Cinéma, Mon Amour!

Georges Méliès ถ้าจะพูดถึงภาพยนตร์แล้วไม่เริ่มต้นด้วยพ่อมดแห่งวงการอย่าง Georges Melies (จอร์จ เมลิแยร์) นั้นคงจะผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะแทบจะเรียกได้ว่าจอร์จเป็นผู้ให้กำเนิดศาสตร์แห่งภาพยนตร์สมัยใหม่ยุคแรกๆ เลยก็ว่าได้ เขาเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นนักมายากล และพัฒนาตัวเองมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่นำเทคนิคพิเศษ (special effects) ทั้งหลายแหล่มาใช้ในภาพยนตร์ รวมถึงเทคนิคต่างๆ อย่างการเปิดหน้ากล้อง ไทม์แลปส์ การดิสโซลฟ์ภาพ หรือการลงสีภาพด้วยมือ นอกจากนั้นเขายังเป็นหนึ่งในผู้คิดค้นสตอรีบอร์ดอย่างจริงจังอีกด้วย

ภาพยนตร์สร้างชื่อยุคแรกๆ ของเขานั้นส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังดินแดนห่างไกล หรือไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย (ทุกคนคงจำฉากยานอวกาศพุ่งเข้าชนดวงตาของดวงจันทร์อันลือลั่นนั่นได้ใช่ไหม) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากบทละครของ Jules Verne (จูลส์ แวร์น) เขาจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ไซไฟกึ่งแฟนตาซีในยุคแรกๆ อีกด้วย

ผลงานของจอร์จถูกนำมาเล่าใหม่หลายต่อหลายครั้ง เกือบจะกล่าวได้ว่าเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการ automation ในแง่ของงานศิลปะอันส่งผลต่อเนื่องมาถึงศิลปินชาวฝรั่งเศสยุคใหม่ในทุกวงการ

Jean-Pierre Melville เขาคือผู้หยิบปืนขึ้นมาต่อกรกับกองทัพนาซีเยอรมันที่เข้ายึดครองประเทศฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยภายหลังเปลี่ยนชื่อจาก Jean-Pierre Grumbach (ฌ็อง-ปิแยร์ กรุมบัค) ที่ฟังดูเยอรมันมากๆ เป็น Jean-Pierre Melville (ฌ็อง-ปิแยร์ แมลวิลล์) เพื่อสดุดี Herman Melville (แฮร์มัน แมลวิลล์) นักเขียนชาวอเมริกันที่เขาชื่นชมนั่นเอง และเขาก็ตัดสินใจใช้ชื่อนี้มาเรื่อยๆ แม้สงครามจะจบลงแล้วก็ตาม

ฌ็อง-ปิแยร์ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘กวี’ ในวงการภาพยนตร์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะคิดถึงภาพของแก๊งสเตอร์ในภาพยนตร์ของเขา แต่แท้จริงแล้วฌ็อง-ปิแยร์สำรวจลึกลงไปในความหลากหลายทางการสื่อสารภาษาภาพ และด้วยความละเมียดละไมในการถ่ายทอดศิลปะของเขาทำให้ผู้กำกับรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนยกย่องให้เขาเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งวงการที่พวกเขาชื่นชม

เป็นที่น่าเสียดายว่าเขาหัวใจวายเสียชีวิตไปเมื่ออายุได้เพียง 55 ปีเท่านั้น แต่อิทธิพลทั้งในเรื่องแนวความคิด ภาษาภาพ และลีลาการกำกับของเขาก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจ ต่อมาเรื่อยๆ จนในค.ศ. 2008 Olivier Bohler (โอลิวิเยร์ โบห์เลอร์) ได้ปล่อยสารคดีความยาว 76 นาที ‘Code Name Melville’ ออกมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของฌ็อง-ปิแยร์ตั้งแต่สมัยถือปืนต่อกรกองทัพนาซีมาจนถึงอิทธิพลต่างๆ ที่ส่งผลมาในผลงานของเขา ซึ่งก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสารคดีที่สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ยุคใหม่

Jean-Luc Godard “ภาพถ่ายคือสัจจะ และภาพยนตร์คือสัจจะ 24 ครั้งต่อวินาที” โคว้ตอันลือลั่นจากเรื่อง Le Petit Soldat (1963) ที่ทำให้เกิดวาทกรรมถกเถียงกันไปทั่วโลกตั้งแต่ปีที่ภาพยนตร์ออกฉายจนมาถึงปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นจากปลายปากกาของผู้กำกับภาพยนตร์และผู้เขียนบทอย่าง Jean-Luc Godard (ฌ็อง-ลุค โกดาร์ด) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ผลักดันมูฟเมนต์ยุคใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่รู้จักกันในนาม French New Wave อันเชื่อกันว่าเป็นมูฟเมนต์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสไปตลอดกาล

เรื่องเริ่มต้นหลังจากที่เขาไปวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการกำกับภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่ได้รับการยึดถือกันมาอย่างยาวนานว่ามันเป็นเพียงแค่ ‘การย่ำอยู่กับฝีมือเดิมๆ ไม่สนใจแนวทางใหม่ๆ ซึ่งผู้กำกับที่มีชื่อเสียงรุ่นเก่าพยายามเอามาข่มผู้กำกับไฟแรงรุ่นใหม่ให้เดินตามแนวทางภาพยนตร์ในอดีต ไม่เหลือที่ให้กับการทดลองใหม่ๆ’ เขาจึงเริ่มต้นกำกับภาพยนตร์ในแบบที่เขาต้องการจะเห็นในวงการบ้านเกิดตัวเอง ซึ่งนั่นทำให้เขาปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการถ่ายทอดภาษาของภาพยนตร์ดั้งเดิมไปเกือบหมดสิ้น ตั้งแต่การสร้างแลนด์สเคปใหม่ๆ การปรับเปลี่ยนวิถีการแสดงของนักแสดงนำ และการนำเอาเทคนิคอย่างการถ่ายทำโดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง (hand-held camera) มาใช้อย่างจริงจัง

ซึ่งเขาก็ไม่จำกัดตัวเองอยู่กับภาพยนตร์แนวทางใดแนวทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่สร้างความแตกต่างหลากหลาย และยังใช้นักแสดงมืออาชีพสลับกับคนธรรมดาซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แหวกแนวมากสำหรับยุคนั้น นอกจากนั้นภาพยนตร์ของเขายังแสดงถึงข้อขัดแย้งในใจที่มีต่อลัทธิบริโภคนิยมในยุคใหม่ที่เขาทั้งรักและชังได้อย่างน่าสนใจ

Luc Besson หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศสที่ทรงอิทธิพลมาถึงวงการฮอลลีวู้ดจนหลายคนเกือบจะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นหนึ่งในอเมริกันชนผู้ยิ่งใหญ่ Luc Besson (ลุค เบสซ็อง) ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ก่อให้เกิดมูฟเมนต์ใหม่ในวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่เรียกว่า cinema du look

มูฟเมนต์นี้ถูกนิยามเป็นครั้งแรกโดยนักวิจารณ์ภาพยนตร์นามว่า Raphael Bassan (ราฟาแอล บาสซ็อง) โดยอ้างอิงจากสไตล์ของสามผู้กำกับอย่างลุค เบสซ็อง, Jean-Jacques Beineix (ฌ็อง-ฌากส์เบเน็กซ์) และ Leos Carax (เลออส การักซ์) ที่เน้นสไตล์ภาพมากกว่าเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์ ซึ่งก็มักจะเล่าเรื่องราวของตัวละครที่อายุน้อย แปลกแยก เป็นตัวแทนของชาวฝรั่งเศสสมัยใหม่ในโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์นั่นเอง

งานภาพอันสวยงามอลังการ และภาพจำลองโลกใหม่ที่เกือบจะเทียบได้กับสังคมแบบดิสโทเปียนั้นกลายมาเป็นงานอ้างอิงให้กับวงการภาพยนตร์ยุคใหม่ในอีกหลายสิบปีต่อมา นอกจากนั้นผลงานของเขายังเกี่ยวพันกับการสำรวจลงไปในจิตใจของตัวละคร และความแปลกแยกแตกต่างระหว่างความเป็นมนุษย์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมทั้งตั้งคำถามเกี่ยวกับปรัชญาในการใช้ชีวิตต่างๆ อีกด้วย

Isabelle Huppert จากภาพยนตร์เกือบ 140 เรื่องที่ Isabelle Huppert (อิซาแบลล์ อูแปร์ต) ปรากฏตัว ขอบอกเลยว่าเราทำใจยากมากที่จะเลือกเพียงห้าเรื่องออกมาแนะนำ เธอเป็นนักแสดงที่มีออร่าของเด่นชัดมาก แต่ก็สามารถกลมกลืนไปได้กับทุกเรื่องที่เธอแสดง เรียกได้ว่าจะให้เป็นนางเอก เธอก็เปล่งประกายเต็มที่ แต่พอเธอแสดงเป็นตัวประกอบก็ทำหน้าที่ตัวประกอบได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนตัวเราเห็นพลังอันล้นเหลือของเธอชนิดที่แทบจะขอร้องให้กรรมการออสการ์เอารางวัลเขวี้ยงใส่เธอเป็นครั้งแรกก็เมื่อเธอรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง Elle(2016) เป็นการแสดงที่น้อยแต่มากได้ในระดับมากที่สุด เพราะเธอสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางสีหน้าได้หลากหลายจนเราอินไปกับความสงบนิ่งในภาพยนตร์ อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์จากประเทศฝรั่งเศสต่างจากฮอลลีวู้ดได้เป็นอย่างดี 

ผลงานสารพัดที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง คงจะการันตีฝีมือนักแสดงรุ่นใหญ่จากประเทศฝรั่งเศสคนนี้ได้เป็นอย่างดี และภาพยนตร์เรื่อง Greta (2018) ที่เพิ่งจะลาโรงไปนี่ก็คงจะเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญของเธอที่ออกมาเชิดชูวงการภาพยนตร์จากทั้งสองทวีปได้อย่างเป็นรูปธรรม

Juliette Binoche เราไม่มั่นใจว่าภาพติดตาของ Juliette Binoche (จูลิแยตต์ บินอช) สำหรับเรานั้นคือภาพพยาบาลสาวจากภาพยนตร์เรื่อง The English Patient (1996) หรือว่าภาพของหญิงสาวผู้รักอิสระและเชื่อฟังหัวใจตัวเองอย่างสุดโต่งจากเรื่อง Chocolat (2000) กันแน่ แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเรื่องไหน เสน่ห์ทั้งจากตัวตนของเธอและจากการแสดงอันไร้ที่ตินั้นก็ดึงดูดเราไม่ให้ละสายตาจากเธอไปได้จริงๆ

จูลิแยตต์เติบโตมาในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ทำงานในวงการบันเทิงประเทศฝรั่งเศส จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะเดินเข้ามาในเส้นทางสายนี้ได้อย่างสวยงาม และเธอก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเส้นสายในวงการบันเทิงนั้นไม่ได้มีค่าเทียบเท่ากับฝีมือของตัวเองเลย (ภาพยนตร์เปิดตัวที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักและยอมรับในฐานะนักแสดงคือ Hail Mary (1985) ของฌ็อง-ลุค โกดาร์ด หนึ่งในผู้กำกับคนสำคัญของประเทศฝรั่งเศส) และนั่นก็ทำให้เธอได้รับรางวัลการันตีจากหลากหลายสถาบัน

เธอเป็นนักแสดงที่รับบทบาทหลากหลาย และรับงานเบื้องหลังอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย “ฉันไม่มองย้อนกลับไปในอดีตหรอก เพราะฉันชอบอยู่กับปัจจุบัน ฉันรู้ว่าบางทีคนอื่นก็คิดว่าฉันไม่ค่อยแคร์อะไรเท่าไหร่ แต่ฉันต้องการอิสระที่จะก้าวต่อไปให้ได้น่ะ” เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ซึ่งรับรองว่าแฟนๆ ไม่ต้องรอนานแน่นอน

Sophie Marceau สาวฝรั่งเศสหน้าหวานที่ดูเหมือนจะเป็นแวมไพร์มากกว่ามนุษย์คนนี้เกิดมาในครอบครัวที่แม่เป็นพนักงานขายของในห้าง และพ่อเป็นคนขับรถบรรทุก ในช่วงยุค ’80s, Sophie Marceau (โซฟี มาร์โซ) และแม่ของเธอไปเดินช็อปปิ้งด้วยกัน และเจอแมวมองที่ถ่ายรูปเธอไปเฉยๆ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง La boum (1980)

หลังจากนั้นเธอก็มีผลงานทั้งด้านการแสดง ถ่ายแฟชั่น และร้องเพลงอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเฟซคนสำคัญของประเทศฝรั่งเศสในยุคนั้นเลยก็ว่าได้ แทบจะไม่มีหัวนิตยสารไหนในทวีปยุโรปที่ไม่เคยมีเธอปรากฏบนหน้าปก และเส้นทางอาชีพของเธอก็มาเป็นที่รู้จักในฝั่งฮอลลีวู้ดเมื่อเธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Braveheart (1995) ประกบกับดาราดังในยุคนั้นอย่าง Mel Gibson (เมล กิบสัน) และทำให้เธอกลายมาเป็นหนึ่งในสาวบอนด์ในเรื่อง TheWorld Is Not Enough (1999)

นอกจากจะเป็นนักแสดงที่สวยไม่สร่างแล้ว เธอยังออกหนังสือประวัติชีวิตของตัวเอง และเคยกำกับภาพยนตร์และภาพยนตร์สั้นอีกหลายเรื่อง เรียกได้ว่าถ้าพูดถึงวงการบันเทิงฝรั่งเศสแล้วจะลืมชื่อเธอคนนี้ไปไม่ได้จริงๆ

Marion Cotillard สารภาพว่ากว่าเราจะมาหลงเสน่ห์สาวฝรั่งเศสคนนี้เธอก็โด่งดังมาเนิ่นนานก่อนหน้าแล้ว เราติดใจแววตาของตัวร้ายฉายแววโศกเศร้าของ Marion Cotillard (มาริยง โกทิยาร์ด) เป็นครั้งแรกตอนที่เราดูแบทแมนเวอร์ชั่น Christopher Nolan (คริสโตเฟอร์ โนแลน)ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์พลิกวงการซูเปอร์ฮีโร่ แต่เธอคนนี้โด่งดังและถือรางวัลการันตีจากสารพัดเวทีมาเนิ่นนานก่อนหน้านั้นแล้ว

มาริยงเป็นสาวฝรั่งเศสที่ร่วมเล่นซีรีส์ภาษาอังกฤษเรื่อง Highlander (1993) มาตั้งแต่เธออายุได้ 17 ปีแล้ว แต่หลังจากที่รับบทเป็น Edith Piaf (เอดิธ พิยาฟ) ในภาพยนตร์เรื่อง La Vie en Rose (2007) เธอก็โด่งดังไปทั่วโลก และได้ข้ามฝั่งมาเป็นหนึ่งในนักแสดงคนสำคัญของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในที่สุด ผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง Olivier Dahan (โอลิวิเยร์ ดาอ็อง) นั้นตัดสินใจเลือกเธอมารับบทนำในภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสเรื่องนี้ (เป็นภาพยนตร์ภาษาฝรั่งเศสเรื่องเดียวบนโลกนี้ที่ได้รับรางวัลออสการ์สองสาขาพร้อมกัน) ก่อนที่จะเจอตัวจริงของเธอเสียอีก โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่าเขาเห็นว่าเธอมีแววตาเหมือนกับนักร้องในตำนานนั่นเอง ไม่แปลกใจเลยที่เราหลงรักเสน่ห์ในแววตาอ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยอารมณ์หลากหลายของเธอขนาดนี้

Audrey Tautou “ในท้ายที่สุดแล้วฉันก็เป็นนักแสดงฝรั่งเศสน่ะนะ ไม่ได้จะบอกว่าฉันจะไม่แสดงภาพยนตร์ภาษาอังกฤษอีกแล้วนะ แต่บ้านเกิดฉัน สังคมของฉัน และอาชีพการงานของฉันก็อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสนี่ล่ะ ฉันจะไม่มีทางย้ายไปแอลเอเด็ดขาด” Audrey Tautou (ออเดรย์ โตตู) นักแสดงสาวชาวฝรั่งเศสคนนี้เคยให้สัมภาษณ์กับ The Straits Times ไว้อย่างชัดเจน และนั่นก็ทำให้เราหลงรักในความชาตินิยมของเธอขึ้นมาอีกนิด

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเราส่วนใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตาของเธอจากบทบาทของเอมิลี สาวน้อยชวนฝันจากภาพยนตร์ฝรั่งเศสชื่อเรื่องเดียวกัน ซึ่งเราก็สารภาพว่าเราเองคิดว่าเธอจะมีภาพลักษณ์ของเอมิลีไปตลอดชีวิตการแสดงของเธอเสียแล้ว แต่เธอก็มาทำให้เราเชื่อได้ว่าเธอคือ Coco Chanel (โคโค ชาแนล) ตัวจริงเมื่อเธอสวมบทเป็นดีไซเนอร์ตัวแม่คนนี้ในเวลาต่อมา

และแม้จะลั่นปากไว้อย่างชัดเจนว่ารักประเทศบ้านเกิดขนาดไหน พวกเราก็ได้เห็นเธอปรากฏตัวในภาพยนตร์แมสๆ อย่าง The Da Vinci Code (2006) ในบททายาทสายตรงของพระเยซู ซึ่งแม้ว่าฝีไม้ลายมือในการแสดงของเธอจะไม่เป็นรองใคร แต่เราก็แอบคิดว่าบางทีบรรยากาศและจริตของภาพยนตร์ฝรั่งเศสนั้นอาจจะเคมีตรงกับเธอมากกว่าจริงๆ ก็ได้

Eva Green เอาจริงๆ แล้วเราไม่ค่อย ‘อิน’ กับสาวบอนด์สักเท่าไรนัก เพราะเราเห็นว่าบทที่มากับพวกเธอนั้นส่วนใหญ่จะเบาหวิว เป็นแค่ไม้ประดับฉากเพิ่มความน่าเกรงขาม (หรือน่าหมั่นไส้ดี) ให้กับตัวละครเอกของซีรีส์เท่านั้น แต่ความคิดของเราก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อเราได้สบตากับ Vesper Lynd (เวสเปอร์ ลินด์) สาวบอนด์ที่สวมบทโดย Eva Green (อีวา กรีน) เพราะเราตกหลุมรักทั้งเวสเปอร์และอีวาไปพร้อมกัน

อีวาได้รับการยกย่องจาก Entertainment Weekly ว่าเป็นหนึ่งในสี่สาวบอนด์ที่ดีที่สุดตลอดกาล ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะสอยทั้งรางวัล BAFTA และ Empire Award จากการรับบทนี้ และทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในดาราที่โด่งดังและเป็นที่น่าจับตามองคนหนึ่งของวงการฮอลลีวู้ด ส่งผลให้เธอมีผลงานต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

อย่างไรก็ดีเธอนิยามตัวเองว่าเป็นสาวเนิร์ด เข้ากับคนไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่นัก และคิดอยากจะกลับไปสู่วงการละครเวที เธอไม่สนใจที่จะทำงานในวงการฮอลลีวู้ดอย่างเต็มตัว เพราะเธอคิดว่าค่ายหนังนั้นมีอิทธิพลอยู่เหนือทุกสิ่ง แม้กระทั่งผู้กำกับ

Léa Seydoux นักแสดงสาวชาวฝรั่งเศสคนนี้ทำให้เราเข้าใจคำว่าผู้หญิงเซ็กซี่ได้อย่างถึงแก่น ตั้งแต่บทบาทอันสุดวาบหวามของเธอจากภาพยนตร์เรื่อง Blue Is the Warmest Color (2013) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัล Palme d’Or จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาครอบครอง ไปจนถึงการปรากฏตัวของสาวบอนด์ Madeleine Swann (เมเดลีน สวอนน์) ใน Spectre (2015) ในชุดรัดรูปที่โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอราวกับกำลังเดินเปลือยกายอยู่ก็ไม่ปาน

แต่เธอไม่ได้มีแค่หน้าตาและรูปร่างเท่านั้น Lea Seydoux (เลอา เซดูซ์) เปล่งประกายในวงการภาพยนตร์ และได้ร่วมงานกับทั้งนักแสดงและผู้กำกับคนสำคัญทั้งในวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสและวงการฮอลลีวู้ด แทบจะเรียกได้ว่าขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนถ่ายเลือดคนในวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสไปฝั่งฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้อาจจะพิสูจน์ได้ว่าเสน่ห์สาวชาติไหนก็สู้ไม่ได้จริงๆ

เลอาปรากฏตัวบนปกนิตยสารหลายหัว เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับทั้งแบรนด์แฟชั่นและเครื่องสำอางอีกมากมาย แต่ก็มักจะพูดเสมอว่าเธอเป็นนักแสดง ไม่ใช่นางแบบ… ซึ่งเราก็ดีใจที่เธอยืนยันแบบนั้น เพราะเราเองก็อยากเห็นความเซ็กซี่ทะลุจอของเธอในภาพยนตร์ไปอีกนานๆ เลย

Gaspard Ulliel นักแสดงหนุ่มหน้าหวานเพียงหนึ่งเดียวในลิสต์ของเรา Gaspard Ulliel (กาสปาร์ด อูลิแยล) เขาคือดร. ฮันนิบาล เลกเตอร์ วัยหนุ่ม พร้อมรอยยิ้มอันเปี่ยมเสน่ห์ และลักยิ้มนั่น… ที่จริงๆ แล้วคือรอยแผลเป็นจากการถูกสุนัขพันธุ์โดเบอร์แมนตะปบเข้าที่หน้าตอนที่เขาพยายามจะขึ้นขี่หลังมันตอนอายุหกขวบ (อะไรจะจังหวะดีขนาดนั้น) ซึ่งเขาก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าแผลเป็นบนใบหน้านี้แหละที่ช่วยให้เขาแสดงอารมณ์ต่างๆ นานาได้ดีขึ้น ซึ่งเราก็เห็นด้วยจริงๆ นะ

เอาเข้าจริงๆ แล้วกาสปาร์ดเป็นนักแสดงที่โด่งดังในประเทศฝรั่งเศส เขามีผลงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ค.ศ. 1997 แต่มาโด่งดังจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็จากบทดร. ฮันนิบาลในวัยหนุ่มนี่ล่ะ ถึงแม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าขั้นเกรดบีขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความโด่งดังของเขาได้และเราเองก็เชื่อ เสียด้วยสิว่าเขาคือดร. ฮันนิบาลในวัยหนุ่มจริงๆ

นอกเหนือไปจากบทบาทนักแสดงแล้ว กาสปาร์ดยังปรากฏตัวบนปกนิตยสารหลายเล่ม และแคมเปญโฆษณาแบรนด์แฟชั่นและน้ำหอมผู้ชายอีกจำนวนหนึ่ง แม้ว่าในตอนนี้เขาจะยุ่งๆ อยู่กับบทบาทพ่อของลูกชายคนแรก แต่ดูจากลิสต์ภาพยนตร์ที่รอปล่อยอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว แฟนๆ ก็คงจะเหงาอีกไม่นานแน่นอน

Author: Pacharee Klinchoo
Illustrator: Paphonvit Wanitprapha