NOT JUST NUMBERS

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่การแข่งขันมาราธอนของบรรดาผู้ที่รักความเร็วและหลงใหลในรถสปอร์ตแห่งศตวรรษที่ 20

การขับขี่ด้วยความเร็วสูงผ่านหมู่บ้านเล็กๆ วิ่งไปตามชานเมืองของดินแดนในอิตาลี ผ่านฝูงชนที่คอยจับตาดูและเฝ้ามองผู้ที่เป็นเจ้าแห่งความเร็วและรถในฝันที่อยู่ในดวงใจ ซึ่งพร้อมจะเชียร์ ส่งเสียงและสรรเสริญให้แก่ฮีโร่ของพวกเขาเหล่านั้น

lopt mil1

เทศกาลซิ่งผ่านหมู่บ้านนี้เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ต้องการจะซ้ำแบบใครของชาวอิตาเลียนคนหนึ่งที่มีนามว่า อายโม แมกกี แห่งคอนเต และบรรดาเพื่อนๆของเขา โจวานนี กาเนสตรินี ท่านเคานต์แห่ง ฟรังโก มาสซอตติ และ รานโซ กาสตาญโญ ที่มารวมตัวกัน และหารือว่าเราจะต้องทำอะไรสักอย่างเพราะว่าอิตาลีกรังซ์ปรีที่เคยเป็นเทศกาลกำลังจะถูกขโมย และย้ายไปจัดที่ใหม่นั่นคือสนามมอนซา (ปัจจุบันใช้ในการแข่งขัน F1 ด้วย) และยังอยู่ภายใต้การดูแลของคลับรถยนต์แห่งมิลาน มันทำให้สายเลือดมอเตอร์สปอร์ตชาวอิตาลีที่อาศัยอยู่โดยรอบเมืองเบรสซาซึ่งมีความรักในมอเตอร์สปอร์ตต้องตกตะลึงกับเรื่องนี้ในปี 1922 บรรดาอิตาเลียนบอยทั้งหลายมีความชอบมอเตอร์สปอร์ตมายาวนาน แม้ว่าอิตาลีจะก้าวเข้าสู่ยุคของสังคมเกษรตรกรรมในปี 1927  ทั้งประเทศมีรถยนต์อยู่เพียง 170,000  คัน และแน่นอว่ามันคือรถที่ผลิตจากประเทศอังกฤษอีกต่างหาก!!!!

ในเมืองผู้ขับขี่จะต้องขับรถชิดซ้าย แต่พออกมาสู่ชนบทกลับกลายเป็นว่ามาขับชิดขวากันแทน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ทางรัฐบาลมีนโยบายจะสร้างอาณาจักรโรมันใหม่ขึ้นมาพอดี มันเลยทำให้อายโมมีความคิดที่จะเอามอเตอร์สปอร์ตมาชูให้โดดเด่นอีกครั้ง อายโมและบรรดาเพื่อนๆ เดินทางไปยังมิลานเพื่อเข้าไปคลุกคลี กับบรรดาผู้ที่อยู่ในกลุ่มคลับรถยนต์แห่งมิลาน

จุดเริ่มต้นของการแข่ง Mille Miglia (มิลเล มิญลิยา) หรือ การแข่งขัน 1,000 ไมล์ นี้เริ่มต้นในวันที่ 2 ธันวาคม 1926 หลังจากกรรมการแข่งรถขั้นภูเขาซึ่งเป็นรายการท้องถิ่น อายโมและเพื่อนๆนัดกันพูดคุยที่โต๊ะอาหารมื้อค่ำ 4 ทหารเสือถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องของมอเตอร์สปอร์ตที่ไม่ใช่เพียงแข่ง มันต้องเป็นจินตนาการใหม่ของชาวอิตาลี การสร้างสนามใหม่เป็นเรื่องที่ดึงดูดให้การแข่งสนุกและน่าสนใจได้เป็นอย่างดี แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย การแข่งขันแบบโรดเรซิงโดยใช้ถนนที่มีอยู่แล้ว จึงเป็นทางเลือกที่หลายฝ่ายเห็นเป็นทางเดียวกัน โดยเส้นทางแข่งขันที่ต้องการนั้นจะต้องเป็นการเริ่มต้นที่เบรสซาวิ่งไปยังโรม และย้อนกลับมาที่เบรสซาอีกครั้ง เพื่อที่จะให้ได้ระยะทาง 1,600 กิโลเมตรโดยประมาณ และเพื่อให้ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ยินถึงการแข่งขันนี้จะต้องร้องขึ้นว่า

นั่นมันหนึ่งพันไมล์เลยนี่น่า!!!

และนี่คือจุดเริ่มต้นของการแข่งขันมิลเล มิญลิยา และจัดตั้งสมาคมรถยนต์แห่งเบรสซาเพื่อสนับสนุนการแข่งโยที่กาสตาเญโตเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องแผนงานทั้งหมด

lopt mil5
(Photo by The Chicanf)

การแข่งขันที่ดุเดือดเริ่มขึ้นเมื่อปี 1927 แน่นอนว่าช่วงปีแรกคงหนีไม่พ้นรถจากสหราชอาณาจักรที่มาร่วมลงแข่งขัน หลังจากนั้นมิลเล มิญลิยา ก็เป็นแหล่งรวมเอาบรรดารถยนต์จากหลายที่มาร่วมทำการแข่งขัน คู่แข่งตัวฉกาจที่จะต้องมาดวลฝีมือกันก็หนีไม่พ้น Ferrari, Maserat, Aston Martin และแน่นอนที่สุดว่าจะต้องมี Mercedes-Benz เข้าร่วมด้วย โดยเบนซ์ได้เข้าร่วมการแข่งครั้งแรกในปี 1930 และประสบความสำเร็จในปีต่อมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวยนตกรรมในปี 1955 กับรุ่น 300 SLR (M-066) และเป็นครั้งแรกที่ส่งลงแข่งในรายกาย มิลเล มิญลิยา เพื่อมาเจอกับคู่แข่งที่น่ากลัวดังกล่าว และรถที่เข้าร่วมการแข่งขันก็ไม่ใช่น้อย ทุกๆนาทีที่เริ่มการแข่งขันจะมรถแข่งเรียงรายที่จุดสตาร์ทและปล่อยตัวออกไปทีละคันเข้าสู่เส้นทางวิ่ง 1,000 ไมล์ อันเลื่องชื่อ

ตั้งแต่ปี 1949 นั้นลำดับการสตาร์ทถูกปรับเปลี่ยนให้ง่ายต่อระบบการจัดการและการจดจำ เลาที่เอารถเข้าไปสู่ตำแหน่งสตาร์ทจะเป็นเวลาที่ถูกบันทึกเอาไว้สำหรับรถแข่งคันนั้น และเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ เวลาในการสตาร์ทก็จะกลายเป็นเบอร์ของรถแข่งคันนั้นด้วย รุ่งเช้า 7.22 นาที รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ 300 SLR เครื่องยนต์ 8 สูบ แถวเรียงความจุ 2,982 ซีซี. จัดวางเอียง 33 องศาทางด้านขวา ระบบฉีดเชื้อเพลงแบบ Direct Fuel Injection พร้อม Desmodromic Valve Control ให้กำลังสูงสุด 310 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที จอดที่เส้นสตาร์ทพร้อมโลดแล่นไปยังเส้นทาง 1,000 ไมล์ในปี 19555

Mille Miglia (Brescia/Italien), 1. Mai 1955; Mille Miglia (Bresc
(Photo by Driving.com)

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นักขับเชื้อสายอังกฤษ สเตอร์ลิง มอสส์ มาพร้อมกับผู้นำทางที่พกกระดาษโน๊ตแผนที่เส้นทางวิ่งแผ่นยาว 6 เมตร เดนิส เจนคิสสัน ม้วนจัดระเบียบแผนที่นำทางของเขาเป็นอย่างดี มันคือระบบนำทางยุคแรกที่ยาว 6 เมตร และถูกม้วนให้ใช้งานและการจัดเก็บได้ง่าย เดนิสเรียกมันว่า โรลเลอร์ แมพ ด้วยความสามารถในการขับแข่งของสเตอร์ลิงทำให้ 300 SLR 722 คันนั้นเป็นผู้นำตั้งแต่ช่วงที่ผ่านโรมแล้ววนกลับมาอีกครั้งหนึ่งคู่หูใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 10 ชั่วโมง 17 นาที 48 วินาที ในการข้ามเส้นชัยและคว้าชัยชนะไปครอง ซึ่งใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 157.65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และผู้ที่ตามมาเป็นลำดับที่ 2 คือ เจ.เอ็ม ฟานโจ ซึ่งรถที่เขาพาผ่านธงตราหมากรุกมาเป็นคันที่ 2  คือ  เมอร์เซเดส-เบนซ์ 300 SLR เช่นกัน นับว่าเป็นชัยชนะทีหวานหอมของเบนซ์ในปีนั้น

loptimum not123
(Photo by Diecast x Change)

722 คือรหัสร้ายของดาวจรัสแสงที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ SLR จึงไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขที่ติดมาเพื่อความเท่ แต่มันคือตัวเลขแห่งตำนานที่อยู่คู่กันมาหลังจากได้รับชัยชนะอันน่าภาคภูมิใจ

(Photo cover by fidelity house)