The Current War สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ “2 อัจฉริยะ 1 กระเเสไฟ ที่จะพลิกโลกทั้งใบ”

SHORT SYNOPSIS –

เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ นำแสดงในบทของ โทมัส เอดิสัน และ ไมเคิล แชนนอน ในบทของ จอร์จ เวสติงเฮาส์ “The Current War” คือ เรื่องราวการแข่งขันอันดุเดือดระหว่างสองนักประดิษฐ์อัจฉริยะ ในยุคบุกเบิกของระบบพลังงานกระแสไฟฟ้า เอดิสันนำพาแสงสว่างมาสู่เกาะแมนฮัตตันด้วยแรงสนับสนุนจากนายทุนใหญ่อย่าง เจ.พี. มอร์แกน แต่ทว่า นายทุนคู่แข่งอย่าง เวสติงเฮาส์ ก็ได้ชี้จุดบกพร่องของไฟฟ้ากระแสตรงที่เอดิสันคิดค้นด้วยความช่วยเหลือจากอีกหนึ่งนักประดิษฐ์อัจฉริยะ นิโคลา เทสลา พวกเขาจุดประกายสงครามของกระแสไฟฟ้าด้วยการนำเสนอไฟฟ้ากระแสสลับที่นิโคลาคิดค้นแม้ว่ามันจะเป็นพลังงานที่มีความอันตรายมากกว่าก็ตาม กำกับโดย อัลฟอนโซ่ โกเมซ เรฮอน (Me and Earl and the Dying Girl) เขียนบทโดย ไมเคิล มิทนิค (Sex Lives of Our Parents) ร่วมแสดงโดย แคทเธอรีน วอเตอร์สตัน, นิโคลัส โฮลท์, ทอม ฮอลแลนด์ และ แมทธิว แม็คฟาเดียน

ทีมนักแสดง

เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ (โทมัส เอดิสัน)

เขาคือนักแสดงผู้เป็นที่รู้จักกันดีในบทบาทของ “เชอร์ล็อค โฮล์มส์” ในผลงานทีวีซีรีย์ Sherlock ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยายของ เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ และมันก็ยังทำให้เขาได้รับรางวัลต่างๆ นาๆ รวมถึงรางวัล Emmy ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ในปี 2014 อีกด้วย

ในปี 2015 เบเนดิกต์ได้รับบทเป็น อลัน ทูริ่ง ใน “The Imitation Game” ภาพยนตร์ที่สามารถกวาดรางวัลมาได้อย่างล้นหลาม และทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัลในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในงานสำคัญอย่าง BAFTA ลูกโลกทองคำ และออสการ์

ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นๆ ที่เขาแสดงนั้นรวมถึง “The Hobbit” ของ ปีเตอร์ แจคสัน “Star Trek: Into Darkness” ของ เจ.เจ. อับรามส์ “August: Osage County” ของ จอห์น เวลส์ “12 Years A Slave” ของ สตีฟ แม็คควีน

ล่าสุดเขาได้รับบทเป็น สตีเฟน สเตรนจ์ ใน “Doctor Strange” จาก Marvel Comics และยังรวมถึง “Avengers: Infinity War” ด้วย

ไมเคิล แชนนอน (จอร์จ เวสติงเฮ้าส์)

ไมเคิล แชนนอน คือนักแสดงที่ได้สร้างปรากฎการณ์มาแล้วมากมายในวงการบันเทิง เคยร่วมงานกับเหล่านักแสดงและผู้กำกับชั้นนำมาแล้วเป็นจำนวนมาก รวมถึงการได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 2 ครั้ง

แชนนอนได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาเองเป็นอย่างมากในปี 2008 จากบทบาทของ จอห์น กีฟวิ่งส์ ใน “Revolutionary Road” ที่กำกับโดย แซม เมนเดส เขาได้แสดงเคียงข้างกับ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ, เคท วินสเล็ต และ เคธี่ บาเทส การแสดงของเขาทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

ในปี 2016 แชนนอนได้แสดงในภาพยนตร์ของ ทอม ฟอร์ด “Nocturnal Animals” ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือนิยายของ ออสติน ไรท์ โดยเขาได้แสดงร่วมกับนักแสดงอย่าง เจค จิลเลนฮาล, เอมี่ อดัมส์ และ อารอน เทเลอร์ จอห์นสัน การแสดงอันยอดเยี่ยมสมบทบาทของแชนนอนทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Critics Choice และรางวัลออสการ์ ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

ผลงานด้านภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาประกอบไปด้วย “The Shape of Water”, “Frank & Lola”, “12 Strong”, “Elvis & Nixon”, “Batman v Superman: Dawn of Justice”, “The Night Before”, “Man of Steel”, “The Iceman”, “99 Homes”, “Machine Gun Preacher”, “Bad Boys II”, “8 Mile”, “Vanilla Sky” และ “Pearl Harbor”

นิโคลัส โฮลท์ (นิโคลา เทสลา)

เขาคือหนึ่งในนักแสดงฮอลลีวูดที่คนต้องการตัวมากที่สุด เป็นที่รู้จักทั้งในบทบาทการแสดงภาพยนตร์แฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์อย่าง X-Men และโปรเจกต์ภาพยนตร์อิสระอย่าง “A Single Man”

ในปี 2017 เขาได้ปรากฎในภาพยนตร์ดราม่าสงครามอิรัก “Sand Castle” ที่อำนวยการสร้างโดย มาร์ก กอร์ดอน สร้างจากเรื่องจริงของพลยิงปืนกลที่อยู่ในเขตของนิกายสุหนี่ ในปี 2015 เขาได้รับบทในภาพยนตร์ที่ได้กวาดรางวัลออสการ์มาถึง 6 สาขา “Mad Max: Fury Road” ภายใต้การกำกับของ จอร์จ มิลเลอร์ เขาแสดงเป็น นัค หนึ่งในวอร์บอยที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เขาได้แสดงร่วมกับ ชาร์ลิซ เธอรอน และ ทอม ฮาร์ดี

นอกจากนี้แล้ว เขายังได้รับบทเป็น แฮงค์ แมคคอย หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ ‘บีสต์’ จากแฟรนไชส์ X-Men เขาได้ปรากฎตัวมาแล้วถึง 3 ภาค “X-Men: First Class”, “X-Men: Days of Future Past” และ “X-Men Apocalypse” แสดงร่วมกับ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์, เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และ เจมส์ แม็คอะวอย นอกจากนี้แล้วเขายังได้แสดงร่วมกับ คริสเตน สจ๊วต ใน “Equals” ภาพยนตร์รักภายในโลกแห่งอนาคต โลกที่อารมณ์ทั้งหมดของมนุษย์ถูกขจัดสิ้น

ในปี 2013 โฮลท์ได้รับบทเป็นซอมบี้ “อาร์” ในภาพยนตร์ของ โจนาธาน เลวีน “Warm Bodies” ซอมบี้ที่ค่อยๆ กลับกลายเป็นมนุษย์อีกครั้ง หลังจากที่เขาได้สัมผัสถึงความรักที่เขามีให้กับหญิงสาวที่เขาจับตัวมา

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขาประกอบไปด้วย “A Single Man”, “About A Boy”, Jack the Giant Slayer”, “Young Ones”, “Kill Your Friends”, “Dark Places”, “Collide”, “Clash of the Titans” และ “The Weather Man”

ตัวละคร

โทมัส เอดิสัน (เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์)

ผู้ที่รับบทเป็น โทมัส อัลวา เอดิสัน ก็คือ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมสร้างตั้งแต่ก่อนที่อัลฟองโซ่จะมาคุมการกำกับเสียอีก เขาได้หลงในเสน่ห์ของบทภาพยนตร์ตั้งแต่ช่วงฉากเปิด ในฉากนั้น เอดิสัน ผู้ได้รับสมญานาม ‘พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก’ ได้ทำให้สวนสาธารณะภายในมหานครนิวยอร์กสุกสกาวด้วยหลอดไฟที่ประดับเรียงราย “ภาพที่คุณเห็นจะมีเพียงฝูงชนที่สวมเสื้อขนสัตว์และหมวกทรงสูงที่เปื้อนดินโคลน” คัมเบอร์แบตช์ กล่าว “หลังจากนั้นคุณก็จะเห็นแสงไฟของซิการ์จากระยะไกล เพียงแค่การสับสวิตช์ หลอดไฟเหล่านั้นก็ส่องสว่างราวกับมีชีวิตขึ้นมา มันเปรียบเสมือนมนุษย์ที่เอาเงินมาถมลงบนกองดินกองโคลนเพื่อเล่นเป็นบทของพระเจ้า เขาได้สร้างแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด” มันเป็นฉากเปิดที่ทำให้เขารู้สึกพิศวง

สำหรับอัลฟองโซ่แล้ว เขามีความเห็นว่าไม่มีนักแสดงคนไหนที่เหมาะสมกับการรับบท เอดิสัน มากกว่ากว่า คัมเบอร์แบตช์ อีกแล้ว “เขาเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของผมเลยครับ” เขากล่าว “เขาเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา และเขาก็ยังสามารถแสดงให้เห็นถึงด้านมืดของเอดิสันได้อย่างง่ายดาย”

ก่อนการรับบทในภาพยนตร์เรื่องนี้ คัมเบอร์แบตช์รู้จักเอดิสันเพียงแค่ผิวเผิน แต่เมื่อเขาได้ศึกษาประวัติจริงๆ ของเอดิสัน เขาก็พบว่าตัวตนที่แท้จริงของเอดิสันนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าที่เขาเคยคิดไว้ “ผมเคยเชื่อว่าเขาเป็นสุดยอดนักประดิษฐ์ของอเมริกาในยุคสมัยใหม่ครับ” เขากล่าว “แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ใช่คนที่ยิ่งใหญ่ และก็ไม่ใช่คนที่ด้อนค่าครับ”

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การแสดงเป็นเอดิสันกลายเป็นเรื่องท้าทายก็คือ อาการได้ยินเขาเขาที่ค่อยๆ เสื่อมไปตามกาลเวลา “ในช่วงท้ายของภาพยนตร์ หูข้างซ้ายของเขาก็ได้หนวกไปแล้ว ส่วนหูอีกข้างก็แทบจะไม่ได้ยินอะไรแล้วเช่นกัน” คัมเบอร์แบตช์ อธิบาย “เบเนดิกต์ต้องการทราบว่า อาการหูหนวกของเอดิสันในช่วงปีที่เขาต้องเข้าสวมบทบาทนั้นรุนแรงขนาดไหนแล้ว” มิทนิค เสริม “นักประวัติศาสตร์ พอล อิสราเอล ยืนยันว่า ถึงแม้เอดิสันจะกำลังสูญเสียการได้ยิน เขาก็จะไม่พูด ‘หา?’ หรือ ‘หือ?’ ในทุกประโยค และถ้าคุณสังเกตุหนังของพวกเราดีๆ คุณก็จะเห็นเบเนดิกต์ต้องเงี่ยหูฟังเล็กน้อยในขณะสนทนาด้วย”

หลังจากการศึกษาค้นคว้าตัวละครของเขา ประกอบกับการปรึกษากับผู้กำกับอัลฟองโซ่ เขาก็ได้ข้อสรุปว่า “The Current War” นั้นไม่มี ‘คนร้าย’ หรือ ‘คนดี’ “ผมไม่ได้พูดเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่งนะครับ ผมคิดว่า จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ นั้นเป็นเหมือนเต่าเชื่องๆ ที่กำลังวิ่งแข่งกับเอดิสัน ที่เป็นกระต่ายปากมาก ส่วนเทสลา นั้นเป็นผู้ดูแลการแสดงครั้งนี้ ผมเลิกตัดสินพวกเขา และเลือกที่จะดำดิ่งลงไปในโลกของเอดิสันแทนครับ”


ความอยากเอาชนะของเอดิสันนั้นเป็นเรื่องจริง เช่นเดียวกันกับนิสัยที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ความกระหายในการเอาชนะทำให้เขาละเมิดกฎเหล็กที่ตัวเขาเป็นคนตั้งเอาไว้เอง นั่นก็คือ ‘การไม่ขอมีส่วนร่วมในการพรากชีวิตผู้คน’ “มันเป็นเรื่องน่าขัน เพราะเอดิสันได้สร้างเก้าอี้ไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อหวังเอาชนะในสงครามกระแสไฟฟ้าครับ” ผู้อำนวยการสร้าง เบซิล อิวานิค กล่าว “เอดิสันสูญเสียความเชื่อที่เขายึดมั่นเอาไว้ตั้งแต่ช่วงต้นของเรื่อง และเขาก็เดินไปในทางที่ผิดครับ”

คัมเบอร์แบตช์ อธิบายว่าเอดิสันนั้นไม่ใช่คนเลว เขาเป็นเพียง “ฮีโร่ตกกระป๋อง” ในภาพยนตร์เรื่องนี้เท่านั้น “มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายที่เปรียบเสมือนพระเจ้าของวงการสิ่งประดิษฐ์ เหมือน สตีฟ จ็อบส์, บิล เกตส์ หรือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่ถึงคราวที่ต้องเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ครับ แต่ถึงกระนั้น แม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ เขาก็ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นตัวเอง แล้วก็ออกเดินทางต่อเพื่อค้นหาขุมสมบัติแหล่งต่อไป ความคิดในหัวของเขาไม่ได้หยุดนิ่งเพียงเพราะการต่อสู้ครั้งนี้ เขายังคงเดินหน้าต่อไปได้ เอดิสันเป็นชายที่น่าทึ่ง และเขาก็มีข้อผิดพลาดเหมือนกับมนุษย์ปกติครับ”


จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ (ไมเคิล แชนนอน)

สำหรับบทของ จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ อัลฟองโซ่ได้เลือกนักแสดงที่เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ไมเคิล แชนนอน “ผมเป็นแฟนที่ติดตามผลงานของเขามาหลายปีแล้วครับ หากเขาได้แสดงในบทถนัด เขาก็คงแสดงได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ทว่าเขาไม่เคยรับบทแบบนี้มาก่อน และผมก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นเขาแสดงในบทที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยครับ”

อัลฟองโซ่พบกับแชนนอนครั้งแรกที่ร้านกาแฟใจกลางเมืองบรู๊คลินเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับบทของเขา “ผมบอกเขาว่าผมไม่ได้มีความสุขกับการเล่นหนังซธเท่าไร แล้วก็คิดอยากจะหยุดแสดงมาหลายครั้งแล้วด้วยครับ” แชนนอน กล่าว “แต่เขาก็บอกผมว่า เขายังคงอยากให้ผมรับบทเป็น จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ อยู่ดี” อัลฟองโซ่มีไพ่ตายอยู่ นั่นก็คือหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่งที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเวสติงเฮ้าส์ เขาหยิบมันมาวางบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปให้แชนนอน “มันไม่ใช่หนังสืออัตชีวประวัติครับ” แชนนอน กล่าว “มันเป็นเหมือนหนังสือรวมรวมคำสรรเสริญที่มีต่อความดีงามของเวสติงเฮ้าส์ สำหรับเขาแล้ว หนังสือเล่มนี้มันก็คือเหยื่อล่อชั้นดี เมื่อเขาเดินออกไปจากร้าน ผมจึงนึกขึ้นได้ว่า ‘นี่ผมต้องหาทางคืนหนังสือเล่มนี้ให้เขาใช่มั้ยเนี่ย เพราะมันดูแล้วน่าจะเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอยู่ไม่น้อยเลย’”

“นั่นไม่ใช่กลอุบายครับ” อัลฟองโซ่ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ผมไม่ใช่คนที่เจ้าเล่ห์ขนาดนั้น ผมพบหนังสือเล่มนั้นโดยบังเอิญบน eBay มันเป็นหนังสือปกหนังที่มาพร้อมภาพถ่ายหายากของเวสติงเฮ้าส์ มันเป็นวัตถุที่ล้ำค่าและจับต้องได้ ผมอยากจะให้ไมเคิลได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และถ้าการแบ่งปันนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับเขา นั่นก็เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกยินดีครับ”

ต่างจากสิ่งที่เอดิสันทำ เวสติงเฮ้าส์ไม่ได้หวังสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง “เขาไม่เคยนำเอาชื่อของเขาใส่ลงไปในสิ่งประดิษฐ์ครับ” ผู้อำนวยการสร้าง อิวานิค กล่าว “ในทางตรงกันข้าม เอดิสันได้นำชื่อของเขาใส่ลงไปในสิ่งประดิษฐ์ของผู้อื่น” จวบจนถึงปัจจุบัน มีเพียงรูปถ่ายของเวสติงเฮ้าส์เพียง 13 รูป เท่านั้นที่ยังคงอยู่รอดผ่านการกัดกร่อนของกระแสกาลเวลามาได้ เขาเป็นคนที่เผารูปและเอกสารเกี่ยวกับตัวเขาเองก่อนที่จะสิ้นลมหายใจในปี 1914 และมันก็ทำให้ชื่อเสียงของเขาค่อยๆ เลือนลางหายไป “คนส่วนมากคิดว่าเขาเป็นเพียงนักประดิษฐ์คนหนึ่งเท่านั้น” แชนนอน กล่าว “แต่ถึงกระนั้น ชื่อของเขาก็ยังคงสืบทอดกันมาจวบจนถึงปัจจุบันนี้ และผมก็พึ่งพบกับชื่อของเขาในหนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ด้วย”

“ไมเคิลเป็นนักแสดงที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับเบเนดิกต์ครับ ทั้งวิธีคิดและการกระทำ เสมือนกับคนหนึ่งเป็นกระแสตรง อีกคนหนึ่งเป็นกระแสสลับ มันทำให้รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ครับ” อัลฟองโซ่ กล่าว “ทั้งสองคนเป็นนักแสดงที่ผมเชื่อมั่นครับ”

ในชีวิตจริงนั้น เอดิสันและเวสติงเฮ้าส์ แทบจะไม่ได้พบหน้ากันเลย และนั่นก็เป็นเช่นเดียวกันกับนักแสดงทั้งสองคนนี้ในกองถ่าย มิทนิคได้ทำเรื่องท้าทายโดยการให้นักแสดงทั้งสองได้มีโอกาสพบหน้ากันเพียง 2 ครั้ง เท่านั้นคลอดช่วงการถ่ายทำ “ผมได้เลียนแบบสิ่งที่ ไมเคิล แมนน์ ทำใน ‘Heat’ โดยเขาให้คนที่เกลียดกัน 2 คนไม่พบกับในกองถ่ายเลย จนกระทั่งช่วงสุดท้ายของเรื่อง” เขาอธิบาย

นิโคลา เทสลา (นิโคลัส โฮลท์)

บทบาทของนักประดิษฐ์อัจฉริยะชาวเซิร์บ นิโคลา เทสลา ผู้ตัดสินผลแพ้ชนะของสงครามกระแสไฟฟ้านั้นรับบทโดย นิโคลัส โฮลท์ “หลังจากที่ผมได้อ่านบทเป็นครั้งแรก สิ่งที่ผมคิดก็คือ ‘ว้าว! นี่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย!’” โฮลท์ กล่าว “เวสติงเฮ้าส์และเทสลาเป็นคนที่ทำให้เราได้ใช้กระแสไฟฟ้าในทุกวันนี้ และผมก็เคยจำผิดๆ มาตลอดว่าคนๆ นั้นคือเอดิสัน มันทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ครับ”

โฮลท์ได้เตรียมตัวรับบทของเทสลาด้วยการศึกษาหนังสืออัตชีวประวัติของเขา “เขาเป็นคนที่น่าทึ่งมากครับ” โฮลท์ กล่าว “เขาเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร มันราวกับว่าเขาเป็นคนที่มาจากคนละช่วงเวลา ราวกับเขาสามารถมองเห็นอนาคตได้” คัมเบอร์แบตช์ ได้พูดเน้นในจุดนี้ว่า “ในท่ามกลางอัจฉริยะกลุ่มนี้ เทสลามาเป็นอันดับที่ 1 ครับ” เขากล่าว “ถ้าหากเอดิสันและเวสติงเฮ้าส์สามารถมองเห็นอนาคตในช่วงระยะเวลา 10 ปี ได้ เทสลาก็สามารถมองเห็นอนาคตในช่วงระยะเวลาได้ถึง 100 ปี ครับ”

เพื่อการเตรียมตัวรับบทบาทของนิโคลา โฮลท์ได้เรียนรู้ทักษะอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครคาดคิดถึง นั่นก็คือทักษะการแทงพูลอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในความชอบส่วนตัวของเทสลาที่มีบันทึกเอาไว้ “ผมต้องเข้ารับการฝึกครับ เพราะเทสลาเป็นคนที่มีฝีคิวเฉียบมากๆ คนหนึ่ง” โฮลท์ กล่าว แต่ถึงกระนั้น แม้แต่โค้ชของเขาก็ยังจนปัญญาเมื่อเขาต้องเข้ากองถ่าย “ผมยังจำได้ดีว่า ไมเคิล (ผู้รับบทเป็น เวสติงเฮ้าส์) ได้แทงอยู่ 2-3 ไม้ ตอนที่เรากำลังซ้อมกัน ฝีมือของเขานั้นถึงขนาดที่ทำให้ผมต้องตะโกนออกมาในใจว่า ‘หมอนี่มันเก่งว่ะ!’ ผมไม่มีความมั่นใจเลยว่าผมจะเล่นสูสีกับเขาได้ ถึงแม้ว่าผมจะมีโค้ชหนุนหลังอยู่ก็ตาม”

นอกจากนั้นแล้ว พวกเขาก็ยังต้องทำการบ้านวิทยาศาสตร์ด้วย “เบเนดิกต์และผมต้องเข้าเรียนคอร์สวิทยาศาสตร์ครับ” โฮลท์ กล่าว “พวกเราเริ่มจากการตั้งคำถามที่ยากเกินความเข้าใจของพวกเรา จากนั้นเราจึงไล่ทำความเข้าใจกลับมาเรื่อยๆ จนเราได้ค้นพบคำตอบ” เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมง นักแสดงทั้งสองก็สามารถพูดคุยกันด้วยศัพท์ทางเทคนิคได้อย่างคล่องแคล่ว “สิ่งสำคัญก็คือ คุณต้องรู้ความหมายของสิ่งที่คุณพูดออกไปครับ” โฮลท์ กล่าว

“เอดิสัน ผู้ยิ่งใหญ่… ชายผู้คิดค้นศตวรรษที่ 20”
อี. แอล. ด็อกโทโรว, Ragtime

“ผมคงรู้สึกสบายใจหากสักวันหนึ่งมีคนพูดว่า ผลงานของผมถูกนำไปใช้ในสิ่งที่นำพาความสุขและความสะดวกสบายให้กับผู้คน”
จอร์จ เวสติงเฮาส์

*เข้าฉาย 11 กรกฎาคม นี้*