Franck Muller นำเสนอเรือนเวลาใหม่จากงาน WPHH 2024 

Share This Post

- Advertisement -


เรือนเวลา Cintrée Curvex คอลเลกชั่นเหนือกาลเวลา ด้วยรูปทรงที่เปี่ยมด้วยสัญลักษณ์และเป็นที่จดจำได้ทันทีและเพื่อสืบทอดตำนานนี้ แฟรงค์ มุลเลอร์ ภูมิใจเผยโฉมผลงานสร้างสรรค์ใหม่ล่าสุดใน Cintrée Curvex Double Retrograde Hour เรือนเวลาซึ่งมีความโดดเด่นจากความสลับซับซ้อนของการแสดงเวลาชั่วโมงแบบเรโทรเกรดคู่ ซึ่งนำเสนอวิถีอันแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียวในการอ่านค่าเวลา การแสดงเวลาแบบเรโทรเกรดสองส่วนอันได้แก่ ส่วนโค้งด้านบนสำหรับแสดงชั่วโมงต่างๆ ในเวลากลางวัน (จาก 6 AM ถึง 6 PM) และส่วนโค้งด้านล่างสำหรับแสดงชั่วโมงต่างๆ ของเวลากลางคืน (จาก 6 PM ถึง 6 AM) ซึ่งแตกต่างจากเข็มชี้ชั่วโมงทั่วไปซึ่งจะหมุนหนึ่งรอบสมบูรณ์ไปรอบๆ แกนกลาง แต่สำหรับเรือนเวลานี้แล้วจะแสดงเวลาด้วยเข็มชี้ชั่วโมงสองเข็ม


ถัดมากันที่ความน่าหลงใหลให้กับ Cintrée Curvex Nuance คอลเลกชั่นซึ่งมีความสอดคล้องกับสไตล์อันทันสมัยและซับซ้อนนี้ได้ถ่ายทอดไว้ด้วยหน้าปัดย่อยออกแบบขึ้นใหม่ที่รายล้อมช่องหน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และมอบซึ่งโฉมหน้าที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคมากยิ่งขึ้นการแสดงออกอันสดใหม่ของรูปทรงที่เป็นไอคอนิก ด้วยความ     โดดเด่นของตัวเรือนโค้งอันสมบูรณ์แบบที่ถ่ายทอดถึงโครงร่างซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียว 

มีให้เลือกในสี่เฉดสีต่างกันทั้ง สีดำ น้ำเงิน แดง และเขียว เรือนเวลา ซินทรี เคอร์เว็กซ์ นิวออนซ์ ได้นำเสนอความกลมกลืนอันงดงามระหว่างตัวเลขอันเป็นไอคอนิก ที่ปรากฏบนหน้าปัด เข้ากับสายหนังจระเข้เย็บด้วยมือด้วยเฉดสีที่รับกันกับหน้าปัดของนาฬิกา ดังนั้น จึงมอบซึ่งความต่อเนื่องของเฉดสีอันมีชีวิตชีวาของหน้าปัด โดยจานแห่งสีสันนี้ได้ผสมผสานไว้ด้วยสไตล์อันคลาสสิกและทันสมัย

บรรจุภายใต้ตัวเรือนโรสโกลด์หรือสเตนเลสสตีล เรือนเวลารุ่นใหม่นี้ยังประดับตกแต่งด้วยเพชรบนตัวเรือน พร้อมด้วยความกว้างของตัวเรือนอันงดงามที่เพียง 29 มม. ทำให้ดูคลาสสิกร่วมสมัยที่เหมาะสำหรับการสวมใส่ได้ในทุกๆ วัน และในโอกาสพิเศษ โดดเด่นด้วยสุนทรียะความสวยงามอันประณีตและพิถีพิถันละเอียดอ่อน อัญมณีอันเหนือกาลเวลานี้จึงเป็นดั่งตัวแทนของความซับซ้อนทันสมัยและสง่างามอย่างไร้ที่ติ 

Cintrée Curvex Retrograde Hour Day & Night ที่ถ่ายทอดด้วยรูปทรงตัวเรือนอันเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นที่จดจำได้ทันที กับความโดดเด่นของการบรรจุด้วยความสลับซับซ้อนของการแสดงเวลาชั่วโมงแบบเรโทรเกรด และการแสดงกลางวันและกลางคืน (Day & Night) ที่นำเสนอซึ่งวิถีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะหนึ่งเดียวของการอ่านค่าเวลาผสานด้วยความสลับซับซ้อนอันเป็นที่โปรดปรานของ Retrograde Hour และมาพร้อมด้วยเข็มชี้ชั่วโมงอันสะกดสายตาที่เดินไปตามส่วนโค้ง 220 องศา สามารถตีกลับไปยังจุดเริ่มต้นสองครั้งต่อวัน เมื่อเข็มเดินไปถึงยังปลายทางของทั้ง ณ เวลา 6 PM และ 6 AM ซึ่งแตกต่างจากเข็มชั่วโมงทั่วไปที่จะหมุนหนึ่งรอบสมบูรณ์ไปรอบๆ แกนกลางแต่เข็มชั่วโมงเรโทรเกรดนี้จะเคลื่อนไปเพียงตามส่วนด้านบนของหน้าปัด และปล่อยให้ส่วนด้านล่างครึ่งหนึ่งของหน้าปัดนั้นเป็นอิสระ ไร้ซึ่งอุปสรรคต่อการเสริมด้วยความสลับซับซ้อนเพิ่มเติมอื่นๆ  

โดยในรุ่นนี้ได้เสริมไว้ด้วยความสลับซับซ้อนของการแสดงกลางวันและกลางคืน หรือ เดย์ แอนด์ ไนท์ ที่ถูกจัดวางไว้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เสมือนดั่งบทกวีอย่างแท้จริงสู่ความสง่างามอันเหนือกาลเวลา ภายใต้ความสลับซับซ้อนนี้ประกอบด้วยดิสก์วาดด้วยมือและรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตละเอียดอ่อน เพื่อถ่ายทอดถึงการเปลี่ยนถ่ายอันแสนอ่อนโยนระหว่างตัวแทนแห่งภาพของช่วงเวลากลางวันที่มีเหลือบสีสันสดใสแห่งดวงอาทิตย์ และช่วงเวลากลางคืนที่ถ่ายทอดโดยมวลหมู่ดาวและเฉดสีที่เข้มกว่า ขณะที่จักรกลนี้ยังได้มอบการตีความแห่งภาพอันงดงามของวงจรกลางวัน/กลางคืน จึงเป็นเสมือนการผสมผสานศิลปะเข้ากับความสามารถทางฟังก์ชันไว้ได้อย่างกลมกลืน

เรือนเวลา Grand Central Tourbillon Skeleton ใหม่ โดยผลงานมาสเตอร์พีซนี้คือผลลัพธ์ของการผสมผสานซึ่งทักษะ ความแม่นยำ และความทุ่มเท ที่มอบเป็นเรือนเวลาซึ่ง ส่งทอดทั้งความสามารถทางฟังก์ชันมาสู่การเป็นสัญลักษณ์ของทักษะความเชี่ยวชาญอันมิอาจเทียบเคียงได้ ณ กลางหัวใจของงานออกแบบนี้ได้จัดวางไว้ด้วยทูร์บิญองอันสง่างามบนศูนย์กลางของเรือนเวลา โดยประกอบด้วยทูร์บิญองที่เป็นตัวแทนของความมหัศจรรย์แห่งความสลับซับซ้อนเชิงจักรกล และทำหน้าที่มอบไว้ซึ่งเครื่องบอกเวลาอันเที่ยงตรงแม่นยำ จึงนับเป็นการประกาศอันกล้าหาญถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทของ Master of Complication แห่งนี้    

โครงร่างแบบสเกเลตันของนาฬิกาถูกออกแบบขึ้นทั้งหมดจากกลไกที่มีพื้นฐานมาจากกรงทูร์บิญอง โดยรองรับด้วยสะพานจักรสี่ตัวที่สร้างสรรค์เป็นภาพเสมือนราวกับแขวนอยู่กลางอากาศ สะพานจักรเหล่านี้รังสรรค์ขึ้นเพื่อเผยให้เห็นจำนวนของเฟืองเกียร์ให้ได้มากที่สุด เช่นเดียวกับแสดงออกถึงความสวยงามของจักรกลภายใน และมอบซึ่งภาพแห่งความมีน้ำหนักเบา สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ได้สร้างสรรค์มิติความลุ่มลึกขึ้นภายในหน้าปัด และย้ำความโดดเด่นของท Central Tourbillon อันแสนพิเศษ โดยผ่านการเคลือบตกแต่งด้วยสองโทนสี พร้อมทั้งรูปทรงทางเทคนิคของสเกเลตันที่เป็นความสมดุลอันสมบูรณ์แบบระหว่างความทันสมัยและความคลาสสิก เผยให้เห็นการทำงานของกลไกจักรกลอันซับซ้อนซึ่งผลิตขึ้นภายในโรงงานที่ช่วยให้มั่นใจได้ถึงระดับแห่งความเที่ยงตรงแม่นยำและมอบพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 4 วัน ที่นับเป็นอีกหนึ่งชัยชนะอันน่าทึ่งสำหรับเรือนเวลาสเกเลตันทูร์บิญอง 

ตัวเรือนนี้ยังเติมเต็มด้วยการประกอบเข้ากับสายแบบผสานอย่างกลมกลืนกับงานออกแบบ ทั้งยังช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสะดวกสบายในการสวมใส่และความสง่างาม โดยบรรจุภายในตัวเรือน Curvex CX พร้อมด้วยรูปทรงโค้งมากที่สุดในยุคปัจจุบัน ผนึกด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่ขยายไปจนถึงสาย เพื่อมอบการปกป้องและขยายหน้าปัดให้ดูกว้างยิ่งขึ้น เชื้อเชิญให้ผู้ ชื่นชมได้พินิจถึงหัวใจแห่งความเชี่ยวชาญในการประดิษฐ์นาฬิกาได้อย่างแท้จริงผ่านกระจกโค้งแบบโดมสูงสุดนี้เช่นกัน


เรือนเวลา Vanguard Lady Slim Vintage ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติอันเพรียวบางที่ออกแบบและผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเอง และนับเป็นครั้งแรกที่ Franck Muller ได้รังสรรค์ซึ่งโครงร่างอันเพรียวบางยิ่งขึ้นนี้ไว้สำหรับ Vanguard Lady ด้วยความบางเพียง 9.1 มม. ที่เสริมซึ่งสัดส่วนใหม่แห่งความสง่างาม และมอบสไตล์อันหลากหลายในการสวมใส่ให้กับคอลเลกชันอันโด่งดังนี้ได้มากยิ่งขึ้น 

ผลงานจากคอลเลกชั่น Vanguard Slim Vintage ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2023 ต่างมาพร้อมกับสีสันอันหลากหลายมากมายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกแห่งยานยนต์คลาสสิก และผสมผสานกับสุนทรียะความสวยงามของคอลเลกชันได้อย่างลงตัวที่เชื้อชวนให้นึกถึงมรดกสไตล์วินเทจ โดยการเล่นกับธีมของแสงและสี ซึ่งท่ามกลางเฉดสีพาสเทลต่าง ๆ แบรนด์ยังได้เลือกทั้งสีเขียวมินต์ เทาตะกั่ว ฟ้า เบจ และชมพู มารังสรรค์บนเรือนเวลาใหม่ของปีนี้ ความพิเศษของสัมผัสแห่งความประณีตในการประดับตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève ซึ่งมีชื่อเสียงสูงสุดในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา โดยนำมาใช้ตกแต่งนาฬิกาและแสดงออกถึงความประณีตอันภาคภูมิไว้ ณ บริเวณศูนย์กลางของหน้าปัด จิตวิญญาณสไตล์วินเทจนี้ยังเติมเต็มด้วยหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีแบบเยื้องศูนย์ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ที่เชื้อชวนให้นึกถึง ‘ยุค Belle Époque’

สายหนังที่มีโทนสีรับไปกับหน้าปัด รวมถึงสีของอินเสิร์ตด้านข้างตัวเรือนได้อย่างกลมกลืน โดยเป็นการสร้างสรรค์สายแบบผสานหรืออินทิเกรเตด เข้ากับตัวเรือนแวงการ์ด ที่มอบความต่อเนื่อง รวมถึงความสะดวกสบายสูงสุดเมื่อสวมใส่บนข้อมือนอกจากนี้ ยังมาพร้อมฝาหลังแบบเปิดเปลือยใสที่แสดงให้เห็นระบบการทำงานอันซับซ้อนภายในของนาฬิก เรือนเวลากับเอกลักษณ์แห่งความเพรียวบางนี้ ในวันนี้ยังมีให้เลือกกับตัวเรือนขนาด 35 มิลลิเมตร ที่มอบเป็นดั่งเครื่องประดับในอุดมคติสำหรับสุภาพสตรีผู้มีความทันสมัยและสง่างาม โดยมีความหนาของตัวเรือนเพียง 9.1 มิลลิเมตร อันเป็นผลลัพธ์มาจากกลไกที่บางอย่างมากซึ่งผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเอง ขณะที่กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัตินี้ยังได้มอบซึ่งการสำรองพลังงานได้นาน 42 ชั่วโมง 

มีให้เลือกในเวอร์ชันตัวเรือนสเตนเลสสตีล และเวอร์ชันประดับด้วยเพชรบนตัวเรือนโค้งของ แวงการ์ด ที่ แวงการ์ด เลดี้ สลิม วินเทจ ยังมาพร้อมตัวเลือกของหน้าปัดประดับเพชรเต็มพื้นที่ หรือหน้าปัดแบบเรียบตกแต่งด้วยงานขัดด้านแบบซันเรย์ด้วยการเผยโฉมของคอลเลกชันใหม่นี้ แฟรงค์ มุลเลอร์ ยังคงนำเสนอซึ่งประเพณีแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาที่ดีที่สุด ที่ผสมผสานเข้ากับความสง่างามสไตล์วินเทจ และความก้าวหน้าทางเทคนิคของกลไกอันร่วมสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ  

- Advertisement -