Africa Not for the Fainted Heart

ถ้าคิดถึงการต้องฉีดวัคซีนไข้เหลืองก่อนเดินทาง 10 วันโดยเฉพาะเมื่อจะไปเคนยา หรือการนั่งรถเป็นวันๆ ไปบนถนนลูกรังในป่าเพื่อตามหาบิ๊กไฟว์ สัตว์ใหญ่ทั้ง 5 แห่งแห่งแอฟริกาให้ครบ ไหนจะโรงแรมที่นอนซึ่งแม้จะมีถึงระดับหรูหรา 5 ดาวให้พัก แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะไม่มีลิงตัวโตมานั่งแยกเขี้ยวบนเตียงหากคุณลืมปิดหน้าต่าง หรือเมื่อจะเดินกลับห้องพักในยามค่ำก็อาจมีฮิปโปตัวโตยืนขวางทางให้ต้องเดาใจว่าใครจะเป็นฝ่ายถอยก่อนกัน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้คุณถอดใจไม่ไปแอฟริกา เพราะประสบการณ์ดังว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งสีสันที่จะได้สัมผัสซึ่งไม่มีวันหาได้ที่อื่น สิ่งที่โดดเด่นของแอฟริกาคือการไปซาฟารี แต่แอฟริกาก็ไม่ได้มีแต่ซาฟารีเท่านั้น ยังมีความมหัศจรรย์อีกมากมายรออยู่

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปแอฟริกา ไหนๆ ก็ไปทั้งที ควรไปแบบสุดๆ ไปเลย โดยแผนของเราคือเริ่มที่เคนยา ไปแทนซาเนีย นั่งเครื่องบินไปแซมเบีย นั่งรถไปบอตสวานา เข้าซิมบับเวแล้วบินกลับ ฟังดูอาจโหด… ก็โหดอยู่ล่ะแต่นี่คือทริปแบบครั้งหนึ่งในชีวิตก็ว่าได้

จากไนโรบี เมืองหลวงของเคนยาที่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่อุทยานแห่งชาติอัมโบเซลี (Amboseli) ที่มีภูเขาคิลีมันจาโร (ซึ่งอยู่ในแทนซาเนีย) เป็นฉากหลัง กับฝูงช้างขนาดใหญ่ที่มีช้างงางามอยู่มากมาย – ช้างแอฟริกานั้นมีงาทั้งตัวผู้และตัวเมีย – นอกจากช้าง ที่นี่ยังมีเก้งกวางและนกนานาชนิดเป็นจำนวนมากให้ถ่ายภาพกันอย่างเพลินๆ เราพักค้างที่นี่หนึ่งคืนก่อนเดินทางเข้าแทนซาเนีย ผ่านอารูชา เมืองสำคัญทางเหนือของแทนซาเนียสู่โรงแรมใกล้ทะเลสาบมันยารา (Lake Manyara) ที่เราจะพักอีก 2 คืนเพื่อเข้าชมอุทยาน
แห่งชาติโงรงโงโร (Ngorongoro) ช่วงนี้การเดินทางอาจจะยาวสักหน่อยและเมื่อยไม่เบาเพราะรถที่นั่งไม่ใช่รถทัวร์หรูแต่เป็นรถที่พร้อมจะลุยลงซาฟารีได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

โงรงโงโรเป็นพื้นที่ในปากปล่องภูเขาไฟ (crater) และเป็นมรดกโลกยูเนสโกด้วยลักษณะเฉพาะที่เป็นที่ราบกว้างโล่งกว่า 8000 ตารางกิโลเมตร โดยรอบเป็นขอบสูงขึ้นมาจึงมีสัตว์นานาชนิดมาอยู่ร่วมกันในสภาพที่เอื้อต่อการซาฟารีชมสัตว์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นทุ่งหญ้าโล่งกว้างใหญ่ มีสัตว์นักล่าอย่างสิงโตอาศัยอยู่ราว 60 ตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับพื้นที่แล้วถือว่ามีอยู่หนาแน่นมาก จึงมีโอกาสเห็นฝูงสิงโตล่าอาหารมากกว่าที่ใดในแอฟริกา – ซึ่งเราไปช้าเพียงนิดเดียว สิงโตล้มควายป่าสำเร็จไปแล้วและกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมมีสัตว์ฉวยโอกาสอย่างไฮยีน่าและหมาในหมอบรอเวลาอยู่รายรอบ – นอกจากนั้นยังมีแรดดำและเก้งกวางอีกนับไม่ถ้วน การซาฟารีในโงรงโงโรนี้ต้องเริ่มออกเดินทางกันแต่เช้ามืดและท่องเที่ยวชมสัตว์กันทั้งวัน โดยรับประทานอาหารแบบปิกนิกริมทะเลสาบ กว่าจะกลับมาที่พักอีกครั้งก็กลางบ่าย จึงได้พักผ่อนกันก่อนปาร์ตี้บุฟเฟต์ยามค่ำ

ต่อจากโงรงโงโร เรามุ่งหน้าสู่เซเรงเกติ (Serengeti) เขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของแอฟริกา ด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ต่อเนื่องกับมาไซมาราของเคนยาและมีกิจกรรมการอพยพย้ายที่หากินหรือ great migrationของตัววิลเดอบีสต์กว่า 2 ล้านตัว ซึ่งคงคุ้นตากันมาแล้วจากการดูสารคดีชีวิตสัตว์ทางโทรทัศน์กับภาพดราม่าเมื่อวิลเดอบีสต์พยายามข้ามแม่น้ำแล้วเจอกับจระเข้อ้าปากรออยู่ เมื่อสัก 10 – 20 ปีก่อนการอพยพมีช่วงเวลาชัดเจนตามฤดูกาลและฟ้าฝนที่ตกตามเวลา (สิงหาคม – ตุลาคม อพยพจากเซเรงเกติไปมาไซมารา พฤศจิกายน – ธันวาคม อพยพจากมาไซมารากลับมาเซเรงเกติ) แต่ช่วงหลังๆ มานี้ บางที่ควรจะแล้งก็ไม่แล้ง บางที่ควรจะชุ่มชื้นมีหญ้าเขียวก็ไม่มีเสียอย่างนั้น การมาถึงในช่วงรอยต่อฤดูกาลของเรา จึงได้เห็นฝูงวิลเดอบีสต์ท่าทางเกียจคร้านยืนเล็มหญ้าเขียวอยู่ไม่น้อย กับม้าลายอีกฝูงโตที่รวมกลุ่มกันยืนทำหน้างงๆ เหมือนไม่รู้จะไปไหนดี ไกด์ซึ่งเป็นคนขับรถ เป็นทุกสิ่ง บอกเล่าหัวเราะร่วนว่า “พวกนี้ฉลาด เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอพยพกันแล้วล่ะ หญ้าตรงนี้ก็มีให้กินตลอดปีจะอพยพไปให้เหนื่อยทำไม”

เซเรงเกติมีสัตว์ป่าแอฟริกาทุกชนิด ใครพลาดบิ๊กไฟว์ – สิงโต เสือดาว แรด ควายป่า และช้าง ที่ไหนมาที่นี่เป็นต้องได้เจอ และไฮไลต์อย่างที่สุดคือการขึ้นบอลลูนซาฟารีชมสัตว์และลงมาเบรกฟาสต์กลางทุ่ง ซึ่งต้องตื่นก่อนฟ้าสางไปขึ้นบอลลูนลมร้อนที่จะลอยล่องเหนือทุ่งหญ้า ชมพระอาทิตย์ขึ้นและกิจกรรมยามเช้าของสรรพสัตว์ที่เริ่มออกหากิน บินอยู่สักชั่วโมงนักบินก็นำบอลลูนลงในทุ่งหญ้ากว้างๆ โดยมีทีมจัดการตามมาเก็บบอลลูนและตั้งโต๊ะอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว “การลงกลางทุ่งอย่างนี้ไม่เสี่ยงลงกลางฝูงสัตว์หรอกหรือ” มีคนถาม ซึ่งนักบินก็ตอบว่า “สัตว์ทุกชนิดกลัวคน กลัวบอลลูน พอเราลงมาใกล้ๆ ก็ไม่มีตัวไหนเหลืออยู่แล้วล่ะ”

เมื่อเก็บไฮไลต์ที่เซเรงเกติเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางต่อเข้ามาไซมารา (Masai Mara) ในเขตประเทศเคนยา ที่นี่มีสัตว์มากมายเช่นกันและมีที่พักอย่างหรูให้พักเหนื่อยสำหรับใครที่ไม่อยากออกไปซาฟารีชมสัตว์ แต่กับคนชอบถ่ายภาพหรือคนรักธรรมชาตินี่คือโอกาสที่จะได้เก็บตกภาพสำคัญๆ และอาจได้เห็นสัตว์ที่แม้จะไม่ใช่บิ๊กไฟว์ทว่าอาจหาชมได้ยากยิ่งกว่าเพราะเป็นสัตว์เล็กๆ ที่มีน้อยลงไปทุกที

เรื่องสำคัญที่มาไซมาราซึ่งเราได้ไปชมกันคือหมู่บ้านชนเผ่ามาไซ ชนพื้นเมืองที่ยังคงชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมและภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีแห่งมาไซนักรบกลางทุ่งกว้างแอฟริกา ตามปกติแล้วจะถ่ายรูปพวกเขาไม่ได้ง่ายๆ นัก ถ้าไม่ได้ ‘จ่าย’ กันอย่างเป็นทางการ ยิ่งตามถนนรถวิ่งผ่านหาก snap กันไม่บอกกล่าว อาจโดนหินขว้างกันได้ง่ายๆ แต่ถ้ามาขอชมกันแบบนี้ถือว่าโอเค เพราะการจ่ายของเราจะกลายเป็นทุนสร้างเครื่องสาธารณูปโภคอย่างบ่อน้ำ ที่สูบน้ำให้พวกเขา บ้านของพวกมาไซยังใช้ดินก่อ ชายและหญิงยังห่มผ้าสีสดและประดับร่างกายด้วยลูกปัดหลากสี ทำเป็นกำไล สร้อยคอ ฯลฯ ชีวิตเรียบง่ายและใกล้ชิดธรรมชาติแบบพวกมาไซนี้ บางทีก็ดูน่าอิจฉาไม่น้อยเหมือนกัน

หลัง 1 คืนกับอีก 1 วันเต็มที่มาไซมารา เรามุ่งหน้ากลับไปยังไนโรบี ค้าง 1 คืนก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปยังลิฟวิงสโตน (Livingstone) ในประเทศแซมเบียเพื่อพบกับน้ำตกวิกตอเรีย สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของแอฟริกา

เดวิด ลิฟวิ่งสโตน นักสำรวจชาวสก็อต เดินทางสู่แอฟริกาช่วงศตวรรษ 1850s เพื่อค้นหาต้นกำเนิดแม่น้ำไนล์ เขาเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้เห็นน้ำตกขนาดใหญ่ซึ่งละอองน้ำฟุ้งมองไกลๆ เหมือนควันไฟและส่งเสียงคำรามราวฟ้าร้อง และตั้งชื่อน้ำตกนี้ว่า ‘วิกตอเรีย’ ตามพระนามของพระบรมราชินีนาถวิกตอเรียนั่นเอง น้ำตกวิกตอเรียไม่ใช่น้ำตกที่สูงที่สุดหรือกว้างที่สุด แต่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อผนวกความกว้างและความสูงเข้าด้วยกัน

เราเข้าพักที่โรงแรมหรูริมแม่น้ำช่วงก่อนที่จะตกลงหน้าผา มองเห็น ‘ควัน’ ไอน้ำของน้ำตกจากโรงแรมได้อย่างชัดเจน แล้วออกไปเดินชมน้ำตกกัน ก่อนมาได้รับคำเตือนว่าน้ำตกนั้นน้ำแรงมาก ละอองน้ำกระจายราวฝนตกอาจต้องใส่เสื้อฝนหรือกางร่มไปดู แต่ปรากฏว่าช่วงนี้น้ำน้อยและไม่มีลม จึงได้เดินข้าม Knife’s Bridge เพื่อไปชมช่วงน้ำตกสูงที่สุดถึง 108 เมตร และมีสายรุ้งทาบน้ำตกเสมอจนได้ชื่อว่า Rainbow Falls

วันรุ่งขึ้นได้เวลาย้ายประเทศกันอีก คราวนี้เรานั่งรถข้ามพรมแดนไปบอตสวานาเพื่อไปยังโรงแรมที่พักใกล้เขตอุทยานแห่งชาติโชบี (Chobe) ซึ่งมีลักษณะพิเศษของพื้นที่ชุ่มน้ำและแม่น้ำโชบีที่ช้าง ควายป่า ฮิปโป จระเข้ ฯลฯ ใช้เป็นที่อาศัยและหากินร่วมกัน ดังนั้นการซาฟารีของที่นี่จึงเป็นการล่องเรือชมสัตว์ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากการซาฟารีด้วยรถไม่น้อยโดยเฉพาะลมที่พัดเอื่อยๆ อากาศดีๆ เมื่อขึ้นไปยืนรับลมบนชั้นที่ 2 ของเรือ

ก่อนเข้านอนไปกับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเสียงสรรพสัตว์ซึ่งลอยมาจากทั้งใกล้และไกล ไกด์ถามว่าเบื่อซาฟารีกันหรือยังจะไปดูสัตว์กันอีกไหม ปรากฏว่าไม่มีใครยอมแพ้ ช่วงเช้าตรู่เราจึงไปซาฟารีที่อุทยานแห่งชาติโชบีโดยใช้รถกันอีกรอบ ที่แรกก็นึกว่าจะเสียเวลาเปล่าเพราะไม่ค่อยเห็นสัตว์มากนัก จนเลี้ยวสุดท้ายแบบไกด์เพิ่งพูดไปหมาดๆ ว่ากลับกันดีกว่า ก็ได้เห็นครอบครัวสิงโตเพิ่งอิ่มควายป่า นั่งๆ นอนๆ ให้เราถ่ายรูปอย่างจุใจ

เราออกจากบอตสวานา กลับไปยังน้ำตกวิกตอเรียอีกครั้งโดยไปทางฝั่งประเทศซิมบับเวซึ่งมีจุดชมน้ำตกแบบตระการตามาก แต่กิจกรรมลำดับแรกของเราที่นี่ไม่ใช่การชมน้ำตกหากแต่เป็นการไปล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกที่แม่น้ำแซมเบซี (Zambezi) ว่ากันว่าเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามติดอันดับโลกทีเดียวซึ่งก็สมจริงดังว่า

วันสุดท้ายของทริปคือการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ชมวิวน้ำตกวิกตอเรียทางอากาศ ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่าแม่น้ำแซมเบซีไหลมาอย่างไร แล้วตกลงมาตามรอยแยกของแผ่นดินกลายเป็นน้ำตกสุดอลังการได้อย่างไร เที่ยวบินสั้น ๆ ราว 10 นาทีวนให้ชมวิวแบบพาโนรามา เอียงซ้ายขวาให้คนนั่งทุกด้านได้ชมวิวโดยทั่ว บางมุม ละอองน้ำจากน้ำตกที่พวยพุ่งขึ้นมาทำให้เห็นสายรุ้งทาบบนน้ำตกสวยงามทีเดียว จากนั้นเราก็มาลงเดินดูน้ำตกใกล้ๆ กันอีกรอบเพื่อให้ถ่ายรูปกันอย่างจุใจ แล้วไปช็อปปิ้งสินค้าคราฟต์

ของแอฟริกาที่ต้องดูอย่างละเอียดมากก่อนตกลงซื้อ เพราะแม้จะหน้าตาคล้ายๆ กัน แต่ฝีมือแต่ละชิ้นต่างกัน ตาดีได้ตาร้ายเสีย ว่างั้น

แอฟริกาเป็นทวีปที่ยังใกล้ชิดธรรมชาติอยู่มาก แม้จะมีความสะดวกสบายถึงขั้นหรูหราในที่พักต่างๆ ให้นักท่องเที่ยว แต่มาแอฟริกาต้องยอมรับสิ่งที่เขาเป็นอยู่ อดทนกับการผ่านด่านระหว่างประเทศที่ยาวนาน เข้าส้วมตามทุ่งบ้าง กินอาหารเคล้าฝุ่นตามทางบ้าง และต้องเตรียมพร้อมจะเจอ ‘เซอร์ไพรซ์’ ทุกหัวเลี้ยวของถนน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเซอร์ไพรส์นั้น
จะเป็นอะไรบ้าง

Author: Nisarat Sitasuwan
Photographers: Nisarat Sitasuwan / Sakda Phaensomboon / Supachai Tanphan