

การเดินทางและการเข้าชมสามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ www.giverny.org สามารถไปเช้า-เย็นกลับได้สบายๆ หรือถ้าเช่ารถพร้อมคนขับจากปารีสไปเที่ยวก็ยังแวะชมแวร์ซายได้อีก เพราะอยู่ไม่ไกลกัน ใครที่มีโอกาสไปปารีสในช่วงนี้ควรไปชมบ้านและสวนของโมเนต์เป็นอย่างยิ่ง เพราะดอกไม้จะบานสะพรั่งงดงาม

ใครที่เคยชมผลงานศิลปะของโมเนต์จะสัมผัสได้ถึงความละเอียดละมุนละไมในความสุนทรีย์ที่ถ่ายทอดออกมาทางฝีแปรงและการใช้สีสันต่างๆ เขาชอบวาดภาพกลางแจ้ง ภาพฤดูต่างๆ แม้จะเป็นทิวทัศน์ที่ธรรมดา แต่เขาก็สร้างความน่าสนใจให้เกิดขึ้นได้ อย่างภาพแนวต้นไม้ริมน้ำ เขาวาดมุมเดิมในช่วงเวลาต่างๆ ทั้งช่วงลมแรง แดดออกจ้า ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูร้อน ทั้งหมดนี้คือมุมเดิม แต่ภาพที่ออกมากลับมีความแตกต่าง มีรายละเอียดที่ต่างกันให้ความรู้สึกถึงบรรยากาศนั้นจริงๆ

ใครเคยชมภาพด้านหน้าโบสถ์ La Cathedrale de Rouen ที่เขาวาดแต่ละช่วงเวลา อย่างรุ่งอรุณ แดดจ้า แดดหม่น และยามเย็นพระอาทิตย์ตก ด้วยมุมเดียวกัน แต่ตัวภาพให้อารมณ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้จะมีความสามารถมากมาย แต่ความที่ศิลปะแนวนี้เป็นของใหม่ของยุคนั้น เขาจึงต้องใช้เวลาจนอายุเกือบห้าสิบปีถึงจะได้รับการยอมรับให้เป็นมาสเตอร์ของอิมเพรสชั่นนิสม์ แต่ก็ยังดีกว่าศิลปินในลัทธินี้อีกหลายคนที่ผลงานกลายเป็นที่ยอมรับเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว

บ้านที่จิแวร์นีหลังนี้โมเนต์ได้ใช้เวลาอยู่นานที่สุดกว่าบ้านหลังไหนของเขาคือตั้งแต่ปี 1883 – 1926 เริ่มแรกไม่ได้มีขนาดใหญ่โตและเป็นบ้านหลังยาวเช่นนี้ หากแต่เป็นบ้านที่ลึกห้าเมตรเช่นนี้แต่แรก ต่อมามีการเพิ่มเติมปีกซ้าย-ขวาของบ้านเพื่อการใช้สอยและเหมาะกัครอบครัวที่มีสมาชิก 10 คนของเขาซึ่งประกอบด้วยภรรยา ลูกชาย 2 คน และที่เหลือคือลูกเลี้ยงชายและหญิง ทำให้ตัวบ้านดูเป็นบ้านหน้ากว้างยาวมาก มีประตูทางเข้า 3 ด้าน คือตรงกลางเป็นทางเข้าหลัก ทางขวาของตัวบ้านคือส่วนของโมเนต์ มีสตูดิโอของเขาที่ต่อเติมมาจากโรงนาที่เป็นสตูดิโอแห่งแรกของเขาในบ้านที่จิแวร์นี ชั้นบนส่วนนี้คือห้องนอนของเขา และอีกห้องหนึ่งเป็นห้องนอนของอลิซ ภรรยาของเขา การแยกห้องนอนนี้เป็นธรรมเนียมของชนชั้นกลางถึงชั้นสูงของยุคนั้นที่สามีภรรยาจะแยกห้องนอนกัน แต่ก็มีประตูเชื่อมไปหากันได้

ส่วนอีกด้านหนึ่งของบ้าน ชั้นล่างคือห้องครัวที่สวยงาม และเป็นภาพที่หลายๆ คนจะจดจำบ้านที่จิแวร์นี ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนของบรรดาลูกเลี้ยงของเขา ส่วนลูกชายทั้งสองนั้นห้องนอนก็จะอยู่ถัดจากห้องนอนของภรรยาของเขามาทางกลางบ้าน

การชมบ้านจะเข้าทางเข้าหลักตรงกลาง ที่นั่นจะมีห้องพักคอยเป็นห้องนั่งเล่นกลายๆ ทาสีฟ้า เรื่องสีสันของแต่ละห้องนี้โมเนต์เป็นคนเลือกเอง เพราะเขาไม่ต้องการบ้านในขนบเดิมๆ ของยุคสมัยนั้นที่จะออกมืดๆ ทึมๆ ถ้าเทียบกับยุคสมัยที่เราจะเข้าใจก็คือยุควิกตอเรียนของอังกฤษนั่นเอง โมเนต์เลือกที่จะทาบานเกล็ดของบานหน้าต่างและกรอบหน้าต่างด้วยสีเขียวแทนที่จะเป็นสีเทาซึ่งเป็นสีบังคับของยุคนั้น ส่วนสีชมพูของผนังนั้นเขาก็เลือกเอง แต่ถ้ามองจากด้านนอกเราจะเห็นตัวบ้านถูกคลุมด้วยไม้เลื้อยด้วยความตั้งใจของเขาที่จะให้ตัวบ้านกลมกลืนไปกับสวนเบื้องนอกโดยการปลูกกุหลาบเลื้อยและVirginia creeper หรือต้นเถาคัน ที่บางคนเมื่อถูกน้ำจากผลที่ผิวหนังจะรู้สึกคันจึงเป็นที่มาของชื่อ แต่ด้วยตัวต้นแล้วไม่ได้ทำให้คัน และเป็นไม้เถาที่ไม่ทำลายพื้นผิวที่เลื้อยเกาะจึงเหมาะจะปลูกคลุมผนังด้านนอก

ตั้งแต่ห้องแรกคือห้องพักคอยที่ทาสีฟ้าเราจะเห็นภาพประดับตามผนังส่วนต่างๆ เป็นภาพพิมพ์ญี่ปุ่น และเป็นเช่นนี้ทุกห้อง โดยมีการเลือกภาพให้เหมาะกับสีสัน อย่างห้องนี้ก็จะเป็นภาพพิมพ์สีฟ้าหรือน้ำเงิน หรือเลือกให้เหมาะกับเรื่องราวของห้อง เช่น ห้องนอนของอลิซ ภรรยาของเขา จะเป็นภาพพิมพ์หญิงสาวชาวญี่ปุ่นทั้งหมด นอกจากนี้กระเบื้องปูพื้นห้องยังทำจากซีเมนต์ต่อเป็นลวดลายสวยงามซึ่งกระเบื้องซีเมนต์นี้เป็นของใหม่มากสำหรับยุคนั้น

ในห้องแพนทรีใกล้ๆ กับห้องสีฟ้าเป็นห้องที่มีอุณหภูมิไม่สูงจึงเหมาะที่จะเก็บอาหารในยุคที่ตู้เย็นไฟฟ้ายังไม่มี ห้องนี้ใช้เป็นที่เก็บไข่ไก่ที่มาจากเล้าไก่ ซึ่งเก็บได้มากถึงร้อยกว่าฟองทีเดียว และที่น่าสนใจคือตู้แพนทรีที่เสมือนตู้เก็บอาหารฝาทึบ ทั้งที่เป็นลิ้นชักและบานเปิดทั้งหมดจะมีกุญแจล็อก ตู้นี้ตกแต่งด้วยการแกะเป็นลายไม้ไผ่ตามส่วนต่างๆ แบบญี่ปุ่น แสดงว่าเจ้าของต้องชื่นชอบงานศิลปะญี่ปุ่นมากทีเดียว

และห้องที่ต้องเดินลงบันไดไปเพราะพื้นห้องจะอยู่ระดับเดียวกับพื้นดินก็คือห้องสตูดิโอแห่งแรกของโมเนต์ที่บ้านหลังนี้ แต่ก่อนคือโรงนา แต่ภายหลังต่อเติมให้เชื่อมเข้ากับตัวบ้านหลัก การที่พื้นอยู่ระดับดิน แต่เพดานห้องสูงเท่ากับห้องอื่นๆ ทำให้ห้องนี้มีเพดานสูงกว่าห้องใดๆ และมีแสงสว่างสาดส่องเข้ามาได้เต็มที่ บนผนังมีผลงานของศิลปินในยุคเดียวกันและเป็นเพื่อนของเขาซึ่งโมเนต์สะสมไว้ประดับเต็มทุกด้านของผนัง ห้องนี้มีบรรยากาศที่น่าสบาย และเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นก็มีลวดลายแบบตะวันออก

ชั้นบนของส่วนสตูดิโอนั้นคือห้องนอนของโมเนต์ซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยเฟอร์นิเจอร์ในยุคสมัยนั้นที่ไม่มีการแกะสลักวิจิตรใดๆ ค่อนข้างทึบๆ ทึมๆ ขึงขังตามกระแสนิยม แต่ทว่าโมเนต์ให้ทำสีสดใส ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอนและตู้เสื้อผ้าที่ทาสีเหลืองสดใส หัวเตียงมีภาพพิมพ์ญี่ปุ่นชิ้นโปรดของเขาประดับอยู่จำนวนหนึ่ง และตามผนังส่วนอื่นๆ ของห้องมีงานของศิลปินที่เป็นเพื่อนของเขาประดับอยู่ส่วนหนึ่ง มีโต๊ะเขียนหนังสือตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ทำจากไม้ลายสวยสีเข้ม มีฝาดึงลงมาปิดหน้าโต๊ะได้ ราวลูกกรงหน้าต่างและกรอบบานหน้าต่างทาสีเขียว กรุกระจกใส โดยมีหน้าต่างแบบบานเกล็ดทาสีเขียวเดียวกันอีกอยู่ชั้นนอกไว้ปิดกันแสงในฤดูร้อนที่แสงสว่างจัดจ้ายาวนาน

ถัดจากห้องของเขาเป็นห้องของอลิซ ภรรยาของเขา ที่ทาสีเขียวอ่อนและบางส่วนทาสีฟ้าอย่างกรอบกระจกเหนือเตาผิง รวมทั้งหน้าต่างด้านที่มองออกไปเห็นถนนด้านนอก ซึ่งมีไม่กี่ห้องในบ้านหลังนี้ที่หน้าต่างจะหันออกทางด้านนี้ เพราะที่เราเห็นหน้าต่างมากมายนั้นคือด้านที่หันเข้าหาสวน ห้องนี้ตกแต่งด้วยภาพพิมพ์รูปหญิงสาวชาวญี่ปุ่นทั้งหมดทั้งที่เป็นลายเส้นและภาพพิมพ์ที่ลงสี

ใกล้กันนี้คือห้องที่เป็นชานพักของบันไดที่เชื่อมต่อชั้นล่างและชั้นบนด้วยกัน มีตู้เก็บผ้าลินินสำหรับการใช้สอยประเภทต่างๆ จากห้องนอนของ อลิซสามารถมองเห็นส่วนที่เป็นห้องนอนของลูกๆ

ห้องนอนของลูกๆ ทั้งลูกชาย และลูกเลี้ยงชายหญิง ตกแต่งอย่างเรียบง่ายทั้งหมด และแน่นอนว่าต้องมีภาพพิมพ์ญี่ปุ่นประดับด้วย แต่ห้องที่ตื่นตาเพราะสีสันสดกระจ่างคือห้องรับประทานอาหารชั้นล่างที่มีขนาดใหญ่มาก และเป็นห้องที่สวยมากเพราะสีเหลืองที่ทาทุกส่วนของห้องรวมทั้งโต๊ะอาหารและเก้าอี้ พื้นเป็นกระเบื้องปูสลับสีกันในโทนน้ำตาลครีม ขับเน้นให้สีเหลืองโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากเครื่องกระเบื้องลายสวยๆ ที่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยบนโต๊ะอาหาร แต่เก็บไว้ในตู้ที่วางชิดผนังอย่างสวยงาม ก็มีภาพพิมพ์ญี่ปุ่นสีสดใสประดับอยู่ทุกส่วนของผนังที่เหลือในห้องนี้ ทำให้ห้องนี้น่าชมและใช้เวลาพอสมควรในการพินิจในแต่ละส่วน

แต่ห้องครัวที่อยู่ใกล้ๆ กันก็ทำให้คนที่ชอบการทำครัวต้องร้องว่านี่คือครัวในฝัน นอกจากตกแต่งผนังส่วนทำครัวด้วยกระเบื้องสีขาว-น้ำเงินลวดลายสวยงามแล้วยังมีหิ้งและราวทองเหลืองที่แขวนเครื่องครัวทองแดงจำนวนมาก อย่างหม้อที่มีด้ามจับไล่เรียงขนาดไปอย่างสวยงาม รวมทั้งกระทะทำด้วยทองแดงที่มีทั้งทรงรีสำหรับทอดปลาและทรงกลมแบบมาตรฐาน คนรักการทำครัวเห็นแล้วต้องอิจฉา รวมทั้งเตาอัลลอยแสนจะทันสมัยของยุคนั้น แต่มายุคนี้ก็ยิ่งดูสวยงามวินเทจ

แค่ในบ้านก็ชวนตื่นตา แต่เมื่อเราออกมาด้านนอก กุหลาบเลื้อยกำลังผลิดอกสีชมพูสะพรั่งส่งกลิ่นหอม มีเถาจัสมินอยู่ไม่ไกลส่งกลิ่นจรุงใจเชียว ม้านั่งสีเขียววางเป็นระยะๆ ให้นั่งพักชมสวน การตกแต่งสวนก็ทำเป็นอุโมงค์โค้งของเหล่าพันธุ์ไม้เลื้อยที่เกาะเกี่ยวกับโครงครึ่งวงกลม บ้านนี้เก๋ตรงที่สวนส่วนนี้เป็นสวนดอกไม้ แต่เมื่อเดินลอดทางเดินไปสวนอีกด้าน (มีถนนสาธารณะผ่ากลางที่ดินไม่ติดกัน) ที่เขาทำเป็นทางลอดใต้ดินก็จะเจอกับสวนที่จำลองเอาสวนไผ่แบบญี่ปุ่นมา ต้นไผ่โตงดงามเชียว ยิ่งลมพัดมา เสียงใบไผ่เสียดกับลมเป็นเสียงที่ฟังแล้วเย็นใจ

โคนแนวต้นไผ่เป็นคลองขุด มีสาหร่ายน้ำสีเขียวใต้น้ำใสไหลริน เดินไปอีกหน่อยก็เจอสระบัว ที่มาของภาพอันลือลั่นของโมเนต์ รวมทั้งสะพานเขียวที่มีเถาวิสทีเรียพันไว้เป็นส่วนหลังคาของสะพาน เรามาช่วงที่วิสทีเรียบานไปแล้วจึงเห็นแต่ใบเขียวๆ แต่เมื่อมองจากคนละด้านของบึงบัว สะพานโค้งสีเขียวนี้ก็ยังงดงามตรึงตรา

ทุกคนก็ต้องเดินหาว่ามุมไหนคือมุมที่โมเนต์มาตั้งผ้าใบเขียนภาพบ่อบัวที่เห็นสะพานโค้งสีเขียวนี้ แต่แทนที่จะหาภาพที่ไม่ยากหรอกถ้าจะหา แต่คนละฤดูกาลจะให้เหมือนกับภาพก็คงยาก เราชื่นชมสระบัวนี้ตามมุมต่างๆ อย่างในขณะเวลานั้นก็มีความงามที่เจริญตา ยิ่งช่วงที่มองผ่านต้นหลิวใหญ่และมีเรือแจวจอดริมตลิ่งนี่ชวนให้คนที่เป็นจิตกรหน่อยอารมณ์บรรเจิด เราเดินไปมาใช้เวลาอย่างมีความสุขในสวนด้านนี้ที่แม้จะมีดอกไม้น้อยกว่าสวนหน้าบ้าน แต่กลับร่มรื่นร่มเย็น เพราะมีน้ำ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเป็นป่าหย่อมๆ

มาที่นี่แล้วสิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่ตัวบ้านของโมเนต์ แต่หมู่บ้านรอบๆ ก็มีอะไรน่าสน มีแกลเลอรีศิลปะ มีโบสถ์ และหากใครหิว ตรงส่วนของมิวเซียมนั้นมีด้านหนึ่งเป็นร้านอาหารแบบบริการตัวเอง (อยู่นอกส่วนที่ต้องใช้บัตรเข้าชม) อาหารอร่อยใช้ได้ มีสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับมิวเซียมแห่งนี้จำหน่ายด้วย หรือจะนั่งตามคาเฟ่หรือร้านอาหารด้านนอกใกล้ๆ กับที่จอดรถก็มีให้เลือกอีก

มาเยือนที่นี่แล้วไม่แปลกใจว่าทำไมคนส่วนใหญ่จะชื่นชอบผลงานของโมเนต์ ยิ่งคนตะวันออกแล้วจะชื่นชอบงานของเขาได้ง่าย เพราะสีสันและรายละเอียดของภาพที่เขาถ่ายทอดมาจากความชื่นชอบในศิลปะภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นที่มีทั้งเรื่องราวและการใช้สีสันที่สดใส เราจึงเห็นการใช้สีที่น่าสนใจในงานของโมเนต์ และเช่นเดียวกับในบ้านของเขาที่คงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครที่ได้ไปเยือนอย่างแน่นอน

Author & Photographer : Sethapong Pawwattana

“Pioneer in Video Art from Thailand, Slovenia, Norway Since 1980”

นิทรรศการ “Pioneer in Video Art from Thailand, Slovenia, Norway Since 1980” แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคยุโรปและสแกนดิเนเวีย ผ่านผลงานศิลปะแนวมีเดีย ซึ่งเป็นสื่อที่มีความหลากหลายและสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน อาทิ วีดีโอแบบจอเดียว (Single Screen Video Art) วีดีโอแบบติดตั้งจัดวาง (Installation Video Art) หรืองานแนวศิลปะจัดวาง (Art Installation) เป็นต้น

สื่อในระบบดิจิทัลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทรงอิทธิพลต่อโลก และมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับศิลปะ เพราะศิลปะคือสิ่งที่แสดงสติปัญญาของมนุษย์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ภาควิชาศิลปกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนั้น จึงเชิญศิลปินจากประเทศสโลวีเนียและประเทศนอร์เวย์

ซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาททางเทคโนโลยีในปัจจุบัน มาจัดแสดงผลงานในรูปแบบสื่อวีดีโอประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ร่วมกับตัวแทนศิลปินไทยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ โดยหลังจากการจัดแสดงในประเทศไทย นิทรรศการนี้จะเคลื่อนย้ายไปจัดแสดงที่ประเทศสโลวีเนียและนอร์เวย์ต่อไป