The Jewellery of Legends Collection

Lotus Arts de Vivre xPadma Gems “The Jewellery of Legends Collection

สุดยอดความงามของ 3 อัญมณีในตำนาน

ในอดีตเครื่องประดับอัญมณีมีค่าต่างๆ คือเครื่องประดับบารมี จึงไม่แปลกใจว่าเครื่องเพชรชิ้นใหญ่ๆ นั้นจะเป็นสมบัติของกษัตริย์และราชวงศ์ต่างๆ แต่ก็คงไม่มีชาติที่ที่เชื้อพระวงศ์จะประดับประดาร่างกายด้วยอัญมณีมีค่าได้หรูหราฟู่ฟ่าเทียบเท่ามหาราชาแห่งอินเดีย ด้วยอินเดียเป็นแหล่งที่พบอัญมณีมีค่ามากมาย และเหนืออื่นใดคือเพชร คงไม่มีเพชรจากเหมืองใดจะมีชื่อเสียงเท่ากับโกลคอนดา ที่ปัจจุบันได้ปิดตัวลงแล้ว และเพชรในสมัยหลายพันปีก่อนคือชิ้นส่วนของเทวรูปที่คนพื้นเมืองให้การนับถือ อย่างเช่นดวงตาของเทวรูปขนาดใหญ่จะทำจากเพชรก้อนใหญ่ร้อยกว่ากะรัตขึ้นไป และเพชรก้อนใหญ่ๆ บางก้อนถูกค้นพบที่ริมแม่น้ำ เพราะถูกน้ำพัดพามาจากแหล่งเพชรทางต้นน้ำ แต่ก็อยู่ในเขตโกลกอนดา ปัจจุบันแม้จะมีเหมืองเพชรใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่มีเหมืองใดที่จะเป็นตำนานได้เท่าโกลกอนดา

เรื่องเล่าขานที่ยืนยงมาหลายศตวรรษโดยมีเพชรล้ำค่าแต่ละเม็ดจากแหล่งเพชรอันลือชื่อของอินเดียทำให้ตำนานนี้ไม่ใช่เรื่องโคมลอย เหมืองเพชรในโกลคอนดา ปัจจุบันคือ รัฐอานธรประเทศและรัฐเตลังคานา คือ แหล่งที่มาของเพชรในตำนานมากมาย ถือว่าเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก อย่างเพชรโฮป เพชรของซองซีที่ล้ำค่าแต่ลึกลับตกทอดและได้เห็นกันแค่ในราชวงศ์ยุโรป(ภายหลังเพิ่งถูกนำออกมาประมูล) เพชรโคอินัวร์ ที่เลื่องชื่อลือลั่นและปัจจุบันประดับอยู่ด้านหน้ามหามงกุฏของพระราชินีอลิซาเบ็ธ แห่งสหราชอาณาจักร ฯลฯ เพชรเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากเหมืองโกลคอนดา ซึ่งปัจจุบันได้ปิดเหมืองไปแล้ว ความพิเศษของเพชรจากเหมืองนี้ไม่ใช่การร่ำลือ ว่ากันว่า หากมีใครประดับกายด้วยเพชรโกลคอนดา เมื่อไฟดับลง เราจะเห็นแสงสว่างเป็นประกายขึ้นมาจากเพชรนั้นที่ส่องแสงเหมือนดวงดาราในฟ้าที่มืดมิด เพราะคุณสมบัติการเล่นแสงล้อไฟคือจุดเด่นของเพชรโกลคอนดาคือจุดเด่น นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงไข่มุกจากบาสรา ที่มาของความงามของไข่มุกเปอร์เซีย และมรกตแพนจ์เซียร์จากเหมืองในอาฟกานิสถาน

โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ (Lotus Arts de Vivre) ผู้เชี่ยวชาญในการสรรหา ของแต่งบ้านและเครื่องประดับชิ้นเอกสู่นักสะสม คนรักงานศิลป์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และล่าสุด โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ ได้ร่วมกับ พัดมา เจมส์ Padma Gems แบรนด์สุดยอดตำนานแห่งวงการอัญมณีและเครื่องประดับเลอค่าจากประเทศอินเดีย มีประวัติมายาวนานกว่าสี่ชั่วอายุคน ได้หลอมรวมความงดงามของอัญมณีที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นปรากฏเป็นเครื่องประดับหลากหลายดีไซน์ จัดทำ “The Jewellery of Legends Collection” นำสุดยอด อัญมณีทั้ง 3 ชนิดนี้มาจัดทำเป็นเครื่องประดับที่ควรค่าแก่การสะสม

เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) เพชรที่ได้ชื่อว่ามีน้ำดีที่สุดของโลกและไม่สามารถหาได้อีกแล้ว ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 เหมืองโกลคอนดาเรียกได้ว่าเป็นแหล่งผลิตเพชรที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อถึงศตวรรษที่ 19 เพชรโกลคอนดา เป็นที่รู้จักทั่วโลกว่าเป็นเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีคุณภาพ ประกายสุกใสกว่าเพชรจากเหมืองอื่นๆ ซึ่งสะท้อนจากเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกส่วนใหญ่นั้นมาจากเหมืองโกลคอนดา อาทิ โคอินัวร์ (Koh-i-Noor) เพชรเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 105.6 กะรัต ซึ่งแรกเริ่มเพชรโคอินัวร์ มีขนาด 187 กะรัต และถูกเปลี่ยนมือมากมายก่อนจะถูกนำส่งไปถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1849 โดยเจ้าชายอัลเบิร์ต พระสวามี ไม่พอพระทัยในลักษณะของเพชรที่ดูไม่ค่อยเปล่งประกายแวววับนัก จึงทรงรับสั่งให้ช่างนำไปเจียระไนใหม่เหลือ 105.6 กะรัต ปัจจุบันเพชรโคอินัวร์ถูกเก็บรักษาไว้ใน Tower of London โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ เพชรโกลคอนดาที่ลือชื่ออื่นๆ ได้แก่ เพชรโฮป (Hope Diamond) สีฟ้าเทา มีขนาด 45.52 กะรัต ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ สมิธโซเนียน (Smithsonian) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เพชรสีชมพูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดาเรียอินัวร์ (Daria-i-Noor) ขนาด 182 กะรัต ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่าน เพชรสีเขียว เดรสเดน กรีน (Dresden Green Diamond) ขนาด 41 กะรัต เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองเดรสเดนประเทศเยอรมนีเป็นต้น ทั้งนี้เมื่อเหมืองเพชรโกลคอนดาได้ปิดกิจการลง อุตสาหกรรมเพชรจึงขยายไปสู่แหล่งผลิตเพชรใหม่ในประเทศแอฟริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย 

 ไข่มุกบาสรา (Basra Pearlsสุดยอดอัญมณีที่หลอมรวมความงามแห่งท้องทะเล มีต้นกำเนิดในอ่าวเปอร์เซีย นอกเขตประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยในอดีตเมืองบาสรา ประเทศอิรัก เคยเป็นศูนย์กลางการค้าไข่มุกจึงได้ขนามนามว่า ไข่มุกบาสราไข่มุกธรรมชาติที่เก่าแก่เกิดจากหอยนางรมเพียงชนิดเดียวที่พบในบริเวณอ่าวเปอร์เซียจึงทำให้หาได้ยาก โดยจุดเด่นอยู่ที่น้ำหนักเบา แสงเงาของมุก ที่เกิดจากน้ำจืดและน้ำเค็มมาผสมกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งไข่มุกจากที่อื่นไม่มีแต่เป็นที่น่าเสียดายที่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันได้ทำลายระบบนิเวศของอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้มุกธรรมชาติอันมีค่าถูกทำลายไปมาก

            บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับ Basra Pearls คือ มหาราชา แห่ง รัฐบาโรดา (Maharaja Khanderao Gaekwad of Baroda) ในปี ค.ศ. 1865 พระองค์ได้สั่งทำพรมที่งามมหัศจรรย์ เพื่อนำถวายพระศาสดามะหะหมัด ณ นครมะดีนะฮ์ (Medina) พรมผืนนี้ ผลิตโดยช่างฝีมือชั้นเอกจากราชสำนักโมกุล ออกแบบเป็นเส้นสายลายเถาวัลย์และไม้ดอก ปักอย่างวิจิตรด้วยมุกคุณภาพเลิศกว่า 1.5 ล้านเม็ด เสริมด้วยมรกต เพชร และแซฟไฟร์ พรมผืนนี้ ประมูลผ่านบริษัท Sotheby’s เมื่อปี ค.ศ. 2009 ในราคา 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ซื้อนิรนาม ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของประเทศกาตาร์ (National Museum of Qatar)

มรกตแพนจ์เชียร์ (Panjshir Emeralds) จากอัฟกานิสถาน มรกตที่ดีที่สุดของโลก มรกตนับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่ลึกลับ จากธาตุ 2 ชนิดที่หายากที่สุดนั่นคือ ธาตุ “เบริลเลียม” จากทวีปสูง ซึ่งพบได้ไม่กี่แห่งบนโลก และ ธาตุ “โครเมียม”จากก้นทะเล หรือ ธาตุ “วานาเดียม” เกิดการปะทะกันภายใต้แรงกดดัน ความชื้นและอุณหภูมิที่สมบูรณ์ เกิดปฏิกิริยาทางเคมีก่อเกิดเป็น มรกตสีเขียว ซึ่งทั่วโลกพบมรกตที่เกิดจากธาตุเบริลเลียมและธาตุโครเมียมได้ที่เทือกเขาแอนดีสในประเทศโคลอมเบีย และ หุบเขามรกตแพนจ์เชียร์ ในเขตเทือกเขาฮินดูกูช ประเทศอัฟกานิสถานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มรกตแพนจ์เชียร์ มีสีเขียวบริสุทธิ์และสีจัดกว่ามรกตจากโคลอมเบีย เพราะมีธาตุโครเมียมในปริมาณที่มากกว่า สำหรับมรกตที่พบในประเทศอื่นนั้นเกิดจากโครเมียมทำปฏิกิริยากับเหล็กเกิดเป็นมรกตสีเขียวอมฟ้า

ปัจจุบันนี้แหล่งผลิต เพชรโกลคอนดา (Golconda Diamonds) และ ไข่มุกบาสรา (Basra Pearls) ได้ปิดกิจการไปนานแล้ว แต่ แหล่งผลิตมรกตจากแพนจ์เชียร์ (Panjshir) ในประเทศอัฟกานิสถาน ยังคงเปิดดำเนินการให้ได้ชื่นชมความงามของมรกตอยู่อีกมาก ในอดีตมีการทำเหมืองมรกต Panjshir มากว่า 2,000 ปี โดยนำไปขายในเส้นทางสายไหม (Silk Road) แต่มาระยะหลังมรกตแพนจ์เชียร์กลับเป็นที่รู้จักน้อยกว่ามรกตจากโคลอมเบีย และส่วนอื่นๆ ของโลก เนื่องจากสาเหตุทางการเมืองเป็นหลัก เมื่อรัสเซียเข้าครอบครองอัฟกานิสถาน ทำให้การเดินทางเข้าออกบริเวณนี้ไม่ปลอดภัย แต่ในทางกลับกันก็ช่วยทำให้เหมืองมรกตดังกล่าวถูกอนุรักษ์ไว้โดยปริยาย นอกจากนี้ ลักษณะภูมิประเทศและระดับความสูงของเหมือง ที่ 4,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ในเทือกเขาฮินดูกูช ก็เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงเช่นกัน จึงทำให้ มรกตแพนจ์เชียร์ เป็นอัญมณีหายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมอัญมณี

โดยอัญมณีทั้ง 3 ชนิดในคอลเลกชั่นThe Jewellery of Legends Collection ครั้งนึงเคยเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องประดับของมหาราชานำมาดีไซน์ใหม่แต่ยังคงความงดงามของอัญมณีไว้อย่างยอดเยี่ยม มาจัดแสดงและเปิดโอกาสให้ชาวไทยได้ครอบครอง ณ โลตัส อาร์ต เดอร์ วีฟว์ บูทีค ชั้น 1 โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ