Gucci X The North Face: มีเรื่องให้ว้าวกันตั้งแต่ต้นปี เมื่อยืนหนึ่งในวงการแฟชั่นอย่าง Gucci ร่วมมือกับยืนหนึ่งในวงการแอดเวนเจอร์อย่าง The North Face มาจับมือกันออกคอลเลกชั่นที่ไม่ทิ้งกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์

Gucci เปิดเผยการร่วมมือกับ The North Face เพื่อเฉลิมฉลองให้กับจิตวิญญาณแห่งการสำรวจและเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจในพื้นที่ต่างๆ สำรวจและค้นหาความแตกต่างด้านวัฒนธรรม หรือจะเป็นการผจญภัยค้นหาตัวตนในเรื่องใดๆ ก็ตาม เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกกระตุ้นโดย Alessandro Michele ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนสำคัญของแบรนด์ โดยจุดมุ่งหมายของเขาคือการให้เสื้อผ้าเป็นเครื่องมือช่วยผลักดันให้ผู้สวมใส่ได้ก้าวเข้าไปสู่อีกหนึ่งขอบเขตที่ไม่เคยได้ไปถึงมาก่อน 

The North Face นั้นเองก็เป็นเสื้อผ้าที่โด่งดังไปทั่วโลกในฐานะแบรนด์ที่กระหายการผจญภัยในโลกกว้าง ซึ่งมอตโต้นี้ของแบรนด์ก็มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งของเรื่องราวแห่งแบรนด์ Gucci เช่นกัน ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นที่ซานฟรานซิสโกในปี 1966 แบรนด์ก็ได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าและยึดมั่นที่จะสำรวจในทุกสิ่งอันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเสื้อผ้าให้ใช้การได้จริง และยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วน แน่นอนว่าทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าการเดินทางนั้นนำมาซึ่งการค้นพบตัวตน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเมื่อ The North Face ตัดสินใจมาร่วมเดินทางกับ Gucci พวกเขาก็พร้อมที่จะกระตุ้นให้ผู้คนออกเดินทางค้นหา และแสดงออกซึ่งตัวตนของตัวเอง โดยไม่ละทิ้งความตั้งใจดั้งเดิมของมิเคเล่ที่เชื่อว่าแฟชั่นก็คือเครื่องมืออันนำมาซึ่งอิสรภาพ

และเพื่อเป็นการสนับสนุนความแข็งแกร่งของการร่วมมือกันในครั้งนี้ มิเคเลได้มอบหมายให้ Daniel Shea เป็นผู้รับผิดชอบวิช่วลอันสวยงามในแคมเปญทั้งภาพนิ่ง วิดีโอ และคอนเทนต์พิเศษในแพลตฟอร์ม TikTok โดยยกกองไปถ่ายทำกันบนเทือกเขาแอลป์ เราจะได้สัมผัสประสบการณ์เอาท์ดอร์ในยามที่ตัวเราออกไปเอาท์ดอร์ได้จำกัดแบบนี้ผ่านเหล่าไฮเกอร์สไตล์ Gucci ที่ชวนกันไปตั้งแคมป์ริมทะเลสาบ มีฉากหลังเป็นป่าและยอดเขาอันสวยงามจนแทบลืมหายใจ ถ่ายทอดผ่านโมเมนต์อันเผลอไผลยามเหล่านักปีนเขาร่วมกิจกรรมหย่อนใจในวันพักผ่อนโดยไม่ลืมนำเสนอชิ้นงานอันสวยงามโดดเด่น หากแต่กลมกลืนไปกับพื้นที่และเหล่านักปีนเขา 

บรรยากาศโดยรวมของแคมเปญนี้ชวนให้ระลึกถึงยุคเจ็ดศูนย์ เมื่อ The North Face เปิดรีเทลช็อปในเบิร์คเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และแชร์โรงงานผลิตรวมถึงหน้าร้านกับห้องซ้อมดนตรีของวงชื่อดังในยุคนั้นอย่าง Credence Clearwater Revival (หรือ CCR) พวกเขาเลยเลือกเพลงชาติของวงอย่าง Bad Moon Rising มาเป็นเพลงประกอบตลอดทั้งแคมเปญอีกด้วย

คอลเลกชั่นสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีนี้ประกอบไปด้วยเสื้อผ้าเรดดี้ทูแวร์ แอกเซสเซอร์รี่ กระเป๋า และรองเท้า ซึ่งก็มีคีย์ไอเท็มที่ชวนให้ระลึกถึงจิตวิญญาณการผจญภัยของ The North Face อย่างเต็นท์และถุงนอนมาเสริมให้คอลเลกชั่นนี้น่าสนใจยิ่งไป กว่าเดิม

คอลเลกชั่น The North Face x Gucci นี้ยังคงแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยการดำเนินงานตามหลักการเติบโตอย่างยั่งยืนของแบรนด์ กระเป๋าผลิตจากวัสดุ ECONYL® หรือผ้าไนล่อนทำจากวัสดุเหลือใช้ (อย่างแหจับปลา พรม หรือขยะอื่นๆ) ซึ่งสามารถนำมารีไซเคิล หรือนำกลับมาผลิตซ้ำได้ ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินท์ลงได้ นอกจากนั้น โทนสีที่ใช้ในคอลเลกชั่นนี้ทั้งหมดยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุคเจ็ดศูนย์ รวบรวมและอ้างอิงจากห้องสมุดวัสดุของ The North Face เองเลยทีเดียว ผ้าต่างๆ ในกรุถูกเลือกมาผสมในคอลเลกชั่นเพื่อชุบชีวิตในโลกใหม่ได้อย่างไม่ขัดเขิน 

ในส่วนของแพ็กเกจจิ้งนั้นก็มาในสีชมพูสดใสประทับตรา The North Face x Gucci อุปกรณ์ทุกอย่างทั้งถุงผ้า ถุงกระดาษ และกล่องได้ถูกออกแบบมาอย่างระมัดระวังโดยลดกระบวนการผลิตที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด วัสดุกระดาษและกระดาษแข็งผลิตมาจากต้นไม้ในป่าที่ถูกปลูกมาเพื่อการนี้ ที่สำคัญทั้งสองแบรนด์หลีกเลี่ยงการเคลือบกระดาษเพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุกระดาษทุกชิ้นของคอลเลกชั่นนี้จะถูกนำไปรีไซเคิลได้ 100% นอกจากนั้น เพื่อลดการใช้กระดาษลงไปอีก ทุกกล่องมาพร้อมหูหิ้วเพื่อลดการใช้ถุงกระดาษอีกใบ ไอเท็มขนาดใหญ่มาในถุงช็อปปิ้ง และผ้าฝ้ายคลุมห่อโดยปราศจากกล่องหลายชั้น

คอลเลกชั่นนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศจีน และจะวางขายในร้านที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษ โดยตกแต่งด้วยแพทเทิร์นดอกไม้ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับแต่ละร้าน คอลเลกชั่น The North Face x Gucci บางส่วนจะขายที่ gucci.com และร้านรีเทลออนไลน์แบบเอ็กซ์คลูซีฟบางร้าน

นอกเหนือไปจากนั้น โปรเจ็กต์ Gucci Artwalls จะเผยโฉมอย่างยิ่งใหญ่ในอีกห้าเมืองใหญ่อันได้แก่ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ลอนดอน นิวยอร์ก และมิลาน แม้ว่าทุกคนจะอยู่ต่างเมือง ใช้ศิลปินต่างสาขา แต่ทุกที่ก็จะนำเสนอถึงเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่น The North Face x Gucci อย่างพร้อมเพรียง