Alexander Lamont: Crafting Success

เนื่องในโอกาสเปิดตัวคอนเซ็ปต์ Sunday Salon เราได้คุยกับ Alexander Lamont ถึงจุดเริ่มต้น เป้าหมายและแรงบันดาลใจในการปลุกปั้นแบรนด์คราฟต์ระดับโลก

คนที่ชอบเดินเล่นที่เกษรวิลเลจบ่อยๆ อาจจะคุ้นเคยกับร้าน Alexander Lamont เป็นอย่างดี เพราะร้านนี้เป็นอีกหนึ่งในร้านที่อยู่มานาน แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแบรนด์ชื่อต่างชาตินี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “แบรนด์ไทย” ที่ไปไกลระดับโลก ที่ผลิตสินค้าแต่งบ้านระดับลักชัวรี่ที่ทำโดยช่างฝีมือไทยแท้ๆ ภายใต้การดูแลของอะเล็กซานเดอร์ ลามอนท์ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ชาวอังกฤษที่หลงรักเมืองไทยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเราได้เจอเขาอีกครั้งในงาน Sunday Salon ที่ตอกย้ำสไตล์อาร์ตเดโคที่เป็นเหมือนหัวใจของแบรนด์ เราจึงได้พูดคุยกับเขาอีกครั้งถึงดีตและอนาคตของแบรนด์ชื่อเดียวกันกับเขานี้

  • พื้นฐานและการเติบโตของคุณมีอิทธิพลต่อทิศทางและปรัชญาในการสร้างสรรค์ในวันนี้อย่างไรบ้าง

“มีทุกอย่างเลยนะ พ่อแม่พาผมไปอยู่เคนยาตั้งแต่ผมอายุ 6 สัปดาห์ แล้วย้ายไปอินเดียตอนผมอายุได้ 3 ขวบ ผมโตมาในหมู่บ้านเล็กๆในอังกฤษ ผมมาเมืองไทยตั้งแต่อายุ 12 ปี และตอนนั้นก็ตัดสินใจว่าวันหนึ่งผมจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ประสบการณ์การท่องเที่ยวตอนผมยังหนุ่มๆ ทั้งทรงพลังและมีผลมากต่อการมองสิ่งต่างๆของผม ทั้งสถานที่หรือวัฒนธรรมต่างๆ ตอนผมเด็กๆ พ่อของผมทำธุรกิจนำเข้าวัตถุโบราณ งานศิลปะแบบดั้งเดิมและงานแอนทีคจากเอเชีย อเมริกาใต้และอัฟริกา ผมทำงานในบริษัทนี้ ซึ่งก็ทำให้ผมได้เห็นและสัมผัสงานฝีมือแบบดั้งเดิมจากหลากหลายแหล่งที่มา 

“สิ่งของเหล่านี้คือผลของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่องมาหลายร้อยปี และถูกทำขึ้นมาอย่างประณีต และสะท้อนถึงแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน กระบวนการที่ทำด้วยมือและการใช้วัสดุธรรมชาติคือส่วนสำคัญของ “จิตใจ” ของสิ่งของเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อผมเริ่มออกแบบ ผมรู้เลยว่าผมอยากจะทำงานให้ได้ในระดับนี้ อยากให้เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญกับขั้นตอนการสร้างสรรค์ เพราะมันคือวิธีการสื่อสารอารมณ์ที่พบในงานออกแบบแบบดั้งเดิมที่มักเต็มไปด้วยความหมายและความเป็นมนุษย์”

  • คุณจะอธิบายความเป็น Alexander Lamont ให้กับคนที่คุณเพิ่งเจออย่างไร

“ผมจะบอกว่าเรานำวัสดุตกแต่งต่างๆ ที่มีความสำคัญระดับโลกมาสร้างเป็นผลงานใหม่ด้วยวิธีใหม่ๆ ทำให้งานที่ออกมามีความร่วมสมัยครับ”

  • คุณดูจะได้แรงบันดาลใจจากหนังสือและวรรณกรรมอยู่มาก คุณเปลี่ยนถ้อยคำเป็นวัตถุได้อย่างไร

“วรรณกรรม ดนตรีและภาพยนตร์ให้แรงบันดาลใจดีๆ กับผมเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนอารมณ์และความรู้สึกแบบไม่เป็นรูปธรรมจนเกินไป วิธีนี้ทำให้ไอเดียในการออกแบบเกิดขึ้น ซึ่งเป็นไอเดียที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับไอเดียด้านรูปลักษณ์ สิ่งที่เราจะได้จึงเป็นอะไรที่เฉพาะบุคคล และมีความคลุมเครือ ผมมองว่าหลายๆอย่างมันโผล่ขึ้นมาจากเงา (ความไม่ชัดเจน) นะ”

  • คุณมองว่าแบรนด์ของคุณมีการพัฒนาอย่างไรบ้างจากจุดเริ่มต้น

“คงต้องบอกว่าค่อยเป็นค่อยไปนะครับ ยี่สิบปีผ่านไป ผมก็เริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่าสิ่งที่ผมอยากทำคืออะไร พร้อมๆกับหาวิธีที่จะทำมันให้สำเร็จด้วย ยี่สิบปีที่แล้ว ผมเน้นพึ่งพาช่างฝีมือจากข้างนอกที่ไม่ได้เข้าใจว่าผมต้องการหรือผมกำลังทำอะไร ผลที่ออกมาก็ดีนะ และผมก็ยังชอบงานช่วงแรกๆของเรา แต่สไตล์ของงานที่ออกมาก็ค่อยๆประณีตขึ้น วิธีการออกแบบก็เปลี่ยนไป รวมถึงเรื่องรูปทรงและวัสดุด้วย การทดลองคือส่วนสำคัญของการทำงานสร้างสรรค์ และมันทำได้ยากมากตอนที่ผมยังไม่มีเวิร์กช็อปและทีมออกแบบของตัวเอง ผมไม่ได้บอกว่าตอนนี้งานของเราดีขึ้นแล้ว แต่บอกได้ว่างานของเราแตกต่างจากเดิมมาก วิธีทำก็ต่าง วัสดุก็ต่าง เราพัฒนาขึ้นมามากเหมือนกัน”

  • สิ่งที่คุณอยากจะออกแบบมากที่สุดคืออะไร

“ชามครับ ผมมองว่าชามคือสิ่งแรกๆเลยที่มนุษย์ทำขึ้น เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร และใช้ในงานฝังศพด้วย ชามเป็นสิ่งแรกที่ผมออกแบบ ผมเลยรู้สึกผูกพันกับมันมาก ฟังดูเล็กน้อยนะ แต่สำหรับผมมันน่าตื่นเต้นมาก เพราะผมสามารถออกแบบชามเองได้โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากใครเลย ผมว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้ใหม่หรือน่าประทับใจ แต่เป็นการเข้าถึงไอเดียง่ายๆ ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่กว่า เหมือนแต่งกลอนแบบนั้น”

  • อะไรคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำธุรกิจคราฟต์และดีไซน์

“ด้วยความที่ของของเราทำด้วยมือ บางครั้ง ความยากก็จะอยู่ที่ตอนเราเจอกับวัสดุที่เดาทางไม่ได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจได้นะว่าทำไมเกือบทุกอย่างที่เราซื้อ และอาหารที่เรากินในทุกวันนี้มาจากการผลิตแบบอุตสาหกรรม มันง่ายกว่า เร็วกว่าและถูกกว่า ด้วยความที่เราอยากจะทำสิ่งที่คงทน อยู่ได้นาน ความท้าทายน่าจะอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ การเคารพเดดไลน์ หาสตาฟ การจัดการกับวัสดุและการสื่อสารว่าทำไมงานคราฟต์ถึงแพงกว่าของทั่วไป”

  • ทำไมคุณถึงเลือกยุคอาร์ตเดโคมานำเสนอ

“กิจกรรม Sunday Salon นี้ออกแบบมาให้เป็นอีกหนึ่งวิธีในการนำยุคทศวรรษที่ 1920s และ 1930s กลับมาในรูปแบบของบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับงานฝีมือของเราได้ เทคนิคหลายอย่างที่เราใช้ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น ฌ็อง-มิเชล แฟรงก์ เคยโด่งดังจากสไต์การตกแต่งด้วยวัสดุที่ที่รวมและเก็บแสงไว้ ทำให้สเปซดูโปร่งแต่ก็มีรายละเอียด ความรู้สึกนี้ยังคงทรงพลังในทุกวันนี้ และกลายเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับผมในการเลือกวัสดุเข้ามาทำงานที่นี่ วัสดุเหล่านี้ถือเป็นวัสดุที่สำคัญและโด่งดังมานานแล้ว และถูกใช้โดยดีไซเนอร์เก่งๆ มากมายก่อนหน้าผม”

  • ทำไมคุณถึงเลือกตั้งแบรนด์ Alexander Lamont ในเมืองไทย

“ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศไทยได้พบกับความสงบและความสมบูรณ์มาหลายศตวรรษ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องเจอกับยุคแห่งการต่อสู้และทรมาน มนุษย์เราสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยมือ เรามีแหล่งกำเนิด มีอดีตที่เชื่อมโยงเรากับสิ่งต่างๆ รวมถึงวิถีชีวิต ประเทศไทยมีสถาบันกษัตริย์ที่สูงส่ง และคนไทยก็มีความภาคภูมิใจและเชื่อในความเป็นไทย งานฝีมือในประเทศไทยคือพลังที่มีพลวัตรไม่หยุดนิ่ง และงานที่เราเห็นในวัดวาอารามต่างๆ ก็น่าหลงใหลและมีความประณีตมาก การที่คนไทยใช้มือสร้างสิ่งต่างๆ ต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจในรายละเอียด คนไทยมีทักษะขั้นสูง และยังมีความอดทนมากกว่าคนชาติอื่น นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Alexander Lamont สามารถเติบโตและพัฒนาต่อไปได้ ทั้งในด้านของทักษะและคุณภาพ”

  • มีเทคนิคไหนมั้ยที่คุณอยากลองทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ

“ผมคิดว่าการแกะสลักเปลือกหอยและเขาสัตว์คือสองอย่างที่ผมสนใจมาก และมีหลายวิธีในการทำงานกับวัสดุเหล่านี้ โดยที่ยังคงพื้นผิวตามธรรมชาติไว้ อีกอย่างคืองานโมเสกกับแก้ว ผมว่ามันน่าจะช่วยเติมสีสันให้งานที่เรากำลังทำอยู่ได้ดีเลยครับ”

เยี่ยมชม Flagship Store ของ Alexander Lamont ได้ที่ชั้น 1 เกษรวิลเลจ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดให้นักเรียนไทยในปารีสเข้าเฝ้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562 เวลา 12.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชกิจ ณ กรุงปารีส โดยพระราชทานพระราชวโรกาสให้นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส นำคณะนักเรียนและนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐฝรั่งเศส จำนวน 91 คน เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เนื่องจากทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่และทุกข์สุขของประชาชนไทย โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐฝรั่งเศสซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาศึกษาหาความรู้ และพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อนำกลับไปพัฒนาประเทศ

ในการนี้ ทรงเล่าถึงประสบการณ์ส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส โดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจ โดยทรงขอให้นักเรียนทุกคนภูมิใจในวัฒนธรรม ภาษาและความเป็นไทย รักประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รู้จักเลือกนำจุดแข็งเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพและประเทศชาติ รวมทั้งมีความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งในด้านการศึกษาและการดำรงชีวิตอยู่ในฝรั่งเศส 

นอกจากนั้น ทรงแลกเปลี่ยนความเห็นและให้คำแนะนำอย่างเปิดกว้าง อาทิ แนวทางการเตรียมตัวก่อนมาศึกษาในประเทศฝรั่งเศส การใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนให้ประสบความสำเร็จ ความสำคัญของการทูตวัฒนธรรมซึ่งเป็น soft power ที่จะทำให้เปิดกว้างด้านความคิดและเปิดใจกับบุคคลต่าง ๆ ได้โดยง่าย เป็นต้น

ในช่วงท้าย ทรงพระราชทานของที่ระลึกแก่นักเรียนไทย และทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะนักเรียนอย่างเป็นกันเองซึ่งสร้างความปลื้มปิติให้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างยิ่ง

ที่พำนักของจินตนาการ (Imagination Sanctuary) นิทรรศการเดี่ยวของ ภูทิป จันทรักษา

ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ มีความยินดีที่จะนำเสนอนิทรรศการเดี่ยวของ ภูทิป จันทรักษา ในนิทรรศการที่มีชื่อว่า ‘ที่พำนักของจินตนาการ (Imagination Sanctuary)’ จะมีตั้งแต่วันที่ 7-21 กันยายน 2562 ศิลปินจะนำเสนอภาพวาด 6 ผลงานล่าสุดของเขา ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ

ภูทิป จันทรักษาหลังจากพระอาทิตย์ขึ้น (After Sunrise)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 54 x 70 ซม.

นิทรรศการ “ที่พำนักของจินตนาการ” โดย ภูทิป จันทรักษา เป็นการพูดถึงคำกล่าวที่ว่า ที่พำนักของจินตนาการ คือ “ชายขอบของความจริง” จากหนังสือ “ศิลปะแฟนตาสติก” โดย วอลเตอร์ ชูเรียน โดยคำว่า “ชายขอบ” ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่า “ชายขอบของความจริง” จึงสื่อความหมายได้มากมาย เช่น ความจริงอันไม่เป็นที่ยอมรับหรือยากที่จะยอมรับ ในนิทรรศกาของเขา ภูทิปดัดแปลง และทำให้ความเหมือนจริงตามธรรมชาติ นั้นบิดเบี้ยวไปจากเดิม ซึ่งเปรียบเสมือนชายขอบของความจริง โดยภูทิปลดทอนความ เหมือนจริงลงให้เหลือเพียงรูปร่าง รูปทรง ในการลดทอน ความ เหมือนจริงของวัตถุนั้นลง แต่ยังสร้างอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายให้เกิดขึ้นใน งานศิลปะของเขาด้วย

ภูทิป จันทรักษาความพร่ามัว (Blurry)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 68 x 42 ซม

เมื่อกล่าวถึงคำาว่า “ที่พำนักของจินตนาการ” อาจสื่อได้ว่าในจินตนาการมีความจริงหลักเป็น พื้นฐานความคิดอยู่ หรือมีขอบเขตของสังคมที่ควบคุมความเป็นจริงศิลปินจึง ต้องการนำเสนอจินตนาการที่เป็นชายขอบของความจริงออกมาในรูปแบบงานศิลปะ เพื่อ ให้เป็นที่อยู่ของความจริงชายขอบดังกล่าว ดังนั้นนิทรรศการนี้จึงเป็นการ ถามถึงที่พำนักสำหรับจินตนาการ คือพื้นที่ใด อาจจะเป็นเฟรมผ้าใบที่ศิลปินถ่ายทอด จินตนาการลงไป หรือผู้ชมที่ใช้จินตนาการเพื่อรับชมงานศิลปะในนิทรรศการนี้

ภูทิป จันทรักษาภายนอกห้องนั่งเล่น (Outside The Living Room)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 40×100 ซม.

รูปทรงของภาพวาดภูทิปมีทั้งรูปแบบที่คุ้นเคย และแปลกปลอม กลายร่างมาจากความรวดเร็วในเทคนิคการปัดแปรงสี ที่จับภาวะจิตใจของศิลปินในขณะกำลังสร้างผลงาน สีสันยังคงทำหน้าทีสำคัญสำหรับศิลปะของเขา และยังใช้พรรณาความคิดบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นจริง โดยเฉพาะสีเข้มและสีสด ได้ถูกใช้ให้กระตุ้น ‘จินตนาการ’ ของผู้ชม แนวคิดดังกล่าวสนับสนุนให้เข้าใจได้ว่า รูปทรงลักษณะในแบบ ประติมากรรมกึ่งนามธรรมเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในศิลปะของภูทิป

ภูทิป จันทรักษาเกาะสีชมพู (Pinky Island)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 50 x 90 ซม.

สิ่งที่โดดเด่นและเป็นเสน่ห์หลักในผลงานศิลปะของภูทิปคือการถ่ายทอดมาในรูปแบบ Expressionism ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะอเมริกัน โดยเฉพาะจากศิลปินอย่าง แจ็คสัน พอลล็อก นอกจากนี้มีการใช้ฝีแปรงที่รุนแรง และรูปทรง ที่บิดเบี้ยวไปจากรูปทรงธรรมชาติ ภูทิปได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานที่มาจากจิตใต้สำนึก ภูทิปยังได้รับอิทธิพลจากจิตรกรรูปลักษณ์ชาวไอริชอย่าง ฟรานซิส เบคอน ที่ใช้เทคนิคในการสร้างงานศิลปะอันหลากหลาย เช่น การปล่อยให้สีเคลื่อนไหวอย่างอิสระ การสะบัดพู่กัน โดยศิลปินทั้งสองมีอิทธิพลต่อภูทิปเป็นอย่างมากในฐานะศิลปินใหม่สร้างชื่อเสียงของตนเอง

นิทรรศการ ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก”

นิทรรศการ ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก”  ตั้งต้นมาจากการทบทวนภูมิทัศน์ของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงทศวรรษ 2000 ช่วงเวลาที่มักจะถูกกล่าวถึงในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้น เรื่อยมาจนกระทั่งถึงขณะที่กล่าวกันว่าศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยพุ่งถึงจุดสูงสุด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมหาศาล ราวกับก่อให้เกิด “รอยแยก” ต่างๆ ในโลกศิลปะไทยที่ยังส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน จากการท้าทายโครงสร้างอำนาจทางศิลปะในเชิงสถาบันและในเชิงปฏิบัติการทางศิลปะ ทั้งด้วยการสร้างพื้นที่ศิลปะอิสระ การเชื่อมต่อกับเครือข่ายศิลปะข้ามชาติ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสรรค์ผลงานแหวกขนบจากศิลปินหัวก้าวหน้าในขณะนั้น นิทรรศการนี้รวบรวมปฏิบัติการทางศิลปะและวิธีคิดเกี่ยวเนื่องที่ผลิตและปรากฏขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลงานศิลปะที่รวบรวมอยู่ในนิทรรศการส่วนหนึ่งเป็นการคัดสรรผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ภาพถ่าย และวิดีโออาร์ต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือหลักฐานของการแสดงผลงานศิลปะที่ได้รับการบันทึกไว้ จากผลงานของศิลปินไทย 13 ท่าน ทั้งที่จบการศึกษาศิลปะในประเทศและต่างประเทศ  ผลงานศิลปะที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาสำคัญนี้เป็นตัวแทนของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่แห่งยุคสมัย อันเปรียบได้กับการประกาศการเข้าสู่ภาวะหลังสมัยใหม่ในทางศิลปะ ทั้งการเลือกใช้วัสดุในการผลิตผลงานที่แปลกออกไป ไม่ว่าจะเป็น สิ่งของเหลือใช้และวัสดุสำเร็จรูป รวมถึงการใช้ร่างกายของศิลปินเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง และการใช้สื่อศิลปะสมัยใหม่เพื่อสร้างผลงานด้วยเทคนิควิธีและรูปแบบที่ต่างไปจากขนบดั้งเดิม ตลอดจนในเชิงเนื้อหา ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงตั้งคำถามกับคุณค่าทางศิลปะแบบจารีตและกรอบคิดว่าด้วยความงามของศิลปะที่สมบูรณ์แบบและมีแบบแผน ในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์คุณค่าทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับเส้นแบ่งพรมแดนทางความหมาย ช่วงชั้นและลำดับชั้น ตลอดจนประเด็นเรื่องเพศภาวะ เป็นต้น  

นิทรรศการชักชวนให้ผู้ชมสำรวจปฏิบัติการศิลปะอันหลากหลาย ทั้งยังนำเสนอเครือข่ายของผู้คน องค์กร และกิจกรรมต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผ่านผลงานและการจัดแสดงที่จำลองสภาวะของการเผชิญหน้า ความแปลกแยก กระทั่งการเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างไม่ลงรอย แม้ผลงานที่คัดสรรมานี้จะถูกจัดวางอยู่ในระนาบเดียวกันทางเวลา แต่ผลงานศิลปะเหล่านี้ต่างก็สร้าง “รอยแยก” ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งต่างเวลา ต่างความหมาย และบางครั้งก็ซ้อนทับกัน ขณะที่บางครั้งก็ดำเนินไปอย่างคู่ขนานกันตามปฏิบัติการทางศิลปะของศิลปินแต่ละท่าน การหันกลับไปทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจึงไม่ได้มุ่งจะสร้างภาพความเข้าใจของสิ่งที่อุบัติขึ้นในโลกศิลปะไทยทั้งหมดในภาพรวม  ทว่าต้องการเสนอการกลับไปทำความเข้าใจช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ระยะใกล้จากจุดยืนของปัจจุบัน เพื่อพิจารณาใหม่ว่าจะสามารถเข้าใจยุคทองของโลกศิลปะร่วมสมัยไทยในฐานะที่เป็นช่วงเวลาแห่งรอยแยกที่นำไปสู่การแยกตัว การเกิดรอยเลื่อน และจุดแตกหักต่างๆ ได้อย่างไร  

ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 24 พฤศจิกายน 2562 นอกจากนิทรรศการแล้ว เพื่อทำความรู้จักยุคสมัยและปฏิบัติการทางศิลปะในช่วงเวลาที่ถือกันว่าสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของโลกศิลปะไทย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครจะจัดกิจกรรมสาธารณะ ทั้งการประชุมเชิงปฏิบัติการ การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับศิลปิน และการเสวนาทางวิชาการ ตลอดทั้งช่วงเวลาของนิทรรศการ 

“ไลก้า” จัด นิทรรศการ Life by Film by Nobuyoshi Araki มองโลกในแบบ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพญี่ปุ่นชื่อดัง

สร้างสรรค์นิทรรศการภาพถ่ายหลากหลายสไตล์จากช่างภาพระดับโลก และช่างภาพชาวไทย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้คนรักการถ่ายภาพได้มาอวดฝีมือจนก้าวสู่ปีที่ 2 สำหรับ Leica Gallery Bangkok (ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อก) ภายใต้การบริหารของ ดนัย สรไกรกิติกูล ผู้บริหาร ALIST (เอลิส) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Leica Camera Thailand (ไลก้า คาเมร่า ไทยแลนด์) และล่าสุดได้จัดงานเปิด นิทรรศการ Life by Film by Nobuyoshi Araki (ไลฟ์ บาย ฟิล์ม บาย โนบุโยชิ อารากิ) ผลงานการถ่ายภาพของ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพชื่อดังผู้ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ศิลปินชาวญี่ปุ่น ในวัย 79 ปี โดย โนบุโยชิ อารากิ ได้รังสรรค์ผลงานชิ้นใหม่จำนวน 30 ภาพ ผ่านกล้อง Leica M7 เพื่อแฟนๆ ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อกโดยเฉพาะ ทั้งนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ฮิซาโกะ โมะโตะโอะ คิวเรเตอร์ผู้เปรียบเสมือนมือขวาที่ร่วมงานกับ โนบุโยชิ อารากิ มากว่า 30 ปี ให้เกียรติมาร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศคับคั่งไปด้วยเหล่าคนดัง อาทิ ต่อ สันติศิริ, เพชร โอสถานุเคราะห์, ภาณุ อิงคะวัต, กุลวิทย์ เลาสุขศรี, พัชทรี ภักดีบุตร, เจย์ สเปนเซอร์, วสันต์ ผึ่งประเสริฐ, ศุภลักษณ์ ตัณฑาภิชาติ, ปิยทัต เหมทัต, ศุภลักษณ์ ตัณฑาภิชาติ, วิรุนันท์ ชิตเดชะ, จิตติมา วรรธนะสิน, บรม พิจารณ์จิตร, ณลิตา อิสสระชัยยศ, ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์, ณัฐรัตน์ ภิญญาวัธน์, อัครรัฐ วรรณรัตน์, จงกล – วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์, อัญชิสา วัชรพล, กานต์ จาติกวณิช ที่ต่างพร้อมใจกันมาร่วมงาน ณ Leica Gallery Bangkok ชั้น 2 เกษร วิลเลจ เมื่อวันพุธที่ 28 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งทาง Leica Gallery Bangkok ได้จัดทำสินค้าสำหรับแฟนๆ ของอารากิโดยเฉพาะ โดยมีการนำฝีแปรงของอารากิที่เขียนคำว่า “อะ รา คี” มาออกแบบเป็นเสื้อให้สะสมถึง 3 แบบ นอกจากนี้ยังมีโปสเตอร์นิทรรศการ 2 แบบ และหนังสือรวมภาพจากนิทรรศการ Life by Film กับ 30 ภาพใหม่ที่ศิลปินรังสรรค์เพื่อการแสดงงานที่นี้โดยเฉพาะ เปิดให้ได้จับจองกันในงาน

ผู้สนใจสามารถร่วมชม Life by Film by Nobuyoshi Araki นิทรรศการภาพถ่ายของ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพชื่อดังชาวญี่ปุ่น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 27 พฤศจิกายน 2562 ที่ Leica Gallery Bangkok ชั้น 2 เกษร วิลเลจ ตั้งแต่ 10.00 -20.00 น. ติดตามรายละเอียดได้ทาง www.facebook.com/leicagallerybangkok

#leicagallerybangkok #lifebyfilm #nobuyoshiaraki #araki #hisakomotoo #obk #photobangkok

นิทรรศการ Art of Element & Therapy ศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด

ประเทศไทยมีนักศิลปะบำบัดจำนวนหนึ่งที่ทำงานด้านวิชาชีพ และปัจจุบันสังคมก็เปิดกว้างกับการนิยามคำว่า “บำบัด” บนความเข้าใจที่หลากหลาย “ศิลปะบำบัด” เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีตัวตนมานานนับร้อยปีทั้งในซีกโลกตะวันตกและตะวันออก การที่นิทรรศการนี้นำศิลปะบำบัดในทางการแพทย์มาหลอมรวมกับโลกศิลปะที่เป็นหนทางเดินในมิติด้านใน จึงนับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของความรู้แจ้งครั้งสำคัญ

นิทรรศการศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด “Art of Element & Therapy” จะพาทุกท่านไปสัมผัสกับประสบการณ์ทางด้านศิลปะและการบำบัด โดยมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจในทัศนธาตุของโลกศิลปะ มวลธาตุแห่งมนุษย์ และธาตุการบำบัดที่สร้างเหตุและปัจจัยต่อการทำศิลปะบำบัด โดยการนำเสนอแนวคิดต่าง ๆ ของศิลปะบำบัด กระบวนการในการบำบัด อาการและโรคที่เกี่ยวข้อง ผลจากการบำบัด ตลอดจนผลงานศิลปะที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคมและส่งเสริมพลังด้านสุนทรียภาพ เพื่อสร้างสังคมที่อุดมด้วยความดี ความงาม และความจริง รวมทั้งทำให้เห็นว่าศิลปะสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชีวิต และดูแลสังคมในมิติต่าง ๆ ผ่านผลงานศิลปะ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง และวีดิทัศน์ได้

นิทรรศการครั้งนี้ประกอบด้วยผลงานที่นำเสนอโดยนักศิลปะบำบัดและศิลปิน ได้แก่ เดชา เตียงเกตุ, อภิสิรี จรัลชวนะเพท, สมลักษณ์ ปันติบุญ, นิติ วัตุยา,ยุทธิ์ สุริพงศ์,มนต์ วัฒนศิริโรจน์, จารุนันท์ พันธชาติ, ดุจดาว วัฒนปกรณ์, โจเซฟ ซามูดิโอ, ปรัชญพร วรนันท์, อรทิพ นิมกาญจน์นนท์, ณิชา หลีหเจริญกุล, ชนาภัณฑ์ ธรรมรัฐ, ศราวุฒิ กวีธรรมวงษ์, วิชภา มีทองคลัง, ฤทธิชัย สิริประสิทธิ์พงศ์, วิสาขา ไผ่งาม, สพรั่งพร ชยานุภัทร์กุล, สาธิต สร้อยทองเจริญ, ศุภลักษณ์ ตงศิริ, บรรจงศรี พันธ์เหลา, รติรมย์ ชวิตรานุรักษ์, จุฑามาศ สกุลธราธร, นุกูล คำเลิศ, อภิสิทธิ์ น้าวประจุล, สมพล คาดสนิท, สุพัฒนา วิริยะสุมน, ปรัชญาภรณ์ ไชยสวัสดิ์, มูลนิธิเอ็มโอเอไทย, สตูดิโอศิลปะด้านใน และรายการทุ่งแสงตะวัน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เปิดให้ผู้ชมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ดังนี้

กิจกรรม Special Tour #1 ในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์ ร่วมกับ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
กิจกรรม Exhibition Workshop #1 “Music” ในวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2562
โดย คุณภัชชพร ชาญวิเศษ นักดนตรีบำบัด
กิจกรรม Exhibition Workshop #2 “Painting” ในวันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์
กิจกรรม Special Tour #2 ในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์ ร่วมกับ รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี

การแสดงสด

Arts Therapy Performance: การแสดงสดจำลองสภาวการณ์ในห้องศิลปะบำบัด
เปิดการแสดง วันที่ 7 กันยายน – 13 ตุลาคม 2562 (ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์) ทั้งหมด 12 รอบ
จำหน่ายบัตรเข้าชม ราคา 350 บาท
สำรองที่นั่ง หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
B-FLOOR THEATRE โทร.094 – 494 5104 (เวลา 11.00-18.00 น.)

นิทรรศการศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด
จัดแสดง วันที่ 16 สิงหาคม – 3 พฤศจิกายน 2562

“จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ ชุด หุ่นกระบอก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ”

นิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 2 ชุด “หุ่นกระบอก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ” ของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช 2532 เป็นการแสดงนิทรรศการ ครั้งสำคัญ ที่รวบรวมผลงานจากการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง “สามก๊ก” ตอนโจโฉแตกทัพเรือ เมื่อครั้งปี พ.ศ.2532 ซึ่งจะครบรอบ 30 ปีในปีนี้ ไว้ได้อย่างครบถ้วน

ผลงานหุ่นกระบอกชุดนี้ล้วนมีความวิจิตรอลังการ ถือเป็นศิลปกรรม ของชาติที่ล้ำค่าหาชมได้ยากยิ่งและไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ผลงานซึ่งอยู่ในความทรงจำที่ประทับใจอันงดงาม ของทุกคนในครั้งนั้น และมูลนิธิฯ ได้นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ อาทิ หุ่นกระบอก สามพี่น้อง ร่วมสาบานคือกวนอู เล่าปี่ เตียวหุย จิวยี่นายทัพใหญ่ จูล่ง หุ่นตัวนางบิฮูหยิน ไต้เกี้ยว เสียวเกี้ยว ตลอดจนกลุ่ม นางระบำนางกำนัลทรงเครื่องศิราภรณ์ ต่างๆ รวมแล้ว 80 หุ่น

นอกจากนี้ยังมีฉากใหญ่สองผืน เรือมังกรโจโฉและเรือรบ เรือเสบียง เรือประทุน รวม 6 ลำ ที่คิดค้นกลไกขณะไฟกำลังลุกไหม้เป็นเรือทะเลเพลิงได้อย่างสมจริง มีซุ้มประตูม่านปักลายมังกรหงส์ รวมทั้งเครื่องประกอบฉากทุกชิ้นที่ใช้ในการแสดงครั้งนั้น อีกทั้งขบวนม้า ฉากจิตรกรรมจีนยืนเรื่องขนาดใหญ่ฝีมือเขียน ของอาจารย์จักรพันธุ์ เพียงท่านเดียวทั้งผืน

นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายและข้อมูลเบื้องหลังการเตรียมงานแสดงอัน สำคัญที่หาชมยาก อาทิ ภาพร่าง การออกแบบลายปัก ผังการแสดง ที่เก็บรักษาไว้ไม่เคยนำออกมาเผยแพร่มาก่อน การจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ณ มูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต (ถนนเอกมัย)ครั้งนี้ จึงนับเป็นการธำรงเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมและสืบทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจจะได้รับประโยชน์จากการศึกษาวิชาความรู้ทางศิลปะ ตลอดจนแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปกรรมของครูบาอาจารย์ผู้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เรียนเชิญทุกท่านร่วมชมนิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 2 นี้ ตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม 2562 – วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 สามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวัน (ไม่มีวันหยุด) ตั้งแต่ เวลา 13.00 น. – 16.30 น.

ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เลขที่ 49/1 ถนนสุขุมวิท 63 (ซอยเอกมัย) เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่
เบอร์โทร 02-392-7754 หรือ 087-332-5467

นิทรรศการศิลปะ In-Betweenness

โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) แลนด์มาร์คครบวงจรระดับโลกแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จัดงานเปิดตัวนิทรรศการศิลปะครั้งแรกภายใต้ชื่อ In-Betweenness เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” ในบริเวณย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ โดยมีแขกคนสำคัญที่มาร่วมงานเปิดนิทรรศการนี้ คือ ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ซู หลิน ซูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และจรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม โครงการวัน แบงค็อก การบอกเล่าผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบที่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพื้นที่ ตลอดจนภาพสะท้อนของความทรงจำที่อาจกระจัดกระจายหรือสูญหายไปตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้กลายเป็นความทรงจำร่วมชุดใหม่ ซึ่งจะคงอยู่ต่อไปผ่านผู้คนที่ผูกพันกับพื้นที่นับจากนี้

ในส่วนแรกของนิทรรศการ ทีมภัณฑารักษ์ของโครงการจัดแสดงภาพถ่ายขาวดำที่หาชมได้ยากจากฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งฟิล์มกระจกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นภาพฟิล์มกระจก 35,427 รายการ และภาพต้นฉบับ 50,000 รายการ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” ในปี พ.ศ. 2560

รูปภาพอันล้ำค่าเหล่านี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ในอดีต ตั้งแต่การก่อสร้างถนนตรงหรือชื่อปัจจุบันคือ ถนนพระรามที่สี่ ซึ่งเปลี่ยนโฉมทุ่งนาและไร่สวนอันห่างไกลให้กลายเป็นสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศ เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้านานาชาติ ไปจนถึงสวนสาธารณะสำหรับชาวเมือง นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่และการพัฒนาประเทศอีกด้วย ซึ่งภาพถ่ายขาวดำจากฟิล์มกระจกทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้จะนำช่วงเวลาอันเปี่ยมเสน่ห์กลับมาให้ผู้ชมได้สัมผัสอีกครั้ง

ในส่วนที่สองของนิทรรศการนั้นจัดแสดงผลงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นใหม่โดยศิลปินไทยชื่อดัง 3 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร รัฐ เปลี่ยนสุข และ นักรบ มูลมานัส ซึ่งเป็นการนำความทรงจำส่วนบุคคลที่มีต่อพื้นที่แห่งนี้มาตีความใหม่เป็นงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ และเฉลิมฉลองมรดกเชิงศิลปะและวัฒนธรรมไทยในบริบทที่ร่วมสมัย

โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร นำเสนอผลงานศิลปะขนาด 4×2 เมตร ชิ้นนี้ผสมผสานเทคนิคการลงสี ภาพพิมพ์ และการสลัก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของสวนลุมพินีจากความทรงจำของตัวศิลปินเอง “จิตรกรรมนี้แสดงตำนานบนพื้นที่สวนลุมพินีซึ่งกลายเป็นพื้นที่ของอดีตอันทรงคุณค่า ข้าพเจ้าจึงสร้างให้เป็นหนังสือเล่มใหญ่เสมือนคัมภีร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสวนแห่งนี้” ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุกล่าว

ส่วนรัฐ เปลี่ยนสุข ศิลปินและนักออกแบบร่วมสมัย ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบเชิงจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของหรือสถานที่ ได้นำเสนอประติมากรรมสมัยใหม่ที่สะท้อนถึงสายลมอันอ่อนโยนในฤดูหนาวที่พัดยอดรวงข้าวในทุ่งนาให้เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองอร่าม ถักทอจนเกิดเป็นตึกระฟ้าและบ้านเมืองสมัยใหม่ รัฐมุ่งถ่ายทอดความรู้สึกของเขาผ่านจิตวิญญาณของสถานที่แห่งนี้

และนักรบ มูลมานัสศิลปินคอลลาจที่กำลังมาแรง เพิ่มความท้าทายด้วยการก้าวออกจากรูปแบบงานสองมิติที่คุ้นเคย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิดีโอคอลลาจชิ้นแรกของตนเอง ด้วยการจำลองชาติ (การเกิด) และภพ (พื้นที่) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่แต่มักจะถูกละเลย นักรบหวังว่าการจำลองภาพของพวกเขา จะช่วยให้เกิดการจดจำถึงผู้คนที่มักจะไม่ได้อยู่ในความทรงจำ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำชุดใหม่ต่อไป

เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของผู้ชมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นิทรรศการในครั้งนี้ยังได้นำเสนอข้อมูลชุดพิเศษด้านประวัติศาสตร์ แนวคิดของแต่ละชิ้นงาน และประวัติของศิลปินด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังจะได้ชมภาพเบื้องหลังและสัมผัสฟีเจอร์เออาร์เสมือนจริงอีกด้วย (Augmented Reality)

นิทรรศการศิลปะ In-Betweenness ณ เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok) เปิดแสดงตั้งแต่ 09.00 – 17.00 น.
ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคมถึง 30 พฤศจิกายน 2562 เปิดให้ชมทุกวันเว้นวันอาทิตย์ (ไม่เสียค่าเข้าชม) www.onebangkok.com

เผยโฉม BVLGARI CHAMPS-ELYSEES BOUTIQUE

ถือเป็นบูติกที่ 5 ในปารีสของบุลการี บนทำเลที่ได้ชื่อว่าเป็นอเวนิวที่สวยที่สุดในโลก บนเลขที่ 136 avenue des Champs Elysées การตกแต่งในคอนเซ็ปต์ใหม่โดยนำเอาดีเอ็นเอของบูติกบุลการีที่ถนนคอนด็อตติ ในกรุงโรมอันเป็นร้านประวัติศาสตร์ของแบรนด์มาคลี่คลายในรูปแบบที่โมเดิร์นขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นผนังไม้ที่ตกแต่งด้วยคิ้วบัวผนังเป็นกรอบลายที่สวยงาม แต่ที่นี่เปลี่ยนเป็นผนังคอนกรีตปั้นปูนเป็นลวดลายเดียวกัน นอกจากนี้ยังใช้สีส้มแซฟฟรอนในส่วนของม่านมาช่วยเสริมบรรยากาศทำให้ห้องมีบรรยากาศที่อาบไปด้วยแสงสีส้มแซฟรอน แต่ส่วนที่โชว์เครื่องประดับและผลิตภัณฑ์จะมีการจัดวางแสงไฟส่องสว่างให้เหมือนแสงธรรมชาติที่สว่างจับตาเห็นสีของวัสดุที่แท้จริง ทำให้ได้เห็นความงดงามของเนื้อวัสดุต่างๆ รวมทั้งประกายของอัญมณีที่คัดสรรมาอย่างดีเลิศ

นอกจากจะพบกับดีไซน์ล่าสุดของ BVLGARI แล้ว ที่นี่ยังมี แหวน B.zero1 Collection 20th anniversary rings ที่ทำขั้นมาในวาระพิเศษ ในส่วนจัดแสดงนาฬิกาจะได้เห็นนาฬิกาบุลการีที่เปิดตัวใน Baselworld 2019 อาทิ Octo Finissimo Ceramic Automatic ใหม่ล่าสุด และนาฬิกา Serpenti Tubogasทำจากโรสโกลด์และสตีลประดับด้วยเพชรแบบ pavé dial ที่งดงามหรูหรา

นอกจากนี้ยังมีสร้อยคอ new Bvlgari Bvlgari sautoir ส่วนใครที่หลงใหลดีไซน์ Serpenti ที่นี่จะมีต่างหู new Serpenti Viper earrings และ คอลเล็กชั่นจิวเวลรีล่าสุดของบุลการีที่ชื่อ Fiorever jewellery collection ให้ชมด้วย ใครที่หลวใหลในงานดีไซน์ของ BVLGARI คงไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชม

#BVLGARI #HommesThailand

วัน แบงค็อก เปิดตัวนิทรรศการศิลปะ In-Betweenness นิทรรศการงานศิลป์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” และเป็นครั้งแรกที่ ศิลปินไทยชื่อดัง 3 ท่านร่วมกันจัดแสดงผลงานที่รังสรรค์ขึ้นใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) แลนด์มาร์คครบวงจรระดับโลกแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จัดงานเลี้ยงเปิดตัวนิทรรศการศิลปะครั้งแรกภายใต้ชื่อ In-Betweenness เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” ในบริเวณย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ ผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบที่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพื้นที่ ตลอดจนภาพสะท้อนของความทรงจำที่อาจกระจัดกระจายหรือสูญหายไปตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้กลายเป็นความทรงจำร่วมชุดใหม่ ซึ่งจะคงอยู่ต่อไปผ่านผู้คนที่ผูกพันกับพื้นที่นับจากนี้

งานเปิดตัวนิทรรศการศิลปะจัดขึ้นที่เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก โดยมีศิลปินแถวหน้าในวงการ ร่วมด้วยแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมดื่มด่ำไปกับค่ำคืนพิเศษแห่งงานศิลป์ อาทิ ศาสตราจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์ คุณวีรพร นิติประภา ม.ล.ตรีนุช สิริวัฒนภักดี คุณจริยดี สเปนเซอร์ คุณชาย-คุณวรรณิศา วินิชบุตร คุณเนตร-คุณเชอรี่ จรัญวาศน์ และคุณจิตราภา เลิศทวีวิทย์

เพื่อจำลองความหลังขึ้นมาอีกครั้ง ในส่วนแรกของนิทรรศการ ทีมภัณฑารักษ์ของโครงการจัดแสดงภาพถ่ายขาวดำที่หาชมได้ยากจากฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งฟิล์มกระจกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นภาพฟิล์มกระจก 35,427 รายการ และภาพต้นฉบับ 50,000 รายการ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” ในปี พ.ศ. 2560

รูปภาพอันล้ำค่าเหล่านี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ในอดีต ตั้งแต่การก่อสร้างถนนตรงหรือชื่อปัจจุบันคือ ถนนพระรามที่สี่ ซึ่งเปลี่ยนโฉมทุ่งนาและไร่สวนอันห่างไกลให้กลายเป็นสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศ เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้านานาชาติ ไปจนถึงสวนสาธารณะสำหรับชาวเมือง นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่และการพัฒนาประเทศอีกด้วย ซึ่งภาพถ่ายขาวดำจากฟิล์มกระจกทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้จะนำช่วงเวลาอันเปี่ยมเสน่ห์กลับมาให้ผู้ชมได้สัมผัสอีกครั้ง

ศิลปิน: ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร, รัฐ เปลี่ยนสุข, นักรบ มูลมานัส
คัดเลือกโดย: ทีมงานศิลปะและวัฒนธรรม โครงการวัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok)
สถานที่: เดอะ พรีลูด โครงการ วัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok)
วันที่จัดแสดง: 1 สิงหาคม – 30 พฤศจิกายน 2562