พูดคุยกับ Erik Matti ผู้กำกับ On The Job ออริจินัลซีรีส์ตีแผ่ความโสมมของแวดวงตำรวจ นักโทษ มือปืน นักข่าว และข้าราชการแห่งประเทศฟิลิปปินส์

On The Job เป็นชื่อภาพยนตร์เรื่องยาวของประเทศฟิลลิปปินส์ ออกฉายเมื่อปี 2013 กำกับโดย Erik Matti นำแสดงโดยนักแสดงชั้นนำของประเทศฟิลิปปินส์ทั้ง Joel Torre, Piolo Pascual, Gerald Anderson, Joey Marquez, Angel Aquino และอื่นๆ และถูกนำมาปรับเป็นออริจินัลซีรีส์ของ HBO จำนวน 6 ตอน มัดรวมนักแสดงหน้าเดิมในบทเดิม และนักแสดงหน้าใหม่บางส่วนมาอย่างพร้อมเพรียง ซึ่ง 2 ตอนแรกของซีรีส์นี้ได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2013 และ 4 ตอนสุดท้ายของซีรีส์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 78 ประจำปีนี้ และในขณะที่เราลงนั่งเขียนบทสัมภาษณ์ Erik Matti ผู้กำกับคนสำคัญนี้อยู่ เราก็ได้รับแจ้งข่าวดีจากทาง HBO ว่า John Arcilla นักแสดงผู้รับบท Sisoy Salas นักข่าวด้านมืดของซีรีส์ได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากเวทีนี้ไปหมาดๆ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเขาคือนักแสดงชาวฟิลิปปินส์คนแรกที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ 

เนื้อเรื่องโดยย่อของ On The Job นั้นสร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริงเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมที่ปล่อยตัวนักโทษชั่วคราวเพื่อให้ออกมาเป็นมือปืนลอบสังหารผู้มีอำนาจทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรอาชญากรรมนี้กลับเป็นนักการเมืองใหญ่เสียเอง ซีรีส์นี้จึงเป็นการตีแผ่ชีวิตของทั้งนักโทษมือปืน ตำรวจ นักสืบ และนักข่าวในทุกแง่มุมของการเปิดเผยความจริงเรื่องการสังหารคนสำคัญ และการอุ้มหายในหลายๆ คดี นอกจากจะตีแผ่เรื่องความเน่าเฟะของวงการตำรวจ ข้าราชการ และนักการเมืองของประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ซีรีส์นี้ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับข่าวปลอมในชีวิตจริง รวมไปถึงการประกอบสร้างและเผยแพร่ ‘ความจริง’ ที่ถูกกำหนดมาแล้วในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารเช่นนี้ 

ก่อนที่เราจะมีโอกาสได้เข้าสัมภาษณ์กลุ่มกับทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำจากซีรีส์ On The Job เราได้มีโอกาสเข้าร่วมงานแถลงข่าวซีรีส์ที่ประกาศตัวว่า ‘กล้าที่จะเปิดโปงความมืดดำ’ ของผู้สร้างรายหนึ่ง แต่คำถามของเราและผองเพื่อนนักข่าวชาวไทยสองสามคนที่พิมพ์รัวเข้าไปกลับถูกตัดจบ ทำให้เราค่อนข้างมีแผลในใจในเรื่องการถามคำถาม ‘ที่ดูสุ่มเสี่ยง’ เล็กน้อย และด้วยเนื้อหาอันโจ๋งครึ่มของ On The Job ทำให้เรากึ่งๆ ทำใจไปแล้วว่า คำถามของเราในครั้งนี้อาจจะถูกตัดจบไม่ต่างกัน (ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละผู้สร้างก็ตาม) 

คำถามของเราที่มีต่ออีริคในฐานะผู้กำกับก็คือ เราไม่มั่นใจว่าประเทศฟิลิปปินส์มีการเซ็นเซอร์ที่หนักหนาเท่ากับที่เรามีในประเทศไทยหรือไม่ เพราะถ้าเกิดว่าเราจะสร้างผลงานศิลปะสักเรื่องว่าด้วยเรื่องรัฐบาล หรือสถาบันใดๆ ก็ตาม เราจะโดนเซ็นเซอร์อย่างแน่นอน เราเลยอยากรู้ว่าประเทศคุณประสบปัญหาแบบนี้หรือไม่ หรือตัวคุณเองประสบความยากลำบากอะไรในการลุกขึ้นมาพูดประเด็นนี้ใน On The Job หรือเปล่า และก่อนที่เขาจะตอบอะไรมา เราก็เอ่ยปากขอบคุณเขาอย่างจริงใจในความกล้าหาญที่เขาเลือกนำเสนอเรื่องราวอันโสมมแบบนี้ให้โลกได้รับรู้ 

เราแอบเห็นรอยยิ้มจางๆ ของเขา ก่อนที่เขาจะตอบคำถามเราด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มั่นใจในตัวเอง “ผมคิดว่า ตราบใดที่งานของคุณไม่เอ่ยชื่อคนที่คุณกล่าวถึงอย่างตรงๆ มันก็ไม่เป็นไรหรอกนะ พวกข้าราชการในประเทศฟิลิปปินส์ไม่อยากให้คนอื่นรู้พฤติกรรมตัวเองหรอก เรามีวัฒนธรรมที่แตกต่างน่ะ ไม่เหมือนกับพวกข้าราชการในประเทศญี่ปุ่น หรือเกาหลี ผมก็ไม่รู้นะว่าประเทศไทยเป็นแบบนั้นหรือเปล่า เวลาเกิดข้อด่างพร้อยใดๆ ก็ตามในงานที่พวกเขาทำในประเทศอื่นๆ ไม่ว่าข้อด่างพร้อยนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่พวกเขาจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทันทีใช่ไหม แต่สำหรับประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ถึงคุณจะถูกจับได้คาหนังคาเขา คุณก็ไม่มีวันลาออกหรอก (เฮ้ย… เหมือนกันเลย เราแทรกขึ้นมา… ก่อนจะกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ แต่เราแอบเห็นรอยยิ้มของหลายคนในจอโปรแกรมซูมนั้น) ผมจำได้ว่ามีเพื่อนผมบางคน ที่เป็นข้าราชการไปดูเรื่อง On The Job เขาก็รู้แหละว่าผมพูดถึงใครในเรื่อง ผมชอบอารมณ์หนังแกงสเตอร์ในฮอลลีวู้ดนะ ที่แกงสเตอร์ส่วนใหญ่ที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นต้นแบบของตัวละครในภาพยนตร์พากันไปดูภาพยนตร์เรื่องนั้น และออกมาป่าวประกาศว่า ‘นั่นกูเอง’ ผมว่าสำหรับประเทศฟิลิปปินส์แล้ว ไม่มีใครยอมรับหรอกว่าพฤติกรรมในภาพยนตร์นั้นคือตัวเขาเอง อาจจะเป็นเพราะว่าทุกคนก็ทำเรื่องเดียวกันจนกระทั่งคุณไม่สามารถชี้นิ้วบอกได้เลยว่าพฤติกรรมนี้มันเป็นของข้าราชการคนไหนน่ะ เพราะมันเป็นกันทั้งระบบ” 

จบคำถามนี้ เราถึงขั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่กับ ‘ความกล้า’ ที่มีอยู่จริงของทั้งผู้กำกับและทีมงานของซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ใช่ ‘ดีแต่ปาก’ เหมือนกับทีมที่เราเพิ่งเจอมาก่อนหน้า และเมื่อคิวถามของเราวนมาอีกรอบ เรามีปัญหากับอินเทอร์เน็ตจนเราแซวตัวเองว่า คำถามของเราว่าด้วยเรื่องกลไกของนักข่าว เราโดนเซ็นเซอร์แล้วหรือไง ซึ่งคำถามของเรานั้นพูดถึงเรื่องตัวละคร Sisoy (ที่จอห์นเพิ่งจะคว้ารางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิซไปตอนที่เราลงนั่งเขียนบทความนี้) ว่าในฐานะผู้กำกับ เขาคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนักข่าวที่ยอมละทิ้งจรรยาบรรณของตัวเอง และแนวโน้มของแวดวงนักข่าวในอีกทศวรรษหน้าในความเห็นของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง

และอีกครั้งที่อีริคทำให้เราประทับใจในความกล้า และความตรงไปตรงมาของเขา “ผมคิดว่าการพัฒนาอย่างรวดเร็วของโซเชียลมีเดีย ทำให้อาชีพนักข่าวยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เฉพาะประเทศฟิลิปปินส์นะ เพราะเส้นแบ่งบางอย่างมันเลือนลางขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มีข้อมูลมากมายในโซเชียลมีเดียที่ทำให้คุณสับสนว่าข้อมูลไหนเป็นข้อคิดเห็น และข้อมูลไหนเป็นข้อมูล นั่นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่ามันลางเลือนมากจริงๆ ในช่วงที่โลกนี้มีแค่หนังสือพิมพ์​ วิทยุ และทีวี คุณสามารถแยกแยะออกได้ง่ายๆ ว่าสิ่งไหนคือข้อคิดเห็น สิ่งไหนคือข้อเท็จจริง เพราะถ้าคุณเปิดรายการข่าว คุณก็รู้ว่ารายการนั้นคือการให้ข้อมูล แต่ถ้าคุณไปเปิดโชว์อื่นๆ คุณก็รู้ว่ารายการเหล่านั้นคือข้อคิดเห็นของนักข่าวคนหนึ่ง ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เราพูดถึงเป็นอย่างมากในซีรีส์เรื่องนี้ครับ ไอเดียที่เราเอามาเป็นประเด็นก็คือ มันเป็นเรื่องชั่วร้ายหรือเปล่าถ้าจะเอาอาชีพนักข่าวของคุณมาทำเงิน แน่นอนว่าคุณมีปากท้องของครอบครัวต้องเลี้ยงดู แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องเอาวิญญาณของคุณไปบูชายัญเพื่อหาเงินจากมันก็ได้นี่นา คุณหาเลี้ยงตัวเองได้จากการเป็นนักข่าวที่มีจรรยาบรรณอยู่แล้ว แต่คุณอาจจะหาเงินได้มากกว่านั้นหากคุณพร้อมจะบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ออกมาตามที่ใครก็ตามต้องการ ดังนั้น สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าอาชีพนักข่าวในยุคปัจจุบันนี้เป็นอาชีพที่อยู่ตรงทางแยก มันยากมากจริงๆ ครับ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีรายงานออกมาเลยนะครับว่ามีนักข่าวกลุ่มหนึ่งที่ยึดมั่นในข้อมูลที่ถูกต้องในการนำเสนอ แต่ก็มีนักข่าวอีกกลุ่มหนึ่งที่พร้อมที่จะ ‘เล่น’ กับข่าว หรือข้อเท็จจริงเพื่อให้เข้ากับอาเจนด้าที่พวกเขาอยากจะนำเสนอเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังคล้อยตาม ดังนั้น มันจึงชัดเจนว่าโลกนี้มีนักข่าวอยู่สองประเภทที่ยังมีชีวิตอยู่ และผมคิดว่าเราร่างคาแรกเตอร์ของซิซอยจากข้อเท็จจริงเหล่านี้ล่ะครับ เขาเคยเป็นนักข่าวที่ดี มีจรรยาบรรณ แต่ตอนนี้เขากลับเลิกเขียนเรื่องราวที่เป็นจริงแบบที่เขาเคยเขียนมา พวกเราอยากสำรวจไปในจิตใจของเขาว่าตัวตนเก่าๆ ของเขายังหลงเหลืออยู่บ้างไหม นี่เป็นเรื่องราวที่เราอยากจะเห็นเมื่อตัวตนเก่าๆ ของเขาถูกคลี่คลายออกมาน่ะครับ” 

เซสชั่นของเราจบด้วยคำถามนี้ และความห่วยแตกเหลือเชื่อของอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย อย่างไรก็ดี คำตอบที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายจากอีริคในครั้งนี้ก็เป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงใจของเราว่าอย่างน้อยที่สุด บนโลกนี้ก็มีคนที่ ‘กล้า’ พอที่จะลุกขึ้นมาพูดเรื่องสีเทาในแบบจริงจัง และพร้อมจะตีแผ่ความสีเทานั้นออกมาให้โลกรู้บ้าง ไม่มากก็น้อย 

On The Job จะสตรีมสามตอนแรกพร้อมกันที่ HBO GO ในวันที่ 12 กันยายนเป็นต้นไป ส่วนอีกสามตอนหลังตามมาทุกวันอาทิตย์ถัดๆ ไป