เจาะลึกนโยบายหาเสียงของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุด – โดนัลด์ ทรัมป์

May be Trump isn’t so bad after all.

หลังจากที่ The Simpson, ไมเคิล มัวร์ ผู้ผลิตสารคดีสุดอื้อฉาว, เจ้าคุณธงไชยแห่งเลสเตอร์ซิตี้, นอสตราดามุส และเดวส เบอร์สไตน์ คอลัมน์นิสต์จาก Vanity Fair ได้ทำนายล่วงหน้าจากต่างสถานที่ ต่างช่วงเวลา แต่ก็ก่อนหน้าที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะได้รับชัยชนะ และได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็เกิดความหวาดกลัวและความปั่นป่วนไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยนโยบายที่เถรตรงแบบอนุรักษ์นิยม และความโผงผางในการหาเสียงและปราศรัยของตัวทรัมป์เอง

เรามาค่อยๆ ใช้เวลาสำรวจนโยบายต่างๆ ของโดนัลด์ทรัมป์กันแบบไม่อ่านเฉพาะพาดหัว แล้วมาดูกันว่านโยบายที่ดูเหมือนจะกีดกัน เหยียดเพศและชาติพันธุ์ที่สื่อทั้งหลายพยายามประโคมนั้น แท้จริงแล้วมีเบื้องหลังภายใต้คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียวอย่างไรบ้าง

usa3

“They’re bringing drugs, they’re bringing crime, they’re rapists. – พวกเขา (เม็กซิกัน) ขนยา เป็นบ่อเกิดของอาชญกรรม เป็นพวกชอบข่มขืน”

ถือเป็นไฮไลท์สำคัญสำหรับนโยบายคัดกรองคนเข้าเมืองให้เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะที่พรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นแหล่งขนยาข้ามประเทศ และเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทางการสหรัฐทุกยุคต่างก็จ่อหาทางแก้มานานแล้ว ทรัมป์เสนอนโยบายสร้างกำแพงยักษ์เพื่อกันพรมแดนดังกล่าว และส่งผู้อพยพที่ไม่มีใบรับรองอย่างถูกกฎหมาย (ซึ่งมีจำนวนราว 11 ล้านคน) กลับประเทศทันที ซึ่งอาจจะส่งผลให้แรงงานและกำลังการผลิตในประเทศลดลง

ในคำปราศรัยหาเสียงของทรัมป์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กล่าวไว้ว่าเหตุผลที่เขาตั้งนโยบายนี้ขึ้นมานั้น เพราะประเทศเม็กซิโกได้ส่งคน “ไม่ดี” เข้ามาในสหรัฐอเมริกา และทำลายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโดยรวม เพราะผู้คนที่เม็กซิกันส่งเข้ามานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่ก่อปัญหาเป็นทุนเดิม และก็นำปัญหาเหล่านั้นเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกา … “พวกเขาขนยา เป็นบ่อเกิดของอาชญกรรม เป็นพวกชอบข่มขืน”

และหลังจากที่เขาได้รับเลือกตั้งแล้ว ทรัมป์ก็ออกมาแถลงนโยบายเรื่องนี้อีกครั้ง (ผ่านรายการ 60 Minutes ช่อง CBS) โดยระบุว่า จะส่งคนเข้าเมืองที่มีประวัติอาชญากรรม เป็นสมาชิกแก๊งอันธพาล และพวกค้ายาซึ่งอาจจะมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านคนกลับประเทศทันที และจะสร้างกำแพงในพรมแดนบางจุดที่เปราะบาง และเขาจะทบทวนเรื่องผู้อพยพเข้าประเทศแบบผิดที่เหลือและวางนโยบายเพื่อให้เป็นกลางมากที่สุด

ซึ่งสื่อหลักๆ ทั้ง TIME และ The Washington Post พากันพาดหัวข่าวว่า “ทรัมป์วางแผนที่จะส่งผู้อพยพจำนวนสามล้านคนกลับประเทศทันที”

usa7

“I don’t want people coming in from the terror countries. – ผมไม่อยากให้คนจากประเทศก่อการร้ายเข้าประเทศเรา”

คำพูดนี้ให้สัมภาษณ์ที่ประเทศสกอตแลนด์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาโดยอ้างอิงถึงเหตุการ์ Brexit ซึ่งทรัมป์บอกเป็นนัยๆ ว่าเขาเห็นด้วยกับการ “คัดกรองผู้อพยพจากประเทศที่เหมาะสม” และสำหรับ “ประเทศก่อการร้าย” นั้น เขาก็ไม่ยินดีต้อนรับบุคคลเหล่านั้น

แต่เมื่อนักข่าวถามว่า เขาหมายถึงประเทศอะไรบ้าง ทรัมป์ก็เพียงแต่ตอบอ้อมๆ ว่า คำตอบได้รับการตัดสินใจจากคนทั่วโลกไปแล้ว คุณก็แค่มองให้ดีๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม โฆษกของทรัมป์ก็ออกมาพูดต่อทันควันว่า ทรัมป์หมายถึงการก่อการร้าย มิได้เกี่ยวโยงกับศาสนาดังที่คนอื่นตีความ แต่หมายถึงคนมุสลิมจากประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายเท่านั้น

ถ้าจะมองให้เป็นกลางที่สุดนั้น จะเห็นได้ว่ากระแสความหวาดกลัวเรื่องการก่อการร้ายจาก “ประเทศก่อการร้าย” นับจากเหตุการณ์ 9/11 และการก่อการร้ายหลายต่อหลายครั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นลุกลามกลายเป็นกระแสต่อต้านชาวมุสลิม และทำให้สองประเด็นนี้กลายมาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้น การประกาศปิดพรมแดน หรือการยกระดับมาตรการการตรวจคนเข้าเมืองพร้อมตรวจสอบประวัติผู้เข้าเมืองอย่างระมัดระวังมากขึ้นของทรัมป์นั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศที่ต้องห่วงใยสุขสภาวะของคนในประเทศตัวเองก่อน

ถึงแม้ว่า … ลึกๆ แล้วเราจะรู้ว่า ทรัมป์หมายถึงใคร และหมายถึงประเทศ (หรือศาสนา) ใดก็ตาม

usa6

“They asked me a question as to pro-life or choice … And I’m very, very proud to say that I am pro-life. – มีคนถามผมว่า เก็บไว้หรือเอาออก… ผมภูมิใจที่กล่าวว่า ผมสนับสนุนให้เก็บไว้”

นโยบายต่อต้านการทำแท้งอย่างถูกกฎหมายนี้อาจจะส่งผลให้คลินิกทำแท้งเถื่อนผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด แต่อย่างไรก็ตามเบื้องหลังนโยบายเหล่านี้นั้นมาจากความคิดเห็นของทรัมป์ที่ว่าด้วยการสนับสนุน Planned Parenthood หรือองค์กรที่ให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด และทรัมป์ก็เชื่อว่าเด็กทุกคนควรจะมีสิทธิ์ได้เกิด ดังที่เขาได้ปราศรัยไว้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2015 ว่าเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่กำลังจะมีลูก และเขาก็ตัดสินใจที่จะเอาลูกออก แต่ในที่สุดแล้ว ก็เก็บเด็กไว้ และเด็กคนนั้นก็โตมาเป็นซูเปอร์สตาร์ เป็นเด็กที่วิเศษที่สุดเท่าที่ทรัมป์เคยเห็น ดังนั้น เขาจึงภูมิใจมากที่จะสนับสนุนการเก็บเด็กไว้ ไม่ว่ากรณีใดๆ

ซึ่งเรา(แอบ)คิดดังๆ ว่า เขาอาจจะหมายถึงลูกสาวของตัวเองหรือเปล่า?

usa2

“I think I’d get along very well with Vladimir Putin. I just think so. – ผมว่า ผมน่าจะเข้ากับวลาดิเมียร์ ปูตินได้”

นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2007 แล้วที่ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ Larry King ทางช่อง CNN ว่าเขานับถือปูตินที่สามารถนำเอาความรุ่งเรืองของประเทศรัสเซียกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งหลังจากระบอบคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ไปอย่างยับเยินในช่วงสงครามเย็น และเขาก็ยังชื่นชมปูตินอีกด้วยว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของรัสเซียได้ดีกว่าการที่โอบาม่ากระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ปูตินชื่นชมเขาออกสื่อ และเขาเองก็ตอบรับการชื่นชมนั้น

ดังนั้น นโยบายต่างประเทศภายใต้รัฐบาลของ Donald Trump อาจเปลี่ยนแปลงขั้วมหาอำนาจในโลก แม้สหรัฐจะมีปัญหาระหองระแหงกับรัสเซียมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างพื้นที่ให้แก่ระบอบการปกครองของตน (ประชาธิปไตย vs. ลัทธิคอมมิวนิสต์) หรือการแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีที่สหรัฐชนะด้วยการส่งคนขึ้นไปบนดวงจันทร์ ฯลฯ แต่การเข้าสู่อำนาจของทรัมป์ในครั้งนี้อาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศเปลี่ยนไปจากในแง่ของการแข่งขันกัน เป็นการร่วมมือกันยึดครองอำนาจบนโลกนี้เพื่อสู้กับยักษ์ใหญ่จากเอเชียอย่างประเทศจีนก็เป็นได้