The Family I Dream of ครั้งแรกที่น็อต – วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ตกปากรับคำมาขึ้นปกนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์

ครั้งแรกที่น็อตวิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ ตกปากรับคำมาขึ้นปกนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ พร้อมชมพู่อารยา เอ ฮาร์เก็ต ภรรยาคนสวย พ่วงด้วยน้องสายฟ้า และน้องพายุ (ติดตามแฟชั่นเซ็ตสวยๆ ของชมพู่ได้ในนิตยสารลอฟฟีเซียลฉบับเดือนเดียวกันบนแผง) เราจึงอดไม่ได้ที่จะนั่งสัมภาษณ์เขาแบบเจาะลึกเรื่องราวในใจของชายผู้ยืนยันว่า ผมอยากมีลูกมาโดยตลอด” 

สามปีที่สร้างครอบครัวร่วมกับภรรยาคนสวย และอีกกว่าเจ็ดปีที่คบหาดูใจกันก่อนตัดสินใจร่วมสร้างครอบครัวที่น็อตเฝ้าฝันมาตลอด ในวันนี้น้องสายฟ้าและน้องพายุอายุได้ขวบกว่าแล้ว ฝาแฝดคู่นี้นำพาทั้งรอยยิ้มและความสุขมาสู่ครอบครัวรังษีสิงห์พิพัฒน์ในแบบที่น็อตต้องการอย่างแท้จริง

ชีวิตเปลี่ยนไปขนาดไหนบ้าง ?
หลังจากมีลูก เล่าให้ฟังหน่อย

เปลี่ยนไปเยอะมาก เอาง่ายๆ คือทุกวันนี้เลิกงานก็อยากจะพุ่งกลับบ้านมาอยู่กับลูกเท่านั้น มันชัดเจนมากทีเดียว ยิ่งตอนไปทำงานต่างประเทศนี่ยิ่งอยากจะจัดสรรวันทำงานให้กระชับที่สุดเพื่อที่จะได้รีบกลับมาเล่นกับเขา จากเมื่อก่อนที่จะอยู่เที่ยวต่อสักวันสองวันก็ยังดี เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว เพราะลูกเป็น priority ของผม เมื่อก่อนเคยอยากดูเมือง ตอนนี้อยากกลับบ้านมาอยู่กับลูกมากกว่า ซึ่งจริงๆ แล้วการอยู่กับเขาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแค่ได้ยินเสียง ได้เห็นหน้า ได้กอด ได้หอม ได้อุ้ม ได้เห็นเขาวิ่งไปรอบโต๊ะเวลาที่ผมกินอาหารเช้า นั่นก็พอแล้วครับ

นั่นคือความสุขในปัจจุบัน

เป็นความสุขที่ได้เห็นพัฒนาการของเด็กน่ะครับ บางครั้งไปทำงานต่างประเทศห้าหกวัน กลับมาอีกทีคือเขาเปลี่ยนไปแล้ว เราก็รู้สึกตะลึงว่าคิดดูนะ จากเด็กที่เอาแต่นอนอย่างเดียว กลายเป็นลุกขึ้นนั่ง แป๊บเดียวคือนั่งตัวตรงกินข้าวกับเราได้แล้ว แล้วต่อมาก็ดันตัวเองจากท่านั่งขึ้นมาท่ายืน สักพักก็เดิน จากเดินเป็นวิ่ง ผมอยากจะอยู่กับเขาในทุกช่วงพัฒนาการของเขาจริงๆ ครับ

คิดว่าเมื่อลูกโตขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะคาดหวังอะไรกับความเป็นตัวเขาขนาดไหน ?

คาดหวังแค่ว่าอยากจะให้เขาไปได้ดีที่สุดเท่าที่ศักยภาพเขาพอไปได้ คนเป็นพ่อมีหน้าที่สนับสนุนเขา ติดอาวุธให้เขามีทักษะต่างๆ ติดตัว ไม่ได้บังคับว่าให้เขาอยากเป็นอะไร
แต่จะให้โอกาสเขาเลือกด้วยตัวเอง จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีของสังคมเท่านั้นเอง เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าเขาจะเติบโตมาเป็นอย่างไร ตัวผมมีความสุขกับการทำงาน กับการมีครอบครัว ดังนั้นในเมื่อผมไม่รู้ว่าเขาชอบอะไร อยากทำอะไร ผมจึงอยากแค่ให้เขามีความสุข ได้ทำสิ่งที่เขารัก เท่านั้นก็พอ

บอกหน่อยได้ไหมว่าเคล็ดลับในการใช้ชีวิตให้มีความสุขคืออะไร ?

เอาจากประสบการณ์ของผมนะ ผมคิดว่าตัวเองมีความสุข ผมมองว่าการแบ่งเวลาเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง และการดูแลสุขภาพสำคัญอันดับสอง ดังนั้นคุณจึงต้องแบ่งเวลาเพื่อดูแลสุขภาพด้วย เพราะสุขภาพเป็นสิ่งที่เป็น asset ของเราจริงๆ ส่วนตัวผมจะพยายามตื่นเช้ามาออกกำลังกาให้ได้ทุกวัน เวลาทำงานผมก็เต็มที่กับงาน พอเลิกงานผมก็เต็มที่กับครอบครัว สิ่งสำคัญอันดับสามคือเราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ ทุกวันนี้เรียนรู้ง่ายมากจริงๆ ข้อมูลมันเยอะแยะไปหมด ดังนั้นสิ่งที่ผมพยายามทำทุกวันคืออ่านเยอะๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ให้เยอะๆ และสิ่งสำคัญอันดับสุดท้ายคือคุณต้องมีทัศนคติด้านบวก ผมเชื่อเสมอเรื่อง action – reaction หรือทำดีได้ดี ดังนั้นทำดีไปเถอะ มันจะตอบแทน
กลับมาในสิ่งที่คุณไม่ได้คาดหวังครับ

เคยกลัวที่จะมีลูก หรือมีความคิดประมาณว่าหวงชีวิตโสดบ้างไหม ?

ส่วนตัวผมคืออยากจะมีลูกอยู่แล้ว ถ้าผมจะแต่งงานนั่นแปลว่าผมจะมีลูกเลย ผมจึงเตรียมพร้อมตลอดเวลา ตั้งแต่ลูกยังไม่คลอด ผมก็คิดแล้วว่าจะให้ลูกเรียนโรงเรียนไหน อะไรแบบนั้น ผมไม่เคยกลัวการมีลูกเลยนะ บางคนอาจจะหวงชีวิตโสด ยังอยากเที่ยวอยู่ กลัวมีลูกแล้วไม่ได้เที่ยว แต่ผมไม่กลัวเลย เพราะผมทำมาหมดแล้ว ผมแต่งงานตอนอายุ 38 แล้ว ผมเที่ยจนอิ่มแล้วจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ผมอยากจะจูงลูก อยากจะมีลูกมาตั้งนานแล้วจริงๆ

เริ่มรู้สึกว่าอยากมีลูกตั้งแต่เด็กเลยเหรอ รู้ตัวเร็วขนาดนั้นเลยไหม ?

ไม่ขนาดนั้นครับ แต่หลังจากที่ผมคบกับชมไปได้สักสี่ห้าปีผมก็รู้สึกว่าคนนี้ใช่ ชมเป็นผู้หญิงไม่จุกจิก ไม่ดราม่า เป็นคนแมนๆ ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ และเวลาไปเที่ยวด้วยกันเราก็ชอบเหมือนกัน กินเหมือนกัน สไตล์การใช้ชีวิตคล้ายกัน ทำให้ผมรู้ว่าเราอยู่ด้วยกันได้จริงๆ ผมไม่คิดอะไรแล้ว รู้เลยว่านี่คือเวลาที่ผมจะต้องมีครอบครัวที่แท้จริงแล้ว และในเมื่อผมกับชมผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก เราสองคนไม่ได้อยู่กันได้ด้วยความโรแมนติก แต่เราเป็นเหมือนเพื่อนสนิท คุยกันได้ทุกเรื่อง ปรึกษาเรื่องงานกันได้ และที่สำคัญเราสองคนรู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าเรามีปัญหาอะไร เรารู้ว่าเขาจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา มันพอแล้วจริงๆ

 

Related Post