Refocus Heritage ไปกับสมาคมสถาปนิกสยามฯ

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด แถลงข่าวการจัดงานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ชูแนวคิดการปรับเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่อมรดกสถาปัตยกรรม และการอนุรักษ์ เตรียมจัดอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานครั้งนี้ว่า “สมาคมสถาปนิกสยามฯ จัดงานสถาปนิกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสามทศวรรษ กระทั่งได้พัฒนารูปแบบและขยายพื้นที่จนเป็นงานจัดแสดงสถาปัตยกรรม วัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานยังคงจุดยืนเดิมคือแสดงศักยภาพและผลงานของสถาปนิก ให้สังคมได้รับรู้ถึงบทบาทของสถาปนิกที่มีต่อสังคม 

สำหรับแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ สมาคมสถาปนิกสยามฯ ต้องการนำเสนอเรื่องราวของมรดกสถาปัตยกรรมจากอดีต การอนุรักษ์อาคาร และการรักษาคุณค่าเพื่อส่งต่อจากคนรุ่นเรา ซึ่งงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเป็นภารกิจที่สมาคมทำมาโดยตลอด จึงเป็นที่มาของแนวคิด “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” 

Temple of Dawn, Wat Arun, Bangkok Thailand

ดร.วสุ โปษยะนันทน์ ประธานการจัดงานสถาปนิก’63 กล่าวถึงรายละเอียดการจัดงานว่า “งานสถาปนิก’63 “มองเก่า ให้ใหม่ : Refocus Heritage” ต้องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด ‘มรดก’ หรือ ‘Heritage’ ในหลากหลายมิติ หลายคนอาจคิดว่างานอนุรักษ์อาคารหรือเรื่องมรดกสถาปัตยกรรมเป็นเรื่องไกลตัว เป็นหน้าที่ของกรมศิลปากรหรือนักอนุรักษ์เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนเกี่ยวข้องกับคนทุกสาขาอาชีพ คนที่มีบ้านเก่าต้องการจะปรับปรุงอาคาร สามารถมาหาความรู้เกี่ยวกับวัสดุและการซ่อมแซมอาคารเก่าได้อย่างถูกหลักและถูกสตางค์ การปรับเปลี่ยนอาคารโบราณเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตลอดจนการพัฒนาเมืองและชุมชน ตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของชุมชนสร้างสรรค์ในย่านเก่าที่ก่อให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจมากมาย 

Bangkok during golden sunset. City skyline with traffic on the roads and Chao Phraya River.

งานสถาปนิก’63 จัดบนพื้นที่กว่า 75,000 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือส่วนจัดแสดงสินค้าที่รวมผู้แสดงสินค้าชั้นนำทั่วโลกกว่า 850 ราย และส่วนพื้นที่นิทรรศการธีมงาน (Thematic Exhibitions) โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5,000 ตารางเมตร ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้างรูปทรงที่ลํ้าสมัย สะท้อนแนวคิดจากอดีต ผู้ชมจะได้พบกับกิจกรรมที่ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินมากมาย อาทิ 

  • นิทรรศการช่างกับงานมรดก พบกับองค์ความรู้ด้านวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างโบราณที่หาชมยาก ตื่นตากับการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมของช่างในอดีตที่ได้รวบรวมมานำเสนอในรูปแบบที่ชวนติดตาม กิจกรรมฉายหนังสั้นมรดก 63 ชวนผู้ชมสำรวจ 63 ความเห็นอันหลากหลายของคนในสังคมที่มีต่อการอนุรักษ์ จัดฉายในโรงหนังไม้ไผ่สุดลํ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญางานพื้นถิ่นในอดีต 
  • นิทรรศการวิกฤตมรดกบนโลกออนไลน์ นำเสนอประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เช่น การรื้อโบราณสถาน การบูรณะซ่อมแซมวัดแบบขาดความรู้ความเข้าใจ ทั้งนี้เพื่อชวนให้ประชาชน ไปจนถึงผู้ดูแลสมบัติสาธารณะของประเทศมาช่วยกันตั้งคำถาม และมาร่วมค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องที่สังคมกำลังจับตาได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องโดยตรง 

สำหรับกิจกรรมประกวดออกแบบประจำงานสถาปนิกครั้งนี้จะถูกยกระดับให้เป็นการประกวดแบบสถาปัตยกรรมระดับชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Everyday Heritage’ เปิดโอกาสให้กับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ทุกกลุ่ม รวมถึงนักเรียนมัธยมที่สามารถใช้รางวัลนี้ในการต่อยอดเพื่อการศึกษาได้ 

นิทรรศการเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจยังมีให้ชมกันเต็มอิ่ม อาทิ นิทรรศการรางวัลสถาปัตยกรรมเด่น ประจำปี 2563 รวมที่สุดของผลงานออกแบบอาคารใหม่ซึ่งถูกคัดเลือกโดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ และ นิทรรศการรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ซึ่งปีนี้ได้ยกระดับมาตรฐานการตัดสินให้สอดคล้องกับรางวัล UNESCO Asia-Pacific Awards นิทรรศการปฏิบัติการกู้ชีพอาคารเก่า (Heritage in Danger) ซึ่งนำเสนอผลงานของนักศึกษาสถาปัตยกรรมทั่วไทยในการออกแบบเพื่อฟื้นฟูมรดกสถาปัตยกรรมในชุมชนที่สถาบันการศึกษานั้นตั้งอยู่จริงๆ 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย หมอบ้านอาษา บริการให้คำปรึกษาปัญหาการออกแบบและก่อสร้างโดยสถาปนิก วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพ บริเวณลานอาษา พื้นที่สันทนาการสำหรับผู้ชมทุกกลุ่มทุกวัย เราเตรียมกิจกรรมน่าสนใจ การบรรยาย เวิร์คช็อป หมุนเวียนตลอด 6 วันเต็ม และพบกับการนำเทคโนโลยีลํ้าสมัยที่ใช้ในงานอนุรักษ์ อย่างการสแกนวัตถุสามมิติมาสาธิตให้ชมกันอีกด้วย 

สำหรับผู้ที่เป็นสถาปนิก พลาดไม่ได้กับอาษาฟอรั่ม (ASA Forum) เวทีบรรยายด้านสถาปัตยกรรมระดับนานาชาติ อาษาคลับ พื้นที่พบปะสังสรรค์สำหรับสมาชิกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยังคงมีอยู่เช่นเคย รวมถึง ร้านอาษา (ASA Shop) และ ร้านหนังสือ (Book Club) ที่คราวนี้เราปรับรูปแบบใหม่ เตรียมสรรหาหนังสือสถาปัตย์ดีๆ ที่หาไม่ได้ตามร้านหนังสือทั่วไปมานำเสนอ พร้อมกับกิจกรรมเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ๆ ในงานอีกด้วย 

แนวคิด ‘มองเก่า ให้ใหม่’ เป็นการ Refocus ที่ไม่เพียงแต่เป็นการหวนกลับมามองดูมรดกเหล่านี้อีกครั้งเท่านั้น แต่เป็นการปรับความคมชัดด้านการรับรู้ที่มีต่อมรดกสถาปัตยกรรม ยังหมายถึงความยืดหยุ่นของการอยู่ร่วมกันเพื่อการรักษาคุณค่า ระหว่างความเก๋าของอาคารเก่าและความเก๋ของอาคารใหม่ร่วมสมัย เป็นการปลุกมุมมองต่อมรดกสถาปัตยกรรมให้มีชีวิตที่กว้างขึ้น หลากหลายมิติมากขึ้น สามารถเข้าถึงผู้เข้าชมงาน ที่มีความหลากหลายอาชีพ และความแตกต่างทางยุคสมัย ให้ทุกคนหันกลับมาตระหนักถึงบทบาทในความเป็นเจ้าของ มรดก ในอันที่จะมีส่วนร่วมในการรักษาและส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้ให้กับสังคมที่จะต้องก้าวต่อไปในวันพรุ่งนี้ร่วมกันอย่างยั่งยืน” 

นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือนีโอ ผู้บริหารงานสถาปนิก’63 เปิดเผยความคืบหน้าการจัดงานฯ ล่าสุด ว่า “ในปีนี้นีโอมีการวางกลยุทธ์ผลักดันให้งานสถาปนิก’63 เป็นงานเเสดงสินค้าสถาปัตยกรรมวัสดุและเทคโนโลยีการก่อสร้างระดับนานาชาติของเอเชีย ผ่านการบริหารพื้นที่จัดแสดงสินค้าบนพื้นที่รวมกว่า 75,000 ตารางเมตร พร้อมขยายโปรไฟล์ใหม่ครอบคลุมเรื่องประกันภัยเเละโซลูชันไอโอที เพื่อรองรับผู้ร่วมแสดงสินค้า (Exhibitors) จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย จีน และอาเซียน รวมกว่า 850 บริษัทชั้นนำทั่วโลก โดยขณะนี้มียอดการจองพื้นที่จัดแสดงสินค้าแล้วกว่าร้อยละ 70 ผู้ประกอบการรายใหญ่จากทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้าแล้ว เช่น AT EAST DESIGN, BANGKOK ROAD LIGHTING, CERAMIQUE, CHAMPACA, CNP PLASTIC INDUSTRIES, CRISTINA, COTTO, DP CERAMIC, DELTA, DOS, DURAGRES, EDL, EE&C, EPSON, FORMICA, HAFELE, HI-KOOL, HP, LAMINA FILMS, JORAKAY, KOHLER, LAMPTITUDE (PEMCO), LED ON HOME, LEOWOOD, LIGMAN LIGHTING, MITSUBISHI ELECTRIC KANG YONG WATANA, OPPLE, PANASONIC, POLYMER MASTER, SATS, SCG, SEACON HOME, SIAM YAMATO STEEL, TAK, TPI POLENE, TS-TEAK, UTTHAYAN, VRH, WATTANA, WDC และอีกมากมาย 

นอกจากนี้ ผู้จัดงานฯ ยังมีการจัดกิจกรรม Inno-talks เวทีที่จะรวมกูรูในวงการมาบอกเล่าถึงเทคโนโลยีเพื่องานสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจจากแคมเปญ Buyer Program ให้ผู้ร่วมแสดงสินค้าได้พบกับกลุ่มผู้ซื้อภายในงาน และเพิ่มโอกาสต่อยอดทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับผู้ผลิตสินค้าจากต่างประเทศผ่านการเข้าร่วมเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจระดับเอเชีย 

“งานสถาปนิก’63 พร้อมแล้วที่จะพลิกมุมมองของคุณให้ตระหนักถึงความสำคัญของมรดกโลกเติมเต็มด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุด พร้อมกิจกรรมที่คุณห้ามพลาด งานนี้จัดขึ้นปีละ 1 ครั้งเท่านั้น” นายศักดิ์ชัยกล่าว 

“Four Royal Orchestral Suites for His Majesty King Rama X”

ครั้งแรกกับคอนเสิร์ตเพลงพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา
“Four Royal Orchestral Suites for His Majesty King Rama X”
เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช
2562

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติ “Four Royal Orchestral Suites for His Majesty King Rama X” เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งนิพนธ์และอำนวยการโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา บรรเลงโดยวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Royal Bangkok Symphony Orchestra) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ที่ผ่านมา ณ โรงละครแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ภริยา รศ.นราพร จันทร์โอชา, อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และภริยา รัชดา คุณปลื้ม รวมทั้งคณะกรรมการมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ได้แก่ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า และประธาน บี.กริม. , นวลพรรณ ล่ำซำ , นันทินี แทนเนอร์ ,คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เฝ้าฯรับเสด็จ

ภายในงานมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เป็นจำนวนมาก อาทิ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ,มิสซิสเอว่า มาริยา ดิกลี้ อัลบีซี ,ชวน หลีกภัย ,ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ , ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์, ม.ล.ภูมิใจ ชุมพล , ม.ล.จิราธร จิรประวัติ , ครอบครัวมหากิจศิริ นำโดย ประยุทธ-สุวิมล ,อุษณีย์ มหากิจศิริ ณีโอณีโอ, เฉลิมชัย มหากิจศิริ, กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, จิตติมา วรรธนะสิน , อติชาต รักษะจิตร , เกรซ มหาดำรงค์กุล ,นาวาอากาศเอกจงเจต วัชรานันท์ , พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา , พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา ฯลฯ

สนทนาสัปตสนธิ: You Have the ‘Right’ to Be You, Right?

สิทธิเสรีภาพเป็นอีกคำหนึ่งที่ฟังดูยอดเยี่ยมจริงๆ เราชอบคำนี้ และแน่นอนว่าคุณก็คงชอบด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีคำถามคือพวกเราทั้งหมดสามารถมีชีวิตอยู่โดยมีคำนี้เคียงข้างไปตลอดได้จริงหรือไม่ หากพูดถึงการเลือกร้านอาหารที่ชอบ รถยนต์ที่ใช่ แน่นอนว่าย่อมเป็นไปได้ แต่ถ้าเราหยิบคำว่า ‘สิทธิเสรีภาพ’ มาวางไว้บนหัวข้อการเลือก ‘ตัวตน’ หรือพูดแบบตรงๆ ว่า ‘การเลือกรสนิยมทางเพศ’ แล้ว เชื่อเถอะว่าแม้คุณจะใช้สิทธิ์ของคุณเลือกตัวตนของตัวเองไปแล้วก็ตาม แต่การแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของคุณก็ไม่ได้มี ‘เสรีภาพ’ มากมายขนาดนั้นหรอก และเพราะสิทธิ์สิทธิ์หนึ่งอาจเล็กเกินกว่าที่สังคมจะใส่ใจ กลุ่มที่ต้องการเรียกร้องสิทธิให้กับความหลากหลายทางเพศจึงถือกำเนิดขึ้นในนามของ ‘LGBTQ’ ที่ย่อมาจาก lesbian (เลสเบียน), gay (เกย์), bisexual (ไบเซ็กชวล), transgender (คนข้ามเพศ) และตัวสุดท้ายที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาหลังสุดคือ queer (กะเทย) หรือ questioning (ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงรสนิยมทางเพศของตนเอง) โดยมีคำเรียกอย่างเป็นทางการอีกอย่างคือ ‘กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ’ สำหรับประเทศไทยกลุ่ม LGBTQ เริ่มก่อร่างสร้างความแข็งแกร่งจนสามารถตะโกนส่ง ‘เสียง’ ได้ดังพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ ในโลกอันคับแคบใบนี้ได้อยู่บ้างในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่นั่นก็เป็นเพียงปฐมบทของแบตเทิลอันยาวนานที่พวกเขายังคงต้องต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพที่พวกเขาสมควรจะได้รับต่อไป

ไทยแลนด์มิตรแท้หรือศัตรู

ว่ากันว่าชื่อเสียงของประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับที่ ‘เป็นมิตร’ กับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมากกว่าประเทศอื่นในเอเชียด้วยกัน ถึงขั้นรัฐบาลไทยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ในกลุ่ม LGBTQ เข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้อย่างเสรี มีการอนุญาตให้เปิดโรงแรมที่รับเฉพาะแขก LGBTQ อย่างเปิดเผยหลายร้อยแห่ง จนได้สมญาว่าเป็นประเทศ Gay Paradise of Asia แม้จะฟังดูดี แต่ก็เหมือนกับความย้อนแย้งอื่นๆ ในดินแดนนี้นี่แหละที่ท้ายที่สุดแล้วการเลือกปฏิบัติ การดูถูกเหยียดหยาม และการกีดกันทางสังคมกับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ดาษดื่นในสังคมไทย

LGBTQ มีสิทธิเสรีภาพในการเป็นตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน

มาพูดถึงความเป็นไปง่ายๆ ทั่วไปกันก่อนดีกว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันน่ารักกับ LGBTQ เสมอด้วยการไม่ปาหินใส่ ไม่จับขังคุก และไม่แห่ประจานทั่วเมือง ในทางกลับกันผู้คนทั้งหลายกลับคิดว่าการแต่งกายหรือรสนิยมทางเพศที่ไม่ตรงกับการถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลเป็นเรื่องที่เกิดจากความผิดปกติทางจิต มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยพาลูกวัยรุ่นไปพบจิตแพทย์เพื่อขอให้หมอช่วย ‘รักษา’ อาการของพวกเขาให้กลับมาเป็น ‘ปกติ’ หรือคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะเติบโตเป็นปกติ (เฮ้อ…) ถ้าในสังคมระดับจุลภาคอย่างครอบครัวมีความคิดอ่านที่เปิดกว้างมากเช่นนี้แล้ว เราไม่ค่อยอยากไล่เรียงไปถึงสังคมมหภาคเสียเท่าไหร่ แต่ความจริงก็คือความจริง ในระบบการศึกษา หนังสือเรียนภาคบังคับที่ใช้เรียนในโรงเรียนทั่วประเทศพาดพิงถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางจิตใจ บุคคลที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์บางคนก็ไม่พยายามทำความเข้าใจ แต่มักตีตรา ล้อเลียน ไปจนถึงเสียดสีด้วยถ้อยคำรุนแรง นี่ยังไม่ได้พูดถึงชีวิตการทำงานที่เหล่า LGBTQ มักจะได้รับการกีดกันอย่างโจ่งครึ่ม ทั้งถูกปฏิเสธการจ้างงานเพียงแค่เหลือบตามอง หรือไม่ได้รับโอกาสให้มีความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงถูกจำกัดอาชีพให้ยิ่งใหญ่ได้อยู่เพียงไม่กี่วงการ ฉะนั้นคำตอบของคำถามด้านบนคือเรามีสิทธิ์เป็นตัวเองได้มากเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจิตใจเราเข้มแข็งมากพอที่จะต้านทานกระแสสังคมที่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ‘สังคมปกติ’ ได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

LGBTQ กับสิทธิเสรีภาพทางข้อบทกฎหมาย

พูดเรื่องง่าย (กว่า) ไปแล้ว คราวนี้มาพูดถึงเรื่องจริงจังอย่างเรื่องกฎหมายกันบ้าง ตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมากลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ พยายามอย่างหนักที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิของ LGBTQ ในประเทศไทย และสร้างความเปลี่ยนแปลงมาแล้วมากมาย ซึ่งในที่นี้คงไม่สามารถบอกเล่าได้หมดทุกกิจกรรม แต่เราแนะนำให้คุณเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ในรายงานอย่างเป็นทางการของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ชื่อ Being LGBT in Asia: รายงานในบริบทของประเทศไทย (Google search แล้วขึ้นเลย) อย่างไรก็ดีความเคลื่อนไหวล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงอยู่ในขณะนี้คือเรื่อง พ.ร.บ. คู่ชีวิต ที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิตอยู่ร่วมกันได้โดยมีกฎหมาย (บางข้อ) รองรับ ซึ่งแม้ว่าร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต จะเพิ่งผ่านมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วนี่เอง (แต่ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา) แต่สารัตถะหลักๆ ของ พ.ร.บ. คู่ชีวิต ก็ดูจะยัง ‘ไม่เคลียร์’ และเป็นเสมือนการกระทำประเภทปากหวานก้นเปรี้ยวเสียมากกว่า เพราะกฎหมายยังถือว่า ‘คู่ชีวิต’ ไม่ใช่ ‘คู่สมรส’ ดังนั้นสิทธิ์ในบริบทของคำว่า ‘คู่ชีวิต’ จึงไม่เสมอภาคเทียบเท่ากับสิทธิ์ของ ‘คู่สมรส’ ระหว่างชายหญิง และส่งผลให้กฎหมายอื่นๆ ที่ยึดโยงคำว่า ‘คู่สมรส’ มิอาจมอบสิทธิ์ให้กับ ‘คู่ชีวิต’ ได้โดยอัตโนมัติ จนกว่ากฎหมายอื่นๆ จะถูกแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิ์ให้กับคู่ชีวิตตาม พ.ร.บ. คู่ชีวิต ในภายหลังเสียก่อน ซึ่งนั่นก็รังจะก่อให้เกิดคำถามต่อไปว่าเพราะเหตุใดสิทธิ์ระหว่างคู่รัก LGBTQ จะเท่าเทียมกับสิทธิ์ของมนุษย์ชาวไทยคนอื่นไม่ได้ ในเมื่อเราก็เป็นมนุษย์ที่พึงได้พึงมีสิทธิ์เสมอกันมิใช่หรือ

สิทธิ์เดียวที่ดูจะเท่าเทียมกันคือสิทธิ์ในการสร้างสรรค์

อย่างที่บอกว่ากลุ่ม LGBTQ มุ่งมั่นที่จะสื่อสารถึงความเป็นตัวเองให้สังคมได้รับรู้อยู่เสมอ และศิลปะก็ดูเหมือนจะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถส่งสารเข้าถึงจิตใจส่วนลึกของผู้คนได้มากกว่าอะไรทั้งหมด ข่าวดีก็คือภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้เราจะมีโอกาสได้ชมความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่ม LGBTQ อีกครั้ง โดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับมูลนิธิซันไพรด์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่สนับสนุนและส่งเสริมเรื่องราวของกลุ่มความหลากหลายทางเพศที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และมีทัศนะเชิงบวก จัดงานนิทรรศการ ‘สนทนาสัปตสนธิ’ (สัปต – เจ็ด : หมายความถึงเจ็ดสีของสายรุ้ง อันเป็นสีสัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQ / สนธิ – การรวมกัน) หรือ ‘Spectrosynthesis II – Exposure of Tolerance: LGBTQ in Southeast Asia’ เพื่อนำเสนอผลงานศิลปะที่สะท้อนเนื้อหาความหลากหลายทางเพศและมุมมองเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนในสังคม LGBTQ ที่อยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีศิลปินเข้าร่วมแสดงผลงานมากถึง 50 คน ภายในงานไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงภาพถ่ายและภาพวาดเท่านั้น หากยังมีกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้นว่า ภาพยนตร์ และการแสดงสด เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินในแขนงอื่นได้มีส่วนร่วมในการโชว์ฝีไม้ลายมือไปพร้อมๆ กับขยายฐานการนำเสนอเนื้อหาให้กับผู้ชมอย่างกว้างขวางด้วย โดยนิทรรศการสนทนาสัปตสนธิมีกำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 1 มีนาคม 2563 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 และ 8 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

อันที่จริงนิทรรศการสนทนาสัปตสนธินี้ถือเป็นนิทรรศการต่อเนื่องที่จัดขึ้นสานต่อจากนิทรรศการ Spectrosynthesis – Asian LGBTQ Issues and Art Now ที่เคยจัดขึ้นไปแล้วเมื่อปีค.ศ. 2017 ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งในขณะนั้นมีศิลปินเข้าร่วมแสดงผลงาน 22 คน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินเชื้อสายจีน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่านิทรรศการสนทนาสัปตสนธิที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ถือเป็นการเปิดประตูที่กว้างยิ่งกว่าเดิมให้เหล่าศิลปินในประเทศต่างๆ ทั้งในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนผ่านศิลปะต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ ซึ่งแน่นอนว่าผลงานที่มาจากคนละประเทศ คนละวัฒนธรรม ต่างก็ต้องมีการนำเสนอบริบททางสังคมที่เกี่ยวกับ LGBTQ แตกต่างกันไปอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวของศิลปิน บอกเล่าวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อพื้นบ้านอันเก่าแก่ ไปจนถึงความเชื่อที่ขัดต่อความรู้สึกของตัวเอง รวมถึงสิ่งที่ศิลปินต้องเผชิญท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมในประเทศต่างๆ โดยมีศิลปินไทยเข้าร่วมแสดงผลงาน อาทิ ไมเคิล เชาวนาศัย, จักกาย ศิริบุตร, อริญชย์ รุ่งแจ้ง, ปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์, ศรชัย พงษ์ษา เป็นต้น ส่วนศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอาทิ Dinh Q. Lê (เวียดนาม), Maria Taniguchi (ฟิลิปปินส์), Ming Wong (สิงคโปร์), Danh Vō (เวียดนาม) และ Anne Samat (มาเลเซีย) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีศิลปินระดับสากลที่ไม่ได้อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาร่วมแสดงผลงานด้วย อาทิ Sunil Gupta (อินเดีย), Ren Hang (จีน), Hou Chun-Ming (ไต้หวัน), Ramesh Mario Nithiyendran (ศรีลังกา), Martin Wong (อเมริกา) และ Samson Young (ฮ่องกง) เป็นต้น เราขอจบบทความนี้ด้วย quote ของสุดาภรณ์ เตจา หนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการสนทนาสัปตสนธิที่ว่า “LGBTQ หมายถึง Love Gets Better with Time Quietly ผลงานจะเป็นการแสดงออกถึงทัศนะต่อสถานการณ์ LGBTQ ในปัจจุบัน ด้วยความหวังที่จะให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม” และเราก็หวังจะเห็นสิทธิที่เท่าเทียมกันนั้นเสียเหลือเกิน

Author: Mintira Thammapalert

Alexander Lamont: Crafting Success

เนื่องในโอกาสเปิดตัวคอนเซ็ปต์ Sunday Salon เราได้คุยกับ Alexander Lamont ถึงจุดเริ่มต้น เป้าหมายและแรงบันดาลใจในการปลุกปั้นแบรนด์คราฟต์ระดับโลก

คนที่ชอบเดินเล่นที่เกษรวิลเลจบ่อยๆ อาจจะคุ้นเคยกับร้าน Alexander Lamont เป็นอย่างดี เพราะร้านนี้เป็นอีกหนึ่งในร้านที่อยู่มานาน แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแบรนด์ชื่อต่างชาตินี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “แบรนด์ไทย” ที่ไปไกลระดับโลก ที่ผลิตสินค้าแต่งบ้านระดับลักชัวรี่ที่ทำโดยช่างฝีมือไทยแท้ๆ ภายใต้การดูแลของอะเล็กซานเดอร์ ลามอนท์ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ชาวอังกฤษที่หลงรักเมืองไทยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเราได้เจอเขาอีกครั้งในงาน Sunday Salon ที่ตอกย้ำสไตล์อาร์ตเดโคที่เป็นเหมือนหัวใจของแบรนด์ เราจึงได้พูดคุยกับเขาอีกครั้งถึงดีตและอนาคตของแบรนด์ชื่อเดียวกันกับเขานี้

  • พื้นฐานและการเติบโตของคุณมีอิทธิพลต่อทิศทางและปรัชญาในการสร้างสรรค์ในวันนี้อย่างไรบ้าง

“มีทุกอย่างเลยนะ พ่อแม่พาผมไปอยู่เคนยาตั้งแต่ผมอายุ 6 สัปดาห์ แล้วย้ายไปอินเดียตอนผมอายุได้ 3 ขวบ ผมโตมาในหมู่บ้านเล็กๆในอังกฤษ ผมมาเมืองไทยตั้งแต่อายุ 12 ปี และตอนนั้นก็ตัดสินใจว่าวันหนึ่งผมจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ประสบการณ์การท่องเที่ยวตอนผมยังหนุ่มๆ ทั้งทรงพลังและมีผลมากต่อการมองสิ่งต่างๆของผม ทั้งสถานที่หรือวัฒนธรรมต่างๆ ตอนผมเด็กๆ พ่อของผมทำธุรกิจนำเข้าวัตถุโบราณ งานศิลปะแบบดั้งเดิมและงานแอนทีคจากเอเชีย อเมริกาใต้และอัฟริกา ผมทำงานในบริษัทนี้ ซึ่งก็ทำให้ผมได้เห็นและสัมผัสงานฝีมือแบบดั้งเดิมจากหลากหลายแหล่งที่มา 

“สิ่งของเหล่านี้คือผลของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่องมาหลายร้อยปี และถูกทำขึ้นมาอย่างประณีต และสะท้อนถึงแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน กระบวนการที่ทำด้วยมือและการใช้วัสดุธรรมชาติคือส่วนสำคัญของ “จิตใจ” ของสิ่งของเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อผมเริ่มออกแบบ ผมรู้เลยว่าผมอยากจะทำงานให้ได้ในระดับนี้ อยากให้เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญกับขั้นตอนการสร้างสรรค์ เพราะมันคือวิธีการสื่อสารอารมณ์ที่พบในงานออกแบบแบบดั้งเดิมที่มักเต็มไปด้วยความหมายและความเป็นมนุษย์”

  • คุณจะอธิบายความเป็น Alexander Lamont ให้กับคนที่คุณเพิ่งเจออย่างไร

“ผมจะบอกว่าเรานำวัสดุตกแต่งต่างๆ ที่มีความสำคัญระดับโลกมาสร้างเป็นผลงานใหม่ด้วยวิธีใหม่ๆ ทำให้งานที่ออกมามีความร่วมสมัยครับ”

  • คุณดูจะได้แรงบันดาลใจจากหนังสือและวรรณกรรมอยู่มาก คุณเปลี่ยนถ้อยคำเป็นวัตถุได้อย่างไร

“วรรณกรรม ดนตรีและภาพยนตร์ให้แรงบันดาลใจดีๆ กับผมเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนอารมณ์และความรู้สึกแบบไม่เป็นรูปธรรมจนเกินไป วิธีนี้ทำให้ไอเดียในการออกแบบเกิดขึ้น ซึ่งเป็นไอเดียที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับไอเดียด้านรูปลักษณ์ สิ่งที่เราจะได้จึงเป็นอะไรที่เฉพาะบุคคล และมีความคลุมเครือ ผมมองว่าหลายๆอย่างมันโผล่ขึ้นมาจากเงา (ความไม่ชัดเจน) นะ”

  • คุณมองว่าแบรนด์ของคุณมีการพัฒนาอย่างไรบ้างจากจุดเริ่มต้น

“คงต้องบอกว่าค่อยเป็นค่อยไปนะครับ ยี่สิบปีผ่านไป ผมก็เริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่าสิ่งที่ผมอยากทำคืออะไร พร้อมๆกับหาวิธีที่จะทำมันให้สำเร็จด้วย ยี่สิบปีที่แล้ว ผมเน้นพึ่งพาช่างฝีมือจากข้างนอกที่ไม่ได้เข้าใจว่าผมต้องการหรือผมกำลังทำอะไร ผลที่ออกมาก็ดีนะ และผมก็ยังชอบงานช่วงแรกๆของเรา แต่สไตล์ของงานที่ออกมาก็ค่อยๆประณีตขึ้น วิธีการออกแบบก็เปลี่ยนไป รวมถึงเรื่องรูปทรงและวัสดุด้วย การทดลองคือส่วนสำคัญของการทำงานสร้างสรรค์ และมันทำได้ยากมากตอนที่ผมยังไม่มีเวิร์กช็อปและทีมออกแบบของตัวเอง ผมไม่ได้บอกว่าตอนนี้งานของเราดีขึ้นแล้ว แต่บอกได้ว่างานของเราแตกต่างจากเดิมมาก วิธีทำก็ต่าง วัสดุก็ต่าง เราพัฒนาขึ้นมามากเหมือนกัน”

  • สิ่งที่คุณอยากจะออกแบบมากที่สุดคืออะไร

“ชามครับ ผมมองว่าชามคือสิ่งแรกๆเลยที่มนุษย์ทำขึ้น เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร และใช้ในงานฝังศพด้วย ชามเป็นสิ่งแรกที่ผมออกแบบ ผมเลยรู้สึกผูกพันกับมันมาก ฟังดูเล็กน้อยนะ แต่สำหรับผมมันน่าตื่นเต้นมาก เพราะผมสามารถออกแบบชามเองได้โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากใครเลย ผมว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้ใหม่หรือน่าประทับใจ แต่เป็นการเข้าถึงไอเดียง่ายๆ ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่กว่า เหมือนแต่งกลอนแบบนั้น”

  • อะไรคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำธุรกิจคราฟต์และดีไซน์

“ด้วยความที่ของของเราทำด้วยมือ บางครั้ง ความยากก็จะอยู่ที่ตอนเราเจอกับวัสดุที่เดาทางไม่ได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจได้นะว่าทำไมเกือบทุกอย่างที่เราซื้อ และอาหารที่เรากินในทุกวันนี้มาจากการผลิตแบบอุตสาหกรรม มันง่ายกว่า เร็วกว่าและถูกกว่า ด้วยความที่เราอยากจะทำสิ่งที่คงทน อยู่ได้นาน ความท้าทายน่าจะอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ การเคารพเดดไลน์ หาสตาฟ การจัดการกับวัสดุและการสื่อสารว่าทำไมงานคราฟต์ถึงแพงกว่าของทั่วไป”

  • ทำไมคุณถึงเลือกยุคอาร์ตเดโคมานำเสนอ

“กิจกรรม Sunday Salon นี้ออกแบบมาให้เป็นอีกหนึ่งวิธีในการนำยุคทศวรรษที่ 1920s และ 1930s กลับมาในรูปแบบของบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับงานฝีมือของเราได้ เทคนิคหลายอย่างที่เราใช้ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น ฌ็อง-มิเชล แฟรงก์ เคยโด่งดังจากสไต์การตกแต่งด้วยวัสดุที่ที่รวมและเก็บแสงไว้ ทำให้สเปซดูโปร่งแต่ก็มีรายละเอียด ความรู้สึกนี้ยังคงทรงพลังในทุกวันนี้ และกลายเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับผมในการเลือกวัสดุเข้ามาทำงานที่นี่ วัสดุเหล่านี้ถือเป็นวัสดุที่สำคัญและโด่งดังมานานแล้ว และถูกใช้โดยดีไซเนอร์เก่งๆ มากมายก่อนหน้าผม”

  • ทำไมคุณถึงเลือกตั้งแบรนด์ Alexander Lamont ในเมืองไทย

“ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศไทยได้พบกับความสงบและความสมบูรณ์มาหลายศตวรรษ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องเจอกับยุคแห่งการต่อสู้และทรมาน มนุษย์เราสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยมือ เรามีแหล่งกำเนิด มีอดีตที่เชื่อมโยงเรากับสิ่งต่างๆ รวมถึงวิถีชีวิต ประเทศไทยมีสถาบันกษัตริย์ที่สูงส่ง และคนไทยก็มีความภาคภูมิใจและเชื่อในความเป็นไทย งานฝีมือในประเทศไทยคือพลังที่มีพลวัตรไม่หยุดนิ่ง และงานที่เราเห็นในวัดวาอารามต่างๆ ก็น่าหลงใหลและมีความประณีตมาก การที่คนไทยใช้มือสร้างสิ่งต่างๆ ต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจในรายละเอียด คนไทยมีทักษะขั้นสูง และยังมีความอดทนมากกว่าคนชาติอื่น นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Alexander Lamont สามารถเติบโตและพัฒนาต่อไปได้ ทั้งในด้านของทักษะและคุณภาพ”

  • มีเทคนิคไหนมั้ยที่คุณอยากลองทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ

“ผมคิดว่าการแกะสลักเปลือกหอยและเขาสัตว์คือสองอย่างที่ผมสนใจมาก และมีหลายวิธีในการทำงานกับวัสดุเหล่านี้ โดยที่ยังคงพื้นผิวตามธรรมชาติไว้ อีกอย่างคืองานโมเสกกับแก้ว ผมว่ามันน่าจะช่วยเติมสีสันให้งานที่เรากำลังทำอยู่ได้ดีเลยครับ”

เยี่ยมชม Flagship Store ของ Alexander Lamont ได้ที่ชั้น 1 เกษรวิลเลจ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดให้นักเรียนไทยในปารีสเข้าเฝ้า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562 เวลา 12.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชกิจ ณ กรุงปารีส โดยพระราชทานพระราชวโรกาสให้นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส นำคณะนักเรียนและนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐฝรั่งเศส จำนวน 91 คน เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เนื่องจากทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่และทุกข์สุขของประชาชนไทย โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐฝรั่งเศสซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาศึกษาหาความรู้ และพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อนำกลับไปพัฒนาประเทศ

ในการนี้ ทรงเล่าถึงประสบการณ์ส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส โดยมีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจ โดยทรงขอให้นักเรียนทุกคนภูมิใจในวัฒนธรรม ภาษาและความเป็นไทย รักประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รู้จักเลือกนำจุดแข็งเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพและประเทศชาติ รวมทั้งมีความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งในด้านการศึกษาและการดำรงชีวิตอยู่ในฝรั่งเศส 

นอกจากนั้น ทรงแลกเปลี่ยนความเห็นและให้คำแนะนำอย่างเปิดกว้าง อาทิ แนวทางการเตรียมตัวก่อนมาศึกษาในประเทศฝรั่งเศส การใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนให้ประสบความสำเร็จ ความสำคัญของการทูตวัฒนธรรมซึ่งเป็น soft power ที่จะทำให้เปิดกว้างด้านความคิดและเปิดใจกับบุคคลต่าง ๆ ได้โดยง่าย เป็นต้น

ในช่วงท้าย ทรงพระราชทานของที่ระลึกแก่นักเรียนไทย และทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะนักเรียนอย่างเป็นกันเองซึ่งสร้างความปลื้มปิติให้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างยิ่ง

ที่พำนักของจินตนาการ (Imagination Sanctuary) นิทรรศการเดี่ยวของ ภูทิป จันทรักษา

ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ มีความยินดีที่จะนำเสนอนิทรรศการเดี่ยวของ ภูทิป จันทรักษา ในนิทรรศการที่มีชื่อว่า ‘ที่พำนักของจินตนาการ (Imagination Sanctuary)’ จะมีตั้งแต่วันที่ 7-21 กันยายน 2562 ศิลปินจะนำเสนอภาพวาด 6 ผลงานล่าสุดของเขา ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ

ภูทิป จันทรักษาหลังจากพระอาทิตย์ขึ้น (After Sunrise)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 54 x 70 ซม.

นิทรรศการ “ที่พำนักของจินตนาการ” โดย ภูทิป จันทรักษา เป็นการพูดถึงคำกล่าวที่ว่า ที่พำนักของจินตนาการ คือ “ชายขอบของความจริง” จากหนังสือ “ศิลปะแฟนตาสติก” โดย วอลเตอร์ ชูเรียน โดยคำว่า “ชายขอบ” ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่า “ชายขอบของความจริง” จึงสื่อความหมายได้มากมาย เช่น ความจริงอันไม่เป็นที่ยอมรับหรือยากที่จะยอมรับ ในนิทรรศกาของเขา ภูทิปดัดแปลง และทำให้ความเหมือนจริงตามธรรมชาติ นั้นบิดเบี้ยวไปจากเดิม ซึ่งเปรียบเสมือนชายขอบของความจริง โดยภูทิปลดทอนความ เหมือนจริงลงให้เหลือเพียงรูปร่าง รูปทรง ในการลดทอน ความ เหมือนจริงของวัตถุนั้นลง แต่ยังสร้างอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายให้เกิดขึ้นใน งานศิลปะของเขาด้วย

ภูทิป จันทรักษาความพร่ามัว (Blurry)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 68 x 42 ซม

เมื่อกล่าวถึงคำาว่า “ที่พำนักของจินตนาการ” อาจสื่อได้ว่าในจินตนาการมีความจริงหลักเป็น พื้นฐานความคิดอยู่ หรือมีขอบเขตของสังคมที่ควบคุมความเป็นจริงศิลปินจึง ต้องการนำเสนอจินตนาการที่เป็นชายขอบของความจริงออกมาในรูปแบบงานศิลปะ เพื่อ ให้เป็นที่อยู่ของความจริงชายขอบดังกล่าว ดังนั้นนิทรรศการนี้จึงเป็นการ ถามถึงที่พำนักสำหรับจินตนาการ คือพื้นที่ใด อาจจะเป็นเฟรมผ้าใบที่ศิลปินถ่ายทอด จินตนาการลงไป หรือผู้ชมที่ใช้จินตนาการเพื่อรับชมงานศิลปะในนิทรรศการนี้

ภูทิป จันทรักษาภายนอกห้องนั่งเล่น (Outside The Living Room)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 40×100 ซม.

รูปทรงของภาพวาดภูทิปมีทั้งรูปแบบที่คุ้นเคย และแปลกปลอม กลายร่างมาจากความรวดเร็วในเทคนิคการปัดแปรงสี ที่จับภาวะจิตใจของศิลปินในขณะกำลังสร้างผลงาน สีสันยังคงทำหน้าทีสำคัญสำหรับศิลปะของเขา และยังใช้พรรณาความคิดบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นจริง โดยเฉพาะสีเข้มและสีสด ได้ถูกใช้ให้กระตุ้น ‘จินตนาการ’ ของผู้ชม แนวคิดดังกล่าวสนับสนุนให้เข้าใจได้ว่า รูปทรงลักษณะในแบบ ประติมากรรมกึ่งนามธรรมเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในศิลปะของภูทิป

ภูทิป จันทรักษาเกาะสีชมพู (Pinky Island)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 50 x 90 ซม.

สิ่งที่โดดเด่นและเป็นเสน่ห์หลักในผลงานศิลปะของภูทิปคือการถ่ายทอดมาในรูปแบบ Expressionism ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะอเมริกัน โดยเฉพาะจากศิลปินอย่าง แจ็คสัน พอลล็อก นอกจากนี้มีการใช้ฝีแปรงที่รุนแรง และรูปทรง ที่บิดเบี้ยวไปจากรูปทรงธรรมชาติ ภูทิปได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานที่มาจากจิตใต้สำนึก ภูทิปยังได้รับอิทธิพลจากจิตรกรรูปลักษณ์ชาวไอริชอย่าง ฟรานซิส เบคอน ที่ใช้เทคนิคในการสร้างงานศิลปะอันหลากหลาย เช่น การปล่อยให้สีเคลื่อนไหวอย่างอิสระ การสะบัดพู่กัน โดยศิลปินทั้งสองมีอิทธิพลต่อภูทิปเป็นอย่างมากในฐานะศิลปินใหม่สร้างชื่อเสียงของตนเอง

นิทรรศการ ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก”

นิทรรศการ ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก”  ตั้งต้นมาจากการทบทวนภูมิทัศน์ของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงทศวรรษ 2000 ช่วงเวลาที่มักจะถูกกล่าวถึงในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้น เรื่อยมาจนกระทั่งถึงขณะที่กล่าวกันว่าศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยพุ่งถึงจุดสูงสุด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมหาศาล ราวกับก่อให้เกิด “รอยแยก” ต่างๆ ในโลกศิลปะไทยที่ยังส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน จากการท้าทายโครงสร้างอำนาจทางศิลปะในเชิงสถาบันและในเชิงปฏิบัติการทางศิลปะ ทั้งด้วยการสร้างพื้นที่ศิลปะอิสระ การเชื่อมต่อกับเครือข่ายศิลปะข้ามชาติ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสรรค์ผลงานแหวกขนบจากศิลปินหัวก้าวหน้าในขณะนั้น นิทรรศการนี้รวบรวมปฏิบัติการทางศิลปะและวิธีคิดเกี่ยวเนื่องที่ผลิตและปรากฏขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลงานศิลปะที่รวบรวมอยู่ในนิทรรศการส่วนหนึ่งเป็นการคัดสรรผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ภาพถ่าย และวิดีโออาร์ต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือหลักฐานของการแสดงผลงานศิลปะที่ได้รับการบันทึกไว้ จากผลงานของศิลปินไทย 13 ท่าน ทั้งที่จบการศึกษาศิลปะในประเทศและต่างประเทศ  ผลงานศิลปะที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาสำคัญนี้เป็นตัวแทนของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่แห่งยุคสมัย อันเปรียบได้กับการประกาศการเข้าสู่ภาวะหลังสมัยใหม่ในทางศิลปะ ทั้งการเลือกใช้วัสดุในการผลิตผลงานที่แปลกออกไป ไม่ว่าจะเป็น สิ่งของเหลือใช้และวัสดุสำเร็จรูป รวมถึงการใช้ร่างกายของศิลปินเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง และการใช้สื่อศิลปะสมัยใหม่เพื่อสร้างผลงานด้วยเทคนิควิธีและรูปแบบที่ต่างไปจากขนบดั้งเดิม ตลอดจนในเชิงเนื้อหา ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงตั้งคำถามกับคุณค่าทางศิลปะแบบจารีตและกรอบคิดว่าด้วยความงามของศิลปะที่สมบูรณ์แบบและมีแบบแผน ในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์คุณค่าทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับเส้นแบ่งพรมแดนทางความหมาย ช่วงชั้นและลำดับชั้น ตลอดจนประเด็นเรื่องเพศภาวะ เป็นต้น  

นิทรรศการชักชวนให้ผู้ชมสำรวจปฏิบัติการศิลปะอันหลากหลาย ทั้งยังนำเสนอเครือข่ายของผู้คน องค์กร และกิจกรรมต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผ่านผลงานและการจัดแสดงที่จำลองสภาวะของการเผชิญหน้า ความแปลกแยก กระทั่งการเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างไม่ลงรอย แม้ผลงานที่คัดสรรมานี้จะถูกจัดวางอยู่ในระนาบเดียวกันทางเวลา แต่ผลงานศิลปะเหล่านี้ต่างก็สร้าง “รอยแยก” ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งต่างเวลา ต่างความหมาย และบางครั้งก็ซ้อนทับกัน ขณะที่บางครั้งก็ดำเนินไปอย่างคู่ขนานกันตามปฏิบัติการทางศิลปะของศิลปินแต่ละท่าน การหันกลับไปทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจึงไม่ได้มุ่งจะสร้างภาพความเข้าใจของสิ่งที่อุบัติขึ้นในโลกศิลปะไทยทั้งหมดในภาพรวม  ทว่าต้องการเสนอการกลับไปทำความเข้าใจช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ระยะใกล้จากจุดยืนของปัจจุบัน เพื่อพิจารณาใหม่ว่าจะสามารถเข้าใจยุคทองของโลกศิลปะร่วมสมัยไทยในฐานะที่เป็นช่วงเวลาแห่งรอยแยกที่นำไปสู่การแยกตัว การเกิดรอยเลื่อน และจุดแตกหักต่างๆ ได้อย่างไร  

ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 24 พฤศจิกายน 2562 นอกจากนิทรรศการแล้ว เพื่อทำความรู้จักยุคสมัยและปฏิบัติการทางศิลปะในช่วงเวลาที่ถือกันว่าสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของโลกศิลปะไทย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครจะจัดกิจกรรมสาธารณะ ทั้งการประชุมเชิงปฏิบัติการ การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับศิลปิน และการเสวนาทางวิชาการ ตลอดทั้งช่วงเวลาของนิทรรศการ 

“ไลก้า” จัด นิทรรศการ Life by Film by Nobuyoshi Araki มองโลกในแบบ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพญี่ปุ่นชื่อดัง

สร้างสรรค์นิทรรศการภาพถ่ายหลากหลายสไตล์จากช่างภาพระดับโลก และช่างภาพชาวไทย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้คนรักการถ่ายภาพได้มาอวดฝีมือจนก้าวสู่ปีที่ 2 สำหรับ Leica Gallery Bangkok (ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อก) ภายใต้การบริหารของ ดนัย สรไกรกิติกูล ผู้บริหาร ALIST (เอลิส) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Leica Camera Thailand (ไลก้า คาเมร่า ไทยแลนด์) และล่าสุดได้จัดงานเปิด นิทรรศการ Life by Film by Nobuyoshi Araki (ไลฟ์ บาย ฟิล์ม บาย โนบุโยชิ อารากิ) ผลงานการถ่ายภาพของ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพชื่อดังผู้ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ศิลปินชาวญี่ปุ่น ในวัย 79 ปี โดย โนบุโยชิ อารากิ ได้รังสรรค์ผลงานชิ้นใหม่จำนวน 30 ภาพ ผ่านกล้อง Leica M7 เพื่อแฟนๆ ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อกโดยเฉพาะ ทั้งนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ฮิซาโกะ โมะโตะโอะ คิวเรเตอร์ผู้เปรียบเสมือนมือขวาที่ร่วมงานกับ โนบุโยชิ อารากิ มากว่า 30 ปี ให้เกียรติมาร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศคับคั่งไปด้วยเหล่าคนดัง อาทิ ต่อ สันติศิริ, เพชร โอสถานุเคราะห์, ภาณุ อิงคะวัต, กุลวิทย์ เลาสุขศรี, พัชทรี ภักดีบุตร, เจย์ สเปนเซอร์, วสันต์ ผึ่งประเสริฐ, ศุภลักษณ์ ตัณฑาภิชาติ, ปิยทัต เหมทัต, ศุภลักษณ์ ตัณฑาภิชาติ, วิรุนันท์ ชิตเดชะ, จิตติมา วรรธนะสิน, บรม พิจารณ์จิตร, ณลิตา อิสสระชัยยศ, ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์, ณัฐรัตน์ ภิญญาวัธน์, อัครรัฐ วรรณรัตน์, จงกล – วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์, อัญชิสา วัชรพล, กานต์ จาติกวณิช ที่ต่างพร้อมใจกันมาร่วมงาน ณ Leica Gallery Bangkok ชั้น 2 เกษร วิลเลจ เมื่อวันพุธที่ 28 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งทาง Leica Gallery Bangkok ได้จัดทำสินค้าสำหรับแฟนๆ ของอารากิโดยเฉพาะ โดยมีการนำฝีแปรงของอารากิที่เขียนคำว่า “อะ รา คี” มาออกแบบเป็นเสื้อให้สะสมถึง 3 แบบ นอกจากนี้ยังมีโปสเตอร์นิทรรศการ 2 แบบ และหนังสือรวมภาพจากนิทรรศการ Life by Film กับ 30 ภาพใหม่ที่ศิลปินรังสรรค์เพื่อการแสดงงานที่นี้โดยเฉพาะ เปิดให้ได้จับจองกันในงาน

ผู้สนใจสามารถร่วมชม Life by Film by Nobuyoshi Araki นิทรรศการภาพถ่ายของ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพชื่อดังชาวญี่ปุ่น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 27 พฤศจิกายน 2562 ที่ Leica Gallery Bangkok ชั้น 2 เกษร วิลเลจ ตั้งแต่ 10.00 -20.00 น. ติดตามรายละเอียดได้ทาง www.facebook.com/leicagallerybangkok

#leicagallerybangkok #lifebyfilm #nobuyoshiaraki #araki #hisakomotoo #obk #photobangkok

นิทรรศการ Art of Element & Therapy ศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด

ประเทศไทยมีนักศิลปะบำบัดจำนวนหนึ่งที่ทำงานด้านวิชาชีพ และปัจจุบันสังคมก็เปิดกว้างกับการนิยามคำว่า “บำบัด” บนความเข้าใจที่หลากหลาย “ศิลปะบำบัด” เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีตัวตนมานานนับร้อยปีทั้งในซีกโลกตะวันตกและตะวันออก การที่นิทรรศการนี้นำศิลปะบำบัดในทางการแพทย์มาหลอมรวมกับโลกศิลปะที่เป็นหนทางเดินในมิติด้านใน จึงนับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของความรู้แจ้งครั้งสำคัญ

นิทรรศการศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด “Art of Element & Therapy” จะพาทุกท่านไปสัมผัสกับประสบการณ์ทางด้านศิลปะและการบำบัด โดยมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจในทัศนธาตุของโลกศิลปะ มวลธาตุแห่งมนุษย์ และธาตุการบำบัดที่สร้างเหตุและปัจจัยต่อการทำศิลปะบำบัด โดยการนำเสนอแนวคิดต่าง ๆ ของศิลปะบำบัด กระบวนการในการบำบัด อาการและโรคที่เกี่ยวข้อง ผลจากการบำบัด ตลอดจนผลงานศิลปะที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคมและส่งเสริมพลังด้านสุนทรียภาพ เพื่อสร้างสังคมที่อุดมด้วยความดี ความงาม และความจริง รวมทั้งทำให้เห็นว่าศิลปะสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชีวิต และดูแลสังคมในมิติต่าง ๆ ผ่านผลงานศิลปะ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง และวีดิทัศน์ได้

นิทรรศการครั้งนี้ประกอบด้วยผลงานที่นำเสนอโดยนักศิลปะบำบัดและศิลปิน ได้แก่ เดชา เตียงเกตุ, อภิสิรี จรัลชวนะเพท, สมลักษณ์ ปันติบุญ, นิติ วัตุยา,ยุทธิ์ สุริพงศ์,มนต์ วัฒนศิริโรจน์, จารุนันท์ พันธชาติ, ดุจดาว วัฒนปกรณ์, โจเซฟ ซามูดิโอ, ปรัชญพร วรนันท์, อรทิพ นิมกาญจน์นนท์, ณิชา หลีหเจริญกุล, ชนาภัณฑ์ ธรรมรัฐ, ศราวุฒิ กวีธรรมวงษ์, วิชภา มีทองคลัง, ฤทธิชัย สิริประสิทธิ์พงศ์, วิสาขา ไผ่งาม, สพรั่งพร ชยานุภัทร์กุล, สาธิต สร้อยทองเจริญ, ศุภลักษณ์ ตงศิริ, บรรจงศรี พันธ์เหลา, รติรมย์ ชวิตรานุรักษ์, จุฑามาศ สกุลธราธร, นุกูล คำเลิศ, อภิสิทธิ์ น้าวประจุล, สมพล คาดสนิท, สุพัฒนา วิริยะสุมน, ปรัชญาภรณ์ ไชยสวัสดิ์, มูลนิธิเอ็มโอเอไทย, สตูดิโอศิลปะด้านใน และรายการทุ่งแสงตะวัน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เปิดให้ผู้ชมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ดังนี้

กิจกรรม Special Tour #1 ในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์ ร่วมกับ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
กิจกรรม Exhibition Workshop #1 “Music” ในวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2562
โดย คุณภัชชพร ชาญวิเศษ นักดนตรีบำบัด
กิจกรรม Exhibition Workshop #2 “Painting” ในวันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์
กิจกรรม Special Tour #2 ในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์ ร่วมกับ รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี

การแสดงสด

Arts Therapy Performance: การแสดงสดจำลองสภาวการณ์ในห้องศิลปะบำบัด
เปิดการแสดง วันที่ 7 กันยายน – 13 ตุลาคม 2562 (ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์) ทั้งหมด 12 รอบ
จำหน่ายบัตรเข้าชม ราคา 350 บาท
สำรองที่นั่ง หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
B-FLOOR THEATRE โทร.094 – 494 5104 (เวลา 11.00-18.00 น.)

นิทรรศการศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด
จัดแสดง วันที่ 16 สิงหาคม – 3 พฤศจิกายน 2562

“จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ ชุด หุ่นกระบอก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ”

นิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 2 ชุด “หุ่นกระบอก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ” ของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช 2532 เป็นการแสดงนิทรรศการ ครั้งสำคัญ ที่รวบรวมผลงานจากการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง “สามก๊ก” ตอนโจโฉแตกทัพเรือ เมื่อครั้งปี พ.ศ.2532 ซึ่งจะครบรอบ 30 ปีในปีนี้ ไว้ได้อย่างครบถ้วน

ผลงานหุ่นกระบอกชุดนี้ล้วนมีความวิจิตรอลังการ ถือเป็นศิลปกรรม ของชาติที่ล้ำค่าหาชมได้ยากยิ่งและไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ผลงานซึ่งอยู่ในความทรงจำที่ประทับใจอันงดงาม ของทุกคนในครั้งนั้น และมูลนิธิฯ ได้นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ อาทิ หุ่นกระบอก สามพี่น้อง ร่วมสาบานคือกวนอู เล่าปี่ เตียวหุย จิวยี่นายทัพใหญ่ จูล่ง หุ่นตัวนางบิฮูหยิน ไต้เกี้ยว เสียวเกี้ยว ตลอดจนกลุ่ม นางระบำนางกำนัลทรงเครื่องศิราภรณ์ ต่างๆ รวมแล้ว 80 หุ่น

นอกจากนี้ยังมีฉากใหญ่สองผืน เรือมังกรโจโฉและเรือรบ เรือเสบียง เรือประทุน รวม 6 ลำ ที่คิดค้นกลไกขณะไฟกำลังลุกไหม้เป็นเรือทะเลเพลิงได้อย่างสมจริง มีซุ้มประตูม่านปักลายมังกรหงส์ รวมทั้งเครื่องประกอบฉากทุกชิ้นที่ใช้ในการแสดงครั้งนั้น อีกทั้งขบวนม้า ฉากจิตรกรรมจีนยืนเรื่องขนาดใหญ่ฝีมือเขียน ของอาจารย์จักรพันธุ์ เพียงท่านเดียวทั้งผืน

นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายและข้อมูลเบื้องหลังการเตรียมงานแสดงอัน สำคัญที่หาชมยาก อาทิ ภาพร่าง การออกแบบลายปัก ผังการแสดง ที่เก็บรักษาไว้ไม่เคยนำออกมาเผยแพร่มาก่อน การจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ณ มูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต (ถนนเอกมัย)ครั้งนี้ จึงนับเป็นการธำรงเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมและสืบทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจจะได้รับประโยชน์จากการศึกษาวิชาความรู้ทางศิลปะ ตลอดจนแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปกรรมของครูบาอาจารย์ผู้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เรียนเชิญทุกท่านร่วมชมนิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 2 นี้ ตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม 2562 – วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 สามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวัน (ไม่มีวันหยุด) ตั้งแต่ เวลา 13.00 น. – 16.30 น.

ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เลขที่ 49/1 ถนนสุขุมวิท 63 (ซอยเอกมัย) เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่
เบอร์โทร 02-392-7754 หรือ 087-332-5467