NEXT STOP รถโดยสารบรรทุกเด็กรุ่นใหม่ ขึ้นแล้วลงไม่ได้ ขับเคลื่อนด้วยไฟแห่งความสุข

Share This Post

- Advertisement -

Photographer: Ponpisut Pejareon

Fashion Editor: Chanond Mingmit

Author: Neeraj Kim

BUS – because of you i shine วงบอยกรุ๊ปที่เพิ่งเดบิวต์ไปหมาดๆ โดยสมาชิกทั้ง 12 คนที่เป็นผู้ชนะจากรายการ 789 Survival เรียลลิตี้โชว์ค้นหาไอดอลหน้าใหม่เข้าวงการ ซึ่งคิดว่าคงจะมีของอีกมากให้น่าติดตาม และนี่เป็นครั้งแรกที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้คุยกับสมาชิกส่วนหนึ่งของ BUS ในโอกาสที่ได้ร่วมงานกับ CITIZEN

OPPORTUNITY SEEKER

ไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะคุ้นหน้า ขุนพล – ปองพล ปัญญามิตร เพราะเขาเคยมีผลงานแสดงซีรีส์เรื่อง แปลรักฉันด้วยใจเธอ (2563) ในบท บาส ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางในอาชีพสายบันเทิงของเขา แต่ก็น่าสนใจที่เขาไม่หยุดความสามารถของตัวเองไว้เพียงแค่เรื่องการแสดง แต่ยังค้นหาศักยภาพในตัวเองต่อไป เพราะเชื่อว่ายังมีเรื่องสนุกรออยู่อีกมากมาย

ตอนเปลี่ยนจากเส้นทางของการแสดงมาสู่โลกของการเป็นไอดอล ใช้เวลาคิดนานแค่ไหน

มันเริ่มตั้งแต่ช่วงอยู่ในกองถ่ายซีรีส์แปลรักฯ นี่ล่ะครับ ผมเป็นติ่งวงเกาหลีอยู่แล้ว ดูหมดทั้ง NCT ทั้ง EXO ตอนที่นั่งรอคิวถ่ายก็ชอบดูวิดีโอการแสดงของวงเหล่านี้ แล้วก็มีความคิดแวบเข้ามาว่าจะเป็นไปได้ไหมที่เมืองไทยจะมีบอยกรุ๊ปแนวนี้บ้าง เพราะตอนนั้นวงการที-ป็อปยังไม่ได้บูมเท่าช่วงนี้ มันเป็นหนึ่งความฝันที่อยากลองทำดู พอจบซีรีส์ก็มีโปรเจ็คท์ไอดอลของนาดาวเปิดออดิชั่น เลยขอไปลองดู คิดไม่ผิดที่มาเส้นทางนี้ เพราะได้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน พอได้ลองแล้วมันตื่นเต้นที่จะได้ทำ

แล้วรู้สึกไหมว่ามีคนคาดหวังในตัวขุนพลมาก

บอกตามตรงก็รู้สึกว่าอยู่ในจุดที่ทุกคนมองเห็นเราตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่าผมมีแสงตลอด แต่เพราะคนจำหน้าเราได้อยู่แล้ว ทุกมิสชั่นที่ทำ เราบอกตัวเองว่าถ้าคะแนนเต็ม 10 อย่างน้อยต้องได้ 8 ค่อนข้างกลัวว่าจะทำมันออกมาไม่ดี ในทุกมิสชั่นเลย แต่ท้ายสุดก็คิดได้ว่าอะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด เพราะเราเอาตัวเองมาอยู่ในที่ใหม่ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมายังไงก็คือเรา เพราะทำเต็มที่แล้ว เอาเวลาไปโฟกัสกับการอยู่กับเพื่อนใหม่ดีกว่า หรือฝึกฝนทักษะตัวเอง แล้วมองความคาดหวังให้เป็นฟีดแบ็กเอาไว้ปรับปรุงตัวเอง

ถ้ามี 100% ขุนพลมาถึงทุกวันนี้ได้ ให้เป็น โชคชะตา : ความสามารถ’ เท่าไหร่

ให้โชคชะตา 40 : ความสามารถ 60 ต้องบอกว่าความสามารถ+ความพยายามด้วย ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด ไม่ได้เป็นคนที่กล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก แต่พัฒนาความสามารถของตัวเองมาเรื่อยๆ รู้ว่าช่วงไหนต้องพัฒนาทักษะด้านไหนให้ดียิ่งขึ้น แต่ในระหว่างนั้นก็มีเรื่องโชคเข้ามาด้วยในรูปแบบของโอกาสที่ทำให้ผมต่อยอดอนาคตของตัวเองต่อไปได้

OPTIMISTIC VIBES

คาแรกเตอร์ที่ไร้พิษภัยและดูจริงใจขั้นสุด ทำให้ เอเอ – อชิรกรณ์ สุวิทยะเสถียร เป็นที่รักของทั้งเพื่อนอีก 23 คนในบ้านและมัมหมีจำนวนมากที่ช่วยกันผลักและดันสุดกำลังจนทำให้เขากลายเป็น 1 ใน 12 คนที่ได้เดบิวต์ในครั้งนี้

เหนื่อยไหม

ช่วงนี้เหนื่อยแต่ก็สนุก เพราะได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยได้ทำ ตอนนี้เทรนหนักสำหรับการเดบิวต์ในฐานะวง BUS บวกกับเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยด้วย ก็ต้องหาวิธีจัดการเวลาให้ได้ทั้งการเทรนและการเรียน ตอนนี้ก็อาจจะนอนน้อยนิดนึง กลับบ้านก็ต้องรีบอาบน้ำ รีบนอน

ถ้าให้พูดถึงพัฒนาการของตัวเองตั้งแต่วันแรกที่มาออดิชั่นจนมาถึงวันนี้

ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตตัวเองจะมาในเส้นทางนี้ เพราะเป็นเด็กนักเรียนปกติ จริงๆ ไม่ค่อยอยากมาออดิชั่นเพื่อเป็นศิลปิน เพราะตอนนั้นไม่ได้มีความสนใจในด้านนี้ แต่ว่าพอได้มาลองเรื่อยๆ ลองเทรน อยู่กับเพื่อนๆ ลองขึ้นเวที ก็ชอบขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็รู้สึกว่าได้เติบโตดีกว่าเดิม

ปัจจุบันการเป็นศิลปินเป็นความฝันสุดท้ายของเราแล้วหรือยัง

ใช่ครับ อย่างที่บอกว่าไม่เคยมีอาชีพนี้อยู่ในจินตนาการตั้งแต่แรก แต่พอได้ลองแล้วก็ชอบ ชอบที่จะได้แสดง ได้ร้อง ได้เต้น ได้ขึ้นเวที ทุกวันนี้ก็เป็นความฝันในชีวิตครับ

PLAYFUL | EMPTY

แม้ว่าความสามารถด้านการร้องเพลงของ คอปเปอร์ – เดชาวัต พรเดชาพิพัฒ จะดูโดดเด่นกว่าเพื่อน แต่เขาก็ยังต้องพัฒนาทักษะอื่นๆ ให้รอบด้านและเก่งพอที่จะเป็นไอดอลได้ ป้ายชื่อวง BUS ที่แปะอยู่บนตัวของคอปเปอร์คือเครื่องย้ำเตือนถึงการเดินหน้าแบบห้ามย้อนกลับ ไม่ว่าจะเหนื่อยเพียงใด

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองอยากเป็นศิลปิน

เปอร์เพิ่งมาร้องเพลงจริงจังเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปกติจะชอบร้องเล่นๆ แต่พอติดรายการ The Star Idol รอบ 20 คนสุดท้าย ก็มีโอกาสเรื่องการร้องมาเรื่อยๆ เปอร์อยากเป็นศิลปินมากๆ แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นได้ ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นอาชีพหลักของเรา เพราะที่บ้านสอนตลอดว่าต้องมีงานสำรองไว้ วงการบันเทิงมันไม่แน่นอน เลยมีความฝันหลายอย่าง บางทีก็อยากเป็นนักธุรกิจด้วย

เหมือนที่คิดไว้ไหม การเป็นเทรนนีก่อนจะเป็นศิลปิน

หนักกว่าที่คิดไว้เยอะ (หัวเราะ) แค่เข้าไปไม่ถึงเดือนก็อยากย้อนเวลากลับไปตอนที่เซ็นสัญญาเลย ไม่อยากเซ็นแล้ว ตอนนั้นคิดว่ามันไม่ใช่ทาง เพราะจะทำยังไงก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ รู้สึกว่าไม่ใช่เรา มันมีความรู้สึกว่าเราไม่อยากทำแล้ว ตอนเข้ามาแรกๆ คิดเลยว่าน่าจะเป็นแค่ตัวประกอบในรายการ คิดว่าไม่ได้โดดเด่นอะไร จนถึงมิสชั่นที่ 1 ก็โดนเลือกให้เป็นตำแหน่ง main vocal พอถึงมิสชั่น 2 ที่เป็นเรื่องการร้องโดยเฉพาะ แล้วเปอร์ได้ที่ 1 จาก 24 คน ก็มั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในความสามารถของตัวเอง

แล้วจริงๆ แล้วความสุขของเปอร์คือ

คือการร้องเพลง เล่นบาส เจอเพื่อนๆ เพราะเปอร์เป็นคนขี้เหงามาก อยู่คนเดียวแล้วนอนไม่ค่อยหลับ ต้องมีคนนอนด้วย มีคนคุยเป็นเพื่อนเรา ชอบทำกิจกรรมที่มีคนเยอะๆ เวลาอยู่ที่บ้านก็จะชอบชวนคนมาที่บ้าน ตอนนี้การที่ได้เจอทุกคนในทุกวันมันทำให้เปอร์มีความสุขมาก เพื่อนทุกวันนี้เปอร์ใช้คำว่าเพื่อนตาย น่าจะเป็นคนที่คบกันไปตลอดทั้งชีวิต ต่อให้เราแยกย้ายกันไปก็จะกลับมาเจอกันอยู่ดี

BY LEAPS AND BOUNDS

ภีม – วสุพล พรพนานุรักษ์ เด็กหนุ่มจริงใจผู้ใช้สัญชาตญาณในการขับเคลื่อนชีวิต ภีมสามารถเชื่อมโยงคนดูเข้ากับตัวเองได้ผ่านความธรรมดาของวัยรุ่นคนหนึ่งที่จริงจังบ้างและเล่นซนบ้าง ภีมไม่สามารถซ่อนทุกความรู้สึกในสายตาของเขาได้ มีอย่างเดียวที่จะทำให้เขาไม่ตกรถคันนี้ คือการพัฒนาทุกทักษะแบบก้าวกระโดดให้เป็นที่ประจักษ์ จนไม่มีใครพูดได้อีกว่าเขามีดีแค่ความหล่ออย่างเดียว

ช่วงต้นๆ ของรายการ ภีมดูกดดันมากนะ ถามได้ไหมว่าทำไม

ตอนแรกก็มั่นใจอยู่ แต่พอยิ่งถ่ายรายการมันก็ยิ่งเครียด รู้สึกกดดันเพราะมันมีกล้อง คิดว่าตัวเองต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ บางทีเราไปมองคนอื่นก็รู้สึกว่าอยากเป็นตามเขาจนลืมไปว่าตัวตนเราเป็นยังไง ถ้าอยากทำมันออกมาได้ดี ต้องเริ่มจากเรามีความสุขก่อน

หรือเพราะการเป็นศิลปินไม่ใช่ความฝันของเราตั้งแต่แรก

ใช่ (นิ่งคิด) วันแรกที่เซ็นสัญญาเป็นเทรนนี ก็ยังมีคำถามว่าเรามาทำอะไร (หัวเราะ) แต่พอเริ่มจับจุดได้ว่าเรามีความสุขทุกครั้งที่ได้ร้องเพลง ได้เต้นหรือโชว์ความสามารถให้คนอื่นๆ ได้เห็น ถึงแม้ตอนนั้นจะยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก (หัวเราะ) กลายเป็นว่าการเซ็นสัญญาครั้งนี้ ทำให้ค้นพบตัวเองว่าเรามีความสุขและอยากทำสิ่งนี้จริงๆ 

เร็วไปไหมกับการเติบโตที่ต้องเสียบางช่วงเวลาของวัยรุ่นไป

ก็เร็วครับ เร็วมากครับสำหรับเด็กอายุ 17 คนนึง เวลาที่หันกลับไปมองเพื่อนรอบตัวที่โตมาด้วยกัน สนุกมาด้วยกัน พวกเขาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม มีเวลาไปเที่ยวเล่น มีเวลาไปเรียนหนังสือ ในขณะที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน ทั้งอัดเพลง ถ่าย MV ออกงาน ฯลฯ เวลาที่เหลือจากการทำงานผมก็อยู่ในห้องซ้อม ฝึกร้อง ฝึกเต้นพัฒนาเพื่อให้เก่งขึ้น

แต่ทั้งหมดนี้ ผมก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ามากกับสิ่งที่ต้องแลกมา จากเด็กอายุ 17 ธรรมดาคนนึงที่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีความมุ่งมั่นและศักยภาพเพียงพอที่จะได้รับโอกาสมาทำงานตรงนี้ มันเป็นประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ และที่สำคัญ ผมรู้สึกว่าทำให้แม่ภูมิใจได้ด้วย (ยิ้ม) เราอาจจะเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวในอนาคตก็ได้

Models: Pongpol Panyamit / Dechawat Pondechaphipahat / Ashirakorn Suvitayasatian / Wasupon Pornpananurak

Make Up: Sapsiri Siriwong

Hair: Sirasit Sirikarin

Assistant Photographers: Manosit Boonnon / Sirimon Chawalit

Assistant Fashion Editors: Napat Roongruang / RapeepanJantaranipa

Videographers: Panlit Voravutvityaruk / Thaikom Suktalordcheep

Assistant Videographer: Suradit La-Orsittipirom

- Advertisement -