Banksy เมื่อผลงานที่ฮือฮาไปทั่วโลกได้ถูกเปิด ” Lov Is In The Bin “

Related Post LIFE’S WORTH ผ่านเลนส์กล้องฝีมือ 3 ไลก้า ไทยแลนด์ … สานพฤกษพรรณผ่านงานพฤกษศิลป์… ART in THE SKY!!! สร้างวิมานศิลป์ในอากาศ… Natee Utarit : Optimism is ridiculous ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wa… ชะตากรรมของซูเปอร์โมเดลในศตวรรษที่ 19 กับชีวิตที่ไ… จริงหรือไม่ที่การมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน ?… เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18…

Related Post

LIFE’S WORTH ผ่านเลนส์กล้องฝีมือ 3 ไลก้า ไทยแลนด์ แอมบาสเดอร์

Related Post Banksy เมื่อผลงานที่ฮือฮาไปทั่วโลกได้ถูกเปิด &#822… สานพฤกษพรรณผ่านงานพฤกษศิลป์… ART in THE SKY!!! สร้างวิมานศิลป์ในอากาศ… Natee Utarit : Optimism is ridiculous ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wa… ชะตากรรมของซูเปอร์โมเดลในศตวรรษที่ 19 กับชีวิตที่ไ… จริงหรือไม่ที่การมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน ?… เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18…

Related Post

สานพฤกษพรรณผ่านงานพฤกษศิลป์

นิทรรศการภาพวาดพฤกษศาสตร์ภายใต้หัวข้อพืชพื้นเมืองไทยครั้งนี้จัดขึ้นพร้อมกับนานาชาติ รวม 25 ประเทศทั่วโลก(นำเสนอพืชในท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ) ภายใต้โครงการ Botanical Art Worldwide 2018 โดยมี American Society for Botanical Artists (ASBA) เป็นผู้เสนอแนวความคิดดังกล่าวเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ที่ต้องการผลักดันให้ประชาคมโลกได้รู้จักและเห็นคุณค่าของพืชพรรณพื้นเมืองที่มีความสัมพันธ์กันทั้งทางพันธุกรรมและขอบเขตการกระจายพันธุ์

นิทรรศการครั้งนี้จะมีการจัดแสดงภาพวาดทางพฤกษศาสตร์พืชพื้นเมืองไทยจํานวน 69 ภาพโดยศิลปินไทย 52 ท่านจากทั่วประเทศ โดยมีภาพเด่นคือผลงานของพันธ์ุศักดิ์ จักกะพาก ทั้งภาพดอกบัวที่วาดใหม่และสวยเหมือนมีชีวิต และดอกมหาพรหม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาวาดดอกไม้ชนิดนี้ สูจิบัตรรวมภาพวาดที่จัดแสดงและภาพวาดบางส่วนจากประเทศต่างๆ มีปกสองแบบให้เลือกและมีจําหน่ายภายในงานราคาเล่มละ 500 บาท เป็นหนังสือที่น่าสะสมมาก

สานพฤกษพรรณผ่านงานพฤกษศิลป์

ระยะเวลาจัดแสดงวันที่ : 15 พฤษภาคม – 27 พฤษภาคม 2561 (หอศิลป์ปิดทุกวันจันทร์)
สถานที่: ผนังโค้งชั้น 3-5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

www.facebook.com/SciArtNetwork

www.sc.mahidol.ac.th/scpl/SciArtNetwork/

Related Post

ART in THE SKY!!! สร้างวิมานศิลป์ในอากาศ

ฟาร์มกรุ๊ป (Farmgroup) เนรมิตงานแสดงศิลปะในรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ โฮเทล อาร์ท แฟร์ แบงคอก 2018 (Hotel Art Fair Bangkok 2018) ให้คนรักศิลปะได้เสพงานศิลป์ในโรงแรม ปัจจุบันดำเนินมาเป็นครั้งที่ โดยงานแสดงศิลปะดังกล่าวได้แนะนำศิลปินหน้าใหม่ให้เป็นที่รู้จัก และช่วยสนับสนุนศิลปินไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติอย่างมาก โดยงาน โฮเทล อาร์ท แฟร์ แบงคอก ครั้งที่ 5 นี้จัดที่ โรงแรม 137 Pillars Suites & Residences Bangkok สุขุมวิท 39 ด้วยคอนเซปต์ ‘ART in THE SKY’ ได้รับการตอบรับจาก แกลเลอรี่ชั้นนำจากญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และแกลเลอรี่ชั้นนำจากประเทศไทย  อีกทั้งยังมีศิลปินระดับนานาชาติที่นำผลงานมาจัดแสดง นำโดย โจแอน คอเนลลา วาสเกซ (Joan Cornellà Vázquez) ศิลปินภาพประกอบ (illustrator) ชื่อดังชาวสเปน และ  มานาบุ โคงะ (Manabu Koga) นักถ่ายภาพและวีดีโอใต้น้ำชาวญี่ปุ่น
 
สำหรับนักสะสมงานศิลปะและผู้ชื่นชอบเสพงานศิลป์ สามารถพบกับมาสเตอร์พีซจากแกลเลอรี่ดัง กว่า 30 แกลเลอรี่ชั้นนำได้ในงาน “Hotel Art Fair Bangkok 2018”  ระหว่างวันที่ 9-10 มิถุนายน 2561 ตั้งแต่เวลา 11:00  23:00 . (พิธีเปิดงานจัดขึ้นวันที่ มิถุนายน 2561) ณ โรงแรม 137 Pillars Suites & Residences Bangkok สุขุมวิท 39

Related Post

Natee Utarit : Optimism is ridiculous

ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น ผู้นำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นแบรนด์ดังจากทั่วโลก อย่างแพนดอร่า (Pandora) มารีเมกโกะ (Marimekko) แคธ คิดส์ตัน (Cath Kidston) และโจนาธาน แอดเลอร์ (Jonathan Adler) ร่วมกับริชาร์ต โคห์ ไฟน์อาร์ต (Richard Koh Fine Art) ประเทศสิงคโปร์ จัดงานเปิดตัวหนังสือ “Natee Utarit: Optimism is ridiculous”

หนังสือรวบรวมบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านศิลปะและการสำรวจผลงานจากภาพเขียนของ นที อุตฤทธิ์ จิตรกรไทยร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากผลงานที่มีชื่อว่า Optimism is ridiculous ผ่านมุมมองและฝีมือการเขียนของนักวิจารณ์ศิลปะ ภัณฑารักษ์และนักเขียนชื่อดังชาวอิตาลี ดีมีทริโอ ปาปาโรนี่ (Demetrio Paparoni)

ภายในงานจะมีการจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ และรายได้จากการจำหน่าย โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้แก่มูลนิธิ Project Love Asia Foundation เพื่อช่วยเหลือเด็กยากไร้และด้อยโอกาสชาวเอเชีย ทั้งนี้ ภายในงานยังได้นำผลงานศิลปะ จำนวน 3 ชิ้น มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเมืองไทยให้ผู้ร่วมงานได้ชมอย่างใกล้ชิด  พร้อมพบปะพูดคุยกับนที อุตฤทธิ์ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ที่ล้ง 1919

Demetrio Paparoni นักวิจารณ์ศิลปะ ภัณฑารักษ์ และนักเขียนชาวอิตาลี ซึ่งบอกเล่าเกียวกับหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า

“หนังสือเล่มนี้ ได้ทำการสำรวจผลงานของ นที อุตฤทธิ์ ในชุด Optimism is ridiculous ที่เริ่มสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่ปี 2012 อันประกอบไปด้วยซีรี่ส์ภาพที่ชื่อว่า Faith Means Not Wanting to Know What is True, The Confession, The Altarpieces และ Memento Mori องค์ประกอบหลักของภาพวาดชุดนี้ ได้แก่ เรื่องราวสุนทรียศาสตร์ ชีวิต วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และการวาดภาพพอร์เทรท (Portrait) สะท้อนงานศิลปะตะวันตก (Western art) ช่วงศตวรรษที่ 15 – 19 ผ่านความเชื่อแบบวัฒนธรรมตะวันออก อันเป็นรากเหง้าและต้นกำเนิดของตัวศิลปิน จึงเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิม (Own culture) สัญลักษณ์ของความทันสมัย (Icons of modernism) และความร่วมสมัย (Contemporary) ซึ่งได้รับการถ่ายทอดออกมาในรูปของวัตถุ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ ภายในหนังสือ ยังมีการอ้างอิงและยกตัวอย่างศิลปะตะวันตกในยุคดังกล่าว เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างถ่องแท้อีกด้วย”

ภายในงานมีผู้รักงานศิลปะจากหลากหลายแวดวงมาร่วมชมภาพ “L’enfer, c’est les autres” (Hell is other people) 1 ใน 12 ภาพผลงานชุด The Altarpieces ซึ่งได้นำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และแกลลอรี่ชั้นนำต่าง ๆ มาแล้วหลายประเทศ รวมถึงอีก 2 ภาพ ซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ได้แก่ ผลงานที่ชื่อว่า “Fallen Devil” ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าลินิน ขนาด 90×80 ซม. และ “Death contemplation/red velvet” ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 69.5×132 ซม. พร้อมเผยถึงคุณค่าของงานศิลปะ และสิ่งที่ได้รับจากการเสพงานศิลป์ในแต่ละแง่มุม

 

Related Post

ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wallis ชายผู้ที่เลือกจะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก

Edward, Duke of Windsor

ไม่มีใครไม่รู้จักตำนานความรักระหว่าง Edward และ Wallis ชายผู้ที่เลือกจะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพระราชาตกหลุมรักกับหญิงสาวสามัญชน แน่นอนว่าเรื่องราวคงจะจบไม่สวยงามเหมือนในนิทานประโลมโลกสวยที่เราใช้เล่าให้เด็กๆฟังก่อนนอนเสมอไป เพราะโลกความจริงมักจะโหดร้ายกว่าที่คิดเสมอ โดยเฉพาะกับผู้ที่ถูกเลี้ยงมาให้วิ่งเล่นบนทุ่งดอกลาเวนเดอร์และขี่ยูนิคอร์นไปโรงเรียน อย่างกรณีความรักสุดอื้อฉาวระหว่างกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 8 พระราชาแห่งสหราชอาณาจักร กับหญิงสามัญชนแม่ม่ายชาวอเมริกันนาม Wallis Warfield Simpson ที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว 2 ครั้ง เธอได้กลายมาเป็นดัชเชสแห่งวินเซอร์ในเวลาต่อมา เรื่องราวความรักครั้งนี้นับเป็นบาดแผลสุดฉกรรจ์ของราชวงศ์อังกฤษในช่วงเวลานั้น ทั้งคู่เลือกย้ายออกจากประเทศอังกฤษ โดยตัดขาดและสละราชบัลลังก์ อันหมายถึงการละทิ้งภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำแห่งราชวงศ์อังกฤษ สองสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงตัวเอ็ดเวิร์ดไว้กับราชวงศ์อังกฤษนั้นได้แก่ เงินเดือนในฐานะผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์ และตู้ฉลองพระองค์อันเรียบง่ายแต่สง่างามนั่นเอง

ก่อนจะพบกับม่ายสาววอลลิส เอ็ดเวิร์ดเติบโตขึ้นมาในสังคมชั้นสูง เขาซึมซับวิถีการปฏิบัติตัวของชนชั้นสูงแบบราชวงศ์เข้ามาในสายเลือด นั่นหมายถึงการเรียนรู้กฎเหล็กทุกอย่างที่มีบัญญัติไว้ในทุกอากัปกิริยาการขยับตัวราวกับคัมภีร์สมุดหน้าเหลือง ไล่เรียงมาตั้งแต่วิถีการปฏิบัติตน มารยาท รวมไปถึงการแต่งกาย ที่สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดตั้งแต่สมัยยุควิคตอเรียน กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์จะได้เรียนรู้และรับคำแนะนำอย่างละเอียดในการเลือกเครื่องแต่งพระวรกายให้เหมาะสมกับทุกโอกาส ซึ่งฉลองพระองค์ชุดต่างๆนั้นจะไม่ได้เพียงแต่สำแดงซึ่งอำนาจบารมี และถ่ายทอดธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดถูกอกถูกใจชาวอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แต่มันคือการสร้างภาพลักษณ์และต้นแบบที่ ’ถูกต้อง’ ของแฟชั่นให้กับสุภาพบุรุษทั่วโลก เช่น ลุค ‘Evening Dress’ เอ็ดเวิร์ดเลือกสวมทักซิโดแบบกระดุม 2 แถว และมักเลือกใช้สีมิดไนท์ บลู จับคู่กับรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาล และบ่อยครั้งที่เราจะเห็นเอ็ดเวิร์ดในแจ๊กเก็ตสีเทาชอล์กลายทาร์ทัน ซึ่งก็กลายเป็นสีและลายที่เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงและคนทั่วไปในเวลาต่อมา และสำหรับใครที่เกิดทันในช่วงยุคปลายศตวรรษที่ 18 (ลองไปคุยกับคุณทวดหรือคุณปู่ที่อายุยืนๆดูก็ได้ คงจะสนุกน่าดู) ก็คงจะรู้ดีว่ากษัตริย์เอ็ดเวิร์ดคือสไตล์ไอคอนแห่งยุคนั้นจริงๆ ใครจะรู้ว่าสเวตเตอร์ ‘Fair Isle’ ที่มีต้นกำเนิดมาจากเกาะแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์อันมีลวดลายถักพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์นั้นได้ถูกเอ็ดเวิร์ดเลือกมาสวมใส่ในช่วงวันหยุดพักผ่อน ก่อนจะกลายมาเป็นที่นิยมระเบิดไปทั่วโลกจนตราบถึงปัจจุบัน ซึ่งสไตล์อันโดดเด่นนี้ก็ยังติดตัวเขาเป็นภาพจำ แม้ว่าเขาจะสละราชบัลลังก์ไปเป็นสามัญชนแล้วก็ตาม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเขานั้นก็ถือว่าเป็นสไตล์ไอคอนต้นแบบ และเป็นผู้เซ็ตมาตรฐานการแต่งกายแบบ ‘สุภาพบุรุษ’ ที่แท้จริงให้กับเหล่าสุภาพบุรุษทั่วโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย

หลังจากตัดสินพระทัยสละราชบัลลังก์และใช้ชีวิตร่วมกับม่ายสาววอลลิส พวกเขาเลือกเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสเป็นที่อยู่อาศัย โดยยังไม่ทิ้งคราบการใช้ชิวิตแบบสุดโต่ง หรูหราและฟุ่มเฟือย แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดานักข่าวที่ต้องการขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัวของเขานั้นก็ยังตามตอแยเขาอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องราวชีวิตสุดเมโลดราม่าแบบนี้ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่องบนหน้าหนังสือพิมพ์ซุบซิบทั้งในและนอกประเทศ ดังนั้น ภาพต่างๆที่ช่างภาพแอบถ่ายมานั้นก็พิสูจน์ให้โลกรู้ได้อย่างชัดเจนแล้วว่า แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงเอ็ดเวิร์ดสามัญชนคนธรรมดา ไม่ใช่กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ แต่เขาก็เป็น ‘The King of His Own Style’ เสมอมาแบบไร้ข้อกังขา

Related Post

ชะตากรรมของซูเปอร์โมเดลในศตวรรษที่ 19 กับชีวิตที่ไม่ได้สวยหรู

แคมเปญ Gucci: Spring Summer 2018 ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินชาวสเปน Ignasi Monreal ได้สร้างความฮือฮาไม่แพ้คอลเลกชั่น เขานำเอางานศิลปะหลากยุคสมัยมาเป็นแรงบันดาลใจ ภาพเด่นหนึ่งในนั้นก็คือ Ophelia โดย Sir John Everett Millais ความน่าสนใจอยู่ที่ชะตากรรมของเหล่านางแบบที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซูเปอร์โมเดลของศตวรรษที่ 19 พวกเธอมีชีวิตที่เศร้ารันทดไม่แพ้กัน และหนึ่งในนั้นก็คือนางแบบที่เป็นแบบให้วาดภาพโอฟีเลีย นี่เอง

เอ๊ะ…อย่างไร คำว่าซูเปอร์โมเดลเกิดขึ้นเมื่อปลายยุค 1980s ไม่ใช่หรือ Christy, Linda, Naomi ที่ถูกเรียกขานว่าเป็น The Trinity  ตรีเอกภาพของวงการแฟชั่นปลายยุคเอจตีส์ พร้อมประโยคที่ลือลั่นของลินดาที่ว่า ฉันจะไม่มีวันลุกจากที่นอนถ้าไม่ได้ทำเงินสองหมื่นหน้าพันเหรียญ แม้ภายหลังเธอจะปฎิเสธว่าเธอไม่ได้หมายความเช่นนั้น

เด็กๆ ยุคนนี้อาจจะ เอิ่ม คริสตี้ ลินดา นาโอมิ ไหน แต่คนหลังนี่ยังผาดโผนในวงการแฟชั่นและบันเทิง คริสตี้ก็กลับมารับงานถ่ายแบบโฆษณาบ้าง แต่เราจะไม่เรียกนามสกุลห้อยท้ายชื่อพวกเธอเป็นอันขาด เพราะบัญญัติหนึ่งของการจะเป็นซูเปอร์โมเดลก็คือเธอจะต้องถูกเรียกแค่ชื่อ แค่นั้นทุกคนก็ต้องร้องอ๋อ เพราะดังจนไม่ต้องอธิบายว่าลินดาไหน คริสตี้คือใคร แต่ซูเปอร์โมเดลปัจจุบันเขาวัดที่ยอดฟอลโลว์ ไม่เช่นนั้นเบลลา หรือจีจี้ ก็คงไม่ถูกเรียกว่าซูเปอร์โมเดล

แต่ Lizzie Siddal คือซูเปอร์โมเดลของศตวรรษที่ 19 เธอเติบโตมาในย่านสลัมของเซ้าต์แบงค์ ลอนดอน มีความกร้านโลกและขบถในตัวเอง เธอไม่มีอะไรที่เหมาะกับคำว่า กุหลาบอังกฤษ แต่เธอกลายเป็นโฉมหน้าความงามของสตรียุควิกตอเรียน เมื่อเธอได้พบกับกลุ่มศิลปินแนว Pre-Raphaelite เธอได้เป็นนางแบบให้กับพวกเขา และหนึ่งในนั้นก็คือ John Everett Millaisได้สร้างผลงานที่ลือลั่นก็คือภาพ Ophelia(1852)

ภาพนี้ทำให้ลิซซี่แจ้งเกิดและกลายเป็นมิวส์ของศิลปินพรี-ราฟาเอลไลท์ อันหมายถึงแนวนิยมที่รังสรรค์งานเหมือนจริงหรือเหนือจริงให้สะเทือนอารมณ์ผู้ชมงานศิลปะ โดยใช้หลักการวาดภาพแบบราฟาเอล แต่เรื่องราวในภาพจะมาจากตำนานอัศวินของอังกฤษเช่นเรื่องเล่าของกษัตริย์อาร์เธอ

เอกลักษณ์ของงานแนวนี้จะเป็นภาพหญิงสาวผมแดง(ลิซซี่เป็นสาวผมแดงโดยธรรมชาติ) ผิวขาวซีดเหมือนคนอมโรค แต่แก้มมีสีชมพูดเพื่อให้ดูมีชีวิต แม้แต่ภาพโอฟีเลียที่จมน้ำตายก็ยังมีแก้มและริมฝีปากสีชมพู เป็นความกำกวมรู้สึกกึ่งเป็นกึ่งตาย แต่ที่เกือบตายจริงๆ ก็คือนางแบบคือลิซซี่ เพราะมิลลายส์ ผู้วาดภาพ ให้เธอสวมเสื้อผ้านอนแช่ลงไปในน้ำในอ่างทั้งๆ ที่อากาศหนาวและน้ำนั้นเยือกเย็น ศิลปินยุคนั้นจะเน้นความเหมือนจริง ฉะนั้นเธอก็ต้องดูเหมือนคนที่เคลิ้มฝันด้วยการเสพย์สารกล่อมประสาท เพราะถ้าไม่เคลิ้มเธอก็จะไม่ทนนอนในอ่างน้ำที่เย็นเยือกเช่นนั้นได้ ผลจากการนี้ทำให้เธอป่วยด้วยอาการปอดบวม แลกกับการเป็นโฉมหน้าของความสวยแบบพรี-ราฟาเอลไลท์

แต่คนที่ทำให้เธอตกหลุมรักคือศิลปิน Dante Gabriel Rossetti เขามองเธอเป็นมิวส์เช่นกัน แต่ไม่มีงานชิ้นไหนของเขาที่ใช้เธอเป็นแบบโดดเด่น แต่เป็นการใช้นางแบบคนอื่นๆ มากกว่าและชื่อเสียงของโรเซตติ ก็โด่งดังเป็นแถวหน้าของศิลปินกลุ่มนี้ ลิซซี่เฝ้ารอให้เขาเอ่ยปากขอแต่งงาน พร้อมกับกล้ำลืนความขมขื่นที่เขามีรักใหม่กับสาวใหม่เรื่อยๆ ในที่สุดทั้งสองก็แต่งงานกัน แต่ไม่ช่วยให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ดีขึ้น โรเซตติ มีสาวใหม่เรื่อยๆ ลิซซี่ ที่ผันตัวเองมาเป็นจิตรกรและสร้างผลงานได้น่าสนใจรวมทั้งแต่งบทกวีจนได้รับการยอมรับ แต่ชีวิตของเธอกลับซึมเศร้า มีอาการป่วยเรื้อรัง ติดยา laudanum แต่ท้ายที่สุดหลังจากมีลูกสาวไม่นาน ลิซซี่ปลิดชีพตัวเองด้วยการดื่มยาเกินขนาด เป็นการจบชีวิตของซูเปอร์โมเดลในศตวรรษที่ 19 อย่าน่ารันทด

 

Related Post

จริงหรือไม่ที่การมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน ?

หากใครได้ไปเที่ยว กัวลาลัมเปอร์ ช่วงนี้ควรแวะไปชมนิทรรศการศิลปะของศิลปินชาวไทยผู้มีชื่อเสียงอย่าง นที อุตฤทธิ์  จัดแสดงที่ แกลเลอรี B2 หอศิลป์แห่งชาติ ประเทศมาเลเซีย

Wag The Dog   2013, Oil on linen, 80 x 200 cm Collection of Edward Soo

 

นิทรรศการการมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน (Optimism is Ridiculous)  โดย นที อุตฤทธิ์  ภายใต้ธีมการมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน ได้แก่ Paintings on Figure of Speech, Paradoxes and Inward Journey ชุดภาพประกอบด้วยองค์ความคิด 3 แนวทางด้วยกันคือ ภาพวาดของคน สัตว์ และสิ่งของ  ซึ่งมาด้วยกันในรูปแบบของประโยคหรือวลีที่เชื่อมโยงกับการสังเกต  นิทรรศการศิลปะภาพในครั้งนี้ศิลปินจะนำเสนอภาพวาดของสัตว์ ที่เน้นให้เห็นบริบททางสังคม และความรู้ความเข้าใจของโลกภายนอกโดยความแตกต่าง Asian-ness กับ แรงบันดาลใจยุคหลังอาณานิคม   

Everything is Politics  2012, Oil on linen, 150 x 200 cm

I Am Gorgeous   2013, Oil on linen, 140 x 160 cm

 

การเดินทางอันต่อเนื่องยาวนานของนิทรรศกาลศิลปะโดย นที อุตฤทธิ์ จัดแสดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ในหัวข้อต่างๆ อย่าง The Amusement of Dreams, Hope and Perfection ณ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (พ.ศ 2550) After Painting พิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์  ประเทศสิงคโปร์ (พ.ศ 2553) Illustration of the Crisis ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (พ.ศ 2556) Optimism Is Ridiculous: The Altarpieces จัดขึ้นที่ อายาล่า มิวเซียม กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (พ.ศ. 2560)

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะของ นที อุตฤทธิ์  ได้ที่ www.artgallery.gov.my

Innocence is Overrated  2012, Oil on linen, 170 x 120 cm

Luxury Purity  2013, Oil on linen, 150 x 100 cm

Even If Snake Is Not Poisonous, It Should Pretend To Be Venomous

2013, Oil on linen, diameter 50 cm

 

Related Post

เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18

ตั้งแต่ต้นปี 2018 ความร้อนแรงของ Gucci ไม่ได้หมดแค่เสื้อผ้าและกำไรที่พุ่งทะยาน แต่แคมเปญใหม่ของห้องเสื้อนี้ยังสวยสะกดสายตาผู้คน เพราะเป็นการร่วมงานกับศิลปินและนักวาดภาพประกอบชาวสเปนอย่าง อิกนาซี มอนเรียล (Ignasi Monreal) ในการสร้างสรรค์แคมเปญโปรโมตคอลเล็กชั่น Spring / Summer 2018 ของ Gucci โดยที่ไอเดียของมอนเรียลคือการตีความ ‘Utopian Fantasy’ ที่นำเสนอความพิลึกพิลั่นน่าพิศวงของดินแดนเหนือจริง โดยมีองค์ประกอบสำคัญได้แก่โลก ท้องทะเล และท้องฟ้า แต่งแต้มด้วยรายละเอียดที่สร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น ซึ่งเข้ากันได้กับเทสต์และสไตล์การออกแบบเสื้อผ้าของอเลสซานโดร มิเชล (Alessandro Michele) ดีไซเนอร์จาก Gucci ที่ชิ้นงานของเขาได้ฉีกขนบเดิมๆ ของแฟชั่นชั้นสูง การจับคู่ครั้งนี้จึงเข้ากันได้ดีเป็นปีเป็นขลุ่ย เลยไม่น่าแปลกใจที่เวลาเห็นแคมเปญตัวนี้เราได้แค่หยุดตามองด้วยความฉงน ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและบอกตัวเองเบาๆ ว่า “เออ สวย”

เมื่อเหล่าตัวละครในนิทานปรัมปราได้หลอมรวมเข้ากับชายหนุ่มผู้แต่งกายราวกับหลุดมาจากรันเวย์และมีมือที่สาม

 

สโนไวท์ผู้กำลังหลับไหลในสเว็ตเตอร์แต่ชายหนุ่มคนนั้นจะใช่เจ้าชายหรือนายพรานกันนะ

 

 

 

Related Post

สำรวจ 5 นาฬิาเรือนบรอนซ์อัพเดทจากงาน Baselworld 2018 ล่าสุด

บรอนซ์ไม่ใช่เทรนด์ใหม่ในวงการนาฬิกา โดยธรรมชาติบรอนซ์จะมีสีดูเหลืองๆ แดงๆ คล้ายทองแต่ไม่ใช่โลหะมีค่าเหมือนทอง ในเนื้อของบรอนซ์จะมีทองแดง (copper) เป็นองค์ประกอบหลัก ทั้งนี้เราต้องไม่สับสนระหว่าง bronze v.s. brass นะครับ เพราะต่างก็ไม่ใช่ gold และต่างก็มี copper เป็นเบสแต่ส่วนประกอบอื่นก็ต่างกันตามสูตรของผู้ผลิตแต่ละราย

หลายปีที่ผ่านมามีหลายแบรนด์นำบรอนซ์มาใช้ โดยเฉพาะในรุ่นที่เป็นดำน้ำ เพราะอุปกรณ์ดำน้ำหรือเดินเรือสมัยโบราณมีการใช้บรอนซ์เป็นวัสดุกันเยอะ (ให้นึกภาพหมวกนักดำน้ำสมัยโบราณที่กลมๆ โตๆ) ช่วงหลังพอตลาดเริ่มนิยมก็จะมีพวกนาฬิกานักบินบ้าง หรือนาฬิกาสปอร์ตแนวอื่นๆ ผลิตออกมาให้เห็น แต่จะไม่เห็นในนาฬิกาเดรส นาฬิกาพวกนี้เวลาใส่ไปนานๆ โดนสภาพแวดล้อม โดนเหงื่อ ฯลฯ ก็จะเริ่มเปลี่ยนสี อาจดูเข้มขึ้นหรือมีคราบเขียวขึ้นดูแนวๆ คนเขาเลยรู้สึกสนุกกันว่านาฬิกาฉันไม่เหมือนใคร อะไรทำนองนี้ครับ

มาดูกันดีกว่าว่าในงาน Baselworld 2018 ปีนี้มนาฬิกาเรือนบรอนซ์ตัวไหนที่น่าสนใจบ้าง

Ferdinand Berthoud FB 1 R. 6-1 รุ่นพิเศษ เปลี่ยนวัสดุเป็นบรอนซ์ มีเพียงห้าเรือนในโลก แต่ละเรือนผ่านกระบวนการให้มีสีที่เข้มหรืออ่อนไม่เท่ากัน เรือนในภาพนี้จะดูเขียวเป็นพิเศษ ราวกับแช่ในน้ำทะเลมานาน

Oris Big Crown Pointer Date Bronze ตัวเรือนขนาดย้อนยุค 36 มม. สังเกตเม็ดมะยมจะมีขนาดใหญ่เพื่อให้นักบินในสมัยก่อนใช้งานได้โดยสะดวกขณะที่สวมถุงมืออยู่

Bell & Ross BR 03-92 Diver Bronze เป็นการนำเอานาฬิกาดำน้ำที่ประสบความสำเร็จรุ่นล่าของตนมาผลิตในอีกแบบฉบับหนึ่ง ผลิตเป็นจำนวนจำกัด 999 เรือน

Zenith Pilot Cronometro TIPO CP-2 Flyback การกลับมาของนาฬิกานักบินที่ Zenith เคยผลิตให้กับกองทัพอิตาลีในสมัยยุคทศวรรษที่ 1960 กลไกจับเวลาเป็นแบบฟลายแบ็คคือเริ่มจับรอบต่อไปได้เลยโดยไม่ต้องกดหยุดและกดรีเซ็ทรอบเก่าก่อน

Maurice Lacroix Aikon เป็นนาฬิกาควอตซ์ที่ Maurice Lacroix ใช้เป็นตัวทำตลาดในช่วงสองปีที่ผ่านมาด้วยราคาที่ต่ำกว่าไลน์อื่นๆ ในแบรนด์ ในภาพนี้เป็นเวอร์ชั่นบรอนซ์ที่มีราคาขยับสูงขึ้นกว่าตัวสตีล

 

Related Post