Tropical Modern at Kalutara

ทำไมมาศรีลังกาแล้วเราจะต้องตามมาสัมผัสงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดย Geoffrey Bawa สถาปนิกผู้บัญญัตินิยามของสถาปัตยกรรมแบบ tropical modern ไม่ใช่เพราะความสวยงามของสถาปัตย์หรือภูมิสถาปัตย์ที่เขาออกแบบเพียงอย่างเดียว หากแต่เราจะได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งศรีลังกาผ่านงานสถาปัตยกรรมของเขา เป็นการผสมผสานรูปแบบของดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคม แต่ก็หลุดพ้นและมีอัตลักษณ์ของตนเอง เช่นกันเมื่อเราได้เห็นผลงานออกแบบของบาวา เราจะรู้สึกได้ว่านี่แหละคืออีกโฉมหน้าหนึ่งของศรีลังกาที่เราอยากมาพบเจอ

จากเมือง Galle เรามุ่งหน้าสู่ Kalutara จุดหมายของเราคือรีสอร์ตที่ออกแบบโดยเจฟฟรีย์ บาวา โดยแผนการสร้างโรงแรมนี้เริ่มตั้งแต่ปีค.ศ. 1995 แต่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการเมื่อสองปีก่อน บางคนอาจจะสงสัยว่าบาวาเสียชีวิตไปเมื่อค.ศ. 2003 แล้วผลงานที่เห็นนี้จะถือว่าเป็นผลงานของเขาหรือไม่ ก็ต้องบอกว่านี่คือผลงานการออกแบบของเขาทั้งหมด เราสามารถชมได้ที่ห้องสมุดของโรงแรมซึ่งอุทิศให้กับเขาและตั้งชื่อห้องสมุดเป็นชื่อเขา มีภาพพิมพ์เขียวและแบบร่างที่เขาออกแบบโรงแรมนี้ประดับอยู่บนผนัง มีการตกแต่งภายในให้มีรูปแบบของบาวา เพราะการดำเนินการทั้งหมดนั้นทางบริษัทออกแบบของบาวาได้ดำเนินงานต่อ และมีมูลนิธิภายใต้ชื่อของเขาคอยดูแลทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวเนื่องกับเขา ส่วนทำไมถึงใช้เวลาก่อสร้างยาวนานนั้น จริงๆ ไม่ใช่เพราะเหตุผลใดนอกจากความไม่สงบทางการเมืองที่ทำให้การลงทุนในประเทศล่าช้า แต่เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพก็ได้มีการดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จ การออกแบบโรงแรมนี้ไม่ใช่แค่รูปทรงของสถาปัตย์ที่เป็นสไตล์โมเดิร์นแบบเมืองร้อน หากแต่บาวาได้แก้ปัญหาของพื้นที่ เนื่องจากที่ดินของโรงแรมมีถนนสาธารณะผ่ากลาง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องเปิดเป็นทางสาธารณะให้ประชาชนใช้สอย

ด้านหนึ่งติดกับเวิ้งของลากูนที่เป็นทะเลสาบ เขาจึงออกแบบอาคารที่เป็นเหมือนสะพาน แต่มีลักษณะปิดเหมือนอุโมงค์ยาวเชื่อมตึกที่พักทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน การที่เขาเลือกให้ผนังของส่วนอาคารที่เหมือนสะพานเป็นผนังทึบ และเจาะช่องแสงเหมือนกรอบภาพที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพด้านนอกในมุมจำกัด เพราะบางช่วงที่อาคารส่วนนี้พาดผ่านคือถนนสาธารณะ แต่เก๋ตรงที่เขาออกแบบให้ภูมิทัศน์ของถนนเส้นนั้นกลมกลืนกับส่วนอื่นๆ ของโรงแรม ถ้าไม่สังเกตว่าผู้คนทั่วไปสัญจรผ่านไปมา เราแทบจะไม่รู้เลยว่านี่เป็นถนนที่แบ่งพื้นที่โรงแรมออกเป็นสองส่วน ความเก๋ยังอยู่ที่ส่วนรับรองทั้งหมดภายในตัวอาคารหลักที่มีหลังคาลาดลงมาสองข้างเหมือนสถาปัตยกรรมที่นิยมในเขตร้อนชื้นเพื่อบังแดดและกันฝนสาด แต่ภายในเขาออกแบบเป็นสองชั้น ทุกส่วนจะเปิดโล่ง ไม่มีห้องปรับอากาศ ทั้งส่วนล็อบบี้ โถงพักคอย หรือแม้แต่ที่สันทนาการ รวมทั้งห้องอาหารเช้า แต่อากาศฤดูร้อนของศรีลังกาทั้งร้อนและมีความชื้นสูง ภายหลังทางรีสอร์ตได้ปรับให้บางส่วนเป็นห้องปรับอากาศ แต่ยังรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ให้เป็นตามเจตนารมณ์เดิมของผู้ออกแบบ คือเป็นแบบเปิดโล่งให้อากาศไหลเวียนได้ตลอด

เราได้ไปสัมผัสผลงานออกแบบของเจฟฟรีย์ บาวา อย่างลึกซึ้งที่ Lunuganga ซึ่งเคยเป็นบ้านพักตากอากาศของเขา ปัจจุบันทำเป็นรีสอร์ตให้คนมาพักด้วย การนัดหมายเข้าชมสถานที่นั้นเราให้ทางอนันตราฯ เป็นคนจัดการ เนื่องจากไม่อยากจะไปเก้อ แม้ที่นี่จะให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ และเปิดให้เข้าได้ตั้งแต่เก้าโมงครึ่งถึงบ่ายสอง โดยทางรีสอร์ตของเรานัดเวลาไว้สิบโมงเช้า แต่เมื่อมาถึงกลับไม่มีใครออกมาเปิดประตูรั้วให้ เพราะที่นี่เป็นรีสอร์ตให้แขกสามารถจองวิลล่าแต่ละหลังพักได้ด้วย การเข้าชมจึงค่อนข้างเข้มงวด และไม่อนุญาตให้ชมภายในอาคารของรีสอร์ต เพราะเป็นส่วนที่พักของแขก มีเฉพาะบางวิลล่าที่บาวาเคยอยู่ก่อนที่จะเสียชีวิตซึ่งทำเป็นมิวเซียมให้เราชมได้จากด้านนอก แต่วันที่ไปปรากฏว่าเขารื้อหลังคาเพื่อจะซ่อมแซม ส่วนนั้นจึงไม่เปิดให้ชม แต่จริงๆ แล้วเราตั้งใจมาชมสวน เพราะเขาเป็นนักออกแบบภูมิสถาปัตย์ที่มีชื่อเสียงมากด้วย และที่นี่ทุกจุดทุกมุมคือเขาออกแบบไว้เพื่อนั่งชื่นชมความงามของทัศนียภาพโดยรอบ

อย่างสระบัวรูปผีเสื้อนั้นถ้าเรามองจากด้านบนที่เป็นเนินที่ตั้งของตัววิลล่าหลักที่กลายเป็นโรงแรมไปแล้วจะเห็นบ่อบัวทรงฟรีฟอร์มสองบ่อที่เหมือนปีกผีเสื้อด้านละข้าง มีทางเดินตรงกลางเหมือนลำตัวผีเสื้อ เมื่อเราเดินลงมาชม ปลายด้านหนึ่งที่เหมือนหัวของผีเสื้อจะมีซุ้มไม้ระแนง มีเก้าอี้หินอ่อนวางไว้บนพื้นที่ยกระดับราวบันไดสามขั้น ทุกคนต้องลองนั่งบนเก้าอี้นี้แล้วมองไปรอบๆ เพราะบาวาตั้งใจให้ทุกคนมองสวนในมุมที่เขามอง และเราจะเห็นกองหินที่วางบนพื้นอยู่ระดับบันไดขั้นล่าง หลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าแผ่นหินนี้กองไว้ทำไม แต่คนนำชมบอกเราว่า บาวาเป็นคนตัวสูง ขายาวมาก เวลานั่งบนเก้าอี้นี้จะเหยียดขาไปพาดกับแผ่นหินนี้เพื่อให้นั่งสบาย แต่เรานั่งแล้วลองเหยียดขาก็ไม่ถึงแผ่นหินนั้นแต่ก็นั่งสบายบนเก้าอี้หินตัวนั้นและมองสวนด้วยมุมมองเช่นเดียวกับที่บาวามานั่งมองจากมุมที่เขาโปรดปรานที่สุดในสวนนี้ แต่สำหรับบางคนที่ช่างสังเกตจะเห็นว่าที่ลานทางเข้าสู่บริเวณพื้นที่ด้านในของสวนแห่งนี้จะมีอาคารที่เป็นวิลล่าที่พักและมีส่วนพักคอยที่ทำเป็นที่นั่งแบบบิลต์อินก่อด้วยปูน มีส่วนที่บังแดดฝนเหมือนหลังคาให้พื้นที่ส่วนนี้ ใกล้ๆ กันนั้นเป็นบันไดที่มีการออกแบบอย่างกลมกลืนกับสภาพพื้นที่โดยรอบ โดยทำเป็นระดับลดหลั่นกันไปอย่างมีชั้นเชิง

ทางเดินในสวนออกแบบให้เดินไปในจุดที่จะเห็นมุมต่างๆ ที่สวยงามในสวนหลายๆ พื้นที่ปล่อยให้เป็นพื้นหญ้าแบบธรรมชาติ แต่ต้นไม้ทุกจุดนั้นมีทั้งต้นไม้ที่อยู่มาดั้งเดิม บางส่วนปลูกขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดผลทางความงาม พื้นหญ้าบางส่วนทำเป็นลายตาราง บางที่ก็ปูหินสลับเป็นตารางหมากรุก ส่วนริมฝั่งน้ำนั้นปล่อยให้ดูเป็นริมฝั่งแบบธรรมชาติ แต่ตกแต่งด้วยกำแพงเตี้ยๆ และม้านั่งหล่อจากปูน มีประติมากรรมรูปเสือประดับ เป็นที่นั่งที่มองออกไปจะเห็นแม่น้ำเป็นเวิ้งกว้างสุดสายตา เราจะเห็นเนินสนามหญ้ากว้างสุดตาของ Cinnamon Hill ที่ชวนให้นึกถึงทิวทัศน์ของเนินเขาในยุโรปที่ใช้เลี้ยงแกะ แต่ที่นี่เขานำวัวมาเลี้ยงจริงๆ คงเป็นวัวของรีสอร์ตนี้ และที่นี่เองที่เราได้เห็นการแก้ปัญหาถนนที่ตัดผ่านพื้นที่ของสวนแห่งนี้ บาวาได้ใช้การทำตัวอาคารที่เหมือนสะพานคร่อมข้ามถนนสาธารณะนั้น ซึ่งคนนำชมของเราบอกว่านี่คือที่มาดีไซน์ของโรงแรมอนันตราฯ ที่เราพัก ดูเผินๆ เหมือนว่าสถาปัตยกรรมของวิลล่าที่นี่คล้ายบังกะโลของชาวอังกฤษยุคโคโลเนียล แต่จริงๆ แล้วบาวาได้ดัดแปลงรูปทรงเหล่านั้นให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของที่นี่ แต่ประติมากรรมที่ประดับสวนจะเป็นรูปหล่อสำริดเป็นรูปเทพเจ้ากรีก แต่มีส่วนหนึ่งที่เรียกว่าวิหารโรมันซึ่งเป็นคูหาเล็กๆ ตกแต่งด้วยเสาแบบโรมัน ภายในมีประติมากรรมรูปเหมือนของบาวาตั้งอยู่บนแท่น ซึ่งมุมนี้ออกแบบมาค่อนข้างจะลับตาจากส่วนที่เป็นเทอร์เรซด้านบน และจากส่วนนี้เราจะมองเห็นวิวแม่น้ำเบื้องล่างเป็นภาพที่สวยงามมาก หลังจากอิ่มเอมกับสวนในบ้านคันทรีของบาวาที่ลูนูกังกา เรามุ่งหน้ากลับโรงแรมที่พัก

แต่ระหว่างทางมีคนออกไอเดียว่าน่าจะแวะชมตลาดพลอย เพราะศรีลังกาขึ้นชื่อเรื่องพลอยโดยเฉพาะแซฟไฟร์ แต่ตลาดพลอยที่คนขับรถของเราเข้าใจคือศูนย์อัญมณีในตัวเมือง Bentota คนที่ไม่สนใจเลยขอตัวไปเดินเล่น แต่พีอาร์คนเก่งของอนันตราบอกว่าใกล้ๆ ที่เราจอดรถเป็นสถานีรถไฟที่ออกแบบโดยบาวา รู้สึกจะเหลือสวยงามสมบูรณ์แบบคือที่นี่ และใกล้ๆ กันคือโรงแรม Avani Bentota Resort ที่บาวาเป็นคนออกแบบเช่นกันและคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้แม้จะเปลี่ยนมาบริหารโดยเครือ Avani ในเครืออนันตราเช่นกัน สถานีรถไฟ Bentota ทำให้เราเห็นถึงความโมเดิร์นในแบบของบาวาที่ต่างจากที่อื่นๆ คือเขาจะทำให้ที่นี่มีความเป็นประติมากรรมมน ไม่มีเหลี่ยมคม และการเจาะช่องแสงต่างๆ เสมือนกรอบภาพ แม้จะเป็นงานที่ไม่ใหญ่โต แต่เราเห็นได้ถึงความเข้าใจในการออกแบบให้สถาปัตยกรรมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยชายคาของชานชาลาจะเอียงลาดลงมาคุ้มแดดตรงส่วนใกล้ชานชาลาค่อนข้างมาก แต่ส่วนชานชาลาจริงๆ จะเป็นที่โล่ง ไม่มีหลังคา แต่การเดินจากส่วนที่มีชายคาไปยังตัวรถไฟที่จอดอยู่จะเป็นระยะไม่กี่ก้าว ที่ไม่ทำให้ชายคาที่เอียงลาดคุ้มส่วนชานชาลา เพราะจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องความสูงของขบวนรถไฟที่เข้ามาเทียบ และส่วนพักคอยจะลึกเข้าไปในตัวอาคารที่ลดระดับลงไปอีกจากชานชาลา ซึ่งตัดปัญหาเรื่องแดดและฝนสาดได้โดยไม่ต้องทำชายคาหรือหลังคาครอบชานชาลา

จริงๆ แล้วตัวเมืองคาลูทารามีวัดและเจดีย์ขนาดใหญ่ที่คนไทยนิยมไปสักการะ แต่เรามีเวลาค่อนข้างน้อยจึงได้แต่ชมเพียงภายนอก แต่ก็ได้เห็นความอัครฐานของสถานที่ ต้องชื่นชมพลังศรัทธาของคนที่นี่ สำหรับตลาดท้องถิ่นก็น่าเที่ยวชม การเดินทางของนักท่องเที่ยวในตัวเมืองที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้บริการของรถตุ๊กตุ๊ก ราคาต่อรองกันตามอัธยาศัย แต่ราคาไม่แรงอย่างตุ๊กตุ๊กบ้านเราในเมื่อเราได้มาพักในสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยบาวา เราก็ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ากับการอิ่มเอมกับงานออกแบบของเขา ไม่ว่าจะนั่งพักผ่อนสบายๆ ในโถงล็อบบี้ที่เป็นแบบผนังเปิดโล่ง เรามาช่วงฤดูฝนเลยได้นั่งชมน้ำฝนที่ไหลย้อยจากชายคาทรงจั่วขนาดมหึมาที่ครอบตัวอาคารนี้ไว้โดยไม่มีการสาดเข้ามาในตัวอาคาร เพราะหลังคาลาดคุ้มลงมาต่ำมาก แต่ก็ไม่บังลมที่พัดเข้ามาไหลเวียนให้อากาศภายในเย็นสบาย โดยส่วน upper deck lounge จัดเป็นเก้าอี้นั่งพักผ่อนเป็นกลุ่มๆ โดยมีเก้าอี้นอนที่ออกแบบโดยบาวา มีที่มาจากเก้าอี้นอนที่นิยมใช้ตามไร่ชาของศรีลังกา แต่เขาออกแบบให้มีโครงที่อ่อนช้อยงดงาม ส่วนเบาะเป็นหวายสาน นั่งสบายมาก จุดนี้จะมองเห็นวิวของลากูนเป็นภาพที่สวยงาม รวมทั้งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกด้วย ใกล้ๆ กันมี sports bar สำหรับชมกีฬาผ่านทางทีวีจอแบน และโต๊ะเกมให้เล่น อย่างเกมโต๊ะฟุตบอลที่เด็กๆ ชาวมิลเลนเนียลอาจจะไม่เคยเห็น ศรีลังกาเป็นประเทศที่น่ามาเยือน ไม่ว่าจะมาสักการะพระเขี้ยวแก้วที่เมืองแคนดี้ หรือจะขึ้นไปเที่ยวตามไร่ชาทางตอนเหนือ

ส่วนใครที่หลงใหลความสวยงามของทะเลต้องมาตามเส้นทางที่เรามาเยือน ซึ่งเราได้ไปพักที่รีสอร์ตซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจุดหมายของคนที่เดินทางมาทางใต้ของศรีลังกาทั้ง Anantara Peace Haven Resort ที่เมือง Tangalle และ Anantara Kalutara Resort แห่งนี้ สำหรับคนรักงานดีไซน์จะได้ชมผลงานออกแบบของเจฟฟรีย์ บาวา อย่างอิ่มตาอิ่มใจ และต้องไม่ลืมมาพักในโรงแรมที่เขาออกแบบแห่งนี้ด้วย (www.anantara.com)

Author & Photographer: Sethapong Pawwattana