ตาฝาด: Reality as it isn’t นิทรรศการแสดงเดี่ยว โดย อัฐพร นิมมาลัยแก้ว

ชีวิตเป็นมากกว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ชีวิตเป็นเรื่องของการหาความสุขท่ามกลางความทุกข์ เป็นเรื่องของการสร้างความหมายจากสิ่งที่ไร้แก่นสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในท้ายที่สุดจะเผล็ดผลให้ เห็นจากเมล็ดพันธุ์ของกรรมที่เราได้เพาะไว้ด้วยการกระทําของเรา เรื่องเหล่านี้มีอยู่ในคําสอน ทางพุทธศาสนา ในเรื่องของหลักกรรมวิบาก และสังขาร เมื่อถึงเวลาที่วิบากกรรมต่างๆได้ผลิ ดอกออกผล …ประสานตัวก่อเกิดเป็นโลกแห่งสมมติที่ความปรุงแต่งของเราสร้างขึ้นมา แต่โชค ร้ายที่สมมติสัจจะที่มนุษย์เราได้ปรุงแต่งขึ้นมานั้น ได้นําพาเราหลงผิดไป 

ในยุคปัจจุบัน ความแตกต่างทางสังคมระหว่างสังคมไทยในปัจจุบันกับในอดีตมีความแตกต่าง กันมากอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลกระทบมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว และได้มอบโลกแห่งความสะดวกสบายที่ไม่มีใดเทียมแก่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ทีวี โทรศัพท์ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจําวัน ซึ่งช่วยอํานวย ความสะดวกให้ชีวิตของเราราบรื่นขึ้น อย่างไรก็ดี ทุกอย่างย่อมมีสิ่งแลกเปลี่ยน ได้อย่างก็เสีย อย่าง เมื่อผู้คนคนพยายามที่จะมีทุกอย่าง แม้ว่าจะหมายถึง การเสี่ยงต่อการสูญเสียอิสรภาพ ทางวิญญาณของพวกเขาในช่วงที่เสพความพึงพอใจต่อวัตถุเหล่านั้น และนี่คือจุดสําคัญยิ่ง 

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ถือเป็นที่มาและสาระสําคัญในการสร้างสรรค์งานของศิลปิน อัฐพร นิม มาลัยแก้ว เพื่อสะท้อนถึงความวุ่นวายทางจิตใจอันเกิดจากความทุกข์ ที่มีรากเหง้ามาจากความ อยากหรือตัณหานั่นเอง 

“ตาฝาด: Reality as it isn’t” เป็นนิทรรศการแสดงเดี่ยว โดย อัฐพร นิมมาลัยแก้ว ณ ศุภโชค ดิ อาร์ท เซ็นเตอร์ ซึ่งศิลปินใช้เวลาถึง 2 ปีในการสร้างสรรค์ผลงาน ผลงานของอัฐพรได้สํารวจ ธรรมชาติของจิตใจที่อ่อนไหวต่อการตัดขาดจากตัณหาและโยงไปถึงพฤติกรรมอันก่อให้เกิดความสับสนของตัวตน รวมถึงการเกิดทุกข์และการปล่อยวาง 

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต คนเรามักจะใส่อารมณ์ไปในการสื่อสารกับความคิดของเราเอง เรา ได้ประสบกับเรื่องเหล่านี้มาตลอดแต่เราก็ไม่สามารถที่จะลดทอนความอ่อนไหวที่มีผลมาจา กอารมณ์ความรู้สึกของเราได้ ความยึดมั่นถือมั่น ความอยาก เงื่อนไข ความยึดติดของเรา มัน ได้พาเราเผชิญต่อความทุกข์ สังคมสมัยใหม่นั้นมีความอ่อนไหวอย่างมากและสัมพันธ์ไปกับ ความทุกข์ที่ชีวิตได้เผชิญอย่างท้าทายอยู่ในปัจจุบัน 

จากความยึดติดกับสังคมภายนอกไปจนถึงความทะยานอยากที่อยู่ภายในของคนเรา ได้หยิบ ยื่นคุณลักษณะบางอย่างต่อการรับรู้สัมผัสที่แท้จริง ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุด มันจะเป็นเรื่องที่ไม่มี แก่นสารสาระ อีกทั้งยังทําให้เกิดการหลงผิด ความอยากอาจทวีความรุนแรงและนําพาให้เกิด การเห็นผิด คิดผิด และตีความผิดๆต่อสิ่งที่เห็น มันมักเกิดจากสภาวะอันเหมือนเมฆหมอกมา ปกคลุมจิตและการตัดสินใจของเราต่อสิ่งต่างๆ แรงจูงใจของเราได้สร้างภาพมายาขึ้น อีกทั้งจิต ใจของเราก็ปรุงแต่งโลกมายาที่เกิดจากกระบวนการตรวจสอบและปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบตัว ซึ่ง โดยมากแล้ว จิตใจของเราพยายามที่จะเติมบางสิ่งลงในช่องว่าง เพื่อที่จะตีความหรือจัดการชุด ข้อมูลหนึ่งๆในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่เสมอไปทุกครั้ง ที่จะประสบความสําเร็จ เช่นนั้นกับการจัดการกับจิตใจที่ฟุ้งซ่าน ในปัจจุบัน ผู้คนนั้นไวต่อมายาต่างๆ จากการที่เราได้ ยอมตกเป็นทาสของเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่ามายาต่างๆเหล่านั้นเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้หรือ ไม่สามารถควบคุมได้ มนุษย์เราก็ยังหลงใหลได้ปลื้มไปกับมายาเหล่านั้น เพราะเราได้ยึดมั่นกับ การติดต่อกับโลกภายนอก 

อย่างไรก็ดี ในผลงานชุดนี้เป็นเสมือนการทําสมาธิที่ทําให้เราได้หยุดพักจากสภาวะตึงเครียด จากกิเลสตัณหา ให้เราได้เพ่งพิจพิจารณาถึงเมฆหมอกของกิเลสต่างๆที่ปกคลุมจิตใจและชีวิต ของเราได้ ในเมื่อมีทางที่เราสามารถบําบัดความทุกข์ในชีวิตลงได้ ควรหรือไม่ที่เราจะพัฒนา โลกภายในของเราให้สูงขึ้น 

ผลงานของอัฐพร เกิดจาการผสานผ้าเนื้อละเอียดและสิ่งทออันประณีตต่างๆหลากหลายชั้น เพื่อ ให้เกิดสภาวะลวงตาต่อประสาทการรับรู้ของเรา ด้วยการประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปสามมิติ โดยที่ผ้าแต่ละชั้นได้ถูกวาดและพิมพ์ภาพลงไป อีกทั้งมีการวางรูปทรงและระดับชั้นของผ้าให้ ซ้อนกันและมีระยะห่างอย่างพอเหมาะ เพื่อให้เกิดภาพมายาที่สื่อถึงจิตใจอันฟุ้งซ่านของคนเรา เมื่อมองย้อนไปในนิทรรศการที่ผ่านมาของศิลปิน ภาพคนในงานนั้นมาจากสมาชิกในครอบครัว ของเขาเอง แต่มาในงานชุดนี้ เนื้อหาได้ถูกขยายความไปถึงผู้คนร่วมโลกที่มีสภาวะและประ สบการณ์เหมือนกันในเรื่องการต่อสู้ดิ้นรนกับโลกภายนอกจากความไม่แน่นอนของชีวิต การต่อ สู้ดิ้นรนดังกล่าวที่มาพร้อมกับเรื่องของความสับสนและสาระสําคัญของการรับรู้สัมผัสต่อสถาน การณ์ต่างๆในชีวิต ได้ถูกนําเสนอผ่านโครงสร้างที่มีการซ้อนเหลื่อมของผ้าแต่ละชั้นในผลงาน ชุดนี้ ผลงานที่โปร่งเสมือนมีอากาศไหลเวียนด้วยธรรมชาติของวัสดุผ้าที่เบาบางและการจัดวาง ระยะห่างของชั้นผ้าอย่างพอเหมาะ โดยให้มีพื้นที่ว่างและอากาศที่ส่งผลต่อการกําหนดรู้ถึง สามัญสํานึกระหว่างคนดูกับศิลปิน ความสํานึกรู้ที่กระจายตัวอยู่ในงานนั้น มีความเชื่อมโย งกับคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในแง่ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆของสังคมในปัจจุบัน ควรได้รับการตระหนักถึง เพื่อที่ผู้คนจะได้เสริมสร้างความสมดุลในจิตใจของพวกเขาได้ ทั้งนี้ คําสอนในทางพุทธศาสนามีความสําคัญต่อชีวิตและงานสร้างสรรค์ของอัฐพรเป็นอย่างมาก