จากดาราเด็ก ถึงนักแสดงที่ประสบความสำเร็จจากภาพยนตร์โด่งดังหลายเรื่อง หนุ่มอังกฤษคนนี้ทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดัน

hollywood rising star + brit blood = jamie bell

160428_lofficiel_jbell_10_0050

ระหว่างจิบเบียร์เขาอธิบายว่าเพราะอะไรเขาถึงทำเช่นนั้น

นักแสดงชาวอังกฤษวัยสามสิบเบนสายตาครู่หนึ่ง เขาจมหายไปในความว่างเปล่าภายในตัวเองราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจเส้นทางชีวิตอันน่าเหลือเชื่อของเขาตั้งแต่กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากบทบาทแรกในภาพยนตร์เรื่อง Billy Elliot ที่เขารับบทหนุ่มน้อยจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน  กลายมาเป็นนักบัลเล่ต์อย่างไม่มีใครคาดคิด ภาพยนตร์เรื่อง Billy Elliot ถ่ายทำในปีค.ศ. 2000   ด้วยงบประมาณเพียง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถกวาดรายได้ไปถึง 109 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บวกรางวัลอีกนับสิบรายการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม  จากงาน BAFTA ที่เจมี่ได้รับนั่นเอง ความสำเร็จบนเส้นทางภาพยนตร์ของเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เขายังได้รับบทนำ ในภาพยนตร์โด่งดังอย่างเช่น King Kong (2005), The Adventures of Tintin (2011), Fantastic Four (2015) และเขาก็ยังรับงานภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก แต่ฝากฝีไม้ลายมือไว้เต็มๆ ทั้งเรื่อง Snowpiercer (2013), Nymphomaniac: Vol. II (2013) และซีรีส์ชุด TURN: Washington’s Spies (2014-2016) ถึงกระนั้นเจมี่ก็ไม่เคยลืมคำพูดของแม่ “แม่พูดถูก ผมเชื่อคำพูดแม่เสมอ แม่เองก็คิดว่าตัวเองถูกเสมอ” เขายิ้ม “ผมรู้ดีว่าผมอยู่ที่อังกฤษเสมอ ผมต้องกลับมา ไม่อาจทิ้งที่นี่ได้จริงๆ”

160428_lofficiel_jbell_08_0010

วัยเด็กที่ยุ่งเหยิง

เจมี่ไม่ได้เป็นดาราเหมือนกับนักแสดงคนอื่นๆ ชื่อของเขาไม่ได้ปรากฏอยู่บนพาดหัวข่าวแบบ Johnny Depp (จอห์นนี่ เดปป์) หรือ James Franco (เจมส์ ฟรังโก้) อาจเป็นเพราะลักษณะความสงวนตัวแบบคนอังกฤษหรือความอายที่มีต้นตอมาจากวัยเด็กอันยุ่งเหยิงที่เกิดมาในครอบครัวที่พ่อทอดทิ้ง  แม่ พี่สาว และตัวเขาไปตั้งแต่ยังไม่เกิด หรืออาจจะเป็นเพราะเขามาจากเมืองเบลลิงแฮม ซึ่งเป็นเมืองชนชั้นแรงงานทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษซึ่งมีชื่อเสียงอย่างเดียวคือเป็นบ้านเกิดของ Dunstan Bruce (ดันสตัน บรูซ) นักร้อง วง Chumbawamba (เจ้าของเพลง Tubthumping) Stephen Daldry (สตีเฟน ดัลดรี) ผู้กำกับภาพยนตร์ Billy Elliot ซึ่งเป็นผลงานเรื่องแรกของเขาหลังจากที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการละครละครเวทีมาอย่างยาวนาน ได้เลือกเจมี่จากเด็กๆ ที่มาคัดตัวกว่า 2,000 คนให้รับบทเด็กชายวัย 11 ปี ความเข้าใจในจังหวะทั้งการเต้นและจังหวะของภาพยนตร์  เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สร้างคนนี้ตัดสินใจเลือกเจมี่ในวัย 14 ปี มารับบทนี้ ซึ่งก็ส่งผลให้ชีวิตของเจมี่ได้หันเหไปสู่เส้นทางใหม่อย่างสิ้นเชิง

“ด้วยความที่เติบโตมาโดยไร้พ่อ ผมมักจะแสวงหาบุคคลที่มีบทบาทความเป็นพ่ออยู่เสมอ บุคคลที่เป็นต้นแบบของความเป็นชาย” เขาอธิบาย “แล้วผมก็มาพบกับผู้กำกับคนนี้  ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ ฉลาดหลักแหลม ผมชื่นชมเขา  จากใจจริง ความสำเร็จของภาพยนตร์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ  อีกทั้งยังเป็นความทรงจำที่ไม่แตกต่างไปจากเรื่องอื่น เป็น  ครั้งแรกในชีวิตที่ผมรับรู้ว่ามีอะไรอย่างอื่นเกิดขึ้นนอกเหนือจากในเมืองเล็กๆ ที่ผมเกิดและอาศัย และผมก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์พวกนั้นแทบแย่และยากให้มันดำเนินต่อไป”

ต่อเนื่องจากความสำเร็จของ Billy Elliot เจมี่เล่าเรื่องชีวิต ของเขาโดยเน้นย้ำว่าสื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขามีชื่อเสียงแบบนี้ “มันเป็นช่วงเวลาที่เหลือเชื่อมาก มีคนเป็นร้อยเข้ามา บอกผมว่า ผมเปลี่ยนชีวิตพวกเขา ในขณะที่ตัวผมเองอายุเพียงแค่ 15 ปี ตอนนั้นผมหลงทางเหมือนเด็กๆ กระเจิดกระเจิง และไม่ค่อยเคารพผู้คนรอบตัว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ผมตกอยู่ในช่วงเวลาอันสับสนและแสนเจ็บปวดนั้นประมาณปีครึ่ง แล้วก็กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติโดยการสมัครเข้าเรียนอีกครั้งหนึ่ง” นี่ทำให้เขากลับมาอยู่ในลู่ทางที่ถูกต้องอีกครั้ง เขากล่าวว่า “ผมไม่มีปัญหาอะไรกับสิ่งที่ผมต่อต้าน ชีวิตของผมดีมากๆ ผมได้รับโอกาสอันแสนพิเศษและผมก็รู้สึกขอบคุณ ผมค้นพบโลกภายนอกมากเกินกว่าที่จะกลับไปใช้ชีวิตในเมืองที่ผมเกิดอีกแล้ว ผมอยากทำงานต่อไปโดยไม่สะดุด ผมตั้งใจแน่วแน่   ที่จะประสบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ ผมคิดมาตลอด” เขาเล่าต่อว่า “ตอนไปเรียน ผมกลับไปอยู่ในสภาพคนที่ไร้ตัวตนอีกครั้ง ทำให้ผมคิดว่าต้องกลับมาทำงาน ตอนนั้นไม่มีอะไรเร่งรีบอีกแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าผมกลับมาเล่นหนัง   เรื่องใหม่…” เขานิ่งเงียบลงอีกครั้งหนึ่ง อาจจะเพราะนึกถึงเพื่อนนักแสดงเด็กหลายคนที่ทำชีวิตพังมานักต่อนักแล้ว

160428_lofficiel_jbell_02_0009

แม่ … คนใกล้ชิดที่จริงใจที่สุด

เขาออกจากภวังค์ และเล่าต่อว่า “แต่การตัดสินใจที่ดีที่สุดคือการที่ผมรู้จักกับเอเจนต์อย่าง Brian Swardstrom (ไบรอัน สวอร์ดสตรอม) และผู้จัดการอย่าง Vanessa Pereira (วาเนสซ่า เพอเรร่า) พวกเขาสุดยอดมากๆ และยังอดทน อยู่กับผมมาตลอด 17 ปี”

ความจงรักภักดีถือเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกประหลาดสำหรับวงการฮอลลีวูด เพราะที่นี่คุณสามารถเปลี่ยนผู้จัดการและเอเจนต์ได้ตลอดเวลา แต่เจมี่เชื่อว่านักแสดงที่เติบโตขึ้นมาในวงการนี้อย่างสง่างามจะต้องมีคุณสมบัตินี้ โดยเขายกตัวอย่างดาราอย่าง Natalie Portman (นาตาลี พอร์ตแมน) ที่สามารถ ใช้ชีวิตวงการได้อย่างราบรื่นเพื่อยืนยันคำพูดของเขาว่า 
“ความจงรักภักดีเป็นสิ่งสำคัญ”

คนที่เขาใกล้ชิดมากที่สุดคือ Elaine (เอแลน) แม่ของเขา เวลาเธอมาเยี่ยมลูกชายที่ฮอลลีวูด เธอก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจไปกับอะไรอีกต่อไปแล้ว “แม่อยู่ในเมืองเมืองเดิม บ้านหลังเดิมมาตลอดชีวิต ถึงแม้จะเห็นได้ชัดๆ ว่าแอลเอให้คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเมืองชนชั้นแรงงานเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของอังกฤษ แต่แม่ก็ยังไม่ยอมตัดสินใจแต่อย่างใด”

เมื่อสามปีที่แล้ว ลูกชายของเขาเกิดมาเพียงไม่นานก่อน  ที่เขาจะแยกทางกับ Evan Rachel Wood (อีวาน ราเชล วูด) บรรดาสื่อไม่ยั้งมือในการตีข่าวนี้และนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นพิเศษสำหรับเขา จนกระทั่งเขามาพบกับ Kate Mara (เคท มาร่า) ดาราสาวจากซีรีส์เรื่อง House of Cards (2013-2014) เขาร่วมงานกับเธอจากเรื่อง Fantastic Four (2015) และก็ได้พัฒนาความสัมพันธ์และใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านย่านซิลเวอร์เลกที่แอลเอ ทั้งคู่เคยพบกันครั้งหนึ่งตอนไปคัดตัวที่นิวยอร์กเมื่อสิบปีที่แล้ว “ผมจำเธอได้ดี เธองดงามมากอายุมากกว่าผมเล็กน้อย เป็นผู้ใหญ่แล้ว และผมต้องจูบเธอ ผมรู้สึกอายเล็กน้อยที่ต้องจูบเธอ แล้วก็มีผู้ชายคนอื่นๆ ที่ต้องแสดงบทเดียวกันในการคัดตัวครั้งนั้น นับจากวันนั้น เธอก็ทำให้ผมมั่นใจว่าผมจูบได้ดีมากเลยทีเดียว” ในขณะเดียวกันเขาก็ยอมรับว่า “ผมเอาใจเธอไม่ค่อยเก่ง ผมไม่ค่อยรู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง ต้องเริ่มแสดงท่าทางยังไงหรือพูดอะไร”

แฟนบอลทีมอาร์เซนอลอย่างเขาใช้เวลาในการทำความเข้าใจกฎกติกาของอเมริกันฟุตบอลอยู่นาน เพราะว่าครอบครัวของมาร่าเป็นเจ้าของทีม Pittsburgh Steelers และทีม New York Giants “มันเป็นเป็นหนังดราม่าเล่นสดที่ดีที่สุดที่ผมรู้จัก”

160428_lofficiel_jbell_05_0010

นักเต้นที่มีแรงบันดาลใจอันเหลือล้น

ช่วงฤดูร้อนปีนี้ เขามีถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Film Stars Don’t Die in Liverpool ที่มี Annette Bening (แอนเนต เบนิง) รับบทเป็นนักแสดงในตำนานอย่าง Gloria Grahame (กลอเรีย เกรแฮม) ที่เป็นมะเร็งในช่วงที่เธอถ่ายละครเรื่องสุดท้ายในประเทศอังกฤษและตกหลุมรักชายคนหนึ่งซึ่งรับบทโดยเจมี่เอง “ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการฉายภาพช่วงชีวิตที่หล่อนแก่ตัวลงและถูกโลกลืมเลือนไปอย่างช้าๆ” เกรแฮมเคยได้รับรางวัลออสการ์จากเรื่อง The Bad and the Beautiful (1952) ภาพยนตร์คลาสสิกของ Vincente Minelli (วินเซนต์ มิเนลลี)

จริงๆ แล้วตัวตนของเจมี่ เบลเป็นอย่างไรกันแน่ เราสรุปถามคำถามสุดท้าย “ผมเองก็พยายามที่จะตอบตัวเองมาตลอดว่าผมถนัดอะไร ผมเป็นหนุ่มน้อยอย่างบิลลี่ อีเลียต หรือเป็นแกงสเตอร์ใน Nymphomaniac และตอนนี้ผมก็คิดว่ายังตอบคำถามนั้นไม่ได้หรอกนะ”