5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ protest song เพลงแรกของโลก ‘Strange Fruit’ จาก Billie Holiday

ก่อนที่ ‘The Unitd States VS Billie Holiday บิลลี ฮอลิเดย์ เสียงเพลงสู้อเมริกา’ ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของนักร้องสาว Billie Holiday และบทเพลงต่อต้านเพลงแรกของเธออย่าง Strange Fruit ของเธอจะเข้าฉาย (เมื่อไหร่ไม่รู้…​ เพราะการจัดการของรัฐบาลเป็นแบบนี้) เรามาทำความรู้จักกับ 5 เรื่องจริงสุดช็อคอันเป็นที่มาและแรงบันดาลใจให้กับทั้งบทเพลงนี้ และภาพยนตร์เรื่องนี้กัน

ที่มาอันแสนเศร้าของบทเพลงนี้เกิดจากเหตุการฆ่าแขวนคอโทมัส ชิปป และอับราม สมิธ เพราะทั้งคู่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าร่วมมือกันฆ่าชายผิวขาวนามคลอด ดีเทอร์ และข่มขืนแมรี่ บอล แฟนสาวของเขา (ซึ่งภายหลังเธอรับสารภาพว่ากุเรื่องข่มขืนนี้ขึ้นเอง) และภาพโศกนาฏกรรมนี้ถูกบันทึกไว้ในนาม Lynching of Thomas Shipp and Abram Smith ต่อมาเอเบล มีโรโพล กวีชาวอเมริกันเชื้อสายยิวเกิดสะเทือนใจจากภาพนั้น จึงนำมาถ่ายทอดเป็นบทกวีที่ชื่อว่า ‘Bitter Fruit’ และตีพิมพ์ลงในวารสาร The New York Teacher ของสหภาพครู เพื่อแสดงความเห็นต่อต้านการทำร้ายและใช้ความรุนแรงต่อนผิวดำ นอกจากนั้น เขายังนำกวีของตัวเองมาแต่งทำนองและให้ภรรยาของเขาร้อง จนไปถึงหูเจ้าของคลับที่บิลลี ฮอลิเดย์ร้องเพลงอยู่ เอเบลจึงได้ทำเพลงนี้ให้กับบิลลีอย่างเป็นทางการ

ครั้งแรกที่บิลลีได้ฟังเพลงนี้ เธอเจ็บปวด และยอมร้องเพลงนี้ทันที เนื่องจากเนื้อเพลงทำให้เธอนึกถึงสถานการณ์ของบิดาของเธอ ที่เสียชีวิตเพราะโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษา เนื่องจากเข้าเป็นผู้ป่วยผิวดำ

หลังจากที่เพลง Strange Frui โด่งดังจากการที่บิลลีร้องสดในคลับแล้ว เธอก็พยายามที่จะหาทางบันทึกเสียง แต่จอห์น แฮมมอนด์ โปรดิวเซอร์ของเธอ ภายใต้โคลัมเบีย เรดดคอร์ดส์ ปฏิเสธการบันทึกเสียง เพราะกลัวอำนาจมืดจากคนผิวขาว พวกเขาเลยแก้ปัญหาโดยการอนุญาตให้เธอไปบันทึกเสียงกับค่ายอื่นได้ มิลต์ เกเบลอร์ เจ้าของค่ายเพลงแจ๊สทางเลือกอย่างคอมโมดอร์ ที่ได้ยินบิลลีร้องเพลงนี้สดๆ แบบอะแคปเปลลาก็เข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ให้เธอ บันทึกเสียง และเพลงนี้ก็ถูกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 1939

Strange Fruit ถือเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดของบิลลีด้วยยอดขายมากกว่า 1 ล้านก็อปปี้ มันคือเสียงสะท้อนอย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกของผู้คนที่ต้องเผชิญกับความอยุติธรรม เป็นบทเพลงอย่างเป็นทางการของคนผิวดำที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดที่พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติเสมอมา

อย่างไรก็ดี ด้วยความเปราะบางของรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น บวกกับเนื้อหาที่ตรงไปตรงมา สะท้อนปัญหาที่รัฐบาลพยายามซุกไว้ใต้พรมที่ถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลง Strange Fruit ทำให้รัฐบาลไม่พอใจ กดดันให้บิลลีหยุดร้องเพลงดังกล่าว นำมาซึ่งการต่อสู้ระหว่างเธอและรัฐบาล ซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้นั้น แลกมาด้วย ‘เลือดเนื้อ’ ของบิลลี

ฟังแล้วเหมือนเหตุการณ์ยุค 2021 ในสารขัณฑ์แลนด์สักประเทศแถวๆ นี้เลยทีเดียว ไปร่วมเติมแรงบันดาลใจเรื่องการต่อสู้ระหว่างผู้ที่เชื่อมั่นในความเป็นคนเท่าเทียมกันกับรัฐบาลกดขี่ได้ในภาพยนตร์เรื่อง ‘The United States VS Billie Holiday – บิลลี ฮอลิเดย์ บทเพลงสู้อเมริกา’ กันได้เมื่อรัฐบาลทำงานได้สัมฤทธิ์ผลกว่านี้