PEOPLE, PLACES AND TIME ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา

Share This Post

- Advertisement -

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Chanond Mingmit

Author: Neeraj Kim

แปลกไหมที่เรารู้สึกว่าเวลาเดินเร็วขึ้นทั้งที่เข็มนาฬิกายังคงเดินในจังหวะเดิม จากเดิมที่การตื่นเช้าควรจะเป็นเวลาได้อยู่กับตัวเอง ลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่าง แปรงฟัน ชงกาแฟ เรากลับอุทิศช่วงเวลาแรกของวันให้กับการอัพเดทเรื่องราวของคนอื่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของการหลับใหล จนสุดท้ายก็ลืมไปว่าในทุกวันที่ตื่นขึ้นมาเราไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เพราะมนุษย์เราเติบโตขึ้นทุกวัน เมื่อนั้นแล้ว เราก็มักจะลืมเฝ้าสังเกตไปว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตตัวเอง ซึ่งมีได้มากกว่าหนึ่งครั้ง และมีมากเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เราต้องการ

แพทริเซีย – ธัญชนก กู๊ด และโน้ต – วิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์ คู่รักดารา-เซเลบริตี้ ที่เพิ่งตัดสินใจเปลี่ยนสถานะจากแฟนเป็นสามี-ภรรยาเมื่อปลายปีที่แล้ว และล่าสุดกับสมาชิกใหม่ของครอบครัวคนล่าสุด ‘น้องเอลิเซีย’ ลูกสาวคนแรกที่ทำให้เขาทั้งสองคนขยับสถานะอีกครั้งเป็นพ่อแม่ป้ายแดงเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จุดเปลี่ยนที่สำคัญและการเพิ่มคุณค่าเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ เวลาที่เดินช้าลงและบ้านที่อยากกลับมาเติมเต็มความอบอุ่นในทุกวัน ลอฟฟีเซียล ออมส์ ชวนทั้งสองคนสรุปความเคลื่อนไหวของชีวิตในรอบปีที่ผ่านมา ทบทวนอดีต ให้คุณค่ากับเวลาปัจจุบัน และวางเป้าหมายในอนาคต

พอมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามา มันส่งผลยังไงกับเราทั้งสองคนบ้าง คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไงทั้งส่วนตัวและชีวิตคู่

แพท: ของแพทชัดเจนเลย การได้มารับบทบาทแม่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก และรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นมาตลอด เราอยากเป็นแม่คน พอได้มาเป็นจริงๆ ก็เป็นการเปลี่ยนผ่านในชีวิตที่อธิบายยาก คนที่ไม่เป็นแม่อาจจะไม่เข้าใจว่ามันขนาดนี้เลยเหรอ แต่หนักกว่าที่คิด มีความสุขมากกว่าที่คิด รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ค่อนข้างใหญ่มากในชีวิต ตอนนี้รู้แล้วว่าเราไม่ได้เป็นคนสำคัญที่สุดแล้วนะ ลูกต้องมาก่อน ทุกอย่างที่เราทำมันเพื่อเขาแล้ว ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

โน้ต: สำหรับผมก็เปลี่ยนแปลงเยอะ เรื่องของเวลาในทุกๆ วันก็ต้องบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตอนนี้มีสมาชิกใหม่เข้ามาอีกหนึ่งคน จริงๆ ก็เปลี่ยนสถานะด้วย คุณแพทเข้ามาในฐานะภรรยาแล้ว ผมก็ต้องมีความรับผิดชอบเป็นผู้นำให้ครอบครัว ฉะนั้นเวลาทุกวันก็ต้องแบ่งว่าจะทำอะไร คือตอนนี้จะไม่สามารถปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยที่ไม่มีค่าได้เลย ถ้าไม่ได้ไปทำงาน ก็ต้องใช้เวลากับคุณแพท เล่นกับลูก แล้วไหนก็ต้องมีเวลาดูแลตัวเอง พักผ่อนสมองของเราด้วย อันนี้จะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระยะสั้น ถ้าพูดถึงเรื่องอายุ ทำให้ผมเห็นว่าเริ่มต้องนับแล้วว่าอายุเท่าไหร่ ลูกเราถ้าโตขึ้นมาอีก 10 ปี เราจะอายุเท่าไหร่ มองไปข้างหน้าเราจะเป็นยังไงบ้าง วางแผนทำให้มันลงตัวกันได้มากที่สุด

ความรู้สึกตอนที่รู้ว่าอายุตัวเองเข้าเลข 4 แล้วมันเป็นยังไงสำหรับคุณโน้ต

โน้ต: (หัวเราะ) เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมมองคนอายุเลข 3 ก็รู้สึกแล้วว่าทำไมอายุเยอะจัง แต่พอตัวเองเข้าเลข 4 ผมก็รู้ว่ายังมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวนะ มีอยู่ในทุกคนเลย แต่สิ่งที่วัดว่าเราโตขึ้นคือประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาตลอดชีวิตกว่าจะถึงวันนี้ เราเห็นโลกมากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น เป็นประสบการณ์ของชีวิตที่ต้องเอามาปรับใช้ในแต่ละวัน เพราะเดี๋ยวนี้เวลาผ่านไปเร็วมาก ผมยังพูดกับคุณแพทเลยว่าแป๊บเดียวลูกเราครบ 3 เดือนแล้วนะ แต่รู้สึกว่าทุกวันที่ผ่านไปแบบมีคุณค่ามาก เราจะไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆ อายุที่เพิ่มขึ้นมันทำให้เราช้าลง และชื่นชมกับสิ่งเล็กๆ ที่เกิดในทุกวันได้ง่ายขึ้น

ในขณะที่คุณแพทริเซียมีชีวิตครอบครัวค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับอายุเฉลี่ยของผู้หญิงไทยในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจอยากเปลี่ยนสถานะจากแฟนมาเป็นภรรยาในตอนนี้

แพท: แพทรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ผู้หญิงทำได้มากกว่าหนึ่งบทบาท คุณไม่ต้องเลือกว่าอยากจะเป็นแม่หรือจะเป็นผู้หญิงทำงาน เพราะคุณสามารถทำกี่อย่างพร้อมกันก็ได้ถ้ามันเป็นสิ่งที่รักและทำด้วยใจ ฉะนั้นการแต่งงานสำหรับแพทไม่ได้รู้สึกว่าเร็วไปเลย แต่เข้าใจว่าแต่ละคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง ให้ความสำคัญกับแต่ละอย่างในชีวิตไม่เหมือนกัน แต่อย่างที่บอกไปว่าแพทมีความอยากเป็นแม่มาตั้งแต่อายุยี่สิบต้นๆ แล้ว และเคยคิดว่า ถ้าเราเจอคนที่ใช่ ในวันและเวลาที่ลงตัว เราไม่ลังเลเลยที่จะลงหลักปักฐาน เพราะเราเชื่อว่าสามารถจัดการงานที่ทำอยู่ได้ ยังหาเงินได้ ยังมีความสุขกับชีวิตได้โดยที่เรามีสมาชิกเพิ่มมาอีกคน

แต่ความเปลี่ยนแปลงมันทำให้เราต้องจัดลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่อีกครั้ง

แพท: โห ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากกับทั้งตัวแพทเองและพี่โน้ต เราจะให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นลำดับต้นๆ อยู่แล้ว หาเวลาอยู่ด้วยกันทุกเย็น เสาร์-อาทิตย์ก็ให้เวลากับลูกมากที่สุด แล้ววันธรรมดาเราก็จะลุยงาน ข้อดีคือทุกอย่างมันค่อนข้างเป็นกิจวัตรประจำวัน เราไม่ต้องปรับอะไรเยอะ

โน้ต: ทุกอย่างมันลงตัวด้วยธรรมชาติของมันเลย อย่างผมแต่งงาน มีลูก ทุกอย่างก็ดูลงตัวขึ้น เราจะรู้ว่าหน้าที่แต่ละคนต้องทำอะไร เวลาไหนของวันใครจะทำอะไรบ้าง สุดท้ายเราก็จะมีเวลาที่จะใช้ร่วมกัน การมีลูกมันยิ่งทำให้บ้านเราอบอุ่นขึ้น ผมว่าเป็น
ทุกครอบครัว ทุกอย่างมันมีความหมายมากขึ้น รู้สึกว่าเราสองคนไม่ได้อยู่กันแบบไร้จุดหมาย พอมันมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากขึ้น

แพท: ทุกนาทีมีค่ามากขึ้นจริงๆ จากที่เราแต่งงาน อยู่ด้วยกันสองคน ตอนนั้นก็มีความสุขแล้วที่ได้แชร์ช่วงเวลาที่มีความสุขร่วมกัน แต่พอเรามีลูกที่เป็น product of love เป็นความรักที่ไม่รู้ว่าจะบรรยายยังไงเลย แล้วเราเห็นเขาโตเร็วมาก ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่ามันนานจังเลยในแต่ละวัน แต่เผลอแป๊บเดียวผ่านไป 3 เดือนแล้ว เป็นสิ่งที่ทั้งเร็วและช้าในเวลาเดียวกัน

โน้ต: ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่ามีความวัยรุ่นอยู่ในตัว แต่พอมีลูก ผมรู้สึกว่าเราโตไปเป็นอีกคนหนึ่งโดยธรรมชาติเลย ขณะที่เราเห็นลูกโต ช่วงเวลานั้นเราก็เติบโตไปด้วย ตั้งแต่ตอนแต่งงานด้วย ผมเห็นคุณแพทโตขึ้นไปเป็นอีกคน เป็นภรรยา เป็นคุณแม่ เราทั้งสามคนเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกันในทุกวัน

แล้วถ้าถามว่าใครเป็นคนคุมมู้ดแอนด์โทนของบ้านให้มันมีสีและกลิ่นอย่างที่ต้องการล่ะ

โน้ต: (นิ่งคิด) คิดว่าเป็นผม เพราะด้วยอายุที่โตกว่าค่อนข้างเยอะ แต่วิธีคุมของผมคือความเข้าใจว่าคุณแพทยังอายุประมาณนี้ ผมจะสร้างบรรยากาศในบ้านให้อยู่ในโทนที่คิดว่าใช่ แต่จะปรับให้เป็นตัวของแพทด้วย เพราะสิ่งที่ผมต้องปรับไม่ใช่เรื่องยากเลย แล้วผมเชื่อว่าแพทก็ต้องมีสิ่งที่ต้องปรับเข้าหาผมด้วย ซึ่งบางทีเขาอาจจะไม่รู้ตัวเองก็ได้ เพราะผมก็จะพยายามให้มันเป็นธรรมชาติที่สุด

แพท: (หัวเราะ) ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย

โน้ต: เขาจะไม่รู้สึกว่าเขาปรับ หรือรู้สึกว่าผมปรับตัวอยู่ เพราะมันไม่ต้องปรับเยอะ เราก็จะใจเย็นๆ บางครั้งต้องคิดว่า การที่เขาทำแบบนี้ เขาต้องการอะไร เป็นคนแบบไหน ตอนนี้เขาโฟกัสเรื่องอะไรอยู่ เราก็จะเข้าใจเขา และเราก็จะปรับ ข้อดีคือ สิ่งที่เขาเป็น เขามีเจตนาที่ดี มีจิตใจที่ดี อยากจะดูแลลูก หรือบางทีเขาเครียดเกิน ปรับอารมณ์รับมือบางสถานการณ์ไม่ทันเกี่ยวกับลูก เพราะคุณแม่ทุกคนเป็น เราก็จะมองออกว่ามันเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่ต้องช่วยกันประคับประคองให้ผ่านไปให้ได้

แพท: เพราะว่างานการแสดงของแพทมันค่อนข้างใช้อารมณ์ ในขณะที่งานของพี่โน้ตจะใช้เหตุและผลมากกว่า มันเลยสร้างสมดุลให้เกิดความกลมกลืนกันในบ้านได้ แพทก็รู้สึกว่าเราต้องการเสาหลักที่เอาไว้พิงหรือยึดเหนี่ยวได้ แล้วยิ่งมาเจอภาวะซึมเศร้าหลังคลอดด้วย คือมันหลายอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

โน้ต: ฉะนั้นเราก็ต้องนิ่งและดูสถานการณ์ ดูพลังงานต่างๆ และจะสามารถปรับมู้ดแอนด์โทนได้ ซึ่งถ้ามองกลับไป ผมว่าก็เป็นการปรับที่สมูธมาก ถ้านับตั้งแต่ช่วงท้องจนคลอด จังหวะทุกอย่างยังดีมาก จนเราสองคนรู้สึกว่ามันดี เลยไม่ได้อยากมีลูกคนเดียว อยากมีเพิ่มอีกเลย ขั้นต่ำคง 2 คน แต่ถ้าถามคุณแพทอาจจะบอกว่า 4 คนก็ได้ เขารักเด็กมาก (หัวเราะ)

แล้วถ้าให้เปรียบเทียบตัวเองเป็นช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของวัน คิดว่าตอนไหนแทนตัวเราได้ดีที่สุด

โน้ต: ชอบเป็นช่วงเช้า ถ้าวันนั้นได้ตื่นมาออกกำลังกายตั้งแต่เช้า จะชอบเวลาที่กลับมาบ้านอาบน้ำ กำลังแต่งตัว ดื่มกาแฟ จะรู้สึกสดชื่น อารมณ์ดีทั้งวัน พร้อมที่จะทำงาน

แพท: ขอนิยามตัวเองว่าเป็นซันเดย์ บรันช์ (หัวเราะ) เพราะของแพทน่าจะประมาณสิบโมงครึ่ง รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ชิลล์ โคซี่ แล้วชอบความสโลว์ไลฟ์

โน้ต: แต่ก็เรียกว่าเป็น morning person กันทั้งคู่นะครับ (ยิ้ม)

- Advertisement -