Alexander Lamont: Crafting Success

เนื่องในโอกาสเปิดตัวคอนเซ็ปต์ Sunday Salon เราได้คุยกับ Alexander Lamont ถึงจุดเริ่มต้น เป้าหมายและแรงบันดาลใจในการปลุกปั้นแบรนด์คราฟต์ระดับโลก

คนที่ชอบเดินเล่นที่เกษรวิลเลจบ่อยๆ อาจจะคุ้นเคยกับร้าน Alexander Lamont เป็นอย่างดี เพราะร้านนี้เป็นอีกหนึ่งในร้านที่อยู่มานาน แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแบรนด์ชื่อต่างชาตินี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “แบรนด์ไทย” ที่ไปไกลระดับโลก ที่ผลิตสินค้าแต่งบ้านระดับลักชัวรี่ที่ทำโดยช่างฝีมือไทยแท้ๆ ภายใต้การดูแลของอะเล็กซานเดอร์ ลามอนท์ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ชาวอังกฤษที่หลงรักเมืองไทยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเราได้เจอเขาอีกครั้งในงาน Sunday Salon ที่ตอกย้ำสไตล์อาร์ตเดโคที่เป็นเหมือนหัวใจของแบรนด์ เราจึงได้พูดคุยกับเขาอีกครั้งถึงดีตและอนาคตของแบรนด์ชื่อเดียวกันกับเขานี้

  • พื้นฐานและการเติบโตของคุณมีอิทธิพลต่อทิศทางและปรัชญาในการสร้างสรรค์ในวันนี้อย่างไรบ้าง

“มีทุกอย่างเลยนะ พ่อแม่พาผมไปอยู่เคนยาตั้งแต่ผมอายุ 6 สัปดาห์ แล้วย้ายไปอินเดียตอนผมอายุได้ 3 ขวบ ผมโตมาในหมู่บ้านเล็กๆในอังกฤษ ผมมาเมืองไทยตั้งแต่อายุ 12 ปี และตอนนั้นก็ตัดสินใจว่าวันหนึ่งผมจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ประสบการณ์การท่องเที่ยวตอนผมยังหนุ่มๆ ทั้งทรงพลังและมีผลมากต่อการมองสิ่งต่างๆของผม ทั้งสถานที่หรือวัฒนธรรมต่างๆ ตอนผมเด็กๆ พ่อของผมทำธุรกิจนำเข้าวัตถุโบราณ งานศิลปะแบบดั้งเดิมและงานแอนทีคจากเอเชีย อเมริกาใต้และอัฟริกา ผมทำงานในบริษัทนี้ ซึ่งก็ทำให้ผมได้เห็นและสัมผัสงานฝีมือแบบดั้งเดิมจากหลากหลายแหล่งที่มา 

“สิ่งของเหล่านี้คือผลของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต่อเนื่องมาหลายร้อยปี และถูกทำขึ้นมาอย่างประณีต และสะท้อนถึงแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน กระบวนการที่ทำด้วยมือและการใช้วัสดุธรรมชาติคือส่วนสำคัญของ “จิตใจ” ของสิ่งของเหล่านี้ ดังนั้น เมื่อผมเริ่มออกแบบ ผมรู้เลยว่าผมอยากจะทำงานให้ได้ในระดับนี้ อยากให้เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญกับขั้นตอนการสร้างสรรค์ เพราะมันคือวิธีการสื่อสารอารมณ์ที่พบในงานออกแบบแบบดั้งเดิมที่มักเต็มไปด้วยความหมายและความเป็นมนุษย์”

  • คุณจะอธิบายความเป็น Alexander Lamont ให้กับคนที่คุณเพิ่งเจออย่างไร

“ผมจะบอกว่าเรานำวัสดุตกแต่งต่างๆ ที่มีความสำคัญระดับโลกมาสร้างเป็นผลงานใหม่ด้วยวิธีใหม่ๆ ทำให้งานที่ออกมามีความร่วมสมัยครับ”

  • คุณดูจะได้แรงบันดาลใจจากหนังสือและวรรณกรรมอยู่มาก คุณเปลี่ยนถ้อยคำเป็นวัตถุได้อย่างไร

“วรรณกรรม ดนตรีและภาพยนตร์ให้แรงบันดาลใจดีๆ กับผมเสมอ เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนอารมณ์และความรู้สึกแบบไม่เป็นรูปธรรมจนเกินไป วิธีนี้ทำให้ไอเดียในการออกแบบเกิดขึ้น ซึ่งเป็นไอเดียที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับไอเดียด้านรูปลักษณ์ สิ่งที่เราจะได้จึงเป็นอะไรที่เฉพาะบุคคล และมีความคลุมเครือ ผมมองว่าหลายๆอย่างมันโผล่ขึ้นมาจากเงา (ความไม่ชัดเจน) นะ”

  • คุณมองว่าแบรนด์ของคุณมีการพัฒนาอย่างไรบ้างจากจุดเริ่มต้น

“คงต้องบอกว่าค่อยเป็นค่อยไปนะครับ ยี่สิบปีผ่านไป ผมก็เริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่าสิ่งที่ผมอยากทำคืออะไร พร้อมๆกับหาวิธีที่จะทำมันให้สำเร็จด้วย ยี่สิบปีที่แล้ว ผมเน้นพึ่งพาช่างฝีมือจากข้างนอกที่ไม่ได้เข้าใจว่าผมต้องการหรือผมกำลังทำอะไร ผลที่ออกมาก็ดีนะ และผมก็ยังชอบงานช่วงแรกๆของเรา แต่สไตล์ของงานที่ออกมาก็ค่อยๆประณีตขึ้น วิธีการออกแบบก็เปลี่ยนไป รวมถึงเรื่องรูปทรงและวัสดุด้วย การทดลองคือส่วนสำคัญของการทำงานสร้างสรรค์ และมันทำได้ยากมากตอนที่ผมยังไม่มีเวิร์กช็อปและทีมออกแบบของตัวเอง ผมไม่ได้บอกว่าตอนนี้งานของเราดีขึ้นแล้ว แต่บอกได้ว่างานของเราแตกต่างจากเดิมมาก วิธีทำก็ต่าง วัสดุก็ต่าง เราพัฒนาขึ้นมามากเหมือนกัน”

  • สิ่งที่คุณอยากจะออกแบบมากที่สุดคืออะไร

“ชามครับ ผมมองว่าชามคือสิ่งแรกๆเลยที่มนุษย์ทำขึ้น เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร และใช้ในงานฝังศพด้วย ชามเป็นสิ่งแรกที่ผมออกแบบ ผมเลยรู้สึกผูกพันกับมันมาก ฟังดูเล็กน้อยนะ แต่สำหรับผมมันน่าตื่นเต้นมาก เพราะผมสามารถออกแบบชามเองได้โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากใครเลย ผมว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้ใหม่หรือน่าประทับใจ แต่เป็นการเข้าถึงไอเดียง่ายๆ ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่กว่า เหมือนแต่งกลอนแบบนั้น”

  • อะไรคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการทำธุรกิจคราฟต์และดีไซน์

“ด้วยความที่ของของเราทำด้วยมือ บางครั้ง ความยากก็จะอยู่ที่ตอนเราเจอกับวัสดุที่เดาทางไม่ได้ ผมว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจได้นะว่าทำไมเกือบทุกอย่างที่เราซื้อ และอาหารที่เรากินในทุกวันนี้มาจากการผลิตแบบอุตสาหกรรม มันง่ายกว่า เร็วกว่าและถูกกว่า ด้วยความที่เราอยากจะทำสิ่งที่คงทน อยู่ได้นาน ความท้าทายน่าจะอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ การเคารพเดดไลน์ หาสตาฟ การจัดการกับวัสดุและการสื่อสารว่าทำไมงานคราฟต์ถึงแพงกว่าของทั่วไป”

  • ทำไมคุณถึงเลือกยุคอาร์ตเดโคมานำเสนอ

“กิจกรรม Sunday Salon นี้ออกแบบมาให้เป็นอีกหนึ่งวิธีในการนำยุคทศวรรษที่ 1920s และ 1930s กลับมาในรูปแบบของบรรยากาศที่เชื่อมโยงกับงานฝีมือของเราได้ เทคนิคหลายอย่างที่เราใช้ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น ฌ็อง-มิเชล แฟรงก์ เคยโด่งดังจากสไต์การตกแต่งด้วยวัสดุที่ที่รวมและเก็บแสงไว้ ทำให้สเปซดูโปร่งแต่ก็มีรายละเอียด ความรู้สึกนี้ยังคงทรงพลังในทุกวันนี้ และกลายเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับผมในการเลือกวัสดุเข้ามาทำงานที่นี่ วัสดุเหล่านี้ถือเป็นวัสดุที่สำคัญและโด่งดังมานานแล้ว และถูกใช้โดยดีไซเนอร์เก่งๆ มากมายก่อนหน้าผม”

  • ทำไมคุณถึงเลือกตั้งแบรนด์ Alexander Lamont ในเมืองไทย

“ประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ประเทศไทยได้พบกับความสงบและความสมบูรณ์มาหลายศตวรรษ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องเจอกับยุคแห่งการต่อสู้และทรมาน มนุษย์เราสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยมือ เรามีแหล่งกำเนิด มีอดีตที่เชื่อมโยงเรากับสิ่งต่างๆ รวมถึงวิถีชีวิต ประเทศไทยมีสถาบันกษัตริย์ที่สูงส่ง และคนไทยก็มีความภาคภูมิใจและเชื่อในความเป็นไทย งานฝีมือในประเทศไทยคือพลังที่มีพลวัตรไม่หยุดนิ่ง และงานที่เราเห็นในวัดวาอารามต่างๆ ก็น่าหลงใหลและมีความประณีตมาก การที่คนไทยใช้มือสร้างสิ่งต่างๆ ต้องอาศัยทั้งความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจในรายละเอียด คนไทยมีทักษะขั้นสูง และยังมีความอดทนมากกว่าคนชาติอื่น นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Alexander Lamont สามารถเติบโตและพัฒนาต่อไปได้ ทั้งในด้านของทักษะและคุณภาพ”

  • มีเทคนิคไหนมั้ยที่คุณอยากลองทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ

“ผมคิดว่าการแกะสลักเปลือกหอยและเขาสัตว์คือสองอย่างที่ผมสนใจมาก และมีหลายวิธีในการทำงานกับวัสดุเหล่านี้ โดยที่ยังคงพื้นผิวตามธรรมชาติไว้ อีกอย่างคืองานโมเสกกับแก้ว ผมว่ามันน่าจะช่วยเติมสีสันให้งานที่เรากำลังทำอยู่ได้ดีเลยครับ”

เยี่ยมชม Flagship Store ของ Alexander Lamont ได้ที่ชั้น 1 เกษรวิลเลจ