The Courtauld Collection, a Vision for Impressionism

ใครที่หลงใหลงานศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ (impressionism) จะต้องไม่พลาดนิทรรศการ   ที่จัดขึ้นที่ Louis Vuitton Foundation ที่ปารีส นี่คือคอลเลกชั่นส่วนตัว The Courtauld Collection ของ Samuel Courtauld นักลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมชาวอังกฤษที่เก็บสะสมผลงานศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ชิ้นเยี่ยมไว้มากมาย ซึ่งเคยนำมาจัดแสดงเมื่อ 60 ปีก่อน และครั้งนี้ผลงานจำนวน 110 ชิ้นจะได้เผยโฉมสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งหนึ่งหลังจากการหลับใหลอันยาวนาน

Antibes, 1888, Claude Monet (1840-1926). Object id P.1948.SC.276. NP149.

งานนิทรรศการนี้เริ่มตั้งแต่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ประกอบด้วยงานจิตรกรรม 60 ชิ้น และอื่นๆ อย่างงานกราฟิก รวมทั้งหมด 110 ชิ้น เป็นผลงานที่อยู่ในความครอบครองของ Courtauld Gallery โดยชิ้นเด่นๆ จะเป็นงานอิมเพรสชั่นนิสม์ อาทิ Un bar aux Folies Bergere (1882) โดยมาเนต์, Jeune femme se poudrant (1889 – 90) โดยซูราต, Les Joueurs de cartes (1892 – 95) โดยเซซาน, Autoportrait à l’oreille bandée (1889) โดยแวนโก๊ะห์, Nevermore (1897) โดยโกแกง อีกทั้งผลงานวาดสีน้ำของศิลปินระดับโลกอย่าง J.M. W. Turner ซึ่งอยู่ในครอบครองของ Sir Stephen Courtauld ผู้เป็นน้องชายของแซมวล

ที่ทำให้เราต้องตื่นเต้นกันเพราะผลงานที่เป็นศิลปะในรูปแบบอิมเพรสชั่นนิสม์นั้นหลายๆ ชิ้นคือภาพดั้งเดิมที่ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสายตาสาธารณะมากว่า 60 ปี ตั้งแต่การแสดงนิทรรศการครั้งสุดท้ายในปีค.ศ. 1955 ที่ Musée de l’Orangerie ครอบครัวของแซมวล
มีความเชื่อมโยงกับประเทศฝรั่งเศส โดยพื้นเพเป็นคนแถบ île d’Oléron และได้อพยพไปอยู่ลอนดอนในศตวรรษที่ 17 โดยประกอบอาชีพช่างทำเครื่องเงิน ก่อนจะถึงรุ่นของแซมวลได้เปลี่ยนมาทำธุรกิจโรงทอผ้าในค.ศ. 1794 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกิจการทอผ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หลังจากมีการคิดค้นผ้าไหมประดิษฐ์ (viscose) ขึ้นมาในโลกซึ่งเป็นเส้นใยสังเคราะห์ แต่ให้ผิวสัมผัสเช่นเดียวกับผ้าไหมและผ้าขนสัตว์ จึงทำให้อุตสาหกรรมทอผ้าเฟื่องฟูมากในยุคนั้น ซึ่งแซมวลได้เข้ามาเป็นประธานบริษัทในปี 1921 และสร้างความมั่งคั่งให้กับตระกูล

The Card Players, 1892-1896, Paul Cézanne (1839-1906). Object id P.1932.SC.57. NP122

เป็นธรรมดาของผู้มีฐานะในยุคนั้นที่จะสนับสนุนงานศิลปะ หากแต่แซมวลมีสายตาที่กว้างไกล เขามีความชื่นชอบผลงานของกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ที่เรียกว่าอิมเพรสชั่นนิสม์ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ล้ำยุคในขณะที่ความนิยมศิลปะยุคนั้นเป็นแนวนีโอคลาสสิกหรือแนวโรแมนติก แต่แซมวลแหวกแนวนิยมดั้งเดิมหันมาชื่นชอบผลงานจิตรกรรมที่วาดขึ้นอย่างฉับไว แสดงความประทับใจของศิลปินที่มีต่อภาพที่เห็นเบื้องหน้าและจำลองมาอยู่บนผืนผ้าใบโดยไม่เน้นความสมจริงหรือรายละเอียด แต่เน้นอารมณ์ของภาพที่ปรากฏ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปที่ยังชื่นชอบงานศิลปะแนวเหมือนจริง หรือความโรแมนติก (ไม่ใช่แค่แง่มุมความรัก แต่เป็นเรื่องสะท้านอารมณ์หรือกระทบจิตใจอย่างใหญ่หลวงก็ได้)

ด้วยความเป็นคนที่จัดอยู่ในกลุ่ม Francophile หรือกลุ่มคนที่คลั่งไคล้ในวัฒนธรรมฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก เขาจึงชื่นชอบที่จะใช้เวลาอยู่ในปารีส พบปะกับนายหน้างานศิลปะอย่าง Percy Moore Turner เพื่อถกกันว่างานศิลปะชิ้นไหนควรค่าแก่การครอบครอง แซมวลใช้เวลาเพียง 10 ปีในการสร้างคอลเลกชั่นที่มีจำนวนมากเช่นนี้ แม้หลายคนจะคิดว่างานของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์ไม่เป็นที่ยอมรับในยุคแรกๆ ราคาอาจจะไม่สูงมาก หรือมีง่ายดาษดื่น แต่ในความเป็นจริงงานของศิลปินกลุ่มนี้ที่โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับก็มีมาก อย่างโมเนต์ ผลงานของเขามีความโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับแต่แรก ไม่ได้ล้ำยุคอย่างแวนโก๊ะห์ที่ต้องใช้เวลานานจนชีวิตหาไม่แล้วคนถึงจะตระหนักเห็นคุณค่าผลงานของเขา

แซมวลเองก็เป็นเจ้าของผลงานของแวนโก๊ะห์เช่นกัน คือภาพ Autoportrait á l’oreille bandèe ซึ่งเป็นภาพเหมือนของตัวแวนโก๊ะห์เองที่มีผ้าพันแผลที่หู และด้านหลังเป็นภาพพิมพ์ญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าเขาคลั่งไคล้งานศิลปะแขนงนี้ของญี่ปุ่นมาก และมีคนไปเสาะหามาจนได้ว่าภาพพิมพ์ด้านหลังนี้น่าจะเป็นภาพเกอิชาในทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำโดยมีภูเขาไฟฟูจิอยู่ด้านหลังซึ่งพิมพ์ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1870s ภาพของแวนโก๊ะห์นี้ผู้เป็นเจ้าของคือ Julien (Père) Tanguy ซึ่งเคยเป็นแบบให้แวนโก๊ะห์วาดภาพ 2 ครั้ง แต่เขาได้ภาพนี้มาอย่างไรไม่มีใครทราบ เพราะเขาได้นำภาพนี้มาแสดงในงานนิทรรศการภาพเขียนแวนโก๊ะห์ถึง 2 ครั้งหลังจากที่ตัวศิลปินได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยนายหน้างานศิลปะได้แนะนำให้แซมวลซื้อภาพนี้ไว้ และกลายเป็นภาพที่ล้ำค่าในความครอบครองของแกลเลอรีซึ่งเป็นเหมือนมรดกของตระกูลสืบมา

นิทรรศการนี้เกิดขึ้นได้เพราะการบูรณะ Courtauld Gallery สถานที่จัดแสดงงานศิลป์เหล่านี้ ดังนั้นจึงเป็นจังหวะอันดีที่อาจจะไม่มีอีกแล้วที่งานศิลปะเหล่านี้จะถูกนำออกมา จัดแสดงในฝรั่งเศส และใน Louis Vuitton Foundation โดยนำชิ้นงานสำคัญๆ ทั้งหมดมาไว้ในจำนวนที่มากที่สุดด้วย

ห้องจัดแสดงที่ 1 นำเสนองานในช่วงยุค 1860s อย่างภาพ Don Quichotte et Sancho
Pança โดย Daumier และมีผลงานชิ้นต่างๆ ของมาเนต์ (Édouard Manet) รวมทั้งชิ้นงาน ที่มีชื่อเสียงมากของมาเนต์คือ Un bar aux Folies Bergère ในเวอร์ชั่นของ Déjeuner sur l’herbe และ Coin de café-concert ภาพหญิงสาวยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ชิ้นหนึ่งเช่นกัน

ห้องจัดแสดงที่ 2 เป็นห้องแสดงภาพทิวทัศน์ที่วาดโดยโมเนต์ (Claude Monet) อาทิภาพ La Gare Saint-Lazare ที่แสดงชีวิตประจำวันของคนปารีสยุคนั้นผ่านทางสถานีรถไฟแซงต์ลาซาร์, ภาพ Antibes ที่มีสีสันสวยงามมาก และต้นไม้ที่ตั้งอยู่เกือบกลางภาพก็เป็นแนวเส้นเอนที่ไม่แบ่งแยกภาพและทำให้เกิดจุดสนใจ และภาพฤดูใบไม้ร่วง Effet d’automne à  Argenteuil ที่มีสีสันงดงาม รวมทั้งยังมีภาพผลงานของเรอนัวร์และเดอกาส์จัดแสดงอีกด้วย

ห้องจัดแสดงที่ 3 เป็นห้องที่อุทิศให้กับผลงานของซูราต (Georges-Pierre Seurat) ซึ่งมีเทคนิคการสร้างงานศิลปะที่ต่างจากคนอื่นๆ ด้วยการแต้มจุดสีลงไปให้จุดสีผสมผสานกันให้เกิดสีใหม่ซึ่งเป็นผลจากการมอง ซึ่งเขาต้องแลกมาด้วยการพิการทางสายตาในบั้นปลายของชีวิต โดยมีงานเด่นๆ ที่เป็นผลงานยุคที่เขาปาดป้ายฝีแปรง ไม่ใช่การแต้มสีเป็นจุดๆ อย่างภาพคนตกปลา Les Pêcheurs à la ligne, ภาพชายหนุ่ม Homme peignant une barque และภาพทิวทัศน์ริมแม่น้ำที่มีคนอาบน้ำม้าอยู่ด้านหน้าอย่าง Chevaux dans l’eau

ห้องจัดแสดงที่ 4 มีผลงานชิ้นเด่นของ Toulouse-Lautrec สองชิ้น คือ Jane Avril à  l’entrée du Moulin Rouge และ En cabinet particulier (Au Rat mort) โดยมีผลงานวาดเส้นบนกระดาษของศิลปินท่านนี้และมาติสส์ รวมทั้งปิกาซโซ จัดแสดงด้วย

La Loge (Theatre box), 1874, Pierre Auguste Renoir (1841-1919). Object id P.1948.SC.338. NP168.

ห้องจัดแสดงที่ 5 เสนอผลงานจิตรกรรม
และงานวาดเส้นของเซซาน (Paul Cézanne)  อย่าง Les Joueurs de cartes, La Montagne Sainte-Victoire au grand pin, Nature morte avec l’amour en plâtre และ Lac d’Annecy ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานชิ้นเด่นของศิลปินท่านนี้

Young Woman powdering herself, 1888-1890, Georges Seurat (1859-1891). Object id P.1932.SC.396.

ห้องจัดแสดงที่ 6 แสดงภาพของแวนโก๊ะห์ (van Gogh) ที่มีงานชิ้นเด่นคือ Autoportrait à l’oreille bandée และ Pechers en fleurs รวมทั้ง Champ de blé avec cyprès โดยมีภาพของโกแกง (Gauguin) ที่เป็นผลงานเด่นๆ อย่าง Meules, Nevermore และ Te Rerioa ร่วมกับประติมากรรม Portrait de Mette

Self-Portrait with Bandaged Ear, 1889, Vincent van Gogh (1853-1890). Object id P.1948.SC.175, NP195.

ห้องจัดแสดงที่ 7 เป็นการนำเสนอภาพวาดสีน้ำของเจ เอ็ม ดับเบิ้ลยู เทิร์นเนอร์ ที่มีความงดงามโดดเด่นไม่แพ้งานศิลปะสีน้ำมันของจิตรกรท่านอื่นๆ โดยผลงานสีน้ำของศิลปินท่านนี้มีความโดดเด่นทั้งการใช้สีและวิธีนำเสนอรวมทั้งการบอกเล่าเรื่องราวอีกด้วย

นอกจากนี้อีก 3 ชั้นของ Louis Vuitton Foundation ยังมีนิทรรศการที่น่าสนใจอย่าง
A Vision for Painting: A New Selection of Works รวม 75 ชิ้น โดย 23 ชิ้นเป็นผลงานของศิลปินนานาชาติ ซึ่งเป็นชิ้นงานตั้งแต่ทศวรรษ 1960s จนถึงปัจจุบันของศิลปินต่างๆ อาทิ Joan Mitchell, Alex Katz, Gerhard Richter, Ettore Spalletti, Yayoi Kusama และ Jesus Rafael Soto

Author : Sethapong Pawwattana