BE SEEN, BE HEARD สู่ยุคสมัยที่นักแสดงต้องขายได้ทั้งหน้าตาและความคิด

Share This Post

- Advertisement -

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Fashion Editor: Chanond Mingmit

Author: Neeraj Kim

ความฝันแรกของผมคือการเป็นหมอ แต่พอเห็นคนเขาเต้น ก็รู้สึกว่าเท่มาก เลยไปเรียนแล้วก็อยากเป็นนักเต้น เหมือนความฝันมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พอโตขึ้นก็อยากสูงละ เลยไปเล่นบาส แล้วก็เล่นทุกวันเลย อยากเป็นนักบาส จนกระทั่งมีโอกาสได้ลองทำงานในวงการบันเทิง ก็ค่อยๆ ชอบมากขึ้น

นานเท่าไหร่แล้วที่คำว่า ‘แมวมอง’ ค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคม และแทนที่ด้วยศัพท์ใหม่นำสมัยอย่าง ‘เน็ตไอดอล’ หรือ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ อำนาจในวงการบันเทิงค่อยๆ เคลื่อนย้ายจากการผูกขาดของคนกลุ่มเดียว กลายเป็นการแข่งขันแนวราบในตลาดเสรีที่ถึงแม้ว่าจะยังหนีไม่พ้นสังคมแห่ง ‘บิวตี้ พริวิเลจ’ แต่ก็เปิดโอกาสให้ใครหลายคนแจ้งเกิดในวงการบันเทิงได้ง่ายกว่าเดิม และไม่ต้องยึดติดกับความไม่สมประดีของแมวมองตัวแม่ หรือบรรณาธิการนิตยสารเบอร์ใหญ่ที่เคยคิดว่าตัวเองสามารถกุมชะตาชีวิตคนในวงการบันเทิงเอาไว้ได้

บลู – พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ ศิลปินรุ่นใหม่ถูกใจวัยรุ่น แจ้งเกิดในเว็บไซต์สุดเนิร์ดแห่งหนึ่งในฐานะไอดอลหน้าใหม่ตอนที่เขาอายุแค่ 15 ปี จากจังหวัดอุดรธานี นั่นเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเริ่มสนใจในตัวเขา จนบลูย้ายมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ และเริ่มรับงานในฐานะนักแสดงรับเชิญ ปรากฏกายอยู่ในละครจอแก้ว 2-3 เรื่อง ก่อนที่เขาจะได้รับบทเกือบเด่นจากละครเรื่อง ‘กรงกรรม’ (2562) ในบท ‘ป๊อก’ ลูกชายของ ‘เรณู’ ที่รับบทโดยเบลล่า – ราณี แคมเปน ความสดใสสไตล์เอเชียนทำให้สื่อหลายสำนักสนใจว่าบลูจะมีผลงานเด่นอะไรต่อไปอีกหรือไม่ เพราะการเป็นดาราน้องใหม่ในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จากที่มีศิลปินหลากสังกัดเปิดตัวกันมากมายจนจำชื่อกันได้ไม่หมดแล้ว

อย่างน้อยที่สุด ชื่อและหน้าของเขาก็ไม่เคยหายไปจากสื่อตลอดเกือบ 10 ปีในวงการบันเทิง ตั้งแต่วันแรกที่เขาปรากฏตัวอยู่บนโลกออนไลน์สมัยเรียนอยู่ ม. 4 จนตอนนี้บลูเรียนจบชั้นปริญญาตรีสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิตอลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์ เลยอยากคุยกับเขาเพื่อทบทวนการเติบโตที่ผ่านมา บลู – พงศ์ทิวัตถ์ อยู่ในชุดเรียบหรูจาก Prada สายตาแบบผู้ใหญ่ การทำงานอย่างมืออาชีพ และการตอบคำถามแบบฉะฉาน – แค่องค์ประกอบเหล่านี้ก็พอทำให้เรารู้แล้วล่ะว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา

นักแสดงเป็นอาชีพในฝันไหม

ไม่เลย ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมาเป็นนักแสดงหรือศิลปินดารา ความฝันแรกของผมคือการเป็นหมอ แต่พอเห็นคนเขาเต้น ก็รู้สึกว่าเท่มาก เลยไปเรียนแล้วก็อยากเป็นนักเต้น เหมือนความฝันมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พอโตขึ้นก็อยากสูงละ เลยไปเล่นบาส แล้วก็เล่นทุกวันเลย อยากเป็นนักบาส จนกระทั่งมีโอกาสได้ลองทำงานในวงการบันเทิง ก็ค่อยๆ ชอบมากขึ้น นี่น่ะเหรออาชีพนักแสดง เป็นสิ่งที่ชอบ รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทาย ทำให้เราได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ แล้วโตขึ้น

อะไรยากที่สุดสำหรับการเป็นนักแสดง

ก็เรื่องการแสดงนี่ล่ะครับ (หัวเราะ) โดยเฉพาะเวลาได้รับบทใหม่ที่ไม่ได้มีประสบการณ์เหมือนตัวละคร เพราะชีวิตผมค่อนข้างเรียบง่าย ตื่นเช้าไปโรงเรียน ตอนเย็นกลับบ้าน วันหยุดก็อยู่กับครอบครัว แต่บางทีตัวละครที่เราเล่นมันมีปัญหาชีวิตเยอะมาก มันต้องผ่านประสบการณ์มาเยอะ แล้วเราจะทำยังไงให้เราเข้าถึงตัวละครได้ นั่นล่ะคือความยาก เวลาเวิร์กช็อปก่อนออกกองผมก็จะตั้งใจมาก ทำการบ้านกับบทให้เยอะ

แจ๊กเก็ตฝ้ายสวมทับแจ๊กเก็ตหนังลูกวัว กางเกงขาสั้นผ้าฝ้าย รองเท้าหนัง ถุงเท้าผ้าฝ้าย ทั้งหมดจาก Prada

ชอบนะ ที่บอกว่าชีวิตเรียบง่าย ขยายภาพให้เห็นหน่อย

ผมติดครอบครัวมาก ชอบอยู่กับที่บ้าน มีพ่อแม่คอยดูแลและรับส่งตลอด ชีวิตจะเรียบง่าย ไม่มีอะไรผาดโผน ผมโตที่จังหวัดอุดรธานี เป็นวัยเด็กที่สบายมาก จะตื่นไปเรียนตอนเช้าก็ไม่ต้องเผื่อเวลาเยอะ ถ้าเขาเคารพธงชาติกันตอน 8 โมง จะออกจากบ้านสัก 7:40 ก็ได้ กิจกรรมที่ชอบทำกับเพื่อนคือการเล่นบาส เล่นทุกวัน พักเล็กก็เล่น พักเที่ยงก็เล่น หรือถ้ามีเวลาว่างก็จะต้องอยู่ที่สนามบาสละ มีโอกาสได้แข่งบ้าง เป็นตัวแทนสี มีได้แชมป์บ้าง เริ่มเล่นตั้งแต่ประมาณ ป. 5 จนเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังเล่นอยู่ เพื่อนทำให้ผมชอบกีฬา เสาร์อาทิตย์ก็มีเรียนพิเศษ เสร็จแล้วก็ไปเล่นบาส (หัวเราะ)

เป็นคนชอบเอาชนะใช่ไหม

ใช่! ถ้าเล่นเกมก็ไม่อยากแพ้ ถ้าเล่นกีฬาก็ไม่อยากแพ้ แต่ว่าแพ้ได้ ยอมรับได้ พยายามเต็มที่ให้มากที่สุด ไม่ชอบแพ้!

นิสัยนี้สะท้อนออกมาในการทำงานบ้างไหม

น่าจะเป็นเรื่องอ่านบทน่ะครับ ผมจำบทแม่น ชอบอ่านบทมาก อย่างซีรีส์ล่าสุดเรื่อง Ready, Set, Love เกมชนคนโสด ที่กำลังจะฉายใน Netflix ผมอ่านบททั้งเรื่องไปประมาณ 4-5 รอบ (หัวเราะ) น่าจะเป็นส่วนผสมของความเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์และไม่อยากทำตัวเป็นภาระของใครเวลาทำงาน ผมเป็นคนที่ชอบวางแผน ต้องเตรียมตัว อยากทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด ผมมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนเรียนรู้ไว สมมติว่าถ้าเล่นอยู่แล้วผู้กำกับเขาอยากให้ลองเล่นรูปแบบใหม่ๆ ผมสามารถปรับเปลี่ยนให้เขาได้ เป็นคนที่เข้าใจแล้วเข้าใจเลย เปลี่ยนให้เขาได้เลย

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเข้าใจศาสตร์ของการแสดงมากขึ้น

มีหลายเหตุการณ์มาก แต่มีครั้งหนึ่งที่ยังจำมาจนถึงทุกวันนี้ คือการเล่นซีนดราม่าแล้วคิดเยอะ คิดว่าว่าซีนนี้ต้องร้องไห้เท่านั้น ยิ่งพยายามเค้น ก็ยิ่งเล่นไม่ได้ จนมีอยู่ครั้งหนึ่งบอกกับตัวเองว่าปล่อยเลย ให้เป็นเรื่องของความรู้สึกกับพาร์ทเนอร์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไปคิดว่าน้ำตาต้องออกมาตอนไหน แค่ฟังคนที่เรากำลังเล่นอยู่ด้วย พอคิดได้เท่านั้นล่ะ น้ำตามันไหลออกมาเอง เพราะผมรู้สึกกับสิ่งนั้นจริงๆ เลยได้เรียนรู้ว่าบางครั้งเรากดดันตัวเองมากเกินไป โฟกัสกับตัวเองมากเกินไปจนลืมคนอื่นๆ ที่อยู่ในฉากด้วย พอปล่อยให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ มันรู้สึกสบาย แล้วการแสดงมันก็ไหลไปตามทางของมันเอง ผู้กำกับก็บอกว่าชอบมาก น่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญในเรื่องการแสดงเลย

ซีรีส์ที่กำลังจะฉายถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของชีวิตที่สำคัญเลยไหม

ใช่เลยครับ ปกติผมชอบดูซีรีส์อยู่แล้วโดยเฉพาะเพื่อการศึกษาเรื่องการแสดง ที่ชอบสุดคือเรื่อง Vincenzo (2564) เพราะตัวละครแต่ละตัวมีความโดดเด่น ดูเพลิน คาแรกเตอร์ของเขาเราดูแล้วเชื่อ มันชัดเจนทุกตัวละคร คิดขึ้นมาได้เลยว่าใครเด่นเรื่องอะไร พอได้มาร่วมงานกับโปรดักชั่นระดับอินเตอร์อย่าง Netflix ก็ได้เห็นการทำงานในอีกแบบ มีความเป๊ะในการถ่ายทำ อย่างเช่นในแต่ละซีนเขาจะดีไซน์ช็อตทุกอย่างมาแล้ว ส่วนผมก็ต้องเตรียมตัวหนักเหมือนกัน ต้องฟิตร่างกาย ทำการบ้านกับบท รู้สึกว่าตัวเองมีพัฒนาการทางด้านการแสดง เหมือนได้ก้าวไปอีกขั้น แต่จะมากจนคนดูเห็นเลยไหม ก็อยากให้ทุกคนติดตามและเป็นกำลังใจให้หน่อยนะครับ!

- Advertisement -