In my Opinion : OUVERTURE OF SOMETHING THAT NEVER ENDED (Ep.1-3)

ผ่านไปแล้ว 4 ตอน สำหรับ OUVERTURE of Something that Never Ended ที่ร่วมกำกับโดย GUS VAN SANT ผู้กำกับภาพยนตร์ที่สร้างภาพลักษณ์ของหนังยุค 90s และ ALESSANDRO MICHELE ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gucci นำเสนอเป็นมินิซีรีส์ 7 ตอนที่จะฉายในระหว่างเทศกาล GucciFest ซึ่งเป็นงานเทศกาลนวัตกรรมแฟชั่นดิจิตัลและภาพยนตร์จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 ถึง 22 พฤศจิกายน ทาง www.GucciFest.com

ที่ต้องพูดถึงไม่ใช่การมาสปอยล์เนื้อหาหรือมาตีความเรื่องราวต่างๆ แต่มาแสดงความเห็นถึงการนำเสนอคอลเลกชั่นของกุชชี่ที่ต่อไปนี้จะไม่เข้าอยู่ในตารางของมิลานแฟชั่นวีค อีกต่อไป ดังที่ทราบเมื่อปลายปีที่แล้วว่าปีนี้ทางกุชชี่จะมีการนำเสนอคอลเลกชั่นเพียง 2 ครั้งต่อปี และไม่เรียกว่า Spring/Summer หรือ Fall/Winter อีกต่อไป นี่ต้องบอกเช่นนี้เพื่อให้เข้าใจว่านี่ไม่ใช่ผลพวงของวิกฤติโควิด -19 แต่เป็นความตั้งใจแต่แรกของกุชชี่ที่จะนำเสนอคอลเลกชั่นเช่นนี้ ซึ่งกลางปีที่ผ่านมาก็มี Epilogue ที่เป็นบทสรุปของแฟชั่นโชว์ต่างๆ ที่ได้จัดขึ้นมา โดย Epilogue ก็เป็นการนำเสนอผ่านทางดิจิตัล และ OUVERTURE of Something that Never Ended หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า  OUVERTURE ก็คือการนำเสนอคอลเลกชั่นล่าสุดของกุชชี่ผ่านทางภาพยนตร์มินิซีรีย์ 7 ตอนดังกล่าว   

ภาพยนตร์ซีรีส์นี้ถ่ายทำในกรุงโรม นำแสดงโดยนักแสดง Silvia Calderoni ที่ใช้ชีวิตประจำวันแบบเหนือจริงภายในเมือง ร่วมกับเหล่านักแสดงและศิลปินมากความสามารถและเป็น Friends of Gucci ไม่ว่าจะเป็น Paul B. Preciado นักเขียน, Achille Bonito Oliva นักวิจารณ์ศิลปะ, Billie Eilish คนนี้คงไม่ต้องบอกว่าเป็นใคร, Darius Khonsary, Lu Han, Jeremy O. Harris, Ariana Papademetropoulos, Arlo Parks, Sasha Waltz, Florence Welch และที่คนรอว่าเขาจะโผล่มาตอนไหนของซีรีย์ก็คือ Harry Styles

ซึ่งใน Ep.3 Harry Styles ก็ปรากฎตัวในฉากที่พูดโทรศัพท์กับ  Achille Bonito Oliva นักวิจารณ์ศิลปะ ผู้บัญญัติคำว่า Transavanguardia หรือ Neo-expressionism อันเป็นทิศทางใหม่ของงานศิลปะในช่วงปลายทศวรรษ 1970 แต่ก่อนจะลงรายละเอียดในตอนนี้ต้องเล่าท้าวความก่อนตั้งแต่  Ep.1(At Home) ที่เราได้เห็นการดำเนินชีวิตของ  Silvia Calderoni ตั้งแต่การตื่นขึ้นมา ยีดเส้นยีดสายพร้อมกับฟังไลฟ์โค้ชจากทีวี ซึ่ง Paul B. Preciado นักเขียน นักปรัชญาและผู้ก้าวข้ามสถานะทางเพศจากบีทริซมาเป็นพอล ปัจจุบันเขาเป็นทั้งบุรุษข้ามเพศและเป็นนักสิทธิสตรีตัวยงอีกด้วย โดยงานเขียนของเขามุ่งเน้นไปที่ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์เพศภาพ สิ่งอนาจาร เรื่องเพศและสถาปัตยกรรม ความเหนือจริงมาปรากฎชัดเมื่อพอลในจอทีวีหันมาคุยกับซิลเวีย แม้ก่อนหน้านั้นระหว่างซิลเวียเดินไปเข้าห้องน้ำเธอมองลอดบานประตูมาเห็นนักดนตรีซ้อมเพลงในห้องถัดไป ซึ่งอาจจะแค่ชวนแงนว่าเขาเหล่านี้มาได้อย่างไรแต่ก็ไม่เซอร์เรียลเท่าคนในทีวีหันมาพูดกับตัวละครด้านนอกจอ 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่านี่คือการร่วมงานกันที่ลงตัวมากและ GUS VAN SANT ได้นำเสนอแฟชั่นได้อย่างแยบคายแต่ก็ชัดเจนและไม่ปิดบังให้สงสัยว่านี่คือซีรีย์ที่ต้องการบอกเล่าถึงคอลเลกชั่นของกุชชี่ ไม่ว่าจะเป้นชุดนอนของซิลเวียที่เป็นชุดลูกไม้ดำ ยกทรงแบบบิกินีที่ปิดปลายถันด้วยรูปดอกไม้ แต่เมื่อเธอจะเดินไปเปิดตู้ไปรษณีย์เธอเปลี่ยนเป็นชุดเดรสยาวที่ปักระยิบระยับพร้อมหมวกแบบ skull cap ที่ปักเลื่อมแน่นมากใช่แค่สวมไปเปิดตู้จดหมาย ก่อนจะกลับมาสวมชุดกางเกงและหยิบเดรสผ้าเนื้อโปร่งบางเบาพิมพ์ลายสีแดงออกมาออกมาสะบัดที่ริมระเบียงแล้วปล่อยให้ลอยไปตามลมเหมือนจะเป็นนัยยะว่าเธอได้ส่งผ่านความกล้าและความเป็นตัวตนออกไป ซึ่งเราจะเห็นในอีพีต่อมาว่ามีคนที่นั่งอยู่หน้าคาเฟ่ถึง 5 คนที่สวมใส่ชุดเดรสสีแดงนี้ 

ปกติที่ได้ชมผลงานของ กัส  แวน แซงต์ ก็จะไม่แปลกใจว่าเขาช่างซ่อนนัยยะและสัญลักษณ์ต่างๆ ไว้เสมอ สำหรับมินิซีรีย์นี้แม้จะพูดเป็นภาษาอิตาเลียนแต่ก็มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และเป็นการพากษ์เสียงทับลงในตัวละครหลายๆ ตัว ทำให้รู้สึกว่าภาษาอิตาเลียนก็ไพเราะ ยิ่งแปลมาก็เหมือนบทกวี(ต้องชมคนเขียนบทก็จะใครละถ้าไม่ใช่ กัส แวน ซองต์) และบอกเล่าถึงปณิธานของกุชชี่ที่จะช่วยแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นกับโลก ปัญหาโลกร้อน จนถึงการยกย่องในเรื่องความหลากหลายของเพศสภาพ ซึ่งในเรื่องชัดมากว่าไม่มีเครื่องแต่งกายใดที่แบ่งแยกว่านี่คือชุดของชาย นั่นคือชุดของหญิง แต่เป็นการเลือกสวมใส่โดยเจ้าตัวที่พึงพอใจที่จะแต่งกายเช่นนั้น 

หลังจากทิ้งท้ายด้วยการปล่อยให้ชุดเดรสพิมพ์ลายสีแดงลอยปลิวไปสายลม ใน Ep.2(At the Cafe) ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือมินิซีรีย์ที่นำเสนอคอลเลกชั่นของกุชชี่แต่เนื้อหาไม่ใช่เรื่องแฟชั่น แต่เป็นเรื่องของคนที่กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนและไม่ให้สิ่งใดมาเป็นกรอบในการใช้ชีวิต กล้องจับไปถึงรายละเอียดการแต่งตัวต่างๆ แบบไม่ให้สะดุดเลยว่านี่คือการนำเสนอคอลเลกชั่น แต่ขณะเดียวกันทุกบทสนทนาของนักแสดงก็ล้วนแต่มีความหายและเฉียบคมทุกคำ ไม่มีการพูดขึ้นมาโดยไม่มีความหมายหรือนัยยะให้ชวนขบคิด เพราะไม่เช่นนั้นก็เป็นความเงียบ ดังเช่นข้อความในกระดาษจดหมายที่ซิลเวียเปิดซองออกมาที่ว่า a manner of speaking I JUST WANT TO SAY THAT I COULD NEVER FORGET THE WAY YOU TOLD ME EVERYTHING by “SAYING NOTHING” ซึ่งมาจากเพลง  In a manner of speaking. ของ Tuxedomoon และข้อความนี้ได้ถูกใช้อีกครั้งเมื่อซิลเวียไปไปรษณีย์แล้วถามหาสแตมป์สำหรับติดโปสการ์ดที่ดูน่ารักๆ เจ้าหน้าที่ไปค้นๆ ตามตู้ลิ้นชักติดผนังจนได้สแตมป์ที่เป็นข้อความนี้ใน Ep.3(At the Post Office) 

แต่สำหรับ Ep.2(At the Cafe) ต้องบอกบทสนทนาล้วนชวนให้ขบคิดหมด ไม่ว่าจะเป็นที่ซิลเวียพูดว่าทำไมคนถึงชอบเก็บดอกเดซี่ นี่ไม่รู้กันเลยหรือว่าดอกเดซี่เป็นตัวทำลายธรรมชาติ หรือที่สองสาวนั่งคุยกันแล้วคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าฉันฝันจะเป็นภรรยาของเธอ หรือการพูดถึงการเริงระบำของต้นพีชที่ระบัดไปด้วยดอก และท้ายสุดของตอนจะใช้เพลงคลาสสิกเป็นเพลงประกอบและจบแบบเปิดปลายให้เราขบคิดอย่างตอน 2 นี้ซิลเวียเปิดประตูห้องน้ำออกไปเจอกับเวทีและมีเก้าอี้ของโรงละครเรียงเป็นแถวซึ่งล้อกับวอลเปเปอร์บนหัวเตียงนอนของเธอในตอนที่ 1 ซึ่งเป็นลายพิมพ์รูปเก้าอี้โรงละครเช่นกัน

แต่ Ep.3(At The Post Office) ยิ่งตอกย้ำความเป็นฟิล์มที่นำเสนอคอลเลกชั่น เพราะแถวคนที่ยืนรอใช้บริการไปรษณีย์นั้นยืนเป็นแถวเหมือนเหล่าโมเดลรอเดินออกไปปรากฏตัวบนแคทวอล์ค และกล้องจะจับที่รองเท้า กระเป๋าหรือรายละเอียดการแต่งกายของแต่ละคนในขณะที่ขยับไปทีละก้าวเมื่อมีสัญญานบอกให้คนในแถวขยับ และตอนนี้เองที่ Achille Bonito Oliva นักวิจารณ์ศิลปะ มายืนรอใช้บริการไปรษณีย์พร้อมกับโทรมือถือหาคนปลายสายคือ Harry Styles ในชุดกางเกงยีนส์สั้นกุดสวมถุงเท้ายาวถึงหัวเข่าและเสื้อสไตล์นักกีฬาสีชมพูตัวโคร่งที่พิมพ์ปี ค.ศ. 1921 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้ง Gucci และด้านหลังพิมพ์เลข 25 ซึ่งเป็นเลขนำโชคของอเลสซานโดร มิเคเล และเราจะเห็นเลข 2 กับเลข 5 อยู่เรื่อยๆ อย่างหมายเลขโต๊ะในคาเฟ่เราก็จะเห็นเบอร์โต๊ะที่ 2 และโต๊ะที่ 5 

นอกจากนี้ยังสื่อถึงอิสระความคิดที่เราไม่จำเป้นต้องขีดกรอบการแต่งกายไว้แค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ใครไม่ใคร่สวมใส่เสื้อผ้าเพราะต้องการนุ่งห่มสิ่งที่ติดกายมาแต่แรกก็คือเนื้อหนังของตัวเองก็ไม่ผิดอันใด เราจึงเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งคุยกันในคาเฟ่ด้วยชุดแรกเกิด ในโลกแห่งความเซอร์เรียลที่แทบจะไม่ต่างอะไรกับโลกที่แท้จริงในปัจจุบันแฟชั่นของกุชชี่ได้ตอบสนองกับคนทุกวัย ทุกสไตล์และทุกรูปร่าง เราจะเห็นว่า  Achille Bonito Oliva สวมเสื้อเชิ้ตลายทางแขนยาวมีลายโลโก้ของคอลเลกชั่นเล็กๆ ปักตรงกระเป๋ากับกางเกงที่ดูเป็นสุภาพบุรุษวัยกลางคนที่ไม่พยายามเป็นคนแฟชั่นใดๆ แต่นี่ก็เป็นลุคหนึ่งของคอลเลกชั่นนี้ ที่จะเชื่อมโยงกับคนทั่วไปได้อย่างแยบยลเพราะเชิ้ตตัวกางเกงตัวคือลุคที่คนเข้าถึงง่ายที่สุด 

ก็เหมือนกับมินิซีรีย์นี้ที่สื่อถึงการนำเสนอคอลเลกชั่นตรงๆ ไม่อ้อมค้อมแต่กลับมีความแยบคายในการนำเสนออันเป็นมวลรวมที่มีเสน่ห์ทำให้เราอยากติดตามไปเรื่อยๆ การไม่พยายามเข้าใจเนื้อเรื่องของหนังจะทำให้เราเข้าใจ ปล่อยให้ใจเราซีมซับไปตามวิถี เฉกเช่นประโยคที่ว่า ฉันไม่เคยลืมวิธีที่เธอบอกทุกอย่างกับฉันด้วยวิธีการไม่พูดอะไรเลย ซึ่งกลายเป็นคีย์หลักที่ติดตามไปทุกตอนของมินิซีรีย์นี้

มินิซีรีส์ 7 ตอนจะเผยแพร่ทุกวันตลอดช่วงเทศกาลในรูปแบบการออกอากาศพิเศษบน YouTube Fashion, Weibo, Gucci YouTube และจะลงไว้บนเว็บไซต์ GucciFest.com โดยค่อย ๆ เปิดเผยให้เห็นคอลเลกชั่นใหม่แบบวันต่อวัน 

ตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อ Alessandro Michele ออกแถลงการณ์ในหัวข้อ Notes From the Silence ที่ว่าการนำเสนอคอลเลคชั่นใหม่เป็นเรื่องที่สนุกสนานและถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ ไม่ถูกจำกัดด้วยแนวคิดเก่า ๆ เกี่ยวกับฤดูกาลอีกต่อไป เข้าใกล้ความต้องการของเขาที่จะผสมผสานกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ได้รับพื้นที่ใหม่, รหัสทางภาษา, และแพลตฟอร์มการสื่อสาร

ในเทศกาล GucciFest ยังมีการฉายภาพยนตร์แฟชั่นและซีรีส์ OUVERTURE of Something that Never Ended เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผลงานของนักออกแบบอิสระรุ่นใหม่ทั้ง 15 คนได้แก่ Ahluwalia, Shanel Campbell, Stefan Cooke, Cormio, Charles De Vilmorin, JordanLuca, Mowalola, Yueqi Qi, Rave Review, Gui Rosa, Rui, Bianca Saunders, Collina Strada, Boramy Viguier, และ Gareth Wrighton นักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกจากผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ Alessandro Michele เพื่อจัดแสดงคอลเลคชั่นของพวกเขาผ่านทางแพลตฟอร์มดิจิทัลของ GucciFest ด้วยการสนับสนุนจาก Gucci