The Contemporary Kimono

ทาคายุกิ และทาคาโตชิ ยาจิมา ได้ทำสิ่งที่มากกว่าการยึดถือวัฒนธรรมกิโมโน พวกเขาซึ่งเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาที่มีอายุกว่าพันปีได้นำเอาความร่วมสมัยมาผสานกับชุดกิโมโนอย่างลงตัว

หากปราศจากแฟชั่น ทิวทัศน์ในเมืองคงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เสื้อผ้าที่ผู้คนสวมใส่สะท้อนให้เห็นลักษณะเฉพาะของแต่ละเมือง ตั้งแต่ค.ศ. 2015 ห้องเสื้อ Y. & Sons ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ได้นำเอาผลงานสร้างสรรค์ต่างๆ ออกสู่สายตาสาธารณชน ทั้งนี้การนำเอาผลงานดังกล่าวส่งเสริมให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงโตเกียวกลับมาแต่งชุดกิโมโนอีกครั้งและเปลี่ยนลุคของเมืองหลวงให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ทาคายุกิ ยาจิมา เจ้าของห้องเสื้อ Y. & Sons อธิบายว่า “พวกเราหวังจะนำเสนอชุดกิโมโนที่เข้ากับเมือง พวกเราคิดว่าการสวมชุดกิโมโนทำให้ชีวิตประจำวันมีรูปลักษณ์พิเศษ” การใช้ความวิจิตรและความประณีตทางสัญลักษณ์ของชุดกิโมโนทำให้ไม่มีอะไรที่ดูเป็นเรื่องบังเอิญสำหรับห้องเสื้อ Y. & Sons สัญลักษณ์ของร้าน ‘ขนนกอินทรีสองอันไขว้กัน’ (ลวดลายยอดนิยมในวัฒนธรรมซามูไร สมัยยุคเอโดะ ระหว่างค.ศ. 1603 – 1868) ถือว่าเป็น ‘คะมน’ (kamon) ซึ่งหมายถึงตราประจำตระกูล ผ้าที่ถูกนำเสนอส่วนใหญ่จะตกแต่งด้วยลวดลายที่เกี่ยวข้องกับตราประจำตระกูล ซึ่งมาจากจินตนาการของอิโตะ จากุชู (Ito Jakuchu) ศิลปินที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 18

นอกจากนี้ฐานทัพของพวกเขาซึ่งอยู่ในย่านคันดะเผยให้เห็นเสียงสะท้อนแห่งอดีต ก่อนที่จะมีย่านชิบูยาและชินจูกุ ย่านคันดะเคยเป็นศูนย์กลางของกรุงโตเกียว ในปัจจุบันสถาปัตยกรรมส่งผลให้กรุงโตเกียวกลายเป็นเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างยุคต่างๆ ที่ซึ่งการแสดงความเคารพต่อประเพณีไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความทันสมัย โดยเห็นได้จากการแต่งชุดกิโมโน

อย่างที่พวกเราทราบกัน ชุดกิโมโนถือกำเนิดขึ้นเมื่อหนึ่งพันกว่าปีก่อนในสมัยยุคเฮอัง ทว่าชุดกิโมโนกลับกลายมาเป็นงานศิลปะอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อถึงยุคเอโดะ ประเทศญี่ปุ่นได้ถูกรวบรวมเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การปกครองของโชกุน และมีพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจ
ในด้านการแต่งตัว ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทุกคนแต่งชุดเหมือนกันทั้งหมด กล่าวคือทุกคนไม่ว่าจะมีสถานะทางสังคมใดก็ตามจะแต่งชุดกิโมโน ลักษณะการแต่งตัวที่เหมือนๆ กันนี้ส่งผลให้การแสดงออกทางสไตล์การแต่งตัวของแต่ละบุคคลทำได้ยาก รายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจ เช่น ความแตกต่างที่เห็นได้จากวิธีการทอผ้า การใช้สี การเลือกลวดลาย ด้าย หรือแม้กระทั่งการพิมพ์ลวดลาย ความซับซ้อนนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่จะสวมใส่ชุดกิโมโน อายุของผู้สวมใส่ รวมถึงยศ สไตล์ และรสนิยม ซึ่งรวมถึงระดับความพิถีพิถันของผู้แต่งชุดกิโมโน ทั้งนี้หากผ้าที่บุข้างในเป็นสีแดง (สีต้องห้าม) หรือชุดที่สวมอยู่ข้างใต้เป็นไหมย้อมสี พร้อมประดับด้วยภาพทิวทัศน์ จะถือได้ว่าเป็นชุดกิโมโนที่ดูงดงาม ภูมิฐาน ส่วนชุดที่อยู่ข้างในซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดนั้นมีเพียงแค่ผู้สวมใส่ชุดกิโมโนเท่านั้นที่จะรู้ได้

ทั้งนี้ชุดกิโมโนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นช่องทางแห่งการแสดงออกถึงความเป็นตัวตน พร้อมกับเป็นการส่งข้อความอย่างประณีตบรรจง และสำหรับใครก็ตามที่มีรสนิยมอย่างแท้จริง รายละเอียดของชุดกิโมโนนั้นถือว่าเป็นความสุขของพวกเขา ชุดกิโมโนเป็นชุดที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับไปร่วมงานทางการ งานเฉลิมฉลอง และยังเป็นชุดที่สวมใส่เพื่อไปออนเซ็น ซึ่งเป็นสถานที่อาบน้ำสาธารณะ ในสมัยก่อนกฎระเบียบและสัญลักษณ์มีอยู่มากมายจนทำให้ต้องพิมพ์คู่มือเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิด และถ้าเรื่องเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกงงก็ให้นึกถึงวิวัฒนาการของการแต่งตัวในโลกตะวันตกซึ่งคล้ายกันอย่างมาก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาผู้ชายมีเพียงแค่ชุดเดียว นั่นก็คือชุดสูท เมื่อเครื่องแบบทหารซึ่งปกปิดร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้านั้นมีบทบาทน้อยลง สิ่งต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความแปลกใหม่ถูกสั่งห้าม ซึ่งเป็นการสนับสนุนการแต่งกายให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไปผู้ชายเริ่มมีพื้นที่เล็กๆ เพื่อแสดงออกถึงความแตกต่าง เช่น การผูกเนกไทที่ดูแหวกแนว การปลดกระดุม 1 – 2 เม็ด และทรงผมที่มีการเน้น… ก้าวเล็กๆ บนเส้นทางแห่งการแสดงออกทางตัวตน เป็นวิธีที่ค่อนข้างแยบยล ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้ขัดกับพิธีการ แต่ทว่าสามารถมองเห็นและเป็นที่สังเกตได้ รวมถึงเป็นที่ชื่นชมของผู้ที่อยู่ในวงการ โดยทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะสามารถสังเกตเห็น นิยมชมชอบ หรืออาจจะมองไม่เห็นอะไรเลย

ถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมจะแตกต่างกัน แต่แนวคิดหลักนั้นเหมือนกัน นั่นก็คือการนำเสนอรายละเอียดต่างๆ อย่างประณีตบรรจง เพื่อบ่งบอกรสนิยมที่ดี และแสดงถึงความเป็นตัวตน เทรนด์ในระยะหลังนี้ชี้ให้เห็นว่าโลกตะวันตกที่มีความละเอียดลออเริ่มหันไปหาสิ่งที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรม มีคุณภาพ และหายาก

สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าเวลาสำหรับโลกตะวันตกที่จะหันกลับมาหาประเทศญี่ปุ่นได้มาถึงแล้ว เนื่องจากคนญี่ปุ่นยึดมั่นในวัฒนธรรมโบราณ ที่ซึ่งการรังสรรค์เปี่ยมด้วยความเอาใจใส่ ความหลงใหล และความรัก สิ่งที่ชาวตะวันตกเรียกว่าแฟชั่น อันที่จริงคือวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น ถ้าประเทศญี่ปุ่นรับเอาเครื่องแต่งกายของชาวตะวันตกในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 นั่นหมายความว่าประเทศญี่ปุ่นได้อนุรักษ์ความสัมพันธ์ของการแต่งกายกับประวัติศาสตร์ของชุดกิโมโนไว้แล้ว

การเก็บรายละเอียดสุดท้ายของการตัดชุดกิโมโนเต็มไปด้วยความหมายมากมาย การนำลวดลายที่ดูอาจหาญและสีสันเจิดจ้ามาใช้ (อยู่บ่อยครั้ง) ของห้องเสื้อ Y. & Sons ได้ดึงชุดกิโมโนออกจากประเพณีและแนวคิดดั้งเดิมที่เคยถูกสร้างขึ้นเกี่ยวกับการแต่งกิโมโน ทั้งนี้สามารถพูดได้อีกนัยหนึ่งว่านี่คือการอัพเดทชุดกิโมโนให้เข้ากับศตวรรษที่ 21 นับเป็นความโชคดีอย่างมากที่คุณภาพไม่ได้ถดถอยลงไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อห้องเสื้อที่มีประวัติอันยาวนานตัดสินใจปรับโฉม

ยาจิมา ชายที่เคารพประเพณี ยกย่องเชิดชูมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และรักษาคุณภาพของวัตถุดิบชั้นเลิศเอาไว้ ได้อุทิศชีวิตเพื่อเดินตามความฝัน ซึ่งก็คือการคิดค้นชุดกิโมโนสำหรับเมืองยุคใหม่

Author: Tony Bryan
Translator: Tanya Leekamnerdthai
Photography: Courtesy of Y. & Sons