นั่งคุยกับโชน ปุยเปียเงียบๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในวันวุ่นวายเช่นนี้

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ชวนคุณทำความรู้จักกับโชน ปุยเปีย เจ้าของแบรนด์ SHONE PUIPIA ให้มากขึ้นอีกนิด

Author: Pacharee Klinchoo

Photographer: Chatchanan Chantajinda

ด้วยดีกรีความเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของสองศิลปินร่วมสมัยชื่อดังอย่างชาติชาย ปุยเปีย และพินรี สัณฑ์พิทักษ์ (ผู้เคยให้เกียรติมาเป็นบรรณาธิการรับเชิญให้กับลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับฤดูใบไม้ผลิ 2020 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Femme Edition มาแล้ว) โชน ปุยเปีย เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าสุดแหวกแนว SHONE PUIPIA นั้นก็ได้ถ่ายเลือดความเป็นศิลปินจากทั้งสองคนมาอย่างเต็มตัวเลยก็ว่าได้ “คุณพ่อกับคุณแม่ให้อิสระมากเลยครับ” โชนพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเรียบร้อย “หมายถึงเรื่องการตัดสินใจของเรานะครับ และพวกท่านก็ซัพพอร์ตเต็มที่เลยครับตอนที่เราตัดสินใจเลือกเรียนต่อแฟชั่นในช่วงมัธยมปลาย… เรื่องของเราไม่ได้มีเรื่องเล่าแบบว่าชอบงานแฟชั่นมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนกับดีไซเนอร์คนอื่นเลยนะครับ เราเพิ่งมาค้นพบตัวเองช่วงมัธยมปลาย ตอนนั้นเป็นช่วงที่ต้องหาว่าอยากจะเรียนอะไรต่อดี… คือตอนขึ้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตปทุมวัน เราก็ตัดสินใจเรียนแผนกวิทย์-คณิต แต่พอขึ้นม. 5 ก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาเรียนศิลป์-คำนวณ ซึ่งครูก็ตกใจนะครับ (หัวเราะ) เพราะเราเป็นเด็กเรียนดีแบบได้เกรด 4.00 มาตลอด เขาก็อยากให้เรียนวิทย์ แต่เราไม่รู้เลยว่าเราจะยังไงต่อ ก็ลองคิดอยากเรียนสถาปัตยฯ เลยไปลองเรียนที่พี่ๆ ติวสอบเข้า… ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยใช่ บวกกับตอนนั้นได้ไปลงเรียนภาษาฝรั่งเศสที่ Alliance Française เขามีสอนคลาสทำแพตเทิร์น กับคลาสแฟชั่น เราเลยลองไปลงเรียนดูช่วงเสาร์-อาทิตย์ เลยรู้ตัวว่าชอบงานคราฟต์ ชอบการทำเสื้อที่ขึ้นรูปจากผ้าสองมิติ เป็นเสื้อผ้าสามมิติ พอรู้ตัวว่าชอบตรงนั้นก็สนใจแฟชั่นมากขึ้น เลยเรียนรู้เรื่องราวของแฟชั่นต่างๆ มากขึ้น จนกระทั่งสนใจจริงจัง และวันหนึ่งมีคนให้หนังสือมาเล่มหนึ่งที่ทำให้เรารู้จักกับดีไซเนอร์คนโปรดของเราอย่าง Dries Van Noten และกลุ่มดีไซเนอร์ที่มาจาก school of Belgium ซึ่งเราชอบลักษณะงานของพวกเขา จึงศึกษาไปเรื่อยๆ จนพบว่ามีโรงเรียนศิลปะที่ชื่อว่า Royal Academy of Fine Arts Antwerp อยู่ที่ประเทศเบลเยียม เราเลยเลือกเข้าเรียนตรงนั้น

“พอตัดสินใจว่าจะสมัครเรียนต่อด้านนี้ เราก็ต้องมารื้อเรื่องของงานศิลปะใหม่หมดเลยครับ” โชนเล่าต่ออย่างราบรื่น ขัดกับภาพลักษณ์พูดน้อยที่เราเห็นจนชินตา “สมัยตอนเด็กๆ เราชอบวาดการ์ตูนอยู่แล้ว แต่พอโตขึ้นมาเรื่อยๆ โรงเรียนไทยก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิชาศิลปะขนาดนั้น ตรงส่วนนี้ของเราเลยค่อยๆ หายไป เพราะเราต้องมาโฟกัสเรื่องวิชาการมากกว่า แต่พอต้องมาสมัครเรียนปริญญาตรีจริงจัง เราก็กลับมาเทรนทักษะเหล่านั้นใหม่ คุณพ่อก็มาช่วยฝึกสกิลล์ต่างๆ ที่จำเป็น เริ่มต้นทำพอร์ตฯ ไปด้วยกันครับ”

ในที่สุดโชนก็เข้าเรียนสาขาแฟชั่นที่ตัวเองใฝ่ฝันได้ดั่งใจ (ซึ่งจากการที่เราเคยคุยกับพินรี ผู้เป็นมารดา เธอเองก็ยอมรับว่าดีใจที่ลูกชายเลือกเรียนโรงเรียนนี้ เพราะการเรียนการสอนดูไม่ commercial มากเท่ากับโรงเรียนอื่นๆ ในทวีปยุโรป) “ระบบการเรียนของที่นี่คือเรียนสามปีได้ปริญญาตรี อีกหนึ่งปีได้ปริญญาโท… ซึ่งเป็นสี่ปีในชีวิตที่เราได้ทดลองทำงานลักษณะต่างๆ หลากหลาย ได้รวบรวมไอเดีย เก็บ reference ต่างๆ และขัดเกลาหาลักษณะเด่นของตัวเองที่จะมาสร้างสรรค์ผลงานได้ครับ ตอนที่เข้ามาเรียนปีหนึ่งคือเราย้ายจากการเรียนการสอนแบบไทยๆ มาเจอหลักสูตรอาร์ตเข้มข้นของที่นี่ ถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่มาก ปีนั้นเป็นปีที่เราต้องปรับตัวหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการเรียน การออกจากบ้านไปอยู่ตัวคนเดียวเป็นปีแรก ถือเป็นปีที่ท้าทายเป็นอย่างมากจริงๆ ครับ”

ด้วยความเป็นเด็กเรียนเก่ง บวกกับความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าจะต้องจากบ้านเกิดมาร่ำเรียนในโรงเรียนที่ไม่คุ้นเคย แต่โชนก็สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับตัวเองได้ตั้งแต่เริ่มต้นก้าวเข้าสู่วงการ “ตอนจบปีสอง เราก็รู้ว่าพวกคุณครูเขาก็ตอบรับกับคอลเลกชั่นที่เราทำดี… ทุกๆ สิ้นปี โรงเรียนจะมีการแจกรางวัลต่างๆ ให้กับนักเรียน ซึ่งรางวัลส่วนใหญ่ก็จะไปตกอยู่กับนักเรียนปีสามหรือปีสี่ แต่วันที่เราแสดงโชว์ปีสองของเราจบลง ครูก็เดินมาบอกให้ไปเข้าร่วมงานประกาศรางวัลในวันพรุ่งนี้ด้วย โดยปกติเขาไม่ได้ให้เด็กปีสองเข้าไปร่วมนะ เราก็ไปแบบงงๆ แต่พอถึงโมเมนต์ที่เขาประกาศว่าเราได้สองรางวัล คือการออกแบบรองเท้า กับอีกรางวัลที่ได้จากบริษัทผลิตเสื้อที่เปิดโอกาสให้เราไปผลิตงานสามชิ้นกับเขาในปีถัดไป คือเราร้องไห้เลยครับ” โชนหัวเราะ “รู้สึกราวกับว่าในที่สุดเราก็ได้รับการยอมรับ… คิดดูว่าเราเป็นชาวต่างชาติที่ไปอยู่ในพื้นที่นั้น และผลงานของเราก็ได้รับการยอมรับ ความรู้สึกท่วมท้นมากจริงๆ ร้องไห้ไม่หยุดเลย เพราะปีนั้นมันเหนื่อยมากจริงๆ พอ feedback ดี มีคนชอบงานของเรา มีรางวัลให้เรา เหมือนเราได้ความมั่นใจในการทำงานเพิ่มขึ้นทันทีเลยครับ”

หลังจากเรียนจบ โชนก็กลับมาเปิดแบรนด์เสื้อผ้า SHONE PUIPIA เป็นของตัวเอง โดยออกคอลเลกชั่นใหญ่มาแล้วสองครั้ง “เรายังไม่ได้มองว่าตัวเองผลิตงานอาร์ตนะครับ” เขาพาเราเดินชมผลงานคอลเลกชั่นล่าสุดที่เพิ่งจัดแสดงไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็มองเห็นความอาร์ตและคราฟต์ในผลงานของเขาได้อย่างชัดเจน “เรามองว่าตัวเองเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ที่พยายามสอดความเป็นอาร์ตเข้าไปในงานของตัวเอง เพราะเราอยากให้งานของเราพิเศษ ไม่ commercial มากเกินไป เราพยายามใส่เทคนิคในแง่ของงานคราฟต์ที่อาจจะไม่ได้ใช้ในอุตสาหกรรมแฟชั่นขนาดใหญ่ลงไปในงานของเรา อย่างเทคนิคแฮนด์เพนต์ หรือการ bleach ทีละชิ้น เราจะให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด เพราะเราขึ้นแพตเทิร์นเอง และเรารู้จักการทำเสื้อผ้า เราสามารถควบคุมชิ้นงานทุกชิ้นได้ อยากให้งานมันออกมา luxury เป็นงานคุณภาพที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าน่ะครับ”

แม้ว่าเสื้อผ้าแบรนด์ SHONE PUIPIA จะดูเหมือนเป็นเสื้อผ้าของผู้หญิงทั้งคอลเลกชั่น แต่เราก็แอบมองเห็นความ unisex ที่ปรากฏในการออกแบบคอลเลกชั่นนี้ “มันเริ่มจากว่าเราอยากทำชิ้นงานที่เราใส่ได้ด้วย เป็นความชอบส่วนตัวน่ะครับ เราอยากทำให้แบรนด์เสื้อผ้าเราเป็นเหมือน universe เดียวทั้งเพศหญิงและเพศชาย เราคิดว่าเสื้อผ้าไม่ได้มีเพศ ตอนออกแบบเราจึงเปิดกว้าง ไม่ได้กำหนดว่าผู้หญิงหรือผู้ชายจะใส่ เพราะส่วนตัวเราคิดว่า ถ้าเรามีความสุขที่จะใส่เสื้อผ้าที่มันเวิร์กกับเรา เรื่องที่ว่าเสื้อผ้านี้เป็นของเพศไหนก็ไม่สำคัญหรอก เวลาเราไปเลือกเสื้อผ้าใส่เองบางทีเราก็เดินเลยไปดูเสื้อผ้าผู้หญิงด้วย เพราะเสื้อผ้าผู้หญิงจะมีรายละเอียดต่างๆ หรือวัสดุที่เราชอบมากกว่าเสื้อผ้าผู้ชาย เราเลยพยายามประยุกต์แนวคิดแบบนี้มาใช้ในงานของเราด้วยครับ”

www.shonepuipia.com