สนทนาสัปตสนธิ: You Have the ‘Right’ to Be You, Right?

สิทธิเสรีภาพเป็นอีกคำหนึ่งที่ฟังดูยอดเยี่ยมจริงๆ เราชอบคำนี้ และแน่นอนว่าคุณก็คงชอบด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีคำถามคือพวกเราทั้งหมดสามารถมีชีวิตอยู่โดยมีคำนี้เคียงข้างไปตลอดได้จริงหรือไม่ หากพูดถึงการเลือกร้านอาหารที่ชอบ รถยนต์ที่ใช่ แน่นอนว่าย่อมเป็นไปได้ แต่ถ้าเราหยิบคำว่า ‘สิทธิเสรีภาพ’ มาวางไว้บนหัวข้อการเลือก ‘ตัวตน’ หรือพูดแบบตรงๆ ว่า ‘การเลือกรสนิยมทางเพศ’ แล้ว เชื่อเถอะว่าแม้คุณจะใช้สิทธิ์ของคุณเลือกตัวตนของตัวเองไปแล้วก็ตาม แต่การแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของคุณก็ไม่ได้มี ‘เสรีภาพ’ มากมายขนาดนั้นหรอก และเพราะสิทธิ์สิทธิ์หนึ่งอาจเล็กเกินกว่าที่สังคมจะใส่ใจ กลุ่มที่ต้องการเรียกร้องสิทธิให้กับความหลากหลายทางเพศจึงถือกำเนิดขึ้นในนามของ ‘LGBTQ’ ที่ย่อมาจาก lesbian (เลสเบียน), gay (เกย์), bisexual (ไบเซ็กชวล), transgender (คนข้ามเพศ) และตัวสุดท้ายที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาหลังสุดคือ queer (กะเทย) หรือ questioning (ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงรสนิยมทางเพศของตนเอง) โดยมีคำเรียกอย่างเป็นทางการอีกอย่างคือ ‘กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ’ สำหรับประเทศไทยกลุ่ม LGBTQ เริ่มก่อร่างสร้างความแข็งแกร่งจนสามารถตะโกนส่ง ‘เสียง’ ได้ดังพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ ในโลกอันคับแคบใบนี้ได้อยู่บ้างในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่นั่นก็เป็นเพียงปฐมบทของแบตเทิลอันยาวนานที่พวกเขายังคงต้องต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพที่พวกเขาสมควรจะได้รับต่อไป

ไทยแลนด์มิตรแท้หรือศัตรู

ว่ากันว่าชื่อเสียงของประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับที่ ‘เป็นมิตร’ กับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมากกว่าประเทศอื่นในเอเชียด้วยกัน ถึงขั้นรัฐบาลไทยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ในกลุ่ม LGBTQ เข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้อย่างเสรี มีการอนุญาตให้เปิดโรงแรมที่รับเฉพาะแขก LGBTQ อย่างเปิดเผยหลายร้อยแห่ง จนได้สมญาว่าเป็นประเทศ Gay Paradise of Asia แม้จะฟังดูดี แต่ก็เหมือนกับความย้อนแย้งอื่นๆ ในดินแดนนี้นี่แหละที่ท้ายที่สุดแล้วการเลือกปฏิบัติ การดูถูกเหยียดหยาม และการกีดกันทางสังคมกับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ดาษดื่นในสังคมไทย

LGBTQ มีสิทธิเสรีภาพในการเป็นตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน

มาพูดถึงความเป็นไปง่ายๆ ทั่วไปกันก่อนดีกว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันน่ารักกับ LGBTQ เสมอด้วยการไม่ปาหินใส่ ไม่จับขังคุก และไม่แห่ประจานทั่วเมือง ในทางกลับกันผู้คนทั้งหลายกลับคิดว่าการแต่งกายหรือรสนิยมทางเพศที่ไม่ตรงกับการถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลเป็นเรื่องที่เกิดจากความผิดปกติทางจิต มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยพาลูกวัยรุ่นไปพบจิตแพทย์เพื่อขอให้หมอช่วย ‘รักษา’ อาการของพวกเขาให้กลับมาเป็น ‘ปกติ’ หรือคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะเติบโตเป็นปกติ (เฮ้อ…) ถ้าในสังคมระดับจุลภาคอย่างครอบครัวมีความคิดอ่านที่เปิดกว้างมากเช่นนี้แล้ว เราไม่ค่อยอยากไล่เรียงไปถึงสังคมมหภาคเสียเท่าไหร่ แต่ความจริงก็คือความจริง ในระบบการศึกษา หนังสือเรียนภาคบังคับที่ใช้เรียนในโรงเรียนทั่วประเทศพาดพิงถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางจิตใจ บุคคลที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์บางคนก็ไม่พยายามทำความเข้าใจ แต่มักตีตรา ล้อเลียน ไปจนถึงเสียดสีด้วยถ้อยคำรุนแรง นี่ยังไม่ได้พูดถึงชีวิตการทำงานที่เหล่า LGBTQ มักจะได้รับการกีดกันอย่างโจ่งครึ่ม ทั้งถูกปฏิเสธการจ้างงานเพียงแค่เหลือบตามอง หรือไม่ได้รับโอกาสให้มีความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงถูกจำกัดอาชีพให้ยิ่งใหญ่ได้อยู่เพียงไม่กี่วงการ ฉะนั้นคำตอบของคำถามด้านบนคือเรามีสิทธิ์เป็นตัวเองได้มากเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจิตใจเราเข้มแข็งมากพอที่จะต้านทานกระแสสังคมที่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ‘สังคมปกติ’ ได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง

LGBTQ กับสิทธิเสรีภาพทางข้อบทกฎหมาย

พูดเรื่องง่าย (กว่า) ไปแล้ว คราวนี้มาพูดถึงเรื่องจริงจังอย่างเรื่องกฎหมายกันบ้าง ตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมากลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ พยายามอย่างหนักที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิของ LGBTQ ในประเทศไทย และสร้างความเปลี่ยนแปลงมาแล้วมากมาย ซึ่งในที่นี้คงไม่สามารถบอกเล่าได้หมดทุกกิจกรรม แต่เราแนะนำให้คุณเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ในรายงานอย่างเป็นทางการของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ชื่อ Being LGBT in Asia: รายงานในบริบทของประเทศไทย (Google search แล้วขึ้นเลย) อย่างไรก็ดีความเคลื่อนไหวล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงอยู่ในขณะนี้คือเรื่อง พ.ร.บ. คู่ชีวิต ที่เปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิตอยู่ร่วมกันได้โดยมีกฎหมาย (บางข้อ) รองรับ ซึ่งแม้ว่าร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต จะเพิ่งผ่านมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วนี่เอง (แต่ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา) แต่สารัตถะหลักๆ ของ พ.ร.บ. คู่ชีวิต ก็ดูจะยัง ‘ไม่เคลียร์’ และเป็นเสมือนการกระทำประเภทปากหวานก้นเปรี้ยวเสียมากกว่า เพราะกฎหมายยังถือว่า ‘คู่ชีวิต’ ไม่ใช่ ‘คู่สมรส’ ดังนั้นสิทธิ์ในบริบทของคำว่า ‘คู่ชีวิต’ จึงไม่เสมอภาคเทียบเท่ากับสิทธิ์ของ ‘คู่สมรส’ ระหว่างชายหญิง และส่งผลให้กฎหมายอื่นๆ ที่ยึดโยงคำว่า ‘คู่สมรส’ มิอาจมอบสิทธิ์ให้กับ ‘คู่ชีวิต’ ได้โดยอัตโนมัติ จนกว่ากฎหมายอื่นๆ จะถูกแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิ์ให้กับคู่ชีวิตตาม พ.ร.บ. คู่ชีวิต ในภายหลังเสียก่อน ซึ่งนั่นก็รังจะก่อให้เกิดคำถามต่อไปว่าเพราะเหตุใดสิทธิ์ระหว่างคู่รัก LGBTQ จะเท่าเทียมกับสิทธิ์ของมนุษย์ชาวไทยคนอื่นไม่ได้ ในเมื่อเราก็เป็นมนุษย์ที่พึงได้พึงมีสิทธิ์เสมอกันมิใช่หรือ

สิทธิ์เดียวที่ดูจะเท่าเทียมกันคือสิทธิ์ในการสร้างสรรค์

อย่างที่บอกว่ากลุ่ม LGBTQ มุ่งมั่นที่จะสื่อสารถึงความเป็นตัวเองให้สังคมได้รับรู้อยู่เสมอ และศิลปะก็ดูเหมือนจะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถส่งสารเข้าถึงจิตใจส่วนลึกของผู้คนได้มากกว่าอะไรทั้งหมด ข่าวดีก็คือภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้เราจะมีโอกาสได้ชมความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่ม LGBTQ อีกครั้ง โดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับมูลนิธิซันไพรด์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่สนับสนุนและส่งเสริมเรื่องราวของกลุ่มความหลากหลายทางเพศที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และมีทัศนะเชิงบวก จัดงานนิทรรศการ ‘สนทนาสัปตสนธิ’ (สัปต – เจ็ด : หมายความถึงเจ็ดสีของสายรุ้ง อันเป็นสีสัญลักษณ์ของกลุ่ม LGBTQ / สนธิ – การรวมกัน) หรือ ‘Spectrosynthesis II – Exposure of Tolerance: LGBTQ in Southeast Asia’ เพื่อนำเสนอผลงานศิลปะที่สะท้อนเนื้อหาความหลากหลายทางเพศและมุมมองเกี่ยวกับชีวิตของผู้คนในสังคม LGBTQ ที่อยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีศิลปินเข้าร่วมแสดงผลงานมากถึง 50 คน ภายในงานไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงภาพถ่ายและภาพวาดเท่านั้น หากยังมีกิจกรรมอื่นๆ เป็นต้นว่า ภาพยนตร์ และการแสดงสด เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินในแขนงอื่นได้มีส่วนร่วมในการโชว์ฝีไม้ลายมือไปพร้อมๆ กับขยายฐานการนำเสนอเนื้อหาให้กับผู้ชมอย่างกว้างขวางด้วย โดยนิทรรศการสนทนาสัปตสนธิมีกำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 1 มีนาคม 2563 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7 และ 8 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

อันที่จริงนิทรรศการสนทนาสัปตสนธินี้ถือเป็นนิทรรศการต่อเนื่องที่จัดขึ้นสานต่อจากนิทรรศการ Spectrosynthesis – Asian LGBTQ Issues and Art Now ที่เคยจัดขึ้นไปแล้วเมื่อปีค.ศ. 2017 ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งในขณะนั้นมีศิลปินเข้าร่วมแสดงผลงาน 22 คน และส่วนใหญ่เป็นศิลปินเชื้อสายจีน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่านิทรรศการสนทนาสัปตสนธิที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ถือเป็นการเปิดประตูที่กว้างยิ่งกว่าเดิมให้เหล่าศิลปินในประเทศต่างๆ ทั้งในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนผ่านศิลปะต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ ซึ่งแน่นอนว่าผลงานที่มาจากคนละประเทศ คนละวัฒนธรรม ต่างก็ต้องมีการนำเสนอบริบททางสังคมที่เกี่ยวกับ LGBTQ แตกต่างกันไปอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวของศิลปิน บอกเล่าวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อพื้นบ้านอันเก่าแก่ ไปจนถึงความเชื่อที่ขัดต่อความรู้สึกของตัวเอง รวมถึงสิ่งที่ศิลปินต้องเผชิญท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมในประเทศต่างๆ โดยมีศิลปินไทยเข้าร่วมแสดงผลงาน อาทิ ไมเคิล เชาวนาศัย, จักกาย ศิริบุตร, อริญชย์ รุ่งแจ้ง, ปิยะรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์, ศรชัย พงษ์ษา เป็นต้น ส่วนศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอาทิ Dinh Q. Lê (เวียดนาม), Maria Taniguchi (ฟิลิปปินส์), Ming Wong (สิงคโปร์), Danh Vō (เวียดนาม) และ Anne Samat (มาเลเซีย) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีศิลปินระดับสากลที่ไม่ได้อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาร่วมแสดงผลงานด้วย อาทิ Sunil Gupta (อินเดีย), Ren Hang (จีน), Hou Chun-Ming (ไต้หวัน), Ramesh Mario Nithiyendran (ศรีลังกา), Martin Wong (อเมริกา) และ Samson Young (ฮ่องกง) เป็นต้น เราขอจบบทความนี้ด้วย quote ของสุดาภรณ์ เตจา หนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการสนทนาสัปตสนธิที่ว่า “LGBTQ หมายถึง Love Gets Better with Time Quietly ผลงานจะเป็นการแสดงออกถึงทัศนะต่อสถานการณ์ LGBTQ ในปัจจุบัน ด้วยความหวังที่จะให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม” และเราก็หวังจะเห็นสิทธิที่เท่าเทียมกันนั้นเสียเหลือเกิน

Author: Mintira Thammapalert