Triple Frontier: เมื่อกฎที่เคยเชื่อ กลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เหล่านักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Triple Frontier

ก่อนที่เราจะเข้าไปสัมภาษณ์ roundtable กับสื่อมวลชนอื่นๆ จากประเทศไทย เราได้รับบรีฟอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามถามเรื่องส่วนตัวของดารา’ ขอให้โฟกัสอยู่กับผลงานการแสดงของพวกเขาเท่านั้น เพราะเพรสทริปครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อโปรโมทภาพยนตร์เรื่อง Triple Frontier ที่กำลังจะสตรีมมิ่งอย่างเป็นทางการในวันนี้แล้ว นอกเหนือไปจากทัพนักแสดงหลักๆ ถึงห้าคนไล่มาตั้งแต่ เบน แอฟเฟล็ก, ออสการ์ ไอแซ็ก, ชาร์ลี ฮันแนม, แกร์เร็ต เฮดลันด์ และเปโดร ปาสกาล มารวมหลังออกปล้นเงินพ่อค้ายาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับอย่าง เจ.ซี. แซนเดอร์ (Margin Call และ All Is Lost) พ่วงด้วยมาร์ก โบล ผู้เขียนบทจาก The Hurt Locker และ Zero Dark Thirty มาร่วมเขียนบทอีกด้วย

เบน แอฟเฟล็ก ผู้รับบท ทอม “เรดฟลาย” เดวิส

บรรยากาศในงานแถลงข่าวช่วงเช้าเป็นไปอย่างสบายๆ นักแสดงทั้งสามและโปรดิวเซอร์ตอบคำถามทั่วไปของนักข่าวอย่างเป็นกันเอง เบนอธิบายเรื่องราวคร่าวๆ ในภาพยนตร์ด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำน่าฟัง “หนังเรื่องนี้รวบทั้งความตื่นเต้น ยุทธการทางทหาร การปล้นเงิน และแอ็กชั่นมาเต็มๆ เลยครับ มันสนุกมากเลยนะครับ และภายใต้ความแอ็กชั่นนั้น มันก็บอกเล่าเรื่องราวของนายทหารที่เก่งมากๆ รับใช้ประเทศมานาน สนิทสนมกัน และต้องมารวมตัวกันปฏิบัติภารกิจที่แตกต่างจากที่พวกเขาเคยเชื่อมาตลอดชีวิต มันเป็นเรื่องราวของการตั้งคำถามเรื่องสงคราม ศักดิ์ศรี และอะไรหลายๆ อย่างครับ ทุกคนเอ็นจอยแน่นอนครับ”

ในส่วนของการเตรียมตัวเพื่อร่วมแสดงนั้น แกร์เร็ตบอกว่า พวกเขาต้องเตรียมตัวกันอย่างหนักมากในระยะเวลาเพียงสั้นๆ “พวกเราเริ่มต้นจากการเข้าพูดคุยกับผู้คนในวงการทหาร ที่เป็นที่ปรึกษาในหนังเรื่องนี้ เรามีเวลาเตรียมตัวก่อนถ่ายแค่ 4 วันเท่านั้นเอง เราต้องเรียนรู้การยิงปืน เครื่องมือทางการทหารต่างๆ และอะไรอีกมากมายในเวลาจำกัดเท่านั้น แต่พวกเรารู้จักกันมาก่อนหน้าแล้วครับ ผมกับออสการ์รู้จักกันมาเป็นสิบปีแล้ว ส่วนผมกับชาร์ลีนี่เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก สิบห้าปีแล้ว การทำความเข้าใจสัมพันธภาพของตัวละครในเรื่องนั้นไม่ยากเท่าไหร่ และสำหรับตัวผมเองนั้น คาแร็กเตอร์ของผมเป็นนักสู้ MMA ผมต้องฝึกศิลปะป้องกันตัวต่างๆ มีจูจิตสึด้วยนะ ที่ปรึกษาจากกองทัพให้คำแนะนำดีๆ กับผมเยอะแยะไปหมด พวกเขามีความสามารถจริงๆ เป็นคนที่เก่งมากๆ พวกเขายินดีที่จะแบ่งปันอะไรต่อมิอะไรแบบไม่หวงเลย มันเยี่ยมมากเลยครับ

“ผมเทรนหนักมากเลยครับ แต่เอาจริงๆ นะ ไม่ว่าคาแร็กเตอร์ผมจะเป็นอะไร นี่มันคือแอ็กชั่นฟิล์ม มันก็ต้องมีการฝึกฝนร่างกายอยู่แล้ว ปู่และพ่อของผมเองก็เคยเข้าร่วมกองทัพมานะครับ ปู่เคยไปสงครามเสียด้วยซ้ำ ผมเคยแสดงเป็นทหารมาก่อนแล้ว และในการรับบทเป็นทหาร ไม่ว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นจะอยู่ใน category อะไร คุณก็ต้องเคารพเครื่องแบบ และกฎกติกาของพวกเขา เพราะเวลาคุณสวมเครื่องแบบ คุณต้องเชื่อว่าตัวเองเป็นทหาร ไม่ใช่เอาเครื่องแบบมาสวมแล้วทำท่าเลียนแบบพวกเขาเท่านั้น เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับจุดนี้มาก มันเลยเป็นภาพยนตร์ที่ ‘จริง’ ที่สุดเท่าที่ผมเคยแสดงมา”​ และเมื่อเขาอธิบายความหนักหน่วงของการเทรนด์ก่อนแสดงจบ ชาร์ลีก็อดไม่ได้ที่จะเสริมขึ้นมา

แกร์เร็ต เฮดลันด์ ผู้รับบท เบน มิลเลอร์

“ช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดในการทำงานเป็นนักแสดงคือช่วงเวลาที่เราเตรียมตัวก่อนเปิดกล้องนี่ล่ะครับ เพราะการเตรียมตัวแต่ละเรื่องมันไม่เหมือนกันเลย การรับบทแต่ละบทก็ไม่เหมือนกัน นั่นคือความตื่นเต้นในการทำงานเป็นนักแสดงเลยนะครับ มันหลากหลายมากจริงๆ แต่ละบทก็ต้องการสกิลล์ที่แตกต่างกัน ก็อย่างที่แกร์เร็ตบอกล่ะครับ เรื่องนี้ เราต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม คุยกับที่ปรึกษาที่มาจากกองทัพ มีคนมาจากทีมซีลสามทีม จากเดลต้าฟอร์ซ พวกเขาให้พวกเราออกไปฝึกยิงปืนจริงๆ ทันทีที่เราเจอกันเลยนะครับ ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเบน ไม่เคยเจอออสการ์มาก่อนเลยครับ เจอกันครึ่งชั่วโมง ก็ออกไปยิงปืนด้วยกันแล้ว นั่นมันเป็นเรื่องที่จริงมากเลยนะครับที่ซ้อมกันแบบนี้ เราจะได้ไม่คิดว่านี่คือการเล่นเกม แต่มันคือสงครามของจริง และพวกเราจะได้อินกับบทบาทของตัวเอง เพราะส่วนหนึ่งในการทำให้ภาพยนตร์ดูน่าเชื่อถือก็คือ พวกเราเองก็จะต้องเชื่อมั่นในความเป็นพี่เป็นน้องของตัวละครพวกเรา พวกเราต้องดูแลระวังหลัง และรับผิดชอบชีวิตของกันและกัน การได้ใช้เวลาร่วมกับพวกเขานอกจอ ทำให้ผมอยากจะปกป้องพวกเขาเวลาอยู่ในจอน่ะครับ การใช้คนจากกองทัพมาช่วยกระตุ้นให้พวกเรารู้สึกแบบนี้มันดีมากเลยครับ และในขณะเดียวกัน สิ่งที่พวกเราคิดร่วมกันก็คือ เราต้องระวังความปลอดภัยของเพื่อนนักแสดงด้วยกันเอง เวลาเข้าฉากน่ะครับ การได้รู้ว่าเพื่อนร่วมกองของเราต่างระวังหลังให้กันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเลยครับ”​ ซึ่งจากคำตอบนี้ เราก็เดาได้ไม่ยากว่า สายสัมพันธ์ในชีวิตจริงของเหล่านักแสดงนั้นคงจะสะท้อนออกมาเป็นภาพอันอบอุ่นในภาพยนตร์ที่เรายังไม่ได้ดูนี้อย่างแน่นอน

เซสชั่นแถลงข่าวจบลงไปด้วยคำถามจากนักข่าวประเทศเพื่อนบ้านเรา พวกเราเข้าไปรอสัมภาษณ์ roundtable กับสามนักแสดงต่อหลังจากงานแถลงข่าวจบ เบนดูมีทีท่าเกือบจะเจ็ตแลก แต่เขาก็ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดการสัมภาษณ์สั้นๆ กับพวกเรา ส่วนแกร์เร็ตและชาร์ลีดูมีทีท่าสบายๆ ไม่ปรากฏอาการเหนื่อยอ่อนใดๆ

“เรื่องราวเกี่ยวกับพ่อค้ายา หรือวงการยาเสพติดนั้นถือเป็นเรื่อง global issue อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อหลายคนบนโลก ถึงชีวิตเลยก็เห็นกันอยู่” เบนตอบ เมื่อนักข่าวคนหนึ่งถามว่า อะไรที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นแตกต่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับการค้ายาเรื่องอื่นๆ “ผมว่าสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจนั้นเพราะมันไม่ได้พูดถึงเรื่องการค้ายาตรงๆ แต่มันพูดถึงเรื่องทหารที่ใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ทางการทหารเป๊ะๆ มีเกียรติ มีหน้าที่รับผิดชอบ มีภารกิจต้องปฏิบัติ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้เป็นทหารอีกแล้ว แล้วพวกเขาจะต้องทำอย่างไรกับทักษะต่างๆ ที่ฝึกฝนมาตลอดชีวิตล่ะ และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เมื่อชีวิตของพวกเขามาถึงจุดที่สิ่งที่พวกเขายึดมั่นอย่างกฎเกณฑ์เหล่านั้นมันถูกท้าทายจากการใช้ชีวิต จากสิ่งยั่วยวนใจต่างๆ นั่นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนน่าจะเข้าใจร่วมกันได้ไม่ยากนัก เพราะเรื่องนี้มันพูดถึงความโลภ พูดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง และชีวิตของพวกเขาเวลาต้องเผชิญกับทางเลือกในชีวิตที่ต้องตัดสินใจน่ะครับ”

ชาร์ลี ฮันแนม ผู้รับบท วิลเลียม “ไอรอนเฮด” มิลเลอร์

เรารีบยกมือถามต่อทันทีว่า คำตอบเมื่อสักครู่ ฟังแล้วเหมือนกับว่าตัวละครที่เขาสวมนั้นกำลังเผชิญกับวิกฤติการวัยกลางคนอยู่ เราเข้าใจถูกหรือผิดแค่ไหนกัน ซึ่งเบนก็ตอบทันที “มันมีหลายมุมมองนะ ผมว่าหนังต้องการสื่ออะไรหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือสิ่งที่คุณเรียกว่า ‘วิกฤติวัยกลางคน’ นี่แหละ ก็ใช่นะ เพราะมันคือการใช้ชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง แล้วคุณจะตั้งคำถามว่า “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่กันนะ” นี่เรากำลังใช้ชีวิตที่มีคุณค่าอะไรบางประการอยู่หรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่เหล่าอดีตทหารในเรื่องกำลังถามตัวเองอยู่ พวกเขาใช้เวลา 20 ปีในชีวิตทุ่มเทให้กับอาชีพตัวเอง มีจุดมุ่งหมายเดียวคือ ขึ้นเป็นที่หนึ่งในอาชีพการงาน พัฒนาสกิลล์ของตัวเองให้ถึงขีดสุด จินตนาการดูนะว่าถ้าคุณอยู่ในกองทัพเรือ คุณเก่งที่สุดเท่าที่ขีดจำกัดของคุณจะไปได้ แล้ววันหนึ่ง ก็มีคนมาบอกคุณว่า ‘โอเค จบแล้วนะ’ คุณต้องมา ‘จินตนาการ’ ชีวิตที่จะใช้ใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนตัวตนของตัวเอง ไอเด็นติตี้ทั้งหมด แล้วต้องใช้ชีวิตต่อไปแบบนั้น มันยากแน่ๆ ดังนั้น ใช่ครับ เราหัวเราะกับคำว่า ‘วิกฤติวัยกลางคน’ เพราะมันเชื่อมโยงกับภาพผู้ชายอายุ 45 ปี หัวล้าน ขับเฟอร์รารี่ หรืออะไรแบบนั้น แต่นี่มันเป็นการสำรวจเข้าไปในเรื่องราวตรงนั้นแบบจริงจัง

“ผมแสดงเป็นหัวหน้าทีมนี้น่ะครับ เขาทุ่มเทให้กับอาชีพตัวเอง และกลายมาเป็นอดีตทหารผ่านศึก ซึ่งก็เกิดปัญหาทั่วไป ก็คือ เขาจากบ้านไปนาน มีปัญหากับครอบครัว หย่าร้าง ต่อสู้เรื่องสิทธิการเลี้ยงดูลูก มีปัญหาการเงิน ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน เขารู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตบีบคั้นเขาตลอดเวลา พอเขาได้รับข้อเสนอแบบนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นข้อเสนอที่ดูน่าสงสัยทั้งในแง่ศีลธรรม และอะไรต่างๆ นานาก็ตาม แต่มันก็เป็นหนทางเดียวที่เขาจะสามารถออกจากปัญหาที่หนักอกหนักใจเขาอยู่ แต่ผมว่า ลึกๆ แล้ว เขาแค่ต้องการการเป็นที่ยอมรับ อยากให้คนตระหนักในคุณค่าของเขา แล้วพอเขามารวมกลุ่มกับเพื่อนเก่าพวกนี้ มันก็ช่วยนิยามตัวตนของเขาให้ชัดเจนขึ้น ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ยอมรับ รู้ตัวว่าเขาเป็นอะไร” เบนตอบคำถามจากเราอย่างยืดยาวจนเราแอบรู้สึกผิดนิดๆ ที่เหมือนจะไป ‘จี้จุด’ อะไรบางประการในตัวเขาเข้าจนเราต้องแอบยกมือขอโทษ ซึ่งเขาก็ยิ้มให้เราอย่างอ่อนโยน และตอบสั้นๆ ว่า “ไม่เป็นไรหรอก จริงๆ นะ”

หลังจากนั้น บรรยากาศใน roundtable ก็เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย สื่อที่เหลือยิงคำถามเรื่องไลฟ์สไตล์ คำถามโปกฮาต่างๆ ที่ทั้งแกร์เร็ตและชาร์ลีก็ตอบอย่างน่ารักน่าชัง โดยมีพี่ใหญ่อย่างเบนคอยเสริมให้บรรยากาศโดยรวมดูผ่อนคลายและน่าประทับใจ

ความรู้สึกที่เหลืออยู่ในใจเราหลังจากที่เข้าร่วมสัมภาษณ์ในครั้งนี้นั้นคือมิตรภาพระหว่างนักแสดง และตัวละครที่พวกเขาแสดง ดูเหมือนจะเกี่ยวกระหวัดเป็นเรื่องเดียวกันแบบแยกออกลำบาก ในชีวิตจริง หลายคนเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อพวกเขาต้องไปอยู่ด้วยกันในอีกชีวิตหนึ่ง พวกเขาก็พกเอามิตรภาพเหล่านั้นไปด้วย และเราเชื่อว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นออกมาอย่างเข้มข้นไม่แพ้ความสนุกจากภาพยนตร์แอ็กชั่นทั่วไปแน่นอน

Triple Frontier – ปล้น ล่า ท้านรก สตรีมแล้วที่ Netflix

All photos are courtesy of Netflix, exclusively for L’Officiel Hommes Thailand