พูดคุยกับบอม – ดนุภพ กมล แห่ง Muzik Move ผู้ที่คอยซัพพอร์ตในงานเบื้องหลังและเป็นดั่งลมใต้ปีกให้ศิลปินมากมายรีดศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้

– จาก sound engineer สู่ผู้บริหารค่ายเพลง

“พอผมเรียนจบ ผมก็เริ่มงานแรกที่ More Music ของพี่ป้อม (อัสนี โชติกุล – สมาชิกวงอัสนี-วสันต์) ในฐานะ sound engineer เลยครับ” บอม – ดนุภพ กมล Vice President ไฟแรงแห่ง Muzik Move เริ่มบทสนทนากับเราด้วยรอยยิ้ม “เริ่มจากการอัดเสียงให้ศิลปินในค่าย มีทั้งอัสนี-วสันต์, Zeal, Blackhead และ Instinct ตอนนั้น More Music เป็นค่ายร็อคที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง หลังจากนั้นผมก็ย้ายมาเป็นฝ่ายมิกซ์เสียงที่ GMM Studio ทำให้กับวง Potato, เอ็ม – อรรถพล, บอย Peacemaker และ Getsunova พอผมเริ่มอิ่มตัวในอาชีพนี้ แต่ยังอยากเติบโตไปอีกขั้นในสายอาชีพนี้ ผมเลยเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา Music Business Management ที่ประเทศอังกฤษครับ

“และก็จังหวะดีที่เรียนจบมา พี่ป้อมก็ย้ายมาก่อตั้งสหภาพดนตรีพอดี แกเลยชวนผมมาทำด้วยกัน” เขายิ้ม “เป็นสเต็ปแรกที่ได้ทำงานฝั่ธุรกิจในตำแหน่งการตลาด เป็นพนักงานทั่วๆ ไปเลยครับ แล้วก็ค่อยๆ เติบโต ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสหภาพดนตรีรีแบรนด์เป็น Muzik Move มีศิลปินมากขึ้น มีทีมผู้บริหารใหม่ๆ เข้ามา ทั้งพี่ฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) และก็มีคุณจุ๊บ (วุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี) ขึ้นเป็นบิ๊กบอส รับตำแหน่ง MD ผมจึงได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารฝั่ง business ของบริษัทจนถึงทุกวันนี้ครับ”

– ค่ายเพลงที่ทำเพลงจากความต้องการของศิลปิน

“ทิศทางของ Muzik Move จริงๆ เริ่มต้นจากไอเดียของทั้งพี่ฟองเบียร์และคุณจุ๊บที่จะสร้างค่ายเพลงโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ศิลปินเป็นหลัก” สีหน้าเขาดูภูมิใจเมื่อพูดถึงจุดนี้ “เหมือนเราจะสร้างบริษัทโดยยึดอยู่กับศิลปิน เหมือนกับปณิธานของพี่ป้อมที่ก่อตั้งสหภาพดนตรีตั้งแต่แรกล่ะครับ เราก็ต่อยอดจากตรงนั้นมา” ถ้ามีปณิธานที่แน่วแน่ขนาดนั้นแล้ว และได้เห็น Muzik Move เติบโตขนาดนี้ ดีใจและภูมิใจมากแค่ไหนกัน เราถามทั้งๆ ที่ก็น่าจะเดาคำตอบได้ไม่ยากนัก “ก็ดีใจนะครับ จากที่รีแบรนด์วันนั้น มาจนถึงวันนี้ที่มีศิลปินในสังกัดเกือบ 50 ศิลปินแล้ว ยังนึกถึงก้าวแรกของน้องอิ้งค์ (วรันธร เปานิล) และน้องเอิ๊ต (ภัทรวี ศรีสันติสุข) ตอนนั้นอยู่เลยครับ”

นับตั้งแต่วันที่รีแบรนด์มาจนถึงวันนี้ Muzik Move ย่างเข้าขวบปีที่หก มีค่ายเพลงย่อยในสังกัดอยู่ถึง 8 ค่ายเพลง เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของคนฟังดนตรีให้ครอบคลุมที่สุด “วันแรกของเรา เราเริ่มต้นที่สามค่ายเพลงเท่านั้นครับ” บอมเล่าย้อนอดีตด้วยสีหน้าภูมิใจ “พี่ฟองเบียร์ดูแลค่าย Me Records ที่มีดีเอ็นเอเป็นเพลงร็อค ส่วนพี่พล (คชภัค ผลธนโชติ – มือกีตาร์วง Clash) ก็ดูแล Boxx Music เป็นสไตล์อินดี้ป็อปฟังสบายๆ ส่วนค่ายที่สามคือ Muzik Move Records ชื่อเดียวกับบริษัท โดยมีพี่โอ๊บ (เพิ่มศักดิ์ พิสิษฐ์สังฆการ) คอยดูแล เริ่มต้นจากตรงนี้ครับ ส่วนค่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นมานี่ผมขอเรียกว่าแตกเซ็กเมนต์ออกมาดีกว่าครับ”

บอมอธิบายว่า ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เทรนด์การฟังเพลงของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยแยกเป็นเซ็กเมนต์อย่างเห็นได้ชัด “คนฟังเพลงในแนวที่เฉพาะมากขึ้น ความเป็น mainstream มันหายไปเยอะมาก ทิศทางของบริษัทก็เลยเลี้ยวไปในทางเดียวกัน คือแตกเป็นกลุ่มย่อยๆ มากขึ้น อย่างค่าย Home Run Music ของพี่ติ๊ก (กฤษติกร พรสาธิต – วง Playground) ก็มีน้องเบล (วริศรา จิตปรีดาสกุล) กับเพลง ‘เอาปากกามาวง’ ก็จะเป็นค่ายที่ดูศิลปินที่มีลักษณะของทีนไอดอล ส่วนพี่พลเองที่ประสบความสำเร็จกับค่าย Boxx Music แล้วก็แตกค่ายออกมาเป็น Zircle Muzik ซึ่งถ้าเทียบกับค่ายเก่า ค่ายนี้ก็จะดูมีความเป็นเด็กหลังห้อง ตามสไตล์ดีเอ็นเอชาวร็อคของพี่พลล่ะครับ”

ความฝันของบอมในฐานะคนในอุตสาหกรรมวงการดนตรีนั้นเรียบง่ายแต่ก็ยิ่งใหญ่ในคราวเดียวกัน “ความฝันจริงๆ คือผมอยากสร้างค่ายเพลงร่วมกับพี่ๆ ที่ผมเคารพ และเป็นค่ายเพลงที่ตอบโจทย์ของศิลปินในค่ายน่ะครับ” อีกครั้งที่เขายิ้มอย่างมีความสุข “ความสุขของผู้บริหารอย่างพวกเราคือการได้เห็นศิลปินได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำ โดยมีเรายืนซัพพอร์ตให้กำลังใจอยู่ข้างๆ อย่างในงานคอนเสิร์ตแรกของน้องอิ้งค์ที่ชื่อว่า Just a Little Bliss concert ที่มีคนดูประมาณห้าร้อยคน เป็นเวทีแรกที่คนซื้อบัตรมาดูน้อง มาช่วยอิ้งค์ร้องเพลงในอัลบั้มแรกได้ทุกเพลง อิ้งค์ยืนร้องไห้บนเวที ส่วนทีมงานทุกคนรวมทั้งตัวผมและพี่พลก็ยืนร้องไห้อยู่ข้างเวที นี่เป็นโมเมนต์ที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เราอยากจะซัพพอร์ตให้ศิลปินได้ทำสิ่งที่เขาอยากจะทำ” ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สเกลคอนเสิร์ตของอิ้งค์ขยายจากเวนิวเล็กๆ มาจนถึง Voice Space และอิงค์ก็พร้อมจะขึ้นแสดงที่ Impact Arena เร็วๆ นี้แล้ว “ผมหวังว่าโควิดจะซาลงจนกระทั่งเราจะจัดคอนเสิร์ตให้น้องได้ภายในปีนี้ครับ” บอมกล่าวอย่างมีความหวัง

ก่อนที่เราจะปิดบทสนทนากับบอม เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาแอบคิดถึงช่วงเวลาที่เขาเป็น sound engineer อยู่บ้างไหม และคำตอบของเขาก็ทำให้เราเชื่อว่าผู้ชายคนนี้ไม่ทิ้งความฝันของเขาสักอย่างจริงๆ “ผมยังแอบทำงานมิกซ์เสียงให้กับศิลปินในค่ายบ้างครับ แอบทำในเวลาที่พอว่างบ้าง และกลายเป็นว่าสนุกกับมันมากขึ้นไปอีกครับ”

Photographer: Napat Gunkham

Author: Pacharee Klinchoo

เรียบเรียง rhunrun