9 ร้านบรรยากาศดีไปเดทวันวาเลนไทน์นี้

Share This Post

- Advertisement -

เทศกาลแห่งความรักวนมาอีกครั้ง ลอฟฟีเซียล ออมส์ ไทยแลนด์ ได้คัดสรรสถานที่บรรยากาศแสนโรแมนติก โดยจะออกเดทกันทั้งทีต้องสร้างความประทับใจกันสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว รวมไปถึงอาหารอร่อยๆ ไวบ์ดีๆ และสำหรับใครที่ยังไม่มีคู่ก็ไม่ต้องเสียใจกัน ทางเราที่เราเลือกมาก็สามารถไปกับเดอะแก๊งตามประสาคนโสดได้ชิลๆ แต่ก่อนอื่นไปรู้จักประวัติคร่าวๆ ของเทศกาลวันวาเลนไทน์กันสักหน่อยดีกว่า

เราอาจจะได้ยินชื่อเทศกาลนี้กันมาตั้งแต่เด็ก แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า วันวาเลนไทน์นั้นมีที่มาเป็นอย่างไร โดยวันวาเลนไทน์นั้น มีชื่อสากลว่า Saint Valentine’s Day เพื่อระลึกถึงความรักอันบริสุทธิ์ของนักบุญนามว่า ‘เซนต์วาเลนไทน์’ โดยจะตรงกันกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี

ซึ่งที่มาของวันวาเลนไทน์คงต้องย้อนกลับไปที่สมัยจักพรรดิ Emperor Claudius II แห่งกรุงโรม นิสัยส่วนตัวเป็นคนดุร้าย และบ้าสงคราม เนื่องจากรู้ว่าผู้ชายส่วนมากไม่อยากเข้าร่วมสงครามเพราะไม่อยากแยกจากคู่รักและครอบครัว จึงสั่งห้ามไม่ให้มีการหมั้นและการแต่งงานเกิดขึ้นในโรมเด็ดขาด แต่ขณะนั้นมีนักบุญอย่าง เซนต์วาเลนไทน์ ยังทำการจัดพิธีแต่งงานอยู่ ทำให้เขาโดนจับ และระหว่างที่เป็นนักโทษอยู่นั้น เขายังคงแอบส่งคำอวยพรให้กับคนที่เป็นที่รักของเขา ซึ่งคนที่เซนต์วาเลนไทน์ตกหลุมรักนั้นคือลูกสาวของผู้คุมขังมีนามว่า ‘จูเลีย’ โดยก่อนที่วาเลนไทน์จะถูกประหารโดยการตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้าย ให้กับจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine” และจากนั้นศพของเขาถูกเก็บไว้ที่โบสถ์ Praxedes ในกรุงโรม โดยจูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้แถวๆ หลุมศพของของเขา ซึ่งต้นอามันต์นั้นแสดงถึงรักนิรันดร์อีกด้วย

ร้านอาหารแรกที่เราอยากจะแนะนำนั้นเป็นร้าน Fine Dining สุดปังอย่างร้าน CLARA โดยอาหารจะเป็นอาหารอิตาเลียนสไตล์โมเดิร์นและเมนูสร้างสรรค์ รวมไปถึงการเลือกวัตถุดิบต่างๆ มาทำอาหาร โดยอาหารจะเสิร์ฟเป็นคอร์ส และที่สำคัญสายคอนเทนต์ไม่ควรพลาด ที่นี่มุมถ่ายรูปเพียบ โดยร้านจะถูกออกแบบมาในสไตล์โมเดิร์น เรียบหรู ดูมินิมอล นอกจากจะถ่ายรูปสวยแล้วยังบรรยากาศดีอีกด้วย สามารถจองได้ที่นี่

ถัดมาที่ร้านที่ 2 ตัวร้านตกแต่งสไตล์สีดำ มีความลึกลับ ร้านเป็นไฟน์ไดนิ่งจะไม่เสิร์ฟเป็นเทสติ้งเมนู แต่จะให้ผู้ที่มารับประทานเลือกเมนูโปรดแล้วรังสรรค์เป็นเมนูตามแบบฉบับของตัวเอง และหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับดวงจันทร์ขนาดใหญ่ ที่สายคอนเทนต์มักจะมาถ่ายรูปคู่ด้วยอยู่เสมอๆ อาหารจะเป็นสไตล์โมเดิร์นยูโรเปียนกับ WOLF984 โดยเพื่อนๆ สามารถทำการจองผ่านเว็บไซต์ที่นี่ที่นี่

ร้านที่ 3 เป็นร้านอาหารสไตล์อิซากายะ ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ของโรงแรม St.Regis Bangkok ซึ่งต้นกำเนิดของร้านมาจากกรุงลอนดอน และขยายสาขาไปทั่วโลก นอกจากอาหารจะรสชาติดีแล้วยังเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศอีกด้วย สามารถจองได้ทีนี่

ร้านที่ 4 ร้านอาหารอิตาเลียนริมแม่น้ำเจ้าพระยาสุดโรแมนติกอย่าง Riva Del Fiumme ตั้งอยู่ในโรงแรมหรูย่านเจริญกรุงอย่าง Four Season ที่นี่จะเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนรสชาติแบบต้นตำหรับ พร้อมวัตถุดิบนำเข้าจากอิตาลี ผ่านการนำเสนอรูปแบบใหม่ ภายในร้านให้บรรยากาศอบอุ่นไม่ว่าจะมาเป็นคู่รัก ครอบครัว หรือกับเพื่อนๆ สามารถจองได้ที่นี่

ร้านที่ 5 เอาใจคนชอบอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นอย่าง Sra Bua by Kiin Kiin ที่เน้นการสร้างประสบการณ์การกินแบบใหม่ให้กับผู้ที่มารับประทานในรูปแบบ Fine Dining โดยร้านอาหารนี้ตั้งอยู่ในโรงแรง Siam Kempinski ที่ได้มิชลิน 1 ดาว จาก Michelin Guide หลายปีซ้อน โดยร้านมีแรงบันดาลใจจากเชฟในร้านอาหารเมืองโคเปนฮาเกน ที่ชื่อว่า Kiin Kiin ที่เป็นร้านอาหารไทยแห่งเดียวในโลกที่ได้รางวัล Michelin Star โดยเชฟ เฮนริค อูล แอนเดอร์เซน และเชฟ ชยีร์ สุจริตจันทร์ ที่นำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นมารังสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ สามารถจองได้ที่นี่

ร้านที่ 6 พาไปสัมผัสประสบการณ์เดินทางแบบใหม่ ดินเนอร์ล่องเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมท่องยามราตรีของกรุงเทพไปกับเรือ Saffron Cruise by Banyan Tree พร้อมลิ้มรสอาหารไทย สามารถจองได้ทีนี่

ร้านที่ 7 Bull and Bear หนึ่งในห้องอาหารของโรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ผ่านเชฟชื่อดังอย่าง Pattrick Morris ชาวออสเตรเลีย อิ่มอร่อยกับเมนูขึ้นชื่ออย่างเนื้อย่าง และอาหารทะเล ที่ให้ผู้ที่มารับประทานเลือกได้เลือกเมนูหลากหลายอย่าง อบ ย่าง ปิ้ง และรมควันได้ตามชอบ สามรถจองได้ที่นี่

ร้านที่ 8 อย่าง Isola by Signor Sassi ที่หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับต้นเลม่อนสีเหลืองสดใส ตัดกับสีน้ำเงินของร้าน เหมือนนั่งอยู่ในสวนเลมอน ที่เป็นจุดเช็คอินของหลายๆ คนในโซเชียลมีเดียต่างๆ มาในคอนเซปต์ Ristorante Italino From London พร้อมเมนูที่พลาดไม่ได้อย่างพาสต้าล็อบเสตอร์ ที่ใครได้ไปลิ้มลองบอกเลยว่าต้องติดใจ สามารถจองได้ที่นี่

ร้านสุดท้ายอย่าง Côte ตั้งอยู่ในโรงแรม Capella Bangkok อาหารเป็นแนวเมอดิเตอร์เนียน เนื่องจากชื่อร้านมีความหมายว่า ชายฝั่งทะเล ร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นดูโปร่ง โดยอาหารทุกจานถูกรังสรรค์จากโดยได้รับแรงบันดาลใจจากบริเวณชายฝั่ง French Italian Riviera นั่นก็คือชายฝั่งทะเลตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี สามารถจองได้ที่นี่

มีร้านไหนถูกใจเพื่อนๆ กันบ้างไหมครับ

- Advertisement -