THE RISE OF BEDROOM PRODUCERS บทสัมภาษณ์ของเพื่อนซี้ 2 คน โต้ง Twopee และ ป๊อก Mindset ที่เริ่มจากการใช้ห้องนอนของตัวเองเป็นสตูดิโอสำหรับอัดเพลงใต้ดินจนวันที่ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินฮิปฮอปแถวหน้าของประเทศ

ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าเพลงฮิปฮอปจะขึ้นมาเป็นที่ 1 ของโลกโดยกินส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดจากการรวบรวมข้อมูลของผู้ให้บริการสตรีมเพลงแบบดิจิทัล เช่นเดียวกับเพื่อนซี้ 2 คนนี้ที่เคยใช้ห้องนอนของตัวเองเป็นสตูดิโอสำหรับอัดเพลงใต้ดินเพื่อเล่าความรู้สึกข้างในที่อยากถ่ายทอดออกมา ในวันที่ฮิปฮอปกลายเป็นวัฒนธรรมระดับแมสและแรปเปอร์หลายคนกลายเป็นเฟสของเหล่าลักชัวรีแบรนด์ระดับ Louis Vuittonซึ่งก็ทำได้ดีเสียด้วยสิ จิตวิญญาณแห่งความขบถและการต่อสู้ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันหรือเปล่า

“แม้ว่าวันนี้จะเหนื่อยล้า แต่ต้องแหกตาตื่นขึ้นมาให้ได้” ท่อนหนึ่งจากเพลง Keep Ya Head Up ของ 2Pac ที่ปล่อยออกมาในปี 1993 ท่ามกลางวัฒนธรรมฮิปฮอปในอเมริกาที่กำลังตื่นตัว หลังจากเวที Grammy Awards บรรจุสาขา Best Rap Performance ในปี 1989 ส่งอิทธิพลให้กับแรปเปอร์ชื่อดังอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จเป็นพลุแตกก่อนปี 2000 ทั้ง Jay-Z และ Eminem อย่างน้อยก็ประทับอยู่ในหัวใจของป๊อก – ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ และโต้ง – พิทวัส พฤกษกิจ เพื่อนซี้ต่างที่มา แต่มีหัวใจของความเป็นแรปเปอร์เหมือนกัน วัยรุ่น Gen Y ที่เกิดในช่วงยุค ’90s แต่แปลกประหลาดกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังหลงใหลในบรรยากาศสดใสของ T-pop เขาทั้งสองโดนเนื้อหาและบีทที่กระแทกใจผลักให้ไปอยู่อีกวงหนึ่งของสังคม ไม่มีใครรู้ว่าเด็กจบนอกกับวัยรุ่นภูเก็ตจะได้มีโอกาสโคจรมาพบกันในวันหนึ่ง

“ตอนอายุ 14 ผมถูกส่งไปเรียนที่บอสตัน วงการเพลงในตอนนั้นไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็มีแต่ฮิปฮอป เมื่อเทรนด์ที่อเมริกาจะนำหน้าเมืองไทยไปก่อนหลายปี ตอนนั้นฟัง 2Pac, Fabolous, The Game, Nas แล้วก็ Nelly รู้สึกว่าสิ่งที่ฟังในตอนนั้นทำให้เป็นผมในตอนนี้” ป๊อกเริ่มตอบอย่างรวดเร็วเมื่อเราถามว่ารู้ว่าตัวเองชอบเพลงสไตล์นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ในขณะที่โต้งนั่งนิ่ง ก้มหน้าคิด และตอบหลังจากที่ป๊อกพูดเสร็จ “มันเป็นอารมณ์ แบบความสุขแบบหน้าบึ้ง เหมือนรับรู้ถึงเนื้อหาและดนตรีของเพลงแล้วคิดตามไปกับมัน แต่จริงๆ ไม่ได้โกรธใคร เพลงเซ็ทแรกที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาลก็น่าจะเป็น Eminem, Jay-Z, ดาจิม อัลบั้มใต้ดิน แล้วก็ Thaitanium อัลบั้ม Thai Rider นี่เปลี่ยนชีวิตเลย”

ถึงแม้ชื่อเสียงของทั้งสองคนจะโด่งดังมากในฐานะศิลปินที่ทำหลายอย่าง ทั้งนักร้อง พิธีกร โค้ช วล็อกเกอร์ คุณพ่อ และงานเบื้องหลังอีกมากที่ทำกันอยู่ทุกวัน แต่เรากลับไม่เคยรู้เลยว่าพวกเขาสนิทกันมานานกว่า 10 ปี เคยนัดกันแต่งเพลงในห้องนอน โปรดักชั่นเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชั่นโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอะไรมากมายนอกจากความสุข

“ถ้าให้ผมหยุดทำเพลงคงเป็นไปไม่ได้ อย่างโต้งก็รู้จักกันตั้งแต่เด็กๆ ผมทำเพลงกับโต้ง เราทำเพลงกันเพราะเรามีความสุข ทุกวันนี้ผมยังตกใจเลยว่า เฮ่ย เราก็มากันไกลเหมือนกันนะ จากเมื่อก่อนที่เราอยู่กันในห้องกันเอง เรียกว่าจากงานอดิเรกกลายมาเป็นงานโดยที่เราไม่ได้หวังไว้ตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นมันยังเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข แล้วก็ยังทำต่อไปเรื่อยๆ จริงไหม”

“อืม”

– มันไม่ใช่ความสุขแบบเดียวกันเหรอ เราถาม

“ไม่เหมือน ไม่เหมือนเลย ตอนนั้นมีความสุขมาก เพราะมันคือความคิดสร้างสรรค์ที่เราไม่ได้คิดอะไรเลย เราทำเพราะเราอยากทำ มันก็คือเหมือนคนที่เขาทำงานศิลปะอยู่ในห้อง วาดไปเรื่อย ผมก็แต่งเพลงและอัดไปเรื่อย แต่พอมาเป็นงาน มันเริ่มมีความกดดันอย่างอื่นเข้ามาให้ผมเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้แฮปปี้เท่าเมื่อก่อน เริ่มมีความคาดหวังหรือแม้กระทั่งมีทีมงานที่ต้องรับผิดชอบ มันก็ทำให้เราเริ่มเครียด” ป๊อกอธิบาย “สนุกมาก ไม่รู้ไปเอาแพสชั่นมาจากไหน” โต้งเหมือนคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้แล้วพูดต่อ “สมัยนั้นอยู่แต่ในห้องอัด ต้องไปฟอร์จูน ทำหน้าปกตามร้านอาร์ทช็อป ไปร้านดีเจสยามเช็คว่าขายไปได้กี่แผ่นแล้ว คงเหมือนเด็กสมัยนี้ที่ตั้งใจทำเพลงของตัวเองลง YouTube ต่างกันที่เมื่อก่อนต้องออกไปตากแดดร้อนๆ บ่อยกว่า”

บทสัมภาษณ์เต็มๆอ่านต่อได้บนนิตยสารฉบับเดือนมีนาคมของเราทุกแผงหนังสือชั้นนำครับ!

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Chanond Mingmit

Author: Neeraj Trirongaubon

เรียบเรียง rhunrun