ที่พำนักของจินตนาการ (Imagination Sanctuary) นิทรรศการเดี่ยวของ ภูทิป จันทรักษา

ริชาร์ต โคห์ โปรเจกต์ มีความยินดีที่จะนำเสนอนิทรรศการเดี่ยวของ ภูทิป จันทรักษา ในนิทรรศการที่มีชื่อว่า ‘ที่พำนักของจินตนาการ (Imagination Sanctuary)’ จะมีตั้งแต่วันที่ 7-21 กันยายน 2562 ศิลปินจะนำเสนอภาพวาด 6 ผลงานล่าสุดของเขา ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ

ภูทิป จันทรักษาหลังจากพระอาทิตย์ขึ้น (After Sunrise)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 54 x 70 ซม.

นิทรรศการ “ที่พำนักของจินตนาการ” โดย ภูทิป จันทรักษา เป็นการพูดถึงคำกล่าวที่ว่า ที่พำนักของจินตนาการ คือ “ชายขอบของความจริง” จากหนังสือ “ศิลปะแฟนตาสติก” โดย วอลเตอร์ ชูเรียน โดยคำว่า “ชายขอบ” ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่า “ชายขอบของความจริง” จึงสื่อความหมายได้มากมาย เช่น ความจริงอันไม่เป็นที่ยอมรับหรือยากที่จะยอมรับ ในนิทรรศกาของเขา ภูทิปดัดแปลง และทำให้ความเหมือนจริงตามธรรมชาติ นั้นบิดเบี้ยวไปจากเดิม ซึ่งเปรียบเสมือนชายขอบของความจริง โดยภูทิปลดทอนความ เหมือนจริงลงให้เหลือเพียงรูปร่าง รูปทรง ในการลดทอน ความ เหมือนจริงของวัตถุนั้นลง แต่ยังสร้างอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายให้เกิดขึ้นใน งานศิลปะของเขาด้วย

ภูทิป จันทรักษาความพร่ามัว (Blurry)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 68 x 42 ซม

เมื่อกล่าวถึงคำาว่า “ที่พำนักของจินตนาการ” อาจสื่อได้ว่าในจินตนาการมีความจริงหลักเป็น พื้นฐานความคิดอยู่ หรือมีขอบเขตของสังคมที่ควบคุมความเป็นจริงศิลปินจึง ต้องการนำเสนอจินตนาการที่เป็นชายขอบของความจริงออกมาในรูปแบบงานศิลปะ เพื่อ ให้เป็นที่อยู่ของความจริงชายขอบดังกล่าว ดังนั้นนิทรรศการนี้จึงเป็นการ ถามถึงที่พำนักสำหรับจินตนาการ คือพื้นที่ใด อาจจะเป็นเฟรมผ้าใบที่ศิลปินถ่ายทอด จินตนาการลงไป หรือผู้ชมที่ใช้จินตนาการเพื่อรับชมงานศิลปะในนิทรรศการนี้

ภูทิป จันทรักษาภายนอกห้องนั่งเล่น (Outside The Living Room)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 40×100 ซม.

รูปทรงของภาพวาดภูทิปมีทั้งรูปแบบที่คุ้นเคย และแปลกปลอม กลายร่างมาจากความรวดเร็วในเทคนิคการปัดแปรงสี ที่จับภาวะจิตใจของศิลปินในขณะกำลังสร้างผลงาน สีสันยังคงทำหน้าทีสำคัญสำหรับศิลปะของเขา และยังใช้พรรณาความคิดบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นจริง โดยเฉพาะสีเข้มและสีสด ได้ถูกใช้ให้กระตุ้น ‘จินตนาการ’ ของผู้ชม แนวคิดดังกล่าวสนับสนุนให้เข้าใจได้ว่า รูปทรงลักษณะในแบบ ประติมากรรมกึ่งนามธรรมเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในศิลปะของภูทิป

ภูทิป จันทรักษาเกาะสีชมพู (Pinky Island)
ปี พ.ศ. 2562
เทคนิค: ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ
ขนาด 50 x 90 ซม.

สิ่งที่โดดเด่นและเป็นเสน่ห์หลักในผลงานศิลปะของภูทิปคือการถ่ายทอดมาในรูปแบบ Expressionism ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะอเมริกัน โดยเฉพาะจากศิลปินอย่าง แจ็คสัน พอลล็อก นอกจากนี้มีการใช้ฝีแปรงที่รุนแรง และรูปทรง ที่บิดเบี้ยวไปจากรูปทรงธรรมชาติ ภูทิปได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานที่มาจากจิตใต้สำนึก ภูทิปยังได้รับอิทธิพลจากจิตรกรรูปลักษณ์ชาวไอริชอย่าง ฟรานซิส เบคอน ที่ใช้เทคนิคในการสร้างงานศิลปะอันหลากหลาย เช่น การปล่อยให้สีเคลื่อนไหวอย่างอิสระ การสะบัดพู่กัน โดยศิลปินทั้งสองมีอิทธิพลต่อภูทิปเป็นอย่างมากในฐานะศิลปินใหม่สร้างชื่อเสียงของตนเอง

นิทรรศการ ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก”

นิทรรศการ ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก”  ตั้งต้นมาจากการทบทวนภูมิทัศน์ของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงทศวรรษ 2000 ช่วงเวลาที่มักจะถูกกล่าวถึงในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้น เรื่อยมาจนกระทั่งถึงขณะที่กล่าวกันว่าศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยพุ่งถึงจุดสูงสุด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมหาศาล ราวกับก่อให้เกิด “รอยแยก” ต่างๆ ในโลกศิลปะไทยที่ยังส่งอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน จากการท้าทายโครงสร้างอำนาจทางศิลปะในเชิงสถาบันและในเชิงปฏิบัติการทางศิลปะ ทั้งด้วยการสร้างพื้นที่ศิลปะอิสระ การเชื่อมต่อกับเครือข่ายศิลปะข้ามชาติ  และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสรรค์ผลงานแหวกขนบจากศิลปินหัวก้าวหน้าในขณะนั้น นิทรรศการนี้รวบรวมปฏิบัติการทางศิลปะและวิธีคิดเกี่ยวเนื่องที่ผลิตและปรากฏขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ผลงานศิลปะที่รวบรวมอยู่ในนิทรรศการส่วนหนึ่งเป็นการคัดสรรผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ภาพถ่าย และวิดีโออาร์ต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือหลักฐานของการแสดงผลงานศิลปะที่ได้รับการบันทึกไว้ จากผลงานของศิลปินไทย 13 ท่าน ทั้งที่จบการศึกษาศิลปะในประเทศและต่างประเทศ  ผลงานศิลปะที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาสำคัญนี้เป็นตัวแทนของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่แห่งยุคสมัย อันเปรียบได้กับการประกาศการเข้าสู่ภาวะหลังสมัยใหม่ในทางศิลปะ ทั้งการเลือกใช้วัสดุในการผลิตผลงานที่แปลกออกไป ไม่ว่าจะเป็น สิ่งของเหลือใช้และวัสดุสำเร็จรูป รวมถึงการใช้ร่างกายของศิลปินเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง และการใช้สื่อศิลปะสมัยใหม่เพื่อสร้างผลงานด้วยเทคนิควิธีและรูปแบบที่ต่างไปจากขนบดั้งเดิม ตลอดจนในเชิงเนื้อหา ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงตั้งคำถามกับคุณค่าทางศิลปะแบบจารีตและกรอบคิดว่าด้วยความงามของศิลปะที่สมบูรณ์แบบและมีแบบแผน ในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์คุณค่าทางวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับเส้นแบ่งพรมแดนทางความหมาย ช่วงชั้นและลำดับชั้น ตลอดจนประเด็นเรื่องเพศภาวะ เป็นต้น  

นิทรรศการชักชวนให้ผู้ชมสำรวจปฏิบัติการศิลปะอันหลากหลาย ทั้งยังนำเสนอเครือข่ายของผู้คน องค์กร และกิจกรรมต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผ่านผลงานและการจัดแสดงที่จำลองสภาวะของการเผชิญหน้า ความแปลกแยก กระทั่งการเคลื่อนตัวออกจากกันอย่างไม่ลงรอย แม้ผลงานที่คัดสรรมานี้จะถูกจัดวางอยู่ในระนาบเดียวกันทางเวลา แต่ผลงานศิลปะเหล่านี้ต่างก็สร้าง “รอยแยก” ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งต่างเวลา ต่างความหมาย และบางครั้งก็ซ้อนทับกัน ขณะที่บางครั้งก็ดำเนินไปอย่างคู่ขนานกันตามปฏิบัติการทางศิลปะของศิลปินแต่ละท่าน การหันกลับไปทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตจึงไม่ได้มุ่งจะสร้างภาพความเข้าใจของสิ่งที่อุบัติขึ้นในโลกศิลปะไทยทั้งหมดในภาพรวม  ทว่าต้องการเสนอการกลับไปทำความเข้าใจช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ระยะใกล้จากจุดยืนของปัจจุบัน เพื่อพิจารณาใหม่ว่าจะสามารถเข้าใจยุคทองของโลกศิลปะร่วมสมัยไทยในฐานะที่เป็นช่วงเวลาแห่งรอยแยกที่นำไปสู่การแยกตัว การเกิดรอยเลื่อน และจุดแตกหักต่างๆ ได้อย่างไร  

ปฏิบัติการศิลปะไทยร่วมสมัยใน “รอยแยก” เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม – 24 พฤศจิกายน 2562 นอกจากนิทรรศการแล้ว เพื่อทำความรู้จักยุคสมัยและปฏิบัติการทางศิลปะในช่วงเวลาที่ถือกันว่าสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของโลกศิลปะไทย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครจะจัดกิจกรรมสาธารณะ ทั้งการประชุมเชิงปฏิบัติการ การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับศิลปิน และการเสวนาทางวิชาการ ตลอดทั้งช่วงเวลาของนิทรรศการ 

“ไลก้า” จัด นิทรรศการ Life by Film by Nobuyoshi Araki มองโลกในแบบ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพญี่ปุ่นชื่อดัง

สร้างสรรค์นิทรรศการภาพถ่ายหลากหลายสไตล์จากช่างภาพระดับโลก และช่างภาพชาวไทย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้คนรักการถ่ายภาพได้มาอวดฝีมือจนก้าวสู่ปีที่ 2 สำหรับ Leica Gallery Bangkok (ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อก) ภายใต้การบริหารของ ดนัย สรไกรกิติกูล ผู้บริหาร ALIST (เอลิส) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Leica Camera Thailand (ไลก้า คาเมร่า ไทยแลนด์) และล่าสุดได้จัดงานเปิด นิทรรศการ Life by Film by Nobuyoshi Araki (ไลฟ์ บาย ฟิล์ม บาย โนบุโยชิ อารากิ) ผลงานการถ่ายภาพของ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพชื่อดังผู้ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ศิลปินชาวญี่ปุ่น ในวัย 79 ปี โดย โนบุโยชิ อารากิ ได้รังสรรค์ผลงานชิ้นใหม่จำนวน 30 ภาพ ผ่านกล้อง Leica M7 เพื่อแฟนๆ ไลก้า แกลเลอรี่ แบงค็อกโดยเฉพาะ ทั้งนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ฮิซาโกะ โมะโตะโอะ คิวเรเตอร์ผู้เปรียบเสมือนมือขวาที่ร่วมงานกับ โนบุโยชิ อารากิ มากว่า 30 ปี ให้เกียรติมาร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศคับคั่งไปด้วยเหล่าคนดัง อาทิ ต่อ สันติศิริ, เพชร โอสถานุเคราะห์, ภาณุ อิงคะวัต, กุลวิทย์ เลาสุขศรี, พัชทรี ภักดีบุตร, เจย์ สเปนเซอร์, วสันต์ ผึ่งประเสริฐ, ศุภลักษณ์ ตัณฑาภิชาติ, ปิยทัต เหมทัต, ศุภลักษณ์ ตัณฑาภิชาติ, วิรุนันท์ ชิตเดชะ, จิตติมา วรรธนะสิน, บรม พิจารณ์จิตร, ณลิตา อิสสระชัยยศ, ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์, ณัฐรัตน์ ภิญญาวัธน์, อัครรัฐ วรรณรัตน์, จงกล – วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์, อัญชิสา วัชรพล, กานต์ จาติกวณิช ที่ต่างพร้อมใจกันมาร่วมงาน ณ Leica Gallery Bangkok ชั้น 2 เกษร วิลเลจ เมื่อวันพุธที่ 28 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งทาง Leica Gallery Bangkok ได้จัดทำสินค้าสำหรับแฟนๆ ของอารากิโดยเฉพาะ โดยมีการนำฝีแปรงของอารากิที่เขียนคำว่า “อะ รา คี” มาออกแบบเป็นเสื้อให้สะสมถึง 3 แบบ นอกจากนี้ยังมีโปสเตอร์นิทรรศการ 2 แบบ และหนังสือรวมภาพจากนิทรรศการ Life by Film กับ 30 ภาพใหม่ที่ศิลปินรังสรรค์เพื่อการแสดงงานที่นี้โดยเฉพาะ เปิดให้ได้จับจองกันในงาน

ผู้สนใจสามารถร่วมชม Life by Film by Nobuyoshi Araki นิทรรศการภาพถ่ายของ โนบุโยชิ อารากิ ช่างภาพชื่อดังชาวญี่ปุ่น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 27 พฤศจิกายน 2562 ที่ Leica Gallery Bangkok ชั้น 2 เกษร วิลเลจ ตั้งแต่ 10.00 -20.00 น. ติดตามรายละเอียดได้ทาง www.facebook.com/leicagallerybangkok

#leicagallerybangkok #lifebyfilm #nobuyoshiaraki #araki #hisakomotoo #obk #photobangkok

นิทรรศการ Art of Element & Therapy ศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด

ประเทศไทยมีนักศิลปะบำบัดจำนวนหนึ่งที่ทำงานด้านวิชาชีพ และปัจจุบันสังคมก็เปิดกว้างกับการนิยามคำว่า “บำบัด” บนความเข้าใจที่หลากหลาย “ศิลปะบำบัด” เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีตัวตนมานานนับร้อยปีทั้งในซีกโลกตะวันตกและตะวันออก การที่นิทรรศการนี้นำศิลปะบำบัดในทางการแพทย์มาหลอมรวมกับโลกศิลปะที่เป็นหนทางเดินในมิติด้านใน จึงนับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของความรู้แจ้งครั้งสำคัญ

นิทรรศการศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด “Art of Element & Therapy” จะพาทุกท่านไปสัมผัสกับประสบการณ์ทางด้านศิลปะและการบำบัด โดยมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจในทัศนธาตุของโลกศิลปะ มวลธาตุแห่งมนุษย์ และธาตุการบำบัดที่สร้างเหตุและปัจจัยต่อการทำศิลปะบำบัด โดยการนำเสนอแนวคิดต่าง ๆ ของศิลปะบำบัด กระบวนการในการบำบัด อาการและโรคที่เกี่ยวข้อง ผลจากการบำบัด ตลอดจนผลงานศิลปะที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคมและส่งเสริมพลังด้านสุนทรียภาพ เพื่อสร้างสังคมที่อุดมด้วยความดี ความงาม และความจริง รวมทั้งทำให้เห็นว่าศิลปะสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชีวิต และดูแลสังคมในมิติต่าง ๆ ผ่านผลงานศิลปะ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง และวีดิทัศน์ได้

นิทรรศการครั้งนี้ประกอบด้วยผลงานที่นำเสนอโดยนักศิลปะบำบัดและศิลปิน ได้แก่ เดชา เตียงเกตุ, อภิสิรี จรัลชวนะเพท, สมลักษณ์ ปันติบุญ, นิติ วัตุยา,ยุทธิ์ สุริพงศ์,มนต์ วัฒนศิริโรจน์, จารุนันท์ พันธชาติ, ดุจดาว วัฒนปกรณ์, โจเซฟ ซามูดิโอ, ปรัชญพร วรนันท์, อรทิพ นิมกาญจน์นนท์, ณิชา หลีหเจริญกุล, ชนาภัณฑ์ ธรรมรัฐ, ศราวุฒิ กวีธรรมวงษ์, วิชภา มีทองคลัง, ฤทธิชัย สิริประสิทธิ์พงศ์, วิสาขา ไผ่งาม, สพรั่งพร ชยานุภัทร์กุล, สาธิต สร้อยทองเจริญ, ศุภลักษณ์ ตงศิริ, บรรจงศรี พันธ์เหลา, รติรมย์ ชวิตรานุรักษ์, จุฑามาศ สกุลธราธร, นุกูล คำเลิศ, อภิสิทธิ์ น้าวประจุล, สมพล คาดสนิท, สุพัฒนา วิริยะสุมน, ปรัชญาภรณ์ ไชยสวัสดิ์, มูลนิธิเอ็มโอเอไทย, สตูดิโอศิลปะด้านใน และรายการทุ่งแสงตะวัน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เปิดให้ผู้ชมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ ดังนี้

กิจกรรม Special Tour #1 ในวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์ ร่วมกับ นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
กิจกรรม Exhibition Workshop #1 “Music” ในวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2562
โดย คุณภัชชพร ชาญวิเศษ นักดนตรีบำบัด
กิจกรรม Exhibition Workshop #2 “Painting” ในวันเสาร์ที่ 21 กันยายน 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์
กิจกรรม Special Tour #2 ในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2562
โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ภัณฑารักษ์ ร่วมกับ รศ.นพ. สุริยเดว ทรีปาตี

การแสดงสด

Arts Therapy Performance: การแสดงสดจำลองสภาวการณ์ในห้องศิลปะบำบัด
เปิดการแสดง วันที่ 7 กันยายน – 13 ตุลาคม 2562 (ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์) ทั้งหมด 12 รอบ
จำหน่ายบัตรเข้าชม ราคา 350 บาท
สำรองที่นั่ง หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
B-FLOOR THEATRE โทร.094 – 494 5104 (เวลา 11.00-18.00 น.)

นิทรรศการศิลปะแห่งเหตุปัจจัยและการบำบัด
จัดแสดง วันที่ 16 สิงหาคม – 3 พฤศจิกายน 2562

“จักรพันธุ์ โปษยกฤตนิทรรศการ ชุด หุ่นกระบอก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ”

นิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 2 ชุด “หุ่นกระบอก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ” ของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช 2532 เป็นการแสดงนิทรรศการ ครั้งสำคัญ ที่รวบรวมผลงานจากการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง “สามก๊ก” ตอนโจโฉแตกทัพเรือ เมื่อครั้งปี พ.ศ.2532 ซึ่งจะครบรอบ 30 ปีในปีนี้ ไว้ได้อย่างครบถ้วน

ผลงานหุ่นกระบอกชุดนี้ล้วนมีความวิจิตรอลังการ ถือเป็นศิลปกรรม ของชาติที่ล้ำค่าหาชมได้ยากยิ่งและไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ผลงานซึ่งอยู่ในความทรงจำที่ประทับใจอันงดงาม ของทุกคนในครั้งนั้น และมูลนิธิฯ ได้นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ อาทิ หุ่นกระบอก สามพี่น้อง ร่วมสาบานคือกวนอู เล่าปี่ เตียวหุย จิวยี่นายทัพใหญ่ จูล่ง หุ่นตัวนางบิฮูหยิน ไต้เกี้ยว เสียวเกี้ยว ตลอดจนกลุ่ม นางระบำนางกำนัลทรงเครื่องศิราภรณ์ ต่างๆ รวมแล้ว 80 หุ่น

นอกจากนี้ยังมีฉากใหญ่สองผืน เรือมังกรโจโฉและเรือรบ เรือเสบียง เรือประทุน รวม 6 ลำ ที่คิดค้นกลไกขณะไฟกำลังลุกไหม้เป็นเรือทะเลเพลิงได้อย่างสมจริง มีซุ้มประตูม่านปักลายมังกรหงส์ รวมทั้งเครื่องประกอบฉากทุกชิ้นที่ใช้ในการแสดงครั้งนั้น อีกทั้งขบวนม้า ฉากจิตรกรรมจีนยืนเรื่องขนาดใหญ่ฝีมือเขียน ของอาจารย์จักรพันธุ์ เพียงท่านเดียวทั้งผืน

นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายและข้อมูลเบื้องหลังการเตรียมงานแสดงอัน สำคัญที่หาชมยาก อาทิ ภาพร่าง การออกแบบลายปัก ผังการแสดง ที่เก็บรักษาไว้ไม่เคยนำออกมาเผยแพร่มาก่อน การจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน ณ มูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต (ถนนเอกมัย)ครั้งนี้ จึงนับเป็นการธำรงเผยแพร่ ศิลปวัฒนธรรมและสืบทอดความรู้ให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจจะได้รับประโยชน์จากการศึกษาวิชาความรู้ทางศิลปะ ตลอดจนแนวทางการสร้างสรรค์ศิลปกรรมของครูบาอาจารย์ผู้ได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกในรอบ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เรียนเชิญทุกท่านร่วมชมนิทรรศการหมุนเวียนครั้งที่ 2 นี้ ตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ 18 สิงหาคม 2562 – วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 สามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวัน (ไม่มีวันหยุด) ตั้งแต่ เวลา 13.00 น. – 16.30 น.

ณ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต เลขที่ 49/1 ถนนสุขุมวิท 63 (ซอยเอกมัย) เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่
เบอร์โทร 02-392-7754 หรือ 087-332-5467

นิทรรศการศิลปะ In-Betweenness

โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) แลนด์มาร์คครบวงจรระดับโลกแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จัดงานเปิดตัวนิทรรศการศิลปะครั้งแรกภายใต้ชื่อ In-Betweenness เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” ในบริเวณย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ โดยมีแขกคนสำคัญที่มาร่วมงานเปิดนิทรรศการนี้ คือ ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ซู หลิน ซูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และจรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม โครงการวัน แบงค็อก การบอกเล่าผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบที่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพื้นที่ ตลอดจนภาพสะท้อนของความทรงจำที่อาจกระจัดกระจายหรือสูญหายไปตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้กลายเป็นความทรงจำร่วมชุดใหม่ ซึ่งจะคงอยู่ต่อไปผ่านผู้คนที่ผูกพันกับพื้นที่นับจากนี้

ในส่วนแรกของนิทรรศการ ทีมภัณฑารักษ์ของโครงการจัดแสดงภาพถ่ายขาวดำที่หาชมได้ยากจากฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งฟิล์มกระจกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นภาพฟิล์มกระจก 35,427 รายการ และภาพต้นฉบับ 50,000 รายการ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” ในปี พ.ศ. 2560

รูปภาพอันล้ำค่าเหล่านี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ในอดีต ตั้งแต่การก่อสร้างถนนตรงหรือชื่อปัจจุบันคือ ถนนพระรามที่สี่ ซึ่งเปลี่ยนโฉมทุ่งนาและไร่สวนอันห่างไกลให้กลายเป็นสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศ เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้านานาชาติ ไปจนถึงสวนสาธารณะสำหรับชาวเมือง นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่และการพัฒนาประเทศอีกด้วย ซึ่งภาพถ่ายขาวดำจากฟิล์มกระจกทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้จะนำช่วงเวลาอันเปี่ยมเสน่ห์กลับมาให้ผู้ชมได้สัมผัสอีกครั้ง

ในส่วนที่สองของนิทรรศการนั้นจัดแสดงผลงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นใหม่โดยศิลปินไทยชื่อดัง 3 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร รัฐ เปลี่ยนสุข และ นักรบ มูลมานัส ซึ่งเป็นการนำความทรงจำส่วนบุคคลที่มีต่อพื้นที่แห่งนี้มาตีความใหม่เป็นงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ และเฉลิมฉลองมรดกเชิงศิลปะและวัฒนธรรมไทยในบริบทที่ร่วมสมัย

โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร นำเสนอผลงานศิลปะขนาด 4×2 เมตร ชิ้นนี้ผสมผสานเทคนิคการลงสี ภาพพิมพ์ และการสลัก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของสวนลุมพินีจากความทรงจำของตัวศิลปินเอง “จิตรกรรมนี้แสดงตำนานบนพื้นที่สวนลุมพินีซึ่งกลายเป็นพื้นที่ของอดีตอันทรงคุณค่า ข้าพเจ้าจึงสร้างให้เป็นหนังสือเล่มใหญ่เสมือนคัมภีร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสวนแห่งนี้” ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุกล่าว

ส่วนรัฐ เปลี่ยนสุข ศิลปินและนักออกแบบร่วมสมัย ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบเชิงจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของหรือสถานที่ ได้นำเสนอประติมากรรมสมัยใหม่ที่สะท้อนถึงสายลมอันอ่อนโยนในฤดูหนาวที่พัดยอดรวงข้าวในทุ่งนาให้เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองอร่าม ถักทอจนเกิดเป็นตึกระฟ้าและบ้านเมืองสมัยใหม่ รัฐมุ่งถ่ายทอดความรู้สึกของเขาผ่านจิตวิญญาณของสถานที่แห่งนี้

และนักรบ มูลมานัสศิลปินคอลลาจที่กำลังมาแรง เพิ่มความท้าทายด้วยการก้าวออกจากรูปแบบงานสองมิติที่คุ้นเคย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิดีโอคอลลาจชิ้นแรกของตนเอง ด้วยการจำลองชาติ (การเกิด) และภพ (พื้นที่) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่แต่มักจะถูกละเลย นักรบหวังว่าการจำลองภาพของพวกเขา จะช่วยให้เกิดการจดจำถึงผู้คนที่มักจะไม่ได้อยู่ในความทรงจำ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำชุดใหม่ต่อไป

เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของผู้ชมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นิทรรศการในครั้งนี้ยังได้นำเสนอข้อมูลชุดพิเศษด้านประวัติศาสตร์ แนวคิดของแต่ละชิ้นงาน และประวัติของศิลปินด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังจะได้ชมภาพเบื้องหลังและสัมผัสฟีเจอร์เออาร์เสมือนจริงอีกด้วย (Augmented Reality)

นิทรรศการศิลปะ In-Betweenness ณ เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok) เปิดแสดงตั้งแต่ 09.00 – 17.00 น.
ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคมถึง 30 พฤศจิกายน 2562 เปิดให้ชมทุกวันเว้นวันอาทิตย์ (ไม่เสียค่าเข้าชม) www.onebangkok.com

เผยโฉม BVLGARI CHAMPS-ELYSEES BOUTIQUE

ถือเป็นบูติกที่ 5 ในปารีสของบุลการี บนทำเลที่ได้ชื่อว่าเป็นอเวนิวที่สวยที่สุดในโลก บนเลขที่ 136 avenue des Champs Elysées การตกแต่งในคอนเซ็ปต์ใหม่โดยนำเอาดีเอ็นเอของบูติกบุลการีที่ถนนคอนด็อตติ ในกรุงโรมอันเป็นร้านประวัติศาสตร์ของแบรนด์มาคลี่คลายในรูปแบบที่โมเดิร์นขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นผนังไม้ที่ตกแต่งด้วยคิ้วบัวผนังเป็นกรอบลายที่สวยงาม แต่ที่นี่เปลี่ยนเป็นผนังคอนกรีตปั้นปูนเป็นลวดลายเดียวกัน นอกจากนี้ยังใช้สีส้มแซฟฟรอนในส่วนของม่านมาช่วยเสริมบรรยากาศทำให้ห้องมีบรรยากาศที่อาบไปด้วยแสงสีส้มแซฟรอน แต่ส่วนที่โชว์เครื่องประดับและผลิตภัณฑ์จะมีการจัดวางแสงไฟส่องสว่างให้เหมือนแสงธรรมชาติที่สว่างจับตาเห็นสีของวัสดุที่แท้จริง ทำให้ได้เห็นความงดงามของเนื้อวัสดุต่างๆ รวมทั้งประกายของอัญมณีที่คัดสรรมาอย่างดีเลิศ

นอกจากจะพบกับดีไซน์ล่าสุดของ BVLGARI แล้ว ที่นี่ยังมี แหวน B.zero1 Collection 20th anniversary rings ที่ทำขั้นมาในวาระพิเศษ ในส่วนจัดแสดงนาฬิกาจะได้เห็นนาฬิกาบุลการีที่เปิดตัวใน Baselworld 2019 อาทิ Octo Finissimo Ceramic Automatic ใหม่ล่าสุด และนาฬิกา Serpenti Tubogasทำจากโรสโกลด์และสตีลประดับด้วยเพชรแบบ pavé dial ที่งดงามหรูหรา

นอกจากนี้ยังมีสร้อยคอ new Bvlgari Bvlgari sautoir ส่วนใครที่หลงใหลดีไซน์ Serpenti ที่นี่จะมีต่างหู new Serpenti Viper earrings และ คอลเล็กชั่นจิวเวลรีล่าสุดของบุลการีที่ชื่อ Fiorever jewellery collection ให้ชมด้วย ใครที่หลวใหลในงานดีไซน์ของ BVLGARI คงไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชม

#BVLGARI #HommesThailand

วัน แบงค็อก เปิดตัวนิทรรศการศิลปะ In-Betweenness นิทรรศการงานศิลป์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” และเป็นครั้งแรกที่ ศิลปินไทยชื่อดัง 3 ท่านร่วมกันจัดแสดงผลงานที่รังสรรค์ขึ้นใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) แลนด์มาร์คครบวงจรระดับโลกแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จัดงานเลี้ยงเปิดตัวนิทรรศการศิลปะครั้งแรกภายใต้ชื่อ In-Betweenness เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” ในบริเวณย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ ผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบที่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพื้นที่ ตลอดจนภาพสะท้อนของความทรงจำที่อาจกระจัดกระจายหรือสูญหายไปตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้กลายเป็นความทรงจำร่วมชุดใหม่ ซึ่งจะคงอยู่ต่อไปผ่านผู้คนที่ผูกพันกับพื้นที่นับจากนี้

งานเปิดตัวนิทรรศการศิลปะจัดขึ้นที่เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก โดยมีศิลปินแถวหน้าในวงการ ร่วมด้วยแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมดื่มด่ำไปกับค่ำคืนพิเศษแห่งงานศิลป์ อาทิ ศาสตราจารย์ถาวร โกอุดมวิทย์ คุณวีรพร นิติประภา ม.ล.ตรีนุช สิริวัฒนภักดี คุณจริยดี สเปนเซอร์ คุณชาย-คุณวรรณิศา วินิชบุตร คุณเนตร-คุณเชอรี่ จรัญวาศน์ และคุณจิตราภา เลิศทวีวิทย์

เพื่อจำลองความหลังขึ้นมาอีกครั้ง ในส่วนแรกของนิทรรศการ ทีมภัณฑารักษ์ของโครงการจัดแสดงภาพถ่ายขาวดำที่หาชมได้ยากจากฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งฟิล์มกระจกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นภาพฟิล์มกระจก 35,427 รายการ และภาพต้นฉบับ 50,000 รายการ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” ในปี พ.ศ. 2560

รูปภาพอันล้ำค่าเหล่านี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ในอดีต ตั้งแต่การก่อสร้างถนนตรงหรือชื่อปัจจุบันคือ ถนนพระรามที่สี่ ซึ่งเปลี่ยนโฉมทุ่งนาและไร่สวนอันห่างไกลให้กลายเป็นสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศ เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้านานาชาติ ไปจนถึงสวนสาธารณะสำหรับชาวเมือง นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่และการพัฒนาประเทศอีกด้วย ซึ่งภาพถ่ายขาวดำจากฟิล์มกระจกทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้จะนำช่วงเวลาอันเปี่ยมเสน่ห์กลับมาให้ผู้ชมได้สัมผัสอีกครั้ง

ศิลปิน: ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร, รัฐ เปลี่ยนสุข, นักรบ มูลมานัส
คัดเลือกโดย: ทีมงานศิลปะและวัฒนธรรม โครงการวัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok)
สถานที่: เดอะ พรีลูด โครงการ วัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok)
วันที่จัดแสดง: 1 สิงหาคม – 30 พฤศจิกายน 2562

นิทรรศการ ความงามนิรนาม

“ศิลปะ ART BRUT กำลังได้รับความสนใจและเผยแพร่สู่สาธารณะชนอย่างกว้างขวาง ภายใต้การส่งเสริมสวัสดิการด้านสังคมของรัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ศิลปะจึงมิได้ทำหน้าที่เพื่อศิลปะแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ศิลปะยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างกลมกลืน”
รศ.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย ประธานกรรมการมูลนิธิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

“บางครั้งความรู้ในเชิงทฤษฎีที่ผมเคยรู้ มันก็มากเกินกว่าที่จะสร้างงานศิลปะที่มีคุณภาพ ผมค้นพบว่า หลายครั้งเราควรปลดปล่อยให้ความเป็นมนุษย์ช่วยสร้างงานศิลปะด้วย…”
คุณสืบแสง แสงวชิระภิบาล ภัณฑารักษ์

“ผมใช้เวลามากกว่า 10 ปี เก็บรวบรวมรักษาผลงาน ART BRUT ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทั้งผลงานศิลปะที่สร้างแรงบันดาลใจและมีการใช้สีสันอันน่าทึ่งเพื่อแสดงตัวตน”
มิสเตอร์โยชิตากะ คาซาฮาระ ประธาน Non – Profit Organization Haretari Kumottari

ศิลปะอาร์ตบรูต (Art Brut) คือ ศิลปะที่สร้างสรรค์โดยกลุ่มศิลปินนอกกระแสนิยม อาทิ ผู้พิการ ผู้ต้องขัง ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาผ่านสถาบันศิลปะ และผู้สูงอายุ เป็นต้น ถือกำเนิดราวปี ค.ศ. 1945 โดย ศิลปิน ฌอง ดูบุฟเฟต์ (Jean Dubuffet) ศิลปะประเภทนี้มีลักษณะเด่นที่การสร้างสรรค์ผ่านอัตลักษณ์พิเศษ เช่น ความซื่อบริสุทธิ์ ความดิบ อิสรภาพ สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ และการไร้กฎเกณฑ์ นอกจากนี้ ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่ง คือ การอ้างถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่หลบหนีจากสังคมและวัฒนธรรมในช่วงเวลาดังกล่าว โดยอาศัยศักยภาพทางศิลปะในการแสดงออกผ่านวัตถุประสงค์จำเพาะ

ฌอง ดูบุฟเฟต์ กล่าวว่า “กลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจไม่พิจารณาตนเองเฉกเช่นเดียวกับศิลปิน และไม่กล่าวอ้างผลงานเหล่านั้นว่าเป็นศิลปะ ตนเองเป็นศูนย์กลางหรือการใช้ระบบ สัญชาตญาณภายในเป็นสาระสำคัญในการพิจารณากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอาร์ตบรูต”

นิทรรศการความงามนิรนาม (Thailand and Japan ART BRUT: Figure of Unknown Beauty) ในครั้งนี้ เป็นนิทรรศการอาร์ตบรูตขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น นำเสนอผลงานหลากหลายรูปแบบจากศิลปินชาวไทยและชาวญี่ปุ่น 51 คน ไม่ว่าจะเป็น งานจิตรกรรม ประติมากรรม เซรามิก หรือภาพถ่าย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 หัวข้อ ได้แก่

“การทำซ้ำ ความหนักแน่น และความกลมกลืน”
นำเสนอประเด็น “ความดิบ” ที่สะท้อนลักษณะเฉพาะของผลงานอาร์ตบรูต คือความสดใหม่และการแสดงออกที่หลั่งล้นออกมาจากภายใน

“นานาสิ่งจากชีวิตประจำวัน”
นำเสนอผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นจากวัสดุที่หาง่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะความพิเศษในการสร้างสรรค์วัสดุเหล่านั้น

“ความปรารถนาคือบ่อเกิดการสร้างสรรค์”
นำเสนอความคิดและแรงปรารถนาของผู้สร้างสรรค์ผลงาน

“ศิลปะที่เกิดจากความสัมพันธ์”
นำเสนอเบื้องหลังการสร้างผลงานและความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างและคนรอบตัว เนื่องจากหลายครั้งศิลปินอาร์ตบรูตไม่ได้ตั้งใจเปิดเผยผลงานของตน ผู้ที่เปิดเผยผลงานสู่โลกภายนอกจึงเป็นคนรอบตัวศิลปิน เช่น สมาชิกในครอบครัว หรือผู้สนับสนุนการจัดแสดง หัวข้อนี้จึงมุ่งไปที่การสื่อสารระหว่างผู้สร้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังและผู้ที่เปิดเผยผลงานสู่ภายนอก

“สู่มิติใหม่แห่งการสร้างสรรค์”
นำเสนอผลงานที่ศิลปินร่วมสมัยและผู้สร้างสรรค์ผลงาน อาร์ตบรูตได้ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดงานศิลปะรูปแบบใหม่ ๆ

นิทรรศการ ความงามนิรนาม จัดแสดงระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม – 3 พฤศจิกายน 2562
ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8 ในระหว่างที่นิทรรศการจัดแสดง มีกิจกรรมร่วมด้วยดังนี้

  1. วันเสาร์ที่ 20 และวันอาทิตย์ที่ 21กรกฎาคม 2562 เวลา 16.15 – 18.45 น.
    การแสดง Salsa Gum Tape & Zuiho Taiko
  2. วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2562 เวลา 18.30 – 20.00 น.
    กิจกรรมฉายภาพยนตร์เรื่อง Creation from the Obscure
  3. วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562 เวลา 14.00 – 16.00 น.
    กิจกรรมนำชมนิทรรศการ โดยภัณฑารักษ์ เซนะ คิโมะโตะ และสืบแสง แสงวชิระภิบาล
  4. วันศุกร์ที่ 18 – วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 – 16.00 น. (TBC)
    กิจกรรมเสวนา International Forum “Art Activities of Disabled People in Asia”

ตาฝาด: Reality as it isn’t นิทรรศการแสดงเดี่ยว โดย อัฐพร นิมมาลัยแก้ว

ชีวิตเป็นมากกว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ชีวิตเป็นเรื่องของการหาความสุขท่ามกลางความทุกข์ เป็นเรื่องของการสร้างความหมายจากสิ่งที่ไร้แก่นสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในท้ายที่สุดจะเผล็ดผลให้ เห็นจากเมล็ดพันธุ์ของกรรมที่เราได้เพาะไว้ด้วยการกระทําของเรา เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในคําสอน ทางพุทธศาสนา ในเรื่องของหลักกรรมวิบาก และสังขาร เมื่อถึงเวลาที่วิบากกรรมต่างๆได้ผลิ ดอกออกผล …ประสานตัวก่อเกิดเป็นโลกแห่งสมมติที่ความปรุงแต่งของเราสร้างขึ้นมา แต่โชค ร้ายที่สมมติสัจจะที่มนุษย์เราได้ปรุงแต่งขึ้นมานั้น ได้นําพาเราหลงผิดไป 

ในยุคปัจจุบัน ความแตกต่างทางสังคมระหว่างสังคมไทยในปัจจุบันกับในอดีตมีความแตกต่าง กันมากอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลกระทบมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว และได้มอบโลกแห่งความสะดวกสบายที่ไม่มีใดเทียมแก่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ทีวี โทรศัพท์ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจําวัน ซึ่งช่วยอํานวย ความสะดวกให้ชีวิตของเราราบรื่นขึ้น อย่างไรก็ดี ทุกอย่างย่อมมีสิ่งแลกเปลี่ยน ได้อย่างก็เสีย อย่าง เมื่อผู้คนคนพยายามที่จะมีทุกอย่าง แม้ว่าจะหมายถึง การเสี่ยงต่อการสูญเสียอิสรภาพ ทางวิญญาณของพวกเขาในช่วงที่เสพความพึงพอใจต่อวัตถุเหล่านั้น และนี่คือจุดสําคัญยิ่ง 

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ถือเป็นที่มาและสาระสําคัญในการสร้างสรรค์งานของศิลปิน อัฐพร นิม มาลัยแก้ว เพื่อสะท้อนถึงความวุ่นวายทางจิตใจอันเกิดจากความทุกข์ ที่มีรากเหง้ามาจากความ อยากหรือตัณหานั่นเอง 

“ตาฝาด: Reality as it isn’t” เป็นนิทรรศการแสดงเดี่ยว โดย อัฐพร นิมมาลัยแก้ว ณ ศุภโชค ดิ อาร์ท เซ็นเตอร์ ซึ่งศิลปินใช้เวลาถึง 2 ปีในการสร้างสรรค์ผลงาน ผลงานของอัฐพรได้สํารวจ ธรรมชาติของจิตใจที่อ่อนไหวต่อการตัดขาดจากตัณหาและโยงไปถึงพฤติกรรมอันก่อให้เกิดความสับสนของตัวตน รวมถึงการเกิดทุกข์และการปล่อยวาง 

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต คนเรามักจะใส่อารมณ์ไปในการสื่อสารกับความคิดของเราเอง เรา ได้ประสบกับเรื่องเหล่านี้มาตลอดแต่เราก็ไม่สามารถที่จะลดทอนความอ่อนไหวที่มีผลมาจา กอารมณ์ความรู้สึกของเราได้ ความยึดมั่นถือมั่น ความอยาก เงื่อนไข ความยึดติดของเรา มัน ได้พาเราเผชิญต่อความทุกข์ สังคมสมัยใหม่นั้นมีความอ่อนไหวอย่างมากและสัมพันธ์ไปกับ ความทุกข์ที่ชีวิตได้เผชิญอย่างท้าทายอยู่ในปัจจุบัน 

จากความยึดติดกับสังคมภายนอกไปจนถึงความทะยานอยากที่อยู่ภายในของคนเรา ได้หยิบ ยื่นคุณลักษณะบางอย่างต่อการรับรู้สัมผัสที่แท้จริง ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุด มันจะเป็นเรื่องที่ไม่มี แก่นสารสาระ อีกทั้งยังทําให้เกิดการหลงผิด ความอยากอาจทวีความรุนแรงและนําพาให้เกิด การเห็นผิด คิดผิด และตีความผิดๆต่อสิ่งที่เห็น มันมักเกิดจากสภาวะอันเหมือนเมฆหมอกมา ปกคลุมจิตและการตัดสินใจของเราต่อสิ่งต่างๆ แรงจูงใจของเราได้สร้างภาพมายาขึ้น อีกทั้งจิต ใจของเราก็ปรุงแต่งโลกมายาที่เกิดจากกระบวนการตรวจสอบและปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบตัว ซึ่ง โดยมากแล้ว จิตใจของเราพยายามที่จะเติมบางสิ่งลงในช่องว่าง เพื่อที่จะตีความหรือจัดการชุด ข้อมูลหนึ่งๆในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่เสมอไปทุกครั้ง ที่จะประสบความสําเร็จ เช่นนั้นกับการจัดการกับจิตใจที่ฟุ้งซ่าน ในปัจจุบัน ผู้คนนั้นไวต่อมายาต่างๆ จากการที่เราได้ ยอมตกเป็นทาสของเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่ามายาต่างๆเหล่านั้นเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้หรือ ไม่สามารถควบคุมได้ มนุษย์เราก็ยังหลงใหลได้ปลื้มไปกับมายาเหล่านั้น เพราะเราได้ยึดมั่นกับ การติดต่อกับโลกภายนอก 

อย่างไรก็ดี ในผลงานชุดนี้เป็นเสมือนการทําสมาธิที่ทําให้เราได้หยุดพักจากสภาวะตึงเครียด จากกิเลสตัณหา ให้เราได้เพ่งพิจพิจารณาถึงเมฆหมอกของกิเลสต่างๆที่ปกคลุมจิตใจและชีวิต ของเราได้ ในเมื่อมีทางที่เราสามารถบําบัดความทุกข์ในชีวิตลงได้ ควรหรือไม่ที่เราจะพัฒนา โลกภายในของเราให้สูงขึ้น 

ผลงานของอัฐพร เกิดจาการผสานผ้าเนื้อละเอียดและสิ่งทออันประณีตต่างๆหลากหลายชั้น เพื่อ ให้เกิดสภาวะลวงตาต่อประสาทการรับรู้ของเรา ด้วยการประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปสามมิติ โดยที่ผ้าแต่ละชั้นได้ถูกวาดและพิมพ์ภาพลงไป อีกทั้งมีการวางรูปทรงและระดับชั้นของผ้าให้ ซ้อนกันและมีระยะห่างอย่างพอเหมาะ เพื่อให้เกิดภาพมายาที่สื่อถึงจิตใจอันฟุ้งซ่านของคนเรา เมื่อมองย้อนไปในนิทรรศการที่ผ่านมาของศิลปิน ภาพคนในงานนั้นมาจากสมาชิกในครอบครัว ของเขาเอง แต่มาในงานชุดนี้ เนื้อหาได้ถูกขยายความไปถึงผู้คนร่วมโลกที่มีสภาวะและประ สบการณ์เหมือนกันในเรื่องการต่อสู้ดิ้นรนกับโลกภายนอกจากความไม่แน่นอนของชีวิต การต่อ สู้ดิ้นรนดังกล่าวที่มาพร้อมกับเรื่องของความสับสนและสาระสําคัญของการรับรู้สัมผัสต่อสถาน การณ์ต่างๆในชีวิต ได้ถูกนําเสนอผ่านโครงสร้างที่มีการซ้อนเหลื่อมของผ้าแต่ละชั้นในผลงาน ชุดนี้ ผลงานที่โปร่งเสมือนมีอากาศไหลเวียนด้วยธรรมชาติของวัสดุผ้าที่เบาบางและการจัดวาง ระยะห่างของชั้นผ้าอย่างพอเหมาะ โดยให้มีพื้นที่ว่างและอากาศที่ส่งผลต่อการกําหนดรู้ถึง สามัญสํานึกระหว่างคนดูกับศิลปิน ความสํานึกรู้ที่กระจายตัวอยู่ในงานนั้น มีความเชื่อมโย งกับคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในแง่ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆของสังคมในปัจจุบัน ควรได้รับการตระหนักถึง เพื่อที่ผู้คนจะได้เสริมสร้างความสมดุลในจิตใจของพวกเขาได้ ทั้งนี้ คําสอนในทางพุทธศาสนามีความสําคัญต่อชีวิตและงานสร้างสรรค์ของอัฐพรเป็นอย่างมาก