The Legend Lives On: เปิดศักราชวงการศิลปะอย่างยิ่งใหญ่ด้วยงาน Immersive Art of Thawan Duchanee จากวิสัยทัศน์ของดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้เชื่อมั่นในพลังแห่งศิลปะในโลกเดิม และพลังแห่งการสร้างสรรค์ในโลกใหม่

Author: Pacharee Klinchoo

Photographer: Perakorn Voratananchai

การพบกันระหว่างดอยธิเบศร์ ดัชนี ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บ้านดำ และ George Swami ผู้ก่อตั้ง Fulldome.pro เมื่อสี่ปีที่แล้วอาจเป็นเพียงการนัดกินข้าวธรรมดาระหว่างผู้ชายต่างวัย ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษาสองคน แต่ด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่นที่จะสรรค์สร้างอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ให้จงได้ การพบปะกันครั้งนั้นจึงกลายมาเป็นงาน Immersive Art of Thawan Duchanee หรืองานจัดแสดงผลงานของถวัลย์ ดัชนี ในรูปแบบภาพยนตร์ VR 360 องศา Fulldome พร้อมฟีเจอร์ 3D ต่างๆ อีกกว่า 50 ชิ้น ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 ธันวาคม 2563 – 11 มกราคม 2564 ณ ไอคอนสยาม เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่ได้เห็นภาพลายเส้นฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์ของถวัลย์ออกมาโลดแล่นเป็นภาพสามมิติอย่างเป็นรูปธรรม และก็ต้องบอกเลยว่าการได้เห็นของจริงด้วยตาตัวเองนั้นน่าตื่นตะลึงกว่าภาพในหัวที่เราจินตนาการมาตั้งแต่เด็กหลายเท่า

From Dream to Reality

“ตอนที่ได้คุยกับคุณจอร์จครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน เขาก็แนะนำตัวและเล่าว่าเขาทำอะไรอยู่ ผมก็แค่รับรู้ว่าเขาทำอะไร และโลกนี้มีสิ่งนี้อยู่ แต่ผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก เพราะรู้สึกว่ามันไกลตัวมาก งานของอาจารย์ถวัลย์เหมือนคนที่อยู่ยุคหิน คงไม่สามารถเอามาจูนกับเทคโนโลยีล้ำๆ แบบนี้ได้ และยังเรื่องงบประมาณอีก เรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว” ดอยธิเบศร์เล่าย้อนอดีตด้วยแววตามุ่งมั่น “แต่หลังจากได้มีโอกาสติดต่อกับเขาอีกสองสามครั้ง เขาก็มาขอพื้นที่ในบ้านดำสร้างโดมไซส์ 8 เมตร ใช้เวลาสร้างสองวัน และฉายงาน 360 องศาที่เขาเคยทำมาให้ผมดูห้านาที แต่นั่นก็เป็นห้านาทีที่เปลี่ยนแปลงความคิดผมไปเลยครับ”

แม้จะออกปากว่าห้านาทีนั้นเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไปทั้งหมด แต่ดอยธิเบศร์ก็ยอมรับว่าการตัดสินใจลงทุนร่วมงานกับ Fulldome.pro นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจผลีผลามได้ “ผมรู้สึกว่ามันแปลกและตื่นเต้นดี แต่ก็แค่นั้นล่ะครับ ยังคงคิดว่าเป็นไปไม่ได้อยู่ดี แค่ค่าทำคอนเทนต์ก็ประมาณ 500-600 ล้านบาทไปแล้ว เราคงไม่มีเงินมากขนาดนั้น แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมาถึงปี 2020 นี่ล่ะครับ จู่ๆ ผมก็คิดว่าปีนี้ควรเป็นปีที่ต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว เพราะบ้านดำไม่ได้จัดงานยิ่งใหญ่จริงๆ มาหลายปีมากๆ แล้ว เราจัดงานที่บ้านดำทุกปีก็จริง แต่เราไม่ได้ทำงานที่ยิ่งใหญ่จริงๆ มานานมาก ครั้งสุดท้ายก็เจ็ดปีที่แล้ว ตั้งแต่ที่เราเปิดตัวเหรียญสุริยะภูมิจักรวาลที่สยามพารากอน ผมรู้สึกขึ้นมาว่าผมอยากทำอะไรแบบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ไม่อยากจัดอะไรซ้ำๆ ซากๆ อีก ผมเลยนึกถึง Fulldome.pro ขึ้นมานี่ล่ะครับ แต่ถ้าจะเอาโดมขนาดใหญ่ไปวางที่ลานพาร์คพารากอน ก็ไม่ได้อยู่ดี เลยคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ภาพในหัวเป็นจริงให้ได้ล่ะครับ”

และในระหว่างที่คิดสะระตะเรื่องสถานที่จัดงานอันยิ่งใหญ่ในนามพิพิธภัณฑ์บ้านดำอยู่นั้น ดอยธิเบศร์ก็ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนห้างริมน้ำเจ้าพระยาอย่างไอคอนสยาม และที่นี่ เขาก็เห็นศักยภาพในการสร้างภาพฝันในหัวของเขาให้เป็นจริงขึ้นมาทันที “ผมรู้แหละว่าห้างนี้สร้างด้วยเงินมูลค่าเท่าไหร่” เขายิ้ม “และถ้าสังเกตดีๆ ภายในบริเวณห้างมีงานศิลปะอยู่เกือบ 400-500 ชิ้น เป็นการลงทุนซื้องานศิลปะมาสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศไทย พอได้เห็นแบบนี้เลยรู้ทันทีว่า พื้นที่นี้เป็นที่ในฝันที่ผมอยากจะจัดงานของคุณพ่อ เลยตัดสินใจคุยกับผู้ใหญ่ พอทุกคนทราบว่าผมอยากจะทำอะไร ก็เปิดไฟเขียวให้ทันที บอกเลยว่าเขายินดีขยับทุกอย่างช่วงปลายปีให้กับงานของผม เขาเปรยว่าอยากให้ผมจัดงานทุกปีเลยด้วยซ้ำ แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ นี่ก็เว้นว่างมาเจ็ดปีแล้ว (หัวเราะ) แค่อยากจัดปีนี้ เพราะผมเกิดมาในยุคเก้าศูนย์ และรู้สึกว่ากว่าจะมาถึงปี 2020 ได้นี่มันยาวนานมาก มีความรู้สึกแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ว่าปีนี้จะต้องอะเมซซิ่งมากแน่ๆ แม้ว่าสุดท้ายมันจะอะเมซซิ่งเพราะเป็นปีโลกาวินาศก็ตามเถอะ” ท้ายเสียงของเขาเจือเสียงหัวเราะขื่นๆ แต่เราก็ยังคงเห็นแววตามุ่งมั่นของเขาที่ไม่ได้สลดลงตามน้ำเสียงแม้แต่น้อย

A Few Hiccups Along The Way

ในวันที่ดอยธิเบศร์ตัดสินใจคุยเรื่องโปรเจ็กต์นี้กับไอคอนสยาม สถานการณ์โรคโควิด-19 ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวอยู่มาก การวางแผนจัดงานในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมจึงดูเป็นเรื่องสบายๆ “ตอนนั้นผู้ใหญ่เสนอว่าให้เวลาแสดงสองเดือน แต่ผมคิดว่าสัก 45 วันน่าจะพอดี เพราะสองเดือนดูจะยาวไปสำหรับคนไทย ก็เลยไปคุยกับ Fulldome.pro แล้วว่าจะทำ ตอนนั้นปัญหาคือมีทีมพร้อมทำงาน มีสถานที่พร้อมจัดงาน แต่ขาดเงิน แต่สิ่งที่ผมมีคือ ผมมีความหวัง และผมมีศรัทธากับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งโควิด-19 ก็ไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่ ในระหว่างปีถึงจะมีการล็อกดาวน์ใดๆ แต่ผมก็มีความหวังว่าช่วงปลายปีที่จัดงาน ประเทศคงจะเปิดพอดี รถไฟฟ้าสายสีทองสร้างเสร็จ ผมก็เปิดงานพอดี ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด แต่สถานการณ์โควิด-19 ก็ลากยาวมา จนถึงสี่เดือนสุดท้ายในประเทศไทย ถึงเวลาที่พวกผมต้องมานั่งถามกันเองในทีมว่าพวกเรายังจะอยากทำกันต่อไหม ความยากมันอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้ล่ะครับ ถ้าจะทำต่อ เราต้องคิดเรื่องการระดมทุนจริงจังแล้ว ทางผู้ใหญ่ก็ถามมาว่าตกลงจะตัดสินใจอย่างไร เพราะช่วงสิ้นปีคงไม่มีใครจัดงานแล้วแน่ๆ พอได้ยินแบบนั้น ผมก็คิดทันทีว่า ยิ่งฟ้ามืดก็ยิ่งเห็นดาวนั่นแหละ ผมจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ผมตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าผมจะเดินหน้าต่อ และเปิดระดมทุนขึ้นมา หาเงินทุกวิถีทาง ขายอะไรได้ก็ขายเอาเงินมาตั้งต้นโปรเจ็กต์ ตอนนั้นตัดสินใจเลยว่าจะหั่นเวลาเหลือแค่ 30 วัน เลือกจัดช่วงวันที่ 11 ธันวาคมปีที่แล้ว จนถึง 11 มกราคมปีนี้ เพื่อให้คร่อมยาวไปตั้งแต่คริสต์มาส สิ้นปี ปีใหม่ ไปจนถึงวันเด็ก เพราะช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่พีคที่สุดแล้วในสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ พอตัดสินใจได้ปั๊บ ทางผู้ใหญ่ก็สั่งลุยเลย ทีมก็เริ่มทำงานกันอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงนั้นครับ”

ทันทีที่ตัดสินใจเดินหน้าโปรเจ็กต์ อีกหนึ่งพาร์ทเนอร์หลักอย่าง Fulldome.pro ก็คิดว่างานนี้อาจจะเป็นจริงไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะกว่าจะเปิดไฟเขียวเดินหน้าอย่างเป็นทางการ ทีมก็เหลือเวลาเพียง 3 เดือนในการเตรียมโปรดักชั่นทั้งหมด ซึ่งถ้าดูจากไทม์ไลน์การดำเนินงานแล้วก็แทบจะเป็นไปไม่ได้จริงๆ “เฉพาะการสร้างโดมไซส์ที่ต้องการก็ใช้เวลา 2 เดือนแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดก็คือคอนเทนต์ที่จะนำเข้ามาฉายในโดม เขาบอกว่าทำได้มากที่สุดก็แค่ 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งผมรู้ว่านั่นเป็นไปไม่ได้สำหรับการขายตั๋วในราคาที่ผมคิดไว้ เขาก็ประนีประนอมที่ 7 นาที เพราะต้องระดมคนจากทั่วโลกลงมาทำงานนี้ การสร้างหนังฮอลลีวู้ดนี่ใช้เวลาเป็นหลายๆ ปีเลยนะ แต่ผมก็ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปได้ ถึงคุณจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ผมเชื่อแบบนั้น เลยใช้วิธีระดมแอนิเมเตอร์จากทั่วโลกมาทำคอนเทนต์ร่วมกันตาม theme ที่เราเซ็ตไว้ ต่างคนต่างลงมือทำในส่วนของตัวเองตามพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ รวมงานของทุกคนมาและส่งไปเรนเดอร์ที่ประเทศแคนาดา ก่อนส่งกลับมาฉายในโดม ผมเองได้ดูคอนเทนต์ดราฟต์สุดท้ายในวินาทีสุดท้าย ก่อนเปิดงานเสียด้วยซ้ำ แต่มันก็เป็นไปได้จริงๆ จากที่เขาบอกว่าทำได้ 7 นาที พวกเราทำได้เป็น 17 นาทีครับ มันอะเมซซิ่งและเกินความคาดหวังไปเยอะมากจริงๆ” น้ำเสียงของดอยธิเบศร์เจือจางไปทั้งความภาคภูมิใจ ความตื่นเต้น และความโล่งใจที่ได้เห็นโปรเจ็กต์นี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้จริงๆ

นอกเหนือไปจากการจัดฉายงาน 360 องศาเป็นเวลา 17 นาทีภายในโดมขนาดใหญ่แล้ว ภายในงานยังมีการทำ AR ที่สามารถให้คนร่วมงานเล่นกับงานภาพสองมิติผ่านฟิลเตอร์ไอจีได้อีกกว่า 50 ชิ้นงาน ซึ่งในส่วนนี้ก็ถือเป็นงานช้างที่ต้องใช้แอนิเมเตอร์อีกกว่า 50 ชีวิต และยังมีความยุ่งยากที่ต้องส่งไปให้เฟซบุ๊กแอพพรูฟก่อนนำไปขึ้นเป็นฟิลเตอร์ในไอจี “กระบวนการพวกนี้วุ่นวายมากจริงครับ” ดอยธิเบศร์ถอนหายใจ “ไหนจะมีกระบวนการโปรดักชั่นสารพัดอย่าง การออกแบบ การทำออร์แกไนซ์ การประชาสัมพันธ์ วันเปิดงานก็มีแฟชั่น พร้อมการแสดงอีกหลายชุด และทั้งหมดนี้ใช้เวลาทำงานจริงๆ แค่ประมาณสามเดือนเท่านั้นเองครับ”

Always Keep the Faith

“โปรเจ็กต์นี้เป็นโปรเจ็กต์ที่เสี่ยงครับ” ดอยธิเบศร์ยอมรับ “ผมไม่รู้เลยว่าทำออกมาแล้วจะดีไหม เป็นการวัดดวงด้วยส่วนหนึ่ง การจัดงานโดยเอาผลงานไปโชว์หรือทำเป็นประติมากรรมลอยตัวเป็นสิ่งที่พื้นฐานมาก แต่การเอางานสองมิติมาแปลงร่างเป็นงานที่จับต้องไม่ได้ขนาดนี้นี่ดูไกลเกินประสบการณ์ส่วนตัวผมมาก ผมเกิดมาในยุคที่โทรศัพท์มือถือยังไม่แพร่หลาย เกิดไม่ทันเด็กยุคใหม่ที่คอลล์ไลน์กันเป็นตั้งแต่เด็ก แต่ผมก็ตั้งคำถามว่าทำไมผมต้องอยู่กับยุคเดิมๆ กันล่ะ ผมอยากทำให้งานศิลปะเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น จุดประสงค์สำคัญหนึ่งประการก็คืออยากจัดงานให้คุณพ่อนั่นแหละ แต่ผมก็อยากจะยกระดับงานศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศไทยให้มันไปได้ไกลกว่านี้ ผมอยากให้งานนี้ทำให้ผลงานศิลปะของประเทศไทยก้าวกระโดดไปสู่ระดับอินเตอร์ให้ได้ เพราะเวลาคนทั้งโลกมองมาที่งานอาจารย์ถวัลย์ พวกเขาไม่ได้มองเห็นอาจารย์ถวัลย์ แต่มองเห็นประเทศไทย ผมเลยคิดว่า ลงมือทำไปเถอะ แม้จะเป็นช่วงวิกฤติเช่นนี้ก็ตาม แต่ถ้าผ่านปีนี้ไปแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาส มีความพร้อม หรือมีพลังใจที่จะทำได้ขนาดนี้ไหม พอได้เห็นงานออกมาแบบนี้ ผมแฮ้ปปี้มากครับ เพราะผมได้เห็นงานที่ยังคงความเป็นอาจารย์ถวัลย์อยู่ แต่มาในรูปแบบอาจารย์ถวัลย์ในยุคสองพันยี่สิบแบบนี้

จุดประสงค์ของผมคือการออกทัวร์ไปทั่วโลกครับ” น้ำเสียงของ ดอยธิเบศร์ทำให้เรารับรู้ได้จริงๆ ว่าพลังใจในตัวของเขาล้นเหลือขนาดไหน “ผมถึงตัดสินใจทำงานนี้ขึ้นมา แต่เลือกเปิดตัวที่ประเทศไทย เพื่อเป็นของขวัญให้คนไทยได้ดูก่อน เป้าหมายจริงๆ ของผมไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย แต่อยู่ที่ทั่วโลก ผมมีพาร์ทเนอร์อยู่ทั่วโลกอยู่แล้ว ตั้งใจจะไปจัดแสดงทั่วโลกหลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง ปีนี้ถือว่าเป็นปีมหาโหดที่สุดแล้วตั้งแต่ที่ผมเกิดมา พิพิธภัณฑ์บ้านดำไม่เคยปิดเลยสักวันเดียว เคยมีคนถามผมว่าบ้านดำปิดวันไหน ผมตอบไปว่า ปิดสองวัน คือวันที่พ่อตาย กับวันที่ลูกตาย ผมเปิดมาตลอดจริงๆ แต่ปีนี้ผมต้องปิดเพราะสถานการณ์โควิด-19 ไปหกเจ็ดเดือน โหดจนผมรู้สึกว่าผมหมดหวังไปเลย นี่คือธุรกิจของผมที่มีลูกน้องต้องดูแล แต่ผมก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้ ระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาล 43 แห่ง ทำอะไรหลายๆ โครงการ จนรู้สึกว่าผมต้องไม่ท้อ ผมต้องสู้ไปด้วยกัน พอมีคนถามว่าทำไมถึงเสี่ยงจัดงานในช่วงเวลานี้ ผมก็ตอบว่า ผมต้องการเขียนประวัติศาสตร์ว่าในปีมหาวิปโยคแบบนี้ ปีที่ไม่มีใครทำอะไรสักอย่าง ปีที่เราเจอแต่เรื่องร้ายๆ แต่เป็นปีที่ผมตั้งใจสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้น และผมก็ทำได้สำเร็จ ผมผลักดันให้วงการศิลปะขยับไปได้อีกก้าวหนึ่ง ในวันที่โลกดับทั้งใบ มีประเทศไทยประเทศเดียวที่ยังลุกขึ้นมาจัดงานอะไรแบบนี้ ผมส่งข่าวออกไปสามภาษา เพื่อให้โลกได้รับรู้ว่า ในวันที่โควิด-19 หมดไปจากโลกนี้แล้ว เราจะได้เจอกันอย่างแน่นอนครับ”

สิ่งเดียวที่คอยประคับประคองดอยธิเบศร์และทีมงานมาถึงจุดนี้ได้คือพลังแห่งความมุ่งมั่นและศรัทธาที่พวกเขามีต่อสิ่งที่ทำแบบเกินร้อย “เหมือนกับผมบ่มเพาะอะไรบางอย่างมากับมือ” ดอยธิเบศร์สรุปเมื่อเราถามว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นงานที่เขาอดตาหลับขับตานอนปั้นมันขึ้นมาสำเร็จลุล่วงลงได้ในที่สุด “คงเหมือนบ่มเพาะต้นกล้าให้กลายเป็นต้นไม้ร้อยอ้อมในชั่วพริบฝัน ซึ่งไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นจริงได้ แต่ทุกครั้งที่ผมลงมือทำงานอะไรก็ตาม ผมจะสู้กับศรัทธาในตัวเอง ว่าผมจะทำในสิ่งที่ผมคิดให้เป็นจริงได้ไหม ผมทุบหม้อข้าวออกมาแล้ว ผมไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ข้างหลังแล้ว ถ้าผมไม่ไปต่อ ผมก็ตายสถานเดียว เพราะฉะนั้น ผมมีทางเลือกว่าจะตายเพราะโควิด-19 หรือจะตายไปกับงานที่ผมลงมือทำ และผมก็เลือกสิ่งที่ผมรักมากกว่า ผมเชื่อจริงๆ ว่าศรัทธาที่ผมมีจะทำให้ผมฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้ และผมได้รับความช่วยเหลือจากหลายคนรอบตัว ทั้งผู้ใหญ่ ทีมงานที่เดินมากับผม คนที่สู้เพื่อผม ทำให้ผมรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ผมศรัทธาจริงๆ ผมไม่ได้มีเงินในระดับที่เอามาทำได้เลยโดยไม่เดือดร้อน โปรเจ็กต์นี้คือความยาก คือการเดิมพันชีวิต พอมันออกมาประสบความสำเร็จ ผมบอกเลยว่า วินาทีแรกที่ผมเห็นมันเป็นจริง ผมหายเหนื่อยเลยครับ หายเป็นปลิดทิ้งเลย”