พูดคุยกับเซโกะ มัตสึดะ หนึ่งในผู้กำกับ Folklore Season 2 ออริจินัลซีรีส์จาก HBO GO

กลับมาอีกครั้งแล้วสำหรับ Folklore ออริจินัลซีรีส์ลี้ลับของ HBO ที่เคยนำพาความสยองขวัญสู่บ้านคุณ และในซีซั่นที่สองนี้ Folklore จะกลับมาพร้อมความยาว 6 ตอน จากผู้กำกับ 6 ประเทศทั้งไต้หวัน ญี่ปุ่น ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ที่จะมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ว่าด้วย ‘ความกลัว’ ต่างๆ ทั้งจากเรื่องราวที่คุณไม่รู้ หรือจากพลังเหนือธรรมชาติ โดยเรื่องเล่าต่างๆ นั้นจะเล่าผ่านมุมมองอันหลากหลายและแตกต่างของผู้กำกับแต่ละคนนั่นเอง

และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องในครั้งนี้ ลอฟฟีเซียล ออมส์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เซโกะ มัตสึดะ ผู้กำกับซีรีส์ชาวญี่ปุ่นจากตอน The Day The Wind Blew ที่ว่าด้วยเรื่องความรัก ความฝัน ความตาย และการจากลา โดยตอนนี้จะเข้าฉายในวันที่ 21 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้

เซโกะ มัตสึดะ ผู้กำกับตอน The Day The Wind Blew จากซีรีส์ Folklore Season 2

ทำไมคุณสนใจเข้าร่วมโปรเจกต์ซีรีส์ “Folklore” มีอะไรที่ดึงดูดใจคุณเป็นพิเศษมั้ย?     

Seiko: ก่อนหน้านี้ มีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับเอริค คู (โชว์รันเนอร์ ผู้ควบคุมการสร้างโปรเจกต์ Folklore) ในซีรีส์เรื่อง Ramen Teh (รับชมได้ทาง HBO GO) ค่ะ คราวนี้เลยได้รับโอกาสอีกครั้งจากเอริค เขาชวนให้ฉันลองมาเป็นผู้กำกับในเรื่องนี้ค่ะ นอกจากตัวโปรเจกต์ที่น่าสนใจ ก็รู้สึกดีที่จะได้ร่วมงานกับเอริคอีกค่ะ    

ไอเดียตั้งต้นมาจากอะไรและขั้นตอนทำงานอะไรที่สำคัญที่สุดและแตกต่างจากขั้นตอนของศิลปะอื่นอย่างไร      

Seiko: มีครั้งนึงตอนไปทานข้าวกับผู้กำกับเอริค คู เลยเล่าเรื่องน่ากลัวๆ ของแต่ละที่ (แต่ละคน) กัน เอริคเขาชอบและถูกใจเรื่องที่ฉันเล่าให้เขาฟังมากก็เลยเลือกและตกลงกันว่านำเรื่องนี้มาทำเป็นตอนหนึ่งในโปรเจกต์

ซีรีส์ Folklore ดีกว่า แล้วทุกอย่างก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นเลยค่ะ ระหว่างที่ฉันเขียนบท เอริคก็ให้คำแนะนำฉันหลายๆอย่าง พวกเราเริ่มเขียนบทกันและก็เข้าสู่กระบวนการโปรดักชั่น ถ่ายทำซีรีส์ค่ะ            

ทำไมคุณถึงเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวนี้ในซีรีส์ Folklore Season 2?

Seiko: เรื่องมันนานมากแล้วนะคะ ก่อนหน้านี้ฉันมีผู้ช่วยผู้หญิงอยู่คนนึงค่ะ เธอเป็นคนที่มีสัมผัสพิเศษค่ะ ตอนที่ฉันอยู่กับเธอ เธอเล่าว่าเธอเห็นผีพอดี แต่ฉันก็ไม่ทราบหรอกนะคะว่าจริงหรือเปล่า เพราะว่าฉันไม่เห็นอะไรเลยค่ะ แต่ว่าฉันก็จำเรื่องนั้นได้ดี ลืมไม่ลงเลยค่ะ หลังจากนั้นตอนที่ฉันเจอกับเอริค ฉันก็เล่าเรื่องนี้ให้เอริคฟัง บอกว่าเรื่องนี้น่าสนใจนะ เขาก็คิดเหมือนฉันว่าเรื่องนี้น่าจะเอาไปทำเป็นผลงานสุดพิเศษได้เลยนะ แต่ฉันในฐานะผู้กำกับเองก็ไม่ได้อยากทำผลงานที่น่ากลัวเพียงอย่างเดียว แต่ฉันอยากเพิ่มเรื่องเกี่ยวกับความรัก เป็นเลิฟสตอรี่ด้วย ก็เลยเกิดเป็นซีรีส์เรื่องนี้ค่ะ  

เป็นเรื่องราวของศิลปินไอดอลและแฟนคลับที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้กัน คุณได้มีการนำประสบการณ์ส่วนตัวหรือที่เคยพบเจอใส่ลงไปในเรื่องราวนี้บ้างมั้ย  

Seiko: ฉันไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องผีหรือเรื่องวิญญาณแบบนี้เลยนะคะ ไม่เคยเจอกับตัวเลย แต่ถึงแม้ฉันจะไม่เคยเผชิญประสบการณ์ในลักษณะนี้ด้วยตัวเอง แต่ฉันก็รู้สึกว่าถ้าจะมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้น ก็ไม่น่าแปลกอะไรค่ะ      

ในญี่ปุ่นยุคปัจจุบันคุณคิดว่าเรื่องผีในความหมายทางสังคมถูกมองแตกต่างจากอดีตหรือความเชื่อเรื่องผีในปัจจุบันของญี่ปุ่นเป็นอย่างไร      

Seiko: สำหรับตัวฉันเองคิดว่าไม่ว่าวิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงหรือเทคโนโลยีในยุคนี้จะพัฒนาหรือเจริญขึ้นมากเพียงใด ตัวฉันเองก็คิดว่ายังไงก็มีสิ่งที่มันเป็น spiritual (เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ) (คุณเซโกะใช้คำนี้เลย) อยู่แน่ๆ เรื่องแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว แต่ที่ไหนๆบนโลกก็มีเช่นกัน ไม่ว่าโลกจะถูกพัฒนาให้มันทันสมัยขึ้นยังไง แต่ฉันคิดว่าเรื่องราวของภูติผีวิญญาณ (เรื่องผีๆ spiritual) ก็ยังคงมีอยู่ แล้วคนที่ได้พบได้เห็นเนี่ยก็คงจะคิดว่าเรื่องผีแบบนี้ก็มีด้วย และคงเปิดใจยอมรับการมีอยู่ของเรื่องราวเหล่านี้ แม้ว่ามันจะดูน่าเหลือเชื่อขนาดไหน คงจะคิดว่า “มันเป็นเรื่องน่าพิศวงมากๆ เลย” หรือแบบว่า “อ๋อ แบบนี้ก็มีด้วย” และคิดว่าก็คงจะยอมรับเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมชาติด้วยแหละค่ะ

คุณคิดว่าเสน่ห์ของหนัง/ซีรีส์แนวลี้ลับสไตล์เอเชียเหมือนหรือต่างจากสไตล์ตะวันตกอย่างไร และเอกลักษณ์ของความน่ากลัวสไตล์ญี่ปุ่นคืออะไร เช่น ตะวันตกจะเล่นกับจังหวะตกใจ ส่วนเอเชียจะเน้นเรื่องความเชื่ออะไรประมาณนี้

Seiko: ขอเจาะจงพูดถึงเสน่ห์ของซีรีส์ Folklore คงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานที่เล่าขานของแต่ละประเทศนะคะ ซึ่งธีมของซีรีส์นี้ก็คือการเอาตำนานของแต่ละที่มาเล่าเป็นเรื่องราวด้วย ซึ่งมันเป็นธีมที่น่าสนใจมากๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละความเชื่อในแต่ละท้องถิ่นของเอเชีย ซึ่งถึงแม้จะมีความแตกต่างกัน แต่คิดว่าในรายละเอียดน่าจะมีอะไรที่คล้ายคลึงหรือเชื่อมโยงกันได้อยู่ ซึ่งในซีรีส์ Folklore ถือเป็นการแนะนำและเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศผ่านซีรีส์เรื่องนี้ไปด้วยค่ะ

นอกจากความน่ากลัวแล้วอยากให้คนที่เข้ามาดูเรื่องได้รับ Messages หรือข้อคิดอะไรจากเรื่องนี้บ้าง      

Seiko: ซีรีส์ Folklore ซีซั่น 2 ตอน “The Day the Wind Blew” เป็นเรื่องราวที่น่ากลัวมากๆ ค่ะ แต่ว่าสิ่งที่ฉันอยากจะสื่อเนี่ย ฉันอยากเน้นในเรื่องของ “ความรัก” นะคะ เป็นความรู้สึกรักแบบรักจริงๆ ไม่ใช่แค่ความรักแบบโรแมนติก (รักใสๆ) นะคะ ในเรื่องจะมีทั้งความรักระหว่างชาย-หญิง และก็มีความรักของแม่-ลูก คือแม่กับลูกสาวด้วย ฉันเลยอยากสื่อถึงเรื่อง “ความรัก” คิดว่า “ความรัก” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดค่ะ

ระหว่างโปรเซสการทำงานระหว่างงานนักร้องนักแต่งเพลงสู่การเขียนบทและกำกับมันมีความแตกต่างกันอย่างไร

Seiko: ถ้าเป็นการร้องเพลงเนี่ย ฉันก็จะเป็นคนร้อง ส่วนใหญ่ก็ร้องเพลงคนเดียวเกือบตลอดเลยด้วย หรือการแต่งเพลง ทำผลงานเพลงเนี่ย ฉันก็จะทำเองคนเดียวค่ะ แต่ถ้าเป็นการทำซีรีส์ เขียนบทจะต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายๆคน ทีมงานที่มาร่วมสร้างซีรีส์นี้ด้วยกันค่ะ ฉันคิดว่าจุดนี้เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้เด่นชัดเลยค่ะ แล้วมันก็แตกต่างตรงที่เรื่องราวในซีรีส์เรื่องนี้ที่ฉันสร้างขึ้นมา ฉันไม่ได้แสดงเรื่องนี้ผ่านตัวของฉันเอง แต่เป็นทางทีมนักแสดงที่พวกเขาต้องมาถ่ายทอด (ผลงานของฉัน) ผ่านการแสดงและการเคลื่อนไหวทางร่างกายของพวกเขาค่ะ การร้องเพลง เพลงของฉัน มันถูกถ่ายทอดผ่านเสียงของฉัน ตัวของฉันเอง กระบวนการผลิตผลงานที่ฉันทำเองคนเดียว แต่สำหรับการสร้างซีรีส์ที่ต้องใช้แรงกายแรงใจของทุกๆคนมารวมเป็นหนึ่งใจเดียวกันเพื่อสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุด มันต่างกันมากๆเลยค่ะ  

ทำไมคุณถึงเลือกที่จะเล่าเรื่องผ่านบทเพลงและการเต้นรำ     

Seiko: (ครุ่นคิด) สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่าในการสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวใดๆ ออกไป การแสดงกับดนตรีเป็นสื่งที่สัมพันธ์กันมากเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องราวในซีรีส์นี้เป็นที่ตัวเอกเป็นนักร้องด้วย ดนตรีจึงมีบทบาทสำคัญมาก ทุกอย่างมันเลยเชื่อมโยงถึงกันอย่างเป็นธรรมชาติเลยล่ะค่ะ  

ตัวคุณเองได้รับฉายาว่า “ไอดอลตลอดกาล” รู้สึกยังไงบ้างกับฉายานี้และพอมาทำงานเบื้องหลังในฐานะผู้กำกับแบบนี้มีฉายาอื่นๆที่อยากได้รับอีกบ้างมั้ย      

Seiko: (หัวเราะ) สำหรับฉายา “ไอดอลตลอดกาล” เป็นฉายาที่ทุกๆ คนกรุณามากๆ ที่เรียกฉันแบบนั้น ฉันรู้สึกขอบคุณมากๆ แล้วก็มีความสุขมากๆ เลยค่ะ ถ้าทุกคนเรียกฉันแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะดีใจมากเลยค่ะ      

(ถามต่อ) แล้วต่อจากนี้ไปมีฉายาอื่นๆที่อยากได้รับอีกไหม  

Seiko: เอ๊ะ~ (ยิ้มเขิน) สำหรับฉัน ฉันคิดว่าฉายา “ไอดอลตลอดกาล” ที่ได้รับก็ที่สุดแล้วค่ะ คงไม่มีฉายาไหนที่มากไปกว่านี้แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอมากๆแล้วสำหรับฉันค่ะ (พูดพลางหัวเราะ) ขอ บคุณมากๆ เลยนะคะ (พนมมือ)

นอกจากตอนที่คุณกำกับในซีรี่ส์นี้ คุณชอบตอนไหนที่สุด เพราะอะไร      

 Seiko: ที่จริงแล้วฉันยังไม่ได้ดูตอนอื่นๆ เลยค่ะ แต่ว่าตั้งหน้าตั้งตารอชมไม่ไหวเลยค่ะ

(ถามเพิ่ม) ถ้าอย่างนั้นรบกวนบอกหน่อยได้ไหม ว่าคุณชอบหนังสยองขวัญเรื่องอะไร   

Seiko: หนังสยองขวัญที่ฉันชอบเหรอคะ ความจริงฉันไม่ค่อยได้ดูหนังแนวสยองขวัญเท่าไรค่ะ (หัวเราะ) ที่ฉันได้มากำกับหนังสยองขวัญในครั้งนี้ จึงวิเศษสุดๆ ไปเลยค่ะ ฉันเคยดูหนังที่ไซโต้ ทาคุมิกำกับในซีรี่ส์ Folklore season 1 เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ แล้วก็ทำออกมาได้ดีมากๆ ด้วยค่ะ  

โดยส่วนตัวแล้วคุณเชื่อในเรื่องพื้นบ้านเรื่องนี้มากแค่ไหน

Seiko: ตามที่พูดไปแล้วเมื่อสักครู่ ฉันคิดว่าเรื่องเล่าหรือเรื่องราวของแต่ละประเทศที่เล่าต่อๆ กันมา มันต้องมีจริงแน่ๆ เลยค่ะ ดังนั้นถ้าจะถามว่า เชื่อหรือไม่เชื่อ ฉันเป็นคนที่เชื่อในเรื่องนี้ค่ะ

Folklore Season สตรีมมิ่งที่ HBO GO ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 มีตอนใหม่ทุกวันเสาร์จนครบ 6 ตอน